The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก ม5_210816_085926 (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by oeav2548, 2021-09-14 23:55:17

โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก ม5_210816_085926 (1)

โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก ม5_210816_085926 (1)

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 1 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 2 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 3 ชีววิทยา เลม่ 1

ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5

กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 4

บริษัท อกั ษรเจริญทศั น์ อจท. จำกัด : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรงุ เทพฯ 10200
Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand
โทรศพั ท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com

1หน่วยการเรยี นรู้ท่ี

โครงสร้างและหน้าท่ีของพชื ดอก

ผลการเรียนรู้
• อธิบำยเกี่ยวกับชนดิ และลกั ษณะของเนอื้ เยอื่ พืช และเขียนแผนผังเพอื่ สรปุ ชนิดของเนอ้ื เยอ่ื พืช
• สังเกต อธบิ ำย และเปรียบเทียบโครงสร้ำงภำยในของรำกพชื ใบเล้ียงเดยี่ วและรำกพืชใบเลี้ยงคูจ่ ำกกำรตัดตำมขวำง
• สงั เกต อธบิ ำย และเปรียบเทยี บโครงสรำ้ งภำยในของลำตน้ พชื ใบเลี้ยงเด่ียวและลำต้นพืชใบเลย้ี งคู่จำกกำรตัดตำมขวำง
• สังเกต และอธิบำยโครงสร้ำงภำยในของใบพืชจำกกำรตัดตำมขวำง
• สืบคน้ ขอ้ มูล สังเกต และอธบิ ำยกำรแลกเปลย่ี นแก๊สและกำรคำยน้ำของพืช
• สืบค้นข้อมูล และอธบิ ำยกลไกกำรลำเลยี งนำ้ และธำตุอำหำรของพืช
• สืบค้นข้อมูล อธบิ ำยควำมสำคญั ของธำตอุ ำหำร และยกตัวอย่ำงธำตอุ ำหำรท่ีสำคัญที่มผี ลต่อกำรเจรญิ เตบิ โตของพชื
• อธบิ ำยกลไกกำรลำเลียงอำหำรในพชื

เนอื้ เย่ือพชื เนื้อเยื่อเจริญ (meristematic tissue)

1.เซลล์มีขนาดเลก็ 2. ผนังเซลล์บาง

3. มีนิวเคลยี สขนาดใหญ่ 4. vacuoles ไมม่ ี หรอื มีขนาดเลก็

5.ไม่มี intercellular spaces คือช่องว่างระหวา่ งเซลลข์ ณะเซลล์เรียงตวั

6. สามารถคงคุณสมบัตกิ ารแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ ไดต้ ลอดชวี ิต แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 ชนดิ ดงั น้ี

เนอ้ื เยื่อเจริญส่วนปลาย เน้อื เยือ่ เจริญเหนอื ขอ้ เน้อื เยอ่ื เจริญด้านข้าง
(apical meristem) (intercalary meristem) (lateral meristem)

เนอ้ื เย่ือพืช เนอื้ เยอ่ื เจริญส่วนปลาย (apical meristem)

การเจรญิ ของเน้ือเยื่อเจรญิ ส่วนปลาย เป็นการเจรญิ แบบปฐมภูมิ ทาให้สว่ นต่างๆ ของพชื ยาวเพม่ิ ขึ้น

เน้ือเย่ือเจริญปลายยอด(Apical root meristem) เนือ้ เย่ือเจรญิ ปลายราก(Apical shoot meristem)

ถ้าพบบริเวณยอดพืช เรยี กวา่ เนอื้ เยือ่ เจรญิ ปลายอด ถ้าพบบริเวณปลายราก เรียกวา่ เนื้อเย่ือเจริญปลายราก

เน้อื เยื่อพชื เนื้อเยื่อเจริญเหนอื ข้อ (intercalary meristem)

เน้อื เย่ือเจรญิ เหนอื ข้อ เป็นการเจรญิ แบบปฐมภูมิ ทาให้บริเวณข้อของพืชยืดยาวเพ่ิมขน้ึ

เนอ้ื เย่ือเจรญิ เหนือขอ้ พบอยู่ระหว่ำงข้อตรงบริเวณเหนือข้อล่ำง
ข้อหรือปลอ้ งบริเวณนจี้ ะแบง่ เซลลไ์ ดย้ ำวนำนกวำ่ บริเวณอื่น
ส่วนใหญ่มกั พบในพชื ใบเลี้ยงเด่ยี ว เชน่ หญา้ ข้าว ขา้ วโพด ไผ่

เน้อื เยอื่ พืช เนอื้ เยือ่ เจริญดา้ นขา้ ง (lateral meristem)

เนื้อเยอื่ เจรญิ ดา้ นขา้ งเปน็ เนื้อเย่ือท่ีอยู่ในแนวขนานกบั เสน้ รอบวง เรยี กว่า แคมเบยี ม
ซ่ึงเป็นเนอ้ื เยอื่ ที่มีการเจรญิ แบบทุติยภมู ิ ทาให้ลาตน้ หรือรากพืชมขี นาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางเพิ่มขนึ้

คอร์กแคมเบียม
พบในชั้นเอพเิ ดอร์มิส

เน้ือเยอ่ื เจรญิ ด้านขา้ ง วาสคิวลารแ์ คมเบยี ม
อยรู่ ะหวำ่ งเน้อื เยื่อทอ่ ลำเลยี งน้ำและทอ่ ลำเลยี งอำหำร

เน้อื เยือ่ พชื เนอื้ เยือ่ ถาวร (permanent tissue)

เน้อื เยอื่ ถำวรมหี ลำยชนดิ แต่ละชนิดพฒั นำและเปล่ยี นสภำพมำจำกเนอื้ เยอื่ เจริญ เปน็ เซลลท์ ่มี รี ปู ร่ำงเฉพำะ
โดยปกติไม่สำมำรถแบ่งเซลลเ์ พ่มิ จำนวนได้ โดยเนื้อเยอ่ื ถำวรแบง่ ได้เปน็ 3 ระบบ ดงั น้ี

ระบบเน้อื เย่อื ผิว ระรบะบบบเเนนอ้ื้ือเเยย่ืออื่ ผพิวน้ื ระบบเนอ้ื เยื่อท่อลาเลยี ง

เนอื้ เยื่อพืช ระบบเนื้อเยื่อผิว(epidermal tissue system)

เอพิเดอร์มสิ (epidermis) เอพเิ ดอรม์ ิส เป็นเน้อื เยือ่ ที่อยู่รอบนอกสดุ ของสว่ นตำ่ ง ๆ ของพืช
ส่วนใหญเ่ ปน็ เซลล์ผิว ที่เรียงตัวกันเพยี งช้ันเดียว
เซลล์คุม
ชั้นเอพิเดอรม์ สิ บรเิ วณผวิ ใบจะพบเซลล์คุม(guard cell) ที่มีรูปรำ่ งคลำ้ ยไตหรอื
รปู ำกใบ เมลด็ ถว่ั แดง
ชน้ั เอพเิ ดอร์มสิ ในรำกพชื ประกอบดว้ ยเซลลผ์ ิวและเซลล์ขนรำก
แตไ่ ม่พบเซลล์คมุ

เนือ้ เยอ่ื พชื ระบบเน้อื เยื่อผิว(epidermal tissue system)

เพริเดิร์ม(periderm) เกดิ จำกกำรแบง่ ตัวของเนอื้ เย่ือบริเวณเส้นรอบวงของรำกและลำตน้
เพริเดริ ์มประกอบดว้ ยกลุ่มเซลล์ชน้ั นอกสุด คอื คอรก์ หรอื เฟลเลม
ช้ันถัดมำ คอื คอร์กแคมเบียมหรือเฟลโลเจน และชัน้ ในสดุ คอื เฟลโลเดริ ม์
พบในพืชที่มอี ำยมุ ำก

เนื้อเยือ่ พชื ระบบเนือ้ เย่อื ผิว(epidermal tissue system)

พาเรงคมิ า(parenchyma) ประกอบด้วยเซลลพ์ ำเรงคิมำ
เป็นเซลล์ท่ีมีชวี ิต สว่ นใหญ่มรี ปู ร่ำงคอ่ นข้ำงกลม ภำยในมแี วควิ โอลขนำดใหญ่
มผี นงั เซลลป์ ฐมภมู ทิ ีม่ ีควำมหนำบำงสมำ่ เสมอกนั ทง้ั เซลล์
พบในบรเิ วณทแ่ี ตกต่ำงกัน อำจมีสว่ นประกอบแตกต่ำงกัน จงึ มหี นำ้ ทท่ี ่ี
หลำกหลำย เชน่ พบท่ใี บทำหน้ำท่ีสงั เครำะห์ดว้ ยแสง พบทล่ี ำตน้ ทำหน้ำที่
สะสมอำหำรหรอื สำรตำ่ ง ๆ ท่จี ำเปน็ ตอ่ กำรดำรงชวี ติ ของพชื

เนือ้ เยอ่ื พชื ระบบเนอื้ เยอื่ ผิว(epidermal tissue system)

คอลเลงคมิ า(collenchyma) เป็นเน้อื เยื่อทใ่ี ห้ควำมแข็งแรงแก่โครงสรำ้ งพชื
พบมำกบริเวณใต้ชนั้ เอพเิ ดอรม์ ิสของลำตน้ ก้ำนใบ และแผน่ ใบ
ประกอบด้วยเซลล์ท่ีเรียกวำ่ เซลล์คอลเลงคิมำ ซง่ึ เปน็ เซลล์ทีม่ ีชีวิต
มีลกั ษณะคลำ้ ยกบั เซลล์พำเรงคิมำ แต่มีผนงั เซลลป์ ฐมภมู ิค่อนข้ำงหนำ
และมคี วำมหนำบำงไมส่ ม่ำเสมอกัน รปู ร่ำงรี ยำว

เนอ้ื เย่ือพืช ระบบเน้ือเยอ่ื พืน้ ระบบเนอื้ เยื่อผวิ (epidermal tissue system)

สเกลอเรงคมิ า(scherenchyma) ทำหนำ้ ที่ชว่ ยพยงุ และใหค้ วำมแข็งแรงแกส่ ่วนต่ำง ๆ ของพชื
ประกอบด้วยเซลล์ทเี่ รยี กวำ่ เซลล์สเกลอเรงคิมำ ซง่ึ เปน็ เซลลท์ ่ีไม่มีชวี ติ
มีทัง้ ผนงั เซลลป์ ฐมภมู แิ ละผนงั เซลลท์ ตุ ยิ ภูมิทค่ี ่อนขำ้ งหนำ

จำแนกออกไดเ้ ป็น 2 ชนดิ ตำมลกั ษณะรูปรำ่ งของเซลล์

ได้แก่ เซลลเ์ ส้นใยหรือไฟเบอร์(fiber) และสเกลอรดี (sclereid) หรือส
โตนเซลล(์ stone cell) ท้ังสองชนดิ มีหนำ้ ทใี่ หค้ วำมแขง็ แรงแก่สว่ นต่ำงๆ
ของพชื พบมำกตำมส่วนแข็งในพืช เชน่ เปลอื ก เมล็ด และ
กะลำมะพร้ำว เป็นตน้

เน้อื เย่อื พชื ระบบเนอ้ื เย่ือทอ่ ลาเลยี ง(vascular tissue)

ไซเล็ม(xylem) ประกอบด้วยเซลลท์ ที่ ำหน้ำทล่ี ำเลยี งนำ้ ไดแ้ ก่ เวสเซล(vessel)
และเทรคดี และเซลลอ์ ่ืนๆ ไดแ้ ก่ พำเรงคิมำ ไฟเบอร์
เป็นเซลล์ที่มรี ปู ร่ำงยำว ส่วนปลำยคอ่ นขำ้ งแหลม
ทำหน้ำท่ลี ำเลยี งน้ำและธำตอุ ำหำรจำกรำกไปยังส่วนตำ่ งๆ

เนื้อเยือ่ พชื ระบบเนื้อเยอ่ื ทอ่ ลาเลยี ง(vascular tissue)

โฟลเอ็ม(Phloem) ประกอบดว้ ยเซลล์ท่ที ำหนำ้ ทลี่ ำเลยี งอำหำร ได้แก่ ซฟี ทวิ บ์ ซง่ึ มเี ซลล์
คอมพำเนียนทภ่ี ำยในมนี วิ เคลยี สควบคุมกำรทำงำน และมเี ซลล์อื่นๆ ไดแ้ ก่
พำเรงคมิ ำ ไฟเบอร์
เป็นเซลล์ที่มีชวี ติ มรี ปู รำ่ งของเซลล์เป็นทรงกระบอก
ทำหนำ้ ทล่ี ำเลยี งอำหำรที่ได้จำกกระบวนกำรสงั เครำะหด์ ้วยแสง

โครงสร้างและหน้าท่อี วยั วะของพชื ใบ

ทาหน้าที่ผลติ อาหารโดยกระบวนการ
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงและคายนา้

ลาต้น

ทาหนา้ ทล่ี าเลยี งน้า ธาตุอาหาร และอาหาร
ไปส่สู ่วนต่างๆ และช่วยพยุงลาต้น

ราก

ทาหน้าทีด่ ูดน้าและธาตุอาหารทอี่ ย่ภู ายในดิน

โครงสร้างและหน้าที่อวยั วะของพชื โครงสร้างภายในของรากพชื พืชใบเลย้ี งคู่

พชื ใบเลย้ี งเดี่ยว ไซเลม็

โฟลเอม็

2
3

1

1 เอพเิ ดอร์มิส เปน็ เนื้อเยือ่ ทีอ่ ยนู่ อกสุด เซลล์จะเรยี งตัวเป็นแถวเดียว บำงเซลล์เปลี่ยนเปน็ ขนรำก ทำหน้ำทด่ี ูดนำ้ และธำตุอำหำร
2 คอร์เทกซ์ เปน็ บรเิ วณที่อยู่ถัดจำกเอพเิ ดอรม์ ิส ส่วนใหญเ่ ปน็ เนอื้ เยื่อพาเรงคมิ า และมชี ัน้ เอนโดเดอร์มสิ ท่ีมแี ถบแคสพาเรยี น
3 สตลี เป็นบรเิ วณทีอ่ ยู่ถัดจำกคอร์เทกซ์ ประกอบดว้ ย เพริไซเคิล มดั ทอ่ ลาเลียง พธิ





หนา้ ท่ขี องราก

รากมหี นา้ ทห่ี ลกั ทส่ี าคญั คอื
1. ดูด ( absorption ) นา้ และแร่ธาตทุ ล่ี ะลายนา้ จากดนิ เขา้ ไปในลาตน้
2. ลาเลยี ง ( conduction ) นา้ และแร่ธาตรุ วมทงั้ อาหารซง่ึ พชื สะสมไวใ้ นรากข้นึ สูส่ ว่ นต่างๆ
ของลาตน้
3. ยดึ ( anchorage ) ลาตน้ ใหต้ ดิ กบั พ้นื ดนิ
4. แหลง่ สรา้ งฮอรโ์ มน ( producing hormones ) รากเป็นแหลง่ สาคญั ในการผลติ
ฮอรโ์ มนพชื หลาย

ชนดิ เช่น ไซโทไคนนิ จบิ เบอเรลลนิ ซง่ึ จะถกู ลาเลยี งไปใชเ้พอ่ื การเจรญิ พฒั นาของสว่ นลาตน้ ส่วนยอด

และสว่ นอน่ื ๆของพชื นอกจาก

น้ยี งี มรี ากของพชื อกี หลายชนดิ ทท่ี าหนา้ ทพ่ี เิ ศษอน่ื ๆ เช่น สะสมอาหาร สงั เคราะหแ์ สง คา้ จนุ ยดึ เกาะ

หายใจ เป็นตน้

ชนิดของราก
3.1 รากฝอย ( fibrous root ) เป็นรากเสน้ เลก็ ๆมากมายขนาดสมา่ เสมอตลอดความ
ยาวของราก งอกออกจากรอบๆโคนตน้ แทนรากแกว้ ทฝ่ี ่อไป พบในพชื ใบเล้ยี งเดย่ี วเป็นสว่ นใหญ่
เช่น รากขา้ ว ขา้ วโพด หญา้ หมาก มะพรา้ ว ตาล กระชายและพบในพชื ใบเล้งี คู่บางชนิด เช่น

รากตอ้ ยต่งิ มนั เทศ มนั แกว

3.2 รากคา้ จนุ ( prop root ) เป็นรากทแ่ี ตกออกจากขอ้ ของลาตน้ ทอ่ี ยู่ใตด้ นิ และเหนอื
ดนิ เลก็ นอ้ ย แลว้ พงุ่ ทะแยงลงไปในดนิ เพอ่ื ช่วยพยุงและคา้ จนุ ลาตน้ ไดแ้ ก่ รากเตย ลาเจยี ก
ขา้ วโพด ยางอนิ เดยี โกงกาง และไทรยอ้ ย เป็นตน้

3.3 รากสงั เคราะหแ์ สง ( photosynthetic root ) เป็นรากทแ่ี ตกออกจากขอ้
ของลาตน้ หรอื ก่งิ แลว้ หอ้ ยลงมาในอากาศ มสี เี ขยี วของคลอโรฟิลลจ์ งึ สงั เคราะหแ์ สงได้ ไดแ้ ก่ ราก
กลว้ ยไม้ ไทร โกงกาง ซง่ึ จะมสี เี ขยี วเฉพาะตรงทห่ี อ้ ยอยู่ในอากาศเทา่ นนั้ รากกลว้ ยไมน้ อกจากจะ
มสี เี ขยี วและช่วยในการสงั เคราะหแ์ สงแลว้ พบวา่ มเี ยอ่ื พเิ ศษลกั ษณะนุ่มคลา้ ยฟองนา้ เป็นเซลล์
พวกพาเรงคมิ าเรยี งตวั กนั อย่างหลวมๆ โดยมชี ่องวา่ งระหวา่ งเซลลม์ ากเรยี ก นวม
( velamen ) หมุ้ อยู่ตามขอบนอกของรากช่วยดูดนา้ รกั ษาความช้นื ใหแ้ ก่ราก ตลอดทงั้
ช่วยในการหายใจดว้ ย

3.4 รากหายใจ ( respiratory root or aerating root ) เป็นรากทช่ี ู
ปลายรากข้นึ มาเหนือพ้นื ดนิ บางทกี ล็ อยตามผวิ นา้ เพอ่ื ช่วยในการหายใจไดม้ ากเป็นพเิ ศษกวา่ ราก
ปกตทิ วั่ ๆไป ทง้ั น้เี พราะโครงสรา้ งของรากประกอบดว้ ยเซลลพ์ าเรงคมิ าซง่ึ เรยี งตวั อย่างหลวมๆ มี
ช่องวา่ งระหวา่ งเซลลม์ าก ทาใหอ้ ากาศผา่ นเขา้ สู่เซลลช์ น้ั ในของรากไดง้ า่ ย รากเหล่าน้อี าจ
เรยี กว่า รากท่นุ ลอย ( pneumatophore ) ไดแ้ ก่ ลาพู แสม โกงกาง แพงพวย
นา้ และผกั กระเฉด เป็นตน้

3.5 รากเกาะ ( climbing root ) เป็นรากทแ่ี ตกออกมาจากส่วนขอ้ ของลาตน้ แลว้
เกาะตดิ กบั สง่ิ ยดึ เกาะ เช่นเสาหรอื หลกั เพอ่ื พยงุ ลาตน้ ใหต้ ดิ แน่นและชูสว่ นของลาตน้ ใหส้ ูงข้นึ ไป
และใหส้ ว่ นต่างๆของพชื ไดร้ บั แสงมากข้นึ ไดแ้ ก่ พลูพลูด่าง พรกิ ไทย และกลว้ ยไม้ เป็นตน้

3.6 รากกาฝาก ( parasitic root ) เป็นรากของพชื ทไ่ี ปเกาะตน้ พชื ชนดิ อน่ื แลว้ มี
รากเลก็ ๆแตกออกมาเป็นกระจกุ แทงลงไปในลาตน้ จนถงึ ท่อลาเลยี งเพอ่ื แย่งอาหาร ไดแ้ ก่ ราก
ฝอยทอง กาฝาก เป็นตน้

3.7 รากสะสมอาหาร ( storage root ) ทาหนา้ ทส่ี ะสมอาหารพวกแป้ง ไขมนั
และโปรตนี เช่น รากกระชายมนั เทศ มนั แกว มนั สาปะหลงั เป็นตน้

3.8 รากหนาม ( root thorn ) เป็นรากทม่ี ลี กั ษณะเป็นหนามงอกมาจากบรเิ วณโคนตน้
ตอนงอกใหมๆ่ เป็นรากปกตแิ ต่ต่อมาเกดิ เปลอื กแขง็ ทาใหม้ ลี กั ษณะคลา้ ยหนามแขง็ ช่วยป้องกนั
โคนตน้ ได้ เช่น ปาลม์

การลาเลียงนา้ และธาตุอาหารของพืช

แบบอโพพลาสต์ น้ำในดินจะเข้ำสู่รำกผ่ำนช้ันคอร์เทกซ์ของรำกไป แบบซิมพลาสต์ น้ำจะเคล่ือนผ่ำนเซลล์หน่ึงผ่ำนไปอีกเซลล์หน่ึง
จ น ถึ ง ช้ั น เ อ น โ ด เ ด อ ร์ มิ ส โ ด ย น้ ำ จ ะ ผ่ ำ น จ ำ ก เ ซ ล ล์ ห นึ่ ง ไ ป ยั ง ทำงไซโทพลำซึมท่อลำเลียง พลาสโมเดสมาตา และเย่ือหุ้มเซลล์
อกี เซลลห์ นงึ่ ทำงผนงั เซลล์ หรอื ผำ่ นทำงช่องว่ำงระหวำ่ งเซลล์ ผ่ำนชนั้ เอนโดเดอรม์ ิสกอ่ นเขำ้ สู่ท่อลำเลียงไซเล็มตอ่ ไป

การลาเลียงอาหารของพชื 1 แหลง่ สรา้ ง หรอื ใบสงั เคราะห์ดว้ ยแสง สร้างอาหารประเภทน้าตาล

ซฟี ทวิ บ์ตน้ ทาง 2 นา้ ตาลท่พี ืชสรา้ งขน้ึ จะถูกลาเลยี งเข้าสู่ซีฟทิวบ์ ในรูปของน้าตาล
ซโู ครส ดว้ ยกระบวนการแพรแ่ บบแอกทฟี ทรานสปอรต์ ทาให้ความ
ไซเลม็ โฟลเอ็ม 2 1 เข้มขน้ ของสารละลายซูโครสบริเวณซฟี ทิวบ์ตน้ ทางสูงขึ้น

เซลลค์ อม- แหลง่ สร้าง 3 น้าที่อยภู่ ายในท่อไซเลม็ จึงออสโมซิสเขา้ สซู่ ฟี ทิวบต์ ้นทางช่วยลาเลียง
สารละลายซูโครสไปยงั แหลง่ ใช้
นา้ พาเนียน
4 นา้ ตาลซูโครสจะแพรแ่ บบแอกทฟี ทรานสปอรต์ เข้าสู่เนอ้ื เย่ือพืช หรอื
3 บริเวณแหล่งใช้ ทาให้ความเข้มขน้ ของสารละลายซโู ครสบริเวณ
ซีฟทวิ บป์ ลายทางตา่ ลง
โมเลกลุ น้าตาลซโู ครส
5 นา้ ทอี่ ยภู่ ายในซฟี ทิวบป์ ลายทางจึงออสโมซิสออก เข้าสู่ท่อไซเลม็
4

5

น้า
เซลลค์ อม- แหล่งใช้
พาเนียน
ซีฟทวิ บ์ลายทาง

ลาตน้ (Stem)

เป็นอวยั วะของพชื ทส่ี ว่ นใหญ่จะเจรญิ ข้นึ เหนอื ดนิ เจรญิ มาจากส่วนทเ่ี รยี กว่า
Hypocotyl ของเมลด็ ประกอบดว้ ยส่วนสาคญั 2 ส่วนคอื ขอ้ (Node) ส่วน
ใหญ่มกั มตี า (Bud) ซง่ึ จะเจรญิ ไปเป็น ก่งิ ใบ หรอื ดอก ต่อไป และ ปลอ้ ง
(Internode) ซง่ึ อยู่ระหวา่ งขอ้ โดยในพชื ใบเล้ยี งเดย่ี วจะเหน็ ขอ้ และปลอ้ งชดั เจน แต่ใน

พชื ใบเล้ยี งคู่ เหน็ ขอ้ และปลอ้ งชดั เจนในขณะทเ่ี ป็นตน้ อ่อนหรอื ก่งิ อ่อน แต่เมอ่ื เจรญิ เตบิ โตและมี
Cork มาหมุ้ ทาใหเ้หน็ ขอ้ และปลอ้ งไมช่ ดั เจน

โครงสรา้ งและหน้าทอี่ วยั วะของพชื โครงสรา้ งภายในของลาตน้

พชื ใบเล้ียงเดีย่ ว ไซเลม็ พืชใบเลี้ยงคู่

โฟลเอม็ โฟลเอ็ม

ไซเลม็

ข้อแตกต่างระหว่างลาตน้ พืชใบเลย้ี งเดีย่ วและลาต้นพชื ใบเลี้ยงคู่

1 กลมุ่ ท่อลำเลียงจะกระจำยท่ัวไปในเน้ือเย่ือพื้น 1 กลมุ่ ทอ่ ลำเลยี งจะเรียงเป็นระเบียบในแนวรัศมี

2 ส่วนใหญ่ไม่พบเน้อื เย่อื เจรญิ วำสควิ ลำรแ์ คมเบียม 2 มเี น้อื เยอื่ เจริญวำสควิ ลำร์แคมเบียมระหวำ่ งโฟลเอ็ม

3 เนอ้ื เย่ือพธิ จะพบกลุ่มท่อลำเลยี งกระจำยอยู่เต็ม 3 เห็นขอบเขตของเนอื้ เย่ือพธิ อย่ำงชัดเจน

4 สว่ นใหญ่ไม่มีกำรเจรญิ เติบโตทตุ ิยภูมิ 4 พิธจะถูกแทนที่ด้วยไซเล็ม เม่อื มีกำรเจรญิ เติบโตทตุ ิยภมู ิ

1. เอพเิ ดอรม์ สิ (Epidermis) อยู่ ชน้ั นอกสุด ปกตเิ รยี งเป็นแถวเดยี วและอาจ
เปลย่ี นเป็นขนหนามหรอื เป็นเซลลค์ ุม(Guardceel)ผวิ ดา้ นนอกของเอพเิ ดอรม์ สิ จะมี

สารควิ ทนิ เคลอื บอยู่ ไมม่ คี ลอโรพลาสต์

2.คอรเ์ ทกซ์ (Cortex) มี อาณาเขตแคบกว่าในราก ส่วนใหญ่เป็นเน้อื เยอ่ื พาเรงคมิ า
เซลลช์ น้ั นอกทต่ี ดิ กบั เอพเิ ดอรม์ สิ 2-3แถว เป็นพวกคอลเลงคมิ าและมเี น้อื เยอ่ื สเกลอเรงคมิ า
แทรกอยู่ทวั่ ๆไปในลาตน้ ทย่ี งั อ่อน เซลลพ์ าเรงคมิ าในชน้ั น้ที ใ่ี กลๆ้ เอพเิ ดอรม์ สิ จะมคี ลอโรพลาสต์
ลาตน้ จะมกี ารแตกก่งิ จากชนั้ น้ี เอนโดเดอรม์ สิ อยู่ถดั จากชน้ั ในสุดของ คอรเ์ ทกซเ์ ขา้ ไปแต่ในลา
ตน้ พชื ส่วนใหญ่เหน็ ไมช่ ดั เจนหรอื ไมม่ ซี ง่ึ ต่างจากใน รากทเ่ี หน็ ไดช้ ดั เจน
3.สตลี (Stele) ในลาตน้ ชนั้ ของสตลี จะกวา้ งกวา่ ในรากและแบง่ แยกจากชน้ั ของคอรเ์ ทกซไ์ ด้
ไมช่ ดั เจนซง่ึ จะแตกต่างจากในราก ประกอบดว้ ยชน้ั ต่างๆดงั น้ี

3.1ทอ่ ลาเลยี ง(Vascularbundle)โดยทวั่ ๆไป
ประกอบดว้ ยไซเลมอยู่ดา้ นในและโฟลเอมอยู่ดา้ นนอกเรยี งตวั อยู่ในแนวรศั มเี ดยี วกนั โดยมวี าส

ควิ ลารแ์ คมเบยี มคนั่ ระหวา่ งกลาง

3.2พธิ (Pith) อยู่ ชน้ั ในสุดเป็นไสใ้ นของลาตน้ ประกอบดว้ ยเน้อื เยอ่ื พวกพาเรงคมิ าทา
หนา้ ทส่ี ะสมแป้งหรอื สารต่างๆ ลาตน้ พชื ใบเล้ยี งเดย่ี วส่วนใหญ่มกี ารเจรญิ เตบิ โตขน้ั ตน้
(Primary growth) มชี น้ั เน้อื เยอ่ื ต่างๆเช่นเดยี วกบั ในพชื ใบเล้ยี งคู่ แต่ต่างกนั
ตรงทม่ี ดั ท่อลาเลยี งในพชื ใบเล้ยี งเดย่ี วจะมบี นั เดลิ ชที (Bundlesheath) ซง่ึ อาจ
เป็นเน้อื เยอ่ื พาเรงคมิ าทม่ี แี ป้งสะสมอยู่ หรอื อาจเป็นเน้อื เยอ่ื สเกลอเรงคมิ ามาลอ้ มรอบ และมดั

ท่อลาเลยี งเหลา่ น้จี ะกระจายอยู่ทวั่ ไปในชนั้ คอรเ์ ทกซโ์ ดยไมม่ วี าสควิ ลารแ์ คมเบยี มคนั่ ระหวา่ ง

ไซเลมและโฟลเอม็ สว่ นของพธิ จะสลายไปกลายเป็นช่องกลวงอยู่ใจกลางลาตน้ เรยี กช่องพธิ
(Pithcavity) เช่นในลาตน้ ของหญา้ ไผ่ นอกจากน้พี ชื ใบเล้ยี งเดย่ี วบางชนิดมเี น้อื เยอ่ื
เจรญิ แคมเบยี ม เช่น จนั ทรผ์ า หมากผูห้ มากเมยี จะมมี ดั ท่อลาเลยี งคลา้ ยในพชื ใบเลย้ งคู่

และสามารถเกดิ เน้อื เยอ่ื ชน้ั คอรก์ ข้นึ ไดเ้มอ่ื ลาตน้ มอี ายุมากข้นึ

หนา้ ท่หี ลกั ของลาตน้ คอื
1.นานา้ แร่ธาตุ และอาหารสง่ ผ่านไปยงั ส่วนต่างๆ ของลาตน้
2.ช่วยพยุงก่งิ กา้ นสาขา ชูใบใหก้ างออกรบั แสงแดดใหม้ ากทส่ี ุด

หนา้ ท่พี เิ ศษของลาตน้ คอื
1.สะสมอาหาร โดยลาตน้ สะสมอาหารแบ่งเป็น 4 ชนดิ คอื

- แงง่ หรอื เหงา้ (Rhizome) เช่น ขงิ ขม้นิ วา่ น เป็นตน้

- หวั เทยี ม(Tuber) เช่น มนั ฝรงั่ หญา้ แหว้ หมู เป็นตน้

- หวั แท้ (Corm) เป็นลาตน้ ตง้ั ตรง มขี อ้ ปลอ้ งชดั เจน
เช่น เผอื ก เป็นตน้

-หวั กลบี (Buld) ลาตน้ ตง้ั ตรง มใี บเกลด็ ซอ้ นกนั หลายชน้ั สะสมอาหารในใบเกลด็
เช่น หวั หอม กระเทยี ม เป็นตน้

2.สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง เป็นลาตน้ ทม่ี คี ลอโรพลาสต์ เช่น กระบองเพชร พยาไรใ้ บ

3.ใชใ้ นการขยายพนั ธุ์ เช่น การตอนก่งิ การปกั ชา และไหล (Runner/ Stolon)
ซง่ึ พบใน บวั บก สตรอเบอร่ี เป็นตน้

4.ช่วยในการคายนา้ โดยสว่ นของลาตน้ ทเ่ี ป็นช่องเปิด เรยี กวา่ Lenticel

5.ลาตน้ เปลย่ี นแปลงไปทาหนา้ ทพ่ี เิ ศษ เช่น
- มอื เกาะ(Tendril) เพอ่ื พยุงลาตน้ และชูใบ เช่น ตาลงึ องนุ่ เป็นตน้

- ลาตน้ ทอดไปตามผวิ ดนิ หรอื เหนอื นา้ (Climbing) เช่นผกั บงุ้ ผกั กระเฉด
เป็นตน้

- ลาตน้ เล้อื ยพนั หลกั (Twining) เช่น เถาวลั ย์ อญั ชนั เป็นตน้

- ลาตน้ เปลย่ี นเป็นหนาม(Thorn) เป็นตน้ เช่น เฟ่ืองฟ้า มะกรูด เป็นตน้

การเจรญิ ขน้ั ท่สี องของลาตน้
เกดิ จากการแบง่ เซลลอ์ อกทางดา้ นขา้ งของวาสควิ ลารแ์ คมเบยี ม (Vascular
cambium)ซง่ึ พบขนั้ ระหวา่ งเน้อื เยอ่ื ลาเลยี งนา้ และแร่ธาตุ (Xylem) และเน้อื เยอ่ื
ลาเลยี งอาหาร (Phloem) การแบง่ เซลลข์ องวาสควิ ลารแ์ คมเบยี มจะแบง่ ได้ 2 ทศิ ทาง คอื

แบง่ เขา้ ดา้ นในและแบ่งออกดา้ นนอกการแบง่ เขา้ ดา้ นในของวาสควิ ลารแ์ คมเบยี มจะเกดิ ไดเ้ร็วกวา่

แบ่งออกดา้ นนอก และเจรญิ เป็นเน้อื เยอ่ื ลาเลยี งนา้ และแร่ธาตุ เรยี กเน้อื เย่ือลาเลยี งนา้ และแร่ธาตุ
ทเ่ี กดิ จากวาสควิ ลารแ์ คมเบยี มว่า เน้อื เยอ่ื ลาเลยี งนา้ และแร่ธาตขุ นั้ ท่สี อง (Secondary
Xylem) การแบง่ ออกทางดา้ นนอกแบ่งไดช้ า้ กวา่ เขา้ ดา้ นในและเจรญิ ไปเป็นเน้อื เยอ่ื ลาเลยี ง

อาหารเรยี กเน้อื เยอ่ื ลาเลยี งอาหารทเ่ี ปลย่ี นแปลงมาจากวาสควิ ลารแ์ คมเบยี มวา่ เน้อื เยอ่ื ลาเลยี ง
อาหารขนั้ ทส่ี อง (Secondary phloem)



ใน 1 ปี วาสควิ ลารแ์ คมเบยี มจะมกี ารแบง่ เซลลเ์ พม่ิ ข้นึ ตามจานวนมากนอ้ ยต่างกนั ในแต่ละฤดู
ซง่ึ ข้นึ อยู่กบั ปรมิ าณนา้ และอาหาร เซลลช์ นั้ ไซเลมทส่ี รา้ งข้นึ ในฤดูฝนจะเจรญิ เร็วมขี นาดใหญ่ทา
ใหไ้ ซเลมกวา้ งและมกั มสี จี างส่วนในฤดูแลง้ จะไดเ้ซลลข์ นาดเลก็ มสี เี ขม้ ลกั ษณะดงั กลา่ วทาให้
เน้อื ไมม้ สี จี างและสเี ขม้ สลบั กนั มองเหน็ เป็นวงเรยี กวา่ วงปี (annual ring)

แก่นไม้ (heart wood) เป็นไซเลม็ ขนั้ ตน้ และไซเลม็ ขน้ั ทส่ี อง ทอ่ี ยู่ดา้ นในสุดของลา

ตน้ ทม่ี อี ายุมากแลว้ อดุ ตนั
กระพ้ไี ม้ (sapwood) คอื ไซเลม็ ทอ่ี ยู่รอบนอกซง่ึ มสี จี างกว่าชน้ั ในทาหนา้ ทล่ี าเลยี งนา้
เน้อื ไม ้ (wood) คอื เน้อื เยอ่ื ไซเลมทง้ั หมด (กระพ้ไี ม+้ แก่นไม)้
เปลอื กไม ้ (bark) คอื ส่วนทอ่ี ยู่ถดั จากวาสควิ ลารแ์ คมเบยี ม ออกมา ประกอบดว้ ย

โฟลเอม็ ขน้ั ท่ี 2 ทาหนา้ ทล่ี าเลยี งอาหาร ,คอรก์ แคมเบยี ม, คอรก์

1. โครงสรา้ งภายนอกของใบ

ใบของพชื ส่วนใหญ่ประกอบดว้ ยส่วนแบนๆ ทแ่ี ผ่ขยายออกไปเรยี กวา่ แผ่นใบ
(blade) และมกี า้ นใบ(petiole) เช่อื มตดิ อยู่กบั ลาตน้ หรอื ก่งิ ทางดา้ นขา้ ง และอาจมหี ู
ใบ (stipule) ทโ่ี คนกา้ นใบ การทใ่ี บพชื มลี กั ษณะแบนมปี ระโยชนช์ ่วยเพม่ิ พ้นื ทผ่ี วิ ในการรบั
แสงเพอ่ื ให้ ไดพ้ ลงั งานไปใชใ้ นการตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์ และช่วยในการระบายความรอ้ น

โดยทวั่ ๆไปใบของพชื มสี เี ขยี วเน่อื งจากคลอโรฟิลลซ์ ง่ึ เป็นสารรบั สที ร่ี บั พลงั งานแสง แต่ใบบางชนิด

มสี แี ดงหรอื มว่ ง เป็นเพราะภายในใบมกี ารสรา้ งสารสอี น่ื ๆ เช่น แอนโทไซยานนิ
(anthocyanin) แคโรทนี อยด์ (carotenoid) ซง่ึ ถา้ มมี ากกว่าคลอโรฟิลลจ์ ะ
ทาใหใ้ บมสี แี ดงหรอื เหลอื ง

ในพชื ใบเล้ยี งคู่จะมเี สน้ ใบ (vein) แตกแขนงออกมาจากเสน้ กลางใบ
(midrib) เพอ่ื ใหก้ ารลาเลยี งสารต่างๆ จากท่อลาเลยี งไปสู่ทกุ ๆ เซลลข์ องใบไดท้ วั่ ถงึ กา้ นใบ
ของพชื ใบเล้ยี งเดย่ี วอาจเป็นกาบทม่ี เี สน้ ใบขนาดใหญ่เรยี งขนานกนั จนถงึ ปลายใบ พชื บางชนดิ เสน้

ใบย่อยแตกแขนงตง้ั ฉากกบั เสน้ ใบใหญ่ เช่น ใบกลว้ ย และเสน้ ใบย่อยกย็ งั เรยี งขนานกนั เองอกี ดว้ ย


Click to View FlipBook Version