The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก ม5_210816_085926 (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by oeav2548, 2021-09-14 23:55:17

โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก ม5_210816_085926 (1)

โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก ม5_210816_085926 (1)

2. โครงสรา้ งภายในของใบ

ประกอบดว้ ยเน้อื เยอ่ื ต่างๆ เช่นเดยี วกบั ลาตน้
1. เอพเิ ดอรม์ สิ เป็นเน้อื เยอ่ื ผวิ มที งั้ ดา้ นบนและดา้ นลา่ ง ประกอบดว้ ยเซลลเ์ พยี งชน้ั เดยี วหรอื

หลายชนั้ ไดแ้ ก่ เซลลผ์ วิ เซลลข์ น หรอื เปลย่ี นไปเป็นเซลลค์ ุม (guard cell)
ภายในเซลลผ์ วิ มกั ไมค่ ่อยมคี ลอโรพลาสตห์ รอื มนี อ้ ยยกเวน้ เซลลค์ มุ เซลลผ์ วิ มคี วิ ทนิ เคลอื บ

อยู่ทผ่ี นงั เซลลด์ า้ นนอกเพอ่ื ป้องกนั การระเหยของนา้ ออกจากใบ
2. มโี ซฟิลล์ (mesophyll) เป็นเน้อื เยอ่ื ทอ่ี ยู่ระหวา่ งชน้ั เอพเิ ดอรม์ สิ ทง้ั 2 ดา้ น สว่ น

ใหญ่เป็นเน้อื เยอ่ื พาเรงคมิ าทม่ี คี ลอโรพลาสตจ์ านวนมาก โดยทวั่ ไปพาเรงคมิ าในพชื ใบเล้ยี งคู่

จะมเี ซลล์ 2 แบบ ทาใหโ้ ครงสรา้ งภายในแบ่งเป็น2 ชน้ั คอื

1. แพลเิ ซดมโี ซฟิลล์ (palisade mesophyll) มกั พบอยู่ใตช้ น้ั เอพเิ ดอรม์ สิ ดา้ น
บน ประกอบดว้ ยเซลลร์ ูปร่างยาว เรยี งตวั เป็นแถวตง้ั ฉากกบั ผวิ ใบคลา้ ยรวั้ อาจมแี ถวเดยี วหรอื
หลายแถว ภายในเซลลม์ คี ลอโรพลาสตค์ ่อนขา้ งหนาแน่นมาก

2. สปนั จมี โี ซฟิลล์ (spongy mesophyll) อยู่ถดั จากแพลเิ ซดมโี ซ
ฟิลลล์ งมาจนถงึ ชน้ั เอพเิ ดอรม์ สิ ดา้ นลา่ ง ประกอบดว้ ยเซลลท์ ม่ี รี ูปร่างไมแ่ น่นอนเรยี งตวั ในทศิ ทาง
ต่างๆ กนั ทาใหเ้กดิ ช่องวา่ งระหวา่ งเซลลม์ าก ภายในเซลลม์ คี ลอโรพลาสตห์ นาแน่นแต่นอ้ ยกวา่ แพ
ลเิ ซดมโี ซฟิลล์
3. มดั ทอ่ ลาเลยี ง ประกอบดว้ ยไซเลมและโฟลเอม็ โดยไซเลมและโฟลเอม็ จะเรยี งตดิ ต่อถงึ กนั อยู่
ในเสน้ ใบ พชื บางชนดิ มดั ท่อลาเลยี งจะลอ้ มรอบดว้ ยบนั เดลิ ชที (bundle sheath)
เช่น ใบขา้ วโพด บนั เดลิ ชที ในพชื บางชนิดมเี น้อื เยอ่ื ไฟเบอรช์ ่วยทาใหม้ ดั ทอ่ ลาเลยี งแขง็ แรง เรว็ ข้นึ
ในพชื บางชนดิ มเี น้อื เยอ่ื พาเรงคมิ า ซง่ึ จะมคี ลอโรพลาสตห์ รอื ไมม่ กี ไ็ ดข้ ้นึ อยู่กบั ชนดิ ของพชื มดั

ท่อลาเลยี งสว่ นใหญ่จะอยู่ในชนั้ สปนั จมี โี ซฟิลล์



3. ชนิดของใบ

ใบพชื แบง่ ออกเป็นชนดิ ต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นกลมุ่ ใหญ่ ๆ ได้ 2 ชนดิ คอื ใบแทแ้ ละใบทเ่ี ปลย่ี นแปลง

ไป
3.1 ใบเล้ยี ง (Cotyledon) เป็นใบแรกของพชื ทอ่ี ยู่ในเมลด็ ทาหนา้ ท่สี ะสมอาหาร

เพอ่ื เล้ยี งตน้ อ่อนขณะงอก ถา้ เป็นพชื ใบเล้ยี งคู่จะมใี บเล้ยี ง 2 ใบ แต่ถา้ เป็นพชื ใบเล้ยี งเดย่ี วจะมใี บเล้ยี ง

ใบเดยี ว เช่น ออ้ ย ขา้ ว ขา้ วโพด กลว้ ย เป็นตน้
3.2 ใบแท้ (Foliage leaf) เป็นใบทม่ี สี เี ขยี วทาหนา้ ทส่ี รา้ งอาหารดว้ ย

กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง นอกจากน้ยี งั ทาหนา้ ทห่ี ายใจและคายนา้ ดว้ ย
ใบแทข้ องพชื แบง่ ออกเป็น2 กลมุ่ ใหญ่ ๆ คอื ใบเดย่ี ว (Simple leaf) และใบประกอบ
(Compound leaf)

3.2.1 ใบเดย่ี ว หมายถงึ ใบทม่ี ตี วั ใบเพยี งแผน่ เดยี วหรอื ใบเดยี วตดิ อยู่กบั กา้ นใบ
(Petiole) ทแ่ี ตกออกมาจากลาตน้ หรอื ก่งิ เช่นใบออ้ ย กลว้ ย ชมพู่ มะมว่ ง ถงึ แม้

ใบนนั้ จะหยกั เวา้ แต่ไมแ่ หว่งจนหลุดออกจากกนั ถอื วา่ เป็นใบเดย่ี วทง้ั ส้นิ เช่น มะละกอ

มะมว่ ง ชมพู่ ออ้ ย ละหงุ่ มนั สาปะหลงั ลูกใตใ้ บ ฟกั ทอง ตาลงึ ตาล สาเกเหงอื กปลา

หมอ ตน้ ไทร เป็นตน้

3.2.2 ใบประกอบ เป็นใบทแ่ี ยกออกเป็นใบเลก็ ๆ ตง้ั แต่ 2 ใบข้นึ ไปตดิ อยู่กบั กา้ นใบกา้ น

เดยี ว เช่น ใบกหุ ลาบ จามจรุ ี มะขาม กระถนิ มะพรา้ ว
หางนกยูงไทยเป็นตน้ ใบเลก็ ๆ ของใบประกอบน้เี รยี กวา่ ใบยอ่ ย (Leaflet หรอื
Pinna) กา้ นใบของ ใบย่อยเรยี กวา่ กา้ นใบย่อย (Petiolule)
สว่ นกา้ นทอ่ี ยู่ระหวา่ งกา้ นใบย่อยเรยี กวา่ ราคสิ (Rachis)





หนา้ ท่ขี องใบ

ใบมหี นา้ ทส่ี รา้ งอาหาร เรยี กวา่ "การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง" (สามารถศึกษาเพม่ิ เตมิ ได้

จากบทเรยี นเร่อื ง การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง) นอกจากน้ยี งั ทาหนา้ ทค่ี ายนา้ ทางปากใบอกี ดว้ ย

นอกจากน้ใี บของพชื บางชนดิ ยงั ทาหนา้ ทอ่ี ย่างอน่ื อกี เช่น
1 ใบสะสมอาหาร (Storage leaf) เป็นใบทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปเป็นทเ่ี ก็บสะสมอาหาร จงึ
มลี กั ษณะอวบหนา ไดแ้ ก่ใบเล้ยี ง (Cotyledon) และใบพชื อกี หลายชนดิ เช่น ใบว่าน

หางจระเข้ หวั หอม หวั กระเทยี ม กาบกลว้ ย สว่ นกะหลา่ ปลี
2 ใบดอก (Floral leaf) เป็นใบทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปมสี สี วยงามคลา้ ยกลบี ดอกทาหนา้ ท่ี
ช่วยลอ่ แมลงเช่น หนา้ ววั (เป็นส่วนทเ่ี ป็นแผ่นสแี ดงเรยี กว่า Spathe)อตุ พดิ ครสิ ตม์ าส

เฟ่ื องฟ้ า

3 เป็นใบทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป ทาหนา้ ทช่ี ่วยรองรบั ดอกหรอื ช่อดอกอยู่บรเิ วณซอกใบแลใบประดบั
(Bract) ะมกั มสี เี ขยี วแต่อาจมสี อี น่ื กไ็ ด้ ใบประดบั มไิ ดเ้ป็นส่วนใดสว่ นหน่งึ ของดอก
ตวั อยา่ งเช่น กาบปลขี องกลว้ ย กาบเขยี ง (ใบทห่ี มุ้ จนั่ มะพรา้ วและหมาก) ของมะพรา้ วและหมาก
ซง่ึ มสี เี ขยี ว
4 ใบเกลด็ (Scale leaf) เป็นใบทเ่ี ปลย่ี นมาจากใบแท้ เพอ่ื ทาหนา้ ทป่ี ้องกนั อนั ตราย
ใหแ้ ก่ตาและยอดอ่อน ใบเกลด็ ไมม่ สี เี ขยี วเพราะไมม่ คี ลอโรฟิลล์ เช่นใบเกลด็ ของสนทะเล ทเ่ี ป็น
แผ่นเลก็ ๆ ตดิ อยู่รอบ ๆ ขอ้ ใบเกลด็ ของโปร่งฟ้า เป็นแผ่นเลก็ ๆ ตดิ อยู่ตรงขอ้ เช่นเดยี วกนั ใบ
เกลด็ ของขงิ ขา่ เผอื ก แหว้ จนี เป็นตน้ นอกจากน้ใี บเกลด็ บางชนิดยงั สะสมอาหารไวด้ ว้ ย ใบ
เกลด็ จงึ มขี นาดใหญ่ เช่น หวั หอม หวั กระเทยี ม
5 เกลด็ ตา (Bud scale) เป็นใบทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปทาหนา้ ทห่ี มุ้ ตาหรอื คลุมตาไว้ เมอ่ื ตา

เจรญิ เตบิ โตออกมา จงึ ดนั ใหเ้กลด็ หมุ้ ตาหลดุ ไปพบในตน้ ยาง จาปี สาเก เป็นตน้



6 มอื เกาะ (Leaf tendrill) เป็นใบทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปเป็นมอื เกาะเพอ่ื ยดึ และพยุงลาตน้ ให้
ข้นึ สูง มอื เกาะอาจเปลย่ี นมาจากใบบางสว่ น หรอื ใบทงั้ ใบกไ็ ดต้ วั อย่างมอื เกาะของถวั่ ลนั เตา ถวั่
หอม บานบรุ สี มี ว่ ง มะระ ดองดงึ หวายลงิ กะทกรก เป็นตน้
7 หนาม (Leaf spine) เป็นใบทเ่ี ปลย่ี นแปลงเป็นหนาม เพอ่ื ป้องกนั อนั ตรายจากสตั วท์ ม่ี า
กดั กนิ พรอ้ มกบั ป้องกนั การคายนา้ เน่อื งจากปากใบลดนอ้ ยลงกวา่ ปกติ หนามทเ่ี กดิ อาจมกี าร
เปลย่ี นแปลงทงั้ ใบกลายเป็นหนาม หรอื บางส่วนของใบกลายเป็นหนามกไ็ ด้ ตวั อยา่ งเช่น หนามของ
ตน้ เหงอื กปลาหมอเปลย่ี นแปลงมาจากขอบใบและหูใบ หนามของตน้ กระบองเพชรเปลย่ี นแปลงมา
จากใบ หนามมะขามเทศเปลย่ี นแปลงมาจากหูใบ หนามของศรนารายณ์ (หรอื ตน้ รอ้ ยปี)
เปลย่ี นแปลงมาจากขอบใบ เป็นตน้

9 ทนุ่ ลอย (Floating leaf) พชื นา้ บางชนดิ มกี ารเปลย่ี นแปลงกา้ นใบใหพ้ องโตคลา้ ยทนุ่
ภายในมเี น้อื เยอ่ื ทจ่ี ดั ตวั อยา่ งหลวม ๆ ทาใหม้ ชี ่องอากาศกวา้ งใหญ่ สามารถพยุงลาตน้ ใหล้ อยนา้ มา

ได้ เช่น ผกั ตบชวา
10 ใบแพร่พนั ธุ์ (Vegetative reproductive organ) เป็นใบท่ี
เปลย่ี นแปลงไปเพอ่ื ช่วยแพร่พนั ธุโ์ ดยบรเิ วณของใบทม่ี ลี กั ษณะเวา้ เขา้ เลก็ นอ้ ยมตี า
(Aventitious bud) ทง่ี อกตน้ เลก็ ๆ ออกมาได้ ตวั อยา่ งเช่น ใบของตน้ ตายใบเป็น
(หรอื ควา่ ตายหงายเป็น) ตน้ เศรษฐพี นั ลา้ น ตน้ โคมญ่ปี ่นุ เป็นตน้

11 ใบจบั แมลง (Insectivorous leaf หรอื Carnivorous leaf)เป็น
ใบทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปเป็นกบั ดกั แมลง หรอื สตั วข์ นาดเลก็ ภายในกบั ดกั มตี ่อมสรา้ งเอนไซมป์ ระเภท
โพรทเี อส (Protease) ทย่ี ่อยโปรตนี สตั วท์ ต่ี ดิ อยู่ในกบั ดกั ได้ พชื ชนิดน้มี ใี บปกตทิ ่ี
สามารถสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงไดเ้หมอื นพชื ทวั่ ๆ ไป แต่พชื เหลา่ น้มี กั อยู่ในทม่ี คี วามช้นื มากกวา่ ปกติ
อาจขาดธาตอุ าหารบางชนดิ จงึ ตอ้ งมสี ่วนทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปเป็นกบั ดกั เช่น ตน้ หมอ้ ขา้ วหมอ้ แกงลงิ
(หรอื นา้ เตา้ ฤๅษ)ี ตน้ กาบหอยแครง ตน้ หยาดนา้ คา้ งตน้ สาหร่ายขา้ วเหนยี วหรอื สาหร่ายนา (ไมใ่ ช่
สาหร่ายแต่เป็นพชื นา้ ขนาดเลก็ ) เป็นตน้



การแลกเปลีย่ นแกส๊ และการคายนา้ ของพืช กลไกการเปดิ -ปิดของปากใบ
H2O H2O ปากใบปิด
ปากใบเปดิ H2O H2O
1
1 H2O H2O

2 2
H2O
3 H2O
H2O 3
H2O
1 โพแทสเซียมไอออนแพร่ออกจำกเซลล์คมุ (เมือ่ ไมไ่ ดร้ ับแสง
1 โพแทสเซียมไอออนแพร่เข้ำสูเ่ ซลลค์ มุ (เมือ่ ไดร้ ับแสง) 2 ควำมเขม้ ข้นของสำรละลำยภำยในเซลลค์ มุ ต่ำ
2 ควำมเขม้ ขน้ ของสำรละลำยภำยในเซลลค์ มุ สงู 3 นำ้ จึงออสโมซิสออกจำกเซลล์คุม
3 น้ำจึงออสโมซิสเข้ำสเู่ ซลล์คมุ

ชนิดของปากใบ
๐ ปากใบแบบธรรมดา (typical stomata) : เป็นปากใบของพชื ทวั่ ไป

โดยมเี ซลลค์ มุ อยู่ในระดบั เดยี วกบั เซลลเ์ อพเิ ดอรม์ สิ พชื ทป่ี ากใบเป็นแบบน้เี ป็นพวกเจรญิ อยู่ในท่ี ๆ

มนี า้ อดุ มสมบูรณพ์ อสมควร
๐ ปากใบแบบจม (sunken stomata) :เป็นปากใบทอ่ี ยู่ลกึ เขา้ ไปในเน้ือ

ใบ เซลลค์ ุมอยู่ลกึ กวา่ หรอื ตา่ กวา่ ชน้ั เซลลเ์ อพเิ ดอรม์ สิ พบในพชื ทอ่ี ยู่ในทแ่ี หง้ แลง้ เช่น พชื

ทะเลทราย พวกกระบองเพชร พชื ป่าชายเลน เช่น โกงกาง แสม ลาพู เป็นตน้
๐ ปากใบแบบยกสูง (raised stomata) :เป็นปากใบทม่ี เี ซลลค์ มุ อยู่สูง

กวา่ ระดบั เอพเิ ดอรม์ สิ ทวั่ ไป เพอ่ื ช่วยใหน้ า้ ระเหยออกจากปากใบไดเ้รว็ ข้นึ พบไดใ้ นพชื ทเ่ี จรญิ อยู่ใน

นา้ ทท่ี ม่ี นี า้ มากหรอื ช้นื แฉ



ปจั จยั ท่มี อี ทิ ธพิ ลตอ่ การคายน้า
1.) แสงสวา่ ง ถา้ มคี วามเขม้ ขน้ แสงมาก ปากใบจะเปิดไดก้ วา้ ง พชื จะคายนา้ ไดม้ าก
2.) อณุ หภมู ิ เป็นปจั จยั ทอื ทิ ธพิ ลควบคู่กบั แสงสวา่ งเสมอ ถา้ อณุ หภมู ใิ นบรรยากาศสูง พชื จะคายนา้
ไดม้ ากและรวดเรว็
3.) ความช้นื ในบรรยากาศ ถา้ บรรยากาศมคี วามช้นื สูงจะคายนา้ ไดน้ อ้ ย พชื บางชนดิ จะกาจดั นา้
ออกมาในรูปของหยดนา้ ทางรูเปิดเลก็ ๆ ตามรูเปิดของเสน้ ใบ เรยี กว่า การคายนา้ เป็นหยดหรอื กตั
เตชนั ( guttation ) และถา้ ในบรรยากาศมี ความช้นื นอ้ ย พชื จะคายนา้ ไดม้ ากและ
รวดเรว็
4.) ลม ลมจะพดั พาเอาความช้นื ของพชื ไปทอ่ี น่ื เป็นสาเหตใุ หพ้ ชื สูญเสยี นา้ มากข้นึ ในภาวะทล่ี มสงบ
ไอนา้ ทร่ี ะเหยออกไปจะ คงอยูในบรรยากาศใกลๆ้ ใบ บรรยากาศจงึ มคี วามช้นื สูงพชื จะคายนา้ ได้
ลดลง แต่ถา้ ลมพดั แรงมากพชื จะปิดหรอื หร่แคบลง มผี ลทาใหก้ ารคายนา้ ลดลง

5.) ปรมิ าณนา้ ในดนิ ถา้ สภาพดนิ ขาดนา้ หรอื ปรมิ าณนา้ ในดนิ นอ้ ย พชื ไมส่ ามารถนาไปใชไ้ ด้
เพยี งพอ ปากใบของพชื จะปิด หรอื แคบหร่ลี ง มผี ลทาใหก้ ารคายนา้ ลดลง
6.) โครงสรา้ งของใบ ตาแหน่ง จานวน และการกระจายของปากใบ รวมถงึ ความหนาของควิ มิ
เคลิ ( สารเคลอื บผวิ ใบ ) ลกั ษณะเหลา่ น้มี ผี ลต่อการคายนา้ ของพชื
7. ปรมิ าณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ เมอ่ื ปรมิ าณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดภ์ ายในช่องว่างของใบ
ตา่ ปากใบจะเปิด แต่เมอ่ื ใบขาดความช้นื ขาดนา้ ปากใบจะปิด ไมว่ า่ ปรมิ าณแก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซดจ์ ะเป็นเช่นไรก็ตาม หมายความว่าพชื ทนต่อการขาดแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซดไ์ ดน้ านกวา่ การขาดนา้

ธาตอุ าหารท่จี าเป็นตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื

ในจานวนธาตอุ าหารทพ่ี ชื จาเป็นตอ้ งใชเ้พอ่ื การเจรญิ เตบิ โตออกดอก ออกผล ซง่ึ มอี ยู่
16 ธาตนุ นั้ มี 3 ธาตุ ทพ่ี ชื ไดม้ าจากอากาศและนา้ คอื คารบ์ อน ( C) ไฮโดรเจน (H) และ
ออกซเิ จน (O) ส่วนอกี 13 ธาตนุ นั้ พชื ตอ้ งดูดดงึ ข้นึ มาจากดนิ ซง่ึ ธาตเุ หล่าน้ไี ดม้ าจากการผุพงั
สลายตวั ของส่วนทเ่ี ป็นอนินทรยี วตั ถแุ ละอนิ ทรยี วตั ถหุ รอื ฮวิ มสั ในดนิ สามารถแบง่ ตามปรมิ าณท่ี

พชื ตอ้ งการใชไ้ ด้ เป็น 2 กลมุ่ คอื มหธาตุ และจลุ ธาตุ

1. มหธาตุ (macronutrients)

มหธาตหุ รอื ธาตอุ าหารทพ่ี ชื ตอ้ งการใชใ้ นปรมิ าณมาก ทไ่ี ดม้ าจากดนิ มอี ยู่ 6 ธาตุ ไดแ้ ก่ ไนโตรเจน
(N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซยี ม (K) แคลเซยี ม (Ca) แมกนเี ซยี ม (Mg) และกามะถนั
(S) แบง่ ไดเ้ป็น 2 กลมุ่
ธาตอุ าหารหลกั หรอื ธาตปุ ๋ยุ ไดแ้ ก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซยี ม (K) เน่อื งจาก

สามธาตนุ ้พี ชื ตอ้ งการใชใ้ นปรมิ าณมาก แต่มกั จะไดร้ บั จากดนิ ไมค่ ่อยเพยี งพอกบั ความตอ้ งการ ตอ้ ง

ช่วยเหลอื โดยใสป่ ๋ยุ อยู่เสมอ
ธาตอุ าหารรอง ไดแ้ ก่ แคลเซยี ม (Ca) แมกนเี ซยี ม (Mg) และกามะถนั (S) เป็นกลมุ่ ทพ่ี ชื

ตอ้ งการใชใ้ นปรมิ าณทน่ี อ้ ยกวา่ และไมค่ ่อยมปี ญั หาขาดแคลนในดนิ ทวั่ ๆ ไปเหมอื นสามธาตแุ รก

2. จลุ ธาตุ หรอื ธาตอุ าหารเสรมิ (micronutrients)
จลุ ธาตหุ รอื ธาตอุ าหารทพ่ี ชื ตอ้ งการใชใ้ นปรมิ าณนอ้ ย มอี ยู่ 7 ธาตุ ไดแ้ ก่ เหลก็ (Fe)
แมงกานีส (Mn) โบรอน (B) โมลบิ ดนิ มั (Mo) ทองแดง (Cu) สงั กะสี (Zn) และ
คลอรนี (Cl)

หนา้ ทข่ี องธาตอุ าหารพชื

ไนโตรเจน มหี นา้ ทเ่ี ป็นส่วนประกอบของโปรตนี ช่วยใหพ้ ชื มสี เี ขยี ว
เร่งการเจรญิ เตบิ โตทางใบ หากพชื ขาดธาตนุ ้จี ะแสดงอาการใบเหลอื ง
ใบมขี นาดเลก็ ลง ลาตน้ แคระแกร็นและใหผ้ ลผลติ ตา่

ฟอสฟอรสั มหี นา้ ทช่ี ่วยเร่งการเจรญิ เตบิ โตและการแพร่กระจายของ
ราก ควบคมุ การออกดอก ออกผล และการสรา้ งเมลด็ ถา้ พชื ขาด
ธาตนุ ้ีระบบรากจะไมเ่ จรญิ เตบิ โต ใบแก่จะเปลย่ี นจากสเี ขยี วเป็นสี
มว่ งแลว้ กลายเป็นสนี า้ ตาลและหลดุ ร่วง ลาตน้ แกร็นไม่ผลดิ อกออก
ผล

โพแทสเซยี ม เป็นธาตทุ ช่ี ่วยในการสงั เคราะหน์ า้ ตาล แป้ง และโปรตนี สง่ เสรมิ การ
เคลอ่ื นยา้ ยนา้ ตาลจากใบไปสูผ่ ล ช่วยใหผ้ ลเตบิ โตเร็วและมคี ณุ ภาพดี ช่วยใหพ้ ชื
แขง็ แรง ตา้ นทานต่อโรคและแมลงบางชนดิ ถา้ ขาดธาตนุ ้ีพชื จะไมแ่ ขง็ แรง ลาตน้
อ่อนแอ ผลผลติ ไมเ่ ตบิ โต มคี ุณภาพตา่ สไี มส่ วย รสชาตไิ มด่ ี

แคลเซียม เป็นองคป์ ระกอบทช่ี ่วยในการแบ่งเซลล์ การผสมเกสร การงอกของ
เมลด็ พชื ขาดธาตนุ ้ีใบทเ่ี จรญิ ใหมจ่ ะหงกิ งอ ตายอดไมเ่ จรญิ อาจมจี ดุ ดาทเ่ี สน้ ใบ
รากสน้ั ผลแตก และมคี ุณภาพไมด่ ี

แมกนีเซยี ม เป็นองคป์ ระกอบสาคญั ของคลอโรฟิลล์ ช่วยสงั เคราะหก์ รดอะมโิ น
วติ ามนิ ไขมนั และนา้ ตาล ทาใหส้ ภาพกรดด่างในเซลลพ์ อเหมาะและช่วยในการ
งอกของเมลด็ ถา้ ขาดธาตนุ ้ีใบแก่จะเหลอื ง ยกเวน้ เสน้ ใบ และใบจะร่วงหลน่ เร็ว

กามะถนั เป็นองคป์ ระกอบสาคญั ของกรดอะมโิ น โปรตนี และวติ ามนิ ถา้ ขาดธาตนุ ้ที ง้ั ใบบนและ
ใบลา่ งจะมสี เี หลอื งซดี และตน้ อ่อนแอ

โบรอน ช่วยในการออกดอกและการผสมเกสร มบี ทบาทสาคญั ในการตดิ ผลและการ
เคลอ่ื นยา้ ยนา้ ตาลมาสู่ผล การเคลอ่ื นยา้ ยของฮอรโ์ มน การใชป้ ระโยชนจ์ ากไนโตรเจน
และการแบง่ เซลล์ ถา้ พชื ขาดธาตนุ ้ี ตายอดจะตายแลว้ เร่มิ มตี าขา้ ง แต่ตาขา้ งกจ็ ะตาย
อกี ลาตน้ ไมค่ ่อยยดื ตวั ก่งิ และใบจงึ ชดิ กนั ใบเลก็ หนา โคง้ และเปราะ
ทองแดง ช่วยในการสงั เคราะหค์ ลอโรฟิลล์ การหายใจ การใชโ้ ปรตนี และแป้ง
กระตนุ้ การทางานของเอนไซมบ์ างชนิด ถา้ พชื ขาดธาตนุ ้ี ตายอดจะชะงกั การ
เจรญิ เตบิ โตและกลายเป็นสดี า ใบอ่อนเหลอื ง และพชื ทงั้ ตน้ จะชะงกั การเจรญิ เตบิ โต

คลอรนี มบี ทบาทบางประการเก่ยี วกบั ฮอรโ์ มนในพชื ถา้ ขาดธาตนุ ้ีพชื จะเหย่ี วงา่ ย ใบสซี ดี และ
บางสว่ นแหง้ ตาย
เหลก็ ช่วยในการสงั เคราะหค์ ลอโรฟิลล์ มบี ทบาทสาคญั ในการสงั เคราะหแ์ สงและหายใจ ถา้ ขาด
ธาตนุ ้ีใบอ่อนจะมสี ขี าวซดี ในขณะทใ่ี บแก่ยงั เขยี วสด

แมงกานีส ช่วยในการสงั เคราะหแ์ สงและการทางานของเอนไซมบ์ างชนิด ถา้ ขาด
ธาตนุ ้ใี บอ่อนจะมสี เี หลอื งในขณะทเ่ี สน้ ใบยงั เขยี ว ต่อมาใบทม่ี อี าการดงั กลา่ วจะ
เหย่ี วแลว้ ร่วงหลน่

โมลบิ ดินมั ช่วยใหพ้ ชื ใชไ้ นโตรเจนใหเ้ป็นประโยชนแ์ ละเก่ยี วขอ้ งกบั การสงั เคราะหโ์ ปรตนี ถา้ ขาด
ธาตนุ ้ีพชื จะมอี าการคลา้ ยขาดไนโตรเจน ใบมลี กั ษณะโคง้ คลา้ ยถว้ ย ปรากฏจดุ เหลอื งๆ ตามแผ่น
ใบ

สงั กะสี ช่วยในการสงั เคราะหฮ์ อรโ์ มนออกซนิ คลอโรฟิลล์ และแป้ง ถา้ ขาด
ธาตนุ ้ีใบอ่อนจะมสี เี หลอื งซดี และปรากฏสขี าวๆ ประปรายตามแผ่นใบ โดย
เสน้ ใบยงั เขยี ว รากสนั้ ไมเ่ จรญิ ตามปกติ

การลาเลยี งอาหารของพชื




Click to View FlipBook Version