วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน BUDDHIST TOURISM PROMOTION OF THE TEMPLES IN NAN MUNICIPALITY, NAN PROVINCE พระครูปลัดอุทัย อคฺคปญฺโ (มุตกาวงศ์)
วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน พระครูปลัดอุทัย อคฺคปญฺโ (มุตกาวงศ์)
A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Arts (Buddhist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2023 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University) Buddhist Tourism Promotion of the Temples in Nan Municipality, Nan Province Phakhrupalad Autai Aggapanño (Mutkavong)
ก ชื่อวิทยานิพนธ์ : การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ผู้วิจัย : พระครูปลัดอุทัย อคฺคปํฺโ (มุตกาวงศ์) ปริญญา : พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ : ดร.ช านาญ เกิดช่อ, ป.ธ. ๙, พธ.บ. (ภาษาอังกฤษ), ศศ.ม. (ภาษาสันสกฤต), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) : ผศ. ดร.ฐิติพร สะสม, วท.บ. (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร), พธ.ม. (พระพุทธศาสนา), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) วันส าเร็จการศึกษา : ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖ บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์๑) เพื่อศึกษาการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาล เมืองน่าน จังหวัดน่าน ๒) เพื่อศึกษาสภาพป๎ญหาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขต เทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน และ ๓) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดใน เขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด–๑๙ เป็นการวิจัยเชิง คุณภาพ โดยศึกษาเอกสารและเก็บข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า ด้านการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน เป็นไปในลักษณะ ๔ ประเด็น คือ ๑) บทบาทของวัดกับการท่องเที่ยวเชิงพุทธในเขตเทศบาลเมืองน่าน โดยวัดมีการ ประชาสัมพันธ์และอ านวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ๒) การบริหารจัดการวัดเพื่อการท่องเที่ยว เชิงพุทธในเขตเทศบาลเมืองน่าน โดยวัดด าเนินการด้านการท่องเที่ยวเชิงพุทธเป็นไปอย่างสอดคล้อง กับพันธกิจคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้าน ๓) ป๎จจัยด้านการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธในเขตเทศบาลเมือง น่าน โดยวัดมีป๎จจัย ๕ ประการ คือ สิ่งดึงดูดใจ สิ่งอ านวยความสะดวก การเข้าถึง ที่พัก และกิจกรรม และ ๔) กระบวนการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน โดยมี ๓ กระบวนการ คือ กระบวนการจัดการท่องเที่ยวตามเทศกาล กระบวนการจัดการท่องเที่ยวเชิง เครือข่ายชุมชน และกระบวนการจัดการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ ด้านสภาพป๎ญหาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน เป็นไปในลักษณะ ๕ ประเด็น คือ ๑) สภาพป๎ญหาด้านการอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรม เนื่องจากมีการท าลายศาสนสถานและสถาป๎ตยกรรมแบบดั้งเดิม ท าให้ขาดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสูญเสียเสน่ห์ในแบบฉบับของตนเอง ๒) สภาพป๎ญหาด้านการจัดการความรู้เนื่องจากขาดการ บริหารจัดการที่ชัดเจน ๓) สภาพป๎ญหาเรื่องสิ่งอ านวยความสะดวก เนื่องจากห้องน้ าและที่จอดรถไม่ เพียงพอต่อนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล ๔) สภาพป๎ญหาด้านบุคลากร เนื่องจากขาดบุคลากรที่มี ความรู้ด้านภาษาและการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและ ๕) สภาพป๎ญหาด้านระบบการ จัดการนักท่องเที่ยว อันก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชน
ข ด้านแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด–๑๙ เป็นไปในลักษณะ ๖ ประเด็น คือ ๑) แนวทางการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านในการพัฒนาบุคคลเพื่อเตรียมความ พร้อมสู่ระดับสากล โดยบริหารจัดการความสามารถเชื่อมโยงความรู้ทางพระพุทธศาสนา การจัดการ เชิงผลประโยชน์และกฎหมาย ๒) แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาล เมืองน่านในการบริหารจัดการเชิงเครือข่ายชุมชน โดยบริหารจัดการร่วมระหว่างองค์กรทาง พระพุทธศาสนากับเครือข่ายชุมชน เพื่อจัดการสิ่งแวดล้อม พัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมชุมชน อนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมและพุทธศาสนสถานของท้องถิ่น ๓) แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัด ในเขตเทศบาลเมืองน่านสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวและการจัดการความรู้และสามารถเชื่อมโยง เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา โดยสนับสนุนการท่องเที่ยวและการจัดการความรู้ให้เกิดพื้นที่ ต้นแบบด้านการท่องเที่ยว ๔) แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมือง น่านในความร่วมมือกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยร่วมมือกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระหว่าง องค์กรทางพระพุทธศาสนาและองค์กรผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ๕) แนวทางการ ส่งเสริมกิจกรรมทางการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาให้มีลักษณะพิเศษและแปลกใหม่สะท้อนถึงอัต ลักษณ์ของจังหวัดน่าน และสามารถเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา หน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง โดยจัดท าแผนปฏิบัติการสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้และท่องเที่ยวร่วมกันตามรูปแบบการ ท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับพระพุทธศาสนา และ ๖) แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดใน เขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่านในสถานการการระบาดของโรคระบาดโควิด – ๑๙ โดยจัดท าแผน ปูองกันโควิด-๑๙ จัดหาอุปกรณ์เครื่องมือท าความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคให้กับนักท่องเที่ยว และ สร้าง ความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือในการท่องเที่ยวให้กลับคืนมา
ค Thesis Title : Buddhist Tourism Promotion of the Temples in Nan Municipality, Nan Province Researcher : Phakhrupalad Autai Aggapanño (Mutkavong) Degree : Master of Arts (Buddhist Studies) Thesis Supervisory Committee : Dr.Chamnarn Kerdchor, B.A. (English), M. A. (Sanskrit), Ph.D. (Buddhist studies) : Asst. Prof. Dr.Thitiporn Sasom, B.Sc. (Food Science and Technology), M. A. (Buddhist studies), Ph.D. (Buddhist studies) Date of Graduation : July 16, 2023 Abstract The objectives of this thesis were: 1) to study Buddhist tourism in temples of Nan municipality, 2) to study problems of promotion about Buddhist tourism in temples of Nan municipality, and 3) to study about promotion of Buddhist tourism in temples of Nan municipality during the outbreak of Covid-19. This research was a qualitative research by studying documents and interviewing key informants, analysing contents and presenting in descriptive research. The study revealed that: Buddhist tourism in temples of Nan municipality had 4 types: 1) Role of temples: they had public information and comfortable for tourist, 2) Administrative management: they ran according to 6 missions of Sangha, 3) Factors in management: they had 5 factors; motivation, comfortable, accession, accommodation and activity, and, 4) Process: they had 3 processes; management tourism in each season, management tourism in community network and management integrated tourism. Problems of promotion about Buddhist tourism in temples of Nan municipality had 5 points; 1) Problem of conservation art and culture because religious places and original architectures were destroyed that lacks cultural identity and lose self–attractive, 2) Problem in knowledge management because there was no clear in administrative management, 3) Problem about comforts because there were no enough both bathroom and parking area in a high season, 4) Problem about personal because there were no persons who can communicate with tourist, 5) Problem about system of tourist management that makes conflict with tourist and community.
ง Promotion of Buddhist tourism in temples of Nan municipality during the outbreak of Covid-19 by 6 points: 1) Policy of promotion Buddhist tourism in temples of Nan municipality in spreading out of Covid-19: development personal for preparing to international level by knowledge management connect with Buddhist knowledge, management for benefit and laws, 2) Promotion Buddhist tourism in temples of Nan municipality by integrated administrative with Buddhist organization and community network for management environment, development economic and community culture, conserve art, culture and Buddhist places in local, 3) Promote Buddhist tourism in temples of Nan municipality by support tourism and knowledge management and connection in Buddhist tourism in local, 4) Promote in Buddhist tourism in temples of Nan municipality by cooperation with travelling industry between Buddhist organization and travelling industry organization, 5) Promote Buddhist tourism in temples of Nan municipality in special and new model that showed identity of Nan province and connection of Buddhist tourism. Another organization did plan support knowledge activities and suitable travelling in Buddhism, and 6) Promote Buddhist tourism in temples of Nan municipality in spreading out of Covid-19 by protect plan and cleaning instrument for tourist that confident in tourist better.
จ กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์เรื่อง “การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน” ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยความเมตตายิ่งของพระชยานันทมุนี, รศ.ดร.ผู้อ านวยการวิทยาลัย สงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ, ดร.ช านาญ เกิดช่อ, และ ผศ.ดร.ฐิติพร สะสม อาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งได้กรุณาให้ค าแนะน าตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ให้สมบูรณ์ที่สุด ผู้วิจัยมีความซาบซึ้งในความ เมตตาของอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง ขอกราบขอบคุณและขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย ผู้วิจัย ขอบขอบคุณคณาจารย์วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ทุกรูป/คน ที่ได้ให้ ความเอื้อเฟื้อและอ านวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลหนังสือ ต ารา วิทยานิพนธ์ รายงาน การวิจัย และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ขอกราบขอบคุณพระอาจารย์และขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลส าคัญทุกท่าน ที่ได้ให้ข้อมูลการ สัมภาษณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้วิจัยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อวิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นอย่างยิ่ง และ ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและเป็นก าลังใจในการท าวิทยานิพนธ์เล่มนี้ทุกท่านซึ่งเป็นส่วนส าคัญที่ท า ให้งานวิจัยได้ส าเร็จลุล่วงด้วยดี เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาสืบไป พระครูปลัดอุทัย อคฺคปํฺโ (มุตกาวงศ์) ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖
ฉ สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค กิตติกรรมประกาศ จ สารบัญ ฉ ค าอธิบายสัญลักษณ์และค าย่อ ซ บทที่ ๑ บทน า ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของป๎ญหา ๑ ๑.๒ ค าถามวิจัย ๔ ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๔ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๕ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๖ ๑.๖ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๖ บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๗ ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ๗ ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ๑๒ ๒.๓ แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ๑๓ ๒.๔ แนวคิดเรื่องการจัดการทางวัฒนธรรม ๑๗ ๒.๕ แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวหลังการระบาดของโควิด-๑๙ ๒๓ ๒.๖ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงพุทธ ๒๔ ๒.๗ ข้อมูลพื้นที่วิจัย ๒๕ ๒.๘ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒๗ ๒.๙ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๓๑ บทที่ ๓ วิธีด าเนินการวิจัย ๓๓ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๓๓ ๓.๒ ผู้ให้ข้อมูลส าคัญ ๓๔ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓๔ ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓๕ ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล ๓๖
ช บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๓๗ ๔.๑ ประวัติความเป็นมาและกิจกรรมการท่องเที่ยวของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๓๗ ๔.๒ ศึกษาการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน ๔๐ ๔.๓ ศึกษาสภาพป๎ญหาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาล เมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๐ ๔.๔ ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – ๑๙ ๕๔ ๔.๕ องค์ความรู้จากการวิจัย ๕๘ บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ๖๐ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๖๐ ๕.๒ อภิปรายผล ๖๕ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๖๗ บรรณานุกรม ๖๙ ภาคผนวก ๗๕ ภาคผนวก ก. รายนามผู้ให้สัมภาษณ์ ๗๖ ภาคผนวก ข. แบบสัมภาษณ์เพื่อการวิจัย ๗๘ ภาคผนวก ค. ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย ๘๓ ภาคผนวก ง. ภาพการลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล ๘๗ ประวัติผู้วิจัย ๙๑
ซ ค าอธิบายสัญลักษณ์และค าย่อ อักษรย่อในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ใช้อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ การอ้างอิงระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังอักษรย่อชื่อคัมภีร์ โดยใช้อักษรย่อ เช่น ส .นิ. (ไทย) ๑๖/๑๒๔/๒๑๖. หมายถึง พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ ข้อที่ ๑๒๔ หน้า ๒๑๖ ค าย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ค าย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ส .นิ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (ภาษาไทย) ส .สฬา. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค (ภาษาไทย) ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เอกกนิบาต (ภาษาไทย)
บทที่ ๑ บทน า ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่งดงามทั้งทางธรรมชาติและสิ่งปลูกสร้าง ทางศิลปวัฒนธรรม สร้างความภาคภูมิใจแก่ชาวไทยทุกคน ซึ่งในแต่ละภูมิภาคมีขนบธรรมเนียม ประเพณีที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ได้มีการถ่ายทอดสืบเนื่องมาเป็น เวลานาน ๑ จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา๒ เดือนมกราคม ๒๕๖๔ มีนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย จ านวน ๗,๖๙๔ คน หดตัวร้อยละ ๙๙.๘๐ เดือน เมษายน ๒๕๖๔ มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย จ านวน ๘,๕๒๙ คน ขยายตัวร้อยละ ๑๐๐ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๔ มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย จ านวน ๖,๐๕๒ คน ขยายตัวร้อยละ ๑๐๐ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จ านวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่เดือนมก ร าคม –เมษ ายน ๒๕๖๔ มีจ าน วน ๒๘,๗๐๑ คนหดตั ว ร้อยละ ๙๙.๕๗ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งผลกระทบหลักยังคงมาจากการระบาดของโรค COVID-๑๙ โดยการขยายตัวดังกล่าวมาจากเดือนเมษายน ๒๕๖๔ เป็นช่วงที่ประเทศไทยไม่อนุญาต ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเนื่องมาจากการระบาดของโรค COVID-๑๙ การท่องเที่ยวเชิงพุทธ เป็นการเดินทางโดยมีเหตุผลทางศาสนาเป็นหลัก ถือเป็นการ ปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ซึ่งเหตุผลในการเดินทางที่แท้จริงแล้วอาจไม่มีการท่องเที่ยวเข้ามา เกี่ยวข้อง แต่ในป๎จจุบันการเดินทางลักษณะนี้มักจะรวมกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากกิจกรรมทางพุทธ ศาสนาเข้าอยู่ด้วย ซึ่งอาจรวมถึงการเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือประกอบพิธีกรรม สถานที่ ประกอบพิธีทางศาสนา มิได้มีเพียงผู้ที่นับถือศาสนานั้นเท่านั้นที่เข้าเยี่ยมชม หากแต่นักท่องเที่ยวอื่นๆ ยังให้ความสนใจเข้าชมความงดงามของอาคาร วัตถุต่าง ๆ หรือเข้าไปพักผ่อนสงบจิตสงบใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพสังคมที่วุ่นวายในป๎จจุบันนี้ ผู้คนโดยทั่วไปต่างให้ความนิยมสถานที่ ๑ สราวรรณ์ เรืองกัลปวงศ์ และอรรนพ เรืองกัลปวงศ์, “การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒธรรมแบบมีส่วน ร่วมของชุมชนเกาะเกร็ด อ าเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี”, รายงานวิจัย, (คณะวิทยาการจัดการ: มหาวิทยาลัย สวนดุสิต, ๒๕๕๖), หน้า ๑๑๔. ๒ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สถิติด้านการท่องเที่ยว ปี ๒๕๖๔, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.mots.go.th/more_news_new.php?cid=628 [๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔].
๒ ประกอบพิธีทางศาสนา เป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจกันมากขึ้น ๓ ส าหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยจะนึกถึงวัด และทุกๆ ส่วนที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นวัด เช่น การได้มีสถานที่ท าบุญ ได้บริจาคทาน ได้ไหว้พระได้ สนทนาธรรมกับพระ และได้มีสถานที่ปฏิบัติธรรม เป็นต้น ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติต่างศาสนาจะ มองไปที่ความงดงามของงานก่อสร้างที่แปลกตา ความงดงามของพระพุทธรูป และผลงานเกี่ยวกับ พุทธศิลป์ต่าง ๆ และขณะป๎จจุบันนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้สนใจศึกษาพระพุทธศาสนากันมากขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในบรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ยังมีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่ ให้ความสนใจศึกษา และถึงขั้นเข้ามาปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ซึ่งจัดเป็น การเดินทางที่ก่อประโยชน์และความสงบสุขต่อผู้เดินทาง และการปฏิบัติในแนวทางที่ถูกต้องแก่เพื่อน มนุษย์๔ ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ๙๓.๕% รองลงมานับถือศาสนาอิสลาม (ร้อยละ ๕.๔) และศาสนาคริสต์ (ร้อยละ ๑.๑) ที่เหลือเป็นผู้ที่ นับถือศาสนาอื่น ๆ รวมทั้งผู้ที่ไม่มีศาสนา (น้อยกว่าร้อยละ ๐.๑)๕ วัดวาอารามในประเทศไทยมี ลักษณะทางพุทธศิลป์ที่ประกอบด้วยสถาป๎ตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ ละภูมิภาค วัดในภาคกลาง เช่น วัดพระศรีรัตนศาสนดาราม (วัดพระแก้ว) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลา ราม (วัดโพธิ์) วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) วัดในภาคใต้เช่น วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว วัดประเดิม (วัดสุทธาวาสธาราม) ๖ วัดในภาคอีสาน เช่น วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร วัดพระธาตุศรีสองรัก วัดพระธาตุขามแก่น๗ และวัดในภาคเหนือ เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร วัดเหล่านี้ล้วนมีลักษณะทางพุทธศิลป์ที่สวยงามเป็นที่นิยมสักการะของทั้งชาวไทยและ ชาวต่างชาติ นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธที่ส าคัญยิ่ง ดินแดนล้านนา อยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย มี ๘ จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัด เชียงใหม่ ล าพูน ล าปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน๘ มีวัดที่มีลักษณะพุทธศิลป์ แบบล้านนาที่มีความโดดเด่น สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์อยู่มากมาย วัดใน ๓ ศุภลักษณ์ อัครางกูร, พฤติกรรมนักท่องเที่ยว, (ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา, ๒๕๕๑), หน้า ๙๙. ๔ พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และคณะ, “การพัฒนารูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเที่ยวทาง พุทธศาสนาในประเทศไทย”, รายงานวิจัย, (ส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, ๒๕๕๖), หน้า ๒๓. ๕ ส านักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.), ผลส ารวจสภาวะทางสังคม วัฒนธรรม และสุขภาพจิต ปี ๒๕๖๑, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.nso.go.th/sites/2014/Pages/News/2561/N21-09-61-1.aspx [๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔]. ๖ ธาดา สุทธิธรรม, สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคใต้ ภาคอีสาน และภาค ตะวันอออก, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ๒๕๔๖), หน้า ๓๕-๓๖. ๗ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๕๔. ๘ สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา, พิมพ์ครั้งที่ ๙. (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์, ๒๕๕๕), หน้า ๒๕.
๓ ล้านนาตะวันออก เช่น วัดพระธาตุช่อแฮ วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดภูมินทร์ วัดในดินแดนล้านนา ตะวันตกเช่น วัดเจ็ดยอด (วัดโพธารามมหาวิหาร) วัดปราสาท วัดพระธาตุล าปางหลวง๙ ในป๎จจุบันการท่องเที่ยวของไทยได้มีการพัฒนารูปแบบไปอย่างมาก หลากหลาย วัตถุประสงค์และมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามประเภทของการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเช เกษตร การท่องเที่ยวเชิงศาสนา เป็นต้น๑๐ กล่าวได้ว่าประเทศไทยมีประชากรนับถือพระพุทธศาสนา มากที่สุดและเป็นหนึ่งในศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก เมื่อการเที่ยวมีลักษณะเป็นการท่องเที่ยวตาม ความสนใจพิเศษเฉพาะตน ผู้ที่สนใจในพุทธศาสนาส่วนหนึ่งจึงเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็น การท่องเที่ยวเชิงพุทธที่สร้างรายได้เข้าประเทศ เมื่อการท่องเที่ยวไม่จ ากัดเฉพาะการเดินทางพักผ่อน หย่อนใจเท่านั้น การเดินทางท่องเที่ยวมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ย่อมนับเป็นส่วนหนึ่งของ การท่องเที่ยวด้วย กล่าวได้ว่าการท่องเที่ยวเชิงพุทธนั้น เป็นการท่องเที่ยวไปยังพุทธสถานหรือร่วม กิจกรรมพุทธศาสนพิธีต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ และส่งเสริมศรัทธาตลอดจนเกิดความรู้ ความเข้าใจในพุทธศาสนาแก่นักท่องเที่ยว ในขณะที่ผู้ประกอบการก็ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในรูป รายได้จากการจ าหน่ายสินค้า เงินบริจาค ท าบุญ ค่าเช่าที่จอดรถ เป็นต้น รูปแบบและกิจกรรมการ ท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนา เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวและการศึกษาเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาใน เชิงลึก โดยเป็นการศึกษาถึงหลักพุทธธรรม การปฏิบัติสมาธิวิป๎สสนาการไหว้พระ สวดมนต์ เป็นต้น ที่อาศัยความสนใจเฉพาะของนักท่องเที่ยวในด้านพระพุทธศาสนา วิถีชีวิตของชาวพุทธ เป็นเครื่อง ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ในป๎จจุบันมีนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งให้ความสนใจต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธ และการเรียนรู้ที่เป็นการเดินทางเพื่อการศึกษาและแสวงหาคุณค่าทางด้านคุณธรรม/จริยธรรม และ คุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม อันน าไปสู่การประพฤติปฏิบัติในแนวทางที่ถูกต้องทั้งแก่เพื่อนมนุษย์และต่อ สิ่งแวดล้อมในลักษณะที่ก่อให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลต่อกันและกัน การเดินทางท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นใน รูปแบบใดก็ตาม ล้วนเป็นวิถีทางหนึ่งในการด ารงชีวิตของมนุษย์ทุกคนนับแต่อดีตจนถึงป๎จจุบัน น่าน (Nan Province) เป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของ ภาคเหนือ เป็นที่ตั้งของเมืองที่ส าคัญในอดีต เช่น เวียงวรนคร (เมืองพลัว) เวียงศีรษะเกษ (เมืองงั่ว) เวียงภูเพียงแช่แห้ง อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ าของแม่น้ าน่าน จังหวัดน่านมีแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้สนใจได้ ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณ โดยที่เพิ่ง ค้นพบในเขตอ าเภอเมืองน่าน ส่วนโบราณสถานโดยเฉพาะวัดเก่าแก่มีให้เห็นแทบทุกอ าเภอ ได้แก่ วัดพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดน่าน วัดภูมินทร์ หอค า วัดหนองบัว วัดบุญยืน วัดมิ่งเมือง วัดหัวข่วง ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่มีอายุนับร้อย ๆ ปี มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามทั้งสิ้น ๙ พันธ์ศักดิ์ ภักดี, “การวิเคราะห์สัดส่วนวิหารล้านนาในจังหวัดเชียงใหม่โดยวิธีการท าภาพเชิงซ้อน”, วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๕), หน้า ๑๒, ๒๘. ๑๐ กฤษณา รักษาโฉม และคณะ, “รูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: กระบวนการเปลี่ยนเส้นทางบุญ สู่เส้นทางธรรม”, วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏ บุรีรัมย์, ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม - ธันวาคม ๒๕๖๐): ๘๓
๔ ซึ่งวัดเหล่านี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่บ่งบอกด้านวัฒนธรรมและสถาป๎ตยกรรม และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายมี ความส าคัญต่อพระพุทธศาสนา เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนในสังคมไทยมาตั้งแต่อดีต อิทธิพลของพระพุทธศาสนาเป็น ป๎จจัยส าคัญในการกาหนดวิถีชีวิตของชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งรวบรวมศิลปวิทยาการ และความรู้มากมายหลายสาขา ตลอดจนเป็นที่แหล่งรวมของศิลปกรรมที่มีคุณค่า เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ และจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งงานศิลปกรรมต่าง ๆ เหล่านี้นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรม อันล้ าค่า และเป็นเสมือนเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทย ป๎จจุบันวัดมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม คือการเป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทศาสนสถานที่ส าคัญ เพราะภายในวัดประกอบด้วยศิลปวัฒนธรรม ที่สะท้อนให้เห็นอารยธรรมและความเจริญของชาติที่สามารถศึกษาย้อนถึงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ศิลปกรรม สถาป๎ตยกรรม รวมถึงความเชื่อมโยงของความเป็นมาของวัฒนธรรมกับชุมชนและการตั้ง ถิ่นฐานของชุมชน ผู้วิจัยเห็นว่า การท่องเที่ยวเชิงพุทธเป็นการท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าทางด้านจริยธรรม และ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจท าวิทยานิพนธ์เรื่อง การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน เพื่อศึกษารูปแบบและ กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านที่ประสบความส าเร็จในการบริหาร จัดการแล้วส่งเสริมวัดอื่นๆ พร้อมทั้งศึกษาป๎ญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ให้เกิดการพัฒนาเป็นวัดท่องเที่ยว เชิงพุทธที่มีศักยภาพเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ๑.๒ ค าถามวิจัย ๑.๒.๑ การท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน เป็นอย่างไร ๑.๒.๒ สภาพป๎ญหาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่านจังหวัดน่าน เป็นอย่างไร ๑.๒.๓ แนวทางเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – ๑๙ เป็นอย่างไร ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑.๓.๑ เพื่อศึกษาการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน ๑.๓.๒ เพื่อศึกษาสภาพป๎ญหาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาล เมืองน่าน จังหวัดน่าน ๑.๓.๓ เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมือง น่าน จังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – ๑๙
๕ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา ด้านเนื้อหาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน สภาพป๎ญหาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน และ แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน ๑.๔.๒ ขอบเขตด้านผู้ให้ข้อมูลส าคัญ ผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลส าคัญ (Key Infroments) โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาก เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่าน ตัวแทนชุมชุนในเขตชุมชนวัดพื้นที่วิจัย นักท่องเที่ยว พระสงฆ์ วัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมือง และวัดหัวข่วง ซึ่งเป็นวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน และเป็นวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่วิจัย จ านวน ๒๔ รูป/คน ได้แก่ ๑) เจ้าหน้าที่เทศบาลอ าเภอเมืองน่าน จ านวน ๖ คน ได้แก่ ๑) นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน ๒) นายสรศักดิ์ พรหมจักร สมาชิกสภาเทศบาลเมืองน่าน ๓) นางอริสา บุญสม รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน ๔) นายวิจิตร ไชยมงคล ประธานสภาเทศบาลเมืองน่าน ๕) นายสุเมษ สายสูง ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ๖) นายมนูญ กันฟอง นักปูองกันและบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติการเทศบาลเมืองน่าน ๒) ตัวแทนชุมชุนในเขตชุมชนวัดพื้นที่วิจัย ชุมชนละ ๒ คน รวมเป็นจ านวน ๖ คน ได้แก่ ๑) ร้อยตรีนเรศ พรหมประภัศร ตัวแทนชุมชุนวัดภูมินทร์ ๒) นางประกายแก้ว บุญมี ตัวแทนชุมชุนวัดภูมินทร์ ๓) นายวานิตธิวัฒน์ ค าเรือง ตัวแทนชุมชุนวัดมิ่งเมือง ๔) นางสาวสุวลี กันฟอง ตัวแทนชุมชุนวัดมิ่งเมือง ๕) นายเฉลิม อินทร์จันทร์ ตัวแทนชุมชุนวัดหัวข่วง ๖) นางค ามอญ จันทร์แก้ว ตัวแทนชุมชุนวัดหัวข่วง ๓) นักท่องเที่ยวในพื้นที่วิจัย ๓ วัดๆ ละ ๒ คน รวมเป็นจ านวน ๖ คน (สงวนนาม) ๔) พระสงฆ์ในเขตเทศบาลเมืองน่าน จ านวน ๖ รูป ได้แก่ ๑) พระราชศาสนาภิบาล เจ้าคณะจังหวัดน่าน ๒) พระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ๓) พระครูสิรินันทวิทย์ เจ้าคณะอ าเภอเมืองน่าน ๔) พระครูพิเศษนันทวุฒิ เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง ๕) พระมหาสุดสาคร สุธมฺมทสฺสี พระวัดภูมินทร์ ๖) พระครูใบฏีกาวชิรวิทย์ ธีรสุวณฺโณ พระวัดมิ่งเมือง
๖ ๑.๔.๓ ขอบเขตด้านด้านพื้นที่ แบ่งออกเป็น ๓ วัด ได้แก่ ๑) วัดภูมินทร์ ๒) วัดมิ่งเมือง และ ๓) วัดหัวข่วง ซึ่งเป็นวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๑.๔.๔ ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาการวิจัยตั้งแต่กันยายน ๒๕๖๔ – พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย การท่องเที่ยวเชิงพุทธ หมายถึง การท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนา คือรูปแบบการ ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไปเที่ยวเพื่อไปท าบุญ ไหว้พระ สวดมนต์ขอพร พักผ่อนหย่อนใจ หรือเพื่อไป ชมงานด้านพุทธศิลป์และชื่นชมความงามทางวัฒนธรรม การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ หมายถึง กระบวนการที่มุ่งเน้นส่งเสริม และสนับสนุน สถานที่ท่องเที่ยว คือวัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมือง และวัดหัวข่วง ในเขตเทศาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน สถานการณ์โควิด-๑๙ หมายถึง โรคติดต่อซึ่งเกิดจากไวรัสโคโรน่าชนิดที่มีการค้นพบ ล่าสุดเป็นไวรัสวงค์ใหญ่ที่เป็นสาเหตุของโรคในสัตว์และคนท าให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจตั้งแต่ โรคหวัดธรรมดาจนถุงอาการรุนแรง ๑.๖ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๑.๖.๑ ได้ทราบข้อมูลการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน ๑.๖.๒ ได้ทราบสภาพป๎ญหาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาล เมืองน่าน จังหวัดน่าน ๑.๖.๓ ได้ทราบแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – ๑๙ ๑.๖.๔ น าองค์ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาล เมืองน่า จังหวัดน่าน ในสถานการการระบาดของโรคระบาดโควิด – ๑๙ น าเสนอกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง อาทิเช่น ส านักงานพระพุทธศาสนาประจ าจังหวัด อปท. ททท. เพื่อน าไปพัฒนากับวัดที่เป็น สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดน่านต่อไป
บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัด น่าน” ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ๒.๓ แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ๒.๔ แนวคิดเรื่องการจัดการทางวัฒนธรรม ๒.๕ แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวหลังการระบาดของโควิด-๑๙ ๒.๖ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงพุทธ ๒.๗ ข้อมูลพื้นที่วิจัย ๒.๘ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๙ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ๒.๑.๑ ความหมายของการท่องเที่ยว ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ (ค.ศ. ๑๙๖๓) องค์การสหประชาชาติได้จัดประชุมว่าด้วยการเดินทาง และท่องเที่ยวระหว่างประเทศขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี และได้ให้ค าจ ากัดความของค าว่า “การ ท่องเที่ยว” ไว้ว่า “การเดินทางเพื่อความบันเทิงรื่นเริงใจ เยี่ยมญาติ หรือการไปร่วมประชุมแต่มิใช่ เพื่อการประกอบอาชีพเป็นหลักฐานหรือไม่พ านักอยู่เป็นการถาวร” องค์การท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization : W.T.O) ได้ให้ความหมายของ การท่องเที่ยวดังนี้ “Tourism comprises the activities of the person traveling to and staying in places outside their usual environment for not more than one consecutive year for leisure, business and other purpose.” จากความหมายนี้สรุปได้ว่า การท่องเที่ยว หมายถึง การเดินทางของบุคคลจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว (ไม่มากกว่า ๑ ปี ติดต่อกัน) เดินทางด้วยความสมัครใจเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ติดต่อธุระและวัตถุประสงค์ใดๆก็ได้ แต่ไม่ใช่เพื่อการประกอบอาชีพ หรือหารายได้
๘ ส านักงานพัฒนาการท่องเที่ยว๑ การท่องเที่ยว หมายถึง การเดินทางเพื่อผ่อนคลาย ความเครียด แสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่ โดยมีเงื่อนไขว่า การเดินทางนั้น เป็นการเดินทาง เพียงชั่วคราวผู้เดินทางจะต้องไม่ถูกบังคับให้เดินทาง ไพฑูรย์ พงศะบุตร และวิลาสวงศ์ พงศะบุตร๒ ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยว (Tourism) หมายถึง การเดินทางไปเยือนสถานที่ต่างถิ่นซึ่งไม่ใช่เป็นที่พ านักอาศัยประจ าของบุคคล นั้น และเป็นการไปเยือนชั่วคราวโดยไม่ใช่เพื่อเป็นการประกอบอาชีพหารายได้ จากค านิยามและความหมายของการท่องเที่ยว (Tourism) ผู้เขียนหลายท่านได้ให้ ความหมายไว้ข้างต้นสรุปได้ดังนี้ “การท่องเที่ยว” (Tourism) หมายถึง การเดินทางของมนุษย์จาก สถานที่ใดสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง หรือการเดินทางจากถิ่นพ านักที่อาศัยไปยังสถานที่อื่นเป็น การชั่วคราวด้วยความสมัครใจไป และเป็นการเดินทางด้วยเหตุผลของการท่องเที่ยวมิใช่เพื่อการ ประกอบอาชีพ หรือหารายได้ เช่น การเดินทางเพื่อการพักผ่อน การเดินทางเพื่อไปชมการแข่งขัน กีฬา (อาทิ การแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ โอลิมปิก เป็นต้น) การเดินทางเพื่อการศึกษา การเดินทางเพื่อ ประชุมสัมมนา การเดินทางเพื่อเยี่ยมเยือนญาติพี่น้อง หรือเพื่อน การเดินทางเพื่อแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม เป็นต้น ฉลองศรี พิมลสมพงศ์๓ กล่าวว่า การท่องเที่ยว หมายถึง การ เดินทางเพื่อความเพลิดเพลิน พักผ่อนหย่อนใจและเป็นการเดินทางที่มีเงื่อนไข ๓ ประการคือ ๑. เดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว ๒. เดินทางด้วยความสมัครใจ ๓. เดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ได้ที่ไม่ใช่การประกอบอาชีพหรือหารายได้ ปรีชา แดงโรจน์ (๒๕๔๔)๔ ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยวไว้ว่า การท่องเที่ยวเป็น กิจกรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ซึ่งกระท าเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากกิจการงานประจ า โดยปกติ จะเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยไม่ค านึงว่าระยะทางนั้นจะใกล้หรือไกลและการเดินทางนั้น จะมีการค้างแรมหรือไม่ บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา๕ การท่องเที่ยว เป็นเรื่องของการเดินทางที่เป็นการชั่วคราวด้วย ความสมัครใจ มิใช่ถูกบังคับหรือเพื่อสินจ้างแต่เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น เพื่อการพักผ่อนหย่อน ๑ ส านักงานพัฒนาการท่องเที่ยว, ความหมายของการท่องเที่ยว, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://tourismatbuu.wordpress.com [๒๙ กันยายน ๒๕๕๔]. ๒ ไพฑูรย์ พงศะบุตร และวิลาสวงศ์ พงศะบุตร, คู่มือการอบรมมัคคุเทศก์, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ การศึกษาต่อเนื่องแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า ๓๗. ๓ ฉลองศรี พิมลสมพงศ์, การวางแผนและพัฒนาตลาดการท่องเที่ยว, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๔. ๔ ปรีชา แดงโรจน์, อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่ศตวรรษที่ ๒๑, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท ไฟว์แอนด์โฟร์พริ้นติ้ง จ ากัด, ๒๕๔๔), บทน า. ๕ บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา, การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน, (กรุงเทพมหานคร: เพรส แอนด์ ดีไซน์, ๒๕๔๘), หน้า ๓๖.
๙ ใจความสนุกสนานเพลิดเพลิน การศึกษาศาสนากีฬา เยี่ยมญาติมิตร ติดต่อธุรกิจการประชุมสัมมนา เป็นต้น มิฉะนั้นก็จะเป็นการเดินทางที่ไม่ใช่การท่องเที่ยว ฐิรชญา มณีเนตร๖ กล่าวว่า การท่องเที่ยว หมายถึงการเดินทางของมนุษย์จากสถานที่ใด สถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง หรือการเดินทางจากถิ่นพากัน ที่อาศัยไปยังสถานที่อื่นเป็นการชั่ว คราวด้วยความสมัครใจไปและเป็นการเดินทางด้วยเหตุผลของการท่องเที่ยวมิใช่ เพื่อประกอบอาชีพ หรือหารายได้เช่น การเดินทางเพื่อการพักผ่อน การเดินทางเพื่อไปชมการแข่งขันกีฬาการเดินทางเพื่อ การศึกษาการเดินทางเพื่อการประชุมสัมมนาการเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติ พี่น้องหรือเพื่อน การเดินทางเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เป็นต้น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย๗ ให้ความหมายว่าการ ท่องเที่ยวเป็นการนันทนาการรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเวลาว่างที่มีการเดินทางจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง ซึ่งมัก หมายถึงเดินทางจากที่อยู่อาศัยไปยังอีกที่หนึ่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและ สิ่งแวดล้อม โดยมีแรงกระตุ้นจากความต้องการในด้านกายภาพ ด้านวัฒนธรรม ด้านปฏิสัมพันธ์และ ด้านสถานะหรือเกียรติคุณ รัชพร จันทร์สว่าง๘ ให้ความหมายของการท่องเที่ยว หมายถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การเคลื่อนไหลการโยกย้ายของการเดินทางของบุคคลจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว เพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ ที่ไม่ใช่เพื่อการหารายได้ มาโนช พรหมป๎ญโญ และคณะ๙ กล่าวว่า การท่องเที่ยว เป็นกิจกรรมการผ่อนคลาย ความเครียดที่ป๎จจุบันได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นพร้อม ๆ กับรูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลายมาก ยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการผ่อนคลายความเครียดแล้ว กิจกรรมการท่องเที่ยวยังสามารถสร้างเศรษฐกิจ ให้แก่ชุมชนหรือแหล่งท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่งด้วย กล่าวคือ รายได้ที่จะกระจายสู่แหล่งท่องเที่ยวและ ชุมชนที่เกี่ยวข้องในลักษณะของการสร้างงาน และ นาไปสู่การสร้างรายได้แก่คนในท้องถิ่น ซึ่งภาครัฐ ได้ก าหนดให้การท่องเที่ยวเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของประเทศ และกลุ่มจังหวัดการท่องเที่ยวทุกภูมิภาค ของไทย ๖ ฐิรชญา มณีเนตร, ไทยศึกษาเพื่อการท่องเที่ยว, (ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา, ๒๕๕๒), หน้า ๑๓. ๗ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยแห่งประเทศไทย, “รายงานขั้นสุดท้าย การด าเนินการ ก าหนดนโยบายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ”, รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์บริการวิชาการ สถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยแห่งประเทศไทย, ๒๕๔๒), บทน า. ๘ รัชพร จันทร์สว่าง, ความหมายของนักท่องเที่ยว, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (ภาควิชารัฐศาสนศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๕๓. ๙ มาโนช พรหมป๎ญโญ และคณะ, “แนวทางการเตรียมความพร้อมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของจังหวัด อุบลราชธานี เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน”, วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย, ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๒ (กรกฏาคม-ธันวาคม ๒๕๕๖), บทน า.
๑๐ เถกิงศักดิ์ชัยชาญ๑๐ ได้ศึกษาองค์ประกอบหลักของการท่องเที่ยวไทยว่า สามารถมอง แยกออกเป็น ๓ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑) อุปสงค์ต่อการท่องเที่ยว (Tourism Demand) หมายถึง ความต้องการท่องเที่ยวที่อยู่ในรูปของจานวนหรือปริมาณ (คน/ครั้ง/ช่วงเวลา) หรือพฤติกรรมของ นักท่องเที่ยว ๒) อุปทานของการท่องเที่ยว (Tourism Supply) หมายถึง ทรัพยากรท่องเที่ยว และ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติซึ่งจัดว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งทางด้านสินค้าและบริการในการท่องเที่ยว (Tourism Products) ๓) การจัดการ (Management) ที่อยู่ภายใต้หลักการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบ ยั่งยืนดังนั้น การดาเนินนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ จะต้องส่งเสริมด้านอุปสงค์ (Demand) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมด้านอุปทาน (Supply) โดยการสร้างความประทับใจ และสร้าง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักท่องเที่ยวกับทรัพยากรท่องเที่ยว พจนา สวนศรี๑๑ ได้กล่าวไว้ในคู่มือการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน ว่าเจตนารมณ์ของ การท่องเที่ยวโดยชุมชน คือ การใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน และการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ของชุมชนที่ชุมชนก าลังเผชิญอยู่ เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการพัฒนาชุมชน และมองการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมโดยให้ ความส าคัญกับการพัฒนาสังคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมือง องค์การการท่องเที่ยวโลก๑๒ (World Tourism Organization หรือ WTO) กล่าวว่า การ ท่องเที่ยวที่ดีย่อมท าให้เกิดความเข้าใจ และส่งเสริมค่านิยมทางจริยธรรม ท าให้มนุษยชาติมีความใจ กว้าง และยอมรับนับถือต่อความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม และ ปรัชญาทางความคิด ดังนั้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาการท่องเที่ยว รวมถึงนักท่องเที่ยวเองควร จะปฏิบัติตามประเพณีทางสังคม และวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ การปฏิบัติดังกล่าวเป็นการให้เกียรติ ยอมรับในคุณค่าของคนรวมทั้งคนกลุ่มน้อยและคนพื้นเมืองในชุมชนที่ได้เยี่ยมเยือนนั้น ๒.๑.๒ ความหมายนักท่องเที่ยว ฐิรชญา มณีเนตร๑๓ กล่าวว่า นักท่องเที่ยว หมายถึง ผู้ที่เดินทางจากถิ่นพ านักที่อาศัยไป ยังสถานที่อื่นเป็นการชั่วคราวเป็นเวลาอย่างน้อย ๒๔ ชั่วโมงขึ้นไป ด้วยความสมัครใจและมี วัตถุประสงค์ในการเดินทางที่แตกต่างกัน แต่ไม่ใช่เพื่อประกอบอาชีพหรือหารายได้ที่จุดหมาปลายทาง ซึ่งนักท่องเที่ยวถือว่าเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญที่สุดของการท่องเที่ยว โดยองค์กร การท่องเที่ยวโลกได้ ให้ความหมายของนักท่องเที่ยวโดยเสนอแนะให้ประเทศสมาชิกใช้ค าว่า ผู้มาเยือน (Visitor) ๑๐ เถกิงศักดิ์ ชัยชาญ, “การพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”, รายงานวิจัย, (สาขาวิชาเทคโนโลยีสังคม: มหาวิทยาลัยสุรนารี, ๒๕๕๖), บทน า. ๑๑ พจนา สวนศรี, คู่มือการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน, (กรุงเทพมหานคร : โครงการท่องเที่ยว เพื่อชีวิตและธรรมชาติ, ๒๕๔๖), หน้า ๒๓. ๑๒ World Tourism Organization, Global Code of Ethics for Tourism, (Madrid Spain: World Tourism Organization, 2012), p.42. ๑๓ ฐิรชญา มณีเนตร, ไทยศึกษาเพื่อการท่องเที่ยว, หน้า ๔๖.
๑๑ สุวัฒน์ จุธากรณ์ และจริญญา เจริญสุกใส ๑๔ ได้ให้ความหมายของนักท่องเที่ยวไว้ว่า นักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยือน เป็นผู้ที่เดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว ซึ่งเรียก รวมกันทั้งนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้มาเยือนว่า “Visitors” จ าแนกได้ ๒ ลักษณะ คือ ๑. จ าแนกตามช่วงเวลาที่ใช้ในการไปเยือนและการพักค้างคืน ณ สถานที่ที่ไปเยอืนนั้นซึ่ง แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ๑.๑ นักท่องเที่ยว หมายถึง ผู้ที่มาเยือนชั่วคราว ซึ่งพักอยู่ ณ สถานที่ที่ไปเยือนอย่าง น้อย ๒๔ ชั่วโมงและมีการพักค้างคืนอย่างงน้อย ๑ คืน แต่ไม่เกิน ๑ ปี - ผู้ที่ไม่มีถิ่นพ านักอยู่ในสถานที่ที่ไปเยือน - ผู้ที่มีสัญชาติของประเทศนั้น หรือเดิมเป็นคนในถิ่นนั้น แต่ป๎จจุบนัไม่ได้มีถิ่นพ านักอยู่ ณ สถานที่ที่ไปเยือนแล้ว - ผู้ที่เป็นลูกเรือ (พนักงานปฏิบัติหน้าที่บนเครื่องบินและเรือโดยสาร) ซึ่งไม่มีถิ่นพ านัก ณ สถานที่ที่ไปเยือน ซึ่งเข้าไปพักค้างคืน ณ สถานที่ที่ไปเยือนนั้น ๑.๒ นักทัศนาจร หมายถึงผู้ที่มาเยือนชั่วคราว ซึ่งพกัอยู่ ณ สถานที่นั้นน้อยกว่า ๒๔ ชั่วโมงและไม่พกัคา้งคืน กุลวรา สุวรรณพิมล๑๕ ได้ให้ความหมายของนักท่องเที่ยว หมายถึงผู้ที่มาเยือนชั่วคราว ซึ่งมักจะมาพักอาศัยอยู่ในประเทศที่มาเยือนไม่น้อยกว่า ๒๔ ชั่วโมง มีวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง ดังนี้ ๑. เพื่อการพักผ่อน ความเพลิดเพลิน สุขภาพ การศึกษาการกีฬา ๒. เพื่อดา เนินธุรกิจและการประชุมต่างๆ ๓. เพื่อเยี่ยมครอบครัวและญาติพี่น้อง ๔. เพื่อราชการและติดต่อราชการ ดังนั้น สรุปได ว่านักท่องเที่ยว หมายถึง ผู้ที่เดินทางไปอยู่ในสถานที่อันมิใช่ที่พ านักถาวร ของตน ซึ่งเป็นการเดินทางไปอยู่ชั่วคราวตั้งแต่ ๒๔ ชั่วโมงขึ้นไป มีการค้างคืนอย่างน้อย ๑คืน แต่ไม่ เกิน ๙๐วัน เป็นการเดินทางโดยสมัครใจ ด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตามที่มิใช่การไปประกอบอาชีพหรือ หารายได้และนักทัศนาจร หมายถึงผู้ที่เดินทางไปอยู่ในสถานที่อันมิใช่ที่พ านักถาวรของตน ซึ่งเป็นการ เดินทางไปอยู่ชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง ไม่ได้ค้างคืนและเดินทางไปโดยสมัครใจด้วย วัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตาม ๑๔ สุวัฒน์ จุธากรณ์ และจริญญา เจริญสุขใส, เอกสารการสอนชุดวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (หน่วยที่ ๒), (นนทบุรี: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๔), หน้า ๔๓. ๑๕ กุลวรา สุวรรณพิมล, ความหมายของนักท่องเที่ยว, (กรุงเทพมหานคร: เพียร์สัน เอ็ดดูเคชั่น อินโด ไชน่า, ๒๕๔๘), หน้า ๕.
๑๒ ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม การเข้าร่วมอย่างแข็งขันของกลุ่มบุคคลในขั้นตอนต่างๆ ของการด าเนินกิจกรรมอย่างหนึ่ง การมีส่วนในการสนับสนุนที่เป็นไปในรูปของผู้เข้าร่วมมีส่วนกระท าให้เกิดผลของกิจกรรมที่เข้าร่วม มิใช่เป็นผู้ร่วมคิดตัดสินใจหรือผู้ได้รับประโยชน์เท่านั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมพัฒนาไม่ใช่กระท าถึงประชาชนเข้ามาท ากิจกรรม ตามที่ได้จัดท าขึ้น และหมู่บ้านหรือชุมชนมีกิจกรรมและวิธีด าเนินงานของตนเองอยู่แล้ว ประชาชนมี ศักยภาพที่จะพัฒนาชุมชนของตนองได้ การที่ประชาชนหรือชุมชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจส าหรับการก าหนดนโยบายการพัฒนาที่เป็นกระบวนการขั้นต้นของการวางแผนการพัฒนา ชุมชนในส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยในการด ารงชีวิตของตนเอง นอกจากนี้ การก าหนดวัตถุประสงค์และวางแผนร่วมกันก็เป็นการมีส่วนร่วมในการ พัฒนาตามแผนงานโครงการดังกล่าว และมีส่วนร่วมในการรับประโยชน์จากการบริการ รวมทั้งมี ส่วนร่วมในการควบคุมประเมินโครงการของชุมชน ซึ่งอาจเป็นไปโดยการมีส่วนร่วมแบบตัวแทนหรือ เป็นไปโดยการได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยตนเอง อาภรณ์พันธ์ จันทร์สว่าง๑๖ ได้อธิบายเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ว่าการมีส่วน ร่วม (Participation) เป็นผลมาจากการเห็นพ้องต้องกันในเรื่องของความต้องการและทิศทางของการ เปลี่ยนแปลงและความเห็นพ้องต้องกันจะต้องมีมากจนเกิดความคิดริเริ่มโครงการเพื่อปฏิบัติ กล่าวคือ จะต้องเป็นความเห็นพ้องต้องกัน จะต้องมีมากจนเกิดความคิดริเริ่มโครงการเพื่อการปฏิบัติการนั้น ๆ เหตุผลเบื้องแรกของการที่มีคนมารวมกันได้ ควรจะต้องมีการตระหนักว่าปฏิบัติการทั้งหมด หรือการ กระท าทั้งหมดที่ท าโดยกลุ่มหรือท าในนามกลุ่มนั้นกระท าผ่านองค์การ (Organization) ดังนั้น องค์การจะต้องเป็นเสมือนตัวน าให้บรรลุถึงความเปลี่ยนแปลง ปรัชญา เวสารัชช์๑๗ ได้นิยามความหมายของการมีส่วนร่วมว่า เป็นการที่ประชาชนเข้า มาเกี่ยวข้องโดยการใช้ความพยายามหรือทรัพยากรในส่วนของตนต่อกิจกรรมซึ่งมุ่งสู่การพัฒนาชุมชน โดยการมีส่วนร่วมต้องมีองค์ประกอบดังนี้ ๑. ประชาชนเข้าเกี่ยวข้องในกิจกรรมการพัฒนา ๒. ผู้เข้าร่วมได้ใช้ความพยายามบางอย่างส่วนตัว เช่น ความคิด ความรู้ ความสามารถ แรงงาน หรือทรัพยากรบางอย่าง เช่น เงินและวัสดุในกิจกรรมพัฒนา ๑๖ อาภรณ์พันธ์ จันทร์สว่าง, ค าบรรยายลักษณะวิชาทฤษฏีและหลักการพัฒนาชุมชน ๒, ภาค การศึกษาที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๒), หน้า ๑๙ ๑๗ ปรัชญา เวสารัชช์, การมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมเพื่อพัฒนาชนบท, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๘), หน้า ๕.
๑๓ วรรณิการ์ ภูมิวงศ์พิทักษ์๑๘ ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้ดังนี้ การมีส่วนร่วม ของประชาชน หมายถึง กระบวนการที่ให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นป๎จเจกบุคคลหรือกลุ่มคนที่เห็นพ้อง ต้องกันเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการด าเนินงาน โดยการร่วมคิด ร่วมลงมือปฏิบัติ ร่วมแบ่งป๎น ผลประโยชน์ และร่วมในการติดตามประเมินผล ทวีทอง หงส์วิวัฒน์๑๙ ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนที่แท้จริงน่าจะ หมายถึง การที่ประชาชนหรือชุมชนพัฒนาขีดความสามารถของตนเองในการจัดการและควบคุมการ ใช้และกระจายทรัพยากรและป๎จจัยการผลิตที่มีอยู่ในสังคม เพื่อประโยชน์ต่อการด ารงชีพทาง เศรษฐกิจและสังคมตามความจ าเป็นอย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะสมาชิกของสังคมและได้พัฒนาการรับรู้ และภูมิป๎ญญา ซึ่งแบ่งออกในรูปของการตัดสินใจในการก าหนดชะตาชีวิตของตนเองอย่างเป็นตัวของ ตัวเอง พีรพล ไชยพงศ์๒๐ กล่าวว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง กระบวนการที่รัฐส่งเสริม ชักน า สนับสนุน และสร้างโอกาสให้ประชาชน ทั้งในรูปส่วนบุคคล กลุ่มชน ชมรม สมาคม มูลนิธิ และ องค์กรอาสาสมัครรูปแบบต่าง ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการด าเนินงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหลาย เรื่องร่วมกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และนโยบายการพัฒนาที่ก าหนดไว้ ๒.๓ แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ๒.๓.๑ ความหมายวัฒนธรรม ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (๒๕๓๕) ได้ให้ความหมายของวัฒนธรรมไว้ ว่า วัฒนธรรม คือ ผลรวมของ ทุกสิ่งซึ่งเป็นความเจริญงอกงามที่สังคมนั้นๆ ได้ท าไว้ หรือได้สั่งสมมา จนถึงบัดนี้ วัฒนธรรม คือ ผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ และพุทธป๎ญญาทุกแขนง และวัฒนธรรม คือ สิ่งที่ดีมีค่าแสดงรสนิยมของผู้ดีหรือชนชั้นสูงที่มีการศึกษาและฐานะดี วัฒนธรรมเป็นวิธีการด าเนิน ชีวิตของสังคม เป็นแบบ แผนการประพฤติและ การแสดงออก ซึ่งความรู้สึกนึกคิดในสถานการณ์ ต่างๆ ที่สมาชิกในสังคม เดียวกันสามารถเข้าใจ และซาบซึ้งร่วมกัน มนุษย์สร้างวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อ ประโยชน์แห่ง การด ารงชีวิต และการสืบทอดเผ่าพันธุ์ ในเมื่อการด ารงชีวิตของมนุษย์เป็นเรื่องที่ กว้างใหญ่ และมีแง่มุมต่างๆ วัฒนธรรม หมายถึง วิถีชีวิตของคนในชุมชน และในสังคมโดยส่วนรวม ๑๘ วรรณิการ์ ภูมิวงศ์พิทักษ์, “ป๎ญหาและอุปสรรคของการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการ ครอบครัวและชุมชนพัฒนา: ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนดวงแขเขตปทุมวัน”, วิทยานิพนธ์สังคมสังเคราะห์ศาสตรมหา บัณฑิต สาขาบริหารและนโยบายสวัสดิการสังคม, (คณะสังคมศาสตร์: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๐), หน้า ๑๒. ๑๙ ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: ศักดิ์โสภณ การพิมพ์, ๒๕๒๗), หน้า ๒. ๒๐ พีรพล ไชยพงศ์, “การมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน:ศึกษาเฉพาะกรณีเทศบาลต าบลอ้อมน้อย อ าเภอกระทุมแบน จังหวัด สมุทรสาคร”, ภาคนิพนธ์พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิตสาขาพัฒนาสังคม, (คณะพัฒนาสังคม: สถาบัณฑิตพัฒน บัณฑิตบริหารศาสตร์, ๒๕๓๙), หน้า ๘.
๑๔ ซึ่งรวมถึงสังคมวัฒนธรรมและศิลปวัฒนธรรม วัฒนธรรมมิใช่เป็นนามธรรม และรูปธรรม ที่หยุดนิ่ง แต่เปลี่ยนแปลงมีพลวัตตลอดเวลาโดยวัฒนธรรมมุ่งความอยู่ดี มีสุขของคน และสังคม โดยส่วนรวม วัฒนธรรมจึงต้องเชื่อมโยงระหว่างสภาพในอดีตสู่ป๎จจุบัน และสู่อนาคตต้องเชื่อมโยงระหว่างคนใน สังคม ซึ่งมีวัยต่างกันต้องเชื่อมโยงระหว่างสภาพตนเองต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และสภาพรอบโลก ต้องเชื่อมโยงระหว่างความรู้ด้านต่างๆ ทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์และต้อง เชื่อมโยงระหว่างคนกับธรรมชาติ วัฒนธรรมจะพัฒนางอกงามได้ต้องอาศัยความเชื่อมโยงและความ เข้าใจในความหลากหลาย ความแตกต่าง และจุดร่วมของวัฒนธรรมท้องถิ่นวัฒนธรรมของชาติ และ วัฒนธรรมของโลก ซึ่งมีวิวัฒนาการ และมีความ เปลี่ยนแปลงมีพลวัตรที่ไม่หยุดนิ่ง การประสาน เชื่อมโยงและถักทอวิถีชีวิตของคน และชุมชนต่างๆ รอบโลก และกับธรรมชาติเท่านั้นที่จะท าให้การ พัฒนายั่งยืนได้๒๑ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ก็ได้นิยาม ความหมายของวัฒนธรรม ไว้เป็น ๔ นัย ดังนี้ ๑) สิ่งที่ท าให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะ ๒) วิถีชีวิตของหมู่คณะ ๓) ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียว ก้าวหน้าของชาติ และศีลธรรมอันดีของประชาชน ๔) พฤติกรรม และสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกัน และกัน และร่วมใช้ อยู่ ในหมู่พวกของตนพระธรรมปิฎก๒๒ คราวแสดงปาฐกถา พิเศษ ๑๐๐ ปี พระยาอนุมานราชธน เรื่อง “วัฒนธรรมกับการพัฒนา” ก็ได้อธิบายความหมายของ วัฒนธรรมไว้เป็นหลายนัยอย่างน่า พิจารณา ดังนี้ วัฒนธรรม เป็นผลรวมของการสั่งสมสิ่ง สร้างสรรค์และภูมิธรรม ภูมิป๎ญญาที่ถ่ายทอด สืบต่อกันมาของสังคมนั้นๆ วัฒนธรรมเป็นการสั่งสม ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ภูมิธรรม ภูมิป๎ญญาทั้งหมดที่ได้ช่วยให้มนุษย์ในสังคมนั้นๆ อยู่รอด และเจริญสืบต่อมาได้ และเป็นอยู่อย่างที่ เป็นในบัดนี้วัฒนธรรม คือ ผลรวมของทุกสิ่ง ซึ่งเป็นความเจริญงอกงามที่สังคมนั้นๆ ได้ท าไว้ หรือได้ สั่งสมมาจนถึงบัดนี้วัฒนธรรมเป็นทั้งสิ่งที่ท าให้เจริญงอกงามสืบมา และเป็นเนื้อตัวของความเจริญงอก งามที่มีอยู่ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของความเจริญงอกงามต่อไป ตลอดจนเป็นเครื่องวัดระดับความเจริญ งอกงามของสังคมนั้นๆ จากความหมายของวัฒนธรรมที่กล่าวมาสรุปได้ว่า วัฒนธรรม หมายถึง สรรพ สิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ทั้งในส่วนที่เป็นวัตถุ และไม่ใช่วัตถุที่เกิดขั้นในคนรุ่นหนึ่ง แล้วถ่ายทอดไปยังอีกรุ่นหนึ่งโดยอาจมีการปรับเปลี่ยน และพัฒนาไปตามยุคสมัยให้สอดคล้องกับวิถี ๒๑ สิปปนนท์เกตุทัต, “การพัฒนาการวิจัย: สร้างสรรค์ป๎ญญาเพื่อพัฒนาประเทศ”, วารสารประชา คมวิจัย, ฉบับที่ ๒๗ (กันยายน ๒๕๔๒): ๒๓-๒๖. ๒๒ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร : เอส อาร์พริ้นติ้งแมสโปรดักส์, ๒๕๔๗).
๑๕ ชีวิต และบริบทของสังคมของกลุ่มชนนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของชีวิตซึ่งต้องด าเนินไปตามทฤษฎี นิเวศทางวัฒนธรรมและโครงสร้างหน้าที่นั้นเอง๒๓ การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหรือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หมายถึง การท่องเที่ยว เพื่อ ศึกษา และเรียนรู้ถึงวิถีทางการด าเนินชีวิต ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และเทศกาลงานประเพณีต่างๆ ทั้ง ที่มีมานานแล้ว และที่จัดขึ้นเป็นการเฉพาะหรือเป็นการท่องเที่ยวที่ใช้วัฒนธรรมเป็นวัตถุดิบ หรือใช้ วัฒนธรรมเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยว ๒.๓.๒ แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหรือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หมายถึง การท่องเที่ยวเพื่อ ศึกษาและเรียนรู้ถึงวิถีทางการด าเนินชีวิต ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และเทศกาลงานประเพณีต่างๆ ทั้งที่ มีมานานแล้ว และที่จัดขึ้นเป็นการเฉพาะหรือเป็นการท่องเที่ยวที่ใช้วัฒนธรรมเป็นวัตถุดิบหรือใช้ วัฒนธรรมเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทไว้ว่า “งานด้าน การศึกษา ศิลปะ และวัฒนธรรม นั้น เป็นงานสร้างสรรค์ความเจริญทางป๎ญญา และทางจิตใจ ซึ่งเป็น ทั้งต้นเหตุ และองค์ประกอบ ที่ขาดไม่ได้ของความเจริญด้านอื่นทั้งหมด และเป็นป๎จจัยที่จะช่วยให้เรา รักษา และด ารงความเป็น ไทยไว้ได้สืบไป” ๒๔ ในแนวทางในการศึกษาส่งเสริม และพัฒนาวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๓๙ ตามนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติได้กล่าวถึง ความส าคัญของวัฒนธรรมไว้ ๓ ลักษณะ คือ ๑) วัฒนธรรมเป็นทั้งพื้นฐาน และเครื่องมือส าหรับสร้างเสริมความสามัคคี กลมเกลียว และความเป็นปึกแผ่นในหมู่ประชาชน วัฒนธรรมจะช่วยชักน าให้คนประพฤติศีล ปฏิบัติธรรม และ พร้อมที่จะเผชิญชีวิตร่วมกับบนผืนแผ่นดินเดียวกันทั้งในยามสุข และยามทุกข์ ๒) วัฒนธรรมเป็นกรอง และเป็นแนวทางในการด าเนินชีวิตที่เหมาะสมกับ สภาพแวดล้อม จึงถือได้ว่าวัฒนธรรมเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติของสมาชิกของสังคม ซึ่งอาจจะช่วยปูองกัน และ แก้ไขป๎ญหา และของสังคมได้ตลอดทั้งตอบสนองความต้องการของสมาชิก ๓) วัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ เป็นลักษณ์เด่นประจ าชาติ หรือประจ าหมู่คณะซึ่งมีส่วน ช่วยให้ชนในชาติมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน อันจะท าให้บังเกิดความรักสามัคคีกัน และจะส่งผลต่อ การรวมพลังของหมู่คณะ และธ ารงไว้ซึ่งความมั่งคงของชาติ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ไว้ว่าเป็นวิธี การศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านการเดินทางท่องเที่ยวเป็นการท่องเที่ยว ที่เน้นการพัฒนา ด้านภูมิป๎ญญา สร้างสรรค์ เคารพต่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ศักดิ์ศรี และวิถีชีวิตผู้คน หรือสามารถ กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม คือ การท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ผู้อื่นและย้อนกลับ ๒๓ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕, (กรุงเทพมหนานคร: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๓๐). ๒๔ ชูสิทธิ์ชูชาติ, “ตามรอยพระยุคลบาทเรื่อง ชีวิต วัฒนธรรม”, ใน ประมวลพระบรมราโชวาท และ พระราชด ารัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยา มินทราธิราช บรมนาถบพิตร, (ศูนยศึกษาศาสตรพระราชาเพื่อการพัฒนาทองถิ่น: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม, ๒๕๖๑): ๑๐.
๑๖ มามองตนเองอย่างเข้าใจความเกี่ยวพันของสิ่งต่างๆ ในโลกที่มี ความเกี่ยวโยงพึ่งพาไม่สามารถแยก ออกจากกันได้ Suger (Suger. n.d. : unpaged) ชี้ให้เห็นว่า ส่วนประกอบทางวัฒนธรรมที่สามารถ ดึงดูดนักท่องเที่ยวในเชิงของการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประกอบไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ งานหัตถกรรม กิจกรรมทางประเพณี ภาษา อาหาร ศิลปะ ดนตรี ศาสนา สถาป๎ตยกรรมการศึกษา ลักษณะการแต่งกาย เทคโนโลยีของชุมชนท้องถิ่น และกิจกรรมยามว่าง การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม หมายถึง การเดินทางของผู้คนหรือกลุ่มคนออกจากสถานที่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจ าไปยังท้องถิ่นอื่นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว การแสวงหา ประสบการณ์ใหม่ๆ ประกอบการเรียนรู้ การสัมผัสการชื่นชมกับเอกลักษณ์ความงดงามทางวัฒนธรรม คุณค่าทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชนอื่น ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชนต่าง สังคมไม่ว่าจะเป็นในด้านของศิลปะสถาป๎ตยกรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ เรื่องราว และคุณค่าทาง ประวัติศาสตร์ รูปแบบวิถีชีวิตภาษา การแต่งกาย การบริโภค ความเชื่อ ศาสนา จารีตประเพณี ล้วน แล้วแต่เป็นสิ่งดึงดูดใจที่ส าคัญ กระตุ้นให้เกิดเป็นการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขึ้น๒๕ ภูสวัสดิ์ สุขเลี้ยง ได้ให้แนวทางการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไว้ ๙ ประการ สรุปได้ดังนี้ ๑) ส่งเสริมให้ประชาชนท้องถิ่นเห็นความส าคัญของการท่องเที่ยวที่มีต่อเศรษฐกิจ ใน สังคม ๒) การพัฒนาการท่องเที่ยวจะต้องขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ และความต้องการของ ชุมชน ว่า จะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ๓) วิธีการ และความถี่ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางด้านการท่องเที่ยวควร ได้รับ ความเห็นชอบจากประชาชนในท้องถิ่นเพราะจะเป็นเครื่องวัดความต้องการประเภท และ จ านวน นักท่องเที่ยวของท้องถิ่นนั้นๆ ๔) ควรมีความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพยายามที่จะท าให้ท้องถิ่นเป็น สถานที่พักผ่อนที่มีความสมบูรณ์ และมีคุณภาพ ๕) ในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวไม่ควรให้มีผลกระทบต่อประชาชนใน ท้องถิ่น ผู้ที่ เกี่ยวข้องในการวางแผนจึงต้องมี ความระมัดระวัง และต้องวางแผนรองรับในเรื่องนี้เอาไว้ด้วย เพื่อที่จะรักษาวัฒนธรรม และค่านิยมของท้องถิ่นให้คงอยู่ ๖) เงินทุนและแรงงานรวมทั้งนักบริหารทางการท่องเที่ยวควรมาจากชุมชนเจ้าของ ท้องถิ่นเพื่อที่ท้องถิ่นจะสามารถควบคุมการพัฒนาทางการท่องเที่ยวให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ ได้ ๗) การเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม และงานเทศกาลที่จัดขึ้น เพื่อ นักท่องเที่ยว ๘) เรื่องราวและงานเทศกาลที่จัดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวจะต้องสะท้อนให้เห็นถึง ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และสภาพทางภูมิศาสตร์ของท้องถิ่น ๒๕ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, วิถีไทย: การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม, (กรุงเทพมหานคร: โครงการวิถีทรรศน์, ๒๕๔๐), หน้า ๓๓-๓๕.
๑๗ ๙) ก่อนที่จะลงมือพัฒนาการท่องเที่ยว ควรพยายามขจัดป๎ญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน ชุมชน ให้เรียบร้อย๒๖ สรุปวัฒนธรรมคือ สิ่งที่ท าให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะวิถีชีวิตของหมู่คณะ ลักษณะที่ แสดง ถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมกลืนก้าวหน้าของชาติ และ ศีลธรรมอันดี ของประชาชน พฤติกรรม และสิ่งที่คนในหมู่คณะผลิตสร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกัน และกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่ของพวกตน การท่องเที่ยว และการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ดังนี้ คือเป็นการศึกษาวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ รวมถึงประเพณี ความเชื่อ การแต่งกาย ภาษาที่ใช้ สื่อสาร การกินอยู่ให้วัฒนธรรมเหล่านี้สามารถเกิดการบริหารการท่องเที่ยวที่ดี เพื่อที่จะสามารถใช้ พื้นที่ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยไม่ท าให้มันเสื่อมโทรมลงโดยการ พัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ๒.๔ แนวคิดเรื่องการจัดการทางวัฒนธรรม เพราะ “ทรัพยากรวัฒนธรรม” มีประโยชน์หลายประการต่อมนุษย์ ชุมชน และสังคมมวล รวม“การจัดการวัฒนธรรม” (Cultural Management) หรือ “การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม” จึงได้รับการกล่าวถึงไม่ต่างจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในภาพกว้าง การจัดการ (Management) คือ การกระท าอันเป็นศาสตร์และศิลป์ของการท ากิจธุระ (กิจกรรม) อย่างใดอย่าง หนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีการก าหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน วัดผลได้ และเมื่อน ามาใช้กับค าว่า “ทรัพยากร” (Resource) ซึ่งหมายถึงสิ่งที่มีอยู่แล้ว และมีศักยภาพในการน ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ได้แก่มนุษย์และสังคม ก็จะได้ความหมายของ “การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชุมชน” ในภาพกว้าง ว่าคือ ศาสตร์และศิลป์ในการด าเนินการเกี่ยวกับสิ่งที่มีคุณค่าของสังคม หรือชุมชนนั้นๆ ทั้งใน ป๎จจุบันและอนาคตนั่นเองการจัดการวัฒนธรรมนั้น เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นเพื่อน าทรัพยากรวัฒนธรรม ของมนุษย์ที่มีอยู่ไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อมนุษย ์ ๒.๔.๑ ความเป็นมาและความหมายการจัดการวัฒนธรรมชุมชน ก่อนที่จะวางแผนจัดการ จะต้องเข้าใจความหมายของการจัดการอย่างดีเสียก่อน จาก การศึกษานิยามของการจัดการ จะสามารถช่วยให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาและขอบเขตของการศึกษา ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีผู้ให้ค านิยามที่แตกต่างกันไปตามแต่กรอบการศึกษาและสภาพพื้นที่หรือ ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ดังนี้ “การจัดการ” มาจากภาษาอังกฤษ “Management” หมายถึง การปลูกเพาะ อบรม ศึกษาซึ่งมีความหมายว่า “สิ่งที่ท าให้ความเจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ” โดย King and Sethi (1995) ได้กล่าวถึง การจัดการวัฒนธรรมไว้ว่า “การจัดการทั้งทรัพยากรวัฒนธรรมและผลกระทบต่อ ทรัพยากรวัฒนธรรมเกิดจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินและกิจกรรมอื่น ๆ ของโลกร่วมสมัย” ซึ่งเป็น ๒๖ ภูสวัสดิ์ สุขเลี้ยง, “การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม: กรณศึกษาหมู่บ้านห้วยโปุงผาลาด อ าเภอเวียงปุาเปูาจังหวัดเชียงราย”, การค้นคว้าแบบอิสระปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๕), หน้า ๒๐.
๑๘ แนวคิดเบื้องต้นที่เป็นรากฐานที่ส าคัญในการศึกษาเพื่อออกแบบและวางกระบวนการจัดการอย่างเป็น ระบบ ทั้งนี้ก็เพื่อการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากร วัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งอาจจ าเป็นจะต้องมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมด้วย หากมีความ เกี่ยวข้องกัน เช่น เราจ าเป็นต้องรักษาแหล่งน้ า เพราะเรามีกิจกรรมทางวัฒนธรรม หรือประเพณีที่ เกี่ยวข้องกับน้ า เป็นต้น โดยใช้ “กระบวนการจัดการ” เป็นแนวทางในการจัดการ๒๗ อานนท์ อาภาภิรม ได้กล่าวว่า กระบวนการจัดการ หมายถึงกระบวนการด าเนินงาน จะต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามล าดับเป็นการตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะท าอะไร ที่ไหน เมื่อใด โดยใคร นอกจากจะเป็นการลดความไม่แน่นอนแล้ว ยังท าให้สมาชิกในองค์กรมีความมั่นใจในการท างานท าให้ การท างานมีประสิทธิผล การจัดล าดับการท างานที่ดีไม่ควรมีลักษณะตายตัวต้องมีความยืดหยุ่นได้ ตามสถานการณ์อาจมีการปรับปรุงแก้ไข หรือปรับเปลี่ยนล าดับการท างานได้เสมอ ส่งผลให้การ ปฏิบัติงานเกิดประสิทธิผลมากขึ้นด้วย ซึ่งเราสามารถน ามาปรับใช้ในชุมชน โดยนับว่ากลุ่มผู้น า กิจกรรม หรือชุมชนเป็นองค์กร หรือองค์การในรูปแบบหนึ่ง ก็จะสามารถประยุกต์แนวคิดใน “การ บริการจัดการชุมชน” เพื่อน าไปสู่เปูาหมายได้เช่นกัน๒๘ วิฑูรย์ ตั้งเจริญ ได้กล่าวถึงการจัดการวัฒนธรรม ว่าเป็นการน ากระบวนการจัดการ ทรัพย์สินในภาคธุรกิจ น ามาใช้กบัวัฒนธรรม โดยเปลี่ยนเปูาหมายของการจัดการเพื่อความยังยืนของ วัฒนธรรม เพื่อเข้าไปจัดการสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัววัฒนธรรม ทั้งธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คุณธรรม จริยธรรม อาศัยการอนุรักษ์สุนทรียศาสตร์ ประวัติศาสตร์ คน วิธีการด ารงชีวิต ความสัมพันธ์ของสิ่ง ต่างๆ ในการสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อจิตส านึกและการปฏิบัติของผู้คนในสังคม อันเป็นผล ของการจัดการวัฒนธรรมที่ยังยืน๒๙ ฉัตรทิพย์ นารถสุภา ได้กล่าวไว้ว่า ชุมชนมีวัฒนธรรมของตนเองที่เน้นให้ความส าคัญกับ ความเป็นคน ความผสมกลมกลืนกินในชุมชน ความเป็นญาติมิตร ความมีน้ าใจและการช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน เรียกว่าความเป็นชุมชน การพัฒนาชุมชนจะต้องอาศัยฐานวัฒนธรรมชุมชน เพื่อการ รวมกลุ่มของชาวบ้านในการด าเนินกิจกรรมต่างๆ ให้ประสบความส าเร็จ โดยใช้วิธีการสร้างจิตส านึก ในวัฒนธรรมของตนด้วยการให้ชาวบ้านร่วมศึกษาและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชุมชน เพื่อรับรู้เอกลักษณ์และคุณค่าของตนเอง รวมทั้งเห็นภัยคุกคามจากภายนอก โดยการพึ่งพาตัวเองซึ่ง เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนที่เป็นสิ่งส าคัญที่ท าให้เกิดการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน ๒๗ King, W. R., & Sethi, V. (1995). Introduction to business process reengineering. In V. Sethi, W. R. King (Eds.), Organizational transformation through businessprocess reengineering. applying the lessons learned (pp. 3-36). Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall. ๒๘ อานนท์ อาภาภิรม, สังคมวัฒนธรรมไทยและประเพณี(พิมพ์ครั้งที่ ๒), (กรุงเทพมหานคร: โอ เดียนสโตร, ๒๕๑๖), หน้า ๔๑๒. ๒๙ วิฑูรย์ ตั้งเจริญ, วิสัยทัศน์ศิลปวัฒนธรรม, (กรุงเทพมหานคร: สันติศิริการพิมพ์, ๒๕๕๓), หน้า ๑๗-๒๕.
๑๙ เนื่องจากทุนทางป๎ญญานั้นเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วยิ่งเพิ่มพูน สามารถใช้ในการจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดคุณค่าสูงสุดและใช้ทรัพยากรภายนอกน้อย เป็นการสร้างสรรค์และการพัฒนาที่ยั่งยืน๓๐ David Mathew ได้กล่าวถึงองค์ประกอบส าคัญที่ท าให้ประชาคมเข้มแข็ง คือ กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน เป็นการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นจากป๎ญหาต่างๆ ทั้งคนในชุมชน และสาธารณะ เพื่อเข้าใจทัศนคติในป๎ญหาของผู้อื่น และรู้จักสร้างจิตส านึกร่วมกัน ๓๑ กษิด์เดช เนื่องจ านงค์ได้กล่าวว่า การจัดการความรู้ทางวัฒนธรรมเป็นกระบวนการใน การสงวนรักษาองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมที่ฝ๎งลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ให้ออกมาเป็นองค์ ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ให้ได้มากที่สุด หรือเป็นการถอดองค์ความรู้ประเภทมรดก วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) ให้อยู่ในรูปของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้อง ได้ (Intangible Cultural Heritage) เพื่อสงวนรักษาองค์ความรู้ให้คงอยู่ในฐ านะมรดกท างวัฒนธรรม สืบไป จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าการจัดการองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมเป็นกระบวนการหนึ่ง ที่มีความส าคัญอย่ างยิ่งต่อศาสตร์ทางด้านการจัดการศิลปะและวัฒนธรรม เนื่องจากเป็นกลไกหนึ่งที่ จะเข้ามาช่วยในการสงวนรักษาองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน๓๒ ๒.๔.๒ องค์ประกอบการจัดการวัฒนธรรมชุมชน เมื่อทราบถึงความส าคัญในการจัดการวัฒนธรรมแล้ว ก็มาพิจารณาสิ่งที่ชุมชนจ ามา จัดการในที่นี่กล่าวถึง “ทรัพยากรวัฒนธรรม” อันเป็นผลิตผลของมนุษย์ทั้งในอดีตและป๎จจุบัน อาจแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทที่ส าคัญคือ ๑) ทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ โดยภาพรวมแล้ว ประกอบด้วยวัตถุทางวัฒนธรรม (Material Culture) ในรูปลักษณ์ที่วัตถุนั้นสัมพันธ์กับวัฒนธรรม และวัฒนธรรมที่ด ารงอยู่ (Living Culture) ซึ่งมีพัฒนาการตามระบบและกลไกสังคม ๒) ทรัพยากร ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เป็นผลผลิตทางด้านคติความเชื่อ ศาสนา ประเพณีพิธีกรรม คติชนวิทยา เป็นต้น ทั้งนี้การจ าแนกทรัพยากรในกรณีดังกล่าวนี้ มิได้แยกขาดออกจากกันอย่างชัดเจน หากแต่มี ความสัมพันธ์กัน และเกี่ยวข้องกัน ซึ่งในแต่ละชุมชนมักจะมีทรัพยากรวัฒนธรรมทั้ง ๒ ประเภทนี้อยู่ และมีพื้นฐานจากความคิด ความเชื่อ และผลรวมของชุดความคิด คติชนของสังคม หรือชุมชนนั้น ๆ อยู่ ธนิก เลิศชาญฤทธ ิ์กล่าวว่า การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเป็นศาสตร์ที่มุ่งเน้นการอยู่ ร่วมกันของระบบสังคมโดยการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม มี ๓ องค์ประกอบประกอบด้วย ๑) การ ประเมินความส าคัญ (Assessing Significance) เน้นการวิเคราะห์ วิจัย และสร้างคุณค่าให้กับ ทรัพยากรนั้น เพื่อให้หลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแยกย่อยให้เห็นบริบทต่าง ๆ ๒) การ วางแผนจัดการ (Planning for Management) เน้นการคาดการแผนงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ต่อการ ๓๐ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ความเป็นมาและสาระส าคัญของแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, ๒๕๔๖), หน้า ๙-๑๑. ๓๑ David Mathew อ้างใน พัชรินทร์ สิรสุนทร, ชุมชนปฏิบัติการด้านการเรียนร ู้แนวคิด เทคนิค และกระบวนการ, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๗๗-๘๐. ๓๒ กษิด์เดช เนื่องจ านงค์, “การจัดการความรู้ทางวัฒนธรรม”, วารสารทีทัศน์วัฒนธรรม, ปีที่ ๑๙ ฉบับที่ ๒ (๒๕๖๓): ๒๑๔-๒๒๘.
๒๐ จัดการทรัพยากรนั้นๆ โดยเน้นที่กระบวนการมีส่วนร่วม ๓) การก าหนดรายการจัดการ (Management Program) เน้นการแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมต่อเงื่อนไข บริบทของทรัพยากรนั้น ๆ อย่างเป็นกระบวนการ ซึ่งอาจด าเนินการได้หลายรูปแบบ อาทิ การเสริมความมั่นคง การบูรณะ การอนุรักษ์ การเคลื่อนย้าย การสงวนรักษา การดูแลรักษา เป็นต้น๓๓ สายันต์ ไพรชาญจิตร์กล่าวถึง การจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมในฐานะเป็นการ เชื่อมศาสตร์กับการพัฒนาชุมชนไว้ว่า การกระท าที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในอดีตของชุมชน เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ รวมทั้งภูมิป๎ญญาและวัฒนธรรมในมิติต่างๆ โดยมีความมุ่งหมาย เชิงระดับ ตั้งแต่ระดับการสร้างพลังป๎ญญา การสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนให้สามารถต่อสู้ มีอ านาจ ต่อรอง สามารถจัดการตนเองได้โดยประกอบด้วยกิจกรรมปฏิบัติการ ๗ ประการ คือ ๑) การศึกษาวิจัยหรือการสร้างองค์ความรู้ (Research Assessment) เพื่อให้เกิดชุด ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมในมิติต่างๆ ทั้งในเชิงกายภาพ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศักยภาพข้อจ ากัด และคุณค่าที่มีต่อชุมชนป๎จจุบันในระดับต่าง ๆ ๒) การประเมินคุณค่าและศักยภาพของวัฒนธรรม (Research Assessment andEvolution) ท าให้ทราบว่าทรัพยากรวัฒนธรรมชนิดต่างๆ ที่มีอยู่มีคุณค่าทางด้านใดบ้าง และมี คุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการตัดสินใจลงทุนลงแรงด าเนินการต่อไปหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีคุณค่าน้อย หรือมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการอนุรักษ์และพัฒนาก็อาจจะไม่ตัดสินใจด าเนินการใดๆ ต่อไป หรือ พิจารณาแล้วว่าวัฒนธรรมนั้น ๆ มีคุณค่าและคุณสมบัติเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการด าเนินการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ในฐานเป็นแหล่งเรียนรู้ หรือแหล่งท่องเที่ยว ก็จะสามารถตัดสินใจและวางแผนว่าจะ ท าอย่างไรต่อไป จึงจะเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อชุมชนและส่วนร่วม กิจกรรมที่ ๒ เป็นชุดการ ประเมินเพื่อการตัดสินใจต่อการปฏิบัติการ ซึ่งจะน าไปการวางแผนการบริหารจัดการได้ ๓) การสงวนและการอนุรักษ์ (Preservation/Conservation) หมายถึง การคงไว้ซึ่ง สภาพทางเชิงกายภาพ และคุณค่าของทรัพยากรวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ในการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับชุมชน การศึกษา การทัศนะศึกษา หรือการท่องเที่ยวโดยใช้เทคนิควิธีการต่างๆ ตามความ เหมาะสมในสภาพแวดล้อมของทรัพยากรวัฒนธรรมแต่ละประเภทแต่ละพื้นที่ เช่น การสร้างห้าม หรือการใช้กฎเกณฑ์ เพื่อสนองตอบการใช้ประโยชน์ของชุมชนในยืนนานที่สุดเท่าที่จะท าได้ ๔) การด าเนินธุรกิจชุมชนที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรทางวัฒนธรรม (Business based Management) ความจ าเป็นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการในชุมชน ตามกระแสทุนนิยม ในเรื่องก าไร ขาดทุน ดังนั้นกิจกรรมเชิงธุรกิจจึงมีความส าคัญในการจัดการวัฒนธรรม โดยการสร้าง รายได้หรือประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น การจัดพิมพ์หนังสือ เอกสาร โปสการ์ด การสร้างของที่ระลึก การ เก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม หรือแม้แต่การขอรับความร่วมมือกับองค์กรธุรกิจเอกชน เป็นต้น ๕) การเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ (Communication) เพื่อเป็นการสื่อสารกับคนในชุมชน สถาบันหรือองค์กรต่าง ๆ รวมไปถึงการเชื่อมโยงกับธุรกิจชุมชน ในกระบวนการเรียนรู้และการให้ การศึกษา อาจจะจัดเป็นสิ่งพิมพ์หรือสื่อต่าง ๆ ออกเผยแพร่ โดยการจ าหน่ายหรือให้เปล่าซึ่งขึ้นอยู่ ๓๓ ธนิก เลิศชาญฤทธ์, ตามรอยก าเนิดมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: สารคดี, ๒๕๕๐), หน้า ๓.
๒๑ กับความสามารถของกลุ่มคนและชุมชนที่จัดการในการจ าหน่ายสื่อสิ่งพิมพ์ หรือข้อมูลต่างๆ จะ เชื่อมโยงกับการจัดการธุรกิจชุมชน ๖) การฟื้นฟู ผลิตซ้ า และการสร้างใหม่ (Resource Rehabilitation/Revitalization) การน าทรัพยากรทางวัฒนธรรมนั้นมาปรับปรุงและพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในบทบาทใหม่ในการแก้ไข ป๎ญหาของชุมชนที่ก าลังเผชิญอยู่ หรือสร้างประโยชน์ในมิติอื่น ๆ ใหม่ เช่น การฟื้นฟูประเพณี พิธีกรรมบางอย่างที่เคยปฎิบัติกัน นอกจากนี้ยังมีการน าเอารูปแบบโบราณสถาน หรือสัญลักษณ์ ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ไปดัดแปลงเป็นตราสัญลักษณ์เพื่อ การประชาสัมพันธ์สถานที่กิจกรรม เป็นตราสัญลักษณ์ประจ าจังหวัด เครื่องหมายต่าง ๆ ขององค์กร จังหวัด สถาบัน ชุมชน เป็นต้น ๗) การใช้กฎเกณฑ์ ข้อบัญญัติ ข้อบังคับ (Enforcement) โดยชุมชน กลุ่ม ชมรมสมาคม มูลนิธิ องค์กรประชาชนเป็นผู้ก าหนด หรือใช้กฎหมายรัฐก็ได้แต่การบังคับจะต้องด าเนินไปในรูปแบบ ที่การเอื้ออ านวยให้การจัดการทางวัฒนธรรมในรูปแบบมรรควิธี หรือวิธีการเชิงกระบวนการ (Means) สามารถเป็นการพัฒนาในทิศทางที่เหมาะสมซึ่งเป็นคุณต่อชุมชนและประโยชน์ต่อตัว ทรัพยากรวัฒนธรรม๓๔ สายันต์ไพรชาญจิตร์ได้ให้ความหมายและขอบเขตของการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม ไว้ว่า เป็นส่วนประกอบของระบบวัฒนธรรมทั้งหมดในสังคมมนุษย์ ทั้งวัฒนธรรมที่จับต้องได้ และจับ ต้องไม่ได้ สามารถจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย ทรัพยากรวัฒนธรรมเป็นสิ่ง ตกทอดจากอดีต และสามารถสร้างสรรค์ใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์รวมไปถึงแก้ป๎ญหาต่างๆ ของสังคม ทรัพยากรวัฒนธรรม ปรากฏในหลายรูปแบบทรัพยากรทางโบราณคดี ทั้งแหล่งโบราณคดี โบราณสถาน และโบราณวัตถุ ภูมิป๎ญญาท้องถิ่น คือ ความรู้ในการด ารงชีวิต การจัดการทรัพยากรวิถี ปฏิบัติ วิธีคิด เช่น อาหารและยา การสร้างบ้านเรือน ความเชื่อ พิธีกรรม จารีตประเพณีรวมไปถึง ศิลปวัฒนธรรม คือ สิ่งที่แสดงออกถึงความสุนทรีย์ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น ศิลปกรรม วรรณกรรม คนตรี การแสดง การละเล่น ปรัมปราคติ นิทาน ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ พิธีกรรม การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมดังกล่าวเกิดขึ้นตามการพัฒนาวิทยาการของมนุษย์ในแต่ละ ยุคสมัย จนได้เป็นความรู้ทางวิชาการและวัตถุทางวัฒนธรรม หรือเทคโนโลยี ปรากฏในทุกที่ที่เคยมี ผู้คนอาศัยอยู่ส่วนใหญ่จะมีทรัพยากรวัฒนธรรมที่ยังร่วมสมัยอยู่ร่วมกับมรดกวัฒนธรรม ทรัพยากร วัฒนธรรมนั้นมีคุณค่าหลายประการ เช่น เป็นบันทึกหลักฐานจากอดีต คุณค่าทางวิชาการเพื่อ ประโยชน์ในการศึกษาและท าความเข้าใจเกี่ยวกบความคิดและความเชื่อของคนในยุคหนึ่ง คุณค่าด้าน สุนทรีย์ภาพก่อให้เกิดความประทับใจ และพัฒนาให้เกิดคุณค่าในทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อน าเข้าสู่ กระบวนการสร้างมูลค่าโดยการจดทะเบียนสิทธิบัตร๓๕ ๓๔ สายันต์ ไพรชาญจิตร์, การฟื้นฟูพลังชุมชนด้วยการจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีและ พิพิธภัณฑ์: แนวคิด วิธีการ และประสบการณ์จากจังหวัดน่าน, (กรุงเทพมหานคร: โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.),๒๕๔๗), หน้า ๗๘-๘๐. ๓๕ สายันต์ ไพรชาญจิตร์, การจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีในงานพัฒนาชุมชน, (กรุงเทพมหานคร: โครงการหนังสือโบราณคดีชุมชน, ๒๕๕๐), หน้า ๑๑-๒๗.
๒๒ ๒.๔.๓ การขับเคลื่อนการจัดการวัฒนธรรมชุมชน การขับเคลื่อนการบริหารจัดการวัฒนธรรมทั้งการอนุรักษ์ รื้อฟื้น ต่อยอด ต้องอาศัย บุคคลและองค์กรหรือสถาบัน โดยกระบวนการที่จะขัดเกลาบุคคลให้มีการด าเนินงานอย่างต่อเนื่อง ต้องเป็น องค์กรที่อยู่ในชุมชนโดยอาศัยความเชื่อ ความศรัทธาของชาวบ้าน ดังนั้นองค์กรหรือสถาบัน ที่ขับเคลื่อนได้ดีที่สุดคือ สถาบัน หรือองค์กรที่อยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุดและยาวนานที่สุด ที่ผ่าน มาสังคมไทยนิยมใช้คือ “บวร” ซึ่งหมายถึง บ้าน วัด และโรงเรียน ซึ่งเมื่อตีความแล้วก็คือการใช้ สถาบันทางสังคมที่ส าคัญ ๓ สถาบัน ได้แก่ สถาบันครอบครัว สถาบันทางศาสน า และ สถาบันการศึกษา มาเป็นตัวขับเคลื่อนที่ส าคัญ บ้าน สถาบันครอบครัว หรือคนในชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน และภูมิป๎ญญา ท้องถิ่น ท าหน้าที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมขัดเกลาเด็กให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมหรือเข้าร่วมจัดกิจกรรม ทางวัฒนธรรม ศาสนา หรือร่วมเป็นจิตอาสาบ าเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน ฯลฯ วัด หรือสถานบันทางศาสนา อันเป็นแหล่งขัดเกลา บ่มเพาะศีลธรรมจรรยา สืบสาน วัฒนธรรม และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนท าหน้าที่สอนธรรมศึกษา จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมหรือ ศาสนา และมีป๎จจัยความพร้อมด้านสถานที่ เป็นทุนในการด าเนินงานให้ต่อเนื่อง ตลอดทั้งเป็นศูนย์ รวมจิตใจของประชาชนในชุมชน ซึ่งมีส่วนท าให้ป๎ญหาของชุมชนลดน้อยลง ประชาชนในชุมชนมี ความสามัคคีปรองดองและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข รวมทั้งท าให้เกิดความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของ สังคม โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา ท าหน้าที่ถ่ายทอดให้ความรู้ ฝึกทักษะอาชีพ ขัดเกลาและ ถ่ายทอดทางวัฒนธรรม ส่งเสริมให้มีครูภูมิป๎ญญา ปราชญ์ชาวบ้าน มาถ่ายทอดความรู้แก่เด็กและ เยาวชน รวมทั้งการสอนธรรมศึกษาในโรงเรียน และร่วมส่งเสริมสืบสานประเพณี วัฒนธรรมของ ชุมชน ฯลฯ บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) จึงเป็นพลังที่ส าคัญในสังคมที่จะสามารถน ามาเป็นกลไกในการ พัฒนาและสร้างชุมชนให้เข้มแข็งก่อให้เกิดกระบวนการบริหารจัดการวัฒนธรรม มาร่วมกันคิดร่วมกัน วิเคราะห์ป๎ญหาและสาเหตุของป๎ญหา เป็นผู้ร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น สร้างความตระหนักรู้สึกรัก หวงแหน เสียสละ ไว้ในซึ่งกันและกัน สร้างความมีจิตสาธารณะ ไม่เห็นแก่ตัว โดยมีวัดเป็นศูนย์รวม จิตใจของคนในชุมชน อบรมคุณธรรมจริยธรรม และเป็นผู้น าพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา และโรงเรียน ที่เตรียมเด็กหรือเยาวชนให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีสามารถด ารงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขแต่เนื่องจาก ป๎จจุบันสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัตน์และมีความซับซ้อนมากขึ้น ก็เลยมีกลุ่มใน ชุมชนที่เข้ามาท าหน้าที่ปลูกฝ๎งและส่งเสริม เพิ่มขึ้นดังนั้นจาก บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) จึงได้พัฒนา เป็น ครอบครัว ชุมชน ศาสนา และ รัฐ หรือเรียกว่า กลไก “คชศร” ป๎จจัยที่สนับสนุนให้การจัดการวัฒนธรรมของชุมชนให้ประสบผลส าเร็จอีก ๑ ป๎จจัยที่ ส าคัญ คือ หน่วยงานจากภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วย องค์กรปกครองท้องถิ่น เทศบาลต าบล สถานี อนามัยสถาบันการศึกษาของรัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นตัวแทนของรัฐ สอดคล้องกับทิศ ทางการขับเคลื่อนชุมชนคุณธรรม ของกรมการศาสนา ซึ่งได้วางรากฐานคุณธรรมในสังคมไทย โดยการน าพลังของ “บวร” บ้าน-วัด-โรงเรียน และภาครัฐในพื้นที่ มาร่วมสร้างชุมชนที่มีคุณธรรม สังคมคุณธรรม ที่มีความเอื้ออาทรและมีความสมานฉันท์อย่างยั่งยืน ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงเน้นให้
๒๓ ความส าคัญการขับเคลื่อนการบริหารจัดการวัฒนธรรมผ่านบทบาทของพลังแห่งภาคีของกลไก “คช ศร” ทั้ง ๔ สถาบัน คือ ครอบครัว ชุมชน ศาสนา และรัฐ ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคมหลักที่ท าหน้าที่เป็น แกนกลางส าคัญในขับเคลื่อนการอนุรักษ์ รื้อฟื้น ต่อยอด วัฒนธรรมของชาวบ้าน รวมทั้งการท าหน้าที่ เผยแพร่และสืบสานวัฒนธรรมเดิมที่มีอยู่ในชุมชนไม่ให้สูญหาย ยังสามารถรังสรรค์ประโยชน์ด้วย อัตลักษณ์ของทรัพยากรวัฒนธรรมของชุมชน และสามารถรักษาความสมดุลในการเปลี่ยนแปลงตาม ยุคสมัยได้อย่างยั่งยืน ๒.๕ แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวหลังการระบาดของโควิด-๑๙ ๒.๔.๑ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการแพร่ระบาดโควิด-๑๙ ศิรศักย เทพจิต ได้ให้ความหมาย COVID-19 ไว้ว่า เป็นโรคอุบัติใหม่ (Emerging disease)ที่มีอาการทางคลินิกเฉพาะตัว มีระยะฟ๎กตัวเชื้อในร่างกายมนุษย์ และการแสดงอาการ ค่อนข้างยาวนานกว่าไวรัสในตระกูลเดียวกัน โดยมีระยะฟ๎กตัวโดยเฉลี่ย ๕.๑ วัน และระยะเวลาแสดง อาการ ๑๒ วัน ติดต่อผ่านทางลมหายใจ สารคัดหลั่ง และการสัมผัสกับเชื้อโดยตรง๓๖ รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา ได้ให้นิยามค าว่า ไวรัสโคโรนา ว่าเป็นไวรัสที่ถูกพบครั้งแรกในปี ๑๙๖๐ แต่ยังไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจนว่ามาจากที่ใด ป๎จจุบันมีการค้นพบไวรัสสายพันธุ์นี้แล้ว ทั้งหมด ๖ สายพันธุ์ ส่วนสายพันธุ์ที่ก าลังแพร่ระบาดหนักทั่วโลกตอนนี้เป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยพบมา ก่อน คือ สายพันธุ์ที่ ๗ จึงถูกเรียกว่าเป็น “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่” และในภายหลังถูกตั้งชื่ออย่าง เป็นทางการว่า “โควิด ๑๙” (COVID-19) นั่นเอง ดังนั้น ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และไวรัสโควิด๑๙ จึงหมายถึงไวรัสชนิดเดียวกัน๓๗ ๑.๔.๒ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal Tourism) ส านักงานพัฒนาการท่องเที่ยว ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยวไว้ว่า การเดินทางเพื่อ ผ่อนคลายความเครียด แสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่ โดยมีเงื่อนไขว่าการเดินทางนั้น เป็นการ เดินทางเพียงชั่วคราว ผู้เดินทางจะต้องไม่ถูกบังคับให้เดินทาง๓๘ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยว ตามความหมายของ องค์การสหประชาชาติในคราวประชุมว่าด้วยการเดินทางและท่องเที่ยว ณ กรุงโรม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ว่า ด้วยการท่องเที่ยว หมายถึง กิจกรรมที่มีเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องอยู่ ๓ประการ ได้แก่ ๑. ต้องมี ๓๖ ศิรศักย เทพจิต, COVID-19 Pandemic: การตอบสนองเชิงนโยบายสาธารณะในการรับมือกับ ปัญหาพยศ, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.setthasarn.econ.tu.ac.th/blog/ detail/59/ [๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๕] ๓๗ รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด, มาท าความรู้จักกับโควิด-19 [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.fti.or.th/wp-content/uploads/2020/07/A-COVID-19-1.pdf [๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๕]. ๓๘ กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเทียวและกีฬา, สถานการณ์ด้านการท่อง เที่ยวไทย, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://secretary.mots.go.th/policy/ [๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๕].
๒๔ การเดินทาง ๒. ต้องมีสถานที่ปลายทางที่ประสงค์จะไปเยี่ยมเยือน และ ๓. ต้องมีจุดหมายของการ เดินทาง๓๙ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็ได้อธิบายความหมายของ ชีวิต วิถีใหม่ (New Normal) ไว้ว่า เป็นแนวทางที่หลาย ๆ คนจะต้องปรับเปลี่ยนชุดพฤติกรรม ท าให้ ต้อง ปรับเปลี่ยนรูปแบบวิถีชีวิตไปพร้อมกันทั่วโลก เกิดเป็นวิถีใหม่ในการด ารงชีวิต ซึ่งเมื่อเราจ าต้อง ปฏิบัติกัน เป็นปกติต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่งจนเกิดเป็นความพอใจ ในที่สุดทั้งหมดนี้ก็ได้กลายเป็น New Normal ใน สังคม ๒.๖ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงพุทธ เป็นการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี เป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา และ เป็นการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มพูนคุณประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และป๎นผลประโยชน์ต่าง ๆ กลับสู่ ชุมชนท้องถิ่นในแหล่งชุมชนต่าง ๆ ที่วัดตั้งอยู่ ท าให้เกิดธุรกิจข้างเคียง เช่น ร้านค้าขายของ ขายอาหารปลา ตลอดถึงขายสินค้าผลิตภัณฑ์พื้นเมืองในท้องถิ่น เป็นต้น ดังนั้น การท่องเที่ยวเชิงพุทธ ศาสนา จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนและเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาโดยการ ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวทั้ง ชาวไทยและต่างชาติมาท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวประเภทวัดมากขึ้น พระพรหมคุณาภรณ์๔๐ ได้กล่าวถึง ความส าคัญของพระพุทธศาสนาใน ฐานะศาสนาประ จ้าชาติว่า เป็นประเพณีที่สืบต่อมาโดยถูกต้องตามสมควรแก่เหตุ คือ การที่พระพุทธศาสนากับชนชาติ ไทยได้มีความสัมพันธ์แนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยในทางประวัติศาสตร์ว่าความเป็นมาของ ชนชาติไทยเกี่ยวเนื่องมาด้วยกันกับความเป็นมาของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะนับตั้งแต่สมัยที่ชน ชาติไทยมีประวัติศาสตร์อันชัดเจนชาวไทยก็ได้นับ ถือพระพุทธศาสนาต่อเนื่องตลอดมา จนกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เป็นประวัติศาสตร์ของชนชาติที่นับถือพระพุทธศาสนาส่วนในด้าน วัฒนธรรม ก็กล่าวต่ออีกว่า วิถีชีวิตของคนไทยได้ผูกพันประสานกลมกลืนกับหลักความเชื่อ และหลัก ปฏิบัติในพระพุทธศาสนาตลอดเวลายาวนาน จนท าให้เกิดการปรับตัวเข้าหากัน และสนองความ ต้องการของกันและกัน ตลอดจนผสมคลุกเคล้ากับความเชื่อถือและข้อปฏิบัติสายอื่น ๆ ที่มีมาในหมู่ ชนชาวไทย ถึงขั้นที่ท าให้เกิดมีระบบความเชื่อและความประพฤติปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาที่เป็น แบบของคนไทย โดยเฉพาะอันมีรูปลักษณะและเนื้อหาของตนเอง ที่เน้นเด่นบางแง่บางด้านเป็นพิเศษ แยกออกได้ จากพระพุทธศาสนาอย่างทั่ว ๆ ไป ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นพระพุทธศาสนาแบบไทย หรือ พระพุทธศาสนาของชาวไทย ๓๙ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, COVID-19 กับผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.mots.go.th/download/TourismEconomicReport/4-1TourismEconomicVol4. pdf. [๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๕]. ๔๐ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ. พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๖.
๒๕ ดไนยา ตั้งอุทัยสุข๔๑ กล่าวการท่องเที่ยวเชิงศาสนา (Meditation Tourism) เป็นการ เดินทางมาเพื่อศึกษาศาสนาหรือลัทธิต่างๆ โดยให้ความส าคัญกับการฝึกจิต ปฏิบัติธรรมซึ่งมีทั้งที่อยู่ ในศาสนสถาน เช่น วัด ส านักสงฆ์ และที่ใช้รีสอร์ทเป็นสถานที่จัดอบรม ธนกฤต สังข์เฉย๔๒ กล่าวถึงการท่องเที่ยวเชิงศาสนา หรือเชิงพุทธ หมายถึงการเดินทาง ท่องเที่ยวไปยังศาสนสถานหรือสถานที่ที่มีความส าคัญทางศาสนา เพื่อเยี่ยมชมการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การนมัสการเกจิอาจารย์ รวมไปถึงการท้ากิจกรรมด้านศาสนา เช่น การนั่งวิป๎สสนากรรมฐาน การนั่ง สมาธิตามสถานที่ที่จัดไว้ส าหรับปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความรู้ ประวัติความเป็นมาของศาสนสถานต่างๆ พร้อมกับ สามารถน้าหลักธรรมค้าสอน ไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ้าวันโดยกิจกรรมการท่องเที่ยวทางศาสนา ได้แก่ การเยี่ยมชมวัดวาอารามต่างๆ การไป นมัสการพระเกจิอาจารย์และบูชาศาสนสถาน ศุภลักษณ์ อัครางกูร๔๓ ได้กล่าวถึงความหมายของการท่องเที่ยวเชิงศาสนาไว้ว่า การ ท่องเที่ยวเชิงศาสนาเป็นการเดินทางโดยมีเหตุผลทางศาสนาเป็นหลัก ถือเป็นการปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่ ยุคแรก ๆ ซึ่งเหตุผลในการเดินทางที่แท้จริงแล้วอาจไม่มีการท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในป๎จจุบัน การเดินทางลักษณะนี้มักจะรวมกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากกิจกรรมทางพุทธศาสนาเข้าอยู่ด้วย ผู้ที่นับ ถือศาสนาต่างๆ มักจะมีความเชื่อในการทากิจกรรมทางศาสนาซึ่งอาจรวมถึงการเดินทางไปสักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือประกอบพิธีกรรม อย่างไรก็ดีกิจกรรมบางอย่างได้ลดความนิยมไปเนื่องจากจานวนผู้ ที่นับถือศาสนา หรือความเชื่อนั้นลดลง สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนามิได้มีเพียงผู้ที่นับถือศาสนานั้น เท่านั้นที่เข้าเยี่ยมชม หากแต่นักท่องเที่ยวอื่น ๆ ยังให้ความสนใจเข้าชมความงาม หรือเข้าไปพักผ่อน สงบจิตสงบใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพสังคมที่วุ่นวายในป๎จจุบันนี้ ผู้คนโดยทั่วไปต่างให้ความนิยม สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจกันมาก ๒.๗ ข้อมูลพื้นที่วิจัย ๒.๗.๑ วัดภูมินทร์ วัดภูมินทร์ ตั้งอยู่ใกล้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เป็นวัดที่มีลักษณะแปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ โบสถ์และวิหาร สร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน ประตูไม้ทั้งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายงดงามโดยฝีมือ ช่างเมืองน่าน นอกจากนี้ ภาพจิตกรรมฝาผนังยังแสดงถึงชีวิตและวัฒนธรรมของยุคสมัยที่ผ่านมาของ จังหวัดน่าน ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ คือ พระอุโบสถและพระวิหาร สร้างเป็นอาคารหลัง เดียวกัน เป็นทรงจัตุรมุข (กรมศิลปากร ได้สันนิษฐานว่าเป็นอุโบสถจัตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย) มีนาคสะดุ้งขนาดใหญ่ แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้บนกลางล าตัว ตรงใจกลางพระอุโบสถประดิษฐาน ๔๑ ดไนยา ตั้งอุทัยสุข, ศักยภาพและความพร้อมของทรัพยากรการท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์, วารสารวิชาการอิเล็กทรอนิกส์การท่องเที่ยวไทยนานาชาติฉบับที่ ๓ ปี ๒๕๕๒, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.ttresearch.org/home/images/๒๕๕๓_๓/๓.pdf [๒๙ กันยายน ๒๕๕๔]. ๔๒ ธนกฤต สังข์เฉย, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ, คณะวิทยาการจัดการ (เพชรบุรี: มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศ, ๒๕๕๐), หน้า ๔๓. ๔๓ ศุภลักษณ์ อัครางกูร, พฤติกรรมนักท่องเที่ยว, (ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา, ๒๕๕๑), หน้า ๙๙.
๒๖ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่สี่องค์ ประทับนั่งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตู ทั้งสี่ ทิศ เบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปกรรมไทลื้อ ที่เล่าเรื่อง ชาดก ต านานพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต ตามพงศาวดารเมืองน่าน วัดภูมินทร์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๙ โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ หลังจากที่พระองค์ทรงครองนครน่านได้ ๖ ปี มีปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือว่า เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ผู้สร้างแต่ตอนหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็นวัดภูมินทร์วัดแห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ หลังจากที่สร้างมา ๒๗๑ ปี โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน โปรดให้ซ่อมแซม ครั้งใหญ่แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๘ (ปลายสมัยรัชกาลที่ ๔) ใช้เวลาซ่อมนานถึง ๗ ปี จิตรกรรมฝา ผนังในวิหารหลวงก็เขียนขึ้นในช่วงนี้ภาพจิตรกรรมหรือ “ฮูบแต้ม” ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธ ศาสนาแต่ถ้าพิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้น๔๔ ๒.๗.๒ วัดมิ่งเมือง วัดมิ่งเมือง ไม่ได้ปรากฏว่าสร้างตอนไหน แต่น่าจะก่อนที่พม่ามาปกครองล้านนา (ก่อนปี พ.ศ. ๒๑๐๐) เพราะตามหลักฐานแผ่นทองพงศาวดาลพม่าจารึกไว้ว่า เดิมชื่อ “วัดตะละแม่ศรี” หลังจากกูกทิ้งล้างไว้ยาวนานมากหลายร้อยปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าครองนครน่าน(หรือราว ๆ ปลาย รัชกาลที่ ๔) ได้มีการบูรณะวัดและสถาปนาวัดใหม่ โดยตั้งชื่อว่า “วัดมิ่งเมือง” ตามชื่อเรียกเสาหลักเมืองว่า “เสามิ่งเมือง” ต่อมาปี ๒๕๒๗ ด้วยระยะเวลาที่ยาวนาน ท าให้อุโบสถช ารุดทรุดโทรมลง พระครูสิริธรรมภาณี (เสน่ห์ ฐานสิริ)(พระสุนทรมุนี) เจ้าอาวาสวัดมิ่ง เมืองร่วมกับชาวบ้านคุ้มวัดมิ่งเมือง ได้ท าการรื้อถอนและสร้างอุโบสถหลังใหม่เป็น แบบล้านนาร่วม สมัยแบบในป๎จจุบัน พร้อมทั้งอัญเชิญพระประธานองค์เดิมมาประดิษฐานไว้ ส าหรับตัวอุโบสถหลัง ใหม่นี้พระครูสิริธรรมภาณีเป็นผู้ออกแบบตามจินตนาการ เป็นอุโบสถล้านนาร่วมสมัย ก่อสร้างตัว อาคารด้วยฝีมือสล่าพื้นบ้านเมืองน่าน ลวดลายปูนป๎้นอันวิจิตรอลังการเป็นฝีมือของสล่าเสาร์แก้ว เลาดี สกุลช่างเชียงแสนโบราณ ส่วนภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถเป็นภาพต านานประวัติความ เป็นมาของเมืองน่าน เริ่มตั้งแต่สมัยพญาภูคาเจ้าเมืองน่านองค์ปฐมตั้งอยู่เมือง ณ เมืองย่าง (ป๎จจุบัน อยู่ในเขตอ าเภอป๎ว) มาจนถึงสมัยเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย โดยคุณ สุรเดช กาละเสน จิตรกรพื้นบ้านเมืองน่าน เฉพาะงานประติมากรรมปูนป๎้นใช้เวลาประมาณ ๕ ปี และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ใช้เวลาสร้างรวม ๑๒ ปีและในบริเวณวัดยังเป็นที่ ประดิษฐาน เสาพระหลักเมืองน่าน แต่เดิมเรียกว่า “เสามิ่งเมือง” หรือ หรือ "เสามิ่ง" เป็น ไม้สักทองขนาดใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๖๐ เซนติเมตร สูง ประมาณ ๓ เมตร ลักษณะเป็นเสาทรงกลมส่วนหัว เสาเกลาเป็น ดอกบัวตูมฝ๎งไว้กับพื้นที่ดินโดยตรง ไม่มีศาลหรืออาคารครอบ แต่อย่างใด จากหลักฐาน ที่มีการบันทึกไว้พบว่า ได้รับการสร้างขึ้นในสมัยเจ้าอัตถวรป๎ญโญ เป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๕๗ โปรดให้ฝ๎งเสาประหลักเมืองน่านที่วัดมิ่งเมือง เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๑ หลังจากที่พระองค์ได้เข้า เฝูาสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ณ กรุงเทพฯ และร่วมพระราชทานพิธีฝ๎งเสา ๔๔ ส านักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดน่าน, ประวัติวัดภูมินทร์, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://nan. onab.go.th/ th/content/category/detail/id/110/iid/7096 [๒๐ มกราคม ๒๕๖๕].
๒๗ พระหลักเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๑๒๙ พระองค์จึงได้คตินั้นมาฝ๎งเสาพระหลัก เมืองน่านขึ้น เหตุเพราะแต่ก่อนมานั้นเมืองน่านไม่มีคติการสร้าง เสาหลักเมือง จนถึงในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้เกิดน้ าท่วมครั้งใหญ่ กระแสแม่น้ าน่านได้ไหลเปลี่ยนทิศทาง เข้าท่วมเมืองน่านและบริเวณที่ ฝ๎งเสาหลักเมือง จนท าให้เสาหลักเมืองโค่นล้มลง ด้วยฐานของเสาหลักเมืองนั้นได้มีการผุกร่อน เนื่องจากการฝ๎งกับพื้นดินมานานกว่าร้อยปีต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านคนที่ ๒๗ ได้น าข้าราชการ และประชาชนชาวน่าน ร่วมกันสร้างเสาหลักเมืองน่านขึ้นใหม่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ บ้านเมือง โดยได้น าเอาเสาหลักเมืองเดิมมาเกลาแต่งใหม่ เสาหลักเมืองมีความสูงประมาณ ๓ เมตร ฐานประดับด้วยไม้แกะลวดลายลงรักปิดทอง ยอดเสาแกะสลักเป็นรูปพระพรหมพักตร์มีชื่อ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา๔๕ ๒.๗.๓ วัดหัวข่วง วัดหัวข่วง เป็นวัดที่มีความส าคัญในเขตหัวแหวนเมืองน่าน อยู่ติดหอค า หรือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน และคุ้มอดีตเจ้าเมืองน่าน ไม่ปรากฏว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด สันนิษฐาน ว่าสร้างในสมัยล้านนาตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๒ มีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามภายในพระ วิหาร มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลักษณะพุทธศิลป์แบบท้องถิ่นล้านนา สกุลช่างเมืองน่าน ฝีมือ ประณีตงดงาม โดยมีหลักฐานว่าเกี่ยวกับประวัติการบูรณะครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๒๕ โดยเจ้า อนันตวรฤทธิเดช เจ้าเมืองน่าน และต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๒๗ ในสมัยเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครอง น่าน องค์สุดท้าย๔๖ ๒.๘ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จุฑาภรณ์ หินซุย และสถาพร มงคลศรีสวัสดิ์ ได้ศึกษาเรื่อง แนวทางส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษาวัดประชาคมวนาราม อ าเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา ๑) สภาพการด้าเนินงาน ๒) ป๎ญหาและอุปสรรค ๓) แนวทางข้อเสนอแนะ ในการส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงพุทธ ผลจากการศึกษาสรุปได้ดังนี้ (๑) วัดมีการปกครองภายในวัด มีองค์กรในการ ดูแลการปกครอง โดยเรียงจากเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส เรื่อยไปตามล้าดับ มีเจ้าหน้าที่ของวัดท า หน้าที่ประชาสัมพันธ์และประสานงานส าหรับผู้ที่เข้ามาติดต่อปฏิบัติธรรม มีคณะกรรมการวัดซึ่ง คัดเลือกจากคณะสงฆ์ จ้านวน ๒๐ รูป และคณะกรรมการวัดซึ่งเป็นบุคลากรภายนอก คัดเลือกจาก ผู้แทนหน่วยงานราชการและลูกศิษย์ ท าหน้าที่ติดต่อและประสานงานการด้าเนินกิจกรรมต่าง ๆ มีการแยกเขตพื้นที่ฝุายคณะสงฆ์และแม่ชีอย่างชัดเจน (๒) วัดขาดกิจกรรมในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ในวันส าคัญทางพุทธศาสนา เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจังหวัดร้อยเอ็ด ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน องค์กรเอกชนและหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ในการวางแผนการ ตัดสินใจ และการด้าเนินการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธแบบมีส่วนร่วมอย่างจริงจังและ ต่อเนื่อง ซึ่งการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ด้านการประชาสัมพันธ์ การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ๔๕ สัมภาษณ์ พระสุนทรมุนี, รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน, เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง, ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕. ๔๖ สัมภาษณ์ พระครูพิเศษนันทวุฒิ, เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง, ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕.
๒๘ สิ่งอ านวยความสะดวก เส้นทางคมนาคมยังไม่สามารถสนองต่อความสะดวกนักท่องเที่ยวได้ (๓) ข้อเสนอแนะในการส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงพุทธ คือ สร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงพุทธระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ บ้าน วัดโรงเรียน เพื่อร่วมกันส่งเสริมกิจกรรมในทุกวันส้าคัญทางพุทธศาสนา ระดม ทรัพยากร ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับ แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจังหวัดร้อยเอ็ด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคมการ เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว สิ่งอ้านวยความสะดวก ให้สามารถสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รู้จักมากขึ้น๔๗ สายชล ปัญญชิต และคณะ เรื่อง การท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของ ภาคใต้: การพัฒนาเส้นทางและผลกระทบ ผลการศึกษาพบว่า ประการที่หนึ่ง การท่องเที่ยวทาง พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมในภาคใต้ มีรูปแบบเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐด้านการท่องเที่ยว เครือข่าย ชุมชนและวัด โดยรูปแบบการท่องเที่ยวประเภทนี้ สามารถดึงดูด นักท่องเที่ยวได้มากที่สุด เพราะมุ่งเน้นส่งเสริมการอธิบายความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้กับ นักท่องเที่ยวผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิ การอธิบายผ่านพุทธศิลปกรรม สื่อประชาสัมพันธ์ทาง พระพุทธศาสนา รวมทั้งเอกสารที่จะมีผู้นาท่องเที่ยวคอยอธิบายเพิ่มเติม โดยสามารถเชื่อมโยงวิถีการ ท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างสอดคล้องกัน ประการที่สอง พบว่า เส้นทางการ ท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาในภาคใต้มี ๓ เส้นทางที่ส าคัญ ได้แก่ ๑. เส้นทางพุทธธรรมเชิงบูรณา การ: การท่องเที่ยวตามจารึกประวัติศาสตร์ศรีวิชัย และพระธาตุแดนใต้ ๒. เส้นทางท่องเที่ยวเชิง ธรรมะ ๓. เส้นทางท่องเที่ยววิถีชีวิตคู่วิถีธรรม: เส้นทางธรรม แหล่งท่องเที่ยวศูนย์รวมจิตใจในชุมชน ประการที่สาม การท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมในภาคใต้ ได้มีส่วน ส่งเสริม กระบวนการทางาน และการปรับปรุงการเรียนรู้เพื่อการแก้ไขป๎ญหา ส่งผลให้เกิดการพัฒนากิจกรรม ตลอดจนการบริหารจัดการของเครือข่ายชุมชนและวัด ด้านการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาและ วัฒนธรรม๔๘ พระศรีสังคม ชยานุวฑฺโฒ (ธนาวงษ์) ได้ศึกษาเรื่อง การท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา: รูปแบบและเครือข่ายการจัดการท่องเที่ยวของวัดในสังคมไทย มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการคือ ๑) เพื่อ ศึกษารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา ๒) เพื่อศึกษาบทบาทการส่งเสริมของวัด และความ เชื่อมโยงไปสู่เครือข่ายการปฏิบัติธรรม ๓) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของวัดที่ส่งเสริมการปฏิบัติธรรม และ การจัดการเครือข่ายการท่องเที่ยว ด้านการปฏิบัติธรรม การศึกษาครั้งนี้ ทาการรวบรวมข้อมูลวิจัยเชิง คุณภาพ โดยใช้วิธีการสังเกต และการสัมภาษณ์ภิกษุสงฆ์ในวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจานวน ๑๐ วัด แล้วนาข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อให้เห็นรูปแบบ บทบาท ความเชื่อมโยงและการจัดการ ๔๗ จุฑาภรณ์ หินซุย และสถาพร มงคลศรีสวัสดิ์, “แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา วัดประชาคมวนาราม อ าเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด”, วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ, ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๑ (มกราคม – พฤษภาคม ๒๕๕๗): ๕๑. ๔๘ สายชล ป๎ญญชิต และคณะ, “การท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของภาคใต้: การ พัฒนาเส้นทางและผลกระทบ”, วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ปีที่ ๑๘ (มกราคม-ธันวาคม ๒๕๕๘): ๒๔๘.
๒๙ เครือข่าย ดังนี้รูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาของวัดในสังคมไทย แบ่งออกได้เป็น ๒ รูปแบบ คือ ๑. รูปแบบของวัดที่ส่งเสริมให้เป็นแหล่งชมความงดงามของงานพุทธศิลป์และท าบุญ ไหว้ พระขอพร ที่มีการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพทั้งภายนอกและภายในตามบริบทของวัด มีการใช้ สัญลักษณ์และการสื่อสารที่ทันสมัย เข้าใจง่าย ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงมากนับตั้งแต่ อดีตถึงป๎จจุบัน ๒. รูปแบบของวัดที่เน้นส่งเสริมให้เป็นสถานที่สาหรับการปฏิบัติธรรม ก าลังได้รับ ความสนใจมากจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติบทบาทของวัดที่ส่งเสริมให้เป็นแหล่งชม ความงดงามของงานพุทธศิลป์ทาบุญ ไหว้พระ ขอพร พบว่า มีการส่งเสริมกิจกรรมวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา วันส าคัญของชาติ งานวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชุมชน โดยกิจกรรมที่ส่งเสริมให้มี ขึ้นนี้ เป็นการพึ่งพาเกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างวัดกับชุมชน และวัดจะสอดแทรกให้มีการนั่งสมาธิ การปฏิบัติวิป๎สสนาเข้าไปร่วมด้วยอยู่เสมอตามโอกาสเพื่อให้นักท่องเที่ยวที่สนใจงานด้านพุทธศิลป์ซึ่ง เป็นวัตถุธรรม ได้มีการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในเชิงลึกที่เป็นนามธรรมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งนับว่าเป็น การสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงขึ้นในจิตใจของนักท่องเที่ยวให้สนใจกับการ ปฏิบัติธรรม ในวัดที่ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องและจริงจัง๔๙ พระปลัดบุญเลิศ กตปุญฺโญ (สุทธิมาลย์) ได้ศึกษาเรื่อง การจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธ: กรณีศึกษาวัดใหญ่ บางปลากด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธ: กรณีศึกษาวัด ใหญ่ บางปลากด และเพื่อศึกษาป๎ญหา อุปสรรค และแนวทางการแก้ไขป๎ญหา เป็นการวิจัยเชิง ปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชาชนที่มาท่องเที่ยวภายในวัดใหญ่ บาง ปลากด จ านวน ๓๒๒ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ผลการวิจัย พบว่า นักท่องเที่ยวของวัดใหญ่ บางปลากด ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จ านวน ๑๖๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๘ เพศชาย จ านวน ๑๕๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๔๘.๒ ส่วนใหญ่มีอายุ ๒๑-๓๐ ปี ร้อยละ ๒๙.๑ อายุ ๓๑-๔๐ ปีร้อยละ ๒๕.๗ มีระดับการศึกษาอนุปริญญา/ปวส. ร้อยละ ๓๖.๔ และมีอาชีพเป็น พนักงานบริษัท/โรงงาน ร้อยละ ๓๑.๙ นักท่องเที่ยวมีความเห็นเกี่ยวกับการจัดการ ด้านพุทธศิลป์ เห็นว่า เป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น เป็นแหล่งพักผ่อนและให้ความเพลิดเพลินใจได้ดี มีความสวยงามของพุทธศิลป์ภายในวัด ในด้านการให้บริการ โดยภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (x = ๔.๑๐) มีภาชนะรองรับขยะตามจุดต่าง ๆ ไว้บริการอย่างทั่วถึง ด้านความสะดวกสบายในการ ท่องเที่ยว โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (x = ๔.๐๔) เห็นว่า ห้องน้ าสะอาดเหมาะสมกับเป็นวัด ท่องเที่ยว มีที่จอดรถเพียงพอด้านแหล่งเรียนรู้ที่มีสาระประโยชน์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (x = ๓.๙๖) นักท่องเที่ยวมีความเห็นเกี่ยวกับการจัดการ เห็นว่า แหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรมที่มีในวัดเป็นแหล่งเรียนรู้ได้เหมาะสม นักท่องเที่ยวมีความเห็นว่าแนวทาง ในการพัฒนาจิตใจและป๎ญญา คือได้รับความรู้และหลักการในท าบุญท าทานได้รับแนวทางในการ ๔๙ พระศรีสังคม ชยานุวฑฺโฒ (ธนาวงษ์), “การท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา: รูปแบบและเครือข่ายการ จัดการท่องเที่ยวของวัดในสังคมไทย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑), หน้า ก.
๓๐ ด าเนินชีวิตคือไม่ประมาทในชีวิตด าเนินชีวิตด้วยความมีสติและผลที่ได้รับจากการเดินทางมาท่องเที่ยว คือรู้สึกมีความสุข๕๐ พระสมุห์อนุรักษ์ ธีรสกฺโก (ช้างเมือง) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาวัดเพื่อการท่องเที่ยวเชิง พุทธในจังหวัดสมุทรสาคร มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการ พัฒนาวัดเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร ๒) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของ ประชาชนที่มีต่อการพัฒนาวัดเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร โดยจ าแนกตาม สถานภาพส่วนบุคคล และ ๓) เพื่อศึกษาป๎ญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการพัฒนาวัดเพื่อการ ท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร ด าเนินการวิจัยโดยวิธีวิจัยเชิงส ารวจ (Survey Research) ซึ่งศึกษากับกลุ่มประชาชนที่มาท่องเที่ยววัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสาคร จ านวน ๔๐๐ คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบ่งเป็น ๓ ตอน คือ ตอนที่ ๑ เป็น แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ ๒ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความ คิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการพัฒนาวัดเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร และ ตอนที่ ๓ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับป๎ญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาวัด เพื่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าที (t-test) และการทดสอบค่าเอฟ(F-test) โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทาง เดียว (One way Anova) ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Difference)ผลการวิจัย พบว่า ๑. ระดับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการพัฒนาวัด เพื่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนา วัดเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงล าดับได้ดังนี้ ๑. ด้านการพัฒนากิจกรรมภายในวัด ๒. ด้านการพัฒนาศาสนสถาน ๓. ด้านการพัฒนาศาสนบุคคลหรือบุคลากรในวัด และ ๔. ด้านการพัฒนา สิ่งแวดล้อม ๒. การวิเคราะห์เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการพัฒนาวัดเพื่อการ ท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร โดยจ าแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล โดยภาพรวมประชาชน ที่มีเพศและจ านวนครั้งในการมาท่องเที่ยววัดที่ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาวัดเพื่อการ ท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร ไม่แตกต่างกัน ซึ่งปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ส่วนประชาชนที่มี อายุ วุฒิการศึกษา อาชีพและรายได้ที่ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาวัดเพื่อการท่องเที่ยวเชิง พุทธในจังหวัดสมุทรสาครแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ ซึ่งยอมรับสมมติฐาน ที่ตั้งไว้ ป๎ญหาส่วนใหญ่ในการพัฒนาวัด คือ ป๎ญหาเกี่ยวกับความสะอาด ขยะมูลฝอย มูลสุนัข มูลนก ห้องน้ าห้องสุขาไม่ค่อยสะอาด มีต้นไม้น้อยไม่ค่อยร่มรื่น เจ้าหน้าที่ของทางวัดที่ท าความสะอาด หรือ ๕๐ พระปลัดบุญเลิศ กตปุํฺโญ (สุทธิมาลย์), “การจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธ: กรณีศึกษาวัดใหญ่ บางปลากด”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑), หน้า ก.
๓๑ ท างานในจุดต่างๆ มีน้อย ทั้งยังแต่งกายไม่ค่อยสุภาพ และป๎ญหาในเรื่องของกิจกรรมในวัดซึ่งมีการ ประชาสัมพันธ์น้อยจัดไม่ตรงกับวันหยุด จึงท าให้ไม่ทราบเรื่องและไม่สะดวกในการมาร่วมกิจกรรม๕๑ พระครูอุดรภาวนาคุณ (สจฺจาสโภ) ได้ศึกษาเรื่อง แนวทางการส่งเสริมการจัดการ ท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในอ าเภอนายูง จังหวัดอุดรธานีผลการวิจัย พบว่า สภาพป๎ญหาการจัดการ ท่องเที่ยวเชิงพุทธพบว่า วัดปุาภูก้อน มีป๎ญหา ๖ ด้าน คือ ๑) ด้านสถานที่ ที่พักส าหรับรองรับการปฏิบัติธรรมไม่เพียงพอ ๒) ด้านบุคคล ยังขาดล่าม แปลภาษา ๓) ด้านการพัฒนาวัด ภูมิทัศน์ในรูปแบบท่องเที่ยวเชิงพุทธ ๔) ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จิตส านึกรู้คุณของธรรมชาติ๕) ด้านการท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ไม่เพียงพอ ๖) ด้านการอ านวย ความสะดวก การคมนาคมที่สะดวกสถานที่จอดรถยนต์มากขึ้น วัดปุานาค าน้อย มีป๎ญหา ๒ ด้าน คือ ๑) ด้านการจัดการเรื่องถังขยะ การทิ้งขยะไม่แยกขยะ ๒) ด้านการประชาสัมพันธ์ ควรมีการ ประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณแนวทางการส่งเสริมการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธของ วัดในอ าเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี มี๖ ด้าน คือ ๑) ด้านสถานที่ ปูายสัญลักษณ์ที่ชัดเจนในเส้นทาง การเดินทาง การปรับภูมิทัศน์และที่พักเรือนปฏิบัติธรรม ๒) ด้านบุคคล บุคลากรที่มีความรู้และล่าม แปลหลายภาษา ๓) ด้านการพัฒนาวัด ความเป็นสัปปายะของวัด ๔) ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างจิตส านึกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ๕) ด้านการท่องเที่ยว การขยายฐาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงพุทธ ๖) ด้านอ านวยความสะดวก การคมนาคมที่สะดวกมากขึ้น๕๒ สรุปความได้ว่า การท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา มีรูปแบบเป็นการบูรณาการความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านการท่องเที่ยว เครือข่าย ชุมชนและวัด โดยรูปแบบการท่องเที่ยว ประเภทนี้ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากที่สุด เพราะมุ่งเน้นส่งเสริมการอธิบายความรู้ทาง พระพุทธศาสนาให้กับนักท่องเที่ยวผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิ การอธิบายผ่านพุทธศิลปกรรม สื่อประชาสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งเอกสารที่จะมีผู้นาท่องเที่ยวคอยอธิบายเพิ่มเติม โดยสามารถเชื่อมโยงวิถีการท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างสอดคล้องกัน ๒.๙ กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัด น่าน” ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วน ามาประมวลเป็น กรอบแนวคิดในการวิจัย ดังแผนภูมินี้ ๕๑ พระสมุห์อนุรักษ์ ธีรสกฺโก (ช้างเมือง), “การพัฒนาวัดเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัด สมุทรสาคร”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตศึกษา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หน้า ก. ๕๒ พระครูอุดรภาวนาคุณ (สจฺจาสโภ), “แนวทางการส่งเสริมการจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดใน อ าเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี”, รายงานวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๓), หน้า ก.
๓๒ รูปแบบการท่องเที่ยวเชิง พุทธของวัดในเขตเทศบาล เมืองน่าน จังหวัดน่าน สภาพป๎ญหาในการส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงพุทธของ วัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน แนวทางเสริมการท่องเที่ยว เชิงพุทธของวัดในเขต เทศบาลเมืองน่าน จังหวัด น่าน ในสถานการณ์การแพร่ ระบาดของโรคโควิด – ๑๙ การท่องเที่ยวเชิงพุทธ วัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน - วัดภูมินทร์ - วัดมิ่งเมือง - วัดหัวข่วง การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน
บทที่ ๓ วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัด น่าน” ผู้วิจัยมีวิธีด าเนินการวิจัย ดังนี้ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๓.๒ ผู้ให้ข้อมูลส าคัญ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ส าหรับการก าหนดระเบียบวิธีการวิจัยหรือกระบวนวิธีการตามโครงการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ก าหนดระเบียบวิธีการวิจัยหรือกระบวนวิธีการวิจัย โดยการใช้กระบวนวิธีการเป็นวิจัยเชิง คุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีศึกษาเอกสารและเก็บข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์ อันประกอบไป ด้วยกระบวนการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ หนังสือ และ กระบวนการสัมภาษณ์เจาะลึก โดยมีเหตุผลประการส าคัญของการน าระเบียบวิธีการวิจัยหรือ กระบวนวิธีการวิจัยดังกล่าวข้างต้น มาใช้ในการด าเนินกระบวนการทางวิจัยอันมีสาระส าคัญโดยสรุป ดังต่อไปนี้ ๑) ข้อมูลขั้นปฐมภูมิ (Primary Sources) ได้แก่การสัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้านและผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องที่อาศัยอยู่รอบ ๆ วัด นักท่องเที่ยว พระสงฆ์ วัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมือง และวัดหัวข่วง เกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่านมีขั้นตอนตัง ต่อไปนี้ (๑) ก าหนดประเด็นค าถามการวิจัย (๒) ก าหนดเปูาหมายของกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ (๓) การรวบรวมข้อมูล (๔) แยกข้อมูลตามวัตถุประสงค์ (๕) วิเคราะห์ตามประเด็น ๒) ข้อมูลขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sources) ได้แก่ หนังสือเอกสารวิชาการรายงาน การวิจัย วิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (อินเทอร์เน็ต) มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ (๑) ก าหนดหัวข้อที่จะศึกษาข้อมูลเนื้อหาเกี่ยวกับป๎ญหา อุปสรรค รูปแบบ กิจกรรมการท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ และข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน
๓๔ (๒) จดบันทึกรวบรวมข้อมูล (๓) สรุปเนื้อหาและแยกเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ ๓.๒ ผู้ให้ข้อมูลส าคัญ ผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลส าคัญ (Key Infroments) โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่าน ตัวแทนชุมชนในเขตชุมชนวัดพื้นที่วิจัย นักท่องเที่ยว พระสงฆ์ วัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมือง และวัดหัวข่วง ซึ่งเป็นวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน และเป็นวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่วิจัย จ านวน ๒๔ รูป/คน ได้แก่ ๑) เจ้าหน้าที่เทศบาลอ าเภอเมืองน่าน จ านวน ๖ คน ได้แก่ ๑) นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน ๒) นายสรศักดิ์ พรหมจักร สมาชิกสภาเทศบาลเมืองน่าน ๓) นางอริสา บุญสม รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน ๔) นายวิจิตร ไชยมงคล ประธานสภาเทศบาลเมืองน่าน ๕) นายสุเมษ สายสูง ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ๖) นายมนูญ กันฟอง นักปูองกันและบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติการเทศบาลเมืองน่าน ๒) ตัวแทนชุมชุนในเขตชุมชนวัดพื้นที่วิจัย ชุมชนละ ๒ คน รวมเป็นจ านวน ๖ คน ได้แก่ ๑) ร้อยตรีนเรศ พรหมประภัศร ตัวแทนชุมชุนวัดภูมินทร์ ๒) นางประกายแก้ว บุญมี, ตัวแทนชุมชุนวัดภูมินทร์ ๓) นายวานิตธิวัฒน์ ค าเรือง ตัวแทนชุมชุนวัดมิ่งเมือง ๔) นางสาวสุวลี กันฟอง ตัวแทนชุมชุนวัดมิ่งเมือง ๕) นายเฉลิม อินทร์จันทร์ ตัวแทนชุมชุนวัดหัวข่วง ๖) นางค ามอญ จันทร์แก้ว ตัวแทนชุมชุนวัดหัวข่วง ๓) นักท่องเที่ยวในพื้นที่วิจัย ๓ วัดๆ ละ ๒ คน รวมเป็นจ านวน ๖ คน (สงวนรายชื่อ) ๔) พระสงฆ์ในเขตเทศบาลเมืองน่าน จ านวน ๖ รูป ได้แก่ ๑) พระราชศาสนาภิบาล เจ้าคณะจังหวัดน่าน ๒) พระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ๓) พระครูสิรินันทวิทย์ เจ้าคณะอ าเภอเมืองน่าน ๔) พระครูพิเศษนันทวุฒิ เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง ๕) พระมหาสุดสาคร สุธมฺมทสฺสี พระวัดภูมินทร์ ๖) พระครูใบฏีกาวชิรวิทย์ ธีรสุวณฺโณ พระวัดมิ่งเมือง ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี ตังนี้ ๑) ศึกษาหลักการและแนวคิด จากเอกสาร ต ารา บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒) ศึกษารูปแบบและโครงสร้างแบบสอบถามงานวิจัยตามวัตถุประสงค์
๓๕ ๓) เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม โดยการส ารวจพื้นที่ภาคสนามเบื้องต้นก่อนท าการศึกษา จริงโดยผู้วิจัยเป็นผู้สังเกตแบบมีส่วนร่วม โดยได้ตั้งประเด็นการสังเกต และจดบันทึกการกิจกรรม ๔) น าแนวคิดและรูปแบบตามข้อ (๒) และ (๓) มาสร้างแบบแบบสัมภาษณ์ในการวิจัย ๕) น าแบบสอบถามเสนออาจารย์ที่ปรีกษา เพื่อพิจรณาแก้ไขข้อบกพร่องให้ถูกต้อง พร้อม ทั้งตรวจส านวนภาษาที่ใช้ในแบบสอบถาม ๖) น าแบบสอบถามที่ได้รับการเพื่อพิจรณาแก้ไขข้อบกพร่องจากอาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว น าเสนอผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่านตรวจสอบแล้วปรับแก้ตาม ผู้ทรงคุณวุฒิน าส่งให้ที่ปรึกษาตวจสอบอีกครั้งเพื่อความเรียบร้อย ๗) น าแบบสอบถามที่แก้ไขจัดท าเป็นฉบับสมบูรณ์ แล้วน าไปสัมภาษณ์กับกลุ่มตัวอย่าง ต่อไป ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยด าเนินการรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยมีขั้นตอนการด าเนินการดังนี้ ๑) ผู้วิจัยท าการศึกษาค้นคว้า เพื่อให้ได้ข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี คือ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับ การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชิงพุทธ นักท่องเที่ยว ข้อมูลวัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมือง และวัดหัวข่วง รวมถึง งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ จากข้อมูลที่มีผู้รวบรวมไว้แล้ว ในลักษณะของต ารา เอกสารทางวิชาการ รายงาน และระบบสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต รวมถึงเอกสารของหน่วยงานราชการ และองค์กรที่ เกี่ยวข้อง ๒) ท าการรวบรวมแนวความคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อน ามาเป็นแนวทางใน การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ตามกรอบแนวคิดและขอบเขตการวิจัย จากนั้นจัดท าเครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถามเพื่อการวิจัย แล้วน าเครื่องมือการวิจัยที่ สร้าง ไปให้อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบและประเมินเครื่องมือ จ านวน ๓ ท่าน เพื่อ ตรวจสอบความถูกต้อง ๓) ท าการขอหนังสือจากวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย ไปยังผู้ให้ข้อมูลส าคัญ จ านวน ๒๔ รูป/คน ๔) ท าการจัดเก็บข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลส าคัญจ านวน ๒๔ รูป/คน โดยเริ่มท าการจัดเก็บข้อมูลจาก วัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมือง และวัดหัวข่วงตามล าดับ ๕) ท าการเก็บข้อมูล โดยแบบสอบถามเพื่อการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างที่ก าหนดไว้ ๒๔ รูป/ คน คือประชาชน ชุมชน นักท่องเที่ยว พระมหาเถระ เจ้าอาวาส ปราชญ์ชาวบ้านและผู้มีส่วน เกี่ยวข้องที่ อาศัยอยู่รอบ ๆ วัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมือง และวัดหัวข่วง วัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัด น่าน ๖) ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและเรียบเรียงข้อมูลตามข้อค าถาม และวัตถุประสงค์ของการวิจัย ๗) จัดหมวดหมู่ของข้อมูลแบบสอบถามเพื่อการวิจัยที่เก็บมา และน าข้อมูลไปวิเคราะห์ ทางสถิติ
๓๖ ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อทราบ ถึงข้อมูลบริบทประเด็นที่ศึกษา และก าหนดแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูลจากการ สัมภาษณ์ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลตามข้อค าถามและวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยการจัดระเบียบ ข้อมูล ตีความ และสรุปผลการศึกษา
บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัด น่าน” มีผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ดังนี้ ๔.๑ ประวัติความเป็นมาและกิจกรรมการท่องเที่ยวของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๔.๒ ศึกษาการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่านจังหวัดน่าน ๔.๓ ศึกษาสภาพป๎ญหาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมือง น่าน จังหวัดน่าน ๔.๔ ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด–๑๙ ๔.๕ องค์ความรู้จากการวิจัย ๔.๑ ประวัติความเป็นมาและกิจกรรมการท่องเที่ยวของวัดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๔.๑.๑ วัดภูมินทร์ ๑) ประวัติวัดภูมินทร์ ประวัติการสร้างวัดตามพงศาวดารเมืองน่านไว้ว่า “พระเจ้า เจตบุตรพรหมมินทร์" เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๔๐ ได้สร้างวัดภูมินทร์ขึ้นหลังจากที่ครองนครน่าน ได้ ๖ ปี เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๓๙ โดยชื่อวัดมีที่มาปรากฏในหลักฐานคัมภีร์เมืองเหนือว่าแต่เดิมชื่อ “วัด พรหมมินทร์” สอดคล้องตามชื่อของพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ แต่สันนิษฐานว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป ก็คงมีการเรียกชื่อเพี้ยนกลายมาเป็น “วัดภูมินทร์” อย่างในป๎จจุบัน และในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ วัดภูมินทร์ ก็ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากร “พระอุโบสถกับพระวิหาร" ซึ่งเป็นอาคารหลังเดียวกันนั่นเอง สถาป๎ตยกรรมฉาย ความโดดเด่นหาชมได้ยากด้วยรูปแบบทรงจตุรมุข เป็นสถาป๎ตยกรรมแบบล้านนา มีมุขยื่นออกมา ทั้ง ๔ ด้าน ผังเป็นรูปกากบาท ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลของสถาป๎ตยกรรมจากอานันทเจดีย์ที่เมืองพุกาม ประเทศเมียนมา และสันนิษฐานว่าสถาป๎ตยกรรมลักษณะนี้น่าจะสร้างขึ้นเป็นหลังแรกของประเทศ ไทย ด้านหน้าประตูอุโบสถทางด้านทิศเหนือ มีรูปป๎้นพญานาคสองตน ทอดยาวขนาบ ข้างบันไดทั้ง ๒ ฝ๎่ง รับไปกับอาคารพระอุโบสถกับพระวิหาร คล้ายเอาหลังหนุนไว้ เรียกว่า นาคสะดุ้ง ซึ่งน่าจะเป็นการสร้างที่มาจากความเชื่อว่าพญานาคเป็นสัตว์มงคลที่คอยเกื้อหนุนพระพุทธศาสนา ดังต านานว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระองค์ได้เสด็จผ่านบันไดแก้วที่เทวดา
๓๘ เนรมิตขึ้น และมีพญานาค ๒ ตัวหนุนหลังเอาไว้ บันไดพญานาคของวัด มีช่องทรงโค้งทั้ง ๒ ด้าน บริเวณกลางล าตัวสร้างเป็นซุ้มประตูโค้งสามารถเดินลอดได้ จึงมีเรื่องเล่าจากคนเก่าแก่ว่า หากคู่รัก ได้มาเดินลอดซุ้มโค้งพญานาควนตามเข็มนาฬิกา ๓ รอบ ความรักก็จะมั่นคงยืนยาวสมหวัง บ้างก็เชื่อ ในเรื่องสุขภาพ และยังเชื่อว่าหากคนต่างถิ่นมาลอดแล้วจะมีโอกาสได้กลับมาเยือนเมืองน่านอีก ทางเข้าพระอุโบสถ-พระวิหาร ทั้ง ๔ ด้านมีประตูไม้แกะสลักโดยฝีมือของช่างล้านนา เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน จะพบว่าโครงสร้างของอาคารและหลังคานั้นค้ าด้วยเสาไม้สักขนาดใหญ่ ๑๒ ต้น ลงรักปิดทองเคลือบเงาเป็นลายพฤกษาและช้างสีทองงดงาม และพบกับความตระการตาแสนวิจิตร คือ “พระพุทธมหาพรหมอุดมศักยมุนี” หรือ “พระประธานจตุรพักตร์” พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยปาง มารวิชัย สีทองอร่าม ๔ องค์ ประทับนั่งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกไปสู่ประตูทั้ง ๔ ทิศ และหัน เบื้องพระปฤษฎางค์ (หลัง) เข้าหากันตรงกลางของพระอุโบสถ ดังนั้น ไม่ว่าจะก้าวเข้ามาจากประตู พระอุโบสถ-พระวิหารจากฝ๎่งใด ก็ได้เห็นพระพุทธรูปองค์ประธานเสมอ ในช่วงสมัย “พระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช” เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๒ มีการ บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ-พระวิหาร ใช้เวลาในการบูรณะยาวนานกว่า ๘ ปี (ช่วงปี พ.ศ. ๑๔๑๐- ๒๔๑๗) ซึ่งหลังจากนั้นจึงมีการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเกิดขึ้น สันนิษฐานว่า วาดในสมัย “พระเจ้า สุริยพงษ์ผริตเดช” เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๓ จิตรกรรมภายในวัดภูมินทร์นั้น งดงามด้วยลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ วาดเรื่องราว ของพุทธชาดก ต านานพื้นบ้าน และวิถีความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต แต่ส าหรับจิตรกรรมที่มี ชื่อเสียงเลื่องลือที่สุด ต้องยกให้กับภาพ “กระซิบรักบันลือโลก” หรือ “ปูุม่านย่าม่าน” ภาพที่ชาย หญิงคู่หนึ่งจับไหล่ปูองมือคล้ายกระซิบกระซาบกัน ส่งสายตากรุ้มกริ่มแสดงสีหน้าผ่านลายเส้นได้อย่าง น่าอัศรรย์ ปูุม่านย่าม่านนั้น มิได้หมายถึงคนเฒ่าคนแก่ หากแต่เป็นค าเรียกแทนชายหญิงที่พ้นวัยเด็ก ไปแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับกิริยาในภาพเพราะการถูกเนื้อต้องตัวกันในสมัยก่อน๑ ๒) กิจกรรมการท่องเที่ยววัดภูมินทร์วัดภูมินทร์ เป็นวัดที่เน้นส่งเสริมให้วัดเป็น สถานที่ท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาประเภทชมงานด้านพุทธศิลปกรรม งานสถาป๎ตยกรรม ท าบุญ ไหว้ พระขอพร วัดภูมินทร์มีความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นิยมเข้ามาเยี่ยมชม คือ ๑. สถาป๎ตยกรรมตัวอุโบสถ คือ โบสถ์และวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน ประตูไม้ทั้งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายโดยช่างฝีมือล้านนาสวยงามมาก กรมศิลปกรได้สันนิษฐานว่า เป็น พระอุโบสถจตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย ๒. ใจกลางประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ๔ องค์ หันพระพักตร์ออก ด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฏางค์ ชนกันประทับ นั่งบนฐานชุกชี เป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัยพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวน่านต่างให้ความเคารพศรัทธา ๓. ภาพจิตกรรม ฝาผนัง ภาพที่สะดุดตาและมีชื่อเสียง คือ ปูุม่านย่าม่าน และ นางสีไว เป็นผลงานของ "หนานบัวผัน" ๑ ส านักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดน่าน, วัดภูมินทร์, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://nan.onab.go. th/th/content/category/detail/id/110/iid/7096 [๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๕].