วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ AN APPLICATION OF BUDDHIST PRINCIPLES FOR ENHANCING WELL-BEING OF THE ELDERLY IN NAN PROVINCE DURING THE COVID-19 PANDEMIC นางสิริวรรณ มิตต์สัตย์สิริกุล
วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ นางสิริวรรณ มิตต์สัตย์สิริกุล
A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Arts (Buddhist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2022 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University) An Application of Buddhist Principles for Enhancing Well-being of the Elderly in Nan Province during the Covid-19 Pandemic Mrs. Siriwan Mitsatsirikul
ก ชื่อวิทยานิพนธ์ : การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ จังหวัดน่านในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ผู้วิจัย : นางสิริวรรณ มิตต์สัตย์สิริกุล ปริญญา : พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ : ดร.ช านาญ เกิดช่อ, ป.ธ. ๙, พธ.บ. (ภาษาอังกฤษ), ศศ.ม. (ภาษาสันสกฤต), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) : ผศ. ดร.ฐิติพร สะสม, วท.บ. (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร), พธ.ม. (พระพุทธศาสนา), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) วันส าเร็จการศึกษา : ๘ กันยายน ๒๕๖๕ บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ (๑) เพื่อศึกษาการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ และ (๒) เพื่อประยุกต์ใช้หลักธรรมในการส่งเสริมสุข ภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ด าเนินการวิจัยโดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลส าคัญ จ านวน ๑๖ รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า ด้านการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่านในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโค วิด-๑๙ โรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาว ได้มีการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุด้วยกิจกรรมที่เหมาะสม ดังนี้ ๑) การส่งเสริมสุขภาวะด้านกาย กิจกรรมการฝึกฝนการใช้ร่างกายในการท ากิจกรรม ระหว่างวัน หรือกิจกรรมเสริมอาชีพต่าง ๆ เช่น ส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ท าให้ผ่อน คลาย เป็นต้น ๒) การส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจ มีการจัดกิจกรรมนันทนาการให้แก่ผู้สูงอายุในระหว่าง เรียน ด้วยการเรียนรู้เรื่องความเสียสละ การเป็นผู้มีจิตอาสาหรือการสร้างกุศลในทุก ๆ ด้าน การเข้า ร่วมกิจกรรมตามความพร้อมและความเหมาะสมของผู้สูงอายุแต่ละคน เช่น การไหว้พระ การสวด มนต์ ท าวัตรเช้า-เย็น เป็นต้น ๓) การส่งเสริมสุขภาวะทางสังคม สร้างความส าคัญกับนักเรียนผู้สูงอายุ โดยจะมีการจัด งานเพื่อส่งเสริมความมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุขึ้น เช่น กิจกรรมรดน้ าด าหัวขอพรผู้สูงอายุในช่วง เทศกาลสงกรานต์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนการด าเนินกิจกรรมในชีวิตทุก ๆ อย่างเพื่อให้ทันต่อ สถานการณ์ปัจจุบัน ให้ความร่วมมือกับภาครัฐและโรงพยาบาลในการฉีด Vaccine เพื่อสร้าง ภูมิคุ้มกันหมู่ เป็นต้น ๔) การส่งเสริมสุขภาวะทางปัญญา มีกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลและปูองกัน ตนเอง กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม การฟังเทศน์ เพื่อเป็นการน าหลักธรรมมาใช้ในการด าเนิน ชีวิตด้วยเช่นกัน
ข ด้านการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ผู้สูงอายุน าหลักภาวนา ๔ ไปปรับใช้ปฏิบัติจะท าให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีพร้อมทั้ง ๔ ด้าน คือ กาย ศีล จิต และปัญญาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน สามารถที่จะปรับตนเองให้เป็นผู้มีความสุขได้ ได้แก่ ๑) กายภาวนา การมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสุขภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่ดี ในทาง พระพุทธศาสนาจะช่วยส่งเสริมให้ผู้นั้นมีอายุที่ยืนยาว ปราศจากโรคภัยต่าง ๆ ๒) ศีลภาวนา การประยุกต์ใช้หลักศีลภาวนา ถือเป็นการพัฒนาเรื่องของความสัมพันธ์ ด้านบุคคลและสังคม คือการด ารงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม โดยการรักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ เพื่อการ ไม่เบียดเบียน หรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เป็นต้น ๓) จิตภาวนา การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มาร่วมกิจกรรมตามความพร้อมและความ เหมาะสมของผู้สูงอายุแต่ละคน เช่น การไหว้พระ การสวดมนต์ ท าวัตรเช้า-เย็น การท าบุญตามวัด ต่าง ๆ การปล่อยปลา การเข้าวัดปฏิบัติธรรมในวันพระ และฟังเทศน์ในวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา อย่างสม่ าเสมอ เป็นต้น ๔) ปัญญาภาวนา การประยุกต์ใช้หลักปัญญาภาวนา คือ ปัญญาทางโลก ได้แก่ การ เรียนรู้ข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับโควิด เช่น การปฏิบัติตัว การฉีดวัคซีน ฯลฯ และปัญญาทาง ธรรม คือ รู้ความจริงว่าทุกสิ่งเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นต้น และรู้จักด าเนินการ ต่าง ๆ ด้วยปัญญาที่ฉลาดจนสามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ได้ อย่างแท้จริง
ค Dissertation Title : An Application of Buddhist Principles for Enhancing Well-being of the Elderly in Nan Province during the Covid-19 Pandemic Researcher : Mrs.Siriwan Mitsatsirikul Degree : Master of Arts (Buddhist Studies) Dissertation Supervisory Committee : Dr.Chamnarn Kerdchor, B.A. (English), M.A. (Sanskrit), Ph.D. (Buddhist studies) : Asst.Prof. Dr.Thitiporn Sasom, B.Sc. (Food Science and Technology), M.A. (Buddhist studies), Ph.D. (Buddhist studies) Date of Graduation : September 8, 2022 Abstract The purposes of this study were: (1) to study of enhancing well-being of the elderly in Nan province during the Covid-19 pandemic, and (2) to apply of Buddhist principles for enhancing well-being of the elderly in Nan province during the Covid-19 pandemic. A qualitative approach was used in this study. Data was collected through an interview with the 16 participants. The results showed that: In term of enhancing well-being of the elderly in Nan province during the Covid-19 pandemic, the Siew Dok Khao elderly school had enhanced well-being of the elderly through appropriate activities as follows: (1) Enhancing physical well-being through daily physical activities or vocational activities such as utilizing leisure time, relaxation, etc. (2) Enhancing mental well-being through recreational activities during classes by learning about sacrifice, being a volunteer or making merit in every aspect, participating in activities according to readiness and appropriateness, such as paying respect to the Buddha, morning and evening prayers, etc. (3) Enhancing social well-being through giving precedence to the elderly by organizing activities to promote the participation of the elderly, such as watering activities to pray for the elderly during the Songkran Festival, modifying life activities to keep up with the current situation, cooperation with the government and hospitals to inject vaccine to create herd immunity, etc.
ง (4) Enhancing intellectual well-being through self-care education activities, moral and ethical promotion activities and listening to sermons in order to apply Dharma principles in daily life. In term of an application of Buddhist principles for enhancing well-being of the elderly in Nan province during the Covid-19 pandemic, the elderly applied the 4 Bhāvanā (Development Principles) in their lives, resulting in a good quality of life in all 4 areas, namely physical, moral, mental and intellectual quality, could to adjust themselves to be happy people, namely: (1) Kāyabhāvanā (Physical development): a good quality of life and physical well-being according to Buddhist principles enabled elderly to live long, free from diseases and ailments. (2) Sīlahāvanā (Moral development): the application of Moral development was considered to be the development of personal and social relations, it was a way of living with others in society by observing the 5 precepts or the 8 precepts so as not to harm or cause trouble to others, etc. (3) Cittabhāvanā (Mental development): encouraging the elderly to participate in activities according to the readiness and suitability of each individual, such as paying respect to the Buddha, morning and evening prayers, making merit at temples, releasing fish, going to a meditation retreat on Buddhist holy days and listening to sermons on important Buddhist days regularly, etc. (4) Paññabhāvanā (Intellectual development): The application of Paññabhāvanā, i.e. worldly Intellectual development by learning reliable information about COVID such as procedures, vaccinations, etc. And Buddhist Intellectual development by knowing how to perform various actions with wise intelligence that could truly solve problems during the Covid-19 pandemic.
จ กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์เรื่อง “การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ จังหวัดน่านในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙” ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยความเมตตายิ่งของ พระชยานันทมุนี, ผศ.ดร.ผู้อ านวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ, ดร.ช านาญ เกิดช่อ, และ ผศ.ดร.ฐิติพร สะสม อาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งได้กรุณาให้ค าแนะน าตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ให้ สมบูรณ์ที่สุด ผู้วิจัยมีความซาบซึ้งในความเมตตาของอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง ขอกราบขอบคุณและ ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย ผู้ วิจัย ขอกร าบนมัสก า รขอบคุณ พระครูปลัดวัช รพงษ์ วชิ รปญฺโญ ,ผศ.ด ร . และขอขอบคุณ ผศ.ดร.วรปรัชญ์ ค าพงษ์, ดร.โสภณ บัวจันทร์ ที่กรุณาตรวจรูปแบบวิทยานิพนธ์และ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลวิจัยให้ถูกต้องสมบูรณ์ตามรูปแบบของงานวิจัย ขอบขอบคุณคณาจารย์ วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ทุกรูป/คน ที่ได้ให้ความเอื้อเฟื้อและอ านวยความสะดวกใน การศึกษาค้นคว้าข้อมูลหนังสือ ต ารา วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ งานวิจัย ขอกราบขอบคุณพระอาจารย์และขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลส าคัญทุกท่าน ที่ได้ให้ข้อมูลการ สัมภาษณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้วิจัยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อวิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นอย่างยิ่ง และ ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและเป็นก าลังใจในการท าวิทยานิพนธ์เล่มนี้ทุกท่านซึ่งเป็นส่วนส าคัญที่ท า ให้งานวิจัยได้ส าเร็จลุล่วงด้วยดี เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาสืบไป นางสิริวรรณ มิตต์สัตย์สิริกุล ๘ กันยายน ๒๕๖๕
ฉ สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย บทคัดย่อภาษาอังกฤษ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ สารบัญรูปภาพ ค าอธิบายสัญลักษณ์และค าย่อ บทที่ ๑ บทน า ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ๑.๒ ค าถามวิจัย ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๑.๖ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ ๒.๒ แนวคิดเกี่ยวกับการสนับสนุนทางสังคม ๒.๓ หลักพุทธธรรมส าหรับการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ ๒.๔ ข้อมูลพื้นที่วิจัย ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๖ กรอบแนวคิดในการวิจัย บทที่ ๓ วิธีด าเนินการวิจัย ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๓.๒ กลุ่มเปูาหมาย/ผู้ให้ข้อมูลหลัก ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล ก ค จ ฉ ช ฌ ๑ ๑ ๔ ๔ ๔ ๕ ๕ ๖ ๖ ๒๔ ๒๗ ๓๘ ๔๐ ๕๒ ๕๓ ๕๓ ๕๓ ๕๔ ๕๕ ๕๖ ๕๗๗
ช บทที่ ๔ ผลการวิจัย ๔.๑ ผลการศึกษาการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ๔.๒ ผลการศึกษาการประยุกต์ใช้หลักธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะ ของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ๔.๓ องค์ความรู้จากการวิจัย บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย ๕.๓ ข้อเสนอแนะ บรรณานุกรม ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ให้ข้อมูลหลัก ภาคผนวก ข หนังสือขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ ภาคผนวก ค แบบสัมภาษณ์ หรือแนวค าถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ภาคผนวก ง ประมวลภาพจากการสัมภาษณ์ ประวัติผู้วิจัย ๕๘ ๕๘ ๖๗ ๗๖ ๗๓ ๗๕ ๗๕ ๗๖ ๗๘ ๗๙ ๘๕ ๘๖ ๘๘ ๙๒ ๙๗ ๑๐๓
ซ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ภาพที่ ๒.๑ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๕๒ ภาพที่ ๔.๑ การท ากิจกรรมของโรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาว เทศบาลเมืองน่าน ๖๐ ภาพที่ ๔.๒ การท ากิจกรรมเย็บกระเป๋าของโรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาว เทศบาลเมืองน่าน ๖๑ ภาพที่ ๔.๓ การท ากิจกรรมเย็บประเป๋าของโรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาว ๖๑ ภาพที่ ๔.๔ การท ากิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจของโรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาว ๖๓ ภาพที่ ๔.๕ การท ากิจกรรมสวดมนต์ของโรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาว ๖๓ ภาพที่ ๔.๖ การท ากิจกรรมด้านสุขภาวะทางสังคมของโรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาว ๖๔ ภาพที่ ๔.๗ การท ากิจกรรมถวายทานสลากภัตรของโรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาว ๖๕ ภาพที่ ๔.๘ การท ากิจกรรมส่งเสริมปัญญาของโรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาว ๖๖ ภาพที่ ๔.๙ สรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย ๗๓
ฌ ค าอธิบายสัญลักษณ์และค าย่อ อักษรย่อในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ใช้อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ การอ้างอิงระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังอักษรย่อชื่อคัมภีร์ โดยใช้อักษรย่อ เช่น ม.มู. (ไทย) ๑๒/๙๒/๘๗. หมายถึง มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ภาษาไทย เล่ม ๑๒ ข้อ ๙๒ หน้า ๘๗ ค าย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ค าย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ม.มู. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ภาษาไทย) ม.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (ภาษาไทย) ม.อุ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (ภาษาไทย) องฺ.จตุกฺก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ปญฺจก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.นวก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต (ภาษาไทย) ขุ.ธ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท (ภาษาไทย)
บทที่ ๑ บทน า ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ในสังคมโลกปัจจุบัน สถานการณ์ประชากรก าลังเป็นที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องที่ เกี่ยวกับโครงสร้างประชากรที่ก าลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสังคมที่เข้าสู่ "สังคม ผู้สูงอายุ" (Aging Society) สังคมไทยก าลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรครั้ง ส าคัญ คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนจ านวนประชากรในวัยท างานและวัยเด็กลดลง เนื่องจากอัตราการเกิด และอัตราการตายลดลงอย่างต่อเนื่อง ท าให้ประชากรไทยโดยเฉลี่ยมีอายุยืน ยาวขึ้น อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด ชาย ๗๒.๐ หญิง ๗๘.๘ ปี ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าประชากรของไทยจะเพิ่มขึ้น จาก ๖๖.๔๘ ล้านคนในปี ๒๕๕๑ เป็น ๗๐.๖๕ ล้านคนในปี ๒๕๖๘ และจะค่อยๆ ลดลง (Depopulation) เป็น ๗๐.๖๓ ล้าน คนในปี ๒๕๗๓ จ านวนประชากรวัยเด็ก (อายุ ๐ - ๑๔ ปี) จะลดลงอย่างสม่ าเสมอ จาก ๑๕.๙๕ ล้าน คนในปี ๒๕๓๓ เหลือเพียง ๙.๕๔ ล้านคนในปี ๒๕๗๓ เมื่อคิดเป็นสัดส่วนจะเพิ่มจากร้อยละ ๗.๓๖ เป็นร้อยละ ๒๕.๑๒ และ ตามนิยามของสังคมผู้สูงอายุ ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ในปี ๒๕๖๗ เมื่อประชากร อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ ๒๐ ๑ จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ในปี ๒๕๖๔ ประเทศไทยจะเป็น สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะส่งผล กระทบต่อการพัฒนาประเทศ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลได้ก าหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับสังคมสูงอายุ ตลอดจนทุกภาคส่วนได้ ตระหนักต่อสถานการณ์ดังกล่าว จึงให้มีการด าเนินงานด้านผู้สูงอายุ เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบาย ดังกล่าวเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง แต่จากการด าเนินงานที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาการ ขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ มีดังนี้ ๑) การขับเคลื่อนการด าเนินงานด้านผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นก ท างานแบบแยกส่วน ขาดการบูรณาการ หรือมีความซ้ าซ้อน ทั้งในเชิงประเด็น และเชิงพื้นที่ ที่ส่งผล ต่อการด าเนินงานด้านผู้สูงอายุในภาพรวม ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงต้องท างานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อน านโยบายด้านผู้สูงอายุไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง ๒) กลไกการติดตามผลการด าเนินงาน ๑ ปัทมา ยมศิริ และคณะ, การบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒, บทความวิชาการ, วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๙ (กันยายน ๒๕๖๓), หน้า ๒๑๘.
๒ ปัจจุบันข้อมูลผลการด าเนินงานด้านผู้สูงอายุจากทุกภาคส่วนที่มีผลการด าเนินงานนั้น ไม่สามารถ แสดงให้เห็นผลการด าเนินงานที่เป็นปัจจุบันได้ จึงส่งผลต่อการประเมินสถานการณ์และการก าหนด นโยบายในระดับต่าง ๆ๒ ในปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ประมาณ ๗๕ ปี (ชาย ๗๕ ปี และหญิง ๗๘ ปี) จาก การที่ประชากรสูงอายุมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจ านวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ท าให้ประเทศต้องมีรายจ่ายด้าน สวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุเพิ่มสูงมากขึ้น ครอบครัว ต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะที่ ผู้สูงอายุเองเมื่อมีอายุยืนยาวขึ้น ก็ยิ่งต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอ แก่การด ารงชีพ ผลเป็นกระทบทางด้านจิตใจอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทางสังคมค่อนข้างสูง เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นเรื่องส าคัญ บุคคลในครอบครัวต้องออกไปประกอบอาชีพนอก บ้าน ปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่อย่างเดียวดาย ขาดคนคอยรับใช้ใกล้ชิด ความส าคัญที่เคยมีต่อผู้อื่นและ สังคมจะน้อยลง จากสาเหตุดังกล่าวอาจท าให้ความพึงพอใจในชีวิตของผ้สูงอายุลดต่ าลง บางคนต้อง ใช้ชีวิตว้าเหว่ รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว เหงา ถูกทอดทิ้ง และไม่อยากมีชีวิตอยู่ บุคคลกลุ่มนี้นับวันจะ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมไทยเรา รวมทั้งผู้ที่ก าลังจะสูงอายุก็จะต้องเตรียมความพร้อมไว้เช่นกัน ปัญหาของผู้สูงอายุในสังคมเมือง ตัวอย่างเช่น ในกรุงเทพมหานคร มักจะพบว่าถูกปล่อยให้อยู่แต่ เพียงล าพัง ขาดเพื่อนบ้านที่ดี ที่เข้าใจ ทั้งนี้เนื่องจากว่าที่พักอาศัยมักจะอยู่กันเป็นครอบครัวเดี่ยว มี การย้ายที่พัก อาศัยบ่อย ๆ จึงขาดการมีปฎิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน ส่วนสังคมในชนบทนั้น แม้ว่า ผู้สูงอายุจะอยู่เพียงล าพัง ก็ยังมีญาติมิตรและเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้คอยพูดคุย ท าให้คลายความทุกข์ ลงได้บ้าง นอกจากนี้ ปัญหาของ ผู้สูงอายุที่เคยมีอ านาจสูงสุดในบ้าน หรือในส านักงาน เมื่อพ้นจาก หน้าที่ดัง กล่าว บทบาทของผู้สูงอายุเหล่านั้นถูกลิดรอนลงไป ขาดความอบอุนจากคนรอบข้างเกิด ภาวะซึมเศร้าและเจ็บปุวยในที่สุดบางรายถึงกับหมดอายุไปก็มีผู้สูงอายุที่มีความประมาทในชีวิตที่ผ่าน มา หรือบริหารทรัพย์สมบัติไม่ถูกต้อง จึงต้องขาดแคลนเงินทองในการจับจายใช้สอยยามชรา การ เตรียมความพร้อมในเรื่องปัจจัย ๔ นั้น เป็นเรื่องส าคัญยิ่ง แต่การเตรียมใจไว้ให้พร้อมที่จะยอมรับสิ่งที่ จะเกิดขึ้นกับตนเองนั้นส าคัญยิ่งกว่า คือหัดท าใจให้ปล่อยวาง ยอมรับความจริง ปรับตนเองให้เข้ากับ บุคคลรอบข้างได้ “ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ทางด้านสังคม และมีการเปลี่ยนแปลงทาง ด้านจิตใจโดยสามารถแก้ปัญหาด้วยการให้นั่งสมาธิ ท าจิตใจให้สงบ” ๓ จังหวัดน่านเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีต้นทุนที่ดีในการจัดการสุขภาพหลากหลายโดยการมีส่วน ร่วมของภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่อยู่แล้ว การริเริ่มก่อตั้งกลุ่ม มีหลายรูปแบบทั้ง ๑) เริ่มจาก นโยบายของหน่วยงานรัฐหรือเอกชนจากภายนอก ๒) เริ่มจากหน่วยงานหรือองค์กรภายในพื้นที่ ๓) ริเริ่มจากกลุ่มองค์กรในชุมชนเอง ส าหรับปัจจัยเงื่อนไขของการด ารงความเข้มแข็งของกลุ่มและองค์กร ๒ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์, ยุทธศาสตร์กรมกิจการผู้สูงอายุ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สามลดา, ๒๕๖๑), หน้า ๓๔. ๓ สุรางค์โควตระกูล, ปัญหาผู้สูงอายุ, สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, (กรุงเทพมหานคร : สมชายการพิมพ์, ๒๕๓๖), หน้า ๕๖.
๓ ด้านสุขภาพที่ส าคัญ ได้แก่ การมีผู้น าที่เข้มแข็งเป็นที่ศรัทธายอมรับ, มีความโปร่งใส, มีกลุ่มเครือข่าย หลากหลายระดับ, มีการประสานแบบทั้งไม่เป็นทางการและเป็นทางการ, มีการประชุมสม่ าเสมอ มี ความรักสามัคคีกัน, รวมกลุ่มท ากิจกรรมบนฐานวัฒนธรรมชุมชน, แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อเนื่อง, มีการ พัฒนาศักยภาพที่ต่อเนื่อง, มีการออมและจัดกองทุนสวัสดิการ, มีการก าหนดมาตรการชุมชน/ ธรรมนูญ สุขภาพต าบล, และมีการทบทวนสรุปประเมินผลร่วมกัน รูปแบบการพัฒนาประชาคมสุขภาพเริ่ม ตั้งแต่การคิดริเริ่มจากคนในชุมชนที่มีความ ต้องการพัฒนาหรือนโยบายภาครัฐ รวมตัวกันทบทวน ศักยภาพ ข้อจ ากัด ก าหนดเปูาหมายการ พัฒนาร่วมกัน แล้วจัดท าแผนพัฒนาต่อยอดสร้างกระบวนการ เรียนรู้ที่มีอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้น มีการ พัฒนาศักยภาพแกนน า/อาสาสมัครให้มีองค์ความรู้ แล้วยกระดับการ จัดการให้เข้มแข็ง และสั่งสม ความรู้ให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง จนเกิดแนวปฏิบัติที่ดีกลุ่มองค์กรมี ความเข้มแข็ง ด้านปัจจัยที่ส่งผล ต่อความส าเร็จและผลลัพธ์การน านโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ที่ ประชาคมสุขภาพมีส่วนร่วมที่ส าคัญ ได้แก่ การมีหลักคิดในการท างาน, มีโครงสร้างกลุ่ม องค์กรและ บทบาทที่ชัดเจนขึ้น, ชุมชนมีความตระหนักในปัญหาร่วมกัน, มีผู้น าที่เข้มแข็ง, บริหาร แบบมีส่วนร่วม สร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมเรียนรู้ ท างานเป็นเครือข่ายเชื่อมประสานกัน, มี การประสานงาน แบบไม่เป็นทางการ, มีการเรียนรู้จากกรณีตัวอย่างและการปฏิบัติการจริง, มีกลุ่มจิต อาสาและภาคี หลากหลายมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน, มีการสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่ม Line Facebook, ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้องที่ต่อเนื่อง และมีการ ติดตามประเมินผลร่วมกัน๔ ในสถานการณ์โควิด-๑๙ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาล เพราะเป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างรุนแรงในระยะสั้น และหลายพฤติกรรมจะอยู่ถาวร กลายเป็น New Normalซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิต การท างาน การด าเนิน ชีวิตประจ าวัน เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดน่าน ประกอบกับนโยบายของคณะ ผู้บริหารเทศบาลเมืองน่านมีแนวทางให้จัดตั้งตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุขึ้น หนึ่งในกิจกรรมส าคัญคือโรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาวซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเกิดการรวมกลุ่ม เสริมสร้างการพัฒนาตนเอง เสริมสร้างสุขภาพที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจมีกิจกรรมร่วมกันของผู้สูงอายุ เสริมสร้างคุณค่าทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ซึ่งจะช่วยสืบสานภูมิปัญญาและ วัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ลูกหลาน นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ลูกหลานได้อีกช่องทาง หนึ่ง ในการด าเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียนผู้สูงอายุนั้น นอกจากได้รับความร่วมมือจากหลายภาค ส่วนในการร่วมด าเนินกิจกรรมของโรงเรียนเพื่อถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้ให้กับผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถน าสิ่งที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วกลุ่มพลังส าคัญนั่นก็คือ นักเรียนผู้สูงอายุที่ เข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละครั้ง ที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้โรงเรียนผู้สูงอายุได้ด าเนินการและจัดกิจกรรม ๔ ถนัด ใบยา และคณะ, การพัฒนาประชาคมสุขภาพจังหวัดน่านในการส่งเสริมสุขภาพและปูองกัน โรค, รายงานการวิจัย. (ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน, ๒๕๖๑), หน้า ๑.
๔ ต่าง ๆ ให้ประสบผลส าเร็จโดยยึดแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความสุขของผู้สูงอายุตามวิถีพุทธนั้น ซึ่งมี การประยุกต์การน าหลักพุทธธรรมในทางพระพุทธศาสนาเพื่อน าไปปฎิบัติตนในด าเนินชีวิตไป ข้างหน้าได้อย่างมั่นใจสามารถแสดงความพึงพอใจ หรือชื่นชมในประสบการณ์ของตนและสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยมีความเห็นว่า การส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุเป็นสิ่ง ส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ เพราะจะ สามารถเปนที่พึ่งใหแกตนเองของผู้สูงอายุได ไมตองเปนภาระแกผูใด และหากสามารถรักษาสุขภาพ กาย สุขภาพจิต ดวยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น นอกจากจะเปนประโยชนตอตนเองแลว ยัง สามารถชวยเหลือบุคคลอื่นใหไดรับความสุขตามอัตภาพดวย ฉะนั้น จึงสนใจท าการศึกษาวิจัยเรื่อง “การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่านในสถานการณ์การ แพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙” เพื่อเปนการเสนอแนวทางการสรางความสุขส าหรับผูสูงอายุอันอาศัย การประยุกตใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาด้วยหลักภาวนา ๔ สืบไป ๑.๒ ค าถามวิจัย ๑.๒.๑ การส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่านในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคโควิด-๑๙ เป็นอย่างไร ๑.๒.๒ การประยุกต์ใช้หลักธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน เป็นอย่างไร ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑.๓.๑ เพื่อศึกษาการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่านในสถานการณ์การแพร่ ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ๑.๓.๒ เพื่อประยุกต์ใช้หลักธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีการก าหนดขอบเขต การศึกษาวิจัย ดังนี้ ๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา การส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน และการประยุกต์ใช้หลักธรรมในการส่งเสริม สุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ประกอบด้วย ๑) ด้านสุขภาวะทางกาย ๒) ด้านสุขภาวะทางจิตใจ ๓) ด้านสุขภาวะทางสังคม ๔) ด้านสุขภาวะทางปัญญา ๑.๔.๒ ขอบเขตด้านผู้ให้ข้อมูลหลัก
๕ ผู้ศึกษาวิจัยได้ก าหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก ๔ กลุ่ม คือ ๑) กลุ่มผู้บริหารและดูแลผู้สูงอายุ ๒ คน ๒) กลุ่มผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ๑๐ คน ๓) กลุ่มนักวิชาการ ๒ คน ๔) กลุ่มพระสงฆ์ ๒ รูป รวม ๑๖ รูป/คน ๑.๔.๓ ขอบเขตด้านพื้นที่ โรงเรียนผู้สูงอายุเสี้ยวดอกขาว สังกัดเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๑.๔.๔ ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาการวิจัยตั้งแต่ พฤษภาคม ๒๕๖๔ – ธันวาคม ๒๕๖๔ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๑.๕.๑ การประยุกต์ หมายถึง การน าหลักภาวนา ๔ มาใช้ประโยชน์ โดยปรับใช้อย่าง เหมาะสมกับสภาวะการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่าน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคโควิด-๑๙ อาจเป็นทฤษฎี หลักการ แนวคิด ความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และน ามาใช้ ประโยชน์ในภาคปฏิบัติ โดยปรับให้เข้ากับบริบทแวดล้อมที่เป็นอยู่อย่างเหมาะสม ๑.๕.๒ การส่งเสริมสุขภาวะ หมายถึง การกระท าที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคล การกระท าที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคลมีการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ของผู้สูงอายุโดยภาพรวม ซึ่งมีความเสื่อมสภาพลง โดยพัฒนาการของผู้สูงอายุจะดีได้นั้นส่วนหนึ่งก็ ต้องมาจากการดูแลตนเองของผู้สูงอายุเองและบุคคลรอบข้าง เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ ดีของบุคคล ครอบครัว และสังคมอยู่ร่วมกัน ๑.๕.๓ ผู้สูงอายุ หมายถึง นักเรียนผู้สูงอายุโรงเรียนเสี้ยวดอกขาว สังกัดเทศบาลเมือง น่าน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมให้ผู้สูงอายุโดยการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนา ตนเอง เสริมสร้างสุขภาพที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจ มีกิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งเสริมสร้างคุณค่าทางภูมิ ปัญญาและวัฒนธรรม ๑.๕.๔ หลักพุทธธรรม หมายถึง หลักภาวนา ๔ ได้แก่ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา ๑.๖ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๑.๖.๑ ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดน่านในสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ๑.๖.๒ ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะของ ผู้สูงอายุจังหวัดน่าน
๖ บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัด น่านในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ ๒.๒ แนวคิดเกี่ยวกับการสนับสนุนทางสังคม ๒.๓ หลักพุทธธรรมส าหรับการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ ๒.๔ ข้อมูลพื้นที่วิจัย ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๖ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ ๒.๑.๑ ความหมายของผู้สูงอายุ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า ค าที่ใช้เรียกบุคคลว่า คนชราหรือผู้สูงอายุ นั้น โดยทั่วไปเป็นค าที่ใช้เรียกบุคคลที่มีอายุมากผมขาว หน้าตาเหี่ยวย่น การเคลื่อนไหวเชื่องช้า ให้ ความหมายค าว่า ชราว่าแก่ด้วยอายุ ช ารุดทรุดโทรม แต่ค านี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะ ก่อให้เกิดความหดหู่ ใจ และความถดถอยสิ้นหวัง ทั้งนี้ จากผลการประชุมของคณะผู้อาวุโส โดย พล.ต.ต.หลวงอรรถสิทธิ สุนทร เป็นประธาน ได้ก าหนดค าให้เรียกว่าผู้สูงอายุ แทน ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๑๒ เป็นต้นมา ซึ่งค านี้ให้ความหมายที่ยกย่องให้เกียรติแก่ผู้ที่ชราภาพว่าเป็นผู้ที่สูงทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และ ประสบการณ์๕ ค าว่า “ผู้สูงอายุ” ในภาษาไทย ถูกใช้ในความหมายเดียวกับค าว่า “อาวุโส” (Elderhood) เช่น เรามักกล่าวถึงผู้สูงอายุว่าเป็นผู้อาวุโสเพราะวัยวุฒิที่มี ซึ่งหมายถึง ผู้อาวุโสเป็นผู้ที่ มีอายุตามจ านวนปีปฏิทินสูงกว่าคนรุ่นอื่นที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตามในสังคมแบบ ประเพณี หรือสังคมดั้งเดิมที่พบในชนพื้นเมือง เช่น ในทวีปออสเตรเลียและในแอฟริกา ความอาวุโส ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจ านวนปีปฏิทินที่คน ๆ หนึ่ง มีชีวิตอยู่มาแล้ว แต่เกี่ยวข้องกับการที่คนหนึ่ง ๆ ได้ ๕ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๒), หน้า ๓๔๗.
๗ ผ่านพิธีกรรมบางอย่างมาหรือไม่ ดังนั้น คนที่มีอายุแค่ ๓๐ ปีต้น ๆ ที่ผ่านพิธีกรรมที่ว่าจะถูกเปลี่ยน สถานะเป็นผู้อาวุโส ในขณะคนที่ไม่ได้ผ่านพิธีกรรมดังกล่าวมาแม้ว่าจะมีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ก็ไม่ได้อยู่ใน ฐานะเป็นผู้อาวุโสแต่อย่างใด การรับรู้เรื่องความสูงวัยเกี่ยวข้องกับการรับรู้เรื่องอายุในสองลักษณะ คือ ลักษณะแรกเป็นการรับรู้จาก “อายุที่นับจากปฏิทิน” (Chronological age) และลักษณะที่สอง เป็นการรับรู้จาก “อายุตามความรู้สึก” (Subjective age) อายุทั้งสองลักษณะจะแยกกันชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อมีอายุย่างเข้าสู่วัย เกษียณ สังคมสมัยใหม่มักใช้เกณฑ์อายุปฏิทินที่ ๖๕ ปีขึ้นไป มาก าหนดนิยาม “ผู้สูงอายุ” ผู้สูงอายุในความหมายนี้จึงมีนัยถึง “ความไม่มีประโยชน์” และ “ความเสื่อมถอยด้าน ศักยภาพในการงาน” สังคมจึงรับรองและอนุญาตให้องค์กรนายจ้างเลิกจ้างงานคนที่มีอายุถึงช่วงนี้ นักมานุษยวิทยาสองท่าน คือ แอนโทนี่ กลาสโค๊ก และซูซาน ฟีนแมน ท าการศึกษาวิธีการให้นิยาม ผู้สูงอายุในสังคมเกษตรกรรม ๖๐ แห่งทั่วโลก ท าให้ได้ข้อสรุปว่า หลักเกณฑ์พื้นฐานที่ถูกน ามาใช้ สร้างนิยามผู้สูงอายุในสังคมที่มาเป็นตัวอย่างในการศึกษาไม่ได้แตกต่างกัน ส่วนใหญ่อ้างอิงกับ หลักเกณฑ์การสร้างค่านิยม ๓ เรื่องหลักๆ ได้แก่ ๑) ใช้เกณฑ์การเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสังคมของบุคคล เช่น การได้เป็นปูุ ย่า ตา ยาย การไม่มีหรือการลดบทบาทด้านเศรษฐกิจลง และการเปลี่ยนแปลงสถานะเป็นผู้รับสวัสดิการที่รัฐ จัดให้ ๒) ใช้วิธีการนับจ านวนอายุบุคคลตามปีปฏิทิน ๓) ใช้เกณฑ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายจากวัยหนุ่มสาวสู่ร่างที่ชราภาพ นอกจากนี้ ยังพบว่า มากกว่าร้อยละ ๕๐ ของสังคมที่เป็นตัวอย่างในการศึกษา ใช้เกณฑ์มากกว่าหนึ่ง เกณฑ์มาสร้างค าจ ากัดความของผู้สูงอายุแต่ที่น่าประหลาดใจ ซึ่งพบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพ ร่างกายไม่ใช่เกณฑ์ส าคัญที่สุดที่สังคมเหล่านั้นใช้นิยามผู้สูงอายุ๖ ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป มีสภาพร่างกายและจิตใจ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมถอย มีโอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย สมควรที่จะได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และยังถือว่า เป็นวัยที่เกษียณจากการท างาน ส าหรับประเทศไทยก าหนดว่าเป็นผู้สูงอายุ หรือไม่โดยยึดตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกและองค์การระหว่างประเทศได้ประชุมตกลงกันซึ่งนับ อายุตามปฏิทินเป็นมาตรฐานสากล แบ่งเกณฑ์อายุตามสภาพของการมีอายุเพิ่มขึ้นดังนี้ ผู้สูงอายุ (elderly) เป็นผู้มีอายุ ระหว่าง ๖๐-๗๔ ปี คนชรา (old) เป็นผู้มีอายุระหว่าง ๗๕-๙๐ ปีและคนชรามาก (very old) เป็นผู้มีอายุ ๙๐ ปีขึ้นไปก าหนดว่าเป็นผู้สูงอายุหรือไม่ โดยยึด ๖ Glascock, A., &Feinman, S. Social asset or social burden: Treatment of the Aged in non-industrial societies. In C. Fry (Ed.), Dimensions: Aging, Culture, and health . Hadley: Ma: Bergin & Garvey, 1981, pp. 13-32.
๘ ตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกและองค์การระหว่างประเทศได้ประชุมตกลงกันซึ่งนับอายุตามปฏิทิน เป็นมาตรฐานสากล แบ่งเกณฑ์อายุตามสภาพของการมีอายุเพิ่มขึ้น๗ ผู้สูงอายุ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Elderly person เป็นสภาวะของบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป มีความอ่อนแอทางร่างกายและจิตใจ มีเจ็บปุวยหรือความพิการเกิดร่วมด้วยเป็นวัยที่เกิด การเปลี่ยนแปลงสู่ความเสื่อมทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคลวัย สูงอายุ เป็นระยะสุดท้ายของชีวิตอาจยาวนาน ๑๐-๒๐ ปี หรือมากกว่านั้น ถ้ามีการเตรียมตัว เตรียมใจก่อน เข้าสู่วัยนี้มาตั้งแต่วัยกลางคน จะสามารถปรับตัวรับบทบาทวัยสูงอายุได้สมควรแก่ฐานะ ซึ่งเกณฑ์การ ตัดสินความชรา (cut – off point) อยู่ที่ ๖๐ ปี ที่ใช้ก าหนดผู้ที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปเป็นคนชรา หรือ ผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเกณฑ์ที่อิงกลุ่มประเทศโลกที่สาม๘ สุรกุล เจนอบรม ได้ก าหนดการเป็นบุคคลสูงอายุว่า บุคคลผู้จะเข้าข่ายเป็นผู้สูงอายุมี เกณฑ์ในการพิจารณาแตกต่างกันโดยก าหนดเกณฑ์ในการพิจารณาความเป็นผู้สูงอายุไว้ ๔ ลักษณะ ดังนี้๙ ๑. พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจากอายุจริงที่ปรากฏ (Chronological Aging)จากจ านวน ปีหรืออายุที่ปรากฏจริงตามปีปฏิทินโดยไม่น าเอาปัจจัยอื่นมาร่วมพิจารณาด้วย ๒. พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจากลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย (Physiological Aging หรือ Biological Aging) กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้จะเพิ่มขึ้นตามอายุขัยในแต่ละปี ๓. พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจากลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ (Psychological Aging) จากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ สติปัญญาการรับรู้และเรียนรู้ที่ถดถอยลง ๔. พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจากบทบาททางสังคม (Sociological Aging) จากบทบาท หน้าที่ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มบุคคล ตลอดจนความรับผิดชอบในการ ท างานลดลง องค์การสหปรชาชาติ (United Nations : UN) ได้ให้นิยามผู้สูงอายุ (Older person) หมายถึง ประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไปและได้แบ่งระดับการเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุ เป็น ๓ ระดับ ได้แก่ ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มี ประชากรอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ ๑๐ ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ ๖๕ ปีมากกว่าร้อยละ ๗ ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นก าลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ๗ สุชาดา ทวีสิทธิ์, บทบรรณาธิการ : การเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อการวิจัยผู้สูงอายุ, ในสุชาดา ทวีสิทธิ์ และ สวรัย บุณยมานนท์ (บรรณาธิการ), ประชากรและสังคม, ๒๕๕๓, หน้า ๓. ๘ สุทธิพงศ์ บุญผดุง, การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในท้องถิ่นโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง (ระยะที่ ๑), (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สถาบันวิจัยและพัฒนา, ๒๕๕๔), หน้า ๗. ๙ สุรกุล เจนอบรม, วิสัยทัศน์ผู้สูงอายุและการศึกษานอกระบบส าหรับผู้สูงอายุไทย. (กรุงเทพฯ : นิชินแอดเวอร์ไทชิ่งกรุ๊ฟ, ๒๕๔๑), หน้า ๖-๗).
๙ ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มี ประชากรอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ ๒๐ ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่ ๖๕ ปีมากกว่าร้อยละ ๑๔ ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดย สมบูรณ์ ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มี ประชากรอายุ ๖๕ ปีขึ้นไปมากกว่า ร้อยละ ๒๐ ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในช่วงปี ๒๐๐๑-๒๑๐๐ เป็นศตวรรษแห่ง ผู้สูงอายุโลกก าลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุซึ่งแต่ละประเทศจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแตกต่างกันไปตาม สภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศ เช่น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทางด้านการแพทย์ การโภชนาอาหารส าหรับประเทศไทย ส านักงานสถิติแห่งชาติ สรุปว่าไทยก าลังก้าวเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุตั้งแต่ปี ๒๐๐๕ โดยมีประชากรผู้สูงอายุร้อยละ ๑๐.๔ ของประชากรทั้งประเทศและคาดว่า จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ในช่วงปี ๒๐๒๔-๒๐๒๕ ภาวะประชากรสูงอายุเป็นแนวโน้มที่ ส าคัญที่สุดของศตวรรษที่ ๒๑ ในสังคมทั่วโลกมีผู้ฉลองวันเกิดอายุครบ ๖๐ ปี วินาทีละ ๒ คน รวม แล้วปีละเกือบ ๕๘ ล้านคน โดยที่ ๑ ใน ๙ ของประชากรโลกมีอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป และมีแนวโน้ม ว่าจะเพิ่มเป็น ๑ ใน ๕ ภายในปี ๒๐๕๐ ภาวะประชากรสูงวัยก าลังจะเป็นปรากฏการณ์ที่ละเลยไม่ได้ อีกต่อไป ๒.๑.๒ ความส าคัญของผู้สูงอายุ โดยทั่วไปผู้สูงอายุ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในชีวิตสะสมไว้มากมาย เป็นผู้ที่ท าคุณประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคมอย่างมาก และเมื่อมีอายุมากขึ้นทั้ง ร่างกายและจิตใจ ได้เสื่อมถอยตามกาลเวลา ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องท าความเข้าใจในลักษณะส าคัญ ของผู้สูงอายุ ได้แก่๑๐ ๑) ผู้สูงอายุในวัยของการเสื่อมถอยระหว่างร่างกายและจิตใจอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งลักษณะ การเสื่อมถอยของร่างกายมี ๒ ลักษณะ ดังนี้ ก. การเสื่อมถอยทางร่างกายและจิตใจเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ กระบวนการก้าวไปสู่ความชรา เรียกว่า Senescence การก้าวไปสู่ความชราแบบนี้จะไม่มีโรคภัย ไข้ เจ็บใดๆ เข้ามารเบียดเบียน แต่มีพัฒนาการเข้าสู่วัยชราอย่างมีล าดับขั้น อาจกล่าวได้ว่า กระบวนการ ก้าวไปสู่ความชราแบบ Senescence เป็นศาสตร์ที่มีชื่อว่า ชราภาพวิทยา หรือชราภาววิทยา ๑๐ อุบลรัตน์ เพ็งสถิต, อ้างถึงใน สุคี ศิริวงศ์พากร, การศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารที่มี ความสัมพันธ์กับความสามารถในการพึ่งตนเองของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร, (คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, ๒๕๕๖), หน้า ๙-๑๐.
๑๐ (Gerontology) ซึ่งเป็นศาสตร์สาขาหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความชราโดย ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ข. การเสื่อมถอยทางร่างกายและจิตใจที่มิได้เป็นไปตามธรรมชาติแต่เกิดจาก ความผิดปกติทางร่างกาย รวมทั้งความบกพร่องของการท างานของสมองท าให้เกิดความชรามากขึ้น เรียกว่า Senility กระบวนการก้าวไปสู่ความชราแบบนี้เป็นศาสตร์หนึ่งที่เรียกว่า ชราพาธวิทยา (Geriatric) ซึ่งเป็นศาสตร์สาขาวิชาแขนงหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับการรักษาของแพทย์ ศึกษาโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสุขภาพทางร่างกายของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ลักษณะความเสื่อมถอยทางด้านร่างกายและ จิตใจของผู้สูงอายุที่มีผลต่อพฤติกรรมสามารถแสดงออกได้ด้วยลักษณะ ประกอบด้วย ๑. ความจ าเสื่อม มีอาการหลงลืม ๒. ร่างกายอ่อนแอ แต่มีการแสดงออกด้วยอาการดุร้าย ๓. มีความคิดซ้ าซาก ย้ าคิด ย้ าท าในเรื่องราวของอดีต ๔. มีพฤติกรรมอยากเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง ๕. ผู้สูงอายุบางรายมีอาการทางจิต จู้จี้ ขี้บ่นอย่างรุนแรง ปากร้าย อาละวาดมี อาการประสาทหลอน ๒) ผู้สูงอายุเป็นวัยที่ต้องเผชิญกับบทบาทที่เปลี่ยนแปลงในสังคม บทบาทที่เปลี่ยนแปลง ในสังคมของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย ก. สภาพการณ์ในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป ข. ลักษณะการประกอบอาชีพเปลี่ยนไป ค. ต้องถูกออกจากงานและหางานใหม่เพื่อการมีรายได้ ง. ความสนใจเปลี่ยนแปลง ๓) ผู้สูงอายุเป็นวัยต้องมีการปรับปรุงตัวเพื่อให้สามารถด ารงชีวิตได้อย่างมีความสุข ผู้สูงอายุเป็นวัยที่จะต้องปรับตัวเพื่อให้การด ารงชีวิตอยู่ในแต่ละวันสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขและมี สุขลักษณะที่ดีด้วยการเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องแบบแผนการกิน การนอน การออกก าลัง กาย รู้วิธีการตรวจรักษาสุขภาพทางด้านร่างกาย รวมทั้งก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุต้องรู้จัก วิธีการเตรียม ตัวเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพอีกด้วย ผู้สูงอายุเป็นผู้มีบุญคุณต่อลูกหลาน ชุมชน สังคมและต่อประเทศชาติ ได้ตระหนักและ รับรู้ว่าผู้สูงอายุคือบุคคลส าคัญผู้สืบทอดความเป็นคนไทยที่ได้ท าหน้าที่อย่างดีที่สุดมาแล้ว และวันนี้ ท่านยังสามารถเป็นสมาชิกในสังคมที่ไม่เคยย่อท้อต่อการใช้ชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยความมั่นคงใน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ท่านได้ผ่านชีวิตที่มีคุณประโยชน์ยิ่ง ไม่ว่าจะขมขื่นหรือชื่นบาน แต่สิ่งที่จารึก ไว้ไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตามก็คือพึงตระหนักไว้เสมอว่า ท่านเป็นผู้สูงอายุที่มีความสามารถเป็น แบบอย่างที่ดีต่อชนรุ่นหลัง และสังคมก็ยังเห็นความส าคัญของท่านที่ได้อบรมสั่งสอนลูกหลานไทยมา จนถึงทุกวันนี้ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ผู้สูงอายุคือร่มโพธิ์ร่มไทร ผู้สูงอายุในสังคมไทยนั่นคือร่มโพธิ์ร่มไทร ที่เรายังให้ความเคารพยกย่องเพราะมีคุณค่าทั้งต่อครอบครัวและสังคม แม้ว่าผู้สูงอายุจะลดสถานะ และบทบาทลงบ้าง แต่ก็ยังคงมีปฏิสัมพันธ์กับคนรุ่นปัจจุบันเป็นอย่างดีไม่มีผู้ใดปล่อยให้ท่านเผชิญ ความโดดเดี่ยวและทอดทิ้งในทางตรงกันข้ามผู้สูงอายุเป็นที่พึ่งและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของลูกหลาน
๑๑ ปกปูองคุ้มครองลูกหลานให้มีความสุข ให้ความอบอุ่นร่มเย็นเป็นที่เคารพนับถือ ผู้สูงอายุจึงเปรียบได้ กับร่วมโพธิ์ร่มไทร มีกิ่งก้านแผ่ปกคลุมเป็นร่มเงาที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจให้แก่ลูกหลาน ผู้สูงอายุ เป็นศูนย์กลางของจิตใจ มีคุณค่าต่อสังคม เพราะทุกท่านได้ผ่านการท าความดีมาแล้ว อย่างน้อยที่สุด คือ การเลี้ยงดูลูกหลานจนเติบโตเป็นคนดี มีหน้าที่การงานดี นอกจากนี้ผู้สูงอายุต่างก็มีประสบการณ์ ชีวิตมากมาย สามารถแยกแยะสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด ประสบการณ์ความรู้เหล่านี้ย่อมสืบสานภูมิปัญญา ท้องถิ่นต่อไปสู่คนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ทั้งวัฒนธรรมประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ นั้น ต้องอาศัย ประสบการณ์แห่งผู้รู้ คือ ผู้สูงอายุทุกคนนั่นแหละ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังมีบทบาทในฐานะผู้ผลิต สร้างรายได้เลี้ยงดูลูกหลาน หรือเคยเป็นก าลังส าคัญด้านเศรษฐกิจมาก่อน ท่านจึงเป็นขุมทรัพย์ทาง ปัญญาแก่ชุมชนและสังคม๑๑ สังคมไทยในอดีตให้ความเคารพและยกย่อง “ผู้สูงอายุ” ด้วยเห็นว่าผู้สูงอายุเป็นผู้ทรง ความรู้ความสามารถผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นเวลานานมีประสบการณ์ที่ดีมีคุณค่าที่ถ่ายทอดไปสู่คน รุ่นหลังเพื่อน าไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ตลอดจนการเปลี่ยนแปลง ด้าน เศรษฐกิจ สังคม อีกทั้งการพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ท าให้ เกิดค าถามขึ้นในใจหลาย ๆ คนว่าคนไทยในยุคโลกาภิวัตน์ที่เติบโตมาในบริบทของสังคมไทย ยังคงให้คุณค่าผู้สูงอายุเหมือนในอดีตที่ผ่านมาหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่เติบโตมาพร้อม ๆ กับการ เปลี่ยนแปลงในสังคมที่การให้คุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมน่าจะ ส่งผลกระทบต่อความคิดและความเชื่อของคนในสังคมที่มีต่อผู้สูงอายุไม่มากก็น้อย๑๒ ๒.๑.๓ ภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ ภาวะสุขภาพสูงอายุ เป็นปรากฏการณ์ทางชีวภาพ และทางสังคมที่เกิดขึ้นในสังคมทั่วไป เมื่อสมาชิกของสังคมมีอายุมากขึ้น๑๓ ประเวศ วะสี๑๔ ให้ความหมายของภาวะสุขภาพผู้สูงอายุว่า เป็นสุขภาวะที่สมบูรณ์ทาง กาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ โดยมีรายละเอียดดังนี้ ๑. สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางกาย หมายถึง ร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง คล่องแคล่ว มีก าลัง ไม่ พิการมีเศรษฐกิจหรือปัจจัยที่จ าเป็นพอเพียง ไม่มีอุบัติภัยหรืออันตราย มีสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพ ๑๑ ปรีชา อุปโยคิน, ความสุขของผู้สูงอายุ, (ส านักงานแพทย์ทางเลือก, ๒๕๕๓), หน้า ๓๒-๓๓. ๑๒ สุชาดา ทวีสิทธิ์, สวรัย บุณยมานนท์, ประชากรและสังคม ๒๕๕๓ คุณค่าผู้สูงอายุในสายตา สังคมไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๑. (นครปฐม : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๓,) หน้า ๓๐. ๑๓ สมศักดิ์ ศรีสันติสุข, สังคมวิทยาภาวะสูงอายุ : ความเป็นจริงและการคาดการณ์ในสังคมไทย. (กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หน้า ๗. ๑๔ ประเวศ วะสี, สุขภาพในฐานะอุดมการณ์ของมนุษย์, พิมพ์ครั้งที่ ๓ . (นนทบุรี : ส านักปฏิรูป สุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, ๒๕๔๓), หน้า ๔.
๑๒ ๒. สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิต หมายถึง จิตใจที่มีความสุข รื่นเริง คล่องแคล่ว มีความ เมตตาสัมผัสกับความงามของสรรพสิ่ง มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา รวมถึงการลดความเห็นแก่ตัวลงไปด้วย เพราะตราบใดที่ยังมีความเห็นแก่ตัวก็จะมีสุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิตไม่ได้ ๓. สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางสังคม หมายถึง การอยู่ร่วมกันด้วยดี มีครอบครัวที่อบอุ่น ชุมชน เข้มแข็ง สังคมมีความยุติธรรมเสมอภาค มีภราดรภาพ มีสันติภาพ มีระบบการบริการที่ดี มีความเป็น ประชาสังคม ๔. สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ (Spiritual Well-being) หมายถึง สุขภาวะที่ เกิดขึ้น เมื่อท าความดีหรือจิตสัมผัสกับสิ่งที่มีคุณค่าอันสูงส่งหรือสิ่งสูงสุด เช่น การเสียสละการมีความ เมตตาการเข้าถึงพระรัตนตรัยหรือการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า เป็นต้น ความสุขทางจิตวิญญาณเป็น ความสุขที่ไม่ระคนอยู่กับความเห็นแก่ตัว แต่เป็นสุขภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์หลุดพ้นจากความมีตัวตน (Self Transcending) จึงมีอิสรภาพ มีความผ่อนคลาย มีความปิติ มีความสุขอันประณีตและล้ าลึก หรือความสุขอันเป็นทิพย์มีผลดีต่อสุขภาพทางกาย ทางจิต และทางสังคม ภาวะสุขภาพของบุคคลประกอบด้วย ภาวะที่มีสุขภาพดี และภาวะเจ็บปุวยสนับสนุน หรือต่อเนื่องกันไป และเป็นประสบการณ์ตลอดชีวิตของมนุษย์ทุกคนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การรับรู้ของ บุคคลต่อภาวะสุขภาพนั้น จะด าเนินไปตามแกนความต่อเนื่องของภาวะสุขภาพดี และภาวะเจ็บปุวย แต่การรับรู้มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล คือ บางคนรับรู้ว่าความเจ็บปุวยเป็นสิ่งผิดปกติเล็กน้อย และไม่เป็นอุปสรรคในการด าเนินชีวิต ดังนั้น การรับรู้ของบุคคลเหล่านี้ความเจ็บปุวย จึงเป็นภาวะ ปกติที่เกิดขึ้นในกระบวนการของการพัฒนา และการเจริญเติบโต ขณะที่บางคนมีการรับรู้ว่าความ เจ็บปุวยเป็นสิ่งที่รบกวน และคุกคามต่อชีวิตอย่างมากท าให้สูญเสียความเป็นบุคคล ผลที่ตามมาคือ ความกลัว ความท้อแท้ การรับรู้ต่อภาวะสุขภาพของบุคคลที่แตกต่างกัน มีอิทธิพลต่อก าลังใจในการ ต่อสู้ปัญหาที่เข้ามารบกวนชีวิตแตกต่างกันด้วย ภาวะสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระยะ พัฒนาการโดยผู้สูงอายุจะประสบกับปัญหาสุขภาพ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจ และ สังคม ผู้สูงอายุมีความรู้สึกสูญเสียอ านาจบทบาท และสถานะทางสังคม มีปัญหาสุขภาพอัน เนื่องมาจากความเสื่อมถอยของร่างกาย นิยามสุขภาพ จึงอาจเปลี่ยนไปตามปัญหาที่มีผลกระทบต่อ การด ารงชีวิต ทั้งนี้ กล่าวว่า ภาวะสุขภาพดีของผู้สูงอายุ หมายถึง การมีอิสระในการปฏิบัติกิจกรรม ตามความต้องการโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น และมีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ดัชนีบ่งชี้ภาวะสุขภาพของ ผู้สูงอายุ จึงประกอบด้วย การมีก าลังท าในสิ่งที่ต้องการ พึ่งพาตนเองได้ในกิจวัตรประจ าวัน และมอง โลกในแง่ดี สามารถเผชิญกับความเป็นจริงและยอมรับในสิ่งที่ไม่สามารถก าจัดหรือแก้ไขได้๑๕ การปรับตัวของผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุต้องมีการปรับตัว ๓ ด้าน ประกอบด้วย ๑) การปรับตัวด้านร่างกาย เนื่องจากอวัยวะต่าง ๆ เริ่มเสื่อมสภาพ ผู้สูงอายุต้องยอมรับ ต่อสภาพเหล่านี้ ท างานที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เป็นงานที่เพลิดเพลินและสร้างความภาคภูมิใจ ๑๕ ประคอง อินทรสมบัติ, การประเมินภาวะสุขภาพในผู้สูงอายุ. (กรุงเทพฯ : รามาธิบดีพยาบาลสาร, ๒๕๓๙), หน้า ๒-๓.
๑๓ เมื่อมีอาการเจ็บปุวยต้องรีบปรึกษาแพทย์ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ท าให้ไม่มีความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ขับถ่ายสม่ าเสมอ ไม่กลั้นปัสสาวะ อุจจาระ อยู่ในที่อากาศดี ถ่ายเทสะดวก ออกก าลังกายสม่ าเสมอโดยเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับอายุและสภาพ ร่างกาย เช่น การเดินวิ่งเหยาะ ๆ นอนหลับให้เพียงพอ ท างานอดิเรกเพื่อปูองกันอาการเหงา ว้าเหว่ หรือเบื่อหน่าย ซึ่งจะท าให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่า ๒) การปรับตัวทางด้านจิตใจ โดยผู้สูงอายุมีอาการน้อยใจได้ง่ายกว่าช่วงวัยอื่น การเสื่อม ของร่างกาย บทบาทในชีวิตลดลง รายได้ลดลง ส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดความกังวล ไม่มั่นใจในการอยู่รอด กลัวถูกทอดทิ้ง รู้สึกน้อยใจได้ง่ายเพราะคิดว่าตนเองไร้ค่า ใครท าอะไรก็ไม่ถูกใจกลายเป็นคนขี้บ่น จุกจิก ท าให้ไม่มีใครต้องการอยู่ใกล้ผู้สูงอายุจึงควรยอมรับความเปลี่ยนแปลงต่างและความไม่แน่นอน ต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ฝึกจิตใจตนเองให้อยู่ในหลักธรรม มีความเมตตากับคนรอบข้าง เคารพ ความคิดเห็นของผู้อื่น ท าสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคม ท าให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่า นอกจากนี้ควรหาทางเดินทางท่องเที่ยวไปสถานที่ต่าง ๆ ท าให้พบสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้ชีวิตมีความสุข ๓) การปรับตัวทางด้านสังคม โดยผู้สูงอายุต้องอยู่บ้านมากขึ้น เนื่องจากสภาพร่างกาย และปัจจัยด้านเงิน ท าให้ไม่สามารถท่องเที่ยวหรือเดินทางพบปะเพื่อนหรือญาติได้เหมือนอดีต นอกจากนี้คนที่รู้จักทยอยเสียชีวิตไป เพื่อนที่เหลืออยู่มีน้อยลง ประกอบกับบุตรหลานที่อยู่ในบ้านต้อง ไปท างานภายนอก ยิ่งท าให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกเหงา ดังนั้น ผู้สูงอายุต้องเข้าใจผู้อื่นและมองโลกใน แง่ดีปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมในยุคปัจจุบัน ไม่ยึดติดกับความคิดเดิม ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เสมอ ควร ออกไปท ากิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เช่น การปฏิบัติธรรม การไปทัศนศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมในชมรม ต่าง ๆ ตามที่สนใจ เช่น ชมรมไทเก็ก และในด้านกฎหมาย ผู้สูงอายุควรเตรียมความพร้อมด้าน พินัยกรรมรวมถึงจัดการทรัพย์สินและมรดก การปฏิบัติต่อศพเมื่อเสียชีวิต เพื่อปูองกันปัญหาและ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตนเองต้องการ๑๖ ๒.๑.๔ การส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ สิ่งมีชีวิตทุกชีวิต เมื่อก าเนิดมาต้องเจริญเติบโต และมีพัฒนาการตามช่วงวัยนับตั้งแต่เกิด จนกระทั้งเสียชีวิต และในช่วงวัยสูงอายุเปรียบเสมือนเป็นพัฒนาการช่วงวัยสุดท้ายที่จะก าลังด าเนิน ไปสู่ความเสื่อมถอยในทุกๆด้านของอวัยวะในร่างกาย การเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเสื่อมถอยของ ร่างกายจึงมีความจ าเป็นมาก เพราะฉะนั้นหมายถึงวิถีการด าเนินชีวิตของผู้สูงอายุว่าจะมีบทบาทและ ด าเนินชีวิตอย่างไรในด้านพัฒนาการของวัยผู้สูงอายุสามารถแบ่งออกเป็น ๖ ด้าน ดังนี้๑๗ ๑๖ จุฬาภรณ์ โสตะ, แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ, วารสารศูนย์บริการวิชาการ ๑๔,๔, (ตุลาคม-ธันวาคม, ๒๕๔๙), หน้า ๘-๑๐. ๑๗ ศรีเรือน แก้วกังวาล, จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย เล่ม ๒ วัยรุ่น-วัยสูงอายุ, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๓), หน้า ๕๑๔-๕๕๖.
๑๔ ๑) พัฒนาการด้านร่างกาย เมื่อกล่าวถึงพัฒนาการด้านร่างกายของผู้สูงอายุมักเป็นจุดเด่นหรือจุดน าพัฒนาการด้าน อื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะแบบแผนการด าเนินชีวิต (life style) ล้วนอยู่บนฐานของพัฒนาการทาง กายทั้งสิ้น พัฒนาการทางด้านร่างกายโดยทั่วไปมีลักษณะเสื่อมถอยทั้งที่เห็นได้ชัดเจนและไม่ค่อย ชัดเจน ความเสื่อมบางอย่างเมื่อเสื่อมแล้วไม่สามารถทดแทนให้ดีดังเดิม ลักษณะความเสื่อมทางกายมี ดังนี้ ก. ผิวหนัง ไขมันใต้ผิวหนังจะค่อย ๆ หมดไปพร้อมกับกล้ามเนื้อฝุอไปด้วย ผิวหนังที่ไม่มีความ ยืดหยุ่นเพราะขาดไขมันใต้ผิวหนัง ผิวหนังจะหย่อนยาน เช่น ใต้ท้องแขน รอยย่นที่หน้าผาก ตีนกาที่ หางตา บางคนอาจมีฝูาขึ้นที่ใบหน้าและที่อื่น ๆ เมื่อไขมันใต้ผิวหนังลดลง ร่างกายจะควบคุมความ ร้อนได้ไม่ดี จึงส่งผลให้ผู้สูงอายุทนความหนาวไม่ค่อยได้ ผิวหนังซีดแห้งมีจุดด่างมากขึ้น ปลาย ประสาทรับความรู้สึกเสื่อมลง เมื่อไขมันใต้ผิวหนังลดลง อาจมีความกดดันที่ผิวหนังจากกระดูกต่าง ๆ ท าให้มีอาการเจ็บบริเวณผิงหนังที่ถูกกดดัน หากผู้สูงอายุนอนหรือนั่งในท่าเดิมนาน ๆ จะเกิดแผล เรื้อรังบริเวณกระดูกได้ง่าย ข. กระดูกโครงร่างและฟัน ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนประกอบของกระดูก เช่น แคลเซียมลดลง กระดูกขาด ความแข็งแรงในการรองรับน้ าหนัก หรือรับน้ าหนักได้น้อยลง จึงเป็นเหตุให้กระดูกผู้สูงอายุเปราะ แตกหักง่ายโดยเฉพาะในผู้หญิง นอกจากนี้อาจมีแคลเซียมไปจับอยู่ในกระดูกอ่อน โดยเฉพาะอาจไป จับที่กระดูกอ่อนซี่โครงท าให้จ ากัดการเคลื่อนไหวของกระดูกซี่โครง ส่งผลให้หายใจไม่ สะดวก รวมไปถึงความยืดหยุ่นของเอ็นรอบข้อต่อและเอ็นต่างๆของข้อต่อเสื่อมลง ท าให้เคลื่อนไหว ได้ไม่คล่อง ข้อจะยิ่งแข็งและเคลื่อน ไหวยากขึ้น โรคเกี่ยวกับกระดูกที่พบมากในผู้สูงอายุคือ โรคข้อ เข่าเสื่อมและโรคกระดูกพรุน กล่าวคือ โรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการเสื่อมตามอายุ ส่วนใหญ่เกิดกับข้อ ใหญ่ ๆ เช่น ข้อ สะโพก ข้อเข่า และข้อกระดูกสันหลัง สาเหตุเนื่องมาจากข้อเข่าถูกกดทับ และเอ็น กล้ามเนื้อถูกยืดมากท าให้การหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงเข่าได้ไม่ดี ประกอบกับการต้องแบกรับ น้ าหนักมาก ๆ จากน้ าหนักตัวหรือการยกของหนัก ส่งผลให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้ง่าย ส่วนในเรื่อง ของโรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่มีการกร่อนของเนื้อกระดูก เนื่องจากมีความผิดปกติในการสร้างสาร เนื้อกระดูก ท าให้กระดูกอ่อนตัวลง ประกอบกับการท างานของฮอร์โมนลดลงในผู้สูงอายุ โดยโรค กระดูกพรุน อาจท าให้กระดูกยุบลงส่งผลให้การเคลื่อนไหวช้าลง ปวดหลัง หลังค่อม ส่วนสูงลดลง กระดูกหักง่าย ส่วนในเรื่องของฟัน จะมีฟันหลุด หัก เหงือกร่น ส่งผลระทบต่อการรับประทานอาหาร การพูดและระบบการย่อยอาหาร ค. กล้ามเนื้อลาย ผู้สูงอายุจะมีก าลังและความเร็วของการหดตัวของกล้ามเนื้อลดลง เนื่องจากความ ยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและจ านวนกล้ามเนื้อลดลง แต่มีเนื้อเยื้ออย่างอื่นเข้าไปแทรกแทนที่ยิ่งสูงอายุขึ้น จ านวนของเซลล์กล้ามเนื้อจะยิ่งลดลงไป ทจนปรากฏลักษณะผอม แห้ง เหี่ยว ท าให้ไม่มีแรง ไม่มี
๑๕ ก าลัง ปวดเมื่อยตัว มือสั่น ขาสั่น การหย่อนก าลังของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ท าให้บุคคลนั้นไม่สามารถ เกร็งกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความดันในท้องได้ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ท าให้ผู้สูงอายุท้องผูก ปัสสาวะล าบาก การหย่อนก าลังของกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครงและกล้ามเนื้อกระบังลมท าให้หายใจล าบาก ส าหรับ ผู้หญิงกล้ามเนื้อของช่องเชิงกรานอาจอ่อนก าลัง ท าให้ปากมดลูกโผล่ออกมาที่ปากช่องคลอดได้ ง. การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด ผนังของหลอดเลือดแดงเล็ก ๆ จะหนาขึ้นและมีแคลเซียมมาจับที่ผนัง ท าให้รูของหลอด เลือดแคบ ไม่ยืดหยุ่น ขยายตัวได้น้อย เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ท าให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ น้องลง ถ้าหลอดเลือดแข็งมากและมีเกล็ดเลือดมาอุดอวัยวะนั้นอาจขาดเลือดโดยสิ้นเชิง ถ้าหลอด เลือดแข็งเกิดที่อวัยวะตรงไหน ก็จะเกิดความขัดข้องตรงอวัยวะนั้น เช่น ถ้าหลอดเลือดแข็งที่สมองท า ให้สมองเกิดพิการ ถ้าเกิดที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ จะท าให้หัวใจเสื่อมท างานไม่เต็มที่ อนึ่งเลือดที่จับ ตัวเป็นลิ่มอาจหลุดลอยไปตามกระแสเลือดไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหรือสมองก็ได้ ส่งผลให้ เป็นโรคหัวใจ อัมพาตและอัมพฤกษ์ได้ จ. ระบบประสาท ระบบประสาทจะเสื่อมลง สมองฝุอเป็นหย่อม ๆ โพรงน้ าไขสันหลังภายในสมองกว้างขึ้น ช่วงบนด้านนอกของสมองกว้างและลึกขึ้น สมองเหี่ยวเล็กและน้ าหนักน้อยลง เซลล์ประสาทจ านวน มากเสื่อม ความเสื่อมของระบบประสาทท าให้ความว่องไวต่อปฏิกิริยาต่าง ๆ ช้าลง การ คิด การตัดสินใจต้องใช้เวลานานขึ้น ความจ าด้อยลง โดยเฉพาะการจ าเรื่องใหม่ไม่ค่อยได้ แต่เรื่องเก่า ๆ มักจะแม่นย า ฉ. อวัยวะรับความรู้สึก อวัยวะรับความรู้สึกมีความเสื่อมของระบบต่าง ๆ คือ ๑. ตา เป็นอวัยวะรับความรู้สึกด้านการมองเห็น ผู้สูงอายุกล้ามเนื้อควบคุมรูปร่าง แก้วตาอ่อนก าลังลง ท าให้มองเห็นไม่ชัดเจน กล้ามเนื้อกลอกตาอ่อนก าลังลง รูม่านตาเล็กลง กระจก ตาหนาขึ้น ประสาทตาเสื่อมและฝุอลง ไขมันในเบ้าตาค่อย ๆ หายไปท าให้เบ้าตาลึก การกระพริบตา ช้าและน้อยลง หนังตาห้อยปิดลูกตาอย่างหลวม ๆ เพราะกล้ามเนื้อตาอ่อนก าลังลง ๒. หู เป็นอวัยวะรับความรู้สึกด้านการได้ยินเสียง ผู้สูงอายุ ประสาทหูจะค่อย ๆ เสื่อม จะได้ยินเสียงต่ ากว่าเสียงสูง ๓. ลิ้น เป็นอวัยวะรับความรู้สึกด้านการรับรส ผู้สูงอายุปลายประสาทที่ลิ้นลด จ านวนลง ท าให้การรู้รสเค็ม หวาน เผ็ด น้อยลง ๔. จมูก เป็นอวัยวะรับความรู้สึกด้านการรับกลิ่น ผู้สูงอายุจะมีความไวในการรับ กลิ่นน้อยลง ช. ระบบการย่อยอาหารและการขับถ่าย ในวัยสูงอายุ การเคี้ยวอาหารหย่อนสมรรถภาพเนื่องจากปัญหาฟันเสื่อม มีการเสื่อมของ เยื่อบุทางเดินอาหาร ท าให้การหลั่งน้ าย่อยลดลง การย่อยอาหารและการดูดซึมน้อยลงไปด้วย แต่ การเสื่อมของระบบการย่อยอาหารมักน้อยกว่าการเสื่อมของระบบอื่นๆ เมื่อระบบการย่อยเสื่อม ย่อมส่งผลไปยังระบบขับถ่ายด้วย โดยระบบขับถ่ายปัสสาวะ ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือด
๑๖ ที่มาสู่ไตน้อยลง ท าให้ไตท าหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ความจุของกระเพาะปัสสาวะน้อยลงท าให้ปัสสาวะ บ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้ การหย่อนก าลังของกล้ามเนื้อหน้าท้องอาจท าให้ผู้สูงอายุท้องผูก เมื่อ ผู้สูงอายุมีสภาพร่างกายที่เสื่อมลง ย่อมส่งผลต่อสภาพอารมณ์ของผู้สูงอายุได้ ปัจจัยท าให้สุขภาวะที่ดีประกอบด้วยลักษณะ ดังนี้ (๑) นอนหลับวันละ ๔-๙-๘ ชั่วโมง (๒) รับประทานอาหารเช้าเป็นประจ า (๓) ไม่รับประทานอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ (๔) รักษาน้ าหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (๕) ออกก าลังกายสม่ าเสมอ (๖) ดื่มน้ าอย่างเพียงพอ งดดื่มแอลกอฮอล์ (๗) ไม่สูบบุหรี่ จะเห็นได้ว่าปัจจัยท าให้สุขภาวะที่ดีเหล่านี้ ทุกคนสามารถท าได้ตลอดเวลาทุกสถานที่และ ทุกฐานะ หลักการดูแลรักษาสุขภาพ หลักการดูแลสุขภาวะมีเนื้อหาเกี่ยวกับปฏิบัติที่ส าคัญพอสรุปได้ ๘ ประการ๑๘ คือ (๑) รับประทานอาหารอย่างถูกต้อง เหมาะสม อาหารเช้าส าคัญมาก เพราะช่วงเช้า ร่างกายขาดน้ าตาล ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้า จะเกิดภาวะขาดน้ าตาล (๒) ขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะสม่ าเสมอทุกวัน (๓) ใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับฤดูกาล เช่น หน้าหนาว ควรใส่เสื้อผ้าหนา ๆ สวม หมวก ถุงมือ ถุงเท้า ขณะนอนตอนกลางคืน ควรห่มผ้าปิดถึงอก (๔) ออกก าลังกาย ควรออกก าลังกายกลางแจ้งทุกวัน (๕) รักษาความสะอาดของสถานที่พักอาศัย เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมดี อากาศดี (๖) รักษาอารมณ์ให้ปลอดโปร่ง แจ่มใสตลอดทั้งวัน และอย่างลืมนั่งสมาธิทุกวัน (๗) พักผ่อนให้เพียงพอเหมาะสมกับเพศและวัยไม่ควรนอนดึกเกิน ๒๒.๐๐ น. (๘) มีท่าทาง และอิริยาบถที่ถูกต้อง เหมาะสมในการท างานในชีวิตประจ าวัน ลักษณะของผู้มีภาวะสุขภาพกายที่ดี การมีสุขภาพที่ดีนั้นอาจสังเกตได้อย่างชัดเจนตรงกันข้ามหากสุขภาพทรุดโทรมก็อาจ สังเกตได้อย่างชัดเจนเช่นกัน มีวิธีสังเกตการณ์มีสุขภาพที่ดี ดังนี้ (๑) สภาพร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรง (๒) อวัยวะต่าง ๆ ทั้งภายใน และภายนอกร่างกายสามารถท างานได้ตามปกติ (๓) ร่างกายไม่ทุพพลภาพ ๑๘ กัลยาณมิตร, หลัก ๘ ประการของการดูแลรักษาสุขภาพ, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : htt://www.kalyanamitra.org. (๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔).
๑๗ (๔) ความเจริญทางด้านร่างกาย เป็นไปตามปกติ หรือสุขาภาวะทางกายที่ดีร่างกาย แข็งแรงไม่ปุวยโดยไม่จ าเป็น ไม่พิการ ไม่ตายก่อนวัยสมควร เมื่อปุวยได้รับการดูแลที่ดี หายดีหายเร็ว มีปัจจัย ๔ พอเพียงมีคุณภาพชีวิตที่ดีการศึกษาวิธีปฏิบัติเพื่อสุขภาวะทางกายที่ดี คือ การด ารงชีวิต ธรรมดานั้นเอง เพียงแค่ไม่น าสิ่งมีพิษเข้าสู่ร่างกาย เช่น สารเคมีต่างๆ เป็นต้น อันมาจากสิ่งเสพติด สภาพแวดล้อม ทานอาหารเป็นเวลา หลับนอนเป็นเวลา ไม่ท าร่างกายและจิตใจให้ล าบากเกินไป เช่น ท างานหนักเกินไป เป็นต้น ซึ่งถ้าหากบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนั้น การศึกษาหลักสุขภาวะทางกายในทุกองค์ประกอบ พบว่า สุขภาวะทางกายเป็น หลักสูตรดูแลร่างกายให้มีสุขภาพที่ดี โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยน หรือปรับปรุงพฤติกรรมในการดูแล สุขภาพ การนอน การรับประทานอาหาร การออกก าลังกายและการงดสิ่งให้โทษแก่ร่างกายไม่ว่าจะ เป็นสิ่งเสพติด สารเคมี เป็นต้น โดยสร้างพฤติกรรมสุขภาวะให้เกิดจนเป็นนิสัยซึ่งหากปฏิบัติได้อย่าง สม่ าเสมอ จะแสดงออกมาทางร่างกาย ให้เห็นความเป็นผู้มีสุขภาวะที่ดี เช่น ร่างกายแข็งแรง อวัยวะ ทุกระบบท างานได้ดี แต่อย่างไรก็ตามหลักสุขภาวะทางกาย นอกจากจะเน้นที่การเฝูาระวังร่างกายให้ เป็นปกติอยู่เสมอ แต่เมื่อเกิดความเจ็บปุวย ซึ่งอาจมาจากอุบัติเหตุหรือสภาพบรรยากาศเปลี่ยนแปลง กะทันหัน เช่น วาตภัย อุทกภัย อัคคีภัย เป็นต้น หลักสุขภาวะทางกายก็มีวิธีจัดการกับสุขภาพ เช่น การไปพบแพทย์ ลดภารกิจ พักผ่อน โดยเฉพาะการนอนและงดสิ่งเสพติดต่าง ๆ เป็นต้น๑๙ ๒) พัฒนาการทางจิตใจและอารมณ์ สุขภาวะทางจิต หมายถึง สภาพชีวิตที่เป็นสุข ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีนั้น มิใช่เพียงปราศจาก โรคจิตและโรคประสาทเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความสามารถของบุคคลที่จะปรับตัวให้มีความสุข เข้ากับสังคม และสิ่งแวดล้อมได้ดี มีสัมพันธภาพอันดีงามกับบุคคลอื่น สามารถด าเนินชีวิตของตนเอง ได้ด้วยความสมดุล รวมทั้งสามารถตอบสนองความต้องการของตนเองในสังคมที่ก าลังเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่มีข้อขัดแย้งภายในจิตใจแต่อย่างใด (๑) มีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง โดยแสดงออกถึงความเคารพตนเอง และการรู้จักตนเอง (๒) มีการพัฒนาตามขั้นตอน ตามวัยทั้งด้านร่างกาย และจิตใจอย่างเหมาะสม (๓) มีสติปัญญา และความสามารถที่แสดงออกให้บุคคลอื่นรู้เห็นได้อย่างเหมาะสม (๔) ไม่อยู่ในอ านาจอันไม่ชอบธรรมของสังคม หรือบุคคลอื่น (๕) ด ารงชีวิตอยู่ในสังคมด้วยความเป็นจริง และมีเหตุผล (๖) สร้างสรรค์ความเจริญให้กับสังคมที่ตนอยู่อาศัย เรื่องของสุขภาพจิตเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนและเกิดจากหลายๆ สาเหตุทั้งทางด้าน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมชีวภาพ และพื้นฐานทางจิตใจ ดังนั้น เมื่อพูดถึงสภาพปัญหาทาง สุขภาพจิต คงต้องพูดถึงสาเหตุที่เกี่ยวข้องด้วย คือปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากสาเหตุทางด้านจิตใจ อารมณ์ได้แก่ความผิดปกติทางจิตหรือโรคทางจิตเวช การติดเหล้า การติดยาหรือสารเสพติด หรือโรค ๑๙ กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, แนวคิด ทฤษฏี และการน าไปใช้ในการด าเนินงานสุข ศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ, (นนทบุรี : โรงพิมพ์กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข, ๒๕๔๒), หน้า ๕๐.
๑๘ ทางกาย เช่น สมองเสื่อม ลมชัก ปัญญาอ่อน เป็นต้น ปัญหาของกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการมีปัญหาทาง สุขภาพจิต เช่น วัยรุ่น คนตกงาน ผู้อพยพหนีภัยจากการจลาจลสงคราม๒๐ ส่วนสภาพอารมณ์ของผู้สูงอายุจะเป็นรูปแบบเช่นใด ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะพัฒนาการใน วัยที่ผ่านมาและบุคลิกภาพเฉพาะตน ความเสื่อมทางอารมณ์มักเกิดควบคู่กับความเสื่อมโทรม ทาง กาย ความเสื่อมสมรรถภาพทางกายมักส่งผลให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเป็นบุคคลไร้ค่าต้องพึ่งพาผู้อื่น ประกอบกับการสูญเสียอ านาจ ต าแหน่งหน้าที่การงาน บทบาทในสังคม ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีอารมณ์ กังวล น้อยใจ และกระทบกระเทือนใจได้ง่าย ผู้สูงอายุมีอารมณ์ต่าง ๆ ทุกประเภทเช่นวัยอื่น ๆ แต่ อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุอาจมีอารมณ์บางลักษณะซึ่งเกิดขึ้นมากในช่วงวัยสูงอายุยิ่งกว่าวัยอื่น ๆ ๓) พัฒนาการทางสังคม พัฒนการทางด้านสังคม ของผู้สูงอายุโดยทั่วไปจะมีสองรูปแบบ ได้แก่ ๑) ความสัมพันธ์ กับสังคมเหมือนวัยหนุ่มสาว กับ ๒) ตัดทอนความสัมพันธ์เกี่ยวข้องลงหรืออาจแยกตัวจากสังคม ส่วน สุขภาวะทางสังคม หมายถึง การอยู่ร่วมกันด้วยดีในระดับต่าง ๆ ทั้งในระดับ ครอบครัว ชุมชน ที่ท างาน ในเมือง ในสังคมโลก ถ้าครอบครัวอยู่ร่วมกัน ได้ดีเรียกว่า Healthy Family ถ้าเป็นบ่อเกิดแห่งสุขภาวะที่ส าคัญในชุมชนก็เช่นเดียวกัน เรียกว่า Healthy Community ประกอบกันหลายอย่างและสัมพันธ์กันได้ดี ช่วยกันสร้างเศรษฐกิจ มีการศึกษาดี ซึ่งรวมไปหมด ดังนั้น สุขภาวะทางสังคม จึงหมายถึงการอยู่ร่วมกันด้วยดีทุกระดับ ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ คือ การอยู่ร่วมกัน ไม่เป็นเกิดการแตกสลายทางสังคม ครอบครัวอ่อนแอลง ไม่อบอุ่น ชุมชนไม่เข้มแข็ง ขาดการผนึกตัวที่ จะท ากิจกรรมภายในสังคม การเสริมสร้างความแข็งแรงของชุมชน คือ การเพิ่มพลังให้แก่ชุมชนโดย ชุมชนสามารถให้การดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สังคมมีความเป็นอยู่ที่เอื้ออาทร เสมอภาคมีความ ยุติธรรม และมีระบบบริการที่ดีและทั่วถึง กล่าวโดยสรุป การสร้างสุขภาวะทางสังคม จึงรวมไปถึงเรื่องกายที่ท าร่วมกัน สุขภาวะทาง ปัญญาที่เป็นตัวขับเคลื่อนความคิดว่า ถูกต้องหรือไม่ ในการบริหารจัดการสุขภาวะแบบองค์รวม และ สุขภาวะทางสังคมเป็นสุขภาวะที่อยู่ภายนอกตัวบุคคล แต่มีอิทธิพลต่อการด าเนินชีวิต เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์สังคม การอยู่ด้วยกันด้วยดี สมัครสมานสามัคคี ย่อมก่อให้เกิดความสุขขึ้นในสังคม ๔) พัฒนาการด้านสติปัญญา วัยผู้สูงอายุมีพัฒนาการด้านร่างการยที่มีความเสื่อมถอยลดลงเป็นอย่างมาก การ เสื่อมสภาพของร่างกายส่งผลให้ความจ าของผู้สูงอายุลดลง ผู้สูงอายุมักหลงลืม ความจ าเลอะเลือน เมื่อลักษณะของสติปัญญาของผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลง ย่อมส่งผลไปสู่ความจ าของผู้สูงอายุด้วย ส าหรับในด้านการจ าของผู้สูงอายุโดยทั่วไปความเปลี่ยนแปลงด้านความจ า พบว่า ผู้สูงอายุนั้นมีระบบ ความจ าระยะสั้นจะได้รับความกระทบกระเทือนมากกว่าระบบความจ าระยะยาว ซึ่งมีผลให้ผู้สูงอายุ ๒๐ กรรณิการ์ นลราชสุวัจน์, ทฤษฏีการบ าบัด, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า ๖๕.
๑๙ เกิดความคับข้องใจและไม่สามารถเรียนรู้สิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องกับการจ าระยะสั้นได้๒๑ ผุ้สูงอายุมักจะ จดจ าเรื่องราวเก่า ๆ ได้ดีกว่าเรื่องราวใหม่ ๆ โดยหน่วยของความจ าสามารถแยกได้ออกเป็น ๓ ส่วน คือ (๑) ความจ าจากประสาทสัมผัส ผู้สูงอายุจะเริ่มสูญเสียความสามารถในด้านประสาทสัมผัสบาง ชนิดไปบ้าง เช่น การรับรู้ กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งในแต่ละบุคคลจะมีระดับสัมผัสไม่เท่ากัน (๒) ความจ า จากหน่วยความจ าระยะสั้น เป็นการจ าทันทีทันใดที่มีต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเร้านั้นเพิ่งจะมีการรับรู้ เกิดขึ้น คือ มีการวิเคราะห์หรือตีความว่าสิ่นนั้นเป็นอะไร ส าหรับผู้สูงอายุอาจลดน้อยลงแต่ไม่มากนัก (๓) ความจ าจากหน่วยความจ าระยะยาว เป็นการจ าข้อมูลหรือสิ่งเร้าบางสิ่งที่เพิ่งรับรู้มาและถ้าข้อมูล ได้รับการเอาใจใส่ มันจะถูกเก็บไว้ในความจ าระยะยาว ซึ่งมักเกี่ยวกับประสบการณ์และความรู้ที่ สะสมไว้ตลอดชีวิต จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความจ าด้านนี้ผู้สูงอายุไม่ลดน้อยลงแต่ประการใด ส่วนใน ด้านการแก้ปัญหา ผู้สูงอายุมักแก้ปัญหาโดยใช้ประสบการณ์ส่วนตัวมาวิเคราะหห์เพื่อแก้ปัญหา และ นอกจากนี้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับความจ ามี ๒ อย่าง คือ การจ าแบบระลึกได้ (Recall) เป็นวิธีการให้บุคคล พยายามนึกคิดสิ่งเร้าหรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน โดยไม่มีสิ่งใดเป็นแนวทางให้ เลย กล่าวคือ การที่บุคคลพยายามสร้างเหตุการณ์ต่าง ๆ จากความจ าโดยไม่มีเหตุการณ์นั้นปรากฎ ตรงกน้า เช่น สามารถถบรรยายรูปร่างหน้าตาคนร้ายให้ต ารววจฟัง ๒๒ และความจ าแบบจ าได้ (Recognition) เป็นวิธีการน าสิ่งเร้าที่บุคคลเคยมีประสบการณ์มาแล้วมาให้ดูใหม่อีกว่าจ าได้หรือไม่ ได้มีการเปรียบเทียบ พบว่า ความสามารถในการจ าได้ของคนสูงอายุไม่ได้ลดลงตามอายุ แต่ ความสามารถด้านระลึกได้จะลดลงอย่างเด่นชัด ซึ่งแสดงว่าผู้สูงอายุมีปัญหาในการน าสิ่งที่เก็บไว้ใน ความทรงจ าออกมาใช้ จึงกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุที่ดูแลใส่ใจในสุขภาพตนเองแล้วสามารถที่จะมีสติปัญญา ที่ไม่ต่างจากวัยอื่นเลย ๒.๑.๕ ทฤษฎีที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ได้มีนักคิดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีทฤษฎีต่าง ๆ ใน ลักษณะของเนื้อหา เรื่องราวที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุเป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวางตามจ านวนประชากร ผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงมีการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ โดยผู้วิจัยสามารถสรุปสาระส าคัญ ของทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุได้ดังนี้ ๑) ทฤษฎีความผาสุกในชีวิต (The Salutogenic Theory) ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดย Aarron Antonovsky แอนโทนอฟสกี เชื่อว่าปัจจัยที่ท าให้เกิด ความผาสุกในชีวิตเป็นรูปวงจรต่อเนื่องที่เรียกว่า “Breakdown Continuum” หรือ “Health Continuum” โดยความผาสุกจะอยู่ริมสุดของวงจรคือ ภาวะสุขภาพดี(Salutary End) ส่วนความ ๒๑ เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์, พัฒนาการมนุษย์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๒๗๒. ๒๒ จิราภา เต่งไตรรัตน์ และคณะ, จิตวิทยาทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗), หน้า ๑๓๙.
๒๐ เจ็บปุวยจะอยู่ริมสุดด้านตรงข้ามกับความผาสุก เรียกว่า ภาวะความเจ็บปุวย (Health Breakdown) ทฤษฎีนี้มุ่งอธิบายภาวะสุขภาพของบุคคลจะอยู่ในระดับใดนั้นขึ้นอยู่กับความเครียด แรงกดดันที่ได้รับ จากสิ่งแวดล้อม ความสามารถในการต้านทานความเครียดของบุคคล และความเข้มแข็งในการมอง โลกซึ่งเป็นการมองเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยความเข้าใจ มีเหตุผล มีความหมาย และสามารถจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวนั้นได้อย่างเหมาะสม๒๓ จากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ผู้วิจัยได้ประมวลเป็นภาพรวมให้ชัดเจนขึ้น เกี่ยวกับประเด็นส าคัญหรือข้อค้นพบ คือ มุ่งอธิบายภาวะสุขภาพของบุคคล, ความเครียด แรงกดดัน ที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อม, ความสามารถในการต้านทานความเครียด ๒) ทฤษฎีกิจกรรม (Activity Theory) ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดย Robert Havighurst ทฤษฎีนี้เสนอว่าผู้สูงอายุยังคงต้องมีส่วนร่วม ในกิจกรรมหรือมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมเพื่อการมีชีวิตอย่างสมบูรณ์และความรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง Havighurst เชื่อว่ากิจกรรมเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับผู้สูงอายุ การได้ท ากิจกรรมด้านต่างๆ อย่าง สม่ าเสมอจะช่วยท าให้ผู้สูงอายุกระชุ่มกระชวย ผ่อนคลายความตึงเครียด แนวคิดทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บน ฐานความเชื่อที่ว่าการมีชีวิตที่ตื่นตัวไม่อยู่นิ่ง (Active) ดีกว่าการอยู่เฉยๆ ไม่ท าอะไร (Inactive) การที่ ผู้สูงอายุได้ท ากิจกรรมต่างๆ จะน ามาซึ่งความสุขรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ซึ่งแนวคิดตามทฤษฎีนี้มี ความส าคัญในการน ามาจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งรูปแบบการจัดกิจกรรมมี ๓ ลักษณะคือ ลักษณะแรกเป็นกิจกรรมที่ไม่เป็นทางการ (Informal Activity) ได้แก่การพบปะสังสรรค์ กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเครือญาติและการมีส่วนร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ลักษณะที่สองเป็น กิจกรรมที่เป็นทางการ (Formal Activity) ได้แก่การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในชมรม สมาคมต่างๆ เช่น การเข้ากลุ่มชมรมผู้สูงอายุ การเข้ากลุ่มทางศาสนา เป็นต้น ลักษณะที่สามเป็นกิจกรรมเพื่อการ พักผ่อนและงานอดิเรก (Leisure Activity and Hobby) ได้แก่กิจกรรมที่ท าในยามว่าง กิจกรรมการ พักผ่อนหย่อนใจ และการนันทนาการ๒๔ ผู้เสนอทฤษฎีการมีกิจกรรมร่วมกัน (The Activity Theory) เชื่อว่าผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมสูง มีการปรับตัวได้ดีทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และด้านสังคม มีความพึง พอใจในชีวิตสูง ดังนั้นการที่ผู้สูงอายุได้ท ากิจกรรมอย่างสม่ าเสมอย่อมมองเห็นตนเองว่าเป็นบุคคลที่มี ค่าต่อครอบครัวและสังคม๒๕ ๒๓Antonovsky, A, The Structure and Properties of the Sense of Coherence Scale, Social Science Medicine, 1993, pp. 725-733. ๒๔Havighurst, R.J, Personality and Patterns of Aging, Gerontologist, 1968, pp. 5-9. ๒๕Barrow, G.M. and P.A. Smith, Aging Ageism and Society, (St. Paul. Minn: West Publishing Company), 1979.
๒๑ จากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ผู้วิจัยได้ประมวลเป็นภาพรวมให้ชัดเจนขึ้น เกี่ยวกับประเด็นส าคัญหรือข้อค้นพบ คือ ผู้สูงอายุต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม เพื่อการมีชีวิตอย่างสมบูรณ์และความรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง ๓) ทฤษฎีพัฒนาการของอีริคสัน (Erikson’s Theory) Erikson ได้อธิบายถึงภาวะทางจิตใจของผู้สูงอายุว่าเป็นวัยแห่งการรวบรวมประสบการณ์ ของชีวิตที่ผ่านมาระหว่างความมั่งคั่งสมบูรณ์กับความสิ้นหวังหรือหมดหวัง ผู้สูงอายุที่รู้สึกมั่งคั่ง สมบูรณ์จะมองชีวิตด้วยความพึงพอใจ ชื่นชมกับความส าเร็จที่เกิดขึ้นในอดีต และมีชีวิตอยู่กับบุคคล อื่นๆ ด้วยความสงบและพร้อมที่จะเผชิญกับความตาย แต่ส าหรับผู้สูงอายุที่รู้สึกหมดหวังจะรู้สึกว่า ชีวิตนี้ไม่มีความหมาย เกิดความท้อแท้ ท้อถอย หมดโอกาสในการตัดสินใจในเรื่องที่ผ่านมาและมี ความยากล าบากในการด าเนินชีวิต๒๖ จากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ผู้วิจัยได้ประมวลเป็นภาพรวมให้ชัดเจนขึ้น เกี่ยวกับประเด็นส าคัญหรือข้อค้นพบ ได้แก่ ภาวะทางจิตใจของผู้สูงอายุว่าเป็นวัยแห่งการรวบรวม ประสบการณ์ของชีวิตที่ผ่านมา ระหว่างความมั่งคั่งสมบูรณ์กับความสิ้นหวังหรือหมดหวัง ๔) ทฤษฎีพัฒนาการของเพค (Peck’s Developmental Theory) Robert Peck ได้แบ่งผู้สูงอายุออกเป็น ๒ กลุ่มคือ ผู้สูงอายุตอนต้น (Young - Old) มี อายุ ๕๕-๗๕ ปีและ ผู้สูงอายุตอนปลาย (Old - old) มีอายุ ๗๕ ปีขึ้นไป ทฤษฎีนี้เชื่อว่าผู้สูงอายุทั้ง ๒ กลุ่มมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านกายภาพลักษณะนิสัยและการมีปฏิสัมพันธ์ทางด้านจิตวิทยา สังคมโดยมีความเชื่อพื้นฐานว่าผู้สูงอายุมีการพัฒนาการ ๓ ด้าน คือ ด้านความรู้สึกของผู้สูงอายุในช่วง ชีวิตที่ผ่านมาความภาคภูมิใจในตนเอง และความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ขึ้นอยู่กับบทบาทของหน้าที่ การงานในทางตรงกันข้ามเมื่อเกษียณอายุบางคนมีความรู้สึกว่าไร้คุณค่า ด้านความสามารถทาง ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติถ้าผู้สูงอายุนึกถึงสภาพร่างกายว่ายังมีความแข็งแรง จะท าให้ ผู้สูงอายุยอมรับความสามารถทางร่างกายที่ลดลง และพยายามปรับตัวให้เหมาะสม ชีวิตก็จะมี ความสุข แต่ถ้าผู้สูงอายุนึกถึงความถดถอยของร่างกายก็จะท าให้ผู้สูงอายุมีความสุขและความพอใจลด น้อยลง และด้านการยอมรับความไม่เที่ยงของสังขารที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ การยอมรับ ร่างกายตามธรรมชาตินี้ท าให้ผู้สูงอายุยอมรับความตายโดยไม่รู้สึกหวาดกลัว การยอมรับนี้รวมไปถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความตายด้วย ส าหรับผู้สูงอายุที่ยึดติดกับสังขารก็พยายามยืดชีวิตไว้ให้ ยาวนานที่สุด๒๗ ๒๖ จุมพล หนิมพานิช, การอบรมขัดเกลาทางสังคมและการศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๘), หน้า ๑๒๖ – ๑๓๐. ๒๗สมศักดิ์ ศรีสันติสุข, สังคมวิทยาภาวะสูงอายุ ความเป็นจริงและการคาดการณ์ในสังคมไทย, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หน้า ๑๓-๑๔, อ้างจาก McPherson, Barry D., “Aging as a Social Process,” (Totonto : Butterworth & Co.,1983).
๒๒ จากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ผู้วิจัยได้ประมวลเป็นภาพรวมให้ชัดเจนขึ้น เกี่ยวกับประเด็นส าคัญหรือข้อค้นพบ พบว่า ผู้สูงอายุมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านกายภาพลักษณะ นิสัยและการมีปฏิสัมพันธ์ทางด้านจิตวิทยา ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านความรู้สึกของผู้สูงอายุในช่วงชีวิตที่ ผ่านมา ๒) ด้านความสามารถทางร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ๓) ด้านการยอมรับความ ไม่เที่ยงของสังขารที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ๕) ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Human Needs Theory) Abraham H. Maslow (อับราฮัม เอช มาสโลว์) ได้ศึกษาทฤษฏีการจูงใจซึ่งเป็นที่รู้จัก กันอย่างแพร่หลายที่เรียกว่าทฤษฏีล าดับขั้นความต้องการ (Hierarchy of Needs) โดย Maslow จัดล าดับขึ้นความต้องการของมนุษย์ออกเป็น ๕ ขั้นตอน คือ ๑. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) ได้แก่ ความต้องการ อาหาร น้ า อากาศหายใจ เพศ เป็นต้น ความต้องการดังกล่าวถือว่าเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของ ร่างกายเพื่อการด ารงชีวิต ๒. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) ได้แก่ ความปลอดภัยทั้งทาง ร่างกายและอารมณ์ เช่น ความต้องการจะได้บ้านพักอาศัยหรือเสื้อผ้าอย่างเพียงพอ ควรจะต้อง ปราศจากความกังวลใจในเรื่องความมั่นคงทางการงานและการเงิน เป็นต้น ๓. ความต้องการทางสังคม (Social Needs) หลังจากความต้องการทั้งสองขั้น ได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการต่อมา คือ ความต้องการเป็นเจ้าของ หรือความต้องการ ทางสังคมซึ่งได้แก่ ความต้องการความรักและความต้องการได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน ๔. ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องในสังคม (Esteem Needs) เป็นความ ต้องการขั้นสูง ความต้องการดังกล่าวแบ่งออกเป็น ๒ ด้าน คือ ด้านหนึ่งเป็นความต้องการเกี่ยวกับ ภาพพจน์ที่ดีของตัวเองและการยอมรับตัวเอง ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นความต้องการเกี่ยวกับการได้รับ การยกย่องและนับถือจากคนอื่น ๕. ความต้องการที่จะได้รับความส าเร็จตามความนึกคิดด้วยตัวเอง (Self Actualization Needs) เป็นความต้องการขั้นสูงสุด ซึ่งเกี่ยวกับความสามารถของแต่ละคนที่จะ พัฒนาตัวเองให้เจริญก้าวหน้าถึงที่สุด๒๘ เห็นได้ชัดว่าทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์นั้น เทียบได้กับความต้องการของผู้สูงอายุได้ ว่าความต้องการขั้นที่ ๑ เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานเพื่อความอยู่รอดของชีวิตผู้สูงอายุมีความ ๒๘ Adranam H. Maslow, “A Theory of Human Motivation”, (Psychological Review, 50, 1943), pp. 370-396.
๒๓ ต้องการด ารงชีวิตให้ยืนยาวที่สุด จ าเป็นที่บุตรหลานควรสนองความต้องการด้วยการดูแลจัดหาอาหาร ไม่ให้หิวโหย จัดที่พักอาศัย ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่มกันร้อนกันหนาว ให้ผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ หาก ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอแล้วเป็นการยากที่ความต้องการขั้นอื่นๆ จะบังเกิดขึ้นได้ความ ต้องการในขั้นที่ ๒ และขั้นที่ ๓ เป็นความต้องการที่จะได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยความรักความ ห่วงใยจากครอบครัวบุตรหลานและชุมชน สูงขึ้นไปอีกในขั้นที่ ๔ ความต้องการมีชื่อเสียง ยกย่องเชิดชู จากบุตรหลานและคนรอบข้าง ดังที่มาสโลว์กล่าวว่า “ศักดิ์ศรีที่ส าคัญต่อความมีสุขภาพจิตดีคือ ความรู้สึกนับถือตนเองและเคารพตนเองกับการได้รับการนับถือจากผู้อื่น” และขั้นที่ ๕ เป็นความ ต้องการขั้นสูงสุดโดยเพ่งเล็งประโยชน์ของบุคคลอื่นและของสังคมโดยรวมเป็นส าคัญ ซึ่งมาสโลว์เชื่อ ว่าคนทุกคนเกิดมามีความมุ่งหมายเพื่อบรรลุเปูาหมายสูงสุดของชีวิตเพื่อการเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ดังนั้นหากผู้สูงอายุได้รับการสนองตอบทั้ง ๕ ขั้นอย่างเพียงพอ แล้วย่อมพร้อมที่จะใช้ความสามารถที่ มีอยู่ของตนเองท าประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างเต็มที่ จากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ผู้วิจัยได้ประมวลเป็นภาพรวมให้ชัดเจนขึ้น เกี่ยวกับประเด็นส าคัญหรือข้อค้นพบ พบว่า ความต้องการพื้นฐาน ตามล าดับขั้น จากขั้นพื้นฐานสู่ขั้น สูงสุดเทียบได้กับความต้องการของผู้สูงอายุได้ว่า เป็นความต้องการด ารงชีวิตให้ยืนยาวที่สุด อีกทั้ง เป็นความต้องการการดูแลด้านความปลอดภัยความรักความห่วงใยจากครอบครัวบุตรหลานและ ชุมชน ความต้องการมีชื่อเสียง ยกย่องเชิดชูจากบุตรหลานและคนรอบข้าง และความต้องการขั้น สูงสุด ท าประโยชน์ต่อบุคคลอื่น และสังคม ๖) ทฤษฎีบุคลิกภาพ (Personality Theory) ทฤษฎีนี้กล่าวว่า “ผู้ชราจะเป็นสุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับภูมิหลังและการพัฒนาจิตใจของผู้ นั้น” ถ้าผู้ชราเติบโตขึ้นมาด้วยความมั่นคงอบอุ่น มีความรักแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เห็นความส าคัญของ คนอื่น รักผู้อื่น และท างานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดีก็มักจะเป็นคนชราที่ค่อนข้างมีความสุข สามารถ อยู่กับลูกหลานหรือผู้อื่นได้โดยไม่ค่อยมีความเดือดเนื้อร้อนใจ แต่ถ้าเป็นผู้ชราที่เติบโตมาในลักษณะที่ ร่วมมือกับใครไม่ใคร่เป็น ไม่อยากช่วยเหลือผู้ใด จิตใจคับแคบ ถือว่าตัวใครตัวมัน และมักจะรู้สึกว่า ตัวเองท าคุณกับใครไม่ค่อยขึ้น ก็มักจะเป็นผู้ชราที่ไม่ค่อยมีความสุข ชีวิตบั้นปลายมักจะเศร้าสร้อยน่า สงสาร ทฤษฎีนี้เห็นว่าบุคลิกภาพเป็นตัวแปรส าคัญในการตัดสินความพึงพอใจในชีวิตเพราะชนิดของ บุคลิกภาพที่ต่างกัน ต้องการระดับของกิจกรรมที่ต่างกันในการที่จะท าให้มีความพึงพอใจในชีวิตสูง ซึ่ง บุคลิกภาพที่สามารถอธิบายทฤษฎีนี้ได้ คือ “Reorganizers” คือ พยายามที่จะคงไว้ซึ่งวัยกลางคนโดยการค้นหาบทบาทใหม่ๆ เพื่อ ทดแทนบทบาทที่สูญเสียไป ในการกระท าดังกล่าว ผู้สูงอายุจะท ากิจกรรมมากและคงไว้ซึ่งระดับ ความพึงพอใจในชีวิตสูง “Disengaged” คือ พวกที่เลิกแสดงบทบาทต่าง ๆ ด้วยความสมัครใจ พวกนี้ชอบอยู่ เฉยๆ มากกว่า และมีกิจกรรมอยู่ในระดับต่ า แต่จะมีความพึงพอใจในชีวิตอยู่ในระดับสูง ทฤษฎีนี้ได้มองความมีอายุในลักษณะของสภาวะการปรับตัวของสังคมและบุคลิกภาพของ คนว่า ในวัฏจักรแห่งชีวิตของคนจะมีพลวัตรของสังคมอยู่ในตนเองที่คนจะต้องปรับด้วยการยอมรับถึง
๒๔ สภาพการเปลี่ยนแปลงที่คงให้สมดุล เพื่อความอยู่รอดได้ในสังคม ซึ่งมีพฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็น คือ มีสุขภาพดียอมรับความเป็นจริง และมีความพึงพอใจในชีวิต แต่ถ้าผู้ที่ประสบปัญหาล้มเหลวใน การปรับตัวจะก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ไม่ยอมรับความจริงและก่อให้เกิดความซึมเศร้าใจ๒๙ ๗) ทฤษฎีภูมิคุ้มกัน (Immunological Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า เมื่ออายุมากขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันตามปกติจะลดลง เพราะอวัยวะที่มี ส่วนช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น กระดูก, ระบบน้ าเหลือง, ตับ และม้าม เสื่อมสภาพ จึงสร้างภูมิคุ้มกัน ชนิดท าลายตนเอง (Autoimmune) มากขึ้น ท าให้ร่างกายต่อสู้เชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมได้ไม่ดี ท า ให้ร่างกายอ่อนแอ เกิดความเจ็บปุวยได้ง่าย และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มักจะรุนแรงเป็นอันตรายต่อชีวิต การสร้างภูมิคุ้มกันชนิดท าลายตนเองเป็นผลร้ายต่อชีวิต โดยมักจะไปท าลายเซลล์ของร่างกาย ถ้า เซลล์นั้นเป็นเซลล์ชนิดที่เจริญแล้ว ไม่มีการแบ่งตัวใหม่ ก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวดต่อสังขาร๓๐ ๒.๒ แนวคิดเกี่ยวกับการสนับสนุนทางสังคม ณัฐกานต์ ส าเนียงเสนาะ๓๑กล่าวว่า การสนับสนุนทางสังคม หมายถึง ความรู้สึกรักใคร่ ผูกพัน ความใกล้ชิด การได้รับการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมตลอดจน การได้รับการช่วยเหลือจากสังคมในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้ ปิยะกมล วิจิตรศิริ๓๒ ให้ความหมายของการสนับสนุนทางสังคมว่า เป็นการ ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในสังคม โดยสิ่งที่ช่วยเหลือประกอบด้วยเงินทอง สิ่งของ และ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ รวมถึงการได้รับก าลังใจ การยกย่องให้ความส าคัญ ท าให้บุคคลเกิดความเชื่อมั่น สามารถท าสิ่งต่าง ๆ ได้บรรลุผลส าเร็จ ขณะที่ Gottlieb and Bergen๓๓ ได้ให้ความหมายของการ สนับสนุนทางสังคม หมายถึง บุคคลรับรู้ถึงทรัพยากรที่สามารถจัดหาได้ การสนับสนุนด้านอารมณ์ ๒๙เกษม ตันติผลาชีวะ และกุลยา ตันติผลาชีวะ, การรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ, (กรุงเทพมหานคร : อรุณการพิมพ์), ๒๕๒๘. ๓๐สมจิต หนุเจริญกุล, การพยาบาลทางอายุรศาสตร์(เล่ม ๑), พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพมหานคร : วี.เจ. พริ้นติ้ง, ๒๕๓๙), หน้า ๒๒๙. ๓๑ ณัฐกานต์ ส าเนียงเสนาะ,“ปัจจัยท านายความสุขของผู้สูงอายุในชุมชน”, วิทยานิพนธ์พยาบาล ศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๖), หน้า ๘. ๓๒ ปิยะกมล วิจิตรศิริ, “ความเป็นปราชญ์ การสนับสนุนทางสังคม และความผาสุกทางใจของผู้สูงอายุ ในชมรมอายุวัดสารอด เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร”, ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, (จิตวิทยาชุมชน), (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๕), หน้า ๒๖. ๓๓ Gottlieb, B. H., & Bergen, A. E. (๒๐๑๐). Social support concepts and measures. Journal of psychosomatic research, ๖๙(๕), ๕๑๑-๕๒๐.
๒๕ ข้อมูลข่าวสาร หรือทรัพยากรด้านต่าง ๆ ดังนั้นจึงกล่าวโดยสรุปว่าการสนับสนุนทางสังคมหมายถึง ความรู้สึกรักใคร่ผูกพัน ความใกล้ชิด การได้รับการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง การรับรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคม ตลอดจนการได้รับการช่วยเหลือจากสังคมในด้านต่าง ๆ House (๑๙๘๑) ได้แบ่งมิติของการสนับสนุนทางสังคม ประกอบด้วย การสนับสนุนด้าน ทรัพยากร (Instrumental Support) คือการช่วยเหลือด้วยสิ่งของที่เห็นเป็นรูปธรรม รวมถึงการ ช่วยเหลือด้วยแรงงาน เสียสละเวลา การสนับสนุนด้านอารมณ์ (Emotional Support) คือ การรับฟัง ด้วยความเห็นใจ การได้รับการไว้วางใจ การสนับสนุนด้านข้อมูล (Information Support) คือการให้ ค าแนะน าในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และการสนับสนุนด้านการประเมิน (Appraisal support) ขณะที่ จิตนภา ฉิมจินดา ๓๔ กล่าวว่า การสนับสนุนทางสังคมสามารถแบ่งได้เป็น ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) การสนับสนุนด้านอารมณ์ หมายถึง การได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคนรอบข้าง การสนับสนุนด้านทรัพยากร ได้แก่ แรงงาน สิ่งของ เงิน และความสะดวกในด้านต่าง ๆ ๒) การสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร ซึ่งรวมถึงค าแนะน า ค าปรึกษา ที่เป็นประโยชน์ต่อ การด าเนินชีวิต ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ประโยชน์ของการสนับสนุนทางสังคม คือ ช่วยให้ บุคคลรับรู้ว่าตนเองเป็นที่รัก ได้รับการดูแลจากคนรอบข้าง มีความนับถือตนเอง รับรู้ว่าตนเองมี ความส าคัญและเป็นสมาชิกของกลุ่ม นอกจากนี้ยังพบว่า การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจะช่วยปูองกัน ผลกระทบด้านสุขภาพจากความเครียดในชีวิตช่วยปูองกันจากการเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุรา เรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า โรคทางสังคม อีกทั้งยังลดปริมาณการใช้ยาในผู้ปุวย (Cobb, ๑๙๗๖) ๓) การได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างส่งผลให้การเห็นคุณค่าในตนเองเพิ่มสูงขึ้น โดยรูปแบบของ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเห็นคุณค่าในตนเองที่เห็นชัดเจน ได้แก่ ๑) ความเชื่อของแต่ละคนว่าการสนับสนุนจากสังคมจะช่วยให้ตนเองได้รับในสิ่งที่ต้องการ ๒) การสนับสนุนทางสังคมจะช่วยลดความเครียด ความทุกข์ ทั้งทางกายและทางใจ ผู้ที่ ได้รับการดูแลเอาใจใส่ และสนับสนุนจากคนรอบข้างจะรับรู้ว่าตนเองที่เป็นบุคคลส าคัญ มีคุณค่าต่อ ผู้อื่น ส่งผลให้เกิดความเคารพและนับถือตนเองมากยิ่งขึ้น การสนับสนุนทางสังคมเป็นการได้รับการ ดูแลด้านอารมณ์ค าแนะน า ข้อมูลข่าวสารสิ่งของ วัสดุซึ่งการสนับสนุนทางสังคมส่งผลต่อสุขภาพจิต ของผู้สูงอายุ๓๕ ผู้สูงอายุที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมช่วยให้มีสุขภาพกายใจที่ดี ในทางตรงกันข้าม ผู้สูงอายุที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมในระดับต่ าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้ผู้สูงอายุเสียชีวิต๓๖ ผู้สูงอายุที่ ๓๔ จิตนภา ฉิมจินดา, “ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขในชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดนครปฐม”. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต,สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน, (บัณฑิตวทยาลัย : มหาวิทยาลัย คริสเตียน, ๒๕๕๕), หน้า ๙. ๓๕ ฉัตรฤดี ภาระญาติ วารี กังใจ และ สิริลักษณ์ โสมานุสรณ์, ปัจจัยท านายพลังสุขภาพจิตของ ผู้สูงอายุ, วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ๒๔, ๒, เมษายน – มิถุนายน ๒๕๕๙, หน้า ๙๗-๑๐๖. ๓๖ De Brito, T. R. P., Nunes, D. P., Corona, L. P., da Silva Alexandre, T., & de Oliveira Duarte, Y. A.(2017). Low supply of social support as risk factor for mortality in the older adults. Archives of Gerontology and Geriatrics 73: 77-81.
๒๖ ได้รับการสนับสนุนทางสังคมท าให้มีการเห็นคุณค่าแห่งตน๓๗สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Nguyen et al๓๘ พบว่า การสนับสนุนทางสังคมท าให้ผู้สูงอายุชาวแอฟริกันมีสุขภาวะที่ดีและมีการเห็นคุณค่า แห่งตน นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาของ Mikkonen and Raphael (๒๐๑๐) พบว่า ปัจจัยที่มีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุประกอบด้วย การได้รับการดูแลและช่วยเหลือจากสมาชิก ในครอบครัวและเพื่อน ๆ การดูแลรักษาสุขภาพของผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์กับรายได้ผู้สูงอายุและ การจ้างงาน โดยองค์กรที่สนับสนุนผู้สูงอายุด้วยการหมุนเวียนงาน การอบรม ท าให้ผู้สูงอายุรับรู้ว่า ตนเองได้รับการยอมรับนับถือจากองค์กรเป็นบุคคลส าคัญจะช่วยให้พนักงานเกิดความผูกพันและภักดี กับองค์กร ขณะเดียวกันเป็นองค์กรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับ Lee et al๓๙ พบว่า การสนับสนุน ทางสังคมมีความสัมพันธ์กับอายุและความพึงพอใจในงาน โดยผู้สูงอายุที่รับรู้ว่าตนเองได้รับการ สนับสนุนทางสังคม ส่งผลให้เกิดความพึงพอใจมากกว่าคนที่อายุน้อย ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการ สนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดี เช่น ดูแล ใส่ใจสุขภาพตนเอง ออกก าลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีสุขภาพจิตที่ดี เคารพ และเห็นคุณค่าในตนเอง สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Graven & Grant๔๐ พบว่า การสนับสนุน ทางสังคมส่งผลให้บุคคลมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดี ขณะที่ Krause๔๑ กล่าวว่า การสนับสนุนทาง สังคมส่งผลต่อการเห็นคุณค่าแห่งตนและการสนับสนุนทางสังคมส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง เช่นเดียวกันกับผลการศึกษาของ เสาวนิจ นิจอนันต์ชัย และมาลี สันติถิรศักดิ์๔๒ พบว่าการสนับสนุน ทางสังคมส่งผลให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือการสนับสนุนทางสังคม ๓๗ Poulin, J., Deng, R., Ingersoll, T., Witt, H., & Swain, M. (2012). Perceived Family andFriend Support and the Psychological Well-Being of American and ChineseElderly Persons. Journal Of Cross-Cultural Gerontology, 27(4), 305-317. ๓๘ Nguyen, A., Chatters, L., Taylor, R., & Mouzon, D. (2016). Social Support from Family and Friends and Subjective Well-Being of Older African Americans. Journal Of Happiness Studies, 17(3), 959-979. ๓๙ Lee, O. S., Lee, Y. M., & Oh, Y. J. (2007). A study on the job satisfactions of school food service employees. Journal of the Korean Dietetic Association, 13(3), 228-239. ๔๐ Graven, L. J., & Grant, J. S. (2014). Social support and self-care behaviors in individuals with heart failure: an integrative review. International Journal of Nursing Studies, 51(2), 320-333. ๔๑ Krause, N. (2016). Providing emotional support to others, self-esteem, and selfrated health.Archives of gerontology and geriatrics, 65, 183-191. ๔๒ เสาวนิจ นิจอนันต์ชัย และมาลี สันติถิรศักดิ์. (๒๕๕๓). การสนับสนุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มี ผลต่อการดูแลตนเองของผู้สูงอายุในจังหวัดสมุทรปราการ. วารสารกองการพยาบาล ๓๗,๒, (พฤษภาคม – สิงหาคม),หน้า ๖๔-๗๖.
๒๗ โดยการให้ข้อมูลข่าวสาร เวลาการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ช่วยท าให้ผู้สูงอายุรู้สึกเห็นคุณค่าแห่งตน และดูแลตนเองให้มีสุขภาพที่ดี ๒.๓ การประยุกต์หลักพุทธธรรมส าหรับการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ ๒.๓.๑ หลักภาวนา ๔ ค าว่า “ภาวนา” ก่อนที่จะแปลว่าเจริญภาวนา ถ้าแปลตามตัวอักษร แปลว่า “การท าให้ เป็นให้มี” หมายความว่าอันไหนที่ไม่เป็นก็ท าให้เป็นขึ้น อันไหนที่ไม่มีก็ท าให้มีขึ้น ซึ่งหมายความเลย ไปว่าการท าให้เพิ่มพูนขึ้นท าให้กล้าแข็งขึ้น อะไรพวกนี้เราจึงแปลกันอีกความหมายหนึ่งว่า “ฝึกอบรม” ค าว่า“ฝึกอบรม”ก็ไปใกล้กับความหมายของค าว่า “สิกขา” เพราะฉะนั้นสิกขากับภาวนา จึงเป็นค าที่ใช้อย่างใกล้เคียงกันบางทีเหมือนกันแทนกันเลยทีเดียวนี้ เป็นการเข้ามาหาตัวหลักใหญ่ใน การปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสในค าสอนของพระพุทธองค์เองเพื่อใช้เป็นคุณสมบัติ ของบุคคลท่านใช้ว่า ภาวิตกาโย ภาวิตสีโล ภาวิตจิตโต ภาวิตปัญโญ คือ ค าว่าภาวนาเวลาใช้เป็น คุณศัพท์เป็นภาวิตะภาวิตกาโยผู้มีกายที่เจริญแล้วหรือฝึกอบรมแล้วภาวิตสีโลผู้มีศีลที่ฝึกอบรมแล้ว หรือเจริญแล้วภาวิตจิตโตผู้มีจิตที่เจริญแล้ว หรือมีจิตที่ฝึกอบรมแล้วภาวิตปัญโญผู้มีปัญญาที่เจริญ แล้วหรือปัญญาที่ฝึกอบรมแล้วถ้าเป็นค านาม ๔ อันนี้ก็๔๓ คือ ๑) กายภาวนา คนเป็นภาวิตกาโย ตัวการกระท าเป็นกายภาวนา ๒) ศีลภาวนา คนเป็นภาวิตสีโล ตัวกระท าเป็นจิตภาวนา ๓) จิตภาวนา คนเป็นภาวิตจิตโต ตัวกระท าเป็นจิตภาวนา ๔) ปัญญาภาวนา คนเป็นภาวิตปัญโญ ตัวกระท าเป็นปัญญาภาวนา ๒.๓.๒ ความส าคัญของภาวนา ๔ ความส าคัญของภาวนา ๔ ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก สามารถสรุปได้โดยแบ่งออกเป็น ๓ ประการ ได้แก่ ๑) การเพิ่มคุณสมบัติของบุคคล หรือเป็นการเพิ่มคุณค่าของบุคคล ด้วยการพัฒนาตนให้ เป็นผู้มีกาย ศีล จิต และปัญญาที่เจริญแล้วหรือฝึกอบรมแล้ว เป็นผู้ควรค่าแก่การบูชา ๔๔ ซึ่ง พระพุทธศาสนาให้ความส าคัญกับการพัฒนาตน จึงเชิดชูบุคคลผู้มีการพัฒนาแล้วว่าเป็นบุคคล สูงสุด ๔๕ ผู้มีภาวนาครบทั้ง ๔ อย่าง เป็นภาวิต ทั้ง ๔ ด้านนี้แล้วโดยสมบูรณ์ เรียกว่ า ๔๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรมกับการพัฒนาชีวิต, (กรุงเทพมหานคร: ธรรมสภา, ๒๕๔๐), หน้า ๕๑. ๔๔ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๓๖/๕๙. ๔๕ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๒๑/๑๑๓.
๒๘ “ภาวิตัตตะ”แปลว่า ผู้ได้พัฒนาตนแล้ว ได้แก่พระอรหันต์๔๖ การยกย่องเช่นนั้นเกิดจากคุณของ ภาวนา ๔ ที่เป็นผลของการฝึกตนนั้นเอง๔๗ ๒) การสร้างความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแก่บุคคล ดังปรากฏใน ธัมมเจติยสูตร ที่พระ เจ้าปเสนทิโกศลทรงแสดงตนนอบน้อม และได้กล่าวสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย ตามที่ประจักษ์แก่ ตนว่า “ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ ไม่บ าเรอตนด้วยกาม มีความสามัคคี ไม่วิวาทกัน มีรูปอัน น่ายินดี มีอินทรีย์ผ่องใส มีความขวนขวายน้อย เลี้ยงชีพด้วยของที่ผู้อื่นให้บัณฑิตในวรรณะต่าง ๆ เมื่อ ได้สดับธรรมจากพระพุทธองค์แล้ว ต่างยอมตนเป็นสาวก บวชในพระพุทธศาสนา” ๔๘ จากข้อความข้างต้น กล่าวได้ว่า สาวกฝึกตนตามหลักภาวนา ๔ โดยการฝึกกายภาวนา ด้วยการออกจากกาม ฝึกศีลภาวนาด้วยการสามัคคี ฝึกกายภาวนาด้วยการขวนขวายน้อย รูปดี และ ฝึกปัญญาภาวนาด้วยการสุตะและพัฒนาจนรู้แจ้ง เพราะสังเกตเห็นคุณสมบัติดังกล่าวของสาวกผู้ที่ ได้รับการฝึกตามค าสั่งสอนของพระพุทธองค์ พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสใน พระพุทธศาสนา ๓) ธ ารงรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ ดังปรากฏในตติยอนาคตภยสูตร พระพุทธองค์ ทรงแสดงภัยในอนาคตที่จะท าให้พระธรรมวินัยเลอะเลือนว่า “ภิกษุผู้ไม่ได้เจริญกาย ศีล จิต ปัญญาจักไม่สามารถแนะนาผู้อื่นให้สามารถประพฤติใน อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาได้, ไม่สามารถแสดงธรรมอันเยี่ยมยอด..., ไม่ใส่ใจ ไม่ให้ความส าคัญในพระ ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้..., ประพฤติตนเป็นผู้มักมาก เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้คนรุ่นหลังพากัน ท าตาม” ๔๙ จากข้อความดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงความส าคัญของการที่ไม่พัฒนาตนตามหลักภาวนา ๔ แล้วนั้น อาจไม่สามารถสืบทอดค าสอนของ พระพุทธองค์หรือรักษาพระธรรมไว้ได้นั่นเอง ๒.๓.๓ องค์ประกอบของภาวนา ๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)๕๐ ได้ไห้ความหมายของภาวนา ๔ ไว้ว่า ภาวนา ๔ คือ การเจริญขึ้น การท าให้เป็นให้มีขึ้น การฝึกอบรม การพัฒนา ดังต่อไปนี้ ๑. กายภาวนา ๔๖ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม (ฉบับเดิม), พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอส. อาร์พริ้นเตอร์แมส โปรดักส์จ ากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๑๗๒. ๔๗ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๐๖/๖๓. ๔๘ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๖๗-๓๗๒/๔๕๒-๔๕๗. ๔๙ องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๗๙/๑๔๕. ๕๐ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๓๑, (กรุงเทพมหานคร: ผลิธัมม์, ๒๕๕๘), หน้า ๗๐ - ๗๑.
๒๙ การพัฒนากาย การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เป็นการฝึกอบรม กาย ให้มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพในทางที่เกื้อกูล โดยการปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายอย่าง มีสติ มิให้เกิดโทษ แต่ให้เป็นคุณหรือเป็นไปในทางเกื้อกูล ประกอบด้วย การรู้จักใช้อินทรีย์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ด้วยปัญญา นอกจากนี้ยังเป็นการรู้จักบริโภคปัจจัย ๔ และสิ่งของเครื่องใช้ ตลอดจนเทคโนโลยี ให้ได้ตรงตามคุณค่าที่แท้จริง ไม่ลุ่มหลงมัวเมา ไม่ประมาทขาดสติ๕๑ ซึ่งในวิมุตติ มรรค กล่าวถึง การส ารวมระวัง วาจา ใจของตน ไม่ให้ไปพัวพันหมกมุ่นกับความสุขที่เกิดจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ หรือกามสุขัลลิกานุโยค๕๒ เพราะกามสุขนั้นเป็นความสุขที่เกิดขึ้นโดยอิง อาศัยวัตถุ จึงไม่ใช่ความสุขที่ยั่งยืน และเมื่อมีความสุขนั้นหมดไป ย่อมท าให้เกิดการแสวงหา แก่งแย่ง กอบโกยวัตถุสิ่งของที่ท าให้เกิดความสุข สร้างความเดือดร้อน เบียดเบียนตนเอง บุคคลอื่น สัตว์ และ สิ่งแวดล้อม โดยองค์ประกอบของกายภาวนา มีดังนี้ ๑) สิ่งแวดล้อม คือ การใช้ชีวิตอยู่อย่างใกล้ชิด ประสานสอดคล้อง ไม่เบียดเบียน ธรรมชาติ เห็นคุณค่า ดูแลรักษา มีความสุข ซาบซึ้งกับการได้อยู่กับธรรมชาติ และมีทัศนคติที่ดีต่อ ธรรมชาติ อยากรักษาไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง มีวินัยหลายข้อที่พระพุทธองค์ทรงห้ามไม่ใช้สาวกท าลายสา ธารณสมบัติ เช่น ห้ามภิกษุตักต้นไม้ที่ให้ความร่มเย็น ห้ามถ่ายของสกปรก เช่น ถ่ายอุจจาระ ลงใน แม่น้ าล าคลอง ห้ามก่อไฟผิง หรือจุดไฟเล่นเพื่อสนุกสนาน ดันอาจก่อให้เกิดไฟปุาหรืออัคคีภัย ก่อสร้างเสนาสนะใหญ่โตเกินพอดี ท าให้เสียสาธารณสมบัติจนเกินขอบเขต เป็นต้น๕๓ เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงต้องเปลี่ยนแนวคิดและท่าทีต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ๒) ปัจจัยสี่ อุปกรณ์และเทคโนโลยี คือ การเสพ บริโภค ใช้สอยอย่างไม่ลุ่มหลงมัวเมา ไม่ ติดในคุณค่าเทียม และเสพ บริโภค ใช้สอย ด้วยปัญญาเพื่อคุณค่าแท้ รวมทั้งเสพ บริโภค ใช้สอยอย่าง เป็นปัจจัย เพื่อการพัฒนาและสร้างสรรค์๕๔ เพราะการเสพ บริโภค ใช้สอย นั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ของชีวิต แต่ถ้ามนุษย์เสพ บริโภค ใช้สอยนั้นโดยขาดปัญญา หรืออาจเรียกง่าย ๆ ว่ากินใช้ไม่เป็น คือ การกินใช้โดยไม่ตระหนักรู้คุณค่าความมุ่งหมายที่แท้จริงแล้ว ก็จะเกิดโทษและเสียสุขภาวะได้ดังเช่น หลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ พระพุทธองค์ทรงเลือกพิจารณาฉันเฉพาะอาหารที่มีประโยชน์ไม่ก่อ โทษต่อร่างกายเท่านั้น ดังที่ทรงห้ามภิกษุดื่มสุราและเมรัย เพราะเป็นบ่อเกิดของการเกิดโรค๕๕ ๕๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, พิมพ์ครั้งที่ ๓๓, (กรุงเทพมหานคร: ผลิธัมม์, ๒๕๕๗), หน้า ๒๓๕. ๕๒ ดูรายละเอียดใน พระอุปติสสเถระ, วิมุตติมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย พระธรรมโกศาจารย์ และ คณะ. พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔), หน้า ๔-๕. ๕๓ พระสุธีวรญาณ (ณรงค์ จิตฺตโสภโณ), “พระสงฆ์กับสาธารณะสุขชุมชน”, ใน พุทธศาสตร ปริทรรศน์รวมบทความทางวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา, จัดพิมพ์โดย พระสุธีวรญาณ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑): ๓๑๐. ๕๔ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๒๖๔ ๕๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๔๗/๒๐๒-๒๐๓.
๓๐ ๓) การใช้อินทรีย์ คือ การรู้จักใช้อินทรีย์ (เน้นตาและหูเป็นส าคัญ) อย่างมีสติ มุ่งให้ได้ ความรู้ และคุณค่าที่ดีงาม ไม่เห็นแก่สนุกสนานบันเทิง ลุ่มหลงมัวเมา เอาแต่ความเพลิดเพลิน และ รู้จักเลือกเฟูน๕๖ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา และของสุขภาวะก็ได้๕๗ คนที่ใช้อินทรีย์เป็น จะใช้ตา ดูหูฟังเพื่อความรู้ ซึ่งจะข้ามพ้นสุขทุกข์จากความชอบใจไม่ชอบใจไปได้ หรือเรียกว่า ความชอบใจ ไม่ ชอบใจ กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์หรือกามสุขัลลิกานุโยค๕๘ เพราะกามสุขนั้นเป็นความสุขที่เกิดขึ้น โดยอิงอาศัยวัตถุ จึงไม่ใช่ความสุขที่ยั่งยืน และเมื่อมีความสุขนั้นหมดไป ย่อมท าให้เกิดการแสวงหา แก่งแย่งกอบโกยวัตถุสิ่งของที่ท าให้เกิดความสุข สร้างความเดือดร้อน เบียดเบียนตนเอง บุคคลอื่น สัตว์และสิ่งแวดล้อม ๔) สุขภาพร่างกาย คือ การดูแลเอาใจใส่สุขภาพร่างกายให้สะอาด รักษาสุขภาพร่างกาย ทั่วไปให้แข็งแรงเพื่อความสามารถในการท างาน และมีทัศนคติต่อการมีสุขภาพแข็งแรงเพื่อที่จะเป็น เครื่องเกื้อหนุนชีวิตที่ดีงาม๕๙ เพราะสุขภาพทางกายเป็นพื้นฐานที่ส าคัญในการช่วยให้เราเข้าถึงชีวิตที่ ดีงามยิ่งขึ้นไปได้ ซึ่งหลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฎกหลายแห่ง ระบุถึงความมีสุขภาพอนามัยของ พระพุทธเจ้าไว้หลายประการ เช่น บ าเพ็ญพุทธกิจได้เกือบตลอดทั้งวัน คือ เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต เพื่อโปรดสัตว์ เวลาเย็นทรงแสดงธรรม เวลาค่าทรงประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ และจวนสว่างทรง ตรวจพิจารณาสัตว์ที่สามารถและที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันควรจะเสด็จไปโปรด๖๐ ๒. ศีลภาวนา ค าว่า ศีล (สีน) ข้อบัญญัติทางพระพุทธศาสนาที่ก าหนดการปฏิบัติกายและวาจา เช่น ศีล ๕ ศีล ๘, การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย เป็นธรรมข้อ ๑ ในทศพิธราชธรรม๖๑ ที่ชื่อว่าศีล เพราะมี ความหมายว่า ส ารวม๖๒ ศีลมีขอบเขตเฉพาะทางกายและวาจาที่ปรากฏภายนอก คือถ้าภายนอก เรียบร้อยตามวินัย แม้ใจจะเสียไปบ้างก็ไม่นับว่าเสียในส่วนศีล ๖๓ การพัฒนาศีล การพัฒนา ความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นการฝึกอบรมด้านพฤติกรรมให้มีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกับสิ่งแวดล้อมทาง สังคม มีพฤติกรรมที่ดีงามในความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ โดยตั้งอยู่ในวินัย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี ๕๖ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๒๖๔. ๕๗ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖๔. ๕๘ ดูรายละเอียดใน พระอุปติสสเถระ, วิมุตติมรรค, หน้า ๔-๕. ๕๙ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๒๖๔. ๖๐ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๒๗, (กรุงเทพมหานคร: ธรรมสภา, ๒๕๕๙), หน้า ๑๘๙. ๖๑ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท นานมีบุคส์พับลิเคชั่นส์ จ ากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๑๑๐๓. ๖๒ พระนารทถเถระ และพระมหาติปิฎกจูฬาภยเถระ รจนา, มิลินฺทปญฺหอฏฺฐกถา – ฏีกา, ตรวจ ช าระโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์วิญญาณ, ๒๕๔๑), หน้า ๑๑๔. ๖๓ พุทธทาสภิกขุ, เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม, (กรุงเทพมหานคร: จักรานุกุลการพิมพ์, ๒๕๒๙), หน้า ๕๙.
๓๑ และมีอาชีวะสุจริต ไม่ใช้กายวาจาและอาชีพในทางที่เบียดเบียน หรือก่อความเดือดร้อนเสียหายเวร ภัย แต่ใช้เป็นเครื่องพัฒนาชีวิตของตนและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สร้างสรรค์สังคม ส่งเสริมสันติสุข๖๔ ซึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึง ผลแห่งการไม่มีศีลไว้๕ ประการ คือ แม้ตนก็ติเตียนตนเองได้ผู้รู้ใคร่ครวญ แล้วย่อมติเตียนได้กิตติศัพท์อันชั่วย่อมกระฉ่อนไป หลงลืมสติตาย และหลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิด ในอบาย ทุคติวินิบาต นรก ๖๕ โดยองค์ประกอบของศีลภาวนา มีดังนี้ ๑) ปฏิสัมพันธ์คือ การไม่เบียดเบียน ก่อความเดือดร้อนต่อผู้อื่น รู้จักสงเคราะห์เกื้อหนุน เอาใจใส่ ท าให้เกิดไมตรีและความสามัคคี รู้จักการสื่อสารเพื่อชักจูงและชักน า เพื่อการพัฒนาและ สร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป๖๖ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมทั้งครอบครัว ญาติมิตร บุคคลใกล้ชิด บุคคลใน สถานศึกษา เพื่อนมนุษย์ต่างชาติต่างศาสนา และสัตว์ร่วมโลก ๒) อาชีพ คือ การประกอบอาชีพการงานโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ก่อความเสื่อมเสียแก่ สังคม ไม่ทุจริตผิดกฎหมาย มีความสุจริต สร้างสรรค์ดีงาม เกื้อกูล เป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาและหูฟัง เพื่อความรู้ซึ่งจะข้ามพ้นสุขทุกข์จากความชอบใจไม่ชอบใจไปได้หรือเรียกว่า ความชอบใจ ไม่ชอบใจ พัฒนาตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม๖๗ ซึ่งองค์ธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติในสัมมากัมมันตะ หรือการเลี้ยง ชีพชอบ คือ ละมิจฉาอาชีวะ และเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ๖๘ เพราะอาชีพเป็นการด าเนินชีวิต พื้นฐานของมนุษย์จะมีสุขภาวะหรือเป็นอยู่ด้วยดีต้องมีอาชีพที่บริสุทธิ์ได้แก่ อาชีพที่สุจริต ๓) วินัย คือ มีความเคารพรักษากฎเกณฑ์ กติกา สิกขาบท ระเบียบ จรรยาบรรณ กฎหมายในสังคม และส าหรับวินัยในการด าเนินชีวิตของบุคคล ท่านชี้แนะให้บุคคลรู้จักจัดวัตถุสิ่งของ จัดแบ่งเวลา จัดสภาพแวดล้อม และจัดระเบียบในการอยู่ร่วมกัน มนุษย์ในสังคมนั้นก็จะมีโอกาส พัฒนาชีวิตได้ดีที่สุด และผู้คนในสังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข๖๙ ศีล จึงมีฐานะเป็นวินัย ส าหรับทุกคน เพื่อไต่เต้าไปหาความดีงามสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ เป็นรากฐานของสมาธิและ ปัญญา๗๐ ซึ่ง ศีล ๕ นับเป็นวินัยพื้นฐานส าหรับสังคมมนุษย์ซึ่งเป็นข้อก าหนดอย่างต่ าส าหรับชาวบ้าน ที่จะท าให้สังคมมีความสงบเรียบร้อยในระดับที่พออยู่กันได้ ให้บุคคลมีโอกาสพอที่จะด าเนินชีวิตที่ดี และพัฒนาชีวิตของตนได้จึงถือได้ว่าศีล ๕ เป็นฐานของการจัดระเบียบสังคม๗๑ ๓) จิตภาวนา ๖๔ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๒๓๕-๒๓๖. ๖๕ องฺ.ปญฺจฺก. (ไทย) ๒๒/๒๔๑/๓๘๔. ๖๖ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๒๖๕. ๖๗ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๖๕. ๖๘ ดูรายละเอียดใน อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๘๗/๓๗๑. ๖๙ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๒๖๕. ๗๐ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช), หลักการพัฒนาตน, (กรุงเทพมหานคร: เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๒), หน้า ๑๗. ๗๑ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๑๙๖.
๓๒ การพัฒนาจิตใจ จิตใจมีองค์ประกอบส าคัญคือ เจตจ านงหรือเจตนา ที่เป็นตัวก าหนดหรือ ก ากับจิตใจ โดยจะเป็นตัวเชื่อมโยงจิตใจออกมาสู่การสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และเจตนาหรือเจตจ านง จะท างานไปอย่างไรนั้นจะมีแรงจูงใจเป็นตัวชักน า และแรงจูงใจจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของ ตัวปรุงแต่งที่อยู่เบื้องหลังในจิตใจ คุณสมบัติดังกล่าวมีมากมาย เรียกว่าเจตสิก มีทั้งที่ดีและที่ชั่ว บุญ หรือบาป กุศลหรืออกุศล เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความหวง ความริษยา ศรัทธา เมตตา กรุณา สติปัญญา เป็นต้น เป็นตัวที่มาปรุงแต่งเจตนา และเจตนาก็จะแสดงตัวออกมา ทางทวารคือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ๗๒ การจะมีสุขภาวะได้ต้องบริหารใจ หรือฝึกฝนภายในจิต ให้มีจิตที่เป็นด้านบวก โดยการพัฒนาในด้าน “จิตภาวนา” เป็นการฝึกอบรมด้านจิตใจ คือการพัฒนา ให้บุคคลมีจิตใจที่สมบูรณ์ซึ่งประกอบด้วย คุณภาพจิต สมรรถภาพจิต และสุขภาพจิต มีรายละเอียด โดยสังเขป ดังนี้ ๑) คุณภาพจิต สภาพจิตที่เรียกว่า คุณธรรม หรือความดีเช่น ศรัทธาในพระพุทธศาสนา พรหมวิหาร ๔ สุภาพอ่อนโยน กตัญญูกตเวทีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และหิริโอตตัปปะ เป็นต้น เรียกสั้น ๆ ว่า คุณภาพจิต๗๓ ๒) สมรรถภาพจิต องค์ประกอบหรือสภาพจิตที่ดีงามเกื้อกูล คือ มีฉันทะ เพียรพยายาม บากบั่น อดทน รับผิดชอบ เข้มแข็ง มีก าลังใจ และเด็ดเดี่ยว มีสติคุมไม่ให้เลื่อนลอย เถลไถลคุมให้อยู่ ในทาง ไม่ถลาไปในทางเสื่อม ไม่ทิ้งโอกาสที่จะสร้างสรรค์ และ มีศรัทธา ความเชื่อที่ประกอบด้วย ปัญญา และเชื่อมั่นในการท าคุณความดีเรียกสั้น ๆ ว่าเป็น สมรรถภาพจิต๗๔ ซึ่งเป็นกลุ่มธรรมส าคัญ จ าเป็นต้องฝึกฝน อยู่ในหมวดของ “สัมมาสมาธิ” อันเป็นองค์ส าคัญในอริยอัฏฐังคิกมรรคหรือมรรคมี องค์แปด “สัมมาสมาธิ” เป็นเรื่องของการฝึกอบรมจิตใจในขั้นลึกซึ้ง ทั้งในแง่ที่เป็นเรื่องของจิตอันเป็น ของละเอียด และในแง่การปฏิบัติที่มีรายละเอียดกว้างขวางซับซ้อน เป็นจุดบรรจบหรือเป็นสนามรวม ของการปฏิบัติซึ่งรายละเอียดของความหมาย ระดับ แนวทางการพัฒนา และประโยชน์ของสมาธิ ๓) สุขภาพจิต หรือภาวะจิตที่ดีคือ มีปราโมทย์ปีติปัสสัทธิสุข สมาธิมีชื่อรวมเรียกว่า ธรรมสมาธิหมายความว่า เมื่อภาวะจิตมีคุณสมบัติทั้ง ๕ นี้ตั้งแน่วเข้าที่แล้ว จิตก็มั่นแน่วเป็นสมาธิ ควรแก่การใช้งานทางปัญญาที่ถูกต้องและดีงามต่อไป คุณสมบัติ๕ อย่างนี้ได้แก่ ปราโมทย์ความร่า เริงเบิกบานใจ ปีติความอิ่มใจ ปลื้มใจ ปัสสัทธิคือ ความผ่อนคลาย เรียบรื่น สงบสบาย ไม่เครียด ซึ่ง จะเกิดขึ้นเชื่อมโยงระหว่างกายกับใจ สุข ความฉ่ าชื่นรื่นใจ และ สมาธิคือ ภาวะที่จิตมั่นแน่ว ไม่ ฟุูงซ่าน ไม่วอกแวกหวั่นไหว ซึ่งอาศัยจากความสุข ปัสสัทธิปีติปราโมทย์เป็นตัวเอื้อเปิดโอกาสให้จิต เป็นสมาธินั่นเอง คุณสมบัติ๕ อย่างนี้ควรท าให้มีในจิตใจอยู่เสมอเป็นภาวะจิตที่ดีฝุายภายใน นี่ก็คือ ๗๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕๓. ๗๓ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๑๙๖. ๗๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๓.
๓๓ จิตที่มีสุขภาวะ หรืออธิบายง่าย ๆ คือภาวะที่จิตมีความร่าเริง เบิกบาน สดชื่น แจ่มใส อิ่มใจ ผ่อน คลายตั้งมั่น โปร่งโล่ง และไร้พรมแดน๗๕ ซึ่งประกอบไปด้วยระดับความสุข และท่าทีต่อความสุข ดังนี้ ๑. ระดับความสุข ใช้หลักของ สามิสสุข นิรามิสสุข กล่าวคือ สามิสสุข หรือ อามิสสุขหรือ กามสุข คือ ความสุขที่ขึ้นต่อวัตถุ เรียกว่า สุขจากการเสพหรือสุขขั้นตัณหา เป็นความสุขที่ต้องพึ่งพา ต้องหา ขึ้นต่อสิ่งภายนอก และ นิรามิสสุข คือ ความสุขที่ไม่ขึ้นต่อวัตถุ เป็นความสุขภายในที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุภายนอก ได้แก่ สุขจากการอยู่ใกล้ชิดชื่นชมธรรมชาติสุขจาก การอยู่ร่วมสัมพันธ์ช่วยเหลือกันกับเพื่อนมนุษย์ด้วยเมตตาการุณย์สุขจากการค้นคว้าหาความรู้แสวง ความจริงด้วยใจใฝุรู้ใฝุธรรม สุขจากการท างานหรือกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ใจรักใฝุท าใฝุสร้างสรรค์ สุขจากภาวะจิตกุศล เช่น มีศรัทธา มีปีติในการท าบุญ หรือบ าเพ็ญประโยชน์มีปัญญามองสิ่งทั้งหลาย ด้วยความรู้เข้าใจโปร่งโล่งจนถึงสุขจากสมาธิในฌาน มีจิตสงบปลอดพ้นจากอกุศลและสิ่งรบกวน หรือ สุขแห่งนิพพาน เกิดปัญญารู้แจ้งจริงถึงขั้นท าให้จิตหลุดพ้นเป็นอิสระสมบูรณ์๗๖ ๒. ท่าทีต่อความสุข หรือวิธีปฏิบัติต่อความสุข ๔ วิธีคือ ไม่เอาทุกข์มาทับถมตน ที่ไม่มีทุกข์โดยปกติความทุกข์มีเป็นธรรมดาของโลกจากสังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาอยู่แล้ว ต้องฝึกฝนพัฒนาให้วางใจถูกจึงไม่ทุกข์เพิ่ม ไม่ละทิ้งสุขที่ชอบธรรม ที่เราควรได้ควรมีตามเหตุปัจจัยไม่ สยบมัวเมาในความสุขแม้ที่ประณีต กล่าวคือ ความสุขก็เป็นโลกธรรมอย่างหนึ่ง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และ ดับไป เป็นอนิจจัง ถ้ารู้ทันความจริงนี้เมื่อสุข ก็เสวยสุขนั้นโดยชอบธรรม ถ้าหลงเพลินมัวเมาความสุข นั้น ก็จะกลับกลายเป็นปัจจัยของความทุกข์ได้ และพัฒนาความสุขที่ประณีตและสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปเริ่ม จากความสุขขั้นต้น ที่ได้จากการได้การเอาอย่างเดียว พัฒนาเป็นมีความสุขจากการได้ท าประโยชน์แก่ เพื่อนมนุษย์ ได้ช่วยเหลือสังคม และได้ท าความดีงามต่าง ๆ ความสุขนั้นก็ขยายออกไปอีก เลยจาก ความสุขในการท าความดีไปสู่ความสุขที่เกิดจากปัญญา ซึ่งความสุขที่เกิดจากปัญญา ก็คือความรู้เท่า ทันสังขาร รู้โลกและชีวิตตามเป็นจริง รู้เท่าทันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา๗๗ ๔) ปัญญาภาวนา ค าว่า ปัญญา หมายถึง ความรู้ทั่ว ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล ความรู้เข้าใจชัดเจน ความรู้เข้าใจ หยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ จัดการ ด าเนินการ ทาให้ลุผล ล่วงพ้นปัญหา ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามความเป็น จริง๗๘ ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงความหมายของปัญญาไว้ทั้งปัญญาระดับโลกิยะและปัญญาในระดับโล ๗๕ อ้างแล้ว, หน้า ๑๒๕-๑๒๙, ๑๓๓. ๗๖ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๒๔๓-๒๔๖. ๗๗ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๒/๑๓, พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๑๕๖-๑๖๑. ๗๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพมหานคร : เอส. อาร์. พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์, ๒๕๕๑), หน้า ๒๒๘.
๓๔ กุตตระ คือ ปัญญา หมายถึง ความรู้ธรรมที่เป็นกุศล อกุศล ธรรมที่มีโทษ ธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมที่ควร เสพ ธรรมที่ไม่ควรเสพ ธรรมที่ไม่สามารถทาให้เป็นพระอริยะ และธรรมที่สามารถท าให้เป็นพระ อริยะ๗๙ ดังปรากฏอยู่ในพลสูตรว่า “ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรม เหล่าใดเป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมีโทษ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรม ไม่มีโทษ นับว่าเป็นธรรมไม่มี โทษ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมดา นับว่าเป็นธรรมดา ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมขาว นับว่าเป็นธรรมขาว ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่ไม่ควรเสพ นับว่า เป็นธรรมที่ไม่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่ไม่สามารถท าความเป็นอริยะ นับว่าเป็นธรรมที่ไม่ สามารถท าความเป็นอริยะ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรม สามารถท าความเป็นอริยะ นับว่าเป็นธรรม สามารถท าความเป็นอริยะ ธรรม เหล่านั้นแลเป็นธรรมที่บุคคลเห็นได้ด้วยดี พิจารณาแล้วด้วย ปัญญา” อีกความหมายหนึ่งของปัญญาที่ปรากฏในพระไตรปิฎก หมายความถึงปัญญาทั้งระดับ โลกิยะและโลกุตตระ เป็นปัญญาที่เกิดจากความรู้โดยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งบรรลุผล “อริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่อง พิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ช าแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ” ๘๐ ปัญญาในความหมายนี้เป็นเครื่องพิจารณาให้เห็น หมายความถึงวิปัสสนาปัญญาและมัคคปัญญา ส่วน ความเกิดและความดับ หมายความถึงความเกิดดับของเบญจขันธ์ ส่วนความเป็นอริยะ หมายความถึง ความบริสุทธิ์อยู่ห่างจากกิเลสทั้งหลายด้วยวิกขัมภนปหานะ (การละด้วยการข่มไว้) และสมุทเฉทปหา นะ (การละด้วยการตัดขาด) การพัฒนาปัญญา เป็นการฝึกอบรมด้านปัญญา การพัฒนาบุคคลให้รู้จักคิดพิจารณา วินิจฉัย แก้ไขปัญหา และด าเนินการต่าง ๆ ด้วยปัญญา เข้าใจเหตุผล มองสิ่งต่าง ๆ ตามเหตุและ ปัจจัย ไม่มีอคติปราศจากการครอบง าของกิเลส มีความเป็นอยู่โดยรู้เท่าทันธรรมดาของโลกและชีวิต เข้าถึงอิสรภาพ ปลอดทุกข์ ปราศจากปัญหา และในเรื่องของระบบองค์รวมของการดาเนินชีวิตที่ดี ซึ่งเป็นระบบแห่งเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กัน ปัญญาเป็นองค์ประกอบส าคัญที่จะเป็นตัวจัดการให้ส าเร็จผล จนถึงจุดหมายคือ สุขภาวะ ๘๑ ประกอบด้วยการปฏิบัติต่อความรู้และระดับความรู้ดังนี้ ๑) การปฏิบัติต่อความรู้ ในการปฏิบัติต่อความรู้นั้น ต้องพัฒนาปัญญาทั้งในการรอบรู้ เรื่องการงาน รู้เข้าใจวิชาการที่เกี่ยวข้อง เรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ต่าง ๆ ฝึกการคิดแก้ปัญหา ต่าง ๆ วิเคราะห์วิจัยหาทางปรับปรุงพัฒนากิจการ หรือริเริ่มสร้างสรรค์การแผ่ขยายประโยชน์สุข ตลอดจนการรู้จักโลกและเข้าใจชีวิต และนาความรู้นั้นมาใช้คิดแก้ปัญหา ตลอดจนปลดปล่อยชีวิตให้มี ๗๙ องฺ.นวก.(ไทย) ๒๓/๕/๔๓๙. ๘๐ องฺ.นวก.(ไทย) ๒๓/๔/๗. ๘๑ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๒๓๗, ๑๖๒.
๓๕ อิสรภาพ๘๒ ซึ่งหลักธรรมที่สอดคล้องกับการปฏิบัติต่อความรู้ในการพัฒนาปัญญานั้น คือ หลักโยนิโสน สิการ นั่นคือ การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การท าในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิด พิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็น ระเบียบละโดยอุบายวิธีให้เห็น สิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ตามสภาวะ และตามความสัมพันธ์แห่งเหตุ ปัจจัยธรรมข้อนี้เป็นองค์ประกอบภายในและเป็นฝุายปัญญา๘๓ ๒) ระดับความรู้ปัญญาจัดแยกได้หลายระดับหลายขอบเขต ตั้งแต่ “สุตะ” คือ ขั้นของ การรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการด าเนินชีวิต แล้วน าข้อมูลที่ได้รับมาหยั่งลงไปในความจริงตาม เหตุและผล เรียกว่า “ทิฏฐิ” เป็นการมองเห็นทางที่จะท าการ จัดการ ด าเนินการ หรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยท่าทีของการมองตามเหตุตามปัจจัย เข้าใจเหตุผล จนกระทั่งรู้แจ้งถึงความจริงของสิ่งทั้งหลาย ตามที่มันเป็น เกิดเป็นความรู้ความเห็นด้วยปัญญาญาณ เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” โดยท่านได้อธิบาย ความหมายว่าคือ การรู้แจ้ง รู้อย่างถึงความจริง เป็นความรู้ความเข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลาย ที่ ส่งผลให้จิตใจหลุดพ้นเป็นอิสระ๘๔ หรือแบ่งระดับในแง่ของการพัฒนาความรู้ขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น ซึ่ง เข้าได้กับหลัก “ปัญญา ๓” คือ “สุตมยปัญญา” ปัญญาเกิดแต่การสดับการเล่าเรียน“จินตามาย ปัญญา” ปัญญาเกิดแต่การคิดพิจารณาหาเหตุผล และ “ภาวนามยปัญญา” ปัญญาเกิดแต่การ ฝึกอบรมลงมือปฏิบัติ๘๕ ในสัมมาทิฏฐิสูตร ได้แสดงสัมมาทิฏฐิตามเถราธิบายแห่งท่านพระสารีบุตร และโดยที่ท่าน ได้อธิบายไว้โดยปริยายคือทางแสดงติดต่อกันหลายข้อหลายประการ แต่อันที่จริงก็เป็นทางธรรมะที่ ด าเนินไปทางเดียวกัน เป็นแต่ท่านได้จ าแนกแจกแสดง เพื่อเป็นทางพิจารณาทางปัญญาของผู้ที่มุ่ง ทราบ และมุ่งปฏิบัติอบรมทั้งหลาย และก็ได้แสดงอธิบายต่อไปอีกว่า สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบก็คือรู้จัก ชรา มรณะ รู้จักสมุทัยเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ รู้จัก ความดับชรามรณะ และรู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับชรามรณะ ชราก็ได้แก่ความแก่ ความทรุดโทรม ฟันหัก ผมหงอก หนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมแห่งอายุ ความหง่อมแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย มีตาเป็นต้น มรณะก็ได้แก่จุติ ความเคลื่อน ความแตกท าลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย การกระท ากาละ ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความทอดทิ้งซากศพไว้ ความตัดขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต รู้จักชรา ความแก่ มรณะ ความตาย ดังนี้ เหตุเกิดแห่งชรามรณะ ๘๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๙, ๑๘๙. ๘๓ ชูฤทธิ์เต็งไตรสรณ์, “การศึกษาความสัมพันธ์ของแนวคิดสุขภาวะองค์รวมเชิงพุทธกับหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๘๖-๘๗. ๘๔ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ, หน้า ๒๖๗. ๘๕ ชูฤทธิ์เต็งไตรสรณ์, “การศึกษาความสัมพันธ์ของแนวคิดสุขภาวะองค์รวมเชิงพุทธกับหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, หน้า ๘๘.
๓๖ ความแก่ ความตาย ก็คือ ชาติ ความเกิด รู้จักเหตุเกิดแห่งความแก่ความตายก็คือรู้จักว่า ชาติความเกิดเป็นสมุทัย เหตุเกิดแห่งความแก่ความตาย ดับชาติคือความเกิดเสียได้ก็เป็นความดับชรามรณะ รู้จักความดับชรามรณะก็คือรู้จักว่าดับชาติ คือ ความเกิดเสียได้ เป็นความดับชรามรณะ ดังกล่าว ทางปฏิบัติให้ถึงความดับชาติคือความเกิด ทางปฏิบัติให้ถึงความดับชรามรณะความแก่ความตาย ก็คือมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความด าริชอบ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การ งานชอบ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ สัมมาวายามะ เพียรชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับชรามรณะ ก็คือรู้จักว่ามรรคมีองค์ ๘ ดังกล่าว เป็นทางดับชรา มรณะ จากพุทธพจน์ ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ความแก่ชรา คือ สภาพร่างกายที่เสื่อมถอยตาม กาลเวลา ร่างกายเสื่อมสภาพรวมถึงอายุที่มากตามไปด้วย ดังนั้น ผู้สูงอายุ ก็คือ ผู้ที่มีสภาพร่างกาย เสื่อมถอยลงจากเดิม เช่น ผมหงอก ผิวหนังเหี่ยวย่น และมีอายุมาก แต่ด้วยความแตกต่างระหว่าง บุคคลจึงท าให้แต่ละบุคคลมีสภาพร่างกายที่เข้าสู่วัยสูงอายุไม่พร้อมกัน๘๖ ๒.๓.๔ การประยุกต์หลักภาวนา ๔ สู่สังคมผู้สูงอายุตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาท หลักภาวนา ๔ ที่ปรากฏในพระพุทธศาสนานั้น สามารถน ามาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหา ให้กับผู้สูงอายุในสังคมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหลาย ๆ ด้านทั้ง ทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และเศรษฐกิจ การที่ผู้สูงอายุจะมาสามารถรักษาความสมดุล ของชีวิต และปรับตัวเองให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยปัจจัย ส่วนบุคคล และ ปัจจัยภายนอกของผู้สูงอายุ ได้แก่ความรู้ ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม การเรียนรู้ และการปฏิบัติตัว ของผู้สูงอายุเอง และปัจจัยภายนอก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ครอบครัว ชุมชน ๑. การประยุกต์ใช้หลักภาวนา ๔ เพื่อแก้ปัญหาผู้สูงอายุทางด้านร่างกาย ผู้สูงอายุในวัย แก่ชราไม่ว่าจะเป็นการด าเนินชีวิตประจ าวัน หรือการด ารงชีวิตอยู่ในสังคมบางรายอาจจะมีอุปสรรค ในการด าเนินชีวิตแต่จิตใจอยากจะกระท าในสิ่งที่ต้องการ จ าเป็นต้องมีการตรวจรักษาสุขภาพร่างกาย อยู่อย่างสม่ าเสมอ หาโอกาสท าบุญร่วมกับญาติภายในครอบครัว หรือกลุ่มชมรมต่าง ๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับ สิ่งผิดกฎหมาย หากิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะความสามารถท าอยู่เป็นประจ า ซึ่งในทางพระพุทธศาสนา สามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาด้านร่างกายได้ดังนี้ - การเจริญสติ คือ การก าหนดอิริยาบถให้ทันปัจจุบันและรับรู้ความรู้สึกตามทวารต่างๆ อย่างสม่ าเสมอตลอดเวลาให้มากที่สุด ความรู้สึกของคนมีทางรู้อยู่ ๖ ทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ก าหนดรู้ไปตามจริงที่ใจรู้พร้อมกับกิริยาเคลื่อนไหวอื่น ๆ ท าอะไรก็ให้มีสติ ก าหนดให้รู้ให้ทัน ๘๖ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๙๒/๘๗.
๓๗ ปัจจุบันให้มากที่สุด อิริยาบถใหญ่ คือ การยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถย่อย คือ การเคลื่อนกายทุก กิริยาเช่น การรับประทานอาหาร ดื่ม เคี้ยว กลืน ก้ม เงย หยิบ ยก ตลอดจนการถ่ายอุจาระ ปัสสาวะ ควรพยายามก าหนดให้ได้มากทุกคนไม่มีใครก าหนดได้ทุกกิริยาย่อมมีการพลั้งเผลอเมื่อเผลอก็ให้ ก าหนดตามความเป็นจริงว่า“เผลอหนอ” ในการเดินจงกรม นั่งสมาธิ และเจริญสตินี้ จัดว่ามี ความส าคัญเป็นอันดับหนึ่ง การเดินจงกรมมีความส าคัญเป็นอันดับสอง การเดินจงกรม มีหลายแบบ หลายวิธี แต่ทุก ๆ วิธี มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ ให้จิตเกิดสมาธิผลที่ได้ควบคู่กับการเดินจงกรม คือ การเคลื่อนไหวร่างกายมีเลือดสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนปลาย๘๗ ๒. การประยุกต์ใช้หลักภาวนา ๔ เพื่อแก้ปัญหาผู้สูงอายุทางด้านพฤติกรรมในการด าเนิน ชีวิตในสังคม ในการด ารงชีวิตอย่างมีความสุขตามแนวทางของพระพุทธศาสนาของผู้สูงอายุนั้น คือ การถือปฏิบัติตามศีล ๕ หรือ ศีล ๘ และศีลอุโบสถศีล เพื่อให้บุคคลส ารวมกาย วาจาใจ ลดละความ พึงพอใจบางอย่าง และสร้างความดีงามเพิ่มขึ้นด้วยการไปวัดฟังธรรมตามสภาพร่างกาย และ สิ่งแวดล้อมจะเอื้ออ านวย ขณะฟังธรรมจะให้เกิดผลจริง ๆ จะต้องติดตามไปด้วยทุกขั้นตอน การถือ ศีล ๕ เป็นปกติวิสัยถือว่าสร้างความเจริญให้ชีวิตเพราะศีล ๕ จะช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ครอบครัวสังคมประเทศชาติเดือดร้อนวุ่นวายเพราะสมาชิกแต่ละคนไม่ปฏิบัติตนตามศีล ๕ ให้ ครบถ้วน ซึ่งแต่ละข้อในศีล ๕ นั้น มีความส าคัญเกี่ยวพันกันจะขาดข้อใดข้อหนึ่งท าให้ชีวิตไม่สมบูรณ์ มีความบกพร่องเกิดขึ้นในครอบครัวและสังคมได้มาก ๓. การประยุกต์ใช้หลักภาวนา ๔ เพื่อแก้ปัญหาผู้สูงอายุทางด้านจิตใจ ตามแนวทาง พระพุทธศาสนา คือ การสวดมนต์ ไหว้พระ ถือว่าเป็นการระลึกถึงพระคุณพระพุทธเจ้าพระธรรม พระสงฆ์มีหลายแบบ มั่นใจว่าผู้สูงอายุทุกท่านจะได้ปฏิบัติอยู่แล้วเป็นประจ า และการสวดมนต์นั้นมี ทั้งสวดภาษาบาลี และแปลเป็นไทยซึ่งช่วยให้ผู้สวดเกิดความเข้าใจและซาบซึ้งในการสวดได้มาก เพื่อ ประโยชน์ชวนให้อยากสวดเพราะมีความรู้และเข้าใจทุกประโยคการสวดมนต์ถ้าปฏิบัติได้เป็นประจ า ถือว่าเป็นการปฏิบัติดีอย่างหนึ่ง และการนั่งสมาธิก่อนนอนทุกวันเป็นประจ า หมั่นท าบุญตักบาตร เข้า วัดฟังธรรมในวันพระ หรือวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา หมั่นฟังธรรม หรือศึกษาธรรม เป็นต้น ผู้สูงอายุยังสามารถปฏิบัติวิปัสสนา ขั้นแรก คือ การท าสมาธิเพื่อให้จิตสงบรวมเป็นหนึ่ง เมื่อฝึกจิตสงบได้ดีแล้ว ซึ่งใช้เวลานานแตกต่างกันในแต่ละคนจึงปฏิบัติขั้นต่อไป คือ วิปัสสนาภาวนา ซึ่งผู้ปฏิบัติจะต้องมีอาจารย์ผู้สอนแนะแนวทางจึงจะเกิดความเข้าใจและน าไปปฏิบัติต่อไปด้วยตนเอง นอกจากนี้ ผู้สูงอายุควรอยู่อย่างพอเพียง ไม่วิตกกังวลสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตให้มากนัก หมั่น ท ากิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และต้องรู้จักน าหลักธรรมมาใช้ในการด าเนินชีวิต ท า ๘๗ ส านักงานส่งเสริมสุขภาพกรมอนามันกระทรวงสาธารณะสุข, การเปลี่ยนแปลงและเตรียมตัวเพื่อ เข้าสู่วัยสูงอายุ, หน้า ๑๔.