The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by MBA Walailak, 2024-04-11 02:45:17

โครงร่าง IS ธรรมศักดิ์ มีคล้าย 65200081

โครงรางการคนควาอิสระ การพัฒนาคุณภาพบริการขนสงของ บมจ.หาดทิพย ตามเกณฑมาตรฐาน Q Mark The Development of Service Quality by Trucks of Haad Thip Public Company Limited According to the Q Mark Standard นายธรรมศักดิ์ มีคลาย Thammasak Meeklai คณะกรรมการที่ปรึกษา รศ.ดร.สมนึก เอื้อจิระพงษพันธ อาจารยที่ปรึกษา อาจารยชวพงษ นุยสุข ผูชวยอาจารยที่ปรึกษา โครงการหลักสูตรบัณฑิตศึกษาทางการจัดการนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจ สํานักวิชาการบัญชีและการเงิน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ


ใบอนุมัติโครงรางการคนควาอิสระ เรื่อง การพัฒนาคุณภาพบริการขนสงของ บมจ.หาดทิพย ตามเกณฑมาตรฐาน Q Mark นามผูศึกษา: นายธรรมศักดิ์ มีคล้าย เสนอตอ: คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สำนักวิชาการบัญชีและการเงิน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อขออนุมัติทำการค้าคว้าอิสระ ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ภาคการศึกษา: 2/2566 ไดรับอนุมัติโดย: คณะกรรมการที่ปรึกษา ลายเซ็น วัน/เดือน/ป อาจารยที่ปรึกษา รศ.ดร.สมนึก เอื้อจิระพงษ์พันธ์ .......................... ......./......./....... ผูชวยอาจารยที่ปรึกษา อาจารย์ชวพงษ์ นุ้ยสุข ……………………… ......./......./....... ตรวจสอบแลว………………………………………………. (รองศาสตราจารย์ ดร.สมนึก เอื้อจิระพงษ์พันธ์) ประธานคณะกรรมการบัณฑิตศึกษา ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต .........../........../..........


(1) สารบัญ หนา สารบัญ..........................................................................................................................................(1) สารบัญตาราง...............................................................................................................................(3) สารบัญภาพ..................................................................................................................................(4) บทที่ 1 บทนํา..................................................................................................................................1 1.1 ที่มาและความสำคัญ......................................................................................................1 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย…………………………………………………………………………………..........4 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ.............................................................................................4 1.4 ขอบเขตของการศึกษา...................................................................................................4 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ...........................................................................................................5 บทที่ 2 ทบทวนวรรณกรรม...................................................................................................7 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับโลจิสติกส์และการจัดการด้านโลจิสติกส์…............................................8 2.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับการขนส่ง............................................................................................ 18 2.3 มาตรฐานคุณภาพการบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก.……………………………………….........23 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง......................................................................................................48 2.5 กรอบแนวความคิด..................................................................................................... 52 2.6 ข้อมูลบริษัทกรณีศึกษา................................................................................................54 บทที่3 วิธีดําเนินการวิจัย .............................................................................................................61 3.1 แหล่งข้อมูลและข้อมูลตัวอย่าง ...................................................................................62 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..............................................................................................62 3.3 ระเบียบวิธีในการดำเนินการวิจัย..................................................................................63 3.4 สถานที่ศึกษาวิจัย.........................................................................................................64 3.5 ระยะเวลาในการศึกษา. ..............................................................................................64


(2) สารบัญ (ตอ) หนา บรรณานุกรม..................................................................................................................................65 ภาคผนวก.......................................................................................................................................68 ภาคผนวก ก.......................................................................................................................69 แบบประเมินกึ่งสัมภาษณ์ในการวิจัย..............................................................................................70


(3) สารบัญตาราง ตารางที่ หนา ตารางที่ 1.1 สถิติมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) ปี 2566.........................3 ตารางที่ 2.1 ข้อกำหนดด้านองค์กร...............................................................................................25 ตารางที่ 2.2 ข้อกำหนดด้านปฏิบัติการขนส่ง................................................................................28 ตารางที่ 2.3 ข้อกำหนดด้านพนักงาน............................................................................................31 ตารางที่ 2.4 ข้อกำหนดด้านยานพาหนะ.......................................................................................33 ตารางที่ 2.5 ข้อกำหนดด้านลูกค้าและภายนอก............................................................................34


(4) สารบัญภาพ ภาพที่ หนา ภาพที่ 1.1 โครงสร้างมูลค่าต้นทุนโลจิสติกส์ ปี 2564........................................................................2 ภาพที่ 2.1 แสดงแผนภาพขั้นตอนการขอการรับรอง.......................................................................37 ภาพที่ 2.2 ตราสัญลักษณ์มาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกสำหรับการขนส่ง ไม่ประจำทาง....................................................................................................................................40 ภาพที่ 2.3 ตราสัญลักษณ์มาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกสำหรับการขนส่ง ส่วนบุคคล. ......................................................................................................................................41 ภาพที่ 2.4 ใบรับรองคุณภาพ............................................................................................................42 ภาพที่ 2.5 สิทธิประโยช์สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรองมาตรฐาน Q Mark จาก บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด...................................................................................45 ภาพที่ 2.6 สิทธิประโยช์สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรองมาตรฐาน Q Mark จาก บริษัทวิริยะ ประกันภัย จำกัด (มหาชน)...........................................................................................46 ภาพที่ 2.7 สิทธิประโยช์สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรองมาตรฐาน Q Mark จากคณะกำกับ และกรรมการส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย...........................................................................47 ภาพที่ 2.8กรอบแนวความคิดในการวิจัย........................................................................................53 ภาพที่ 2.9โลโก้ Haadthip Logistics.............................................................................................57 ภาพที่ 2.10แผนผังโครงสร้างองค์กรของ Haadthip Logistics......................................................57 ภาพที่ 2.11แสดงรายละเอียดของรถขนส่งประเภท 6 ล้อ..............................................................58 ภาพที่ 2.12แสดงรายละเอียดของรถขนส่งประเภท 10 ล้อ............................................................58 ภาพที่ 2.13แสดงรายละเอียดของรถขนส่งประเภท 10 ล้อ(ต่อ).....................................................59 ภาพที่ 2.14แสดงรายละเอียดของรถขนส่งประเภท Trailer...........................................................60


1 บทที่ 1 บทนํา 1.1 ที่มาและความสําคัญ ภายใต้ระบบการค้าเสรีที่มีการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน ย่อมส่งผลให้เกิดการ เชื่อมโยงกันอย่างกว้างขวางในการจัดการทั้งอุปสงค์และอุปทาน ภาคธุรกิจจึงไม่สามารถดำเนินอยู่ได้ เพียงผู้เดียวในการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหันมาจับมือกับธุรกิจ รอบตัว ทั้งรอบตัวในแนวดิ่งและแนวราบ ความร่วมมือระหว่างธุรกิจในแนวดิ่งนั้นจะรวมถึงธุรกิจที่ ก่อให้เกิดผลผลิตจริงในสายการผลิตของตน ตั้งแต่ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้จัดส่ง ผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้า ตลอดจนถึงลูกค้า และความร่วมมือในแนวราบนั้นจะรวมถึงธุรกิจที่มีลักษณะส่งเสริมหรือเป็นคู่ค้าที่มี ประโยชน์จนก่อให้เกิดการเพิ่มผลผลิตหรือยกระดับความสามารถของธุรกิจตนได้ ซึ่งอาจเป็นธุรกิจที่มี ลักษณะใกล้เคียงกัน การหันมาจับมือกับธุรกิจรอบตัวนี้เป็นแนวคิดที่เรียกว่า โซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่มีโลจิสติกส์เป็นกลไกสำคัญในการบริหารภาคอุตสาหกรรม สำหรับใน ประเทศไทยแล้วได้เริ่มมีการยอมรับแนวความคิดของการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานกันอย่าง แพร่หลาย และก่อให้เกิดการปรับปรุงแนวปฏิบัติให้ดียิ่งขึ้นในการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรม (กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปี 2561) โลจิสติกส์ถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญอย่างมากในระบบเศรษฐกิจ กล่าวคือโลจิสติกส์เป็น รายจ่ายที่สำคัญสำหรับธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบและได้รับผลกระทบจากกิจกรรมอื่นๆในระบบ เศรษฐกิจ การปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการด้านโลจิสติกส์จะส่งผลโดยตรงต่อการปรับปรุง สภาพเศรษฐกิจโดยองค์รวมให้ดีขึ้น โลจิสติกส์จึงได้กลายเป็นกิจกรรมที่สำคัญในด้านการสนับสนุน การขายเสมือนหนึ่งเป็นสินค้าและบริการ โลจิสติกส์ถือเป็นการเพิ่มอรรถประโยชน์ทางด้านเวลาและ สถานที่โดยมีการนำสินค้าต่างๆที่ลูกค้าต้องการเพื่อบริโภค หรือเพื่อการผลิตไปยังสถานที่ที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ ในสภาพที่ต้องการ และในต้นทุนที่ต้องการอย่างเหมาะสม จากการที่อัตราดอกเบี้ย และต้นทุนพลังงานด้านการขนส่งที่สูงขึ้นในปัจจุบัน โลจิสติกส์จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นต้นทุนในการดำเนินงานที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่กำหนดความอยู่รอดของหลายองค์กร (ปิยะนุช สัมฤทธิ์, 2563) การขนส่งนั้นถือได้ว่าเป็นกิจกรรมหลักในการจัดการโลจิสติกส์ (Key Logistics Activities) และต้นทุนในการขนส่งนั้นเป็นตันทุนหลักของกระบวนการโลจิสติกส์ทั้งหมดดังข้อมูลจาก กองยุทธศาตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ สศช. ปี 2564 (ภาพที่1.1 โครงสร้างมูลค่าต้นทุนโลจิสติกส์ ปี 2564) โดยอยู่ที่ประมาณ 4 ใน 10 ส่วนของต้นทุนด้านโลจิสติกส์ทั้งหมด (กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปี 2561) นอกจากนี้การขนส่งยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการด้านโลจิสติกส์ เพราะการขนส่ง นั้นทำให้เกิดการไหลของสินค้าและทรัพยากรสำหรับการบริการต่างๆ ภายในโซ่อุปทาน ดังนั้นการ


2 บริหารจัดการงานขนส่งที่ดีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการลดตันทุนด้านโลจิสติกส์ และส่งผลให้ เกิดประสิทธิภาพในกระบวนการโลจิสติกส์ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นการบริหารการขนส่งอย่างมีคุณภาพ ทั้งในด้านการจัดส่งที่ตรงต่อเวลา การจัดส่งสินค้าได้อย่างครบถ้วนไม่สูญหาย และสภาพของสินค้าที่ ไม่บุบสลายจะทำให้เกิดการบริการลูกค้าที่ดีขึ้น ย่อมจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาของธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกิจกรรมการขนส่งนั้นแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัว สินค้าในกระบวนการผลิตโดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมสนับสนุนที่มีความ จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจที่จะต้องทำการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า ภาพที่ 1.1 โครงสร้างมูลค่าต้นทุนโลจิสติกส์ ปี 2564 ที่มา: กองยุทธศาตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส สศช. ปี 2564 การขนส่งทางถนนมีความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นการขนส่งที่นิยมใช้กันมากที่สุด ในการขนส่งภายในประเทศดังข้อมูลปรากฏในภาพที่ 1.1 เนื่องจากเป็นรูปแบบการขนส่งที่มีความ ได้เปรียบเกี่ยวกับขนาดและรูปแบบของยานพาหนะที่ให้บริการ ผู้ให้บริการขนส่งทางถนนนั้นสามารถ เลือกใช้ยานพาหนะให้มีความเหมาะสมกับขนาดและประเภทของสินค้าที่หลากหลายได้มากกว่าการ ขนส่งรูปแบบอื่นๆ มีความยืดหยุ่นสูงในด้านระยะเวลาและจำนวนเที่ยวของการให้บริการ โดยส่งผล ให้ได้เปรียบทางเศรษฐศาสตร์ในการให้บริการระยะทางขนส่งสั้น แต่มีข้อจำกัดคือจำเป็นต้องจัดหา สถานที่เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมสินค้าและต้องวางแผนการขนส่งไปยังปลายทาง ซึ่งในการ วางแผนนั้นต้องคำนึงถึงประเภทของสินค้า และระยะวลาที่จะต้องจัดส่งให้ถึงปลายทาง รวมถึงการจัด เส้นทางในการเดินรถเพื่อให้สามารถนำส่งสินค้าไปยังปลายทางทั้งในด้านจำนวน สถานที่ และปริมาณ สินค้าให้ได้มากที่สุด (ฐาปนา บุญหล้า และนงลักษณ์ นิมิตรภูวดล, 2555)


3 ที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบกได้มีการดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่ง อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งในด้านวิชาการ ข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เปี่ยมไป ด้วยองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาไปเป็นผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีความแข็งแรง สามารถ สนับสนุนภาคการค้าและอุตสาหกรรมต่างๆของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แล้ว กรมขนส่งทางบกได้มีการดำเนินการโครงการเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วย รถบรรทุกซึ่งใช้ชื่อเรียกว่า Q Mark โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการขนส่งให้มี มาตรฐาน ยกระดับคุณภาพด้านการให้บริการสามารถแข่งขันได้ในตลาดการค้าเสรีด้านการขนส่ง โดย นำระบบมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพให้แก่ ผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งมาตรฐาน Q Mark มีข้อกำหนดครอบคลุมการดำเนินการใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านองค์กร ด้านปฏิบัติการขนส่ง ด้านพนักงาน ด้านยานพาหนะ และด้านลูกค้าและภายนอก ใน ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกได้มีการให้การรับรองมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกแก่ ผู้ประกอบการขนส่ง จำนวนทั้งสิ้น 1,058 ราย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 77 จังหวัด มีจำนวนรถบรรทุก ที่ได้รับการรับรองรวมกว่า 144,326 คัน อีกทั้งได้มีแผนขยายฐานการให้การรับรองมาตรฐาน Q Mark ไปยังผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกส่วนบุคคล และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเกษตร และอาหาร เพื่อเป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งไทยก้าวสู่ตลาดการแข่งขันใน ระดับสากล (กรมการขนส่งทางบก, 2562) นอกจากมาตรฐานด้านคุณภาพบริการขนส่งแล้วกรมการ ขนส่งทางบกยังได้ออกกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งอย่างกฎหมายเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่อง บันทึกข้อมูลการเดินทาง (Global Positioning System) ที่เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับ สนับสนุนและควบคุมการขนส่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการและกรมขนส่งทางบกสามารถควบคุมการเดิน รถได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการมีเกณฑ์และข้อกฎหมายต่างๆ อาจยังไม่สามารถช่วย ยกระดับธุรกิจขนส่งและกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความ เข้าใจหรือแนวทางในการพัฒนาธุรกิจ ตารางที่ 1.1 สถิติมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งดวยรถบรรทุก (Q Mark) ป้ี 2566 ประเภทผูประกอบการ ผูประกอบการที่ไดรับการ รับรอง (ราย) จํานวนรถที่ไดรับการ รับรอง (คัน) ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง: 70 1,018 139,438 ผู้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคล: 80 20 4,562 ผู้ประกอบการขนส่ง Cold Chain 20 326 รวม 1,058 144,326 ที่มา: กลุ่มพัฒนาและส่งเสริมการขนส่งสินค้า สำนักการขนส่งสินค้า กรมขนสงทางบก ป่ี 2566


4 จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลให้เกิดเป็นงานวิจัยเรื่องการพัฒนาคุณภาพบริการขนส่งด้วย รถบรรทุกของบริษัทหาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ตามเกณฑ์มาตรฐาน Q Mark เพื่อใช้มาตรฐานนี้เป็น แนวทางในการพัฒนาบริการให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับและประทับใจต่อผู้ใช้บริการ สามารถเพิ่ม ประสิทธิภาพการขนส่งขององค์กรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจขนส่งด้วย รถบรรทุกได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น เพิ่มโอกาศให้กับองค์กรในการก้าวไปสู่ธุรกิจขนส่งระหว่าง ประเทศในอนาคต อีกทั้งช่วยยกระดับธุรกิจการขนส่งและอุตสาหกรรมของประเทศในภาพรวม 1.2 วัตถุประสงคการวิจัย 1. เพื่อศึกษาและประเมินผลการดำเนินงานของบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ตามเกณฑ์ ข้อกำหนด Q Mark 2. เพื่อเสนอแนะแนวทางและพัฒนาคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกแก่บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ตามเกณฑ์ข้อกำหนด Q Mark และดำเนินการยื่นของการรับรองมาตรฐาน 1.3 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 1. ช่วยยกระดับให้บริษัทหาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการพัฒนาการบริหารงานการ บริการขนส่งและกระบวนการต่างๆเป็นไปอย่างมีระบบตามมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง ก่อให้เกิด ความเชื่อถือจากลูกค้าและมีอำนาจในการแข่งขันในธุรกิจเดียวกันสูงขึ้น 2. เป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ มีศักยภาพสอดคล้องกับระบบมาตรฐานคุณภาพ บริการขนส่งด้วยรถบรรทุก 3. บริษัทหาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งในส่วนของกรมขนส่งทาง บกและหน่วยงานอื่นๆที่เข้าร่วมการสนับสนุน 1.4 ขอบเขตของการศึกษา ขอบเขตการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยกำหนดไว้ดังต่อไปนี้ 1.4.1 ขอบเขตดานเนื้อหา มุ่งเน้นการศึกษาข้อกำหนดระบบมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) ตามข้อกำหนดของกรมขนส่งทางบก โดยจำแนกออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้ 1.4.1.1 ด้านองค์กร 1.4.1.2 ด้านปฏิบัติการขนส่ง 1.4.1.3 ด้านพนักงาน 1.4.1.4 ด้านยานพาหนะ 1.4.1.5 ด้านลูกค้าและภายนอก


5 1.4.2 ขอบเขตดานแหลงขอมูล จากการศึกษาสามารถจำแนกแหล่งข้อมูลที่ผู้วิจัยทำการศึกษาเป็นลักษณะ 2 ลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1.4.2.1 แหล่งข้อมูลที่ใช้ศึกษาข้อกำหนดตามระบบมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่ง ด้วยรถบรรทุก (Q Mark) ซึ่งจะศึกษาจากเจ้าหน้าที่สำนักการขนส่งสินค้า กรมขนส่งทางบก สมาคม วิทยาการจราจรและขนส่งแห่งประเทศไทย และศึกษาจากเว็บไซต์ศูนย์รวมข้อมูลการขนส่งด้วย รถบรรทุก (Truck Data Service Center: TDSC) 1.4.2.2 แหล่งข้อมูลที่ใช้ศึกษาประเมินความสอดคล้องขององค์กรกรณีศึกษา ซึ่งจะ ศึกษาจากฝ่ายโลจิสติกส์ บริษัทหาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) โดยคลอบคลุม 4 แผนก คือ แผนกขนส่ง แผนกพัฒนาธุรกิจ แผนกกระจายสินค้า และแผนกซ่อมบำรุง 1.4.3 ขอบเขตดานพื้นที่ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้ทำการศึกษาข้อกำหนดจากเจ้าหน้าที่สำนักการขนส่งสินค้า กรมขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร และสมาคมวิทยาการจราจรและขนส่งแห่งประเทศไทย อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา อีกทั้งมุ่งเน้นรถขนส่งของบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ฐานปฏิบัติการ โรงงานหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และฐานปฏิบัติการโรงงานพุนพิน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฏร์ธานี 1.5 นิยามศัพท Q Mark หมายถึง ระบบมาตรฐานข้อกำหนดต่างๆที่กรมขนส่งทางบก กำหนดขึ้นมาเพื่อให้ ผู้ประกอบการขนส่งใช้เป็นเกณฑ์ในการปรับปรุง พัฒนาการทำงานและการให้บริการขนส่งด้วย รถบรรทุก โดยมีข้อกำหนดครอบคลุมการดำเนินการใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านองค์กร ด้านปฏิบัติการ ขนส่ง ด้านพนักงาน ด้านยานพาหนะ และด้านลูกค้าและภายนอก ยานพาหนะ (Vehicle) หมายถึง วัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตซึ่งสามารถ เคลื่อนย้ายขนส่งไปได้ ยานพาหนะส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ อาทิ จักรยาน รถยนต์ จักรยานยนต์ รถไฟ เรือ และเครื่องบิน เป็นต้น หรือไม่ได้สร้างขึ้นโดยมนุษย์แต่สามารถเคลื่อนย้ายขนส่งไปได้ เช่น ภูเขาน้ำแข็งหรือท่อนซุงลอยน้ำ เป็นต้น สำหรับยานพาหนะสำหรับงานวิจัยนี้คือรถบรรทุก องคกร (Organization) หมายถึง บุคคลกลุ่มหนึ่งที่มารวมตัวกัน โดยมีวัตถุประสงค์หรือ เป้าหมายอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน และดำเนินกิจกรรมบางอย่างร่วมกันอย่างมีขั้นตอนเพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์นั้น โดยมีทั้งองค์กรที่แสวงหาผลกำไร คือองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจ เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วน ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ และองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร


6 คือองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นหลัก เช่น สมาคม สถาบัน มูลนิธิ เป็นต้น สำหรับองค์กรในงานวิจัยนี้ คือ บริษัทหาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) พนักงาน (Employee) หมายถึง บุคคลผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้กับองค์กร โดยได้รับค่าตอบแทน จ้างองค์กร สำหรับพนักงานในงานวิจัยนี้คือ ผู้บริหาร หัวหน้างาน พนักงานขับรถของแผนกขนส่ง บริษัทหาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ลูกคา (Customer) หมายถึง ผู้ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจากกิจการที่องค์กรกำลังดำเนินการ อยู่ เป็นผู้ที่มีความสาคัญมีผลต่อการเติบโตของกิจการ ทุกกิจการจึงให้ความสาคัญกับลูกค้าหรือ ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก


7 บทที่ 2 ทบทวนวรรณกรรม การศึกษาวิจัย เรื่อง “การพัฒนาคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกของบริษัทหาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ตามเกณฑ์มาตรฐาน Q Mark” ในครั้งนี้ผู้วิจัยได้มีการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึง ค้นคว้าเอกสารและทฤษฎีต่างๆ เพื่อนำมาศึกษาเป็นแนวทางในการวิจัย โดยมีขอบข่ายลำดับ การศึกษา ดังนี้ 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับโลจิสติกส์และการจัดการด้านโลจิสติกส์ 2.1.1 ความหมายของโลจิสติกส์และการจัดการโลจิสติกส์ 2.1.2 ความสำคัญของการจัดการโลจิสติกส์ 2.1.3 บทบาทของโลจิสติกส์ 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับการขนส่ง 2.2.1 ความหมายของการขนส่ง 2.2.2 ความสำคัญของการขนส่ง 2.2.3 องค์ประกอบของการขนส่ง 2.2.4 ประเภทของการขนส่ง 2.3 มาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก 2.3.1 แนวคิดของมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) 2.3.2 ข้อกำหนดของมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) 2.3.3 การขอรับการรับรอง 2.3.4 ตราสัญลักษณ์และใบรับรองคุณภาพ 2.3.5 ประโยชน์ ข้อได้เปรียบ และสิทธิประโยชน์ของผู้ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน คุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.5 กรอบแนวความคิดในการจิจัย 2.6 ข้อมูลบริษัทกรณีศึกษา


8 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับโลจิสติกสและการจัดการดานโลจิสติกส 2.1.1 ความหมายของแนวคิดเกี่ยวกับโลจิสติกสและการจัดการดานโลจิสติกส คำนาย อภิปรัชญากุล (2546) แสดงทัศนะแนวคิดเกี่ยวกับโลจิสติกส์ไว้ว่าเป็นกระบวนการใน การจัดการวางแผนดำเนินการจัดสายงานและควบคุมกิจกรรมทั้งในส่วนที่มีการเคลื่อนย้ายสินค้าและ ไม่มีการเคลื่อนย้ายสินค้าในการอำนวยความสะดวกของกระบวนการไหลของสินค้าตั้งแต่จุดเริ่มต้น (ต้นน้ำ) เกี่ยวกับการจัดการวัตถุดิบไปถึงจุดที่มีการบริโภค (ปลายน้ำ) การประกอบธุรกิจทั่วไป ผู้ประกอบการควรที่จะคำนึงถึงต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมเป็นหลัก และจะหาวิธีลดต้นทุนการผลิตให้ ต่ำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่ค้ารายอื่นๆที่อยู่ในตลาด นอกจากต้นทุนวัตถุดิบและ แรงงานต่างๆแล้วค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ถือว่าเป็นอีกตัวหนึ่งที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูง และมีผลกระทบ ต่อราคาสินค้าและบริการ กิจกรรมหลักในกระบวนการไหลของสินค้าตามแนวคิดของโลจิสติกส์ คือ กิจกรรมที่มี ความสำคัญและมีผลกระทบต่อต้นทุนและการให้บริการของสินค้ามากที่สุด ประกอบด้วยกิจกรรม หลัก 3 กิจกรรม คือ (1) การขนส่ง (2) การบริหารสินค้าคงคลัง (3) กระบวนการสั่งซื้อ กิจกรรมสนับสนุนในกระบวนการไหลของสินค้าตามแนวคิดของโลจิสติกส์ คือ กิจกรรมทีมี ส่วนในกระบวนการกระจายสินค้า และเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้งานของกิจกรรมหลักดำเนินไปได้ สะดวก ได้แก่ (1) การจัดการด้านคลังสินค้า (2) การยกขน (3) การบรรจุหีบห่อ (4) การจัดซื้อจัดหา (5) การจัดตารางผลิตภัณฑ์ (6) การจัดการด้านข้อมูล นระ คมนามูล (2550) แสดงทัศนะ โลจิสติกส์ (Logistics) ในด้านการขนส่งเป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับการขนส่งสิ่งของในยุคศตวรรษที่19 คือการวางแผน และบริหารจัดการเพื่อลำเลียงสิ่งของ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยเฉพาะในทางทหาร และอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งของ แต่ถ้าอยู่ในเรื่อง ของการบริหารองค์กรที่มีสายงานมากและซับซ้อนจะหมายถึงการวางแผนและบริหารจัดการภารกิจที่ มีความยุ่งยากซับซ้อน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปความหมายของ โลจิสติกส์ก็เปลี่ยนไปตามวิธีการดำเนิน


9 ธุรกิจของโลกในยุคศตวรรษที่ 20 ในทางการทหาร หมายถึงการวางแผนและบริหารจัดการเพื่อการ เคลื่อนกองทัพกำลังพลยุทโธปกรณ์ และสิ่งอุปโภคต่าง ๆ ส่วนในด้านอุตสาหกรรม และธุรกิจหมายถึง การวางแผน และควบคุมการเคลื่อนไหลของวัตถุดิบและผลผลิตรวมไปถึงการกระจายสินค้าสู่ตลาด จนถึงผู้บริโภคโดยมีการจัดองค์กรหรือกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสมคุ้มค่า จากความหมายของโลจิสติกส์จึงพอสรุปได้ว่า โลจิสติกส์ (Logistics) หมายถึง การปฏิบัติการ ทุกอย่างที่จำเป็นต่อการส่งมอบสินค้าหรือการบริการยกเว้นการผลิตสินค้าหรือการให้บริการใน อุตสาหกรรมการผลิต โลจิสติกส์ครอบคลุมถึงการไหลของวัสดุระหว่างโรงงานและระหว่าง สายการผลิตภายในโรงงาน และยังรวมถึงการไหลของข้อมูลสารสนเทศที่เกิดจากกระบวนการทาง ธุรกรรมซึ่งเกี่ยวโยงกับการไหลของวัสดุ การวิเคราะห์กิจกรรมในอดีต การพยากรณ์การวางแผนและ กำหนดการของกิจกรรมที่จะทำในอนาคต รวมทั้งการไหลของเงินทุนที่เป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของ สินค้าและข้อมูลอีกด้วย วิโรจน์ พุทธวิถี (2547)และ ธนิต โสรัตน์ (2548) แสดงทัศนะการจัดการโลจิสติกส์หมายถึง การประสานการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือเป็นการ สร้างคุณค่าโดยการนำสินค้าจากต้นกำเนิดไปสู่สถานที่ที่มีความต้องการด้วยรูปแบบการขนส่ง จังหวะ เวลา คุณภาพ และปริมาณที่ถูกต้องและที่สำคัญจะต้องมีต้นทุนการดำเนินงานที่สามารถแข่งขันได้ โกศล ดีศีลธรรม (2548) แสดงทัศนะการจัดการโลจิสติกส์ (logistics management) เป็น การจัดการการปฏิบัติการ (operational management) Council of Logistics Management (CLM) ได้นิยามความหมายของโลจิสติกส์ว่าการบริหารจัดการโลจิสติกส์เป็นกระบวนการทำงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการดำเนินการและการควบคุมการทำงานขององค์กรรวมทั้งการบริหาร จัดการข้อมูลและธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องให้เกิดการเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ การรวบรวม การ กระจายสินค้า วัตถุดิบชิ้นส่วนประกอบและการบริการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดย คำนึงถึงความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ การจัดการโลจิสติกส์เป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการซัพพลายเชนเพื่อช่วยในการวางแผนการสนับสนุนการควบคุมการไหลอย่างมี ประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลและเก็บรักษาสินค้าบริการกับสารสนเทศที่เกี่ยวข้องจากจุดเริ่มต้นไปสู่ จุดสุดท้ายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ดังนั้นโลจิสติกส์จึงประกอบด้วยรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. การไหลของวัสดุ (Material flowร): การจัดส่งการขนส่งการรับการจัดเก็บและการเอา ออกมาใช้ระหว่างโรงงานและระหว่างสายการผลิตภายในโรงงาน 2. การไหลของสารสนเทศ (Information flows): การประมวลผลรายการที่เกี่ยวโยงกับการ ไหลของสารสนเทศการวิเคราะห์กิจกรรมในอดีตการพยากรณ์การวางแผนและการวางกำหนดการ กิจกรรมที่จะทำในอนาคต


10 3. การไหลของเงินทุน (Funds flows): การจ่ายเงินที่เป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของสินค้า และข้อมูลในทางตรงกันข้ามการสกัดการทำให้เกิดกลิ่นการทอการตัดเฉือนและการประกอบไม่ใช่ส่วน หนึ่งของโลจิสติกส์ กิจกรรมที่แปรรูปวัสดุไม่ว่าด้วยวิธีการใดคือการผลิตไม่ใช่โลจิสติกส์ เนื่องจากเป็น การ พูดถึงโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมการผลิตดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำให้ขอบเขตระหว่างการผลิตและ โลจิสติกส์นี้มีความชัดเจนขึ้นไม่เช่นนั้นแล้วอาจทำให้เกิดความสับสนได้ ชยพล ผู้พัฒน์ (2561) แสดงทัศนะการจัดการโลจิสติกส์จะเน้นไปที่การเชื่อมโยงระหว่าง กิจกรรมตั้งแต่ขั้นตอนในการจัดหาวัตถุดิบ (Raw Material) สินค้า (Goods) และบริหาร (Services) การเคลื่อนย้ายจากต้นทางหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าต้นน้ำ (Source of Origin) ไปยังผู้บริโภค ปลายทางหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปลายน้ำ (Final Destination) ได้ทันเวลา (Just In Time) และมี ประสิทธิภาพโดยมีการสร้างระบบเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ หรือการ แลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ และติดตั้งซอฟท์แวร์ที่ปัจจุบันทันสมัย เพื่อช่วยในการบริการ จัดการ นอกจากนี้การเคลื่อนย้ายสินค้าในความหมายของโลจิสติกส์ยังคลอบคลุมถึงการขนส่งสินค้า (Cargo Carria) การเก็บรักษาสินค้า (Warehouse) และการกระจายสินค้า (Distribution) กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์คาดคะเนตลาด (Market Predict) โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ 1. ความรวดเร็วขนส่งเพื่อการส่งมอบสินค้า (Speed Delivery) 2. การไหลหรือการเคลื่อนย้ายของสินค้า (Physical Flow) 3. การไหลการส่งต่อของข้อมูลข่าวสาร (Information Flow) 4. การสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้าและบริการ (Value Added) 5. การลดต้นทุนกระบวนการดำเนินการเกี่ยวกับสินค้า การดูแลและขนส่งสินค้า (Cargo Handling & Carriage Cost) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการจัดการทางด้านโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นจะต้อง มีการเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมในกระบวนการแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง โดยที่ กิจกรรมที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องมีผลกระทบต่อต้นทุนให้น้อยที่สุดและเกิดความพึงพอใจมากที่สุด โดยให้ กิจกรรมสนับสนุนนั้นเป็นตัวช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมหลักดำเนินสะดวกมากที่สุด การบริหาร โลจิสติกส์สามารถส่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันของทั้งโซ่อุปทานโดยการ “การตอบสนองต่อ ความต้องการของลูกค้าคนสุดท้าย (End Customer Demand) ด้วยการเสนอสิ่งที่เป็นที่ต้องการ (What is Needs) ในรูปแบบที่ต้องการ (In the Form It is Need) ในเวลาที่ต้องการ (When It is Needs) ด้วยราคาที่เหมาะสม (With Competitive Cost)”


11 2.1.2 ความสําคัญของการจัดการโลจิสติกส ไชยยศ ไชยมั่นคง และมยุขพันธุ์ ไชยมั่นคง (2553) แสดงทัศนะเกี่ยวกับความสำคัญของการ จัดการโลจิสติกส์ ไว้ดังนี้ 1. โลจิสติกส์สนับสนุนการผลิต (Logistics supports production) คือการผลิตสินค้าเพื่อ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า การผลิตสินค้าจะผลิตตามการพยากรณ์อุปสงค์และสถานะสินค้า คงคลังฝ่ายผลิตต้องใช้ข้อมูลพยากรณ์มาวางแผนและจัดทำตารางการผลิต แผนและตารางการผลิตจะ ระบุความต้องการวัตถุดิบเพื่อใช้ผลิตสินค้าฝ่ายจัดซื้อใช้ข้อมูลจากฝ่ายผลิตมาวางแผนการจัดซื้อ วัตถุดิบตามปริมาณและ วันเวลาที่ต้องการใช้ การจัดหาวัตถุดิบเป็นกิจกรรมหนึ่งของโลจิสติกส์ขาเข้า โดยสนับสนุนการผลิตซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมการจัดหาหรือจัดซื้อวัตถุดิบ การขนส่งวัตถุดิบคงคลัง และการเก็บรักษาการจัดการ โลจิสติกส์ขาเข้าที่สำคัญคือการจัดหาที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำวัตถุดิบ จะต้องมีเพียงพอตามความต้องการแต่ไม่เป็นภาระด้านต้นทุน 2. โลจิสติกส์สนับสนุนการตลาด (Logistics supports marketing) เป็นการนำสินค้าไปยัง ลูกค้าซึ่งเกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์การขนส่งสินค้าคงคลังคลังสินค้าและอื่นๆกิจกรรมดังกล่าวเป็นการ สนับสนุนส่วนประสมทางการตลาดในด้านราคาผลิตภัณฑ์การส่งเสริมการขายและช่องทางการจัด จำหน่ายดังนี้ ราคา (Price) โลจิสติกส์เกี่ยวข้องกับด้านราคาหลายประการ ประการแรกคือการจัดซื้อ วัตถุดิบ การเลือกแหล่งซื้อที่มีต้นทุนต่ำย่อมมีผลต่อราคาสินค้า ประการที่ 2 การขนส่งสามารถลด ต้นทุนด้วยการเลือกรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสม ประการที่ 3 การจัดการสินค้าคงคลังที่เหมาะสมทำ ให้ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังลดลงจากต้นทุนทั้งหมด ทำให้สามารถตั้งราคาสินค้าที่ต่ำได้ทำ ให้มีความสามารถในการแข่งขันและสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดสินค้าของบริษัทได้ ผลิตภัณฑ์ (Product) คุณภาพผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ผลิต โลจิสติกส์ช่วยให้การ จัดหาวัตถุดิบได้คุณภาพที่ดีซึ่งส่งผลให้สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพ ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ลักษณะทาง กายภาพของผลิตภัณฑ์ดขนาด รูปร่าง น้ำหนักมีผลต่อโลจิสติกส์ในด้านบรรจุภัณฑ์เพื่อการออกแบบ ให้เหมาะสมที่สามารถช่วยให้การจัดเก็บการเคลื่อนย้ายหรือการขนส่งมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการขาย (Promotion) เป็นกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมการขาย เช่น การลด ราคา แจกของแถม การชิงโชคซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณการขายสูงจึงต้องจัดเตรียมสินค้าคงคลังในพื้นที่ ที่มีการส่งเสริมการขายเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) โลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนช่องทางการจัด จำหน่ายเพื่อความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า คือการมีสินค้าพร้อมส่งมอบ รวดเร็วและเชื่อถือได้ ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนและปฏิบัติการด้านการประมวลคำสั่งซื้อการ คลังสินค้าสินค้าคงคลังและการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ทำให้ลูกค้าสามารถหาซื้อสินค้าในเวลาและ


12 สถานที่ที่ต้องการได้ บริษัทไม่เสียโอกาสที่จะขายสินค้าทำให้เพิ่มส่วนแบ่งตลาดและลูกค้าพึงพอใจใน บริการ 3. โลจิสติกส์เพิ่มคุณค่า (Value-added role of logistics) ในทางเศรษฐศาสตร์ มีการแบ่ง อรรถประโยชน์ (Utility) หรือการเพิ่มคุณค่า (Value added) สินค้าดังนี้ (1). อรรถประโยชน์ทางรูปแบบของสินค้า (Form utility) กิจกรรมการผลิตเป็นการ เปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป การแปรสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าเป็นการเพิ่มคุณค่าและ อรรถประโยชน์เช่นการแยกผลิตภัณฑ์ให้เป็นหน่วยเล็ก (Breaking bulk) การปรุงแต่งผลิตภัณฑ์ เช่น การผสม (Mixing) การเปลี่ยนรูปผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากกิจกรรมโลจิสติกส์ เช่นการเปลี่ยนขนาดการ จัดส่งการทำให้สินค้าพร้อมขาย (2). อรรถประโยชน์ทางสถานที่ (Place utility) คือการจัดให้มีผลิตภัณฑ์เพื่อซื้อหา หรือบริ โภค ณ ที่ที่มีความต้องการ โลจิสติกส์ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าจากแหล่งผลิตหรือแหล่ง ที่มีสินค้าไปยังที่ที่มีความต้องการด้วยการขนส่ง (3). อรรถประโยชน์ทางเวลา (Time utility) คือการจัดให้มีสินค้าในเวลาที่ลูกค้า ต้องการ การมีสินค้าคงคลังและมีการขนส่งเพื่อให้สามารถเคลื่อนข้ายสินค้าไป ณ จุดที่มีอุปสงค์อย่าง รวดเร็วซึ่งปัจจุบันธุรกิจต่างๆให้ความสำคัญในการพยายามลดวงจรสั่งซื้อ (Order cycle time) หรือ เวลานำส่ง (Lead time) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า (4). อรรถประโยชน์ทางด้านการเป็นเจ้าของ (Possession utility) คือการที่ลูกค้า ได้เป็นเจ้าของสินค้ากล่าวคือเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการขายด้วยการโฆษณา การให้สินเชื่อ การให้ ส่วนลดหรือบริการ โลจิสติกส์มีบทบาทในการนำสินค้าไป ณ สถานที่และในเวลาที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อหาสินค้าได้ 4. โลจิสติกส์ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (Logistics improves competitiveness) โลจิสติกส์สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันแนวทางการตลาดที่สำคัญ คือการมีสินค้าที่ลูกค้า ต้องการและส่งมอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เหนือกว่าคู่แข่ง ความได้เปรียบ ทางการแข่งขันเกิดจากปัจจัยหลายอย่างอาทิ เช่น คุณภาพ ราคาและความสามารถในการตอบสนอง ความต้องการของลูกค้า เป็นต้น การจัดการโลจิสติกส์ขาเข้ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้แหล่งวัตถุดิบที่มี คุณภาพ ราคาต่ำและการส่งมอบที่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้สามารถผลิตและมีสินค้าพร้อมส่งมอบลูกค้า 5. โลจิสติกส์เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า (Logistics increase customer satisfaction) ความพึงพอใจของลูกค้าประกอบด้วย 5 Right ได้แก่ Right Product, Right Place, Right Time, Right Condition และ Right Cost โลจิสติกส์เป็นระบบในการนำสินค้าที่มีคนต้องการ (Right Product) ไปยังที่ที่มีความต้องการ (Right Place) ในเวลาที่ต้องการ (Right Time) ในสภาพที่


13 สมบูรณ์ (Right Condition) และด้วยต้นทุนที่เหมาะสม (Right Cost) ลูกค้าต้องการการสนองตอบที่ รวดเร็วและถูกต้องสมบูรณ์ กมลชนก สุทธิวาทนฤพุฒิ(2544) แสดงทัศนะเกี่ยวกับความสำคัญของการจัดการโลจิสติกส์ เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงจากปัจจัยที่อัตราดอกเบี้ยและปัจจัยต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้นในช่วง ทศวรรษ 1970 โลจิสติกส์จึงได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากการที่โลจิสติกส์เป็นต้นทุนในการดำเนินงาน ที่สำคัญตัวหนึ่ง ต้นทุนจากโลจิสติกส์ในหลายแนวทางดังนี้ 1. การแข่งขันระดับโลกจากต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น เป็นเหตุให้องค์กรต่าง ๆ ต้อง ปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่าง ทั้งในตัวองค์กรเองและตัวสินค้า โลจิสติกส์จะเป็นตัวตัดสินเนื่องจาก องค์กรภายในประเทศจะต้องเพิ่มความน่าเชื่อถือและมีการตอบสนองที่รวดเร็วต่อตลาดที่อยู่ใกล้เคียง มากกว่าคู่แข่งขันที่อยู่ไกลออกไปในต่างประเทศ 2. องค์กรที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศจะพบว่าโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระหว่างองค์กรกับคู่ค้าจะมีความยาวเพิ่มขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้น และมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การบริหาร โลจิสติกส์ที่ยอดเยี่ยมจึงมีความจำเป็นเพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันอย่างเต็มที่ทั่วโลก 3. ที่ทำให้โลจิสติกส์มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นก็คือการให้ความสำคัญกับการควบคุม ต้นทุนเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ (1) เทคโนโลยีสารสนเทศ สถานการณ์ในปัจจุบันนี้เป็นช่วงเวลาของเทคโนโลยี สารสนเทศ ซึ่งช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถติดตามธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การ สั่งซื้อ การจัดเก็บสินค้าและวัตถุดิบ เมื่อนำมารวมกับการทำแบบจำลองด้านคุณภาพ (Quantitative Model) ด้วยคอมพิวเตอร์ทำให้สารสนเทศมีความสามารถในการจัดการกระบวนการไหลของข้อมูล และสินค้าที่ประหยัดสูงสุดรวมทั้งวิธีการเคลื่อนย้ายที่ดีที่สุดได้ ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้โลจิสติกส์ได้รับความ สนใจ การยอมรับในแนวคิดเชิงระบบ (System Approach) และแนวคิดต้นทุนรวม อิทธิพลของ โลจิสติกส์ต่อผลกำไร และความเป็นจริงที่ว่าโลจิสติกส์สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธในการกำหนดกลยุทธ์ เพื่อแข่งขันในอนาคต (2) อำนาจของช่องทางการจัดจำหน่าย การเปลี่ยนขั้นอำนาจจากผู้ผลิตไปยัง ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่งและผู้แทนจำหน่ายได้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อโลจิสติกส์เมื่อการแข่งขันเพิ่มมาก ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้จัดส่งสินค้า วัตถุดิบ และผู้ผลิตสินค้า ซึ่งในที่สุดจะส่งผลให้เหลืออยู่แค่ผู้นำในตลาดเท่านั้น ทำให้การแข่งขันมี ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นและส่งผลให้มีการเสนอสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้นในหลายๆกรณี ทำให้ผู้บริโภค มองผู้นำเหล่านี้ว่าเป็นสิ่งทดแทนในตราสินค้าอื่น นอกจากนี้ความจงรักภักดีต่อตราสินค้าลดลงนั้นทำ ให้อำนาจของผู้ผลิตลดลง และทำให้อำนาจของผู้ค้าปลีกสูงขึ้นเนื่องจากการขายจะถูกกำหนดโดย สินค้าที่มีวางขายและไม่ได้มาจากตราสินค้าที่ผู้ผลิตเสนอ


14 องค์ประกอบของจัดการโลจิสติกส์ การจัดการโลจิสติกส์เป็นกระบวนการเคลื่อนย้ายสินค้า ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนกระทั่งผลิตสินค้าเสร็จ ส่งถึงมือผู้บริโภคขั้นสุดท้ายหรือคือการไหลเวียน ของวัตถุดิบข้อมูลการจ่ายเงินและการบริการจากแหล่งวัตถุดิบจนถึงโรงงานคลังสินค้า และผู้บริโภค ขั้นสุดท้าย โดยรวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องและกระบวนการ ซึ่งเริ่มจากการส่งมอบสินค้า ข้อมูลและการ บริการให้กับลูกค้า รวมไปถึงกระบวนการต่าง ๆ เช่น การจัดซื้อ (Procurement) การผลิต (Manufacturing) การควบคุมการส่ง (Logistics) การควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control) การจัดจำหน่าย (Distribution) เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) การจัดเก็บ (Storage) และการขนส่ง (Transportation) เป็นต้น กระบวนการทั้งหมดนี้จะจัดระบบให้มี ความสัมพันธ์ และคล่องตัว นอกจากนี้การจัดการโลจิสติกส์ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กรเท่านั้น แต่ที่สำคัญจะสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นผู้ จัดหาวัตถุดิบ/สินค้า (Suppliers) บริษัทผู้ผลิต (Manufacturers) บริษัทผู้จัดจำหน่าย (Wholesalers) รวมทั้งลูกค้าบริษัท (Consumers) จึงเป็นการเชื่อมโยงกระบวนการดำเนินธุรกิจทุก ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกันเป็นห่วงโซ่หรือเครือข่ายให้เกิดการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการผลิตสินค้า/บริการ สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า การจัดการโลจิสติกส์และห่วง โซ่อุปทาน นั้นจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้กับทุกๆ หน่วยงานในระบบทราบและใช้งานทำให้ หน่วยงานในแต่ละหน่วยงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ของการจัดการโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพก็คือการดำเนินการ ให้ทุกองค์กรที่อยู่ในห่วงโซ่ต่างได้รับผลประโยชน์อย่างเท่ากันและไม่ควรผลักภาระต้นทุนไปให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ทำให้ต้นทุนรวมขององค์กรลดลง เพิ่มผลผลิตในกระบวนการผลิตเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และช่วยลดเวลารวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการดำเนินการ การพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์และห่วง โซ่อุปทาน เป็นเรื่องของการใช้ความรู้ประยุกต์ เพราะธุรกิจที่ต่างกันการจัดการโลจิสติกส์และห่วงโซ่ อุปทานก็ต่างกันด้วย ตลอดจนการให้ความรู้และการกระจายความรู้ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงผู้ปฏิบัติงาน ตัวชี้วัดด้านการจัดการโลจิสติกส์ ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่สำคัญอยู่ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการจัดการการกระจายสินค้า (Distribution Management) ในการจัดการโลจิสติกส์ มีองค์ประกอบที่สำคัญซึ่งสนับสนุนกิจกรรมการตลาดส่วนผสมทางการตลาด คือ สินค้า (Product) ราคา (Price) และการส่งเสริมการขาย (Promotion) การออกแบบช่องทางการกระจายสินค้าใน มุมมองด้านการตลาด คือ การออกแบบสถานที่ให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันและช่องทางการ กระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งระบบได้ดีขึ้น การออกแบบเชิงกลยุทธ์ ด้านช่องทางการกระจายสินค้า (Channel of Distribution) มีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 2 ประการ คือ การสร้างระดับการบริการให้ลูกค้าสูงที่สุดและลดต้นทุนการดำเนินงานร่วมของทั้งโซ่อุปทานให้ต่ำ ที่สุด โดยการออกแบบเชิงกลยุทธ์หมายถึง การออกแบบที่มีอิทธิสูงต่อการกำหนดนโยบายและนำไปสู่


15 การวางแผนและดำเนินงานเพื่อให้เกิดความได้เปรียบเชิงแข่งขันตั้งแต่รูปแบบการกระจายสินค้า เมื่อ ออกแบบและกำหนดช่องทางการกระจายสินค้าอย่างได้เปรียบคู่แข่งขันแล้ว การวางแผนและควบคุม การดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด 2. ด้านการจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) สินค้าคงคลัง คือ วัสดุที่อยู่ ใน กระบวนทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดหรือเพื่อวัตถุประสงค์ใด สินค้าคงคลังจะเป็นส่วนหนึ่งของ การไหลเวียนของวัสดุในโซ่อุปทาน การใช้เทคนิคการจัดการที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ๆทำให้การ จัดการสินค้าคงคลังในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะมีความซับซ้อนมากขึ้น มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ มากขึ้น แต่การจะนำการจัดการสินค้าคงคลังแบบร่วมสมัยไปปฏิบัตินั้น บริษัทจำเป็นจะต้องปรับ เปลี่ยนทัศนคติที่เกี่ยวกับสินค้าคงคลังให้เป็นสากลเสียก่อน ในอดีตการจัดการสินค้าคงคลังที่ดีเยี่ยม หมายถึง การลดปริมาณสินค้าคงคลังและเพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัท ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสมการง่าย ๆ ที่มีประโยชน์เมื่อมองในระดับของหน่วยงาน แต่ก็ทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสที่จะทำให้การจัดการ สินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อมองในภาพรวมของทั้งบริษัท หรือแม้กระทั่งภาพรวมของโซ่ อุปทาน การพยายามเพื่อให้สินค้าคงคลังมีปริมาณลดลงช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ ค่าใช้จ่ายและการให้บริการในธุรกิจของบริษัทลดลง ในบางสถานการณ์บริษัทอาจมีความจำเป็นที่ จะต้องเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลัง เพื่อจะทำให้ต้นทุนรวมของสินค้าเมื่อส่งถึงมือลูกค้ามีค่าต่ำที่สุด ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญและมีทักษะเพียงพอที่จะทำให้เกิดการหักล้างกันพอดีของ ผลเสียทางด้านโลจิสติกส์หรือโซ่อุปทาน 3. ด้านการจัดการการขนส่ง (Transportation Management) การขนส่งมีหน้าที่หลักใน การเคลื่อนย้ายสินค้าภายในโซ่อุปทาน การขนส่งได้กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อความสำเร็จ สูงสุดของโซ่อุปทานโดยรวม การขนส่งได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยการอำนวยความสะดวก ทางด้านเวลาและสถานที่ คือการสร้างความมั่นใจให้กับบริษัทได้ว่าจะมีสินค้าเพียงพอที่จะจัด จำหน่าย ณ สถานที่ และเวลาที่ลูกค้าต้องการ การจัดการขนส่งมีจุดมุ่งหมายที่จะเคลื่อนย้ายสินค้า จากแหล่งกำหนดสินค้าไปยังลูกค้าผู้ใช้สินค้าอย่างรวดเร็วด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด และมีความสม่ำเสมอ มากที่สุด ความสามารถในการขนส่งจะสร้างความมั่นใจในด้านเวลาและสถานที่ด้วยต้นทุนที่ได้เปรียบ คู่แข่ง และเป็นปัจจัยพื้นฐานของความสามารถในการแข่งขันในตลาดของบริษัท (1) การจัดการขนส่ง หมายถึง การเคลื่อนย้ายสินค้าคงคลังจากแหล่งผลิตที่จุดหนึ่งไปยัง จุดมุ่งหมายปลายทางที่อีกจุดหนึ่งในโซ่อุปทาน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการคือ (1.1) การเก็บรวบรวมสินค้า เริ่มจากการรับสินค้าแหล่งที่มาซึ่งอาจเป็นโรงงานผลิต สินค้า อาจจะมีหลากหลายเนื่องจากมีรูปแบบ น้ำหนัก ขนาด และการบรรจุหีบห่อต่างๆกัน โดยปกติการ เก็บรวบรวมสินค้าจะถูกจัดการในเชิงภูมิภาค หลังจากมีการรวบรวมสินค้าแล้วสินค้าเหล่านี้จะถูก นำไปรวบรวมที่คลังส่วนกลาง


16 (1.2) การขนส่ง จากจุดรวมสินค้าในภูมิภาคสินค้าจะถูกส่งไปที่จุดหมายปลายทางที่ กำหนด เมื่อถึงจุดรวมสินค้า สินค้าเหล่านี้จะถูกแยกออกจากกันเพื่อดำเนินการจัดส่งต่อไป (1.3) การจัดส่ง การจัดส่งเป็นกิจกรรมที่ตรงกันข้ามกับการรวบรวมสินค้าซึ่งได้รับการ จัดการเป็นสัดส่วนในเชิงภูมิภาค และถือว่าเป็นส่วนที่ต้องติดต่อโดยตรงกับลูกค้าปลายทาง (1.4) การรวมและแยกสินค้า สินค้าจะถูกรวบรวมก่อนที่จะบรรทุกลงบนยานพาหนะ ขนส่ง สินค้าเหล่านี้อาจถูกรวบรวมในรูปของตู้สินค้าหรือการเปลี่ยนวิธีการขนส่งไปเป็นวิธีอื่นโดยไม่ ต้องบรรจุหีบห่อใหม่ (2) ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความต้องการบริการขนส่ง ได้แก่ (2.1) ชนิดของการขนส่ง (Transportation Type) เงื่อนไขพิเศษและเงื่อนไขทางเทคนิค ของสินค้าก่อให้เกิดความต้องการด้านบริการที่แตกต่างกันออกไป (2.2) จุดหมายปลายทาง (Destination) โครงข่ายหรือตลาดที่บริษัทขนส่งให้บริการ (2.3) ระยะเวลาในการดำเนินการ (Throughput Time) คือ ความรวดเร็วในการขนส่ง แต่ละวิธี ซึ่งขึ้นอยู่กับความเร็วของพาหนะที่ใช้และความถี่ของการให้บริการ (2.4) ความยืดหยุ่น (Flexibility) ความยืดหยุ่นของเวลาออกและเวลาถึง (3) โครงสร้างของระบบการขนส่ง โครงสร้างของระบบการขนส่งสามารถแบ่งออกได้3 กลุ่ม หลัก คือ (3.1) การขนส่งขาเข้า (Inbound Transportation) เป็นการขนส่งสินค้าเข้าสู่โรงงาน ผลิตสินค้าที่ขนส่งเข้ามามักเป็นวัตถุดิบ ส่วนประกอบและวัสดุประกอบการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่การขนส่งขาเข้าจะดำเนินการโดยผู้ขายวัตถุดิบเหล่านั้น อาจมีบางส่วนที่ผู้ซื้อดำเนินการเอง ขึ้นอยู่กับข้อตกลง ต้นทุนการขนส่งขาเข้าเป็นปัจจัยสำคัญเท่ากับต้นทุนการขนส่งขาออกที่จะต้อง พิจารณาเพื่อการกำหนดทำเลที่ตั้งของโรงงานผลิต คลังสินค้า หรือศูนย์กระจายสินค้าในระบบ โลจิสติกส์ทั้งระบบ (3.2) การขนส่งขาออก (Outbound Transportation) เป็นการขนส่งสินค้าขาออกจาก โรงงานผลิต เมื่อโรงงานผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อจัดจำหน่ายแล้วจะต้องขนส่งไปยังลูกค้าซึ่งอาจ เป็นผู้บริโภคโดยตรง ตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ผลิตในขั้นตอนต่อไป การขนส่งทั้งหมดนี้จัดอยู่ในการ ขนส่งขาออกจากโรงงาน ส่วนมากแล้วในภาคอุตสาหกรรมจะเป็นภาระของผู้ผลิตเองแต่ผู้ผลิตอาจใช้ บริษัทรับจ้างขนส่ง การจะพิจารณาว่าการขนส่งส่วนใดเป็นขาเข้าหรือขาออกให้พิจารณาตาม กิจกรรมของตนเองเป็นหลัก (3.3) การขนส่งระหว่างประเทศ (International Transportation) เป็นระบบของการ ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ระหว่างภูมิภาคของโลก ระหว่างทวีปหรือระหว่างเศรษฐกิจต่างๆ ระบบ การขนส่งแบบนี้เป็นการขนส่งที่เป็นการขนส่งในระยะทางไกลๆ โดยอาศัยผู้ให้บริการในระดับสากล


17 เช่น ทางเรือเดินสมุทร ทางอากาศยาน ทางรถไฟ เป็นต้น แต่ก็มีการขนส่งชายแดนที่เป็นประเทศหรือ เขตเศรษฐกิจติดกันที่ยังคงใช้รถบรรทุกอยู่มาก ในระบบขนส่งนี้จะใช้เวลานาน โดยจะเชื่อมโยงการ ขนส่งจะสิ้นสุดลงที่ท่าเรือ ด่านผ่านแดน ท่าอากาศยานที่มีด่านศุลกากร การขนส่งระหว่างประเทศจะ ดำเนินการจากระบบเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ (4) วิธีการขนส่งประกอบด้วย 5 วิธี คือ (4.1) การขนส่งทางรถยนต์ (Motor Transportation) ใช้รถยนต์บรรทุกสินค้า และ ขนส่งระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ ที่มีแผ่นดินเชื่อมต่อกัน (4.2) การขนส่งทางราง (Rail Transportation) เป็นการขนส่งผ่านระบบรางที่มีอุปกรณ์ หลักคือ ขบวนรถไฟ ระบบนี้มีข้อจำกัดในด้านสถานที่ตั้งของตำแหน่งสถานีที่มีเฉพาะท่าที่ภาครัฐของ ประเทศนั้นๆ สร้างไว้เท่านั้น แต่เป็นระบบที่มีต้นทุนต่ำกว่าทางรถยนต์ นิยมใช้กับสินค้าประเภท ปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี ไม้แผ่น หินทราย หรือสินค้าทั่วไปที่ขนส่งทางไกลและวางแผนเวลาและปริมาณ การขนส่งได้แน่นอน ไม่ต้องการความเร็วสูง (4.3) การขนส่งทางน้ำ (Water Transportation) เป็นการขนส่งที่ประหยัดที่สุด เพราะ ขนส่งได้ครั้งละมากๆ เครื่องดันกำลังของเรือมีอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ น้ำหนัก บรรทุกจึงเป็นระบบการขนส่งหลักของการขนส่งระหว่างประเทศ (4.4) การขนส่งทางอากาศ (Air Transportation) ปัจจุบันเกือบทั้งหมดเป็นการขนส่ง โดยเครื่องบิน เป็นการขนส่งทั้งผู้โดยสารและสินค้า การขนส่งระยะทางไกลทางอากาศจะมีความเร็ว สูง แต่ก็มีอัตราค่าขนส่งแพงที่สุดเมื่อเทียบกับการขนส่งระบบอื่นๆ สำหรับปริมาณการขนส่งทาง อากาศทั่วโลก เมื่อเทียบกับการขนส่งทั้งหมดในหน่วย ตัน/ไมล์ แล้วไม่เกินร้อยละ 2 เนื่องจากอัตรา ราคาที่สูงจึงทำให้ถูกใช้เฉพาะสินค้าราคาแพงที่มีน้ำหนักและปริมาตรน้อย (4.5) การขนส่งทางท่อ (Pipeline Transportation) เป็นการขนส่งซึ่งใช้กับของเหลว และมีการกำหนดสถานที่ตั้งของสถานที่ส่งและรับแน่นอน ใช้ในการขนส่งปิโตรเลียม น้ำประปา น้ำทิ้ง ก๊าซธรรมชาติ การขนส่งก๊าซหุงต้มไปยังบ้านเรือนหรือการขนส่งที่สร้างขึ้นเฉพาะ 4. ด้านการจัดการสารสนเทศ (Information Management) (1) เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างรายงาน การสื่อสารข้อมูล การสื่อสารระหว่างคนกับเครื่องจักรใน ระบบ เช่น การเชื่อมระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมเครื่องจักรกับระบบข้อมูลการบริหารเพื่อรวบรวม ข้อมูลอัตราการผลิตแบบทันที หรืออัตราการเสียของเครื่องจักร การใช้อุปกรณ์ติดตามตำแหน่ง รถบรรทุก และการใช้อุปกรณ์ติดตามตำแหน่งสินค้าแบบรายชิ้น เป็นต้น


18 (2) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ รูปแบบของธุรกิจที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบ เครือข่ายเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและบริหารองค์กรรูปแบบการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระบบ เครือข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กรแบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ระบบ ลูกค้าสัมพันธ์ การติดต่อกับแหล่งวัตถุดิบ การส่งข้อมูลและรับข้อมูล และการค้นหาข้อมูลข่าวสาร 2.1.3 บทบาทของโลจิสติกส กมลชนก สุทธิวาทมฤพุฒิ และคณะ (2544) แสดงทัศนะสำหรับบทบาทของโลจิสติกส์ต่อ ระบบเศรษฐกิจว่า โลจิสติกส์เป็นกุญแจสำคัญในระบบเศรษฐกิจในสองแนวทาง คือ ประการแรก โลจิสติกส์เป็นรายจ่ายที่สำคัญสำหรับธุรกิจต่างๆ และจะส่งผลกระทบและ ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมอื่นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการปรับปรุงประสิทธิผลของกระบวนการ ด้านโลจิสติกส์จะส่งผลโดยตรงต่อการปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมให้ดีขึ้น ประการที่สอง โลจิสติกส์ได้รองรับการเปลี่ยนแปลงและกระบวนการของธุรกรรมทาง เศรษฐกิจ และได้กลายเป็นกิจกรรมสำคัญในด้านการสนับสนุนการขายเสมือนหนึ่งเป็นสินค้าและ บริการด้วย เพื่อให้เข้าใจในบทบาทดังกล่าวโดยใช้มุมมองจากทั้งระบบ ซึ่งหากสินค้าไม่มาตรงตาม กำหนด ลูกค้าก็ไม่สามารถซื้อสินค้าดังกล่าวได้ กล่าวคือ หากกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งที่อยู่ภายในโซ่ อุปทานมีปัญหาจะส่งผลกระทบทั้งหมด กมลชนก สุทธิวาทมฤพุฒิ และคณะ (2544) แสดงทัศนะสำหรับบทบาทของโลจิสติกส์ใน องค์กรต่างๆว่าประสิทธิภาพของการจัดการด้านโลจิสติกส์ได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นโอกาสที่จะ ปรับปรุงความสามารถในการทำกำไรและการแข่งขัน องค์กรหลายองค์กรสามารถให้บริการลูกค้าได้ อย่างโดดเด่น ซึ่งองค์กรแรกๆที่ได้รับเอาแนวคิดด้านการตลาดมาใช้ ได้นำมาซึ่งการใช้ลูกค้าเป็นตัว ขับเคลื่อน (Customer Driven) แนวโน้มการมุ่งให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้าสามารถใช้ได้จวบ จนถึงปัจจุบัน 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับการขนสง 2.2.1 ความหมายของการขนสง จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา (2543) แสดงทัศนะทฤษฎีเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าโดยทั่วไปการ ขนส่ง (Transportation) หมายถึงการเคลื่อนย้ายคน (People) สัตว์ สิ่งของ (Goods) จากสถานที่ หนึ่งไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ดีหากพิจารณาจากคำนิยามนี้แค่ผิวเผินอาจก่อให้เกิดความ เข้าใจผิดขึ้นมาได้ว่า การขนส่งเป็นการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ หรือสิ่งของจากอาคารแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ แท้ที่จริงแล้วการขนส่งยังมีความหมายกว้างขวางโดยครอบคลุมไปถึงการขนส่ง การขนถ่าย การ เคลื่อนย้ายคนหรือสิ่งของภายในอาคาร ภายในบ้าน ภายในที่ทำงานหรือภายในโรงงานด้วย ดังนั้น


19 หากยึดคำจำกัดความถูกต้องแล้ว การที่คนเราเดินอยู่ภายในบ้าน การใช้รถเข็นช่วยบรรทุกของเมื่อเข้า ไปซื้อสินค้าหรือการที่กรรมกรขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือก็นับเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการขนส่ง เช่นเดียวกัน จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา (2543) แสดงทัศนะการขนส่งตามนิยามทางเศรษฐศาสตร์ยังมี ความหมายที่ซับซ้อนกว่านิยามของการขนส่ง ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป กล่าวคือ การขนส่งหมายถึง การเคลื่อนย้ายบุคคลหรือสินค้าจากสถานที่ หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง อันก่อให้เกิดอรรถประโยชน์ ด้านสถานที่ (Place Utility) และอรรถ ประโยชน์ด้านเวลา (Time Utility) ดังนั้นถ้าพิจารณาจาก นิยามข้างต้น การขนส่งสินค้า (Freight Transportation) จึงหมายถึง การเคลื่อนย้ายสินค้าสินค้าจาก สถานที่ที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง อันก่อให้เกิดอรรถประโยชน์ด้านสถานที่ (Place Utility)และ อรรถประโยชน์ด้านเวลา (Time Utility) ทั้งนี้การเคลื่อนย้ายดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่เพิ่มมูลค่าให้แก่ สินค้าซึ่งจะเป็นการก่อให้เกิดอรรถประโยชน์ด้านสถานที่ และเวลาในการขนส่ง (Time-in-Transit) กับความต่อเนื่องในการ ให้บริการ (Consistency of Service) เป็นตัวที่บ่งบอกถึงอรรถประโยชน์ ด้านเวลา ประชด ไกรเนตร (2550) แสดงทัศนะ การขนส่ง หมายถึง การเคลื่อนย้ายบุคคลหรือสิ่งของ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ถ้าเป็นการเคลื่อนย้ายบุคคล เรียกว่า การขนส่งผู้โดยสาร หากเป็นการ เคลื่อนย้ายสัตว์หรือสิ่งของต่างๆ เรียกว่าการขนส่งสินค้า สมชาย ปฐมศิริ (2555) แสดงทัศนะ การขนส่ง (Transportation) หมายถึง การเคลื่อนย้าย วัตถุดิบหรือสินค้าตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปยังผู้บริโภค หรือการส่งสินค้าผิดปกติผ่านคืนกลับมายังคลังสินค้า ปรัชญาณี ธนูอาจ (2556) แสดงทัศนะ การขนส่ง หมายถึง การเคลื่อนย้ายบุคคลหรือสิ่งของ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ดังนั้นสรุปได้ว่า การขนส่ง หมายถึง การดำเนินการเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังแหล่งต่าง ๆ ตาม ความต้องการของลูกค้า คำนาย อภิปรัชญาสกุล (2546) แสดงทัศนะการพัฒนาการขนส่งนั้นมุ่งที่จะพัฒนาให้การ ขนส่งมีคุณภาพ มีมาตรฐาน และประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งตามหลักของการขนส่งแล้วถือว่าการขนส่ง ที่มีประสิทธิภาพจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1. ความรวดเร็ว การขนส่งที่มีความรวดเร็วสามารถที่จะทำให้สินค้าและบริการต่างๆ ไปสู่ ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทันเวลา และทันต่อความต้องการมีความสดและมีคุณภาพเหมือนกับสินค้า และ บริการที่แหล่งผลิต 2. การประหยัด การขนส่งที่มีประสิทธิภาพ จะต้องทำให้เกิดการประหยัดในต้นทุนการ ขนส่งและประหยัดในราคาค่าบริการ กล่าวคือ ผู้ประกอบกิจการขนส่งต้องพยายามให้ต้นทุนในการ ขนส่งต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเมื่อต้นทุนในการขนส่งต่ำแล้ว การเรียกเก็บอัตราค่าบริการก็ลดลงด้วย


20 อันจะทำให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเสียอัตราค่าบริการโดยสารหรือค่าระวางด้วย ดังนั้น ความประหยัดถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ 3. ความปลอดภัย หมายถึง ความปลอดภัยจากการสูญเสียหรือเสียหายของสินค้า ตลอดจน ความปลอดภัยของยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับระบบการ ขนส่ง ซึ่งถือได้ว่าผู้ประกอบการขนส่งต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสียและเสียหายในทุกอย่างที่เกิดขึ้น ต่อสินค้าและบริการ 4. ความสะดวกสบาย การขนส่งที่ดีจะต้องให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้บริการหรือความ สะดวกในการขนส่งสินค้าและบริการ เช่น ยานพาหนะจะต้องมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้ อย่างครบถ้วน พร้อมที่นำมาใช้ในการเคลื่อนย้ายได้ทันที 5. ความแน่นอนเชื่อถือได้และตรงต่อเวลา (Certainty and Punctuality) ถือเป็นเรื่องที่ สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับการขนส่งเพราะการขนส่งที่ดีและมีประสิทธิภาพจะต้องมีกำหนดใน การเดินทางที่แน่นอนเชื่อถือได้และตรงต่อเวลา มีจำนวนเที่ยวที่วิ่ง เวลาที่จะออกเดินทางจากต้นทาง เวลาที่เดินทางถึงปลายทาง ระยะเวลาในการเดินทาง เวลาที่จะผ่านจุดที่สำคัญต่างๆ ซึ่งจะต้องระบุไว้ และจะต้องรักษาเวลาให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ จึงจะถือว่ามีประสิทธิภาพ จากทฤษฎีเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าสรุปได้ว่า การขนส่ง (Transportation) หมายถึง การ เคลื่อนย้ายคน (People) สัตว์ สิ่งของ (Goods) จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง โดยการขนส่งที่มี ประสิทธิภาพจะต้องประกอบด้วย ความเร็ว การประหยัด ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ความ แน่นอนเชื่อถือได้และตรงต่อเวลา 2.2.2 ความสําคัญของการขนสง การให้บริการหรืออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายคนหรือสินค้าจากสถานที่หนึ่งไปยัง อีกสถานที่หนึ่งที่ต้องการ เนื่องจากระบบขนส่งทำหน้าที่เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆของชุมชนเข้าด้วยกัน ดังนั้นระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้การดำเนินงาน หรือการพัฒนาด้านต่างๆในชุมชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชด ไกรเนตร (2550) ได้สรุปความสำคัญของการขนส่ง ไว้ดังนี้ 1. ความสำคัญของการขนส่งต่อเศรษฐกิจ การขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพช่วยลดต้นทุนช่วย ให้เกษตรกรเข้าถึงการขนส่งได้สะดวก นอกจากนี้ยังช่วยขยายโอกาสการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้กับคน ในชุมชน และลดปัญหาการว่างงาน และยังสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศได้มาก 2. ความสำคัญของการขนส่งต่อชุมชนและสังคม การขนส่งช่วยขยายโอกาสทางการศึกษา การจ้างงาน ช่วยลดช่องว่างทางสถานะของบุคคล และยังเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน ให้เป็นปีกแผ่นและก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีกันของคนในชุมชน ช่วยให้เกิดการสื่อสาร แลกเปลี่ยนวัฒธรรมระหว่างชุมชน ไม่ว่าจะเป็นภายในภูมิภาค ระหว่างภูมิภาค หรือระหว่างประเทศ


21 3. ความสำคัญของการขนส่งต่อความมั่นคง ระบบขนส่งและถนนที่ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล ความเจริญส่งผลให้ประเทศเกิดความมั่นคงและเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ถนนที่เข้าสู่หมู่บ้านที่ห่างไกล บริเวณแนวชายแดนช่วยให้เข้าถึงพื้นที่ได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังทำให้สามารถดำเนินการปกป้องพื้นที่ได้ อย่างทันท่วงที เมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น 2.2.3 องคประกอบของการขนสง วิเชียร ทบแท่ง (2552) กล่าวว่า องค์ประกอบการขนส่งมี 4 ประการ ดังนี้ 1. การเก็บสินค้า (Collection) จากการรับสินค้าจากแหล่งที่มาอาจเป็นโรงงานผลิตก็ได้ สินค้าอาจจะหลากหลาย เนื่องจากรูปแบบ น้ำหนัก ขนาดและหีบห่อต่าง ๆ กัน การเก็บรวบรวม ข้อมูลจะถูกจัดการในเชิงภูมิภาค (Regional Basic) 2. การขนส่ง (Transportation) จากจุดรวมแต่ละภาค สินค้าถุกส่งไปจุดมุ่งหมายปลายทาง ที่กำหนด เมื่อถึงจุดรวมสินค้า สินค้าเหล่านี้จะถูกแยกออกจากกัน 3. การจัดส่ง (Delivery) การจัดการเป็นสัดส่วนในเชิงภูมิภาค เป็นส่วนที่ต้องติดต่อโดยตรง กับลูกค้าปลายทาง 4. การรวมและการแยกสินค้า (Consolidation and De-Consolidation) ณ จุดนี้สินค้าจะ ถูกรวบรวมก่อนที่จะบรรทุกลงยานพาหนะขนส่ง สินค้าเหล่านี้อาจถูกรวบรวมในรูปแบบของตู้สินค้า (Containner) แพลเล็ต (Pallet) หรือการเปลี่ยนแปลงวิธีการขนส่งไปเป็นวิธีอื่น ซึ่งไม่ต้องหีบห่อใหม่ 2.2.4 ประเภทของการขนสง บุหลัน สุนทรภักดี และนภาพร คงวัฒธนา (2557) ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า การขนส่งในประเทศไทย มีทางเลือกอยู่ 4 ประการ ประกอบด้วย 1. การขนส่งทางบก (Land Transportation) สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.1 การขนส่งทางถนน (Road transportation) เป็นรูปแบบการขนส่งที่มีปริมาณสูงที่สุด และเป็นรูปแบบการขนส่งหลักที่หล่อเลี้ยงสังคมและชุมชนมาโดยตลอด การขนส่งทางถนนกระทำได้ โดยการใช้รถบรรทุก 4 ล้อ 6 ล้อ 10 ล้อ หรือมากกว่า 10 ล้อ เป็นยานพาหนะในการเคลื่อนย้าย สินค้า อาจกล่าวได้ว่าสินค้าทุกชนิดสามารถขนส่งได้โดยการขนส่งทางถนน ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการ ขนส่งทางถนน ได้แก่ คุณลักษณะที่เรียกว่บริการถึงที่หรือ Door-to-door service หรือการนำสินค้า ไปส่งได้ถึงบ้าน ทั้งผู้ผลิตและผู้บริ โภคได้รับความ มสะควกสบายมากกว่ารูปแบบการขนส่งอื่นๆ ใน ปังจุบันประเทศไทยมี โครงข่ายถนนค่อนข้างดีมากทั้งในเขตเมืองและนอกเมืองการขนส่งสินค้ทาง ถนนสามารถข้าถึงได้ทั่วทุกอำเภอของ 76 จังหวัดในประเทศไทย


22 1.2 การขนส่งทางราง (Rail transportation) สินค้ที่ขนส่งทางรางมักจะเป็นสินค้าที่มีการขน ย้ายคราวละมากๆ เช่น ข้าว น้ำตาล ปูนชีเมนต์ ถ่านหิน ก๊าซและผลิตภัณฑ์ปิโตรเสียม ในรอบหลายปี ที่ผ่านมาการขนส่งสินค้าทางรถไฟมีปริมาณและมูลค่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาอีกหลายประการที่ยัง รอการปรับปรุงแก้ไข ทั้งในส่วนของโครงข่ายที่ไม่ทั่วถึงและการเชื่อมโยงระหว่างรถไฟกับการขนส่งวิธี อื่นๆ ยังทำได้ไม่ดีอย่างที่ผู้ประกอบการขนส่งต้องการ 2. การขนส่งทางน้ำ (Water way transportation) เป็นการขนส่งที่มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุด ในบรรดาทางเลือกการขนส่งทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องสร้างเส้นทางขึ้นมา อาศัยเพียงเส้นทางที่มีอยู่แล้ว ตามธรรมชาติเป็นสำคัญเช่น คลอง แม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร อย่างไรก็ตามการขนส่งทางน้ำเป็น การขนส่งที่ช้าที่สุด ดังนั้นจึงเหมาะกับสินค้าที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาส่งมอบสินค้ามักจะเป็น สินค้าที่มีมูลค่าต่อหน่วยต่ำ และขนส่งในปริมาณมากๆ เช่นวัสดุก่อสร้างจำพวกอิฐหินปูน ทราย เป็นต้น การขนส่งทางน้ำอาจแบ่งย่อยออกเป็น 2 รูปแบบตามสักษณะของเส้นทางขนส่งได้แก่ 2.1 การขนส่งทางลำน้ำ (Inland water way transportation) หมายถึง การขนส่งทางน้ำที่ ใช้สายน้ำในแผ่นดินเป็นเส้นทางขนส่งสินค้ ให้แก่ การขนส่งผ่านคลองและแม่น้ำ เส้นทางการขนส่ง ทางลำน้ำที่สำคัญของประเทศไทย คือ แม่น้ำโขง เจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก แม่กลองและบางปะกง 2.2 การขนสั่งทางทะเล (Sea and ocean transportation) หมายถึง การขนส่งทางน้ำที่ ผ่านทะเลและมหาสมุทร การขนส่งรูปแบบนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการก่อสร้างโครงสร้าง สาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ และจุดเชื่อมต่อกับการขนส่งทางถนนและทางราง สำหรับประเทศ ไทยการขนส่งทางทะเลเป็นการขนส่งระหว่างประเทศที่มีมูลค่ามากที่สุด อาจกล่าวได้ว่าสินคำนำเข้า และส่งออกเกือบทั้งหมดของประเทศไทยใช้การขนส่งทางทะเลทั้งสิ้น ณ ปังจุบันการขนส่งทางทะเล ของประเทศไทยเกือบทั้งหมดจะผ่านท่าเรือสองแห่ง ได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ(คลองเตย) และท่าเรือน้ำ ลึกแหลมฉบัง จากสถิติของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ณ ปี พ.ศ. 2550 มีสินค้าประมาณ 18 ล้านตัน และ 45 ล้านตันผ่านท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบังตามลำดับ 3. การขนส่งทางอากาศ (Air transportation) เป็นรูปแบบของการขนส่งที่ไปได้ไกลที่สุด และรวดเร็วที่สุด แต่มีต้นทุนต่อหน่วยแพงมากที่สุด จำเป็นต้องก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภค จำนวนมหาศาลเพื่อรองรับรูปแบบการขนส่งทางอากาศทั้งระบบ อีกทั้งต้องอาศัยระบบขนส่งสินค้า ทางถนนเพื่อให้สินค้าไปถึงลูกค้าที่ปลายทางตามพื้นที่ต่างๆ ได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีสนามบินที่ ให้บริการเชิงพาณิชย์ 35 แห่ง จำแนกออกเป็น 3.1 สนามบินระหว่างประเทศ ( International airport ) ดำเนินการโดยบริษัท ท่าอากาศ ยานไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่


23 3.2 สนามบินภายในประเทศ (Domestic airports) เกือบทั้งหมดบริหาร โดยกรมการขนส่ง ทางอากาศ กระทรวงคมนาคม ยกเว้นสนามบินสุโขทัย สมุยและระนอง ซึ่งบริหาร โดยบริษัทการบิน กรุงทพ จำกัด นอกจากนี้ยังมีสนามบินอู่ตะเกา จังหวัดระของ ซึ่งเป็นของกองทัพเรือ 4. การขนส่งทางท่อ (Pipeline transportation) เป็นระบบการขนส่งที่มีลักษณะเฉพาะ เนื่องจากสินค้าที่ขนส่งต้องอยู่ในรูปของเหลว เป็นการขนส่งทางเดียวจากแหล่งผลิตไปยังปลายทางไม่ มีการขนส่งเที่ยวกลับสินค้าที่นิยมขนส่งทางท่อ ได้แก่ น้ำ น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปีโตรเลียมและก๊าซ ธรรมชาติ ในส่วนของน้ำมันนั้น มีผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่ออยู่ 2 ราย ได้แก่ บริษัท ท่อส่ง ปิโตรเลียมไทย จำกัด และบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด โดยทั้งหมดเริ่มจากโรงกลั่นน้ำมันของ บริษัทต่างๆ ตามพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและชานกรุงเทพมหานครไปยังคลังน้ำมันทางด้านเหนือ ของกรุงเทพมหานครและที่สระบุรี ความยาวท่อรวมประมาณ 430 กิโลเมตร ปัจจุบันการใช้ ประโยชน์ท่อส่งน้ำมันยังไม่เต็มที่เท่าที่ควร จะเป็นช่วงท่อที่ใช้งานมากที่สุด คือ ช่วงระหว่างคลังน้ำมัน ลำลูกกาไปขังสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นการส่งน้ำมันไปให้บริการแก่สายการบินต่างๆ แม้กระนั้น อัตราการใช้ประโยชน์ของช่วงดังกล่าวก็เพียงแค่ประมาณร้อยละ 50 ของความจุเท่านั้น ผู้ประกอบการยังนิยมขนส่งน้ำมันทางถนนมากกว่าเนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งต่ำกว่า (เพราะว่าไม่ต้อง ลงทุนก่อสร้างท่อ) และมีโครงข่ายทั่วถึงทั้งประเทศ ผิดกับระบบท่อซึ่งกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออก และรอบๆพื้นที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น 2.3 มาตรฐานคุณภาพบริการขนสงดวยรถบรรทุก การพัฒนาระบบการขนส่งด้วยรถบรรทุกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ในการเสริมศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศการพัฒนาการให้บริการขนส่งสินค้าอย่างมีคุณภาพ และได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมจะช่วยสนับสนุนและผลักดันให้ กระบวนการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของภาคการค้าและอุตสาหกรรมต่างๆเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดต้นทุนในการดำเนินการ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ได้มากขึ้น ทั้งนี้การยกระดับคุณภาพหรือมาตรฐานการให้บริการขนส่งของประเทศนั้นจำเป็นต้อง ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกพัฒนาคุณภาพการให้บริการ เช่น การประเมิน ประสิทธิภาพในกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นแนวทางและเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ ที่ชัดเจน ตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ.2551 เป็นต้นมา กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน สมาคม/ชมรม ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุก รวมถึงสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นองค์กรที่มีประสบการณ์ ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการขนส่ง สินค้าทางถนนด้วยรถบรรทุก ได้ร่วมกันในการพัฒนา "ระบบมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วย


24 รถบรรทุก หรือ มาตรฐาน Q Mark" โดยมีข้อกำหนดต่างๆ ที่ครอบคลุมการประกอบการขนส่งสินค้า ด้วยรถบรรทุกใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านองค์กร ด้านปฏิบัติการขนส่งด้านพนักงาน ด้านยานพาหนะ และ ด้านลูกค้าและภายนอก โดยผู้ประกอบการขนส่งที่มีความประสงค์ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว จากกรมการขนส่งทางบก นั้นจะต้องผ่านกระบวนการรับสมัคร การประเมินตนเอง การตรวจสอบ เอกสาร การเข้าตรวจประเมินของคณะผู้ตรวจประเมิน และผ่านกระบวนการพิจารณาจาก คณะกรรมการมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก จึงจะได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพ บริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) จากกรมการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบกมุ่งเป้าหมายให้ระบบมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสนับสนุนกรพัฒนาและส่งเสริมระบบการขนส่งสินค้าด้วย รถบรรทุกให้มีคุณภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน เป็นที่ยอมรับจากผู้ใช้บริการทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการขนส่งสินค้า โดยมีความสอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาลในด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป 2.3.1 แนวคิดของมาตรฐานคุณภาพบริการขนสงดวยรถบรรทุก (Q Mark) มาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกจัดทำขึ้นเพื่อการยกระดับคุณภาพ บริการขนส่งสินค้ด้วยรถบรรทุกให้ดีขึ้นและมีความเข้มแข็ง เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความประทับใจและ มั่นใจในการใช้บริการ และยังเป็นการเตรียมความพร้อมกับการเปิดเสรีการค้าบริการในอนาคตอันใกล้ ผู้ประกอบการขนส่งจึงเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเตรียมพัฒนาตนเองให้มีความสามารถ ทัดเทียมกับผู้ประกอบการต่างชาติ ข้อกำหนดตามมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกนี้เน้น ควบคุมคุณภาพและกระบวนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานขนส่งโดยตรง ให้ ความสำคัญกับการวางแผน การบริหารงานขั้นตอนการปฏิบัติงาน การตรจสอบ ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงการทำงาน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการ ดำเนินการ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบโลจิสดิกส์และซัพพลาย ข้อกำหนดต่างๆของมาตรฐานนี้กำหนดเพียงกรอบการดำเนินการว่าจะต้องมีการ ดำเนินการอะไรบ้าง ส่วนรายละเอียดเป้าหมาย วิธีการปฏิบัติ รวมถึงแนวทางการดำเนินการนั้น ผู้ประกอบการจะต้องกำหนดขึ้นเองให้เหมาะสมกับการดำเนินการธุรกิจของตนและเหมาะสมกับ ความต้องการของลูกค้านั้นคือ การดำเนินการจะต้องเป็นระบบแบบแผนการทำงาน จะไม่ขึ้นกับตัว บุคคล แต่ขึ้นกับระบบแทน หากพนักงานคนใดลาออกหรือมีการเปลี่ยนแปลง พนักงานคนอื่นที่มา ทำงานแทนก็สามารถดำเนินการให้บริการได้คุณภาพตรงกับความต้องการของลูกค้เช่นเดิม ทั้งนี้การดำเนินการตามมาตรฐานบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกนี้ ผู้ประกอบการ สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้ง่ายเพิ่มเติมจากที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันมากมายนัก หากแต่


25 ต้องการความมุ่งมั่นของฝ่ายบริหารและพนักงานทุกคนที่จะนำสิ่งที่ปฏิบัติอยู่มาจัดทำให้เป็นระบบ ระเบียบแบบแผน ปรับปรุงกระบวนการให้เรียบร้อย จัดทำเป็นเอกสารหรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากเย็นหรือสิ้นเปลืองทรัพยากรหรือเวลาแต่ประการใด 2.3.2 ขอกําหนดของมาตรฐานคุณภาพบริการขนสงดวยรถบรรทุก (Q Mark) มาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก มีข้อกำหนดต่างๆ ที่ครอบคลุม กระบวนการดำเนินการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุก 5 ด้าน ได้แก่ ด้านองค์กร ด้านปฏิบัติการขนส่ง ด้านพนักงาน ด้านยานพาหนะ และด้านลูกค้าและภายนอก ทั้งหมดรวม 39 ข้อ ซึ่งแบ่งเป็นข้อบังคับ ที่ต้องปฏิบัติตามจำนวน 27 ข้อ และข้อแนะนำเพื่อปรับปรุงระสิทธิภาพและคุณภาพการดำเนินการ จำนวน 12 ข้อ ดังนี้ 2.3.2.1 ขอกําหนดดานองคกร ข้อกำหนดด้านองค์กร กรมขนส่งทางบกกำหนดขึ้นมาเพื่อให้ผู้ประกอบการ ขนส่งมั่นใจว่าการดำเนินงานในองค์กรเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบแบบแผน โดยมีการอ้างอิงกับ ระบบมากกว่าการติดใจภายใต้ความรู้สึกส่วนบุคคล ซึ่งประกอบด้วยข้อกำหนดต่าง ดังนี้ ตางรางที่ 2.1 ข้อกำหนดด้านองค์กร ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 1.1 ต้องมีโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจน กำหนด อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบแต่ละ ตำแหน่งในองค์กรและประกาศให้พนัก งาน รับทราบและนำไปปฏิบัติได้ เพื่อให้พนักงานทุกระดับชั้นรับทราบถึง รายละเอียดงาน แนวทางการปฏิบัติงาน ให้ สามารถบริหารงานที่รับผิดชอบได้อย่าง ครบถ้วนอย่างเป็นระบบ 1.2 ต้องมีการกำหนดนโยบายและวิสัยทัศน์ เฉพาะเรื่องอย่างชัดเจน เช่น นโยบายสาร เสพติด นโยบายแอลกอฮอล์ นโยบายความ ปลอดภัย เป็นต้น เพื่อให้พนักงานทุกระดับและรวมไปถึงผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกส่วนรับทราบนโยบาย ขอบเขต ความรับผิดชอบและบทลงโทษ


26 ตางรางที่ 2.1 (ต่อ) ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 1.3 ต้องมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน การพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ต้นทุนขนส่ง การใช้ระบบการ จัดการขนส่ง (TMS) เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีการพัฒนา กระบวนการบริหารจัดการได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีข้อมูลที่แม่นยำ ในการนำมาใช้วิเคราะห์ในกระบวนการ ต่างๆ 1.4 ต้องมีแนวทางปฏิบัติเพื่อการรักษาและลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและดำเนินการ อย่างเหมาะสม เช่นการจัดการของเสีย แบตเตอรี่ ยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม และมีแนวทางในการ บริหารจัดการในเรื่องต่างๆที่อาจก่อให้เกิด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่น การจัดการ ในเรื่องยางรถ แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่องที่ใช้ แล้ว เป็นต้น 1.5 ต้องมีการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบ และมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการ รับประกันความเสียหายของสินค้าที่เกิดจาก การขนส่ง เพื่อให้มีความเข้าใจที่สอดคล้องกันระหว่าง ผู้ประกอบการกับลูกค้าผู้ใช้บริการในเรื่อง ของขอบเขตความรับผิดชอบในการขนส่ง เช่น มีประกันสินค้าเสียหายจำนวน 2 ล้าน บาท มีประกันอุบัติเหตุชั้น 1 เป็นต้น หรือ อาจคลอบคลุมไปถึงรายละเอียดในความ รับผิดชอบต่างๆที่อาจระบุในสัญญาว่าจ้าง 1.6 ควรมีแนวทางการพัฒนาองค์กรหรือแผน ธุรกิจ เพื่อให้องค์กรได้มีแบบแผนที่ชัดเจนในการ พัฒนาพร้อมทั้งดำเนินการตามแผน หรือ ดำเนินการกิจการให้สอดคล้องกับแผน ธุรกิจที่ได้วางไว้


27 ตางรางที่ 2.1 (ต่อ) ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 1.7 ควรมีแผนการดำเนินงานเพื่อทำให้เกิดการ พัฒนาองค์กรในขั้นสูง เช่น การใช้เครื่องมือ ปรับปรุงคุณภาพ TQM หรือ ไคเซ็น เป็น ต้น เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมี คุณภาพก่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น จึง ควรมีเครื่องมือด้านบริหารองค์กรเพื่อช่วย ในการบริหาร เช่น TQM หรือ ไคเซ็น ซึ่ง เป็นเครื่องมือที่ได้การยอมรับกันอย่าง แพร่หลาย 1.8 ควรได้การรับรองมาตรฐานสากล (ISO) ด้าน ต่างๆ เช่น ISO 9001 IS 14001 หรือ รางวัลทางธุรกิจต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าองค์กรหรือ ผู้ประกอบการได้ยกระดับโดยได้ผ่านการ รับรองมาตรฐานสากล เป็นองค์กรที่มี คุณภาพ 1.9 ควรเป็นสมาชิกและมีส่วนร่วมกับกิจกรรม ของสภาวิชาชีพหรือสมาคมวิชาชีพ ผู้ประกอบการควรเป็นสมาชิกของสภา/ สมาคมว่าด้วยการขนส่งเพื่อสามารถรับรู้ ถึงความเป็นไปในสังคมการขนส่งสินค้า เป็นสิ่งสำคัญทำให้สามารถติดตามนโยบาย หรือแนวทางการดำเนินงาน ได้อย่าง ถูกต้อง 1.10 ควรมีการบริการเสริมทางด้านโลจิสติกส์ อื่นๆ นอกเหนือจากการขนส่งเช่น บริการ จัดการคลังสินค้า บริการบรรจุหีบห่อ บริการด้าน ศุลกากรเป็นต้น เพื่อเป็นการต่อยอดกิจการขนส่งสินค้า ผู้ประกอบการควรมีบริการเสริมกับกิจการ ขนส่งด้วยรถบรรทุก ให้สามารถครอบคลุม ความต้องการของลูกค้าได้


28 ตางรางที่ 2.1 (ต่อ) ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 1.11 ที่ตั้งสถานประกอบการ ที่จอดรถและโรง ซ่อมบำรุงมีความเหมาะสม เพื่อให้การ ดำเนินงานกิจการเป็นไปอย่างสะดวกและ ลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการมีสถานที่ เก็บและซ่อมบำรุง เพื่อให้การประกอบ กิจการไม่ก่อความเดือดร้อนหรือก่อมลพิษ ต่อสังคมโดยรอบ อีกทั้งควรเป็นสถานที่ที่ เหมาะสมสำหรับกิจการขนส่ง เช่น ใกล้ ท่าเรือคลังสินค้า แหล่งอุตสาหกรรม เป็นต้น 2.3.2.2 ขอกําหนดดานปฏิบัติการขนสง ข้อกำหนดด้านปฏิบัติการขนส่งมุ่งเน้นในประเด็นเรื่องการเตรียมความ พร้อมในกระบวนการขนส่งสินค้า โดยแสดงถึงคู่มือปฏิบัติงานต่างๆ ที่ทำให้พนักงานสามารถทำงานได้ อย่างถูกต้อง ถ้ามีพนักงาน เข้ามาใหม่จะต้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเข้าใจ อีกทั้งข้อกำหนดนี้จะ เน้นไปที่การบันทึกผลประสิทธิภาพการทำงานต่างๆ และกระบวนการจัดการข้อผิดพลาดและเหตุ ฉุกเฉิน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ตางรางที่ 2.2 ข้อกำหนดด้านปฏิบัติการขนส่ง ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 2.1 ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติงานขนส่ง ตั้งแต่ การรับคำสั่งจนถึงการส่งมอบสินค้าสำหรับ ลูกค้าแต่ละประเภท และกำหนดผู้รับผิด ชอบในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้การดำเนินงานขนส่งเป็นไปอย่าง ถูกต้องเรียบร้อย สมบูรณ์ ผู้ประกอบการ ต้องมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน เป็น กระบวนการพร้อมทั้งต้องระบุผู้รับผิดชอบ ในแต่ละกระบวนการอย่างชัดเจน โดยอาจ แยกเป็นขั้นตอนของสินค้าแต่ละชนิดก็ได้


29 ตางรางที่ 2.2 (ต่อ) ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 2.4 ต้องมีการบันทึกผลการปฏิบัติงานขนส่ง อย่างเหมาะสม ที่แสดงถึงประสิทธิภาพการ ดำเนินงาน เพื่อแสดงถึงผลการดำเนินงาน จึงต้องมี การบันทึกผลการปฏิบัติงานตามเป้าหมาย ขององค์กร เช่น บันทึกเวลา รับ – ส่ง สินค้า ปริมาณสินค้าที่ขนส่ง เป็นตน 2.2 ต้องมีคู่มือการปฏิบัติงานขนส่ง เพื่อให้พนักงานที่รับผิดชอบแต่ละ กระบวนการ รู้หน้าที่การปฏิบัติงาน รู้กฏ ระเบียบ ข้อจำกัดต่างๆ ส่งผลให้สามารถ ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยัง สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการอบรม พนักงานใหม่ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน 2.3 ต้องมีการวางแผนเส้นทางขนส่งอย่าง เหมาะสม เช่น มีการระบุจุดเสี่ยง จุด อันตราย กำหนดจุดพักรถ ระหว่างเส้นทาง ขนส่งที่ปลอดภัยและไม่เกิดผลกระทบต่อ ชุมชนข้างเคียง เป็นต้น เพื่อให้พนักงานผู้ปฏิบัติงานได้ทราบถึงจุด เสี่ยงต่างๆ เพื่อจะได้มัดระวัง พร้อมทั้งมี การหยุดพักตามจุดที่กำหนดเพื่อให้ สอดคล้องกับกฏหมายและเพื่อเป็นการลด ความเมื่อยล้า ส่งผลให้ลดโอกาศเกิด อุบัติเหตุได้ 2.5 ต้องมีการวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงานขนส่ง หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะต้องทำการ วิเคราะห์เพื่อหาแนวทางปรับปรุงการ ทำงาน และมีการปรับปรุงการดำเนินการ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำข้อมูลจากผล การปฏิบัติงานมาหาแนวทางปรับปรุงแก้ไข อย่างเป็นกระบวนการ เพื่อป้องกันไม่ให้มี ข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอีก


30 ตางรางที่ 2.2 (ต่อ) ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 2.6 ต้องมีมาตรการการควบคุมความเร็วและ พฤติกรรมการขับรถของพนักงานขับรถ เพื่อให้ผู้ประกอบการกำหนดมาตรการใน การตรวจสอบความเร็วและพฤติกรรมใน การขับรถของพนักงานขับรถ เพื่อจะได้นำ ข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางในการ ป้องกันเหตุต่างๆอันอาจเกิดมาจาก ความเร็วและพฤติกรรมของพนักงานขับรถ อีกทั้งยังสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า หาก ผู้ประกอบการมีการปฏิบัติในหัวข้อนี้ 2.7 ต้องมีขั้นตอนการจัดการเหตุฉุกเฉินระหว่าง การขนส่ง มีการซักซ้อมการปฏิบัติและ กำหนดผู้รับผิดชอบเพื่อบริหารจัดการเมื่อ เกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีแผนในการ ดำเนินการหากเกิดเหตุฉุกเฉินใดๆ พร้อม ทั้งพนักงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบหน้าที่ใน การปฏิบัติงานแต่ละขั้นตอน 2.8 ต้องมีการบันทึกข้อมูลรายละเอียดของ อุบัติเหตุสาเหตุการเกิดและหาแนวทางการ แก้ไขปรับปรุงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ขึ้นซ้ำ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีการสอบสวน รายละเอียดต่างๆ และสามารถวิเคราะห์ หาสาเหตุที่แท้จริงได้ เพื่อเป็นแนวทางใน การป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ


31 2.3.2.3 ขอกําหนดดานพนักงาน ข้อกำหนดนี้กรมขนส่งทางบกได้มุ่งเน้นเรื่องการจัดการบุคลากรขององค์กร โดยเฉพาะพนักงานขับรถและพนักงานด้านการขนส่ง ซึ่งจะต้องมีระบบคัดเลือกจัดสรรพนักงานอย่าง เป็นระบบ มีการฝึกอบรมพนักงานเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ ดีขึ้น โดยเฉพาะพนักงานขับรถที่ต้องเน้นเป็นพิเศษ ตางรางที่ 2.3 ข้อกำหนดด้านพนักงาน ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 3.1 ต้องมีขั้นตอนการรับสมัครพนักงานขับรถ และพนักงานด้านการขนส่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการมีขั้นตอนการ คัดเลือกบุคคลอย่างชัดเจน มีการกำหนด คุณสมบัติ การทดสอบ การสัมภาษณ์ ฯลฯ รวมทั้งมีการเก็บประวัติอย่างเป็นระบบ 3.2 ต้องมีกฏระเบียบการทำงานที่กำหนดความ รับผิดชอบของพนักงาน รวมถึงการแต่งกาย ของพนักงานขับรถ กำหนดบทลงโทษที่ เหมาะสม ประกาศให้พนักงานรับทราบ และถือปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ประกอบการต้องมีการกำหนด ระเบียบกฏเกณฑ์ขององค์กร เพื่อให้พนัง งานปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งมี บทลงโทษที่ชัดเจนหากเกิดกรณีพนักงาน กระทำผิดกฏระเบียบ 3.3 ต้องมีการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของ พนักงานด้านการขนส่งเป็นประจำอย่าง น้อย 2 หลักสูตรต่อไป ได้แก่ การขับขี่อย่าง ปลอดภัย การตรวจสภาพรถและการ บำรุงรักษารถเบื้องต้น เพื่อให้พนักงานมีการพัฒนาทักษะด้านการ ขับขี่อย่างปลอดภัยอยู่ตลอดเป็นประจำ อีกทั้งยังเป็นการเน้นย้ำส่งผลก่อให้เกิด พฤติกรรมที่ดีในการขับขี่ 3.4 ต้องมีการเสริมสร้างความภาคภูมิใจใน อาชีพให้แก่พนักงานขับรถ อย่างน้อย 1 กิจกรรมต่อปี เพื่อให้พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงาน จึงควรจัดกิจกรรมภายในองค์กรให้แก่ พนักงานขับรถได้มีส่วนร่วม เช่น กิจกรรม 5 ส รางวัลพนักงานดีเด่น โครงการรางวัล สำหรับพนักงานที่ปฏิบัติได้ตามเป้าหมาย เป็นต้น


32 ตางรางที่ 2.3 (ต่อ) ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 3.5 ต้องมีการเก็บรักษาประวัติพนักงานและ จัดทำบัญชีรายชื่อพนักงานขับรถที่เป็น ปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน อยู่เสมอ รวมถึงหากมีการเปลี่ยนแปลง พนักงานประจำรถผู้ประกอบการก็ต้อง ดำเนินการเปลี่ยนข้อมูลโดยทันที 3.6 ต้องมีการตรวจสุขภาพพนักงานขับรถอย่าง น้อยตามรายการและความถี่การตรวจตาม ช่วงอายุที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด และเก็บรักษาผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินการตรวจสอบ สภาพร่างกายของพนักงานขับรถอย่าง น้อยปีละ 1 ครั้งหรือแล้วแต่สมควรซึ่งอาจ จัดให้มีการตรวจที่องค์กรเองหรือส่งให้ ภายนอกก็ได้และมีการเก็บรายงานการ ตรวจอย่างเป็นระบบ 3.7 ต้องมีมาตรการตรวจสอบชั่วโมงการทำงาน ของพนักงานขับรถ ทำให้มั่นใจว่าได้ พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้ประกอบการกำหนดชั่วโมงการ ทำงานของพนักงานตามกฏหมาย โดยต้อง แจ้งให้พนักงานรับทราบ 3.8 ต้องมีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของ พนักงานขับรถโดยใช้เครื่องวัดระดับ แอลกอฮอล์ สรุปผลการตรวจ และมี มาตรการดำเนินการอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินการตรวจวัด ปริมาณแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถ ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพื่อความ ปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน 3.9 ต้องมีการตรวจการใช้สารเสพติดของ พนักงานขับรถอย่างสม่ำเสมอ สรุปผลการ ตรวจสารเสพติด และมีมาตรการดำเนินการ อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการทำแผนการสุ่มตรวจ สารเสพติดของพนักงานขับรถ เพื่อป้องกัน เหตุร้ายแรงและความเสียหายอันอาจเกิด มาจากสารเสพติด พร้อมทั้งกำหนด มาตรการในการดำเนินการอย่างชัดเจน เหมาะสม 3.10 ควรมีกฏระเบียบเข้มงวดในการห้ามติด เครื่องยนต์ขณะจอดรถเป็นเวลานาน เพื่อเป็นการลดอัตราสิ้นเปลืองโดยเปล่า ประโยชน์และยังสร้างมลพิษทางอากาศต่อ สิ่งแวดล้อมอีกด้วย


33 2.3.2.4 ขอกําหนดดานยานพาหนะ ยานพาหนะเป็นองค์ประกอบหลักของธุรกิจการให้บริการขนส่ง จึงต้องมี แผนการตรวจสอบและบำรุงรักษาที่เป็นมาตรฐาน มีการบันทึกประวัติการบำรุงรักษา การซ่อมอย่าง เป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลทำให้รถขนส่งมีความปลอดภัยสูง และยังสามารถช่วยลดต้นทุนได้อีกด้วย ตางรางที่ 2.4 ข้อกำหนดด้านยานพาหนะ ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 4.1 ต้องมีการบันทึกข้อมูลปริมาณการใช้ เชื้อเพลิง หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเชื้อเพลิง ของรถรายคัน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีการเก็บรวมรวม ข้อมูลเพื่อสามารถนำมาวิเคราะห์ต้นทุน เพื่อใช้ในการกำหนดราคาในการให้บริการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถ นำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการขับของ พนักงานขับรถอีกด้วย 4.2 ต้องมีการตรวจสอบความพร้อมของรถก่อน ออกเดินทาง มีแผนการตรวจสภาพและ บำรุงรักษารถตามระยะเวลาและ หรือ ตาม ระยะทาง และดำเนินการอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการกำหนดขั้นตอนการ ตรวจความพร้อมของรถ กำหนดแผนตรวจ สภาพและบำรุงรักษาตามระยะเวลา หรือ ระยะทางอย่างชัดเจน เพื่อลดโอกาศเกิด เหตุอันอาจเกิดมาจากความไม่พร้อมของ รถ รวมถึงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ด้วย 4.3 ต้องมีการจัดทำประวัติการซ่อมแซมและ บำรุงรักษารถรายคัน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลในการทวน สอบการบำรุงรักษารถ สามารถนำข้อมูล มาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางป้องกัน หรือ เป็นแนวทางในการแก้ไข หากมีเหตุขัดข้อง 4.4 ควรมีแผนการปรับปรุงหรือติดตั้ง อุปกรณ์เสริมเพื่อความปลอดภัย ผู้ประกอบการควรมีแผนการนำเครื่องมือ หรืออุปกรณ์เข้ามาช่วยการทำงานให้ สะดวกขึ้นปลอดภัยขึ้น เช่น ระบบกล้อง ระบบเทเลมาติกส์ อุปกรณ์ช่วยประหยัด น้ำมัน เป็นต้น


34 ตางรางที่ 2.4 (ต่อ) ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 4.5 ควรมีแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพการ รักษาสิ่งแวดล้อมของยานพาหนะ เช่น รถยนต์ไฮบริด หรือรถยนต์ที่ใช้พลังงาน ไฟฟ้า ผู้ประกอบการควรมีแผนการนำ ยานพาหนะที่มีมลพิษน้อยมาใช้งานเพื่อให้ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้รถ ก๊าซธรรมชาติเป็นต้น 2.3.2.5 ขอกําหนดดานลูกคาและภายนอก เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ผู้ประกอบการจึงต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าแต่ละราย โดยครบถ้วน ทั้งประเภทของอุตสาหกรรม ข้อมูลที่ตั้ง ข้อมูลสินค้าที่บริการขนส่ง เป็นต้น เและควรมี การประชุมกับลูกค้าเพื่อทราบความต้องการ รวมทั้งข้อเสนอแนะในการปรับปรุงอยู่เป็นประจำ ตางรางที่ 2.5 ข้อกำหนดด้านลูกค้าและภายนอก ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 5.1 ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าและประวัติการ ใช้บริการเพื่อให้ทราบถึงความต้องการของ ลูกค้า ผู้ประกอบการต้องมีข้อมูลของลูกค้าที่ใช้ บริการ เพื่อทำให้ทราบประวัติการใช้ บริการและทราบความต้องการของลูกค้า ได้อย่างถูกต้อง 5.2 ต้องมีการประเมินระดับความพึงพอใจของ ลูกค้า และนำผลมาปรับปรุงการดำเนินการ อย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการควรมีการประเมินความพึง พอใจของลูกค้า เพื่อจะได้ทราบว่าลูกค้าพึง พอใจในการให้บริการหรือไม่ มีส่วนใดที่ จะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไข เพื่อการ ดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


35 ตางรางที่ 2.5 (ต่อ) ขอกําหนด วัตถุประสงคของขอกําหนด 5.3 ควรมีช่องทางรับข้อเสนอแนะจากลูกค้า และบุคคลภายนอก มีการบันทึกและเก็บ รักษาอย่างเหมาะสม ผู้ประกอบการควรมีช่องทางรับฟังข้อ ร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร อีเมล์ และบันทึกรายงาน เพื่อ นำไปปรับปรุงการทำงานต่อไป 5.4 ควรมีข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าของลูกค้า เพื่อ ตอบสนองความพึงพอใจของของลูกค้า สูงสุด นอกจากผู้ประกอบการจะต้องทำให้ลูกค้า มีความพอใจแล้วนั้น ก็ต้องทำให้ลูกค้าของ ลูกค้าพอใจด้วยเช่นกัน เพราะหน้าที่ของผู้ ขนส่งคือส่งมอบสินค้าของลูกค้าให้กับผู้รับ มอบสินค้า จึงต้องมีข้อมูลส่วนนี้ เพื่อการ พัฒนาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 5.5 ควรมีการประชุมร่วมกับลูกค้าเพื่อทราบ ความต้องการของลูกค้าอยู่เป็นประจำ ผู้ประกอบการควรจัดประชุมร่วมกับลูกค้า เพื่อรับทราบความต้องการของลูกค้าได้ ตรงประเด็นและอย่างถูกต้อง และนำไป ปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานต่อไป 2.3.3 การขอรับการรับรอง 2.3.3.1 คุณสมบัติของผูขอการรับรอง ผู้ขอรับการรับรองจะต้องเป็นผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่มี ใบอนุญาตประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของตาม พระราชบัญญัติการขนส่งทางบกพ.ศ.2522 หรือผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับใบอนุญาตประกอบการ ขนส่งส่วนบุคคลด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522


36 2.3.3.2 เอกสารการขอรับการรับรอง ในการสมัครขอรับรองคุณภาพบริการขนส่งรถบรรทุกผู้ประกอบการจะต้อง ยื่นเอกสารดังต่อไปนี้ (1) ใบสมัครขอรับรอง (2) ใบอนุญาตประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ (3) แบบประเมินตนเองตามมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งรถบรรทุก 2.3.3.3 ขั้นตอนการขอรับการรับรอง ในการยื่นขอรับรองคุณภาพบริการขนส่งรถบรรทุกนั้นประกอบด้วยขั้นตอน ต่างๆดังสรุปเป็นลำดับ ดังนี้ 1) ผู้ขอรับการรับรองกรอกใบสมัครและทำแบบประเมินตนเอง 2) ยื่นใบสมัครที่สำนักการขนส่งสินค้า หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด หรือทาง http://www.thaitruckcenter.com/tdsc 3) สำนักการขนส่งสินค้าตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ประกอบการขนส่งที่ขอรับการรับรอง 4) กรมการขนส่งทางบก มอบหมายงานให้หน่วยตรวจประเมินทำการตรวจประเมินผู้ขอรับการรับรอง 5) หน่วยตรวจประเมิน ติดต่อผู้ขอรับการรับรองเพื่อยืนยันความพร้อม 6) หน่วยตรวจประเมิน แจ้งรายชื่อคณะผู้ตรวจประเมิน และนัดวันตรวจประเมินพร้อมแจ้งค่าใช้จ่าย ในการตรวจประเมิน 7) คณะผู้ตรวจประเมิน เข้าตรวจประเมินที่สถานประกอบการ และรายงานผลการตรวจประเมิน ให้แก่ผู้ขอรับการรับรองทราบ 8) หน่วยตรวจประเมิน ร้ายงานผลการตรวจประเมินให้กรมการขนส่งทางบกทราบ 9) สำนักการขนส่งสินค้า นำเสนอผลการตรวจประเมินเพื่อให้คณะกรรมการคุณภาพฯพิจารณา 10) คณะกรรมการคุณภาพฯ ให้การรับรอง


37 ภาพที่ 2.1 แสดงแผนภาพขั้นตอนการขอการรับรอง ที่มา: ศูนย์รวมข้อมูลการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Truck Data Service Center) กรมขนส่งทางบก


38 2.3.3.4 การตรวจประเมิน ในการตรวจประเมิน กรมการขนส่งทางบกจะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกหน่วย ตรวจประเมินเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการตรวจประเมิน เว้นแต่ในกรณีที่กรมการขนส่งทางบกเห็น ว่าการตรวจประเมินของผู้ยื่นขอรับการรับรองรายใดมีความยุ่งยากซับช้อนหรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด กรมการขนส่งทงบกอาจเป็นผู้ดำเนินการตรวจประเมินให้กับผู้ยื่นขอรับการรับรองรายนั้นเองก็ได้ เมื่อ หน่วยตรวจประเมินใด ได้รับการมอบหมายงานจากกรมการขนส่งทางบกให้ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ ตรวจประเมินแล้ว ให้หน่วยตรวจประเมินทำการประสานรายละเอียดการเตรียมเอกสาร การกำหนด วันเข้าตรวจประเมิน แล้วแจ้งรายชื่อคณะผู้ตรวจประเมินพร้อมค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินให้กับผู้ ขอรับการรับรองทราบ หน่วยตรวจประเมิน หมายถึง นิติบุคคลที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมการ ขนส่งทางบกให้เป็นหน่วยตรวจประเมินมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก ผู้ตรวจประเมิน หมายถึง บุคคลผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนและได้รับการขึ้น ทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบกให้เป็นผู้ตรวจประเมิน ดำเนินการตรวจประเมินมาตรฐานคุณภาพ บริการขนส่งด้วยรถบรรทุก หน่วยตรวจประเมินมีหน้าที่ตรวจประเมินผู้ประกอบการที่ยื่นขอรับการ รับรอง พร้อมสรุปผลการตรวจประเมินสนอต่อกรมการขนส่งทงบก เพื่อให้คณะกรรมการมาตรฐาน คุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกพิจารณาให้การรับรองผลการตรวจประเมิน ซึ่งผู้ตรวจประเมิน จะต้องรักษาความลับของผู้ขอรับการรับรองทุกราย หน่วยตรวจประเมินรายงานผลการดำเนินการของผู้ขอรับการรับรองอย่างยุติธรรมและถูกต้องที่สุด และจะต้องรายงานผลการตรวจประเมินต่อกรมการขนส่งทางบกและผู้ประกอบการสามารถใช้ผล การตรวจประเมินเป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการทำงานต่อไปได้ ในการตรวจประเมินนั้นผู้ตรวจประเมินจะต้องทำการตรวจสอบและหา หลักฐาน เช่น แผนการดำเนินการ และการดำเนินการตามแผน เพื่อให้เป็นที่แน่ใจได้ว่าผู้ยื่นขอรับการ รับรองมีแผนการดำเนินการที่ดีและได้ปฏิบัติตามแผนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้แนใจได้ว่าผู้ยื่นขอรับการ รับรองสามารถปฏิบัติและรักษาคุณภาพการให้บริการได้ตามแผนที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอเป็นไปตาม ข้อกำหนดของมาตรฐานฯ


39 2.3.3.5 กรอบระยะเวลาการยื่นขอรับรอง หลังจากกรมการขนส่งทางบกได้รับเรื่องการขอรับรองคุณภาพแล้วจะ ตรวจสอบคุณสมบัติในเบื้องต้นและใบประเมินตนเอง หากถูกต้องจะส่งเรื่องให้ผู้ขอรับรองภายใน 15 วัน นับจากวันที่ส่งใบสมัคร เพื่อให้ผู้ขอรับรองส่งเอกสารการดำเนินงานให้พิจารณาต่อไป เมื่อกรมการขนส่งทางบกรับเอกสารการดำเนินงานเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะ ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร พร้อมทั้งความครบถ้วนสมบูรณ์ของเอกสารตามข้อกำหนด หาก ถูกต้องจะส่งเรื่องให้ผู้ตรวจประเมินศึกษาและนัดวันเข้าตรวจประเมินภายใน 30 วัน 2.3.3.6 อายุของการรับรอง การรับรองมีอายุ 3 ปี นับแต่วันที่ออกหนังสือรับรอง และการรับรองจะ สิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (1) การรับรองสิ้นอายุและไม่มีการขอต่ออายุหนังสือรับรองผู้ประกอบการไม่ได้รับการต่ออายุการ รับรอง (3) หนังสือรับรองถูกเพิกถอน (4) ผู้ประกอบการไม่ได้รับการต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบการขนส่ง หรือใบอนุญาตประกอบการขนส่งสิ้นอายุและไม่มีการขอต่ออายุใบอนุญาต ประกอบการขนส่ง


40 2.3.4 ตราสัญลักษณและใบรับรองคุณภาพ เมื่อผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพฯ เรียบร้อยแล้วจะได้รับสิทธิในการจัดทำตราสัลักษณ์มาตรฐานคุณภาพตามที่กรมการขนส่งทางบก กำหนดเพื่อใช้ติดรถบรรทุกและ/หรือประชาสัมพันธ์หน่วยงานได้ ตามสัญลักษณ์ดังนี้ ภาพที่2.2ตราสัญลักษณ์มาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งดวยรถบรรทุกส้ำหรับการขนส่งไม่ประจำทาง ที่มา: ศูนย์รวมข้อมูลการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Truck Data Service Center) กรมขนส่งทางบก


41 ภาพที่ 2.3 ตราสัญลักษณมาตรฐานคุณภาพบริการขนสงดวยรถบรรทุกสําหรับการขนสงสวนบุคคล ที่มา: ศูนยรวมขอมูลการขนสงดวยรถบรรทุก (Truck Data Service Center) กรมขนสงทางบก


42 ภาพที่ 2.4 ใบรับรองคุณภาพ ที่มา: ศูนยรวมขอมูลการขนสงดวยรถบรรทุก (Truck Data Service Center) กรมขนสงทางบก


43 2.3.5 ประโยชน ขอไดเปรียบ และสิทธิประโยชนของผูที่ผานการรับรองมาตรฐาน คุณภาพบริการขนสงดวยรถบรรทุก การดำเนินการตามข้อกำหนดมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกข้างต้นจะทำให้ ผู้ประกอบการขนส่งมีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ มั่นใจได้ว่าการขนส่งทุกเที่ยวจะมีความ ปลอดภัยทั้งจากยานพาหนะที่มีการดูแลบำรุงรักษาและพนักงานที่มีความพร้อม ลดความเสี่ยงต่อการ เกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้ลดต้นทุนการดำเนินงานในภาพรวมเป็นการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถ เชิงธุรกิจซึ่งเป็นผลดี ทั้งกับผู้ประกอบการเองรวมถึงระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ซึ่งอาจสรุป ตามกลุ่มได้ดังนี้ 2.3.5.1 ผูประกอบการขนสงดวยรถบรรทุก (1) มีแนวทางการพัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งที่ชัดเจน ซึ่งมีการตรวจสอบประเมินผล โดย ผ่านระบบการรับรองที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของสังคม (2) ลดต้นทุนในด้านการบริหารจัดการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการประกอบการ ขนส่ง เนื่องจากมีการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่จำเป็นทั้งทางด้านพนักงาน ยานพาหนะ การใช้ เชื้อเพลิง และข้อมูลอุบัติเหตุ โดยมีการประเมินผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ (3) ลดการแข่งขันเชิงทำลายจากสภาวการณ์แข่งขันอย่างรุนแรง เนื่องจากมีผู้ประกอบการขนส่ง จำนวนมากและขนาดธุรกิจมีความแตกต่างกันเป็นเหตุให้เกิดการตัดราคาค่าขนส่งจนส่งผลกระทบต่อ การลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การบำรุงรักษารถการดูแลพนักงานขับรถ ซึ่ง มาตรฐานคุณภาพบริการดังกล่าวกำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องรักษามาตรฐานด้านความ ปลอดภัยและจรรยาบรรณในการประกอบการขนส่ง 2.3.5.2 ประชาชนและสังคมในฐานะผูใชบริการขนสง (1) ลดผลกระทบด้านอุบัติเหตุ และมลพิษจากภาคการขนส่ง เนื่องจากผู้ประกอบการขนส่งมีการ รักษามาตรฐานด้านความปลอดภัย และมีจรรยาบรรณในการประกอบการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (2) สามารถเข้าถึงและเลือกใช้บริการขนส่งและกระจายสินค้าที่มีมาตรฐานคุณภาพมีความปลอดภัย และน่าเชื่อถือได้โดยสะดวก และมีประสิทธิภาพจากเอกสารและเว็บไซต์ http://www.thaitruckcenter.com/tdsc ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลผู้ให้บริการขนส่งที่ถูกต้องตามฎหมาย และผู้ให้บริการขนส่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก


44 2.3.5.3 ประเทศชาติ (1) เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ในด้านการสนับสนุนและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มี ประสิทธิภาพ สร้างความพร้อมในการขยายตลาดการค้าและบริการสู่อาเซียนเนื่องจากผู้ประกอบการ ขนส่งไทยได้รับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพ มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือในการขนส่งและ ลำเลียงสินค้าไทยทั้งในระดับประเทศและกลุ่มอาเชียน (2) ลดต้นทุนการขนส่งสินค้าจากการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความสูญเสียจากความ ผิดพลาดในการขนส่ง อันเนื่องมาจากการเลือกผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่มีคุณภาพ 2.3.5.4 ขอไดเปรียบผูผานการรับรองมาตรฐานจากกรมการขนสงทางบก (1) ผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพ จะได้รับสิทธิในการจัดทำ ตราสัญลักษณ์มาตรฐานคุณภาพตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด เพื่อใช้ติดรถบรรทุกในบัญชีระ กอบการหรือประกาศประชาสัมพันธ์หน่วยงานได้ (2) ผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพจะปรากฏสัญลักษณ์ "Q" ที่ชื่อผู้ประกอบการในระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปได้รับทราบ (3) ผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพจะได้รับสิทธิในการ พิจารณาก่อน กรณีการเช่าใช้สถานีขนส่งสินค้า หรือบริการจุดพักรถบรรทุกที่กรมการขนส่งทางบกจะ มีการพัฒนาต่อไปในอนาคต (4) ผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพจะได้รับการพิจารณาก่อน กรณีการขออนุญาตประกอบการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ (5) ผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพจะได้รับข้อมูลข่าวสารจาก กรมการขนส่งทางบก เป็นกลุ่มรายชื่อที่จะได้รับเชิญเข้าร่วมสัมมนาหรือกิจกรรมของกรมการขนส่ง ทางบก และการพัฒนาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (6) ผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพจะได้รับการประชาสัมพันธ์ ตามสื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้อง (7) กรมการขนส่งทางบกอาจประกาศให้การรับรองมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกเป็น เงื่อนไขบังคับสำหรับการขอหรือต่อใบอนุญาตประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถบรรทุกใน อนาคต ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมการขนส่งต้องแข่งขันกันที่คุณภาพมากกว่าราคา และ ส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการขนส่งให้เป็นเครือข่ายและมีศักยภาพในการพัฒนาต่อไป


Click to View FlipBook Version