คมู อื
การปฏบิ ตั งิ านเกี่ยวกบั การดูแลรักษาและคุมครองปอ งกัน
ที่ดินอนั เปนสาธารณสมบัตขิ องแผน ดิน
โดย
สว นคุม ครองที่ดินของรัฐ
สํานกั จัดการที่ดินของรัฐ กรมที่ดนิ
กระทรวงมหาดไทย
สํานกั จดั การทดี นิ ของรฐั 2
คาํ นํา
ตามท่ีสํานักจัดการที่ดินของรัฐไดจัดทําคูมือการปฏิบัติงานเก่ียวกับการดูแลรักษาและ
คมุ ครองปอ งกนั ทด่ี นิ อนั เปน สาธารณสมบตั ขิ องแผนดิน เพื่อเปนคูมือในการปฏิบัตงิ านของเจาหนาท่ี
ทงั้ ภายในและภายนอกกรมที่ดนิ ตลอดจนบุคคลทว่ั ไปทีส่ นใจศกึ ษาคน ควาเกย่ี วกับการดแู ลรักษา
และคุมครองที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน โดยไดแจกจายใหเจาหนาที่ที่เกี่ยวของ
ของกรมทดี่ นิ กรมการปกครอง องคกรปกครองสวนทอ งถ่ินและหนวยงานอ่ืนๆ ไปแลว น้ัน โดยคมู ือ
การปฏิบัติงานดังกลาว เจาหนาท่ีผูปฏิบัติสามารถนําไปใชประกอบการปฏิบัติงานเก่ียวกับการ
ดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินไดเปนอยางดี แตเน่ืองจาก
ปจจบุ ันคงเหลือเพยี งเล็กนอย ไมเพยี งพอตอ ความตองการ จงึ ไดจ ัดพมิ พคูมือการปฏิบัตงิ านเกี่ยวกบั
การดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินเพ่ิมเติมใหเพียงพอกับ
ความตองการของเจา หนา ท่ีผูปฏิบตั ิตอ ไป
สว นคุมครองที่ดนิ ของรฐั
สาํ นกั จดั การท่ดี ินของรฐั
กรมทดี่ ิน
สาํ นกั จดั การทดี นิ ของรฐั 3
เรื่อง สารบัญ หนา
บทที่ ๑ ๕
สาธารณสมบัติของแผนดิน ๖
บทที่ ๒ - ทรี่ กรางวางเปลาและท่ดี ินซงึ่ มผี ูเวนคนื หรอื
ท่ีทอดท้งิ หรือกลับมาเปนของแผนดนิ โดยประการอื่น ๙
บทท่ี ๓ ตามกฎหมายท่ดี ิน ๒๑
- ที่สาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมอื งใชรว มกนั
- ท่สี าธารณสมบตั ิของแผนดินประเภทใชประโยชน ๒๓
ในราชการโดยเฉพาะ
- ผลของการเปนสาธารณสมบตั ิของแผนดนิ
การดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ดี ินอนั เปนสาธารณสมบตั ิ ๒๘
ของแผน ดนิ
- ผูมอี าํ นาจหนาทด่ี แู ลรักษาและคุมครองปองกนั ที่ดนิ ๒๘
อันเปน สาธารณสมบัติของแผน ดิน
- การจัดทาํ ทะเบียนทสี่ าธารณประโยชน ๓๐
- การออกหนังสือสําคญั สําหรับทหี่ ลวง ๓๓
- การดําเนนิ การดูแลรักษาและคุมครองปอ งกันเกย่ี วกบั ๓๔
ที่สาธารณสมบตั ขิ องแผนดินประเภทพลเมืองใชรว มกัน
- การดําเนินคดเี กยี่ วกบั ท่ีสาธารณประโยชน ๔๐
นโยบายและแนวทางการแกไ ขปญหาการบกุ รกุ ทด่ี นิ ของรฐั ๔๕
และมาตรการในการชว ยเหลอื ผบู ุกรกุ
- มาตรการในการแกไขปญหาการบุกรกุ ท่ดี นิ ของรฐั ๔๕
- มาตรการในการปองกันการบกุ รกุ ทด่ี นิ ของรฐั ๔๗
- คณะกรรมการแกไขปญ หาการบกุ รุกที่ดนิ ของรัฐ (กบร.) ๔๗
- หลกั เกณฑก ารพสิ ูจนหลกั ฐานการครอบครองท่ีดนิ ของราษฎร ๕๒
ในเขตท่ีดินของรฐั
- ขั้นตอนและวธิ ีการของคณะอนกุ รรมการอานภาพถาย ๕๓
ทางอากาศ
สํานกั จดั การทีดนิ ของรฐั 4
เร่ือง หนา
- นโยบายแนวทางการแกไ ขปญหาการบกุ รุกทีด่ ินของรัฐ ๕๕
ตามมติคณะรฐั มนตรี เมอ่ื ๔ พฤษภาคม ๒๕๓๖
- แนวทางการสอบสวนในกรณีมผี ูบ กุ รกุ ที่สาธารณประโยชน ๕๗
- มาตรการในการชว ยเหลือแกผ คู รอบครองทําประโยชน ๖๑
ในที่ดินสาธารณประโยชน
๖๗
บทที่ ๔ การออกหนงั สือสําคัญสําหรับทหี่ ลวง ๖๗
ภาคผนวก - กฎหมายและระเบยี บคาํ สัง่ ที่เก่ียวของ ๖๗
- การดาํ เนนิ การจดั ใหมหี นังสือสําคญั สําหรับท่หี ลวง ๖๙
- วตั ถปุ ระสงคในการออกหนังสอื สําคญั สาํ หรบั ท่หี ลวง ๗๐
- บทบาทขององคก รปกครองสว นทอ งถิ่นกับการออกหนังสือ
สําคญั สาํ หรบั ท่ีหลวง ๗๒
- ขน้ั ตอนการออกหนังสือสําคญั สําหรับท่หี ลวง ๘๐
- การเพกิ ถอนหรือแกไขหนังสอื สาํ คญั สําหรับทีห่ ลวง ๘๓
- ประมวลกฎหมายทดี่ ิน ระเบียบ คาํ ส่งั กฎกระทรวง
และหนงั สอื เวยี นทเี่ กีย่ วของ ๑๔๗
- แบบตรวจสอบเรอื่ งรองเรียนเก่ียวกับทส่ี าธารณประโยชน
หรือทีร่ าชพสั ดุ ๑๕๐
- ตวั อยางกรณศี ึกษา บันทึกรายงานผลการสาํ รวจแนวเขต
ที่ดินสาธารณประโยชน ทุงเขาพระ อําเภอหนองบัว
จงั หวัดนครสวรรค
สํานกั จดั การทดี นิ ของรฐั 5
บทท่ี ๑
สาธารณสมบตั ขิ องแผน ดิน
ความหมายของสาธารณสมบตั ิของแผนดนิ
“ท่ีดนิ อันเปนสาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ ” ไดบ ัญญตั ไิ วต ามนยั มาตรา ๑๓๐๔ แหงประมวล
กฎหมายแพงและพาณิชย “สาธารณสมบัติของแผนดินนั้น รวมทรัพยสินทุกชนิดของแผนดิน
ซงึ่ ใชเ พ่ือสาธารณประโยชน หรือสงวนไวเ พอื่ ประโยชนรว มกนั เชน
(๑) ท่ีดินรกรางวางเปลา และท่ีดินซึ่งมีผูเวนคืนหรือทอดท้ิงหรือกลับมาเปนของแผนดิน
โดยประการอื่น ตามกฎหมายทดี่ นิ
(๒) ทรัพยสนิ สําหรบั พลเมืองใชร วมกนั เปนตน วา ทีช่ ายตล่งิ ทางน้าํ ทางหลวง ทะเลสาบ
(๓) ทรัพยสินใชเพ่ือประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ เปนตนวา ปอมและโรงทหาร
สํานักราชการบานเมอื ง เรอื รบ อาวธุ ยุทธภณั ฑ”
จากบทบัญญัติดังกลาวจะเห็นไดวา สาธารณสมบัติของแผนดิน เปนทรัพยสินสวนหนึ่ง
ของแผนดิน แตใชวาทรัพยสินของแผนดินจะเปน สาธารณสมบัติไปเสียทั้งหมดทุกอยางเพราะ
ทรัพยสินใดจะเปนสาธารณสมบัติของแผนดินตามมาตรา ๑๓๐๔ หรือไม จะตองประกอบดวย
หลกั เกณฑหรอื ลกั ษณะที่สําคญั ๒ ประการ คอื
๑. ตองเปนทรัพยสินของแผนดิน คือ จะตองเปนทรัพยสินของรัฐซ่ึงทรัพยสินนั้น
อาจเปน สงั หารมิ ทรัพย หรืออสังหารมิ ทรัพยกไ็ ด
๒. ตอ งใชเ พื่อสาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพอ่ื ประโยชนรวมกัน ซ่งึ ลักษณะอยางไร
จะถือวาเปนการใชเพ่ือสาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพื่อประโยชนรวมกันควรพิจารณาตาม
หลกั เกณฑ ดงั นี้
๒.๑ ทรัพยสินท่ีใชเพ่ือสาธารณประโยชน มิไดหมายความวา สาธารณชน
จะเขาอางสิทธิใชสอยไดเสมอไป แตสาธารณชนไดรับประโยชนจากการที่มีผูแทนของแผนดิน
เปน ผูใช เชน สถานท่รี าชการ อาวุธยุทธภณั ฑ สนามบนิ ของกองทัพอากาศ
๒.๒ ทรัพยสินท่ีสงวนไวเพื่อประโยชนรวมกัน เชน ท่ีชายตล่ิง ทางน้ํา ทางหลวง
ทะเลสาบ ซ่ึงตางกับการใชเพ่ือสาธารณประโยชนในแงที่วา ประโยชนรวมกันน้ีเปนประโยชน
ของพลเมืองโดยตรง คอื พลเมอื งมีสิทธิเขาเกี่ยวของใชสอยไดรับประโยชนดว ยตนเอง แตจ ะใชเสีย
คนเดียวมิได ตอ งใชร วมกัน
สํานกั จดั การทีดนิ ของรฐั 6
ทรัพยสินของแผนดินมีความหมายกวาง รวมทั้งทรัพยสินท่ีเปนสังหาริมทรัพยและ
อสังหาริมทรัพย แตในเรื่องทีด่ ินของรัฐคงจะกลาวถึงเฉพาะทรัพยสินทเ่ี ปนอสังหาริมทรัพยคอื ทีด่ ิน
เทาน้ัน โดยจะไมกาวลวงไปถึงสังหาริมทรัพยดวยแตอยางใด ดังน้ันท่ีดินอันเปนทรัพยสินของ
แผนดินมี ๒ ประเภท คือ
(๑) ที่ดินท่ีเปนทรัพยสินของแผนดินธรรมดา ไดแก ที่ดินท่ีรัฐถือไวอยางเอกชน เชน
ที่ดินราชพัสดซุ งึ่ ใหเอกชนเชา
(๒) ท่ดี ินเปน สาธารณสมบัติของแผน ดิน ไดแ ก
- ที่ดินรกรางวางเปลา และที่ดินซึ่งมีผูเวนคืน หรือทอดท้ิง หรือกลับมาเปน
ของแผนดนิ โดยประการอื่นตามกฎหมายทดี่ ิน
- ทดี่ นิ สําหรับพลเมอื งใชรว มกัน
- ที่ดินท่ใี ชเ พื่อประโยชนข องแผน ดนิ โดยเฉพาะ
สวนท่ีดินของรัฐนั้น ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการแกไขปญหา
การบุกรกุ ทดี่ นิ ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ ๔ ใหห มายความวา ที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผน ดิน
ทุกประเภท เชน ที่ปาสงวนแหงชาติ ท่ีสงวนหวงหามของรัฐ ท่ีสาธารณประโยชนและท่ีราชพัสดุ
เปนตน
ทด่ี ินรกรางวางเปลา และท่ีดินซึ่งมีผูเวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเปนของแผนดิน
โดยประการอ่นื ตามกฎหมายทดี่ นิ
๑. ทดี่ ินรกรา งวา งเปลา
ที่ดินรกรา งวางเปลา หมายถงึ ทด่ี นิ ซึง่ เอกชนยังไมเคยมีกรรมสิทธิ์ครอบครองโดยชอบ
ดว ยกฎหมายมากอน ถา เปนที่ดินซึ่งเอกชนเคยมีกรรมสิทธ์ิหรือสิทธิครอบครองมากอนแลว แมจะ
ทอดท้งิ ปลอยไวใหรกรางวางเปลาเพียงใดก็หาใชที่ดนิ รกรางวางเปลาไม (ศาสตราจารยบัญญตั ิ สุชีวะ :
คําอธิบาย ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย วาดวยทรัพยป ๒๕๑๕ หนา ๙๐) โดยคณะทํางาน
พจิ ารณากาํ หนดแนวทางในการดูแลรักษา การคุม ครองปองกนั และการขอใชทีส่ าธารณประโยชน
ตามคําสงั่ กระทรวงมหาดไทย ท่ี ๖๐๖/๒๕๔๗ ลงวนั ท่ี ๒ ธันวาคม ๒๕๔๗ ไดเสนอความเห็นไววา
ที่รกรางวางเปลาและที่ดินท่มี ีผูเวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเปนของแผนดินโดยประการอื่นตาม
กฎหมายที่ดินเปนสาธารณสมบัติของแผนดินทั้งสิ้น ดังน้ัน จึงตองประกอบดวยองคประกอบ
ท่ีสําคัญตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) (๒) (๓) แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย คือ จะตองถูกใช
เพื่อสาธารณประโยชนหรือสงวนไวเพ่ือประโยชนรวมกันดวย หากไมมีลักษณะดังกลาว ก็คงเปน
ทรัพยสินของแผนดินธรรมดา ทั้งน้ี เปนไปตามแนวคําพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๘๕๖-๘๕๗/๒๕๐๘,
สาํ นกั จดั การทีดินของรฐั 7
๒๙๒/๒๕๐๒, ๕๓๘๙/๒๕๓๔ และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๗ เมือ่ วันท่ี ๑๙
กมุ ภาพันธ ๒๕๓๘ ซงึ่ กระทรวงมหาดไทยเหน็ ชอบดวย จึงอาจแยกประเภทได ดงั นี้
๑.๑ ทร่ี กรา งวา งเปลาทใ่ี ชเพื่อสาธารณประโยชนหรอื สงวนหวงหามไวเ พื่อสาธารณประโยชน
เชน ที่เขา ภูเขา ปริมณฑลเขา ภูเขา ๔๐ เมตร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เร่ือง กําหนด
บริเวณท่ีหวงหามตามมาตรา ๙ (๒) แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ลงวันท่ี ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓
ท่ดี ินท่มี ีพระราชกฤษฎีกาหวงหา มไว ตามพระราชบัญญัติ วาดวยการหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลา
อันเปนสาธารณสมบตั ขิ องแผนดิน พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่ีดนิ ที่จัดหาผลประโยชน ตามมาตรา ๑๐ หรือ ๑๑
แหง ประมวลกฎหมายทดี่ ิน เปน ตน
๑.๒ ทีร่ กรางวา งเปลาที่เปนทรัพยสินของแผนดินธรรมดาสําหรับท่ดี ินรกรางวางเปลา
นอกจากนี้ ประชาชนอาจไดส ิทธิมาตามกฎหมายที่ดิน ตามนัยมาตรา ๑๓๓๔ แหงประมวลกฎหมายแพง
และพาณชิ ย ปจ จบุ นั ทีด่ ินรกรา งวางเปลา สามารถนาํ ไปใชป ระโยชนไ ดอ ยางกวา งขวาง เชน
(๑) การนําท่ีดินไปจัดใหประชาชนที่ดินตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แหงประมวล
กฎหมายแพงและพาณิชยสามารถนําไปจัดใหประชาชนได ตามประมวลกฎหมายทด่ี ิน มาตรา ๒๗
พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพ่ือการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๖ พระราชบัญญัติการจัดรูปท่ีดิน
เพ่ือเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๔๓ และพระราชบัญญัติการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม
พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ ทง้ั น้ี ภายใตก ารควบคุมของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติ (ตามประมวล
กฎหมายที่ดิน มาตรา ๒๐ (๑) (๓) (๕) (๖))
(๒) การนําท่ีดินไปใหประชาชนใชประโยชนรวมกันคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติ
มีอํานาจที่จะสงวนหรือหวงหามที่ดินของรัฐ ซึ่งมิไดมีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองเพื่อใหประชาชน
ใชประโยชนรวมกัน (ตามประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา ๒๐ (๔) ซึ่งการดําเนินการดังกลาว
จะเปน ไปตามระเบียบของคณะกรรมการจัดทด่ี นิ แหงชาติ ฉบบั ที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๒๙) วาดวยการสงวน
หรอื หวงหา มทด่ี นิ ของรฐั เพ่ือใหป ระชาชนใชป ระโยชนรวมกนั ขอ ๔ และขอ ๖
(๓) การนําที่ดินใหสวนราชการใชประโยชนในทีด่ ินของรัฐของสวนราชการตางๆ น้ัน
นอกจากกระทรวง ทบวง กรม และองคกรปกครองสวนทองถ่ินจะมีสิทธิขอใชที่ราชพัสดุ
ตามพระราชบัญญัติท่ีราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ แลว ก็ยังมีสิทธิขอใชท่ีดินของรัฐในสวนที่กรมที่ดิน
ดูแลไดอีกดวย โดยการขอข้ึนทะเบยี นตามประมวลกฎหมายท่ดี ิน มาตรา ๘ ทวิ ไดอ กี ทางหนง่ึ
(๔) การนําที่ดินไปกําหนดเพ่ือการอนุรักษธรรมชาติท่ีดินรกรางวางเปลา
ที่ประกอบดวยทรัพยากรธรรมชาติ สามารถนําไปกําหนดใหเปน ท่ีปาสงวนแหงชาติ อุทยานแหงชาติ
เขตรกั ษาพนั ธุสัตวปา หรอื เขตปาไมถ าวร ตามมติคณะรัฐมนตรไี ด
สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 8
(๕) การนําที่ดินไปจัดหาผลประโยชนการจัดหาผลประโยชนในท่ีดินรกรางวางเปลา
อาจแบงไดเ ปน ๒ ประเภท คือ ประเภทแรกเปนการแสวงหาผลประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ
ที่อยูในท่ีดินนั้น เชน การทําเหมืองแร การทําปาไม การระเบิด หรือยอยหิน การขุดตักดินลูกรัง
ซึ่งในสวนนี้จะเปนอํานาจหนาท่ีขององคกรท่ีรับผิดชอบตามกฎหมายเฉพาะเร่ืองน้ันๆ ซ่ึงไดแก
กรมอุตสาหกรรมพืน้ ฐานและการเหมืองแร กรมทรัพยากรธรณี กรมปาไม กรมทดี่ ิน กระทรวงมหาดไทย
แลวแตก รณี สวนการจัดหาผลประโยชนในดานอื่นๆ สามารถดําเนินการไดตามประมวลกฎหมาย
ทดี่ นิ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒
๒. ที่ดินซง่ึ มีผูเวนคนื ตามกฎหมายที่ดนิ
คําวา “เวนคืน” ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
แตกตางจากคําวา “เวนคืน” ตามกฎหมายวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย (พระราชบัญญัติวา
ดว ยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐) เพราะที่ดินซ่งึ มีผูเวนคนื นี้ เปนการเวนคืนโดยความ
สมัครใจมิใชเปนการเวนคืนโดยบังคับซ้ือ และเปนกรณที ี่เจาของท่ีดินสามารถกระทําไดโดยปฏิบัติ
ตามประมวลกฎหมายทด่ี นิ มาตรา ๕ ทีบ่ ัญญัติวา “ผูใดมีความประสงคเวนคืนสิทธิในทด่ี ินใหแกร ัฐ
ใหย่ืนคําขอเวนคืนตอพนักงานเจาหนาท่ีตามมาตรา ๗๑” และตามคําสั่งกรมที่ดิน ที่ ๕/๒๕๑๐
ลงวันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๐
๓. ที่ดินท่ีมีผูทอดทิง้ ตามกฎหมายท่ีดนิ
การทอดท้ิงท่ีดินตามประมวลกฎหมายท่ีดินเปนไปตามมาตรา ๖ ซึ่งบัญญัติวา
“นับต้ังแตวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใชบังคับ บุคคลใดมีสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดินหรือ
หนงั สอื รับรองการทาํ ประโยชน หากบุคคลนนั้ ทอดทงิ้ ไมทําประโยชนในท่ดี ิน หรือปลอยท่ีดินใหเปน
ที่รกรา งวา งเปลา เกนิ กาํ หนดเวลาดงั ตอ ไปนี้
(๑) สําหรบั ทีด่ ินทม่ี โี ฉนดที่ดิน เกินสบิ ปติดตอกัน
(๒) สําหรับที่ดนิ ที่มีหนงั สอื รบั รองการทําประโยชนเกนิ หา ปติดตอกัน
ใหถือวาเจตนาสละสิทธิในที่ดินเฉพาะสวนท่ีทอดทิ้งไมทําประโยชนหรือที่ปลอย
ใหเปนท่ีรกรางวางเปลา เม่ืออธิบดีไดยื่นคํารองตอศาล และศาลไดสั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิ
ในที่ดินดงั กลาว ใหท ดี่ นิ นน้ั ตกเปน ของรฐั เพ่อื ดําเนินการตามประมวลกฎหมายนต้ี อ ไป”
ในการดําเนินการเก่ียวกับท่ีดินประเภทนี้ จะเปนไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
วาดวยการดําเนินการเกีย่ วกับที่ดินที่ถูกทอดทิ้งไมท ําประโยชนหรือปลอยใหเปนท่ีรกรางวางเปลา
ใหตกเปนของรัฐ พ.ศ. ๒๕๒๒
สํานกั จดั การทดี นิ ของรัฐ 9
๔. ทดี่ นิ ซ่ึงกลับมาเปน ของแผน ดนิ โดยประการอื่นตามกฎหมายทด่ี นิ
เก่ียวกับที่ดินประเภทนี้ มีความเห็นแตกตางกันเปน ๒ แนวทาง กลาวคือ แนวทาง
แรกเห็นวา ทดี่ ินดังกลาวหมายถึงที่ดินทีก่ ลับมาเปนของแผนดนิ โดยการเวนคืน หรือบังคับซื้อ หรือ
จัดซ้ือเพ่ือสาธารณประโยชน ตามกฎหมายวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย แตแนวทางที่สอง
เหน็ วา ท่ดี ินท่ีไดม าเปนของแผนดนิ ตามนัยดังกลาวจะตองมีลกั ษณะเปนทีร่ กรางวางเปลาหรือที่ดิน
ท่มี ีการเวนคืนโดยสมัครใจหรือท่ดี ินท่ีมีผูทอดท้ิง ซ่ึงท่ีดินตามแนวทางแรกจะไมใชที่ดินท่ีมีลักษณะ
เปนที่รกรางวางเปลา เพราะการบังคับเวนคืนจะตองมีวัตถุประสงคเก่ียวกับการอันเปนสาธารณูปโภค
หรือประโยชนของรัฐอยางอ่ืนเทาน้ัน ดังนั้นท่ีดินที่ไมไดมาจากการเวนคืนจึงมิใชสาธารณสมบัติ
ของแผนดิน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย และท่ีดินประเภทนี้
หาตัวอยา งไดยาก เน่อื งจากเปน การบัญญตั ิเผือ่ ไวเ ทานน้ั
ทส่ี าธารณสมบัติของแผน ดินสาํ หรบั พลเมอื งใชร วมกัน
ทส่ี าธารณสมบตั ขิ องแผนดนิ สาํ หรบั พลเมอื งใชร วมกนั หรือที่เรียกวา “ทีส่ าธารณประโยชน”
นั้นเอง เชน เดิมประชาชนสวนใหญใชวัว ควาย ทําการเกษตร จึงไดมีการกันพ้ืนที่ไวสําหรับ
ใหประชาชนนําวัว ควาย ไปเล้ียงหรือเดิมไมมีเมรุ ก็จะกันพ้ืนที่ไวเปนท่ีปาชาสําหรับเผาหรือ ฝงศพ
หรือลําคลอง บึง ลาํ ราง ทางสาธารณะ ทเี่ กิดข้นึ ตามธรรมชาติ เปนตน
“ท่สี าธารณประโยชน” เปนคําใชเรียกชื่อสาธารณสมบัติของแผนดินที่ปรากฏอยูใน
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทอ งที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ และพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐
โดยเดิมในมาตรา ๑๒๒ แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี พระพุทธศักราช ๒๔๕๗
บญั ญัติวา “ที่อันเปนสาธารณประโยชน คือ ที่เลีย้ งปศสุ ตั วที่จัดไวส ําหรับราษฎรไปรวมเลี้ยงสัตวดวยกัน
เปนตน ตลอดจนถนนหนทางและที่อยางอื่นซ่ึงเปนของกลางใหราษฎรใชไดดวยกัน เปนหนาท่ี
ของกรมการอําเภอจะตองคอยตรวจตรารักษา อยาใหผูใดเกียดกันเอาไปเปนอาณาประโยชน
แตเฉพาะตัว” (กรมการอําเภอไดเปลยี่ นเปน นายอําเภอ ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผนดนิ
พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๒ วรรคสอง บรรดาอํานาจหนาท่ีท่ีเกี่ยวกับราชการของกรมการอําเภอหรือ
นายอาํ เภอ ซงึ่ กฎหมายกาํ หนดใหกรมการอาํ เภอและนายอําเภอมีอยูใหโอนเปนอํานาจและหนาที่
ของนายอําเภอ) ปจจุบันไดมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี (ฉบับท่ี ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา ๑๓ ใหยกเลิกความในมาตรา ๑๒๒ แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี
พระพุทธศกั ราช ๒๔๕๗ และใหใชค วามตอไปนี้แทน
สํานกั จดั การทดี ินของรฐั 10
“มาตรา ๑๒๒ นายอําเภอมีหนาท่ีรวมกบั องคกรปกครองสวนทองถ่ินในการดูแล
รักษาและคมุ ครองปองกนั ท่ดี ินอนั เปน สาธารณสมบตั ิของแผนดนิ ทปี่ ระชาชนใชประโยชนรวมกัน
และส่ิงซึ่งเปนสาธารณประโยชนอน่ื อนั อยใู นเขตอาํ เภอ
นายอําเภอและองคกรปกครองสวนทองถิ่นไมม ีอํานาจใชหรือยินยอมใหบุคคลอ่ืน
ใชท่ีดินตามวรรคหน่ึง เวนแตจะไดรับความเห็นชอบจากผูวาราชการจังหวัดและปฏิบัติตาม
ประมวลกฎหมายทด่ี นิ และกฎหมายอนื่ ทเี่ กยี่ วขอ ง
ในกรณีท่ีมีขอพิพาทหรือคดีเก่ียวกับที่ดินตามวรรคหนึ่ง นายอําเภอและองคกร
ปกครองสวนทองถ่ินจะรวมกันดําเนินการหรือฝายใดฝายหน่ึงจะเปนผูดําเนินการ ก็ใหมีอํานาจ
กระทาํ ได ทั้งน้ี กระทรวงมหาดไทยจะวางระเบียบกําหนดหลักเกณฑเปน แนวปฏิบตั ดิ วยก็ได
คาใชจายในการดําเนินการตามวรรคหน่ึงและวรรคสามใหจายจากงบประมาณ
ขององคก รปกครองสว นทอ งถน่ิ ตามระเบียบท่ีกระทรวงมหาดไทยกาํ หนด”
ทด่ี นิ อันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสาํ หรับพลเมืองใชรวมกันนั้น เกิดขึน้ หรือไดม าจาก
๔ กรณี ไดแก เกิดจากสภาพธรรมชาติ เกิดจากการใชรวมกันของราษฎร ไดมาโดยทางนิตกิ รรม เชน
การซื้อขาย แลกเปลี่ยนให หรืออุทิศให เปนตน และไดมาโดยผลของกฎหมาย เชน การสงวนหรือ
หวงหา มและการไดมาโดยการเวนคนื ทง้ั น้ี ตามแนวคาํ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด ที่ ๒๒๙/๒๕๕๑
๑. การไดม าซึ่งเกดิ จากสภาพธรรมชาติ
ท่ีวาเกิดจากสภาพธรรมชาติของทรัพยสินนั้น หมายความวา โดยสภาพของตัวทรัพย
มีไวสําหรับใหพ ลเมืองใชประโยชนรว มกนั เชน ทีช่ ายตลงิ่ ทางนํ้า ทางหลวง ทะเลสาบ ตามที่ระบุไว
ในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ก็ลวนแตเปนที่ดินสําหรับพลเมืองใช
รวมกันท่ีเกิดขึ้นจากสภาพธรรมชาติของทรัพยทั้งสิ้น ท้ังนี้ ตามนัยคําพิพากษาฎีกา ท่ี ๑๐๓๕/
๒๕๐๔ ซึ่งวินิจฉัยวา “ท่ีสาธารณประโยชน ไมจําเปนที่ทางราชการตองสงวนไวเพื่อประโยชน
รวมกันก็เปนสาธารณสมบัติของแผนดินโดยสภาพได” และคําพิพากษาศาลฎีกา ท่ี ๙๕๒/๒๕๐๘
หนองสาธารณะจะเปนสมบตั ขิ องแผนดนิ หรือไม กฎหมาย มิไดบังคับวาตองขึ้นทะเบียนไว การท่ีจะ
เปนสาธารณสมบัติของแผนดินหรือไม ยอมเปนไปตามสภาพของท่ีดินน่ันเอง วาเปนทรัพยสิน
ใชเพอื่ ประโยชนหรอื สงวนไวเพอื่ ประโยชนร วมกนั หรือไม ทีพ่ ิพาทเปน หนองทร่ี าษฎรใชเปน ทเี่ ล้ยี งสัตว
จับปลาใชน้ํารวมกัน จึงเปนสาธารณสมบัติของแผนดินผูใดจะถือสิทธิในท่ีสาธารณสมบัติของ
แผนดินหาไดไ ม
สํานกั จดั การทดี นิ ของรัฐ 11
๒. การไดม าซ่งึ เกิดข้ึนจากการใชรว มกนั ของราษฎร
สาธารณประโยชนสาํ คญั ของการเปนที่ดนิ สาธารณสมบัติของแผนดนิ ประเภทพลเมอื ง
ใชรวมกันตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) จะตองมีไวเพ่อื สาธารณประโยชน
หรือสงวนไวใชประโยชนรวมกัน หากไมมีการสงวนหวงหามท่ีดินไวเปนท่ีดินสําหรับประชาชน
ใชร วมกนั หรอื การสงวนหวงหามเปน ไปโดยไมช อบดวยกฎหมาย เชน การสงวนหวงหามในระหวางป
พ.ศ. ๒๔๗๙ - ๒๔๙๗ โดยไมไดออกเปนพระราชกฤษฎีกาหวงหาม ตามพระราชบัญญัติหวงหาม
ทดี่ ินรกรา งวางเปลา ฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ การหวงหามนั้นจึงไมชอบดว ยกฎหมาย ไมม ีผลทาํ ใหท่ดี ินที่หวงหาม
กลายเปนท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน แตอยางไรก็ดี แมการหวงหาม
จะไมชอบดวยกฎหมาย แตหากขอเท็จจริงรับฟงไดวามีประชาชนเขาไปใชในที่พิพาทน้ันรวมกัน
กลาวคือ เปนการใชเพอ่ื สาธารณประโยชน ทีด่ ินนั้นกอ็ าจเปนท่ีสาธารณประโยชนสําหรับประชาชน
ใชรวมกันท่เี กดิ จากการใชข องราษฎร หรือประชาชนได ซึง่ เร่ืองทํานองนี้มคี ําพิพากษาฎีกาอยูหลาย
เรอื่ ง เชน
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๗๔/๒๔๙๘ วินิจฉัยวา “ทางซึ่งราษฎรใชเดินรวมกันมา
๔๐-๕๐ ป ไมมใี ครหวงหา ม จนเขาใจกันทั่วไปวา เปนทางสาธารณะนั้น เปนทางหลวง”
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๐/๒๕๑๕ วินิจฉัยวา “ท่ีดินซ่ึงประชาชนในหมูบานใช
รวมกันสําหรับเลี้ยงสัตวพาหนะ โค กระบือ และเปนทปี่ าชามานาน ๘๐ ปเศษแลว เปนที่สาธารณ
สมบัติของแผนดินประเภททรัพยสินสําหรับพลเมืองใชรวมกันท่ีเกิดข้ึนและเปนอยูตามสภาพของ
ที่ดินและการใชรวมกันของประชาชน โดยไมตองมีประกาศพระราชกฤษฎีกาสงวนไวหรือข้ึนทะเบียน
หรอื มเี อกสารของทางราชการกาํ หนดไวใหเ ปน ทส่ี าธารณสมบตั ขิ องแผนดิน”
คาํ พิพากษาศาลฏกี าท่ี ๔๒๘/๒๕๑๑ วินิจฉัยวา “ลําคลองอนั เปนทางนํา้ ท่ีประชาชน
ใชสัญจรไปมารวมกัน เปนสาธารณสมบัติของแผนดิน ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๓๐๔ แมลําคลองนน้ั ไดต ืน้ เขินโดยธรรมชาติไมมสี ภาพเปนลําคลองมาประมาณ ๓๐ ปเศษ
และไมมีราษฎรไดใชประโยชนก็ตาม แตยังไมมีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพลําคลองนั้น จากการ
เปน สาธารณสมบตั ขิ องแผนดนิ ตามมาตรา ๘ วรรค ๒ และทางราชการยังถือเปน ท่ีหลวงหวงหา มน้ัน
จงึ ยงั คงเปน สาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ
๓. การไดมาโดยทางนิตกิ รรม
การไดม ากรณที างนติ กิ รรม เชน โดยการซื้อขาย แลกเปลย่ี น หรือมผี ูยกให
๓.๑ ไดมาโดยการซ้ือท่ีดินจากเอกชนเพ่ือใหประชาชนใชประโยชนรวมกัน ท่ีดินน้ัน
กจ็ ะมสี ถานะเปนสาธารณสมบตั ขิ องแผนดนิ ประเภทพลเมืองใชรว มกนั
สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 12
๓.๒ ไดมาโดยการแลกเปล่ียน วิธีการแลกเปล่ียนมกี ฎหมายบัญญัตไิ วเปนการเฉพาะ
ตามมาตรา ๘ ประมวลกฎหมายที่ดิน และมาตรา ๑๓๐๕ แหง ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย
๓.๓ ไดมาโดยมีการยกให การไดม าซึ่งทด่ี ินของรัฐโดยวิธีการ “ยกให” หรือ “อทุ ิศ”
นั้น หมายถึง กรณีที่เอกชนเจาของท่ีดินไดสละท่ีดินของตนเองใหกับรัฐเพ่ือใชหรือสงวนไวเปน
ท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันหรือใชเพ่ือประโยชนของทางราชการ
โดยเฉพาะ เชน ยกใหเปนทางสาธารณะ ยกใหเปนที่สรางโรงเรียนเปนตน การอุทิศท่ีดินใหเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินน้ีเปนกรณีที่รัฐไดมาซึ่งที่ดินโดยเสนหาท่ีเกิดจากความสมัครใจของ
เจาของที่ดนิ ผูใหเ อง กรณจี งึ แตกตา งกับการท่เี อกชนเวนคืนท่ีดินใหแ กร ัฐบาลตามประมวลกฎหมาย
ที่ดิน มาตรา ๕ เพราะการเวนคืนตามมาตรา ๕ เปนเร่ืองที่เอกชนโอนที่ดินของตนใหแกรัฐ
โดยความสมัครใจ โดยมิไดเจตนาท่จี ะใหรัฐนําไปใชประโยชนในกจิ การใด ในการอทุ ิศทีด่ ินใหเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินสาํ หรับพลเมอื งใชร วมกนั มกี รณีเกดิ ข้ึนได ๒ กรณี คอื
- การอุทิศใหโดยตรง คือ การท่ีเอกชนเจาของที่ดินแสดงเจตนาที่จะอุทิศที่ดิน
ของตนใหแกร ัฐ เพือ่ ใหรัฐนําไปใชเปน สาธารณสมบัติของแผนดนิ สาํ หรับพลเมอื งใชรวมกนั โดยแจงชัด
เชน นําโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทาํ ประโยชน (น.ส. ๓) ไปยื่นคาํ ขอจดทะเบียนตอพนักงาน
เจาหนาท่ี โอนเปนท่ีสาธารณประโยชน นอกจากนี้การแสดงเจตนาโดยแจงชัดอาจกระทําโดยสง
มอบโฉนดท่ีดินหรือ น.ส. ๓ ใหแกทางราชการโดยทางราชการไปดาํ เนินการเอง หรือแสดงเจตนา
โดยทาํ เปนหนงั สอื ยกให หรือใหถอ ยคาํ ตอพนกั งานเจาหนาทก่ี ไ็ ด
- การอุทิศท่ีดินใหโดยปริยาย คือการท่ีเจาของท่ีดินไมไดแสดงเจตนาออกมา
ใหชัดแจงวาจะยกที่ดินของตนใหเปนท่ีสาธารณประโยชน แตไดปลอยใหประชาชนท่ัวไปสัญจร
ไปมาบนท่ีดินของตนโดยไมสงวนสิทธิมาเปนเวลานาน เชน ทด่ี ินของเอกชนคนหนึ่ง ตอมามรี าษฎร
จํานวนมากอาศัยเดินผานไปมาออกสูทางสาธารณะ เจาของที่ดินก็มิไดวากลาวหรือปดก้ันอยางใด
เปนเวลาชานานพอสมควร เปนตน ดังนี้ถือไดวา เปนการอุทิศท่ีดินใหเปนสาธารณประโยชนโดย
ปริยายแลว
การอุทิศที่ดินของตนใหแกรัฐเพื่อใหเปนท่ีดินสําหรับพลเมอื งใชรวมกนั จะทําเปน
หนังสือหรือจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่หรือไมก็ได ถาทําเปนหนังสือหรือจดทะเบียน
ตอ พนักงานเจาหนา ท่กี จ็ ะปรากฏเปน หลักฐานชัดแจง แตถึงแมการอทุ ิศท่ีดนิ ใหจะไมทําเปนหนังสือ
และจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาท่ีก็หาทําใหการอทุ ิศท่ีดินใหแกรัฐดงั กลาวเสียไปแตอยางใดไม
เหตทุ ่เี ปนเชนนเี้ หน็ วา นอกจากจะไมมีกฎหมายบัญญัตใิ นเร่ืองการอทุ ิศที่ดินใหประชาชนใชรวมกัน
วาจะตองทําเปนหนังสือหรือจดทะเบียนหรือไมแลวแตเมื่อพิจารณาถึงเจตนาของผูที่ยกใหเจตนา
ทสี่ ําคัญก็คือการใหประชาชนใชรวมกัน มิใชเปนการยกใหแกฝายปกครอง หรือรัฐบาล หรือบุคคล
สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 13
หน่ึงบุคคลใด ประโยชนสาธารณะจึงตองอยูเหนือประโยชนสวนบุคคล สัญญายกที่ดินใหแกรัฐ
จึงมผี ลทันที โดยไมจําเปนตอ งมพี ิธีการแตอยางใด (คําพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๘๔๓/๒๕๒๓, ๓๒๕๒/
๒๕๓๐, ๓๐๔๘/๒๕๓๗, ๕๑๑๒/๒๕๓๘, ๑๑๒/๒๕๓๙, ๒๐๐๔/๒๕๔๔, ๔๓๗๗/๒๕๔๙)
๔. การไดมาซ่ึงท่ดี นิ อันเปนสาธารณสมบตั ขิ องแผน ดินโดยผลของกฎหมาย
เปนการไดมาโดยการสงวนหรือหวงหาม โดยรัฐจะกันหรือการกําหนดเขตทด่ี ินรกราง
วางเปลาไวเพ่ือใชประโยชนตางๆ ของทางราชการหรือเพื่อใหประชาชนใชประโยชนรวมกัน เชน
สงวนหวงหามไวใชเปนท่ที หาร เปนทงุ หญาสําหรับเล้ียงสัตว ดังนั้น การสงวนหรือหวงหามจึงมิได
หลายวิธีแลว แตย คุ สมัยหรือชว งเวลา ดังนี้
๔.๑ การสงวนหวงหามที่เกดิ ข้ึนกอ นวันท่ี ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙ เดิมกอนท่ียังไมมี
พระราชบัญญัติ วาดวยการหวงหามที่ดินรกรางวางเปลา อันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
พ.ศ. ๒๔๗๘ ใชบังคับ ไมมีกฎหมายบัญญัติวา การสงวนหวงหามท่ีดินของรัฐไวใชประโยชน เชน
สงวนหวงหามไวเ ปน ทุง หญาสาธารณะ หรอื ปา ชา สาธารณะจะกระทําการโดยวิธีใดบาง ทัง้ นี้ปรากฏ
จากคําพิพากษาของศาลฎีกา ที่ ๗๗๐/๒๕๑๖ ซ่ึงวินิจฉัยวา “ท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของ
แผนดินนั้น ตามธรรมดารัฐยอมจัดไวเพื่อสาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพ่ือประโยชนรวมกันได
วิธีการท่ีจะหวงหามนั้นยอมแตกตางกันไปตามกาลสมัย พระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามที่ดิน
รกรางวางเปลาฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ กําหนดใหหวงหาม โดยออกเปนพระราชกฤษฎีกาและประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา กอนหนานั้นหาไดมีกฎหมายกําหนดไวเปนอยางใดไม สมุหเทศาภิบาล
ผวู า ราชการจังหวดั ผูวา ราชการมณฑล จึงออกประกาศหวงหา มที่ดินรกรางวางเปลามิใหผูใดเขา ไป
กน สรางเหยียบยํ่าจับจอง หรือถือกรรมสิทธ์โิ ดยพลการได” ตามคําพิพากษาฎีกาน้ีทําใหทราบไดวา
สมุหเทศาภิบาล ผูวาราชการจังหวัด ผูวาราชการมณฑล มอี ํานาจทจี่ ะสงวนหวงหามท่ดี ินของรัฐได
โดยชอบดว ยกฎหมายได
นอกจากน้ี ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี พ.ศ. ๒๔๕๗ ยังใหอํานาจ
กรมการอําเภอ (นายอาํ เภอ) มีหนาท่ีดูแลรักษาท่ีดินสาธารณประโยชน แตมไิ ดใ หอํานาจทป่ี ระกาศ
ใหท่ีดินแปลงหน่ึงแปลงใดเปนทสี่ าธารณประโยชน แตเปนที่เขาใจไดวาเมอ่ื นายอาํ เภอมีหนาที่ดแู ล
รักษาท่ดี ินสาธารณประโยชน นายอําเภอจึงมหี นาทอี่ อกประกาศสงวนหวงหามที่ดินของรัฐใหเปน
ที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันได เพ่ือสงวนหวงหามไวเปนท่ีดินของหนวยราชการอ่ืนใดก็ไดดัง
คําพิพากษาฎีกาท่ี ๔๕/๒๕๑๒ วินิจฉัยวา “ท่ีดินรกรางวางเปลาซึ่งนายอําเภอประกาศสงวน
เม่ือวันท่ี ๓๐ ตุลาคม ๒๔๗๘ สําหรับใหดําเนินการเปนทัณฑสถานนิคมของกรมราชทัณฑน้ัน
ตอมาเม่ือมีพระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลา พ.ศ. ๒๔๗๘ ข้ึนใชบังคับ
(วันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙) นั้น ถือวามีผลทําใหที่ดนิ แปลงน้ันเปนสาธารณสมบัติของแผนดนิ ”
สาํ นกั จดั การทดี นิ ของรัฐ 14
จากคําพพิ ากษาฎกี าฉบับนี้แสดงใหเห็นวา กอนวันทพี่ ระราชบัญญัตวิ าดวยการหวงหามที่ดินรกราง
วางเปลาฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ ใชบังคับ นายอําเภอมีอํานาจออกประกาศสงวนหวงหามท่ีดินของรัฐ
ไวใชประโยชนในกิจการของรัฐได สวนประกาศที่กํานัน ผูใหญบาน เปนผูประกาศหวงหามจะมีผล
เปนการสงวนหวงหามหรือไมนั้น กาํ นัน ผใู หญบา นก็เปนพนักงานฝายปกครอง ตามพระราชบัญญัติ
ลักษณะปกครองทองท่ี พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ดวย ยอมมีอํานาจท่ีจะประกาศสงวนหวงหาม
ทดี่ ินของรฐั ไวสําหรับใหพลเมืองใชรว มกันได
ฉะนั้น การสงวนหวงหามที่ดินของรัฐไวเปนท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันท่ีเกิดข้ึน
กอนมีพระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ ใชบังคับ กลาวคือ
การสงวนหวงหามทีเ่ กดิ ข้ึนกอนวันท่ี ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙ จะกระทําวิธีใดไมมีกฎหมายบัญญัติ
ไวแตมีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไวเปนบรรทัดฐานวา ประกาศสงวนหวงหามของพนักงาน
ฝายปกครองทอ งท่ี เชน ประกาศของผูว าราชการจังหวัด นายอําเภอ กํานัน ผูใหญบ าน ถือวามีผล
ตามกฎหมายทําใหท ี่ดนิ ท่ถี กู สงวนหวงหามกลายเปน ทส่ี งวนไวส าํ หรับพลเมืองใชรว มกันได
อยางไรก็ตาม ในสมัยน้ันการหวงหามท่ีออกเปนกฎหมายโดยตรงก็มี เชน ประกาศ
กระทรวงเกษตราธิการหามมิใหจับจองที่ดินทองทุงฝงตะวันตกแหงแมนํ้าเจาพระยา ลงวันที่ ๕
ธันวาคม ร.ศ. ๑๒๓ หรือพระบรมราชโองการประกาศเขตพระราชนิเวศนมฤคทายวัน และหาม
ไมใหท ําอันตรายสัตว ลงวันท่ี ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๖๗ หรือประกาศพระบรมราชโองการใหที่ตําบล
โคโพหักเปนท่ีสาํ หรบั เลีย้ งและผสมโค ลงวนั ที่ ๒๑ เมษายน ร.ศ. ๑๒๓
๔.๒ การสงวนหวงหามท่ีเกิดข้ึนระหวางวันที่ ๘ เมษายน ๒๔๗๙ ถึงวันที่ ๓๐
พฤศจิกายน ๒๔๙๗ อนั เปนชวงท่ีพระราชบัญญัติ วาดวยการหวงหามที่ดินรกรางวางเปลาอันเปน
สาธารณสมบัติของแผนดิน พ.ศ. ๒๔๗๘ ใชบังคับโดยการสงวนหวงหามจะตองออกเปนพระราช
กฤษฎกี าโดยเหตุท่ีการหวงหามในอดตี มหี ลากหลายวิธแี ละยังไมมีแนวทางทแ่ี นนอน รัฐบาลสมัยน้ัน
จึงเสนอรางพระราชบัญญัติดังกลาวโดยมีเหตุผลหลายประการคือ การหวงหามโดยฝายปกครอง
ไมมีหลัก ไมมีเกณฑ และหวงหามเอาตามชอบใจ ไมนาจะเหมาะสมสําหรับการปกครองในระบบ
ปจจุบัน ซ่ึงมีการกาํ หนดหลักเกณฑท ่ีแนนอน จึงเสนอใหการหวงหามตองทาํ เปนพระราชกฤษฎีกา
กําหนดผูมีอํานาจหนาท่ี วัตถุประสงค และวิธีถอนการหวงหาม ซึ่งแตเดิมไมมีบัญญัติไว
พระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามที่ดินรกรางวางเปลาฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ ไดประกาศใชเม่ือวันท่ี ๘
เมษายน ๒๔๗๙ หลักการสําคัญของกฎหมายฉบับนกี้ ําหนดไวดงั นี้
มาตรา ๔ “ถารัฐบาลตองการจะหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาอันเปนสาธารณ
สมบตั ิของแผน ดิน เพ่ือประโยชนใ ดๆ ก็ใหดาํ เนนิ การหวงหามตามบทบญั ญัตแิ หงพระราชบัญญตั นิ ้ี
สํานกั จดั การทีดินของรัฐ 15
มาตรา ๕ “การหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาใหออกเปนพระราชกฤษฎีกาและ
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในพระราชกฤษฎีกานัน้ ใหร ะบุ
(๑) ความประสงคท ห่ี วงหา ม
(๒) เจา หนาที่ผมู อี าํ นาจในการหวงหาม
(๓) ทดี่ ินซึ่งกาํ หนดวาตอ งหวงหาม
ใหมีแผนท่ีแสดงเขตท่ีดินดังกลาว และติดไวทายพระราชกฤษฎีกา แผนที่ท่ีกลาวน้ีใหถือวาเปน
สวนหน่ึงแหงพระราชกฤษฎีกา แตในกรณหี วงหามท่ีดนิ ริมทางหลวงนั้น จะกําหนดเขตท่ีดินซง่ึ หวง
หา มนับจากเสน กลางทางหลวงออกไปในระยะทางดงั จะไดก ําหนดไวใ นพระราชกฤษฎีกาก็ได”
มาตรา ๖ “เม่ือไดประกาศพระราชกฤษฎีกาในราชกิจจานุเบกษาแลวให
เจาหนาที่มอบสําเนาอันถูกตองพรอมท้ังแผนท่ีทายพระราชกฤษฎีกา เพ่ือใหผูมีสวนไดสวนเสีย
ตรวจดไู ดไ ว ณ
- ท่ที ําการขา หลวงประจาํ จังหวดั ซ่งึ ทีด่ ินท่หี วงหา มน้ันต้งั อยู
- ท่ีวาการอําเภอ หรือหอทะเบียนที่ดิน ในทองท่ีซ่ึงท่ีดินท่ีหวงหามน้ัน
ตงั้ อย”ู
มาตรา ๗ “ถาการหวงหามน้ันมิไดกําหนดเวลาไว หรือจะถอนการหวงหาม
ทั้งหมดหรือบางสวน กใ็ หอ อกเปน พระราชกฤษฎกี านนั้ จะระบุเง่ือนไขในการถอนไวก ็ได
การถอนการหวงหามแตบางสวน ใหนําบทบัญญัติแหงมาตรา ๕ และมาตรา ๖
วาดว ยแผนที่มาใชอนุโลม
การถอนการหวงหามท่ีวาน้ี ใหรวมทั้งการถอนการหวงหามท่ีมีไวกอน
พระราชบญั ญตั ดิ ว ย”
ดังนั้น นบั แตวันท่ีมีพระราชบัญญัตนิ ี้ใชบังคับ ถาทางราชการจะสงวนหวงหาม
ที่ดินรกรางวางเปลาใหเปนท่ีดนิ สําหรับพลเมืองใชรวมกัน จะกระทําไดโ ดยออกพระราชกฤษฎีกา
การหวงหาม และจะตองทําการหวงหา มตามหลักการที่พระราชบัญญตั ฉิ บับน้กี ําหนดไวเทา น้ัน
หลกั การสาํ คญั ในการหวงหามตามพระราชบัญญัตฉิ บับนีม้ ีดงั นี้
(๑) แกปญหาเรื่องการสงวนหวงหา มที่ดนิ รกรางวางเปลาใหเปนทดี่ ินสําหรับ
พลเมืองใชรวมกัน หรือเพื่อการใดๆ ใหเปนระเบียบ และมีหลักเกณฑที่แนนอนกวาอยางเกา
กลาวคอื การสงวนหวงหา มจะกระทําไดแตเฉพาะออกเปนพระราชกฤษฎกี าเทา น้ันและจะตองมรี ูป
แผนทีป่ ระกอบ พรอ มทงั้ นําไปประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
(๒) ที่ดินท่ีจะทาํ การหวงหา มตามพระราชบญั ญัติน้ไี ว ตองเปนทีด่ ินรกรางวาง
เปลาตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๑) เทาน้ัน สวนท่ีดินสาธารณสมบัติ
สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 16
ของแผนดินที่ประชาชนใชรวมกัน เชน ที่ชายตล่ิง ทางนํ้า ทางหลวงหรือใชเพื่อประโยชนของ
แผนดนิ โดยเฉพาะ เชน ปอม โรงทหาร ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) และ (๓) นั้น ไมตองมกี ารหวงหาม
อกี เพราะเปนส่งิ ท่ใี ชเ พ่ือสาธารณประโยชนโดยสภาพอยูแลว
(๓) การขอสงวนหวงหามตามพระราชบัญญัตินี้ ไมจํากัดวาจะเพ่ือประโยชน
ทางดา นใหป ระชาชนใชร วมกันหรอื ใชเ พอ่ื ประโยชนใ ดๆ กไ็ ด
(๔) เมื่อพระราชบัญญัตฉิ บับน้ีออกใชบังคับ ไมลบลางหรือกระทบกระเทือน
การหวงหามที่มีอยูกอนใชพระราชบัญญัติฉบับน้ี ฉะน้ัน การหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาใหเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน ไมวาจะเปนประกาศของนายอําเภอ กํานัน
ผูใหญบ าน ทมี่ มี ากอ นวนั ท่ี ๘ เมษายน ๒๔๗๙ กย็ งั มีผลใชบังคบั ไดโ ดยถูกตอ งตามกฎหมาย
(๕) พระราชบัญญัติฉบับนี้ไดกําหนดบุคคลผูมีอํานาจท่ีจะทําการหวงหาม
ใหช ัดแจงยิ่งข้ึน ไมใชใหกํานัน ผูใหญบ าน เหมือนแตกอน กาํ นัน ผูใหญบ าน อาจจะเปนเจาหนาที่
ผูทําการสํารวจได แตอํานาจในการหวงหามตองเปนไปตามกฎหมายเพราะตองออกเปนพระราช
กฤษฎีกา และประการสําคัญที่สุด คือจะไมสํารวจไมไดเพราะตองทําการรังวัดทําแผนท่ีดวย และ
แผนที่นี้ถือวาเปนสวนหนึ่งของพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น ท่ีดินแปลงใดไดหวงหามตาม
พระราชบัญญตั ิฉบับน้ี จะโตแยงวาแนวเขตไมแนนอนไมได ตองถือตามท่ีกฎหมายกําหนด และจะ
ไมท าํ การสาํ รวจไมไ ด และจะโตแ ยงวาไดส งวนไวเมอื่ น้ันเมอ่ื นี้อยางแตกอนไมไดเพราะตอ งประกาศ
ในราชกิจจานเุ บกษาใหประชาชนทราบทั่วกันดวย
(๖) ขอสําคัญคือ การเพิกถอนท่ีดินท่ีหวงหามตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
จะตอ งออกเปน กฎหมาย ซงึ่ แสดงใหเ หน็ หลักการทเ่ี ปน ระเบยี บยิ่งขึ้น
ฉะน้ัน การหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาเพื่อใหพลเมืองใชรวมกันต้ังแตวันที่
๘ เมษายน ๒๔๗๙ จนถงึ กอนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใชบังคับ (วันท่ี ๑ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๙๗) จึงตองกระทาํ ในรูปของพระราชกฤษฎีกา และมีรูปแผนที่ทายประกาศดวย หากมิได
กระทําตามท่ีกฎหมายบัญญัติไวก็ถือไมไดวาเปนที่ดินสาธารณสมบัติของแผนดินที่ประชาชน
ใชรวมกนั ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) เชน คําพิพากษาฎีกาท่ี ๖๘๔/
๒๕๐๙ วินิจฉัยวา “การที่ทางราชการจะใหอําเภอหรือจังหวัดจัดหาท่ีดินท่ีสงวนไวเปน
ที่สาธารณประโยชนประจําหมูบาน หรือตําบลน้ันจะตองออกเปนพระราชกฤษฎีกาประกาศ
เขตทด่ี ิน ซ่ึงสงวนไวเปนสาธารณะ ทั้งท่ีดนิ นั้นตองเปนที่ดนิ รกรางวางเปลาไมมีเอกชนเปนเจาของ
ตองประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามพระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามที่ดินรกรางวางเปลา
อันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ เพียงแตผูใหญบา นเขียน
ปายประกาศไวว าเปน ทสี่ าธารณะไมทาํ ใหท ี่ดินน้ันเปนสาธารณะไปได” และในการพิจารณาวาที่ดนิ
สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 17
แปลงที่ทางราชการไดหวงหามไวเปนท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับประชาชนใชรวมกัน
เชน หวงหามไวเปนทุงหญาเล้ียงสัตว หรือเปนปาชาสาธารณะน้ัน จะมีความถูกตองสมบูรณ
เปนสาธารณสมบัติของแผนดินหรือไม จึงตองพิจารณาวาการสงวนหวงหามท่ีดินน้ันๆ ไดกระทํา
เมื่อปใด ในขณะนั้นมีกฎหมายกาํ หนดไวเปนอยางไร และไดม ีการหวงหามไวถูกตองตามกฎหมาย
หรือไม เพราะการสงวนหวงหามท่ดี ินรกรางวางเปลาเปนทีส่ าธารณสมบัติของแผนดนิ ของไทยนั้น
มีการพฒั นาเปลย่ี นแปลงตลอดมา
ตวั อยา ง ในป พ.ศ. ๒๔๘๐ ไดม ปี ระกาศของนายอาํ เภอเมอื งรอยเอ็ดใหสงวน
ทด่ี ินรกรางวางเปลาในบริเวณทองทใ่ี ดทอ งทหี่ นึ่งในอําเภอเมืองรอยเอ็ดใหเปนท่ีสาธารณะประจํา
หมูบานสําหรับใหประชาชนใชเลี้ยงสัตว แตปรากฏวาราษฎรไมเคยไปใชประโยชนในที่ดินเลย
ตอมามีราษฎรบุกรุกเขาไปทําประโยชนอางวาเปนท่ีดินของตน ซ่ึงไดครอบครองทําประโยชน
มาเปนเวลาเกือบ ๕๐ ป
ในปญหาดังกลาว กอนอื่นจะตองพิจารณาวา ที่ดินที่นายอําเภอไดประกาศ
สงวนหวงหามไวเปนสาธารณสมบัติของแผนดินถูกตองตรงดวยกฎหมายหรือไม เม่ือปรากฏ
ขอเท็จจริงวา ไดส งวนหวงหา มไวในป พ.ศ. ๒๔๘๐ ซงึ่ ขณะนัน้ มีพระราชบัญญัติวาดว ยการสงวนหวง
หามที่ดินรกรางวางเปลาฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ บังคับใชแลว การสงวนหวงหามท่ีดินของรัฐไวเปนท่ี
สาธารณประโยชน จึงตองออกเปนพระราชกฤษฎีกาเทาน้ัน จึงจะมีผลเปนการสงวนหวงหาม
หากมไิ ดออกเปนพระราชกฤษฎีกา การสงวนหวงหามจึงไมชอบดว ย ท่ีดินนั้นจึงไมเปนท่สี าธารณสมบัติ
ของแผนดินตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ราษฎรจึงอาจไดมา
ซึ่งกรรมสิทธ์ใิ นทด่ี ินตามกฎหมายท่ดี ินได แตถาหากขอ เทจ็ จริงปรากฏวามรี าษฎรเขา ใชประโยชน
รว มกัน กจ็ ะตกเปน สาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมืองใชรวมกันโดยสภาพการใชประโยชน
รว มกันได
คาํ วินจิ ฉัยทน่ี า สนใจเก่ียวกบั เรื่องการสงวนหวงหามมีดังน้ี
(๑) คาํ พิพากษาฎกี าที่ ๗๒๓/๒๕๐๙ ทีด่ นิ ท่มี กี ารหวงหามและราษฎรยังมิไดรับ
หนงั สอื สาํ คญั แสดงกรรมสิทธ์ิท่ีดินนน้ั ยงั คงเปน ท่สี งวนหวงหาม และเปนสาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ อยู
(๒) คําวินจิ ฉยั คณะกรรมการกฤษกี า กรกฎาคม ๒๕๓๔ เรื่องเสร็จท่ี ๑/๒๕๒๙
ท่ีดินท่ีมีการหวงหามเพื่อใชประโยชนในราชการและทางราชการไดปกครองดูแลและเขาใช
ประโยชนตลอดมา ที่ดนิ ดงั กลาวจึงมิใชท รี่ กรา งวางเปลา แตเ ปนสาธารณสมบัติของแผน ดินที่ใชเพ่ือ
ประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๓) ป.พ.พ. และเปนท่รี าชพัสดตุ ามมาตรา ๔
แหง พระราชบญั ญัติท่ีราชพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๑๘
สํานกั จดั การทีดินของรัฐ 18
(๓) คําวินิจฉยั คณะกรรมการกฤษฎีกา พฤษภาคม ๒๕๓๔ เร่ืองเสร็จที่ ๒๙๔/
๒๕๓๔ ท่ีดินในเขตพระราชกฤษฎีกาหวงหามท่ีดินเพื่อประโยชนในราชการของกระทรวง ทบวง
กรมตางๆ และท่ีดินท่ีจัดข้ึนทะเบียนเพ่ือใหทบวงการเมืองใชประโยชนราชการจะเปนที่ราชพัสดุ
หรือไมนั้น ตองพิจารณาจากสภาพของท่ีดิน และการใชท่ีดินที่หวงหามเปนเร่ืองๆ ไป เชน ท่ีดิน
ที่หวงหา มไวเ พ่ือประโยชนของแผน ดนิ โดยเฉพาะ และราชการไดใ ชประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ
ทด่ี ินนัน้ จะเปน ทร่ี าชพัสดสุ ําหรับการหวงหา มไวเพ่อื รักษาปาไมแ ละสภาพทด่ี ินยังคงเปนที่ดินรกราง
วางเปลา อยู ที่ดนิ น้นั กไ็ มเ ปนทรี่ าชพสั ดุ
(๔) คําวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา มิถุนายน ๒๕๓๔ เร่ืองเสร็จ ที่ ๓๘๒/
๒๕๓๔ท่ีดินรกรางวางเปลาท่ีมีการหวงหามไวเพ่ือประโยชนของสวนราชการนั้น ถาสวนราชการ
ไดเขาใชประโยชนแลวเทาน้ัน จึงจะถือวาเปนท่ีราชพัสดุ ท่ีที่สวนราชการยังไมไดเขาใชประโยชน
ยงั คงมีสภาพเปน ทดี่ ินรกรางวา งเปลา และไมเปน ท่รี าชพสั ดุ
(๕) คาํ วินิจฉยั คณะกรรมการกฤษฎกี า พฤษภาคม ๒๕๓๘ เร่ืองเสร็จ ที่ ๒๕๖-
๒๕๗/๒๕๓๘ ท่ีดินในเขตที่มีประกาศสงวนหรือหวงหามไวเพื่อประโยชนในราชการตามกฎหมาย
จะมีสถานะเปนที่ราชพัสดุหรือไม ตองพิจารณาวาสวนราชการไดเขาใชประโยชนแลวหรือไม
ถาเขา ใชประโยชนแลว ทด่ี นิ ดงั กลา วก็เปนที่ราชพัสดุ แตถ า ยงั ไมไดเ ขาใชป ระโยชนหรือใชประโยชน
บางสวน สวนท่ียังไมไดใชประโยชนก็ไมเปนท่ีราชพัสดุ แตยังคงมีสภาพเปนที่ดินรกรางวางเปลา
ที่มกี ารสงวนหรอื หวงหา มตอไป
สถานะทางกฎหมายของที่ดนิ ทีม่ ีการหวงหามจะมีผลตอการเปลี่ยนแปลงการจัด
องคกรในการดูแล ทั้งน้ีเนื่องจากแตเดิมนั้นที่ดินรกรางวางเปลาจะอยูในความดูแลของ
กระทรวงมหาดไทย เมื่อมีการหวงหามตามกฎหมายวาดวยการหวงหามที่ดินรกรางวางเปลา
อนั เปนสาธารณสมบัติของแผนดนิ นั้น จะตองระบุความประสงคที่หวงหา มและเจาหนาท่ีผูมีอํานาจ
ในการหวงหาม การดูแลรักษาท่ีดินดังกลาวจึงเปล่ียนจากเดิมมาเปนอํานาจหนาท่ีของผูมีอํานาจ
ในการหวงหาม และทด่ี ินท่มี ีการหวงหา มแลวน้ันจะพนจากการเปนท่ดี ินรกรางวางเปลาและเปล่ียน
องคกรผูดูแลซ่ึงจะนํามาใหราษฎรจับจองไมได เพราะท่ีดินที่จับจองจะตองเปนท่ีดินตามมาตรา
๑๓๐๔ (๑) เทาน้นั
๔.๓ การสงวนหวงหามท่ีเกดิ ข้ึนระหวางวนั ท่ี ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ถึงวันท่ี ๔
มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ (การสงวนหวงหามตามประมวลกฎหมายทีด่ นิ )
เม่ือไดมีพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายท่ีดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใชบังคับ
ไดย กเลกิ พระราชบัญญัติวาดว ยการหวงหา มที่ดนิ รกรางวางเปลาอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
สาํ นกั จดั การทดี นิ ของรฐั 19
พ.ศ. ๒๔๗๘ แตท่ีดินท่ีไดสงวนหวงหามไวตามพระราชบัญญัติหวงหามที่ดินรกรางวางเปลาน้ัน
ถายังไมม กี ารถอนการหวงหา มก็ยังคงมผี ลใชบงั คับอยู
มาตรา ๑๐ แหงพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗
บัญญัติวา “ท่ีดินที่ไดหวงหามไวเพื่อประโยชนตามพระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามท่ีดินรกราง
วางเปลาอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน พ.ศ. ๒๔๗๘ หรือตามกฎหมายอื่นอยูกอนวันท่ี
ประมวลกฎหมายทดี่ ินใชบงั คบั ใหคงเปน ทห่ี วงหา มตอ ไป”
การสงวนหวงหามทด่ี ินในระหวางวันที่ ๑ ธนั วาคม ๒๔๙๗ ถงึ ๔ มีนาคม ๒๕๑๕
เปน ไปตามมาตรา ๒๐ (๔) ดงั น้ี
มาตรา ๒๐ “ใหคณะกรรมการมอี ํานาจหนาทด่ี งั ตอ ไปน้ี
(๔) พจิ ารณาสงวนทด่ี นิ ตามความตอ งการของทบวงการเมือง
(๕) วางระเบยี บขอ บงั คับเกีย่ วกบั อํานาจหนาที่ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕)
เม่ือประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใชบังคับ กฎหมายเรียกการหวงหาม
ที่ดินวาเปนการสงวนท่ีดิน สวนกฎหมายเกาๆ มักใชคําวาการสงวนกับการหวงหามปนเปกันไป
กฎหมายบางฉบบั ใชค าํ วา สงวนหวงหา มเปน คําเดยี วกันก็มี
การสงวนท่ีดินตามมาตรา ๒๐ (๔) เปนอํานาจของคณะกรรมการจัดท่ีดิน
แหง ชาตทิ ่จี ะเปนผูพ จิ ารณาสงวนทดี่ ินตามทที่ บวงการเมอื งขอมา ทีด่ ินทจ่ี ะสงวนไดจะตองเปนทดี่ ิน
ของรัฐซ่ึงเปนที่ดินรกรางวางเปลา ที่ดินที่ถูกเวนคืนหรือทอดท้ิง หรือกลับมาเปนของแผนดินโดย
ประการอน่ื ตามกฎหมายทด่ี นิ
การสงวนที่ดินตามความตองการของทบวงการเมือง ตามมาตรา ๒๐(๔)
น้ีมคี วามหมายกวาง นอกจากจะเปนการสงวนทดี่ ินไวเพอ่ื ใหพลเมอื งใชรวมกันแลว ทบวงการเมือง
ยงั อาจขอสงวนท่ีดินเพ่ือใชประโยชนในราชการของทบวงการเมืองนั้นก็ได ทง้ั ท่ีในขณะนั้นการสงวน
ทด่ี ินเพื่อใชประโยชนในทางราชการก็มีกฎหมายใหอํานาจไวแลว คือ มาตรา ๘ วรรค ๓ ซงึ่ บัญญัติ
ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมีอํานาจนําที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินหรือ
ทรัพยสินของแผนดินธรรมดาขน้ึ ทะเบียนเปนของทบวงการเมืองเพื่อนําไปใชประโยชนในราชการ
ของทบวงการเมืองน้ันไดอยูแลว เมื่ออาํ นาจซ้าํ ซอ นกนั ตอ มาจึงไดมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๕๑๕ แกไ ขประมวลกฎหมายทีด่ ินมาตรา ๒๐ ใหม โดยใหเปน
อํานาจของคณะกรรมการจัดที่ดนิ แหงชาติทีจ่ ะสงวนท่ีดินไวใหประชาชนหรือพลเมืองใชรวมกันได
ไวเ ปนการเฉพาะ
สํานกั จดั การทีดนิ ของรฐั 20
ฉะนั้น กอ นทจี่ ะมีการแกไขประมวลกฎหมายท่ีดนิ มาตรา ๒๐ การสงวนทด่ี ิน
ไวเปนที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันท่ีเกิดขึ้นระหวางวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ (วันที่
๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗) จนถงึ วันกอ นทม่ี ีการประกาศใชประมวลกฎหมายทดี่ ิน ฉบับแกไข (วันท่ี
๔ มีนาคม ๒๕๑๕) จงึ ตองดาํ เนนิ การตามประมวลกฎหมายท่ดี นิ มาตรา ๒๐ (๔) เดมิ
๔.๔ โดยการสงวนทด่ี นิ ตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แกไ ขโดยประกาศ
คณะปฏวิ ัติ ฉบบั ท่ี ๙๖ ลงวนั ท่ี ๒๙ กมุ ภาพนั ธ พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึ่งเปนกฎหมายฉบับปจ จุบัน
โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๕๑๕
มีผลเปนการแกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา ๒๐ การสงวนหวงหามท่ีดินตามความ
ตองการของทบวงการเมืองจึงไมมีอีกตอไป โดยมาตรา ๒๐ ซ่ึงมีการแกไขใหมไดบัญญัติวา
“ใหคณะกรรมการมอี าํ นาจหนาที่ดงั ตอไปนี้”
- ฯลฯ -
(๔) สงวนหรือหวงหามท่ีดินของรัฐ ซ่ึงมิไดมีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองเพ่ือให
ประชาชนใชร วมกัน”
- ฯลฯ -
ที่ดินที่ขอสงวนหรือหวงหามไวเปนท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับ
ใหพลเมืองใชรวมกันไดจะตองเปนที่ดินที่มิไดมีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง ซึ่งไดแกท่ีดินของรัฐ
ประเภทที่รกรางวางเปลา หรือที่ดินที่มีผูเวนคืนหรือทอดท้ิงหรือกลับมาเปนของแผนดิน
โดยประการอน่ื ตามกฎหมายทด่ี นิ
อํานาจหนาท่ีในการสงวนท่ีดินดังกลาวเปนของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติ
ซ่ึงมีรัฐมนตรีวาการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมเปนประธานกรรมการ และมี
เลขาธิการสํานักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเปนกรรมการและเลขานุการ
ฉะน้ันหากทบวงการเมืองใดเห็นสมควรที่ขอสงวนท่ดี ินบริเวณใดใหเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
สําหรับพลเมืองใชรวมกันตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ก็จะตอง
ประสานงานไปยังผูวาราชการจังหวัดทองท่ซี ่ึงที่ดินทีจ่ ะขอสงวนตงั้ อยู โดยมีข้ันตอนการสงวนท่ีดิน
ตามที่ระเบยี บของคณะกรรมการจดั ที่ดินแหง ชาติ ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๒๙) วาดวยการสงวนหรือหวง
หามท่ีดนิ ของรัฐ เพื่อใหประชาชนใชป ระโยชนร ว มกันกําหนดไว
ฉะน้ัน จึงกลาวไดวาในปจจุบันนี้ การสงวนหรือหวงหามท่ดี ินของรฐั ใหเปนทีด่ ิน
สําหรับพลเมอื งใชรวมกัน ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) เกิดจากการ
สงวนหรอื หวงหามตามมาตรา ๒๐ (๔) แหงประมวลกฎหมายทีด่ นิ ซึ่งเปน อํานาจของคณะกรรมการ
จดั ทด่ี นิ แหงชาตเิ ทา นน้ั
สํานกั จดั การทีดินของรัฐ 21
นอกจากการสงวนหวงหามดังกลาวขางตนแลว การไดมาโดยผลของกฎหมาย
อาจเปนการไดมาโดยการเวนคืน ซึ่งตางกับการไดมาโดยการสงวนหรือหวงหามเพราะการไดมา
โดยการสงวนหรือหวงหามใชก ับทดี่ ินที่เปน ของรัฐอยูแลวเทา น้ัน สวนการไดมาโดยการเวนคืนใชกับ
ท่ีดินของเอกชน ฉะนั้น การไดมาซ่ึงท่ีดินของรัฐโดยการเวนคืน จึงเปนการไดมาโดยการบังคับ
มิใชเปนเร่ืองท่ีราษฎรเวนคืนใหดวยความสมัครใจ ตามมาตรา ๕ ประมวลกฎหมายที่ดิน
การเวนคืนอสังหาริมทรัพยจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย
เฉพาะเพ่ือการอันเปนสาธารณูปโภค หรือการอันจําเปนในการปองกันประเทศ หรือการไดมา
ซ่งึ ทรพั ยากรธรรมชาติ หรือเพ่ือการปฏิรปู ท่ีดนิ หรือเพ่อื ประโยชนส าธารณะอยางอืน่ และจะตองใช
คาทดแทนภายในเวลาอันสมควรแกเจาของท่ีดนิ ท่ีไดรบั ความเสียหายในการเวนคืนตามที่กฎหมาย
ระบุไว
ทสี่ าธารณสมบตั ิของแผนดนิ ประเภทใชเ พือ่ ประโยชนข องแผนดนิ โดยเฉพาะ
ทีส่ าธารณสมบัติของแผนดินประเภทใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ ตามมาตรา
๑๓๐๔ (๓) แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย หรือท่ีเรียกอีกอยางหนึ่งวา “ท่ีราชพัสดุ”
โดยตามมาตรา ๔ แหงพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ หมายความวา อสังหาริมทรัพย
อันเปน ทรพั ยสินของแผนดินทุกชนดิ เวนแตสาธารณสมบตั ิของแผนดนิ ดังตอไปน้ี
๑. ทีด่ ินรกรา งวางเปลา และทดี่ ินซึง่ มผี ูเวนคืนหรือทอดท้ิงหรือกลับมาเปนของแผนดิน
โดยประการอ่นื ตามกฎหมายทด่ี ิน
๒. อสงั หารมิ ทรัพยส ําหรบั พลเมืองใชห รอื สงวนไวเ พอ่ื ประโยชนของพลเมืองใชรวมกัน
เปนตน วา ทช่ี ายตลิง่ ทางนํ้า ทางหลวง ทะเลสาบ
สวนอสังหาริมทรัพยของรัฐวิสาหกิจที่เปนนิติบุคคลและขององคกรปกครองสวน
ทองถนิ่ ไมถือวาเปนท่รี าชพัสดุ
ความหมายของที่ราชพสั ดุ ถกู กําหนดใหครอบคลุมถึงเฉพาะอสังหาริมทรัพยอันเปน
ทรัพยสินของแผนดนิ ทุกชนิด เวน แตในสวนท่กี ําหนดเปนบทยกเวน ตามนัยของมาตรา ๔ (๑), (๒)
ท่ีไมเปนที่ราชพัสดุ และวรรคสองท่ีไมใหถือวาเปนท่ีราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยแบงออกเปน ๒
ประเภทใหญ คือ
๑. เปนสาธารณสมบัติของแผนดินที่ใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ เชน
ปอม โรงทหาร และสาํ นักราชการบานเมอื ง
๒. เปนทรัพยสินของแผนดิน ท่ีเปนอสังหาริมทรัพยท่ีใชประโยชนอื่นๆ เชน
บานพกั ราชการท่ดี ินท่ที างราชการจดั ใหเ อกชนเชา หรอื เขา ทาํ ประโยชน
การไดมาซงึ่ ที่ราชพัสดุมหี ลายทาง ดงั น้ี
สํานกั จดั การทีดินของรัฐ 22
(๑) การประกาศสงวนหวงหามไวใชในราชการ โดยกระทรวง ทบวง กรมตางๆ
ประกาศสงวนหวงหามไวใชใ นราชการ และไดเขา ใชป ระโยชนแ ลว
(๒) ตกเปนของรัฐเนื่องจากคางชําระภาษีอากร กรณีท่ีผูใดคางชําระภาษีอากร
และไมส ามารถชาํ ระได ในท่ดี ินจะถูกรัฐยึดท่ีดินมาชําระแทน
(๓) โดยคําพิพากษาของศาล ในกรณีมีขอพิพาทโตแยงกรรมสิทธิ์ในท่ีราชพัสดุ
และมีการฟองรองตอศาล ศาลไดพิจารณาจากพยานและหลักฐานตางๆ แลว พิพากษา
ใหกระทรวงการคลังเปนผูมีสิทธิดกี วาโดยถูกตองตามกฎหมาย ซึ่งตามความเปนจริงแลวมีสิทธิมา
แตเ ดมิ อยแู ลว มใิ ชเพิ่งไดม า เพราะคําพิพากษาของศาล
(๔) โดยการเวนคืน เชน กรมชลประทานเวนคืนที่ดินเพื่อประโยชนในการ
ชลประทานกรมการบินพาณชิ ยเ วนคืนทด่ี นิ เพือ่ กอสรา งทา อากาศยาน
(๕) โดยผลของกฎหมาย เชน ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา
๑๗๕๘ “ภายใตบังคับแหงสิทธิของเจาหนี้กองมรดก เมื่อบุคคลใดถึงแกความตายโดยไมมีทายาท
โดยธรรมหรือผูรับพินัยกรรม หรือการต้ังมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดกของบุคคลน้ันตกทอดแก
แผน ดิน” และมาตรา ๑๓๐๘ “ทดี่ ินแปลงใดเกดิ ทง่ี อกริมตลิ่ง ทง่ี อกยอมเปนทรัพยสินของเจาของ
ทด่ี ินแปลงน้นั ” ไดแก ท่ีดนิ ทีง่ อกริมตล่งิ ตอ เน่อื งจากท่ดี นิ ราชพสั ดุ
(๖) โดยกฎหมายพเิ ศษ เชน ตกเปนของรฐั ตามคําสง่ั นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗
แหงธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ตกเปนของแผนดินตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญ วาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ตกเปนของแผนดิน
ตามพระราชบัญญตั ิปอ งกนั และปราบปรามการฟอกเงนิ พ.ศ. ๒๕๔๒
(๗) ทดี่ ินเหลือจากการเวนคืน เม่อื รัฐบาลเวนคนื ท่ดี ินมาเพอื่ ประโยชนของรัฐบาล
เชน สรางถนนหนทาง ซ่ึงอาจมีสวนที่เหลือจากการเวนคืนและมีเน้ือท่ีนอยเจาของไมอาจ
ใชป ระโยชนไดรฐั บาลกจ็ ําเปนตอ งซือ้ ท่ดี ินเหลือเศษจากการเวนคืนนั้นมาเปนทรัพยสนิ ของรัฐบาล
(๘) รัฐบาลซอ้ื ดวยเงินงบประมาณ ในปจจุบันหนวยงานของราชการทกุ กระทรวง
ทบวง กรมตางๆ ไดขยายหนวยงานเพิ่มข้ึนตามภาระหนาท่ี และความรับผิดชอบที่เพ่ิมข้ึนอีก
ทงั้ ภาวะการเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกิจทาํ ใหก ารคมนาคมตดิ ตอประสานงานของหนวยงานที่มีหนาท่ี
เก่ียวของกันเปนไปไดลําบาก จึงจําเปนตองขยับขยายสถานที่ทําการของราชการใหกวางขวางข้ึน
หรือยายหนวยงานไปรวมกนั ณ สถานทีใ่ หม จงึ ทาํ ใหต อ งต้งั เงนิ งบประมาณแผนดินข้นึ เพอ่ื ซื้อท่ีดิน
มาปลูกสรางท่ีทําการใหม ท่ีดินเหลาน้ีจึงเปลี่ยนชื่อผูถือกรรมสิทธ์ิในที่ดินมาเปนของรัฐ คือเปน
สาธารณสมบตั ขิ องแผนดินท่ใี ชเ พื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ
สาํ นกั จดั การทดี นิ ของรฐั 23
(๙) เอกชนยกใหรัฐบาล ท่ีดินเหลาน้ีราษฎรผูเปนเจาของท่ีดินจะยกใหแกรัฐ
เพอื่ ใชเปนสถานที่ตัง้ โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีอนามัย เปนตน โดยอาจจะยกใหรัฐบาลโดยตรง
หรือยกใหกระทรวง ทบวง กรมใดโดยตรง ซึ่งกระทรวง ทบวง กรมนั้นจะตองนําข้ึนทะเบยี นท่รี าชพัสดุ
เปนทรพั ยส ินของรัฐบาล
(๑๐) โบราณสถาน กําแพงเมือง คูเมือง ตามพระราชบัญญัติโบราณสถานและ
โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ใหกรมศิลปากรมอี ํานาจประกาศ
ใหท ี่ดินแหงไหนเปนเขตโบราณสถาน และมีอํานาจบังคับเจาของทีด่ ินไมใหรื้อถอนตกแตงซอมแซม
โดยไมไดรับอนุญาตเปนลายลักษณอักษรจากกรมศิลปากร อยางไรก็ตาม กรมศิลปากรไมไดมี
กรรมสิทธ์ิในที่ดนิ ดังท่ีคนสวนมากเขา ใจ เพราะกาํ แพงเมือง คูเมือง..... เปนโบราณสถานท่สี รางขึ้น
เพ่ือเปนปอมปราการปองกันศัตรูรุกราน จึงเปนทรัพยสินของแผนดิน เปนท่ีราชพัสดุท่ีอยูในความ
ปกครองดแู ลและเปนกรรมสทิ ธิ์ของกระทรวงการคลงั ไมใชของกระทรวงศึกษาธิการ (กรมศิลปากร)
แตอ ยา งใด
(๑๑) โดยเหตุอ่ืน การไดมาซึ่งท่ีราชพัสดุนอกเหนือจาก ๑๐ ประการ ดังกลาว
ขา งตนยังอาจไดมาจากสาเหตุตา งๆ เชน ทดี่ ินที่รัฐไดมาจากการคํ้าประกนั เปน ตน
อาํ นาจหนาทกี่ ารดูแลรักษาใหเปนของอธิบดกี รมธนารักษเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร
สวนในจังหวัดอื่นใหเปนของธนารักษพื้นท่ี สวนการโอนกรรมสิทธ์ิที่ดินท่ีเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดินที่ใชเพ่ือประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะกระทําโดยตราเปนพระราชบัญญัติ สวนการ
โอนกรรมสิทธใ์ิ นท่ีดนิ อน่ื ใหเ ปนไปตามหลักเกณฑแ ละวิธีการทีก่ ําหนดในกฎกระทรวง
ผลของการเปน สาธารณสมบตั ขิ องแผนดิน
ท่ดี ินรกรา งวางเปลา ท่ีดนิ สาํ หรับพลเมอื งใชป ระโยชนรวมกนั และที่ดินท่ีใชเพอื่ ประโยชน
ของแผนดนิ โดยเฉพาะ เปนทรัพยสินของแผนดนิ ท่มี ีไวเพื่อบรกิ ารสาธารณะ เพ่ือใชประโยชนรวมกัน
ของประชาชน และจัดไวเพ่ือประโยชนของราชการ ซ่ึงตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๓๐๔ ถือวาที่ดินประเภทนี้เปนสาธารณสมบัติของแผนดิน กฎหมายจึงใหความคุมครอง
เปนพิเศษยิ่งกวาทรัพยสินประเภทอ่ืนๆ ของรัฐ และเอกชนบุคคลธรรมดาและไมอยูภายใตบังคับ
ของกฎหมายเอกชนความคุมครองเปนพิเศษที่กฎหมายบัญญัติรับรองใหแก สาธารณสมบัติ
ของแผน ดนิ มบี ญั ญตั ไิ วในมาตรา ๑๓๐๕ – ๑๓๐๗ แหง ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย ดังนี้
(1) การหา มโอนสาธารณสมบตั ขิ องแผน ดนิ
ประมวลกฎหมายแพงพาณิชย มาตรา ๑๓๐๕ บัญญัติวา “ทรัพยสินซ่ึงเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินนั้นจะโอนแกกันมิได เวนแตอาศัยอํานาจแหงกฎหมายเฉพาะหรือพระ
ราชกฤษฎีกา”
สํานกั จดั การทดี นิ ของรฐั 24
การโอนตามมาตราน้หี มายถึง การจําหนายจา ยโอนซึ่งตองมีการสงมอบทรัพยสิน
รวมทั้งมีการแสดงเจนตาท่ีจะทําใหการโอนนั้นสมบูรณแบบดวยเหตุผลที่กฎหมายหามมิใหมีการ
โอนสาธารณสมบัติของแผนดินก็เพราะสาธารณสมบัติของแผนดินเปนทรัพยสินของรัฐท่ีใชเพ่ือ
สาธารณประโยชนหรือสงวนไวเพื่อประโยชนรวมกนั ของประชาชน หากอนุญาตใหมกี ารโอนกนั งาย ๆ
ก็จะทําใหสาธารณสมบัติของแผนดินนั้นหมดไป แตอยางไรก็ตามกฎหมายก็เปดชองใหโอน
สาธารณสมบัตขิ องแผนดินไดเ มอื่ มกี ฎหมายเฉพาะใหอ าํ นาจไวหรือโดยพระราชกฤษฎกี า
สาธารณสมบตั ขิ องแผน ดินทจี่ ะมกี ารโอนกนั ไดโดยกฎหมายเฉพาะ หรือพระราช
กฤษฎกี าตามมาตรา 1305 นน้ั กฎหมายบญั ญัตไิ วก วางๆ โดยมิไดบ ัญญัตวิ า ไดแก สาธารณสมบัติ
ประเภทใดบา ง และยงั เปน สาธารณสมบตั ิของแผน ดินท่ียงั ใชป ระโยชนอ ยูหรอื ไม
การโอนสาธารณสมบัติของแผนดินไมวาจะเปนประเภทใดก็ตามจะโอนได
ตอ เม่อื มีกฎหมายบัญญตั ิไวเ ปน การเฉพาะใหอาํ นาจใหมกี ารโอนไดเปนเร่อื งๆ ไป เชน
(1) เฉพาะในรูปแบบท่ีจะโอน เชน ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 10
ใหอ ํานาจอธิบดีกรมท่ีดินมอี ํานาจโดยวิธีจัดหาผลประโยชนเขารัฐในรูปแบบตางๆ เชน ซ้ือและขาย
แลกเปลย่ี น ใหเชาซ้ือ
(2) การโอนใหเปนการเฉพาะเรื่อง เชน การโอนตามพระราชบัญญัติการปฏิรูป
ที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติจัดท่ีดินเพ่ือการครองชีพ พ.ศ.2511 ซ่ึงเปน
บทบญั ญัติใหโ อนทีด่ นิ ใหเอกชนเปนการเฉพาะเรือ่ งไป
(3) การโอนที่ดินใหกับประชาชน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งประมวล
กฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1334 บัญญัติวา “ที่ดินรกรางวางเปลา และที่ดินที่มีผูเวนคืน
หรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเปนของแผนดินโดยประการอ่ืนตามกฎหมายท่ีดินนั้น ทานวาบุคคลอาจ
ไดมาตามกฎหมายทด่ี นิ ” เชน การไดม าโดยการจดั ทด่ี นิ ตามมาตรา 30 และมาตรา 33
(4) การโอนเปนการเฉพาะรายไป เชน พระราชบัญญัติโอนทด่ี ินใหแกเอกชน
ตางๆ โดยฝายนิติบัญญัติ การโอนตามมาตรา 1305 นี้ ทําใหสภาพของการเปนท่ีดินสาธารณสมบัติ
ของแผนดินส้ินไป จึงควรจะตอ งโอนโดยกฎหมายในระดับพระราชบัญญัตซิ ่ึงออกโดยฝายนิติบัญญัติ
ไมว าจะเปนสาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ ประเภทใดก็ตาม
ดังกลาวแลววาประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1305 บัญญัติวา
สาธารณสมบัติของแผนดนิ จะโอนแกกันมไิ ด เวนแตจะโอนโดยอาศัยกฎหมายเฉพาะ หรือพระราช
กฤษฎีกาเทาน้ัน กรณีจึงมีปญหาวาการโอนท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันใหแกเอกชนจะทําได
แคไ หนเพยี งไรน้นั ประมวลกฎหมายท่ดี นิ มาตรา 8 และมาตรา 10 บัญญัตไิ วด งั นี้
สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 25
มาตรา 8 วรรคสอง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน “ที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันหรือใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ หรือเปนท่ีดิน
ที่ไดหวงหามหรือสงวนไวตามความตองการของทบวงการเมือง อาจถูกถอนสภาพหรือโอนไป
เพ่ือประโยชนอ ยางอื่นหรือนาํ ไปจัดเพ่ือประชาชนไดในกรณีตอ ไปนี้
(1) ที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน ถา ทบวงการเมือง รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน
จัดทดี่ นิ ไวใ หพ ลเมืองใชร วมกันแทนแลว การถอนสภาพ หรือการโอน ใหกระทําโดยพระราชบัญญัติ
ถา พลเมืองไดเลิกใชป ระโยชนทด่ี ินนั้นไดเปล่ียนสภาพไปจากการเปนท่ดี ินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน
และมิไดตกเปนกรรมสิทธ์ิของผใู ดตามอํานาจกฎหมายอนื่ แลวการถอนสภาพใหกระทําโดยพระราช
กฤษฎกี า
ฯลฯ
มาตรา 10 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน “ท่ีดินของรัฐซึ่งมิไดมีบุคคลใดมีสิทธิ
ครอบครองและมิใชสาธารณสมบัติของแผนดนิ อนั ราษฎรใชประโยชนรวมกันน้ัน ใหอธิบดมี ีอํานาจ
จัดหาผลประโยชน ในการจัดหาผลประโยชนรวมถึงการจัดทําใหท่ีดินใชประโยชนไดซื้อขาย
แลกเปลย่ี นใหเชา และใหเชาซอ้ื –ฯลฯ – ”
จากมาตรา 8 และมาตรา 10 ดังกลาว แสดงใหเห็นวา ที่ดินสําหรับพลเมือง
ใชร ว มกันไมอาจโอนใหแ กเ อกชนไดเ ลย เวนแต
(1) เมื่อเอกชนไดจัดหาท่ดี ินแปลงใหมมาใหพลเมืองใชรวมกันแทนแลวเชนน้ี
ยอมจะออกพระราชบญั ญตั ิโอนทด่ี ินใหเ อกชนเปน การแลกเปลย่ี นได
(2) เม่ือมกี ารถอนสภาพทีด่ นิ สาํ หรบั พลเมอื งใชร ว มกนั แลว
ตามขอยกเวนขอที่ 1 ดังกลาว พิจารณาการโอนที่ดินพลเมืองใชรวมกัน
เชน นําไปโอนขาย โอนให ไมอาจกระทําได มีเพียงกรณีเดียวท่ีจะกระทําได คือ กรณีท่ีเอกชน
จัดหาที่ดินแปลงใหมมาใหพลเมืองใชรวมกันแทน เชนน้ีรัฐจึงจะโอนท่ีดินสําหรับพลเมือง
ใชประโยชนรวมกันใหแกเอกชนเปนการแลกเปลี่ยนได แตการโอนน้ีมาตรา 8 กําหนดใหกระทํา
การโอนโดยพระราชบัญญัติเทาน้ันเพราะเปนกรณีสําคัญและกระทบถึงสาธารณประโยชน
ควรท่ีรัฐสภาจะไดเขามารวมวินิจฉัยดวย และกอนท่ีจะมีพระราชบัญญัติใหโอนได ฝายบริหาร
ตอ งทําการสอบสวนใหไดขอเท็จจริงวา ทีด่ ินเอกชนนํามาแลกเปล่ียนทําใหรัฐไดรับประโยชนมากข้ึน
กวาเดิมหรือไม เชน ที่ดินแปลงใหมท่ีมีสภาพดีกวาท่ีดินเดิม อํานวยความสะดวกใหแกประชาชน
มากขึ้น มีราคาสูงกวาที่ดินเดิม หรือมีเนื้อที่มากกวา ท้ังประชาชนผูใชประโยชน และในการโอน
เพอื่ ประกอบการพิจารณาของรฐั สภาเพื่อออกพระราชบญั ญัติใหโอนตอ ไป
สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 26
สวนตามขอยกเวนที่ 2 เร่ืองการถอนสภาพท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันน้ัน
ไมเปนเหตุที่จะกลาวอา งไดว าเปนการโอนท่ีดนิ สําหรับพลเมืองใชรวมกัน เพราะประมวลกฎหมาย
ท่ีดิน มาตรา 8 บัญญัติวา ท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน ถาพลเมืองเลิกใชหรือที่ดินน้ัน
เปล่ียนสภาพไปกอนท่ีจะมีการโอนจะตอ งมีการถอนสภาพเสียกอนการถอนสภาพกรณีนี้ไมถือเปน
การโอน แตเปนการทําใหสภาพที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันส้ินสภาพไป กลาวคือส้ินสภาพ
จากการเปนท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันตามมาตรา 1304 (2) กลับสูสภาพเดิม คือกลับเปน
ที่ดินรกรางวางเปลาตามมาตรา 1304 (1) การโอนท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกนั ที่ถอนสภาพแลว
จึงเปนการโอนทด่ี นิ รกรา งวา งเปลานั้นเอง
(2) หามมใิ หย กอายุความขึน้ ตอสกู ับแผน ดิน
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1306 บัญญัติวา “ทานหามมิให
ยกอายุความข้นึ เปนขอตอสูกบั แผนดินในเร่อื งทรพั ยสนิ อนั เปนสาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ ”
การหามยกอายุความขึ้นเปนขอตอสูนั้น อายุความในพื้นท่ีหมายถึงอายุความ
ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยวาดวยทรัพย คือระยะเวลาตามท่กี ฎหมายกาํ หนด เพอ่ื การ
ใชสิทธิเรียกรองในการที่จะใหไดสิทธิใดๆ หรือเมื่อตองการฟองรองภายในกําหนดระยะเวลานั้น
ถาปลอยทิ้งไวจนเกินกําหนดจะฟองรองบังคับไมได เรียกวาอายุความเสียสิทธิ หรือเม่ือใชสิทธิ
ตามระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดกไ็ ดส ทิ ธนิ ้นั มา เรียกวา อายคุ วามไดส ทิ ธิ
อายุความท่ีมาตรา 1306 หามมิใหยกเปนขอตอสูกับแผนดินน้ัน หมายถึง
อายุความไดสิทธิและอายุความเสียสิทธิดังกลา ว การหวงหามมใิ หยกอายุความตามมาตรา 1306 น้ี
เปนการหามเอกชนมิใหยกอายุความข้ึนตอสูกับแผนดินหรือรัฐเทานั้น มิไดหามเอกชนท่ีจะยกขึ้น
เปน ขอ ตอสรู ะหวางกนั เอง
การที่มาตรา 1306 หามมิใหยกอายุความข้ึนกลาวอางน้ันก็โดยมีจุดมุงหมาย
เพื่อมิใหสาธารณสมบัติของแผนดินสามารถตกเปนสิทธิแกเอกชนโดยอายุความได ฉะนั้น
ผูท่ีครอบครองทําประโยชนบนท่ีดิน หนองน้ําที่ราษฎรใชประโยชนรวมกันมาแมจะครอบครอง
มาถึง 30 ป ก็มิไดสิทธิครอบครอง และเม่ือเอกชนถูกฟองหาวาบุกรุกทางสาธารณะอันเปน
สาธารณสมบัติของแผน ดนิ เอกชนจะยกขอ ตอสเู รื่องอายคุ วามมาใชยนั รัฐไมได
(3) หา มยึดทรัพยข องแผน ดนิ รวมทง้ั บงั คับคดดี ว ย
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1307 บัญญัติวา “ทานหามมิให
ยึดทรพั ยของแผน ดนิ ไมวา ทรพั ยน ั้นจะเปนสาธารณสมบัตขิ องแผนดินหรือไม”
สํานกั จดั การทดี ินของรฐั 27
การยึดทรัพยสิน หมายความวา การเอาทรัพยสินของลูกหนี้ตามคําพิพากษา
มาเพอ่ื ดําเนินการตามกฎหมายโดยคําพพิ ากษา หรือคําสั่งของศาล ซึ่งกระทําโดยพนักงานบังคับคดี
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 285 (2) นอกจากจะหามยึดแลว
ยังหมายความรวมถึงการอายัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 254
และมาตรา 311 ดว ย กลา วคือ สาธารณสมบตั ิของแผนดินไมอ ยใู นความรับผดิ แหง การบังคบั คดี
การที่กฎหมายบัญญัติใหท่ีดินหรือทรัพยสินท่ีเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
ไดรับความคุมครองเปนพิเศษจากการหามโอน หามยึด และหามเอกชนยกอายุความขึ้นตอสู
ก็เพราะทีด่ นิ หรือทรัพยส ินเหลาน้มี ีไวสาํ หรบั ใหประชาชนใชประโยชนรวมกนั จึงตองระมัดระวังมิให
ถกู รบกวน หรือถูกขดั ขวางตอ การทป่ี ระชาชนจะใชท ่ดี ินทรัพยสนิ นั้น ๆ
สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรฐั 28
บทท่ี ๒
การดูแลรักษาและการคมุ ครองปองกันที่ดนิ
อันเปนสาธารณสมบตั ขิ องแผน ดนิ
ทดี่ ินอนั เปนสาธารณสมบัติของแผนดนิ น้ันมีข้ึนไวเพ่ือเปนสมบัติสวนกลางสําหรับใชเพื่อ
สาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพื่อประโยชนรวมกัน เพราะฉะนั้นบุคคลใดเขา ครอบครองอางเปน
เจาของแตเพยี งผูเ ดียว จึงไมอาจทาํ ได และเพ่ือใหการใชประโยชนในที่ดินของรฐั เหลาน้เี ปนไปโดย
สงบเรียบรอยและถูกตองตามกฎหมาย จึงตองกําหนดผูมีอํานาจหนาที่ในการดูแลรักษาเพ่ือใหมี
หนาที่ในการดูแลรักษาและคุมครองปองกันมิใหผูหนึ่งผูใดนําที่ดินไปใชประโยชนในทางท่ีผิด
วัตถุประสงคที่ไดสงวนหวงหามไว เพราะหากไมมีการดูแลรักษาและดําเนินการคุมครองปองกัน
ที่ดีแลว ที่ดินเหลาน้ีจะถูกนําไปใชประโยชนสวนตัวกันหมด แมจะไดมีกฎหมายบัญญัติใหความ
คมุ ครองปอ งกนั ท่ีสาธารณประโยชนไวแลว เชน ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1305
(สาธารณสมบัติของแผนดินจะโอนแกกันมิได เวนแตอาศัยอํานาจแหงบทกฎหมายเฉพาะหรือ
พระราชกฤษฎีกา) มาตรา 1306 (ผูใดจะยกอายุความขึ้นเปนขอตอสูกับแผนดนิ มิได) และมาตรา
1307 (จะยึดเพื่อการบังคบั คดีตามคาํ พิพากษาของศาลมไิ ด) และประมวลกฎหมายท่ดี ิน มาตรา 9,
มาตรา 108 และมาตรา 108 ทวิ กําหนดโทษแกผูบุกรุกท่ีดนิ สาธารณสมบัตขิ องแผนดนิ แลวกต็ าม
ก็ยังคงมีผูบุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผนดินอยูมากมายทุกทองที่ ทําใหเกิดกรณีพิพาทซ่ึงรัฐ
ตอ งเสยี เวลาและงบประมาณเปนอนั มากในการยุติปญ หาขอ ขัดแยงดังกลา ว
1. ผมู ีอาํ นาจหนาทใ่ี นการดูแลรักษาและคุมครองปอ งกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดนิ
ประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา 8 บัญญตั ิวา “บรรดาทีด่ ินทง้ั หลายอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดินหรือเปนทรัพยสินของแผนดินน้ัน ถาไมมีกฎหมายกําหนดไวเปนอยางอ่ืนใหอธิบดี
มอี ํานาจหนาท่ีดแู ลรักษา และดําเนินการคุมครองปองกันไดต ามควรแกก รณี อาํ นาจหนาทด่ี ังกลาวน้ี
รฐั มนตรจี ะมอบหมายใหท บวงการเมืองอนื่ เปน ผูใชก ไ็ ด”
โดยผลของมาตรา 8 ท่ีดนิ สาธารณสมบัตขิ องแผนดินอยูในอาํ นาจของอธิบดีกรมท่ีดิน
ท่ีจะเปนผูดูแลรักษาและคุมครองปองกันเวนแตจะมีกฎหมายกําหนดไวเปนอยางอื่น กลาวคือ
ถาหากมีกฎหมายพิเศษกําหนดอํานาจหนาท่ีใหพนักงานเจาหนาที่ตามกฎหมายน้ันแลว การดูแล
รักษากต็ องเปนไปตามกฎหมายพิเศษนนั้ ไมอ ยใู นอาํ นาจหนา ทีข่ องอธบิ ดกี รมทดี่ ินอีกตอ ไป เชน
1) ทปี่ าไม เปนไปตามพระราชบัญญตั ิปาสงวนแหงชาติ พ.ศ.2507 มีกรมปาไม
เปนผูมีอํานาจดแู ล
สํานกั จดั การทดี ินของรฐั 29
2) ที่อุทยานแหงชาติ เปนไปตามพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504
มีกรมอุทยานแหงชาติ สตั วป า และพนั ธพุ ืช เปน ผมู อี ํานาจดูแล
3) ที่แมน้ํา เปนไปตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานนํ้าไทย พ.ศ. 2456
มกี รมขนสง ทางนํ้าและพาณิชยนาวี เปนผมู อี ํานาจดแู ล
4) ทท่ี างหลวง เปนไปตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มกี รมทางหลวง
เปนผูม ีอาํ นาจดูแล
5) ที่ราชพสั ดุ เปนไปตามพระราชบัญญตั ิทีร่ าชพัสดุ พ.ศ.2518 มีกรมธนารกั ษ
เปน ผูม อี ํานาจดแู ล
6) ท่ี ส.ป.ก. เปนไปตามพระราชบัญญัติปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518
มี ส.ป.ก. เปน ผูม อี ํานาจดแู ล
7) ท่ีนิคมสรางตนเอง เปนไปตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพ่ือการครองชีพ
พ.ศ. 2511 มีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เปน ผมู อี าํ นาจดูแล
8) ทีส่ าธารณประโยชน เปน ไปตามพระราชบัญญตั ลิ ักษณะปกครองทอ งท่ี พ.ศ. 2457
ซึ่งแกไ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญัตลิ ักษณะปกครองทอ งที่ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2551) มนี ายอําเภอ
รว มกบั องคก รปกครองทอ งถิน่ เปน ผมู ีอํานาจดูแล
9)ที่ดนิ รกรางวางเปลา เปนไปตามประมวลกฎหมายทดี่ ิน โดยมีกระทรวงมหาดไทย
และองคกรปกครองสวนทองถิน่ เปนผูมีอาํ นาจดแู ล
นอกจากนี้ยังมีที่ดนิ อีกหลายประเภทซึ่งอยูในความดูแลของกระทรวง ทบวง กรมอ่ืน
และรัฐวิสาหกจิ บางแหง เชน ที่ดินของการรถไฟ การรถไฟซ่ึงเปนรัฐวิสาหกิจเปนผูดูแลรักษา ที่ดิน
เขตคนั คลองคูนาํ้ ตางๆ เขอื่ น กรมชลประทานเปนผดู แู ลรกั ษาโดยเฉพาะ
เพราะฉะน้ัน อํานาจของอธิบดีกรมที่ดินเกี่ยวกับการดูแลรักษาท่ีดินซ่ึงเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินและทรัพยสินของแผนดิน จึงมีเฉพาะที่ดินตามมาตรา 1304 (1)
คอื ท่ีดินรกรางวางเปลา ที่ดินที่มีผูเวนคืนหรือทอดท้ิงหรือกลับมาเปนของแผนดินโดยประการอ่ืน
ตามกฎหมายที่ดิน อยางไรก็ตาม ปจจุบันอํานาจหนาท่ีเก่ียวกับท่ีดินรกรางวางเปลาน้ี
รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยไดมอบหมายใหทบวงการเมอื งอ่ืนใชอาํ นาจแทนแลว ตามคําส่ัง
กระทรวงมหาดไทย ที่ 505/2552 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 เร่ือง มอบหมายใหทบวง
การเมืองอ่ืนมีอํานาจหนาที่ดูแลรักษาและดําเนินการคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผน ดนิ หรือทรัพยสินของแผนดนิ ท่ีไมม กี ฎหมายกําหนดไวเปนอยางอน่ื ดงั น้ี
สาํ นกั จดั การทีดินของรัฐ 30
(1) กรงุ เทพมหานคร ภายในเขตกรงุ เทพมหานคร
(2) เมอื งพัทยา ภายในเขตเมอื งพทั ยา
(3) เทศบาล ภายในเขตเทศบาล
(4) องคการบริหารสวนตาํ บล ภายในเขตองคการบรหิ ารสวนตาํ บล นัน้
สําหรับองคก ารบริหารสวนจังหวัดอาจสนับสนุน ประสานและใหความรวมมือกับ
องคกรปกครองสวนทอ งถ่ินตาม (2) (3) และ (4) ในการดูแลรักษาและดําเนินการคุม ครองปองกัน
ที่ดินดังกลาวขางตน รวมทั้งใหความรวมมือในการปฏิบัติหนาท่ี และอาจสนับสนุนงบประมาณ
แกองคกรปกครองสวนทองถ่ินอ่ืนในการดาํ เนินงานหรือเขาไปดําเนินการเม่ือไดร ับการรองขอจาก
องคก รปกครองสวนทองถิน่ น้ัน
2. การจัดทําทะเบียนที่สาธารณประโยชน
การจัดทําทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนน้ัน ไดมีการจัดทํามานานแลว ซ่ึงตาม
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี พ.ศ.2457 มาตรา 114 กาํ หนดใหกรมการอําเภอจัดทํา
บัญชีที่ดิน ที่นา ที่สวน ที่หวย หนอง คลอง บึง เอาไวเปนคูมือในการปฏิบัติงานตามหนาท่ี
การจัดทําทะเบียนท่ีดินตามพระราชบัญญตั ิลักษณะปกครองทองที่เปนการจัดทําทงั้ ทะเบียนท่ีดิน
ท้ังหมด รวมทั้งท่ีดินสาธารณประโยชนดวย ตอมาไดมีพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลาเจาอยูหัวทรงใหมีการสํารวจท่ีดินสาธารณประโยชนทุกแปลง ไมวาจะไดมีการ
หวงหามไวหรือไม และกระทรวงมหาดไทยไดมีคําสั่งที่ 250/2479ลงวันท่ี 21 ธันวาคม 2479
วางระเบียบใหนําท่ีดนิ ท่ีไดมีพระราชกฤษฎีกาหวงหามที่ดินรกรางวางเปลาไวเปน ท่ีดินสําหรบั พลเมอื ง
ใชรวมกันลงทะเบียนที่สาธารณประโยชนใหเปนหลักฐานดวย ตอมาไดมีหนังสือกระทรวงมหาดไทย
ที่ 220/2491 ลงวันท่ี 29 กรกฎาคม 2491 สั่งใหจังหวัดตางๆ พิจารณาตรวจสอบทะเบียน
ที่ดินหวงหามและหนองนํ้าสาธารณะภายในทองท่ีวามีการออกทับหรือเหลื่อมลํ้าที่ดินของเอกชน
ที่ไดครอบครองกอนประกาศหรือไม แลวจัดทําทะเบียนวามีกี่แหง อยูในทองท่ีใด หมูใด ตําบลใด
ไดประกาศหวงหามไวตั้งแตเม่ือใด ฯลฯ เพ่ือจังหวัดจะไดดําเนินการกับผูบุกรุกตอไป และหนังสือ
กระทรวงมหาดไทย ที่ 353/2492 ลงวันท่ี 2 กันยายน 2492 สั่งใหจังหวัดนําที่ดิน
สาธารณประโยชนซึ่งไมปรากฏหลักฐานการหวงหาม หรือทางการมิไดหวงหาม แตไดกลายเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินตามกฎหมายแลวข้ึนทะเบียนเอาไวเปนหลักฐาน ยกเวนท่ี
สาธารณประโยชนที่เกิดข้ึนโดยสภาพ เชน แมน้ํา คลอง หวย หนอง บึง พรอมทั้งใหเจาหนาที่
ดําเนินการปกหลักเขตไวเปนหลักฐาน และทําปายปกไว ณ ท่ีดินนั้นใหราษฎรทราบไวเปนที่
สาธารณประโยชน
สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรฐั 31
ทะเบียนที่สาธารณประโยชน จึงเปนทะเบียนที่เจาหนาที่ไดจัดทําข้ึนเพื่อบันทึก
รายการเกย่ี วกับท่ดี ินสาธารณประโยชนเอาไวใหทราบวา ในจังหวัดหน่ึงๆ หรืออําเภอหนึ่งๆ หรือ
ตําบลหน่ึงๆ มีท่ีดินสาธารณประโยชนเปนจํานวนเทาใด อยูที่ใด มีเน้ือที่มากนอยเทาใด
ใชเพ่ือประโยชนอยางไร ในทะเบียนท่สี าธารณประโยชนแตละฉบับทีจ่ ัดทําข้ึน จะมีขอ ความบงบอก
ถึงสาระสําคญั ดังตอ ไปนี้
(๑) ทต่ี ้งั ของทดี่ นิ วาตั้งอยทู อ่ี าํ เภอ จงั หวัดใด
(๒) แนวเขต และเนอื้ ท่ี วาท่ีดินหวงหามท้ังส่ีทิศจดทีด่ ินของบุคคลใดหรือจดสถานที่
ใดบา ง มีเนื้อทเ่ี ทา ไร
(๓) ผูท่ีทําการหวงหาม เชน นายอําเภอ กํานัน ผูใหญบาน หรือจะเปน กระทรวง
ทบวง กรม ก็ได ชื่อผูที่ทําการหวงหามมีความสําคัญ เพราะเปนเครื่องมือพิสูจนไดวา การสงวน
หวงหา มนนั้ ชอบดวยกฎหมายหรือไม
(4) ความประสงคในการหวงหาม คือ มีความประสงควาจะหวงหามไวใชเพื่อ
ประโยชนอะไร เชน ใชเปน ทีเ่ ลย้ี งสัตว ความประสงคในการหวงหาม
(5) วัน เดือน ป ที่หวงหาม เปนสาระสําคัญที่ทําใหทราบวาการหวงหามน้ัน
ชอบดว ยกฎหมายในขณะท่ีมีการหวงหา มหรอื ไม
(6) นามของผูล งทะเบยี น หมายถงึ เจา หนาท่ีผคู ัดลอกทะเบียน
การจัดทาํ ทะเบยี นทสี่ าธารณประโยชนม ีจดุ มงุ หมายดังน้ี
(1) เพ่ือใหทราบวา ท่ีดินสาธารณประโยชนมีอยูท่ีใดบาง ต้ังอยูตําบล
อําเภอจังหวัดใด เนื้อท่ีเทาใด มีขางเคียงติดตอกับท่ีดินของบุคคลใดบาง สภาพของท่ีดินเปน
หวย หนอง คลอง บึง บาง หรือท่ที าํ เลเลย้ี งสตั ว
(2) เพื่อใหทราบวา ที่ดินสาธารณประโยชนท่ีนํามาลงทะเบียนไวเกิดจากการสงวน
หวงหาม หรือเกิดจากสภาพของที่ดินโดยธรรมชาติ เชน เปนแมน้ํา ลําคลอง หรือเกิดจากการ
ใชร วมกนั ของประชาชน
(3) เพื่อตองการสรางหลักฐานของทางราชการเกี่ยวกับที่ดินนั้นๆ ใหเปนหลักฐาน
ดงั เชน โฉนด หรือ น.ส. ๓ แตเ นอ่ื งจากทางราชการยังไมอ าจออกหนงั สือสําคัญสําหรับที่หลวงไดทัน
จงึ ไดมีการจัดทําทะเบยี นท่สี าธารณประโยชนแ ปลงนั้นไวเ ปน หลกั ฐานไปกอน
(4) เพอ่ื ปอ งกันมใิ หร าษฎรบกุ รกุ ที่สาธารณประโยชนเอาไปเปนประโยชนสวนตัวได
เพราะเมอื่ ทด่ี ินแปลงใดไดจัดทําทะเบียนที่สาธารณประโยชนไวแลว กใ็ ชเปนหลักฐานเพอ่ื ใหเจาหนาท่ี
ตรวจสอบไดในกรณที ี่มีขอ พพิ าทวาทด่ี ินแปลงดงั กลา วเปน ของรัฐหรือไม
สาํ นกั จดั การทีดินของรฐั 32
มปี ญหาวา ท่ีดินที่ระบุไวในทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนวาเปนที่ดินสําหรับพลเมือง
ใชรวมกัน เชน ระบุวา สงวนไวเปนที่เลี้ยงสัตว เชนนี้ จะรับฟงไดหรือไมวาทดี่ ินแปลงน้ันเปนที่ดิน
สาํ หรบั พลเมอื งใชรว มกันในเรื่องนี้ มีคาํ พิพากษาฎกี า ตัดสินไวเปน บรรทดั ฐานแลว คอื
คําพิพากษาฎีกาที่ 492/2502 และคําพิพากษาฎีกาที่ 952/2508 วินิจฉัยวา
“การจะเปน หนองสาธารณสมบตั ขิ องแผนดนิ หรอื ไมน ั้น กฎหมายมไิ ดบ ังคับวาจะตองข้ึนทะเบียนไว
เพราะการเปนสาธารณสมบัติของแผนดินหรือไมนั้น เปนไปตามสภาพของที่ดินนั้นวาเปนทรัพยสิน
ทใ่ี ชเ พอ่ื สาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพอ่ื ประโยชนรว มกนั หรอื ไม”
คําพพิ ากษาฎีกา 281/2506 วนิ ิจฉัยวา “ทด่ี นิ ซ่งึ เปนทสี่ าํ หรับใหร าษฎรใชเล้ียงสัตว
รว มกนั อันเปนสาธารณสมบัตขิ องแผนดนิ ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยมาตรา 1304 (2)
ตงั้ แตกอนใชพระราชบัญญัติ วาดวยการหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาฯ พ.ศ. 2478 ไมตองออก
พระราชกฤษฎีกาหวงหามหรือสงวนแตประการใด ทางราชการจะประกาศข้ึนทะเบียนเปน
ทสี่ าธารณประโยชนหรือไม ไมสําคญั ”
จากคําพิพากษาฎีกาดังกลาว แสดงใหเห็นวา ความสมบูรณของการเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดินนั้น ข้ึนอยูท่ีวาที่ดินแปลงนั้นไดถูกสงวนหรือหวงหามไวโดยชอบดวยกฎหมายหรือไม
หรือเกิดจากการใชรวมกันของราษฎรหรือไม หรือเปนที่สาธารณประโยชนที่เกิดข้ึนโดยสภาพ
ธรรมชาติของทรัพยนั้นหรือไม มิไดขึ้นอยูกับทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนแตอยางใด ทะเบียนที่
สาธารณประโยชนจึงเปนเพียงหลักฐานท่ีแสดงวาท่ีที่ไดหวงหามไวนั้นมีอยูจริงหรือไมเทานั้น เชน
ท่ีดินทไ่ี ดส งวนหวงหา มไวเปนทุงเลี้ยงสตั ว มกี ารนําข้นึ ทะเบียนทีส่ าธารณประโยชน การนําขึ้นทะเบียน
ที่สาธารณประโยชน การนาํ ข้ึนทะเบยี นที่สาธารณประโยชนเปนหลักฐานอยางหนง่ึ ท่ีแสดงวาท่ีดินน้ัน
มีอยูจริง แตการหวงหามไวเปนท่ีเล้ียงสัตวจะสมบูรณใชไดหรือไม จะตองพิจารณาจากหลักฐาน
การหวงหามน้ันๆ ฉะน้ัน แมจะมีชื่อเปนท่ีดินท่ีสงวนไวสําหรับประชาชนใชรวมกันอยูในทะเบียน
ที่สาธารณประโยชนแตถาปรากฏวาไดสงวนหวงหามไวโดยไมชอบดวยกฎหมาย เชน ไมตราเปน
พระราชกฤษฎีกาในระหวางท่ีมีพระราชบัญญัติวาดวยการสงวนหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลา
พ.ศ.2478 ใชบังคับ ก็ไมทําใหท่ีดินท่ีมีชื่ออยูในทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนเปนที่ดิน
สาํ หรับพลเมืองใชร วมกนั ไปได
แตอยางไรก็ดี แมทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนจะไมใชสิ่งท่ีแสดงถึงความสมบูรณ
ของการเปนท่ีสาธารณประโยชน แตทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนก็ใชเปนหลักฐานอยางหนึ่ง
ท่ีจะพิสูจนไดวา ท่ีดินท่ีไดหวงหามไวไดกลายเปนท่ีสาธารณประโยชนไปเม่ือใด เพียงใด
เพราะในทะเบียนทส่ี าธารณประโยชนจะปรากฏทั้งวัน เดือน ป ที่หวงหาม วัตถุประสงคทีห่ วงหาม
ผูท่ีทําการหวงหาม รวมทั้งเปนหลักฐานที่แสดงวาที่ดินน้ันมีอยูจริง เพราะมปี รากฏชื่อในทะเบียน
สาํ นกั จดั การทีดินของรัฐ 33
และยังทําใหทราบไดวา ท่ีดินนั้นไดกลายเปนที่สาธารณประโยชนโดยวิธีการใด เชน เกิดจากการ
สงวนหวงหามหรือเกิดจากสภาพของทรัพยนนั้ เอง เชน เปนแมน า้ํ ลําคลอง เปน ตน
3. การออกหนังสอื สาํ คัญสาํ หรบั ทีห่ ลวง
หนังสือสําคัญสําหรับทหี่ ลวงไดมีการออกกนั มาชานานแลว โดยหนังสือสําคัญสําหรับ
ทห่ี ลวงฉบับแรกเปนท่ีต้ังทีพ่ ักสัสดี ตาํ บลนาเมอื ง อําเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ออกใหเม่ือวันท่ี
๑๘ กนั ยายน 2460 แตไ มมีกฎหมายใดใหอํานาจไวโดยเฉพาะ แตไ ดอ อกกันมาเรื่อยๆ โดยอาศัย
ระเบียบ คําส่ังตางๆ จนถงึ ป พ.ศ. 2515 ไดมปี ระกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 334 (พ.ศ. 2515)
แกไขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายท่ีดนิ บัญญัติใหมีมาตรา 8 ตรี (เดิมไมมี) ไว ดงั น้ี
“มาตรา 8 ตรี ท่ดี นิ อันเปน สาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันหรือ
ใชเพอื่ ประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ อธบิ ดีอาจจัดใหมหี นังสือสําคัญสําหรับทีห่ ลวงเพ่อื แสดงเขต
ไวเ ปน หลกั ฐาน
แบบ หลักเกณฑ และวิธีการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง ใหเปนไปตามที่กาํ หนด
ในกฎกระทรวง
ท่ีดินตามวรรค 1 แปลงใด ยังไมมีหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง เขตของที่ดินดังกลาว
ใหเ ปน ไปตามหลักฐานของทางราชการ”
จากบทบัญญัติของมาตรา 8 ตรี แหงประมวลกฎหมายท่ีดินที่แกไขเพ่ิมเติมใหมน้ี
จะเห็นไดว า
1. กฎหมายรับรองการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงวาเปนเพียงหนังสือ
สําคัญของทางราชการอยางหนึ่งที่แสดงเขตที่ตั้งและการใชประโยชนในท่ีดินของรัฐเทาน้ัน
หาใชหนงั สอื แสดงสทิ ธิในที่ดินของรัฐไม
2. ลักษณะของท่ีดินที่จะออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงไดกําหนดวาที่ดิน
ของรัฐประเภทใดใหออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงได ซึ่งถาเปนที่ดินของรัฐประเภทพลเมือง
ใชประโยชนรวมกัน หรือใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ จะตองออกเปนหนังสือสําคัญ
สําหรับท่ีหลวงท้ังสิ้น แตถาเปนท่ีดินของรัฐอยางอ่ืน เชน ท่ีดินของรัฐซึ่งเปนทรัพยสินของแผนดิน
ธรรมดา โดยรฐั ถือทด่ี ินนัน้ ในฐานะอยางเอกชนแลว ก็จะตองออกเปนโฉนดที่ดนิ หรือหนังสือรับรอง
การทาํ ประโยชนแ ลว แตกรณี
ท่ดี ินของรัฐประเภทพลเมอื งใชประโยชนรวมกัน บางลักษณะไมจําเปนจะตองออก
หนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง เชน ถนนหนทาง แมนํ้า ลําคลอง เปนตน เพราะเปนที่ดินที่มีสภาพ
และขอบเขตในตัวของมันเองอยแู ลว สําหรับแมน ้าํ ลําคลอง อาจเปล่ียนขอบเขตไปไดตามธรรมชาติ
โดยงอกเปนท่ีงอกริมตล่ิง ซ่ึงบุคคลอาจไดมาตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
สาํ นกั จดั การทดี ินของรฐั 34
(มาตรา 1308) หรอื บางแหง อาจพงั ลงนาํ้ กลายเปนสาธารณสมบัตขิ องแผนดินทพี่ ลเมืองใชรวมกัน
หากจะใหออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง ก็จะเปนการยุงยาก ฉะน้ัน จึงใหเปนหนาท่ีของอธิบดี
กรมท่ดี ินพิจารณาวา ที่ดินในลกั ษณะเชน ใดจะสมควรออกหนังสือสําคญั สําหรับท่หี ลวงหรือไม
การดําเนินการดูแลรักษาและคุมครองปองกันเกี่ยวกับท่ีสาธารณสมบัติของแผนดิน
ประเภทพลเมอื งใชรว มกนั
หนวยงานท่ีมีหนาที่ดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินประเภท
พลเมืองใชร ว มกนั มีอยูหลายหนวยงานดว ยกัน ดงั นี้
1. กระทรวงมหาดไทย ควบคุม กํากับ ดูแลใหหนวยงานที่มีหนาท่ีความรับผิดชอบ
เกยี่ วกับท่ีสาธารณประโยชนใหเปนไปตามระเบียบกฎหมาย และนโยบายของรัฐบาลโดยเครงครัด
วางนโยบายทางปฏิบัติ และออกกฎหมายเก่ียวกับที่สาธารณประโยชนและเปนผูอนุมัติ อนุญาต
เกีย่ วกับทส่ี าธารณประโยชนตามทมี่ ีกฎหมาย ระเบียบ กาํ หนดไว
2. กรมการปกครอง ควบคุม กํากับ ดูแลใหหนวยงานในสังกัดดําเนินการเกี่ยวกับ
ท่ีสาธารณประโยชนและที่สาธารณประโยชนประจําตําบล และหมูบาน ใหเปนไปตามระเบียบ
กฎหมายและนโยบายของกระทรวงมหาดไทยโดยเครงครัด และพิจารณาเร่ืองรองเรียนเกี่ยวกับ
ท่ีสาธารณประโยชนด ังกลา วทง้ั หมด
3. กรมทีด่ นิ
3.1 ดําเนินการตามประมวลกฎหมายท่ีดินตลอดจนบริหารจัดการท่ีดินของรัฐ
เปนไปอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชนสูงสุด (ตามกฎกระทรวงแบงสวนราชการกรมที่ดิน
กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 25๕๗ วนั ท่ี ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๗)
3.2 ทาํ หนา ที่เกย่ี วกบั การจดั ทําเปล่ียนแปลงและรักษาทะเบียนท่ดี ินสาธารณประโยชน
ตามหนงั สือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0604/ว 197 ลงวนั ที่ 18 เมษายน 2510 เรื่อง การดแู ล
รักษาและดําเนินการคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน และตามระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดิน สาํ หรับพลเมืองใชรวมกัน พ.ศ.2553
3.3 รังวัดออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง (นสล.) ตามมาตรา 8 ตรี
แหง ประมวลกฎหมายทีด่ นิ
3.4 ดําเนินการในเรื่องการขอใช ขอถอนสภาพ ขอข้ึนทะเบียน การจัดหา
ผลประโยชน การขอสัมปทาน และการสงวนหรือหวงหามที่ดินของรัฐซึ่งมิไดมีบุคคลใดมีสิทธิ
ครอบครองเพ่ือใหประชาชนใชประโยชนรวมกนั ตามมาตรา 8 มาตรา 8 ทวิ มาตรา 9 ถึง มาตรา 12
มาตรา 20 แหง ประมวลกฎหมายทด่ี ิน และระเบียบกระทรวงมหาดไทยทเี่ กีย่ วของกับเรือ่ งเหลานี้
สํานกั จดั การทดี นิ ของรัฐ 35
3.5 ดาํ เนินการในเรือ่ งการขอเปล่ยี นสภาพทีด่ นิ อันเปน สาธารณสมบัติของแผนดนิ
สําหรับพลเมืองใชรวมกันจากการเปล่ียนสภาพท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับ
พลเมืองใชรว มกัน จากการใชเพือ่ ประโยชนอ ยา งหน่ึงเปน อกี อยา งหน่งึ พ.ศ.2543
4. จังหวัด ควบคุม กํากับ ดูแล ใหหนวยงานในสังกัดดําเนินการเก่ียวกับ
ท่ีสาธารณประโยชน และที่สาธารณประโยชนประจําหมูตําบล และหมูบาน ใหเปนไปตามระเบียบ
กฎหมาย และนโยบายของกระทรวงมหาดไทยโดยเครงครัด และพิจารณาเรื่องรองเรียนเก่ียวกับ
ท่ีสาธารณประโยชนท เี่ กิดขึ้นในทองท่ีจงั หวดั
5. นายอาํ เภอ
5.1 ดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่สาธารณประโยชน ตามมาตรา 122
แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งแกไขเพิ่มเติม
ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 หนังสือกระทรวงมหาดไทย
ที่ มท 0409/ว 1394 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2528 เรื่อง กําหนดมาตรการปองกันการบุกรุก
ที่สาธารณประโยชน หนังสือกรมการปกครอง ที่ มท 0409/ว 490 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2529
เร่ือง การบริหารเกี่ยวกับการดูแลทดี่ ินอนั เปนสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน
และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปน
สาธารณสมบัติของแผน ดนิ ประเภทพลเมืองใชรวมกนั พ.ศ.2553
5.2 จัดทํา เปล่ียนแปลง และรักษาทะเบียนท่ีดนิ สาธารณประโยชน ตามหนังสือ
กระทรวงมหาดไทย ท่ี มท 0604/ว 197 ลงวันที่ 18 เมษายน 2510 เร่ือง การดูแลรักษาและ
ดําเนินการคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน และตามระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผน ดินประเภทพลเมอื งใชร วมกนั พ.ศ.2553
5.3 ดําเนินการกรณีมีการรองเรียนเก่ียวกับท่ีสาธารณ ประโยชน การบุกรุก
ที่สาธารณประโยชน และดําเนินการกรณีตองวินิจฉัยวาที่ดินเปนที่สาธารณประโยชนหรือไม
ตัง้ อยู ณ ท่ีใด มีขอบเขตอยางไร ในการดําเนินการดังกลาวถาจะตอ งสอบสวนขอเทจ็ จริงก็ใหเสนอ
ผูวาราชการจังหวัดแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริงตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
วาดวยการสอบสวนเกยี่ วกบั การบุกรุกท่หี รอื ทางสาธารณประโยชน พ.ศ. 2539 เมอื่ คณะกรรมการ
สอบสวนเสร็จใหสรุปสํานวนเสนอผูวาราชการจังหวัดพิจารณาสั่งการหรือดําเนินการไปตาม
ท่ีเห็นสมควร ในกรณีที่มีปญหาท่ีหาขอยุติไมได ใหนําเร่ืองเสนอคณะกรรมการประสานการแกไข
ปญ หาการบุกรุกทด่ี ินของรัฐสว นจังหวดั (กบร.สวนจังหวัด) พิจารณา
สาํ นกั จดั การทีดินของรัฐ 36
5.4 ระวังช้ีแนวเขต และรับรองแนวเขตที่สาธารณประโยชน ตามหนังสือ
กระทรวงมหาดไทย ดวนมาก ที่ มท 0719/ว 525 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ 2542 เร่ือง
ใหสอบสวนผูปกครองทองท่ี กอนออกหนังสือแสดงสิทธิในท่ีดิน หนังสือกระทรวงมหาดไทย
ดวนมาก ท่ี มท 0516.2/ว 26711 ลงวันท่ี 30 กันยายน 2551 และระเบียบกรมท่ีดิน
วาดวยการเขยี นขางเคียงและการรับรองแนวเขตทด่ี ิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 โดยกาํ หนดใหการ
ระวังช้ีแนวเขตที่สาธารณประโยชนเปนหนาท่ีของนายอําเภอรวมกับผูบริหารองคกรปกครอง
สวนทอ งถน่ิ
5.5 เปนผูยน่ื คาํ ขอออกหนังสือสาํ คญั สําหรับท่ีหลวง (นสล.) ตามที่ไดรับมอบจาก
กระทรวงมหาดไทย ตามคาํ สงั่ กระทรวงมหาดไทย ท่ี 948/2516 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2516
เร่ือง มอบหมายการดําเนินการขอออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวงในที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผน ดินสาํ หรบั พลเมืองใชรวมกนั
5.6 ทาํ การสํารวจท่สี าธารณประโยชนในเขตทองทข่ี องตนเพื่อประสานงานจังหวัด
และกรมทดี่ ินดาํ เนินการออกหนงั สือสาํ คญั สาํ หรบั ท่หี ลวง อํานวยความสะดวกและควบคุมการรังวัด
ออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงของเจาหนาท่ีกรมท่ีดิน รวมทั้งทําการสอบสวนขอเท็จจริงกรณี
ท่ีรังวัดออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงไดเนื้อที่นอยกวาหลักฐานเดิม ตามระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย วาดวยการมอบหมายใหสภาตําบลหรือองคกรปกครองสวนทองถ่ินชวยเหลือ
ในการดําเนนิ การออกหนังสือสําคัญสําหรบั ท่หี ลวง พ.ศ.2543
5.7 รองทุกขกลาวโทษใหดําเนินคดีบุกรุกที่สาธารณ ประโยชนตามประมวล
กฎหมายท่ีดิน ตามพระราชบญั ญัตลิ ักษณะปกครองทอ งท่ี พระพทุ ธศกั ราช 2457 ซ่งึ แกไขเพิ่มเตมิ
โดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ (ฉบับ 11) พ.ศ. 2551 หนังสือกระทรวงมหาดไทย
ท่ี มท 0409/ว 1394 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2528 เรื่อง กําหนดมาตรการปองกันการบุกรุก
ทีส่ าธารณประโยชน ระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีดิน
อันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมืองใชรวมกัน พ.ศ. 2553 และตามหนังสือ
กรมการปกครอง ท่ี มท 0311.1/ว 1283 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2540 เร่ือง การดําเนินคดีกับ
ผบู กุ รกุ ทางสาธารณประโยชน
6. องคการบริหารสว นตําบล (อบต.)
6.1 ดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่สาธารณ ประโยชนตามมาตรา 122
แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ีพระพุทธศักราช 2457 ซึ่งแกไขเพ่ิมเติม
โดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ (ฉบับที่ 11) พระราชบัญญัติสภาตําบลและองคการ
บรหิ ารสวนตาํ บล พ.ศ.2537 ตามมาตรา 23 (2, 3) ระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแล
สํานกั จดั การทดี นิ ของรฐั 37
รักษาและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมืองใชรวมกัน
พ.ศ.2553 และตามพระราชบัญญัติกาํ หนดแผนและขนั้ ตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครอง
สว นทองถ่นิ พ.ศ.2542 มาตรา 16 (27)
6.2 รองทุกขกลาวโทษใหดําเนินคดีกับผูบุกรุกที่สาธารณประโยชน ตามหนังสือ
กรมการปกครอง ที่ มท 0311.1/ว 1283 ลงวันท่ี 9 มิถุนายน 2540 เร่ือง การดําเนินคดีกับ
ผูบ ุกรกุ ทางสาธารณประโยชน
6.3 ใหความชวยเหลือ ใหความรวมมือ ใหความเห็นแกนายอําเภอเก่ียวกบั เร่ือง
การออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง รวมท้ังใหความรวมมือและควบคุมกํากับดูแลการทํางาน
ของเจาหนา ที่กรมทด่ี นิ ทม่ี ารังวัดออกหนังสือสําคัญสําหรับทีห่ ลวง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
วาดวยการมอบหมายใหสภาตําบลหรือองคกรปกครองสวนทองถ่ินชวยเหลือในการดําเนินการ
ออกหนงั สอื สาํ คัญสาํ หรบั ทหี่ ลวง พ.ศ. 2543
7. เทศบาล
7.1 หนา ท่ีเกี่ยวกับที่สาธารณประโยชนตามพระราช บัญญตั ิเทศบาล พ.ศ. 2496
มาตรา 50 (2) และ 53 (5)
7.2 ดูแลรักษาท่ีสาธารณะตามพระราชบัญญัติกําหนดแผนและข้ันตอนการ
กระจายอํานาจใหแ กองคก รปกครองสว นทอ งถนิ่ พ.ศ.2542 มาตรา 16 (27)
8. เมืองพทั ยา
8.1 ดูแลรักษาที่สาธารณะตามพระราชบัญญัติกําหนดแผนและข้ันตอนการ
กระจายอํานาจใหแ กองคกรปกครองสว นทองถนิ่ พ.ศ.2542 มาตรา 16 (27)
8.2 สงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา
67 (2) แหงพระราชบญั ญตั ิระเบยี บบรหิ ารราชการเมืองพทั ยา พ.ศ.2521
8.3 หนาท่ีอ่ืนตามที่กฎหมายระบุเปนหนาที่ของเทศบาลนครตามมาตรา 67
(11) แหง พระราชบญั ญัตริ ะเบียบบรหิ ารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521
9. กรงุ เทพมหานคร
ใหผูอํานวยการเขตมีอํานาจหนาท่ีในการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน
เชนเดียวกับนายอําเภอ ตามมาตรา 69 แหงพระราชบัญญัติระเบียบราชการกรุงเทพมหานคร
พ.ศ. 2528
สาํ นกั จดั การทดี ินของรฐั 38
การดําเนินการดูแลรักษาและคุมครองปองกันเกี่ยวกับที่สาธารณสมบัติของแผนดิน
ประเภทพลเมอื งใชร วมกัน
ในการดําเนินการเกี่ยวกับที่สาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมืองใชรวมกัน
ดังกลา ว กระทรวงมหาดไทยไดออกระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแลรักษาและคุมครอง
ปองกนั ทด่ี ินอันเปนสาธารณสมบัตขิ องแผนดนิ สําหรับพลเมอื งใชรวมกัน พ.ศ. 2553 โดยไดมกี าร
ยกเลิกระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการดูแลรักษา และคุมครองปองกันท่ีดินอันเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน พ.ศ.2544 เนื่องจากไดมี
พระราชบัญญตั ลิ กั ษณะปกครองทอ งที่ (ฉบบั ที่ 11) พ.ศ. 2551 แกไ ขมาตรา 122 แหงพระราชบัญญัติ
ลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 โดยใหนายอําเภอรวมกับองคกรปกครองสวนทองถิ่น
มอี ํานาจหนา ที่ดูแลรกั ษาที่ดินสาธารณสมบัตขิ องแผนดินสาํ หรับพลเมืองใชรวมกนั โดยระเบียบดังกลาว
มสี าระสาํ คัญ สรุปไดด งั นี้
1. ลกั ษณะทด่ี นิ
ทส่ี าธารณสมบัตขิ องแผนดินสําหรับพลเมอื งใชรวมกัน หมายถึง ท่ีดินสําหรับ
ประชาชนใชรว มกันไมว าจะเปน
- โดยสภาพธรรมชาติ
- โดยการใชร วมกันของประชาชน
- โดยทางนิติกรรม
- โดยผลของกฎหมาย
2. อาํ นาจหนา ที่
- นายอําเภอรวมกับองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นตามกฎหมายลักษณะปกครอง
ทอ งท่ี มีอํานาจหนาที่ดแู ลรกั ษาและคมุ ครองปอ งกันทีด่ นิ สาธารณสมบตั ิของแผนดนิ สําหรับพลเมอื ง
ใชรว มกนั
- กรณมี ีขอ พิพาทหรือคดีใหองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นเปนผูดําเนินการระงับ
ขอพิพาทหรือรองทุกขกลาวโทษภายใน 30 วัน นับแตรูเหตแุ หงขอพิพาทหรือคดีนั้น เวนแตคดี
จะขาดอายุความใหรองทุกขทันที หากไมดําเนินการใหองคกรปกครองสวนทองถ่ินแจงเหตุผล
ความจําเปนใหนายอําเภอทราบภายใน 7 วัน (นับแตครบกําหนด 30 วัน) และใหอําเภอ
เปนผดู าํ เนนิ การหรอื นายอําเภอจะรวมกับองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นดําเนินการกไ็ ด กรณเี ร่ืองเดมิ
ทไ่ี ดดาํ เนนิ การไปกอ นหนาระเบียบนี้ใหใชดําเนนิ การตอ ไป และหากอําเภอจะดําเนินการฝา ยเดียวก็ได
สํานกั จดั การทดี นิ ของรฐั 39
3. การใชประโยชน
- นายอําเภอ/องคกรปกครองสวนทองถ่ินไมมีอํานาจใชหรือยินยอมให
บุคคลอื่นใช โดยจะตองดําเนินการตามประมวลกฎหมายท่ีดิน กฎหมายอื่นท่ีเก่ียวของ และระเบียบ
ที่กระทรวงมหาดไทยกาํ หนด
4. การจัดทาํ ทะเบยี น
- ใหจัดทําทะเบียนท่ีสาธารณประโยชน 4 ชุด เก็บไวที่อําเภอ สํานักงานท่ีดิน
จังหวัด องคกรปกครองสวนทองถ่ิน กรมท่ีดิน โดยทะเบียนฯ เดิมใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นคัด
เกบ็ ไว 1 ชุด
- กรณียังไมมีหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวงใหผูมีอํานาจขอออกหนังสือสําคัญ
สําหรับท่ีหลวงโดยใหสํานักงานที่ดินจังหวัด/สาขา สนับสนุนในการดําเนินการ เชน ดานขอมูล
และการรงั วัดทําแผนท่ี
- กรณีออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงแลว ทะเบียนฯ ไมถูกตองครบถวน
ใหเจาพนกั งานที่ดนิ แกไ ขรายงานใหถกู ตองครบถวนและลงชอ่ื วนั เดอื น ป ไว
- กรณีมีพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา คําพิพากษาหรือคําสั่งศาลวาท่ีดินน้ัน
ไมเปนท่ีสาธารณประโยชนทั้งแปลงใหเจาพนักงานที่ดินหมายเหตุ หากไมเปนบางสวนใหแกไข
ใหถกู ตอง แลว ลงชอ่ื วนั เดอื น ป กํากบั ไว
- กรณียงั ไมมีการออกหนังสอื สาํ คัญสาํ หรบั ท่ีหลวงแตตรวจสอบแลว ทะเบียนฯ
ผดิ พลาดใหส าํ นกั งานทด่ี ินรวบรวมขอเทจ็ จริง ความเหน็ องคก รปกครองสวนทองถ่ิน อาํ เภอรายงาน
ผูวาราชการจังหวัดเสนอกระทรวงมหาดไทยส่ังการ หากกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบแกไข จําหนาย
ใหเจา พนักงานท่ีดินหมายเหตุ ถาผิดทง้ั แปลงหมายเหตุ “ไมม ีท่ีดินตามที่ระบุในทะเบียน” และลงชื่อ
วัน เดือน ป กํากบั
- เมื่อเจาพนักงานทีด่ ินแกไขหรือจําหนายทะเบียนฯ แลวใหสงสําเนาใหผูดแู ล
รกั ษาแกไ ขหรือจาํ หนายใหต รงกนั
5. การตรวจสอบขอ เท็จจรงิ
- ใหนายอําเภอและองคกรปกครองสวนทองถิ่นรวมกันดําเนินการ โดยมี
สํานักงานทด่ี นิ จังหวดั และสาขา เปน ผสู นบั สนนุ
6. คา ใชจ า ย
- ใหใชงบประมาณขององคกรปกครองสวนทองถ่ินในการดําเนินการ เชน
การออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง การดําเนินคดี การรังวัด การจัดทํา ตรวจสอบทะเบียน
รวมทัง้ คาใชจ ายอน่ื ๆ
สาํ นกั จดั การทดี ินของรฐั 40
7. บทเฉพาะกาล
- คําขอเรอื่ งราวทไ่ี ดดาํ เนนิ การไปกอ น หรอื อยรู ะหวางดาํ เนนิ การใหดําเนินการ
ตอ ไปเทา ท่ีไมข ัดหรือแยง กับระเบียบนี้
การดาํ เนินคดีเกยี่ วกบั ท่สี าธารณประโยชน
ม า ต ร ก า ร ท า ง ก ฎ ห ม า ย ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม ดู แ ล แ ล ะ คุ ม ค ร อ ง ป อ ง กั น ที่ ดิ น ข อ ง รั ฐ
อกี ประการหนึ่งก็คือ การดําเนินคดีกับผูบุกรุก กลาวคอื แมรัฐจะสรางหลักฐานขน้ึ คุมครองปองกัน
ทด่ี ินของรัฐโดยการออกหนังสือสําคัญสําหรับทีห่ ลวง และมีการจัดทําทะเบียนทส่ี าธารณประโยชน
แตก็เปนเพียงหลักฐานของทางราชการที่จะใชพิสูจนถึงความเปนที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน
เวลามีคดขี ้ึนสูศาล หรือใชในการพิจารณาวาที่พิพาทเปนท่ีดินของรัฐหรือไม สวนตามสภาพความ
เปนจริงก็ยังปรากฏวามีราษฎรบุกรุกท่ีดินของรัฐอยูเสมอ รัฐจึงจําเปนตองออกกฎหมาย
วางมาตรการลงโทษผูบุกรุกเหลาน้ีโดยมีจุดประสงคเพื่อใหผูบุกรุกเข็ดหลาบ เกิดความเกรงกลัว
ไมกลากระทําผิดอีก โดยประมวลกฎหมายที่ดินไดบัญญัติใหผูที่เขาครอบครองท่ีดินของรัฐ
โดยไมไดร ับอนญุ าต เปน ความผดิ ในตัวเองโดยบัญญัตไิ วในมาตรา 9 ดงั นี้
“ภายใตบังคับกฎหมายวาดวยการเหมืองแร และการปาไม ทดี่ ินของรัฐถามไิ ดมีสิทธิ
ครอบครอง หรือมไิ ดรบั อนญุ าตจากพนักงานเจา หนาที่แลว หา มมิใหบคุ คลใด
(1) เขา ไปยดึ ถอื ครอบครอง รวมตลอดถงึ การกนสรา ง หรือการเผาปา
(2) ทําดวยประการใดๆ ใหเปนการทาํ ลาย หรือทาํ ใหเส่ือมสภาพทด่ี ิน ท่ีหิน ที่กรวด
หรือที่ทราย ในบริเวณทีร่ ัฐมนตรปี ระกาศหวงหา มในราชกจิ จานเุ บกษา หรือ
(3) ทาํ สงิ่ หนง่ึ สง่ิ ใดอนั เปน อันตรายแกท รัพยากรในทีด่ นิ ”
บุคคลซ่ึงเขาไปครอบครองหรือทําการใดๆ ในที่ดินของรัฐโดยมิไดรับอนุญาตจาก
พนักงานเจา หนาที่ ยอ มเปนผฝู า ฝนมาตรา 9 แหง ประมวลกฎหมายทด่ี ิน คือเปน ผบู ุกรกุ ท่ีดนิ ของรัฐ
ตามปกตเิ มื่อมีการบกุ รุกที่ดินของรฐั พนกั งานเจา หนา ทจี่ ะตองดาํ เนนิ การใหผูบุกรุกออกไปจากทีด่ ิน
หากไมยอมออก พนักงานเจาหนาท่ีจะดําเนินการฟองรองดําเนินคดีทางศาล ปจจุบันไดมีประกาศ
ของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันท่ี 29 กุมภาพันธ 2515 แกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายท่ีดิน
โดยบัญญัติโทษทจี่ ะลงแกผ ูบ กุ รกุ ทด่ี นิ ของรัฐไวในมาตรา 108 และมาตรา 108 ทวิ ดงั นี้
มาตรา 108 “ผใู ดฝา ฝนมาตรา 9 อยูกอ นวันประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใชบ ังคับ
พนักงานเจาหนาท่ีหรือผูซึ่งไดรับมอบหมายจากพนักงานเจาหนาท่ีมีอํานาจแจงเปนหนังสือ
ใหผ ฝู าฝน ปฏิบัตติ ามระเบยี บทค่ี ณะกรรมการกาํ หนด ถาผฝู าฝนเพกิ เฉยหรือไมป ฏิบัตใิ หถกู ตองตาม
ระเบียบใหพ นักงานเจาหนา ท่ีมีคาํ ส่ังเปนหนังสอื ใหผฝู าฝนออกไปจากทดี่ ิน และหรือร้ือถอนส่ิงปลูก
สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 41
สรางในที่ดินภายในระยะเวลาที่กําหนด ถาไมปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานเจาหนาท่ี ตองระวาง
โทษจาํ คุกไมเ กินหน่งึ ป หรอื ปรบั ไมเ กนิ หาพนั บาท หรือท้ังจาํ ทั้งปรับ
ในการกําหนดระเบียบตามวรรคหน่ึง คณะกรรมการจะกําหนดใหผูฝาฝน ตองเสีย
คาตอบแทนในการใชที่ดนิ นั้นใหแ กร ัฐหรือราชการบรหิ ารสวนทองถิ่นก็ได”
“มาตรา 108 ทวิ นับแตวันท่ีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใชบังคับ ผูใดฝาฝน
มาตรา 9 ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กนิ หน่ึงป หรอื ปรบั ไมเกินหา พันบาท หรอื ทงั้ จําท้งั ปรบั
ถาความผิดในวรรคหน่ึงไดกระทําแกที่ดินซ่ึงเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
ท่ีประชาชนใชรวมกัน หรือที่ใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะตองระวางโทษจําคุกไมเกิน
สามป หรือปรบั ไมเกินหนึ่งหมืน่ บาท หรือทงั้ จาํ ท้ังปรับ
ถาความผิดพลาดตามวรรคสองไดกระทําเปนเน้ือท่ีเกินกวาหาสิบไร ตองระวางโทษ
จาํ คกุ ไมเกนิ หาป หรือปรับไมเ กนิ สองหม่นื บาท หรือทั้งจาํ ทง้ั ปรับ
ในกรณีท่ีมีคําพพิ ากษาวาผูใดกระทําความผิดตามมาตราน้ี ศาลมีอํานาจสั่งในคําพพิ ากษา
ใหผ กู ระทําผดิ คนงาน ผูร ับจาง ผูแทน และบรวิ ารของผูกระทาํ ความผดิ ออกไปจากทีด่ นิ นัน้ ดว ย
บรรดาเคร่ืองมือ เครื่องใช สัตวพาหนะ ยานพาหนะ หรือเคร่ืองจักรกลใดๆ ซ่ึงบุคคล
ไดใชในการกระทําผิด หรือไดใชเปนอุปกรณใหไดรับผลในการกระทําความผิดดังกลาวใหริบเสีย
ทัง้ ส้ินไมวาจะมีผถู กู ลงโทษตามคําพิพากษาหรือไม”
จากมาตราดังกลาวท้ังสอง จึงตองแบงวิธีการดําเนินการกับผูฝาฝนตามมาตรา 9
ออกเปน 2 กรณี คอื การดาํ เนินการกบั ผบู กุ รกุ ท่ดี ินของรฐั ซ่ึงไดฝาฝนกอนประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 96 ใชบังคับ (4 มีนาคม 2515) และการดําเนินการกับผูบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งไดฝาฝน
ภายหลงั ใชป ระกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบับที่ 96 ใชบ งั คับ
(1) การดาํ เนินการกับผูบุกรุกทีด่ ินของรัฐ ซึ่งไดฝ าฝนกอ นใชประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับท่ี 96
การดําเนินการกับผูฝาฝนตามมาตรา 9 ในกรณีนี้พนักงานเจาหนาท่ีจะตองปฏิบัติ
ใหเปน ไปตามมาตรา 108 ซึ่งมีข้นั ตอนดงั น้ี
ข้ันตอนท่ี 1 พนักงานเจาหนาท่ีจะตองมีหนังสือแจงไปยังผูฝาฝนใหปฏิบัติ
ตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการจดั ทดี่ ินแหงชาติกําหนดดงั น้ี
1.1 กรณีท่ีที่ดินท่ีมีบุกรุกเปนที่ดินที่สงวนหรือหวงหามไวเพ่ือใชประโยชนของ
ทางราชการ เม่ือทบวงการเมืองซึ่งมีหนาที่ดูแลรักษาหรือใชประโยชนรองขอตามระเบียบน้ี
ใหพนกั งานเจาหนา ท่แี จง ใหผ ฝู าฝน ทราบ เพือ่ ปฏิบัติการอยา งหนงึ่ อยางใดดังตอ ไปน้ี
สาํ นกั จดั การทดี ินของรัฐ 42
ก. ใหมาจดั การทาํ บันทึกไวเปนหลักฐานตอ ทางราชการภายในเวลาท่ีกาํ หนด
วาไดครอบครองและทาํ ประโยชนอยูในทีด่ ินเปนเน้ือท่ีเทาใด ต้ังแตเมอ่ื ใด และจะออกไปจากที่ดิน
ไดเ ม่ือใด
ข. ใหมาทําความตกลงเพือ่ เสียคาตอบแทนตามอัตราและเวลาท่ีทางราชการ
กาํ หนดให
ค. เมื่อมคี วามจาํ เปนอาจส่งั ใหผูฝา ฝนและบริวารออกไปจากที่ดินหรือรื้อถอน
สงิ่ ปลูกสรางออกไปจากท่ดี นิ ดว ยก็ได
1.2 กรณีท่ีท่ีดินที่มีการบุกรุกเปนท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
ท่ีประชาชนใชป ระโยชนร วมกันตามระเบยี บนี้ ใหอ ํานาจพนกั งานเจา หนาท่ี มีคาํ สัง่ ใหผ ูฝาฝนออกไป
จากที่ดิน เวนแตกรณีท่ีมีเหตุผลและความจําเปนพิเศษ และไมเปนการกระทําใหเส่ือมประโยชน
ในการทป่ี ระชาชนจะใชที่ดินนั้น พนักงานเจาหนาท่ีจะผอนผันใหอยูอาศยั หรือใชประโยชนเปนการ
ชว่ั คราวโดยเสียคาตอบแทนหรือไมก็ได
1.3 กรณที ที่ ดี่ นิ ท่มี ีการบุกรุกเปนท่ีดินท่ีทางราชการมีโครงการจะจัดใหประชาชน
เขาอยูอาศัยและประกอบอาชีพ พนักงานเจาหนาท่ีมีอํานาจแจงใหผูฝาฝนไปติดตอกับเจาหนาท่ี
ผูมีหนาที่ในการจัดท่ีดินเพื่อขอรับคําวินิจฉัยเก่ียวกับสิทธิในที่ดินและเพ่ือปฏิบัติตามระเบียบ
ขอบงั คับ ขอกาํ หนด และเง่ือนไขในการจัดที่ดนิ ตามโครงการจดั ทดี่ ินนัน้ ตอ ไป
1.4 กรณีที่ท่ีดินที่มีการบุกรุกเปนท่ีดินที่มีทรัพยากรธรรมชาติ เปนตนวา ที่หิน
ทกี่ รวด หรือที่ทราย ไมวาท่ีดนิ นั้น รัฐมนตรีจะไดประกาศหวงหามไวในมาตรา 9 (2) แหงประมวล
กฎหมายท่ีดินแลวหรือไมก็ตาม ถามผี ูฝาฝน เขา ไปทําดวยประการใดๆ ใหเปนการทําลายหรือทําให
เส่อื มสภาพ หรอื เปน อันตรายแกท รพั ยากรในท่ีดินน้ัน และถาการกระทําน้ันกอ ใหเกดิ ความเสียหาย
แกสาธารณชนก็มีอํานาจสงั่ ใหผ ูฝ าฝนแกไ ขการกระทาํ นั้นใหก ลับคนื สสู ภาพเดมิ ดวย
การแจงของพนักงานเจาหนาที่หรือผูซึ่งไดรับมอบหมายจากพนักงานเจาหนาท่ี
ใหแ จง เปนหนงั สอื มีสาระสําคญั ดังตอไปนี้
(1) ชือ่ และช่อื สกลุ ของผฝู าฝน
(2) ตําแหนงท่ดี นิ ทเี่ ขา ไปบุกรุก ยดึ ถอื ครอบครอง หรือใชป ระโยชน
(3) กาํ หนดวิธีการ เง่ือนไข และระยะเวลาทีจ่ ะใหผ ูฝาฝน ปฏิบตั ิ
ข้ันตอนท่ี 2 ถาผูฝาฝนเพิกเฉยหรือไมปฏิบัติใหถูกตองตามระเบียบ ใหพนักงาน
เจาหนาท่ีมีคําสง่ั เปนหนังสือใหผูฝาฝนออกไปจากท่ีดินและหรือร้ือถอนส่ิงปลูกสรางในทดี่ ินออกไป
จากท่ีดินภายในระยะเวลาทีก่ าํ หนด คอื
สํานกั จดั การทีดินของรัฐ 43
(1) ในกรณที ่ผี ูฝา ฝน ไดเ ขาบุกรุก ยึดถือครอบครอง ไดปลูกไมลมลุกหรือธัญชาติไว
ใหกําหนดเวลาแจงใหออกไปจากท่ีดินนั้นไมนอยกวา 30 วัน หลังจากการเกบ็ เกยี่ วพืชผลในทดี่ ิน
นั้นเสรจ็ แลว
(2) ในกรณีเปนการบุกรุก ยึดถือครอบครองตามขอ 1.4 ใหแจง ใหออกจากที่ดิน
ทีบ่ ุกรุกหรอื แจง ใหรอ้ื ถอนสิ่งปลูกสรา งโดยเร็วแตต องไมน อ ยกวา 7 วัน นบั แตวันท่ีไดร บั หนงั สอื แจง
(3) การบุกรุกยึดถือครอบครองในกรณีอื่นนอกจาก (1) และ (2) ใหแจงใหออกไป
จากที่ดินน้นั ภายในกาํ หนดท่ีแจง แตต อ งไมน อ ยกวา 90 วนั นับแตว นั ไดร บั หนังสอื แจง
การสงหนังสือแจงใหสงโดยทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรับ เวนแตทองที่ใดไม
สะดวกในการสง ทางไปรษณียตอบรับ ก็ใหจ ัดเจาหนาท่นี าํ ไปสง และในกรณที ใี่ หเ จาหนาที่นําไปสง
ใหป ฏิบตั ิดงั นี้
(1) ใหผูฝาฝนหรือผูท่ีบรรลุนิติภาวะแลว ซ่งึ อยูอาศัยในครอบครัวเดยี วกันกับ
ผฝู า ฝนน้นั ลงช่อื รับหนงั สือแจง ในใบรับ แลวเก็บเขา เรอื่ งไวเปน หลักฐาน
(2) ในกรณีทบี่ ุคคลดังกลาวตาม (1) ไมย อมลงชอื่ กใ็ หเจาหนาท่ีผูนําสงหนังสือ
แจงบันทึกเหตุการณและเหตุผลในการไมยอมรับหนังสือแจงไว และใหมีพยานอยางนอย 2 คน
ลงชื่อรับรองไวในบันทึกนั้นดวย เม่ือผูนําสงหนังสือแจงไดปฏิบัติการดงั กลาวแลว ใหถือวาผูฝาฝน
ไดร บั หนังสอื แจงแลว
ผูฝาฝนผูใดมีความจําเปนไมอาจจะปฏิบัติตามหนังสือแจงของพนักงานเจาหนาที่
ไดใหย่ืนคํารองขอผอนผันลว งหนาไมนอยกวาสามสิบวันกอนครบกําหนดระยะเวลาตามท่ีกําหนดไว
ถาพนักงานเจาหนาท่ีหรือผูที่ไดรับมอบหมายจากพนักงานเจาหนาที่เห็นสมควร ก็ใหมีอํานาจ
ผอ นผันไดตามความจาํ เปนแลวแตก รณี
ข้ันตอนท่ี 3 ในกรณีที่ผูฝาฝนไมปฏิบัติตามหนังสือแจงโดยไมยอมออกจากท่ีดิน
หรือไมยอมรื้อถอน ใหพนักงานเจาหนาที่หรือผูซ่ึงไดรับมอบหมายจากพนักงานเจาหนาที่มีคําสั่ง
เปนหนังสือสงไปยังผูฝาฝน และกําหนดใหผูฝาฝนออกไปจากท่ีดินน้ันภายในกําหนดสามสิบวัน
นับแตว ันทไ่ี ดรบั คําสัง่ ของพนักงานเจา หนา ที่ หากผูนนั้ ยังฝาฝน อยอู กี กใ็ หดาํ เนนิ คดตี อไป
ฉะน้ัน จะเห็นไดวา เม่ือปรากฏวาราษฎรไดบุกรุกท่ีดินของรัฐกอนวันประกาศ
ของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 (2515) ใชบังคับ พนักงานเจาหนาท่ีไมมีอํานาจที่จะดําเนินคดี
กับผูบุกรุกไดทันทีท่ีมีการบุกรุก จะตองมีคําส่ังใหผูบุกรุกออกไปจากที่ดินที่บุกรุกเสียกอน เมื่อได
รับแจงไปแลว ผูบุกรุกไมปฏิบัติตาม จึงถือวาผูบุกรุกมีความผิดตามมาตรา 108 ทวิ ในเร่ืองนี้
มีคําพิพากษาฎีกา ท่ี 2469/2520 วินิจฉัยวา “จําเลยเขาไปยึดถือครอบครองท่ีดินของรัฐ
มาตั้งแตกอนมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 96 ออกใชบังคับ เมื่อไมปรากฏวานายอําเภอ
สํานกั จดั การทดี ินของรัฐ 44
หรือคณะกรรมการจัดท่ีดินเพื่อประโยชนของประชาชนไดเคยแจงใหจําเลยร้ือถอนส่ิงปลูกสราง
ออกไปแลว ยอมจะเอาผิดแกจ าํ เลยตามประมวลกฎหมายท่ดี ิน มาตรา 9 และ 108 ทวิ ไมได”
(2) การดาํ เนินการกับผูบุกรุกที่ดินของรัฐ ภายหลังวันใชประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบบั ที่ 96
บุคคลที่ฝาฝนมาตรา 9 ภายหลังวันใชประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ถือวา
ผูนั้นเปนผูบุกรุกทด่ี ินของรัฐ ยอมมีความผิดตามมาตรา 108 ทวิ พนักงานเจาหนาที่ยอมมีอํานาจ
ดาํ เนินการฟองรองตอ ศาลและถูกลงโทษไดทนั ที มาตรา 108 ทวิ ไมไดมบี ทบัญญัติเหมอื นมาตรา
108 ท่ีใชกับผูบุกรุกท่ีดินของรัฐกอนวันใชประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ท่ีใหมีการแจงให
ผูบุกรุกออกไปจากท่ีดินกอนท่ีจะฟองรองดําเนินคดี แตในทางปฏิบัติแลวพนักงานเจาหนาที่
มกั จะไมแจง ความเพื่อดําเนนิ คดที ันที พนกั งานเจา หนา ที่มักใชวิธีการอะลุมอลวย คอื แจงใหผูบุกรุก
ระงับการกระทําผิดและออกไปจากท่ดี ินเสีย โดยอาจกาํ หนดเวลาใหออกจากที่ดิน ถาผูกระทําผิด
ยังขดั ขืนไมยอมออกไปจากที่ดินนน้ั พนักงานเจา หนา ทจ่ี งึ จะใชวธิ กี ารแจงความเพ่ือจับกมุ ดําเนินคดี
จากมาตรา 108 และมาตรา 108 ทวิ ดังกลาว จะเห็นไดวา กฎหมายกําหนด
วิธีดาํ เนินการแกผ ูบุกรุกท่ีดินของรัฐไวแตกตางกนั กลาวคือ ประมวลกฎหมายทีด่ ินมาตรา 108 เดิม
บัญญัติใหผูบุกรุกท่ีดินของรัฐมีความผิดตองถูกลงโทษ ตอมาเนื่องจากมีผูบุกรุกท่ีดินของรัฐ
เปน จํานวนมากจนยากตอการทจี่ ะใหราษฎรออกจากทีด่ ินบุกรุก รัฐจึงไดตราประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับท่ี 96 (พ.ศ. 2515) แกไขมาตรา 108 ใหม และบัญญัติมาตรา 108 ทวิ ขึ้นมาใหม
โดยมีวัตถุประสงคที่จะชวยเหลือ ผูบุกรุกท่ีดินเดิมกอนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 96
(พ.ศ. 2515) จะใชบังคับใหไมมีความผิดในการบุกรุกที่ดินของรัฐ เม่ือไดปฏิบัติตามระเบียบ
ของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติกําหนดไว เชน ใหผูบุกรุกอยูอาศัยตอไปโดยเสียคาตอบแทน
ถาไมปฏิบัติหรือฝาฝนจึงจะถือวามีความผิด สวนการบุกรุกท่ีดินของรัฐทเี่ กิดขึ้นหลังการใชประกาศ
ของคณะปฏิวัติฉบับท่ี 96 (พ.ศ. 2515) เปนการบุกรุกท่ีเกิดข้ึนใหม รัฐจะไมใหความชวยเหลือ
อกี แลว โดยใหถ ือวา ผูบ ุกรุกที่ดนิ ของรฐั มคี วามผิดทันทที ม่ี ีการบุกรุก
สํานกั จดั การทดี นิ ของรัฐ 45
บทที่ ๓
นโยบายและแนวทางการแกไขปญหาการบุกรุกท่ดี นิ ของรัฐ
และมาตรการในการชวยเหลือผบู ุกรกุ
ในป พ.ศ.2535 รัฐบาลขณะน้ันพิจารณาเห็นวา การดูแลและรับผิดชอบที่ดินของรัฐ
ซ่ึงไดแก ท่ีปาสงวนแหงชาติท่ีสาธารณประโยชนและที่ราชพัสดุ เปนตน มีสวนราชการเขามา
เกี่ยวของกับการดูแลและรับผิดชอบหลายหนวยงานดวยกัน บางครั้งเม่ือมีปญหาการบุกรุกท่ีดิน
ของรัฐ สวนราชการดังกลาวไมอาจแกไขปญหาใหยุติลงไดโดยลําพัง ประกอบกับท่ีดินของรัฐ
ไดถูกบุกรุก ยึดถือครอบครอง ทั้งในลักษณะสวนตัวและเปนหมูคณะ กอใหเกิดผลกระทบในทาง
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการปกครอง นับวันจะสรางปญหาท่ีซับซอนและทวีความรุนแรง
ยิ่งข้ึนอาจกอใหเกิดความหายนะแกชาติ เกิดมหันตภัยตอสวนรวมได ถามิไดรับการแกไข
โดยทันทวงที รัฐบาลขณะน้ันจึงมีนโยบายที่จะแกไ ขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐดังกลาวใหสําเร็จ
ลุลวงไปดวยความเรียบรอย ดังนั้น จึงไดประกาศใหระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการแกไข
ปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ.2535 ข้ึนเม่ือวันที่ 24 กุมภาพันธ 2535 ซ่ึงตามระเบียบนี้
ไดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหน่ึง เรียกวา “คณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ”
เรยี กโดยยอ วา “กบร.” ทําหนา ท่แี กไ ขปญ หาการบุกรุกทด่ี ินของรฐั
คณะกรรมการแกไ ขปญหาการบุกรุกท่ีดนิ ของรัฐ ท่เี รียกโดยยอวา “กบร.” ประกอบดว ย
รองนายกรัฐมนตรีท่ีนายกรัฐมนตรีมอบหมายเปนประธานกรรมการ มีรัฐมนตรีประจํา
สํานักนายกรัฐมนตรีท่ีไดรับมอบหมาย รัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ
กับรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เปนรองประธานสําหรับกรรมการก็ประกอบดวยหัวหนา
สวนราชการตางๆ โดยมีผูตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรีที่ไดรับมอบหมายเปนกรรมการ
และเลขานุการ
กบร. มีอํานาจหนาท่ีกํากับติดตามดูแลใหสวนราชการตางๆ ดําเนินการใหเปนไปตาม
มาตรการในการแกไขปญหา และมาตรการในการปองกันการบุกรุกที่ดินของรัฐ ซ่ึงคณะรัฐมนตรี
ไดม ีมตใิ หความเห็นชอบและกาํ หนดใหเ ปน นโยบายสาํ คัญไวแ ลว คอื
1. มาตรการในการแกไ ขปญ หาการบุกรุกทดี่ ินของรัฐ
1.1 เรงรัดใหดาํ เนินการสํารวจและจัดทําแนวเขตทด่ี ินของรัฐที่อยูในความดูแลรักษา
หรือใชประโยชนใหถูกตองและชัดเจน รวมทั้งจัดทําทะเบียนหรือหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง
แลว แตกรณไี วเ ปนหลักฐานโดยใหแลว เสร็จภายในระยะเวลาที่กาํ หนด
สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 46
1.2 ให กบร. แตงต้ังคณะกรรมการประสานการแกไขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐ
สวนจังหวัด เรียกโดยยอวา “กบร.สวนจังหวัด” ข้ึนในจังหวัดท่ีมีปญหาการบุกรุกหรือการ
ครอบครองท่ีดินของรัฐ ประกอบดวยผูวาราชการจังหวัดหรือผูที่ไดรับมอบหมาย เปนประธาน
กรรมการ และมีผูแทนสวนราชการท่ีเกี่ยวของเปนกรรมการตามที่ กบร. กําหนด และใหมีหนาท่ี
ตรวจสอบการครอบครองท่ีดินของบุคคลผูเขา ครอบครองท่ีดินของรัฐ และตรวจสอบหนังสือแสดง
สิทธิในที่ดินที่ออกในเขตที่ดินของรัฐ สําหรับรายที่มีเหตุอันควรสงสัยวาจะออกโดยมิชอบ และมี
หนาที่อื่นตามที่ กบร. มอบหมาย หากผลปรากฏวาผูครอบครองไมมีสิทธิโดยชอบดวยกฎหมาย
และเปนเกษตรกรที่ยากจน หรือผูยากจนก็ใหสวนราชการท่ีเกี่ยวของพิจารณาจัดที่ดินใหทํากิน
หรือใหอยูอาศยั ตามท่ี กบร. กําหนด
1.3 ใหลงโทษเจาหนาท่ีผูรับผิดชอบทที่ ุจริตหรือประพฤติมิชอบเกี่ยวกบั ทด่ี ินของรัฐ
หรือจงใจละเลยไมปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คําสั่ง แกผูบุกรุกที่ดินของรัฐอยางเครงครัด
และเฉียบขาด
1.4 กรณเี จาหนาที่ของรัฐถกู ฟองเปนจําเลยในคดีอาญาหรือคดีแพง เก่ียวเน่ืองจาก
การปฏิบัติหนาที่ในการแกไขปญหาหรือในการปองกันการบุกรุกท่ีดินของรัฐ หรือในการปฏิบัติ
ตามกฎหมายเกี่ยวกับทด่ี ินของรัฐ อันเปนการปฏิบัติหนาท่ีโดยสุจริต เพอื่ รักษาผลประโยชนของรัฐ
และเปนกรณที ่อี ยั การรบั เปน ทนายความแกต างวาตางคดีให เมื่อเจาหนาท่ีผูถูกกลาวหาหรือถูกฟอง
เปนจําเลยตอ ศาล กใ็ หไดร บั ความคุมครองโดยมติ อ งรับผดิ ชอบตอคา เสยี หายเมื่อแพคดี และในกรณี
ที่คดียังไมถึงที่สุด หากเจาหนาท่ีผูถูกฟองคดีตองออกหรือพนจากราชการตามกฎหมายเสียกอน
กใ็ หมสี ิทธิเบิกคาใชจายในการเดินทางไปศาลตามหมายเรียกของศาลไดใ นอัตราเทากับท่ีเคยมสี ิทธิ
เบิกในตําแหนงสุดทายกอนออก หรือกอนพนจากราชการตามกฎหมาย จนกวาคดีจะถึงท่ีสุด
และในกรณีเจาหนาท่ีถูกรองเรียนเกี่ยวกับการรักษาผลประโยชนของรัฐโดยสุจริตดังกลาว
ก็ใหผูบังคับบัญชาพิจารณาใหความเปนธรรมตามระเบียบราชการ หรือตามมติคณะรัฐมนตรี
โดยเครง ครัด โดยใหส ว นราชการที่เกยี่ วขอ งดาํ เนินการแกไขกฎหมายกฎ ระเบยี บ ใหส อดคลองกันดวย
1.5 กรณเี จาหนาท่ีของรัฐถกู ฟองคดเี ปนจําเลยเกีย่ วกบั การปฏิบัตหิ นา ท่ี ผูบังคับบัญชา
จะอางเปนเหตุเพื่องดหรือรอการพิจารณาบําเหน็จความชอบประจําปไมได และใหพิจารณาเลื่อน
ขั้นเงินเดือนประจําปในกรณีปกติ หรือกรณีพิเศษแลวแตกรณี โดยใหสวนราชการที่เก่ียวของ
ดาํ เนินการแกไขกฎหมาย กฎระเบยี บ ใหส อดคลอ งกันดวยตอไป
สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรฐั 47
2. มาตรการปองกนั การบุกรุกท่ีดินของรฐั
2.1 จัดการวางแผนการใชท ่ดี ินของรฐั ใหไ ดประโยชนม ากทีส่ ุด
2.2 ใหความรูดานวิชาการเกี่ยวกับการใชท่ีดินของรัฐ โดยจัดใหมีการอบรมผูนํา
ทองถิ่นและเจาหนาที่ท่ีเกี่ยวของ หรือกําหนดหลักสูตรการเรียนการสอน ตลอดจนการเผยแพร
ประชาสัมพันธใหขาราชการ นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ใหมีความสํานึกในคุณคารัก
และหวงแหนที่ดนิ ของรฐั
2.3 จัดใหม แี ผนการประชาสมั พนั ธระดบั ชาติเพ่อื รณรงคใ นการอนรุ กั ษทีด่ ินของรัฐ
2.4 ใหจดั ทําแผนทแ่ี สดงสภาพ และประเภททดี่ ินของรัฐต้งั แสดงไว ณ ศาลากลางจังหวัด
ท่ีวาการอําเภอ สํานักงานเขต สํานักงานเทศบาล สภาตําบล และสวนราชการที่รับผิดชอบดูแล
รักษาหรือใชประโยชนทีด่ ินของรฐั
2.5 สาํ หรับที่ดินของรัฐประเภทสาธารณสมบัตขิ องแผนดนิ ท่ีสงวนไวเพื่อใชประโยชน
ของแผนดินโดยเฉพาะ และประเภทสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันใหมีการ
เรงรดั การออกหนงั สอื สาํ คัญสําหรับท่ีหลวง โดยใหอธบิ ดีกรมที่ดนิ มอบอาํ นาจหนาที่การออกหนังสือ
สําคัญสําหรับที่หลวงใหผูวาราชการจังหวัด หรือเจาพนักงานที่ดินจังหวัด ตามความเหมาะสม
หากมีผูคัดคานการออกหนังสือสําคญั สําหรับที่หลวง ก็ใหดําเนินการตามระเบียบท่ีคณะกรรมการ
กําหนดโดยใหสวนราชการท่ีเก่ียวของใหความรวมมือ หากมีความจําเปนตองแกไขกฎหมาย
กฎระเบียบ กใ็ หด ําเนนิ การแกไ ขใหสอดคลอ งกนั ดวย
ตอมาในวันท่ี 27 ธันวาคม 2545 สํานักนายกรัฐมนตรีไดออกระเบียบ
สํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการแกไขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐ พ.ศ.2545 โดยยกเลิกระเบียบ
สํานกั นายกรัฐมนตรี วา ดวยการแกไ ขปญ หาการบุกรุกทดี่ นิ ของรัฐ พ.ศ.2535
ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการแกไ ขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐ พ.ศ. 2545
มีองคป ระกอบของคณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกท่ดี ินของรัฐ และรายละเอียดแตกตางไปจากเดิม
กลา วคอื
3. คณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) ตามระเบียบสํานัก
นายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2545
คณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ เรียกโดยยอวา “กบร.” มีรองนายก
รัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เปนประธาน รัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ
รัฐมนตรีวาการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย
เปนรองประธาน หัวหนาสวนราชการตางๆ เปนกรรมการ โดยมีรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 48
และสิ่งแวดลอม ที่รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสํานักแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ
เปนกรรมการและเลขานกุ าร
กบร. ตามระเบยี บสาํ นักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2545 มีอํานาจหนา ที่
(1) เสนอนโยบายหรือแผนงานในการแกไขปญหาและมาตรการในการปองกัน
การบุกรกุ ที่ดินของรัฐตอ คณะรฐั มนตรี
(2) กําหนดมาตรการในการแกไขปญหาและมาตรการในการปองกันการบุกรุก
ทด่ี นิ ของรัฐ
(3) กํากับ ติดตาม ดูแลและตรวจสอบใหหนวยงานของรัฐ ดําเนินการใหเปนไป
ตามนโยบาย แผนงาน มาตรการในการแกไขปญ หาและมาตรการในการปอ งกนั การบุกรกุ ทีด่ นิ ของรัฐ
(4) รวบรวมขอมูล เอกสารหลักฐาน และขอเทจ็ จริงเกยี่ วกับการครอบครองท่ดี ิน
ของบุคคลใดๆ ในทดี่ ินของรัฐ
(5) เรียกใหหนวยงานของรัฐสงขอ มูลเอกสารหลักฐานและขอเท็จจริง หรือขอให
สงผูแทนมาชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาของ กบร. หรือคณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางาน
ที่ กบร. แตงต้งั
(6) ใหการสนบั สนนุ แกหนวยงานของรัฐในการดําเนินการแกไขปญหาและปองกนั
การบุกรกุ ที่ดนิ ของรฐั ในการขอต้ังงบประมาณ และในเรือ่ งอืน่ ๆ ตามความเหมาะสม เพอื่ ใหสามารถ
ปฏิบตั ิงานใหส ําเรจ็ ลลุ ว งไปดวยความรวดเรว็
(7) แตงตง้ั คณะอนุกรรมการหรอื คณะทํางาน ใหป ฏิบตั ิตามท่ีมอบหมาย
(8) ใหหนวยงานของรัฐและจังหวัดดําเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับการแกไขปญหา
และปองกนั การบกุ รุกที่ดินของรฐั ตามทกี่ ําหนด
(9) ดาํ เนินการหรอื ปฏบิ ัตงิ านอน่ื ใดทีเ่ กยี่ วกับการแกไ ขปญหา และปองกนั การบกุ รุก
ท่ดี นิ ของรัฐใหเปนไปตามกฎหมาย กฎ คาํ สัง่ ระเบยี บ ขอ บังคบั และมตคิ ณะรฐั มนตรที เ่ี กี่ยวของ
คณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี
พ.ศ.2545 ไดม ีคาํ สง่ั แตงตั้งอนกุ รรมการและวางหลักเกณฑในการปฏบิ ัติงานตางๆ ดังน้ี
๓.๑ คณะกรรมการแกไ ขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐมีคําสั่งที่ 2/2546 ลงวันท่ี
22 มกราคม 2546 แตง ตง้ั คณะอนกุ รรมการอานภาพถายทางอากาศ
คณะอนุกรรมการอานภาพถายทางอากาศมีผูอํานวยการสํานักเทคโนโลยี
ทําแผนท่ี กรมท่ีดิน เปนประธานอนุกรรมการ มีผูแทนสวนราชการตางๆ เปนอนุกรรมการ
และขาราชการสํานักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมท่ีไดรับมอบหมาย
เปน อนุกรรมการและเลขานุการ
สํานกั จดั การทดี ินของรฐั 49
คณะอนกุ รรมการอา นภาพถายทางอากาศมอี ํานาจหนา ทด่ี งั ตอไปน้ี
(1) กําหนดแผนงานโครงการงบประมาณในการดําเนินการจัดทําแผนท่ี
และอาน แปล ตีความภาพถายทางอากาศ เพื่อประกอบการพสิ จู นสิทธใิ นเขตที่ดินของรัฐ
(2) จัดทําแผนท่ีภาพถายทางอากาศมาตราสวนตางๆ ตามท่ีกําหนด
เพ่อื ประกอบการพิสูจนส ิทธิในเขตทีด่ นิ ของรัฐ
(3) อาน แปล ตีความภาพถายทางอากาศ พรอมลงสัญลักษณและหมาย
แนวเขตพ้ืนท่ี ท้ังท่ีปรากฏและไมปรากฏรองรอยการทําประโยชนลงบนภาพถายทางอากาศ
เพือ่ ประกอบการพิสูจนส ิทธิในเขตที่ดินของรฐั
(4) กําหนดหลักเกณฑ แนวทางหรือขอปฏิบัตเิ กี่ยวกับการอาน แปล ตีความ
ภาพถายทางอากาศ
(5) เรียกใหหนวยงานของรัฐสงขอมูลเอกสารหลักฐานและขอเท็จจริง
หรือขอใหสงผูแทนมาชี้แจง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการอานภาพถาย
ทางอากาศ
(6) รายงานผลการดําเนินการอานภาพถา ยทางอากาศประจําปตอ กบร.
(7) แตง ตัง้ คณะทาํ งานหรอื เจาหนาท่เี พ่ือชวยการปฏิบัตงิ านตามที่มอบหมาย
(8) ดาํ เนนิ การใดๆ ตามที่ กบร. หรือประธาน กบร. มอบหมาย
๓.2 คณะกรรมการแกไ ขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรฐั มคี ําสัง่ ท่ี 3/2546 ลงวนั ท่ี
22 มกราคม 2546 แตง ตัง้ คณะอนุกรรมการแกไ ขปญหาการบกุ รกุ ทีด่ นิ ของรฐั กรุงเทพมหานคร
คณะอนุกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐกรุงเทพมหานครเรียก
ชื่อยอวา “กบร. กทม.” มีปลัดกรุงเทพมหานคร เปนประธานอนุกรรมการ มีผูแทนสวนราชการ
ตางๆ เปนอนุกรรมการและขา ราชการของสํานักงานปลัดกรุงเทพมหานครที่ประธานอนุกรรมการ
มอบหมายเปนอนุกรรมการและเลขานกุ าร
กบร. กทม. มอี ํานาจหนา ท่ี ดงั น้ี
(1) ดําเนินการแกไขปญหาและปองกันการบุกรุกท่ีดินของรัฐใหเปนไปตาม
ระเบยี บสํานกั นายกรฐั มนตรี วาดว ยการแกไ ขปญ หาการบกุ รกุ ท่ดี นิ ของรัฐ พ.ศ.2545
(2) กํากับ ติดตาม ดูแล หนวยงานของรัฐที่ดูแลรักษาและใชประโยชน
ในท่ีดินของรัฐใหเ ปน ไปตามกฎหมาย กฎ คําส่ัง ระเบียบ ขอ บังคับ และมติคณะรัฐมนตรีทีเ่ กี่ยวของ
และดําเนินการตามนโยบาย แผนงาน มาตรการแกไขปญหาและปองกันการบุกรุกท่ีดินของรัฐ
ตามที่ กบร.กําหนด