The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ปี --)

สำนักจัดการที่ดินของรัฐ

Keywords: ด้านบริหารงานที่ดิน

คมู อื
การปฏบิ ตั งิ านเกี่ยวกบั การดูแลรักษาและคุมครองปอ งกัน

ที่ดินอนั เปนสาธารณสมบัตขิ องแผน ดิน

โดย
สว นคุม ครองที่ดินของรัฐ
สํานกั จัดการที่ดินของรัฐ กรมที่ดนิ

กระทรวงมหาดไทย

สํานกั จดั การทดี นิ ของรฐั 2

คาํ นํา

ตามท่ีสํานักจัดการที่ดินของรัฐไดจัดทําคูมือการปฏิบัติงานเก่ียวกับการดูแลรักษาและ
คมุ ครองปอ งกนั ทด่ี นิ อนั เปน สาธารณสมบตั ขิ องแผนดิน เพื่อเปนคูมือในการปฏิบัตงิ านของเจาหนาท่ี
ทงั้ ภายในและภายนอกกรมที่ดนิ ตลอดจนบุคคลทว่ั ไปทีส่ นใจศกึ ษาคน ควาเกย่ี วกับการดแู ลรักษา
และคุมครองที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน โดยไดแจกจายใหเจาหนาที่ที่เกี่ยวของ
ของกรมทดี่ นิ กรมการปกครอง องคกรปกครองสวนทอ งถ่ินและหนวยงานอ่ืนๆ ไปแลว น้ัน โดยคมู ือ
การปฏิบัติงานดังกลาว เจาหนาท่ีผูปฏิบัติสามารถนําไปใชประกอบการปฏิบัติงานเก่ียวกับการ
ดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินไดเปนอยางดี แตเน่ืองจาก
ปจจบุ ันคงเหลือเพยี งเล็กนอย ไมเพยี งพอตอ ความตองการ จงึ ไดจ ัดพมิ พคูมือการปฏิบัตงิ านเกี่ยวกบั
การดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินเพ่ิมเติมใหเพียงพอกับ
ความตองการของเจา หนา ท่ีผูปฏิบตั ิตอ ไป

สว นคุมครองที่ดนิ ของรฐั
สาํ นกั จดั การท่ดี ินของรฐั

กรมทดี่ ิน

สาํ นกั จดั การทดี นิ ของรฐั 3

เรื่อง สารบัญ หนา
บทที่ ๑ ๕
สาธารณสมบัติของแผนดิน ๖
บทที่ ๒ - ทรี่ กรางวางเปลาและท่ดี ินซงึ่ มผี ูเวนคนื หรอื
ท่ีทอดท้งิ หรือกลับมาเปนของแผนดนิ โดยประการอื่น ๙
บทท่ี ๓ ตามกฎหมายท่ดี ิน ๒๑
- ที่สาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมอื งใชรว มกนั
- ท่สี าธารณสมบตั ิของแผนดินประเภทใชประโยชน ๒๓
ในราชการโดยเฉพาะ
- ผลของการเปนสาธารณสมบตั ิของแผนดนิ

การดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ดี ินอนั เปนสาธารณสมบตั ิ ๒๘
ของแผน ดนิ
- ผูมอี าํ นาจหนาทด่ี แู ลรักษาและคุมครองปองกนั ที่ดนิ ๒๘
อันเปน สาธารณสมบัติของแผน ดิน
- การจัดทาํ ทะเบียนทสี่ าธารณประโยชน ๓๐
- การออกหนังสือสําคญั สําหรับทหี่ ลวง ๓๓
- การดําเนนิ การดูแลรักษาและคุมครองปอ งกันเกย่ี วกบั ๓๔
ที่สาธารณสมบตั ขิ องแผนดินประเภทพลเมืองใชรว มกัน
- การดําเนินคดเี กยี่ วกบั ท่ีสาธารณประโยชน ๔๐

นโยบายและแนวทางการแกไ ขปญหาการบกุ รกุ ทด่ี นิ ของรฐั ๔๕
และมาตรการในการชว ยเหลอื ผบู ุกรกุ
- มาตรการในการแกไขปญหาการบุกรกุ ท่ดี นิ ของรฐั ๔๕
- มาตรการในการปองกันการบกุ รกุ ทด่ี นิ ของรฐั ๔๗
- คณะกรรมการแกไขปญ หาการบกุ รุกที่ดนิ ของรัฐ (กบร.) ๔๗
- หลกั เกณฑก ารพสิ ูจนหลกั ฐานการครอบครองท่ีดนิ ของราษฎร ๕๒
ในเขตท่ีดินของรฐั
- ขั้นตอนและวธิ ีการของคณะอนกุ รรมการอานภาพถาย ๕๓
ทางอากาศ

สํานกั จดั การทีดนิ ของรฐั 4

เร่ือง หนา

- นโยบายแนวทางการแกไ ขปญหาการบกุ รุกทีด่ ินของรัฐ ๕๕
ตามมติคณะรฐั มนตรี เมอ่ื ๔ พฤษภาคม ๒๕๓๖
- แนวทางการสอบสวนในกรณีมผี ูบ กุ รกุ ที่สาธารณประโยชน ๕๗
- มาตรการในการชว ยเหลือแกผ คู รอบครองทําประโยชน ๖๑
ในที่ดินสาธารณประโยชน
๖๗
บทที่ ๔ การออกหนงั สือสําคัญสําหรับทหี่ ลวง ๖๗
ภาคผนวก - กฎหมายและระเบยี บคาํ สัง่ ที่เก่ียวของ ๖๗
- การดาํ เนนิ การจดั ใหมหี นังสือสําคญั สําหรับท่หี ลวง ๖๙
- วตั ถปุ ระสงคในการออกหนังสอื สําคญั สาํ หรบั ท่หี ลวง ๗๐
- บทบาทขององคก รปกครองสว นทอ งถิ่นกับการออกหนังสือ
สําคญั สาํ หรบั ท่ีหลวง ๗๒
- ขน้ั ตอนการออกหนังสือสําคญั สําหรับท่หี ลวง ๘๐
- การเพกิ ถอนหรือแกไขหนังสอื สาํ คญั สําหรับทีห่ ลวง ๘๓
- ประมวลกฎหมายทดี่ ิน ระเบียบ คาํ ส่งั กฎกระทรวง
และหนงั สอื เวยี นทเี่ กีย่ วของ ๑๔๗
- แบบตรวจสอบเรอื่ งรองเรียนเก่ียวกับทส่ี าธารณประโยชน
หรือทีร่ าชพสั ดุ ๑๕๐
- ตวั อยางกรณศี ึกษา บันทึกรายงานผลการสาํ รวจแนวเขต
ที่ดินสาธารณประโยชน ทุงเขาพระ อําเภอหนองบัว
จงั หวัดนครสวรรค

สํานกั จดั การทดี นิ ของรฐั 5

บทท่ี ๑
สาธารณสมบตั ขิ องแผน ดิน

ความหมายของสาธารณสมบตั ิของแผนดนิ
“ท่ีดนิ อันเปนสาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ ” ไดบ ัญญตั ไิ วต ามนยั มาตรา ๑๓๐๔ แหงประมวล

กฎหมายแพงและพาณิชย “สาธารณสมบัติของแผนดินนั้น รวมทรัพยสินทุกชนิดของแผนดิน
ซงึ่ ใชเ พ่ือสาธารณประโยชน หรือสงวนไวเ พอื่ ประโยชนรว มกนั เชน

(๑) ท่ีดินรกรางวางเปลา และท่ีดินซึ่งมีผูเวนคืนหรือทอดท้ิงหรือกลับมาเปนของแผนดิน
โดยประการอื่น ตามกฎหมายทดี่ นิ

(๒) ทรัพยสนิ สําหรบั พลเมืองใชร วมกนั เปนตน วา ทีช่ ายตล่งิ ทางน้าํ ทางหลวง ทะเลสาบ
(๓) ทรัพยสินใชเพ่ือประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ เปนตนวา ปอมและโรงทหาร
สํานักราชการบานเมอื ง เรอื รบ อาวธุ ยุทธภณั ฑ”
จากบทบัญญัติดังกลาวจะเห็นไดวา สาธารณสมบัติของแผนดิน เปนทรัพยสินสวนหนึ่ง
ของแผนดิน แตใชวาทรัพยสินของแผนดินจะเปน สาธารณสมบัติไปเสียทั้งหมดทุกอยางเพราะ
ทรัพยสินใดจะเปนสาธารณสมบัติของแผนดินตามมาตรา ๑๓๐๔ หรือไม จะตองประกอบดวย
หลกั เกณฑหรอื ลกั ษณะที่สําคญั ๒ ประการ คอื
๑. ตองเปนทรัพยสินของแผนดิน คือ จะตองเปนทรัพยสินของรัฐซ่ึงทรัพยสินนั้น
อาจเปน สงั หารมิ ทรัพย หรืออสังหารมิ ทรัพยกไ็ ด
๒. ตอ งใชเ พื่อสาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพอ่ื ประโยชนรวมกัน ซ่งึ ลักษณะอยางไร
จะถือวาเปนการใชเพ่ือสาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพื่อประโยชนรวมกันควรพิจารณาตาม
หลกั เกณฑ ดงั นี้

๒.๑ ทรัพยสินท่ีใชเพ่ือสาธารณประโยชน มิไดหมายความวา สาธารณชน
จะเขาอางสิทธิใชสอยไดเสมอไป แตสาธารณชนไดรับประโยชนจากการที่มีผูแทนของแผนดิน
เปน ผูใช เชน สถานท่รี าชการ อาวุธยุทธภณั ฑ สนามบนิ ของกองทัพอากาศ

๒.๒ ทรัพยสินท่ีสงวนไวเพื่อประโยชนรวมกัน เชน ท่ีชายตล่ิง ทางน้ํา ทางหลวง
ทะเลสาบ ซ่ึงตางกับการใชเพ่ือสาธารณประโยชนในแงที่วา ประโยชนรวมกันน้ีเปนประโยชน
ของพลเมืองโดยตรง คอื พลเมอื งมีสิทธิเขาเกี่ยวของใชสอยไดรับประโยชนดว ยตนเอง แตจ ะใชเสีย
คนเดียวมิได ตอ งใชร วมกัน

สํานกั จดั การทีดนิ ของรฐั 6

ทรัพยสินของแผนดินมีความหมายกวาง รวมทั้งทรัพยสินท่ีเปนสังหาริมทรัพยและ
อสังหาริมทรัพย แตในเรื่องทีด่ ินของรัฐคงจะกลาวถึงเฉพาะทรัพยสินทเ่ี ปนอสังหาริมทรัพยคอื ทีด่ ิน
เทาน้ัน โดยจะไมกาวลวงไปถึงสังหาริมทรัพยดวยแตอยางใด ดังน้ันท่ีดินอันเปนทรัพยสินของ
แผนดินมี ๒ ประเภท คือ

(๑) ที่ดินท่ีเปนทรัพยสินของแผนดินธรรมดา ไดแก ที่ดินท่ีรัฐถือไวอยางเอกชน เชน
ที่ดินราชพัสดซุ งึ่ ใหเอกชนเชา

(๒) ท่ดี ินเปน สาธารณสมบัติของแผน ดิน ไดแ ก
- ที่ดินรกรางวางเปลา และที่ดินซึ่งมีผูเวนคืน หรือทอดท้ิง หรือกลับมาเปน

ของแผนดนิ โดยประการอื่นตามกฎหมายทดี่ ิน
- ทดี่ นิ สําหรับพลเมอื งใชรว มกัน
- ที่ดินท่ใี ชเ พื่อประโยชนข องแผน ดนิ โดยเฉพาะ

สวนท่ีดินของรัฐนั้น ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการแกไขปญหา
การบุกรกุ ทดี่ นิ ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ ๔ ใหห มายความวา ที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผน ดิน
ทุกประเภท เชน ที่ปาสงวนแหงชาติ ท่ีสงวนหวงหามของรัฐ ท่ีสาธารณประโยชนและท่ีราชพัสดุ
เปนตน

ทด่ี ินรกรางวางเปลา และท่ีดินซึ่งมีผูเวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเปนของแผนดิน
โดยประการอ่นื ตามกฎหมายทดี่ นิ

๑. ทดี่ ินรกรา งวา งเปลา
ที่ดินรกรา งวางเปลา หมายถงึ ทด่ี นิ ซึง่ เอกชนยังไมเคยมีกรรมสิทธิ์ครอบครองโดยชอบ

ดว ยกฎหมายมากอน ถา เปนที่ดินซึ่งเอกชนเคยมีกรรมสิทธ์ิหรือสิทธิครอบครองมากอนแลว แมจะ
ทอดท้งิ ปลอยไวใหรกรางวางเปลาเพียงใดก็หาใชที่ดนิ รกรางวางเปลาไม (ศาสตราจารยบัญญตั ิ สุชีวะ :
คําอธิบาย ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย วาดวยทรัพยป ๒๕๑๕ หนา ๙๐) โดยคณะทํางาน
พจิ ารณากาํ หนดแนวทางในการดูแลรักษา การคุม ครองปองกนั และการขอใชทีส่ าธารณประโยชน
ตามคําสงั่ กระทรวงมหาดไทย ท่ี ๖๐๖/๒๕๔๗ ลงวนั ท่ี ๒ ธันวาคม ๒๕๔๗ ไดเสนอความเห็นไววา
ที่รกรางวางเปลาและที่ดินท่มี ีผูเวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเปนของแผนดินโดยประการอื่นตาม
กฎหมายที่ดินเปนสาธารณสมบัติของแผนดินทั้งสิ้น ดังน้ัน จึงตองประกอบดวยองคประกอบ
ท่ีสําคัญตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) (๒) (๓) แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย คือ จะตองถูกใช
เพื่อสาธารณประโยชนหรือสงวนไวเพ่ือประโยชนรวมกันดวย หากไมมีลักษณะดังกลาว ก็คงเปน
ทรัพยสินของแผนดินธรรมดา ทั้งน้ี เปนไปตามแนวคําพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๘๕๖-๘๕๗/๒๕๐๘,

สาํ นกั จดั การทีดินของรฐั 7

๒๙๒/๒๕๐๒, ๕๓๘๙/๒๕๓๔ และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๗ เมือ่ วันท่ี ๑๙
กมุ ภาพันธ ๒๕๓๘ ซงึ่ กระทรวงมหาดไทยเหน็ ชอบดวย จึงอาจแยกประเภทได ดงั นี้

๑.๑ ทร่ี กรา งวา งเปลาทใ่ี ชเพื่อสาธารณประโยชนหรอื สงวนหวงหามไวเ พื่อสาธารณประโยชน
เชน ที่เขา ภูเขา ปริมณฑลเขา ภูเขา ๔๐ เมตร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เร่ือง กําหนด
บริเวณท่ีหวงหามตามมาตรา ๙ (๒) แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ลงวันท่ี ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓
ท่ดี ินท่มี ีพระราชกฤษฎีกาหวงหา มไว ตามพระราชบัญญัติ วาดวยการหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลา
อันเปนสาธารณสมบตั ขิ องแผนดิน พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่ีดนิ ที่จัดหาผลประโยชน ตามมาตรา ๑๐ หรือ ๑๑
แหง ประมวลกฎหมายทดี่ ิน เปน ตน

๑.๒ ทีร่ กรางวา งเปลาที่เปนทรัพยสินของแผนดินธรรมดาสําหรับท่ดี ินรกรางวางเปลา
นอกจากนี้ ประชาชนอาจไดส ิทธิมาตามกฎหมายที่ดิน ตามนัยมาตรา ๑๓๓๔ แหงประมวลกฎหมายแพง
และพาณชิ ย ปจ จบุ นั ทีด่ ินรกรา งวางเปลา สามารถนาํ ไปใชป ระโยชนไ ดอ ยางกวา งขวาง เชน

(๑) การนําท่ีดินไปจัดใหประชาชนที่ดินตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แหงประมวล
กฎหมายแพงและพาณิชยสามารถนําไปจัดใหประชาชนได ตามประมวลกฎหมายทด่ี ิน มาตรา ๒๗
พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพ่ือการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๖ พระราชบัญญัติการจัดรูปท่ีดิน
เพ่ือเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๔๓ และพระราชบัญญัติการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม
พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ ทง้ั น้ี ภายใตก ารควบคุมของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติ (ตามประมวล
กฎหมายที่ดิน มาตรา ๒๐ (๑) (๓) (๕) (๖))

(๒) การนําท่ีดินไปใหประชาชนใชประโยชนรวมกันคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติ
มีอํานาจที่จะสงวนหรือหวงหามที่ดินของรัฐ ซึ่งมิไดมีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองเพื่อใหประชาชน
ใชประโยชนรวมกัน (ตามประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา ๒๐ (๔) ซึ่งการดําเนินการดังกลาว
จะเปน ไปตามระเบียบของคณะกรรมการจัดทด่ี นิ แหงชาติ ฉบบั ที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๒๙) วาดวยการสงวน
หรอื หวงหา มทด่ี นิ ของรฐั เพ่ือใหป ระชาชนใชป ระโยชนรวมกนั ขอ ๔ และขอ ๖

(๓) การนําที่ดินใหสวนราชการใชประโยชนในทีด่ ินของรัฐของสวนราชการตางๆ น้ัน
นอกจากกระทรวง ทบวง กรม และองคกรปกครองสวนทองถ่ินจะมีสิทธิขอใชที่ราชพัสดุ
ตามพระราชบัญญัติท่ีราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ แลว ก็ยังมีสิทธิขอใชท่ีดินของรัฐในสวนที่กรมที่ดิน
ดูแลไดอีกดวย โดยการขอข้ึนทะเบยี นตามประมวลกฎหมายท่ดี ิน มาตรา ๘ ทวิ ไดอ กี ทางหนง่ึ

(๔) การนําที่ดินไปกําหนดเพ่ือการอนุรักษธรรมชาติท่ีดินรกรางวางเปลา
ที่ประกอบดวยทรัพยากรธรรมชาติ สามารถนําไปกําหนดใหเปน ท่ีปาสงวนแหงชาติ อุทยานแหงชาติ
เขตรกั ษาพนั ธุสัตวปา หรอื เขตปาไมถ าวร ตามมติคณะรัฐมนตรไี ด

สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 8

(๕) การนําที่ดินไปจัดหาผลประโยชนการจัดหาผลประโยชนในท่ีดินรกรางวางเปลา
อาจแบงไดเ ปน ๒ ประเภท คือ ประเภทแรกเปนการแสวงหาผลประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ
ที่อยูในท่ีดินนั้น เชน การทําเหมืองแร การทําปาไม การระเบิด หรือยอยหิน การขุดตักดินลูกรัง
ซึ่งในสวนนี้จะเปนอํานาจหนาท่ีขององคกรท่ีรับผิดชอบตามกฎหมายเฉพาะเร่ืองน้ันๆ ซ่ึงไดแก
กรมอุตสาหกรรมพืน้ ฐานและการเหมืองแร กรมทรัพยากรธรณี กรมปาไม กรมทดี่ ิน กระทรวงมหาดไทย
แลวแตก รณี สวนการจัดหาผลประโยชนในดานอื่นๆ สามารถดําเนินการไดตามประมวลกฎหมาย
ทดี่ นิ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒

๒. ที่ดินซง่ึ มีผูเวนคนื ตามกฎหมายที่ดนิ
คําวา “เวนคืน” ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย

แตกตางจากคําวา “เวนคืน” ตามกฎหมายวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย (พระราชบัญญัติวา
ดว ยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐) เพราะที่ดินซ่งึ มีผูเวนคนื นี้ เปนการเวนคืนโดยความ
สมัครใจมิใชเปนการเวนคืนโดยบังคับซ้ือ และเปนกรณที ี่เจาของท่ีดินสามารถกระทําไดโดยปฏิบัติ
ตามประมวลกฎหมายทด่ี นิ มาตรา ๕ ทีบ่ ัญญัติวา “ผูใดมีความประสงคเวนคืนสิทธิในทด่ี ินใหแกร ัฐ
ใหย่ืนคําขอเวนคืนตอพนักงานเจาหนาท่ีตามมาตรา ๗๑” และตามคําสั่งกรมที่ดิน ที่ ๕/๒๕๑๐
ลงวันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๐

๓. ที่ดินท่ีมีผูทอดทิง้ ตามกฎหมายท่ีดนิ
การทอดท้ิงท่ีดินตามประมวลกฎหมายท่ีดินเปนไปตามมาตรา ๖ ซึ่งบัญญัติวา

“นับต้ังแตวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใชบังคับ บุคคลใดมีสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดินหรือ
หนงั สอื รับรองการทาํ ประโยชน หากบุคคลนนั้ ทอดทงิ้ ไมทําประโยชนในท่ดี ิน หรือปลอยท่ีดินใหเปน
ที่รกรา งวา งเปลา เกนิ กาํ หนดเวลาดงั ตอ ไปนี้

(๑) สําหรบั ทีด่ ินทม่ี โี ฉนดที่ดิน เกินสบิ ปติดตอกัน
(๒) สําหรับที่ดนิ ที่มีหนงั สอื รบั รองการทําประโยชนเกนิ หา ปติดตอกัน
ใหถือวาเจตนาสละสิทธิในที่ดินเฉพาะสวนท่ีทอดทิ้งไมทําประโยชนหรือที่ปลอย
ใหเปนท่ีรกรางวางเปลา เม่ืออธิบดีไดยื่นคํารองตอศาล และศาลไดสั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิ
ในที่ดินดงั กลาว ใหท ดี่ นิ นน้ั ตกเปน ของรฐั เพ่อื ดําเนินการตามประมวลกฎหมายนต้ี อ ไป”
ในการดําเนินการเก่ียวกับท่ีดินประเภทนี้ จะเปนไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
วาดวยการดําเนินการเกีย่ วกับที่ดินที่ถูกทอดทิ้งไมท ําประโยชนหรือปลอยใหเปนท่ีรกรางวางเปลา
ใหตกเปนของรัฐ พ.ศ. ๒๕๒๒

สํานกั จดั การทดี นิ ของรัฐ 9

๔. ทดี่ นิ ซ่ึงกลับมาเปน ของแผน ดนิ โดยประการอื่นตามกฎหมายทด่ี นิ
เก่ียวกับที่ดินประเภทนี้ มีความเห็นแตกตางกันเปน ๒ แนวทาง กลาวคือ แนวทาง

แรกเห็นวา ทดี่ ินดังกลาวหมายถึงที่ดินทีก่ ลับมาเปนของแผนดนิ โดยการเวนคืน หรือบังคับซื้อ หรือ
จัดซ้ือเพ่ือสาธารณประโยชน ตามกฎหมายวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย แตแนวทางที่สอง
เหน็ วา ท่ดี ินท่ีไดม าเปนของแผนดนิ ตามนัยดังกลาวจะตองมีลกั ษณะเปนทีร่ กรางวางเปลาหรือที่ดิน
ท่มี ีการเวนคืนโดยสมัครใจหรือท่ดี ินท่ีมีผูทอดท้ิง ซ่ึงท่ีดินตามแนวทางแรกจะไมใชที่ดินท่ีมีลักษณะ
เปนที่รกรางวางเปลา เพราะการบังคับเวนคืนจะตองมีวัตถุประสงคเก่ียวกับการอันเปนสาธารณูปโภค
หรือประโยชนของรัฐอยางอ่ืนเทาน้ัน ดังนั้นท่ีดินที่ไมไดมาจากการเวนคืนจึงมิใชสาธารณสมบัติ
ของแผนดิน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย และท่ีดินประเภทนี้
หาตัวอยา งไดยาก เน่อื งจากเปน การบัญญตั ิเผือ่ ไวเ ทานน้ั

ทส่ี าธารณสมบัติของแผน ดินสาํ หรบั พลเมอื งใชร วมกัน
ทส่ี าธารณสมบตั ขิ องแผนดนิ สาํ หรบั พลเมอื งใชร วมกนั หรือที่เรียกวา “ทีส่ าธารณประโยชน”

นั้นเอง เชน เดิมประชาชนสวนใหญใชวัว ควาย ทําการเกษตร จึงไดมีการกันพ้ืนที่ไวสําหรับ
ใหประชาชนนําวัว ควาย ไปเล้ียงหรือเดิมไมมีเมรุ ก็จะกันพ้ืนที่ไวเปนท่ีปาชาสําหรับเผาหรือ ฝงศพ
หรือลําคลอง บึง ลาํ ราง ทางสาธารณะ ทเี่ กิดข้นึ ตามธรรมชาติ เปนตน

“ท่สี าธารณประโยชน” เปนคําใชเรียกชื่อสาธารณสมบัติของแผนดินที่ปรากฏอยูใน
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทอ งที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ และพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐
โดยเดิมในมาตรา ๑๒๒ แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี พระพุทธศักราช ๒๔๕๗
บญั ญัติวา “ที่อันเปนสาธารณประโยชน คือ ที่เลีย้ งปศสุ ตั วที่จัดไวส ําหรับราษฎรไปรวมเลี้ยงสัตวดวยกัน
เปนตน ตลอดจนถนนหนทางและที่อยางอื่นซ่ึงเปนของกลางใหราษฎรใชไดดวยกัน เปนหนาท่ี
ของกรมการอําเภอจะตองคอยตรวจตรารักษา อยาใหผูใดเกียดกันเอาไปเปนอาณาประโยชน
แตเฉพาะตัว” (กรมการอําเภอไดเปลยี่ นเปน นายอําเภอ ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผนดนิ
พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๒ วรรคสอง บรรดาอํานาจหนาท่ีท่ีเกี่ยวกับราชการของกรมการอําเภอหรือ
นายอาํ เภอ ซงึ่ กฎหมายกาํ หนดใหกรมการอาํ เภอและนายอําเภอมีอยูใหโอนเปนอํานาจและหนาที่
ของนายอําเภอ) ปจจุบันไดมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี (ฉบับท่ี ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา ๑๓ ใหยกเลิกความในมาตรา ๑๒๒ แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี
พระพุทธศกั ราช ๒๔๕๗ และใหใชค วามตอไปนี้แทน

สํานกั จดั การทดี ินของรฐั 10

“มาตรา ๑๒๒ นายอําเภอมีหนาท่ีรวมกบั องคกรปกครองสวนทองถ่ินในการดูแล
รักษาและคมุ ครองปองกนั ท่ดี ินอนั เปน สาธารณสมบตั ิของแผนดนิ ทปี่ ระชาชนใชประโยชนรวมกัน
และส่ิงซึ่งเปนสาธารณประโยชนอน่ื อนั อยใู นเขตอาํ เภอ

นายอําเภอและองคกรปกครองสวนทองถิ่นไมม ีอํานาจใชหรือยินยอมใหบุคคลอ่ืน
ใชท่ีดินตามวรรคหน่ึง เวนแตจะไดรับความเห็นชอบจากผูวาราชการจังหวัดและปฏิบัติตาม
ประมวลกฎหมายทด่ี นิ และกฎหมายอนื่ ทเี่ กยี่ วขอ ง

ในกรณีท่ีมีขอพิพาทหรือคดีเก่ียวกับที่ดินตามวรรคหนึ่ง นายอําเภอและองคกร
ปกครองสวนทองถ่ินจะรวมกันดําเนินการหรือฝายใดฝายหน่ึงจะเปนผูดําเนินการ ก็ใหมีอํานาจ
กระทาํ ได ทั้งน้ี กระทรวงมหาดไทยจะวางระเบียบกําหนดหลักเกณฑเปน แนวปฏิบตั ดิ วยก็ได

คาใชจายในการดําเนินการตามวรรคหน่ึงและวรรคสามใหจายจากงบประมาณ
ขององคก รปกครองสว นทอ งถน่ิ ตามระเบียบท่ีกระทรวงมหาดไทยกาํ หนด”

ทด่ี นิ อันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสาํ หรับพลเมืองใชรวมกันนั้น เกิดขึน้ หรือไดม าจาก
๔ กรณี ไดแก เกิดจากสภาพธรรมชาติ เกิดจากการใชรวมกันของราษฎร ไดมาโดยทางนิตกิ รรม เชน
การซื้อขาย แลกเปลี่ยนให หรืออุทิศให เปนตน และไดมาโดยผลของกฎหมาย เชน การสงวนหรือ
หวงหา มและการไดมาโดยการเวนคนื ทง้ั น้ี ตามแนวคาํ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด ที่ ๒๒๙/๒๕๕๑

๑. การไดม าซึ่งเกดิ จากสภาพธรรมชาติ
ท่ีวาเกิดจากสภาพธรรมชาติของทรัพยสินนั้น หมายความวา โดยสภาพของตัวทรัพย

มีไวสําหรับใหพ ลเมืองใชประโยชนรว มกนั เชน ทีช่ ายตลงิ่ ทางนํ้า ทางหลวง ทะเลสาบ ตามที่ระบุไว
ในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ก็ลวนแตเปนที่ดินสําหรับพลเมืองใช
รวมกันท่ีเกิดขึ้นจากสภาพธรรมชาติของทรัพยทั้งสิ้น ท้ังนี้ ตามนัยคําพิพากษาฎีกา ท่ี ๑๐๓๕/
๒๕๐๔ ซึ่งวินิจฉัยวา “ท่ีสาธารณประโยชน ไมจําเปนที่ทางราชการตองสงวนไวเพื่อประโยชน
รวมกันก็เปนสาธารณสมบัติของแผนดินโดยสภาพได” และคําพิพากษาศาลฎีกา ท่ี ๙๕๒/๒๕๐๘
หนองสาธารณะจะเปนสมบตั ขิ องแผนดนิ หรือไม กฎหมาย มิไดบังคับวาตองขึ้นทะเบียนไว การท่ีจะ
เปนสาธารณสมบัติของแผนดินหรือไม ยอมเปนไปตามสภาพของท่ีดินน่ันเอง วาเปนทรัพยสิน
ใชเพอื่ ประโยชนหรอื สงวนไวเพอื่ ประโยชนร วมกนั หรือไม ทีพ่ ิพาทเปน หนองทร่ี าษฎรใชเปน ทเี่ ล้ยี งสัตว
จับปลาใชน้ํารวมกัน จึงเปนสาธารณสมบัติของแผนดินผูใดจะถือสิทธิในท่ีสาธารณสมบัติของ
แผนดินหาไดไ ม

สํานกั จดั การทดี นิ ของรัฐ 11

๒. การไดม าซ่งึ เกิดข้ึนจากการใชรว มกนั ของราษฎร
สาธารณประโยชนสาํ คญั ของการเปนที่ดนิ สาธารณสมบัติของแผนดนิ ประเภทพลเมอื ง

ใชรวมกันตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) จะตองมีไวเพ่อื สาธารณประโยชน
หรือสงวนไวใชประโยชนรวมกัน หากไมมีการสงวนหวงหามท่ีดินไวเปนท่ีดินสําหรับประชาชน
ใชร วมกนั หรอื การสงวนหวงหามเปน ไปโดยไมช อบดวยกฎหมาย เชน การสงวนหวงหามในระหวางป
พ.ศ. ๒๔๗๙ - ๒๔๙๗ โดยไมไดออกเปนพระราชกฤษฎีกาหวงหาม ตามพระราชบัญญัติหวงหาม
ทดี่ ินรกรา งวางเปลา ฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ การหวงหามนั้นจึงไมชอบดว ยกฎหมาย ไมม ีผลทาํ ใหท่ดี ินที่หวงหาม
กลายเปนท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน แตอยางไรก็ดี แมการหวงหาม
จะไมชอบดวยกฎหมาย แตหากขอเท็จจริงรับฟงไดวามีประชาชนเขาไปใชในที่พิพาทน้ันรวมกัน
กลาวคือ เปนการใชเพอ่ื สาธารณประโยชน ทีด่ ินนั้นกอ็ าจเปนท่ีสาธารณประโยชนสําหรับประชาชน
ใชรวมกันท่เี กดิ จากการใชข องราษฎร หรือประชาชนได ซึง่ เร่ืองทํานองนี้มคี ําพิพากษาฎีกาอยูหลาย
เรอื่ ง เชน

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๗๔/๒๔๙๘ วินิจฉัยวา “ทางซึ่งราษฎรใชเดินรวมกันมา
๔๐-๕๐ ป ไมมใี ครหวงหา ม จนเขาใจกันทั่วไปวา เปนทางสาธารณะนั้น เปนทางหลวง”

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๐/๒๕๑๕ วินิจฉัยวา “ท่ีดินซ่ึงประชาชนในหมูบานใช
รวมกันสําหรับเลี้ยงสัตวพาหนะ โค กระบือ และเปนทปี่ าชามานาน ๘๐ ปเศษแลว เปนที่สาธารณ
สมบัติของแผนดินประเภททรัพยสินสําหรับพลเมืองใชรวมกันท่ีเกิดข้ึนและเปนอยูตามสภาพของ
ที่ดินและการใชรวมกันของประชาชน โดยไมตองมีประกาศพระราชกฤษฎีกาสงวนไวหรือข้ึนทะเบียน
หรอื มเี อกสารของทางราชการกาํ หนดไวใหเ ปน ทส่ี าธารณสมบตั ขิ องแผนดิน”

คาํ พิพากษาศาลฏกี าท่ี ๔๒๘/๒๕๑๑ วินิจฉัยวา “ลําคลองอนั เปนทางนํา้ ท่ีประชาชน
ใชสัญจรไปมารวมกัน เปนสาธารณสมบัติของแผนดิน ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๓๐๔ แมลําคลองนน้ั ไดต ืน้ เขินโดยธรรมชาติไมมสี ภาพเปนลําคลองมาประมาณ ๓๐ ปเศษ
และไมมีราษฎรไดใชประโยชนก็ตาม แตยังไมมีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพลําคลองนั้น จากการ
เปน สาธารณสมบตั ขิ องแผนดนิ ตามมาตรา ๘ วรรค ๒ และทางราชการยังถือเปน ท่ีหลวงหวงหา มน้ัน
จงึ ยงั คงเปน สาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ

๓. การไดมาโดยทางนิตกิ รรม
การไดม ากรณที างนติ กิ รรม เชน โดยการซื้อขาย แลกเปลย่ี น หรือมผี ูยกให
๓.๑ ไดมาโดยการซ้ือท่ีดินจากเอกชนเพ่ือใหประชาชนใชประโยชนรวมกัน ท่ีดินน้ัน

กจ็ ะมสี ถานะเปนสาธารณสมบตั ขิ องแผนดนิ ประเภทพลเมืองใชรว มกนั

สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 12

๓.๒ ไดมาโดยการแลกเปล่ียน วิธีการแลกเปล่ียนมกี ฎหมายบัญญัตไิ วเปนการเฉพาะ
ตามมาตรา ๘ ประมวลกฎหมายที่ดิน และมาตรา ๑๓๐๕ แหง ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย

๓.๓ ไดมาโดยมีการยกให การไดม าซึ่งทด่ี ินของรัฐโดยวิธีการ “ยกให” หรือ “อทุ ิศ”
นั้น หมายถึง กรณีที่เอกชนเจาของท่ีดินไดสละท่ีดินของตนเองใหกับรัฐเพ่ือใชหรือสงวนไวเปน
ท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันหรือใชเพ่ือประโยชนของทางราชการ
โดยเฉพาะ เชน ยกใหเปนทางสาธารณะ ยกใหเปนที่สรางโรงเรียนเปนตน การอุทิศท่ีดินใหเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินน้ีเปนกรณีที่รัฐไดมาซึ่งที่ดินโดยเสนหาท่ีเกิดจากความสมัครใจของ
เจาของที่ดนิ ผูใหเ อง กรณจี งึ แตกตา งกับการท่เี อกชนเวนคืนท่ีดินใหแ กร ัฐบาลตามประมวลกฎหมาย
ที่ดิน มาตรา ๕ เพราะการเวนคืนตามมาตรา ๕ เปนเร่ืองที่เอกชนโอนที่ดินของตนใหแกรัฐ
โดยความสมัครใจ โดยมิไดเจตนาท่จี ะใหรัฐนําไปใชประโยชนในกจิ การใด ในการอทุ ิศทีด่ ินใหเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินสาํ หรับพลเมอื งใชร วมกนั มกี รณีเกดิ ข้ึนได ๒ กรณี คอื

- การอุทิศใหโดยตรง คือ การท่ีเอกชนเจาของที่ดินแสดงเจตนาที่จะอุทิศที่ดิน
ของตนใหแกร ัฐ เพือ่ ใหรัฐนําไปใชเปน สาธารณสมบัติของแผนดนิ สาํ หรับพลเมอื งใชรวมกนั โดยแจงชัด
เชน นําโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทาํ ประโยชน (น.ส. ๓) ไปยื่นคาํ ขอจดทะเบียนตอพนักงาน
เจาหนาท่ี โอนเปนท่ีสาธารณประโยชน นอกจากนี้การแสดงเจตนาโดยแจงชัดอาจกระทําโดยสง
มอบโฉนดท่ีดินหรือ น.ส. ๓ ใหแกทางราชการโดยทางราชการไปดาํ เนินการเอง หรือแสดงเจตนา
โดยทาํ เปนหนงั สอื ยกให หรือใหถอ ยคาํ ตอพนกั งานเจาหนาทก่ี ไ็ ด

- การอุทิศท่ีดินใหโดยปริยาย คือการท่ีเจาของท่ีดินไมไดแสดงเจตนาออกมา
ใหชัดแจงวาจะยกที่ดินของตนใหเปนท่ีสาธารณประโยชน แตไดปลอยใหประชาชนท่ัวไปสัญจร
ไปมาบนท่ีดินของตนโดยไมสงวนสิทธิมาเปนเวลานาน เชน ทด่ี ินของเอกชนคนหนึ่ง ตอมามรี าษฎร
จํานวนมากอาศัยเดินผานไปมาออกสูทางสาธารณะ เจาของที่ดินก็มิไดวากลาวหรือปดก้ันอยางใด
เปนเวลาชานานพอสมควร เปนตน ดังนี้ถือไดวา เปนการอุทิศท่ีดินใหเปนสาธารณประโยชนโดย
ปริยายแลว

การอุทิศที่ดินของตนใหแกรัฐเพื่อใหเปนท่ีดินสําหรับพลเมอื งใชรวมกนั จะทําเปน
หนังสือหรือจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่หรือไมก็ได ถาทําเปนหนังสือหรือจดทะเบียน
ตอ พนักงานเจาหนา ท่กี จ็ ะปรากฏเปน หลักฐานชัดแจง แตถึงแมการอทุ ิศท่ีดนิ ใหจะไมทําเปนหนังสือ
และจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาท่ีก็หาทําใหการอทุ ิศท่ีดินใหแกรัฐดงั กลาวเสียไปแตอยางใดไม
เหตทุ ่เี ปนเชนนเี้ หน็ วา นอกจากจะไมมีกฎหมายบัญญัตใิ นเร่ืองการอทุ ิศที่ดินใหประชาชนใชรวมกัน
วาจะตองทําเปนหนังสือหรือจดทะเบียนหรือไมแลวแตเมื่อพิจารณาถึงเจตนาของผูที่ยกใหเจตนา
ทสี่ ําคัญก็คือการใหประชาชนใชรวมกัน มิใชเปนการยกใหแกฝายปกครอง หรือรัฐบาล หรือบุคคล

สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 13

หน่ึงบุคคลใด ประโยชนสาธารณะจึงตองอยูเหนือประโยชนสวนบุคคล สัญญายกที่ดินใหแกรัฐ
จึงมผี ลทันที โดยไมจําเปนตอ งมพี ิธีการแตอยางใด (คําพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๘๔๓/๒๕๒๓, ๓๒๕๒/
๒๕๓๐, ๓๐๔๘/๒๕๓๗, ๕๑๑๒/๒๕๓๘, ๑๑๒/๒๕๓๙, ๒๐๐๔/๒๕๔๔, ๔๓๗๗/๒๕๔๙)

๔. การไดมาซ่ึงท่ดี นิ อันเปนสาธารณสมบตั ขิ องแผน ดินโดยผลของกฎหมาย
เปนการไดมาโดยการสงวนหรือหวงหาม โดยรัฐจะกันหรือการกําหนดเขตทด่ี ินรกราง

วางเปลาไวเพ่ือใชประโยชนตางๆ ของทางราชการหรือเพื่อใหประชาชนใชประโยชนรวมกัน เชน
สงวนหวงหามไวใชเปนท่ที หาร เปนทงุ หญาสําหรับเล้ียงสัตว ดังนั้น การสงวนหรือหวงหามจึงมิได
หลายวิธีแลว แตย คุ สมัยหรือชว งเวลา ดังนี้

๔.๑ การสงวนหวงหามที่เกดิ ข้ึนกอ นวันท่ี ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙ เดิมกอนท่ียังไมมี
พระราชบัญญัติ วาดวยการหวงหามที่ดินรกรางวางเปลา อันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
พ.ศ. ๒๔๗๘ ใชบังคับ ไมมีกฎหมายบัญญัติวา การสงวนหวงหามท่ีดินของรัฐไวใชประโยชน เชน
สงวนหวงหามไวเ ปน ทุง หญาสาธารณะ หรอื ปา ชา สาธารณะจะกระทําการโดยวิธีใดบาง ทัง้ นี้ปรากฏ
จากคําพิพากษาของศาลฎีกา ที่ ๗๗๐/๒๕๑๖ ซ่ึงวินิจฉัยวา “ท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของ
แผนดินนั้น ตามธรรมดารัฐยอมจัดไวเพื่อสาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพ่ือประโยชนรวมกันได
วิธีการท่ีจะหวงหามนั้นยอมแตกตางกันไปตามกาลสมัย พระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามที่ดิน
รกรางวางเปลาฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ กําหนดใหหวงหาม โดยออกเปนพระราชกฤษฎีกาและประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา กอนหนานั้นหาไดมีกฎหมายกําหนดไวเปนอยางใดไม สมุหเทศาภิบาล
ผวู า ราชการจังหวดั ผูวา ราชการมณฑล จึงออกประกาศหวงหา มที่ดินรกรางวางเปลามิใหผูใดเขา ไป
กน สรางเหยียบยํ่าจับจอง หรือถือกรรมสิทธ์โิ ดยพลการได” ตามคําพิพากษาฎีกาน้ีทําใหทราบไดวา
สมุหเทศาภิบาล ผูวาราชการจังหวัด ผูวาราชการมณฑล มอี ํานาจทจี่ ะสงวนหวงหามท่ดี ินของรัฐได
โดยชอบดว ยกฎหมายได

นอกจากน้ี ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี พ.ศ. ๒๔๕๗ ยังใหอํานาจ
กรมการอําเภอ (นายอาํ เภอ) มีหนาท่ีดูแลรักษาท่ีดินสาธารณประโยชน แตมไิ ดใ หอํานาจทป่ี ระกาศ
ใหท่ีดินแปลงหน่ึงแปลงใดเปนทสี่ าธารณประโยชน แตเปนที่เขาใจไดวาเมอ่ื นายอาํ เภอมีหนาที่ดแู ล
รักษาท่ดี ินสาธารณประโยชน นายอําเภอจึงมหี นาทอี่ อกประกาศสงวนหวงหามที่ดินของรัฐใหเปน
ที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันได เพ่ือสงวนหวงหามไวเปนท่ีดินของหนวยราชการอ่ืนใดก็ไดดัง
คําพิพากษาฎีกาท่ี ๔๕/๒๕๑๒ วินิจฉัยวา “ท่ีดินรกรางวางเปลาซึ่งนายอําเภอประกาศสงวน
เม่ือวันท่ี ๓๐ ตุลาคม ๒๔๗๘ สําหรับใหดําเนินการเปนทัณฑสถานนิคมของกรมราชทัณฑน้ัน
ตอมาเม่ือมีพระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลา พ.ศ. ๒๔๗๘ ข้ึนใชบังคับ
(วันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙) นั้น ถือวามีผลทําใหที่ดนิ แปลงน้ันเปนสาธารณสมบัติของแผนดนิ ”

สาํ นกั จดั การทดี นิ ของรัฐ 14

จากคําพพิ ากษาฎกี าฉบับนี้แสดงใหเห็นวา กอนวันทพี่ ระราชบัญญัตวิ าดวยการหวงหามที่ดินรกราง
วางเปลาฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ ใชบังคับ นายอําเภอมีอํานาจออกประกาศสงวนหวงหามท่ีดินของรัฐ
ไวใชประโยชนในกิจการของรัฐได สวนประกาศที่กํานัน ผูใหญบาน เปนผูประกาศหวงหามจะมีผล
เปนการสงวนหวงหามหรือไมนั้น กาํ นัน ผใู หญบา นก็เปนพนักงานฝายปกครอง ตามพระราชบัญญัติ
ลักษณะปกครองทองท่ี พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ดวย ยอมมีอํานาจท่ีจะประกาศสงวนหวงหาม
ทดี่ ินของรฐั ไวสําหรับใหพลเมืองใชรว มกันได

ฉะนั้น การสงวนหวงหามที่ดินของรัฐไวเปนท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันท่ีเกิดข้ึน
กอนมีพระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ ใชบังคับ กลาวคือ
การสงวนหวงหามทีเ่ กดิ ข้ึนกอนวันท่ี ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙ จะกระทําวิธีใดไมมีกฎหมายบัญญัติ
ไวแตมีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไวเปนบรรทัดฐานวา ประกาศสงวนหวงหามของพนักงาน
ฝายปกครองทอ งท่ี เชน ประกาศของผูว าราชการจังหวัด นายอําเภอ กํานัน ผูใหญบ าน ถือวามีผล
ตามกฎหมายทําใหท ี่ดนิ ท่ถี กู สงวนหวงหามกลายเปน ทส่ี งวนไวส าํ หรับพลเมืองใชรว มกันได

อยางไรก็ตาม ในสมัยน้ันการหวงหามท่ีออกเปนกฎหมายโดยตรงก็มี เชน ประกาศ
กระทรวงเกษตราธิการหามมิใหจับจองที่ดินทองทุงฝงตะวันตกแหงแมนํ้าเจาพระยา ลงวันที่ ๕
ธันวาคม ร.ศ. ๑๒๓ หรือพระบรมราชโองการประกาศเขตพระราชนิเวศนมฤคทายวัน และหาม
ไมใหท ําอันตรายสัตว ลงวันท่ี ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๖๗ หรือประกาศพระบรมราชโองการใหที่ตําบล
โคโพหักเปนท่ีสาํ หรบั เลีย้ งและผสมโค ลงวนั ที่ ๒๑ เมษายน ร.ศ. ๑๒๓

๔.๒ การสงวนหวงหามท่ีเกิดข้ึนระหวางวันที่ ๘ เมษายน ๒๔๗๙ ถึงวันที่ ๓๐
พฤศจิกายน ๒๔๙๗ อนั เปนชวงท่ีพระราชบัญญัติ วาดวยการหวงหามที่ดินรกรางวางเปลาอันเปน
สาธารณสมบัติของแผนดิน พ.ศ. ๒๔๗๘ ใชบังคับโดยการสงวนหวงหามจะตองออกเปนพระราช
กฤษฎกี าโดยเหตุท่ีการหวงหามในอดตี มหี ลากหลายวิธแี ละยังไมมีแนวทางทแ่ี นนอน รัฐบาลสมัยน้ัน
จึงเสนอรางพระราชบัญญัติดังกลาวโดยมีเหตุผลหลายประการคือ การหวงหามโดยฝายปกครอง
ไมมีหลัก ไมมีเกณฑ และหวงหามเอาตามชอบใจ ไมนาจะเหมาะสมสําหรับการปกครองในระบบ
ปจจุบัน ซ่ึงมีการกาํ หนดหลักเกณฑท ่ีแนนอน จึงเสนอใหการหวงหามตองทาํ เปนพระราชกฤษฎีกา
กําหนดผูมีอํานาจหนาท่ี วัตถุประสงค และวิธีถอนการหวงหาม ซึ่งแตเดิมไมมีบัญญัติไว
พระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามที่ดินรกรางวางเปลาฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ ไดประกาศใชเม่ือวันท่ี ๘
เมษายน ๒๔๗๙ หลักการสําคัญของกฎหมายฉบับนกี้ ําหนดไวดงั นี้

มาตรา ๔ “ถารัฐบาลตองการจะหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาอันเปนสาธารณ
สมบตั ิของแผน ดิน เพ่ือประโยชนใ ดๆ ก็ใหดาํ เนนิ การหวงหามตามบทบญั ญัตแิ หงพระราชบัญญตั นิ ้ี

สํานกั จดั การทีดินของรัฐ 15

มาตรา ๕ “การหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาใหออกเปนพระราชกฤษฎีกาและ
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในพระราชกฤษฎีกานัน้ ใหร ะบุ

(๑) ความประสงคท ห่ี วงหา ม
(๒) เจา หนาที่ผมู อี าํ นาจในการหวงหาม
(๓) ทดี่ ินซึ่งกาํ หนดวาตอ งหวงหาม
ใหมีแผนท่ีแสดงเขตท่ีดินดังกลาว และติดไวทายพระราชกฤษฎีกา แผนที่ท่ีกลาวน้ีใหถือวาเปน
สวนหน่ึงแหงพระราชกฤษฎีกา แตในกรณหี วงหามท่ีดนิ ริมทางหลวงนั้น จะกําหนดเขตท่ีดินซง่ึ หวง
หา มนับจากเสน กลางทางหลวงออกไปในระยะทางดงั จะไดก ําหนดไวใ นพระราชกฤษฎีกาก็ได”
มาตรา ๖ “เม่ือไดประกาศพระราชกฤษฎีกาในราชกิจจานุเบกษาแลวให
เจาหนาที่มอบสําเนาอันถูกตองพรอมท้ังแผนท่ีทายพระราชกฤษฎีกา เพ่ือใหผูมีสวนไดสวนเสีย
ตรวจดไู ดไ ว ณ
- ท่ที ําการขา หลวงประจาํ จังหวดั ซ่งึ ทีด่ ินท่หี วงหา มน้ันต้งั อยู
- ท่ีวาการอําเภอ หรือหอทะเบียนที่ดิน ในทองท่ีซ่ึงท่ีดินท่ีหวงหามน้ัน
ตงั้ อย”ู
มาตรา ๗ “ถาการหวงหามน้ันมิไดกําหนดเวลาไว หรือจะถอนการหวงหาม
ทั้งหมดหรือบางสวน กใ็ หอ อกเปน พระราชกฤษฎกี านนั้ จะระบุเง่ือนไขในการถอนไวก ็ได
การถอนการหวงหามแตบางสวน ใหนําบทบัญญัติแหงมาตรา ๕ และมาตรา ๖
วาดว ยแผนที่มาใชอนุโลม
การถอนการหวงหามท่ีวาน้ี ใหรวมทั้งการถอนการหวงหามท่ีมีไวกอน
พระราชบญั ญตั ดิ ว ย”
ดังนั้น นบั แตวันท่ีมีพระราชบัญญัตนิ ี้ใชบังคับ ถาทางราชการจะสงวนหวงหาม
ที่ดินรกรางวางเปลาใหเปนท่ีดนิ สําหรับพลเมืองใชรวมกัน จะกระทําไดโ ดยออกพระราชกฤษฎีกา
การหวงหาม และจะตองทําการหวงหา มตามหลักการที่พระราชบัญญตั ฉิ บับน้กี ําหนดไวเทา น้ัน
หลกั การสาํ คญั ในการหวงหามตามพระราชบัญญัตฉิ บับนีม้ ีดงั นี้
(๑) แกปญหาเรื่องการสงวนหวงหา มที่ดนิ รกรางวางเปลาใหเปนทดี่ ินสําหรับ
พลเมืองใชรวมกัน หรือเพื่อการใดๆ ใหเปนระเบียบ และมีหลักเกณฑที่แนนอนกวาอยางเกา
กลาวคอื การสงวนหวงหา มจะกระทําไดแตเฉพาะออกเปนพระราชกฤษฎกี าเทา น้ันและจะตองมรี ูป
แผนทีป่ ระกอบ พรอ มทงั้ นําไปประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
(๒) ที่ดินท่ีจะทาํ การหวงหา มตามพระราชบญั ญัติน้ไี ว ตองเปนทีด่ ินรกรางวาง
เปลาตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๑) เทาน้ัน สวนท่ีดินสาธารณสมบัติ

สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 16

ของแผนดินที่ประชาชนใชรวมกัน เชน ที่ชายตล่ิง ทางนํ้า ทางหลวงหรือใชเพื่อประโยชนของ
แผนดนิ โดยเฉพาะ เชน ปอม โรงทหาร ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) และ (๓) นั้น ไมตองมกี ารหวงหาม
อกี เพราะเปนส่งิ ท่ใี ชเ พ่ือสาธารณประโยชนโดยสภาพอยูแลว

(๓) การขอสงวนหวงหามตามพระราชบัญญัตินี้ ไมจํากัดวาจะเพ่ือประโยชน
ทางดา นใหป ระชาชนใชร วมกันหรอื ใชเ พอ่ื ประโยชนใ ดๆ กไ็ ด

(๔) เมื่อพระราชบัญญัตฉิ บับน้ีออกใชบังคับ ไมลบลางหรือกระทบกระเทือน
การหวงหามที่มีอยูกอนใชพระราชบัญญัติฉบับน้ี ฉะน้ัน การหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาใหเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน ไมวาจะเปนประกาศของนายอําเภอ กํานัน
ผูใหญบ าน ทมี่ มี ากอ นวนั ท่ี ๘ เมษายน ๒๔๗๙ กย็ งั มีผลใชบังคบั ไดโ ดยถูกตอ งตามกฎหมาย

(๕) พระราชบัญญัติฉบับนี้ไดกําหนดบุคคลผูมีอํานาจท่ีจะทําการหวงหาม
ใหช ัดแจงยิ่งข้ึน ไมใชใหกํานัน ผูใหญบ าน เหมือนแตกอน กาํ นัน ผูใหญบ าน อาจจะเปนเจาหนาที่
ผูทําการสํารวจได แตอํานาจในการหวงหามตองเปนไปตามกฎหมายเพราะตองออกเปนพระราช
กฤษฎีกา และประการสําคัญที่สุด คือจะไมสํารวจไมไดเพราะตองทําการรังวัดทําแผนท่ีดวย และ
แผนที่นี้ถือวาเปนสวนหนึ่งของพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น ท่ีดินแปลงใดไดหวงหามตาม
พระราชบัญญตั ิฉบับน้ี จะโตแยงวาแนวเขตไมแนนอนไมได ตองถือตามท่ีกฎหมายกําหนด และจะ
ไมท าํ การสาํ รวจไมไ ด และจะโตแ ยงวาไดส งวนไวเมอื่ น้ันเมอ่ื นี้อยางแตกอนไมไดเพราะตอ งประกาศ
ในราชกิจจานเุ บกษาใหประชาชนทราบทั่วกันดวย

(๖) ขอสําคัญคือ การเพิกถอนท่ีดินท่ีหวงหามตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
จะตอ งออกเปน กฎหมาย ซงึ่ แสดงใหเ หน็ หลักการทเ่ี ปน ระเบยี บยิ่งขึ้น

ฉะน้ัน การหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาเพื่อใหพลเมืองใชรวมกันต้ังแตวันที่
๘ เมษายน ๒๔๗๙ จนถงึ กอนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใชบังคับ (วันท่ี ๑ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๙๗) จึงตองกระทาํ ในรูปของพระราชกฤษฎีกา และมีรูปแผนที่ทายประกาศดวย หากมิได
กระทําตามท่ีกฎหมายบัญญัติไวก็ถือไมไดวาเปนที่ดินสาธารณสมบัติของแผนดินที่ประชาชน
ใชรวมกนั ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) เชน คําพิพากษาฎีกาท่ี ๖๘๔/
๒๕๐๙ วินิจฉัยวา “การที่ทางราชการจะใหอําเภอหรือจังหวัดจัดหาท่ีดินท่ีสงวนไวเปน
ที่สาธารณประโยชนประจําหมูบาน หรือตําบลน้ันจะตองออกเปนพระราชกฤษฎีกาประกาศ
เขตทด่ี ิน ซ่ึงสงวนไวเปนสาธารณะ ทั้งท่ีดนิ นั้นตองเปนที่ดนิ รกรางวางเปลาไมมีเอกชนเปนเจาของ
ตองประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามพระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามที่ดินรกรางวางเปลา
อันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ เพียงแตผูใหญบา นเขียน
ปายประกาศไวว าเปน ทสี่ าธารณะไมทาํ ใหท ี่ดินน้ันเปนสาธารณะไปได” และในการพิจารณาวาที่ดนิ

สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 17

แปลงที่ทางราชการไดหวงหามไวเปนท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับประชาชนใชรวมกัน
เชน หวงหามไวเปนทุงหญาเล้ียงสัตว หรือเปนปาชาสาธารณะน้ัน จะมีความถูกตองสมบูรณ
เปนสาธารณสมบัติของแผนดินหรือไม จึงตองพิจารณาวาการสงวนหวงหามท่ีดินน้ันๆ ไดกระทํา
เมื่อปใด ในขณะนั้นมีกฎหมายกาํ หนดไวเปนอยางไร และไดม ีการหวงหามไวถูกตองตามกฎหมาย
หรือไม เพราะการสงวนหวงหามท่ดี ินรกรางวางเปลาเปนทีส่ าธารณสมบัติของแผนดนิ ของไทยนั้น
มีการพฒั นาเปลย่ี นแปลงตลอดมา

ตวั อยา ง ในป พ.ศ. ๒๔๘๐ ไดม ปี ระกาศของนายอาํ เภอเมอื งรอยเอ็ดใหสงวน
ทด่ี ินรกรางวางเปลาในบริเวณทองทใ่ี ดทอ งทหี่ นึ่งในอําเภอเมืองรอยเอ็ดใหเปนท่ีสาธารณะประจํา
หมูบานสําหรับใหประชาชนใชเลี้ยงสัตว แตปรากฏวาราษฎรไมเคยไปใชประโยชนในที่ดินเลย
ตอมามีราษฎรบุกรุกเขาไปทําประโยชนอางวาเปนท่ีดินของตน ซ่ึงไดครอบครองทําประโยชน
มาเปนเวลาเกือบ ๕๐ ป

ในปญหาดังกลาว กอนอื่นจะตองพิจารณาวา ที่ดินที่นายอําเภอไดประกาศ
สงวนหวงหามไวเปนสาธารณสมบัติของแผนดินถูกตองตรงดวยกฎหมายหรือไม เม่ือปรากฏ
ขอเท็จจริงวา ไดส งวนหวงหา มไวในป พ.ศ. ๒๔๘๐ ซงึ่ ขณะนัน้ มีพระราชบัญญัติวาดว ยการสงวนหวง
หามที่ดินรกรางวางเปลาฯ พ.ศ. ๒๔๗๘ บังคับใชแลว การสงวนหวงหามท่ีดินของรัฐไวเปนท่ี
สาธารณประโยชน จึงตองออกเปนพระราชกฤษฎีกาเทาน้ัน จึงจะมีผลเปนการสงวนหวงหาม
หากมไิ ดออกเปนพระราชกฤษฎีกา การสงวนหวงหามจึงไมชอบดว ย ท่ีดินนั้นจึงไมเปนท่สี าธารณสมบัติ
ของแผนดินตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ราษฎรจึงอาจไดมา
ซึ่งกรรมสิทธ์ใิ นทด่ี ินตามกฎหมายท่ดี ินได แตถาหากขอ เทจ็ จริงปรากฏวามรี าษฎรเขา ใชประโยชน
รว มกัน กจ็ ะตกเปน สาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมืองใชรวมกันโดยสภาพการใชประโยชน
รว มกันได

คาํ วินจิ ฉัยทน่ี า สนใจเก่ียวกบั เรื่องการสงวนหวงหามมีดังน้ี
(๑) คาํ พิพากษาฎกี าที่ ๗๒๓/๒๕๐๙ ทีด่ นิ ท่มี กี ารหวงหามและราษฎรยังมิไดรับ
หนงั สอื สาํ คญั แสดงกรรมสิทธ์ิท่ีดินนน้ั ยงั คงเปน ท่สี งวนหวงหาม และเปนสาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ อยู
(๒) คําวินจิ ฉยั คณะกรรมการกฤษกี า กรกฎาคม ๒๕๓๔ เรื่องเสร็จท่ี ๑/๒๕๒๙
ท่ีดินท่ีมีการหวงหามเพื่อใชประโยชนในราชการและทางราชการไดปกครองดูแลและเขาใช
ประโยชนตลอดมา ที่ดนิ ดงั กลาวจึงมิใชท รี่ กรา งวางเปลา แตเ ปนสาธารณสมบัติของแผน ดินที่ใชเพ่ือ
ประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๓) ป.พ.พ. และเปนท่รี าชพัสดตุ ามมาตรา ๔
แหง พระราชบญั ญัติท่ีราชพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๑๘

สํานกั จดั การทีดินของรัฐ 18

(๓) คําวินิจฉยั คณะกรรมการกฤษฎีกา พฤษภาคม ๒๕๓๔ เร่ืองเสร็จที่ ๒๙๔/
๒๕๓๔ ท่ีดินในเขตพระราชกฤษฎีกาหวงหามท่ีดินเพื่อประโยชนในราชการของกระทรวง ทบวง
กรมตางๆ และท่ีดินท่ีจัดข้ึนทะเบียนเพ่ือใหทบวงการเมืองใชประโยชนราชการจะเปนที่ราชพัสดุ
หรือไมนั้น ตองพิจารณาจากสภาพของท่ีดิน และการใชท่ีดินที่หวงหามเปนเร่ืองๆ ไป เชน ท่ีดิน
ที่หวงหา มไวเ พ่ือประโยชนของแผน ดนิ โดยเฉพาะ และราชการไดใ ชประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ
ทด่ี ินนัน้ จะเปน ทร่ี าชพัสดสุ ําหรับการหวงหา มไวเพ่อื รักษาปาไมแ ละสภาพทด่ี ินยังคงเปนที่ดินรกราง
วางเปลา อยู ที่ดนิ น้นั กไ็ มเ ปนทรี่ าชพสั ดุ

(๔) คําวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา มิถุนายน ๒๕๓๔ เร่ืองเสร็จ ที่ ๓๘๒/
๒๕๓๔ท่ีดินรกรางวางเปลาท่ีมีการหวงหามไวเพ่ือประโยชนของสวนราชการนั้น ถาสวนราชการ
ไดเขาใชประโยชนแลวเทาน้ัน จึงจะถือวาเปนท่ีราชพัสดุ ท่ีที่สวนราชการยังไมไดเขาใชประโยชน
ยงั คงมีสภาพเปน ทดี่ ินรกรางวา งเปลา และไมเปน ท่รี าชพสั ดุ

(๕) คาํ วินิจฉยั คณะกรรมการกฤษฎกี า พฤษภาคม ๒๕๓๘ เร่ืองเสร็จ ที่ ๒๕๖-
๒๕๗/๒๕๓๘ ท่ีดินในเขตที่มีประกาศสงวนหรือหวงหามไวเพื่อประโยชนในราชการตามกฎหมาย
จะมีสถานะเปนที่ราชพัสดุหรือไม ตองพิจารณาวาสวนราชการไดเขาใชประโยชนแลวหรือไม
ถาเขา ใชประโยชนแลว ทด่ี นิ ดงั กลา วก็เปนที่ราชพัสดุ แตถ า ยงั ไมไดเ ขาใชป ระโยชนหรือใชประโยชน
บางสวน สวนท่ียังไมไดใชประโยชนก็ไมเปนท่ีราชพัสดุ แตยังคงมีสภาพเปนที่ดินรกรางวางเปลา
ที่มกี ารสงวนหรอื หวงหา มตอไป

สถานะทางกฎหมายของที่ดนิ ทีม่ ีการหวงหามจะมีผลตอการเปลี่ยนแปลงการจัด
องคกรในการดูแล ทั้งน้ีเนื่องจากแตเดิมนั้นที่ดินรกรางวางเปลาจะอยูในความดูแลของ
กระทรวงมหาดไทย เมื่อมีการหวงหามตามกฎหมายวาดวยการหวงหามที่ดินรกรางวางเปลา
อนั เปนสาธารณสมบัติของแผนดนิ นั้น จะตองระบุความประสงคที่หวงหา มและเจาหนาท่ีผูมีอํานาจ
ในการหวงหาม การดูแลรักษาท่ีดินดังกลาวจึงเปล่ียนจากเดิมมาเปนอํานาจหนาท่ีของผูมีอํานาจ
ในการหวงหาม และทด่ี ินท่มี ีการหวงหา มแลวน้ันจะพนจากการเปนท่ดี ินรกรางวางเปลาและเปล่ียน
องคกรผูดูแลซ่ึงจะนํามาใหราษฎรจับจองไมได เพราะท่ีดินที่จับจองจะตองเปนท่ีดินตามมาตรา
๑๓๐๔ (๑) เทาน้นั

๔.๓ การสงวนหวงหามท่ีเกดิ ข้ึนระหวางวนั ท่ี ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ถึงวันท่ี ๔
มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ (การสงวนหวงหามตามประมวลกฎหมายทีด่ นิ )

เม่ือไดมีพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายท่ีดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใชบังคับ
ไดย กเลกิ พระราชบัญญัติวาดว ยการหวงหา มที่ดนิ รกรางวางเปลาอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน

สาํ นกั จดั การทดี นิ ของรฐั 19

พ.ศ. ๒๔๗๘ แตท่ีดินท่ีไดสงวนหวงหามไวตามพระราชบัญญัติหวงหามที่ดินรกรางวางเปลาน้ัน
ถายังไมม กี ารถอนการหวงหา มก็ยังคงมผี ลใชบงั คับอยู

มาตรา ๑๐ แหงพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗
บัญญัติวา “ท่ีดินที่ไดหวงหามไวเพื่อประโยชนตามพระราชบัญญัติวาดวยการหวงหามท่ีดินรกราง
วางเปลาอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน พ.ศ. ๒๔๗๘ หรือตามกฎหมายอื่นอยูกอนวันท่ี
ประมวลกฎหมายทดี่ ินใชบงั คบั ใหคงเปน ทห่ี วงหา มตอ ไป”

การสงวนหวงหามทด่ี ินในระหวางวันที่ ๑ ธนั วาคม ๒๔๙๗ ถงึ ๔ มีนาคม ๒๕๑๕
เปน ไปตามมาตรา ๒๐ (๔) ดงั น้ี

มาตรา ๒๐ “ใหคณะกรรมการมอี ํานาจหนาทด่ี งั ตอ ไปน้ี
(๔) พจิ ารณาสงวนทด่ี นิ ตามความตอ งการของทบวงการเมือง
(๕) วางระเบยี บขอ บงั คับเกีย่ วกบั อํานาจหนาที่ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕)
เม่ือประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใชบังคับ กฎหมายเรียกการหวงหาม
ที่ดินวาเปนการสงวนท่ีดิน สวนกฎหมายเกาๆ มักใชคําวาการสงวนกับการหวงหามปนเปกันไป
กฎหมายบางฉบบั ใชค าํ วา สงวนหวงหา มเปน คําเดยี วกันก็มี
การสงวนท่ีดินตามมาตรา ๒๐ (๔) เปนอํานาจของคณะกรรมการจัดท่ีดิน
แหง ชาตทิ ่จี ะเปนผูพ จิ ารณาสงวนทดี่ ินตามทที่ บวงการเมอื งขอมา ทีด่ ินทจ่ี ะสงวนไดจะตองเปนทดี่ ิน
ของรัฐซ่ึงเปนที่ดินรกรางวางเปลา ที่ดินที่ถูกเวนคืนหรือทอดท้ิง หรือกลับมาเปนของแผนดินโดย
ประการอน่ื ตามกฎหมายทด่ี นิ
การสงวนที่ดินตามความตองการของทบวงการเมือง ตามมาตรา ๒๐(๔)
น้ีมคี วามหมายกวาง นอกจากจะเปนการสงวนทดี่ ินไวเพอ่ื ใหพลเมอื งใชรวมกันแลว ทบวงการเมือง
ยงั อาจขอสงวนท่ีดินเพ่ือใชประโยชนในราชการของทบวงการเมืองนั้นก็ได ทง้ั ท่ีในขณะนั้นการสงวน
ทด่ี ินเพื่อใชประโยชนในทางราชการก็มีกฎหมายใหอํานาจไวแลว คือ มาตรา ๘ วรรค ๓ ซงึ่ บัญญัติ
ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมีอํานาจนําที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินหรือ
ทรัพยสินของแผนดินธรรมดาขน้ึ ทะเบียนเปนของทบวงการเมืองเพื่อนําไปใชประโยชนในราชการ
ของทบวงการเมืองน้ันไดอยูแลว เมื่ออาํ นาจซ้าํ ซอ นกนั ตอ มาจึงไดมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๕๑๕ แกไ ขประมวลกฎหมายทีด่ ินมาตรา ๒๐ ใหม โดยใหเปน
อํานาจของคณะกรรมการจัดที่ดนิ แหงชาติทีจ่ ะสงวนท่ีดินไวใหประชาชนหรือพลเมืองใชรวมกันได
ไวเ ปนการเฉพาะ

สํานกั จดั การทีดนิ ของรฐั 20

ฉะนั้น กอ นทจี่ ะมีการแกไขประมวลกฎหมายท่ีดนิ มาตรา ๒๐ การสงวนทด่ี ิน
ไวเปนที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันท่ีเกิดขึ้นระหวางวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ (วันที่
๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗) จนถงึ วันกอ นทม่ี ีการประกาศใชประมวลกฎหมายทดี่ ิน ฉบับแกไข (วันท่ี
๔ มีนาคม ๒๕๑๕) จงึ ตองดาํ เนนิ การตามประมวลกฎหมายท่ดี นิ มาตรา ๒๐ (๔) เดมิ

๔.๔ โดยการสงวนทด่ี นิ ตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แกไ ขโดยประกาศ
คณะปฏวิ ัติ ฉบบั ท่ี ๙๖ ลงวนั ท่ี ๒๙ กมุ ภาพนั ธ พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึ่งเปนกฎหมายฉบับปจ จุบัน

โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๕๑๕
มีผลเปนการแกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา ๒๐ การสงวนหวงหามท่ีดินตามความ
ตองการของทบวงการเมืองจึงไมมีอีกตอไป โดยมาตรา ๒๐ ซ่ึงมีการแกไขใหมไดบัญญัติวา
“ใหคณะกรรมการมอี าํ นาจหนาที่ดงั ตอไปนี้”

- ฯลฯ -
(๔) สงวนหรือหวงหามท่ีดินของรัฐ ซ่ึงมิไดมีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองเพ่ือให
ประชาชนใชร วมกัน”

- ฯลฯ -
ที่ดินที่ขอสงวนหรือหวงหามไวเปนท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับ
ใหพลเมืองใชรวมกันไดจะตองเปนที่ดินที่มิไดมีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง ซึ่งไดแกท่ีดินของรัฐ
ประเภทที่รกรางวางเปลา หรือที่ดินที่มีผูเวนคืนหรือทอดท้ิงหรือกลับมาเปนของแผนดิน
โดยประการอน่ื ตามกฎหมายทด่ี นิ
อํานาจหนาท่ีในการสงวนท่ีดินดังกลาวเปนของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติ
ซ่ึงมีรัฐมนตรีวาการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมเปนประธานกรรมการ และมี
เลขาธิการสํานักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเปนกรรมการและเลขานุการ
ฉะน้ันหากทบวงการเมืองใดเห็นสมควรที่ขอสงวนท่ดี ินบริเวณใดใหเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
สําหรับพลเมืองใชรวมกันตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ก็จะตอง
ประสานงานไปยังผูวาราชการจังหวัดทองท่ซี ่ึงที่ดินทีจ่ ะขอสงวนตงั้ อยู โดยมีข้ันตอนการสงวนท่ีดิน
ตามที่ระเบยี บของคณะกรรมการจดั ที่ดินแหง ชาติ ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๒๙) วาดวยการสงวนหรือหวง
หามท่ีดนิ ของรัฐ เพื่อใหประชาชนใชป ระโยชนร ว มกันกําหนดไว
ฉะน้ัน จึงกลาวไดวาในปจจุบันนี้ การสงวนหรือหวงหามท่ดี ินของรฐั ใหเปนทีด่ ิน
สําหรับพลเมอื งใชรวมกัน ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย มาตรา ๑๓๐๔ (๒) เกิดจากการ
สงวนหรอื หวงหามตามมาตรา ๒๐ (๔) แหงประมวลกฎหมายทีด่ นิ ซึ่งเปน อํานาจของคณะกรรมการ
จดั ทด่ี นิ แหงชาตเิ ทา นน้ั

สํานกั จดั การทีดินของรัฐ 21

นอกจากการสงวนหวงหามดังกลาวขางตนแลว การไดมาโดยผลของกฎหมาย
อาจเปนการไดมาโดยการเวนคืน ซึ่งตางกับการไดมาโดยการสงวนหรือหวงหามเพราะการไดมา
โดยการสงวนหรือหวงหามใชก ับทดี่ ินที่เปน ของรัฐอยูแลวเทา น้ัน สวนการไดมาโดยการเวนคืนใชกับ
ท่ีดินของเอกชน ฉะนั้น การไดมาซ่ึงท่ีดินของรัฐโดยการเวนคืน จึงเปนการไดมาโดยการบังคับ
มิใชเปนเร่ืองท่ีราษฎรเวนคืนใหดวยความสมัครใจ ตามมาตรา ๕ ประมวลกฎหมายที่ดิน
การเวนคืนอสังหาริมทรัพยจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย
เฉพาะเพ่ือการอันเปนสาธารณูปโภค หรือการอันจําเปนในการปองกันประเทศ หรือการไดมา
ซ่งึ ทรพั ยากรธรรมชาติ หรือเพ่ือการปฏิรปู ท่ีดนิ หรือเพ่อื ประโยชนส าธารณะอยางอืน่ และจะตองใช
คาทดแทนภายในเวลาอันสมควรแกเจาของท่ีดนิ ท่ีไดรบั ความเสียหายในการเวนคืนตามที่กฎหมาย
ระบุไว

ทสี่ าธารณสมบตั ิของแผนดนิ ประเภทใชเ พือ่ ประโยชนข องแผนดนิ โดยเฉพาะ
ทีส่ าธารณสมบัติของแผนดินประเภทใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ ตามมาตรา
๑๓๐๔ (๓) แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย หรือท่ีเรียกอีกอยางหนึ่งวา “ท่ีราชพัสดุ”
โดยตามมาตรา ๔ แหงพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ หมายความวา อสังหาริมทรัพย
อันเปน ทรพั ยสินของแผนดินทุกชนดิ เวนแตสาธารณสมบตั ิของแผนดนิ ดังตอไปน้ี

๑. ทีด่ ินรกรา งวางเปลา และทดี่ ินซึง่ มผี ูเวนคืนหรือทอดท้ิงหรือกลับมาเปนของแผนดิน
โดยประการอ่นื ตามกฎหมายทด่ี ิน

๒. อสงั หารมิ ทรัพยส ําหรบั พลเมืองใชห รอื สงวนไวเ พอ่ื ประโยชนของพลเมืองใชรวมกัน
เปนตน วา ทช่ี ายตลิง่ ทางนํ้า ทางหลวง ทะเลสาบ

สวนอสังหาริมทรัพยของรัฐวิสาหกิจที่เปนนิติบุคคลและขององคกรปกครองสวน
ทองถนิ่ ไมถือวาเปนท่รี าชพัสดุ

ความหมายของที่ราชพสั ดุ ถกู กําหนดใหครอบคลุมถึงเฉพาะอสังหาริมทรัพยอันเปน
ทรัพยสินของแผนดนิ ทุกชนิด เวน แตในสวนท่กี ําหนดเปนบทยกเวน ตามนัยของมาตรา ๔ (๑), (๒)
ท่ีไมเปนที่ราชพัสดุ และวรรคสองท่ีไมใหถือวาเปนท่ีราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยแบงออกเปน ๒
ประเภทใหญ คือ

๑. เปนสาธารณสมบัติของแผนดินที่ใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ เชน
ปอม โรงทหาร และสาํ นักราชการบานเมอื ง

๒. เปนทรัพยสินของแผนดิน ท่ีเปนอสังหาริมทรัพยท่ีใชประโยชนอื่นๆ เชน
บานพกั ราชการท่ดี ินท่ที างราชการจดั ใหเ อกชนเชา หรอื เขา ทาํ ประโยชน

การไดมาซงึ่ ที่ราชพัสดุมหี ลายทาง ดงั น้ี

สํานกั จดั การทีดินของรัฐ 22

(๑) การประกาศสงวนหวงหามไวใชในราชการ โดยกระทรวง ทบวง กรมตางๆ
ประกาศสงวนหวงหามไวใชใ นราชการ และไดเขา ใชป ระโยชนแ ลว

(๒) ตกเปนของรัฐเนื่องจากคางชําระภาษีอากร กรณีท่ีผูใดคางชําระภาษีอากร
และไมส ามารถชาํ ระได ในท่ดี ินจะถูกรัฐยึดท่ีดินมาชําระแทน

(๓) โดยคําพิพากษาของศาล ในกรณีมีขอพิพาทโตแยงกรรมสิทธิ์ในท่ีราชพัสดุ
และมีการฟองรองตอศาล ศาลไดพิจารณาจากพยานและหลักฐานตางๆ แลว พิพากษา
ใหกระทรวงการคลังเปนผูมีสิทธิดกี วาโดยถูกตองตามกฎหมาย ซึ่งตามความเปนจริงแลวมีสิทธิมา
แตเ ดมิ อยแู ลว มใิ ชเพิ่งไดม า เพราะคําพิพากษาของศาล

(๔) โดยการเวนคืน เชน กรมชลประทานเวนคืนที่ดินเพื่อประโยชนในการ
ชลประทานกรมการบินพาณชิ ยเ วนคืนทด่ี นิ เพือ่ กอสรา งทา อากาศยาน

(๕) โดยผลของกฎหมาย เชน ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา
๑๗๕๘ “ภายใตบังคับแหงสิทธิของเจาหนี้กองมรดก เมื่อบุคคลใดถึงแกความตายโดยไมมีทายาท
โดยธรรมหรือผูรับพินัยกรรม หรือการต้ังมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดกของบุคคลน้ันตกทอดแก
แผน ดิน” และมาตรา ๑๓๐๘ “ทดี่ ินแปลงใดเกดิ ทง่ี อกริมตลิ่ง ทง่ี อกยอมเปนทรัพยสินของเจาของ
ทด่ี ินแปลงน้นั ” ไดแก ท่ีดนิ ทีง่ อกริมตล่งิ ตอ เน่อื งจากท่ดี นิ ราชพสั ดุ

(๖) โดยกฎหมายพเิ ศษ เชน ตกเปนของรฐั ตามคําสง่ั นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗
แหงธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ตกเปนของแผนดินตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญ วาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ตกเปนของแผนดิน
ตามพระราชบัญญตั ิปอ งกนั และปราบปรามการฟอกเงนิ พ.ศ. ๒๕๔๒

(๗) ทดี่ ินเหลือจากการเวนคืน เม่อื รัฐบาลเวนคนื ท่ดี ินมาเพอื่ ประโยชนของรัฐบาล
เชน สรางถนนหนทาง ซ่ึงอาจมีสวนที่เหลือจากการเวนคืนและมีเน้ือท่ีนอยเจาของไมอาจ
ใชป ระโยชนไดรฐั บาลกจ็ ําเปนตอ งซือ้ ท่ดี ินเหลือเศษจากการเวนคืนนั้นมาเปนทรัพยสนิ ของรัฐบาล

(๘) รัฐบาลซอ้ื ดวยเงินงบประมาณ ในปจจุบันหนวยงานของราชการทกุ กระทรวง
ทบวง กรมตางๆ ไดขยายหนวยงานเพิ่มข้ึนตามภาระหนาท่ี และความรับผิดชอบที่เพ่ิมข้ึนอีก
ทงั้ ภาวะการเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกิจทาํ ใหก ารคมนาคมตดิ ตอประสานงานของหนวยงานที่มีหนาท่ี
เก่ียวของกันเปนไปไดลําบาก จึงจําเปนตองขยับขยายสถานที่ทําการของราชการใหกวางขวางข้ึน
หรือยายหนวยงานไปรวมกนั ณ สถานทีใ่ หม จงึ ทาํ ใหต อ งต้งั เงนิ งบประมาณแผนดินข้นึ เพอ่ื ซื้อท่ีดิน
มาปลูกสรางท่ีทําการใหม ท่ีดินเหลาน้ีจึงเปลี่ยนชื่อผูถือกรรมสิทธ์ิในที่ดินมาเปนของรัฐ คือเปน
สาธารณสมบตั ขิ องแผนดินท่ใี ชเ พื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ

สาํ นกั จดั การทดี นิ ของรฐั 23

(๙) เอกชนยกใหรัฐบาล ท่ีดินเหลาน้ีราษฎรผูเปนเจาของท่ีดินจะยกใหแกรัฐ
เพอื่ ใชเปนสถานที่ตัง้ โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีอนามัย เปนตน โดยอาจจะยกใหรัฐบาลโดยตรง
หรือยกใหกระทรวง ทบวง กรมใดโดยตรง ซึ่งกระทรวง ทบวง กรมนั้นจะตองนําข้ึนทะเบยี นท่รี าชพัสดุ
เปนทรพั ยส ินของรัฐบาล

(๑๐) โบราณสถาน กําแพงเมือง คูเมือง ตามพระราชบัญญัติโบราณสถานและ
โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ใหกรมศิลปากรมอี ํานาจประกาศ
ใหท ี่ดินแหงไหนเปนเขตโบราณสถาน และมีอํานาจบังคับเจาของทีด่ ินไมใหรื้อถอนตกแตงซอมแซม
โดยไมไดรับอนุญาตเปนลายลักษณอักษรจากกรมศิลปากร อยางไรก็ตาม กรมศิลปากรไมไดมี
กรรมสิทธ์ิในที่ดนิ ดังท่ีคนสวนมากเขา ใจ เพราะกาํ แพงเมือง คูเมือง..... เปนโบราณสถานท่สี รางขึ้น
เพ่ือเปนปอมปราการปองกันศัตรูรุกราน จึงเปนทรัพยสินของแผนดิน เปนท่ีราชพัสดุท่ีอยูในความ
ปกครองดแู ลและเปนกรรมสทิ ธิ์ของกระทรวงการคลงั ไมใชของกระทรวงศึกษาธิการ (กรมศิลปากร)
แตอ ยา งใด

(๑๑) โดยเหตุอ่ืน การไดมาซึ่งท่ีราชพัสดุนอกเหนือจาก ๑๐ ประการ ดังกลาว
ขา งตนยังอาจไดมาจากสาเหตุตา งๆ เชน ทดี่ ินที่รัฐไดมาจากการคํ้าประกนั เปน ตน

อาํ นาจหนาทกี่ ารดูแลรักษาใหเปนของอธิบดกี รมธนารักษเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร
สวนในจังหวัดอื่นใหเปนของธนารักษพื้นท่ี สวนการโอนกรรมสิทธ์ิที่ดินท่ีเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดินที่ใชเพ่ือประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะกระทําโดยตราเปนพระราชบัญญัติ สวนการ
โอนกรรมสิทธใ์ิ นท่ีดนิ อน่ื ใหเ ปนไปตามหลักเกณฑแ ละวิธีการทีก่ ําหนดในกฎกระทรวง

ผลของการเปน สาธารณสมบตั ขิ องแผนดิน
ท่ดี ินรกรา งวางเปลา ท่ีดนิ สาํ หรับพลเมอื งใชป ระโยชนรวมกนั และที่ดินท่ีใชเพอื่ ประโยชน
ของแผนดนิ โดยเฉพาะ เปนทรัพยสินของแผนดนิ ท่มี ีไวเพื่อบรกิ ารสาธารณะ เพ่ือใชประโยชนรวมกัน
ของประชาชน และจัดไวเพ่ือประโยชนของราชการ ซ่ึงตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๓๐๔ ถือวาที่ดินประเภทนี้เปนสาธารณสมบัติของแผนดิน กฎหมายจึงใหความคุมครอง
เปนพิเศษยิ่งกวาทรัพยสินประเภทอ่ืนๆ ของรัฐ และเอกชนบุคคลธรรมดาและไมอยูภายใตบังคับ
ของกฎหมายเอกชนความคุมครองเปนพิเศษที่กฎหมายบัญญัติรับรองใหแก สาธารณสมบัติ
ของแผน ดนิ มบี ญั ญตั ไิ วในมาตรา ๑๓๐๕ – ๑๓๐๗ แหง ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย ดังนี้

(1) การหา มโอนสาธารณสมบตั ขิ องแผน ดนิ
ประมวลกฎหมายแพงพาณิชย มาตรา ๑๓๐๕ บัญญัติวา “ทรัพยสินซ่ึงเปน

สาธารณสมบัติของแผนดินนั้นจะโอนแกกันมิได เวนแตอาศัยอํานาจแหงกฎหมายเฉพาะหรือพระ
ราชกฤษฎีกา”

สํานกั จดั การทดี นิ ของรฐั 24

การโอนตามมาตราน้หี มายถึง การจําหนายจา ยโอนซึ่งตองมีการสงมอบทรัพยสิน
รวมทั้งมีการแสดงเจนตาท่ีจะทําใหการโอนนั้นสมบูรณแบบดวยเหตุผลที่กฎหมายหามมิใหมีการ
โอนสาธารณสมบัติของแผนดินก็เพราะสาธารณสมบัติของแผนดินเปนทรัพยสินของรัฐท่ีใชเพ่ือ
สาธารณประโยชนหรือสงวนไวเพื่อประโยชนรวมกนั ของประชาชน หากอนุญาตใหมกี ารโอนกนั งาย ๆ
ก็จะทําใหสาธารณสมบัติของแผนดินนั้นหมดไป แตอยางไรก็ตามกฎหมายก็เปดชองใหโอน
สาธารณสมบัตขิ องแผนดินไดเ มอื่ มกี ฎหมายเฉพาะใหอ าํ นาจไวหรือโดยพระราชกฤษฎกี า

สาธารณสมบตั ขิ องแผน ดินทจี่ ะมกี ารโอนกนั ไดโดยกฎหมายเฉพาะ หรือพระราช
กฤษฎกี าตามมาตรา 1305 นน้ั กฎหมายบญั ญัตไิ วก วางๆ โดยมิไดบ ัญญัตวิ า ไดแก สาธารณสมบัติ
ประเภทใดบา ง และยงั เปน สาธารณสมบตั ิของแผน ดินท่ียงั ใชป ระโยชนอ ยูหรอื ไม

การโอนสาธารณสมบัติของแผนดินไมวาจะเปนประเภทใดก็ตามจะโอนได
ตอ เม่อื มีกฎหมายบัญญตั ิไวเ ปน การเฉพาะใหอาํ นาจใหมกี ารโอนไดเปนเร่อื งๆ ไป เชน

(1) เฉพาะในรูปแบบท่ีจะโอน เชน ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 10
ใหอ ํานาจอธิบดีกรมท่ีดินมอี ํานาจโดยวิธีจัดหาผลประโยชนเขารัฐในรูปแบบตางๆ เชน ซ้ือและขาย
แลกเปลย่ี น ใหเชาซ้ือ

(2) การโอนใหเปนการเฉพาะเรื่อง เชน การโอนตามพระราชบัญญัติการปฏิรูป
ที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติจัดท่ีดินเพ่ือการครองชีพ พ.ศ.2511 ซ่ึงเปน
บทบญั ญัติใหโ อนทีด่ นิ ใหเอกชนเปนการเฉพาะเรือ่ งไป

(3) การโอนที่ดินใหกับประชาชน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งประมวล
กฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1334 บัญญัติวา “ที่ดินรกรางวางเปลา และที่ดินที่มีผูเวนคืน
หรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเปนของแผนดินโดยประการอ่ืนตามกฎหมายท่ีดินนั้น ทานวาบุคคลอาจ
ไดมาตามกฎหมายทด่ี นิ ” เชน การไดม าโดยการจดั ทด่ี นิ ตามมาตรา 30 และมาตรา 33

(4) การโอนเปนการเฉพาะรายไป เชน พระราชบัญญัติโอนทด่ี ินใหแกเอกชน
ตางๆ โดยฝายนิติบัญญัติ การโอนตามมาตรา 1305 นี้ ทําใหสภาพของการเปนท่ีดินสาธารณสมบัติ
ของแผนดินส้ินไป จึงควรจะตอ งโอนโดยกฎหมายในระดับพระราชบัญญัตซิ ่ึงออกโดยฝายนิติบัญญัติ
ไมว าจะเปนสาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ ประเภทใดก็ตาม

ดังกลาวแลววาประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1305 บัญญัติวา
สาธารณสมบัติของแผนดนิ จะโอนแกกันมไิ ด เวนแตจะโอนโดยอาศัยกฎหมายเฉพาะ หรือพระราช
กฤษฎีกาเทาน้ัน กรณีจึงมีปญหาวาการโอนท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันใหแกเอกชนจะทําได
แคไ หนเพยี งไรน้นั ประมวลกฎหมายท่ดี นิ มาตรา 8 และมาตรา 10 บัญญัตไิ วด งั นี้

สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 25

มาตรา 8 วรรคสอง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน “ที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันหรือใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ หรือเปนท่ีดิน
ที่ไดหวงหามหรือสงวนไวตามความตองการของทบวงการเมือง อาจถูกถอนสภาพหรือโอนไป
เพ่ือประโยชนอ ยางอื่นหรือนาํ ไปจัดเพ่ือประชาชนไดในกรณีตอ ไปนี้

(1) ที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน ถา ทบวงการเมือง รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน
จัดทดี่ นิ ไวใ หพ ลเมืองใชร วมกันแทนแลว การถอนสภาพ หรือการโอน ใหกระทําโดยพระราชบัญญัติ
ถา พลเมืองไดเลิกใชป ระโยชนทด่ี ินนั้นไดเปล่ียนสภาพไปจากการเปนท่ดี ินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน
และมิไดตกเปนกรรมสิทธ์ิของผใู ดตามอํานาจกฎหมายอนื่ แลวการถอนสภาพใหกระทําโดยพระราช
กฤษฎกี า

ฯลฯ
มาตรา 10 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน “ท่ีดินของรัฐซึ่งมิไดมีบุคคลใดมีสิทธิ
ครอบครองและมิใชสาธารณสมบัติของแผนดนิ อนั ราษฎรใชประโยชนรวมกันน้ัน ใหอธิบดมี ีอํานาจ
จัดหาผลประโยชน ในการจัดหาผลประโยชนรวมถึงการจัดทําใหท่ีดินใชประโยชนไดซื้อขาย
แลกเปลย่ี นใหเชา และใหเชาซอ้ื –ฯลฯ – ”
จากมาตรา 8 และมาตรา 10 ดังกลาว แสดงใหเห็นวา ที่ดินสําหรับพลเมือง
ใชร ว มกันไมอาจโอนใหแ กเ อกชนไดเ ลย เวนแต
(1) เมื่อเอกชนไดจัดหาท่ดี ินแปลงใหมมาใหพลเมืองใชรวมกันแทนแลวเชนน้ี
ยอมจะออกพระราชบญั ญตั ิโอนทด่ี ินใหเ อกชนเปน การแลกเปลย่ี นได
(2) เม่ือมกี ารถอนสภาพทีด่ นิ สาํ หรบั พลเมอื งใชร ว มกนั แลว
ตามขอยกเวนขอที่ 1 ดังกลาว พิจารณาการโอนที่ดินพลเมืองใชรวมกัน
เชน นําไปโอนขาย โอนให ไมอาจกระทําได มีเพียงกรณีเดียวท่ีจะกระทําได คือ กรณีท่ีเอกชน
จัดหาที่ดินแปลงใหมมาใหพลเมืองใชรวมกันแทน เชนน้ีรัฐจึงจะโอนท่ีดินสําหรับพลเมือง
ใชประโยชนรวมกันใหแกเอกชนเปนการแลกเปลี่ยนได แตการโอนน้ีมาตรา 8 กําหนดใหกระทํา
การโอนโดยพระราชบัญญัติเทาน้ันเพราะเปนกรณีสําคัญและกระทบถึงสาธารณประโยชน
ควรท่ีรัฐสภาจะไดเขามารวมวินิจฉัยดวย และกอนท่ีจะมีพระราชบัญญัติใหโอนได ฝายบริหาร
ตอ งทําการสอบสวนใหไดขอเท็จจริงวา ทีด่ ินเอกชนนํามาแลกเปล่ียนทําใหรัฐไดรับประโยชนมากข้ึน
กวาเดิมหรือไม เชน ที่ดินแปลงใหมท่ีมีสภาพดีกวาท่ีดินเดิม อํานวยความสะดวกใหแกประชาชน
มากขึ้น มีราคาสูงกวาที่ดินเดิม หรือมีเนื้อที่มากกวา ท้ังประชาชนผูใชประโยชน และในการโอน
เพอื่ ประกอบการพิจารณาของรฐั สภาเพื่อออกพระราชบญั ญัติใหโอนตอ ไป

สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 26

สวนตามขอยกเวนที่ 2 เร่ืองการถอนสภาพท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันน้ัน
ไมเปนเหตุที่จะกลาวอา งไดว าเปนการโอนท่ีดนิ สําหรับพลเมืองใชรวมกัน เพราะประมวลกฎหมาย
ท่ีดิน มาตรา 8 บัญญัติวา ท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน ถาพลเมืองเลิกใชหรือที่ดินน้ัน
เปล่ียนสภาพไปกอนท่ีจะมีการโอนจะตอ งมีการถอนสภาพเสียกอนการถอนสภาพกรณีนี้ไมถือเปน
การโอน แตเปนการทําใหสภาพที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันส้ินสภาพไป กลาวคือส้ินสภาพ
จากการเปนท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันตามมาตรา 1304 (2) กลับสูสภาพเดิม คือกลับเปน
ที่ดินรกรางวางเปลาตามมาตรา 1304 (1) การโอนท่ีดินสําหรับพลเมืองใชรวมกนั ที่ถอนสภาพแลว
จึงเปนการโอนทด่ี นิ รกรา งวา งเปลานั้นเอง

(2) หามมใิ หย กอายุความขึน้ ตอสกู ับแผน ดิน
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1306 บัญญัติวา “ทานหามมิให

ยกอายุความข้นึ เปนขอตอสูกบั แผนดินในเร่อื งทรพั ยสนิ อนั เปนสาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ ”
การหามยกอายุความขึ้นเปนขอตอสูนั้น อายุความในพื้นท่ีหมายถึงอายุความ

ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยวาดวยทรัพย คือระยะเวลาตามท่กี ฎหมายกาํ หนด เพอ่ื การ
ใชสิทธิเรียกรองในการที่จะใหไดสิทธิใดๆ หรือเมื่อตองการฟองรองภายในกําหนดระยะเวลานั้น
ถาปลอยทิ้งไวจนเกินกําหนดจะฟองรองบังคับไมได เรียกวาอายุความเสียสิทธิ หรือเม่ือใชสิทธิ
ตามระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดกไ็ ดส ทิ ธนิ ้นั มา เรียกวา อายคุ วามไดส ทิ ธิ

อายุความท่ีมาตรา 1306 หามมิใหยกเปนขอตอสูกับแผนดินน้ัน หมายถึง
อายุความไดสิทธิและอายุความเสียสิทธิดังกลา ว การหวงหามมใิ หยกอายุความตามมาตรา 1306 น้ี
เปนการหามเอกชนมิใหยกอายุความข้ึนตอสูกับแผนดินหรือรัฐเทานั้น มิไดหามเอกชนท่ีจะยกขึ้น
เปน ขอ ตอสรู ะหวางกนั เอง

การที่มาตรา 1306 หามมิใหยกอายุความข้ึนกลาวอางน้ันก็โดยมีจุดมุงหมาย
เพื่อมิใหสาธารณสมบัติของแผนดินสามารถตกเปนสิทธิแกเอกชนโดยอายุความได ฉะนั้น
ผูท่ีครอบครองทําประโยชนบนท่ีดิน หนองน้ําที่ราษฎรใชประโยชนรวมกันมาแมจะครอบครอง
มาถึง 30 ป ก็มิไดสิทธิครอบครอง และเม่ือเอกชนถูกฟองหาวาบุกรุกทางสาธารณะอันเปน
สาธารณสมบัติของแผน ดนิ เอกชนจะยกขอ ตอสเู รื่องอายคุ วามมาใชยนั รัฐไมได

(3) หา มยึดทรัพยข องแผน ดนิ รวมทง้ั บงั คับคดดี ว ย
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1307 บัญญัติวา “ทานหามมิให

ยึดทรพั ยของแผน ดนิ ไมวา ทรพั ยน ั้นจะเปนสาธารณสมบัตขิ องแผนดินหรือไม”

สํานกั จดั การทดี ินของรฐั 27

การยึดทรัพยสิน หมายความวา การเอาทรัพยสินของลูกหนี้ตามคําพิพากษา
มาเพอ่ื ดําเนินการตามกฎหมายโดยคําพพิ ากษา หรือคําสั่งของศาล ซึ่งกระทําโดยพนักงานบังคับคดี
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 285 (2) นอกจากจะหามยึดแลว
ยังหมายความรวมถึงการอายัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 254
และมาตรา 311 ดว ย กลา วคือ สาธารณสมบตั ิของแผนดินไมอ ยใู นความรับผดิ แหง การบังคบั คดี

การที่กฎหมายบัญญัติใหท่ีดินหรือทรัพยสินท่ีเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
ไดรับความคุมครองเปนพิเศษจากการหามโอน หามยึด และหามเอกชนยกอายุความขึ้นตอสู
ก็เพราะทีด่ นิ หรือทรัพยส ินเหลาน้มี ีไวสาํ หรบั ใหประชาชนใชประโยชนรวมกนั จึงตองระมัดระวังมิให
ถกู รบกวน หรือถูกขดั ขวางตอ การทป่ี ระชาชนจะใชท ่ดี ินทรัพยสนิ นั้น ๆ

สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรฐั 28

บทท่ี ๒
การดูแลรักษาและการคมุ ครองปองกันที่ดนิ

อันเปนสาธารณสมบตั ขิ องแผน ดนิ

ทดี่ ินอนั เปนสาธารณสมบัติของแผนดนิ น้ันมีข้ึนไวเพ่ือเปนสมบัติสวนกลางสําหรับใชเพื่อ
สาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพื่อประโยชนรวมกัน เพราะฉะนั้นบุคคลใดเขา ครอบครองอางเปน
เจาของแตเพยี งผูเ ดียว จึงไมอาจทาํ ได และเพ่ือใหการใชประโยชนในที่ดินของรฐั เหลาน้เี ปนไปโดย
สงบเรียบรอยและถูกตองตามกฎหมาย จึงตองกําหนดผูมีอํานาจหนาที่ในการดูแลรักษาเพ่ือใหมี
หนาที่ในการดูแลรักษาและคุมครองปองกันมิใหผูหนึ่งผูใดนําที่ดินไปใชประโยชนในทางท่ีผิด
วัตถุประสงคที่ไดสงวนหวงหามไว เพราะหากไมมีการดูแลรักษาและดําเนินการคุมครองปองกัน
ที่ดีแลว ที่ดินเหลาน้ีจะถูกนําไปใชประโยชนสวนตัวกันหมด แมจะไดมีกฎหมายบัญญัติใหความ
คมุ ครองปอ งกนั ท่ีสาธารณประโยชนไวแลว เชน ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1305
(สาธารณสมบัติของแผนดินจะโอนแกกันมิได เวนแตอาศัยอํานาจแหงบทกฎหมายเฉพาะหรือ
พระราชกฤษฎีกา) มาตรา 1306 (ผูใดจะยกอายุความขึ้นเปนขอตอสูกับแผนดนิ มิได) และมาตรา
1307 (จะยึดเพื่อการบังคบั คดีตามคาํ พิพากษาของศาลมไิ ด) และประมวลกฎหมายท่ดี ิน มาตรา 9,
มาตรา 108 และมาตรา 108 ทวิ กําหนดโทษแกผูบุกรุกท่ีดนิ สาธารณสมบัตขิ องแผนดนิ แลวกต็ าม
ก็ยังคงมีผูบุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผนดินอยูมากมายทุกทองที่ ทําใหเกิดกรณีพิพาทซ่ึงรัฐ
ตอ งเสยี เวลาและงบประมาณเปนอนั มากในการยุติปญ หาขอ ขัดแยงดังกลา ว

1. ผมู ีอาํ นาจหนาทใ่ี นการดูแลรักษาและคุมครองปอ งกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดนิ

ประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา 8 บัญญตั ิวา “บรรดาทีด่ ินทง้ั หลายอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดินหรือเปนทรัพยสินของแผนดินน้ัน ถาไมมีกฎหมายกําหนดไวเปนอยางอ่ืนใหอธิบดี
มอี ํานาจหนาท่ีดแู ลรักษา และดําเนินการคุมครองปองกันไดต ามควรแกก รณี อาํ นาจหนาทด่ี ังกลาวน้ี
รฐั มนตรจี ะมอบหมายใหท บวงการเมืองอนื่ เปน ผูใชก ไ็ ด”

โดยผลของมาตรา 8 ท่ีดนิ สาธารณสมบัตขิ องแผนดินอยูในอาํ นาจของอธิบดีกรมท่ีดิน
ท่ีจะเปนผูดูแลรักษาและคุมครองปองกันเวนแตจะมีกฎหมายกําหนดไวเปนอยางอื่น กลาวคือ
ถาหากมีกฎหมายพิเศษกําหนดอํานาจหนาท่ีใหพนักงานเจาหนาที่ตามกฎหมายน้ันแลว การดูแล
รักษากต็ องเปนไปตามกฎหมายพิเศษนนั้ ไมอ ยใู นอาํ นาจหนา ทีข่ องอธบิ ดกี รมทดี่ ินอีกตอ ไป เชน

1) ทปี่ าไม เปนไปตามพระราชบัญญตั ิปาสงวนแหงชาติ พ.ศ.2507 มีกรมปาไม
เปนผูมีอํานาจดแู ล

สํานกั จดั การทดี ินของรฐั 29

2) ที่อุทยานแหงชาติ เปนไปตามพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504
มีกรมอุทยานแหงชาติ สตั วป า และพนั ธพุ ืช เปน ผมู อี ํานาจดูแล

3) ที่แมน้ํา เปนไปตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานนํ้าไทย พ.ศ. 2456
มกี รมขนสง ทางนํ้าและพาณิชยนาวี เปนผมู อี ํานาจดแู ล

4) ทท่ี างหลวง เปนไปตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มกี รมทางหลวง
เปนผูม ีอาํ นาจดูแล

5) ที่ราชพสั ดุ เปนไปตามพระราชบัญญตั ิทีร่ าชพัสดุ พ.ศ.2518 มีกรมธนารกั ษ
เปน ผูม อี ํานาจดแู ล

6) ท่ี ส.ป.ก. เปนไปตามพระราชบัญญัติปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518
มี ส.ป.ก. เปน ผูม อี ํานาจดแู ล

7) ท่ีนิคมสรางตนเอง เปนไปตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพ่ือการครองชีพ
พ.ศ. 2511 มีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เปน ผมู อี าํ นาจดูแล

8) ทีส่ าธารณประโยชน เปน ไปตามพระราชบัญญตั ลิ ักษณะปกครองทอ งท่ี พ.ศ. 2457
ซึ่งแกไ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญัตลิ ักษณะปกครองทอ งที่ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2551) มนี ายอําเภอ
รว มกบั องคก รปกครองทอ งถิน่ เปน ผมู ีอํานาจดูแล

9)ที่ดนิ รกรางวางเปลา เปนไปตามประมวลกฎหมายทดี่ ิน โดยมีกระทรวงมหาดไทย
และองคกรปกครองสวนทองถิน่ เปนผูมีอาํ นาจดแู ล

นอกจากนี้ยังมีที่ดนิ อีกหลายประเภทซึ่งอยูในความดูแลของกระทรวง ทบวง กรมอ่ืน
และรัฐวิสาหกจิ บางแหง เชน ที่ดินของการรถไฟ การรถไฟซ่ึงเปนรัฐวิสาหกิจเปนผูดูแลรักษา ที่ดิน
เขตคนั คลองคูนาํ้ ตางๆ เขอื่ น กรมชลประทานเปนผดู แู ลรกั ษาโดยเฉพาะ

เพราะฉะน้ัน อํานาจของอธิบดีกรมที่ดินเกี่ยวกับการดูแลรักษาท่ีดินซ่ึงเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินและทรัพยสินของแผนดิน จึงมีเฉพาะที่ดินตามมาตรา 1304 (1)
คอื ท่ีดินรกรางวางเปลา ที่ดินที่มีผูเวนคืนหรือทอดท้ิงหรือกลับมาเปนของแผนดินโดยประการอ่ืน
ตามกฎหมายที่ดิน อยางไรก็ตาม ปจจุบันอํานาจหนาท่ีเก่ียวกับท่ีดินรกรางวางเปลาน้ี
รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยไดมอบหมายใหทบวงการเมอื งอ่ืนใชอาํ นาจแทนแลว ตามคําส่ัง
กระทรวงมหาดไทย ที่ 505/2552 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 เร่ือง มอบหมายใหทบวง
การเมืองอ่ืนมีอํานาจหนาที่ดูแลรักษาและดําเนินการคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผน ดนิ หรือทรัพยสินของแผนดนิ ท่ีไมม กี ฎหมายกําหนดไวเปนอยางอน่ื ดงั น้ี

สาํ นกั จดั การทีดินของรัฐ 30

(1) กรงุ เทพมหานคร ภายในเขตกรงุ เทพมหานคร

(2) เมอื งพัทยา ภายในเขตเมอื งพทั ยา

(3) เทศบาล ภายในเขตเทศบาล

(4) องคการบริหารสวนตาํ บล ภายในเขตองคการบรหิ ารสวนตาํ บล นัน้

สําหรับองคก ารบริหารสวนจังหวัดอาจสนับสนุน ประสานและใหความรวมมือกับ

องคกรปกครองสวนทอ งถ่ินตาม (2) (3) และ (4) ในการดูแลรักษาและดําเนินการคุม ครองปองกัน

ที่ดินดังกลาวขางตน รวมทั้งใหความรวมมือในการปฏิบัติหนาท่ี และอาจสนับสนุนงบประมาณ

แกองคกรปกครองสวนทองถ่ินอ่ืนในการดาํ เนินงานหรือเขาไปดําเนินการเม่ือไดร ับการรองขอจาก

องคก รปกครองสวนทองถิน่ น้ัน

2. การจัดทําทะเบียนที่สาธารณประโยชน

การจัดทําทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนน้ัน ไดมีการจัดทํามานานแลว ซ่ึงตาม

พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี พ.ศ.2457 มาตรา 114 กาํ หนดใหกรมการอําเภอจัดทํา

บัญชีที่ดิน ที่นา ที่สวน ที่หวย หนอง คลอง บึง เอาไวเปนคูมือในการปฏิบัติงานตามหนาท่ี

การจัดทําทะเบียนท่ีดินตามพระราชบัญญตั ิลักษณะปกครองทองที่เปนการจัดทําทงั้ ทะเบียนท่ีดิน

ท้ังหมด รวมทั้งท่ีดินสาธารณประโยชนดวย ตอมาไดมีพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จ

พระปกเกลาเจาอยูหัวทรงใหมีการสํารวจท่ีดินสาธารณประโยชนทุกแปลง ไมวาจะไดมีการ

หวงหามไวหรือไม และกระทรวงมหาดไทยไดมีคําสั่งที่ 250/2479ลงวันท่ี 21 ธันวาคม 2479

วางระเบียบใหนําท่ีดนิ ท่ีไดมีพระราชกฤษฎีกาหวงหามที่ดินรกรางวางเปลาไวเปน ท่ีดินสําหรบั พลเมอื ง

ใชรวมกันลงทะเบียนที่สาธารณประโยชนใหเปนหลักฐานดวย ตอมาไดมีหนังสือกระทรวงมหาดไทย

ที่ 220/2491 ลงวันท่ี 29 กรกฎาคม 2491 สั่งใหจังหวัดตางๆ พิจารณาตรวจสอบทะเบียน

ที่ดินหวงหามและหนองนํ้าสาธารณะภายในทองท่ีวามีการออกทับหรือเหลื่อมลํ้าที่ดินของเอกชน

ที่ไดครอบครองกอนประกาศหรือไม แลวจัดทําทะเบียนวามีกี่แหง อยูในทองท่ีใด หมูใด ตําบลใด

ไดประกาศหวงหามไวตั้งแตเม่ือใด ฯลฯ เพ่ือจังหวัดจะไดดําเนินการกับผูบุกรุกตอไป และหนังสือ

กระทรวงมหาดไทย ที่ 353/2492 ลงวันท่ี 2 กันยายน 2492 สั่งใหจังหวัดนําที่ดิน

สาธารณประโยชนซึ่งไมปรากฏหลักฐานการหวงหาม หรือทางการมิไดหวงหาม แตไดกลายเปน

สาธารณสมบัติของแผนดินตามกฎหมายแลวข้ึนทะเบียนเอาไวเปนหลักฐาน ยกเวนท่ี

สาธารณประโยชนที่เกิดข้ึนโดยสภาพ เชน แมน้ํา คลอง หวย หนอง บึง พรอมทั้งใหเจาหนาที่

ดําเนินการปกหลักเขตไวเปนหลักฐาน และทําปายปกไว ณ ท่ีดินนั้นใหราษฎรทราบไวเปนที่

สาธารณประโยชน

สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรฐั 31

ทะเบียนที่สาธารณประโยชน จึงเปนทะเบียนที่เจาหนาที่ไดจัดทําข้ึนเพื่อบันทึก
รายการเกย่ี วกับท่ดี ินสาธารณประโยชนเอาไวใหทราบวา ในจังหวัดหน่ึงๆ หรืออําเภอหนึ่งๆ หรือ
ตําบลหน่ึงๆ มีท่ีดินสาธารณประโยชนเปนจํานวนเทาใด อยูที่ใด มีเน้ือที่มากนอยเทาใด
ใชเพ่ือประโยชนอยางไร ในทะเบียนท่สี าธารณประโยชนแตละฉบับทีจ่ ัดทําข้ึน จะมีขอ ความบงบอก
ถึงสาระสําคญั ดังตอ ไปนี้

(๑) ทต่ี ้งั ของทดี่ นิ วาตั้งอยทู อ่ี าํ เภอ จงั หวัดใด
(๒) แนวเขต และเนอื้ ท่ี วาท่ีดินหวงหามท้ังส่ีทิศจดทีด่ ินของบุคคลใดหรือจดสถานที่
ใดบา ง มีเนื้อทเ่ี ทา ไร
(๓) ผูท่ีทําการหวงหาม เชน นายอําเภอ กํานัน ผูใหญบาน หรือจะเปน กระทรวง
ทบวง กรม ก็ได ชื่อผูที่ทําการหวงหามมีความสําคัญ เพราะเปนเครื่องมือพิสูจนไดวา การสงวน
หวงหา มนนั้ ชอบดวยกฎหมายหรือไม
(4) ความประสงคในการหวงหาม คือ มีความประสงควาจะหวงหามไวใชเพื่อ
ประโยชนอะไร เชน ใชเปน ทีเ่ ลย้ี งสัตว ความประสงคในการหวงหาม
(5) วัน เดือน ป ที่หวงหาม เปนสาระสําคัญที่ทําใหทราบวาการหวงหามน้ัน
ชอบดว ยกฎหมายในขณะท่ีมีการหวงหา มหรอื ไม
(6) นามของผูล งทะเบยี น หมายถงึ เจา หนาท่ีผคู ัดลอกทะเบียน
การจัดทาํ ทะเบยี นทสี่ าธารณประโยชนม ีจดุ มงุ หมายดังน้ี
(1) เพ่ือใหทราบวา ท่ีดินสาธารณประโยชนมีอยูท่ีใดบาง ต้ังอยูตําบล
อําเภอจังหวัดใด เนื้อท่ีเทาใด มีขางเคียงติดตอกับท่ีดินของบุคคลใดบาง สภาพของท่ีดินเปน
หวย หนอง คลอง บึง บาง หรือท่ที าํ เลเลย้ี งสตั ว
(2) เพื่อใหทราบวา ที่ดินสาธารณประโยชนท่ีนํามาลงทะเบียนไวเกิดจากการสงวน
หวงหาม หรือเกิดจากสภาพของที่ดินโดยธรรมชาติ เชน เปนแมน้ํา ลําคลอง หรือเกิดจากการ
ใชร วมกนั ของประชาชน
(3) เพื่อตองการสรางหลักฐานของทางราชการเกี่ยวกับที่ดินนั้นๆ ใหเปนหลักฐาน
ดงั เชน โฉนด หรือ น.ส. ๓ แตเ นอ่ื งจากทางราชการยังไมอ าจออกหนงั สือสําคัญสําหรับที่หลวงไดทัน
จงึ ไดมีการจัดทําทะเบยี นท่สี าธารณประโยชนแ ปลงนั้นไวเ ปน หลกั ฐานไปกอน
(4) เพอ่ื ปอ งกันมใิ หร าษฎรบกุ รกุ ที่สาธารณประโยชนเอาไปเปนประโยชนสวนตัวได
เพราะเมอื่ ทด่ี ินแปลงใดไดจัดทําทะเบียนที่สาธารณประโยชนไวแลว กใ็ ชเปนหลักฐานเพอ่ื ใหเจาหนาท่ี
ตรวจสอบไดในกรณที ี่มีขอ พพิ าทวาทด่ี ินแปลงดงั กลา วเปน ของรัฐหรือไม

สาํ นกั จดั การทีดินของรฐั 32

มปี ญหาวา ท่ีดินที่ระบุไวในทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนวาเปนที่ดินสําหรับพลเมือง
ใชรวมกัน เชน ระบุวา สงวนไวเปนที่เลี้ยงสัตว เชนนี้ จะรับฟงไดหรือไมวาทดี่ ินแปลงน้ันเปนที่ดิน
สาํ หรบั พลเมอื งใชรว มกันในเรื่องนี้ มีคาํ พิพากษาฎกี า ตัดสินไวเปน บรรทดั ฐานแลว คอื

คําพิพากษาฎีกาที่ 492/2502 และคําพิพากษาฎีกาที่ 952/2508 วินิจฉัยวา
“การจะเปน หนองสาธารณสมบตั ขิ องแผนดนิ หรอื ไมน ั้น กฎหมายมไิ ดบ ังคับวาจะตองข้ึนทะเบียนไว
เพราะการเปนสาธารณสมบัติของแผนดินหรือไมนั้น เปนไปตามสภาพของที่ดินนั้นวาเปนทรัพยสิน
ทใ่ี ชเ พอ่ื สาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพอ่ื ประโยชนรว มกนั หรอื ไม”

คําพพิ ากษาฎีกา 281/2506 วนิ ิจฉัยวา “ทด่ี นิ ซ่งึ เปนทสี่ าํ หรับใหร าษฎรใชเล้ียงสัตว
รว มกนั อันเปนสาธารณสมบัตขิ องแผนดนิ ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยมาตรา 1304 (2)
ตงั้ แตกอนใชพระราชบัญญัติ วาดวยการหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลาฯ พ.ศ. 2478 ไมตองออก
พระราชกฤษฎีกาหวงหามหรือสงวนแตประการใด ทางราชการจะประกาศข้ึนทะเบียนเปน
ทสี่ าธารณประโยชนหรือไม ไมสําคญั ”

จากคําพิพากษาฎีกาดังกลาว แสดงใหเห็นวา ความสมบูรณของการเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดินนั้น ข้ึนอยูท่ีวาที่ดินแปลงนั้นไดถูกสงวนหรือหวงหามไวโดยชอบดวยกฎหมายหรือไม
หรือเกิดจากการใชรวมกันของราษฎรหรือไม หรือเปนที่สาธารณประโยชนที่เกิดข้ึนโดยสภาพ
ธรรมชาติของทรัพยนั้นหรือไม มิไดขึ้นอยูกับทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนแตอยางใด ทะเบียนที่
สาธารณประโยชนจึงเปนเพียงหลักฐานท่ีแสดงวาท่ีที่ไดหวงหามไวนั้นมีอยูจริงหรือไมเทานั้น เชน
ท่ีดินทไ่ี ดส งวนหวงหา มไวเปนทุงเลี้ยงสตั ว มกี ารนําข้นึ ทะเบียนทีส่ าธารณประโยชน การนําขึ้นทะเบียน
ที่สาธารณประโยชน การนาํ ข้ึนทะเบยี นที่สาธารณประโยชนเปนหลักฐานอยางหนง่ึ ท่ีแสดงวาท่ีดินน้ัน
มีอยูจริง แตการหวงหามไวเปนท่ีเล้ียงสัตวจะสมบูรณใชไดหรือไม จะตองพิจารณาจากหลักฐาน
การหวงหามน้ันๆ ฉะน้ัน แมจะมีชื่อเปนท่ีดินท่ีสงวนไวสําหรับประชาชนใชรวมกันอยูในทะเบียน
ที่สาธารณประโยชนแตถาปรากฏวาไดสงวนหวงหามไวโดยไมชอบดวยกฎหมาย เชน ไมตราเปน
พระราชกฤษฎีกาในระหวางท่ีมีพระราชบัญญัติวาดวยการสงวนหวงหามท่ีดินรกรางวางเปลา
พ.ศ.2478 ใชบังคับ ก็ไมทําใหท่ีดินท่ีมีชื่ออยูในทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนเปนที่ดิน
สาํ หรับพลเมืองใชร วมกนั ไปได

แตอยางไรก็ดี แมทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนจะไมใชสิ่งท่ีแสดงถึงความสมบูรณ
ของการเปนท่ีสาธารณประโยชน แตทะเบียนท่ีสาธารณประโยชนก็ใชเปนหลักฐานอยางหนึ่ง
ท่ีจะพิสูจนไดวา ท่ีดินท่ีไดหวงหามไวไดกลายเปนท่ีสาธารณประโยชนไปเม่ือใด เพียงใด
เพราะในทะเบียนทส่ี าธารณประโยชนจะปรากฏทั้งวัน เดือน ป ที่หวงหาม วัตถุประสงคทีห่ วงหาม
ผูท่ีทําการหวงหาม รวมทั้งเปนหลักฐานที่แสดงวาที่ดินน้ันมีอยูจริง เพราะมปี รากฏชื่อในทะเบียน

สาํ นกั จดั การทีดินของรัฐ 33

และยังทําใหทราบไดวา ท่ีดินนั้นไดกลายเปนที่สาธารณประโยชนโดยวิธีการใด เชน เกิดจากการ
สงวนหวงหามหรือเกิดจากสภาพของทรัพยนนั้ เอง เชน เปนแมน า้ํ ลําคลอง เปน ตน

3. การออกหนังสอื สาํ คัญสาํ หรบั ทีห่ ลวง
หนังสือสําคัญสําหรับทหี่ ลวงไดมีการออกกนั มาชานานแลว โดยหนังสือสําคัญสําหรับ

ทห่ี ลวงฉบับแรกเปนท่ีต้ังทีพ่ ักสัสดี ตาํ บลนาเมอื ง อําเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ออกใหเม่ือวันท่ี
๑๘ กนั ยายน 2460 แตไ มมีกฎหมายใดใหอํานาจไวโดยเฉพาะ แตไ ดอ อกกันมาเรื่อยๆ โดยอาศัย
ระเบียบ คําส่ังตางๆ จนถงึ ป พ.ศ. 2515 ไดมปี ระกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 334 (พ.ศ. 2515)
แกไขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายท่ีดนิ บัญญัติใหมีมาตรา 8 ตรี (เดิมไมมี) ไว ดงั น้ี

“มาตรา 8 ตรี ท่ดี นิ อันเปน สาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันหรือ
ใชเพอื่ ประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ อธบิ ดีอาจจัดใหมหี นังสือสําคัญสําหรับทีห่ ลวงเพ่อื แสดงเขต
ไวเ ปน หลกั ฐาน

แบบ หลักเกณฑ และวิธีการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง ใหเปนไปตามที่กาํ หนด
ในกฎกระทรวง

ท่ีดินตามวรรค 1 แปลงใด ยังไมมีหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง เขตของที่ดินดังกลาว
ใหเ ปน ไปตามหลักฐานของทางราชการ”

จากบทบัญญัติของมาตรา 8 ตรี แหงประมวลกฎหมายท่ีดินที่แกไขเพ่ิมเติมใหมน้ี
จะเห็นไดว า

1. กฎหมายรับรองการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงวาเปนเพียงหนังสือ
สําคัญของทางราชการอยางหนึ่งที่แสดงเขตที่ตั้งและการใชประโยชนในท่ีดินของรัฐเทาน้ัน
หาใชหนงั สอื แสดงสทิ ธิในที่ดินของรัฐไม

2. ลักษณะของท่ีดินที่จะออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงไดกําหนดวาที่ดิน
ของรัฐประเภทใดใหออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงได ซึ่งถาเปนที่ดินของรัฐประเภทพลเมือง
ใชประโยชนรวมกัน หรือใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ จะตองออกเปนหนังสือสําคัญ
สําหรับท่ีหลวงท้ังสิ้น แตถาเปนท่ีดินของรัฐอยางอ่ืน เชน ท่ีดินของรัฐซึ่งเปนทรัพยสินของแผนดิน
ธรรมดา โดยรฐั ถือทด่ี ินนัน้ ในฐานะอยางเอกชนแลว ก็จะตองออกเปนโฉนดที่ดนิ หรือหนังสือรับรอง
การทาํ ประโยชนแ ลว แตกรณี

ท่ดี ินของรัฐประเภทพลเมอื งใชประโยชนรวมกัน บางลักษณะไมจําเปนจะตองออก
หนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง เชน ถนนหนทาง แมนํ้า ลําคลอง เปนตน เพราะเปนที่ดินที่มีสภาพ
และขอบเขตในตัวของมันเองอยแู ลว สําหรับแมน ้าํ ลําคลอง อาจเปล่ียนขอบเขตไปไดตามธรรมชาติ
โดยงอกเปนท่ีงอกริมตล่ิง ซ่ึงบุคคลอาจไดมาตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย

สาํ นกั จดั การทดี ินของรฐั 34

(มาตรา 1308) หรอื บางแหง อาจพงั ลงนาํ้ กลายเปนสาธารณสมบัตขิ องแผนดินทพี่ ลเมืองใชรวมกัน
หากจะใหออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง ก็จะเปนการยุงยาก ฉะน้ัน จึงใหเปนหนาท่ีของอธิบดี
กรมท่ดี ินพิจารณาวา ที่ดินในลกั ษณะเชน ใดจะสมควรออกหนังสือสําคญั สําหรับท่หี ลวงหรือไม

การดําเนินการดูแลรักษาและคุมครองปองกันเกี่ยวกับท่ีสาธารณสมบัติของแผนดิน
ประเภทพลเมอื งใชรว มกนั

หนวยงานท่ีมีหนาที่ดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินประเภท
พลเมืองใชร ว มกนั มีอยูหลายหนวยงานดว ยกัน ดงั นี้

1. กระทรวงมหาดไทย ควบคุม กํากับ ดูแลใหหนวยงานที่มีหนาท่ีความรับผิดชอบ
เกยี่ วกับท่ีสาธารณประโยชนใหเปนไปตามระเบียบกฎหมาย และนโยบายของรัฐบาลโดยเครงครัด
วางนโยบายทางปฏิบัติ และออกกฎหมายเก่ียวกับที่สาธารณประโยชนและเปนผูอนุมัติ อนุญาต
เกีย่ วกับทส่ี าธารณประโยชนตามทมี่ ีกฎหมาย ระเบียบ กาํ หนดไว

2. กรมการปกครอง ควบคุม กํากับ ดูแลใหหนวยงานในสังกัดดําเนินการเกี่ยวกับ
ท่ีสาธารณประโยชนและที่สาธารณประโยชนประจําตําบล และหมูบาน ใหเปนไปตามระเบียบ
กฎหมายและนโยบายของกระทรวงมหาดไทยโดยเครงครัด และพิจารณาเร่ืองรองเรียนเกี่ยวกับ
ท่ีสาธารณประโยชนด ังกลา วทง้ั หมด

3. กรมทีด่ นิ
3.1 ดําเนินการตามประมวลกฎหมายท่ีดินตลอดจนบริหารจัดการท่ีดินของรัฐ

เปนไปอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชนสูงสุด (ตามกฎกระทรวงแบงสวนราชการกรมที่ดิน
กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 25๕๗ วนั ท่ี ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๗)

3.2 ทาํ หนา ที่เกย่ี วกบั การจดั ทําเปล่ียนแปลงและรักษาทะเบียนท่ดี ินสาธารณประโยชน
ตามหนงั สือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0604/ว 197 ลงวนั ที่ 18 เมษายน 2510 เรื่อง การดแู ล
รักษาและดําเนินการคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน และตามระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผนดิน สาํ หรับพลเมืองใชรวมกัน พ.ศ.2553

3.3 รังวัดออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง (นสล.) ตามมาตรา 8 ตรี
แหง ประมวลกฎหมายทีด่ นิ

3.4 ดําเนินการในเรื่องการขอใช ขอถอนสภาพ ขอข้ึนทะเบียน การจัดหา
ผลประโยชน การขอสัมปทาน และการสงวนหรือหวงหามที่ดินของรัฐซึ่งมิไดมีบุคคลใดมีสิทธิ
ครอบครองเพ่ือใหประชาชนใชประโยชนรวมกนั ตามมาตรา 8 มาตรา 8 ทวิ มาตรา 9 ถึง มาตรา 12
มาตรา 20 แหง ประมวลกฎหมายทด่ี ิน และระเบียบกระทรวงมหาดไทยทเี่ กีย่ วของกับเรือ่ งเหลานี้

สํานกั จดั การทดี นิ ของรัฐ 35

3.5 ดาํ เนินการในเรือ่ งการขอเปล่ยี นสภาพทีด่ นิ อันเปน สาธารณสมบัติของแผนดนิ
สําหรับพลเมืองใชรวมกันจากการเปล่ียนสภาพท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับ
พลเมืองใชรว มกัน จากการใชเพือ่ ประโยชนอ ยา งหน่ึงเปน อกี อยา งหน่งึ พ.ศ.2543

4. จังหวัด ควบคุม กํากับ ดูแล ใหหนวยงานในสังกัดดําเนินการเก่ียวกับ
ท่ีสาธารณประโยชน และที่สาธารณประโยชนประจําหมูตําบล และหมูบาน ใหเปนไปตามระเบียบ
กฎหมาย และนโยบายของกระทรวงมหาดไทยโดยเครงครัด และพิจารณาเรื่องรองเรียนเก่ียวกับ
ท่ีสาธารณประโยชนท เี่ กิดขึ้นในทองท่ีจงั หวดั

5. นายอาํ เภอ
5.1 ดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่สาธารณประโยชน ตามมาตรา 122

แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งแกไขเพิ่มเติม
ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 หนังสือกระทรวงมหาดไทย
ที่ มท 0409/ว 1394 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2528 เรื่อง กําหนดมาตรการปองกันการบุกรุก
ที่สาธารณประโยชน หนังสือกรมการปกครอง ที่ มท 0409/ว 490 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2529
เร่ือง การบริหารเกี่ยวกับการดูแลทดี่ ินอนั เปนสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน
และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปน
สาธารณสมบัติของแผน ดนิ ประเภทพลเมืองใชรวมกนั พ.ศ.2553

5.2 จัดทํา เปล่ียนแปลง และรักษาทะเบียนท่ีดนิ สาธารณประโยชน ตามหนังสือ
กระทรวงมหาดไทย ท่ี มท 0604/ว 197 ลงวันที่ 18 เมษายน 2510 เร่ือง การดูแลรักษาและ
ดําเนินการคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน และตามระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผน ดินประเภทพลเมอื งใชร วมกนั พ.ศ.2553

5.3 ดําเนินการกรณีมีการรองเรียนเก่ียวกับท่ีสาธารณ ประโยชน การบุกรุก
ที่สาธารณประโยชน และดําเนินการกรณีตองวินิจฉัยวาที่ดินเปนที่สาธารณประโยชนหรือไม
ตัง้ อยู ณ ท่ีใด มีขอบเขตอยางไร ในการดําเนินการดังกลาวถาจะตอ งสอบสวนขอเทจ็ จริงก็ใหเสนอ
ผูวาราชการจังหวัดแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริงตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
วาดวยการสอบสวนเกยี่ วกบั การบุกรุกท่หี รอื ทางสาธารณประโยชน พ.ศ. 2539 เมอื่ คณะกรรมการ
สอบสวนเสร็จใหสรุปสํานวนเสนอผูวาราชการจังหวัดพิจารณาสั่งการหรือดําเนินการไปตาม
ท่ีเห็นสมควร ในกรณีที่มีปญหาท่ีหาขอยุติไมได ใหนําเร่ืองเสนอคณะกรรมการประสานการแกไข
ปญ หาการบุกรุกทด่ี ินของรัฐสว นจังหวดั (กบร.สวนจังหวัด) พิจารณา

สาํ นกั จดั การทีดินของรัฐ 36

5.4 ระวังช้ีแนวเขต และรับรองแนวเขตที่สาธารณประโยชน ตามหนังสือ
กระทรวงมหาดไทย ดวนมาก ที่ มท 0719/ว 525 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ 2542 เร่ือง
ใหสอบสวนผูปกครองทองท่ี กอนออกหนังสือแสดงสิทธิในท่ีดิน หนังสือกระทรวงมหาดไทย
ดวนมาก ท่ี มท 0516.2/ว 26711 ลงวันท่ี 30 กันยายน 2551 และระเบียบกรมท่ีดิน
วาดวยการเขยี นขางเคียงและการรับรองแนวเขตทด่ี ิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 โดยกาํ หนดใหการ
ระวังช้ีแนวเขตที่สาธารณประโยชนเปนหนาท่ีของนายอําเภอรวมกับผูบริหารองคกรปกครอง
สวนทอ งถน่ิ

5.5 เปนผูยน่ื คาํ ขอออกหนังสือสาํ คญั สําหรับท่ีหลวง (นสล.) ตามที่ไดรับมอบจาก
กระทรวงมหาดไทย ตามคาํ สงั่ กระทรวงมหาดไทย ท่ี 948/2516 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2516
เร่ือง มอบหมายการดําเนินการขอออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวงในที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติ
ของแผน ดินสาํ หรบั พลเมืองใชรวมกนั

5.6 ทาํ การสํารวจท่สี าธารณประโยชนในเขตทองทข่ี องตนเพื่อประสานงานจังหวัด
และกรมทดี่ ินดาํ เนินการออกหนงั สือสาํ คญั สาํ หรบั ท่หี ลวง อํานวยความสะดวกและควบคุมการรังวัด
ออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงของเจาหนาท่ีกรมท่ีดิน รวมทั้งทําการสอบสวนขอเท็จจริงกรณี
ท่ีรังวัดออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงไดเนื้อที่นอยกวาหลักฐานเดิม ตามระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย วาดวยการมอบหมายใหสภาตําบลหรือองคกรปกครองสวนทองถ่ินชวยเหลือ
ในการดําเนนิ การออกหนังสือสําคัญสําหรบั ท่หี ลวง พ.ศ.2543

5.7 รองทุกขกลาวโทษใหดําเนินคดีบุกรุกที่สาธารณ ประโยชนตามประมวล
กฎหมายท่ีดิน ตามพระราชบญั ญัตลิ ักษณะปกครองทอ งท่ี พระพทุ ธศกั ราช 2457 ซ่งึ แกไขเพิ่มเตมิ
โดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ (ฉบับ 11) พ.ศ. 2551 หนังสือกระทรวงมหาดไทย
ท่ี มท 0409/ว 1394 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2528 เรื่อง กําหนดมาตรการปองกันการบุกรุก
ทีส่ าธารณประโยชน ระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันท่ีดิน
อันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมืองใชรวมกัน พ.ศ. 2553 และตามหนังสือ
กรมการปกครอง ท่ี มท 0311.1/ว 1283 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2540 เร่ือง การดําเนินคดีกับ
ผบู กุ รกุ ทางสาธารณประโยชน

6. องคการบริหารสว นตําบล (อบต.)
6.1 ดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่สาธารณ ประโยชนตามมาตรา 122

แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ีพระพุทธศักราช 2457 ซึ่งแกไขเพ่ิมเติม
โดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ (ฉบับที่ 11) พระราชบัญญัติสภาตําบลและองคการ
บรหิ ารสวนตาํ บล พ.ศ.2537 ตามมาตรา 23 (2, 3) ระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแล

สํานกั จดั การทดี นิ ของรฐั 37

รักษาและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมืองใชรวมกัน
พ.ศ.2553 และตามพระราชบัญญัติกาํ หนดแผนและขนั้ ตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครอง
สว นทองถ่นิ พ.ศ.2542 มาตรา 16 (27)

6.2 รองทุกขกลาวโทษใหดําเนินคดีกับผูบุกรุกที่สาธารณประโยชน ตามหนังสือ
กรมการปกครอง ที่ มท 0311.1/ว 1283 ลงวันท่ี 9 มิถุนายน 2540 เร่ือง การดําเนินคดีกับ
ผูบ ุกรกุ ทางสาธารณประโยชน

6.3 ใหความชวยเหลือ ใหความรวมมือ ใหความเห็นแกนายอําเภอเก่ียวกบั เร่ือง
การออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง รวมท้ังใหความรวมมือและควบคุมกํากับดูแลการทํางาน
ของเจาหนา ที่กรมทด่ี นิ ทม่ี ารังวัดออกหนังสือสําคัญสําหรับทีห่ ลวง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
วาดวยการมอบหมายใหสภาตําบลหรือองคกรปกครองสวนทองถ่ินชวยเหลือในการดําเนินการ
ออกหนงั สอื สาํ คัญสาํ หรบั ทหี่ ลวง พ.ศ. 2543

7. เทศบาล
7.1 หนา ท่ีเกี่ยวกับที่สาธารณประโยชนตามพระราช บัญญตั ิเทศบาล พ.ศ. 2496

มาตรา 50 (2) และ 53 (5)
7.2 ดูแลรักษาท่ีสาธารณะตามพระราชบัญญัติกําหนดแผนและข้ันตอนการ

กระจายอํานาจใหแ กองคก รปกครองสว นทอ งถนิ่ พ.ศ.2542 มาตรา 16 (27)
8. เมืองพทั ยา
8.1 ดูแลรักษาที่สาธารณะตามพระราชบัญญัติกําหนดแผนและข้ันตอนการ

กระจายอํานาจใหแ กองคกรปกครองสว นทองถนิ่ พ.ศ.2542 มาตรา 16 (27)
8.2 สงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา

67 (2) แหงพระราชบญั ญตั ิระเบยี บบรหิ ารราชการเมืองพทั ยา พ.ศ.2521
8.3 หนาท่ีอ่ืนตามที่กฎหมายระบุเปนหนาที่ของเทศบาลนครตามมาตรา 67

(11) แหง พระราชบญั ญัตริ ะเบียบบรหิ ารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521
9. กรงุ เทพมหานคร
ใหผูอํานวยการเขตมีอํานาจหนาท่ีในการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน

เชนเดียวกับนายอําเภอ ตามมาตรา 69 แหงพระราชบัญญัติระเบียบราชการกรุงเทพมหานคร
พ.ศ. 2528

สาํ นกั จดั การทดี ินของรฐั 38

การดําเนินการดูแลรักษาและคุมครองปองกันเกี่ยวกับที่สาธารณสมบัติของแผนดิน
ประเภทพลเมอื งใชร วมกัน

ในการดําเนินการเกี่ยวกับที่สาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมืองใชรวมกัน
ดังกลา ว กระทรวงมหาดไทยไดออกระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการดูแลรักษาและคุมครอง
ปองกนั ทด่ี ินอันเปนสาธารณสมบัตขิ องแผนดนิ สําหรับพลเมอื งใชรวมกัน พ.ศ. 2553 โดยไดมกี าร
ยกเลิกระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการดูแลรักษา และคุมครองปองกันท่ีดินอันเปน
สาธารณสมบัติของแผนดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน พ.ศ.2544 เนื่องจากไดมี
พระราชบัญญตั ลิ กั ษณะปกครองทอ งที่ (ฉบบั ที่ 11) พ.ศ. 2551 แกไ ขมาตรา 122 แหงพระราชบัญญัติ
ลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 โดยใหนายอําเภอรวมกับองคกรปกครองสวนทองถิ่น
มอี ํานาจหนา ที่ดูแลรกั ษาที่ดินสาธารณสมบัตขิ องแผนดินสาํ หรับพลเมืองใชรวมกนั โดยระเบียบดังกลาว
มสี าระสาํ คัญ สรุปไดด งั นี้

1. ลกั ษณะทด่ี นิ
ทส่ี าธารณสมบัตขิ องแผนดินสําหรับพลเมอื งใชรวมกัน หมายถึง ท่ีดินสําหรับ

ประชาชนใชรว มกันไมว าจะเปน
- โดยสภาพธรรมชาติ
- โดยการใชร วมกันของประชาชน
- โดยทางนิติกรรม
- โดยผลของกฎหมาย

2. อาํ นาจหนา ที่
- นายอําเภอรวมกับองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นตามกฎหมายลักษณะปกครอง

ทอ งท่ี มีอํานาจหนาที่ดแู ลรกั ษาและคมุ ครองปอ งกันทีด่ นิ สาธารณสมบตั ิของแผนดนิ สําหรับพลเมอื ง
ใชรว มกนั

- กรณมี ีขอ พิพาทหรือคดีใหองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นเปนผูดําเนินการระงับ
ขอพิพาทหรือรองทุกขกลาวโทษภายใน 30 วัน นับแตรูเหตแุ หงขอพิพาทหรือคดีนั้น เวนแตคดี
จะขาดอายุความใหรองทุกขทันที หากไมดําเนินการใหองคกรปกครองสวนทองถ่ินแจงเหตุผล
ความจําเปนใหนายอําเภอทราบภายใน 7 วัน (นับแตครบกําหนด 30 วัน) และใหอําเภอ
เปนผดู าํ เนนิ การหรอื นายอําเภอจะรวมกับองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นดําเนินการกไ็ ด กรณเี ร่ืองเดมิ
ทไ่ี ดดาํ เนนิ การไปกอ นหนาระเบียบนี้ใหใชดําเนนิ การตอ ไป และหากอําเภอจะดําเนินการฝา ยเดียวก็ได

สํานกั จดั การทดี นิ ของรฐั 39

3. การใชประโยชน
- นายอําเภอ/องคกรปกครองสวนทองถ่ินไมมีอํานาจใชหรือยินยอมให

บุคคลอื่นใช โดยจะตองดําเนินการตามประมวลกฎหมายท่ีดิน กฎหมายอื่นท่ีเก่ียวของ และระเบียบ
ที่กระทรวงมหาดไทยกาํ หนด

4. การจัดทาํ ทะเบยี น
- ใหจัดทําทะเบียนท่ีสาธารณประโยชน 4 ชุด เก็บไวที่อําเภอ สํานักงานท่ีดิน

จังหวัด องคกรปกครองสวนทองถ่ิน กรมท่ีดิน โดยทะเบียนฯ เดิมใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นคัด
เกบ็ ไว 1 ชุด

- กรณียังไมมีหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวงใหผูมีอํานาจขอออกหนังสือสําคัญ
สําหรับท่ีหลวงโดยใหสํานักงานที่ดินจังหวัด/สาขา สนับสนุนในการดําเนินการ เชน ดานขอมูล
และการรงั วัดทําแผนท่ี

- กรณีออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงแลว ทะเบียนฯ ไมถูกตองครบถวน
ใหเจาพนกั งานที่ดนิ แกไ ขรายงานใหถกู ตองครบถวนและลงชอ่ื วนั เดอื น ป ไว

- กรณีมีพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา คําพิพากษาหรือคําสั่งศาลวาท่ีดินน้ัน
ไมเปนท่ีสาธารณประโยชนทั้งแปลงใหเจาพนักงานที่ดินหมายเหตุ หากไมเปนบางสวนใหแกไข
ใหถกู ตอง แลว ลงชอ่ื วนั เดอื น ป กํากบั ไว

- กรณียงั ไมมีการออกหนังสอื สาํ คัญสาํ หรบั ท่ีหลวงแตตรวจสอบแลว ทะเบียนฯ
ผดิ พลาดใหส าํ นกั งานทด่ี ินรวบรวมขอเทจ็ จริง ความเหน็ องคก รปกครองสวนทองถ่ิน อาํ เภอรายงาน
ผูวาราชการจังหวัดเสนอกระทรวงมหาดไทยส่ังการ หากกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบแกไข จําหนาย
ใหเจา พนักงานท่ีดินหมายเหตุ ถาผิดทง้ั แปลงหมายเหตุ “ไมม ีท่ีดินตามที่ระบุในทะเบียน” และลงชื่อ
วัน เดือน ป กํากบั

- เมื่อเจาพนักงานทีด่ ินแกไขหรือจําหนายทะเบียนฯ แลวใหสงสําเนาใหผูดแู ล
รกั ษาแกไ ขหรือจาํ หนายใหต รงกนั

5. การตรวจสอบขอ เท็จจรงิ
- ใหนายอําเภอและองคกรปกครองสวนทองถิ่นรวมกันดําเนินการ โดยมี

สํานักงานทด่ี นิ จังหวดั และสาขา เปน ผสู นบั สนนุ
6. คา ใชจ า ย
- ใหใชงบประมาณขององคกรปกครองสวนทองถ่ินในการดําเนินการ เชน

การออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง การดําเนินคดี การรังวัด การจัดทํา ตรวจสอบทะเบียน
รวมทัง้ คาใชจ ายอน่ื ๆ

สาํ นกั จดั การทดี ินของรฐั 40

7. บทเฉพาะกาล
- คําขอเรอื่ งราวทไ่ี ดดาํ เนนิ การไปกอ น หรอื อยรู ะหวางดาํ เนนิ การใหดําเนินการ

ตอ ไปเทา ท่ีไมข ัดหรือแยง กับระเบียบนี้
การดาํ เนินคดีเกยี่ วกบั ท่สี าธารณประโยชน
ม า ต ร ก า ร ท า ง ก ฎ ห ม า ย ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม ดู แ ล แ ล ะ คุ ม ค ร อ ง ป อ ง กั น ที่ ดิ น ข อ ง รั ฐ

อกี ประการหนึ่งก็คือ การดําเนินคดีกับผูบุกรุก กลาวคอื แมรัฐจะสรางหลักฐานขน้ึ คุมครองปองกัน
ทด่ี ินของรัฐโดยการออกหนังสือสําคัญสําหรับทีห่ ลวง และมีการจัดทําทะเบียนทส่ี าธารณประโยชน
แตก็เปนเพียงหลักฐานของทางราชการที่จะใชพิสูจนถึงความเปนที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน
เวลามีคดขี ้ึนสูศาล หรือใชในการพิจารณาวาที่พิพาทเปนท่ีดินของรัฐหรือไม สวนตามสภาพความ
เปนจริงก็ยังปรากฏวามีราษฎรบุกรุกท่ีดินของรัฐอยูเสมอ รัฐจึงจําเปนตองออกกฎหมาย
วางมาตรการลงโทษผูบุกรุกเหลาน้ีโดยมีจุดประสงคเพื่อใหผูบุกรุกเข็ดหลาบ เกิดความเกรงกลัว
ไมกลากระทําผิดอีก โดยประมวลกฎหมายที่ดินไดบัญญัติใหผูที่เขาครอบครองท่ีดินของรัฐ
โดยไมไดร ับอนญุ าต เปน ความผดิ ในตัวเองโดยบัญญัตไิ วในมาตรา 9 ดงั นี้

“ภายใตบังคับกฎหมายวาดวยการเหมืองแร และการปาไม ทดี่ ินของรัฐถามไิ ดมีสิทธิ
ครอบครอง หรือมไิ ดรบั อนญุ าตจากพนักงานเจา หนาที่แลว หา มมิใหบคุ คลใด

(1) เขา ไปยดึ ถอื ครอบครอง รวมตลอดถงึ การกนสรา ง หรือการเผาปา
(2) ทําดวยประการใดๆ ใหเปนการทาํ ลาย หรือทาํ ใหเส่ือมสภาพทด่ี ิน ท่ีหิน ที่กรวด
หรือที่ทราย ในบริเวณทีร่ ัฐมนตรปี ระกาศหวงหา มในราชกจิ จานเุ บกษา หรือ
(3) ทาํ สงิ่ หนง่ึ สง่ิ ใดอนั เปน อันตรายแกท รัพยากรในทีด่ นิ ”
บุคคลซ่ึงเขาไปครอบครองหรือทําการใดๆ ในที่ดินของรัฐโดยมิไดรับอนุญาตจาก
พนักงานเจา หนาที่ ยอ มเปนผฝู า ฝนมาตรา 9 แหง ประมวลกฎหมายทด่ี ิน คือเปน ผบู ุกรกุ ท่ีดนิ ของรัฐ
ตามปกตเิ มื่อมีการบกุ รุกที่ดินของรฐั พนกั งานเจา หนา ทจี่ ะตองดาํ เนนิ การใหผูบุกรุกออกไปจากทีด่ ิน
หากไมยอมออก พนักงานเจาหนาท่ีจะดําเนินการฟองรองดําเนินคดีทางศาล ปจจุบันไดมีประกาศ
ของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันท่ี 29 กุมภาพันธ 2515 แกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายท่ีดิน
โดยบัญญัติโทษทจี่ ะลงแกผ ูบ กุ รกุ ทด่ี นิ ของรัฐไวในมาตรา 108 และมาตรา 108 ทวิ ดงั นี้
มาตรา 108 “ผใู ดฝา ฝนมาตรา 9 อยูกอ นวันประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใชบ ังคับ
พนักงานเจาหนาท่ีหรือผูซึ่งไดรับมอบหมายจากพนักงานเจาหนาท่ีมีอํานาจแจงเปนหนังสือ
ใหผ ฝู าฝน ปฏิบัตติ ามระเบยี บทค่ี ณะกรรมการกาํ หนด ถาผฝู าฝนเพกิ เฉยหรือไมป ฏิบัตใิ หถกู ตองตาม
ระเบียบใหพ นักงานเจาหนา ท่ีมีคาํ ส่ังเปนหนังสอื ใหผฝู าฝนออกไปจากทดี่ ิน และหรือร้ือถอนส่ิงปลูก

สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 41

สรางในที่ดินภายในระยะเวลาที่กําหนด ถาไมปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานเจาหนาท่ี ตองระวาง
โทษจาํ คุกไมเ กินหน่งึ ป หรอื ปรบั ไมเ กนิ หาพนั บาท หรือท้ังจาํ ทั้งปรับ

ในการกําหนดระเบียบตามวรรคหน่ึง คณะกรรมการจะกําหนดใหผูฝาฝน ตองเสีย
คาตอบแทนในการใชที่ดนิ นั้นใหแ กร ัฐหรือราชการบรหิ ารสวนทองถิ่นก็ได”

“มาตรา 108 ทวิ นับแตวันท่ีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใชบังคับ ผูใดฝาฝน
มาตรา 9 ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กนิ หน่ึงป หรอื ปรบั ไมเกินหา พันบาท หรอื ทงั้ จําท้งั ปรบั

ถาความผิดในวรรคหน่ึงไดกระทําแกที่ดินซ่ึงเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
ท่ีประชาชนใชรวมกัน หรือที่ใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะตองระวางโทษจําคุกไมเกิน
สามป หรือปรบั ไมเกินหนึ่งหมืน่ บาท หรือทงั้ จาํ ท้ังปรับ

ถาความผิดพลาดตามวรรคสองไดกระทําเปนเน้ือท่ีเกินกวาหาสิบไร ตองระวางโทษ
จาํ คกุ ไมเกนิ หาป หรือปรับไมเ กนิ สองหม่นื บาท หรือทั้งจาํ ทง้ั ปรับ

ในกรณีท่ีมีคําพพิ ากษาวาผูใดกระทําความผิดตามมาตราน้ี ศาลมีอํานาจสั่งในคําพพิ ากษา
ใหผ กู ระทําผดิ คนงาน ผูร ับจาง ผูแทน และบรวิ ารของผูกระทาํ ความผดิ ออกไปจากทีด่ นิ นัน้ ดว ย

บรรดาเคร่ืองมือ เครื่องใช สัตวพาหนะ ยานพาหนะ หรือเคร่ืองจักรกลใดๆ ซ่ึงบุคคล
ไดใชในการกระทําผิด หรือไดใชเปนอุปกรณใหไดรับผลในการกระทําความผิดดังกลาวใหริบเสีย
ทัง้ ส้ินไมวาจะมีผถู กู ลงโทษตามคําพิพากษาหรือไม”

จากมาตราดังกลาวท้ังสอง จึงตองแบงวิธีการดําเนินการกับผูฝาฝนตามมาตรา 9
ออกเปน 2 กรณี คอื การดาํ เนินการกบั ผบู กุ รกุ ท่ดี ินของรฐั ซ่ึงไดฝาฝนกอนประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 96 ใชบังคับ (4 มีนาคม 2515) และการดําเนินการกับผูบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งไดฝาฝน
ภายหลงั ใชป ระกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบับที่ 96 ใชบ งั คับ

(1) การดาํ เนินการกับผูบุกรุกทีด่ ินของรัฐ ซึ่งไดฝ าฝนกอ นใชประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับท่ี 96

การดําเนินการกับผูฝาฝนตามมาตรา 9 ในกรณีนี้พนักงานเจาหนาท่ีจะตองปฏิบัติ
ใหเปน ไปตามมาตรา 108 ซึ่งมีข้นั ตอนดงั น้ี

ข้ันตอนท่ี 1 พนักงานเจาหนาท่ีจะตองมีหนังสือแจงไปยังผูฝาฝนใหปฏิบัติ
ตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการจดั ทดี่ ินแหงชาติกําหนดดงั น้ี

1.1 กรณีท่ีที่ดินท่ีมีบุกรุกเปนที่ดินที่สงวนหรือหวงหามไวเพ่ือใชประโยชนของ
ทางราชการ เม่ือทบวงการเมืองซึ่งมีหนาที่ดูแลรักษาหรือใชประโยชนรองขอตามระเบียบน้ี
ใหพนกั งานเจาหนา ท่แี จง ใหผ ฝู าฝน ทราบ เพือ่ ปฏิบัติการอยา งหนงึ่ อยางใดดังตอ ไปน้ี

สาํ นกั จดั การทดี ินของรัฐ 42

ก. ใหมาจดั การทาํ บันทึกไวเปนหลักฐานตอ ทางราชการภายในเวลาท่ีกาํ หนด
วาไดครอบครองและทาํ ประโยชนอยูในทีด่ ินเปนเน้ือท่ีเทาใด ต้ังแตเมอ่ื ใด และจะออกไปจากที่ดิน
ไดเ ม่ือใด

ข. ใหมาทําความตกลงเพือ่ เสียคาตอบแทนตามอัตราและเวลาท่ีทางราชการ
กาํ หนดให

ค. เมื่อมคี วามจาํ เปนอาจส่งั ใหผูฝา ฝนและบริวารออกไปจากที่ดินหรือรื้อถอน
สงิ่ ปลูกสรางออกไปจากท่ดี นิ ดว ยก็ได

1.2 กรณีท่ีท่ีดินที่มีการบุกรุกเปนท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน
ท่ีประชาชนใชป ระโยชนร วมกันตามระเบยี บนี้ ใหอ ํานาจพนกั งานเจา หนาท่ี มีคาํ สัง่ ใหผ ูฝาฝนออกไป
จากที่ดิน เวนแตกรณีท่ีมีเหตุผลและความจําเปนพิเศษ และไมเปนการกระทําใหเส่ือมประโยชน
ในการทป่ี ระชาชนจะใชที่ดินนั้น พนักงานเจาหนาท่ีจะผอนผันใหอยูอาศยั หรือใชประโยชนเปนการ
ชว่ั คราวโดยเสียคาตอบแทนหรือไมก็ได

1.3 กรณที ที่ ดี่ นิ ท่มี ีการบุกรุกเปนท่ีดินท่ีทางราชการมีโครงการจะจัดใหประชาชน
เขาอยูอาศัยและประกอบอาชีพ พนักงานเจาหนาท่ีมีอํานาจแจงใหผูฝาฝนไปติดตอกับเจาหนาท่ี
ผูมีหนาที่ในการจัดท่ีดินเพื่อขอรับคําวินิจฉัยเก่ียวกับสิทธิในที่ดินและเพ่ือปฏิบัติตามระเบียบ
ขอบงั คับ ขอกาํ หนด และเง่ือนไขในการจัดที่ดนิ ตามโครงการจดั ทดี่ ินนัน้ ตอ ไป

1.4 กรณีที่ท่ีดินที่มีการบุกรุกเปนท่ีดินที่มีทรัพยากรธรรมชาติ เปนตนวา ที่หิน
ทกี่ รวด หรือที่ทราย ไมวาท่ีดนิ นั้น รัฐมนตรีจะไดประกาศหวงหามไวในมาตรา 9 (2) แหงประมวล
กฎหมายท่ีดินแลวหรือไมก็ตาม ถามผี ูฝาฝน เขา ไปทําดวยประการใดๆ ใหเปนการทําลายหรือทําให
เส่อื มสภาพ หรอื เปน อันตรายแกท รพั ยากรในท่ีดินน้ัน และถาการกระทําน้ันกอ ใหเกดิ ความเสียหาย
แกสาธารณชนก็มีอํานาจสงั่ ใหผ ูฝ าฝนแกไ ขการกระทาํ นั้นใหก ลับคนื สสู ภาพเดมิ ดวย

การแจงของพนักงานเจาหนาที่หรือผูซึ่งไดรับมอบหมายจากพนักงานเจาหนาท่ี
ใหแ จง เปนหนงั สอื มีสาระสําคญั ดังตอไปนี้

(1) ชือ่ และช่อื สกลุ ของผฝู าฝน
(2) ตําแหนงท่ดี นิ ทเี่ ขา ไปบุกรุก ยดึ ถอื ครอบครอง หรือใชป ระโยชน
(3) กาํ หนดวิธีการ เง่ือนไข และระยะเวลาทีจ่ ะใหผ ูฝาฝน ปฏิบตั ิ
ข้ันตอนท่ี 2 ถาผูฝาฝนเพิกเฉยหรือไมปฏิบัติใหถูกตองตามระเบียบ ใหพนักงาน
เจาหนาท่ีมีคําสง่ั เปนหนังสือใหผูฝาฝนออกไปจากท่ีดินและหรือร้ือถอนส่ิงปลูกสรางในทดี่ ินออกไป
จากท่ีดินภายในระยะเวลาทีก่ าํ หนด คอื

สํานกั จดั การทีดินของรัฐ 43

(1) ในกรณที ่ผี ูฝา ฝน ไดเ ขาบุกรุก ยึดถือครอบครอง ไดปลูกไมลมลุกหรือธัญชาติไว
ใหกําหนดเวลาแจงใหออกไปจากท่ีดินนั้นไมนอยกวา 30 วัน หลังจากการเกบ็ เกยี่ วพืชผลในทดี่ ิน
นั้นเสรจ็ แลว

(2) ในกรณีเปนการบุกรุก ยึดถือครอบครองตามขอ 1.4 ใหแจง ใหออกจากที่ดิน
ทีบ่ ุกรุกหรอื แจง ใหรอ้ื ถอนสิ่งปลูกสรา งโดยเร็วแตต องไมน อ ยกวา 7 วัน นบั แตวันท่ีไดร บั หนงั สอื แจง

(3) การบุกรุกยึดถือครอบครองในกรณีอื่นนอกจาก (1) และ (2) ใหแจงใหออกไป
จากที่ดินน้นั ภายในกาํ หนดท่ีแจง แตต อ งไมน อ ยกวา 90 วนั นับแตว นั ไดร บั หนังสอื แจง

การสงหนังสือแจงใหสงโดยทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรับ เวนแตทองที่ใดไม
สะดวกในการสง ทางไปรษณียตอบรับ ก็ใหจ ัดเจาหนาท่นี าํ ไปสง และในกรณที ใี่ หเ จาหนาที่นําไปสง
ใหป ฏิบตั ิดงั นี้

(1) ใหผูฝาฝนหรือผูท่ีบรรลุนิติภาวะแลว ซ่งึ อยูอาศัยในครอบครัวเดยี วกันกับ
ผฝู า ฝนน้นั ลงช่อื รับหนงั สือแจง ในใบรับ แลวเก็บเขา เรอื่ งไวเปน หลักฐาน

(2) ในกรณีทบี่ ุคคลดังกลาวตาม (1) ไมย อมลงชอื่ กใ็ หเจาหนาท่ีผูนําสงหนังสือ
แจงบันทึกเหตุการณและเหตุผลในการไมยอมรับหนังสือแจงไว และใหมีพยานอยางนอย 2 คน
ลงชื่อรับรองไวในบันทึกนั้นดวย เม่ือผูนําสงหนังสือแจงไดปฏิบัติการดงั กลาวแลว ใหถือวาผูฝาฝน
ไดร บั หนังสอื แจงแลว

ผูฝาฝนผูใดมีความจําเปนไมอาจจะปฏิบัติตามหนังสือแจงของพนักงานเจาหนาที่
ไดใหย่ืนคํารองขอผอนผันลว งหนาไมนอยกวาสามสิบวันกอนครบกําหนดระยะเวลาตามท่ีกําหนดไว
ถาพนักงานเจาหนาท่ีหรือผูที่ไดรับมอบหมายจากพนักงานเจาหนาที่เห็นสมควร ก็ใหมีอํานาจ
ผอ นผันไดตามความจาํ เปนแลวแตก รณี

ข้ันตอนท่ี 3 ในกรณีที่ผูฝาฝนไมปฏิบัติตามหนังสือแจงโดยไมยอมออกจากท่ีดิน
หรือไมยอมรื้อถอน ใหพนักงานเจาหนาที่หรือผูซ่ึงไดรับมอบหมายจากพนักงานเจาหนาที่มีคําสั่ง
เปนหนังสือสงไปยังผูฝาฝน และกําหนดใหผูฝาฝนออกไปจากท่ีดินน้ันภายในกําหนดสามสิบวัน
นับแตว ันทไ่ี ดรบั คําสัง่ ของพนักงานเจา หนา ที่ หากผูนนั้ ยังฝาฝน อยอู กี กใ็ หดาํ เนนิ คดตี อไป

ฉะน้ัน จะเห็นไดวา เม่ือปรากฏวาราษฎรไดบุกรุกท่ีดินของรัฐกอนวันประกาศ
ของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 (2515) ใชบังคับ พนักงานเจาหนาท่ีไมมีอํานาจที่จะดําเนินคดี
กับผูบุกรุกไดทันทีท่ีมีการบุกรุก จะตองมีคําส่ังใหผูบุกรุกออกไปจากที่ดินที่บุกรุกเสียกอน เมื่อได
รับแจงไปแลว ผูบุกรุกไมปฏิบัติตาม จึงถือวาผูบุกรุกมีความผิดตามมาตรา 108 ทวิ ในเร่ืองนี้
มีคําพิพากษาฎีกา ท่ี 2469/2520 วินิจฉัยวา “จําเลยเขาไปยึดถือครอบครองท่ีดินของรัฐ
มาตั้งแตกอนมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 96 ออกใชบังคับ เมื่อไมปรากฏวานายอําเภอ

สํานกั จดั การทดี ินของรัฐ 44

หรือคณะกรรมการจัดท่ีดินเพื่อประโยชนของประชาชนไดเคยแจงใหจําเลยร้ือถอนส่ิงปลูกสราง
ออกไปแลว ยอมจะเอาผิดแกจ าํ เลยตามประมวลกฎหมายท่ดี ิน มาตรา 9 และ 108 ทวิ ไมได”

(2) การดาํ เนินการกับผูบุกรุกที่ดินของรัฐ ภายหลังวันใชประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบบั ที่ 96

บุคคลที่ฝาฝนมาตรา 9 ภายหลังวันใชประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ถือวา
ผูนั้นเปนผูบุกรุกทด่ี ินของรัฐ ยอมมีความผิดตามมาตรา 108 ทวิ พนักงานเจาหนาที่ยอมมีอํานาจ
ดาํ เนินการฟองรองตอ ศาลและถูกลงโทษไดทนั ที มาตรา 108 ทวิ ไมไดมบี ทบัญญัติเหมอื นมาตรา
108 ท่ีใชกับผูบุกรุกท่ีดินของรัฐกอนวันใชประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ท่ีใหมีการแจงให
ผูบุกรุกออกไปจากท่ีดินกอนท่ีจะฟองรองดําเนินคดี แตในทางปฏิบัติแลวพนักงานเจาหนาที่
มกั จะไมแจง ความเพื่อดําเนนิ คดที ันที พนกั งานเจา หนา ที่มักใชวิธีการอะลุมอลวย คอื แจงใหผูบุกรุก
ระงับการกระทําผิดและออกไปจากท่ดี ินเสีย โดยอาจกาํ หนดเวลาใหออกจากที่ดิน ถาผูกระทําผิด
ยังขดั ขืนไมยอมออกไปจากที่ดินนน้ั พนักงานเจา หนา ทจ่ี งึ จะใชวธิ กี ารแจงความเพ่ือจับกมุ ดําเนินคดี

จากมาตรา 108 และมาตรา 108 ทวิ ดังกลาว จะเห็นไดวา กฎหมายกําหนด
วิธีดาํ เนินการแกผ ูบุกรุกท่ีดินของรัฐไวแตกตางกนั กลาวคือ ประมวลกฎหมายทีด่ ินมาตรา 108 เดิม
บัญญัติใหผูบุกรุกท่ีดินของรัฐมีความผิดตองถูกลงโทษ ตอมาเนื่องจากมีผูบุกรุกท่ีดินของรัฐ
เปน จํานวนมากจนยากตอการทจี่ ะใหราษฎรออกจากทีด่ ินบุกรุก รัฐจึงไดตราประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับท่ี 96 (พ.ศ. 2515) แกไขมาตรา 108 ใหม และบัญญัติมาตรา 108 ทวิ ขึ้นมาใหม
โดยมีวัตถุประสงคที่จะชวยเหลือ ผูบุกรุกท่ีดินเดิมกอนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 96
(พ.ศ. 2515) จะใชบังคับใหไมมีความผิดในการบุกรุกที่ดินของรัฐ เม่ือไดปฏิบัติตามระเบียบ
ของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติกําหนดไว เชน ใหผูบุกรุกอยูอาศัยตอไปโดยเสียคาตอบแทน
ถาไมปฏิบัติหรือฝาฝนจึงจะถือวามีความผิด สวนการบุกรุกท่ีดินของรัฐทเี่ กิดขึ้นหลังการใชประกาศ
ของคณะปฏิวัติฉบับท่ี 96 (พ.ศ. 2515) เปนการบุกรุกท่ีเกิดข้ึนใหม รัฐจะไมใหความชวยเหลือ
อกี แลว โดยใหถ ือวา ผูบ ุกรุกที่ดนิ ของรฐั มคี วามผิดทันทที ม่ี ีการบุกรุก

สํานกั จดั การทดี นิ ของรัฐ 45

บทที่ ๓
นโยบายและแนวทางการแกไขปญหาการบุกรุกท่ดี นิ ของรัฐ

และมาตรการในการชวยเหลือผบู ุกรกุ

ในป พ.ศ.2535 รัฐบาลขณะน้ันพิจารณาเห็นวา การดูแลและรับผิดชอบที่ดินของรัฐ
ซ่ึงไดแก ท่ีปาสงวนแหงชาติท่ีสาธารณประโยชนและที่ราชพัสดุ เปนตน มีสวนราชการเขามา
เกี่ยวของกับการดูแลและรับผิดชอบหลายหนวยงานดวยกัน บางครั้งเม่ือมีปญหาการบุกรุกท่ีดิน
ของรัฐ สวนราชการดังกลาวไมอาจแกไขปญหาใหยุติลงไดโดยลําพัง ประกอบกับท่ีดินของรัฐ
ไดถูกบุกรุก ยึดถือครอบครอง ทั้งในลักษณะสวนตัวและเปนหมูคณะ กอใหเกิดผลกระทบในทาง
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการปกครอง นับวันจะสรางปญหาท่ีซับซอนและทวีความรุนแรง
ยิ่งข้ึนอาจกอใหเกิดความหายนะแกชาติ เกิดมหันตภัยตอสวนรวมได ถามิไดรับการแกไข
โดยทันทวงที รัฐบาลขณะน้ันจึงมีนโยบายที่จะแกไ ขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐดังกลาวใหสําเร็จ
ลุลวงไปดวยความเรียบรอย ดังนั้น จึงไดประกาศใหระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการแกไข
ปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ.2535 ข้ึนเม่ือวันที่ 24 กุมภาพันธ 2535 ซ่ึงตามระเบียบนี้
ไดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหน่ึง เรียกวา “คณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ”
เรยี กโดยยอ วา “กบร.” ทําหนา ท่แี กไ ขปญ หาการบุกรุกทด่ี ินของรฐั

คณะกรรมการแกไ ขปญหาการบุกรุกท่ีดนิ ของรัฐ ท่เี รียกโดยยอวา “กบร.” ประกอบดว ย
รองนายกรัฐมนตรีท่ีนายกรัฐมนตรีมอบหมายเปนประธานกรรมการ มีรัฐมนตรีประจํา
สํานักนายกรัฐมนตรีท่ีไดรับมอบหมาย รัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ
กับรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เปนรองประธานสําหรับกรรมการก็ประกอบดวยหัวหนา
สวนราชการตางๆ โดยมีผูตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรีที่ไดรับมอบหมายเปนกรรมการ
และเลขานุการ

กบร. มีอํานาจหนาท่ีกํากับติดตามดูแลใหสวนราชการตางๆ ดําเนินการใหเปนไปตาม
มาตรการในการแกไขปญหา และมาตรการในการปองกันการบุกรุกที่ดินของรัฐ ซ่ึงคณะรัฐมนตรี
ไดม ีมตใิ หความเห็นชอบและกาํ หนดใหเ ปน นโยบายสาํ คัญไวแ ลว คอื

1. มาตรการในการแกไ ขปญ หาการบุกรุกทดี่ ินของรัฐ
1.1 เรงรัดใหดาํ เนินการสํารวจและจัดทําแนวเขตทด่ี ินของรัฐที่อยูในความดูแลรักษา

หรือใชประโยชนใหถูกตองและชัดเจน รวมทั้งจัดทําทะเบียนหรือหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง
แลว แตกรณไี วเ ปนหลักฐานโดยใหแลว เสร็จภายในระยะเวลาที่กาํ หนด

สํานกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 46

1.2 ให กบร. แตงต้ังคณะกรรมการประสานการแกไขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐ
สวนจังหวัด เรียกโดยยอวา “กบร.สวนจังหวัด” ข้ึนในจังหวัดท่ีมีปญหาการบุกรุกหรือการ
ครอบครองท่ีดินของรัฐ ประกอบดวยผูวาราชการจังหวัดหรือผูที่ไดรับมอบหมาย เปนประธาน
กรรมการ และมีผูแทนสวนราชการท่ีเกี่ยวของเปนกรรมการตามที่ กบร. กําหนด และใหมีหนาท่ี
ตรวจสอบการครอบครองท่ีดินของบุคคลผูเขา ครอบครองท่ีดินของรัฐ และตรวจสอบหนังสือแสดง
สิทธิในที่ดินที่ออกในเขตที่ดินของรัฐ สําหรับรายที่มีเหตุอันควรสงสัยวาจะออกโดยมิชอบ และมี
หนาที่อื่นตามที่ กบร. มอบหมาย หากผลปรากฏวาผูครอบครองไมมีสิทธิโดยชอบดวยกฎหมาย
และเปนเกษตรกรที่ยากจน หรือผูยากจนก็ใหสวนราชการท่ีเกี่ยวของพิจารณาจัดที่ดินใหทํากิน
หรือใหอยูอาศยั ตามท่ี กบร. กําหนด

1.3 ใหลงโทษเจาหนาท่ีผูรับผิดชอบทที่ ุจริตหรือประพฤติมิชอบเกี่ยวกบั ทด่ี ินของรัฐ
หรือจงใจละเลยไมปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คําสั่ง แกผูบุกรุกที่ดินของรัฐอยางเครงครัด
และเฉียบขาด

1.4 กรณเี จาหนาที่ของรัฐถกู ฟองเปนจําเลยในคดีอาญาหรือคดีแพง เก่ียวเน่ืองจาก
การปฏิบัติหนาที่ในการแกไขปญหาหรือในการปองกันการบุกรุกท่ีดินของรัฐ หรือในการปฏิบัติ
ตามกฎหมายเกี่ยวกับทด่ี ินของรัฐ อันเปนการปฏิบัติหนาท่ีโดยสุจริต เพอื่ รักษาผลประโยชนของรัฐ
และเปนกรณที ่อี ยั การรบั เปน ทนายความแกต างวาตางคดีให เมื่อเจาหนาท่ีผูถูกกลาวหาหรือถูกฟอง
เปนจําเลยตอ ศาล กใ็ หไดร บั ความคุมครองโดยมติ อ งรับผดิ ชอบตอคา เสยี หายเมื่อแพคดี และในกรณี
ที่คดียังไมถึงที่สุด หากเจาหนาท่ีผูถูกฟองคดีตองออกหรือพนจากราชการตามกฎหมายเสียกอน
กใ็ หมสี ิทธิเบิกคาใชจายในการเดินทางไปศาลตามหมายเรียกของศาลไดใ นอัตราเทากับท่ีเคยมสี ิทธิ
เบิกในตําแหนงสุดทายกอนออก หรือกอนพนจากราชการตามกฎหมาย จนกวาคดีจะถึงท่ีสุด
และในกรณีเจาหนาท่ีถูกรองเรียนเกี่ยวกับการรักษาผลประโยชนของรัฐโดยสุจริตดังกลาว
ก็ใหผูบังคับบัญชาพิจารณาใหความเปนธรรมตามระเบียบราชการ หรือตามมติคณะรัฐมนตรี
โดยเครง ครัด โดยใหส ว นราชการที่เกยี่ วขอ งดาํ เนินการแกไขกฎหมายกฎ ระเบยี บ ใหส อดคลองกันดวย

1.5 กรณเี จาหนาท่ีของรัฐถกู ฟองคดเี ปนจําเลยเกีย่ วกบั การปฏิบัตหิ นา ท่ี ผูบังคับบัญชา
จะอางเปนเหตุเพื่องดหรือรอการพิจารณาบําเหน็จความชอบประจําปไมได และใหพิจารณาเลื่อน
ขั้นเงินเดือนประจําปในกรณีปกติ หรือกรณีพิเศษแลวแตกรณี โดยใหสวนราชการที่เก่ียวของ
ดาํ เนินการแกไขกฎหมาย กฎระเบยี บ ใหส อดคลอ งกันดวยตอไป

สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรฐั 47

2. มาตรการปองกนั การบุกรุกท่ีดินของรฐั
2.1 จัดการวางแผนการใชท ่ดี ินของรฐั ใหไ ดประโยชนม ากทีส่ ุด
2.2 ใหความรูดานวิชาการเกี่ยวกับการใชท่ีดินของรัฐ โดยจัดใหมีการอบรมผูนํา

ทองถิ่นและเจาหนาที่ท่ีเกี่ยวของ หรือกําหนดหลักสูตรการเรียนการสอน ตลอดจนการเผยแพร
ประชาสัมพันธใหขาราชการ นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ใหมีความสํานึกในคุณคารัก
และหวงแหนที่ดนิ ของรฐั

2.3 จัดใหม แี ผนการประชาสมั พนั ธระดบั ชาติเพ่อื รณรงคใ นการอนรุ กั ษทีด่ ินของรัฐ
2.4 ใหจดั ทําแผนทแ่ี สดงสภาพ และประเภททดี่ ินของรัฐต้งั แสดงไว ณ ศาลากลางจังหวัด
ท่ีวาการอําเภอ สํานักงานเขต สํานักงานเทศบาล สภาตําบล และสวนราชการที่รับผิดชอบดูแล
รักษาหรือใชประโยชนทีด่ ินของรฐั
2.5 สาํ หรับที่ดินของรัฐประเภทสาธารณสมบัตขิ องแผนดนิ ท่ีสงวนไวเพื่อใชประโยชน
ของแผนดินโดยเฉพาะ และประเภทสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกันใหมีการ
เรงรดั การออกหนงั สอื สาํ คัญสําหรับท่ีหลวง โดยใหอธบิ ดีกรมที่ดนิ มอบอาํ นาจหนาที่การออกหนังสือ
สําคัญสําหรับที่หลวงใหผูวาราชการจังหวัด หรือเจาพนักงานที่ดินจังหวัด ตามความเหมาะสม
หากมีผูคัดคานการออกหนังสือสําคญั สําหรับที่หลวง ก็ใหดําเนินการตามระเบียบท่ีคณะกรรมการ
กําหนดโดยใหสวนราชการท่ีเก่ียวของใหความรวมมือ หากมีความจําเปนตองแกไขกฎหมาย
กฎระเบียบ กใ็ หด ําเนนิ การแกไ ขใหสอดคลอ งกนั ดวย
ตอมาในวันท่ี 27 ธันวาคม 2545 สํานักนายกรัฐมนตรีไดออกระเบียบ
สํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการแกไขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐ พ.ศ.2545 โดยยกเลิกระเบียบ
สํานกั นายกรัฐมนตรี วา ดวยการแกไ ขปญ หาการบุกรุกทดี่ นิ ของรัฐ พ.ศ.2535
ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการแกไ ขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐ พ.ศ. 2545
มีองคป ระกอบของคณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกท่ดี ินของรัฐ และรายละเอียดแตกตางไปจากเดิม
กลา วคอื
3. คณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) ตามระเบียบสํานัก
นายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2545
คณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ เรียกโดยยอวา “กบร.” มีรองนายก
รัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เปนประธาน รัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ
รัฐมนตรีวาการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย
เปนรองประธาน หัวหนาสวนราชการตางๆ เปนกรรมการ โดยมีรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ

สาํ นกั จดั การทีดนิ ของรัฐ 48

และสิ่งแวดลอม ที่รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสํานักแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ
เปนกรรมการและเลขานกุ าร

กบร. ตามระเบยี บสาํ นักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2545 มีอํานาจหนา ที่
(1) เสนอนโยบายหรือแผนงานในการแกไขปญหาและมาตรการในการปองกัน

การบุกรกุ ที่ดินของรัฐตอ คณะรฐั มนตรี
(2) กําหนดมาตรการในการแกไขปญหาและมาตรการในการปองกันการบุกรุก

ทด่ี นิ ของรัฐ
(3) กํากับ ติดตาม ดูแลและตรวจสอบใหหนวยงานของรัฐ ดําเนินการใหเปนไป

ตามนโยบาย แผนงาน มาตรการในการแกไขปญ หาและมาตรการในการปอ งกนั การบุกรกุ ทีด่ นิ ของรัฐ
(4) รวบรวมขอมูล เอกสารหลักฐาน และขอเทจ็ จริงเกยี่ วกับการครอบครองท่ดี ิน

ของบุคคลใดๆ ในทดี่ ินของรัฐ
(5) เรียกใหหนวยงานของรัฐสงขอ มูลเอกสารหลักฐานและขอเท็จจริง หรือขอให

สงผูแทนมาชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาของ กบร. หรือคณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางาน
ที่ กบร. แตงต้งั

(6) ใหการสนบั สนนุ แกหนวยงานของรัฐในการดําเนินการแกไขปญหาและปองกนั
การบุกรกุ ที่ดนิ ของรฐั ในการขอต้ังงบประมาณ และในเรือ่ งอืน่ ๆ ตามความเหมาะสม เพอื่ ใหสามารถ
ปฏิบตั ิงานใหส ําเรจ็ ลลุ ว งไปดวยความรวดเรว็

(7) แตงตง้ั คณะอนุกรรมการหรอื คณะทํางาน ใหป ฏิบตั ิตามท่ีมอบหมาย
(8) ใหหนวยงานของรัฐและจังหวัดดําเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับการแกไขปญหา
และปองกนั การบกุ รุกที่ดินของรฐั ตามทกี่ ําหนด
(9) ดาํ เนินการหรอื ปฏบิ ัตงิ านอน่ื ใดทีเ่ กยี่ วกับการแกไ ขปญหา และปองกนั การบกุ รุก
ท่ดี นิ ของรัฐใหเปนไปตามกฎหมาย กฎ คาํ สัง่ ระเบยี บ ขอ บังคบั และมตคิ ณะรฐั มนตรที เ่ี กี่ยวของ
คณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี
พ.ศ.2545 ไดม ีคาํ สง่ั แตงตั้งอนกุ รรมการและวางหลักเกณฑในการปฏบิ ัติงานตางๆ ดังน้ี
๓.๑ คณะกรรมการแกไ ขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐมีคําสั่งที่ 2/2546 ลงวันท่ี
22 มกราคม 2546 แตง ตง้ั คณะอนกุ รรมการอานภาพถายทางอากาศ

คณะอนุกรรมการอานภาพถายทางอากาศมีผูอํานวยการสํานักเทคโนโลยี
ทําแผนท่ี กรมท่ีดิน เปนประธานอนุกรรมการ มีผูแทนสวนราชการตางๆ เปนอนุกรรมการ
และขาราชการสํานักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมท่ีไดรับมอบหมาย
เปน อนุกรรมการและเลขานุการ

สํานกั จดั การทดี ินของรฐั 49

คณะอนกุ รรมการอา นภาพถายทางอากาศมอี ํานาจหนา ทด่ี งั ตอไปน้ี
(1) กําหนดแผนงานโครงการงบประมาณในการดําเนินการจัดทําแผนท่ี
และอาน แปล ตีความภาพถายทางอากาศ เพื่อประกอบการพสิ จู นสิทธใิ นเขตที่ดินของรัฐ
(2) จัดทําแผนท่ีภาพถายทางอากาศมาตราสวนตางๆ ตามท่ีกําหนด
เพ่อื ประกอบการพิสูจนส ิทธิในเขตทีด่ นิ ของรัฐ
(3) อาน แปล ตีความภาพถายทางอากาศ พรอมลงสัญลักษณและหมาย
แนวเขตพ้ืนท่ี ท้ังท่ีปรากฏและไมปรากฏรองรอยการทําประโยชนลงบนภาพถายทางอากาศ
เพือ่ ประกอบการพิสูจนส ิทธิในเขตที่ดินของรฐั
(4) กําหนดหลักเกณฑ แนวทางหรือขอปฏิบัตเิ กี่ยวกับการอาน แปล ตีความ
ภาพถายทางอากาศ
(5) เรียกใหหนวยงานของรัฐสงขอมูลเอกสารหลักฐานและขอเท็จจริง
หรือขอใหสงผูแทนมาชี้แจง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการอานภาพถาย
ทางอากาศ
(6) รายงานผลการดําเนินการอานภาพถา ยทางอากาศประจําปตอ กบร.
(7) แตง ตัง้ คณะทาํ งานหรอื เจาหนาท่เี พ่ือชวยการปฏิบัตงิ านตามที่มอบหมาย
(8) ดาํ เนนิ การใดๆ ตามที่ กบร. หรือประธาน กบร. มอบหมาย
๓.2 คณะกรรมการแกไ ขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรฐั มคี ําสัง่ ท่ี 3/2546 ลงวนั ท่ี
22 มกราคม 2546 แตง ตัง้ คณะอนุกรรมการแกไ ขปญหาการบกุ รกุ ทีด่ นิ ของรฐั กรุงเทพมหานคร
คณะอนุกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐกรุงเทพมหานครเรียก
ชื่อยอวา “กบร. กทม.” มีปลัดกรุงเทพมหานคร เปนประธานอนุกรรมการ มีผูแทนสวนราชการ
ตางๆ เปนอนุกรรมการและขา ราชการของสํานักงานปลัดกรุงเทพมหานครที่ประธานอนุกรรมการ
มอบหมายเปนอนุกรรมการและเลขานกุ าร
กบร. กทม. มอี ํานาจหนา ท่ี ดงั น้ี
(1) ดําเนินการแกไขปญหาและปองกันการบุกรุกท่ีดินของรัฐใหเปนไปตาม
ระเบยี บสํานกั นายกรฐั มนตรี วาดว ยการแกไ ขปญ หาการบกุ รกุ ท่ดี นิ ของรัฐ พ.ศ.2545
(2) กํากับ ติดตาม ดูแล หนวยงานของรัฐที่ดูแลรักษาและใชประโยชน
ในท่ีดินของรัฐใหเ ปน ไปตามกฎหมาย กฎ คําส่ัง ระเบียบ ขอ บังคับ และมติคณะรัฐมนตรีทีเ่ กี่ยวของ
และดําเนินการตามนโยบาย แผนงาน มาตรการแกไขปญหาและปองกันการบุกรุกท่ีดินของรัฐ
ตามที่ กบร.กําหนด


Click to View FlipBook Version