The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชไมพร โคตรุขัน, 2024-02-08 22:28:00

วิจัยในชั้นเรียนนางสาวชไมพร โคตรุขัน 103 ทัศนศิลป์

วิจัยในชั้นเรียน

การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ ในการวาดภาพระบายสี โดยใช้ การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๒ นางสาวชไมพร โคตรุขัน วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิขาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ ในการวาดภาพระบายสี โดยใช้ การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๒ ผู้วิจัย นางสาวชไมพร โคตรุขัน อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร. เรืองศักดิ์ ปัตถาวะโร ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชา ทัศนศิลป์คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราช ภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (อาจารย์พศิน เวียงแก้ว) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (ผศ.ดร. เรืองศักดิ์ ปัตถาวะโร) .................................................................................. กรรมการ (อาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด) .................................................................................. กรรมการ (นายณัฐธนวรรธน์ บุญจันทน์) .................................................................................. กรรมการ (นายอัชชา จันทร์สุวรรณ)


ก ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ ในการวาดภาพระบายสี โดยใช้ การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๒ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ผู้วิจัย นางสาวชไมพร โคตรุขัน อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร. เรืองศักดิ์ ปัตถาวะโร ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ ๑.) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ ในการวาด ภาพระบายสีโดยใช้การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก่อน เรียนและหลังเรียน ๒.) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการวาดภาพระบายสีวิชาทัศนศิลป์เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ๘๐ ๓.) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ วิชาทัศนศิลป์เรื่องสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๒ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชาย – หญิง ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒/๑๕ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคายเขต ๒๑ จำนวน ๒๙ คน จากการเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบไปด้วย ๑.) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาทัศนศิลป์เรื่อง การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์การวาดภาพระบายสีโดย ใช้การจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการเรียนทักษะปฏิบัติของเดวีส์จำนวน ๔ แผน แผนละ ๓ ชั่วโมง สัปดาห์ ละ ๒ ครั้ง รวม ๑๒ ชั่วโมง ๒.) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียน เรื่อง การวาดภาพระบายสี ทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน ๓.) แบบประเมินทักษะ เรื่อง การวาดภาพระบายสี เป็นแบบมาตราส่วน ประเมิน ค่า ๓ ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ๔.) แบบวัดความพึงพอใจ เรื่อง การวาดภาพ ระบายสีเป็นแบบมาตราส่วน ประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) ๕ ระดับ สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน ระหว่างเรียนและ


ข หลังเรียนโดยใช้ค่าเฉลี่ย () ⃑⃑⃑⃑⃑⃑ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การหาคุณภาพของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยเปรียบเทียบร้อยละโดยการทดสอบค่าที(t-test) ผลการวิจัยพบว่า ๑.) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา ทัศนศิลป์เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ ในการวาดภาพระบายสี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โดยการใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์มี ค่าเฉลี่ย ๑๒.๘๖ คะแนนและ ๑๗.๕๕ คะแนนตามลำดับ และเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและ หลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .๐๕ ๒.) การเปรียบเทียบความสามารถในการวาดภาพระบายสีโดยการใช้รูปแบบการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๑๗.๕๕ คะแนน คิดเป็นร้อยละ ๘๗.๗๕ และเทียบ ระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ๓.) การศึกษาความพึงพอใจที่มี ต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชา ทัศนศิลป์เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ในการวาดภาพระบายสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โดยรวมอยู่ในระดับ มาก


ค กิตติกรรมประกาศ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ ในการวาดภาพระบายสี โดยใช้การจัดการเรียนรู้ ทักษะปฏิบัติของเดวีส์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๒ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคายครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือ อย่างดีจาก ผศ.ดร. เรืองศักดิ์ ปัตถาวะโร อาจารย์นิเทศ อาจารย์ธิดารัตน์ชุ่มจังหรีด ที่กรุณาให้คำปรึกษาแนะนำ และตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ อย่างละเอียดจนสมบูรณ์ตลอดจน ให้ข้อคิด ข้อแนะนำ ที่เป็น ประโยชน์อีกทั้งยังดูแล ให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึก ซาบซึ้งใน ความกรุณาและขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ คุณครูณัฐนวรรธน์ บุญจันทร์ ครูพี่เลี้ยง คุณครูอัชชา จันสุวรรณ หัวหน้ากลุ่ม สาระการเรียนรู้ศิลปะ ที่กรุณาตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และมีคุณค่าต่อการทำ วิจัยครั้งนี้อย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัด หนองคาย ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการทดลองใช้เครื่องมือวิจัย รวมถึง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ห้อง ๒/๑๕ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร ที่ให้ ความร่วมมือในการศึกษาวิจัย ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่คอยดูแลและให้การสนับสนุนในการวิจัยครั้งนี้ทั้งให้ ความช่วยเหลือในด้านทุนทรัพย์ขอเสนอแนะด้านต่างๆ ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้และมีส่วนช่วย การ ศึกษาวิจัยครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี ชไมพร โคตรุขัน


ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ……………………………………………………………………………………………………………….. ก กิตติกรรมประกาศ………………………………………………………………………………………………….. ค สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………. ง สารบัญตาราง………………………………………………………………………………………………………… ช สารบัญรูปภาพ………………………………………………………………………………………………………. ซ บทที่ ๑ บทนำ……………………………………………………………………………………………………….. ๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา………………………………………………………………… ๑ วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………………….. ๔ สมมุติฐานของการวิจัย………………………………………………………………………………………… ๔ ขอบเขตของงานวิจัย…………………………………………………………………………………………… ๔ นิยามศัพท์เฉพาะ……………………………………………………………………………………………….. ๕ ประโยชน์ที่จะได้รับ……………………………………………………………………………………………. ๖ กรอบแนวคิดวิจัย………………………………………………………………………………………………. ๗ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๘ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒……………………………………………………………………………….… ๘ หลักสูตรโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร………….………………………………………………………… ๑๑ การเรียนแบบฝึกทักษะปฏิบัติ……………………..………………………………………………………. ๑๕ การเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์…………………………………….…..……………………. ๒๔ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน…………………..…………………………………………………………………. ๒๕ นวัตกรรมการศึกษา……………………..……………………………………………………………………. ๒๖ ความพึงพอใจ……………………..………………………………………….…………………………………. ๒๘


จ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………….………………………………………………..……………….. ๒๙ บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย……………………………………………..……………………………………….. ๓๓ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………..…….…………………………………………….………… ๓๓ แบบแผนวิจัย…………………………………………………………………………………...……………… ๓๓ วิธีการที่ใช้ในการวิจัย………………………………………….……………………..……………………… ๓๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………..………………………………………… ๓๘ การวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………..………………………………………….. ๓๘ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………..…………………………………………….. ๓๙ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………. ๔๑ ๔.๑ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………….. ๔๑ ๔.๒ ลำดับขั้นตอนการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………..…………. ๔๒ ๔.๓ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………… ๔๒ บทที่ ๕ สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ………………………………..…………………………. ๔๗ ๕.๑ วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………….. ๔๗ ๕.๒ สมมุติฐานการวิจัย…………………………………………………………………………………….. ๔๗ ๕.๓ สรุปผลการวิจัย…………………………………………………………………………………………. ๔๘ ๕.๔ อภิปรายผลการวิจัย…………………………………………………………………………………… ๔๘ ๕.๕ ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………………… ๕๐ บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………………. ๕๑ ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………………... ๕๔ ภาคผนาก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………………………………………………………….. ๕๕ ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน………………………………………………… ๗๘


ฉ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง ภาคผนวก ค รายนามผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………. หน้า ๘๓ ภาคผนวก ง แบบตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญ……………………………………. ๘๕ ภาคผนวก จ ภาพการจัดกิจกรรมการสอนและผลงานนักเรียน……………………………………. ๙๒ ภาคผนวก ฉ ประวัติผู้วิจัย………………………………………………………………………………………. ๙๙


ช สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตารางที่๑ แบบแผนการทดลอง ๓๓


ซ สารบัญรูปภาพ เรื่อง หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า ๗


๑ บทที่.๑ บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาในยุคปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะและความสามารถ ของ มนุษย์ความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงอย่าง มากมายในทางการคิด การแก้ปัญหาของสังคมและวัฒนธรรม กล่าวคือ ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อวิถี การดำรงชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน (ประเวศ วะสี. ๒๕๔๔) โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ละประเทศจึงต้องเตรียมตัวในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้ก้าว ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสังคมยุคใหม่ที่คาดว่าจะเป็นสังคมแห่ง การเรียนรู้การศึกษาจะเข้ามามีบทบาทในการเตรียมความ พร้อม และสร้างความเข้มแข็งทางปัญญา จึงพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนประเทศไทย ได้ปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้อง กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ ที่ได้กำหนด แนวการจัดการศึกษาที่ยึด ผู้เรียนเป็นสำคัญ (มาตรา ๒๒) เน้นความสำคัญที่ความรู้คุณภาพ กระบวนการ เรียนรู้ และบูรณาการ ตามความเหมาะสม (มาตรา ๒๓) ทั้งนี้ได้กำหนดให้สถานศึกษาดำเนินการจัด กระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงการฝึกปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น และ แก้ปัญหาได้ โดยครู จะต้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างสมดุล สอดคล้องกับ ความสนใจความถนัดและ ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ครูจึงเป็นผู้มีบทบาท สำคัญในการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอน (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๖) ในการจัดการเรียนรู้ซึ่งเน้น ผู้เรียนเป็น สำคัญจะพัฒนาความฉลาดทางสติปัญญาและอารมณ์ เห็นคุณค่าของตนเองเพื่อการ แสดงออกอย่าง อิสระเพิ่มการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติจริงเพิ่มโครงงานตามศักยภาพเพื่อให้ผู้เรียนมี ความสุขมีเสรีภาพ ในการเรียนและแสวงหาความรู้ได้ตามความต้องการ ( หลักสูตรการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : ๑๒๙ ) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็น กำลังของชาติให้เป็นมนุษย์มีความสมดุล ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็น พลเมืองไทยและเป็นพลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษา ต่อการประกอบอาชีพ ต่อ


๒ การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถ เรียนรู้ และ พัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียน มีความรู้ความสามารถ ตามมาตรฐาน การเรียนรู้ และคุณลักษะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรโดยขีดผู้เรียนเป็น สำคัญเชื่อว่าทุก คนมีความสามารถเรียนรู้ ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติเต็มตามศักยภาพคำนำ ๒ ความ แตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ที่ จำเป็นสำหรับผู้เรียน กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้าง ความรู้ กระบวนการเรียนทาง สังคม กระบวนการเรียนรู้ จากประสบการจริง กระบวนการปฏิบัติลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ เรียนรู้ด้วยตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย (กระทรวงศึกษาธิการ,๒๕๕๒: ๒๐๔) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มี จินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการ นำไปสู่ การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อ หรือ ประกอบอาชีพได้ ( กรมวิซาการ. ๒๕๕๑ ) การเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความ เข้าใจการ คิดที่เป็นเหตุเป็นผลถึงวิธีการทางศิลปะความเป็นมาของรูปแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นและ รากฐานทาง วัฒนธรรมค้นหาว่าผลงานศิลปะสื่อความหมายกับตนเอง ค้นหาศักยภาพความสนใจ ส่วนตัวฝึกการรับรู้ การสังเกตที่ละเอียดอ่อน อันนำไปสู่ความรักเห็นคุณค่าและเกิดความซาบซึ้งใน คุณค่าของศิลปะ และสิ่ง รอบตัวพัฒนาเจตคติ สมาธิ รสนิยมส่วนตัว มีทักษะกระบวนการวิธีการ แสดงออก การคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักถึงบทบาทของศิลปกรรมในสังคม (กรม วิชาการ, ๒๕๔๕) การวาดเส้นเป็นวิธีการสร้างภาพโดยวิธีที่ง่ายและรวดเร็ว เพื่อสื่อความหมายทางการเห็นขั้น เริ่มแรกของมนุษย์ด้วยปัจจัยขั้นพื้นฐาน คือ ร่องรอยต่างๆ และเครื่องมือง่าย ๆ ที่อยู่ใกล้ตัว เช่น ถ่าน เศษ ไม้ หรือแม้แต่นิ้วมือของตนเอง ซึ่งมนุษย์ต้องการแสดงออกในบางอย่างที่เป็นส่วนตน ออกมาให้ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อ ความนึกคิด อารมณ์ความรู้สึก หรือแม้แต่ร่องรอย ง่ายๆ ที่ทำขึ้นมาเอง วาดเส้นเป็นพื้นฐานของงานทัศนศิลป์และออกแบบ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สถาปัตยกรรม ออกแบบตกแต่ง ศิลปะไทย ลายรดน้ำ เป็นต้น ก่อนที่เราจะสร้างสรรค์งานศิลปะแขนง ต่างๆ ดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นจำเป็นจะต้องมีความชำนาญทางการวาดเส้นให้แม่นยำเสียก่อน เมื่อมี ความชำนาญการวาดเส้นแล้วก็จะทำให้การทำงาน ศิลปะต่างๆ ง่ายขึ้น การระบายสี เป็นการวาดภาพโดยการใช้พู่กัน หรือแปรง หรือวัสดุอย่างอื่น มาระบายให้เกิด เป็นภาพ การระบายสี ต้องใช้ทักษะการควบคุมสีและเครื่องมือมากกว่าการวาดเส้น ผลงานการ ระบายสี


๓ จะสวยงาม เหมือนจริง และสมบูรณ์แบบมากกว่าการวาดเส้น การวาดภาพสีน้ำ (Water Color) เป็นสีที่ ใช้ได้ทั้งนักศึกษาและศิลปิน มีคุณสมบัติโปร่งแสง ต้องระบายลงบนพื้นกระดาษขาว เท่านั้น เนื่องจากเป็น สีที่แห้งเร็ว ผู้เขียนจะต้องมีความชำนาญภาพที่สำเร็จจึงจะสวยงาม ปัจจุบันมี ศิลปินที่เขียนเฉพาะสีน้ำ ประสบผลสำเร็จมากมาย การวาดภาพด้วยสีโปสเตอร์ (Poster Color) เป็น สีชนิดสีฝุ่น (Tempera) ที่ ผสมกาวน้ำบรรจุเสร็จเป็นขวด การใช้งานเหมือน กับสีน้ำ คือใช้น้ำเป็นตัว ผสมให้เจือจาง สีโปสเตอร์เป็น สีทึบแสง มีเนื้อสีข้น สามารถระบายให้มีเนื้อเรียบได้ และผสมสีขาว ให้มีน้ำหนักอ่อนลงได้เหมือนกับสี น้ำมัน หรือสีอะคริลิค สามารถระบายสีทับกันได้ มักใช้ในการวาด ภาพประกอบเรื่องในงานออกแบบต่าง ๆ ได้สะดวก ในขวดสีโปสเตอร์มีส่วนผสมของกลีเซอรีน จะ ทำให้แห้งเร็ว การวาดภาพชีชอล์ก (Paste) เป็นสีฝุ่นผงละเอียดบริสุทธิ์นำมาอัดเป็นแท่ง มีการผสม ขี้ผึ้งหรือกาวยางไม้เข้าไปด้วยแล้วอัดเป็นแท่งใน ลักษณะของดินสอสี แต่มีเนื้อละเอียดกว่าแท่งใหญ่กว่า และมีราคาแพงกว่ามาก มักใช้ในการวาดภาพคน เหมือน และภาพหุ่นนิ่ง สีชอล์กแบบนุ่ม (soft Pastel) นิยมใช้เขียนภาพคนเหมือนหรือภาพคนครึ่งตัว และภาพคนเต็มตัว และสีชอล์กน้ำมัน (Oil Paste) นิยมใช้เขียนภาพที่ไม่ต้องการแสดงรายลเอียดเหมือน จริงมาก เช่น ใช้เขียนภาพทิวทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาได้ด้วยการสอน การฝึกฝน หากเด็กได้รับการพัฒนาความคิด สร้างสรรค์ตั้งแต่เยาว์วัย และบรรดาความคิดทั้งหลายความคิดสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ต่อการดำ เนิน ชีวิตของมนุษย์มาก การเรียนการสอนจึงควรจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็น ความต้องการสูงสุดและมีค่ามาก การเรียนการสอนแบบความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นรากฐานของ กระบวนการคิดทั้งหมดTorrance (1962 อ้างอิงมาจาก อารีพันธ์มณี,2537) ผุสดีกุฏอินทร์( 2533) กล่าว ว่ามีรูปแบบการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์หลายรูปแบบ ได้แก่ การระดมความคิดทั้งนี้กิจกรรมที่พัฒนา ความคิดสร้างสรรค์สามารถจัดได้ทุกวิชาหรือทุกมวลประสบการณ์ที่โรงเรียนจัดให้แก่เด็กได้แก่กิจกรรด้าน ศิลปะการวาดภาพ ระบายสีซึ่งผู้วิจัยจึงต้องการที่จะพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และสนใจที่จะนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นเทคนิคหนึ่งในการฝึกฝนทักษะการคิด ที่คิดขึ้น โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มีขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ คือ การสร้าง ความตระหนักเพื่อกระตุ้นและเร้าความสนใจของผู้เรียนเข้าสู่เรื่องที่จะเรียนรู้การระดมพลังความคิด เพื่อ เป็นการดึงศักยภาพของผู้เรียนให้ค้นหาคำ ตอบหรือคิดออกแบบและสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยตนเอง การนำ เสนอและวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น การวัดประเมินผลและเผยแพร่ผลงาน จากการสร้างสรรค์ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2550) เหมาะสมที่จะทำ ให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความคิด


๔ สร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์เพิ่มขึ้นและทำ ให้ผลการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ทัศนศิลป์ของนักเรียน บรรลุตามจุดประสงค์ของการเรียนการสอนและเป็นไปตามเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ จากข้อมูลดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาศิลปะ (ทัศนศิลป์) เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์เรื่อง การวาดภาพระบายสีสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เพื่อต้องการศึกษาผลการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ซึ่งเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาการจัดการเรียนกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้วิจัยและเป็นแนวทางในการ นำไปพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ในรายวิชาศิลปะ (ทัศนศิลป์) ต่อไปเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่าง ยั่งยืน วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ ในการวาดภาพระบายสีโดยใช้การจัดการ เรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก่อนเรียนและหลังเรียน ๒. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการวาดภาพระบายสีวิชาทัศนศิลป์เรื่อง สร้างสรรค์งาน ทัศนศิลป์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ๘๐ ๓. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์วิชาทัศนศิลป์เรื่องสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๒ สมมติฐานของการวิจัย ๑. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาทัศนศิลป์ เรื่องวาดภาพระบายสีสำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ๒. ความสามารถในการวาดภาพระบายสี วิชาทัศนศิลป์ เรื่องสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ๘๐ ขอบเขตของการวิจัย ๑. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชาย–หญิง ที่กำลังศึกษาอยู่ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคายเขต ๒๑ จำนวน ๑๘ ห้อง มีนักเรียนทั้งหมด ๖๕๓ คน


๕ ๒. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชาย – หญิง ที่กำลังศึกษาอยู่ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒/๑๕ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคายเขต ๒๑ จำนวน ๒๙ คน จาก การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) ๓. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น คือ รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ในการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่๒ นิยามคำศัพท์เฉพาะ ๑. การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติ หมายถึง การนำเอาสื่อ ประสมที่มีการวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ และมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับเนื้อหาวิชามาใช้ใน การ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์แก่นักเรียน ช่วยให้นักเรียนเกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการวาด ภาพ สื่อความหมาย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ วัดได้โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน ๑ ฉบับ จำนวน ๒๐ ข้อ เป็น แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก ก ข ค ง ตามแนวความคิดพุทธิพิสัยของบลูม (Bloom, ๒๐๐๑) ๖ ขั้น ประกอบด้วย จำ เข้าใจ ประยุกต์ วิเคราะห์ ประเมินค่า สร้างสรรค์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ๓. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการ สอน โดยใช้ผังกราฟฟิก ประกอบด้วย ๔ ด้าน ด้านที่ ๑ ด้านครูผู้สอน ด้านที่ ๒ ด้านเนื้อหา ด้านที่๓ด้าน กิจกรรมการเรียนการสอน ด้านที่๔ด้านบรรยากาศ จำนวน ๑ ฉบับรวม ๒๐ ข้อ เป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า ๕ ระดับ (Rating scale) ประกอบด้วย มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น ๔. ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ หมายถึง รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์(Davies’ Instructional Model For Psychomotor Domain) ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะปฏิบัติ


๖ ว่า ทักษะส่วนใหญ่จะ ประกอบไปด้วยทักษะย่อยๆ จำนวนมาก การฝึกให้ผู้เรียนสามารถทำทักษะย่อยๆ เหล่านั้นได้ก่อน แล้วค่อยเชื่อมโยงต่อกันเป็นทักษะใหญ่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จและรวดเร็วขึ้น ประโยชน์ที่จะได้รับ ๑. การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะ ปฏิบัติ ของเดวีส์ เรื่องการวาดภาพระบายสีสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ ฝึกฝนและพัฒนาทักษะกระบวนการทางทัศนศิลป์ ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ มีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการวาดภาพ ระบายสีสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียน ๓. ความพึงพอใจ ทำให้ทราบความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการ สอน โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ วิชาทัศนศิลป์ เรื่องการวาดภาพระบายสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒


๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดกนอบแนวคิดการวิจัย ดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ใน การวาดภาพระบายสีของ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ การวาดภาพระบายสี สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่๒ ผลสมัฤทธิ์ทางการเรยีน ความพึง พอใจ


๘ บทที่.๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน วิชาทัศนศิลป์ ที่ใช้แนวความคิดในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒ มีเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๑. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๒. หลักสูตรโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร ๓. การเรียนแบบฝึกทักษะปฏิบัติ ๔. การเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ๕. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๖. นวัตกรรมการศึกษา ๗. ความพึงพอใจ ๘. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๑. หลักการของหลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์


๙ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจน การนำไปสู่ การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อ หรือ ประกอบอาชีพได้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจมีทักษะวิธีการ ทาง ศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระในศิลปะแขนง ต่าง ๆ ประกอบด้วยสาระสำคัญ คือ ทัศนศิลป์มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ทัศนธาตุสร้างและนำเสนอผลงานทาง ทัศนศิลป์จากจินตนาการ โดยสามารถใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิค วิธีการของ ศิลปิน ในการสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์เข้าใจ ความสัมพันธ์ ระหว่างทัศนศิลป์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานศิลปะที่เป็นมรดกทาง วัฒนธรรม ภูมิ ปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ดนตรีมีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรีถ่ายทอดความรู้สึก ทางดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่ เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ร้องเพลง และเล่นดนตรีใน รูปแบบต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเสียงดนตรีแสดงความรู้สึกที่มีต่อดนตรีในเชิงสุนทรียะ เข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างดนตรีกับประเพณีวัฒนธรรม และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ นาฏศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่าง สร้างสรรค์ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด อย่างอิสระ สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ในชีวิตประจ าวัน เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดก ทาง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ๒. คุณภาพของผู้เรียน ๒.๑ รู้และเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรง และจำแนกทัศนธาตุของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และงานทัศนศิลป์มีทักษะพื้นฐานการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างงานวาดภาพระบายสีโดย ใช้เส้น รูปร่าง รูปทรง สีและพื้นผิว ภาพปะติด และงานปั้นงานโครงสร้างเคลื่อนไหวอย่างง่าย ๆ ถ่ายทอด ความคิดความรู้สึกจากเรื่องราว เหตุการณ์ชีวิตจริง สร้างงานทัศนศิลป์ตามที่ตนชื่นชอบ สามารถแสดง เหตุผลและวิธีการในการปรับปรุงงานของตนเอง ๒.๒ รู้และเข้าใจความสำคัญของงานทัศนศิลป์ในชีวิตประจำวัน ที่มาของงานทัศนศิลป์ใน ท้องถิ่น ตลอดจนการใช้วัสดุอุปกรณ์และวิธีการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น


๑๐ ๒.๓ รู้และเข้าใจการใช้ทัศนธาตุรูปร่าง รูปทรง พื้นผิว สีแสงเงา มีทักษะพื้นฐานในการ ใช้วัสดุอุปกรณ์ถ่ายทอดความคิด อารมณ์ความรู้สึก สามารถใช้หลักการจัดขนาดสัดส่วนความสมดุล น้ำหนัก แสงเงา ตลอดจนการใช้สีคู่ตรงข้ามที่เหมาะสมในการสร้างงานทัศนศิลป์ ๒ มิติ๓ มิติเช่น งาน สื่อผสม งานวาดภาพระบายสีงานปั้น งานพิมพ์ภาพรวมทั้งสามารถสร้างแผนภาพ แผนผัง และ ภาพประกอบเพื่อถ่ายทอดความคิดจินตนาการเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ และสามารถ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างงานทัศนศิลป์ที่สร้างสรรค์ด้วยวัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่แตกต่างกัน เข้าใจปัญหาในการจัดองค์ประกอบศิลป์ หลักการลดและเพิ่มในงานปั้น การสื่อความหมายในงาน ทัศนศิลป์ของตนรู้วิธีการปรับปรุงงานให้ดีขึ้น ตลอดจนรู้และเข้าใจคุณค่าของงานทัศนศิลป์ที่มีผลต่อ ชีวิต ของคนในสังคม ๒.๔ รู้และเข้าใจบทบาทของงานทัศนศิลป์ที่สะท้อนชีวิตและสังคม อิทธิพลของความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนา และวัฒนธรรมที่มีผลต่อการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น ๒.๕ รู้และเข้าใจเรื่องทัศนธาตุและหลักการออกแบบและเทคนิคที่หลากหลายในการสร้าง งาน ทัศนศิลป์๒ มิติและ ๓ มิติเพื่อสื่อความหมายและเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ วิเคราะห์ รูปแบบเนื้อหาและประเมินคุณค่างานทัศนศิลป์ของตนเองและผู้อื่น สามารถเลือกงานทัศนศิลป์โดยใช้ เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นอย่างเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์กราฟิกในการนำเสนอข้อมูล และ มีความรู้ทักษะที่จำเป็นด้านอาชีพที่เกี่ยวข้องกันกับงานทัศนศิลป์ ๒.๖ รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศิลป์ของชาติและท้องถิ่นแต่ ละ ยุคสมัย เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ที่มาจาก ยุคสมัยและวัฒนธรรมต่าง ๆ ๒.๗ รู้และเข้าใจเกี่ยวกับทัศนธาตุและหลักการออกแบบในการสื่อความหมายสามารถใช้ ศัพท์ทางทัศนศิลป์อธิบายจุดประสงค์และเนื้อหาของงานทัศนศิลป์มีทักษะและเทคนิคในการใช้วัสดุ อุปกรณ์และกระบวนการที่สูงขึ้นในการสร้างงานทัศนศิลป์วิเคราะห์เนื้อหาและแนวคิด เทคนิควิธีการ การแสดงออกของศิลปินทั้งไทยและสากล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการออกแบบ สร้างสรรค์ งานที่เหมาะสมกับโอกาส สถานที่ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ สภาพสังคมด้วยภาพ ล้อเลียนหรือ การ์ตูน ตลอดจนประเมิน และวิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ด้วยหลักทฤษฎีวิจารณ์ศิลปะ ๒.๘ วิเคราะห์เปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ในรูปแบบตะวันออกและรูปแบบตะวันตกเข้าใจ อิทธิพลของมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาระหว่างประเทศที่มีผลต่อการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ใน สังคม ๓. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ ทัศนศิลป์


๑๑ มาตรฐาน ศ ๑.๑ สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ๑. อภิปรายเกี่ยวกับทัศนธาตุในด้านรูปแบบและแนวคิดของงานทัศนศิลป์ที่เลือกมา ๒. บรรยายเกี่ยวกับความเหมือนและความแตกต่างของรูปแบบการใช้วัสดุอุปกรณ์ใน งาน ทัศนศิลป์ของศิลปิน ๓. วาดภาพด้วยเทคนิคที่หลากหลายในการสื่อความหมายและเรื่องราวต่างๆ ๔. สร้างเกณฑ์ในการประเมินและวิจารณ์งานทัศนศิลป์ ๕. นำผลการวิจารณ์ไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนางาน ๖. วาดภาพแสดงบุคลิกลักษณะของตัวละคร ๗. บรรยายวิธีการใช้งานทัศนศิลป์ในการโฆษณา เพื่อโน้มน้าวใจ และนำเสนอตัวอย่าง ประกอบ มาตรฐาน ศ ๑.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า งานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ๑. ระบุและบรรยายเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างๆ ที่สะท้อนถึงงานทัศนศิลป์ในปัจจุบัน ๒. บรรยายถึงการเปลี่ยนแปลงของงานทัศนศิลป์ของไทยในแต่ละยุคสมัยโดยเน้นถึง แนวคิด และเนื้อหาของงาน ๓. เปรียบเทียบแนวคิดในการออกแบบงานทัศนศิลป์ที่มาจากวัฒนธรรมไทยและสากล หลักสูตรโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร หลักสูตรโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร ปีการศึกษา๒๕๖๒ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑. หลักการ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคารตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ ๑.๑ เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ เรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล


๑๒ ๑.๒ เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ ๑.๓ เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการ จัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น ๑.๔ เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการ เรียนรู้ ๑.๕ เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ๑.๖ เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ ๒. จุดหมาย หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคารตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ ๒.๑ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติ ตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง ๒.๒ มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมี ทักษะชีวิต ๒.๓ มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย ๒.๔ มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒.๕ มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี ความสุข ๓. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคารตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้


๑๓ ๓.๑ ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม ในการ ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูล ข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรอง เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเอง และสังคม ๓.๒ ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม ๓.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่างๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้ มาใช้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้นต่อ ตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม ๓.๔ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการ อยู่ ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ ขัดแย้ง ต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จัก หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น ๓.๕ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยี ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม ๔. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคารตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่น ในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ ๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ๒. ชื่อสัตย์สุจริต ๓. มีวินัย


๑๔ ๔. ใฝ่เรียนรู้ ๕. อยู่อย่างพอเพียง ๖. มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. รักความเป็นไทย ๘. มีจิตสาธารณะ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร เป็นโรงเรียนมารตฐานสากลที่บริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ เพื่อพัฒนาคุณภาพอย่างเข้มข้น (Intensive School) โดยมีการบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและคุณภาพการศึกษา โดยมีระบบการพัฒนา ดังนี้ ๑. การนำขององค์กร ๒. การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ๓. การมุ่งเน้นนักเรียน ๔. การวิเคราะห์และการจัดการเรียนรู้ ๕. การมุ่งเน้นบุคลากร ๖. การมุ่งเน้นการดำเนินงาน ซึ่งมีเป้าหมายการจัดการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาให้นักเรียน ที่ เรียนจบการศึกษาภาคบังคับหรือการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ ดังนี้ ๖.๑ นักเรียนเป็นเลิศทางวิชาการ คือนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทุกกลุ่มสาระ การเรียนรู้สูงขึ้นทุกปีการศึกษา ๖.๒ นักเรียนสามารถสื่อสารได้อย่างน้อย ๒ ภาษามีทักษะและความสามารถด้านภาษา ไทยและภาษาต่างประเทศสูง ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ระดับดี ๖.๓ นักเรียนสามารถและมีทักษะในการคิด วิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ มีความคิดทาง วิทยาศาสตร์ และสามารถใช้ ICT เพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่ยากขึ้นได้ และสรุปข้อมูลได้ ๖.๔ นักเรียนสามารถสร้างงาน สร้างนวัตกรรม ผลิตผลงานต่างๆ ด้วยตนเอง โดย สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (Independent Study) อย่างมีระบบ ๖.๕ นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อสังคมโลก มีจิตสาธารณะ จิตสานึกในสังคมส่วนร่วม และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมมที่หลากหลายวัฒนธรรมอย่างมีความสุข


๑๕ การเรียนแบบฝึกทักษะปฏิบัติ ๑. ความหมายของแบบฝึกทักษะปฏิบัติ แบบฝึกมีความจำเป็นต่อการเรียนการสอน วิชาทักษะ การใช้แบบฝึกพัฒนาการเรียน การ สอนจะช่วยให้ครูและนักเรียนพบข้อบกพร่องทางการเรียนการสอนและแก้ไขข้อบกพร่องนั้นมีผู้ กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกไว้ ดังนี้ ชัยยงค์พรหมวงศ์(๒๕๓๕ : ๑๖) ให้ความหมาย แบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง สิ่งที่ นักเรียนต้องใช้ควบคู่กับการเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบฝึกที่ครอบคลุมกิจกรรมที่นักเรียนพึงกระทำ อาจ กำหนดแยกเป็นแต่ละหน่วย หรืออาจรวมเล่มก็ได้ ลักษณา อินทะจักร (๒๕๓๘ : ๑๖๑) ให้ความหมาย แบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง แบบ ฝึกที่ครูสร้างขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง .ศศิธร ธัญลักษณานันท์ (๒๕๔๒ : ๓๗๕) ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง แบบฝึกเสริมทักษะที่ใช้ฝึกความเข้าใจ ฝึกทักษะต่าง ๆ และทดสอบความสามารถของนักเรียนตาม บทเรียนที่ครูสอนว่า นักเรียนเข้าใจและสามารถนำ ไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด กู๊ด (Good ๑๙๗๓ : ๒๒๔, อ้างถึงใน ลักษณา อินทะจักร ๒๕๓๘ : ๑๖๐) ให้ความหมาย แบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึงงานหรือการบ้านที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทำเพื่อทบทวนความรู้ที่ได้ เรียนมาแล้ว และเป็นการฝึกทักษะการใช้กฎใช้สูตรต่าง ๆ ที่เรียนไป พจนานุกรม เวบสเตอร์ (Webster ๑๙๘๑ : ๖๔) ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง โจทย์ปัญหา หรือตัวอย่างที่ยกมาจากหนังสือ เพื่อนำมาใช้สอนหรือให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะ ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น หลังจากที่เรียนบทเรียนไปแล้ว พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า “แบบฝึก หมายถึง แบบตัวอย่าง ปัญหา หรือ คำสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ” ส่วน ชัยยงค์พรหมวงศ์ กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกสรุปได้ว่า แบบฝึกหมายถึง สิ่งที่นักเรียนต้องใช้ควบคู่กับการเรียน มี ลักษณะเป็นแบบฝึกหัดที่ครอบคลุมกิจกรรมที่นักเรียนพึงกระท าจะแยกกันเป็นหน่วยหรือจะรวมเล่ม ก็ ได้แบบฝึกทางภาษาหมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้นเสริมสร้างความเข้าใจทางภาษาตามแนวหลักสูตรของ กระทรวงศึกษาธิการ และเสริมเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนที่ช่วยให้นักเรียนน าความรู้ไปใช้ได้อย่าง ถูกต้อง จากความหมายของแบบฝึกดังกล่าวสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะปฏิบัติหมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้น เพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่นักเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดให้นักเรียนได้กระทำกิจกรรมโดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียนให้ดีขึ้น


๑๖ ๒. ประโยชน์ของแบบฝึก แบบฝึกทักษะด้านทักษะกระบวนการที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้นักเรียนมีความรู้และ เข้าใจ เกิดทักษะในเรื่องที่ท าได้ดียิ่งขึ้น นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ ดังนี้ กฤษฎา แก้วสิงห์(๒๕๕๑: ๓๓-๓๔) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ ดังนี้ ๑. ฝึกใช้กฎ หลักการ ทฤษฎีหรือข้อตกลงต่าง ๆ ๒. เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในสาระการเรียนรู้และมโนทัศน์ต่าง ๆ ๓. ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจและผลการเรียนรู้ที่คาดหวังตามสาระการเรียนรู้ที่ กำหนด ๔. พัฒนาทักษะกระบวนการคิดแก้ปัญหา การให้เหตุผล การสื่อสาร การสื่อ ความหมาย และ การนำเสนอ การเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ และเชื่อมโยงศาสตร์อื่น ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้ เกิดความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ ๕. ฝึกฝนให้เกิดความแม่นยำในการใช้ทักษะกระบวนการเพื่อตรวจสอบความคิดและ การ แก้ปัญหา ๖. ฝึกการทำงานอย่างมีระบบ มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเชื่อมั่นในตนเอง ๗. ประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนจากผลการท าแบบฝึกทักษะของ ผู้เรียน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ต่อไป ประพันธ์ศิริสุเสารัจ (๒๕๕๖: ๓๗๑-๓๗๒) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะที่มีต่อ การ เรียนการสอน ดังนี้ ๑. ใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยลดภาระของครู ๒. ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะทางภาษาได้ดียิ่งขึ้น ๓. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น ๔. ช่วยให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ๕. เป็นส่วนช่วยเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียน ๖. ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดีและมีความคงทนขึ้น


๑๗ ๗. ผู้เรียนได้ทำแบบฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถ ช่วยจัดกิจกรรมได้ตามความ แตกต่าง ระหว่างบุคคล ผู้เรียนทุกคนเกิดความสำเร็จทำให้ประสบผลสำเร็จในทางจิตใจมาก ๘. ช่วยเสริมทักษะด้านต่าง ๆ เช่น ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะชีวิต ทักษะการคิดแก่ ผู้เรียน ๙. ใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากบทเรียนแต่ละครั้ง ๑๐. ผู้เรียนสามารถทราบความก้าวหน้าของตนเอง ทำให้ทราบและประเมิน ข้อบกพร่องของ นักเรียน ๑๑. ช่วยให้ผู้เรียนสามารถทบทวนบทเรียนได้ด้วยตนเอง ๑๒. ช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียนได้ชัดเจน ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่น หรือ จุดบกพร่องได้ชัดเจนซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้อย่างทันเวลา ๑๓. ช่วยให้ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนเอง ๑๔. เกิดความสนุกสนานในเวลาเรียน ๑๕. ทำให้ครูประหยัดเวลาในการที่จะเตรียมการสร้างแบบฝึกผู้เรียนไม่เสียเวลา คัดลอกแบบ ฝึกทักษะทำให้มีเวลามากขึ้น สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือที่จำเป็นต่อการฝึกทักษะของนักเรียน สามารถช่วย พัฒนาทักษะกระบวนการคิด เสริมทักษะด้านต่าง ๆ นักเรียนจะได้รับประสบการณ์จากการลงมือ ปฏิบัติ ด้วยตนเอง ช่วยให้ครูและนักเรียนทราบความก้าวหน้าหรือข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ๓. ความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะ ในการฝึกทักษะของนักเรียนนั้นครูจะต้องมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เร้าความ สนใจ ของผู้เรียน นอกจากจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมแล้ว ครูยังต้องสร้างแบบฝึกทักษะเพื่อ ช่วยเหลือนักเรียน ดังนั้นแบบฝึกทักษะจึงมีความสำคัญดังนี้ ชาญชัย อาจิณสมาจาร (๒๕๔๐ : ๙๘) ได้ให้ความสำคัญของแบบฝึกทักษะว่า เป็นส่วน หนึ่ง ของบทเรียนที่จะทำให้นักเรียนทำให้สำเร็จผลที่ได้เป็นอย่างไร ในอดีตแบบฝึกถูกมองว่าเป็นการบ้าน ปัจจุบันเป็นงานที่ทำในชั้นเรียนหรือที่บ้าน เป็นบทเรียนที่ต้องฝึกและเรียนรู้เป็นโครงการที่ต้องทำ ให้เสร็จ เป็นคำถามที่ต้องตอบ หรือทบทวนการเรียนที่ผ่านมา กิจกรรมเหล่านี้เป็นหนึ่งวงจรของการ เรียนการ สอน ชยาภรณ์พิณพาทย์(๒๕๔๒ : ๑๑๘) กล่าวว่า แบบฝึกมีความสำคัญและจำเป็นต่อการ เรียน ทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น สามารถจดจำเนื้อหาใน บทเรียน และคำศัพท์ต่างๆ ให้คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียน ทราบความก้าวหน้าของ


๑๘ ตนเอง สามารถนำแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้นำมาวัดผลการเรียนหลังจากที่เรียนแล้ว ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียน และนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงทีซึ่งจะมีผลทำให้ครู ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลดภาระได้มาก ทำให้นักเรียนสามารถนำภาษาไปใช้สื่อสารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ นิลาภรณ์ธรรมวิเศษ (๒๕๔๖ : ๑๑) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกไว้ว่าแบบฝึกที่ครู นำมาเป็นเครื่องมือในการสอน จะช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะต่างๆ ให้ดีขึ้น จิตรา สมพล (๒๕๔๗ : ๑๐) ได้กล่าวไว้ว่า แบบฝึกทักษะมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง ในการใช้เป็นสื่อ และอุปกรณ์ประกอบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสม ปริศนา พลหาญ (๒๕๔๙ : ๔๙) ได้กล่าวว่า แบบฝึกภาษาไทยจะทำให้นักเรียนมีทักษะใน ด้านภาษา ช่วยเสริมทักษะด้านภาษา และให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสาร และสื่อ ความหมายได้ตรงกัน สมศักดิ์สินธุระเวชญ์(๒๕๔๔: ๑๐๖) แบบฝึกทักษะ คือ การจัดประสบการณ์ที่เน้นการ ฝึกหัด เพื่อให้เกิดการจดจำ จนกระทั่งสามารถปฏิบัติได้โดยอัตโนมัติขั้นตอนในการสอนก็มักจะเริ่มต้น ด้วยการบอกหรือทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วให้นักเรียนทำตาม และฝึกหัดเรื่อยไปจนกระทั่งจำและทำได้ ความสำคัญของแบบฝึกที่กล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนและเป็น เครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญ จำเป็นต้อง อาศัย การฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา ๔. ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะ ในการสร้างแบบฝึกมีองค์ประกอบหลายประการ ซึ่งได้มีนักการศึกษาหลายท่านให้ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้ สุพรรณีไชยเทพ (๒๕๔๔: ๑๙) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้ต้องมีความ ชัดเจน ทั้งคำชี้แจง คำสั่ง ง่ายต่อการเข้าใจ ๑. ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการวัด ๒. มีภาษาและรูปภาพที่ดึงดูดความสนใจของนักเรียนและเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ๓. แบบฝึกแต่ละเรื่องไม่ควรยาวมากจนเกินไป ๔. ควรมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบทำให้นักเรียนไม่เบื่อ ๕. ควรตอบสนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียน สร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ขณะทำแบบฝึก ๖. มีคำตอบที่ชัดเจน


๑๙ ๗. แบบฝึกที่ดีสามารถประเมินความก้าวหน้า และความรู้ของนักเรียนได้ กุสยา แสงเดช (๒๕๔๕: ๖-๗) ได้กล่าวแนะนำผู้สร้างแบบฝึกให้ยึดลักษณะแบบฝึกที่ดีดังนี้ ๑. แบบฝึกที่ดีควรความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ คำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำ ที่ใช้ ไม่ควร ยากเกินไป เพราะจะทำความเข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายและเหมาะสมกับผู้ใช้เพื่อนักเรียนสามารถ เรียนด้วยตนเองได้ ๒. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดหมายของการฝึก ลงทุนน้อย ใช้ได้นานทันสมัย ๓. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกเหมาะกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน ๔. แบบฝึกที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมีกิจกรรม หลาย แบบเพื่อเร้าความสนใจ และไม่เบื่อในการทำและฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนชำนาญ ๕. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบในแบบและให้ตอบโดยเสรีการเลือกใช้คำ ข้อความ รูปภาพในแบบฝึก ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความสนใจของนักเรียน ก่อให้เกิด ความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ว่า นักเรียนจะเรียนได้เร็ว ใน การกระทำที่ทำ ให้เกิดความพึงพอใจ ๖. แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ให้รู้จักค้นคว้ารวบรวมสิ่งที่ พบ เห็นบ่อย ๆ หรือที่ตัวเองเคยใช้จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น และรู้จักนำความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่ได้ฝึกนั้นมีความหมายต่อเขาตลอดไป ๗. แบบฝึกที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคน มีความ แตกต่าง กันในหลาย ๆ ด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญา และ ประสบการณ์เป็นต้น ฉะนั้น การทำแบบฝึกแต่ละเรื่องควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดับตั้งแต่ ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับค่อนข้างยาก เพื่อว่าทั้งนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน จะได้เลือกทำได้ตาม ความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึก ๘. แบบฝึกที่จัดทำเป็นรูปเล่ม นักเรียนสามารถเก็บรักษาไว้เป็นแนวทางเพื่อทบทวน ด้วย ตนเองต่อไป ๙. การที่นักเรียนได้ทำแบบฝึก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียน ได้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที ๑๐. แบบฝึกที่จัดขึ้น นอกจากมีในหนังสือเรียนแล้ว จะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนอย่าง เต็มที่


๒๐ ๑๑. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยให้ครูประหยัดแรงงานและเวลาในการที่ จะต้องเตรียมแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนไม่ต้องเสียเวลาในการลอกแบบฝึกจากตำราเรียนหรือ กระดานดำ ทำให้มีเวลาและโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ได้มากขึ้น ๑๒. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะการพิมพ์เป็นรูปเล่มที่แน่นอน ลงทุนต่ำ แทนที่จะ ใช้พิมพ์ลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการที่ผู้เรียนสามารถบันทึกและ มองเห็น ความก้าวหน้าของตนได้อย่างมีระบบและมีระเบียบ ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะที่ดีครูผู้สร้างจะต้องยึดหลักจิตวิทยา ใช้ สำนวน ภาษาที่ง่าย เหมาะสมกับวัย ความสามารถของผู้เรียน มีกิจกรรมหลากหลาย มีคำสั่ง คำอธิบาย และ คำแนะนำการใช้แบบฝึกเสริมทักษะที่ชัดเจนเข้าใจง่าย ใช้เวลาในการฝึกไม่นานและที่สำคัญมี ความหมายต่อชีวิต เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ๕. หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักการสร้างที่สอดคล้องกับลักษณะ ที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีผู้เสนอแนะไว้ดังนี้ วรนาถ พ่วงสุวรรณ (๒๕๑๘ : ๓๔ – ๓๗) ได้ให้หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะไว้ดังนี้ ๑. ตั้งจุดประสงค์ ๒. ศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหา ๓. ขั้นต่าง ๆ ในการสร้าง ๓.๑ ศึกษาปัญหาในการเรียนการสอน ๓.๒ ศึกษาหลักจิตวิทยาของเด็กและจิตวิทยาการเรียนการสอน ๓.๓ ศึกษาเนื้อหาวิชา ๓.๔ ศึกษาลักษณะของแบบฝึกเสริมทักษะ ๓.๕ วางโครงเรื่องและก าหนดรูปแบบให้สัมพันธ์กับโครงเรื่อง ๓.๖ เลือกเนื้อหาต่าง ๆ ที่เหมาะสมมาบรรจุในแบบฝึกเสริมทักษะให้ครบตามที่ กำหนด เกสร รองเดช (๒๕๒๒ : ๓๖ – ๓๗) ได้เสนอแนะแนวทางในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ดังนี้ ๑. สร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียน คือ ไม่ง่ายไม่ยากจนเกินไป ๒. เรียงลำดับแบบฝึกเสริมทักษะจากง่ายไปหายาก โดยเริ่มจากการฝึกออกเสียงเป็น พยางค์คำ วลีประโยค และคำประพันธ์


๒๑ ๓. แบบฝึกเสริมทักษะบางแบบควรใช้ภาพประกอบ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน ซึ่ง จะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการฝึก และจะช่วยยั่วยุให้ติดตามต่อไปตามหลักของการจูงใจ ๔. แบบฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้นเป็นแบบฝึกสั้น ๆ ง่าย ๆ ใช้เวลาในการฝึกประมาณ ๓๐ ถึง ๔๕ นาที ๕. เพื่อป้องกันความเบื่อหน่าย แบบฝึกต้องมีลักษณะต่าง ๆ เช่น ประสมคำจากภาพ เล่น กับบัตรภาพ เติมคำลงในช่องว่าง อ่านคำประพันธ์ฝึกร้องเพลง และใช้เกมต่าง ๆ ประกอบ บ็อค (Bock ๑๙๙๓ : ๓) ได้ให้ข้อพิจารณาในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ดังนี้ ๑. กำหนดจุดประสงค์ให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบจุดมุ่งหมายของแบบฝึก เสริม ทักษะ ๒. ให้รายละเอียดต่าง ๆ เช่น คำแนะนำในการทำแบบฝึกเสริมทักษะหรือขั้นตอนใน การทำอย่างละเอียด ๓. สร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับ นักเรียน มากที่สุด เช่น แบบฝึกเสริมทักษะอาจใช้รูปแบบง่าย ๆ โดยเริ่มจากการให้นักเรียน ตอบคำถาม ใน ลักษณะถูกผิดจนถึงการให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น ๔. แบบฝึกเสริมทักษะควรสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียน เช่น การให้นักเรียนเขียน เรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงในตารางหรือแผนภูมิที่กำหนดให้ จากแนวคิดข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลักใน การสร้าง ดังนี้ ๑. ต้องยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละวัย ต้องคำนึงถึง ความสามารถ ความสนใจ แรงจูงใจของนักเรียน ๒. ต้องตั้งจุดประสงค์ในการฝึกว่าต้องการฝึกเสริมทักษะใด เนื้อหาใด ต้องการให้ ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้อะไร ๓. แบบฝึกเสริมทักษะต้องไม่ยากไม่ง่ายจนเกินไป คำนึงถึงความสามารถของเด็กและ ต้อง เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก ๔. ต้องศึกษาขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ปัญหาและข้อบกพร่อง ของ นักเรียน ๕. แบบฝึกเสริมทักษะต้องมีคำชี้แจง และควรมีตัวอย่างเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจ มากขึ้น และสามารถทำได้ด้วยตนเอง


๒๒ ๖. แบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลายรูปแบบ หลายลักษณะ เพื่อจูงใจในการทำ ทำให้ นักเรียน มีความรู้สึกว่ามีจำนวนไม่มาก ๗. ควรมีรูปภาพประกอบที่สวยงามเหมาะสมกับวัยของเด็ก ๘. ควรใช้ภาษาสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือคำสั่ง ๙. ควรมีการทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องต่าง ๆ ก่อนนำไปใช้จริง ๑๐. ควรจัดทำเป็นรูปเล่ม ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้ง่าย นักเรียนสามารถนำมาทบทวน ก่อน สอบได้ จากหลักการในการสร้างแบบฝึกทักษะได้ตั้งเป้าหมายมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน สร้างแบบ ฝึกให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการฝึก เรียงลำดับเนื้อหาตามความยากง่าย สร้างให้หลากหลายรูปแบบ ใช้เวลาพอเหมาะ สนองความสนใจของผู้เรียน ๖. หลักจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพ สำหรับนำไปใช้กับนักเรียนนั้น ต้องอาศัย หลัก จิตวิทยาในการเรียนรู้และทฤษฎีที่ถือว่าเป็นแนวความคิดพื้นฐานของการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ เข้า ช่วย เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถของนักเรียน พงษ์พันธ์พงษ์โสภา (๒๕๔๔: ๙๑-๙๒) ได้กล่าวถึง กฎการเรียนรู้ที่สำคัญของ ธอร์นไดค์ ว่ามีอยู่ ๓ กฎ คือ ๑. กฎแห่งความพึงพอใจ หรือกฎแห่งผล ธอร์นไดค์ได้สรุปว่า อินทรีย์จะทำในสิ่งที่ ก่อให้เกิดความพึงพอใจและจะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เขาไม่พึงพอใจ ธอร์นไดค์ได้เน้นถึงการใช้เทคนิคที่ จะ สร้างความพึงใจให้กับผู้เรียน เช่น การชม การให้รางวัล ๒. กฎแห่งความพร้อม การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อผู้เรียนอยู่ในสภาพที่ พร้อม จะเรียนหรือพร้อมที่จะทำกิจกรรม ความพร้อมในที่นี้รวมความถึงความพร้อมด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม และอารมณ์ ๓. กฎแห่งการฝึกหัด ประกอบด้วยกฎที่สำคัญ ๒ ข้อ คือ ก. กฎแห่งการใช้พฤติกรรมใดที่อินทรีย์ได้มีการกระทำอยู่เสมอหรือมีการฝึกฝนอยู่ เป็นประจำ ไม่ได้ทิ้งช่วงไว้นาน อินทรีย์ย่อมเกิดทักษะและกระทำพฤติกรรมนั้นได้ดี ข. กฎแห่งการไม่ใช้พฤติกรรมใดก็ตามที่อินทรีย์ทิ้งช่วงไว้นานอินทรีย์ย่อมจะเกิด การ ลืมหรือกระทำพฤติกรรมนั้นไม่ดี นอกจากนี้พงษ์พันธุ์พงษ์โสภา (๒๕๔๔: ๘๗) ยังได้กล่าวถึงทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของ สกิน เนอร์ไว้ว่า มีความเชื่อในเรื่องของการเสริมแรง พฤติกรรมใดก็ตามถ้าได้รับการเสริมแรงพฤติกรรม


๒๓ นั้น ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำๆ สกินเนอร์ได้นำผลการทดลองมาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนไว้หลาย รูปแบบ เช่น บทเรียนโปรแกรม โดยยึดหลักการเสริมแรงและลักษณะอื่น ๆ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ก. ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมหรือลงมือกระทำด้วยตนเอง ข. ให้มีความก้าวหน้าไปทีละน้อย ๆ ค. ให้ผู้เรียนได้รู้ผลการกระทำในทันที พรรณีชูทัย (๒๕๒๒: ๑๙๒-๑๙๕) ได้สรุปแนวความคิดของนักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการ สร้างและการใช้แบบฝึกทักษะว่าควรประกอบด้วย ดังนี้ ๑. แนวคิดเรื่องกฎแห่งผลของธอร์นไดค์(Thorndike) แบบฝึกที่สร้างขึ้นตามหลัก จิตวิทยา ข้อนี้ต้องให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดนั้นได้พอควร และควรมีคำเฉลยให้นักเรียนสามารถหาคำตอบ ได้หลังจากทำแบบฝึกเสร็จแล้ว ๒. แนวคิดในเรื่องการฝึกหัดของวัตสัน (Watson) การสร้างแบบฝึกตามหลักจิตวิทยา นี้ควร เน้นให้มีการกระทำซ้ำๆ เพื่อให้จำได้นาน แล้วสามารถเขียนได้ถูกต้อง เพราะการเขียนเป็นทักษะที่ ต้องหัดอยู่เสมอ ๓. แนวคิดในการเสริมแรงของสกินเนอร์(Skinner) ในการฝึกทักษะนั้น ครูควรให้การ เสริมแรงโดยการให้กำลังใจอย่างดีแก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและรู้สึก ประสบความสำเร็จในงานที่ทำ นอกจากนี้แรงจูงใจก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการเรียน ครูต้องกระตุ้นให้ นักเรียนเกิดการตื่นตัว อยากรู้อยากเรียน แบบฝึกที่น่าสนใจ จะเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ท าให้นักเรียน อยากท า อยากฝึก และเกิดการเรียนรู้ในที่สุด เดโช สวนานนท์(๒๕๒๑ : ๑๕๙ – ๑๖๓) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้ของ ธอร์นไดค์และ สกินเนอร์(Thorndike and Skinner) ดังนี้ธอร์นไดค์ได้ตั้งกฎการเรียนรู้ขึ้น ๓ กฎซึ่ง นำมาใช้ในการ สร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ได้แก่ ๑. กฎแห่งผล (Law of Effect) มีใจความว่าการเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนองจะดียิ่งขึ้นเมื่อผู้เรียนแน่ใจว่าพฤติกรรมตอบสนองของตนถูกต้อง การให้รางวัลจะช่วย ส่งเสริม การแสดงพฤติกรรมนั้นๆ อีก ๒. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) มีใจความว่าการที่มีโอกาสได้กระทำซ้ำๆ ใน พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งนั้น ๆ จะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การฝึกหัดที่มีการควบคุมที่ดีจะส่งเสริม ผลต่อ การเรียนรู้


๒๔ การเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ๑. ความหมายของรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ทิศนา แขมมณี(๒๕๕๑) ได้กล่าวถึงรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านทักษะ ปฏิบัติเป็นรูปแ[บที่มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เรียนการปฏิบัติการกระทำ หรือการแสดงออก ต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้หลักการ วิธีการ ที่แตกต่างไปจากการพัฒนาทางด้านจิตพิสัยหรือพุทธิพิสัย รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์(Davies’ Instructional Model For Psychomotor Domain) ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะปฏิบัติว่า ทักษะส่วนใหญ่จะ ประกอบไปด้วยทักษะย่อยๆ จำนวนมาก การฝึกให้ผู้เรียนสามารถทำทักษะย่อยๆ เหล่านั้นได้ก่อน แล้ว ค่อยเชื่อมโยงต่อกันเป็นทักษะใหญ่ จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จและรวดเร็วขึ้น ๒. หลักการของการเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ วัตถุประสงค์ของรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์รูปแบบนี้มุ่งช่วยพัฒนา ความสามารถด้านทักษะปฏิบัติของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะที่ประกอบด้วยทักษะย่อยจำนวน มาก กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์มีดังนี้ ขั้นที่ ๑ ขั้นสาธิตทักษะหรือการกระทำ ขั้นนี้เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้เห็นทักษะหรือการ กระทำ ที่ต้องการให้ผู้เรียนทำได้ในภาพรวม โดยสาธิตให้ผู้เรียนดูทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ทักษะหรือการ กระทำที่สาธิตให้ผู้เรียนดูนั้น จะต้องเป็นการกระทำในลักษณะที่เป็นธรรมชาติไม่ช้าหรือเร็วเกินปกติ ก่อนการสาธิต ครูควรให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนในการสังเกต ควรชี้แนะจุดสำคัญที่ควรให้ความสนใจเป็น พิเศษในการสังเกต ขั้นที่ ๒ ขั้นสาธิตและให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย เมื่อผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของการ กระทำ หรือทักษะทั้งหมดแล้ว ผู้สอนควรแตกทักษะทั้งหมดให้เป็นทักษะย่อยๆ หรือแบ่งสิ่งที่กระทำ ออกเป็นส่วนย่อยๆ และสาธิตส่วนย่อยแต่ละส่วนให้ผู้เรียนสังเกตและทำตามไปทีละส่วนอย่างช้าๆ ขั้นที่ ๓ ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย ผู้เรียนลงมือปฏิบัติทักษะย่อยโดยไม่มีการสาธิต หรือ มีแบบอย่างให้ดูหากติดขัดจุดใด ผู้สอนควรให้คำชี้แนะ และช่วยแก้ไขจนกระทั่งผู้เรียนทำได้เมื่อได้ แล้วผู้สอนจึงเริ่มสาธิตทักษะย่อยส่วนต่อไป และให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยนั้นจนทำได้ทำเช่นนี้เรื่อยไป จนกระทั่งครบทุกส่วน ขั้นที่ ๔ ขั้นให้เทคนิควิธีการ เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว ผู้สอนอาจแนะนำเทคนิควิธีการ ที่จะ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำงานนั้นได้ดีขึ้น เช่น ทำได้ประณีตสวยงามขึ้น ทำได้รวดเร็วขึ้น ทำได้ง่ายขึ้น หรือสิ้นเปลืองน้อยลง เป็นต้น


๒๕ ขั้นที่ ๕ ขั้นให้ผู้เรียนเชื่อมโยงทักษะย่อยๆ เป็นทักษะที่สมบูรณ์เมื่อผู้เรียนสามารถ ปฏิบัติแต่ละส่วนได้แล้ว จึงให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยๆ ต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ และฝึกปฏิบัติหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งสามารถปฏิบัติทักษะที่สมบูรณ์ได้อย่างชำนาญ ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตาม รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ผู้เรียนจะสามารถปฏิบัติทักษะได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า การเรียนการสอนทักษะปฏิบัติเดวีส์เหมาะสมกับการปฏิบัติงานของนักเรียนที่มี การทำงานหลายขั้นตอนมีทักษะย่อยหลายอย่าง เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนา ทั้งด้านความรู้ทักษะ และมีเจตคติ ที่ดีมองเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพในอนาคตได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๑. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียน ได้รับ ประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครูโดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและ ประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ สมพร เชื้อพันธ์ (๒๕๔๗, หน้า ๕๓) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึงความสามารถ ความสำเร็จและสมรรถภาพด้านต่างๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผล มา จากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากการ ทดสอบด้วย วิธีการต่างๆ พิมพันธ์เดชะคุปต์และ พเยาว์ยินดีสุข (๒๕๔๘, หน้า ๑๒๕) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหมายถึงขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณีกองจินดา (๒๕๔๙,หน้า ๔๒) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถ หรือผลสำเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ ประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ตาม ลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการ สอน ที่จะทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง ๓ ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย ๒. แนวคิดทฤษฎีของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บลูม (Bloom, ๑๙๗๖: ๕๒ อ้างถึงในสมชาย วรกิจเกษมสกุล, ๒๕๕๐: ๒๐ - ๒๒) ได้ กล่าวถึงตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนดังต่อไปนี้


๒๖ ๑. พฤติกรรมด้านความรู้ความคิด หมายถึง ความสามารถทั้งหลายของนักเรียน ซึ่ง ประกอบด้วย ความถนัดและพื้นฐานของนักเรียน ๒. คุณลักษณะด้านจิตพิสัย หมายถึง สภาพการณ์หรือแรงจูงใจที่จะทำให้นักเรียนเกิด การเรียนรู้ใหม่ ได้แก่ ความสนใจ เจตคติที่มีต่อเนื้อหาที่เรียนในโรงเรียน ระบบการเรียนความคิดเห็น เกี่ยวกับตนเอง และลักษณะบุคลิกภาพ ๓. คุณภาพการสอน ได้แก่ การรับคำแนะนำ การมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน การ เสริมแรงจากครูการแก้ไขข้อผิดพลาด และรู้ผลว่าตนเองกระทำได้ถูกต้องหรือไม่ ๔ . คุณลักษณะของนักเรียน ได้แก่ ความพร้อมทางสมอง และทางสติปัญญา ความ พร้อมทางด้านร่างกาย และความสามารถทางด้านทักษะของร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ ซึ่งได้แก่ ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติและค่านิยม สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจ ในสถานการณ์ อายุ เพศ ๕. คุณลักษณะของผู้สอน ได้แก่ สติปัญญา ความรู้ในวิชาที่สอน การพัฒนาความรู้ ทักษะ ทางร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจในสถานการณ์ อายุ เพศ ๖. พฤติกรรมระหว่างผู้สอนและนักเรียน ได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักเรียน จะต้อง มีพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อกัน เข้าใจกันมีความสัมพันธ์ที่ดีและมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ๗. คุณลักษณะของกลุ่มนักเรียน ได้แก่ โครงการของกลุ่มตลอดจนความสัมพันธ์ของ กลุ่ม เจตคติความสามัคคีและภาวะผู้นำผู้ตามที่ดีของกลุ่ม ๘. คุณลักษณะของพฤติกรรมเฉพาะตัว ได้แก่ การตอบสนองต่อการเรียน การมี เครื่องมือ และอุปกรณ์พร้อมในการเรียน ความสนใจต่อบทเรียน ๙. แรงผลักดัน ได้แก่ ครอบครัวมีความสัมพันธ์ในครอบครัวดีสิ่งแวดล้อมดีและ คุณธรรม พื้นฐานดีเช่น ขยันหมั่นเพียร ความประพฤติดี นวัตกรรมการศึกษา ๑. ความหมายของนวัตกรรมการศึกษา Gisli (๒๐๐๒) กล่าวว่านวัตกรรมคือความคิดและการกระทำใหม่ๆ ที่ทำให้เกิด การ เปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า โดยการเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพคุณภาพ ส่วนนวัตกรรมด้านการศึกษา คือ สิ่งใหม่ๆ ที่ถูกคิดค้นหรือพัฒนาขึ้น และได้นำมาใช้ในการเรียนการสอนโดยมุ่งเน้นให้เกิด ประสิทธิผล สูงสุดในการสอน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่มาใช้ใน กระบวนการสอนอีกด้วย


๒๗ โดยเมื่อนำนวัตกรรมมาใช้ระยะหนึ่งนวัตกรรมดังกล่าวก็จะกลายเป็น เทคโนโลยีนวัตกรรมได้อีกเช่นกัน และก็จะมีนวัตกรรมตัวใหม่หมุนเวียนมาอยู่เสมอ Roger (๑๙๘๓) กล่าวว่านวัตกรรมการศึกษา หมายถึงการนำเอาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งอาจจะอยู่ใน รูป ของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์มาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มี อยู่ให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ผู้เรียน มีแรงจูงใจในการ เรียน เพิ่มขึ้น และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน ส่วนในประเทศไทยนั้น คณะกรรมการการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้บัญญัติคำว่า นวัตกรรม เป็นคำที่มาจาก ภาษาอังกฤษว่า Innovation โดยคำว่า นวัตกรรม มีรูป ศัพท์เดิมมาจากภาบาบาลืคือ นว+ อัตต + กรรม กล่าวคือ นว แปลว่าใหม่อัตตแปลว่า ตนเอง และ กรรม แปลว่าการกระทำ จึงรวมกันเป็นคำว่านวัตกรรม แปลจากรากศัพท์เดิมว่าการกระทำที่ ใหม่ของ ตนเองหรือการกระทำของตนเองที่ใหม่ คำว่านวัตกรรมจึงหมายถึง การนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามา เปลี่ยนแปลงเพิ่มวิธีการที่ทำอยู่เดิม เพื่อให้ใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น ดังนั้นไม่ว่าวงการ ใดๆ เมื่อมีการนำเอา ความ เปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เข้ามาใช้จึงเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมของวงการนั้นๆ ในวงการศึกษาเมื่อนำ นวัตกรรม มาใช้จึงเรียกว่านวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation) สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสงขลา เขต ๒ (๒๕๓๑:๑๕) นอกจากนั้นยังมีนักการศึกษาได้ให้ความหมายของนวัตกรรม การศึกษาไว้หลายท่าน ดังนี้ ทัศนา แขมมณี(๒๕๒๖ : ๑๒) ให้ความหมายไว้ว่า นวัตกรรมการศึกษา หมายถึง กระบวนการ แนวคิด หรือวิธีการใหม่ๆ ทางการศึกษาซึ่งอยู่ในระหว่างการทดลองที่จะจัดขึ้นมาอย่าง มี ระบบและกว้างขวางพอสมควร เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การยอมรับนำไปใช้ในระบบ การศึกษาอย่างกว้างขวางต่อไป สุขขีดีสงคราม ( ๒๕๔๑:๓ ๑) นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง วิธีการใดๆ หรือการ กระทำใดๆ ที่เป็นการกระทำใหม่ หรือสิ่งใหม่ที่มีผู้คิดค้นขึ้น หรืออาจจะเป็นเพียงแต่การปรับปรุงของเก่า ให้ใหม่หรือดีขึ้น เพื่อใช้สิ่งนั้นในการแก้ปัญหาหรือปรับปรุงการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และการ คิดค้นหรือการปรับปรุงขึ้นนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของการวิจัยที่ระบุได้แน่ชัดว่า การคิดค้นหรือ ปรับปรุง นั้นทำให้เกิดผลดีต่อการศึกษาได้อย่างแท้จริง บุญเกื้อ ควรหาเวช (๒๕๔๒:๑๔-๑๕) ได้ให้ความหมายไว้ว่า นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิด หรือการกระทำรวมทั้งสิ่งประดิษฐ์เข้ามา ใช้ ในระบบการศึกษาเพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ประพันธ์ด้วงอินทร์(๒๕๔๕:๓๐ นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง วิธีการใดๆหรือการ


๒๘ กระทำใดๆ ที่เป็นการกระทำใหม่หรือสิ่งใหม่ เป็นการปรับปรุงของเก่าให้ใหม่หรือดีขึ้น เพื่อแก้ปัญหา และ ปรับปรุงการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น บรรจง ภาสดา (๒๕๔๕:๕๔) ได้กล่าวถึงความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาไว้ว่าเป็น การ นำเอาสิ่งใหม่ๆซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำรวมทั้งสิ่งประดิษฐ์นำมาใช้ในระบบ การศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากความหมายและความสำคัญของนวัตกรรมทางการศึกษา ที่กล่าวมาแล้วนวัตกรรมทาง การศึกษาจึงหมายถึง วิธีการ หรือการกระทำ ที่เป็นการกระทำใหม่ๆ หรือสิ่งใหม่ที่มีผู้คิดค้น หรือนำ ของ เก่าที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ ทางการศึกษา หรือแก้ปัญหาทางการศึกษารวมทั้งนำมาปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น ความพึงพอใจ ๑. แนวคิดทฤษฎีของความพึงพอใจ อุทัย พรรณสุดใจ (๒๕๔๕) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจว่า เป็นความรู้สึกรักชอบยินดีเต็มใจ หรือมีเจตคติที่ดีของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความพอใจจะเกิดเมื่อได้รับตอบสนองความต้องการ ทั้ง ด้าน วัตถุและด้านจิตใจ ความพึงพอใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และทัศนะของบุคคล อัน เนื่องมาจากสิ่งเร้าและสิ่งจูงใจ โดยอาจเป็นไปในเชิงประเมินค่า ว่าความรู้สึกหรือทัศนคติต่อ สิ่ง เหล่านั้น เป็นไปในทางลบหรือบวก ราชบัณฑิตสถาน (๒๕๔๖) ได้กล่าวถึง ความหมายของคำว่า ความพึงพอใจ ดังนี้คำว่า “พึง” เป็นคำกริยาอื่น หมายความว่า ยอมตาม เช่น พึงใจ และคำว่า “พอใจ” หมายถึง ชมชอบ ชอบใจ กชกร เป้าสุวรรณ และคณะ (๒๕๕๐) ได้กล่าวถึง ความหมายของความพึงพอใจว่า สิ่งที่ ควรจะเป็นไปตามความต้องการ ความพึงพอใจเป็นผลของการแสดงออกของทัศนคติของบุคคลอีก รูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจที่มีประสบการณ์ที่มนุษย์เราได้รับอาจจะมากหรือ น้อยก็ ได้และเป็นความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ แต่ก็เมื่อได้สิ่งนั้น สามารถ ตอบสนองความต้องการ หรือทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายได้ก็จะเกิดความรู้สึกบวก เป็นความรู้สึก ที่พึงพอใจ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งนั้นสร้างความรู้สึกผิดหวัง ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกทางลบ เป็น ความรู้สึกไม่พึง พอใจ


๒๙ Applewhite (๑๙๖๕) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลในการ ปฏิบัติงาน ซึ่งรวมไปถึงความพึงพอใจเป็นความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลในการปฏิบัติงาน ซึ่งรวมไป ถึง ความพึงพอใจในสภาพแวดล้อมทางกายภาพด้วย การมีความสุขที่ทำงานร่วมกับคนอื่นที่เข้ากันได้มี ทัศนคติที่ดีต่องานด้วย Good (๑๙๗๓) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจ หมายถึงสภาพหรือระดับความพึงพอใจที่เป็น ผล มาจากความสนใจ และเจตคติของบุคคลที่มีต่องาน ความพึงพอใจเกิดขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับกระบวนการจัดการเรียนรู้ประกอบกับระดับ ความรู้สึกของนักเรียนดังนั้นในการวัด ความพึงพอใจในการเรียนรู้กระทำได้หลายวิธีต่อไปนี้(สาโรจน์ ไสยสมบัติ, ๒๕๓๔: ๓๙) ๑. การใช้แบบสอบถามซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้มากอย่างแพร่หลายวิธีหนึ่ง ๒. การสัมภาษณซึ่งเป็นวิธีที่ต้องอาศัย เทคนิคและความชำนาญพิเศษของผู้สัมภาษณ์ ที่จะจูง ใจให้ผู้ตอบคำถามตามข้อเท็จจริง ๓. การสังเกต เป็นการสังเกตพฤติกรรมทั้ง ก่อนการปฏิบัติกิจกรรม ขณะปฏิบัติ กิจกรรมและ หลังการปฏิบัติกิจกรรมจะเห็นได้ว่าการวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้สามารถที่จะวัดได้ หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวก ความเหมาะสม ตลอดจนจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายของการวัดด้วย จึงจะ ส่งผลให้การวัดนั้น มีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือ จากการศึกษา ผู้วิจัย สรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนและผลการเรียน จะมี ความสัมพันธ์กันในทางบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ กิจกรรมที่ผู้เรียนได้ปฏิบัตินั้นทำให้ผู้เรียนได้รับการ ตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ของ ชีวิตมากน้อยเพียงใด นั่นคือสิ่ง ที่ครูผู้สอนจะคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆในการเสริมสร้างความพึง พอใจ ในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๑. งานวิจัยในประเทศ สุนีกาญจนจันทร์(๒๕๕๓) ได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการ สอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ที่มีต่อระดับความรู้ความสามารถในการแยกเชื้อเห็ดบริสุทธิ์เลี้ยงบนอาหารวุ้น พีดีเอ ในรายวิชาการผลิตเห็ดของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพสาขาเกษตรศาสตร์ มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ความสามารถในการแยกเชื้อเห็ดบริสุทธิ์เลี้ยงบนอาหารวุ้นพีดีเอ ของ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพสาขาเกษตรศาสตร์ใช้กลุ่มประชากรจำนวน ๑๕ คน พบว่า


๓๐ นักศึกษามีความรู้ความสามารถในการแยกเชื้อเห็ดบริสุทธิ์เลี้ยงบนอาหารวุ้นพี่ดีเอโดยใช้รูปแบบการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์อยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ จรัญ กาญจนประดิษฐ์ (๒๕๕๔) ได้ศึกษาพัฒนาการทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ ของ นักศึกษา สาขาวิชาดนตรีไทย เครื่องมือเอกขลุ่ยเพียงออชั้นปีที่ ๒ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์และสอดแทรกคุณธรรมด้านความ เพียรในรายวิชา ๘๖๔๓๘๒ ทักษะดนตรีไทย๒ ผลการวิจัยพบว่า การใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของ เดวีส์สามารถพัฒนาทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ ๕ ทักษะ คือการระบายลมการตีนิ้ว การพรมนิ้ว การครั่น ลม และการเป่าโหยหวนได้อยู่ในระดับดีสามารถช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจทักษะย่อยต่างๆ ก่อนที่จะ เชื่อมโยง ทักษะต่างๆ ที่ใช้ในแต่ละบทเพลงได้ผลจากการเรียนรู้ทักษะการเป่าขลุ่ยอย่างเป็นลำดับ ขั้นตอน ช่วยให้ ผู้เรียนสามารถจดจำ และแยกแยะทักษะต่างๆ เหล่านั้นได้ชัดเจน ก็ช่วยให้ผู้เรียน พัฒนาทักษะตนเองได้ รวดเร็วมากขึ้น ธนภรณ์วังษา (๒๕๕๕) ได้พัฒนารูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เนทักษะปฏิบัติตาม แนวคิดของเดวีส์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชุมนุมงานประดิษฐ์ใบตองกลุ่มสาระการ เรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรียนเทศบาลประตูลี้จังหวัดลำพูน โดยมีวัตถุของการวิจัย คือ เพื่อศึกษาสภาพและประเมินความต้องการ ความจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ที่มี ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่สอนด้วยวิธีปกติวิธีที่ ใช้การเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ของนักเรียน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของ นักเรียน และ เพื่อพัฒนาเจตคติของนักเรียนชุมนุมงานประดิษฐ์ใบตอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพและเทคโนโลยีผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาสภาพและประเมินความต้องการจำเป็น ในการ จัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีผู้เรียนและผู้ปกครอง ผู้บริหาร สถานศึกษา ชุมชนในท้องถิ่น มีความต้องการให้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนชุมนุมงาน ประดิษฐ์ ใบตอง โดยภาพรวมคิดเป็นร้อยละ ๙๙.๙๙ ทักษะของกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนที่ เรียนด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของเดวีส์สูงกว่าการสอนวิธีปกติที่ระดับ .๐๕ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการพัฒนารูปแบบ ทักษะ กระบวนการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด แสงจันทร์หนองหารพิทักษ์(๒๕๕๕) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะ ปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการประดิษฐ์ของ ใช้ จากวัสดุชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเด วีส์เรื่องการ


๓๑ ประดิษฐ์ของใช้จากวัสดุกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการประดิษฐ์ของใช้จาก วัสดุชั้นบระถศึกษาปีที่ ๓ มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๕.๒๓/๘๓.๘๔ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ เน้นทักษะ ปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการ ประดิษฐ์ของใช้ จากวัสดุชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ มีค่า ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ ๐.๗๐๖๓ แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้า ทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ ๗๐.๖๓ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่เรียน ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้น ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์เรื่องการประดิษฐ์ของใช้จากวัสดุความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๒. งานวิจัยในต่างประเทศ เบสรี่ (Beasly, ๑๙๗๙ ได้ศึกษาผลการฝึกทักษะภาคปฏิบัติซึ่งรูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ในกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเฉพาะวิชาที่เน้นการปฏิบัติจริงและวิธีการ ติดต่อ การปฏิบัติการทดลองเคมีของนักเรียนวิขาเคมีพื้นฐานเพื่อศึกษาผกลการฝึกทักษะภาคปฏิบัติซึ่ง รูปแบบ การเรียนการสอนทักษะการทดลองอย่างเดียว ผลของการฝึกทักษะด้วยการคิดอย่างเดียวและ ผลของการ ฝึกทักษะด้วยการปฏิบัติทดถองและการคิดร่วมกัน โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็น ๔ กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง ๒ กลุ่ม กลุ่มควบคุม ๒ กลุ่ม การปฏิบัติการทดลองใช้เกณฑ์การประเมิน ๒ เกณฑ์คือ ความถูกต้องแม่นยำ และความคงที่แน่นอนโดยใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมของนักศึกษาในขณะที่ทำการทดลอง ทำการสังเกต ๓ สัปดาห์แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความแปรปรวน จากการศึกษาพบว่า ทักษะภาคปฏิบัติการทดลอง แตกต่างจากกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแสดงว่าการฝึก ทักษะในการปฏิบัติการทดลอง ทำ ให้มีเทคนิคการทดลองถูกต้องแม่นยำ กสสัน (Glasson, ๑๙๘๙ ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์จากผลของการใช้วิธีสอนโดย ลง มือปฏิบัติการทดลองและครูสาธิตการปฏิบัติการทดลองต่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการใช้ความรู้ ในกระบวนการแก้ปัญหาซึ่งมีความสอดคล้องกับรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ โดย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับ ๙ ในวิชาฟิสิกส์จำนวน ๕๔ คน เป็นชาย ๒๗ คน และเป็นหญิง ๒๗ คน ในโรงเรียนของรัฐผลการศึกษาพบว่าการสอนทั้งสองวิธีไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ แม็คเครด (Macleod,๒๐๐๙) ได้นำวิธีการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์มาสอนเป่าฟลุต เบล คานโต (Bel Canto Flute) แบบ เด ลา โซนาริเต (De la sonorite) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสอน เทคนิคพื้นฐานการเป่าเป่าฟลุต เบล คานโต (Bel Canto Ftute) แบบ เด ลา โซนาริเต ให้สามารถ เป่า เลียนแบบการแสดงออกของเสียงที่มีพลัง และควบคุมระดับเสียงการร้องโอเปร่า รูปแบบการสอน มี อิทธิพลในการเพิ่มระดับเสียงการร้องโอเปร่าและการเป่าเป่าฟลุต เบล คานโต ได้ถึง ๒ ช่วงเสียง มัน เป็นไปได้ที่ค่านัยสำคัญเพิ่มขึ้นจากความรู้ความเข้าใจของพวกเขา จากการฝึกเป่าฟลุต เบล คานโต แบบ


๓๒ เด ลา โซนาริเต มุมมองของการศึกษาในปัจจุบัน รวมถึงทักษะปฏิบัติชั้นพื้นฐานกับความคิดเห็น ในวิธีการ สอนนี้สามารถยืนยันได้จาก ๓ นักเป่าฟลุต และครูที่ทำงานในออสเตรเลีย คือเจมส์คอทั่ม เป็นครูแต่ง เพลงฟลุทที่ซิดนีย์อลัน ฮาร์ดีเป็นครูแต่งเพลงที่มหาวิทยาลัยแห่งเมลเบอร์นและพลูเดนเซ เป็นฟลุตหลัก ในวงซิมโฟนีออเครสตรา แห่งเมลเบอร์น แบร์ด (Baird: ๒๐๐๙) ได้ทำการสำรวจกระบวนการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมที่เป็นแบบฝึก ปฏิบัติงานในสตูดิโอของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้เรียน โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูล จาก การสัมภาษณ์จากกลุ่มตัวอย่างของผู้เข้าร่วมในการวิจัย จำนวน ๖ คน หลังจากที่เข้าร่วมใน กิจกรรมที่ เป็นการฝึกปฏิบัติงานจริงในสตูดีโอ ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างสามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อได้รับ โอกาสให้เข้าไปทำการศึกษาหาความรู้โดยการสัมผัส จับต้อง และฝึกปฏิบัติใช้วัสดุจริง การ ได้เชื่อมโยง กับงานศิลปะที่เป็นต้นแบบ การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมที่เป็นการฝึกปฏิบัติจริง คือเร่ง ปฏิกิริยาให้นักศึกษา มุ่งที่จะทำการศึกษา สืบเสาะ และค้นหาโอกาสในการเรียนรู้ที่มากยิ่งๆขึ้นไปอีก เมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมใน กิจกรรม ทั้งในการใช้วัสดุจริงและด้านอารมณ์ทำให้มีแนวโน้มที่เป็นไปได้ผู้เรียนสามารถรักษาความทรง จำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทุกอย่างได้


๓๓ บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ ในการ วาดภาพระบายสีโดยใช้การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๒ โดย ผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีดำเนินการศึกษาตามหัวข้อดังนี้ ประชากรและการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชาย–หญิง ที่กำลังศึกษาอยู่ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒ ภาคเรียนที่๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคายเขต ๒๑ จำนวน ๑๘ ห้อง มีนักเรียนทั้งหมด ๖๕๓ คน กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชาย – หญิง ที่กำลังศึกษาอยู่ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒/๑๕ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคายเขต ๒๑ จำนวน ๒๙ คน จาก การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) แบบแผนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการวิจัย (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง การทดสอบ One Group Pretest – Posttest Design (พวงรัตน์ทวีรัตน์,๒๕๔๐) กลุ่ม ทดสอบก่อน ทดลอง ทดสอบหลัง E T๑ X T๒ ตารางที่๑ แบบแผนการทดลอง


๓๔ สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T๑ แทน การทดสอบก่อนเรียน X แทน วิธีการสอนทักษะปฏิบัติDavies T๒ แทน การทดสอบหลังเรียน Post – test วิธีการที่ใช้ในการวิจัย ๑. ประเภทของวิธีการที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาทัศนศิลป์ใน การวาดภาพระบายสีเรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการเรียนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์แบบ ประเมินทักษะ เรื่อง การวาดภาพระบายสีและแบบวัดความพึงพอใจ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ ๑.๑ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาทัศนศิลป์เรื่อง การวาดภาพระบายสีโดยใช้การ จัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการเรียนทักษะปฏิบัติของเดวีส์จำนวน ๖ แผน เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ แผนละ ๒ ชั่วโมง สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง รวม ๑๒ ชั่วโมง ๑.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียน เรื่อง การวาดภาพระบายสี ทดสอบ ก่อน เรียนและหลังเรียน แบบปรนัย จำนวน ๒๐ ข้อ ๑.๓ แบบประเมินทักษะ เรื่อง การวาดภาพระบายสี เป็นแบบมาตราส่วน ประเมินค่า ๔ ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) จำนวน ๑ ฉบับ ๑.๔ แบบวัดความพึงพอใจ เรื่อง การวาดภาพระบายสีเป็นแบบมาตราส่วน ประเมิน ค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) ๕ ระดับ ๒. การสร้างและพัฒนาวิธีการที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยกำหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือในการวิจัย ดังนี้ ๒.๑ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ โดยใช้การ จัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการเรียนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง ดังนี้


๓๕ ๒.๑.๑ ศึกษาวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎีและการจัดการเรียนการสอนโดยรูปแบบการ เรียนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ๒.๑.๒ ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระ การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ คู่มือครูหนังสือเรียนวิชาทัศนศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ จัดทำ โดย กระทรวงศึกษาธิการ ๒.๑.๓ กำหนดเนื้อหาและระยะเวลาในการวิจัย สร้างตารางวิเคราะห์วิเคราะห์ จุดประสงค์การเรียนรู้เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบ การเรียนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ ๒.๑.๔ จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์โดย ใช้การจัดการ เรียนรู้รูปแบบการเรียนทักษะปฏิบัติของเดวีส์สำหรับเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ สาระสำคัญ สาระการเรียนรู้ชิ้นงาน / ภาระงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้สื่อและ แหล่งการเรียนรู้การ วัดผลประเมินผล ๒.๑.๕ นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบ ความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผล ๒.๑.๖. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๓ ท่าน เป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาทัศนศิลป์ด้านหลักสูตรการสอน การวิจัย และการวัดผลประเมินผล โดย ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +๑ เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น ๐ เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –๑ เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้โดยสูตรคำนวณดังนี้ สูตร IOC = ∑ เมื่อ IOC คือ ดัชนีความสอดคล้อง ∑ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด


๓๖ จะต้องได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของทุกองค์ประกอบตั้งแต่ ๐.๕ ขึ้นไป ๒.๑.๗. ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ๒.๑.๘. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่งเพื่อ ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดสอบภาคสนาม ๒.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการเรียนทักษะปฏิบัติของเดวีส์แบบปรนัย จำนวน ๒๐ ข้อ ชนิด เลือกตอบ ๔ ตัวเลือก มีขั้นตอนในการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้ ๒.๒.๑ ศึกษาทฤษฎีวิธีการสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบเลือกตอบ คู่มือการจัดการ เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ๒.๒.๒ สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาการเรียนรู้เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการเรียนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ๒.๒.๓ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์แบบปรนัย จำนวน ๒๐ ข้อชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ๒.๒.๔. นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๓ ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนวิชาทัศนศิลป์การวิจัย และด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความ เที่ยงตรง เชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ โดยมี เกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +๑ เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน ๐ เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน -๑ เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ๒.๒.๕ นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อคำถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๒.๒.๖ นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้วจำนวน ๒๐ ข้อ ไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-๒๐ ของคูเดอร์ริชาร์ดสัน (Kuder-Richaedson Method) ๒.๒.๗ นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนปทุมเทพวิยาคาร จำนวน ๒๙ คน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนามต่อไป ๒.๓ แบบประเมินทักษะ เรื่อง การวาดภาพสื่อความหมายและเรื่องราว เป็นแบบมาตรา ส่วน ประเมินค่า ๓ ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) จำนวน ๑ ฉบับ ดังนี้


๓๗ ๒.๓.๑ ศึกษาทฤษฎีวิธีการสร้างแบบประเมินทักษะกระบวนการทางทัศนศิลป์และ การ วัดประเมินทักษะกระบวนการทางทัศนศิลป์ ๒.๓.๒ สร้างแบบประเมินทักษะกระบวนการทางทัศนศิลป์ เป็นแบบมาตรส่วน ประเมิน ค่า ๓ ระดับ โดยแบ่งพฤติกรรมที่จะวัดและประเมิน ออกเป็น ๕ ทักษะ ๒.๓.๓ นำแบบประเมินทักษะกระบวนการทางทัศนศิลป์ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๓ ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนวิชาทัศนศิลป์การวิจัย และด้านการวัดผล และ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +๑ เมื่อแน่ใจว่าแบบประเมินสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน ๐ เมื่อไม่แน่ใจว่าแบบประเมินสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน -๑ เมื่อแน่ใจว่าแบบประเมินไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ๒.๓.๔ ปรับปรุง และแก้ไขแบบประเมินทักษะกระบวนการทางทัศนศิลป์ตาม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ๒.๓.๕ นำแบบประเมินทักษะกระบวนการทางทัศนศิลป์ไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จำนวน ๒๙ คน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการทดลองภาคสนามต่อไป ๒.๔ แบบวัดความพึงพอใจ เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์เป็นแบบมาตราส่วน ประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) ๕ ระดับ จำนวน ๑ ฉบับ ดังนี้ ๒.๔.๑ ศึกษาทฤษฎีวิธีการสร้างแบบวัดความพึงพอใจ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) และ วัดความพึงพอใจทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์เรื่อง สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ๒.๔.๒ สร้างแบบวัดความพึงพอใจทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์เรื่อง สร้างสรรค์งาน ทัศนศิลป์เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) ๕ ระดับ ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง เหมาะสมมาก ระดับ 3 หมายถึง เหมาะสม ระดับ 2 หมายถึง เหมาะสมน้อย ระดับ 1 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด ๒.๔.๓ นำแบบวัดความพึงพอใจทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ที่สร้างขึ้นเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๓ ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนวิชาทัศนศิลป์การวิจัย และด้านการวัดผล


๓๘ และ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +๑ เมื่อแน่ใจว่าแบบวัดความพึงพอใจสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่ คาดหวัง ให้คะแนน ๐ เมื่อไม่แน่ใจว่าแบบวัดความพึงพอใจสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่ คาดหวัง ให้คะแนน -๑ เมื่อแน่ใจว่าแบบวัดความพึงพอใจไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่ คาดหวัง ๒.๔.๔ ปรับปรุง และแก้ไขแบบวัดความพึงพอใจทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ตาม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ๒.๔.๕ นำแบบวัดความพึงพอใจทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ไปใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จำนวน ๒๙ คน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง ภาคสนาม ต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลอง กับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับดังนี้ ๑. ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๒. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น โดยให้นักเรียน เรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์เรื่อง สร้างสรรค์ผลงาน ทัศนศิลป์จำนวน ๔ แผน แผนละ ๓ ชั่วโมง สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง รวม ๑๒ ชั่วโมง ๓. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทัศนศิลป์ชุด เดิมไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์เรื่อง สร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ ผู้วิจัย ดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ตาม ขั้นตอนดังนี้


๓๙ ๑. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ ๒. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ระหว่าง ก่อน เรียนและหลังเรียนโดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจยัคร้ังน้ีผวู้ิจยัไดใ้ชส้ถิติดงัน้ี ๑. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Program (TAP) ๑) หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) IOC = ∑ เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้อง R แทน ผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนของผู้เชี่ยวชาญ ๒) ค่าความยากง่าย (P) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๓) ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๔) ค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน KR-๒๐ ของคูเดอร์ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Method) KR 20 := − [ − ∑ ] เมื่อ แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ P แทน สัดส่วนของผู้ที่ตอบถูกในแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนของผู้ท าผิดในข้อหนึ่งๆ n แทน จำนวนข้อสอบแบบทดสอบ 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ ๒. สถิติพื้นฐาน


๔๐ ใช้ค่าเฉลี่ย ()และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ๑) หาค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) หาค่าคะแนนเฉลี่ย()คำนวณจากสูตร สูตร = ∑ เมื่อ X แทน คะแนนเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียนของกลุ่มตัวอย่าง ๓. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทาง สังคมศาสตร์SPSS for Windows สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับ หลัง เรียน คือ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample)


Click to View FlipBook Version