The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สามัคคีเภทคำฉันท์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thawatchaijajaa, 2022-06-20 09:17:30

สามัคคีเภทคำฉันท์

สามัคคีเภทคำฉันท์

รายงาน

สามัคคีเภทคำฉันท์
ผู้จัดทำ

นายชานนท์ ใบสุขันธ์ เลขที่ ๑๔
นางสาวกันตินั นท์ จันทร์เต็มดวง เลขที่ ๑๖
นางสาวชญานุตม์ ฮกมาลี เลขที่ ๑๗
นางสาวณั ฐณิ ชา เกงขุนทด เลขที่ ๒๓
นางสาวสุธารทิพย์ หลวงทิพย์ เลขที่ ๓๔

ชั้นมัธยมศึ กษาปีที่ ๖.๒

เสนอ

ครูณัฐยา อาจมังกร

รายงานเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่ งของวิชาภาษาไทย ท๓๓๑๐๑
ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึ กษา ๒๕๖๕
โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม

รายงาน

สามัคคีเภทคำฉันท์
ผู้จัดทำ

นายชานนท์ ใบสุขันธ์ เลขที่ ๑๔
นางสาวกันตินั นท์ จันทร์เต็มดวง เลขที่ ๑๖
นางสาวชญานุตม์ ฮกมาลี เลขที่ ๑๗
นางสาวณั ฐณิ ชา เกงขุนทด เลขที่ ๒๓
นางสาวสุธารทิพย์ หลวงทิพย์ เลขที่ ๓๔

ชั้นมัธยมศึ กษาปีที่ ๖.๒

เสนอ

ครูณัฐยา อาจมังกร

รายงานเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่ งของวิชาภาษาไทย ท๓๓๑๐๑
ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึ กษา ๒๕๖๕
โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม

คำนำ ก

รายงานเรื่องสามัคคีเภทคำฉั นท์ฉบับนี้ เป็นส่ วนหนึ่ งของรายวิชาภาษาไทย

รหัสวิชา ท๓๓๑๐๑ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่สนใจในเรื่อง สามัคคีเภทคำฉั นท์

ได้รับความรู้แลัความเข้าใจตามที่ตนนั้ นคาดหวังไว้และยังหวังให้ผู้ที่สนใจได้รับ

ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง สามัคคีเภทคำฉั นท์ อย่างถูกต้องและครบถ้วน

ทางคณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ ต่อการ

ใช้ในการสื บหาข้อมูล และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการอนุรักษ์วิชาภาษาไทย

ไม่ว่าจะเป็นด้านคำประพันธ์ ด้านภาษา และด้านคุณค่า ทั้งนี้ หากเกิดข้อผิดพลาด

ประการใดทางคณะผู้จัดทำยินดีและพร้อมที่จะรับข้อเสนอแนะในจุดที่ผิดพลาด

และจะนำไปแก้ไขโดยเร็วสุดท้ายนี้ คณะผู้จัดทำจะดำเนิ นงานไม่สำเร็จหากขาด

คำแนะนำจาก นางณั ฐยา อาจมังกร ครูประจำรายวิชาภาษาไทย ที่ทำให้การ

ดำเนิ นในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วง

คณะผู้จัดทำ

สารบัญ ข

เรื่อง หน้ า

คำนำ ก
สารบัญ ข
ผู้แต่ง ๑
จุดประสงค์ ๒
ที่มา
ลักษณะคำประพันธ์

ข้ อบังคับของคำประพันธ์ประเภทฉั นท์ ๔
แผนผังและฉันทลักษณ์ของอินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๘
แผนผังและฉันทลักษณ์ของวิชชุมมาลาฉันท์ ๘ ๙
เรื่องย่อก่อนเรียน ๑๑
ถอดคำประพันธ์ ๑๓
อธิบายคำศั พท์ยาก ๑๕
คุณค่าวรรณคดีด้านวรรณศิ ลป์ ๕๗
คุณค่าวรรณคดีด้านสั งคม ๗๐
คุณค่าวรรณคดีด้านเนื้ อหา ๘๑
คุณค่าวรรณคดีด้านการนำเอาไปใช้ ๘๒
บรรณานุกรม ๘๕
๘๗

ผู้แต่ง ๑

นายชิต บุรทัต กวีในรัชกาลที่ ๖ ในขณะที่บรรพชา
เป็นสามเณร อายุเพียง ๑๘ ปี ได้เข้าร่วมแต่งฉันท์สมโภช
พระมหาเศวตฉัตรในงานราชพิธีฉัตรมงคล รัชกาลที่ ๖
เมื่ออายุ ๒๒ ปี ได้ส่งกาพย์ปลุกใจลงในหนังสือพิมพ์
สมุทรสาร นายชิต มีนามสกุล "บุรทัต"

จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ในปี ๒๔๕๐ เมื่อ
อายุ ๒๓ ปี ใช้นามปากกาว่า เจ้าเงาะ เอกชน และแมวคราว
นายชิตถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. ๒๔๘๕



จุดประสงค์

เพื่อมุ่งชี้ความสำคัญของการรวมเป็นหมู่คณะเป็น
น้ำหนึ่ งใจเดียวกัน เพื่อป้องกันรักษาบ้านเมืองให้มี
ความเป็นปึกแผ่น สามัคคีเภทคำฉันท์ เป็นกวีนิทาน
สุภาษิตว่าด้วย "โทษแห่งการแตกสามัคคี" ภายหลัง
ที่สำคัญเล่มหนึ่ งทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้



ที่มา

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เกิดวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภายใน
และภายนอกประเทศ เช่น เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ เกิด
กบฎ รศ. ๑๓๐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติบ้าน
เมือง นายชิต บุรทัต จึงได้ทำการแต่งเรื่องสามัคคีเภทคำ
ฉันท์ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ เพื่อมุ่งชี้ความสำคัญของการรวม
กันเป็น หมู่คณะ

เรื่องสามัคคีเภท เป็นนิทานสุภาษิตในมหาปรินิพพานสูตร
และอรรถกถาสุมังคลวิลาสินี ทีฆนิกายมหาวรรค ลงพิมพ์ใน
หนั งสื อธรรมจักษุ ของมหามกุฎราชวิทยาลัยโดยเรียบเรียง
เป็นภาษาบาลี



ลักษณะคำประพันธ์

แต่งเป็นบทร้อยกรอง โดยนำฉันท์ชนิดต่างๆ มาใช้สลับกันอย่างเหมาะสมกับเนื้อหา
แต่ละตอนประกอบด้วย ฉันท์ ๑๘ ชนิด และกาพย์ ๒ ชนิด ได้แก่

ฉันท์ ๑๘ ชนิ ด กาพย์ ๒ ชนิ ด

๑ กมลฉันท์ ๗ วสันตดิลกฉันท์ ๑๓ อินทรวิเชียรฉันท์ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘
กาพย์ฉบัง ๑๖
๒ จิตรปทาฉันท์ ๘ วังสัฏฐฉันท์ ๑๔ อินทรวงศ์ ฉันท์
ทั้งนี้ กาพย์ฉบังที่ใช้ในเรื่อง
๓ โตฏกฉันท์ ๙ วิชชุมมาลาฉันท์ ๑๕ อีทิสังฉันท์ กำหนดเป็นคำครุ ทั้งหมด

๔ ภุชงคประยาตฉันท์๑๐ สัททุลวิกกีฬตฉันท์ ๑๖ อุปชาติฉันท์

๕ มาณวกฉันท์ ๑๑ สัทธราฉันท์ ๑๗ อุปัฏฐิตาฉันท์

๖ มาลินีฉันท์ ๑๒ อุเปนทรวิเชียรฉันท์๑๘ สาลินีฉันท์



ลักษณะคำประพันธ์

๑. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ เป็นฉันท์ที่มีลีลาการอ่านสง่างาม เคร่งขรึม มีอำนาจดุจเสือผยอง
ใช้แต่งสำหรับบทไหว้ครู บทสดุดี ยอพระเกียรติ
๒. วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ เป็นฉันท์ที่มีลีลาไพเราะ งดงาม เยือกเย็นดุจเม็ดฝน ใช้สำหรับ
บรรยายหรือพรรณนาชื่นชมสิ่ งที่สวยงาม
๓. อุปชาติฉันท์ ๑๑ นิยมแต่งสำหรับบทเจรจาหรือบรรยายความเรียบๆ
๔. อีทิสังฉันท์ ๒๑ เป็นฉันท์ที่มีจังหวะกระแทกกระทั้น เกรี้ยวกราด โกรธแค้น และอารมณ์
รุนแรง เช่น รักมาก โกรธมาก ตื่นเต้น คึกคะนอง หรือพรรณนาความสับสน
๕. อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์ที่มีลีลาสวยงามดุจสายฟ้าพระอินทร์ มีลีลาอ่อนหวาน
ใช้บรรยายความหรือพรรณนาเพื่อโน้มน้าวใจให้อ่อนโยน เมตตาสงสาร เอ็นดู ให้อารมณ์
เหงาและเศร้า
๖. วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ หมายถึง ระเบียบแห่งสายฟ้า เป็นฉันท์ที่ใช้ในการบรรยายความ



ลักษณะคำประพันธ์

๗. อินทรวงศ์ ฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีลีลาตอนท้ายไม่ราบเรียบคล้ายกลบทสะบัดสะบิ้ง ใช้ใน
การบรรยายความหรือพรรณนาความ
๘. วังสัฏฐฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีสำเนียงอันไพเราะเหมือนเสียงปี่
๙. มาลินีฉันท์ ๑๕ เป็นฉันท์ที่ใช้ในการแต่งกลบทหรือบรรยายความที่เคร่งขรึม เป็นสง่า
๑๐.ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีลีลางามสง่าดุจงูเลื้อย นิยมใช้แต่งบทที่ดำเนินเรื่อง
อย่างรวดเร็วและคึกคัก
๑๑.มาณวกฉันท์ ๘ เป็นฉันท์ที่มีลีลาผาดโผน สนุกสนาน ร่าเริง และตื่นเต้นดุจชายหนุ่ม
๑๒.อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์ที่มีความไพเราะใช้ในการบรรยายบทเรียบๆ
๑๓.สัทธราฉันท์ ๒๑ มีความหมายว่า ฉันท์ยังความเลื่อมใสให้เกิดแก่ผู้ฟัง จึงเหมาะเป็นฉันท์
ที่ใช้สำหรับแต่งคำนมัสการ อธิษฐาน ยอพระเกียรติ หรืออัญเชิญเทวดา ใช้แต่งบทสั้นๆ
๑๔.สาลินีฉันท์ ๑๑ เป็นบทที่มีคำครุมาก ใช้บรรยายบทที่เป็นเนื้อหาสาระเรียบๆ



๑๕. อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์ที่เหมาะสำหรับใช้บรรยายบทเรียบๆ แต่ไม่ใคร่มีคนนิยมแต่ง
มากนั ก
๑๖. โตฏกฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีลีลาสะบัดสะบิ้งเหมือนประตักแทงโค ใช้แต่งกับบทที่แสดง
ความโกรธเคือง ร้อนรน หรือสนุกสนาน คึกคะนอง ตื่นเต้น และเร้าใจ
๑๗. กมลฉันท์ ๑๒ หมายถึง ฉันที่มีความไพเราะเหมือนดังดอกบัว ใช้กับบทที่มีความตื่นเต้น
เล็กน้ อยและใช้บรรยายเรื่อง
๑๘. จิตรปทาฉันท์ ๘ เป็นฉันท์ที่เหมาะสำหรับบทที่น่ากลัว เอะอะ เกรี้ยวกราด ตื่นเต้นตกใจ
และกลัว
๑๙. กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ มีลักษณะการแต่งคล้ายกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ แต่ต่างกันที่มี
ข้อบังคับ ครุ ลหุ เพิ่มขึ้นมา ทำให้เกิดความไพเราะมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับข้อความที่คึกคัก
สนุกสนาน โลดโผน ตื่นเต้น
๒๐. กาพย์ฉบัง ๑๖ เป็นกาพย์ที่มีลีลาสง่างาม ใช้สำหรับบรรยายความงามหรือดำเนินเรื่อง
อย่างรวดเร็ว



ข้ อบังคับของคำประพันธ์ประเภทฉั นท์

ครุ คำครุ แปลว่า เสียงหนัก สัญลักษณ์ " อั "

(อ่านว่า คะ-รุ) หมายถึง เสียงหนัก เป็นคำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาว
และสระเกินทั้ง ๔ คือสระ อำ ใอ ไอ เอา ไม่มีตัวสะกดก็ได้ หรือเป็นคำหรือพยางค์
ที่มีเสียงสะกดทุกมาตรา ได้แก่ แม่ กก กด กบ กง กน กม เกย และเกอว

ลหุ คำลหุ แปลว่า เสียงเบา สัญลักษณ์ " อุ "

(อ่านว่า ละ-หุ) หมายถึง เสียงเบา เป็นคำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น
(รัสสระ) ที่ไม่มีสะกด

แผนผังและฉั นทลักษณ์ ของ ๙
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

อินทรวิเชียรฉันท์ มีความหมายว่า "ฉันท์ที่มีลีลาดุจสายฟ้าของ
พระอินทร์" เป็นฉันท์ที่นิ ยมแต่งกันมากที่สุด มีลักษณะและจำนวนคำคล้ายกับ
กาพย์ยานี ๑๑ ต่างกันเพียงที่ว่า อินทรวิเชียรฉันท์ มีข้อบังคับ ครุและลหุ

ลักษณะบังคับของอินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

๑. บทหนึ่ งมี ๒ บาท บาทหนึ่ งมี ๒ วรรค วรรคหน้ ามี ๕ คำ วรรคหลังมี ๖ คำ
รวมบาทหนึ่ ง มี ๑๑ คำ จึงเรียกว่า ฉันท์ ๑๑

๒. ครุ-ลหุคำที่ ๓ ของวรรคหน้ ากับคำที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ของวรรคหลังเป็นลหุ
นอกนั้ นเป็นครุ
๓. ส่งสัมผัสแบบกาพย์ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคำที่สามของวรรคที่
๒ (เป็นสัมผัสไม่บังคับ แต่ถ้ามีจะทำให้ฉันท์ บทน้ั นไพเราะยิ่งขึ้น) และคำ
สุดท้ายของวรรคที่ ๒ สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ สัมผัสระหว่างบทคือ
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ของบทแรกจะต้องสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒
ในบทถัดไป

๑๐

แผนผังและฉั นทลักษณ์ ของ
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

๑๑

แผนผังและฉันทลักษณ์ของวิชชุมมาลาฉันท์ ๘

วิชชุมมาลาฉันท์ มีความหมายว่า “ฉันท์ที่มีท่วงทำนองลีลาดุจสายฟ้าแลบ”
วิชชุมมาลาฉันท์ ๑ บท ประกอบด้วยคณะและพยางค์ ดังนี้ มี ๔ บาท บาทละ ๒
วรรค วรรคละ ๔ คำ ๑ บาท นั บจำนวนคำได้ ๘ คำ/พยางค์ จึงเขียนเลข ๘ หลังชื่อ
วิชชุมมาลาฉันท์ ท้ังบทมีจำนวนคำท้ังสิ้น ๓๒ คำ
สัมผัส มีสัมผัสนอก (ที่เป็นสัมผัสภายในบท) บท จำนวน ๕ แห่ง ได้แก่

๑. คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ ส่งสัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๒
๒. คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ส่งสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓
๓. คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ส่งสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๖
๔. คำสุดท้ายของวรรคที่ ๕ ส่งสัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๖
๕. คำสุดท้ายของวรรคที่ ๖ ส่งสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๗

สัมผัสระหว่างบท คำสุดท้ายของบท ส่งสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๔
ในบทต่อไป

๑๒

แผนผังและฉันทลักษณ์ของวิชชุมมาลาฉันท์ ๘

คำครุ ลหุ

วิชชุมมาลาฉันท์ ๑ บท
มีคำครุทั้งหมด ๓๒ คำ
ปราศจากการใช้คำลหุ

๑๓

เรื่องย่อ พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ทรง
ก่อนเรียน มีวัสสการ พราหมณ์ผู้ฉลาดและรอบรู้ศิลปศาสตร์เป็น
ที่ปรึกษา มีพระประสงค์จะขยายอาณาจักรไปยังแคว้น
วัชชี ของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี ซึ่งปกครองแคว้น โดยยึด
มั่นใน อปริหานิ ยธรรม (ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
เสื่อม) เน้ นสามัคคีธรรมเป็นหลัก การโจมตีแคว้นนี้ ให้
ได้จะต้องทำลาย ความสามัคคีนี้ ให้ได้เสียก่อน
วัสสการพราหมณ์ปุโรหิตที่ปรึกษา จึงอาสาเป็นไส้ศึก
ไปยุแหย่ให้กษัตริย์ลิจฉวีให้แตกความสามัคคี โดยทำ
เป็นอุบายกราบทูลทัดทานการไปตีแคว้นวัชชีพระเจ้า
อชาตศัตรูแสร้งกริ้ว รับสั่งลงโทษให้เฆี่ยน
วัสสการพราหมณ์ อย่างรุนแรงแล้วเนรเทศไป

๑๔

เรื่องย่อ ข่าวของวัสสการพราหมณ์ ไปถึนคร
ก่อนเรียน เวสารีเมืองหลวงของแคว้นวัชชีกษัตริย์
ลิจฉวีรับสั่ งให้วัสสการพราหมณ์ เข้ารับ
ราชการกับกษัตริย์ลิจฉวี ด้วยเหตุที่เป็นผู้มี
สติปัญญา มีวาทศิลป์ดี มีความรอบรู้ ใน
ศิลปะวิทยาการ ทำให้กษัตริย์ลิจฉวีรับไว้
ในพระราชสำนั กให้พิจารณาคดีความและ
สอนหนั งสือพระโอรส
วัสสการพราหมณ์ได้ทำหน้ าที่อย่างเต็ม
ความรู้ความสามารถจนกษัตริย์ลิจฉวีไว้
วางใจ

๑๕

ภูชงคประยาต ฉันท์ ๑๒ ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ทิชงค์ชาติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ พราหมณ์ผู้ฉลาดคาดคะเนว่ากษัตริย์ลิจฉวี
วางใจคลายความหวาดระแวงเป็นโอกาเหมาะ
กษัตริย์ลิจฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย ที่จะเริ่มดำเนินการตามกลอุบายทำลายความ
สามัคคี
เหมาะแก่การณ์จะเสกสรร ปวัตน์วัญจโนบาย
วันหนึ่งเมื่อถึงโอกาสที่จะได้สอนวิชา
มล้างเหตุพิเฉทสาย สมัครสนธิ์สโมสร กุมารลิจฉวีก็เสด็จมาโดยพร้อมเพรียงกัน ทันใด
วัสสการพราหมณ์ก็มาถึงและแกล้งเชิญ
ณ วันหนึ่งลุถึงกา ลศึกษาพิชากร พระกุมารพระองค์ที่สนิทสนมเข้าไปพบในห้อง
ส่วนตัว
กุมารลิจฉวีวร เสด็จพร้อมประชุมกัน

ตระบัดวัสสการมา สถานราชเรียนพลัน

ธแกล้งเชิญกุมารฉัน สนิทหนึ่งพระองค์ไป

๑๖

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ลุห้องหับรโหฐาน ก็ถามการณ์ ณ ทันใด แล้วก็ทูลถามเรื่องที่ไม่ใช่ความลับแต่
ประการใด ดังเช่นถามว่า ชาวนาจูงโคมาคู่หนึ่ง
มิลี้ลับอะไรใน กถาเช่น ธ ปุจฉา เพื่อเทียมไถใช่หรือไม่ พระกุมารลิจฉวีก็รับสั่ง
เห็นด้วยว่าชาวนาก็คงจะกระทำดังคำของ
จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษย์ผู้กระทำนา พระอาจารย์ ถามเพียงเท่านั้นพราหมณ์ก็เชิญ
ให้เสด็จกลับออกไป
และคู่โคก็จูงมา ประเทียบไถมิใช่หรือ
ครั้นถึงเวลาเลิกเรียนเหล่าโอรสลิจฉวีก็พา
กุมารลิจฉวีขัตติย์ ก็รับอรรถอออือ กันมาซักไซ้พระกุมารว่าพระอาจารย์เรียก
เข้าไปข้างใน
กสิกเขากระทำคือ ประดุจคำพระอาจารย์

ก็เท่านั้น ธ เชิญให้ นิวัตในมิช้านาน

ประสิทธิ์ศิลป์ประศาสน์สาร สมัยเลิกลุเวลา

๑๗

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

อุรสลิจฉวีสรร พชวนกันเสด็จมา ได้ไต่ถามอะไรบ้าง ขอให้บอกมาตาม
และต่างซักกุมารรา ชองค์นั้นจะเอาความ ความจริง พระกุมารพระองค์นั้นก็เล่าเรื่องราวที่
ณ ข้างใน ธ ไต่ถาม พระอาจารย์เรียกไปถาม แต่เหล่ากุมารสงสัย
พระอาจารย์สิเรียกไป วจีสัตย์กะส่ำเรา ไม่เชื่อคำพูดของพระสหาย ต่างองค์ก็วิจารณ์ว่า
อะไรเธอเสนอตาม รวากย์วาทตามเลา พระอาจารย์จะพูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระเช่นนี้
วภาพโดยคดีมา เป็นไปไม่ได้ และหากว่าจะพูดจริงเหตุใดจะต้อง
กุมารนั้นสนองสา มิเชื่อในพระวาจา เรียกเข้าไปถามข้างในห้อง ถามข้างนอกห้อง
เฉลยพจน์กะครูเสา และต่างองค์ก็พาที ก็ได้

กุมารอื่นก็สงสัย
สหายราช ธ พรรณนา

๑๘

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ไฉนเลยพระครูเรา จะพูดเปล่าประโยชน์มี สงสัยว่าท่านอาจารย์กับพระกุมารต้องมี
เลอะเหลวนักละล้วนนี รผลเห็นบเป็นไป ความลับอย่างแน่นอน แล้วก็มาพูดโกหก
ธ พูดแท้ก็ทำไม ไม่กล้าบอกตามความเป็นจริง แกล้งพูดไป
เถอะถึงถ้าจะจริงแม้ จะถามนอกบยากเย็น ต่าง ๆ นานา
แนะชวนเข้าณข้างใน ธ คิดอ่านกะท่านเป็น
ละแน่ชัดถนัดความ
ชะรอยว่าทิชาจารย์ มิกล้าอาจจะบอกตา
รหัสเหตุประเภทเห็น ไถลแสร้งแถลงสาร

และท่านมามุสาวาท
พจีจริงพยายาม

๑๙

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

กุมารราชมิตรผอง ก็สอดคล้องและแคลดาล กุมารลิจฉวีทั้งหลายเห็นสอดคล้องกันก็
พิโรธกาจวิวาทการณ์ อุบัติขึ้นเพราะขุ่นเคือง เกิดความโกรธเคือง
ประดามีนิรันดร์เนือง
พิพิธพันธไมตรี มลายปลาตพินาศปลงฯ การทะเลาะวิวาทก็เกิดขึ้นเพราะความ
กะองค์นั้นก็พลันเปลือง ขุ่นเคืองใจ ความสัมพันธ์อันดีที่เคยมีมาตลอด
ก็ถูกทำลายย่อยยับลง

มาณวก ฉันท์ ๘ ๒๐

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ล่วงลุประมาณ กาลอนุกรม เวลาผ่านไปตามลำดับ เมื่อถึงคราวที่จะ
หนึ่ง ณ นิยม ท่านทวิชงค์ สอนวิชาก็จะเชิญพระกุมารพระองค์หนึ่ง
เมื่อจะประสิทธิ์ วิทยะยง พระกุมารก็ตามพราหมณ์เข้าไปในห้องเฉพาะ
เชิญวรองค์ เอกกุมาร พราหมณ์จึงถามเนื้อความแปลก ๆ ว่า
พราหมณไป
เธอจรตาม ห้องรหุฐาน "ขออภัย ช่วยตอบด้วย อย่าหาว่าตำหนิหรือ
โดยเฉพาะใน ความพิสดา ลบหลู่"
จึ่งพฤฒิถาม โทษะและไข
ขอ ธ ประทาน

๒๑

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

อย่าติและหลู่ ครูจะเฉลย ครูถามว่าวันนี้พระกุมารเสวยพรกระยาหาร
เธอน่ะเสวย ภัตกะอะไร อะไร รสชาติดีหรือไม่ พอพระทัยมากหรือไม่
ในทินนี่ ดี ฤ ไฉน
พอหฤทัย ยิ่งละกระมัง พระกุมารก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับพระกระยาหารที่
เค้า ณ ประโยค เสวย หลังจากนั้นก็สนทนาเรื่องทั่วไป
ราช ธ ก็เล่า
ตนบริโภค แล้วขณะหลัง
วาทะประเทือง
อาคมยัง เรื่องสิประทัง

สิกขสภา

๒๒

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

เสร็จอนุศาสน์ ราชอุรส แล้วก็เสด็จกลับออกมายังห้องเรียน เมื่อ
ลิจฉวิหมด ต่าง ธ ก็มา เสร็จสิ้นการสอนราชกุมารลิจฉวีทั้งหมดก็มา
ถามนยมาน ท่านพฤฒิอา ถามเรื่องราวที่มีมาว่าท่านอาจารย์ได้พูดเรื่อง
จารยปรา รภกระไร อะไรบ้าง
แจ้งระบุมวล
เธอก็แถลง จริงหฤทัย พระกุมารก็ตอบตามความจริง แต่เหล่า
ความเฉพาะล้วน เมื่อตริไฉน กุมารต่างไม่เชื่อ
ต่าง บ มิเชื่อ เหตุ บ มิสม
จึ่งผลใน

๒๓

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ขุ่นมนเคือง เรื่องนฤสาร เพราะคิดแล้วไม่สมเหตุสมผล ต่างขุ่น
เช่นกะกุมาร ก่อนก็ระ เคืองใจด้วยเรื่องไร้สาระเช่นเดียวกับพระกุมาร
เลิกสละแยก แตกคณะกล พระองค์ก่อน และเกิดความแตกแยกไม่คบกัน
เกลียวบนิยม คบดุจเดิม อย่างกลมเกลียวเหมือนเดิม

๒๔

อุเปนทรวิเชียร ฉันท์ ๑๑ ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ทิชงค์เจาะจงเจตน์ กลห์เหตุยุยงเสริม พราหมณ์เจตนาหาเหตุยุแหย่ซ้ำเติมอยู่
กระหน่ำและซ้ำเติม นฤพัทธก่อการณ์ เสมอ ๆ แต่ละครั้ง แต่ละวัน นานนานครั้ง
ทินวารนานนาน เห็นโอกาสเหมาะก็จะเชิญพระกุมารเสด็จไป
ละครั้งระหว่างครา ธ ก็เชิญเสด็จไป โดยไม่มีสารประโยชน์อันใด
เหมาะท่าทิชาจารย์ รฤหาประโยชน์ไร
เสาะแสดง ธ แสร้งถาม แล้วก็แกล้งทูลถาม บางครั้งก็พูดว่า
บ ห่อนจะมีสา น่ะแน่ะข้าสดับตาม นี่แน่ะข้าพระองค์ได้ยินข่าวเล่าลือกันทั่วไป
กระนั้นเสมอนัย พจแจ้งกระจายมา

และบ้างก็พูดว่า
ยุบลระบิลความ

๒๕

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ละเมิดติเตียนท่าน ก็เพราะท่านสิแสนสา เขานินทาพระกุมารว่าพระองค์แสนจะ
ยากจนและขัดสน จะเป็นเช่นนั้นแน่หรือ
รพัดทลิทภา วและสุดจะขัดสน พิเคราะห์แล้วไม่น่าเชื่อ ณ ที่นี้ไม่มีผู้ใด
ขอให้ทรงเล่ามาเถิด
จะแน่มิแน่เหลือ พิเคราะห์เชื่อเพราะยากยล
บางครั้งก็พูดว่าข้าพระองค์ขอทูลถาม
ณ ที่ บ มีคน ธ ก็ควรขยายความ พระกุมาร เพราะได้ยินเขาเล่าลือกันทั่วไป
เยาะเย้ยดูหมิ่นท่าน ว่าท่านนี้มีร่างกายที่
และบ้างก็กล่าวว่า น่ะแน่ะข้าจะขอถาม ผิดประหลาดต่าง ๆ นานาจะเป็นจริงหรือไม่

เพราะทราบคดีตาม วจลือระบือมา

ติฉินเยาะหมิ่นท่าน ก็เพราะท่านสิแสนสา

รพันพิกลกา ยพิลึกประหลาดเป็น

๒๖

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

จะจริงมิจริงเหลือ มนเชื่อเพราะไป่เห็น ใจไม่อยากเชื่อเลยเพราะไม่เห็น
ผิข้อบลำเค็ญ ธ ก็ควรขยายความ ถ้าหากมีสิ่งใดที่ลำบากยากแค้นก็ตรัสมาเถิด
วนเค้าคดีตาม พระกุมารได้ทรงฟังเรื่องที่พระอาจารย์ถามก็
กุมารองค์เสา นยสุดจะสงสัย ตรัสถามกลับว่า สงสัยเหลือเกินเรื่องไม่สมควร
กระทู้พระครูถาม คุรุท่านจะถามไย เช่นนี้ท่านอาจารย์จะถามทำไม
ระบุแจ้งกะอาจารย์
ก็คำมิควรการณ์ พระกุมารโน้นขาน แล้วก็ซักไซ้ว่าใครเป็นผู้มาบอกกับ
ธซักเสาะสืบใคร เฉพาะอยู่กะกันสอง อาจารย์ พราหมณ์ก็ตอบว่าพระกุมารพระองค์
โน้นตรัสบอกเมื่ออยู่กันเพียงสองต่อสอง
ทวิชแถลงว่า
ยุบลกะตูกาล

๒๗

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

กุมารพระองค์นั้น ธ มิทันจะไตร่ตรอง กุมารพระองค์นั้นไม่ทันได้ไตร่ตรอง
ก็เชื่อ ณ คำของ พฤฒิครูและวู่วาม ก็ทรงเชื่อในคำพูดของอาจารย์ ด้วยควาวู่วาม
เหมาะเจาะจงพยายาม ก็กริ้วพระกุมารที่ยุพระอาจารย์ใส่ความตน
พิโรธกุมารองค์ บ มิดีประเดตน จึงตัดพ้อต่อว่ากันขึ้น เกิดความโกรธเคือง
ยุครูเพราะเอาความ ทุรทิฐิมานจน ทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ
ธิพิพาทเสมอมา
ก็พ้อและต่อพิษ ทิชครูมิเรียกหา ฝ่ายพระกุมารที่พราหมณ์ไม่เคยเรียก
ลุโทสะสืบสน ชกุมารทิชงค์เชิญ เข้าไปหาก็ไม่พอพระทัยพระกุมารที่พราหมณ์
เชิญไปพบ
และฝ่ายกุมารผู้
ก็แหนงประดารา

๒๘

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

พระราชบุตรลิจ ฉวิมิตรจิตเมิน พระกุมารลิจฉวีหมางใจและเหินห่างกัน
ณ กันและกันเหิน คณะห่างก็ต่างถือ ต่างองค์ทะนงว่าพระบิดาของตนมีอำนาจ
พลล้นเถลิงลือ ล้นเหลือ จึงมีใจกำเริบไม่เกรงกลัวกัน
ทะนงชนกตน มนฮึก บ นึกขามฯ
ก็หาญกระเหิมฮือ

สัทธา ฉันท์ ๒๑ ๒๙

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ลำดับนั้นวัสสการพราหมณ์ ธ ก็ยุศิษยตาม ในขณะนั้นวัสสการพราหมณ์ก็คอยยุลูกศิษย์
แต่งอุบายงาม ฉงนงำ แต่งกลอุบายให้เกิดความแคลงใจ พระโอรส
ริณวิรุธก็สำ กษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายไตร่ตรองในอาการน่าสงสัย
ปวงโอรสลิจฉวีดำ ธ เสกสรร ก็เข้าใจว่าเป็นจริงดังถ้อยคำที่อาจารย์ปั้ นเรื่องขึ้น
คัญประดุจคำ มิละปิยะสหฉันท์ ไม่มีเหลือเลยสักพระองค์เดียวที่จะมีความรักใคร่
ก็อาดูร กลมเกลียว
ไป่เหลือเลยสักพระองค์อัน พระชนกอดิศูร
ขาดสมัครพันธ์ ปวัตติ์ความ ต่างขาดความสัมพันธ์ เกิดความเดือดร้อนใจ
แต่ละองค์นำเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นไปทูลพระบิดาของ
ต่างองค์นำความมิงามทูล ตน
แห่ง ธ โดยมูล

๓๐

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

แตกร้าวก้าวร้ายก็ป้ายปาม ลุวรบิดรลาม

ทีละน้อยตาม ณ เหตุผล ความแตกแยกก็ค่อย ๆ ลุกลามไปสู่
พระบิดา เนื่องจากความหลงเชื่อโอรสของตน
ฟั่ นเฝือเชื่อนัยดนัยตน นฤวิเคราะหเสาะสน ปราศจากการใคร่ครวญเกิดความผิดพ้อง
หมองใจกันขึ้น
สืบจะหมองมล เพราะหมายใด
ฝ่ายวัสสการพราหมณ์ครั้นเห็นโอกาส
แท้ท่านวัสสการใน กษณะตริเหมาะไฉน เหมาะสมก็คอยยุแหย่อย่างง่ายดาย ทำกลอุบาย
ต่าง ๆ พูดยุยงตามกลอุบายตลอดเวลา
เสริมเสมอไป สะดวกดาย

หลายอย่างต่างกล ธ ขวนขวาย พจนยุปริยาย

วัญจโนบาย บ เว้นครา

๓๑

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ครั้นล่วงสามปีประมาณมา สหกรณประดา

ลิจฉวีรา ชทั้งหลาย เวลาผ่านไปประมาณ ๓ ปี ความร่วมมือกัน
ระหว่างกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายและความสามัคคี
สามัคคีธรรมทำลาย มิตรภิทนะกระจาย ถูกทำลายลงสิ้น ความเป็นมิตรแตกแยก
ความเสื่อม ความหายนะก็บังเกิดขึ้น กษัตริย์
สรรพเสื่อมหายน์ ก็เป็นไป ต่างองค์ระแวงแคลงใจ มีความขุ่นเคืองใจซึ่ง
กันและกัน
ต่างองค์ทรงแคลงระแวงใน พระราชหฤทยวิสัย

ผู้พิโรธใจ ระวังกันฯ

๓๒

สาลินี ฉันท์ ๑๑ ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

พราหมณ์ครูรู้สังเกต ตระหนักเหตุถนัดครัน พราหมณ์ผู้เป็นครูสังเกตเห็นดังนั้น ก็รู้ว่า
ราชาวัชชีสรร
พจักสู่พินาศสม เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีกำลังจะประสบความพินาศ
ยินดีบัดนี้กิจ
เริ่มมาด้วยปรากรม จะสัมฤทธิ์มนารมณ์ จึงยินดีมากที่ภารกิจประสบผลสำเร็จสมดังใจ

ให้ลองตีกลองนัด และอุตสาหแห่งตน หลังจากเริ่มต้นด้วยความบากบั่นและความอดทน
เชิญซึ่งส่ำสากล ประชุมขัตติย์มณฑล ของตน จึงให้ลองตีกลองนัดประชุมกษัตริย์ฉวี

วัชชีภูมีผอง กษัตริย์สู่สภาคาร เชิญทุกพระองค์เสด็จมายังที่ประชุมฝ่าย
ทุกไท้ไป่เอาภาร
กษัตริย์วัชชีทั้งหลายทรงสดับเสียงกลองดังกึกก้อง

สดับกลองกระหึมขาน ทุกพระองค์ไม่ทรงเป็นธุระในการเสด็จไป

ณ กิจเพื่อเสด็จไป

๓๓

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ต่างทรงรับสั่งว่า จะเรียกหาประชุมไย ต่างองค์รับสั่งว่าจะเรียกประชุมด้วย
เราใช่เป็นใหญ่ใจ ก็ขลาดกลัวบกล้าหาญ เหตุใด เราไม่ได้เป็นใหญ่ ใจก็ขลาด ไม่กล้า
และกล้าใครมิเปรียบปาน หาญ ผู้ใดเป็นใหญ่ มีความกล้าหาญไม่มีผู้ใด
ท่านใดที่เป็นใหญ่ ประชุมชอบก็เชิญเขา เปรียบได้
พอใจใคร่ในการ ไฉนนั้นก็ทำเนา
บ แลเห็นประโยชน์เลย พอใจจะเสด็จไปร่วมประชุมก็เชิญเขาเถิด
ปรึกษาหารือกัน และทุกองค์ธเพิกเฉย จะปรึกษาหารือกันประการใดก็ช่างเถิด จะเรียก
จักเรียกประชุมเรา สมัครเข้าสมาคมฯ เราไปประชุมมองไม่เห็นประโยชน์ประการใด
เลย รับสั่งให้พ้นตัวไป และทุกพระองค์ก็ทรง
รับสั่งผลักไสส่ง เพิกเฉยไม่เสด็จไปเข้าร่วมการประชุมเหมือน
ไป่ได้ไปดั่งเคย เคย

อุปัฎฐิตา ฉันท์ ๑๑ ๓๔

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

เห็นเชิงพิเคราะห์ช่อง ชนะคล่องประสบสม

พราหมณ์เวทอุดม ธ ก็ลอบแถลงการณ์ เมื่อพิจารณาเห็นช่องทางที่จะได้ชัยชนะ
อย่างง่ายดาย พราหมณ์ผู้รอบรู้พระเวทก็
ให้วัลลภชน คมดลประเทศฐาน ลอบส่งข่าว ให้คนสนิทเดินทางกลับไปยังบ้าน
เมือง กราบทูลกษัตริย์แห่งแคว้นมคธอันยิ่งใหญ่
กราบทูลนฤบาล อภิเผ้ามคธไกร
ในสาสน์แจ้งว่ากษัตริย์วัชชีทุกพระองค์
แจ้งลักษณสา สนว่ากษัตริย์ใน ขณะนี้เกิดความแตกแยก

วัชชีบุรไกร วลหล้าตลอดกัน

บัดนี้สิก็แตก คณะแผกและแยกพรรค์

ไป่เป็นสหฉัน ทเสมือนเสมอมา

๓๕

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

โอกาสเหมาะสมัย ขณะไหนประหนึ่งครา แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่สามัคคีกันเหมือน
นี้หากผิจะหา ก็ บ ได้สะดวกดี แต่เดิม จะหาโอกาสอันเหมาะสมครั้งใดเหมือน
พยุห์ยาตรเสด็จกรี ดังครั้งนี้คงจะไม่มีอีกแล้ว
ขอเชิญวรบาท รยยุทธโดยไวฯ
ธาทัพพลพี ขอทูลเชิญพระองค์ยกกองทัพอันยิ่งใหญ่
มาทำสงครามโดยเร็วเถิด

๓๖

วิชชุมมาลา ฉันท์ ๘ ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ข่าวเศิกเอิกอึง ทราบถึงบัดดล ข่าวศึกแพร่ไปจนรู้ถึงชาวเมืองเวสาลี
ในหมู่ผู้คน ชาวเวสาลี แทบทุกคนในเมืองต่างตกใจและหวาดกลัวกัน
แทบทุกถิ่นหมด ชนบทบูรี ไปทั่ว หน้าตาตื่น หน้าซีดไม่มีสีเลือด ตัวสั่น พา
อกสั่นขวัญหนี หวาดกลัวทั่วไป กันหนีตายวุ่นวาย พากันอพยพครอบครัวหนีภัย
หมดเลือดสั่นกาย ทิ้งบ้านเรือนไปซุ่มซ่อนตัวเสียในป่า
ตื่นตาหน้าเผือด วุ่นหวั่นพรั่นใจ
หลบลี้หนีตาย ซ่อนตัวแตกภัย
ซุกครอกซอกครัว ทิ้งย่านบ้านตน
เข้าดงพงไพร

๓๗

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

เหลือจักห้ามปราม ชาวคามล่าลาด ไม่สามารถห้ามปรามชาวบ้านได้
พันหัวหน้าราษฎร์ ขุนด่านตำบล หัวหน้าราษฎรและนายด่านตำบลต่าง ๆ
หารือแก่กัน คิดผันผ่อนปรน ปรึกษากัน คิดจะยับยั้งไม่ให้กองทัพมคธข้ามา
จักไม่ให้พล มาคธข้ามมา ได้ จึงตีกลองป่าวร้องแจ้งข่าวข้าศึกเข้า
ป่าวร้องทันที รุกราน เพื่อให้เหล่ากษัตริย์แห่งวัชชีเสด็จมา
จึ่งให้ตีกลอง รุกเบียนบีฑา ประชุมหาหนทางป้องกันประการใด
แจ้งข่าวไพรี วัชชีอาณา
เพื่อหมู่ภูมี ป้องกันฉันใด
ชุมนุมบัญชา

๓๘

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ราชาลิจฉวี ไป่มีสักองค์ ไม่มีกษัตริย์ลิจฉวีแม้แต่พระองค์เดียวคิดจะ
อันนึกจำนง เพื่อจักเสด็จไป เสด็จไป แต่ละพระองค์ทรงดำรัสว่าจะเรียก
ต่างองค์ดำรัส เรียกนัดทำไม ประชุมด้วยเหตุใด ผู้ใดเป็นใหญ่ ผู้ใดกล้าหาญ
ใครเป็นใหญ่ใคร กล้าหาญเห็นดี เห็นดีประการใดก็เชิญเถิด จะปรึกษาหารือ
ขัดข้องข้อไหน อย่างไรก็ตามแต่ใจ ตัวของเรานั้นไม่ได้มีอำนาจ
เชิญเทอญท่านต้อง ตามเรื่องตามที ยิ่งใหญ่ จิตใจก็ขี้ขลาด ไม่องอาจกล้าหาญ
ปรึกษาปราศรัย เป็นใหญ่ยังมี
ส่วนเราเล่าใช่ รุกปราศอาจหาญ
ใจอย่างผู้ภี

๓๙

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ต่างทรงสำแดง ความแขงอำนาจ แต่ละพระองค์ต่างแสดงอาการเพิกเฉย
สามัคคีขาด แก่งแย่งโดยมาน ปราศจากความสามัคคีปรองดองในจิตใจ
ภูมิศลิจฉวี วัชชีรัฐบาล กษัตริย์ลิจฉวีแห่งวัชชีไม่เสด็จมาประชุมกัน
บ่ชุมนุมสมาน แม้แต่สักองค์ฯ แม้แต่พระองค์เดียว

อินทรวิเชียร ฉันท์ ๑๑ ๔๐

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ปิ่ นเขตมคธขัต ติยรัชธำรง จอมกษัตริย์แห่งแคว้นมคธหยุดทัพ
ยั้งทัพประทับตรง นคเรศวิสาลี ตรงหน้าเมืองเวสาลี พระองค์ทรงสังเกต
พิเคราะห์เหตุณธานี วิเคราะห์เหตุการณ์ทางเมืองวัชชีในขณะที่ข้าศึก
ภูธร ธ สังเกต ขณะเศิกประชิดแดน มาประชิดเมือง ดูนิ่งเฉยไม่รู้สึกเกรงกลัว หรือคิด
แห่งราชวัชชี และมินึกจะเกรงแกลน จะทำสิ่งใดโต้ตอบระงับเหตุร้าย กลับอยู่อย่าง
รณทัพระงับภัย สงบเงียบไม่ทำการสิ่งใด มองดูราวกับเป็นเมือง
เฉยดู บ รู้สึก บ มิทำประการใด ร้างปราศจากผู้คน
ฤๅคิดจะตอบแทน
บุรว่างและร้างคน
นิ่งเงียบสงบงำ
ปรากฏประหนึ่งใน

๔๑

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

แน่โดยมิพักสง สยคงกระทบกล แน่นอนไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงจะถูกกอุบาย
ท่านวัสสการจน ลุกระนี้ถนัดตา ของวัสสการพราหมณ์จนเป็นเช่นนี้ ความสามัคคี
คิยพรรคพระราชา ผูกพันแห่งกษัตริย์ลิจฉวีถูกทำลายลง
ภินท์พัทธสามัค รจะพ้องอนัตถ์ภัย และจะประสบกับภัยพิบัติ ลูกข่างที่เด็กขว้างเล่น
ชาวลิจฉวีวา รกกาลขว้างไป ได้สนุกฉันใด วัสสการพราหมณ์ก็สามารถยุแหย่
ดุจกันฉะนั้นหนอ ให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีแตกความสามัคคีได้ตามใจ
ลูกข่างประดาทา กลแหย่ยุดีพอ ชอบและคิดที่จะสนุกฉันนั้น
หมุนเล่นสนุกไฉน จะมิร้าวมิรานกัน

ครูวัสสการแส่
ปั่ นป่วนบเหลือหลอ

๔๒

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ครั้นทรงพระปรารภ ธุระจบ ธ จึ่งบัญ ครั้นทรงคิดได้ดังนั้นจึงมีพระราชบัญชา
ชานายนิกายสรร พทแกล้วทหารหาญ แก่เหล่าทหารหาญให้รีบสร้างแพไม้ไผ่เพื่ข้าม
ฬุคะเนกะเกณฑ์การ แม่น้ำจะเข้าเมืองของฝ่ายศัตรู พวกทหารรับ
เร่งทำอุฬุมป์เว จรเข้านครบร ราชโองการแล้วก็ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับ
เพื่อข้ามนทีธาร อดิศูรบดีศร ในตอนเช้างานนั้นก็เสร็จทันที
ทิวรุ่งสฤษฎ์พลัน
เขารับพระบัณฑูร พยุหาธิทัพขันธ์ จอมกษัตริย์เคลื่อนกองทัพอันมีกำลังพล
ภาโรปกรณ์ตอน พลข้าม ณ คงคา มากมายลงในแพที่ติดกัน นำกำลังข้ามแม่น้ำ
พิศเนืองขนัดคลา จนกองทัพหมดสิ้น มองดูแน่นขนัด ขึ้นฝั่ ง
จอมนาถพระยาตรา ลิบุเรศสะดวกดายฯ เมืองเวสาลีอย่างสะดวกสบาย
โดยแพและพ่วงปัน

จนหมดพหลเนื่อง
ขึ้นฝั่ งลุเวสา

จิตรปทา ฉันท์ ๘ ๔๓

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

นาครธา นิวิสาลี ฝ่ายเมืองเวสาลีมองเห็นข้าศึกจำนวน
เห็นริปุมี พลมากมาย มากข้ามแม่น้ำมาเพื่อจะทำลายล้างบ้านเมือง
ข้ามติรชล ก็ลุพ้นหมาย ของตน ต่างก็ตระหนกตกใจกันถ้วนหน้า ใน
มุ่งจะทลาย พระนครตน เมืองเกิดจลาจลวุ่นวายไปทั่วเมือง
มนอกเต้น
ต่างก็ตระหนก
ตื่น บ มิเว้น ตะละผู้คน
ทั่วบุรคา มจลาจล
เสียงอลวน อลเวงไป

๔๔

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

สรรพสกล มุขมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต่างหวาดกลัวภัย
ตรอมมนภี รุกเภทภัย บางพวกก็พูดว่าขณะนี้ยังไม่เป็นไรหรอก ควรจะ
บางคณะอา ทรปราศรัย ป้องกันประตูเมืองเอาไว้ให้มั่นคง ต้านทานข้าศึก
ยังมิกระไร ขณะนี้หนอ เอาไว้ก่อน รอให้ที่ประชุมเหล่ากษัตริย์มีความ
พระทวารมั่น เห็นว่าจะทรงทำประการใด
ควรบริบาล อริก่อนพอ
ต้านปะทะกัน ชสภารอ
ขัตติยรา วรโองการ
ดำริจะขอ

๔๕

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ทรงตริไฉน ก็จะได้ทำ ก็จะได้ดำเนินการตามพระบัญชาของ
โดยนยดำ รัสภูบาล พระองค์ เหล่าข้าราชการทั้งหลายก็ตีกลอง
เสวกผอง ก็เคาะกลองขาน สัญญาณขึ้นราวกับกลองจะพัง เสียงดังกึกก้อง
อาณัติปาน ดุจกลองพัง ไปถึงพระกรรณกษัตริย์ลิจฉวี
ประลุโสตท้าว
ศัพทอุโฆษ ขณะทรงฟัง ต่างองค์ทรงเพิกเฉยราวกับไม่เอาใจใส่ใน
ลิจฉวีด้าว และละเลยดัง เรื่องราวของผู้ใด
ต่างธก็เฉย ธุระกับใคร
ไท้มิอินัง

๔๖

ถอดคำประพันธ์ ได้ว่า

ต่างก็ บ คลา ณ สภาคา ต่างองค์ไม่เสด็จไปที่ประชุม
แม้พระทวาร บุรทั่วไป แม้แต่ประตูเมืองรอบทิศทุกบานก็ไม่มีผู้ใดปิด
รอบทิศด้าน และทวารใด
เห็นนรไหน สิจะปิดมีฯ


Click to View FlipBook Version