The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดการศัตรูหน่อไม้ฝรั่งเพื่อการส่งออก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การจัดการศัตรูหน่อไม้ฝรั่งเพื่อการส่งออก

การจัดการศัตรูหน่อไม้ฝรั่งเพื่อการส่งออก

Keywords: การจัดการศัตรูพืช,หน่อไม้ฝรั่ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตรหนอไมฝ รัง่
ชอื่ วิทยาศาสตร Asparagus officinalis L.
ชอื่ สามัญ Asparagus
วงศ Liliaceae

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร
หนอ ไมฝ ร่งั เปน พชื ผักทม่ี ีลาํ ตนแบงเปน 2 สวน คือ ลาํ ตน ใตด ิน และลาํ ตน เหนือดิน ลาํ ตน ใตด นิ อาจ

ถอื เปนสวนหนึ่งของระบบรากรวมเรยี กวา rhizome หรือเหงา อาหารของหนอไมฝรั่งจะถูกสง มาเก็บที่สว นน้ี
ลําตนใตด ินมลี กั ษณะเปน แทงคลา ยแทง ดินสอ งอกกระจายออกเปนรัศมีโดยรอบ เรยี กอีกอยา งวา crown
ระบบราก แผข ยายออกไป ประมาณ 3-5 ฟุต หรือมากกวานัน้ ยอดออนหรือหนอออน (spear) เจริญมาจาก
เหงาเปน สวนทีใ่ ชร บั ประทาน ถา ปลอยใหห นอออนเจริญเติบโตจะกลายเปน ลาํ ตน เหนือดิน ซึ่งมีความสงู 1.5 -
2 เมตร ลําตนเหนือดนิ มใี บเปนเกล็ดบางๆ ตดิ อยูตามขอสวนทเี่ ห็นเปนลักษณะคลา ยเสน ขน (ทีเ่ รยี กกันวา ใบ)
แทจ ริงเปนสว นของก่งิ กานทีเ่ ปลีย่ นไปทําหนาที่ใบ เรยี กวา cladodeหรือ cladophyll ตนเพศผแู ละเพศเมีย
แยกกันอยูคนละตน(dioecious)

ดอก มีขนาดเล็ก มีจํานวนมากและเกดิ ตามก่ิงกาน
ผล มลี ักษณะกลม ขนาดเลก็ มีสีเขียวเมอื่ ออน และสแี ดงสมเมื่อสุก มเี มล็ดอยภู ายในผลผลละ 2-3 เมล็ด
เปลอื กหุมเมล็ดสีดํา

พนั ธุ
พนั ธุหนอ ไมฝ รง่ั ที่เกษตรกรใชป ลกู เปน การคาหลกั มีจํานวน 8 สายพนั ธุ ไดแ ก
1. พนั ธุแมรวี่ อชงิ ตัน (Marywashington) เปน พนั ธผุ สมเปด (open pollination) พันธแุ รกท่นี าํ เขา มาปลูกใน
ประเทศไทยใหผ ลผลติ สงู ตา นทานโรคราสนมิ สขี องหนอเปน สีเขยี ว
2. พนั ธุแคลิฟอรเ นยี 309 (California 309) เปนพันธุผสมเปดท่ีใหผลผลติ สูง ตา นทานโรคสงู สีของหนอเปนสี
เขียว
3. พันธแุ คลฟิ อรเนยี 500 (California 500) เปน พนั ธุผสมเปดทใี่ หผลผลติ สงู หนอ มีขนาดปานกลาง สวน
ปลายหนอ จะมีกาบใบหุมแนน สขี องหนอเปนเขียว

4. พนั ธุ ยซู ี 157 (UC 157) เปนพนั ธลุ ูกผสมมที ้ังรุนท่ี 1 และรุน ท่ี 2 (F1 Hybrid และ F2 Hybrid) ท่ใี หผล
ผลติ ดมี าก หนอมขี นาดใหญ ปลายหนอและโคนหนอ ยาวเรยี วเสมอกนั สวนปลายจะมีกาบใบหุมแนน สขี อง
หนอเปน สเี ขยี วเขม ในแหลง ปลูกทม่ี ีสภาพอณุ หภูมิกลางคืนเย็น และมปี ริมาณฝนไมตกชกุ มากเกินไป คุณภาพ
ของหนอไมฝรั่งพันธนุ ี้จะมีคุณภาพดมี าก ปลกู เปนเชิงการคาที่ จังหวดั ขอนแกน กาฬสนิ ธุ อดุ รธานี และ
สพุ รรณบรุ ี
5. พันธบุ รอ็ คอิมปรพู (Brock’s improved) เปน พนั ธุลูกผสมทใ่ี หผ ลผลิตดีมากหนอ มีขนาดใหญ โดยเฉพาะ
สว นโคนหนอจะใหญ แตส วนปลายยอดหนอ จะเรยี วเลก็ กวาสว นโคน สวนปลายหนอ จะมกี าบใบหมุ ไมคอย
แนน มปี ลูกเชิงการคาในจงั หวัดตางๆ ของภาคกลาง และภาคตะวนั ตก เชน จงั หวดั นครปฐม ราชบุรี
กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี
6. พันธอุ พอลโล (Apollo) เปน พนั ธุลกู ผสมที่ใหผลผลติ ดี ลกั ษณะของหนอยาวเรยี ว เสมอทงั้ โคนหนอและ
สวนปลาย แตโ คนหนอ พันธุนจี้ ะมลี ักษณะเปน สเี ขยี วอมมว ง สวนปลายจะมกี าบใบหุมไมแนน คอ นขางบานเรว็
กวา พันธอุ ื่น ถา ปลูกในแหลง ทีม่ ีปริมาณฝนตกชุกจะไมทนทานตอโรค นิยมปลกู ใน จังหวดั นครปฐม ราชบรุ ี
กาญจนบรุ ี และมหาสารคาม

7. พันธุบร็อคอิมพีเรียล (Brocked Imperial) เปน พนั ธุล ูกผสมท่ใี หผลผลติ ดี หนอ มีลกั ษณะของสว นปลาย
หนอ และโคนหนอกลมมนสวย สวนปลายหนอ จะมีกาบใบหุมแนน มีปลูกเชงิ การคาในจังหวดั นครปฐม ราชบุรี
และกาญจนบุรี

8. พันธแุ อทลาส (Atlas) เปนพนั ธุลูกผสมที่ใหผ ลผลิตดี หนอมีลักษณะยาวเรียวเสมอกัน กาบใบหมุ แนน มี
ปลกู เปนเชงิ การคาเพยี งเล็กนอยในประเทศไทย

วธิ ีการคดั เลอื กเมล็ดพนั ธุ

เน่ืองจากเมล็ดพันธุหนอ ไมฝรั่งทนี่ าํ เขามาจากตา งประเทศมรี าคาแพง เกษตรกรมกั จะเก็บเมล็ดพันธุ
มาขยายเองหลายรุน ดงั นั้นจึงควรคัดตน แมพนั ธุท่ีมีลักษณะดี โดยเปนตน ท่ีใหห นอ ดี มขี นาดหนอใหญ เมอื่ ผล
แกมีสีแดง นาํ ไปขย้ีใหเปลือกหมุ ผลแตกออก นํามาลา งในนาํ้ สะอาด เปลอื กหมุ เมลด็ จะลอยขึ้นเหนือนํ้า สวน
เมลด็ จะจมลง นําเมลด็ ไปผง่ึ ลมไว 1-2 วนั ใหเ มลด็ แหง คดั เมล็ดท่ีไมสมบรู ณท งิ้ เมล็ดพนั ธุท่ไี ดควรนําไปแช
ในนาํ้ อุนเพ่ือกระตนุ ใหเมลด็ งอกไดเร็วและสมาํ่ เสมอ โดยแชน า้ํ อุน (ผสมนา้ํ รอนกบั นา้ํ เย็น อตั ราสวน 1:1 ซงึ่ มี
อุณหภูมิเฉลีย่ 55 องศาเซลเซียส) นาน 30 นาที แลวแชน้ําเย็นท้ิงไวข ามคืน เม่ือนําไปเพาะเมล็ดจะงอกได
ภายใน 10-14 วัน เมลด็ พันธหุ นอไมฝร่ังที่นําเขาจากตา งประเทศ ควรดวู นั บรรจุ และวนั หมดอายุ ทขี่ า ง
ภาชนะบรรจุ แตถ าเก็บพันธุเองควรรีบนาํ มาเพาะภายใน 1 เดือน ถาเกบ็ ไวตอควรใสถ ุงพลาสตกิ วางเกบ็ ไวใ น
ตเู ยน็ ช้ันลา ง (ชองแชผัก ผลไม) แลวทยอยนาํ มาเพาะ

การเพาะกลา

วิธีการเพาะกลาหนอ ไมฝรั่ง

การเพาะกลา ในถงุ เตรยี มวัสดุเพาะกลาซ่ึงประกอบดวย ดนิ รวน ใบไมผ ุ ข้เี ถาแกลบปุย อนิ ทรีย
อตั ราสวน 1-1-1-1 ผสมให เขากนั และกรอกใสถงุ ดําขนาด 4×6 นวิ้ รดน้ําใหชุม แลวจงึ หยอดเมล็ดลงไป หลมุ
ละ 1 เมลด็ รดนาํ้ ทุกวัน ควรวางถุงกลาหนอ ไมฝรงั่ ไวก ลางแจง ใหร บั แสงสวางเต็มที่ เพอื่ ใหตน ต้งั ตรง ดูแล
รักษาไวประมาณ 90-120 วนั แลวจึงขนยา ยกลาไปปลูกลงแปลงได

การเพาะกลา โดยตรงในแปลงเพาะ เตรยี มดนิ เปนรองแปลงสงู 30 เซนติเมตร ขนาดแปลงกวาง 1
เมตร ยาว 10 เมตร ถาตองเพาะกลา สําหรบั ปลกู ในพ้นื ท่ี 1 ไร ควรทําแปลงเพาะกลา จํานวน 8 แปลง โดยขุด
ยกรอ งแปลงและพรวนดินใหละเอียด เก็บวัชพืชและกอหญา ออกใหห มด พรอมทั้งใสอินทรยี วัตถุประเภท เถา
แกลบ:ปยุ คอก หรอื ปุย หมัก อยา งละ 10 บงุ กี๋ ผสมกบั ปุยวิทยาศาสตรสตู ร 15-15-15 หรือ 16-16-16 จาํ นวน
0.5 กโิ ลกรัม และปนู ขาว หรือปนู โดโลไมท จาํ นวน 1-2 กิโลกรมั คลุกเคลา กบั ดนิ ในแปลงใหสมํา่ เสมอ เกล่ีย
ผวิ หนาแปลงใหเ รียบใชไมท าํ รอ งลกึ 2 เซนติเมตร ตามแนวขวางบนแปลง แตล ะรอ งหา งกนั 15-20 เซนติเมตร

แลวหยอดเมล็ดลงในรองใหเ มลด็ หา งกัน 10 เซนตเิ มตร เพอ่ื ไมใ ห ตนกลาข้นึ แนน และแยง อาหารกนั ใชดิน
กลบบางๆ จากนั้นหวานสารปอ งกนั แมลงดว ย เพ่ือปองกันแมลงมารบกวน ใชฟางหรือหญาแหง สะอาดคลุม
แปลง รดน้ําใหช มุ ชนื้ อยเู สมอ เมลด็ จะงอกภายในเวลา 10-15วนั เมอื่ ตนกลาเริ่มงอกยาว 2-3 เซนตเิ มตร ใช
ปุยเคมี เชน ปุย ยเู รีย หรือปยุ แอมโมเนียมซลั เฟต ผสมน้ํา อัตรา 1 ชอนโตะ ตอนา้ํ 10 ลติ ร รดทุก 7 วนั และ
หวานปยุ เคมีสูตร 15-15-15 จาํ นวน 0.5 กโิ ลกรมั เม่ือกลาอายุ 30 วนั ในแปลงกลา ตองหมัน่ ถอนหญา
กาํ จดั วัชพืชไมใ หแยง อาหารรวมท้งั ควรพน สารปองกันเช้ือรา เชน แมนโคเซบ รวมทง้ั พน สารกําจดั แมลง
ปอ งกนั หนอนกระทหู รือเพลีย้ ไฟ เชน ไซเพอรเ มทรนิ (cypermethrin 40% WP), หรืออะบาเมคติน
(abamectin 1.8% W/V EC) พนทุก 15 วนั เมือ่ กลา หนอ ไมฝรั่งอายุ 45-60 วัน สามารถยายไปปลกู ลงใน
แปลงได

การปลกู

การเตรยี มแปลงปลูก เน่อื งจากหนอไมฝรั่งเปนพชื อายุยาวปลกู ครง้ั เดยี วสามารถทยอยเกบ็ เกยี่ วได
นาน 3-5 ป ดังนน้ั ควรไถพรวนยอยดนิ ใหดี โดยเฉพาะแหลง ปลูกที่มีช้นั ดินดานตน้ื ตองไถระเบิดช้นั ดนิ ดาน
ปจ จบุ ันภาคเอกชนเร่ิมมีแนวทางปฏิบตั ใิ นการเตรียมแปลงแบบใหม โดยมีการหวา นแกลบดิบบางๆ ทัว่ ทั้ง
ผวิ หนาของแปลง ในอตั รา 10 ตนั ตอ ไร และใชรถขุด (Backhoe) ตักดนิ เดิมข้นึ มามีความลึก 1 เมตร
เปรียบเสมือนกับการกลับดนิ ชัน้ ลา งข้นึ มา ปรบั ปรุงใหม คี ุณภาพดี เหมือนดนิ ชนั้ บน ใชแทรกเตอรป าดผิวหนา
ดินใหเ รยี บ และหวา นปยุ อินทรยี  เชน มลู ไกแกลบ อัตรา 15 ตันตอไร ผสมกบั ข้เี ถาแกลบ 5 ตน ตอ ไร และใช
รถแทรกเตอร ผาน 3 พรวนยอยดิน

และตากดนิ ไวน าน 2 เดือน หลงั จากนัน้ ใชรถไถพรวนดินและยกรองแปลงปลูกในพืน้ ทจี่ งั หวัดราชบุรี อาํ เภอ
ดําเนินสะดวก และอําเภอบางแพ เกษตรกรยกรองสวนขนาดบนแปลงกวาง 4-5 เมตร มีทางเดนิ ของแปลงขาง
ละ 0.5 เมตร ความยาวแปลง 50 - 100 เมตร และมรี อ งนา้ํ ระหวา งแปลง ขนาดความกวางรองนํา้ 1.0-1.5
เมตร ไถดินใหลกึ 30-40 เซนติเมตร เกบ็ เศษหญา และวชั พืชออกใหห มด หวานปนู เปลือกหอย หรอื ปูนเผา ไร
ละ 200 กโิ ลกรมั ตากดนิ ไว 10-15 วนั และหวา นปยุ คอกประเภทมลู ไก แกลบ หรอื มลู เปด ไรล ะ 2 ตัน และ
ยอยดนิ ใหละเอียดโดยใชร ถไถเดนิ ตามขนาดเลก็ หรือใชแรงงานคน จงั หวัดอื่น ๆ เชน จังหวดั นครปฐม
กาญจนบรุ ี ราชบรุ ี (ยกเวนอาํ เภอดาํ เนินสะดวก) รวมทั้งจังหวัดในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ไดแ ก จังหวัด
นครราชสีมา ขอนแกนกาฬสินธุ ฯลฯ ปลกู แบบไรใชรถแทรกเตอรชกั รองเปน แถวปลูกคลา ยแถวปลกู ออย
วธิ ีการใหน ้าํ ผา นระหวา งแถวปลกู หนอไมฝ รัง่ โดยวิธปี ลอ ยใหนาํ้ ไหลผา นตามรอ งน้ําขางแถวปลูก หรอื
เกษตรกรใชวธิ กี ารใหน้าํ แบบระบบพนฝอย (sprinkler) บริเวณพ้ืนท่ดี า นขางท่ีทาํ เปน แถวปลูก ทําการพูนยก
โคนขึ้นมาสูงจากรองน้ําประมาณ 20-30 เซนติเมตร ใสป ยุ อินทรยี  มลู ไกแกลบ หรอื มูลเปด อตั รา 2 ตนั ตอไร
หวานปนู ขาวเพอ่ื ปรับสภาพความเปน กรดของดิน อตั รา 200 กิโลกรมั ตอ ไร

การจดั ระยะปลูก

ควรปลกู แบบแถวเดี่ยว ใชระยะปลูกระหวางตน 0.5 เมตร และระยะระหวา งแถว 1.0 - 1.5 เมตร
การเตรยี มหลุมปลูกใชจอบขุดทําหลุมปลกู ในแปลงทเ่ี ตรยี มไว โดยขดุ หลมุ ลกึ 15-25 เซนติเมตร หลุมกวา ง 20
เซนตเิ มตร รองกนั หลมุ ดว ยสารปองกันแมลงในดิน และปยุ เคมสี ูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อตั รา

1 ชอนชาตอหลุม รวมทั้งใสปุย คอก หรือขเี้ ถา แกลบผุ อัตรา 2 กาํ มือตอหลุม คลกุ เคลา รองกนั หลมุ
การปลูก ปลกู หลุมละ 1 ตนโดยพยายามแผรากของตนกลา ไมใหขดเปน กระจกุ และดตู าหนอ ออนของตนกลา
ท่งี อกแทงขึน้ มาใหมห นั ไปในทิศทางเดยี วกันจะชวยทาํ ใหการแตกหนอสมํ่าเสมอ แลวกลบดนิ รอบโคนตนหนา
3-4 เซนติเมตร หรอื พยายามพนู ดิน รอบโคนตนใหเ หนือระดบั ดินบนแปลงเล็กนอยจงึ กดดนิ รอบๆ โคนตน กลา
ใหแ นน รดนํา้ ใหพ อชมุ ช้ืน แตไมแ ฉะ

การยายตน กลาหนอไมฝ รัง่ ลงปลูกในแปลง เลือกตนกลา อายุ 3-4 เดือน มคี วามแข็งแรง สมบูรณ ตน
ใหญ มรี ากมาก ถา เปน ตน กลาทีย่ า ยปลูกอยใู นถุงพลาสติกอยูแลว สามารถยายปลกู ไดท ันที ตัดยอดดานบน
ของตน กลา หนอไมฝ รงั่ ใหเ หลือความสูงของตน 15 เซนติเมตร แชสว นรากและโคนของตนหนอ ไมฝร่งั ในนํ้า
สะอาด ผสมสารปองกันกําจดั เชอื้ รา เชน เบโนมลิ หรือแมนโคเซบ อัตรา 1 ชอนชาตอ นํ้า 20 ลติ ร นาน 15
นาที เวลาที่เหมาะสมทจี่ ะยายกลาควรเปน ชว งทมี่ แี ดดออนๆ หรือเวลาบายใกลเย็น

การดแู ลรกั ษา

การใหน้ํา

-ใชเ รือรดนาํ้ ติดเคร่ืองยนตว ง่ิ ไปตามรองนํ้า

-ใชร ะบบพนฝอย (sprinkler)

-ใชว ธิ ีเปด นํา้ เขา ทางทอใหไหลเขามาในรองระบายนาํ้ ขางแถวปลูก

หลกั การใหนํ้า ควรใหผวิ หนา ดินช้นื แตอ ยาใหจนดินเปยกแฉะ เพราะถาแปลงปลูกเปน ดนิ เหนียว จะ
ทาํ ใหป รมิ าณผลผลิตของหนอไมฝ ร่ังลดลง หนอไมฝรง่ั เปน พืชท่ตี อ งการน้าํ อยางสมา่ํ เสมอ เพื่อใหไดผ ลผลติ สงู
ถาไดร บั นาํ้ ไมส มํ่าเสมอ คณุ ภาพจะลดลง โดยจะมีเสนใย (fiber) มาก หนอเหนียวทําใหค ุณภาพในการบรโิ ภค
จะดอ ยลง

การใสป ยุ

ปยุ อินทรยี  ถงึ แมว า เกษตรกรจะใสไปแลวในตอนเตรยี มดนิ แตเนื่องจากหนอไมฝ ร่งั เปนพืชอายุยาว
และเก็บผลผลติ ทุก 2 เดอื น สภาพดนิ ในแปลงปลกู จะยุบตัวลง รากต้นื ไมม ีประสิทธภิ าพในการหาอาหาร ทํา
ใหล าํ ตนลมงาย เกษตรกรจาํ เปน ตอ งใสปยุ อนิ ทรียกลบโคนตน ใหสงู ในระดบั ท่ชี ว ยใหท รงตน แข็งแรง ไดแก ปุย
มลู ไกแกลบ ปุย มูลเปด มูลหมู หรือปุยอนิ ทรียห มกั จากเศษพืช อัตรา 0.5 -1 ตันตอไร

ปุย เคมี แบง ใสต ามระยะเวลาการเจริญเติบโต ดงั น้ี

หลงั ยายกลา 10-15 วนั ใสป ยุ เคมแี อมโมเนยี มซัลเฟต (21-0-0) อตั รา 15 กรัมตอหลมุ หรือ 30
กิโลกรมั ตอไร เมื่ออายคุ รบ 1 เดือน ใสปยุ เคมี สตู ร 15-15-15 หรอื 16-16-16 อัตรา 15 กรมั ตอหลุม หรือ 30
กโิ ลกรมั ตอ ไร และใสซ ้ําทกุ เดือนชว งเกษตรกรพักตนแม (ทุก 2 เดอื น) งดการใหน้ํา รอใหด นิ ชุม ชน้ื เล็กนอ ย
กอ นจงึ กําจดั วัชพชื เพ่อื สะดวกในการขดุ รากและลําตน ใตดินของวัชพืชข้ึนมาไดห มด บํารงุ ตน หนอ ไมฝ ร่ังดวย
ปุยอินทรียแ ละปยุ เคมี และงดการเก็บเก่ยี วหนอ ไมฝ รง่ั ในชวงดงั กลา ว เพอ่ื ปองกนั ไมใ หต นแมทรดุ โทรมเรว็ กวา
ปกติ

ในชว งเตรียมแปลง ควรใชสารควบคมุ วชั พืช เพอื่ ปองกนั ไมใหเมลด็ หญางอก เมอ่ื ตนหนอไมฝรั่ง
เจรญิ เตบิ โตขน้ึ มาแลว ควรใชแรงงานกาํ จดั วชั พชื แทนการใชส ารเคมี เนอ่ื งจากกอของหนอไมฝ รั่งทีโ่ ตแลวทรง
พมุ หนาแนน เบียดเสียด การใชสารเคมีจะทําใหต น ชะงักการเจรญิ เตบิ โตเกษตรกรมักนิยมกาํ จดั วชั พชื โดยการ
ใชเสียมมือเล็กๆ ขดุ เพือ่ เกบ็ เศษหญา และวชั พชื ไปพรอ มๆ กับการแตงตน

เทคนคิ ทคี่ วรทราบ

การพักตน เนื่องจากตน หนอ ไมฝ รงั่ มกี ารเจริญเตบิ โต แตกหนอ และก่ิงกานเพ่ิมข้ึนเรอื่ ย ๆ ถาตนเหนอื
ดนิ แนน เกินไป จะแยงนา้ํ และอาหารกันเอง และทําใหเ กิดรม เงามากเกินไป แสงสวางสอ งไมถ ึงผิวหนา ดินทาํ ให
หนอ ท่ีเกิดใหมม ีขนาดเล็ก เรียวยาว และมีสีขาวมากกวา สีเขียว ถา มจี ํานวนตนแมตอกอนอยเกินไป จะสราง
อาหารสะสมไมเ พียงพอ จะมีผลทาํ ใหห นอ มีขนาดเล็กเชน กัน เมื่อเกบ็ เก่ยี วหนอไมฝร่งั ไปแลวนาน 2 เดือน ตน
หนอไมฝร่งั เร่ิมทรุดโทรม ผลผลิตจะเร่มิ ลดลง และหนอมีขนาดเลก็ ลงไปเรื่อยๆ จึงจําเปนตองตัดแตง ตน และ
พักตนไว โดยการถอนแยกตนท่ีแก ใบรว งเหลือง ตนแหง เปนโรคหรอื ถูกแมลงรบกวนทิ้ง คดั เลอื กตนท่แี ข็งแรง
ตอ กอไว 4-5 ตน เลี้ยงไวเปน ตน แม ระยะเวลาการพกั ตนแตละครั้งอยรู ะหวา ง 20-30 วนั การพักตนเกษตรกร
ตอ งงดการเกบ็ เก่ียวผลผลติ ดว ย จึงตอ งวางแผนในการพักตน โดยตองไมพกั ตนพรอมๆ กัน เพือ่ ใหมบี างแปลง
เก็บเก่ยี วผลผลิตขายได และบางแปลงพักตน สลับกนั เพือ่ จะไดมีรายไดห มนุ เวยี นไดต ลอดป

การพูนดนิ กลบโคนตน เปนวธิ กี ารท่จี าํ เปน ในการปลกู หนอไมฝร่ังหนอเขยี ว เพราะสภาพดินที่ยุบตวั ลง
จากการเขา ไปทํางานของเกษตรกรในแปลง ระหวางการถอน เก็บเกี่ยวผลผลติ การพูนโคนตนหนอไมฝรัง่ ควร
ทําควบคูกันไป กับการใสป ยุ ทกุ ครง้ั เพอ่ื เปน การประหยัดแรงงาน และทําใหหนอท่เี กดิ ใหมม ีความสมบรู ณ
และมคี ุณภาพหนอทดี่ ี

สถานการณการผลิตหนอไมฝร่ัง

(The Situations of Asparagus Production)

หนอไมฝรั่งเปนพืชขามป สามารถข้ึนไดในสภาพดินเกือบทุกชนิด แหลงปลูกท่ีสําคัญจะอยูในภาค
ตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไดแก จังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ
นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแกน หนองคาย รอยเอ็ด กาฬสินธุ และมหาสารคาม ในป 2554 มีพ้ืนที่ปลูก
ทั้งหมด 14,238 ไร เปนพื้นที่ที่ใหผลผลิต 13,730 ไร มีผลผลิตรวม 23,305 ตัน และมีผลผลิตเฉล่ีย 1,639
กโิ ลกรัมตอไร โดยแหลงผลติ สว นใหญอยูในภาคกลาง 4 อนั ดับแรก ไดแก จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม
และสุพรรณบุรี ตามลําดับ สวนปริมาณการสงออกมีท้ังส้ิน 6,168 ตัน คิดเปนมูลคา 487,206848 บาท
สําหรบั การสง ออกหนอไมฝรง่ั ไปตางประเทศตลาดท่ีสาํ คัญ คอื ญปี่ ุน รองลงมาคือ ประเทศในยุโรป และเอเชีย
ไดแก ไตห วัน ฮอ งกง สงิ คโปร และมาเลเซยี การปลูกหนอไมฝรั่งของเกษตรกรไทย นิยมปลูก 2 แบบ คือ การ
ปลูกแบบหนอ เขียวสาํ หรับใชบ ริโภคหรอื แชแข็ง เพ่อื การสง ออกไปจําหนา ยยังตลาดตางประเทศ การปลูกแบบ
น้ีผูปลูกตองควบคุมคุณภาพของหนอไมฝรั่งใหไดมาตรฐานที่กําหนด และราคาจะสูงกวา สวนการปลูกแบบ
หนอขาว สําหรบั ใชแปรรูปโดยการใชดินหรืออินทรียวัตถุกลบหรือคลุมโคนตน เพื่อไมใหหนอออนถูกแสงแดด
จึงทําใหหนอที่ไดเมื่อถอนออกมามีสีขาว ซ่ึงหนอขาวไมจําเปนตองรักษาคุณภาพในเรื่องรูปรางและขนาดมาก
เหมือนกับหนอเขียว เน่ืองจากหนอขาวจะตองนํามาลอกเปลือกหรือตัดสวนที่มีตําหนิออกกอนที่จะนําไปแปร
รูปเชน การบรรจลุ งในกระปอง ดังนั้นหนอ ขาวจึงขายไดร าคาถูกกวาหนอ เขยี ว

การผลติ หนอไมฝ ร่งั เพือ่ การสงออก ในปจ จบุ ันบริษัทผูสงออกซึง่ เปนผูซ อื้ กบั เกษตรกรผูปลูกหรือผูขาย
จะตองทํางานรวมกันดวยระบบสัญญาซื้อขาย (Contract Farming) โดยผูสงออกตองมีตลาดและปริมาณ
ความตองการผลผลิตหนอไมฝรั่ง ขณะเกษตรกรผูปลูกหรือในฐานะลูกไรของบริษัทผูสงออก นอกจากจะมี
พ้ืนท่ีปลูกใหมากพอที่จะสามารถผลิตหนอไมฝร่ังใหไดปริมาณตามความตองการของผูสงออกแลว ผูปลูก
จะตองปฏบิ ตั ติ ามเง่อื นไขตางๆ ของบรษิ ทั เชน การใชพันธุหนอไมฝร่ัง การใหปุย ใหนํ้า การจัดการโรค แมลง
และวัชพืช ในชวงการปลูกและการเจริญเติบโตของหนอไมฝร่ังตลอดจนการเก็บเก่ียวหนอไมฝร่ังเพ่ือให
หนอ ไมฝ รั่งไดมาตรฐานและคุณภาพดี สําหรับมาตรฐานหนอไมฝรั่งเพื่อการสงออกมีประกาศกระทรวงเกษตร
และสหกรณ โดยสาํ นักมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหารแหง ชาติ ป 2547 ซ่ึงมีขอกําหนดเร่ืองคุณภาพ ขนาด
การบรรจุหีบหอ และการปฏิบัติตอหนอไมฝรั่งในขั้นตอนตางๆ ไดแก การเก็บเก่ียว การเก็บรักษา และการ
ขนสง ตองปฏิบัติอยางถูกสุขลักษณะ เพื่อปองกันการปนเปอนทางดานชีวภาพ เคมี และกายภาพ ที่จะ
กอใหเกิดอันตรายตอผูบริโภค ซึ่งผูสงออกจะตองใหแนวทางการปฏิบัติตอเกษตรกรใหเปนไปตามขอกําหนด
ตอ ไป

แมลงศตั รูหนอไมฝรั่ง

(Insect pest of asparagus)

สถานการณแ มลงหนอไมฝร่ัง

หนอไมฝรั่ง เปนพืชผักสงออกที่มีตลาดรองรับแนนอน ราคาประกันคงที่และที่สําคัญคือ ได
ผลตอบแทนตอ ไรส งู และทาํ รายไดเขา ประเทศสงู มากพืชหน่งึ หนอ ไมฝรั่งเปนพืชที่ปลูกมานานแลวในประเทศ
ไทย ซึ่งมีบทบาทสําคัญตอเศรษฐกิจของประเทศและอยูในแผนเรงรัดเพื่อบริโภคสดและสงเสริมเปนสินคา
สงออก และปจจบุ นั เปนพืชท่ีจัดอยูในแผนหลักของกรมวชิ าการเกษตร แตเดิมพื้นที่ปลูกหนอไมฝร่ังมีนอยมาก
ในป 2530 มีเพียง 3,000 ไร ปลูกเพียง 7 – 8 จังหวัด แตในปจจุบันมีการขยายพื้นท่ีปลูกนับหม่ืนไร และ
เพ่ิมข้ึนอกี หลายจงั หวดั ความตอ งการหนอไมฝ รง่ั มีเพม่ิ มากขึ้นทัง้ ตลาดตา งประเทศและในประเทศ สําหรับใน
ประเทศน้ันหนอไมฝรั่งที่นํามาบริโภคกันทั่วไปสวนหน่ึงมาจากหนอไมฝร่ังท่ีไมไดมาตรฐาน สวนผลผลิตที่ได
มาตรฐานจะทาํ การสง ออกไปยงั ตา งประเทศ จากขอมูลของสํานกั ควบคุมพืช และวัสดุการเกษตร กรมวิชาการ
เกษตร ระบุวา ตลาดสงออกของหนอไมฝร่ังในปจจุบันมีมากกวา 20 ประเทศ และท่ีเปนตลาดสําคัญรายใหญ
คือ ญี่ปุน การผลิตหนอไมฝร่ังในประเทศไทยมีทั้งหนอขาวและหนอเขียว คือหนอขาวผลิตเพ่ือแปรรูปทาง
อุตสาหกรรมบรรจุกระปอง สวนหนอเขียวผลิตเพ่ือบริโภคสด เพื่อใหไดตรงตามมาตรฐานการสงออกซึ่งมี
ขอกําหนดดังนี้ ลักษณะของหนอตองตรงไมคดงอ ไมแคระแกรน ความยาวของหนอ 25 เซนติเมตร มีสวน
เขียวมากกวา 18 เซนติเมตร ตองปราศจากโรคแมลง ซ่ึงจากขอกําหนดดังกลาวจึงนํามาจัดเปนเกรด เอ ซ่ึงมี
เสน ผาศูนยกลางขนาด 1 เซนติเมตร. ข้นึ ไป เกรด บี มขี นาด 0.8 – 1.0 เซนตเิ มตร

ปญหาสําคญั ท่สี ดุ อันเปนอปุ สรรคตอการปลูกหนอไมฝร่ัง ซ่ึงทําใหผลผลิตไมไดมาตรฐานการสงออกก็
คอื แมลงศตั รู ซ่งึ พบมีหลายชนดิ การผลิตหนอไมฝร่ังในประเทศไทยนั้น เกษตรกรทําการพนสารฆาแมลงเปน
ประจาํ เพอื่ ปอ งกนั กําจดั แมลงศตั รูพืช โดยพบวาเกษตรกรใชสารฆาแมลงตา งๆ กนั ถงึ 8 กลุมสาร โดยมีชวงพน
7 – 10 วัน แมลงศัตรูสําคัญท่ีเปนปญหาควรแกไขในขณะน้ี ไดแก หนอนกระทูหอม หนอนเจาะสมอฝาย
หนอนกระทูผัก และเพลี้ยไฟหอม แมลงศัตรูดังกลาวขางตนนี้ ในปจจุบันไดมีการคนควาหาวิธีการปองกัน
กําจัด และพัฒนาไปถึงขั้นการปองกันกําจัดแบบผสมผสานซ่ึงวิธีดังกลาวสามารถลดการใชสารเคมีลงได 40
เปอรเซ็นต และไดมีการถายทอดวิธีการและเทคโนโลยีไปยังเกษตรกรผูปลูก รวมท้ังเจาหนาท่ีและผูเกี่ยวของ
และสามารถยดึ ถือเปน หลักในการปฏบิ ตั ิเพ่อื ความสําเรจ็ ในการปลูกหนอไมฝร่ังในอนาคตตอไป

ชนดิ ของแมลงศัตรหู นอไมฝ รั่งและสวนของพืชท่ถี ูกทาํ ลาย

เพลีย้ ไฟหอม

ชือ่ วิทยาศาสตร Thrips tabaci Lindeman
วงศ Thripidae
อนั ดบั Thysanoptera
ช่อื สามัญ Onion thrips

ความสําคัญและลกั ษณะการทําลาย
เพล้ียไฟหอมทําลายหนอไมฝร่ัง และกอใหเกิดปญหาในดานการสงออก ในป 2530 มีผลทําให

ประเทศญี่ปุนไมยอมรับซื้อหนอไมฝรั่งที่สงออกจากประเทศไทย เกษตรกรผูปลูกประสบความเสียหายอยาง
มาก ท้ังตัวออนและตัวเต็มวัยสามารถเขาทําลายหนอไมฝร่ัง โดยการใชปากที่มีลักษณะเปนแทง (stylet) เขี่ย
เนอ้ื เยอ่ื พืชใหชํ้าแลวดูดน้ําเลี้ยงจากเซลลพืชที่ปลายหนอ กาบใบและใบ ในระยะแรกของการเขาทําลายถาไม
สังเกตใหดีจะไมพบรองรอย หรืออาการที่ถูกทําลาย แตจะเห็นไดชัดเจนก็ตอเม่ือพืชถูกทําลายรุนแรงแลว
หนอไมฝรั่งจึงจะมีลักษณะแคระแกรน ปลายหนอเหลืองซีด กาบใบที่หุมบริเวณลําตนมีสีนํ้าตาล และแสดง
อาการเหยี่ ว ซ่งึ หนอ ไมฝ รัง่ ที่มีลักษณะดังกลาวจะขายไมไดราคาและท่ีสําคัญอยางยิ่ง คือ ไมสามารถสงออกไป
จําหนายยังตางประเทศได ปจจัยท่ีสําคัญตอการระบาดของเพล้ียไฟหอม ไดแก ฝน และอุณหภูมิ ถาอุณหภูมิ
ต่ํากวา 15 องศาเซลเซียส จะลดการเคล่ือนยายและการระบาดของเพลี้ยไฟหอมลงไดมาก พบระบาดในชวง
ฤดูรอนหรืออากาศแหง แลง ชว งระหวา งเดือนกุมภาพันธ- พฤษภาคม ของทกุ แหลง ทป่ี ลกู หนอ ไมฝ รงั่

รูปรางและชีวประวตั ิ
วงจรชีวติ เพล้ียไฟหอมวางไขเปน ฟองเดีย่ วในเนื้อเย่อื พชื ประมาณ 28-55 ฟอง ไขม ีสีขาวใส
ระยะไข ประมาณ 4.8-8.5 วัน ตวั ออน
ตัวออ น ระยะตวั ออนพบมี 3 ระยะ คือ ระยะแรกมีสีเหลืองใส หลังเขาสูตัวออนระยะท่ีสามซึ่งเปนระยะกอน
เขาดักแด ตัวออนมีสีเหลืองออน หรือน้ําตาลออน ในระยะนี้จะปรากฏตุมปกบริเวณอกปลองท่ีสองและสาม
เห็นชดั เจน เคลอื่ นไหวชา ลง แตย งั คงทาํ ลายพชื โดยการดดู กินนาํ้ เลีย้ ง ระยะตัวออ นประมาณ 6.8-8.5 วนั

ดักแด มสี เี หลอื ง ในระยะนีห้ นวดช้ีไปทางดา นหลัง ตมุ ปกทัง้ สองขา งเจริญมากข้นึ จะขยายออกมาและโคงไป
ตามลําตัวเกือบมิดสวนทอง และมีขนเสนเล็กๆ สีนํ้าตาลเห็นชัดเจน เพลี้ยไฟหอมระยะนี้ไมเคลื่อนไหว ไมกิน
อาหารและเขาดักแดในดิน ดักแดมีอายุประมาณ 2.4-4.0 วัน ตัวเต็มวัย มีขนาดลําตัว 1.0-1.1 มิลลิเมตร มีสี
เหลืองออน หรือนํ้าตาลออน ซ่ึงเกิดจากจุดสีน้ําตาลท่ีกระจายตามแผนแข็งบริเวณ หัว อก และทอง บางคร้ัง
พบวาจุดสีนํ้าตาลเหลานี้รวมตัวกันมีลักษณะเปนแถบสีนํ้าตาลเขม เพล้ียไฟหอมในระยะน้ีเคลื่อนไหวรวดเร็ว
และวองไว ตวั เต็มวัยอายรุ ะหวาง 18-20 วนั รวมวงจรชวี ิต 14-19 วนั

พืชอาหาร

เพล้ียไฟหอม เปนแมลงศัตรูที่สําคัญของพืชหลายชนิด เชน หนอไมฝรั่ง หอม กระเทียม ฝาย
ทานตะวัน นา้ํ เตา บวบ ปอ มะเขือ ถั่ว ยาสบู และมะเขือเทศ เปนตน

การปองกนั กําจดั

1. วธิ ีกล โดยการติดกบั ดกั กาวเหนียวสีเหลืองจํานวน 80 กับดกั ตอไร พบวา มีประสิทธิภาพในการดักจับเพล้ีย
ไฟชนิดนไี้ ดเปนอยางดี และสามารถลดการระบาดลงได2 . ใชส ารฆาแมลงทม่ี ีประสิทธิภาพ เชน อิมิดาคลอพริด
(imidacloprid 10% W/V SL) หรอื ฟโ ปรนิล (Fipronil 5% W/V SC)

หนอนกระทูหอม

ชื่อวิทยาศาสตร Spodoptera exigua (Hubner)

วงศ Noctuidae

อนั ดบั Lepidoptera

ช่ือสามัญ Beet armyworm

ความสําคญั และลักษณะการทาํ ลาย

หนอนกระทูหอมเปนแมลงศัตรูที่สําคัญอีกชนิดหนึ่งกอใหเกิดความเสียหายกับผักตระกูลกะหลํ่าทุก
ชนิดทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะตามแหลงปลูกการคาตอเน่ืองกอใหเกิดความเสียหายตอผูปลูกผักอยางมาก
ทั้งน้ีเกษตรกรไมสามารถปองกันกําจัดหนอนชนิดนี้ได เนื่องจากหนอนสรางความตานทานตอสารฆาแมลง
หลายชนิด และมีพฤติกรรมชอบหลบซอนตัว การระบาดจะรุนแรงมากในชวงฤดูรอน โดยหนอนเม่ือฟกออก
จากไขจะกัดกินผิวใบบริเวณสวนตางๆ ของพืชเปนกลุม และความเสียหายรุนแรงในระยะหนอนวัย 3 ซ่ึงจะ
แยกยายกดั กินทุกสว นของพืช หากปริมาณหนอนมากความเสียหายจะรุนแรง ผลผลิตจะเสียหายและคุณภาพ
ไมเ ปนทีต่ อ งการของตลาด

รูปรา งและชวี ประวตั ิ

ไข มีจํานวนไข 20-80 ฟองข้ึนไป แตโดยเฉล่ียอยูในระหวาง 20 กวาฟอง กลุมไขปกคลุมดวยขนสี
ขาว ระยะไขประมาณ 2-3 วัน หากอุณหภูมิความช้ืนสูงไขจะฟกตัวเร็วขึ้น ตัวเต็มวัยเพศเมีย 1 ตัว สามารถ
วางไขไดมากกวา 200 ฟอง

ตวั ออ น ไขเ ม่ือฟก เปน หนอนระยะแรกจะอยรู วมกนั เปนกลมุ แทะกนิ ผิวใบดา นลา ง และจะอยูรวมกัน
จนกระท่งั ระยะหนอนวัย 3 เปน ระยะทีเ่ ร่มิ มกี ารเปลย่ี นแปลงทางสสี นั เชน สีเขียวออน เทา เทาปนดํา น้ําตาล
ออน นํ้าตาลดํา เปนตน หากสังเกตดานขางจะมีแถบสีขาวขางละแถบพาดยาวจากสวนอกถึงปลายสุดของ
ลําตัว หนอนวยั 3 เปนระยะท่ีแยกกันอยูเพราะตัวโตข้ึน ระยะหนอนมีการเจริญเติบโต 6 ระยะ ใชเวลาตลอด
การเจริญเติบโต 14-17 วัน และหนอนระยะสุดทายมีขนาด 2.5 เซนติเมตร ก็จะเร่ิมหาทางเขาใตผิวดินหรือ
บริเวณโคนตนพชื เพื่อเขา ดักแด

ดกั แด มสี นี า้ํ ตาลเขมยาวประมาณ 1.5 เซนตเิ มตร ระยะดักแด 5-7 วนั ก็จะเปน ตวั เต็มวยั อาศยั อยู
ตามตน ผกั ใตใ บ

ตัวเต็มวัย เปนผีเสื้อกลางคืนขนาดกลางสีนํ้าตาลแกปนเทา กางปกกวาง 2.0-2.5 เซนติเมตร
ลักษณะเดนคือ มีจุดสีนํ้าตาลออน 2 จุดตรงกลางปกคูหนา เพศเมียจะวางไขในตอนหัวค่ํา (ชวงเวลา 18.00-
20.00 น.) ใตใบพืชเปนกลุมเล็กๆ ตัวเต็มวัยมีอายุเฉลี่ย 4-10 วัน วงจรชีวิตหนอนกระทูหอมเฉล่ีย 30-35 วัน
หรือโดยเฉลี่ยมี 10-12 ช่ัวอายขุ ัยตอป

พืชอาหาร

ผักตระกูลกะหลํ่าทุกชนิด เชน ผักคะนา กะหลํ่าปลี กะหล่ําดอก ผักกาดขาวปลี ผักกาดเขียวปลี
ผกั กาดหวั เปน ตน นอกจากนย้ี ังทาํ ลายพืชผกั ชนิดอื่นๆ ไมผล พืชไร และไมดอก ไดแก หอมแดง หอมหัวใหญ
หนอไมฝรงั่ กระเจย๊ี บเขียว พรกิ องุน ขา วโพด ถัว่ เหลือง กุหลาบ ดาวเรอื ง และกลวยไม เปนตน

การปองกันกาํ จัด

1. การใชวิธีทางเขตกรรม เชน การไถพรวนดินตากแดด เพ่ือฆาดักแดหนอนกระทูหอมท่ีอยูในดิน การทําลาย
ซากพืชอาหาร เพ่ือลดแหลงอาหารในการขยายพันธุอยางตอเนื่อง ทําใหชวยลดการระบาดของหนอนกระทู
หอมในการปลกู ผกั คร้ังตอไป

2. การใชว ธิ กี ล เชน เก็บกลมุ ไขและหนอนทําลายจะชวยลดการระบาดลงไดอยา งมีประสิทธิภาพ

3. การใชโรงเรือนตาขายไนลอน หรือการปลูกผักกางมุง โดยการปลูกผักในโรงเรือนที่คลุมดวยตาขายไนลอน
ขนาด 16 ชองตอตารางน้ิว (mesh) สามารถปองกันการเขาทําลายของหนอนกระทูหอมไดอยางมี
ประสทิ ธภิ าพ 100 เปอรเซน็ ต

4. การใชศตั รธู รรมชาติ ไดแ ก

- การใชเ ชอ้ื แบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (Bt) ทสี่ าํ คัญมจี าํ หนา ยเปนการคา ไดแก Bacillus
thuringiensis var aizawai และ Bacillus thuringiensis var kurstaki เปน ตน

- การใชเ ชอ้ื ไวรัส Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV) กําจัดหนอนกระทูหอม

- แตนเบียนธรรมชาติ ไดแ ก แตนเบียน Microplitis manilae Ashmead แตนเบียน Charops sp และ
แมลงวนั Peribaea orbata (Wiedemann)

- ตวั หาํ้ ธรรมชาติ ไดแก มวนพิฆาต Eocanthecona furcellata (Woff)

5. การใชส ารฆา แมลงท่ีมีประสทิ ธิภาพ ในการปองกันกาํ จัดหนอนกระทูหอม

หนอนกระทูผ กั

ช่อื วิทยาศาสตร Spodoptera litura (Fabricius)

วงศ Noctuidae

อนั ดับ Lepidoptera

ชื่อสามัญ Common cutworm

ความสาํ คญั และลกั ษณะการทําลาย

หนอนกระทูผักเปนแมลงท่ีสําคัญอีกชนิดหนึ่ง ท่ีพบเขาทําลายพืชผักตระกูลกะหลํ่า โดยหนอน
ระยะแรกเขา ทาํ ลายเปน กลมุ ในระยะตอมาจะทาํ ลายรุนแรงมากข้ึน เนือ่ งจากเปนหนอนท่ีมีขนาดใหญสามารถ
กัดกนิ ใบ กาน หรอื เขาทําลายในหัวกะหลาํ่ ทาํ ความเสียหายและยากแกการปองกนั กําจดั ซึง่ การเขาทําลายมัก
เกิดเปนหยอ มๆ ตามจุดทตี่ วั เต็มวัยเพศเมียวางไข และมกั แพรระบาดไดรวดเร็วตลอดทั้งปโดยเฉพาะในชวงฤดู
ฝน

รปู รา งและชีวประวตั ิ

ไข เพศเมยี วางไขเปนกลุมใหญจํานวนนับรอยฟอง ปกคลุมดวยขนสีน้ําตาลออน หรือสีฟางขาวใตใบ
พชื ระยะไข 3-4 วนั กจ็ ะฟกเปนตัวหนอน

ตัวออน ระยะแรกจะอยูรวมกันเปนกลุม แทะกินผิวใบจนบางใส เม่ือลอกคราบได 2 ครั้ง จะสังเกต
แถบสีดําท่ีคอไดชัดเจน ลําตัวจะเปล่ียนจากสีเขียวออนเกิดลายเสน หรือจุดสีดํา และผิวลําตัว มีขีดดําพาด
ตามยาว หนอนจะเริ่มแยกยายทําลายพืชกัดกินใบ ยอดออน หรือเขากัดกินซอกกลีบใบในหัวกะหลํ่า ท่ีหัวยัง
เขาไมแนน ทําใหเสียหาย ระยะหนอนมีการเจริญเติบโต 5 ระยะ ใชเวลา 10-15 วัน หนอนระยะสุดทาย
เคลอื่ นไหวชา มขี นาด 1.5 เซนติเมตร

ดกั แด ระยะดกั แด 7-10 วนั กจ็ ะฟก เปน ตัวเตม็ วัย

ตัวเต็มวัย เปนผีเส้ือกลางคืนขนาดกลางสีน้ําตาล กางปกกวาง 3.0-3.5 เซนติเมตร ปกคูหนามีเสนสี
เหลืองพาดหลายเสน ตัวเต็มวัยมอี ายุเฉล่ยี 5-10 วัน วงจรชีวิตหนอนกระทผู ักเฉลย่ี 25-35 วนั หรือ 12-14 ช่ัว
อายุขัยตอป

พืชอาหาร

ผักตระกูลกะหล่ําทุกชนิด เชน ผักคะนา กะหล่ําปลี กะหล่ําดอก ผักกาดขาวปลี ผักกาดเขียวปลี
ผกั กาดหัว เปน ตน นอกจากน้ยี ังทาํ ลายพืชผักชนิดอ่ืนๆ ไมผล พืชไร และไมดอก ไดแก หอมแดง หอมหัวใหญ
หนอไมฝรั่ง กระเจ๊ยี บเขียว พริก องนุ ขาวโพด ถ่วั เหลือง กหุ ลาบ ดาวเรือง และกลวยไม เปน ตน

การปองกนั กําจดั

1. การใชวิธีทางเขตกรรม เชน การไถตากดิน และการเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อฆาดักแด และลดแหลง
อาหารในการขยายพันธขุ องหนอนกระทผู ัก เปน ตน

2. การใชวิธีกล โดยการเก็บกลุมไขและหนอนทําลายจะชวยลดการระบาดลงไดอยางมีประสิทธิภาพ และ
ปลอดภัย

3. การใชโ รงเรอื นคลุมดวยตาขายไนลอน หรือการปลูกผักกางมุง ซ่ึงมีประสิทธิภาพปองกันการเขาทําลายของ
หนอนกระทผู ักไดดี

4. การใชศตั รูธรรมชาติ ไดแ ก การใชเ ช้ือแบคทีเรีย (Bt), การใชเช้ือไวรัส NPV หนอนกระทูผักแตนเบียน และ
ตวั ห้าํ เปน ตน

หนอนเจาะสมอฝาย

ชื่อวิทยาศาสตร Helicoverpa armigera (Hubner)

วงศ Noctuidae

อันดบั Lepidoptera

ชอ่ื สามัญ Cotton ballworm

ความสําคัญและลักษณะการทําลาย

หนอนชนิดนีเ้ ปนทรี่ ูจกั กนั ดใี นหมเู กษตรกรผูปลูกฝาย โดยหนอนเจาะสมอฝายเริ่มเขาระบาดทําความ
เสียหายในประเทศไทยตั้งแตป พ.ศ. 2508 และพบระบาดติดตอกันทุกป เกษตรกรมีปญหาในการปองกัน
กําจัดเนื่องจากหนอนเจาะสมอฝายไดพัฒนาสรางความตานทานตอสารฆาแมลงไดรวดเร็วและหลายชนิด
หนอนชนิดน้ีทําลายพืชผักโดยการกัดกินสวนตางๆ ของพืช เชน ดอก ใบ เจาะกัดกินภายในลําตน ฝก และ
หนอ สําหรับในพืชผักบางชนิดท่ีผลิตเพ่ือการสงออก เชน หนอไมฝรั่งและกระเจ๊ียบเขียว แมถูกทําลายเพียง
เล็กนอยจะทําใหผลผลิตเสียคุณภาพในการสงออก เพ่ือเปนการรักษาคุณภาพดังกลาว เกษตรกรจึงมีการพน
สารฆาแมลงเปนประจําและบอยคร้ัง และบางครั้งไมถูกวิธีทําใหผลผลิตนอกจากไมเปนที่ตองการของตลาด
แลวยงั เพม่ิ ตนทุนการผลติ และบางครง้ั พบพิษตกคา งในผลผลติ อีกดว ย

รูปรางและชวี ประวัติ

ไข ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไขเปนฟองเด่ียวๆ ตามสวนออนของพืช เชน ใบ กานใบ ไขมีลักษณะกลม
คลา ยฝาชี ไขที่วางใหมๆ จะมีสขี าวนวลเปนมัน

ตัวออน ระยะไข 2-3 วัน จึงฟกออกเปนตัวหนอน หนอนมีดวยกันทั้งหมด 5 วัย โดยวัยที่ 1 จะมีสี
ขาวนวล เมื่อเขาสูวัยที่ 2 สีของลําตัวเขมขึ้นเปนดําปนเขียว หนอนวัยที่ 3 ลําตัวมีสีน้ําตาลปนเขียว เมื่อเขาสู
วัยท่ี 4 ลาํ ตวั จะมสี ีเขม ขึน้ เปนดาํ ปนเขียว หนอนวัยท่ี 5 ลาํ ตวั จะเปลี่ยนเปน สีสม แก หนอนโตเต็มที่มขี นาด 3.5
เซนตเิ มตร ระยะหนอนประมาณ 16-22 วนั

ดกั แด ดักแดม ีสีน้าํ ตาลไหม ขนาด 1.8 เซนติเมตร อายดุ ักแดป ระมาณ 10-12 วัน จึงออกเปนตัวเต็ม
วัย

ตวั เตม็ วยั ซึ่งเปนผีเสื้อกลางคืน วัดเม่ือกางปกยาว 3-4 เซนติเมตร ตัวเมียปกคูหนาสีน้ําตาลปนแดง
สวนตัวผูสีน้ําตาลอมเขียว เลยกึ่งกลางปกคูหนาไปทางหนาเล็กนอยมีจุดสีนํ้าตาลเขมขนาดโตกวาหัวเข็มหมุด

ปก ละจุดถดั จากจดุ นีไ้ ปทางปลายปก เล็กนอยมีแถบสีนํ้าตาลเขมพาดตามขวาง และมีจุดสีดําเรียงรายตามแถบ
นี้ ปกคูหลังมีแถบสีน้ําตาลที่ปลายปกพาดตอกับปกคูหนา สีของปกคูหนาเขมกวาปกคูหลัง อายุตัวเต็มวัย
ประมาณ 7-18 วนั รวมวงจรชีวิตประมาณ 29-38 วนั

พชื อาหาร

หนอนเจาะสมอฝาย เปนแมลงศัตรูสําคัญของมะเขือเทศ และยังเปนศัตรูสําคัญของพืชผัก ไมผล ไม
ดอก และพืชไรหลายชนิด ไดแก ถ่ัวฝกยาว ถั่วลันเตา พริก มะเขือ กระเจ๊ียบเขียว หนอไมฝรั่ง สมเขียวหวาน
มะมวงหิมพานต สตรอเบอร่ี กุหลาบ เบญจมาศ คาเนช่ัน เยอบีรา ถ่ัวเหลือง ถั่วเขียว ขาวโพด ยาสูบ ฝาย
และปอกระเจา เปน ตน

ศตั รธู รรมชาติ

ศัตรูธรรมชาติท่ีสําคัญที่พบทําลายหนอนเจาะสมอฝาย ไดแก โรคทําลายแมลง เชน ไวรัส NPV ของ
หนอนเจาะสมอฝาย ซึ่งเปนไวรัสที่พบระบาดอยูตามธรรมชาติในแหลงท่ีมีหนอนเจาะสมอฝายระบาด ไวรัส
ชนิดนี้พบวามีประสิทธิภาพสูงมากในการทําลายหนอนเจาะสมอฝาย ลักษณะอาการของโรค NPV กับหนอน
เจาะสมอฝายจะมีลักษณะอาการทั่วๆ ไป คลายกับหนอนกระทูหอม อาการโรคจะเห็นชัดในวันที่ 3 ภายหลัง
จากหนอนไดรับเช้ือ

การปองกนั กาํ จดั

1. การใชวิธีทางเขตกรรม เชน การไถพรวนดินตากแดด เพื่อฆาดักแดหนอนเจาะสมอฝายท่ีอยูในดิน การ
ทําลายซากพืชอาหาร เพ่ือลดแหลงอาหารในการขยายพันธุอยางตอเนื่อง ทําใหชวยลดการระบาดของหนอน
เจาะสมอฝายในการปลกู ผกั ครง้ั ตอ ไป

2. การใชโรงเรือนตาขายไนลอน หรือการปลูกผักกางมุง โดยการปลูกผักในโรงเรือนที่คลุมดวยตาขายไนลอน
ขนาด 16 ชองตอตารางน้ิว (mesh) สามารถปองกันการเขาทําลายของหนอนเจาะสมอฝายไดอยางมี
ประสทิ ธิภาพ 100 เปอรเซ็นต

3. การใชเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (Bt) ท่ีสําคัญมีจําหนายเปนการคา ไดแก Bacillus
thuringiensis var aizawai และ Bacillus thuringiensis var kurstaki

4. การใชเช้อื ไวรสั Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV) หนอนเจาะสมอฝา ย

5. ตวั ห้ําธรรมชาติ ไดแ ก มวนพฆิ าต Eocanthecona furcellata (Woff)

6. ใชสารฆาแมลงที่มปี ระสิทธิภาพปอ งกนั กําจดั เชน อนิ ดอกซาคารบ (indoxacarb 15% W/V SC) หรือสปน
โนแซต (spinosad 12% W/V SC) หรอื อีมาเม็กติน เบนโซเอท (emamectin benzoate 1.92% W/V EC)

แมลงหว่ีขาวยาสูบ

ชอ่ื วิทยาศาสตร Bemisia tabaci (Gennadius)
วงศ Aleyrodidae
อนั ดบั Homoptera
ชอ่ื สามัญ Tobacco whitefly

ความสาํ คัญและลักษณะการทําลาย
แมลงหวี่ขาวยาสูบเปนแมลงศัตรูท่ีสําคัญของมะเขือเทศ โดยตัวออน และตัวเต็มวัยจะดูดกินนํ้าเลี้ยง

บริเวณใบ และเปนพาหะนําโรคท่ีเกิดจากไวรัส การกระจายของแมลงและโรคที่เกิดจากแมลงหว่ีขาวยาสูบ
สวนใหญจะอยูในเขตรอน แตก็พบในเขตก่ึงรอนและเขตอบอุนดวยเชนกัน โดยทําความเสียหายใหกับมะเขือ
เทศในแหลงปลูกท่ัวโลก ไวรัสของมะเขือเทศที่ถายทอดโดยแมลงหวี่ขาวยาสูบ เชน Tomato Yellow Leaf
Curl Virus, Tomato Mottle Virus เปนตน
พชื อาหาร

พบทาํ ลายในพืชเศรษฐกจิ หลายชนดิ เชน ฝาย ยาสบู พริก มันเทศ มะเขือเทศ กระเจ๊ียบเขียว มะเขือ
เปราะ ปอแกว ถั่วเหลือง และถวั่ ตา งๆ
การปองกนั กําจัด
1. คลกุ เมลด็ กอ นเพาะกลา ดวยสารคารโ บซลั แฟน (carbosulfan 25% ST)
2. ใชสารฆาแมลงท่ีมีประสิทธิภาพปองกันกําจัด เชน อิมิดาคลอพริด (imidacloprid 10% W/V SL) หรือ ฟ
โปรนลิ (fipronil 5% W/V SC)

การควบคุมแมลงศัตรูหนอไมฝ รั่งโดยชีววธิ ี

(Biological Control of Asparagus Insect Pest)

การจดั การศตั รูพืชในปจ จบุ นั นี้ นักบรหิ ารและจดั การศตั รพู ชื ไดพัฒนามาเปนการจัดการศัตรูพืชแบบ
ผสมผสาน ซ่งึ มอี งคประกอบของพันธุพืชตานทาน การเขตกรรม การควบคุมศัตรูพืชทางชีววิธี การใชสารเคมี
อยา งถูกวธิ ีและใชเทาทจี่ าํ เปน แตการควบคุมศตั รพู ืชโดยชวี วธิ จี ะเปน องคป ระกอบหลักท่สี าํ คัญของการจัดการ
ศัตรูพืชแบบผสมผสานในการแกไขปญหาศัตรูพืชที่ทําลายผลผลิตทางการเกษตร และศัตรูพืชสรางความ
ตานทานตอสารเคมีปองกันกําจัดศัตรูพืช นอกจากน้ียังชวยลดการใชสารปองกันกําจัดศัตรูพืช ลดพิษตกคาง
ของสารปองกันกําจัดศัตรูพืชในผลผลิตที่ใชบริโภค ลดอันตรายตอระบบนิเวศในธรรมชาติ และลดมูลคาการ
นําเขาของสารปองกันกําจัดศัตรูพืชซ่ึงใหผลคุมคาทางเศรษฐกิจอยางตอเนื่อง ดังนั้นความพยายามในการ
ควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี ไดแก การใชตัวห้ํา (predators) ตัวเบียน (parasitoids) ไสเดือนฝอย
(nematodes) และ เช้ือโรค (pathogens) จึงเปน ส่ิงทข่ี าดไมไดในปจ จบุ ันและอนาคต

1. การใชแมลงหํ้าควบคุมแมลงศัตรหู นอไมฝ ร่ัง

หนอนกระทหู อม หนอนเจาะสมอฝา ย และหนอนกระทผู กั

แมลงห้ํา (Predators) เปนส่ิงมีชีวิตท่ีดํารงอยูอยางอิสระไมตองอาศัยอยูภายในสิ่งมีชีวิตอ่ืน และ
เปน แมลงทีก่ นิ แมลงดวยกัน การทําลายแมลงจะเปนแบบกัดกิน (เชน ดวงเตา) หรือแบบแทงดูด (เชน มวนตัว
ห้ํา) แมลงศัตรูพืชที่ถูกทําลายเรียกวา เหยื่อ (Prey) ซ่ึงแมลงห้ําตองกินเหย่ือมากกวา 1 ตัวข้ึนไป จึงจะ
เจรญิ เตบิ โตครบวงจร จึงแตกตางจาก ปรสิต (parasites) ตัวเบียน (parasitoids) และ เช้ือโรค (pathogens)
สว นมากแมลงหาํ้ จะกนิ เหย่อื ไดหลายชนิด ดังนั้นจึงมีความจําเพาะเจาะจงนอยกวา ปรสิต, ตัวเบียน และ เชื้อ
โรค แมลงหาํ้ จะกดั กินเหยอ่ื ทุกระยะการเจรญิ เติบโต เชน ระยะไข ตัวออ น ดักแด และตัวเต็มวยั ตัวเต็มวัยของ
แมลงห้ําจะเลือกวางไขใกล ๆ กับแหลงอาหารของตัวออนท่ีจะเกิดมาใหม แมลงห้ําไมขยายพันธุแบบ
parthenogenesis คือไขของตัวหํ้าท่ีไมไดรับการผสมจะไมฟกออกเปนตัว นอกจากน้ีแมลงห้ํายังสามารถเพ่ิม
ปริมาณประชากรไดรวดเร็วทันตอการเพิ่มปริมาณของแมลงศัตรูพืช นอกจากนี้แมลงห้ํายังมีขอดีอีกหลาย
ประการ กลาวคือมันจะกินเหยื่อศัตรูพืชไดทุกวัยและตางชนิดกัน แมลงหํ้ายังเปนนักกินท่ีตะกละและทนทาน
กวาตัวเบียน แตจุดดอยของแมลงห้ําอยูที่มันชอบหากินในแหลงที่มีเหย่ืออาศัยอยูอยางหนาแนน เม่ือใดท่ีมัน
กินเหยอื่ หมดแลวเราจะไมพ บมนั อยทู น่ี ั่นอีก เนื่องจากมันจะเคล่ือนยายไปหาแหลงท่ีมีเหย่ืออยูหนาแนนแหลง
อื่น

มวนพิฆาต

ชื่อวิทยาศาสตร Eocanthecona furcellata (Wolff)

อนั ดบั Hemiptera

วงศ Pentatomidae

ชือ่ สามัญ sting bug

ความสาํ คัญและการเขา ทาํ ลาย

มวนพิฆาตเปนแมลงศัตรูธรรมชาติพวกแมลงห้ํา ทั้งในระยะตัวออน และตัวเต็มวัย ท้ังเพศผูและเพศ
เมีย สามารถนําไปปลอยเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชและดํารงชีวิตอยูไดในสภาพสวน และสภาพไร ที่มี
ประสิทธิภาพในการทําลายแมลงศัตรูพืชที่สําคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด เชน หนอนกระทูหอม หนอนเจาะ
สมอฝาย และหนอนกระทูผัก เปนตน ซ่ึงศัตรูพืชเหลาน้ีกําลังเปนปญหากับหนอไมฝรั่ง พืชผัก ไมดอก ไมผล
และพืชไรหลายชนิด ดังน้ันการนํามวนพิฆาตไปใชควบคุมแมลงศัตรูพืชเหลานี้ในหนอไมฝรั่งจึงเปนอีก
ทางเลอื กหน่ึงทจี่ ะนาํ เอาไปใชไ ดในระบบการจัดการศัตรูพืชในหนอ ไมฝ รงั่ แบบผสมผสาน

รปู รางและชีวประวัติ

มวนพิฆาตมีการเปลี่ยนแปลงรูปรางขณะเจริญเติบโตแบบเปลี่ยนแปลงรูปรางทีละนอย (gradual
metamorphosis) แมลงจะเจริญจากไข เปนตวั ออน (nymph) และเปน ตัวเต็มวยั (adult)

ไข มวนพฆิ าตเมอื่ ลอกคราบออกมาเปน ตวั เต็มวยั ไดป ระมาณ 4 วัน จะเร่ิมผสมพันธุ และหลังจากนี้ 3
วัน จะเริ่มวางไขบนใบ ก่ิง ลําตน ไขมีลักษณะกลม ขนาดเสนผาศูนยกลาง 0.5 มิลลิเมตร สีนํ้าตาลเปนมัน
สะทอนแสง และจะกลายเปน สีสมเมื่อใกลฟก มวนพิฆาตจะวางไขเปนกลุมเรียงกันเปนแถว จํานวน 20 - 100
ฟองตอ กลมุ ไขมอี ายุนาน 7-8 วนั

ตัวออน ตัวออนวัย 1 หลังฟกออกมาจากไขจะอยูรวมกันเปนกลุมเกาะน่ิงอยูกับที่ มีการเคลื่อนไหว
นอยมาก ยังไมมีพฤติกรรมเปนแมลงห้ํา มันดํารงชีวิตดวยการดูดกินนํ้าท่ีเกาะอยูตาม ตน ใบ ก่ิงพืช เปน
อาหาร ตัวออนวัย 1 มีอายุ 2–3 วัน การเปนแมลงห้ําของมวนพิฆาตจะเร่ิมเมื่อเปนระยะตัวออนวัย 2 จนถึง
ระยะตัวเต็มวยั มวนพฆิ าตตง้ั แตว ยั 2 เปนตน ไปจะไมอยรู วมกันเปน กลมุ แตจะแยกยายออกหาเหย่ือคือหนอน
ของศัตรูพืช ตัวออนของมวนพิฆาตมี 5 วัย ใชเวลาทั้งหมดประมาณ 18 วัน แลวจะลอกคราบเปล่ียนเปนตัว
เต็มวัย

ตัวเต็มวัย เปนแมลงท่ีมีขนาดใหญ ลําตัวมีรูปรางคลายโล สวนหัวที่ติดกับอกไมแคบ ไมมีตาเด่ียว
หนวดมีลักษณะเปนเสนดาย (filiform) มีจํานวน 5 ปลอง มีปากแบบเจาะดูด (piercing sucking type)
ลักษณะเปน ทอ ยาวคลายเขม็ ประกอบดว ย ริมฝปากบน (labrum) กราม (mandible) ฟน (maxilla) และริม
ฝป ากลาง (labium) ปากมี 4 ปลอ ง มปี ก 2 คู ปกคูหนา สวนโคนปก มลี ักษณะแข็ง เรียกวา คอเร่ียม (corium)
สวนปลายปกเปนแผนบางออน เรียกวา เม็มเบรน(membrane) ลักษณะปกแบบนี้ เรียกวา เฮมิลีตรอน
(hemelytron) มลี กั ษณะยาว แคบ ปกคูหลังออนเปนแผนบางตลอดปก ส้ันกวาปกคูหนา เมื่อพับปกท้ังสองคู
จะแบนราบไปตามสันหลัง โดยปลายปกสว นทเ่ี ปนผนังบางจะซอนกนั สันหลังอกปลองแรกที่บาท้ังสองขางของ
ตัวเต็มวัยจะมีหนามขางละ 1 อัน แผนสามเหล่ียมสันหลังอกมีขนาดใหญเปนรูปสามเหลี่ยมยาวเกือบคร่ึงของ
ลําตวั ไมมีหนามขอบลําตัวดานขางไมขยายออกมา ปกคลุมลําตัวมิด ฝาเทา (tarsi) มีจํานวน 3 ปลอง ตัวเต็ม
วัยมีสีนํ้าตาลแก ขนาดวัดจากหัวถึงปลายปกยาว 1.3 – 1.6 เซนติเมตร ตัวเมียมีขนาดใหญกวาตัวผู ลักษณะ
เดนของมวนพิฆาตตัวเต็มวัยท่ีแตกตางจากมวนศัตรูพืชอื่นๆ คือ ท่ีบาทั้งสองขางจะมีหนามแหลมขางละอัน
มวนพฆิ าตเมื่อลอกคราบกลายเปนตัวเต็มวัยไดประมาณ 4 วัน จะเริ่มผสมพันธุ และหลังจากนี้ประมาณ 3 วัน
จะเร่ิมวางไข มวนพิฆาตมีประสิทธิภาพสูงในการขยายพันธุ โดยมวนพิฆาต 1 ตัว สามารถวางไขไดประมาณ
340 ฟอง ตวั เตม็ วยั มอี ายุนาน 23 วัน ตลอดชีวิตมอี ายุ 60 วัน

แหลง แพรก ระจาย

มวนพิฆาตน้ีสามารถดํารงชีวิตอยูไดท้ังในสภาพสวนและสภาพไรกับพืชหลายชนิด เชน องุน สม
หนอไมฝรง่ั ถัว่ ฝกยาว ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ขาวโพด ทานตะวัน และฝาย เปนตน พบแพรกระจายท่ัวไปในทวีป
เอเชยี ไดแก ไตหวัน มาเลเซีย ฟลิปปนส อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา และพมา สําหรับประเทศไทย พบมวน
พฆิ าตในภาคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื และภาคเหนอื

ชนดิ ของเหย่อื

มวนพิฆาตสามารถทําลายหนอนศัตรูพืชไดหลายชนิด โดยเฉพาะหนอนผีเส้ือที่อยูในอันดับ
Lepidoptera เชน หนอนกระทหู อม หนอนกระทูผัก หนอนเจาะสมอฝาย และหนอนรานกินใบมะพราว เปน
ตน

ลกั ษณะการทําลายเหย่ือ

มวนพิฆาตมีปากแบบแทงดูด ตามปกติปากของมวนพิฆาตจะพับเก็บไวใตทอง แตเม่ือเจอเหย่ือมันจะ
ตวัดออกมาดานหนา และเขาจูโจมเหยื่อทันที โดยใชปากที่มีลักษณะคลายเข็มแทงเขาไปในลําตัวหนอน
ศัตรูพืช แลวปลอยสารพิษ (venom) ทําใหหนอนเปนอัมพาตไมสามารถเคลื่อนไหวไดจากนั้นจะดูดกิน
ของเหลวภายในตัวหนอนนิดหนอยซึ่งหนอนจะตาย หรือดูดกินจนหนอนแหงตายแลวจึงท้ิงเหยื่อเพ่ือไปหา
เหยอ่ื ใหมตอ ไป

ประสิทธภิ าพในการทําลายแมลงศัตรูพืช

มีประสิทธิภาพในการทําลายหนอนทุกขนาด ตลอดชีวิตของมวนพิฆาตทําลายหนอนศัตรูพืชได 260
ตัว หรือเฉลี่ย 6 ตัวตอวัน ตัวออนวัย 2-5 ทําลายหนอนไดเฉลี่ย 80 ตัว ซ่ึงเปนระยะที่ไมมีปกจึงแยกยายออก
หาเหยือ่ อยูในแปลงท่ปี ลอ ยซ่งึ นานพอที่จะชว ยกําจดั หนอนศตั รูพชื ใหอยูในระดับท่ีตองการได

การนํามวนพฆิ าตไปใชค วบคุมแมลงศัตรูพืชในหนอไมฝรงั่

การนํามวนพิฆาตไปใชควบคุมแมลงศัตรูพืช ไดแก หนอนกระทูหอม หนอนเจาะสมอฝายและหนอน
กระทูผ ักในหนอ ไมฝรง่ั โดยเมือ่ ตรวจพบจาํ นวนหนอนกระทูหอม และตอหรือหนอนกระทูผัก และ/หรือหนอน
เจาะสมอฝายสูงกวาระดับเศรษฐกิจ (ระดับเศรษฐกิจของหนอนกระทูหอม หรือหนอนกระทูผัก คือ 1 ตัวตอ
กอ และหนอนเจาะสมอฝายคือ 0.5 ตัวตอกอ) ใหปลอยมวนพิฆาตระยะตัวออนวัย 3 อัตราการปลอยมวน
พิฆาต 3,200 ตัวตอไรตอคร้ัง ตอการระบาด 1คร้ัง ซ่ึงมวนพิฆาตระยะตัวออนวัย 3 สามารถทําลายหนอนทั้ง
3 ชนดิ ดังกลา วได 9–16 ตัว และระยะตวั ออ นวัย 4–5 สามารถทําลายหนอนดังกลาวได 28 ตัว ทําใหสามารถ
ควบคุมและลดปริมาณหนอนศัตรูพืชดังกลาวไดอยางมีประสิทธิภาพสูงถึง 80–90 เปอรเซนต ภายในเวลา 5
วนั หลังปลอย

มวนเพชฌฆาต

ชื่อวิทยาศาสตร Sycanus versicolor Dorhn.

วงศ Reduviidae

อนั ดับ Hemiptera

ชื่อสามัญ assassin bug

ความสาํ คัญและการเขาทาํ ลาย

มวนเพชฌฆาตเปนแมลงศัตรูธรรมชาติพวกแมลงห้ํา ท้ังในระยะตัวออน และตัวเต็มวัย ทั้งเพศผูและ
เพศเมีย มวนที่เปนศัตรูธรรมชาติของแมลงห้ําสวนใหญอยูในวงศ Reduviidae มวนตัวหํ้าในวงศน้ี (มวน
เพชฌฆาต) หลายชนิดเปนมวนตัวหํ้าท่ีมีประสิทธิภาพสูงในการทําลายหนอนศัตรูพืช มีอุปนิสัยขยันและมี
คุณคาทางเศรษฐกิจในการทาํ ลายแมลงศัตรพู ืช มวนเพชฌฆาตสามารถเจรญิ เตบิ โตอยูไดทั้งในพืชสวน และพืช
ไร สามารถเล้ียงขยายพนั ธุไดด ี มวนเพชฌฆาตสกลุ Sycanus ทพ่ี บมากในประเทศไทยมี 3 ชนิด คือ Sycanus
versicolor Dohrn., Sycanus collaris Fabricius และ Sycanus croceovittatus Dohrn. สามารถพบได
ท่ัวไปในธรรมชาติแตมีปริมาณนอย สําหรับ S. versicolor Dohrn. เปนชนิดที่พบบอยและพบมากกวาอีก 2
ชนิด

รปู รา งลักษณะและชีวประวัติ

มวนเพชฌฆาตมีการเปลี่ยนแปลงรูปรางขณะเจริญเติบโตแบบเปล่ียนแปลงรูปรางทีละนอย (gradual
metamorphosis) แมลงจะเจรญิ จากไข เปนตวั ออน (nymph) และเปนตวั เต็มวัย (adult) ไข มวนเพชฌฆาต
เมื่อลอกคราบออกมาเปนตัวเต็มวัยไดประมาณ 14-19 วัน จะเริ่มวางไขบนใบ กิ่ง ลําตน ไขมีลักษณะ
ทรงกระบอกปลายมน ตัวเมียจะขับเมือกสีขาวคลายแปงคลุมกลุมไขทั้งดานบนและดานขาง ตอมาเมือกน้ี
แข็งตัว มวนเพชฌฆาตจะวางไขเปนกลุมเรียงกันเปนแถว จํานวน 80-110 ฟองตอกลุม ไขมีอายุนาน 13-17
วนั ไขม คี วามสามารถในการฟกเปนตวั ออ นวัย 1 ได 85 เปอรเ ซ็นต

ตัวออน ตัวออนมีสีแดง ลักษณะรูปรางคลายมดแดง ตัวออนวัยท่ี 1 จะอยูรวมกันเปนกลุม มีอายุ10-
15 วนั ตวั ออนมี 5-6 วยั ใชเวลาทงั้ หมด 50-70 วัน แลว จะเปล่ียนเปน ตวั เตม็ วยั

ตัวเต็มวัย มวนสกุลน้ีเปนมวนขนาดใหญ ความยาวจากสวนปลายหัวถึงปลายลําตัว 1.7-2.2
เซนติเมตร ลําตัวยาวรูปไข สวนหัวยาวเทากับความยาวของสันหลังอกปลองแรก (pronotum) และแผน

สามเหล่ียมสันหลงั อก (scutellum) รวมกัน สวนหัวยาว สวนหลังตาแคบคลายคอ บริเวณสวนหลังตามีความ
ยาวมากกวาบริเวณสวนหนาของตา มีตารวม 2 ตา และตาเด่ียว 2 ตาอยูใตตารวมหนวดมี 4 ปลอง หนวด
ปลองแรกยาวเทากับตนขา (femur) ของขาคูหนา ปากมีลักษณะเปนแทงยาวมี 3 ปลอง ปลองท่ี 2 ยาวท่ีสุด
ปลองสุดทายส้ันท่ีสุด ปากมีลักษณะโคงงอเขาไปอยูในรอง (groove) ที่แผนแข็งของอกปลองแรก
(prosternum) สันหลังอกปลองแรกกอนถงึ ก่ึงกลางปลองจะคอดทําใหสันหลงั อกปลองแรกถูกแบงเปน 2 สวน
ทงั้ 2 สวนมลี ักษณะโคงนูนโดยสว นหนา (anterior lobe) จะแคบกวา สว นทา ย (posterior lobe) ซ่ึงสวนทาย
จะมีลักษณะเปนหลุมขรุขระ สันหลังอกปลองแรกไมมีหนาม แผนสามเหล่ียมสันหลังมีหนาม 1 อัน มีปก 2 คู
ปกคูหนาบริเวณ 1 ใน 3 ของสวน โคนปกมีลักษณะแข็ง เรียกวา คอเร่ียม (corium) สวนปลายปกเปนแผน
บางออ น เรียกวา เม็มเบรน (membrane) ลักษณะปกแบบน้ี เรียกวา เฮมิลีตรอน (hemelytron) ขอบลําตัว
ดานขางของสวนทองขยายใหญและโคงยกขึ้นจนปกคลุมไมมิด ตัวเต็มวัยมีสีแดงสดปนดําตัวเต็มวัยเพศเมีย
และเพศผูมีอายุ 40-84 วัน (57.6 + 29.6 วัน) และ 30-57 วัน (37.1 + 20.8 วัน) ตามลําดับ ตัวเมีย 1 ตัว
สามารถวางไข 4-5 กลุม มีจาํ นวนไข 480 ฟอง

แหลง ทพ่ี บ

มวนเพชฌฆาตในสกุล Sycanus สามารถดํารงชีวิตอยูไดทั้งในสภาพสวนและสภาพไรกับพืชหลาย
ชนิด เชน ถว่ั เหลือง ถัว่ เขียว ขาวโพด ทานตะวัน ฝาย ขาว สม และไมผลอ่ืนๆ เปนตน พบแพรกระจายท่ัวไป
ใน จีน ศรีลังกา และพมา เปนตน สําหรับประเทศไทยพบมวนเพชฌฆาตท้ัง 3 ชนิด ในภาคกลางท่ีจังหวัด
กรุงเทพหานคร อุทัยธานีกาญจนบุรี และเพชรบุรี ภาคเหนือท่ีจังหวัด เชียงใหม แพร และเพชรบูรณ ภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ทจี่ งั หวัดขอนแกน และเลย ภาคใตท ี่จงั หวัดสงขลา ชมุ พร และสุราษฎรธานี

ชนดิ ของเหยอ่ื

แมลงศัตรพู ืชหลายชนิดท้ังในระยะไข หนอน และดักแด เชน หนอนผเี สอื้ มวน และดวง เปนตน

ลกั ษณะการทําลายเหยื่อ

มวนเพชฌฆาตมีปากแบบแทงดูด ทําลายเหย่ือโดยใชปากที่มีลักษณะคลายเข็มแทงเขาไปในลําตัว
หนอนศัตรูพืช แลวปลอยสารพิษ (venom) ทําใหหนอนเปนอัมพาตไมสามารถเคล่ือนไหวไดจากน้ันจะดูดกิน
ของเหลวภายในตัวหนอนจนหนอนแหงตาย แลวจึงท้ิงเหยื่อเพ่ือไปหาเหย่ือใหมตอไปประสิทธิภาพในการ
ทําลายแมลงศัตรูพืชมีประสิทธิภาพในการทําลายหนอนทุกขนาด พบวา ความสามารถในการกินหนอนกระทู
ผักวัย 3 ของมวนเพชฌฆาตระยะตัวออนวัย 1, 2, 3, 4 และ 5 ดูดกินหนอนได 0.4 + 0.2, 2.4 + 1.0, 5.0 +
1.3, 6.9 + 1.8 และ 13.3 + 2.7 ตวั ตามลาํ ดบั ตัวเต็มวัยดูดกนิ หนอนได 68.8 + 42.3 ตัว

การนาํ มวนเพชฌฆาตไปใชควบคมุ แมลงศัตรูพืชในหนอ ไมฝ รั่ง

การนํามวนเพชฌฆาตไปปลอยในแปลงควรปลอยมวนในวัย 4–5 เพราะเปนวัยท่ีเร่ิมมีประสิทธิภาพสูง
ในการทําลายหนอน การใชมวนเพชฌฆาต Sycanus versicolor Dohrn. ควบคุมแมลงศัตรูพืชในแปลง
หนอไมฝรั่งของเกษตรกร เม่ือหนอนเกินระดับเศรษฐกิจ 1 ตัวตอกอ การปลอยมวนเพชฌฆาตรวมกับการพน
Bt. สามารถลดจํานวนหนอนกระทูหอมลงไดมากท่ีสุด 94.37 เปอรเซ็นต และมีประสิทธิภาพในการควบคุม
หนอนกระทูหอมสงู ท่สี ุด 80.54 เปอรเซน็ ต

มวนพิฆาตและมวนเพชฌฆาตสามารถผลิตขยายเปนชีวภัณฑไดดวยหนอนนก โดยสามารถผลิตขยาย
ไดเ ปนปริมาณมากแบบครบวงจร มีตนทุนการผลิตตํ่า มีจํานวนผลผลิตและระยะเวลาการผลิตที่แนนอน และ
สามารถนําไปใชรวมผสมผสานกับจุลินทรียชนิดอ่ืนได ไดแก เช้ือไวรัส NPV เช้ือแบคทีเรีย Bacillus
thuringiensis ในการควบคุมหนอนกระทูหอม หนอนกระทูผัก และหนอนเจาะสมอฝาย ในพืชตางๆ ไดอยาง
มปี ระสทิ ธิภาพ และทําใหเ กดิ ความหลากหลายในการควบคมุ โดยชีววธิ ี

สวนในกรณีท่ีมีการระบาดของแมลงศัตรูพืชรุนแรง จําเปนตองใชสารฆาแมลง ควรพนสารฆาแมลง
กอ นปลอยมวนตวั ห้าํ อยา งนอ ย 15 วัน หรือหลังปลอ ยมวนตวั หา้ํ 15 วนั

การนํามวนพิฆาตและมวนเพชฌฆาตไปใชประโยชนในการควบคุมแมลงศัตรูพืชนอกจากจะประสบ
ผลสําเร็จสูงแลว ยังคุมทุนเพราะมวนพิฆาตและมวนเพชฌฆาตสามารถผลิตไดงายในราคาตํ่ากวาการใช
สารเคมีฆาแมลง ภายหลังการนํามวนพิฆาตและมวนเพชฌฆาตไปใชปลอยในแปลง มวนพิฆาตยังสามารถ
ดํารงชีวิตและขยายพันธุตอไปในสภาพแวดลอมภูมิอากาศของประเทศไทยนอกจากนี้ยังชวยลดการใชสารฆา
แมลง ชวยเพิ่มความปลอดภัยดานสุขภาพอนามัยของผูผลิตส่ิงแวดลอม และสุขภาพอนามัยสําหรับผูบริโภค
ดังน้ันมวนพิฆาตและมวนเพชฌฆาตจึงเปนอีกทางเลือกหน่งึ ในการใชควบคุมแมลงศัตรูพืชในพืชเศรษฐกิจ อาจ
เปน การผลิตขยายแลวนําไปปลอยในแปลงปลูกพืช หรือการอนุรักษมวนตัวหํ้าที่มีอยูในธรรมชาติในแปลงปลูก
พืชของเกษตรกร จะชวยลดการใชสารฆาแมลง ลดตนทุนการผลิต ลดพิษตกคางในผลิตผลเกษตร เพิ่ม
สุขอนามัยแกผูผลิตและผูบริโภค และคุมครองสิ่งแวดลอม อันจะเปนแนวทางนําไปสูระบบการเกษตรท่ีย่ังยืน
ตอไป

การใชเชอื้ แบคทเี รยี Bacillus thuringiensis (Bt) ควบคมุ แมลงศัตรพู ชื

จากปญหาของแมลงศัตรูพืชหลายชนิดท่ีสรางความตานทานตอสารฆาแมลง เปนเหตุใหมีการระบาด
ของแมลงศัตรูพืชเพิ่มข้ึน กอใหเกิดความเสียหายแกพืชผลที่เกษตรกรปลูก เกษตรกรไมสามารถทนตอความ
เสียหายได จึงจําเปนตองพนสารฆาแมลงมากขึ้นทั้งอัตราความเขมขน และมีการพนถ่ีขึ้น เปนสาเหตุใหสมดุล
ทางธรรมชาตเิ สยี ไป คอื แมลงห้าํ แมลงเบียน ที่มอี ยูในธรรมชาติถูกทําลายหมดไป และสารฆาแมลงกอใหเกิด
ปญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืชเพ่ิมมากข้ึนทุกทีจึงมีการหันกลับมาใชสารฆาแมลงชนิดท่ีมีความ

เฉพาะเจาะจงตอ แมลงศัตรูพืช โดยไมทําอันตรายตอแมลงท่ีมีประโยชนเปนโอกาสที่จะใหสมดุลทางธรรมชาติ
กลบั คืนมา และสามารถชว ยควบคุมศัตรพู ืชอีกแรงหนึ่ง

Bt เปนสารชีวินทรียกําจัดแมลง (microbial insecticide) ชนิดหน่ึงท่ีมีความเฉพาะเจาะจงในการ
ควบคุมแมลงศัตรูพืช และแมลงศัตรูธรรมชาติจะปลอดภัย แมวา Bt จะไดรับการแนะนําสงเสริมใหใชกําจัด
แมลงศัตรูผักอยางจริงจังก็ตาม แตผลท่ีไดยังไมเปนท่ีพอใจและไมเปนที่ยอมรับของเกษตรกรมากนักท้ังนี้
ประกอบดวยเหตผุ ลหลายประการ เชน

1. ออกฤทธิ์ทําลายแมลงชา จากคุณสมบัติของ Bt จะเกิดอาการโรคกับแมลงศัตรูเปาหมายไดตอเม่ือ
แมลงกินเชื้อ Bt ที่พนลงไปบนตนพืชอาหารของแมลง Bt ไมใหผลทางสัมผัสหรือดูดซึมเขาไปในตัวแมลง เชน
สารเคมสี งั เคราะห เกษตรกรสว นใหญค นุ เคยกบั การใชสารเคมีทอี่ อกฤทธ์ทิ ําลายแมลงไดรวดเร็ว เมื่อเกษตรกร
ขาดความรแู ละความเขาใจเกย่ี วกับ Bt จงึ ไมนยิ มใช

2. ระบบการใหน ํา้ โดยทว่ั ๆ ไปการใหน ํา้ ในพืชผักของเกษตรกรโดยเฉพาะฤดูรอน มักใหน้ําวันละ 2 –
3 ครง้ั เพ่ือปอ งกันไมใหผักเห่ียว จึงเปนปญหาสําคัญสําหรับเชื้อ Bt ท่ีเม่ือพนไปบนใบพืชผัก จะถูกชะลางโดย
น้ํา ทําใหเชื้อ Bt ที่ติดอยูบนใบเจือจางลง การแกไขโดยผสมสารจับใบทุกครั้งที่พน Bt สามารถแกปญหานี้ได
บาง ดังนนั้ ประสทิ ธภิ าพของ Bt ในแปลงปลกู ผกั ในชวงฤดรู อ นจะดอยกวาในฤดหู นาว

3. ลกั ษณะของใบพืช เปนสงิ่ ที่สําคัญตอประสิทธิภาพของเชื้อ Bt ในการควบคุมแมลงเปนอยางยิ่ง ใบ
พืชบางชนิดมีการสรางไข (wax) มาก เชน คะนา กะหลํ่าปลี เมื่อพนสาร ละอองของสารจะเกาะอยูบนใบได
นอยกวาพืชอ่ืนๆ ดังน้ันเม่ือพนดวย Bt ปริมาณของ Bt บนใบจึงนอยกวาที่ควรจะเปน วิธีการแกไขควรผสม
สารจับใบ เพอื่ ชว ยลดปญหาดังกลาว แตสารจับใบอาจทําใหนวลท่ีใบผักคะนาตองเสียไปทําใหคุณภาพของใบ
ลดลง ดงั นั้นจงึ ตองระมดั ระวงั เร่อื งชนิดและปริมาณของการใชส ารจับใบ

4. เทคนคิ การพนสารฆา แมลงของเกษตรกร การพนเชื้อ Bt เกษตรกรใชเคร่ืองพนสารที่เกษตรกรมีอยู
โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมใชเคร่ืองพนสารแบบแรงดันน้ําสูง ชนิดลากสาย บางครั้งติดตั้งเครื่องพนสารบนเรือ
เพ่ือใชลากไปในคูน้ําขางแปลงปลูก เครื่องพนดังกลาว มีขนาดของรูปรับอัตราการไหลของหัวฉีดขนาดใหญ
เชน 1.5 – 2.0 มิลลิเมตร มีอัตราการไหลของหัวฉีด 120 – 250 ลิตร/ไร ทําใหละอองสารที่พนมีขนาดใหญ
สารฆาแมลงที่ถูกพนออกมามากกวา 70 เปอรเซ็นต หยดจากใบพืชลงสูพ้ืน จากการทดลองของ อัจฉรา และ
คณะ (2543 ข) พบวา การใชเช้ือ Bt ในแปลงผัก จะใหผลควบคุมหนอนไดดีเมื่อลดอัตราการไหลของหัวฉีด
เครื่องพนสารใหนอยลง หรือเรียกวาวิธีการพนสารแบบใชน้ํานอย ซ่ึงตองทําการปรับหัวฉีดเคร่ืองพนสารใหมี
อัตราการไหล 40 – 80 ลิตร/ไร ละอองสารจะมีขนาดเล็กมาก เมื่อละอองสารจากการพนสารตกบนใบ จะติด
อยบู นใบเปนสว นใหญ ปริมาณของเชื้อ Bt จะคงอยูบนใบผักมากกวาวิธีการพนแบบใชนํ้ามาก นอกจากน้ันจะ
เปนการชวยลดปริมาณการใช Bt ตอไรลง และท่ีสําคัญการที่ละอองสารเล็กสามารถเขาครอบคลุมบริเวณ
ดานลางของใบผักไดดีข้ึน ทําใหสามารถควบคุมหนอนกระทูหอมและหนอนใยผักท่ีอาศัยกัดกินอยูบริเวณ
ดานลางของใบไดดขี ึน้

5. การคงอยูในระยะสั้น เนื่องจากเกษตรกรมักพน Bt ในชวงระยะเวลาท่ีไมเหมาะสม Bt จึงถูกรังสี
อุลตราไวโอเล็ตจากแสงอาทิตยทําลายลงอยางรวดเร็วเมื่อพนบนตนพืช ดังน้ันควรพนตอนเย็นหลังจากเวลา
15.00 น. แตพฤติกรรมของเกษตรกรสวนใหญนิยมพนสารกําจัดแมลงตอนเชา จําเปนตองมีการแนะนําให
เกษตรกรไดเขาใจวาสาเหตุดังกลาวจะทําให Bt อยูบนตนพืชไดในระยะเวลาส้ันกวาสารเคมีสังเคราะห ดังนั้น
คําแนะนาํ ในการใช Bt จงึ ปรากฏมชี วงการพน สัน้ กวาสารเคมี เชน พน ทกุ 4 – 5 วัน

6. คา ใชจ ายของ Bt คอนขา งสูง เมื่อเทียบอัตราการใชตอไรระหวาง Bt กับสารเคมี สังเคราะหจึงเปน
ขอจํากัดที่สําคัญ ท้ังน้ีเน่ืองจากอัตราการใชของ Bt คอนขางสูง โดยท่ัวๆ ไป คําแนะนําการใช Bt อัตรา 40 –
100 กรัมหรือมิลลิลิตรตอน้ํา 20 ลิตร เมื่อเปรียบเทียบกับสารเคมีปริมาณการใชจึงสูงกวาและผลการควบคุม
หนอนดอยกวา สารเคมี เกษตรกรมกั พจิ ารณาเพียง 2 เรื่องคือ ราคาของการใชสารฆาแมลงมีตนทุนของการใช
ผสมนํ้า 20 ลิตร วาเปนเงินเทาใดและความสามารถในการลดปริมาณศัตรูพืชไดดีเพียงใด เกษตรกรไมได
คํานงึ ถึงความปลอดภัยของการใชสารและผลกระทบจากพิษตกคา งของสารเคมกี ําจดั แมลงบนพืช

7. อายุการเก็บรักษา เชื้อ Bt สวนใหญนําเขาจากตางประเทศ การนําเขามาเพื่อจําหนายแตละคร้ัง
ตัวแทนจําหนายจะตองเก็บรักษา รอจนจําหนายหมดจึงส่ังเขามาใหม ระยะเวลาจากการผลิตจนกระท่ังออก
จากโรงงาน การขนสงทางเรือเดินทางมาประเทศไทยและระยะเวลาท่ีผลิตภัณฑ Bt ต้ังอยูท่ีรานตัวแทน
จาํ หนา ย จงึ เปน ปจ จยั สาํ คัญ ถา รา นตัวแทนจาํ หนา ยมีผนังดานใดดานหนึ่งโดนแสงแดดสองเปนผลใหอุณหภูมิ
ในรานสูง ประสิทธิภาพของ Bt จะลดลงตามลําดับ ตามระยะเวลาที่เก็บอยูในราน เมื่อเกษตรกรซ้ือไปใช
ประสิทธิภาพจะลดลงมากกวาที่ควรจะเปน ดังน้ันการแนะนําวิธีการเลือกซื้อ Bt ใหเกษตรกรไดรับทราบวา
ควรเลือกซ้ือผลิตภัณฑ Bt จากรานที่มีลูกคามาก ซึ่งมีการจําหนายสารฆาแมลงสม่ําเสมอ จะได ผลิตภัณฑ Bt
ใหมกวารานเล็กๆ ที่ตองเก็บ Bt ไวนาน การสังเกตผลิตภัณฑของ Bt กอนตัดสินใจซ้ือ เปนเรื่องสําคัญท่ีควร
พิจารณา เชน ฉลากบนผลิตภัณฑ Bt ไมควรจะมีสีซีด, Bt สูตรผงเมื่อเขยาขวดหรือกลองไมควรจับเปนกอน
แข็ง, สูตรท่ีเปนของเหลวไมควรมีการแยกชั้น เปน ตน

8. การแนะนําเผยแพรใหความรูกับเกษตรกร จากประสบการณในการทํางานและการสัมภาษณ
เกษตรกรผูปลกู พชื ผักและองุนพบวา ไมเคยทราบเร่อื งเกี่ยวกับเชื้อ Bt มากกวา 10 เปอรเซ็นต ทราบขาวเรื่อง
มีเชื้อ Bt ใชควบคุมแมลงศัตรูพืช แตไมมีการนําไปใช ประมาณ 60 เปอรเซ็นต และประสิทธิภาพการควบคุม
แมลงศัตรูพืชสูสารเคมีไมได 60 เปอรเซ็นต จะเห็นไดวาเกษตรกรขาดขอมูล ขาดความรูความเขาใจตอการใช
เชื้อ Bt และวิธีการใชอยางถูกตอง ตลอดจนไมทันตอเหตุการณ ดังนั้นหนวยงานของรัฐ เชน กรมสงเสริม
การเกษตร กรมวิชาการเกษตร และหนวยงานอื่นๆ ที่เก่ียวของควรเพิ่มการเผยแพร ประชาสัมพันธโดยการ
ฝก อบรมทําแปลงทดสอบ สาธิต ตลอดจนเผยแพรทางส่ือตางๆ ท่ีสามารถเขาถึงเกษตรกรไดงายอาทิเชน การ
จัดนทิ รรศการ การเผยแพรท างวิทยุ โทรทศั น และหนังสือพมิ พ เปนตน

แบคทเี รยี Bacillus thuringiensis (Bt.) ฆาแมลงไดอยางไร

สารฆาแมลงมีทั้งชนิดที่ถูกตัวตายและกินตาย ซ่ึงแตกตางจาก Bt เพราะแมลงจะตองกินเขาไปและจะ
มีประสิทธิภาพเฉพาะกับตัวออนหรือวัยหนอนของแมลง ยกเวนบางสายพันธุของ Bt ท่ีทําลายไดท้ังตัวออน
และตวั เตม็ วัยของดวงปก แขง็ บางชนิด สารพิษท่ีแมลงกินเขาไปอยูในรูปของ protoxin (ยังไมเปนพิษ) เมื่อเขา
ไปอยูท่ีกระเพาะแมลงซึ่งมีนํ้ายอยที่มีความเปนดางคอนขางสูง จะเกิดขบวนการยอยละลาย protoxin โดย
น้ํายอย proteolytic ออกมาเปน active toxin หรือ true toxin (สารพิษท่ีแทจริง) หรือ delta-endotoxin
ออกมา สารพษิ น้ีจะไปอยทู ผี่ นงั เซลลของกระเพาะและทําลายผนังเซลลใหเปนแผล ซ่ึงนํ้ายอยที่มีฤทธ์ิเปนดาง
จะเขาไปตามรอยแผลและไปอยูท่ีชองวางภายในลําตัว (haemocoel) ของแมลง ทําใหแมลงเกิดอาการ
หยุดชะงักการกินอาหาร เพราะขากรรไกรแข็ง สปอรที่แมลงกินเขาไปจะไปขยายพันธุอยูที่ลําไส และบางสวน
ก็จะเขาไปตามรอยแผล ไปแบงตัวอยูตามเนื้อเย่ือตางๆ ในตัวแมลง ซึ่งเปนสาเหตุของโลหิตเปนพิษ
(septicemia) ในที่สุดแมลงจะตาย (อจั ฉรา, 2534)

การทแ่ี มลงศตั รูพืชจะตายเร็วหรอื ชา ข้นึ กบั ปจ จัย

1. ความเปน กรด-ดาง ภายในลาํ ไสของแมลงแตละชนดิ จะมี pH ท่ไี มเหมือนกัน pH ท่เี หมาะสมคอื 8.9 ข้นึ ไป

2. ชนิดของแมลง, อายุ, ความแข็งแรง (healthy) และวัยท่เี หมาะสม (คอื ระยะตวั ออ น)

3. สภาพแวดลอม ไดแก อณุ หภูมิ ความชนื้ แสงแดด พืชอาหาร ฯลฯ

4. ชนิดของเชอ้ื Bt ซ่งึ มีหลาย subspecies หรอื varieties หรือ serovar

การจดั การเกี่ยวกบั การใช Bacillus thuringiensis (Bt.)

ปจ จบุ ันการจัดการแมลงศตั รพู ชื มที างเลอื กอืน่ ๆ นอกเหนือจากการใชส ารเคมกี าํ จดั แมลง เพื่อนํามาใช
ผสมผสานกันในการควบคุมแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะอยางย่ิงแมลงศัตรูพืชผัก ตัวอยางเชน การนํากับดักแสง
ไฟ กบั ดกั กาวเหนยี ว การปลกู ผกั ในโรงเรอื นตาขาย การใชสารสกัดจากพืช เชน สะเดา การใชวิธีการทางชีววิธี
เชน การใชเ ชือ้ Bt การใชแ มลงหํ้า แมลงเบยี นนําเขา มาผสมผสาน โดยมเี ปา หมายท่ีจะเพ่ิมผลผลิตและใหกําไร
สูงสุด รวมไปถึงสามารถลดอันตรายจากการใชสารเคมีกําจัดแมลงใหนอยที่สุด การนํา Bt มาใชกับแปลงปลูก
ผกั ในแหลงปลูกผกั ทีส่ งู ทางภาคเหนือทพ่ี บวามกี ารระบาดของแมลงศัตรูพืชไมรุนแรงจะเปนวิธีการท่ีเหมาะสม
ย่งิ ในการชวยลดปญหาของสารเคมีในตนนํ้าลําธาร ลดพิษตกคางของสารเคมีบนพืชผักในสภาพธรรมชาติทาง
ภาคเหนือ พบแมลงศัตรูธรรมชาติมากมายที่จะมีสวนชวยควบคุมแมลงศัตรูพืช การใช Bt ซ่ึงเปนจุลินทรียที่
เฉพาะเจาะจงตอศัตรูพืชจะเปนการชวยอนุรักษแมลงศัตรูธรรมชาติไดเปนอยางดี อยางไรก็ตามไมวาจะเปน
พื้นท่ีใดของประเทศ การนํา Bt ซ่ึงเปนสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กมาใชจําเปนตองเขาใจคุณสมบัติของเชื้อ Bt
เพอ่ื ทจ่ี ะนําไปใชอ ยางมีประสทิ ธิภาพและไดป ระโยชนส ูงสุด (อัจฉรา, 2534)

ขอ ดีของการใช Bt

1. Bt เปนเชื้อจุลินทรียท่ีมีความเฉพาะเจาะจงตอแมลงเปาหมายสูง จึงสามารถนําไปใชกับแมลงที่
ตองการกาํ จัดเทานน้ั โดยไมมผี ลกระทบตอ แมลงชนดิ อื่นๆ ทีไ่ มตอ งการกําจัด เชน แมลงศัตรูธรรมชาติ (แมลง
ห้าํ แมลงเบียน) ตลอดจนแมลงท่ีมีประโยชนอ ่ืนๆ

2. Bt ไดมีการทดลองแลววาปลอดภัยตอมนุษย สัตว และพืช ดังนั้นจึงปลอดภัยตอเกษตรกรผูใชและ
ผบู รโิ ภคพชื ผล

3. Bt ไมมีฤทธิ์ตกคา งเมอ่ื นํามาใชบนพชื ผกั หลังจากเกบ็ ผลติ ผลแลวสามารถนํามาลา งทาํ ความสะอาด
แลว บรโิ ภคไดทันที

4. Bt จัดเปนจุลินทรียท่ีมีประสิทธิภาพสูงเม่ือเปรียบเทียบกับจุลินทรียชนิดอื่นๆ ที่สามารถนํามาใช
ควบคุมแมลงศตั รูพชื ไดมกี ารผลติ จาํ หนายอยางกวางขวางสามารถนํามาใชทดแทนสารเคมีกําจัดแมลงศัตรูพืช
ได

5. Bt ไดมีการศึกษาและพัฒนาพบสายพันธุหลากหลาย มีความสามารถในการควบคุมแมลงศัตรูพืช
อยางกวางขวาง โอกาสท่ีแมลงสรางความตานทานตอ Bt มีนอยกวาสารฆาแมลง จะเห็นไดวา Bt ไดนําเขามา
ใชต้ังแตป 2512 จนกระท่ังปจจุบันยังใช Bt ควบคุมแมลงศัตรูพืชอยางไดผล ขณะที่การใชสารเคมีประสบ
ปญหาเร่ืองแมลงสรางความตานทานตอสารเคมีอยางรวดเร็ว ทําใหตองพัฒนาสารเคมีชนิดใหมมาใช
ตลอดเวลา

6. Bt สามารถนําไปใชรวมกับวิธีปองกันกําจัดวิธีการอื่นๆ ไดเปนอยางดี สามารถนําไปใชรวมกับ
สารเคมี หรือนําไปทดแทนการใชส ารเคมฆี าแมลงในแหลงทีม่ ปี ญ หาแมลงศัตรูพืชทีด่ ้ือตอสารเคมี

ขอจํากัดของการใช Bt

1. Bt มีความเฉพาะเจาะจงตอแมลงเปา หมายสงู จงึ ไมส ามารถใชกบั แมลงศัตรพู ชื ท่ีพบวามีการระบาด
ในแปลงหลายๆ ชนดิ จาํ เปน ตองศึกษากอนวา Bt สามารถใชค วบคมุ แมลงศัตรูพชื ชนิดใดบา งกอนท่ีจะนําไปใช

2. Bt ออกฤทธิ์ชา ใชเวลา 1 – 2 วัน หนอนจึงจะตาย เกษตรกรคุนเคยกับการใชสารฆาแมลงซึ่งออก
ฤทธ์ิเรว็ หนอนจะตายทนั ทเี ม่อื พนสาร เปน เหตใุ หเกษตรกรไมนยิ มใชเ ชอ้ื Bt

3. Bt เปนส่ิงมีชีวิตขนาดเล็ก มักถูกทําลายโดยรังสีอุลตราไวโอเล็ตจากแสงอาทิตย เม่ือพนไปบนพืช
Bt จึงอยูบ นตนพืชไดไมนาน ดังนัน้ จึงควรพน Bt หลงั เวลา 15.00 น. ไปแลวเพ่ือหลีกเล่ียงแสงอุลตราไวโอเลต
จะชว ยให Bt คงอยบู นใบพืชไดน านข้นึ

4. Bt โดยท่วั ไปราคาสูงกวา สารฆา แมลง เกษตรกรมกั นยิ มใชส ารเคมีที่มีราคาถูกมากกวาโดยลืมนึกถึง
ขอเปรียบเทียบความปลอดภัยตอตวั เกษตรกรเอง และผลกระทบตอผูบ รโิ ภคในเร่อื งของพษิ ตกคาง

5. Bt สามารถนําไปใชรวมกับสารฆาแมลงเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชชนิดอื่นๆ ท่ี Bt ควบคุมไมไดโดย
การผสมและพนทันที ไมค วรผสม Bt กับสารเคมกี าํ จดั โรคพืช เนื่องจากสารเคมีกําจัดโรคพืชบางชนิดมีฤทธ์ิทํา
ให Bt เสื่อมคุณภาพ ถา จําเปนตองพน สารกําจัดโรคพืชควรแยกพน กับ Bt

วธิ ีการใช Bt

1. อานฉลากขางภาชนะบรรจุกอน เพ่ือทราบวา Bt ใชควบคุมแมลงศัตรูพืชชนิดใดไดบาง มีชื่อของ
แมลงศัตรูพืชที่เราตองการกําจัดระบุอยูหรือไม ทั้งนี้เนื่องจาก Bt ที่มีจําหนายในทองตลาดมีหลากสายพันธุ
ประสทิ ธิภาพในการควบคุมแมลงศตั รูพืชแตกตา งกันไป

2. การผสม Bt กับน้ํากอนการพน ในทองตลาดมี Bt จําหนายหลายรูปแบบ รูปผงละลายน้ํา รูปน้ํา
รูปสารละลายน้าํ เขมขน เปน ตน ในกรณีที่เปน Bt รปู เม็ดละลายนํา้ รูปผงละลายนํ้าไมควรผสม Bt กับน้ําในถัง
เลยทีเดียว ควรแบงนา้ํ จาํ นวน 1 – 2 ลติ ร แลวผสม Bt ใหเขากันใหดีเสียกอนจึงคอยเทใสถังน้ําท่ีเตรียมเอาไว
กวนใหเ ขา กัน อีกทจี งึ เทลงในถงั เคร่ืองพน สาร การใช Bt ควรผสมสารจับใบดวยทุกคร้ังโดยเฉพาะอยางยิ่งการ
พน Bt ในพืชตระกูลกะหล่ํา ซึ่งมีลักษณะใบเปนมัน สารจับใบจะชวยให Bt เคลือบคลุมผิวใบใหท่ัวใบไดดีขึ้น
และชว ยลดการชะลา งของน้ําฝนหรอื น้ําทรี่ ดแปลงตอ Bt ท่ีพนไวบนพชื

3. ศึกษาอุปนิสัยของแมลงศัตรูพืชที่ทําลายพืช ตองรูวาแมลงอาศัยกัดกินอยูสวนใดของพืช เชน
กะหล่ําปลี จะมีหนอนใยผักและหนอนคืบกะหลํ่าปลี แมลงท้ัง 2 ชนิดนี้อาศัยกัดกินอยูทางดานลางของใบ
กะหล่ําปลี โดยทั่วไปเกษตรกรมักพนสารโดยใหหัวฉีดของเครื่องพนสารอยูเหนือแปลงปลูกและเดินพนไป
ละอองของสารฆา แมลงจะตกอยสู ว นบนของใบกะหล่ํา โดยเฉพาะอยางยิ่งเคร่ืองพนยาชนิดสูบโยกสะพายหลัง
ที่มีแรงดันของหัวฉีดนอย ดังนั้น การพนบนพืชตระกูลกะหลํ่า ควรเอียงหัวฉีดเขาทางดานลางของตนเพื่อให
ละอองของสารฆาแมลงลงสใู ตใ บซง่ึ เปน แหลง ท่หี นอนใยผักและหนอนคืบกะหลาํ่ ปลีอาศยั อยู

4. การปรบั ขนาดของละอองยาของหวั ฉดี เครื่องพนสาร ใหละอองยามีขนาดเล็กที่สุดจะทําใหจับผิวใบ
ไดดีกวาการพนท่ีมีขนาดละอองยาเม็ดใหญ ซ่ึงสารฆาแมลงจะไหลลงดินเปนสวนใหญ และมีผลตอการ
ส้นิ เปลืองสารกําจัดแมลงดวย เนื่องจากใชอัตราของนํ้าตอ ไรส ูง

5. ระยะเวลาพน Bt เปน จลุ ินทรียท ่ีเปนสง่ิ มีชีวิต ขอจาํ กดั ของมันคือ จะถูกทําลายลงอยางรวดเร็วโดย
รังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงแดด ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการพน Bt ในขณะแสงแดดจัดในชวง 10.00 น. ถึง
15.00 น. ควรพน หลงั เวลาบาย หลงั เวลา 15.00 น.ไปแลว จะชวยให Bt คงอยูบ นตนพชื ไดนานขึ้น

6. เชอ้ื Bt ราคาสูง ทีม่ จี ําหนายในทองตลาดราคาจะสูงกวาสารฆาแมลงท่วั ๆ ไป ดงั นัน้ เกษตรกรมักจะ
ไมใช Bt ตามอตั ราที่แนะนําบนฉลากขางขวดมักใชนอยกวา Bt มีขอจํากัดในเร่ืองของการฆาหนอนจะไมทําให
หนอนที่กินเช้ือเขาไปตายในทันที ตองใชเวลา 1 - 2 วัน ดังน้ัน การใช Bt ตํ่ากวา อัตราที่ไดแนะนําเอาไว
พชื ผกั อาจไดร บั ความเสียหาย เพราะบางคร้งั พบวาการใชอ ัตราต่ําไมสามารถกําจดั แมลงศตั รูพืชในแปลงได

7. ความรูและประสบการณการใช Bt เน่ืองจากเชื้อ Bt ตองใชเวลา 1 – 2 วัน ในการกําจัดแมลง
ศัตรูพืชท่ีทําลายพืชผัก ดังนั้น การใช Bt ใหไดผลดี เกษตรกรตองหมั่นตรวจตราดูแปลงปลูกพืช เชน
กะหล่ําปลี ควรมีการตรวจตราดูแปลงโดยเดินสํารวจและพลิกใบดูหนอน ยกตัวอยางเชน หนอนใยผัก การ
ปองกันกําจัดท่ีไดผลดีควรจะกระทําในระยะแรกที่พบหนอนขนาดตัวเล็กๆ ที่เพิ่งฟกออกจากไข เกษตรกร
อาจจะสังเกตดูจากจํานวนของตัวเต็มวัยเพศเมีย ศึกษาดูใหคุนเคยกับรูปรางหนาตาของไขของหนอนใยผัก
การใชสารฆาแมลงไมวาจะเปนสารเคมีหรือ Bt กับหนอนใยผักท่ีมีขนาดตัวโตมักจะไมไดผล เปนผลทําใหเกิด
ความเสียหายตอพืชผัก ถาสามารถสุมนับจํานวนของหนอนใยผักไดในแปลงขนาด 1–3 ไร สุมนับใหทั่วแปลง
10–20 ตน ถาพบหนอนใยผักในระยะที่กะหลํ่ากอนเขาปลี เฉลี่ยเกิน 3 ตัวตอตน และหลังจากกะหลํ่าเขาปลี
แลวพบ 6 ตัวตอตน ตองทําการพนสารฆาแมลง การพน Bt ในแหลงที่มีการระบาดของหนอนใยผักไมรุนแรง
ควรพนสัปดาหละคร้ัง ในแหลงท่ีพบการระบาดอยูเปนประจํา เชน แหลงปลูกผักที่ราบภาคกลาง การใช Bt
ควรพน ทกุ 5 วัน เมื่อปรมิ าณหนอนถงึ จาํ นวนทกี่ ําหนดเอาไว ในชวงหนาแลงในทองที่ภาคกลางพบวาถามีการ
ระบาดของหนอนใยผักจะตองลดชวงพน Bt มาเปน 4 วันตอคร้ัง จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตผักใหมี
คณุ ภาพตามท่ีตลาดตอ งการ

การใชไ วรสั Nucleopolyhedrovirus (NPV) ควบคุมแมลงศตั รพู ืช

จุดมุงหมายท่ีนําไวรัสโรคของแมลงชนิด NPV มาพัฒนาเพื่อใชควบคุมแมลงศัตรูพืชบางชนิดใน
ประเทศไทย เพื่อเปนวิธีการปองกันกําจัดที่จะนําเขามาเสริมวิธีการปองกันกําจัดโดยใชสารเคมีซ่ึงเปนวิธีการ
ปองกันกําจัดที่มีการใชอยูจากอดีตจนถึงปจจุบัน โดยคาดหวังวาเมื่อนําเขามาประยุกตใชจะเปนการชวยลด
ปญ หามลภาวะเปนพิษท้งั ตอ เกษตรกรและปญ หาพิษตกคา งบนผลิตผลทางการเกษตร ปญหาราคาของสารเคมี
สงู ขึ้นสง ผลกระทบตอตน ทุนการผลิต และปญหาแมลงสรางความตานทานตอสารเคมีเปนตน แตไวรัส NPV ก็
มีจุดออนในตัวของมันเองเนื่องจากเปนสิ่งมีชีวิตจึงตองมีองคประกอบหลายอยางมาเกื้อกูลเพ่ือชวยใหการ
ควบคุมไดผลดี สิ่งเหลาน้ีจะเปนขอจํากัดตอการใชไวรัส NPV อยางมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาคนควาเพื่อ
นําขอดีมาใชประโยชนอยางเต็มท่ี และการศึกษาหาวิธีการหลีกเล่ียงขอจํากัดหรือจุดออนของไวรัส เพื่อการ
นํามาใชใ หเ กดิ ประโยชนสูงสุด นับเปนส่ิงสําคัญยิ่งตอการนําไวรัส NPV ไปใชใหประสบผลสําเร็จดังเชนการใช
สารเคมกี ําจัดแมลง พอสรปุ ขอ ดีและขอ จํากดั ของการใชไ วรสั NPV ดังน้ี

ขอดีของการใชไวรสั NPV

1. เปนชีวินทรียท่ีมีอยูในธรรมชาติในประเทศไทย ไดมีวิวัฒนาการจนปรับตัวสามารถอาศัยแมลง
ศัตรูพืชเปนท่ีแพรพันธุ เปนผลทําใหประชากรของแมลงถูกทําลายจนลดจํานวนลงตํ่ากวาระดับท่ีจะทําความ
เสยี หายทางเศรษฐกิจแกพชื ท่มี ันทาํ ลายได

2. ไดผ า นการทดสอบแลววา ปลอดภยั ตอมนุษย สัตว และพชื

3. ไมม ีพิษตกคา งสะสมอยบู นพืชผล จึงมีผลกระทบตอ สภาพแวดลอมนอยมาก

4. สามารถนําไปใชควบคุมศัตรูพืชไดสองลักษณะ คือ การนําไปใชกําจัดแมลงศัตรูพืชโดยตรงในรูป
ของ microbial insecticide หรือนําไปใชในรูปแบบของการควบคุมระยะยาว (long term control) โดยการ
ปลดปลอยใหไวรัส NPV เขาไปทําใหเกิดโรคอยูในประชากรของแมลงศัตรูพืช ไวรัสคอยๆ เกิดอาการโรคแพร
ระบาดไปทีละนอยเมื่อประชากรของแมลงศัตรูพืชเพิ่มปริมาณมากข้ึน เม่ือสภาพแวดลอมมีความเหมาะสม
โรคก็จะเกดิ การระบาดขึน้ สามารถลดประชากรแมลงศตั รูพืชได

5. เปนวิธีการปองกันกําจัดที่เสียคาใชจายในการพัฒนาการผลิตถูกกวาการพัฒนาการผลิตสารเคมี
กาํ จดั แมลง

6. การสรางความตานทานของแมลงตอการใชไ วรสั NPV เกิดขึน้ ไดชา กวา สารฆาแมลงสงั เคราะห

7. มีความเฉพาะเจาะจงตอ การเกดิ โรคกบั แมลงสงู มาก และทาํ ลายเฉพาะแมลงเปา หมายเทานัน้

8. การใชไ วรัส NPV จะเปนการอนุรักษแ มลงศตั รธู รรมชาติ และแมลงชว ยผสมเกสรใหค งอยู

9. การนําไวรัส NPV ไปใชในแหลงทแี่ มลงสรา งความตานทานตอสารเคมี จะชว ยลดความเสียหายจาก
การทาํ ลายของแมลงศัตรพู ชื ลงได

10. ไวรสั NPV สามารถนําไปใชรวมกบั สารกําจดั แมลงไดท้ังในรปู พน สลบั หรือผสมสารเคมแี ลว พน

11. สามารถแนะนําใหเกษตรกรรูจักวิธีผลิตขยายเช้ือไวรัสของหนอนบางชนิด เชน หนอนกระทูหอม
หนอนกระทผู กั หรอื หนอนคืบกะหล่ําปลีเพ่ือไวใ ชเ องในไรได เปนการชวยลดคาใชจายของสารกําจัดแมลงของ
เกษตรกร

ขอ จํากัดของไวรสั NPV

1. ตองการระยะเวลาในการฟกตัวกอนที่หนอนเกิดอาการโรคและตาย โดยทั่วไปตองใชเวลา 3-7 วัน ทั้งนี้
ขน้ึ อยูกับอายแุ ละขนาดของหนอนตลอดจนปริมาณไวรสั ท่หี นอนกินเขาไป

2. การนาํ ไวรสั ไปใช ผูใชตอ งมีความรูเ กย่ี วกับวธิ ีการใชไวรัสกอ นจึงจะนาํ ไปใชอ ยา งไดผ ล

3. ส่ิงแวดลอม เชน อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด ชนิดและปริมาณศัตรูพืช ตลอดจนระดับความเสียหายทาง
เศรษฐกจิ ของพชื นนั้ ๆ เปน ปจ จัยสาํ คัญตอการนาํ ไวรัสไปใชค วบคุมแมลงศัตรูพืชอยางไดผ ล

4. เกษตรกรมักคุนเคยกับการพนสารเคมี ซึ่งเม่ือพนแลวศัตรูพืชจะตายในระยะเวลาอันสั้น จึงมักไมยอมรับ
วิธีการใชไ วรัสซึ่งใชเ วลานานกวาการใชส ารเคมี

5. อาจใชไ มไดผลดกี บั พืชทม่ี ีระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจตาํ่

6. ไวรสั NPV มคี วามเฉพาะเจาะจงตอการเกิดโรคกับแมลงศัตรูพืชสูงมาก คือ จะเกิดโรคเฉพาะกับแมลงสกุล
ใดสกุลหน่ึงเทานั้น และจะประสบปญหามากเมื่อนําไปใชกับพืชที่มีแมลงศัตรูพืชหลายชนิดเขาทําลายพรอมๆ
กนั

7. การใชไวรสั ใหไ ดผ ลตอ งศึกษาขอมูลของศัตรูพืชน้ันๆ เปนอยางดี เชน วงจรชีวิต การเขาทําลายระดับความ
เสยี หายทางเศรษฐกจิ ของพืชนัน้ ๆ ตลอดจนสภาพทางนเิ วศวทิ ยาของแหลงท่จี ะนําไวรสั ไปใช

8. ไวรัสสามารถคงอยูบนตน พืชไดในระยะเวลาสน้ั และประสิทธิภาพจะลดลงเน่ืองจากรงั สีอลุ ตราไวโอเลตจาก
แสงแดดทาํ ลาย ดงั น้ันการพน ไวรสั NPV จงึ ควรพน ตอนบาย เชน เวลา 15.00 น. เปน ตนไป

บทบาทของไวรัส NPV ในการลดการใชส ารเคมกี ําจัดแมลง

จากแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 7 มีนโยบายลดการใชสารเคมีทางการเกษตรโดย
การหาวธิ ปี องกันกําจัดศัตรพู ชื วิธีการอ่ืน ๆ มาทดแทนการใชสารเคมี ไดแก การใชกับดักแมลงชนิดตางๆ เชน
กับดักแสงไฟ กับดักกาวเหนียว กับดักสารเพศลอ เปนตน การใชวิธีการปลูกพืชในมุง การใชสารสกัดจากพืช
และการจัดระบบการปลูกพืชเพื่อลดความเสียหายจากแมลงศัตรูพืช สวนการควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี
(microbial control) จัดเปนวิธีการที่มีความสําคัญย่ิงท่ีชวยลดการใชสารเคมีกําจัดแมลง เชน การใชไวรัส
NPV และแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis เปนตน ต้ังแตป พ.ศ. 2534 เปนตนมา ไดมีการระบาดของ
หนอนกระทูหอมรุนแรงในแหลงปลูกผักทุกแหลงในทองท่ีภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หนอนกระทูหอมไดทําลายไมดอก เชน กุหลาบ ดาวเรือง เบญจมาศ กลวยไม ในหลายทองท่ี นอกจากน้ัน
หนอนกระทูหอมไดระบาดทําลายองุนในแหลงปลูกองุนที่สําคัญในทองท่ี 4 จังหวัด คือ นครปฐม ราชบุรี
สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม พื้นท่ีประมาณ 20,000 ไร เกษตรกรผูปลูกองุนลดความเสี่ยงจากการเขา

ทาํ ลายของหนอนกระทูหอมโดยหันไปปลูกพืชอ่ืนทดแทน เปนผลทําใหเหลือพื้นท่ีปลูกองุนเพียง 6,000 ไร ใน
ป พ.ศ. 2535 นอกจากนี้ยังพบการระบาดของหนอนกระทูหอมบนพืชไร เชน ถ่ัวเขียวในทองท่ีจังหวัด
นครสวรรค ชยั นาท และลพบุรี เปน ตน

หนอนเจาะสมอฝา ยเปนแมลงศตั รพู ชื ท่ีสําคัญทางเศรษฐกจิ สามารถทําลายพืชไดกวางขวางตัวอยางที่
เห็นชัดเจนคือ ประเทศไทยเคยมีพื้นท่ีปลูกฝายเกินลานไร แมความตองการใชฝายของอุตสาหกรรมส่ิงทอที่
เติบโตอยางรวดเร็ว ในแตละปมีการสงออกส่ิงทอซึ่งเปนผลิตภัณฑจากฝายเปนมูลคาไมต่ํากวา 50,000 ลาน
บาท สวนราชการไมสามารถที่จะสงเสริมเผยแพรใหเกษตรกรเพิ่มเนื้อท่ีการปลูกฝายเพ่ือสนองความตองการ
ของอุตสาหกรรมสิ่งทอได ตรงกันขามพื้นที่การปลูกฝายกลับลดลงอยูในระดับ 1-2 แสนไรตอป มีผลผลิตฝาย
ปอนอุตสาหกรรมทอผาเพียง 10 เปอรเซ็นต ของความตองการของประเทศเทาน้ัน ทําใหตองนําเขาฝายจาก
ตางประเทศปละประมาณ 11,000 ลานบาท ทั้งน้ีปญหาสําคัญ คือ การระบาดของหนอนเจาะสมอฝาย
เนื่องจากหนอนเจาะสมอฝายดื้อตอสารเคมีกําจัดแมลง เปนสาเหตุสําคัญท่ีทําใหการปลูกฝายมีความเส่ียงสูง
ปญหาการระบาดของหนอนกระทูหอม หนอนเจาะสมอฝายและหนอนกระทูผัก เนื่องจากแมลงมี
ความสามารถสรา งความตานทานตอสารฆาแมลงไดอยางรวดเร็ว ดังน้ันการนําไวรัส NPV มาใชควบคุมหนอน
กระทูหอม หนอนเจาะสมอฝาย และหนอนกระทูผัก จึงจัดเปนทางเลือกอีกแนวทางหน่ึงในหลาย ๆ ทางที่จะ
นํามาใชในการบริหารแมลงศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดน้ี จากขอจํากัดของไวรัส NPV คือ ความเฉพาะเจาะจงสูงตอ
แมลงเปา หมายและมีการทํางานชาเมอื่ เปรียบเทียบกับสารเคมีกาํ จัดแมลงที่เกษตรกรคุนเคยและใชเปนประจํา
การนําไวรัส NPV ของหนอนกระทูหอม ไวรัสNPV ของหนอนเจาะสมอฝาย และไวรัส NPV ของหนอนกระทู
ผกั มาใชเ พื่อลดการใชสารเคมีใหนอยลงสามารถใชไดหลายรูปแบบ เชน นําไปใชพนทดแทนสารเคมี นําไปใช
พนสลับกับสารเคมีหรือผสมกับสารเคมีแลวพน การนําไวรัส NPV ไปใชควบคุมหนอนกระทูหอม หนอนเจาะ
สมอฝาย หรอื หนอนกระทผู กั อยางไดผ ลจําเปนตอ งพจิ ารณาองคป ระกอบหลายดา น ไดแก

1. จะตองเปน พชื ทีถ่ ูกทําลายโดยหนอนกระทหู อม หนอนเจาะสมอฝา ย หรือหนอนกระทูผ ัก

2. พืชชนิดน้ัน ๆ ควรจะมีแมลงศัตรูพืชไมมากชนิด จะทําใหงายตอการดําเนินการปองกันกําจัดโดย
เชอื้ ไวรัส NPV

3. เปน พืชที่ใหผ ลผลิตที่มรี าคาสูง ตลาดมีการกําหนดคุณภาพของผลผลติ เอาไวส งู

4. เปนพืชที่ผบู ริโภคเขม งวดในเรอื่ งของพษิ ตกคา งในผลผลิต

5. ลักษณะของพืช เชน ทรงพุม ใบ มีความเหมาะสมและเอื้ออํานวยตอการใชเช้ือไวรัส โดยไวรัส
สามารถคงอยบู นตนพืชไดนาน

6. มขี อ มลู ในเรอ่ื งการระบาดเขา ทาํ ลายของหนอนกระทูหอมและหนอนเจาะสมอฝายบนพืชชนิดน้ันท่ี
สมบูรณ

7. มีขอมูลของการเขาทําลายของแมลงเพียงพอที่จะใชกําหนดระดับท่ีจะตัดสินใจทําการพนสาร
ปองกันกาํ จัดแมลง (action treshold) ไดอ ยา งเหมาะสม

8. มีวธิ ีการตรวจนับแมลงและประเมนิ ความเสียหายอยางเหมาะสม

9. ตองทําความเขาใจกับเกษตรกรถึงบทบาทของไวรัส NPV ท่ีทําลายแมลง ซึ่งจะแตกตางจาก
สารเคมีทเี่ กษตรกรคุน เคย

การควบคมุ หนอนกระทหู อมดว ยไวรัส NPV

หนอนกระทูหอม beet armyworm, Spodoptera exigua (Hubner) เปนผีเสื้อกลางคืนอันดับ
Lepidoptera อยูในวงศ Noctuidae หนอนกระทูหอมมรี ายงานการระบาดทวั่ โลก จึงมชี อ่ื เรียกแตกตาง

กันออกไป สวนใหญจะเรียกตามช่ือพืชอาหาร เชน small cotton worm, linseed caterpillar, lesser
armyworm, pigweed caterpillar, false armyworm, asparagus caterpillar, small willow moth

และ beet armyworm เปนตน ในประเทศไทยเกษตรกรนิยมเรียกแตกตางกันไป เชน หนอนกระทูหอม
หนอนหลอดหอมหรือหนอนหนังเหนียว เนื่องจากสามารถตา นทานตอสารฆาแมลงไดร วดเรว็

การระบาดและการทาํ ลายของหนอนกระทูหอม

จากรายงานการระบาดพบวาผีเส้ือหนอนกระทูหอมระบาดไดกวางขวางทั่วโลก เชน อเมริกา ทวีป
อเมริกาใต แอฟรกิ า ยโุ รป และแถบรอบๆ ทะเลเมดิเตอรเรเนียน เชื่อกันวาแหลงกําเนิดของผีเส้ือหนอนกระทู
หอมอยูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ลักษณะการทําลายของหนอนกระทูหอมข้ึนอยูกับชนิดของพืชอาหาร เชน
หอมแดงหนอนจะเจาะเขาไปกัดกินภายในใบ กัดกินลงไปจนถึงสวนหัว บนฝายหนอนจะกัดกินยอดออน ใบ
และดอก หนอไมฝ รง่ั หนอนจะกัดกนิ หนอออน พืชผักจะกัดกินใบ องุนจะกัดกินยอดออนใบชอดอก และเขาไป
กัดกนิ อยูในชอองุน บนไมดอก เชน กุหลาบ เบญจมาศ ดาวเรือง กลวยไม จะกัดกินดอกตูมและกลีบดอก มัน
เทศจะกัดกินสวนยอดและใบออน พืชตระกูลถั่ว เชน ถ่ัวเขียว ถั่วเหลือง ถ่ัวฝกยาว ถ่ัวลันเตา จะกัดกินยอด
ออน ชอดอกและฝก

ไวรัส NPV หนอนกระทูหอม

เปน ไวรสั ทพ่ี บระบาดตามธรรมชาตใิ นแหลงปลูกพืชท่ีมีหนอนกระทูหอมระบาด เชน ในทองที่ปลูกผัก
ภาคกลาง ไวรัสชนิดน้ีมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมหนอนกระทูหอม อนุภาคของไวรัสมีการเรียงตัวของนิ
วคลีโอแคปสิดเปนกลุม 3-5 อันใน 1 นิวคลีโอแคปสิด (M-NPV) ขนาดของผลึกโปรตีนมีเสนผาศูนยกลาง
ประมาณ 640-1,050 นาโนเมตร (Hungspruke, 1981) หนอนกระทูหอมวัยที่ 5 มีขนาดโตเต็มท่ีเมื่อตายดวย
ไวรัส จะพบปริมาณของผลึกโปรตีนของ ไวรัสจํานวน 5x10(8) – 1x10(9) ผลึกตอตัวจากจํานวนผลึกโปรตีน
ของไวรัสในตัวหนอนดังกลาวสามารถนําหนอนท่ีตายจากเชื้อไวรัสไปผสมนํ้าและนําไปใชฉีดพนในแปลงปลูก
พืชในอัตราหนอนท่ตี ายขนาดตวั โตเต็มที่ 2 ตัวผสมน้าํ 1 ลติ ร หรือหนอน 40 ตัวผสมนา้ํ ได 20 ลติ ร

ลักษณะอาการโรค

เมอ่ื หนอนกินเช้ือไวรัส NPV เขาไป น้ํายอยภายในกระเพาะอาหารสวนกลาง ซ่ึงมีลักษณะเปนดางจะ
ยอยสลายผลกึ โปรตนี ท่ีหอหุม อนุภาคของไวรสั ระยะ 1-2 วนั แรก หนอนยังไมแสดงอาการโรคภายนอกใหเห็น
วันที่ 3 จะเห็นวาหนอนจะลดการกินอาหารลง มีการเคล่ือนไหวนอยลง ผนังลําตัวจะมีสีซีด ในที่สุดหนอนจะ
หยุดกินอาหาร หนอนมักพยายามไตข้ึนไปเกาะอยูบริเวณสวนบนสุดของตนพืชท่ีมันทําลาย ผนังลําตัวจะ
เปลยี่ นเปนสีขาวขุนหรือสีครีม หรืออาจเกิดจุดหรือรอยสีนํ้าตาลจนถึงสีน้ําตาลเขมเปนแหงๆ บริเวณสวนทอง
ในวันท่ี 5-7 เปนระยะสุดทายของอาการโรค ลําตัวมีสีขาวขุนหรือครีมชัดเจน บางคร้ังพบวาสวนทองมีสีชมพู
ออ นๆ ท้งั น้เี นือ่ งจากภายในลาํ ตัวจะเต็มไปดวยผลึกโปรตีนของไวรัสที่ทวีจํานวนมากมายในเซลล หนอนท่ีเกิด
อาการโรคผนังลาํ ตัวจะแตกงายเน่อื งจากผนงั ลําตัวถูกทาํ ลาย หนอนมักจะตายในลักษณะหอยหัวและสวนทอง
ลงมารูปตัว “V” หัวกลับ โดยมีสวนของขาเทียม 1 คู เกาะตนพืช เมื่อหนอนตายลําตัวของหนอนมักจะแตก
ของเหลวภายในลําตวั จะเปล่ียนเปนสดี ําอยางรวดเร็ว

การนําไวรสั Spodoptera exigua NPV (SeNPV) ไปใชค วบคุมหนอนกระทูหอมบนพชื บางชนิด

การควบคมุ หนอนเจาะสมอฝายดวยไวรสั NPV

ผีเสื้อหนอนเจาะสมอฝาย Helicoverpa armigera (Hubner) เปนผีเสื้อกลางคืนอยูในวงศ
Noctuidae อันดบั Lepidoptera หนอนเจาะสมอฝายจัดเปน แมลงศตั รพู ชื ทีส่ าํ คัญตัวหนึ่งของประเทศไทยใน
ปจจุบัน และมีแนวโนมวาจะเปนศัตรูรายแรงของประเทศในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากแมลงชนิดน้ีมีพืชอาหาร
กวางขวางมาก ประกอบกับวงจรชีวิตคอนขางสั้น คือประมาณ 1 เดือน แมผีเส้ือมีความสามารถในการวางไข
ไดปริมาณมาก แมผีเส้ือสามารถบินเคล่ือนท่ีไดเปนระยะทางไกลๆ ดังนั้นจึงพบวามีการระบาดอยางรวดเร็ว
และกวางขวางอยูบนพืชตางๆไดตลอดป หนอนเจาะสมอฝายสามารถสรางความตานทานตอสารเคมีกําจัด
แมลงไดรวดเร็ว จึงเปนปญหามากในการปองกันกําจัด ในอดีตประเทศไทยมีพ้ืนที่ปลูกฝายสูงถึง 1ลานไรจาก
ปญหาการระบาดของหนอนเจาะสมอฝายทําใหพ้ืนที่ปลูกฝายของประเทศลดลงตามลําดับ จนปจจุบันเหลือ

พื้นที่ปลูกฝายเพียง 2 แสนกวาไรเทาน้ัน จึงผลิตฝายไมเพียงพอตอความตองการของอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผา
ทําใหตองนําเขาปุยฝายจากตางประเทศปละไมตํ่ากวา 1 หม่ืนลานบาท ในแหลงปลูกฝายอ่ืน ๆ ท่ัวโลกก็
ประสบปญหาการระบาดของหนอนเจาะสมอฝายเชนกัน เชน ทวีปอาฟริกา ทางตอนใตของทวีปยุโรป
ตะวนั ออกกลาง อินเดยี เอเชียกลาง ฟลปิ ปน ส อนิ โดนีเซีย นวิ กินี และออสเตรเลีย เปน ตน

ไวรัส NPV หนอนเจาะสมอฝาย

ไวรัส NPV ของหนอนเจาะสมอฝายเปนไวรัสท่ีพบระบาดอยูตามธรรมชาติ ในประเทศไทยพบวาเปน
ไวรัส NPV ชนิด single enveloped nucleocapsid คือ นิวคลีโอแคปสิดเรียงตัวอยูเด่ียวๆ ภายในอนุภาค
ไวรัส (virion) นิวคลีโอแคปสิดมีขนาดประมาณ 66x287 นาโนเมตร ฝงอยูภายในผลึกโปรตีน Hungspruke
(1981) รายงานวามีอนุภาคไวรัสเฉลี่ยประมาณ 26 อนุภาคในผลึกโปรตีน ขนาดของผลึกโปรตีนมี
เสนผาศูนยกลางประมาณ 480-1,040 นาโนเมตร ผลึกโปรตีนมีรูปรางคลายรูปหกเหลี่ยมดานเทาไวรัสชนิดน้ี
พบวามปี ระสิทธิภาพสูงมากในการทําลายหนอนเจาะสมอฝา ย และหนอนทีอ่ ยูในสกุล Helicoverpa ชนิดอ่ืนๆ
ในสหรัฐอเมริกา ไวรัส NPV ของหนอน Heliothis zea ไดผานการทดสอบจากคณะกรรมการควบคุม
สง่ิ แวดลอมแหงชาติ (EPA) จนไดรบั อนญุ าตใหทาํ การผลิตจําหนายเพ่ือไปใชควบคุมหนอน Heliothis zea บน
พชื หลายชนดิ เชน ฝาย ยาสบู มะเขอื เทศ

ลกั ษณะอาการโรค NPV กับหนอนเจาะสมอฝาย

จะมีลกั ษณะอาการทว่ั ๆ ไปคลายกับหนอนกระทูหอมดังไดกลา วมาแลว อาการโรคเห็นไดชัดในวันที่ 3
ภายหลงั จากหนอนไดรบั เชื้อ สขี องผนังลาํ ตวั จะซดี จางลง หนอนมกั จะออกจากท่ีหลบซอน เชน ตามดอก หรือ
ออกจากสมอฝายหรือผลที่มันเขาทําลาย มักไตขึ้นสูสวนบนของตนพืชหรือมักเกาะอยูบนใบระยะสุดทายของ
อาการโรค ลําตัวหนอนจะมีสีเปล่ียนไปเปนสีนํ้าตาลปนครีม บางคร้ังอาจพบสีชมพูออน ๆ บนผนังลําตัว
ภายในลําตัวโดยเฉพาะอยางย่ิงบริเวณสวนของปลองทองจะเห็นของเหลวมีลักษณะขาวขุน หนอนมักจะมา
ตายอยูบนสวนของใบพืชหรือเกาะสวนของก่ิง กาน หรือใบพืช ตายในลักษณะหอยหัวและสวนทองลงมาเปน
รูปตัว “V” หัวกลับ โดยใชสวนของขาเทียมยึดติดกับสวนของพืชเอาไว โดยท่ัว ๆ ไปหนอนเจาะสมอฝายจะ
ตายในระยะเวลา 3-7 วัน ภายหลังจากกินไวรัสเขาไป ท้ังนี้ขึ้นอยูกับขนาดของหนอน ถาหนอนมีขนาดเล็ก
เชน หนอนวัยที่ 1 จะตายภายใน 2-3 วันหลังจากไดรับเชื้อ หนอนขนาดตัวโตเชนวัยที่ 4 จะตายภายใน
ระยะเวลา 7 วัน หนอนเจาะสมอฝายท่ีมีขนาดโตเต็มท่ีเม่ือไดรับเชื้อไวรัสอาจไมตายในระยะหนอน จากการ
ทดลองพบวาหนอนจะเปนโรคตายในระยะดักแด หรือสามารถเจริญเติบโตเปนผีเสื้อท่ีมีรูปรางผิดปกติจนไม
สามารถผสมพันธุตอไปได จากผลการทดลองพบวา แมผีเสื้อท่ีไดรับเชื้อไวรัสในระยะหนอน แตสามารถ
เจริญเติบโตเปนตัวเต็มวัย เชื้อไวรัสสามารถถายทอดจากตัวแมผานทางไขไปเกิดการระบาดของโรคในหนอน
รนุ ตอไปได

การนําไวรัส Helicoverpa armigera (HaNPV) ไปใชค วบคมุ หนอนเจาะสมอฝายบนพชื บางชนิด

การควบคุมหนอนกระทูผักดวยไวรสั NPV

หนอนกระทูผัก Spodoptera litura (Fabricius) เปนผีเส้ือกลางคืน อยูในวงศ Noctuidae อันดับ
Lepidoptera หนอนกระทูผักพบระบาดอยูในประเทศทางแถบเอเชีย มักมีชื่อเรียกแตกตางกันไป เชน
cotton leafworm, common cutworm, tobacco cutworm, fall armyworm เปนตน เน่ืองจากหนอน
กระทผู กั มีขนาดตัวโตมากกวาหนอนชนิดอืน่ เมื่อหนอนเจริญเติบโตเต็มท่ีมีขนาดลําตัวอวนปอมยาวประมาณ
3.5-4.0 เซนติเมตร หนอนระยะน้ีจะทําความเสียหายแกพืชอยางรุนแรง เดิมหนอนกระทูผักไมมีปญหาในการ
ปอ งกนั กําจดั แตเนอ่ื งจากมขี นาดตวั โตและหนอนมีนิสัยหลบซอนตัวในตอนกลางวัน จึงมักรอดพนจากการถูก
สารกาํ จดั แมลงเมื่อเกษตรกรพน ในระยะ 2-3 ปท่ีผานมาจึงพบวาหนอนกระทูผักเร่ิมเปนปญหาในการปองกัน
กําจัดของเกษตรกร สาเหตุเน่ืองจากหนอนชนิดนี้มีขนาดตัวโตกวาหนอนศัตรูพืชชนิดอ่ืนๆ และสามารถสราง
ความตานทานตอสารฆาแมลงไดดี โดยเฉพาะอยางย่ิงในแหลงที่มีการปลูกผักตอเนื่องตลอดท้ังป
ความสามารถในการสรา งความตานทานตอ สารฆา แมลงของหนอนกระทูผักก็เกิดรวดเร็วข้นึ

ไวรสั NPV ของหนอนกระทูผัก

ไวรัส Spodoptera litura NPV มีผลึกโปรตีนที่หอหุมอนุภาคไวรัสเปนรูปหลายเหลี่ยม มีขนาด
เสนผาศูนยกลาง 1.8-2.5 ไมโครเมตร มีขนาดเฉลี่ย 2.24 ไมโครเมตร มีขนาดของอนุภาคไวรัส (virion)
81.24x234.79 นาโนเมตร อนุภาคของไวรัสประกอบดวย nucleocapsids จํานวน 2-4 ทอน เม่ือหนอน
กระทูผ ักไดรับเช้ือไวรัส SlNPV โดยการกินเขา ไป ในชวงเวลาแรก 2-3 วนั หนอนจะลดการกินอาหารลง สีผนัง
ลําตัวจะซีดลง ตอมาในชวงระยะท่ี 5-7 วัน หนอนจะหยุดกินอาหาร เกาะอยูบนใบพืชน่ิงๆ และคอยๆ คืบ
คลานขึน้ สสู วนบนสดุ ของตนพืช และตายในที่สุด เมื่อหนอนตายมีสีดํา ลําตัวจะแตกเละงาย โดยทั่วไป หนอน
กระทูผักจะเกิดเปนโรคและตายภายในระยะเวลา 5-10 วัน ในแหลงท่ีมีการระบาดของหนอนรุนแรง ไวรัส
NPV เปนชนดิ multiple enveloped nucleocapsid คือ nucleocapsid รวมเปนกลมุ ฝง อยูในผลึกโปรตีน

การใชไวรสั Spodoptera litura NPV (SlNPV) ควบคุมหนอนกระทูผ กั ในพืชบางชนดิ

โดยท่ัวๆไปแนะนําใหพนไวรัส SlNPV อัตรา 40-50 มิลลิลิตรตอนํ้า 20 ลิตร เม่ือพบการระบาด โดย
พนทุก 7-10 วัน ติดตอกัน 2 ครั้ง ในกรณีที่พบการระบาดรุนแรงใหพนอัตรา 50 มิลลิลิตรตอนํ้า 20 ลิตร พน
ติดตอกัน 2 ครั้ง ทุก 4 วัน การระบาดในแปลงปลูกกลวยไมสกุลหวายและพืชผักในโรงเรือนระบบ
hydroponic ซ่ึงเปนพืชท่ีมีราคาสูง ควรหมั่นเดินตรวจดูแปลงอยางสม่ําเสมอจะสังเกตการระบาดของหนอน
กระทูผักในระยะแรกได เชน จะพบกลุมไขบริเวณชอดอกหรือบริเวณหนอของกลวยไม หรือบริเวณใตใบของ
พืชผัก หรือการสังเกตดูหนอนกระทูผักท่ีเพ่ิงฟกออกจากไข ในระยะวัย 1-2 มักจะอาศัยกัดกินพืชรวมกันเปน
กลุมบริเวณสวนลางของใบพืช โดยกัดกินเนื้อเย่ือสวนลางและเหลือเน้ือเยื่อสวนบนเอาไวใหเห็นเปนรอยขาว

การพนไวรัส SlNPV ในระยะท่ีหนอนขนาดเล็กจะใหผลควบคุมไดรวดเร็ว ทั้งน้ีเน่ืองจากไวรัส SlNPV จะ
ทําลายหนอนกระทูผักไดชา (5-10 วัน) เมื่อหนอนมีขนาดโต การพน SlNPV บนพืชที่ปลูกในระบบ
hydroponic ในโรงเรือนปด พบวา การพนเมื่อพบหนอนขนาดเล็กสามารถพน SlNPV เพียงครั้งเดียว ใน
แปลงปลูกกลวยไมสกุลหวาย การพน 2 ครั้ง ติดตอกันทุกๆ 5-7 วัน สามารถควบคุมการระบาดของหนอน
กระทูผักใหล ดลงไดน าน 2-3 เดอื น ท้ังนเี้ นือ่ งจากรงั กลว ยไมมกี ารบังรมเงาพรางแสงแดด เชื้อไวรัสสามารถอยู
ในแปลงกลวยไมไ ดน านขน้ึ

โรคหนอไมฝรั่ง

(Disease of Asparagus)

สถานการณโรคหนอ ไมฝ ร่งั

การผลิตหนอไมฝรั่งในประเทศไทย ซึ่งมีแหลงปลูกสําคัญอยู 2 พ้ืนท่ีใหญๆ พ้ืนที่แรกคือ เขตภาค
ตะวันตก ไดแกจังหวัด กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม และ สุพรรณบุรี ซึ่งปลูกหนอไมฝร่ังกันมานานและ
เกษตรกรมีเทคโนโลยีการผลิตคอนขางดี สวนพื้นท่ีท่ีสองคือ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไดแก จังหวัด
สระแกว และนครราชสมี า เปนพื้นท่ีท่ีเริ่มมีการปลูกหนอไมฝรั่งมากข้ึนและมีแนวโนมใหผลผลิตดี แตปญหาท่ี
สําคัญในการผลิตหนอไมฝรั่งในพ้ืนท่ีนี้ คือปญหาเร่ืองพันธุ ซึ่งเปนปญหาข้ันพื้นฐาน เน่ืองจากเกษตรกรใน
ปจจุบันไมนิยมใชเมล็ดลูกผสมจากตางประเทศเพราะมีราคาแพงเกษตรกรสวนมากแกไขปญหาดวยการ
ขยายพันธุหนอ ไมฝ ร่งั โดยใชเมล็ดที่ไดจ ากการเก็บในแปลงของตนเองหรือแปลงขางเคียงมาปลูก และเนื่องจาก
หนอไมฝรั่งพันธุด้ังเดิมท่ีนําเขามาเปนพันธุลูกผสม ดังน้ันเมื่อเกิดเมล็ด เมล็ดจากลูกผสมถือวามีคุณภาพตํ่า
เพราะมีพนั ธุกรรมแปรปรวน (กฤษฎา, 2535) สงผลใหผลผลิตหนอไมฝรง่ั คอ ยๆ ลดลง อีกท้ังตนหนอไมฝร่ังจะ
ออนแอมากขึ้น ทําใหเกิดโรคระบาดไดงาย และปญหาโรคระบาด โดยเฉพาะอยางยิ่งโรคลําตนไหม ซ่ึงทํา
ความเสียหายใหกับแปลงหนอไมฝรั่งเปนพ้ืนที่กวางในระยะ 2 ปท่ีผานมา เน่ืองมาจากสภาพภูมิอากาศ
เปล่ียนแปลงบอย มีผลทําใหสภาพแวดลอมในการปลูกหนอไมฝรั่งเปลี่ยนไปไมเหมาะสมตอการเจริญเติบโต
ซงึ่ ทําใหพบมีการระบาดของบางโรครนุ แรงเพมิ่ ขน้ึ และผลผลติ ท่ีไดมคี ุณภาพลดลง

จากรายงานการศึกษาโรคของหนอไมฝรั่งที่พบในประเทศไทย โรคท่ีสําคัญไดแก โรคลําตนไหม โรค
แอนแทรคโนส และโรคใบเทียมรวง เปนตน (พัฒนาและคณะ, 2537) และจากรายงานการศึกษาอิทธิพลของ
ส่ิงแวดลอมตอการเกิดโรคลําตนไหมของหนอไมฝรั่ง ท่ี อ.บานคาย จ.ระยองพบวา การเกิดโรคลําตนไหมเกิด
ไดต ลอดป แตจ ะระบาดและเปนโรครุนแรงในชว งฤดฝู นถงึ ตนฤดหู นาว หรอื ระหวา งเดือนกรกฏาคม ถึง เดือน
พฤศจิกายน (นิยมรัฐ, 2538) โรคใบเทียมรวงพบวา การเกิดโรคเกิดไดตลอดปเชนเดียวกันและจะระบาด
รุนแรงในชวงฤดูฝน หรอื ระหวางเดอื นสงิ หาคม ถึงเดอื นตุลาคม (นิยมรฐั , 2540)

จากการสํารวจโรคของหนอไมฝร่ังตั้งแตเดือนสิงหาคม พ.ศ.2546 ถึง เดือนกันยายน พ.ศ. 2547 ใน
แหลงปลูกภาคใตและภาคตะวันตก 5 จังหวัด ไดแกจังหวัด ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และ
ประจวบคีรีขันธ ภาคตะวันออกสํารวจ 1 จังหวัด ไดแก จังหวัดสระแกว พบวา โรคที่เปนปญหาสําคัญและ
ระบาดในทุกแหลงปลูก มี 3 ชนิด คือ โรคลําตนไหม (Stem blight) เกิดจากเช้ือรา Phomopsis asparagi
โรคก่ิงไหมหรือใบเทียมรวง (Cercospora blight) เกิดจากเชื้อรา Cercospora asparagi และโรคแอนแทรค
โนส (Anthracnose) เกดิ จากเชอ้ื รา Colletotrichum gloeosporioides (ทศั นาพร และคณะ, 2547)

โรคลาํ ตน ไหม (Stem blight)

ชอื่ วิทยาศาสตร Phomopsis asparagi (Sacc.) Grove.

วงศ Diaporthaceae

ชอ่ื สามัญ -

เชอ้ื สาเหตุ รา (Fungi)

ความสําคญั

ในการผลิตหนอไมฝร่ัง ปญหาโรคพืชท่ีสําคัญอยางหน่ึงท่ีทําใหผลผลิตเสียหายและคุณภาพของ
หนอ ไมฝร่ังลดลงคือ โรคลําตนไหม (Stem Blight) จากรายงานการศึกษาของ กรรณิการ (2533 ) พบวา โรค
ลําตนไหมข องหนอไมฝรัง่ มสี าเหตจุ ากเช้ือรา Phomopsis asparagi (Sacc.) Grove เปนโรคท่ีพบไดเสมอตาม
แหลงปลูก เชน จ .นครปฐม กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี โดยจะพบอาการของโรคบริเวณลําตนท่ีอยูใกลผิวดิน
กอ น เปนแผลรูปกระสวยขนาดเล็ก สีนํ้าตาล จากนั้นแผลจะขยายขนาดตามการเจริญของลําตนหนอไหมฝรั่ง
ทําใหลําตนไหมและเนาคอดิน เม่ืออาการรุนแรงจะทําใหตนแมเหลืองและแหงตายในที่สุด (นิยมรัฐและ
ลักษณา, 2531) และจากรายงานของ ศศิธร (2545) ไดรายงานวา เชื้อรา P. asparagi จะเขาทําลายบริเวณ
โคนตน ลําตน ก่ิงกา นและใบ ทําใหเกิดแผลลักษณะกระสวย หรือแผลยาวรีสีขาวนวล ขอบแผลสีนํ้าตาล และ
ที่แผลจะมีจุดสีดําเล็กๆ ขึ้นเต็มเน้ือเยื่อ และยังพบวาเช้ือราชนิดน้ีสามารถอาศัยอยูในดินและเศษซากพืชได
นานอยา งนอย 6 เดอื น และสามารถอยูข า มฤดูไดใ นเศษซากพชื (Planck และ Davis, 2004)

ลักษณะอาการ

พบอาการท่ีสวนลาํ ตน โคนตน ระยะแรกจะพบแผลเปน จุดฉํ่าน้ําสมี ว ง หรือสีน้ําตาล รูปรียาวเปนแนว
เดียวกับลําตน จากนั้นแผลจะขยายขนาดกระจายกวางข้ึน ถาขยายขนาดดานบนจะทําใหลําตนไหมแหงเปน
ทางยาว และจะพบสวนของเช้ือ (pycnidia) เปนเม็ดสีดําเล็กๆ กระจายท่ัวบริเวณแผลแหงน้ัน แตถาแผล
ขยายขนาดใหญลงดานลา งจะทาํ ใหโคนตนใกลคอดนิ เนา ตน เห่ียวลบี เหลืองและยนื ตน ตายในทสี่ ุด

การแพรระบาด

พบโรคระบาดรุนแรงในชวงฤดูฝนท่ีอากาศมีความชื้นสูง สปอรของเช้ือจะปลิวไปกับน้ําฝนหรือระบบ
การใหนํ้าแบบสปริงเกลอร (Sprinkler) ไดและเชื้อสามารถอาศัยขามฤดูอยูในดินและเศษซากพืชไดเปน
เวลานาน

การปองกันกําจัด

1. รักษาความสะอาดในแปลงปลูก ถาพบตนที่เปนโรคใหถอนและนําเศษซากไปเผาทําลายนอกแปลง
ปลกู

2. ควรเปด หนา ดินท้ิงไวและกลับดิน เพ่ือฆาเช้ือในดินหลังการพักตนและไมควรปลูกซํ้า ๆในพื้นท่ีเดิม
ติดตอ กนั เปนเวลานาน

3. ใชเ ชือ้ ราไตรโคเดอรมา (Trichoderma harzianum) ในรูปเช้ือสดละลายนํ้า รดดินบริเวณรอบกอ
หนอไมฝร่ัง หรือผสมเชื้อสดกับปุยหมักหรือปุยคอก อัตราสวน เชื้อสด 1 กิโลกรัมตอรําขาว 4 กิโลกรัมตอปุย
หมกั หรอื ปุย คอก 100 กิโลกรัม หวา นรอบกอหนอไมฝ รง่ั

4. การใชสารปองกันกําจัดโรคพืช สามารถพนสารอะซอกซี่สโตรบิน (azoxystrobin 25%W/V SC)
อัตรา 5 - 10 มิลลิลิตรตอนํ้า 20 ลิตร รวมกับการใชเชื้อราไตรโคเดอรมา หรือพนสารคารเบนดาซิม
(carbendazim 50% W/V SC) อัตรา 10 - 20 มิลลิลิตรตอนํ้า 20 ลิตร ชวงกอนการเก็บเกี่ยว 1 - 2 คร้ัง
แลว จงึ ใชเช้อื ราไตรโคเดอรม าในชว งการเกบ็ เกี่ยว

โรคใบเทียมรว งหรือโรคกิ่งไหม (Cercospora Leaf Blight)

ชอ่ื วิทยาศาสตร Cercospora asparagi Sacc.
วงศ Mycosphaerellaceae
ช่ือสามัญ -
เช้ือสาเหตุ รา (Fungi)

ความสาํ คัญ
โรคก่งิ ไหม หรอื ใบเทียมรวง เปนโรคทีม่ คี วามสําคญั โรคหนงึ่ เนื่องจากเปน โรคที่สามารถเขาทําลายพืช

ไดท กุ ระยะการเจริญเตบิ โต และเกิดการระบาดของโรคไดตลอดปโดยเฉพาะชวงฤดูฝน ซึ่งเมื่อพืชมีอาการของ
โรครุนแรงจะทํากิ่งแขนง และใบเทียมของหนอไมฝร่ังไหม เหลือง แหงและรวง จึงเปนท่ีมาของชื่อโรค “ใบ
เทยี มรวง” ถาเปนในตนแมจ ะทําใหตนโทรม ชะงักการเจริญเติบโต มีผลกระทบกับผลผลิต แตถาเปนในระยะ
ตน กลา จะทําใหตน กลาแหง ตายได
ลกั ษณะอาการ

พบอาการที่ กาน กิ่งแขนง หรือใบเทียมที่เพิ่งแตกใหม เปนแผลลักษณะกลม สีมวงอมนํ้าตาล หรือ
มว งแดง ท่ีตรงกลางแผลมีสีขาวขนุ หรือสเี ทา ขอบแผลเปน สีนํ้าตาล ถา อาการรนุ แรงทําใหก่ิงกานและใบเทียม
รว ง และตน แหง ตายได สามารถเขาทาํ ลายไดทุกระยะการเจรญิ เติบโต
การแพรระบาด

พบโรคระบาดมากในชวงท่ีฝนตก อากาศมีความชื้นสูง โดยสปอรของเชื้อจะปลิวไปกับน้ําฝนหรือ
ระบบการใหน ้ําแบบสปรงิ เกลอรได
การปอ งกนั กําจัด

1. รกั ษาความสะอาดในแปลงปลกู ตดั แตง กิ่ง กานทเี่ ปนโรคออกจากแปลงและนาํ ไปเผาทําลาย
2. เมอื่ พบการระบาดของโรคใหพ น สารปองกันกาํ จัดโรคพชื เบโนมิล (benomyl 50% WP) อัตรา 20
กรัมตอ นํ้า 20 ลิตร หรอื คารเ บนดาซมิ (carbendazim 50% W/V SC) อตั รา 20 มิลลิลิตรตอน้ํา 20 ลิตร พน
สลับกับโพรพิเนบ (propineb 70% WP) อัตรา 40 - 60 กรัมตอ นํ้า 20 ลติ ร ทุก 7 วัน

โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)

ชอ่ื วิทยาศาสตร Colletotrichum gloeosporioides (Penz.) Penz. & Sacc. Glomerella
cingulata (Stoneman) Spauld. & H. Schrenk [Teleomorph synonym]

วงศ Glomerellaceae

ช่อื สามัญ -

เช้ือสาเหตุ รา

ความสําคัญ

โรคแอนแทรคโนส จัดเปนโรคที่สําคัญโรคหน่ึงของหนอไมฝร่ังโรคนี้มักจะเกิดกับตนแก และมักพบ
ระบาดมาก ในแปลงที่ปลูกติดตอกันมาหลายป อาจทําใหตนตายท้ังกอหรือตายเปนบางตนตองพักแปลงนาน
กวาปกติ เก็บหนอไดนอย โรคแอนแทรคโนส จะทําใหเกิดแผลขนาดใหญท่ีขอหรือปลองเปนรูปคลายตา
ชาวบานบางทองถิ่นจะเรียกอาการลักษณะน้ีวา “โรคตาเสือ” ดวยเหตุที่แผลจากโรคนี้เปนแผลขนาดใหญ จึง
สงผลใหลําตนหักลมงาย และเมื่อเปนแผลตนใดตนหน่ึงในกอ ก็มักจะลุกลามจนเกิดแผลทุกตนท้ังกอ โรค
ตาเสือนี้จะระบาดรุนแรงในชวงเดียวกันกับโรคตนไหมแหง โดยเฉพาะแปลงท่ีขาดการเอาใจใส ถาโรคน้ีเกิด
รวมกับโรคตน ไหมแ หง จะทําใหแ ปลงนน้ั ทรดุ โทรมอยางรวดเร็ว

ลักษณะอาการ

อาการที่พบเริ่มแรก จะเปนแผลรูปวงรีเล็กๆลักษณะช้ําฉ่ํานํ้าสีเขียวเขม ตอมาจะขยายใหญเปนแผล
รูปกลมรี เน้ือเย่ือพืชตรงกลางแผลสีขาวซีดและยุบตํ่ากวาระดับเดิมเล็กนอย ขอบแผลไมเดนชัด เนื้อเย่ือพืช
รอบๆแผลมีลักษณะชํ้าฉํ่าน้ํา สีเขียวเขม ในสภาพความชื้นสูงมักจะพบกลุมโคนิเดีย ลักษณะเปนของเหลวขน
(slime mass) สีสมอมชมพู อยูบนตุมแข็งขนาดเล็กสีน้ําตาลถึงสีดําที่เรียงตามแนววงกลมซอนกันเปนช้ันๆ
(concentric ring) เม่อื แผลขยายใหญแ ละยาวไปตามความยาวของลําตนมากข้ึน ตนจะลีบแหง ใบเหลืองและ
ตายในที่สุดสภาพที่เหมาะสมตอการเกดิ โรค โรคนีร้ ะบาดรนุ แรงในชวงฤดูฝนท่ีมีฝนตกชุก ความช้ืนในแปลงสูง
ใสปุยเคมีเรงการเจริญเติบโตบอยมากเกนิ ไป รวมท้งั แปลงทม่ี ีการพักตน นอ ยกวาปกติ

การแพรระบาด

โคนิเดีย (conidia) ของเช้ือสาเหตุสามารถแพรระบาดไปกับลม นํ้าฝน และการใหน้ําระบบสปริง
เกลอรหรือติดไปกบั เครื่องมอื เพาะปลูก

การปองกันกําจัด

1. รกั ษาความสะอาดในแปลงปลูก ถาพบตนท่เี ปนโรคใหร บี ถอนนาํ ไปเผาทาํ ลายนอกแปลง

2. เวน ระยะปลกู ใหเหมาะสม ตดั แตงกอใหโปรง เก็บเศษซากพชื และวัชพืชออกจากแปลง

3. เม่ือพบการระบาดของโรค ใหพนสารเคมีปองกันกํา จัดโรคพืช เชน โพรคลอราซ (prochloraz
50% WP) อัตรา 20 กรัมตอนํ้า 20 ลิตร พนทุก 7 วัน พนสลับกับแมนโคเซบ (mancozeb 80% WP) อัตรา
30 - 50 กรัมตอนํา้ 20 ลิตร หรือเบโนมิล (benomyl 50% WP) อัตรา 15 กรัมตอนํา้ 20 ลติ ร

ขอ ควรระวัง

ในการพนสารเคมีปองกันกําจัดโรคแอนแทรคโนส คือ มีรายงานในตางประเทศเร่ือง การด้ือยาของ
เช้ือรา Genus Colletotrichum ตอสารเคมีในกลุม เบนซิมิดาโซล (benzimidazoles) เชน เบโนมิล และ
คารเ บนดาซิม ซ่ึงเปนกลุมของสารเคมีประเภทดูดซึมท่ีเกษตรกรนิยมใชกันอยางแพรหลาย ดังนั้นจึงไมควรใช
สารเคมีกลุม เบนซิมิดาโซล เพยี งชนดิ เดยี วพน เปน ประจาํ เพอื่ ปองกันกาํ จัดโรค ใหหลีกเลี่ยงโดยการใชสารเคมี
กลมุ อื่นมาพนสลับกนั

โรคเนา เปยก (Wet rot)

ชือ่ วิทยาศาสตร Choanephora cucurbitarum (Berk. & Rav.) Thaxt.
วงศ Choanephoraceae
ช่ือสามัญ -
เชื้อสาเหตุ รา (Fungi)

ความสําคญั
โรคน้ีระบาดทําความเสียหายกับหนอไมฝร่ังในแหลงปลูกท่ัวไป ท้ังภาคกลาง ภาคเหนือ และภาค

ตะวนั ออก เชอ้ื รา Choanephora cucurbitarum สาเหตโุ รคมพี ชื อาศัยหลายชนิด สามารถกอใหเกิดโรคที่ใบ
ดอก และผลออนของพืชตระกูลแตง กระเจ๊ียบ พริก มะเขือ ถั่วฝกยาว ถ่ัวลันเตา รวมท้ังวัชพืชเชน
ผกั เบย้ี ใหญแ ละผักโขมหนาม เปน ตน
ลกั ษณะอาการ

เกิดกับหนอไมฝร่ังท่ีเปนตนออนเริ่มแตกกิ่งแขนงหรือหนอออน เชื้อราจะเขาทําลายตรงปลายหนอ
ออ น ทาํ ใหเ นื้อเย่อื ปลายหนอ มลี กั ษณะฉาํ่ นํา้ สีเขียวเขมกวาปกติและเกิดอาการเนา อาการเนาจะลุกลามอยาง
รวดเร็ว หนอจะเนา ยบุ ตายภายใน 2-3 วนั ในสภาพอากาศทีม่ แี ดดออกสลบั กบั มีฝนตกในสภาพที่มีความช้ืนสูง
เชื้อราจะสรา งกานชูสปอร (conidiophore) ต้ังฉากกับสวนของพืชท่ีเปน โรค ท่ีปลายกานชูสปอรมีกลุมสปอรสี
ดํา มองเหน็ ไดดวยตาเปลา
การแพรระบาด

สปอรของเชื้อสาเหตุแพรกระจายไดดีโดยลม นํ้าฝน การใหน้ําระบบสปริงเกลอรหรือติดไปกับ
เครอ่ื งมอื เพาะปลกู สภาพทเี่ หมาะสมตอ การเกิดโรค โรคน้ีระบาดรุนแรงในชวงท่ีมีฝนตกชุก ความชื้นในอากาศ
สงู มหี มอกหรอื นาํ้ คา งลงจัด แตโรคจะระบาดนอ ยลงหรอื ไมพ บเลยเมื่อสภาพอากาศแหงแลง

การปองกนั กาํ จดั
1. เมอื่ เรมิ่ พบโรคตดั แตงนําสว นของพืชทเ่ี ปนโรคใสถ งุ แลวนําไปเผาทาํ ลายนอกแปลง
2. พนดวยสารเคมปี องกันกาํ จดั โรคพืช ไตรโฟรีน (triforine 19% W/V EC) อตั รา 20 มลิ ลิลติ รตอ นํา้

20 ลติ ร หรือ ไทอะเบนดาโซล (thiabendazole 40% WP) อตั รา 40 กรมั ตอ นา้ํ 20 ลิตร พนทุก 7 วัน

โรคเนา เละ (soft rot)

ช่ือวิทยาศาสตร Erwinia carotovora subsp. Carotovora
วงศ Enterobacteriaceae
ช่ือสามัญ -
เชื้อสาเหตุ แบคทีเรีย (bacteria)

ความสาํ คญั
โรคเนาเละเปนโรคท่ีไดรับการจัดลําดับใหอยูในกลุมของโรคท่ีสําคัญมากโรคหนึ่งของพืชผักทั้งในดาน

ของการระบาดและความเสียหาย พบเกิดข้ึนท่ัวไปในทุกพ้ืนที่ท่ีมีการปลูกผัก โดยเฉพาะเม่ือสภาพแวดลอม
เหมาะสม ความเสยี หายจะเปนไปอยา งรนุ แรงมาก โดยโรคจะเกิดข้ึนกับทุกสวนที่เปนเน้ือออนและอวบนํ้าของ
ผัก เกิดไดทุกระยะการเจริญเติบโตทั้งขณะท่ียังอยูในแปลงปลูกและหลังเก็บเกี่ยวแลว ในหนอไมฝร่ังมักเกิด
อาการเนาเละบริเวณปลาย หรือยอดของหนอ แตก็สามารถพบอาการน้ีไดกับทุกสวนของหนอท่ีเกิดบาดแผล
จงึ เปน ปญหาสําคัญในปลูกหนอไมฝรงั่ ใหม ีคุณภาพของผลผลิตดตี ามมาตรฐานของตลาด
ลักษณะอาการ

หนอออนจะเกิดจุดช้ํานํ้า ตอมาขยายเปนแผลใหญข้ึน แผลจะน่ิม มีสีเทาหรือน้ําตาลจางๆ และเนา
เปนนา้ํ เมือกเยิ้ม เน้ือเย่ือเปอย มกี ล่นิ เหม็น ภายใน 2-3 วนั หนอ จะเนายบุ หายไปหมดท้ังตนหรือฟุบแหงเปนสี
น้ําตาลอยูที่ผิวดิน ชิ้นสวนหรือตนท่ีแสดงอาการเนาดังกลาว หากไมรีบแยกออก จะทําใหตนและสวนท่ีเหลือ
อ่ืนๆ เกดิ การตดิ เชื้อและเสียหายหมดในเวลาอนั รวดเร็ว โดยเฉพาะเวลาอากาศรอนและความชนื้ สงู

การแพรระบาด

แบคทีเรยี ท่เี ปนสาเหตขุ องโรคเนา เละอาศัยอยูในดินพรอมจะเขาทําลายเม่ือหนอไมฝรั่งมีบาดแผล ซ่ึง
เกิดจากหนอนแมลงกัดกิน หรือเกิดจากการเขตกรรมโดยการพรวนดิน ใสปุย ปราบวัชพืชภายใต
สภาพแวดลอมท่เี หมาะสมทงั้ อณุ หภูมิและความชื้น โดยสรางความเสียหายรุนแรงในฤดูฝนท่ีมีความชื้นสูงและ
อากาศรอนอบอา ว โรคน้เี กดิ ไดทัง้ อยใู นแปลงและผลผลิตที่เกบ็ เกี่ยวแลว

การปอ งกนั กาํ จัด

1. แปลงปลกู ควรมีการระบายนํา้ ไดด ไี มมีนาํ้ ขัง

2. กาํ จดั แมลง เพ่ือไมใหก ัดกินหนอและเกดิ บาดแผลใหเช้ือเขาทําลายได

3. ควรเก็บเกี่ยวหนอดวยความระมัดระวัง อยาใหเกิดแผลชํ้า หรือฉีกขาดกับตนตอที่ยังเหลืออยูในแปลงและ
สว นทต่ี ดั ออกไป

4. เก็บหรือบรรจุหนอท่ีเก็บเกี่ยวแลวในภาชนะท่ีสะอาด เมื่อพบช้ินสวนหรือตนที่แสดงอาการของโรคใหรีบ
แยกออกไปทําลายเสยี

5. หนอที่เก็บเก่ียวแลว ขณะรอการขนสงหรือจําหนาย ควรเก็บไวในที่แหงและเย็นจะชวยลดความเสียหาย
จากอาการเนา ลงได


Click to View FlipBook Version