ลักษณะทางพฤกษศาสตรหนอไมฝ รัง่
ชอื่ วิทยาศาสตร Asparagus officinalis L.
ชอื่ สามัญ Asparagus
วงศ Liliaceae
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร
หนอ ไมฝ ร่งั เปน พชื ผักทม่ี ีลาํ ตนแบงเปน 2 สวน คือ ลาํ ตน ใตด ิน และลาํ ตน เหนือดิน ลาํ ตน ใตด นิ อาจ
ถอื เปนสวนหนึ่งของระบบรากรวมเรยี กวา rhizome หรือเหงา อาหารของหนอไมฝรั่งจะถูกสง มาเก็บที่สว นน้ี
ลําตนใตด ินมลี กั ษณะเปน แทงคลา ยแทง ดินสอ งอกกระจายออกเปนรัศมีโดยรอบ เรยี กอีกอยา งวา crown
ระบบราก แผข ยายออกไป ประมาณ 3-5 ฟุต หรือมากกวานัน้ ยอดออนหรือหนอออน (spear) เจริญมาจาก
เหงาเปน สวนทีใ่ ชร บั ประทาน ถา ปลอยใหห นอออนเจริญเติบโตจะกลายเปน ลาํ ตน เหนือดิน ซึ่งมีความสงู 1.5 -
2 เมตร ลําตนเหนือดนิ มใี บเปนเกล็ดบางๆ ตดิ อยูตามขอสวนทเี่ ห็นเปนลักษณะคลา ยเสน ขน (ทีเ่ รยี กกันวา ใบ)
แทจ ริงเปนสว นของก่งิ กานทีเ่ ปลีย่ นไปทําหนาที่ใบ เรยี กวา cladodeหรือ cladophyll ตนเพศผแู ละเพศเมีย
แยกกันอยูคนละตน(dioecious)
ดอก มีขนาดเล็ก มีจํานวนมากและเกดิ ตามก่ิงกาน
ผล มลี ักษณะกลม ขนาดเลก็ มีสีเขียวเมอื่ ออน และสแี ดงสมเมื่อสุก มเี มล็ดอยภู ายในผลผลละ 2-3 เมล็ด
เปลอื กหุมเมล็ดสีดํา
พนั ธุ
พนั ธุหนอ ไมฝ รง่ั ที่เกษตรกรใชป ลกู เปน การคาหลกั มีจํานวน 8 สายพนั ธุ ไดแ ก
1. พนั ธุแมรวี่ อชงิ ตัน (Marywashington) เปน พนั ธผุ สมเปด (open pollination) พันธแุ รกท่นี าํ เขา มาปลูกใน
ประเทศไทยใหผ ลผลติ สงู ตา นทานโรคราสนมิ สขี องหนอเปน สีเขยี ว
2. พนั ธุแคลิฟอรเ นยี 309 (California 309) เปนพันธุผสมเปดท่ีใหผลผลติ สูง ตา นทานโรคสงู สีของหนอเปนสี
เขียว
3. พันธแุ คลฟิ อรเนยี 500 (California 500) เปน พนั ธุผสมเปดทใี่ หผลผลติ สงู หนอ มีขนาดปานกลาง สวน
ปลายหนอ จะมีกาบใบหุมแนน สขี องหนอเปนเขียว
4. พนั ธุ ยซู ี 157 (UC 157) เปนพนั ธลุ ูกผสมมที ้ังรุนท่ี 1 และรุน ท่ี 2 (F1 Hybrid และ F2 Hybrid) ท่ใี หผล
ผลติ ดมี าก หนอมขี นาดใหญ ปลายหนอและโคนหนอ ยาวเรยี วเสมอกนั สวนปลายจะมีกาบใบหุมแนน สขี อง
หนอเปน สเี ขยี วเขม ในแหลง ปลูกทม่ี ีสภาพอณุ หภูมิกลางคืนเย็น และมปี ริมาณฝนไมตกชกุ มากเกินไป คุณภาพ
ของหนอไมฝรั่งพันธนุ ี้จะมีคุณภาพดมี าก ปลกู เปนเชิงการคาที่ จังหวดั ขอนแกน กาฬสนิ ธุ อดุ รธานี และ
สพุ รรณบรุ ี
5. พันธบุ รอ็ คอิมปรพู (Brock’s improved) เปน พนั ธุลูกผสมทใ่ี หผ ลผลิตดีมากหนอ มีขนาดใหญ โดยเฉพาะ
สว นโคนหนอจะใหญ แตส วนปลายยอดหนอ จะเรยี วเลก็ กวาสว นโคน สวนปลายหนอ จะมกี าบใบหมุ ไมคอย
แนน มปี ลูกเชิงการคาในจงั หวัดตางๆ ของภาคกลาง และภาคตะวนั ตก เชน จงั หวดั นครปฐม ราชบุรี
กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี
6. พันธอุ พอลโล (Apollo) เปน พนั ธุลกู ผสมที่ใหผลผลติ ดี ลกั ษณะของหนอยาวเรยี ว เสมอทงั้ โคนหนอและ
สวนปลาย แตโ คนหนอ พันธุนจี้ ะมลี ักษณะเปน สเี ขยี วอมมว ง สวนปลายจะมกี าบใบหุมไมแนน คอ นขางบานเรว็
กวา พันธอุ ื่น ถา ปลูกในแหลง ทีม่ ีปริมาณฝนตกชุกจะไมทนทานตอโรค นิยมปลกู ใน จังหวดั นครปฐม ราชบรุ ี
กาญจนบรุ ี และมหาสารคาม
7. พันธุบร็อคอิมพีเรียล (Brocked Imperial) เปน พนั ธุล ูกผสมท่ใี หผลผลติ ดี หนอ มีลกั ษณะของสว นปลาย
หนอ และโคนหนอกลมมนสวย สวนปลายหนอ จะมีกาบใบหุมแนน มีปลูกเชงิ การคาในจังหวดั นครปฐม ราชบุรี
และกาญจนบุรี
8. พันธแุ อทลาส (Atlas) เปนพนั ธุลูกผสมที่ใหผ ลผลิตดี หนอมีลักษณะยาวเรียวเสมอกัน กาบใบหมุ แนน มี
ปลกู เปนเชงิ การคาเพยี งเล็กนอยในประเทศไทย
วธิ ีการคดั เลอื กเมล็ดพนั ธุ
เน่ืองจากเมล็ดพันธุหนอ ไมฝรั่งทนี่ าํ เขามาจากตา งประเทศมรี าคาแพง เกษตรกรมกั จะเก็บเมล็ดพันธุ
มาขยายเองหลายรุน ดงั นั้นจึงควรคัดตน แมพนั ธุท่ีมีลักษณะดี โดยเปนตน ท่ีใหห นอ ดี มขี นาดหนอใหญ เมอื่ ผล
แกมีสีแดง นาํ ไปขย้ีใหเปลือกหมุ ผลแตกออก นํามาลา งในนาํ้ สะอาด เปลอื กหมุ เมลด็ จะลอยขึ้นเหนือนํ้า สวน
เมลด็ จะจมลง นําเมลด็ ไปผง่ึ ลมไว 1-2 วนั ใหเ มลด็ แหง คดั เมล็ดท่ีไมสมบรู ณท งิ้ เมล็ดพนั ธุท่ไี ดควรนําไปแช
ในนาํ้ อุนเพ่ือกระตนุ ใหเมลด็ งอกไดเร็วและสมาํ่ เสมอ โดยแชน า้ํ อุน (ผสมนา้ํ รอนกบั นา้ํ เย็น อตั ราสวน 1:1 ซงึ่ มี
อุณหภูมิเฉลีย่ 55 องศาเซลเซียส) นาน 30 นาที แลวแชน้ําเย็นท้ิงไวข ามคืน เม่ือนําไปเพาะเมล็ดจะงอกได
ภายใน 10-14 วัน เมลด็ พันธหุ นอไมฝร่ังที่นําเขาจากตา งประเทศ ควรดวู นั บรรจุ และวนั หมดอายุ ทขี่ า ง
ภาชนะบรรจุ แตถ าเก็บพันธุเองควรรีบนาํ มาเพาะภายใน 1 เดือน ถาเกบ็ ไวตอควรใสถ ุงพลาสตกิ วางเกบ็ ไวใ น
ตเู ยน็ ช้ันลา ง (ชองแชผัก ผลไม) แลวทยอยนาํ มาเพาะ
การเพาะกลา
วิธีการเพาะกลาหนอ ไมฝรั่ง
การเพาะกลา ในถงุ เตรยี มวัสดุเพาะกลาซ่ึงประกอบดวย ดนิ รวน ใบไมผ ุ ข้เี ถาแกลบปุย อนิ ทรีย
อตั ราสวน 1-1-1-1 ผสมให เขากนั และกรอกใสถงุ ดําขนาด 4×6 นวิ้ รดน้ําใหชุม แลวจงึ หยอดเมล็ดลงไป หลมุ
ละ 1 เมลด็ รดนาํ้ ทุกวัน ควรวางถุงกลาหนอ ไมฝรงั่ ไวก ลางแจง ใหร บั แสงสวางเต็มที่ เพอื่ ใหตน ต้งั ตรง ดูแล
รักษาไวประมาณ 90-120 วนั แลวจึงขนยา ยกลาไปปลูกลงแปลงได
การเพาะกลา โดยตรงในแปลงเพาะ เตรยี มดนิ เปนรองแปลงสงู 30 เซนติเมตร ขนาดแปลงกวาง 1
เมตร ยาว 10 เมตร ถาตองเพาะกลา สําหรบั ปลกู ในพ้นื ท่ี 1 ไร ควรทําแปลงเพาะกลา จํานวน 8 แปลง โดยขุด
ยกรอ งแปลงและพรวนดินใหละเอียด เก็บวัชพืชและกอหญา ออกใหห มด พรอมทั้งใสอินทรยี วัตถุประเภท เถา
แกลบ:ปยุ คอก หรอื ปุย หมัก อยา งละ 10 บงุ กี๋ ผสมกบั ปุยวิทยาศาสตรสตู ร 15-15-15 หรือ 16-16-16 จาํ นวน
0.5 กโิ ลกรัม และปนู ขาว หรือปนู โดโลไมท จาํ นวน 1-2 กิโลกรมั คลุกเคลา กบั ดนิ ในแปลงใหสมํา่ เสมอ เกล่ีย
ผวิ หนาแปลงใหเ รียบใชไมท าํ รอ งลกึ 2 เซนติเมตร ตามแนวขวางบนแปลง แตล ะรอ งหา งกนั 15-20 เซนติเมตร
แลวหยอดเมล็ดลงในรองใหเ มลด็ หา งกัน 10 เซนตเิ มตร เพอ่ื ไมใ ห ตนกลาข้นึ แนน และแยง อาหารกนั ใชดิน
กลบบางๆ จากนั้นหวานสารปอ งกนั แมลงดว ย เพ่ือปองกันแมลงมารบกวน ใชฟางหรือหญาแหง สะอาดคลุม
แปลง รดน้ําใหช มุ ชนื้ อยเู สมอ เมลด็ จะงอกภายในเวลา 10-15วนั เมอื่ ตนกลาเริ่มงอกยาว 2-3 เซนตเิ มตร ใช
ปุยเคมี เชน ปุย ยเู รีย หรือปยุ แอมโมเนียมซลั เฟต ผสมน้ํา อัตรา 1 ชอนโตะ ตอนา้ํ 10 ลติ ร รดทุก 7 วนั และ
หวานปยุ เคมีสูตร 15-15-15 จาํ นวน 0.5 กโิ ลกรมั เม่ือกลาอายุ 30 วนั ในแปลงกลา ตองหมัน่ ถอนหญา
กาํ จดั วัชพืชไมใ หแยง อาหารรวมท้งั ควรพน สารปองกันเช้ือรา เชน แมนโคเซบ รวมทง้ั พน สารกําจดั แมลง
ปอ งกนั หนอนกระทหู รือเพลีย้ ไฟ เชน ไซเพอรเ มทรนิ (cypermethrin 40% WP), หรืออะบาเมคติน
(abamectin 1.8% W/V EC) พนทุก 15 วนั เมือ่ กลา หนอ ไมฝรั่งอายุ 45-60 วัน สามารถยายไปปลกู ลงใน
แปลงได
การปลกู
การเตรยี มแปลงปลูก เน่อื งจากหนอไมฝรั่งเปนพชื อายุยาวปลกู ครง้ั เดยี วสามารถทยอยเกบ็ เกยี่ วได
นาน 3-5 ป ดังนน้ั ควรไถพรวนยอยดนิ ใหดี โดยเฉพาะแหลง ปลูกที่มีช้นั ดินดานตน้ื ตองไถระเบิดช้นั ดนิ ดาน
ปจ จบุ ันภาคเอกชนเร่ิมมีแนวทางปฏิบตั ใิ นการเตรียมแปลงแบบใหม โดยมีการหวา นแกลบดิบบางๆ ทัว่ ทั้ง
ผวิ หนาของแปลง ในอตั รา 10 ตนั ตอ ไร และใชรถขุด (Backhoe) ตักดนิ เดิมข้นึ มามีความลึก 1 เมตร
เปรียบเสมือนกับการกลับดนิ ชัน้ ลา งข้นึ มา ปรบั ปรุงใหม คี ุณภาพดี เหมือนดนิ ชนั้ บน ใชแทรกเตอรป าดผิวหนา
ดินใหเ รยี บ และหวา นปยุ อินทรยี เชน มลู ไกแกลบ อัตรา 15 ตันตอไร ผสมกบั ข้เี ถาแกลบ 5 ตน ตอ ไร และใช
รถแทรกเตอร ผาน 3 พรวนยอยดิน
และตากดนิ ไวน าน 2 เดือน หลงั จากนัน้ ใชรถไถพรวนดินและยกรองแปลงปลูกในพืน้ ทจี่ งั หวัดราชบุรี อาํ เภอ
ดําเนินสะดวก และอําเภอบางแพ เกษตรกรยกรองสวนขนาดบนแปลงกวาง 4-5 เมตร มีทางเดนิ ของแปลงขาง
ละ 0.5 เมตร ความยาวแปลง 50 - 100 เมตร และมรี อ งนา้ํ ระหวา งแปลง ขนาดความกวางรองนํา้ 1.0-1.5
เมตร ไถดินใหลกึ 30-40 เซนติเมตร เกบ็ เศษหญา และวชั พืชออกใหห มด หวานปนู เปลือกหอย หรอื ปูนเผา ไร
ละ 200 กโิ ลกรมั ตากดนิ ไว 10-15 วนั และหวา นปยุ คอกประเภทมลู ไก แกลบ หรอื มลู เปด ไรล ะ 2 ตัน และ
ยอยดนิ ใหละเอียดโดยใชร ถไถเดนิ ตามขนาดเลก็ หรือใชแรงงานคน จงั หวัดอื่น ๆ เชน จังหวดั นครปฐม
กาญจนบรุ ี ราชบรุ ี (ยกเวนอาํ เภอดาํ เนินสะดวก) รวมทั้งจังหวัดในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ไดแ ก จังหวัด
นครราชสีมา ขอนแกนกาฬสินธุ ฯลฯ ปลกู แบบไรใชรถแทรกเตอรชกั รองเปน แถวปลูกคลา ยแถวปลกู ออย
วธิ ีการใหน ้าํ ผา นระหวา งแถวปลกู หนอไมฝ รัง่ โดยวิธปี ลอ ยใหนาํ้ ไหลผา นตามรอ งน้ําขางแถวปลูก หรอื
เกษตรกรใชวธิ กี ารใหน้าํ แบบระบบพนฝอย (sprinkler) บริเวณพ้ืนท่ดี า นขางท่ีทาํ เปน แถวปลูก ทําการพูนยก
โคนขึ้นมาสูงจากรองน้ําประมาณ 20-30 เซนติเมตร ใสป ยุ อินทรยี มลู ไกแกลบ หรอื มูลเปด อตั รา 2 ตนั ตอไร
หวานปนู ขาวเพอ่ื ปรับสภาพความเปน กรดของดิน อตั รา 200 กิโลกรมั ตอ ไร
การจดั ระยะปลูก
ควรปลกู แบบแถวเดี่ยว ใชระยะปลูกระหวางตน 0.5 เมตร และระยะระหวา งแถว 1.0 - 1.5 เมตร
การเตรยี มหลุมปลูกใชจอบขุดทําหลุมปลกู ในแปลงทเ่ี ตรยี มไว โดยขดุ หลมุ ลกึ 15-25 เซนติเมตร หลุมกวา ง 20
เซนตเิ มตร รองกนั หลมุ ดว ยสารปองกันแมลงในดิน และปยุ เคมสี ูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อตั รา
1 ชอนชาตอหลุม รวมทั้งใสปุย คอก หรือขเี้ ถา แกลบผุ อัตรา 2 กาํ มือตอหลุม คลกุ เคลา รองกนั หลมุ
การปลูก ปลกู หลุมละ 1 ตนโดยพยายามแผรากของตนกลา ไมใหขดเปน กระจกุ และดตู าหนอ ออนของตนกลา
ท่งี อกแทงขึน้ มาใหมห นั ไปในทิศทางเดยี วกันจะชวยทาํ ใหการแตกหนอสมํ่าเสมอ แลวกลบดนิ รอบโคนตนหนา
3-4 เซนติเมตร หรอื พยายามพนู ดิน รอบโคนตนใหเ หนือระดบั ดินบนแปลงเล็กนอยจงึ กดดนิ รอบๆ โคนตน กลา
ใหแ นน รดนํา้ ใหพ อชมุ ช้ืน แตไมแ ฉะ
การยายตน กลาหนอไมฝ รัง่ ลงปลูกในแปลง เลือกตนกลา อายุ 3-4 เดือน มคี วามแข็งแรง สมบูรณ ตน
ใหญ มรี ากมาก ถา เปน ตน กลาทีย่ า ยปลูกอยใู นถุงพลาสติกอยูแลว สามารถยายปลกู ไดท ันที ตัดยอดดานบน
ของตน กลา หนอไมฝ รงั่ ใหเ หลือความสูงของตน 15 เซนติเมตร แชสว นรากและโคนของตนหนอ ไมฝร่งั ในนํ้า
สะอาด ผสมสารปองกันกําจดั เชอื้ รา เชน เบโนมลิ หรือแมนโคเซบ อัตรา 1 ชอนชาตอ นํ้า 20 ลติ ร นาน 15
นาที เวลาที่เหมาะสมทจี่ ะยายกลาควรเปน ชว งทมี่ แี ดดออนๆ หรือเวลาบายใกลเย็น
การดแู ลรกั ษา
การใหน้ํา
-ใชเ รือรดนาํ้ ติดเคร่ืองยนตว ง่ิ ไปตามรองนํ้า
-ใชร ะบบพนฝอย (sprinkler)
-ใชว ธิ ีเปด นํา้ เขา ทางทอใหไหลเขามาในรองระบายนาํ้ ขางแถวปลูก
หลกั การใหนํ้า ควรใหผวิ หนา ดินช้นื แตอ ยาใหจนดินเปยกแฉะ เพราะถาแปลงปลูกเปน ดนิ เหนียว จะ
ทาํ ใหป รมิ าณผลผลิตของหนอไมฝ ร่ังลดลง หนอไมฝรง่ั เปน พืชท่ตี อ งการน้าํ อยางสมา่ํ เสมอ เพื่อใหไดผ ลผลติ สงู
ถาไดร บั นาํ้ ไมส มํ่าเสมอ คณุ ภาพจะลดลง โดยจะมีเสนใย (fiber) มาก หนอเหนียวทําใหค ุณภาพในการบรโิ ภค
จะดอ ยลง
การใสป ยุ
ปยุ อินทรยี ถงึ แมว า เกษตรกรจะใสไปแลวในตอนเตรยี มดนิ แตเนื่องจากหนอไมฝ ร่งั เปนพืชอายุยาว
และเก็บผลผลติ ทุก 2 เดอื น สภาพดนิ ในแปลงปลกู จะยุบตัวลง รากต้นื ไมม ีประสิทธภิ าพในการหาอาหาร ทํา
ใหล าํ ตนลมงาย เกษตรกรจาํ เปน ตอ งใสปยุ อนิ ทรียกลบโคนตน ใหสงู ในระดบั ท่ชี ว ยใหท รงตน แข็งแรง ไดแก ปุย
มลู ไกแกลบ ปุย มูลเปด มูลหมู หรือปุยอนิ ทรียห มกั จากเศษพืช อัตรา 0.5 -1 ตันตอไร
ปุย เคมี แบง ใสต ามระยะเวลาการเจริญเติบโต ดงั น้ี
หลงั ยายกลา 10-15 วนั ใสป ยุ เคมแี อมโมเนยี มซัลเฟต (21-0-0) อตั รา 15 กรัมตอหลมุ หรือ 30
กิโลกรมั ตอไร เมื่ออายคุ รบ 1 เดือน ใสปยุ เคมี สตู ร 15-15-15 หรอื 16-16-16 อัตรา 15 กรมั ตอหลุม หรือ 30
กโิ ลกรมั ตอ ไร และใสซ ้ําทกุ เดือนชว งเกษตรกรพักตนแม (ทุก 2 เดอื น) งดการใหน้ํา รอใหด นิ ชุม ชน้ื เล็กนอ ย
กอ นจงึ กําจดั วัชพชื เพ่อื สะดวกในการขดุ รากและลําตน ใตดินของวัชพืชข้ึนมาไดห มด บํารงุ ตน หนอ ไมฝ ร่ังดวย
ปุยอินทรียแ ละปยุ เคมี และงดการเก็บเก่ยี วหนอ ไมฝ รง่ั ในชวงดงั กลา ว เพอ่ื ปองกนั ไมใ หต นแมทรดุ โทรมเรว็ กวา
ปกติ
ในชว งเตรียมแปลง ควรใชสารควบคมุ วชั พืช เพอื่ ปองกนั ไมใหเมลด็ หญางอก เมอ่ื ตนหนอไมฝรั่ง
เจรญิ เตบิ โตขน้ึ มาแลว ควรใชแรงงานกาํ จดั วชั พชื แทนการใชส ารเคมี เนอ่ื งจากกอของหนอไมฝ รั่งทีโ่ ตแลวทรง
พมุ หนาแนน เบียดเสียด การใชสารเคมีจะทําใหต น ชะงักการเจรญิ เตบิ โตเกษตรกรมักนิยมกาํ จดั วชั พชื โดยการ
ใชเสียมมือเล็กๆ ขดุ เพือ่ เกบ็ เศษหญา และวชั พชื ไปพรอ มๆ กับการแตงตน
เทคนคิ ทคี่ วรทราบ
การพักตน เนื่องจากตน หนอ ไมฝ รงั่ มกี ารเจริญเตบิ โต แตกหนอ และก่ิงกานเพ่ิมข้ึนเรอื่ ย ๆ ถาตนเหนอื
ดนิ แนน เกินไป จะแยงนา้ํ และอาหารกันเอง และทําใหเ กิดรม เงามากเกินไป แสงสวางสอ งไมถ ึงผิวหนา ดินทาํ ให
หนอ ท่ีเกิดใหมม ีขนาดเล็ก เรียวยาว และมีสีขาวมากกวา สีเขียว ถา มจี ํานวนตนแมตอกอนอยเกินไป จะสราง
อาหารสะสมไมเ พียงพอ จะมีผลทาํ ใหห นอ มีขนาดเล็กเชน กัน เมื่อเกบ็ เก่ยี วหนอไมฝร่งั ไปแลวนาน 2 เดือน ตน
หนอไมฝร่งั เร่ิมทรุดโทรม ผลผลิตจะเร่มิ ลดลง และหนอมีขนาดเลก็ ลงไปเรื่อยๆ จึงจําเปนตองตัดแตง ตน และ
พักตนไว โดยการถอนแยกตนท่ีแก ใบรว งเหลือง ตนแหง เปนโรคหรอื ถูกแมลงรบกวนทิ้ง คดั เลอื กตนท่แี ข็งแรง
ตอ กอไว 4-5 ตน เลี้ยงไวเปน ตน แม ระยะเวลาการพกั ตนแตละครั้งอยรู ะหวา ง 20-30 วนั การพักตนเกษตรกร
ตอ งงดการเกบ็ เก่ียวผลผลติ ดว ย จึงตอ งวางแผนในการพักตน โดยตองไมพกั ตนพรอมๆ กัน เพือ่ ใหมบี างแปลง
เก็บเก่ยี วผลผลิตขายได และบางแปลงพักตน สลับกนั เพือ่ จะไดมีรายไดห มนุ เวยี นไดต ลอดป
การพูนดนิ กลบโคนตน เปนวธิ กี ารท่จี าํ เปน ในการปลกู หนอไมฝร่ังหนอเขยี ว เพราะสภาพดินที่ยุบตวั ลง
จากการเขา ไปทํางานของเกษตรกรในแปลง ระหวางการถอน เก็บเกี่ยวผลผลติ การพูนโคนตนหนอไมฝรัง่ ควร
ทําควบคูกันไป กับการใสป ยุ ทกุ ครง้ั เพอ่ื เปน การประหยัดแรงงาน และทําใหหนอท่เี กดิ ใหมม ีความสมบรู ณ
และมคี ุณภาพหนอทดี่ ี
สถานการณการผลิตหนอไมฝร่ัง
(The Situations of Asparagus Production)
หนอไมฝรั่งเปนพืชขามป สามารถข้ึนไดในสภาพดินเกือบทุกชนิด แหลงปลูกท่ีสําคัญจะอยูในภาค
ตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไดแก จังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ
นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแกน หนองคาย รอยเอ็ด กาฬสินธุ และมหาสารคาม ในป 2554 มีพ้ืนที่ปลูก
ทั้งหมด 14,238 ไร เปนพื้นที่ที่ใหผลผลิต 13,730 ไร มีผลผลิตรวม 23,305 ตัน และมีผลผลิตเฉล่ีย 1,639
กโิ ลกรัมตอไร โดยแหลงผลติ สว นใหญอยูในภาคกลาง 4 อนั ดับแรก ไดแก จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม
และสุพรรณบุรี ตามลําดับ สวนปริมาณการสงออกมีท้ังส้ิน 6,168 ตัน คิดเปนมูลคา 487,206848 บาท
สําหรบั การสง ออกหนอไมฝรง่ั ไปตางประเทศตลาดท่ีสาํ คัญ คอื ญปี่ ุน รองลงมาคือ ประเทศในยุโรป และเอเชีย
ไดแก ไตห วัน ฮอ งกง สงิ คโปร และมาเลเซยี การปลูกหนอไมฝรั่งของเกษตรกรไทย นิยมปลูก 2 แบบ คือ การ
ปลูกแบบหนอ เขียวสาํ หรับใชบ ริโภคหรอื แชแข็ง เพ่อื การสง ออกไปจําหนา ยยังตลาดตางประเทศ การปลูกแบบ
น้ีผูปลูกตองควบคุมคุณภาพของหนอไมฝรั่งใหไดมาตรฐานที่กําหนด และราคาจะสูงกวา สวนการปลูกแบบ
หนอขาว สําหรบั ใชแปรรูปโดยการใชดินหรืออินทรียวัตถุกลบหรือคลุมโคนตน เพื่อไมใหหนอออนถูกแสงแดด
จึงทําใหหนอที่ไดเมื่อถอนออกมามีสีขาว ซ่ึงหนอขาวไมจําเปนตองรักษาคุณภาพในเรื่องรูปรางและขนาดมาก
เหมือนกับหนอเขียว เน่ืองจากหนอขาวจะตองนํามาลอกเปลือกหรือตัดสวนที่มีตําหนิออกกอนที่จะนําไปแปร
รูปเชน การบรรจลุ งในกระปอง ดังนั้นหนอ ขาวจึงขายไดร าคาถูกกวาหนอ เขยี ว
การผลติ หนอไมฝ ร่งั เพือ่ การสงออก ในปจ จบุ ันบริษัทผูสงออกซึง่ เปนผูซ อื้ กบั เกษตรกรผูปลูกหรือผูขาย
จะตองทํางานรวมกันดวยระบบสัญญาซื้อขาย (Contract Farming) โดยผูสงออกตองมีตลาดและปริมาณ
ความตองการผลผลิตหนอไมฝรั่ง ขณะเกษตรกรผูปลูกหรือในฐานะลูกไรของบริษัทผูสงออก นอกจากจะมี
พ้ืนท่ีปลูกใหมากพอที่จะสามารถผลิตหนอไมฝร่ังใหไดปริมาณตามความตองการของผูสงออกแลว ผูปลูก
จะตองปฏบิ ตั ติ ามเง่อื นไขตางๆ ของบรษิ ทั เชน การใชพันธุหนอไมฝร่ัง การใหปุย ใหนํ้า การจัดการโรค แมลง
และวัชพืช ในชวงการปลูกและการเจริญเติบโตของหนอไมฝร่ังตลอดจนการเก็บเก่ียวหนอไมฝร่ังเพ่ือให
หนอ ไมฝ รั่งไดมาตรฐานและคุณภาพดี สําหรับมาตรฐานหนอไมฝรั่งเพื่อการสงออกมีประกาศกระทรวงเกษตร
และสหกรณ โดยสาํ นักมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหารแหง ชาติ ป 2547 ซ่ึงมีขอกําหนดเร่ืองคุณภาพ ขนาด
การบรรจุหีบหอ และการปฏิบัติตอหนอไมฝรั่งในขั้นตอนตางๆ ไดแก การเก็บเก่ียว การเก็บรักษา และการ
ขนสง ตองปฏิบัติอยางถูกสุขลักษณะ เพื่อปองกันการปนเปอนทางดานชีวภาพ เคมี และกายภาพ ที่จะ
กอใหเกิดอันตรายตอผูบริโภค ซึ่งผูสงออกจะตองใหแนวทางการปฏิบัติตอเกษตรกรใหเปนไปตามขอกําหนด
ตอ ไป
แมลงศตั รูหนอไมฝรั่ง
(Insect pest of asparagus)
สถานการณแ มลงหนอไมฝร่ัง
หนอไมฝรั่ง เปนพืชผักสงออกที่มีตลาดรองรับแนนอน ราคาประกันคงที่และที่สําคัญคือ ได
ผลตอบแทนตอ ไรส งู และทาํ รายไดเขา ประเทศสงู มากพืชหน่งึ หนอ ไมฝรั่งเปนพืชที่ปลูกมานานแลวในประเทศ
ไทย ซึ่งมีบทบาทสําคัญตอเศรษฐกิจของประเทศและอยูในแผนเรงรัดเพื่อบริโภคสดและสงเสริมเปนสินคา
สงออก และปจจบุ นั เปนพืชท่ีจัดอยูในแผนหลักของกรมวชิ าการเกษตร แตเดิมพื้นที่ปลูกหนอไมฝร่ังมีนอยมาก
ในป 2530 มีเพียง 3,000 ไร ปลูกเพียง 7 – 8 จังหวัด แตในปจจุบันมีการขยายพื้นท่ีปลูกนับหม่ืนไร และ
เพ่ิมข้ึนอกี หลายจงั หวดั ความตอ งการหนอไมฝ รง่ั มีเพม่ิ มากขึ้นทัง้ ตลาดตา งประเทศและในประเทศ สําหรับใน
ประเทศน้ันหนอไมฝรั่งที่นํามาบริโภคกันทั่วไปสวนหน่ึงมาจากหนอไมฝร่ังท่ีไมไดมาตรฐาน สวนผลผลิตที่ได
มาตรฐานจะทาํ การสง ออกไปยงั ตา งประเทศ จากขอมูลของสํานกั ควบคุมพืช และวัสดุการเกษตร กรมวิชาการ
เกษตร ระบุวา ตลาดสงออกของหนอไมฝร่ังในปจจุบันมีมากกวา 20 ประเทศ และท่ีเปนตลาดสําคัญรายใหญ
คือ ญี่ปุน การผลิตหนอไมฝร่ังในประเทศไทยมีทั้งหนอขาวและหนอเขียว คือหนอขาวผลิตเพ่ือแปรรูปทาง
อุตสาหกรรมบรรจุกระปอง สวนหนอเขียวผลิตเพ่ือบริโภคสด เพื่อใหไดตรงตามมาตรฐานการสงออกซึ่งมี
ขอกําหนดดังนี้ ลักษณะของหนอตองตรงไมคดงอ ไมแคระแกรน ความยาวของหนอ 25 เซนติเมตร มีสวน
เขียวมากกวา 18 เซนติเมตร ตองปราศจากโรคแมลง ซ่ึงจากขอกําหนดดังกลาวจึงนํามาจัดเปนเกรด เอ ซ่ึงมี
เสน ผาศูนยกลางขนาด 1 เซนติเมตร. ข้นึ ไป เกรด บี มขี นาด 0.8 – 1.0 เซนตเิ มตร
ปญหาสําคญั ท่สี ดุ อันเปนอปุ สรรคตอการปลูกหนอไมฝร่ัง ซ่ึงทําใหผลผลิตไมไดมาตรฐานการสงออกก็
คอื แมลงศตั รู ซ่งึ พบมีหลายชนดิ การผลิตหนอไมฝร่ังในประเทศไทยนั้น เกษตรกรทําการพนสารฆาแมลงเปน
ประจาํ เพอื่ ปอ งกนั กําจดั แมลงศตั รูพืช โดยพบวาเกษตรกรใชสารฆาแมลงตา งๆ กนั ถงึ 8 กลุมสาร โดยมีชวงพน
7 – 10 วัน แมลงศัตรูสําคัญท่ีเปนปญหาควรแกไขในขณะน้ี ไดแก หนอนกระทูหอม หนอนเจาะสมอฝาย
หนอนกระทูผัก และเพลี้ยไฟหอม แมลงศัตรูดังกลาวขางตนนี้ ในปจจุบันไดมีการคนควาหาวิธีการปองกัน
กําจัด และพัฒนาไปถึงขั้นการปองกันกําจัดแบบผสมผสานซ่ึงวิธีดังกลาวสามารถลดการใชสารเคมีลงได 40
เปอรเซ็นต และไดมีการถายทอดวิธีการและเทคโนโลยีไปยังเกษตรกรผูปลูก รวมท้ังเจาหนาท่ีและผูเกี่ยวของ
และสามารถยดึ ถือเปน หลักในการปฏบิ ตั ิเพ่อื ความสําเรจ็ ในการปลูกหนอไมฝร่ังในอนาคตตอไป
ชนดิ ของแมลงศัตรหู นอไมฝ รั่งและสวนของพืชท่ถี ูกทาํ ลาย
เพลีย้ ไฟหอม
ชือ่ วิทยาศาสตร Thrips tabaci Lindeman
วงศ Thripidae
อนั ดบั Thysanoptera
ช่อื สามัญ Onion thrips
ความสําคัญและลกั ษณะการทําลาย
เพล้ียไฟหอมทําลายหนอไมฝร่ัง และกอใหเกิดปญหาในดานการสงออก ในป 2530 มีผลทําให
ประเทศญี่ปุนไมยอมรับซื้อหนอไมฝรั่งที่สงออกจากประเทศไทย เกษตรกรผูปลูกประสบความเสียหายอยาง
มาก ท้ังตัวออนและตัวเต็มวัยสามารถเขาทําลายหนอไมฝร่ัง โดยการใชปากที่มีลักษณะเปนแทง (stylet) เขี่ย
เนอ้ื เยอ่ื พืชใหชํ้าแลวดูดน้ําเลี้ยงจากเซลลพืชที่ปลายหนอ กาบใบและใบ ในระยะแรกของการเขาทําลายถาไม
สังเกตใหดีจะไมพบรองรอย หรืออาการที่ถูกทําลาย แตจะเห็นไดชัดเจนก็ตอเม่ือพืชถูกทําลายรุนแรงแลว
หนอไมฝรั่งจึงจะมีลักษณะแคระแกรน ปลายหนอเหลืองซีด กาบใบที่หุมบริเวณลําตนมีสีนํ้าตาล และแสดง
อาการเหยี่ ว ซ่งึ หนอ ไมฝ รัง่ ที่มีลักษณะดังกลาวจะขายไมไดราคาและท่ีสําคัญอยางยิ่ง คือ ไมสามารถสงออกไป
จําหนายยังตางประเทศได ปจจัยท่ีสําคัญตอการระบาดของเพล้ียไฟหอม ไดแก ฝน และอุณหภูมิ ถาอุณหภูมิ
ต่ํากวา 15 องศาเซลเซียส จะลดการเคล่ือนยายและการระบาดของเพลี้ยไฟหอมลงไดมาก พบระบาดในชวง
ฤดูรอนหรืออากาศแหง แลง ชว งระหวา งเดือนกุมภาพันธ- พฤษภาคม ของทกุ แหลง ทป่ี ลกู หนอ ไมฝ รงั่
รูปรางและชีวประวตั ิ
วงจรชีวติ เพล้ียไฟหอมวางไขเปน ฟองเดีย่ วในเนื้อเย่อื พชื ประมาณ 28-55 ฟอง ไขม ีสีขาวใส
ระยะไข ประมาณ 4.8-8.5 วัน ตวั ออน
ตัวออ น ระยะตวั ออนพบมี 3 ระยะ คือ ระยะแรกมีสีเหลืองใส หลังเขาสูตัวออนระยะท่ีสามซึ่งเปนระยะกอน
เขาดักแด ตัวออนมีสีเหลืองออน หรือน้ําตาลออน ในระยะนี้จะปรากฏตุมปกบริเวณอกปลองท่ีสองและสาม
เห็นชดั เจน เคลอื่ นไหวชา ลง แตย งั คงทาํ ลายพชื โดยการดดู กินนาํ้ เลีย้ ง ระยะตัวออ นประมาณ 6.8-8.5 วนั
ดักแด มสี เี หลอื ง ในระยะนีห้ นวดช้ีไปทางดา นหลัง ตมุ ปกทัง้ สองขา งเจริญมากข้นึ จะขยายออกมาและโคงไป
ตามลําตัวเกือบมิดสวนทอง และมีขนเสนเล็กๆ สีนํ้าตาลเห็นชัดเจน เพลี้ยไฟหอมระยะนี้ไมเคลื่อนไหว ไมกิน
อาหารและเขาดักแดในดิน ดักแดมีอายุประมาณ 2.4-4.0 วัน ตัวเต็มวัย มีขนาดลําตัว 1.0-1.1 มิลลิเมตร มีสี
เหลืองออน หรือนํ้าตาลออน ซ่ึงเกิดจากจุดสีน้ําตาลท่ีกระจายตามแผนแข็งบริเวณ หัว อก และทอง บางคร้ัง
พบวาจุดสีนํ้าตาลเหลานี้รวมตัวกันมีลักษณะเปนแถบสีนํ้าตาลเขม เพล้ียไฟหอมในระยะน้ีเคลื่อนไหวรวดเร็ว
และวองไว ตวั เต็มวัยอายรุ ะหวาง 18-20 วนั รวมวงจรชวี ิต 14-19 วนั
พืชอาหาร
เพล้ียไฟหอม เปนแมลงศัตรูที่สําคัญของพืชหลายชนิด เชน หนอไมฝรั่ง หอม กระเทียม ฝาย
ทานตะวัน นา้ํ เตา บวบ ปอ มะเขือ ถั่ว ยาสบู และมะเขือเทศ เปนตน
การปองกนั กําจดั
1. วธิ ีกล โดยการติดกบั ดกั กาวเหนียวสีเหลืองจํานวน 80 กับดกั ตอไร พบวา มีประสิทธิภาพในการดักจับเพล้ีย
ไฟชนิดนไี้ ดเปนอยางดี และสามารถลดการระบาดลงได2 . ใชส ารฆาแมลงทม่ี ีประสิทธิภาพ เชน อิมิดาคลอพริด
(imidacloprid 10% W/V SL) หรอื ฟโ ปรนิล (Fipronil 5% W/V SC)
หนอนกระทูหอม
ชื่อวิทยาศาสตร Spodoptera exigua (Hubner)
วงศ Noctuidae
อนั ดบั Lepidoptera
ช่ือสามัญ Beet armyworm
ความสําคญั และลักษณะการทาํ ลาย
หนอนกระทูหอมเปนแมลงศัตรูที่สําคัญอีกชนิดหนึ่งกอใหเกิดความเสียหายกับผักตระกูลกะหลํ่าทุก
ชนิดทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะตามแหลงปลูกการคาตอเน่ืองกอใหเกิดความเสียหายตอผูปลูกผักอยางมาก
ทั้งน้ีเกษตรกรไมสามารถปองกันกําจัดหนอนชนิดนี้ได เนื่องจากหนอนสรางความตานทานตอสารฆาแมลง
หลายชนิด และมีพฤติกรรมชอบหลบซอนตัว การระบาดจะรุนแรงมากในชวงฤดูรอน โดยหนอนเม่ือฟกออก
จากไขจะกัดกินผิวใบบริเวณสวนตางๆ ของพืชเปนกลุม และความเสียหายรุนแรงในระยะหนอนวัย 3 ซ่ึงจะ
แยกยายกดั กินทุกสว นของพืช หากปริมาณหนอนมากความเสียหายจะรุนแรง ผลผลิตจะเสียหายและคุณภาพ
ไมเ ปนทีต่ อ งการของตลาด
รูปรา งและชวี ประวตั ิ
ไข มีจํานวนไข 20-80 ฟองข้ึนไป แตโดยเฉล่ียอยูในระหวาง 20 กวาฟอง กลุมไขปกคลุมดวยขนสี
ขาว ระยะไขประมาณ 2-3 วัน หากอุณหภูมิความช้ืนสูงไขจะฟกตัวเร็วขึ้น ตัวเต็มวัยเพศเมีย 1 ตัว สามารถ
วางไขไดมากกวา 200 ฟอง
ตวั ออ น ไขเ ม่ือฟก เปน หนอนระยะแรกจะอยรู วมกนั เปนกลมุ แทะกนิ ผิวใบดา นลา ง และจะอยูรวมกัน
จนกระท่งั ระยะหนอนวัย 3 เปน ระยะทีเ่ ร่มิ มกี ารเปลย่ี นแปลงทางสสี นั เชน สีเขียวออน เทา เทาปนดํา น้ําตาล
ออน นํ้าตาลดํา เปนตน หากสังเกตดานขางจะมีแถบสีขาวขางละแถบพาดยาวจากสวนอกถึงปลายสุดของ
ลําตัว หนอนวยั 3 เปนระยะท่ีแยกกันอยูเพราะตัวโตข้ึน ระยะหนอนมีการเจริญเติบโต 6 ระยะ ใชเวลาตลอด
การเจริญเติบโต 14-17 วัน และหนอนระยะสุดทายมีขนาด 2.5 เซนติเมตร ก็จะเร่ิมหาทางเขาใตผิวดินหรือ
บริเวณโคนตนพชื เพื่อเขา ดักแด
ดกั แด มสี นี า้ํ ตาลเขมยาวประมาณ 1.5 เซนตเิ มตร ระยะดักแด 5-7 วนั ก็จะเปน ตวั เต็มวยั อาศยั อยู
ตามตน ผกั ใตใ บ
ตัวเต็มวัย เปนผีเสื้อกลางคืนขนาดกลางสีนํ้าตาลแกปนเทา กางปกกวาง 2.0-2.5 เซนติเมตร
ลักษณะเดนคือ มีจุดสีนํ้าตาลออน 2 จุดตรงกลางปกคูหนา เพศเมียจะวางไขในตอนหัวค่ํา (ชวงเวลา 18.00-
20.00 น.) ใตใบพืชเปนกลุมเล็กๆ ตัวเต็มวัยมีอายุเฉลี่ย 4-10 วัน วงจรชีวิตหนอนกระทูหอมเฉล่ีย 30-35 วัน
หรือโดยเฉลี่ยมี 10-12 ช่ัวอายขุ ัยตอป
พืชอาหาร
ผักตระกูลกะหลํ่าทุกชนิด เชน ผักคะนา กะหลํ่าปลี กะหล่ําดอก ผักกาดขาวปลี ผักกาดเขียวปลี
ผกั กาดหวั เปน ตน นอกจากนย้ี ังทาํ ลายพืชผกั ชนิดอื่นๆ ไมผล พืชไร และไมดอก ไดแก หอมแดง หอมหัวใหญ
หนอไมฝรงั่ กระเจย๊ี บเขียว พรกิ องุน ขา วโพด ถัว่ เหลือง กุหลาบ ดาวเรอื ง และกลวยไม เปนตน
การปองกันกาํ จัด
1. การใชวิธีทางเขตกรรม เชน การไถพรวนดินตากแดด เพ่ือฆาดักแดหนอนกระทูหอมท่ีอยูในดิน การทําลาย
ซากพืชอาหาร เพ่ือลดแหลงอาหารในการขยายพันธุอยางตอเนื่อง ทําใหชวยลดการระบาดของหนอนกระทู
หอมในการปลกู ผกั คร้ังตอไป
2. การใชว ธิ กี ล เชน เก็บกลมุ ไขและหนอนทําลายจะชวยลดการระบาดลงไดอยา งมีประสิทธิภาพ
3. การใชโรงเรือนตาขายไนลอน หรือการปลูกผักกางมุง โดยการปลูกผักในโรงเรือนที่คลุมดวยตาขายไนลอน
ขนาด 16 ชองตอตารางน้ิว (mesh) สามารถปองกันการเขาทําลายของหนอนกระทูหอมไดอยางมี
ประสทิ ธภิ าพ 100 เปอรเซน็ ต
4. การใชศตั รธู รรมชาติ ไดแ ก
- การใชเ ชอ้ื แบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (Bt) ทสี่ าํ คัญมจี าํ หนา ยเปนการคา ไดแก Bacillus
thuringiensis var aizawai และ Bacillus thuringiensis var kurstaki เปน ตน
- การใชเ ชอ้ื ไวรัส Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV) กําจัดหนอนกระทูหอม
- แตนเบียนธรรมชาติ ไดแ ก แตนเบียน Microplitis manilae Ashmead แตนเบียน Charops sp และ
แมลงวนั Peribaea orbata (Wiedemann)
- ตวั หาํ้ ธรรมชาติ ไดแก มวนพิฆาต Eocanthecona furcellata (Woff)
5. การใชส ารฆา แมลงท่ีมีประสทิ ธิภาพ ในการปองกันกาํ จัดหนอนกระทูหอม
หนอนกระทูผ กั
ช่อื วิทยาศาสตร Spodoptera litura (Fabricius)
วงศ Noctuidae
อนั ดับ Lepidoptera
ชื่อสามัญ Common cutworm
ความสาํ คญั และลกั ษณะการทําลาย
หนอนกระทูผักเปนแมลงท่ีสําคัญอีกชนิดหนึ่ง ท่ีพบเขาทําลายพืชผักตระกูลกะหลํ่า โดยหนอน
ระยะแรกเขา ทาํ ลายเปน กลมุ ในระยะตอมาจะทาํ ลายรุนแรงมากข้ึน เนือ่ งจากเปนหนอนท่ีมีขนาดใหญสามารถ
กัดกนิ ใบ กาน หรอื เขาทําลายในหัวกะหลาํ่ ทาํ ความเสียหายและยากแกการปองกนั กําจดั ซึง่ การเขาทําลายมัก
เกิดเปนหยอ มๆ ตามจุดทตี่ วั เต็มวัยเพศเมียวางไข และมกั แพรระบาดไดรวดเร็วตลอดทั้งปโดยเฉพาะในชวงฤดู
ฝน
รปู รา งและชีวประวตั ิ
ไข เพศเมยี วางไขเปนกลุมใหญจํานวนนับรอยฟอง ปกคลุมดวยขนสีน้ําตาลออน หรือสีฟางขาวใตใบ
พชื ระยะไข 3-4 วนั กจ็ ะฟกเปนตัวหนอน
ตัวออน ระยะแรกจะอยูรวมกันเปนกลุม แทะกินผิวใบจนบางใส เม่ือลอกคราบได 2 ครั้ง จะสังเกต
แถบสีดําท่ีคอไดชัดเจน ลําตัวจะเปล่ียนจากสีเขียวออนเกิดลายเสน หรือจุดสีดํา และผิวลําตัว มีขีดดําพาด
ตามยาว หนอนจะเริ่มแยกยายทําลายพืชกัดกินใบ ยอดออน หรือเขากัดกินซอกกลีบใบในหัวกะหลํ่า ท่ีหัวยัง
เขาไมแนน ทําใหเสียหาย ระยะหนอนมีการเจริญเติบโต 5 ระยะ ใชเวลา 10-15 วัน หนอนระยะสุดทาย
เคลอื่ นไหวชา มขี นาด 1.5 เซนติเมตร
ดกั แด ระยะดกั แด 7-10 วนั กจ็ ะฟก เปน ตัวเตม็ วัย
ตัวเต็มวัย เปนผีเส้ือกลางคืนขนาดกลางสีน้ําตาล กางปกกวาง 3.0-3.5 เซนติเมตร ปกคูหนามีเสนสี
เหลืองพาดหลายเสน ตัวเต็มวัยมอี ายุเฉล่ยี 5-10 วัน วงจรชีวิตหนอนกระทผู ักเฉลย่ี 25-35 วนั หรือ 12-14 ช่ัว
อายุขัยตอป
พืชอาหาร
ผักตระกูลกะหล่ําทุกชนิด เชน ผักคะนา กะหล่ําปลี กะหล่ําดอก ผักกาดขาวปลี ผักกาดเขียวปลี
ผกั กาดหัว เปน ตน นอกจากน้ยี ังทาํ ลายพืชผักชนิดอ่ืนๆ ไมผล พืชไร และไมดอก ไดแก หอมแดง หอมหัวใหญ
หนอไมฝรั่ง กระเจ๊ยี บเขียว พริก องนุ ขาวโพด ถ่วั เหลือง กหุ ลาบ ดาวเรือง และกลวยไม เปน ตน
การปองกนั กําจดั
1. การใชวิธีทางเขตกรรม เชน การไถตากดิน และการเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อฆาดักแด และลดแหลง
อาหารในการขยายพันธขุ องหนอนกระทผู ัก เปน ตน
2. การใชวิธีกล โดยการเก็บกลุมไขและหนอนทําลายจะชวยลดการระบาดลงไดอยางมีประสิทธิภาพ และ
ปลอดภัย
3. การใชโ รงเรอื นคลุมดวยตาขายไนลอน หรือการปลูกผักกางมุง ซ่ึงมีประสิทธิภาพปองกันการเขาทําลายของ
หนอนกระทผู ักไดดี
4. การใชศตั รูธรรมชาติ ไดแ ก การใชเ ช้ือแบคทีเรีย (Bt), การใชเช้ือไวรัส NPV หนอนกระทูผักแตนเบียน และ
ตวั ห้าํ เปน ตน
หนอนเจาะสมอฝาย
ชื่อวิทยาศาสตร Helicoverpa armigera (Hubner)
วงศ Noctuidae
อันดบั Lepidoptera
ชอ่ื สามัญ Cotton ballworm
ความสําคัญและลักษณะการทําลาย
หนอนชนิดนีเ้ ปนทรี่ ูจกั กนั ดใี นหมเู กษตรกรผูปลูกฝาย โดยหนอนเจาะสมอฝายเริ่มเขาระบาดทําความ
เสียหายในประเทศไทยตั้งแตป พ.ศ. 2508 และพบระบาดติดตอกันทุกป เกษตรกรมีปญหาในการปองกัน
กําจัดเนื่องจากหนอนเจาะสมอฝายไดพัฒนาสรางความตานทานตอสารฆาแมลงไดรวดเร็วและหลายชนิด
หนอนชนิดน้ีทําลายพืชผักโดยการกัดกินสวนตางๆ ของพืช เชน ดอก ใบ เจาะกัดกินภายในลําตน ฝก และ
หนอ สําหรับในพืชผักบางชนิดท่ีผลิตเพ่ือการสงออก เชน หนอไมฝรั่งและกระเจ๊ียบเขียว แมถูกทําลายเพียง
เล็กนอยจะทําใหผลผลิตเสียคุณภาพในการสงออก เพ่ือเปนการรักษาคุณภาพดังกลาว เกษตรกรจึงมีการพน
สารฆาแมลงเปนประจําและบอยคร้ัง และบางครั้งไมถูกวิธีทําใหผลผลิตนอกจากไมเปนที่ตองการของตลาด
แลวยงั เพม่ิ ตนทุนการผลติ และบางครง้ั พบพิษตกคา งในผลผลติ อีกดว ย
รูปรางและชวี ประวัติ
ไข ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไขเปนฟองเด่ียวๆ ตามสวนออนของพืช เชน ใบ กานใบ ไขมีลักษณะกลม
คลา ยฝาชี ไขที่วางใหมๆ จะมีสขี าวนวลเปนมัน
ตัวออน ระยะไข 2-3 วัน จึงฟกออกเปนตัวหนอน หนอนมีดวยกันทั้งหมด 5 วัย โดยวัยที่ 1 จะมีสี
ขาวนวล เมื่อเขาสูวัยที่ 2 สีของลําตัวเขมขึ้นเปนดําปนเขียว หนอนวัยที่ 3 ลําตัวมีสีน้ําตาลปนเขียว เมื่อเขาสู
วัยท่ี 4 ลาํ ตวั จะมสี ีเขม ขึน้ เปนดาํ ปนเขียว หนอนวัยท่ี 5 ลาํ ตวั จะเปลี่ยนเปน สีสม แก หนอนโตเต็มที่มขี นาด 3.5
เซนตเิ มตร ระยะหนอนประมาณ 16-22 วนั
ดกั แด ดักแดม ีสีน้าํ ตาลไหม ขนาด 1.8 เซนติเมตร อายดุ ักแดป ระมาณ 10-12 วัน จึงออกเปนตัวเต็ม
วัย
ตวั เตม็ วยั ซึ่งเปนผีเสื้อกลางคืน วัดเม่ือกางปกยาว 3-4 เซนติเมตร ตัวเมียปกคูหนาสีน้ําตาลปนแดง
สวนตัวผูสีน้ําตาลอมเขียว เลยกึ่งกลางปกคูหนาไปทางหนาเล็กนอยมีจุดสีนํ้าตาลเขมขนาดโตกวาหัวเข็มหมุด
ปก ละจุดถดั จากจดุ นีไ้ ปทางปลายปก เล็กนอยมีแถบสีนํ้าตาลเขมพาดตามขวาง และมีจุดสีดําเรียงรายตามแถบ
นี้ ปกคูหลังมีแถบสีน้ําตาลที่ปลายปกพาดตอกับปกคูหนา สีของปกคูหนาเขมกวาปกคูหลัง อายุตัวเต็มวัย
ประมาณ 7-18 วนั รวมวงจรชีวิตประมาณ 29-38 วนั
พชื อาหาร
หนอนเจาะสมอฝาย เปนแมลงศัตรูสําคัญของมะเขือเทศ และยังเปนศัตรูสําคัญของพืชผัก ไมผล ไม
ดอก และพืชไรหลายชนิด ไดแก ถ่ัวฝกยาว ถั่วลันเตา พริก มะเขือ กระเจ๊ียบเขียว หนอไมฝรั่ง สมเขียวหวาน
มะมวงหิมพานต สตรอเบอร่ี กุหลาบ เบญจมาศ คาเนช่ัน เยอบีรา ถ่ัวเหลือง ถั่วเขียว ขาวโพด ยาสูบ ฝาย
และปอกระเจา เปน ตน
ศตั รธู รรมชาติ
ศัตรูธรรมชาติท่ีสําคัญที่พบทําลายหนอนเจาะสมอฝาย ไดแก โรคทําลายแมลง เชน ไวรัส NPV ของ
หนอนเจาะสมอฝาย ซึ่งเปนไวรัสที่พบระบาดอยูตามธรรมชาติในแหลงท่ีมีหนอนเจาะสมอฝายระบาด ไวรัส
ชนิดนี้พบวามีประสิทธิภาพสูงมากในการทําลายหนอนเจาะสมอฝาย ลักษณะอาการของโรค NPV กับหนอน
เจาะสมอฝายจะมีลักษณะอาการทั่วๆ ไป คลายกับหนอนกระทูหอม อาการโรคจะเห็นชัดในวันที่ 3 ภายหลัง
จากหนอนไดรับเช้ือ
การปองกนั กาํ จดั
1. การใชวิธีทางเขตกรรม เชน การไถพรวนดินตากแดด เพื่อฆาดักแดหนอนเจาะสมอฝายท่ีอยูในดิน การ
ทําลายซากพืชอาหาร เพ่ือลดแหลงอาหารในการขยายพันธุอยางตอเนื่อง ทําใหชวยลดการระบาดของหนอน
เจาะสมอฝายในการปลกู ผกั ครง้ั ตอ ไป
2. การใชโรงเรือนตาขายไนลอน หรือการปลูกผักกางมุง โดยการปลูกผักในโรงเรือนที่คลุมดวยตาขายไนลอน
ขนาด 16 ชองตอตารางน้ิว (mesh) สามารถปองกันการเขาทําลายของหนอนเจาะสมอฝายไดอยางมี
ประสทิ ธิภาพ 100 เปอรเซ็นต
3. การใชเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (Bt) ท่ีสําคัญมีจําหนายเปนการคา ไดแก Bacillus
thuringiensis var aizawai และ Bacillus thuringiensis var kurstaki
4. การใชเช้อื ไวรสั Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV) หนอนเจาะสมอฝา ย
5. ตวั ห้ําธรรมชาติ ไดแ ก มวนพฆิ าต Eocanthecona furcellata (Woff)
6. ใชสารฆาแมลงที่มปี ระสิทธิภาพปอ งกนั กําจดั เชน อนิ ดอกซาคารบ (indoxacarb 15% W/V SC) หรือสปน
โนแซต (spinosad 12% W/V SC) หรอื อีมาเม็กติน เบนโซเอท (emamectin benzoate 1.92% W/V EC)
แมลงหว่ีขาวยาสูบ
ชอ่ื วิทยาศาสตร Bemisia tabaci (Gennadius)
วงศ Aleyrodidae
อนั ดบั Homoptera
ชอ่ื สามัญ Tobacco whitefly
ความสาํ คัญและลักษณะการทําลาย
แมลงหวี่ขาวยาสูบเปนแมลงศัตรูท่ีสําคัญของมะเขือเทศ โดยตัวออน และตัวเต็มวัยจะดูดกินนํ้าเลี้ยง
บริเวณใบ และเปนพาหะนําโรคท่ีเกิดจากไวรัส การกระจายของแมลงและโรคที่เกิดจากแมลงหว่ีขาวยาสูบ
สวนใหญจะอยูในเขตรอน แตก็พบในเขตก่ึงรอนและเขตอบอุนดวยเชนกัน โดยทําความเสียหายใหกับมะเขือ
เทศในแหลงปลูกท่ัวโลก ไวรัสของมะเขือเทศที่ถายทอดโดยแมลงหวี่ขาวยาสูบ เชน Tomato Yellow Leaf
Curl Virus, Tomato Mottle Virus เปนตน
พชื อาหาร
พบทาํ ลายในพืชเศรษฐกจิ หลายชนดิ เชน ฝาย ยาสบู พริก มันเทศ มะเขือเทศ กระเจ๊ียบเขียว มะเขือ
เปราะ ปอแกว ถั่วเหลือง และถวั่ ตา งๆ
การปองกนั กําจัด
1. คลกุ เมลด็ กอ นเพาะกลา ดวยสารคารโ บซลั แฟน (carbosulfan 25% ST)
2. ใชสารฆาแมลงท่ีมีประสิทธิภาพปองกันกําจัด เชน อิมิดาคลอพริด (imidacloprid 10% W/V SL) หรือ ฟ
โปรนลิ (fipronil 5% W/V SC)
การควบคุมแมลงศัตรูหนอไมฝ รั่งโดยชีววธิ ี
(Biological Control of Asparagus Insect Pest)
การจดั การศตั รูพืชในปจ จบุ นั นี้ นักบรหิ ารและจดั การศตั รพู ชื ไดพัฒนามาเปนการจัดการศัตรูพืชแบบ
ผสมผสาน ซ่งึ มอี งคประกอบของพันธุพืชตานทาน การเขตกรรม การควบคุมศัตรูพืชทางชีววิธี การใชสารเคมี
อยา งถูกวธิ ีและใชเทาทจี่ าํ เปน แตการควบคุมศตั รพู ืชโดยชวี วธิ จี ะเปน องคป ระกอบหลักท่สี าํ คัญของการจัดการ
ศัตรูพืชแบบผสมผสานในการแกไขปญหาศัตรูพืชที่ทําลายผลผลิตทางการเกษตร และศัตรูพืชสรางความ
ตานทานตอสารเคมีปองกันกําจัดศัตรูพืช นอกจากน้ียังชวยลดการใชสารปองกันกําจัดศัตรูพืช ลดพิษตกคาง
ของสารปองกันกําจัดศัตรูพืชในผลผลิตที่ใชบริโภค ลดอันตรายตอระบบนิเวศในธรรมชาติ และลดมูลคาการ
นําเขาของสารปองกันกําจัดศัตรูพืชซ่ึงใหผลคุมคาทางเศรษฐกิจอยางตอเนื่อง ดังนั้นความพยายามในการ
ควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี ไดแก การใชตัวห้ํา (predators) ตัวเบียน (parasitoids) ไสเดือนฝอย
(nematodes) และ เช้ือโรค (pathogens) จึงเปน ส่ิงทข่ี าดไมไดในปจ จบุ ันและอนาคต
1. การใชแมลงหํ้าควบคุมแมลงศัตรหู นอไมฝ ร่ัง
หนอนกระทหู อม หนอนเจาะสมอฝา ย และหนอนกระทผู กั
แมลงห้ํา (Predators) เปนส่ิงมีชีวิตท่ีดํารงอยูอยางอิสระไมตองอาศัยอยูภายในสิ่งมีชีวิตอ่ืน และ
เปน แมลงทีก่ นิ แมลงดวยกัน การทําลายแมลงจะเปนแบบกัดกิน (เชน ดวงเตา) หรือแบบแทงดูด (เชน มวนตัว
ห้ํา) แมลงศัตรูพืชที่ถูกทําลายเรียกวา เหยื่อ (Prey) ซ่ึงแมลงห้ําตองกินเหย่ือมากกวา 1 ตัวข้ึนไป จึงจะ
เจรญิ เตบิ โตครบวงจร จึงแตกตางจาก ปรสิต (parasites) ตัวเบียน (parasitoids) และ เช้ือโรค (pathogens)
สว นมากแมลงหาํ้ จะกนิ เหย่อื ไดหลายชนิด ดังนั้นจึงมีความจําเพาะเจาะจงนอยกวา ปรสิต, ตัวเบียน และ เชื้อ
โรค แมลงหาํ้ จะกดั กินเหยอ่ื ทุกระยะการเจรญิ เติบโต เชน ระยะไข ตัวออ น ดักแด และตัวเต็มวยั ตัวเต็มวัยของ
แมลงห้ําจะเลือกวางไขใกล ๆ กับแหลงอาหารของตัวออนท่ีจะเกิดมาใหม แมลงห้ําไมขยายพันธุแบบ
parthenogenesis คือไขของตัวหํ้าท่ีไมไดรับการผสมจะไมฟกออกเปนตัว นอกจากน้ีแมลงห้ํายังสามารถเพ่ิม
ปริมาณประชากรไดรวดเร็วทันตอการเพิ่มปริมาณของแมลงศัตรูพืช นอกจากนี้แมลงห้ํายังมีขอดีอีกหลาย
ประการ กลาวคือมันจะกินเหยื่อศัตรูพืชไดทุกวัยและตางชนิดกัน แมลงหํ้ายังเปนนักกินท่ีตะกละและทนทาน
กวาตัวเบียน แตจุดดอยของแมลงห้ําอยูที่มันชอบหากินในแหลงที่มีเหย่ืออาศัยอยูอยางหนาแนน เม่ือใดท่ีมัน
กินเหยอื่ หมดแลวเราจะไมพ บมนั อยทู น่ี ั่นอีก เนื่องจากมันจะเคล่ือนยายไปหาแหลงท่ีมีเหย่ืออยูหนาแนนแหลง
อื่น
มวนพิฆาต
ชื่อวิทยาศาสตร Eocanthecona furcellata (Wolff)
อนั ดบั Hemiptera
วงศ Pentatomidae
ชือ่ สามัญ sting bug
ความสาํ คัญและการเขา ทาํ ลาย
มวนพิฆาตเปนแมลงศัตรูธรรมชาติพวกแมลงห้ํา ทั้งในระยะตัวออน และตัวเต็มวัย ท้ังเพศผูและเพศ
เมีย สามารถนําไปปลอยเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชและดํารงชีวิตอยูไดในสภาพสวน และสภาพไร ที่มี
ประสิทธิภาพในการทําลายแมลงศัตรูพืชที่สําคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด เชน หนอนกระทูหอม หนอนเจาะ
สมอฝาย และหนอนกระทูผัก เปนตน ซ่ึงศัตรูพืชเหลาน้ีกําลังเปนปญหากับหนอไมฝรั่ง พืชผัก ไมดอก ไมผล
และพืชไรหลายชนิด ดังน้ันการนํามวนพิฆาตไปใชควบคุมแมลงศัตรูพืชเหลานี้ในหนอไมฝรั่งจึงเปนอีก
ทางเลอื กหน่ึงทจี่ ะนาํ เอาไปใชไ ดในระบบการจัดการศัตรูพืชในหนอ ไมฝ รงั่ แบบผสมผสาน
รปู รางและชีวประวัติ
มวนพิฆาตมีการเปลี่ยนแปลงรูปรางขณะเจริญเติบโตแบบเปลี่ยนแปลงรูปรางทีละนอย (gradual
metamorphosis) แมลงจะเจริญจากไข เปนตวั ออน (nymph) และเปน ตัวเต็มวยั (adult)
ไข มวนพฆิ าตเมอื่ ลอกคราบออกมาเปน ตวั เต็มวยั ไดป ระมาณ 4 วัน จะเร่ิมผสมพันธุ และหลังจากนี้ 3
วัน จะเริ่มวางไขบนใบ ก่ิง ลําตน ไขมีลักษณะกลม ขนาดเสนผาศูนยกลาง 0.5 มิลลิเมตร สีนํ้าตาลเปนมัน
สะทอนแสง และจะกลายเปน สีสมเมื่อใกลฟก มวนพิฆาตจะวางไขเปนกลุมเรียงกันเปนแถว จํานวน 20 - 100
ฟองตอ กลมุ ไขมอี ายุนาน 7-8 วนั
ตัวออน ตัวออนวัย 1 หลังฟกออกมาจากไขจะอยูรวมกันเปนกลุมเกาะน่ิงอยูกับที่ มีการเคลื่อนไหว
นอยมาก ยังไมมีพฤติกรรมเปนแมลงห้ํา มันดํารงชีวิตดวยการดูดกินนํ้าท่ีเกาะอยูตาม ตน ใบ ก่ิงพืช เปน
อาหาร ตัวออนวัย 1 มีอายุ 2–3 วัน การเปนแมลงห้ําของมวนพิฆาตจะเร่ิมเมื่อเปนระยะตัวออนวัย 2 จนถึง
ระยะตัวเต็มวยั มวนพฆิ าตตง้ั แตว ยั 2 เปนตน ไปจะไมอยรู วมกันเปน กลมุ แตจะแยกยายออกหาเหย่ือคือหนอน
ของศัตรูพืช ตัวออนของมวนพิฆาตมี 5 วัย ใชเวลาทั้งหมดประมาณ 18 วัน แลวจะลอกคราบเปล่ียนเปนตัว
เต็มวัย
ตัวเต็มวัย เปนแมลงท่ีมีขนาดใหญ ลําตัวมีรูปรางคลายโล สวนหัวที่ติดกับอกไมแคบ ไมมีตาเด่ียว
หนวดมีลักษณะเปนเสนดาย (filiform) มีจํานวน 5 ปลอง มีปากแบบเจาะดูด (piercing sucking type)
ลักษณะเปน ทอ ยาวคลายเขม็ ประกอบดว ย ริมฝปากบน (labrum) กราม (mandible) ฟน (maxilla) และริม
ฝป ากลาง (labium) ปากมี 4 ปลอ ง มปี ก 2 คู ปกคูหนา สวนโคนปก มลี ักษณะแข็ง เรียกวา คอเร่ียม (corium)
สวนปลายปกเปนแผนบางออน เรียกวา เม็มเบรน(membrane) ลักษณะปกแบบนี้ เรียกวา เฮมิลีตรอน
(hemelytron) มลี กั ษณะยาว แคบ ปกคูหลังออนเปนแผนบางตลอดปก ส้ันกวาปกคูหนา เมื่อพับปกท้ังสองคู
จะแบนราบไปตามสันหลัง โดยปลายปกสว นทเ่ี ปนผนังบางจะซอนกนั สันหลังอกปลองแรกที่บาท้ังสองขางของ
ตัวเต็มวัยจะมีหนามขางละ 1 อัน แผนสามเหล่ียมสันหลังอกมีขนาดใหญเปนรูปสามเหลี่ยมยาวเกือบคร่ึงของ
ลําตวั ไมมีหนามขอบลําตัวดานขางไมขยายออกมา ปกคลุมลําตัวมิด ฝาเทา (tarsi) มีจํานวน 3 ปลอง ตัวเต็ม
วัยมีสีนํ้าตาลแก ขนาดวัดจากหัวถึงปลายปกยาว 1.3 – 1.6 เซนติเมตร ตัวเมียมีขนาดใหญกวาตัวผู ลักษณะ
เดนของมวนพิฆาตตัวเต็มวัยท่ีแตกตางจากมวนศัตรูพืชอื่นๆ คือ ท่ีบาทั้งสองขางจะมีหนามแหลมขางละอัน
มวนพฆิ าตเมื่อลอกคราบกลายเปนตัวเต็มวัยไดประมาณ 4 วัน จะเริ่มผสมพันธุ และหลังจากนี้ประมาณ 3 วัน
จะเร่ิมวางไข มวนพิฆาตมีประสิทธิภาพสูงในการขยายพันธุ โดยมวนพิฆาต 1 ตัว สามารถวางไขไดประมาณ
340 ฟอง ตวั เตม็ วยั มอี ายุนาน 23 วัน ตลอดชีวิตมอี ายุ 60 วัน
แหลง แพรก ระจาย
มวนพิฆาตน้ีสามารถดํารงชีวิตอยูไดท้ังในสภาพสวนและสภาพไรกับพืชหลายชนิด เชน องุน สม
หนอไมฝรง่ั ถัว่ ฝกยาว ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ขาวโพด ทานตะวัน และฝาย เปนตน พบแพรกระจายท่ัวไปในทวีป
เอเชยี ไดแก ไตหวัน มาเลเซีย ฟลิปปนส อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา และพมา สําหรับประเทศไทย พบมวน
พฆิ าตในภาคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื และภาคเหนอื
ชนดิ ของเหย่อื
มวนพิฆาตสามารถทําลายหนอนศัตรูพืชไดหลายชนิด โดยเฉพาะหนอนผีเส้ือที่อยูในอันดับ
Lepidoptera เชน หนอนกระทหู อม หนอนกระทูผัก หนอนเจาะสมอฝาย และหนอนรานกินใบมะพราว เปน
ตน
ลกั ษณะการทําลายเหย่ือ
มวนพิฆาตมีปากแบบแทงดูด ตามปกติปากของมวนพิฆาตจะพับเก็บไวใตทอง แตเม่ือเจอเหย่ือมันจะ
ตวัดออกมาดานหนา และเขาจูโจมเหยื่อทันที โดยใชปากที่มีลักษณะคลายเข็มแทงเขาไปในลําตัวหนอน
ศัตรูพืช แลวปลอยสารพิษ (venom) ทําใหหนอนเปนอัมพาตไมสามารถเคลื่อนไหวไดจากนั้นจะดูดกิน
ของเหลวภายในตัวหนอนนิดหนอยซึ่งหนอนจะตาย หรือดูดกินจนหนอนแหงตายแลวจึงท้ิงเหยื่อเพ่ือไปหา
เหยอ่ื ใหมตอ ไป
ประสิทธภิ าพในการทําลายแมลงศัตรูพืช
มีประสิทธิภาพในการทําลายหนอนทุกขนาด ตลอดชีวิตของมวนพิฆาตทําลายหนอนศัตรูพืชได 260
ตัว หรือเฉลี่ย 6 ตัวตอวัน ตัวออนวัย 2-5 ทําลายหนอนไดเฉลี่ย 80 ตัว ซ่ึงเปนระยะที่ไมมีปกจึงแยกยายออก
หาเหยือ่ อยูในแปลงท่ปี ลอ ยซ่งึ นานพอที่จะชว ยกําจดั หนอนศตั รูพชื ใหอยูในระดับท่ีตองการได
การนํามวนพฆิ าตไปใชค วบคุมแมลงศัตรูพืชในหนอไมฝรงั่
การนํามวนพิฆาตไปใชควบคุมแมลงศัตรูพืช ไดแก หนอนกระทูหอม หนอนเจาะสมอฝายและหนอน
กระทูผ ักในหนอ ไมฝรง่ั โดยเมือ่ ตรวจพบจาํ นวนหนอนกระทูหอม และตอหรือหนอนกระทูผัก และ/หรือหนอน
เจาะสมอฝายสูงกวาระดับเศรษฐกิจ (ระดับเศรษฐกิจของหนอนกระทูหอม หรือหนอนกระทูผัก คือ 1 ตัวตอ
กอ และหนอนเจาะสมอฝายคือ 0.5 ตัวตอกอ) ใหปลอยมวนพิฆาตระยะตัวออนวัย 3 อัตราการปลอยมวน
พิฆาต 3,200 ตัวตอไรตอคร้ัง ตอการระบาด 1คร้ัง ซ่ึงมวนพิฆาตระยะตัวออนวัย 3 สามารถทําลายหนอนทั้ง
3 ชนดิ ดังกลา วได 9–16 ตัว และระยะตวั ออ นวัย 4–5 สามารถทําลายหนอนดังกลาวได 28 ตัว ทําใหสามารถ
ควบคุมและลดปริมาณหนอนศัตรูพืชดังกลาวไดอยางมีประสิทธิภาพสูงถึง 80–90 เปอรเซนต ภายในเวลา 5
วนั หลังปลอย
มวนเพชฌฆาต
ชื่อวิทยาศาสตร Sycanus versicolor Dorhn.
วงศ Reduviidae
อนั ดับ Hemiptera
ชื่อสามัญ assassin bug
ความสาํ คัญและการเขาทาํ ลาย
มวนเพชฌฆาตเปนแมลงศัตรูธรรมชาติพวกแมลงห้ํา ท้ังในระยะตัวออน และตัวเต็มวัย ทั้งเพศผูและ
เพศเมีย มวนที่เปนศัตรูธรรมชาติของแมลงห้ําสวนใหญอยูในวงศ Reduviidae มวนตัวหํ้าในวงศน้ี (มวน
เพชฌฆาต) หลายชนิดเปนมวนตัวหํ้าท่ีมีประสิทธิภาพสูงในการทําลายหนอนศัตรูพืช มีอุปนิสัยขยันและมี
คุณคาทางเศรษฐกิจในการทาํ ลายแมลงศัตรพู ืช มวนเพชฌฆาตสามารถเจรญิ เตบิ โตอยูไดทั้งในพืชสวน และพืช
ไร สามารถเล้ียงขยายพนั ธุไดด ี มวนเพชฌฆาตสกลุ Sycanus ทพ่ี บมากในประเทศไทยมี 3 ชนิด คือ Sycanus
versicolor Dohrn., Sycanus collaris Fabricius และ Sycanus croceovittatus Dohrn. สามารถพบได
ท่ัวไปในธรรมชาติแตมีปริมาณนอย สําหรับ S. versicolor Dohrn. เปนชนิดที่พบบอยและพบมากกวาอีก 2
ชนิด
รปู รา งลักษณะและชีวประวัติ
มวนเพชฌฆาตมีการเปลี่ยนแปลงรูปรางขณะเจริญเติบโตแบบเปล่ียนแปลงรูปรางทีละนอย (gradual
metamorphosis) แมลงจะเจรญิ จากไข เปนตวั ออน (nymph) และเปนตวั เต็มวัย (adult) ไข มวนเพชฌฆาต
เมื่อลอกคราบออกมาเปนตัวเต็มวัยไดประมาณ 14-19 วัน จะเริ่มวางไขบนใบ กิ่ง ลําตน ไขมีลักษณะ
ทรงกระบอกปลายมน ตัวเมียจะขับเมือกสีขาวคลายแปงคลุมกลุมไขทั้งดานบนและดานขาง ตอมาเมือกน้ี
แข็งตัว มวนเพชฌฆาตจะวางไขเปนกลุมเรียงกันเปนแถว จํานวน 80-110 ฟองตอกลุม ไขมีอายุนาน 13-17
วนั ไขม คี วามสามารถในการฟกเปนตวั ออ นวัย 1 ได 85 เปอรเ ซ็นต
ตัวออน ตัวออนมีสีแดง ลักษณะรูปรางคลายมดแดง ตัวออนวัยท่ี 1 จะอยูรวมกันเปนกลุม มีอายุ10-
15 วนั ตวั ออนมี 5-6 วยั ใชเวลาทงั้ หมด 50-70 วัน แลว จะเปล่ียนเปน ตวั เตม็ วยั
ตัวเต็มวัย มวนสกุลน้ีเปนมวนขนาดใหญ ความยาวจากสวนปลายหัวถึงปลายลําตัว 1.7-2.2
เซนติเมตร ลําตัวยาวรูปไข สวนหัวยาวเทากับความยาวของสันหลังอกปลองแรก (pronotum) และแผน
สามเหล่ียมสันหลงั อก (scutellum) รวมกัน สวนหัวยาว สวนหลังตาแคบคลายคอ บริเวณสวนหลังตามีความ
ยาวมากกวาบริเวณสวนหนาของตา มีตารวม 2 ตา และตาเด่ียว 2 ตาอยูใตตารวมหนวดมี 4 ปลอง หนวด
ปลองแรกยาวเทากับตนขา (femur) ของขาคูหนา ปากมีลักษณะเปนแทงยาวมี 3 ปลอง ปลองท่ี 2 ยาวท่ีสุด
ปลองสุดทายส้ันท่ีสุด ปากมีลักษณะโคงงอเขาไปอยูในรอง (groove) ที่แผนแข็งของอกปลองแรก
(prosternum) สันหลังอกปลองแรกกอนถงึ ก่ึงกลางปลองจะคอดทําใหสันหลงั อกปลองแรกถูกแบงเปน 2 สวน
ทงั้ 2 สวนมลี ักษณะโคงนูนโดยสว นหนา (anterior lobe) จะแคบกวา สว นทา ย (posterior lobe) ซ่ึงสวนทาย
จะมีลักษณะเปนหลุมขรุขระ สันหลังอกปลองแรกไมมีหนาม แผนสามเหล่ียมสันหลังมีหนาม 1 อัน มีปก 2 คู
ปกคูหนาบริเวณ 1 ใน 3 ของสวน โคนปกมีลักษณะแข็ง เรียกวา คอเร่ียม (corium) สวนปลายปกเปนแผน
บางออ น เรียกวา เม็มเบรน (membrane) ลักษณะปกแบบน้ี เรียกวา เฮมิลีตรอน (hemelytron) ขอบลําตัว
ดานขางของสวนทองขยายใหญและโคงยกขึ้นจนปกคลุมไมมิด ตัวเต็มวัยมีสีแดงสดปนดําตัวเต็มวัยเพศเมีย
และเพศผูมีอายุ 40-84 วัน (57.6 + 29.6 วัน) และ 30-57 วัน (37.1 + 20.8 วัน) ตามลําดับ ตัวเมีย 1 ตัว
สามารถวางไข 4-5 กลุม มีจาํ นวนไข 480 ฟอง
แหลง ทพ่ี บ
มวนเพชฌฆาตในสกุล Sycanus สามารถดํารงชีวิตอยูไดทั้งในสภาพสวนและสภาพไรกับพืชหลาย
ชนิด เชน ถว่ั เหลือง ถัว่ เขียว ขาวโพด ทานตะวัน ฝาย ขาว สม และไมผลอ่ืนๆ เปนตน พบแพรกระจายท่ัวไป
ใน จีน ศรีลังกา และพมา เปนตน สําหรับประเทศไทยพบมวนเพชฌฆาตท้ัง 3 ชนิด ในภาคกลางท่ีจังหวัด
กรุงเทพหานคร อุทัยธานีกาญจนบุรี และเพชรบุรี ภาคเหนือท่ีจังหวัด เชียงใหม แพร และเพชรบูรณ ภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ทจี่ งั หวัดขอนแกน และเลย ภาคใตท ี่จงั หวัดสงขลา ชมุ พร และสุราษฎรธานี
ชนดิ ของเหยอ่ื
แมลงศัตรพู ืชหลายชนิดท้ังในระยะไข หนอน และดักแด เชน หนอนผเี สอื้ มวน และดวง เปนตน
ลกั ษณะการทําลายเหยื่อ
มวนเพชฌฆาตมีปากแบบแทงดูด ทําลายเหย่ือโดยใชปากที่มีลักษณะคลายเข็มแทงเขาไปในลําตัว
หนอนศัตรูพืช แลวปลอยสารพิษ (venom) ทําใหหนอนเปนอัมพาตไมสามารถเคล่ือนไหวไดจากน้ันจะดูดกิน
ของเหลวภายในตัวหนอนจนหนอนแหงตาย แลวจึงท้ิงเหยื่อเพ่ือไปหาเหย่ือใหมตอไปประสิทธิภาพในการ
ทําลายแมลงศัตรูพืชมีประสิทธิภาพในการทําลายหนอนทุกขนาด พบวา ความสามารถในการกินหนอนกระทู
ผักวัย 3 ของมวนเพชฌฆาตระยะตัวออนวัย 1, 2, 3, 4 และ 5 ดูดกินหนอนได 0.4 + 0.2, 2.4 + 1.0, 5.0 +
1.3, 6.9 + 1.8 และ 13.3 + 2.7 ตวั ตามลาํ ดบั ตัวเต็มวัยดูดกนิ หนอนได 68.8 + 42.3 ตัว
การนาํ มวนเพชฌฆาตไปใชควบคมุ แมลงศัตรูพืชในหนอ ไมฝ รั่ง
การนํามวนเพชฌฆาตไปปลอยในแปลงควรปลอยมวนในวัย 4–5 เพราะเปนวัยท่ีเร่ิมมีประสิทธิภาพสูง
ในการทําลายหนอน การใชมวนเพชฌฆาต Sycanus versicolor Dohrn. ควบคุมแมลงศัตรูพืชในแปลง
หนอไมฝรั่งของเกษตรกร เม่ือหนอนเกินระดับเศรษฐกิจ 1 ตัวตอกอ การปลอยมวนเพชฌฆาตรวมกับการพน
Bt. สามารถลดจํานวนหนอนกระทูหอมลงไดมากท่ีสุด 94.37 เปอรเซ็นต และมีประสิทธิภาพในการควบคุม
หนอนกระทูหอมสงู ท่สี ุด 80.54 เปอรเซน็ ต
มวนพิฆาตและมวนเพชฌฆาตสามารถผลิตขยายเปนชีวภัณฑไดดวยหนอนนก โดยสามารถผลิตขยาย
ไดเ ปนปริมาณมากแบบครบวงจร มีตนทุนการผลิตตํ่า มีจํานวนผลผลิตและระยะเวลาการผลิตที่แนนอน และ
สามารถนําไปใชรวมผสมผสานกับจุลินทรียชนิดอ่ืนได ไดแก เช้ือไวรัส NPV เช้ือแบคทีเรีย Bacillus
thuringiensis ในการควบคุมหนอนกระทูหอม หนอนกระทูผัก และหนอนเจาะสมอฝาย ในพืชตางๆ ไดอยาง
มปี ระสทิ ธิภาพ และทําใหเ กดิ ความหลากหลายในการควบคมุ โดยชีววธิ ี
สวนในกรณีท่ีมีการระบาดของแมลงศัตรูพืชรุนแรง จําเปนตองใชสารฆาแมลง ควรพนสารฆาแมลง
กอ นปลอยมวนตวั ห้าํ อยา งนอ ย 15 วัน หรือหลังปลอ ยมวนตวั หา้ํ 15 วนั
การนํามวนพิฆาตและมวนเพชฌฆาตไปใชประโยชนในการควบคุมแมลงศัตรูพืชนอกจากจะประสบ
ผลสําเร็จสูงแลว ยังคุมทุนเพราะมวนพิฆาตและมวนเพชฌฆาตสามารถผลิตไดงายในราคาตํ่ากวาการใช
สารเคมีฆาแมลง ภายหลังการนํามวนพิฆาตและมวนเพชฌฆาตไปใชปลอยในแปลง มวนพิฆาตยังสามารถ
ดํารงชีวิตและขยายพันธุตอไปในสภาพแวดลอมภูมิอากาศของประเทศไทยนอกจากนี้ยังชวยลดการใชสารฆา
แมลง ชวยเพิ่มความปลอดภัยดานสุขภาพอนามัยของผูผลิตส่ิงแวดลอม และสุขภาพอนามัยสําหรับผูบริโภค
ดังน้ันมวนพิฆาตและมวนเพชฌฆาตจึงเปนอีกทางเลือกหน่งึ ในการใชควบคุมแมลงศัตรูพืชในพืชเศรษฐกิจ อาจ
เปน การผลิตขยายแลวนําไปปลอยในแปลงปลูกพืช หรือการอนุรักษมวนตัวหํ้าที่มีอยูในธรรมชาติในแปลงปลูก
พืชของเกษตรกร จะชวยลดการใชสารฆาแมลง ลดตนทุนการผลิต ลดพิษตกคางในผลิตผลเกษตร เพิ่ม
สุขอนามัยแกผูผลิตและผูบริโภค และคุมครองสิ่งแวดลอม อันจะเปนแนวทางนําไปสูระบบการเกษตรท่ีย่ังยืน
ตอไป
การใชเชอื้ แบคทเี รยี Bacillus thuringiensis (Bt) ควบคมุ แมลงศัตรพู ชื
จากปญหาของแมลงศัตรูพืชหลายชนิดท่ีสรางความตานทานตอสารฆาแมลง เปนเหตุใหมีการระบาด
ของแมลงศัตรูพืชเพิ่มข้ึน กอใหเกิดความเสียหายแกพืชผลที่เกษตรกรปลูก เกษตรกรไมสามารถทนตอความ
เสียหายได จึงจําเปนตองพนสารฆาแมลงมากขึ้นทั้งอัตราความเขมขน และมีการพนถ่ีขึ้น เปนสาเหตุใหสมดุล
ทางธรรมชาตเิ สยี ไป คอื แมลงห้าํ แมลงเบียน ที่มอี ยูในธรรมชาติถูกทําลายหมดไป และสารฆาแมลงกอใหเกิด
ปญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืชเพ่ิมมากข้ึนทุกทีจึงมีการหันกลับมาใชสารฆาแมลงชนิดท่ีมีความ
เฉพาะเจาะจงตอ แมลงศัตรูพืช โดยไมทําอันตรายตอแมลงท่ีมีประโยชนเปนโอกาสที่จะใหสมดุลทางธรรมชาติ
กลบั คืนมา และสามารถชว ยควบคุมศัตรพู ืชอีกแรงหนึ่ง
Bt เปนสารชีวินทรียกําจัดแมลง (microbial insecticide) ชนิดหน่ึงท่ีมีความเฉพาะเจาะจงในการ
ควบคุมแมลงศัตรูพืช และแมลงศัตรูธรรมชาติจะปลอดภัย แมวา Bt จะไดรับการแนะนําสงเสริมใหใชกําจัด
แมลงศัตรูผักอยางจริงจังก็ตาม แตผลท่ีไดยังไมเปนท่ีพอใจและไมเปนที่ยอมรับของเกษตรกรมากนักท้ังนี้
ประกอบดวยเหตผุ ลหลายประการ เชน
1. ออกฤทธิ์ทําลายแมลงชา จากคุณสมบัติของ Bt จะเกิดอาการโรคกับแมลงศัตรูเปาหมายไดตอเม่ือ
แมลงกินเชื้อ Bt ที่พนลงไปบนตนพืชอาหารของแมลง Bt ไมใหผลทางสัมผัสหรือดูดซึมเขาไปในตัวแมลง เชน
สารเคมสี งั เคราะห เกษตรกรสว นใหญค นุ เคยกบั การใชสารเคมีทอี่ อกฤทธ์ทิ ําลายแมลงไดรวดเร็ว เมื่อเกษตรกร
ขาดความรแู ละความเขาใจเกย่ี วกับ Bt จงึ ไมนยิ มใช
2. ระบบการใหน ํา้ โดยทว่ั ๆ ไปการใหน ํา้ ในพืชผักของเกษตรกรโดยเฉพาะฤดูรอน มักใหน้ําวันละ 2 –
3 ครง้ั เพ่ือปอ งกันไมใหผักเห่ียว จึงเปนปญหาสําคัญสําหรับเชื้อ Bt ท่ีเม่ือพนไปบนใบพืชผัก จะถูกชะลางโดย
น้ํา ทําใหเชื้อ Bt ที่ติดอยูบนใบเจือจางลง การแกไขโดยผสมสารจับใบทุกครั้งที่พน Bt สามารถแกปญหานี้ได
บาง ดังนนั้ ประสทิ ธภิ าพของ Bt ในแปลงปลกู ผกั ในชวงฤดรู อ นจะดอยกวาในฤดหู นาว
3. ลกั ษณะของใบพืช เปนสงิ่ ที่สําคัญตอประสิทธิภาพของเชื้อ Bt ในการควบคุมแมลงเปนอยางยิ่ง ใบ
พืชบางชนิดมีการสรางไข (wax) มาก เชน คะนา กะหลํ่าปลี เมื่อพนสาร ละอองของสารจะเกาะอยูบนใบได
นอยกวาพืชอ่ืนๆ ดังน้ันเม่ือพนดวย Bt ปริมาณของ Bt บนใบจึงนอยกวาที่ควรจะเปน วิธีการแกไขควรผสม
สารจับใบ เพอื่ ชว ยลดปญหาดังกลาว แตสารจับใบอาจทําใหนวลท่ีใบผักคะนาตองเสียไปทําใหคุณภาพของใบ
ลดลง ดงั นั้นจงึ ตองระมดั ระวงั เร่อื งชนิดและปริมาณของการใชส ารจับใบ
4. เทคนคิ การพนสารฆา แมลงของเกษตรกร การพนเชื้อ Bt เกษตรกรใชเคร่ืองพนสารที่เกษตรกรมีอยู
โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมใชเคร่ืองพนสารแบบแรงดันน้ําสูง ชนิดลากสาย บางครั้งติดตั้งเครื่องพนสารบนเรือ
เพ่ือใชลากไปในคูน้ําขางแปลงปลูก เครื่องพนดังกลาว มีขนาดของรูปรับอัตราการไหลของหัวฉีดขนาดใหญ
เชน 1.5 – 2.0 มิลลิเมตร มีอัตราการไหลของหัวฉีด 120 – 250 ลิตร/ไร ทําใหละอองสารที่พนมีขนาดใหญ
สารฆาแมลงที่ถูกพนออกมามากกวา 70 เปอรเซ็นต หยดจากใบพืชลงสูพ้ืน จากการทดลองของ อัจฉรา และ
คณะ (2543 ข) พบวา การใชเช้ือ Bt ในแปลงผัก จะใหผลควบคุมหนอนไดดีเมื่อลดอัตราการไหลของหัวฉีด
เครื่องพนสารใหนอยลง หรือเรียกวาวิธีการพนสารแบบใชน้ํานอย ซ่ึงตองทําการปรับหัวฉีดเคร่ืองพนสารใหมี
อัตราการไหล 40 – 80 ลิตร/ไร ละอองสารจะมีขนาดเล็กมาก เมื่อละอองสารจากการพนสารตกบนใบ จะติด
อยบู นใบเปนสว นใหญ ปริมาณของเชื้อ Bt จะคงอยูบนใบผักมากกวาวิธีการพนแบบใชนํ้ามาก นอกจากน้ันจะ
เปนการชวยลดปริมาณการใช Bt ตอไรลง และท่ีสําคัญการที่ละอองสารเล็กสามารถเขาครอบคลุมบริเวณ
ดานลางของใบผักไดดีข้ึน ทําใหสามารถควบคุมหนอนกระทูหอมและหนอนใยผักท่ีอาศัยกัดกินอยูบริเวณ
ดานลางของใบไดดขี ึน้
5. การคงอยูในระยะสั้น เนื่องจากเกษตรกรมักพน Bt ในชวงระยะเวลาท่ีไมเหมาะสม Bt จึงถูกรังสี
อุลตราไวโอเล็ตจากแสงอาทิตยทําลายลงอยางรวดเร็วเมื่อพนบนตนพืช ดังน้ันควรพนตอนเย็นหลังจากเวลา
15.00 น. แตพฤติกรรมของเกษตรกรสวนใหญนิยมพนสารกําจัดแมลงตอนเชา จําเปนตองมีการแนะนําให
เกษตรกรไดเขาใจวาสาเหตุดังกลาวจะทําให Bt อยูบนตนพืชไดในระยะเวลาส้ันกวาสารเคมีสังเคราะห ดังนั้น
คําแนะนาํ ในการใช Bt จงึ ปรากฏมชี วงการพน สัน้ กวาสารเคมี เชน พน ทกุ 4 – 5 วัน
6. คา ใชจ ายของ Bt คอนขา งสูง เมื่อเทียบอัตราการใชตอไรระหวาง Bt กับสารเคมี สังเคราะหจึงเปน
ขอจํากัดที่สําคัญ ท้ังน้ีเน่ืองจากอัตราการใชของ Bt คอนขางสูง โดยท่ัวๆ ไป คําแนะนําการใช Bt อัตรา 40 –
100 กรัมหรือมิลลิลิตรตอน้ํา 20 ลิตร เมื่อเปรียบเทียบกับสารเคมีปริมาณการใชจึงสูงกวาและผลการควบคุม
หนอนดอยกวา สารเคมี เกษตรกรมกั พจิ ารณาเพียง 2 เรื่องคือ ราคาของการใชสารฆาแมลงมีตนทุนของการใช
ผสมนํ้า 20 ลิตร วาเปนเงินเทาใดและความสามารถในการลดปริมาณศัตรูพืชไดดีเพียงใด เกษตรกรไมได
คํานงึ ถึงความปลอดภัยของการใชสารและผลกระทบจากพิษตกคา งของสารเคมกี ําจดั แมลงบนพืช
7. อายุการเก็บรักษา เชื้อ Bt สวนใหญนําเขาจากตางประเทศ การนําเขามาเพื่อจําหนายแตละคร้ัง
ตัวแทนจําหนายจะตองเก็บรักษา รอจนจําหนายหมดจึงส่ังเขามาใหม ระยะเวลาจากการผลิตจนกระท่ังออก
จากโรงงาน การขนสงทางเรือเดินทางมาประเทศไทยและระยะเวลาท่ีผลิตภัณฑ Bt ต้ังอยูท่ีรานตัวแทน
จาํ หนา ย จงึ เปน ปจ จยั สาํ คัญ ถา รา นตัวแทนจาํ หนา ยมีผนังดานใดดานหนึ่งโดนแสงแดดสองเปนผลใหอุณหภูมิ
ในรานสูง ประสิทธิภาพของ Bt จะลดลงตามลําดับ ตามระยะเวลาที่เก็บอยูในราน เมื่อเกษตรกรซ้ือไปใช
ประสิทธิภาพจะลดลงมากกวาที่ควรจะเปน ดังน้ันการแนะนําวิธีการเลือกซื้อ Bt ใหเกษตรกรไดรับทราบวา
ควรเลือกซ้ือผลิตภัณฑ Bt จากรานที่มีลูกคามาก ซึ่งมีการจําหนายสารฆาแมลงสม่ําเสมอ จะได ผลิตภัณฑ Bt
ใหมกวารานเล็กๆ ที่ตองเก็บ Bt ไวนาน การสังเกตผลิตภัณฑของ Bt กอนตัดสินใจซ้ือ เปนเรื่องสําคัญท่ีควร
พิจารณา เชน ฉลากบนผลิตภัณฑ Bt ไมควรจะมีสีซีด, Bt สูตรผงเมื่อเขยาขวดหรือกลองไมควรจับเปนกอน
แข็ง, สูตรท่ีเปนของเหลวไมควรมีการแยกชั้น เปน ตน
8. การแนะนําเผยแพรใหความรูกับเกษตรกร จากประสบการณในการทํางานและการสัมภาษณ
เกษตรกรผูปลกู พชื ผักและองุนพบวา ไมเคยทราบเร่อื งเกี่ยวกับเชื้อ Bt มากกวา 10 เปอรเซ็นต ทราบขาวเรื่อง
มีเชื้อ Bt ใชควบคุมแมลงศัตรูพืช แตไมมีการนําไปใช ประมาณ 60 เปอรเซ็นต และประสิทธิภาพการควบคุม
แมลงศัตรูพืชสูสารเคมีไมได 60 เปอรเซ็นต จะเห็นไดวาเกษตรกรขาดขอมูล ขาดความรูความเขาใจตอการใช
เชื้อ Bt และวิธีการใชอยางถูกตอง ตลอดจนไมทันตอเหตุการณ ดังนั้นหนวยงานของรัฐ เชน กรมสงเสริม
การเกษตร กรมวิชาการเกษตร และหนวยงานอื่นๆ ที่เก่ียวของควรเพิ่มการเผยแพร ประชาสัมพันธโดยการ
ฝก อบรมทําแปลงทดสอบ สาธิต ตลอดจนเผยแพรทางส่ือตางๆ ท่ีสามารถเขาถึงเกษตรกรไดงายอาทิเชน การ
จัดนทิ รรศการ การเผยแพรท างวิทยุ โทรทศั น และหนังสือพมิ พ เปนตน
แบคทเี รยี Bacillus thuringiensis (Bt.) ฆาแมลงไดอยางไร
สารฆาแมลงมีทั้งชนิดที่ถูกตัวตายและกินตาย ซ่ึงแตกตางจาก Bt เพราะแมลงจะตองกินเขาไปและจะ
มีประสิทธิภาพเฉพาะกับตัวออนหรือวัยหนอนของแมลง ยกเวนบางสายพันธุของ Bt ท่ีทําลายไดท้ังตัวออน
และตวั เตม็ วัยของดวงปก แขง็ บางชนิด สารพิษท่ีแมลงกินเขาไปอยูในรูปของ protoxin (ยังไมเปนพิษ) เมื่อเขา
ไปอยูท่ีกระเพาะแมลงซึ่งมีนํ้ายอยที่มีความเปนดางคอนขางสูง จะเกิดขบวนการยอยละลาย protoxin โดย
น้ํายอย proteolytic ออกมาเปน active toxin หรือ true toxin (สารพิษท่ีแทจริง) หรือ delta-endotoxin
ออกมา สารพษิ น้ีจะไปอยทู ผี่ นงั เซลลของกระเพาะและทําลายผนังเซลลใหเปนแผล ซ่ึงนํ้ายอยที่มีฤทธ์ิเปนดาง
จะเขาไปตามรอยแผลและไปอยูท่ีชองวางภายในลําตัว (haemocoel) ของแมลง ทําใหแมลงเกิดอาการ
หยุดชะงักการกินอาหาร เพราะขากรรไกรแข็ง สปอรที่แมลงกินเขาไปจะไปขยายพันธุอยูที่ลําไส และบางสวน
ก็จะเขาไปตามรอยแผล ไปแบงตัวอยูตามเนื้อเย่ือตางๆ ในตัวแมลง ซึ่งเปนสาเหตุของโลหิตเปนพิษ
(septicemia) ในที่สุดแมลงจะตาย (อจั ฉรา, 2534)
การทแ่ี มลงศตั รูพืชจะตายเร็วหรอื ชา ข้นึ กบั ปจ จัย
1. ความเปน กรด-ดาง ภายในลาํ ไสของแมลงแตละชนดิ จะมี pH ท่ไี มเหมือนกัน pH ท่เี หมาะสมคอื 8.9 ข้นึ ไป
2. ชนิดของแมลง, อายุ, ความแข็งแรง (healthy) และวัยท่เี หมาะสม (คอื ระยะตวั ออ น)
3. สภาพแวดลอม ไดแก อณุ หภูมิ ความชนื้ แสงแดด พืชอาหาร ฯลฯ
4. ชนิดของเชอ้ื Bt ซ่งึ มีหลาย subspecies หรอื varieties หรือ serovar
การจดั การเกี่ยวกบั การใช Bacillus thuringiensis (Bt.)
ปจ จบุ ันการจัดการแมลงศตั รพู ชื มที างเลอื กอืน่ ๆ นอกเหนือจากการใชส ารเคมกี าํ จดั แมลง เพื่อนํามาใช
ผสมผสานกันในการควบคุมแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะอยางย่ิงแมลงศัตรูพืชผัก ตัวอยางเชน การนํากับดักแสง
ไฟ กบั ดกั กาวเหนยี ว การปลกู ผกั ในโรงเรอื นตาขาย การใชสารสกัดจากพืช เชน สะเดา การใชวิธีการทางชีววิธี
เชน การใชเ ชือ้ Bt การใชแ มลงหํ้า แมลงเบยี นนําเขา มาผสมผสาน โดยมเี ปา หมายท่ีจะเพ่ิมผลผลิตและใหกําไร
สูงสุด รวมไปถึงสามารถลดอันตรายจากการใชสารเคมีกําจัดแมลงใหนอยที่สุด การนํา Bt มาใชกับแปลงปลูก
ผกั ในแหลงปลูกผกั ทีส่ งู ทางภาคเหนือทพ่ี บวามกี ารระบาดของแมลงศัตรูพืชไมรุนแรงจะเปนวิธีการท่ีเหมาะสม
ย่งิ ในการชวยลดปญหาของสารเคมีในตนนํ้าลําธาร ลดพิษตกคางของสารเคมีบนพืชผักในสภาพธรรมชาติทาง
ภาคเหนือ พบแมลงศัตรูธรรมชาติมากมายที่จะมีสวนชวยควบคุมแมลงศัตรูพืช การใช Bt ซ่ึงเปนจุลินทรียที่
เฉพาะเจาะจงตอศัตรูพืชจะเปนการชวยอนุรักษแมลงศัตรูธรรมชาติไดเปนอยางดี อยางไรก็ตามไมวาจะเปน
พื้นท่ีใดของประเทศ การนํา Bt ซ่ึงเปนสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กมาใชจําเปนตองเขาใจคุณสมบัติของเชื้อ Bt
เพอ่ื ทจ่ี ะนําไปใชอ ยางมีประสทิ ธิภาพและไดป ระโยชนส ูงสุด (อัจฉรา, 2534)
ขอ ดีของการใช Bt
1. Bt เปนเชื้อจุลินทรียท่ีมีความเฉพาะเจาะจงตอแมลงเปาหมายสูง จึงสามารถนําไปใชกับแมลงที่
ตองการกาํ จัดเทานน้ั โดยไมมผี ลกระทบตอ แมลงชนดิ อื่นๆ ทีไ่ มตอ งการกําจัด เชน แมลงศัตรูธรรมชาติ (แมลง
ห้าํ แมลงเบียน) ตลอดจนแมลงท่ีมีประโยชนอ ่ืนๆ
2. Bt ไดมีการทดลองแลววาปลอดภัยตอมนุษย สัตว และพืช ดังนั้นจึงปลอดภัยตอเกษตรกรผูใชและ
ผบู รโิ ภคพชื ผล
3. Bt ไมมีฤทธิ์ตกคา งเมอ่ื นํามาใชบนพชื ผกั หลังจากเกบ็ ผลติ ผลแลวสามารถนํามาลา งทาํ ความสะอาด
แลว บรโิ ภคไดทันที
4. Bt จัดเปนจุลินทรียท่ีมีประสิทธิภาพสูงเม่ือเปรียบเทียบกับจุลินทรียชนิดอื่นๆ ที่สามารถนํามาใช
ควบคุมแมลงศตั รูพชื ไดมกี ารผลติ จาํ หนายอยางกวางขวางสามารถนํามาใชทดแทนสารเคมีกําจัดแมลงศัตรูพืช
ได
5. Bt ไดมีการศึกษาและพัฒนาพบสายพันธุหลากหลาย มีความสามารถในการควบคุมแมลงศัตรูพืช
อยางกวางขวาง โอกาสท่ีแมลงสรางความตานทานตอ Bt มีนอยกวาสารฆาแมลง จะเห็นไดวา Bt ไดนําเขามา
ใชต้ังแตป 2512 จนกระท่ังปจจุบันยังใช Bt ควบคุมแมลงศัตรูพืชอยางไดผล ขณะที่การใชสารเคมีประสบ
ปญหาเร่ืองแมลงสรางความตานทานตอสารเคมีอยางรวดเร็ว ทําใหตองพัฒนาสารเคมีชนิดใหมมาใช
ตลอดเวลา
6. Bt สามารถนําไปใชรวมกับวิธีปองกันกําจัดวิธีการอื่นๆ ไดเปนอยางดี สามารถนําไปใชรวมกับ
สารเคมี หรือนําไปทดแทนการใชส ารเคมฆี าแมลงในแหลงทีม่ ปี ญ หาแมลงศัตรูพืชทีด่ ้ือตอสารเคมี
ขอจํากัดของการใช Bt
1. Bt มีความเฉพาะเจาะจงตอแมลงเปา หมายสงู จงึ ไมส ามารถใชกบั แมลงศัตรพู ชื ท่ีพบวามีการระบาด
ในแปลงหลายๆ ชนดิ จาํ เปน ตองศึกษากอนวา Bt สามารถใชค วบคมุ แมลงศัตรูพชื ชนิดใดบา งกอนท่ีจะนําไปใช
2. Bt ออกฤทธิ์ชา ใชเวลา 1 – 2 วัน หนอนจึงจะตาย เกษตรกรคุนเคยกับการใชสารฆาแมลงซึ่งออก
ฤทธ์ิเรว็ หนอนจะตายทนั ทเี ม่อื พนสาร เปน เหตใุ หเกษตรกรไมนยิ มใชเ ชอ้ื Bt
3. Bt เปนส่ิงมีชีวิตขนาดเล็ก มักถูกทําลายโดยรังสีอุลตราไวโอเล็ตจากแสงอาทิตย เม่ือพนไปบนพืช
Bt จึงอยูบ นตนพืชไดไมนาน ดังนัน้ จึงควรพน Bt หลงั เวลา 15.00 น. ไปแลวเพ่ือหลีกเล่ียงแสงอุลตราไวโอเลต
จะชว ยให Bt คงอยบู นใบพืชไดน านข้นึ
4. Bt โดยท่วั ไปราคาสูงกวา สารฆา แมลง เกษตรกรมกั นยิ มใชส ารเคมีที่มีราคาถูกมากกวาโดยลืมนึกถึง
ขอเปรียบเทียบความปลอดภัยตอตวั เกษตรกรเอง และผลกระทบตอผูบ รโิ ภคในเร่อื งของพษิ ตกคาง
5. Bt สามารถนําไปใชรวมกับสารฆาแมลงเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชชนิดอื่นๆ ท่ี Bt ควบคุมไมไดโดย
การผสมและพนทันที ไมค วรผสม Bt กับสารเคมกี าํ จดั โรคพืช เนื่องจากสารเคมีกําจัดโรคพืชบางชนิดมีฤทธ์ิทํา
ให Bt เสื่อมคุณภาพ ถา จําเปนตองพน สารกําจัดโรคพืชควรแยกพน กับ Bt
วธิ ีการใช Bt
1. อานฉลากขางภาชนะบรรจุกอน เพ่ือทราบวา Bt ใชควบคุมแมลงศัตรูพืชชนิดใดไดบาง มีชื่อของ
แมลงศัตรูพืชที่เราตองการกําจัดระบุอยูหรือไม ทั้งนี้เนื่องจาก Bt ที่มีจําหนายในทองตลาดมีหลากสายพันธุ
ประสทิ ธิภาพในการควบคุมแมลงศตั รูพืชแตกตา งกันไป
2. การผสม Bt กับน้ํากอนการพน ในทองตลาดมี Bt จําหนายหลายรูปแบบ รูปผงละลายน้ํา รูปน้ํา
รูปสารละลายน้าํ เขมขน เปน ตน ในกรณีที่เปน Bt รปู เม็ดละลายนํา้ รูปผงละลายนํ้าไมควรผสม Bt กับน้ําในถัง
เลยทีเดียว ควรแบงนา้ํ จาํ นวน 1 – 2 ลติ ร แลวผสม Bt ใหเขากันใหดีเสียกอนจึงคอยเทใสถังน้ําท่ีเตรียมเอาไว
กวนใหเ ขา กัน อีกทจี งึ เทลงในถงั เคร่ืองพน สาร การใช Bt ควรผสมสารจับใบดวยทุกคร้ังโดยเฉพาะอยางยิ่งการ
พน Bt ในพืชตระกูลกะหล่ํา ซึ่งมีลักษณะใบเปนมัน สารจับใบจะชวยให Bt เคลือบคลุมผิวใบใหท่ัวใบไดดีขึ้น
และชว ยลดการชะลา งของน้ําฝนหรอื น้ําทรี่ ดแปลงตอ Bt ท่ีพนไวบนพชื
3. ศึกษาอุปนิสัยของแมลงศัตรูพืชที่ทําลายพืช ตองรูวาแมลงอาศัยกัดกินอยูสวนใดของพืช เชน
กะหล่ําปลี จะมีหนอนใยผักและหนอนคืบกะหลํ่าปลี แมลงท้ัง 2 ชนิดนี้อาศัยกัดกินอยูทางดานลางของใบ
กะหล่ําปลี โดยทั่วไปเกษตรกรมักพนสารโดยใหหัวฉีดของเครื่องพนสารอยูเหนือแปลงปลูกและเดินพนไป
ละอองของสารฆา แมลงจะตกอยสู ว นบนของใบกะหล่ํา โดยเฉพาะอยางยิ่งเคร่ืองพนยาชนิดสูบโยกสะพายหลัง
ที่มีแรงดันของหัวฉีดนอย ดังนั้น การพนบนพืชตระกูลกะหลํ่า ควรเอียงหัวฉีดเขาทางดานลางของตนเพื่อให
ละอองของสารฆาแมลงลงสใู ตใ บซง่ึ เปน แหลง ท่หี นอนใยผักและหนอนคืบกะหลาํ่ ปลีอาศยั อยู
4. การปรบั ขนาดของละอองยาของหวั ฉดี เครื่องพนสาร ใหละอองยามีขนาดเล็กที่สุดจะทําใหจับผิวใบ
ไดดีกวาการพนท่ีมีขนาดละอองยาเม็ดใหญ ซ่ึงสารฆาแมลงจะไหลลงดินเปนสวนใหญ และมีผลตอการ
ส้นิ เปลืองสารกําจัดแมลงดวย เนื่องจากใชอัตราของนํ้าตอ ไรส ูง
5. ระยะเวลาพน Bt เปน จลุ ินทรียท ่ีเปนสง่ิ มีชีวิต ขอจาํ กดั ของมันคือ จะถูกทําลายลงอยางรวดเร็วโดย
รังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงแดด ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการพน Bt ในขณะแสงแดดจัดในชวง 10.00 น. ถึง
15.00 น. ควรพน หลงั เวลาบาย หลงั เวลา 15.00 น.ไปแลว จะชวยให Bt คงอยูบ นตนพชื ไดนานขึ้น
6. เชอ้ื Bt ราคาสูง ทีม่ จี ําหนายในทองตลาดราคาจะสูงกวาสารฆาแมลงท่วั ๆ ไป ดงั นัน้ เกษตรกรมักจะ
ไมใช Bt ตามอตั ราที่แนะนําบนฉลากขางขวดมักใชนอยกวา Bt มีขอจํากัดในเร่ืองของการฆาหนอนจะไมทําให
หนอนที่กินเช้ือเขาไปตายในทันที ตองใชเวลา 1 - 2 วัน ดังน้ัน การใช Bt ตํ่ากวา อัตราที่ไดแนะนําเอาไว
พชื ผกั อาจไดร บั ความเสียหาย เพราะบางคร้งั พบวาการใชอ ัตราต่ําไมสามารถกําจดั แมลงศตั รูพืชในแปลงได
7. ความรูและประสบการณการใช Bt เน่ืองจากเชื้อ Bt ตองใชเวลา 1 – 2 วัน ในการกําจัดแมลง
ศัตรูพืชท่ีทําลายพืชผัก ดังนั้น การใช Bt ใหไดผลดี เกษตรกรตองหมั่นตรวจตราดูแปลงปลูกพืช เชน
กะหล่ําปลี ควรมีการตรวจตราดูแปลงโดยเดินสํารวจและพลิกใบดูหนอน ยกตัวอยางเชน หนอนใยผัก การ
ปองกันกําจัดท่ีไดผลดีควรจะกระทําในระยะแรกที่พบหนอนขนาดตัวเล็กๆ ที่เพิ่งฟกออกจากไข เกษตรกร
อาจจะสังเกตดูจากจํานวนของตัวเต็มวัยเพศเมีย ศึกษาดูใหคุนเคยกับรูปรางหนาตาของไขของหนอนใยผัก
การใชสารฆาแมลงไมวาจะเปนสารเคมีหรือ Bt กับหนอนใยผักท่ีมีขนาดตัวโตมักจะไมไดผล เปนผลทําใหเกิด
ความเสียหายตอพืชผัก ถาสามารถสุมนับจํานวนของหนอนใยผักไดในแปลงขนาด 1–3 ไร สุมนับใหทั่วแปลง
10–20 ตน ถาพบหนอนใยผักในระยะที่กะหลํ่ากอนเขาปลี เฉลี่ยเกิน 3 ตัวตอตน และหลังจากกะหลํ่าเขาปลี
แลวพบ 6 ตัวตอตน ตองทําการพนสารฆาแมลง การพน Bt ในแหลงที่มีการระบาดของหนอนใยผักไมรุนแรง
ควรพนสัปดาหละคร้ัง ในแหลงท่ีพบการระบาดอยูเปนประจํา เชน แหลงปลูกผักที่ราบภาคกลาง การใช Bt
ควรพน ทกุ 5 วัน เมื่อปรมิ าณหนอนถงึ จาํ นวนทกี่ ําหนดเอาไว ในชวงหนาแลงในทองที่ภาคกลางพบวาถามีการ
ระบาดของหนอนใยผักจะตองลดชวงพน Bt มาเปน 4 วันตอคร้ัง จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตผักใหมี
คณุ ภาพตามท่ีตลาดตอ งการ
การใชไ วรสั Nucleopolyhedrovirus (NPV) ควบคุมแมลงศตั รพู ืช
จุดมุงหมายท่ีนําไวรัสโรคของแมลงชนิด NPV มาพัฒนาเพื่อใชควบคุมแมลงศัตรูพืชบางชนิดใน
ประเทศไทย เพื่อเปนวิธีการปองกันกําจัดที่จะนําเขามาเสริมวิธีการปองกันกําจัดโดยใชสารเคมีซ่ึงเปนวิธีการ
ปองกันกําจัดที่มีการใชอยูจากอดีตจนถึงปจจุบัน โดยคาดหวังวาเมื่อนําเขามาประยุกตใชจะเปนการชวยลด
ปญ หามลภาวะเปนพิษท้งั ตอ เกษตรกรและปญ หาพิษตกคา งบนผลิตผลทางการเกษตร ปญหาราคาของสารเคมี
สงู ขึ้นสง ผลกระทบตอตน ทุนการผลิต และปญหาแมลงสรางความตานทานตอสารเคมีเปนตน แตไวรัส NPV ก็
มีจุดออนในตัวของมันเองเนื่องจากเปนสิ่งมีชีวิตจึงตองมีองคประกอบหลายอยางมาเกื้อกูลเพ่ือชวยใหการ
ควบคุมไดผลดี สิ่งเหลาน้ีจะเปนขอจํากัดตอการใชไวรัส NPV อยางมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาคนควาเพื่อ
นําขอดีมาใชประโยชนอยางเต็มท่ี และการศึกษาหาวิธีการหลีกเล่ียงขอจํากัดหรือจุดออนของไวรัส เพื่อการ
นํามาใชใ หเ กดิ ประโยชนสูงสุด นับเปนส่ิงสําคัญยิ่งตอการนําไวรัส NPV ไปใชใหประสบผลสําเร็จดังเชนการใช
สารเคมกี ําจัดแมลง พอสรปุ ขอ ดีและขอ จํากดั ของการใชไ วรสั NPV ดังน้ี
ขอดีของการใชไวรสั NPV
1. เปนชีวินทรียท่ีมีอยูในธรรมชาติในประเทศไทย ไดมีวิวัฒนาการจนปรับตัวสามารถอาศัยแมลง
ศัตรูพืชเปนท่ีแพรพันธุ เปนผลทําใหประชากรของแมลงถูกทําลายจนลดจํานวนลงตํ่ากวาระดับท่ีจะทําความ
เสยี หายทางเศรษฐกิจแกพชื ท่มี ันทาํ ลายได
2. ไดผ า นการทดสอบแลววา ปลอดภยั ตอมนุษย สัตว และพชื
3. ไมม ีพิษตกคา งสะสมอยบู นพืชผล จึงมีผลกระทบตอ สภาพแวดลอมนอยมาก
4. สามารถนําไปใชควบคุมศัตรูพืชไดสองลักษณะ คือ การนําไปใชกําจัดแมลงศัตรูพืชโดยตรงในรูป
ของ microbial insecticide หรือนําไปใชในรูปแบบของการควบคุมระยะยาว (long term control) โดยการ
ปลดปลอยใหไวรัส NPV เขาไปทําใหเกิดโรคอยูในประชากรของแมลงศัตรูพืช ไวรัสคอยๆ เกิดอาการโรคแพร
ระบาดไปทีละนอยเมื่อประชากรของแมลงศัตรูพืชเพิ่มปริมาณมากข้ึน เม่ือสภาพแวดลอมมีความเหมาะสม
โรคก็จะเกดิ การระบาดขึน้ สามารถลดประชากรแมลงศตั รูพืชได
5. เปนวิธีการปองกันกําจัดที่เสียคาใชจายในการพัฒนาการผลิตถูกกวาการพัฒนาการผลิตสารเคมี
กาํ จดั แมลง
6. การสรางความตานทานของแมลงตอการใชไ วรสั NPV เกิดขึน้ ไดชา กวา สารฆาแมลงสงั เคราะห
7. มีความเฉพาะเจาะจงตอ การเกดิ โรคกบั แมลงสงู มาก และทาํ ลายเฉพาะแมลงเปา หมายเทานัน้
8. การใชไ วรัส NPV จะเปนการอนุรักษแ มลงศตั รธู รรมชาติ และแมลงชว ยผสมเกสรใหค งอยู
9. การนําไวรัส NPV ไปใชในแหลงทแี่ มลงสรา งความตานทานตอสารเคมี จะชว ยลดความเสียหายจาก
การทาํ ลายของแมลงศัตรพู ชื ลงได
10. ไวรสั NPV สามารถนําไปใชรวมกบั สารกําจดั แมลงไดท้ังในรปู พน สลบั หรือผสมสารเคมแี ลว พน
11. สามารถแนะนําใหเกษตรกรรูจักวิธีผลิตขยายเช้ือไวรัสของหนอนบางชนิด เชน หนอนกระทูหอม
หนอนกระทผู กั หรอื หนอนคืบกะหล่ําปลีเพ่ือไวใ ชเ องในไรได เปนการชวยลดคาใชจายของสารกําจัดแมลงของ
เกษตรกร
ขอ จํากัดของไวรสั NPV
1. ตองการระยะเวลาในการฟกตัวกอนที่หนอนเกิดอาการโรคและตาย โดยทั่วไปตองใชเวลา 3-7 วัน ทั้งนี้
ขน้ึ อยูกับอายแุ ละขนาดของหนอนตลอดจนปริมาณไวรสั ท่หี นอนกินเขาไป
2. การนาํ ไวรสั ไปใช ผูใชตอ งมีความรูเ กย่ี วกับวธิ ีการใชไวรัสกอ นจึงจะนาํ ไปใชอ ยา งไดผ ล
3. ส่ิงแวดลอม เชน อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด ชนิดและปริมาณศัตรูพืช ตลอดจนระดับความเสียหายทาง
เศรษฐกจิ ของพชื นนั้ ๆ เปน ปจ จัยสาํ คัญตอการนาํ ไวรัสไปใชค วบคุมแมลงศัตรูพืชอยางไดผ ล
4. เกษตรกรมักคุนเคยกับการพนสารเคมี ซึ่งเม่ือพนแลวศัตรูพืชจะตายในระยะเวลาอันสั้น จึงมักไมยอมรับ
วิธีการใชไ วรัสซึ่งใชเ วลานานกวาการใชส ารเคมี
5. อาจใชไ มไดผลดกี บั พืชทม่ี ีระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจตาํ่
6. ไวรสั NPV มคี วามเฉพาะเจาะจงตอการเกิดโรคกับแมลงศัตรูพืชสูงมาก คือ จะเกิดโรคเฉพาะกับแมลงสกุล
ใดสกุลหน่ึงเทานั้น และจะประสบปญหามากเมื่อนําไปใชกับพืชที่มีแมลงศัตรูพืชหลายชนิดเขาทําลายพรอมๆ
กนั
7. การใชไวรสั ใหไ ดผ ลตอ งศึกษาขอมูลของศัตรูพืชน้ันๆ เปนอยางดี เชน วงจรชีวิต การเขาทําลายระดับความ
เสยี หายทางเศรษฐกจิ ของพืชนัน้ ๆ ตลอดจนสภาพทางนเิ วศวทิ ยาของแหลงท่จี ะนําไวรสั ไปใช
8. ไวรัสสามารถคงอยูบนตน พืชไดในระยะเวลาสน้ั และประสิทธิภาพจะลดลงเน่ืองจากรงั สีอลุ ตราไวโอเลตจาก
แสงแดดทาํ ลาย ดงั น้ันการพน ไวรสั NPV จงึ ควรพน ตอนบาย เชน เวลา 15.00 น. เปน ตนไป
บทบาทของไวรัส NPV ในการลดการใชส ารเคมกี ําจัดแมลง
จากแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 7 มีนโยบายลดการใชสารเคมีทางการเกษตรโดย
การหาวธิ ปี องกันกําจัดศัตรพู ชื วิธีการอ่ืน ๆ มาทดแทนการใชสารเคมี ไดแก การใชกับดักแมลงชนิดตางๆ เชน
กับดักแสงไฟ กับดักกาวเหนียว กับดักสารเพศลอ เปนตน การใชวิธีการปลูกพืชในมุง การใชสารสกัดจากพืช
และการจัดระบบการปลูกพืชเพื่อลดความเสียหายจากแมลงศัตรูพืช สวนการควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี
(microbial control) จัดเปนวิธีการที่มีความสําคัญย่ิงท่ีชวยลดการใชสารเคมีกําจัดแมลง เชน การใชไวรัส
NPV และแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis เปนตน ต้ังแตป พ.ศ. 2534 เปนตนมา ไดมีการระบาดของ
หนอนกระทูหอมรุนแรงในแหลงปลูกผักทุกแหลงในทองท่ีภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หนอนกระทูหอมไดทําลายไมดอก เชน กุหลาบ ดาวเรือง เบญจมาศ กลวยไม ในหลายทองท่ี นอกจากน้ัน
หนอนกระทูหอมไดระบาดทําลายองุนในแหลงปลูกองุนที่สําคัญในทองท่ี 4 จังหวัด คือ นครปฐม ราชบุรี
สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม พื้นท่ีประมาณ 20,000 ไร เกษตรกรผูปลูกองุนลดความเสี่ยงจากการเขา
ทาํ ลายของหนอนกระทูหอมโดยหันไปปลูกพืชอ่ืนทดแทน เปนผลทําใหเหลือพื้นท่ีปลูกองุนเพียง 6,000 ไร ใน
ป พ.ศ. 2535 นอกจากนี้ยังพบการระบาดของหนอนกระทูหอมบนพืชไร เชน ถ่ัวเขียวในทองท่ีจังหวัด
นครสวรรค ชยั นาท และลพบุรี เปน ตน
หนอนเจาะสมอฝา ยเปนแมลงศตั รพู ชื ท่ีสําคัญทางเศรษฐกจิ สามารถทําลายพืชไดกวางขวางตัวอยางที่
เห็นชัดเจนคือ ประเทศไทยเคยมีพื้นท่ีปลูกฝายเกินลานไร แมความตองการใชฝายของอุตสาหกรรมส่ิงทอที่
เติบโตอยางรวดเร็ว ในแตละปมีการสงออกส่ิงทอซึ่งเปนผลิตภัณฑจากฝายเปนมูลคาไมต่ํากวา 50,000 ลาน
บาท สวนราชการไมสามารถที่จะสงเสริมเผยแพรใหเกษตรกรเพิ่มเนื้อท่ีการปลูกฝายเพ่ือสนองความตองการ
ของอุตสาหกรรมสิ่งทอได ตรงกันขามพื้นที่การปลูกฝายกลับลดลงอยูในระดับ 1-2 แสนไรตอป มีผลผลิตฝาย
ปอนอุตสาหกรรมทอผาเพียง 10 เปอรเซ็นต ของความตองการของประเทศเทาน้ัน ทําใหตองนําเขาฝายจาก
ตางประเทศปละประมาณ 11,000 ลานบาท ทั้งน้ีปญหาสําคัญ คือ การระบาดของหนอนเจาะสมอฝาย
เนื่องจากหนอนเจาะสมอฝายดื้อตอสารเคมีกําจัดแมลง เปนสาเหตุสําคัญท่ีทําใหการปลูกฝายมีความเส่ียงสูง
ปญหาการระบาดของหนอนกระทูหอม หนอนเจาะสมอฝายและหนอนกระทูผัก เนื่องจากแมลงมี
ความสามารถสรา งความตานทานตอสารฆาแมลงไดอยางรวดเร็ว ดังน้ันการนําไวรัส NPV มาใชควบคุมหนอน
กระทูหอม หนอนเจาะสมอฝาย และหนอนกระทูผัก จึงจัดเปนทางเลือกอีกแนวทางหน่ึงในหลาย ๆ ทางที่จะ
นํามาใชในการบริหารแมลงศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดน้ี จากขอจํากัดของไวรัส NPV คือ ความเฉพาะเจาะจงสูงตอ
แมลงเปา หมายและมีการทํางานชาเมอื่ เปรียบเทียบกับสารเคมีกาํ จัดแมลงที่เกษตรกรคุนเคยและใชเปนประจํา
การนําไวรัส NPV ของหนอนกระทูหอม ไวรัสNPV ของหนอนเจาะสมอฝาย และไวรัส NPV ของหนอนกระทู
ผกั มาใชเ พื่อลดการใชสารเคมีใหนอยลงสามารถใชไดหลายรูปแบบ เชน นําไปใชพนทดแทนสารเคมี นําไปใช
พนสลับกับสารเคมีหรือผสมกับสารเคมีแลวพน การนําไวรัส NPV ไปใชควบคุมหนอนกระทูหอม หนอนเจาะ
สมอฝาย หรอื หนอนกระทผู กั อยางไดผ ลจําเปนตอ งพจิ ารณาองคป ระกอบหลายดา น ไดแก
1. จะตองเปน พชื ทีถ่ ูกทําลายโดยหนอนกระทหู อม หนอนเจาะสมอฝา ย หรือหนอนกระทูผ ัก
2. พืชชนิดน้ัน ๆ ควรจะมีแมลงศัตรูพืชไมมากชนิด จะทําใหงายตอการดําเนินการปองกันกําจัดโดย
เชอื้ ไวรัส NPV
3. เปน พืชที่ใหผ ลผลิตที่มรี าคาสูง ตลาดมีการกําหนดคุณภาพของผลผลติ เอาไวส งู
4. เปนพืชที่ผบู ริโภคเขม งวดในเรอื่ งของพษิ ตกคา งในผลผลิต
5. ลักษณะของพืช เชน ทรงพุม ใบ มีความเหมาะสมและเอื้ออํานวยตอการใชเช้ือไวรัส โดยไวรัส
สามารถคงอยบู นตนพืชไดนาน
6. มขี อ มลู ในเรอ่ื งการระบาดเขา ทาํ ลายของหนอนกระทูหอมและหนอนเจาะสมอฝายบนพืชชนิดน้ันท่ี
สมบูรณ
7. มีขอมูลของการเขาทําลายของแมลงเพียงพอที่จะใชกําหนดระดับท่ีจะตัดสินใจทําการพนสาร
ปองกันกาํ จัดแมลง (action treshold) ไดอ ยา งเหมาะสม
8. มีวธิ ีการตรวจนับแมลงและประเมนิ ความเสียหายอยางเหมาะสม
9. ตองทําความเขาใจกับเกษตรกรถึงบทบาทของไวรัส NPV ท่ีทําลายแมลง ซึ่งจะแตกตางจาก
สารเคมีทเี่ กษตรกรคุน เคย
การควบคมุ หนอนกระทหู อมดว ยไวรัส NPV
หนอนกระทูหอม beet armyworm, Spodoptera exigua (Hubner) เปนผีเสื้อกลางคืนอันดับ
Lepidoptera อยูในวงศ Noctuidae หนอนกระทูหอมมรี ายงานการระบาดทวั่ โลก จึงมชี อ่ื เรียกแตกตาง
กันออกไป สวนใหญจะเรียกตามช่ือพืชอาหาร เชน small cotton worm, linseed caterpillar, lesser
armyworm, pigweed caterpillar, false armyworm, asparagus caterpillar, small willow moth
และ beet armyworm เปนตน ในประเทศไทยเกษตรกรนิยมเรียกแตกตางกันไป เชน หนอนกระทูหอม
หนอนหลอดหอมหรือหนอนหนังเหนียว เนื่องจากสามารถตา นทานตอสารฆาแมลงไดร วดเรว็
การระบาดและการทาํ ลายของหนอนกระทูหอม
จากรายงานการระบาดพบวาผีเส้ือหนอนกระทูหอมระบาดไดกวางขวางทั่วโลก เชน อเมริกา ทวีป
อเมริกาใต แอฟรกิ า ยโุ รป และแถบรอบๆ ทะเลเมดิเตอรเรเนียน เชื่อกันวาแหลงกําเนิดของผีเส้ือหนอนกระทู
หอมอยูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ลักษณะการทําลายของหนอนกระทูหอมข้ึนอยูกับชนิดของพืชอาหาร เชน
หอมแดงหนอนจะเจาะเขาไปกัดกินภายในใบ กัดกินลงไปจนถึงสวนหัว บนฝายหนอนจะกัดกินยอดออน ใบ
และดอก หนอไมฝ รง่ั หนอนจะกัดกนิ หนอออน พืชผักจะกัดกินใบ องุนจะกัดกินยอดออนใบชอดอก และเขาไป
กัดกนิ อยูในชอองุน บนไมดอก เชน กุหลาบ เบญจมาศ ดาวเรือง กลวยไม จะกัดกินดอกตูมและกลีบดอก มัน
เทศจะกัดกินสวนยอดและใบออน พืชตระกูลถั่ว เชน ถ่ัวเขียว ถั่วเหลือง ถ่ัวฝกยาว ถ่ัวลันเตา จะกัดกินยอด
ออน ชอดอกและฝก
ไวรัส NPV หนอนกระทูหอม
เปน ไวรสั ทพ่ี บระบาดตามธรรมชาตใิ นแหลงปลูกพืชท่ีมีหนอนกระทูหอมระบาด เชน ในทองที่ปลูกผัก
ภาคกลาง ไวรัสชนิดน้ีมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมหนอนกระทูหอม อนุภาคของไวรัสมีการเรียงตัวของนิ
วคลีโอแคปสิดเปนกลุม 3-5 อันใน 1 นิวคลีโอแคปสิด (M-NPV) ขนาดของผลึกโปรตีนมีเสนผาศูนยกลาง
ประมาณ 640-1,050 นาโนเมตร (Hungspruke, 1981) หนอนกระทูหอมวัยที่ 5 มีขนาดโตเต็มท่ีเมื่อตายดวย
ไวรัส จะพบปริมาณของผลึกโปรตีนของ ไวรัสจํานวน 5x10(8) – 1x10(9) ผลึกตอตัวจากจํานวนผลึกโปรตีน
ของไวรัสในตัวหนอนดังกลาวสามารถนําหนอนท่ีตายจากเชื้อไวรัสไปผสมนํ้าและนําไปใชฉีดพนในแปลงปลูก
พืชในอัตราหนอนท่ตี ายขนาดตวั โตเต็มที่ 2 ตัวผสมน้าํ 1 ลติ ร หรือหนอน 40 ตัวผสมนา้ํ ได 20 ลติ ร
ลักษณะอาการโรค
เมอ่ื หนอนกินเช้ือไวรัส NPV เขาไป น้ํายอยภายในกระเพาะอาหารสวนกลาง ซ่ึงมีลักษณะเปนดางจะ
ยอยสลายผลกึ โปรตนี ท่ีหอหุม อนุภาคของไวรสั ระยะ 1-2 วนั แรก หนอนยังไมแสดงอาการโรคภายนอกใหเห็น
วันที่ 3 จะเห็นวาหนอนจะลดการกินอาหารลง มีการเคล่ือนไหวนอยลง ผนังลําตัวจะมีสีซีด ในที่สุดหนอนจะ
หยุดกินอาหาร หนอนมักพยายามไตข้ึนไปเกาะอยูบริเวณสวนบนสุดของตนพืชท่ีมันทําลาย ผนังลําตัวจะ
เปลยี่ นเปนสีขาวขุนหรือสีครีม หรืออาจเกิดจุดหรือรอยสีนํ้าตาลจนถึงสีน้ําตาลเขมเปนแหงๆ บริเวณสวนทอง
ในวันท่ี 5-7 เปนระยะสุดทายของอาการโรค ลําตัวมีสีขาวขุนหรือครีมชัดเจน บางคร้ังพบวาสวนทองมีสีชมพู
ออ นๆ ท้งั น้เี นือ่ งจากภายในลาํ ตัวจะเต็มไปดวยผลึกโปรตีนของไวรัสที่ทวีจํานวนมากมายในเซลล หนอนท่ีเกิด
อาการโรคผนังลาํ ตัวจะแตกงายเน่อื งจากผนงั ลําตัวถูกทาํ ลาย หนอนมักจะตายในลักษณะหอยหัวและสวนทอง
ลงมารูปตัว “V” หัวกลับ โดยมีสวนของขาเทียม 1 คู เกาะตนพืช เมื่อหนอนตายลําตัวของหนอนมักจะแตก
ของเหลวภายในลําตวั จะเปล่ียนเปนสดี ําอยางรวดเร็ว
การนําไวรสั Spodoptera exigua NPV (SeNPV) ไปใชค วบคุมหนอนกระทูหอมบนพชื บางชนิด
การควบคมุ หนอนเจาะสมอฝายดวยไวรสั NPV
ผีเสื้อหนอนเจาะสมอฝาย Helicoverpa armigera (Hubner) เปนผีเสื้อกลางคืนอยูในวงศ
Noctuidae อันดบั Lepidoptera หนอนเจาะสมอฝายจัดเปน แมลงศตั รพู ชื ทีส่ าํ คัญตัวหนึ่งของประเทศไทยใน
ปจจุบัน และมีแนวโนมวาจะเปนศัตรูรายแรงของประเทศในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากแมลงชนิดน้ีมีพืชอาหาร
กวางขวางมาก ประกอบกับวงจรชีวิตคอนขางสั้น คือประมาณ 1 เดือน แมผีเส้ือมีความสามารถในการวางไข
ไดปริมาณมาก แมผีเส้ือสามารถบินเคล่ือนท่ีไดเปนระยะทางไกลๆ ดังนั้นจึงพบวามีการระบาดอยางรวดเร็ว
และกวางขวางอยูบนพืชตางๆไดตลอดป หนอนเจาะสมอฝายสามารถสรางความตานทานตอสารเคมีกําจัด
แมลงไดรวดเร็ว จึงเปนปญหามากในการปองกันกําจัด ในอดีตประเทศไทยมีพ้ืนที่ปลูกฝายสูงถึง 1ลานไรจาก
ปญหาการระบาดของหนอนเจาะสมอฝายทําใหพ้ืนที่ปลูกฝายของประเทศลดลงตามลําดับ จนปจจุบันเหลือ
พื้นที่ปลูกฝายเพียง 2 แสนกวาไรเทาน้ัน จึงผลิตฝายไมเพียงพอตอความตองการของอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผา
ทําใหตองนําเขาปุยฝายจากตางประเทศปละไมตํ่ากวา 1 หม่ืนลานบาท ในแหลงปลูกฝายอ่ืน ๆ ท่ัวโลกก็
ประสบปญหาการระบาดของหนอนเจาะสมอฝายเชนกัน เชน ทวีปอาฟริกา ทางตอนใตของทวีปยุโรป
ตะวนั ออกกลาง อินเดยี เอเชียกลาง ฟลปิ ปน ส อนิ โดนีเซีย นวิ กินี และออสเตรเลีย เปน ตน
ไวรัส NPV หนอนเจาะสมอฝาย
ไวรัส NPV ของหนอนเจาะสมอฝายเปนไวรัสท่ีพบระบาดอยูตามธรรมชาติ ในประเทศไทยพบวาเปน
ไวรัส NPV ชนิด single enveloped nucleocapsid คือ นิวคลีโอแคปสิดเรียงตัวอยูเด่ียวๆ ภายในอนุภาค
ไวรัส (virion) นิวคลีโอแคปสิดมีขนาดประมาณ 66x287 นาโนเมตร ฝงอยูภายในผลึกโปรตีน Hungspruke
(1981) รายงานวามีอนุภาคไวรัสเฉลี่ยประมาณ 26 อนุภาคในผลึกโปรตีน ขนาดของผลึกโปรตีนมี
เสนผาศูนยกลางประมาณ 480-1,040 นาโนเมตร ผลึกโปรตีนมีรูปรางคลายรูปหกเหลี่ยมดานเทาไวรัสชนิดน้ี
พบวามปี ระสิทธิภาพสูงมากในการทําลายหนอนเจาะสมอฝา ย และหนอนทีอ่ ยูในสกุล Helicoverpa ชนิดอ่ืนๆ
ในสหรัฐอเมริกา ไวรัส NPV ของหนอน Heliothis zea ไดผานการทดสอบจากคณะกรรมการควบคุม
สง่ิ แวดลอมแหงชาติ (EPA) จนไดรบั อนญุ าตใหทาํ การผลิตจําหนายเพ่ือไปใชควบคุมหนอน Heliothis zea บน
พชื หลายชนดิ เชน ฝาย ยาสบู มะเขอื เทศ
ลกั ษณะอาการโรค NPV กับหนอนเจาะสมอฝาย
จะมีลกั ษณะอาการทว่ั ๆ ไปคลายกับหนอนกระทูหอมดังไดกลา วมาแลว อาการโรคเห็นไดชัดในวันที่ 3
ภายหลงั จากหนอนไดรบั เชื้อ สขี องผนังลาํ ตวั จะซดี จางลง หนอนมกั จะออกจากท่ีหลบซอน เชน ตามดอก หรือ
ออกจากสมอฝายหรือผลที่มันเขาทําลาย มักไตขึ้นสูสวนบนของตนพืชหรือมักเกาะอยูบนใบระยะสุดทายของ
อาการโรค ลําตัวหนอนจะมีสีเปล่ียนไปเปนสีนํ้าตาลปนครีม บางคร้ังอาจพบสีชมพูออน ๆ บนผนังลําตัว
ภายในลําตัวโดยเฉพาะอยางย่ิงบริเวณสวนของปลองทองจะเห็นของเหลวมีลักษณะขาวขุน หนอนมักจะมา
ตายอยูบนสวนของใบพืชหรือเกาะสวนของก่ิง กาน หรือใบพืช ตายในลักษณะหอยหัวและสวนทองลงมาเปน
รูปตัว “V” หัวกลับ โดยใชสวนของขาเทียมยึดติดกับสวนของพืชเอาไว โดยท่ัว ๆ ไปหนอนเจาะสมอฝายจะ
ตายในระยะเวลา 3-7 วัน ภายหลังจากกินไวรัสเขาไป ท้ังนี้ขึ้นอยูกับขนาดของหนอน ถาหนอนมีขนาดเล็ก
เชน หนอนวัยที่ 1 จะตายภายใน 2-3 วันหลังจากไดรับเชื้อ หนอนขนาดตัวโตเชนวัยที่ 4 จะตายภายใน
ระยะเวลา 7 วัน หนอนเจาะสมอฝายท่ีมีขนาดโตเต็มท่ีเม่ือไดรับเชื้อไวรัสอาจไมตายในระยะหนอน จากการ
ทดลองพบวาหนอนจะเปนโรคตายในระยะดักแด หรือสามารถเจริญเติบโตเปนผีเสื้อท่ีมีรูปรางผิดปกติจนไม
สามารถผสมพันธุตอไปได จากผลการทดลองพบวา แมผีเสื้อท่ีไดรับเชื้อไวรัสในระยะหนอน แตสามารถ
เจริญเติบโตเปนตัวเต็มวัย เชื้อไวรัสสามารถถายทอดจากตัวแมผานทางไขไปเกิดการระบาดของโรคในหนอน
รนุ ตอไปได
การนําไวรัส Helicoverpa armigera (HaNPV) ไปใชค วบคมุ หนอนเจาะสมอฝายบนพชื บางชนิด
การควบคุมหนอนกระทูผักดวยไวรสั NPV
หนอนกระทูผัก Spodoptera litura (Fabricius) เปนผีเส้ือกลางคืน อยูในวงศ Noctuidae อันดับ
Lepidoptera หนอนกระทูผักพบระบาดอยูในประเทศทางแถบเอเชีย มักมีชื่อเรียกแตกตางกันไป เชน
cotton leafworm, common cutworm, tobacco cutworm, fall armyworm เปนตน เน่ืองจากหนอน
กระทผู กั มีขนาดตัวโตมากกวาหนอนชนิดอืน่ เมื่อหนอนเจริญเติบโตเต็มท่ีมีขนาดลําตัวอวนปอมยาวประมาณ
3.5-4.0 เซนติเมตร หนอนระยะน้ีจะทําความเสียหายแกพืชอยางรุนแรง เดิมหนอนกระทูผักไมมีปญหาในการ
ปอ งกนั กําจดั แตเนอ่ื งจากมขี นาดตวั โตและหนอนมีนิสัยหลบซอนตัวในตอนกลางวัน จึงมักรอดพนจากการถูก
สารกาํ จดั แมลงเมื่อเกษตรกรพน ในระยะ 2-3 ปท่ีผานมาจึงพบวาหนอนกระทูผักเร่ิมเปนปญหาในการปองกัน
กําจัดของเกษตรกร สาเหตุเน่ืองจากหนอนชนิดนี้มีขนาดตัวโตกวาหนอนศัตรูพืชชนิดอ่ืนๆ และสามารถสราง
ความตานทานตอสารฆาแมลงไดดี โดยเฉพาะอยางย่ิงในแหลงที่มีการปลูกผักตอเนื่องตลอดท้ังป
ความสามารถในการสรา งความตานทานตอ สารฆา แมลงของหนอนกระทูผักก็เกิดรวดเร็วข้นึ
ไวรสั NPV ของหนอนกระทูผัก
ไวรัส Spodoptera litura NPV มีผลึกโปรตีนที่หอหุมอนุภาคไวรัสเปนรูปหลายเหลี่ยม มีขนาด
เสนผาศูนยกลาง 1.8-2.5 ไมโครเมตร มีขนาดเฉลี่ย 2.24 ไมโครเมตร มีขนาดของอนุภาคไวรัส (virion)
81.24x234.79 นาโนเมตร อนุภาคของไวรัสประกอบดวย nucleocapsids จํานวน 2-4 ทอน เม่ือหนอน
กระทูผ ักไดรับเช้ือไวรัส SlNPV โดยการกินเขา ไป ในชวงเวลาแรก 2-3 วนั หนอนจะลดการกินอาหารลง สีผนัง
ลําตัวจะซีดลง ตอมาในชวงระยะท่ี 5-7 วัน หนอนจะหยุดกินอาหาร เกาะอยูบนใบพืชน่ิงๆ และคอยๆ คืบ
คลานขึน้ สสู วนบนสดุ ของตนพืช และตายในที่สุด เมื่อหนอนตายมีสีดํา ลําตัวจะแตกเละงาย โดยทั่วไป หนอน
กระทูผักจะเกิดเปนโรคและตายภายในระยะเวลา 5-10 วัน ในแหลงท่ีมีการระบาดของหนอนรุนแรง ไวรัส
NPV เปนชนดิ multiple enveloped nucleocapsid คือ nucleocapsid รวมเปนกลมุ ฝง อยูในผลึกโปรตีน
การใชไวรสั Spodoptera litura NPV (SlNPV) ควบคุมหนอนกระทูผ กั ในพืชบางชนดิ
โดยท่ัวๆไปแนะนําใหพนไวรัส SlNPV อัตรา 40-50 มิลลิลิตรตอนํ้า 20 ลิตร เม่ือพบการระบาด โดย
พนทุก 7-10 วัน ติดตอกัน 2 ครั้ง ในกรณีที่พบการระบาดรุนแรงใหพนอัตรา 50 มิลลิลิตรตอนํ้า 20 ลิตร พน
ติดตอกัน 2 ครั้ง ทุก 4 วัน การระบาดในแปลงปลูกกลวยไมสกุลหวายและพืชผักในโรงเรือนระบบ
hydroponic ซ่ึงเปนพืชท่ีมีราคาสูง ควรหมั่นเดินตรวจดูแปลงอยางสม่ําเสมอจะสังเกตการระบาดของหนอน
กระทูผักในระยะแรกได เชน จะพบกลุมไขบริเวณชอดอกหรือบริเวณหนอของกลวยไม หรือบริเวณใตใบของ
พืชผัก หรือการสังเกตดูหนอนกระทูผักท่ีเพ่ิงฟกออกจากไข ในระยะวัย 1-2 มักจะอาศัยกัดกินพืชรวมกันเปน
กลุมบริเวณสวนลางของใบพืช โดยกัดกินเนื้อเย่ือสวนลางและเหลือเน้ือเยื่อสวนบนเอาไวใหเห็นเปนรอยขาว
การพนไวรัส SlNPV ในระยะท่ีหนอนขนาดเล็กจะใหผลควบคุมไดรวดเร็ว ทั้งน้ีเน่ืองจากไวรัส SlNPV จะ
ทําลายหนอนกระทูผักไดชา (5-10 วัน) เมื่อหนอนมีขนาดโต การพน SlNPV บนพืชที่ปลูกในระบบ
hydroponic ในโรงเรือนปด พบวา การพนเมื่อพบหนอนขนาดเล็กสามารถพน SlNPV เพียงครั้งเดียว ใน
แปลงปลูกกลวยไมสกุลหวาย การพน 2 ครั้ง ติดตอกันทุกๆ 5-7 วัน สามารถควบคุมการระบาดของหนอน
กระทูผักใหล ดลงไดน าน 2-3 เดอื น ท้ังนเี้ นือ่ งจากรงั กลว ยไมมกี ารบังรมเงาพรางแสงแดด เชื้อไวรัสสามารถอยู
ในแปลงกลวยไมไ ดน านขน้ึ
โรคหนอไมฝรั่ง
(Disease of Asparagus)
สถานการณโรคหนอ ไมฝ ร่งั
การผลิตหนอไมฝรั่งในประเทศไทย ซึ่งมีแหลงปลูกสําคัญอยู 2 พ้ืนท่ีใหญๆ พ้ืนที่แรกคือ เขตภาค
ตะวันตก ไดแกจังหวัด กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม และ สุพรรณบุรี ซึ่งปลูกหนอไมฝร่ังกันมานานและ
เกษตรกรมีเทคโนโลยีการผลิตคอนขางดี สวนพื้นท่ีท่ีสองคือ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไดแก จังหวัด
สระแกว และนครราชสมี า เปนพื้นท่ีท่ีเริ่มมีการปลูกหนอไมฝรั่งมากข้ึนและมีแนวโนมใหผลผลิตดี แตปญหาท่ี
สําคัญในการผลิตหนอไมฝรั่งในพ้ืนท่ีนี้ คือปญหาเร่ืองพันธุ ซึ่งเปนปญหาข้ันพื้นฐาน เน่ืองจากเกษตรกรใน
ปจจุบันไมนิยมใชเมล็ดลูกผสมจากตางประเทศเพราะมีราคาแพงเกษตรกรสวนมากแกไขปญหาดวยการ
ขยายพันธุหนอ ไมฝ ร่งั โดยใชเมล็ดที่ไดจ ากการเก็บในแปลงของตนเองหรือแปลงขางเคียงมาปลูก และเนื่องจาก
หนอไมฝรั่งพันธุด้ังเดิมท่ีนําเขามาเปนพันธุลูกผสม ดังน้ันเมื่อเกิดเมล็ด เมล็ดจากลูกผสมถือวามีคุณภาพตํ่า
เพราะมีพนั ธุกรรมแปรปรวน (กฤษฎา, 2535) สงผลใหผลผลิตหนอไมฝรง่ั คอ ยๆ ลดลง อีกท้ังตนหนอไมฝร่ังจะ
ออนแอมากขึ้น ทําใหเกิดโรคระบาดไดงาย และปญหาโรคระบาด โดยเฉพาะอยางยิ่งโรคลําตนไหม ซ่ึงทํา
ความเสียหายใหกับแปลงหนอไมฝรั่งเปนพ้ืนที่กวางในระยะ 2 ปท่ีผานมา เน่ืองมาจากสภาพภูมิอากาศ
เปล่ียนแปลงบอย มีผลทําใหสภาพแวดลอมในการปลูกหนอไมฝรั่งเปลี่ยนไปไมเหมาะสมตอการเจริญเติบโต
ซงึ่ ทําใหพบมีการระบาดของบางโรครนุ แรงเพมิ่ ขน้ึ และผลผลติ ท่ีไดมคี ุณภาพลดลง
จากรายงานการศึกษาโรคของหนอไมฝรั่งที่พบในประเทศไทย โรคท่ีสําคัญไดแก โรคลําตนไหม โรค
แอนแทรคโนส และโรคใบเทียมรวง เปนตน (พัฒนาและคณะ, 2537) และจากรายงานการศึกษาอิทธิพลของ
ส่ิงแวดลอมตอการเกิดโรคลําตนไหมของหนอไมฝรั่ง ท่ี อ.บานคาย จ.ระยองพบวา การเกิดโรคลําตนไหมเกิด
ไดต ลอดป แตจ ะระบาดและเปนโรครุนแรงในชว งฤดฝู นถงึ ตนฤดหู นาว หรอื ระหวา งเดือนกรกฏาคม ถึง เดือน
พฤศจิกายน (นิยมรัฐ, 2538) โรคใบเทียมรวงพบวา การเกิดโรคเกิดไดตลอดปเชนเดียวกันและจะระบาด
รุนแรงในชวงฤดูฝน หรอื ระหวางเดอื นสงิ หาคม ถึงเดอื นตุลาคม (นิยมรฐั , 2540)
จากการสํารวจโรคของหนอไมฝร่ังตั้งแตเดือนสิงหาคม พ.ศ.2546 ถึง เดือนกันยายน พ.ศ. 2547 ใน
แหลงปลูกภาคใตและภาคตะวันตก 5 จังหวัด ไดแกจังหวัด ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และ
ประจวบคีรีขันธ ภาคตะวันออกสํารวจ 1 จังหวัด ไดแก จังหวัดสระแกว พบวา โรคที่เปนปญหาสําคัญและ
ระบาดในทุกแหลงปลูก มี 3 ชนิด คือ โรคลําตนไหม (Stem blight) เกิดจากเช้ือรา Phomopsis asparagi
โรคก่ิงไหมหรือใบเทียมรวง (Cercospora blight) เกิดจากเชื้อรา Cercospora asparagi และโรคแอนแทรค
โนส (Anthracnose) เกดิ จากเชอ้ื รา Colletotrichum gloeosporioides (ทศั นาพร และคณะ, 2547)
โรคลาํ ตน ไหม (Stem blight)
ชอื่ วิทยาศาสตร Phomopsis asparagi (Sacc.) Grove.
วงศ Diaporthaceae
ชอ่ื สามัญ -
เชอ้ื สาเหตุ รา (Fungi)
ความสําคญั
ในการผลิตหนอไมฝร่ัง ปญหาโรคพืชท่ีสําคัญอยางหน่ึงท่ีทําใหผลผลิตเสียหายและคุณภาพของ
หนอ ไมฝร่ังลดลงคือ โรคลําตนไหม (Stem Blight) จากรายงานการศึกษาของ กรรณิการ (2533 ) พบวา โรค
ลําตนไหมข องหนอไมฝรัง่ มสี าเหตจุ ากเช้ือรา Phomopsis asparagi (Sacc.) Grove เปนโรคท่ีพบไดเสมอตาม
แหลงปลูก เชน จ .นครปฐม กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี โดยจะพบอาการของโรคบริเวณลําตนท่ีอยูใกลผิวดิน
กอ น เปนแผลรูปกระสวยขนาดเล็ก สีนํ้าตาล จากนั้นแผลจะขยายขนาดตามการเจริญของลําตนหนอไหมฝรั่ง
ทําใหลําตนไหมและเนาคอดิน เม่ืออาการรุนแรงจะทําใหตนแมเหลืองและแหงตายในที่สุด (นิยมรัฐและ
ลักษณา, 2531) และจากรายงานของ ศศิธร (2545) ไดรายงานวา เชื้อรา P. asparagi จะเขาทําลายบริเวณ
โคนตน ลําตน ก่ิงกา นและใบ ทําใหเกิดแผลลักษณะกระสวย หรือแผลยาวรีสีขาวนวล ขอบแผลสีนํ้าตาล และ
ที่แผลจะมีจุดสีดําเล็กๆ ขึ้นเต็มเน้ือเยื่อ และยังพบวาเช้ือราชนิดน้ีสามารถอาศัยอยูในดินและเศษซากพืชได
นานอยา งนอย 6 เดอื น และสามารถอยูข า มฤดูไดใ นเศษซากพชื (Planck และ Davis, 2004)
ลักษณะอาการ
พบอาการท่ีสวนลาํ ตน โคนตน ระยะแรกจะพบแผลเปน จุดฉํ่าน้ําสมี ว ง หรือสีน้ําตาล รูปรียาวเปนแนว
เดียวกับลําตน จากนั้นแผลจะขยายขนาดกระจายกวางข้ึน ถาขยายขนาดดานบนจะทําใหลําตนไหมแหงเปน
ทางยาว และจะพบสวนของเช้ือ (pycnidia) เปนเม็ดสีดําเล็กๆ กระจายท่ัวบริเวณแผลแหงน้ัน แตถาแผล
ขยายขนาดใหญลงดานลา งจะทาํ ใหโคนตนใกลคอดนิ เนา ตน เห่ียวลบี เหลืองและยนื ตน ตายในทสี่ ุด
การแพรระบาด
พบโรคระบาดรุนแรงในชวงฤดูฝนท่ีอากาศมีความชื้นสูง สปอรของเช้ือจะปลิวไปกับน้ําฝนหรือระบบ
การใหนํ้าแบบสปริงเกลอร (Sprinkler) ไดและเชื้อสามารถอาศัยขามฤดูอยูในดินและเศษซากพืชไดเปน
เวลานาน
การปองกันกําจัด
1. รักษาความสะอาดในแปลงปลูก ถาพบตนที่เปนโรคใหถอนและนําเศษซากไปเผาทําลายนอกแปลง
ปลกู
2. ควรเปด หนา ดินท้ิงไวและกลับดิน เพ่ือฆาเช้ือในดินหลังการพักตนและไมควรปลูกซํ้า ๆในพื้นท่ีเดิม
ติดตอ กนั เปนเวลานาน
3. ใชเ ชือ้ ราไตรโคเดอรมา (Trichoderma harzianum) ในรูปเช้ือสดละลายนํ้า รดดินบริเวณรอบกอ
หนอไมฝร่ัง หรือผสมเชื้อสดกับปุยหมักหรือปุยคอก อัตราสวน เชื้อสด 1 กิโลกรัมตอรําขาว 4 กิโลกรัมตอปุย
หมกั หรอื ปุย คอก 100 กิโลกรัม หวา นรอบกอหนอไมฝ รง่ั
4. การใชสารปองกันกําจัดโรคพืช สามารถพนสารอะซอกซี่สโตรบิน (azoxystrobin 25%W/V SC)
อัตรา 5 - 10 มิลลิลิตรตอนํ้า 20 ลิตร รวมกับการใชเชื้อราไตรโคเดอรมา หรือพนสารคารเบนดาซิม
(carbendazim 50% W/V SC) อัตรา 10 - 20 มิลลิลิตรตอนํ้า 20 ลิตร ชวงกอนการเก็บเกี่ยว 1 - 2 คร้ัง
แลว จงึ ใชเช้อื ราไตรโคเดอรม าในชว งการเกบ็ เกี่ยว
โรคใบเทียมรว งหรือโรคกิ่งไหม (Cercospora Leaf Blight)
ชอ่ื วิทยาศาสตร Cercospora asparagi Sacc.
วงศ Mycosphaerellaceae
ช่ือสามัญ -
เช้ือสาเหตุ รา (Fungi)
ความสาํ คัญ
โรคก่งิ ไหม หรอื ใบเทียมรวง เปนโรคทีม่ คี วามสําคญั โรคหนงึ่ เนื่องจากเปน โรคที่สามารถเขาทําลายพืช
ไดท กุ ระยะการเจริญเตบิ โต และเกิดการระบาดของโรคไดตลอดปโดยเฉพาะชวงฤดูฝน ซึ่งเมื่อพืชมีอาการของ
โรครุนแรงจะทํากิ่งแขนง และใบเทียมของหนอไมฝร่ังไหม เหลือง แหงและรวง จึงเปนท่ีมาของชื่อโรค “ใบ
เทยี มรวง” ถาเปนในตนแมจ ะทําใหตนโทรม ชะงักการเจริญเติบโต มีผลกระทบกับผลผลิต แตถาเปนในระยะ
ตน กลา จะทําใหตน กลาแหง ตายได
ลกั ษณะอาการ
พบอาการที่ กาน กิ่งแขนง หรือใบเทียมที่เพิ่งแตกใหม เปนแผลลักษณะกลม สีมวงอมนํ้าตาล หรือ
มว งแดง ท่ีตรงกลางแผลมีสีขาวขนุ หรือสเี ทา ขอบแผลเปน สีนํ้าตาล ถา อาการรนุ แรงทําใหก่ิงกานและใบเทียม
รว ง และตน แหง ตายได สามารถเขาทาํ ลายไดทุกระยะการเจรญิ เติบโต
การแพรระบาด
พบโรคระบาดมากในชวงท่ีฝนตก อากาศมีความชื้นสูง โดยสปอรของเชื้อจะปลิวไปกับน้ําฝนหรือ
ระบบการใหน ้ําแบบสปรงิ เกลอรได
การปอ งกนั กําจัด
1. รกั ษาความสะอาดในแปลงปลกู ตดั แตง กิ่ง กานทเี่ ปนโรคออกจากแปลงและนาํ ไปเผาทําลาย
2. เมอื่ พบการระบาดของโรคใหพ น สารปองกันกาํ จัดโรคพชื เบโนมิล (benomyl 50% WP) อัตรา 20
กรัมตอ นํ้า 20 ลิตร หรอื คารเ บนดาซมิ (carbendazim 50% W/V SC) อตั รา 20 มิลลิลิตรตอน้ํา 20 ลิตร พน
สลับกับโพรพิเนบ (propineb 70% WP) อัตรา 40 - 60 กรัมตอ นํ้า 20 ลติ ร ทุก 7 วัน
โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)
ชอ่ื วิทยาศาสตร Colletotrichum gloeosporioides (Penz.) Penz. & Sacc. Glomerella
cingulata (Stoneman) Spauld. & H. Schrenk [Teleomorph synonym]
วงศ Glomerellaceae
ช่อื สามัญ -
เช้ือสาเหตุ รา
ความสําคัญ
โรคแอนแทรคโนส จัดเปนโรคที่สําคัญโรคหน่ึงของหนอไมฝร่ังโรคนี้มักจะเกิดกับตนแก และมักพบ
ระบาดมาก ในแปลงที่ปลูกติดตอกันมาหลายป อาจทําใหตนตายท้ังกอหรือตายเปนบางตนตองพักแปลงนาน
กวาปกติ เก็บหนอไดนอย โรคแอนแทรคโนส จะทําใหเกิดแผลขนาดใหญท่ีขอหรือปลองเปนรูปคลายตา
ชาวบานบางทองถิ่นจะเรียกอาการลักษณะน้ีวา “โรคตาเสือ” ดวยเหตุที่แผลจากโรคนี้เปนแผลขนาดใหญ จึง
สงผลใหลําตนหักลมงาย และเมื่อเปนแผลตนใดตนหน่ึงในกอ ก็มักจะลุกลามจนเกิดแผลทุกตนท้ังกอ โรค
ตาเสือนี้จะระบาดรุนแรงในชวงเดียวกันกับโรคตนไหมแหง โดยเฉพาะแปลงท่ีขาดการเอาใจใส ถาโรคน้ีเกิด
รวมกับโรคตน ไหมแ หง จะทําใหแ ปลงนน้ั ทรดุ โทรมอยางรวดเร็ว
ลักษณะอาการ
อาการที่พบเริ่มแรก จะเปนแผลรูปวงรีเล็กๆลักษณะช้ําฉ่ํานํ้าสีเขียวเขม ตอมาจะขยายใหญเปนแผล
รูปกลมรี เน้ือเย่ือพืชตรงกลางแผลสีขาวซีดและยุบตํ่ากวาระดับเดิมเล็กนอย ขอบแผลไมเดนชัด เนื้อเย่ือพืช
รอบๆแผลมีลักษณะชํ้าฉํ่าน้ํา สีเขียวเขม ในสภาพความชื้นสูงมักจะพบกลุมโคนิเดีย ลักษณะเปนของเหลวขน
(slime mass) สีสมอมชมพู อยูบนตุมแข็งขนาดเล็กสีน้ําตาลถึงสีดําที่เรียงตามแนววงกลมซอนกันเปนช้ันๆ
(concentric ring) เม่อื แผลขยายใหญแ ละยาวไปตามความยาวของลําตนมากข้ึน ตนจะลีบแหง ใบเหลืองและ
ตายในที่สุดสภาพที่เหมาะสมตอการเกดิ โรค โรคนีร้ ะบาดรนุ แรงในชวงฤดูฝนท่ีมีฝนตกชุก ความช้ืนในแปลงสูง
ใสปุยเคมีเรงการเจริญเติบโตบอยมากเกนิ ไป รวมท้งั แปลงทม่ี ีการพักตน นอ ยกวาปกติ
การแพรระบาด
โคนิเดีย (conidia) ของเช้ือสาเหตุสามารถแพรระบาดไปกับลม นํ้าฝน และการใหน้ําระบบสปริง
เกลอรหรือติดไปกบั เครื่องมอื เพาะปลูก
การปองกันกําจัด
1. รกั ษาความสะอาดในแปลงปลูก ถาพบตนท่เี ปนโรคใหร บี ถอนนาํ ไปเผาทาํ ลายนอกแปลง
2. เวน ระยะปลกู ใหเหมาะสม ตดั แตงกอใหโปรง เก็บเศษซากพชื และวัชพืชออกจากแปลง
3. เม่ือพบการระบาดของโรค ใหพนสารเคมีปองกันกํา จัดโรคพืช เชน โพรคลอราซ (prochloraz
50% WP) อัตรา 20 กรัมตอนํ้า 20 ลิตร พนทุก 7 วัน พนสลับกับแมนโคเซบ (mancozeb 80% WP) อัตรา
30 - 50 กรัมตอนํา้ 20 ลิตร หรือเบโนมิล (benomyl 50% WP) อัตรา 15 กรัมตอนํา้ 20 ลติ ร
ขอ ควรระวัง
ในการพนสารเคมีปองกันกําจัดโรคแอนแทรคโนส คือ มีรายงานในตางประเทศเร่ือง การด้ือยาของ
เช้ือรา Genus Colletotrichum ตอสารเคมีในกลุม เบนซิมิดาโซล (benzimidazoles) เชน เบโนมิล และ
คารเ บนดาซิม ซ่ึงเปนกลุมของสารเคมีประเภทดูดซึมท่ีเกษตรกรนิยมใชกันอยางแพรหลาย ดังนั้นจึงไมควรใช
สารเคมีกลุม เบนซิมิดาโซล เพยี งชนดิ เดยี วพน เปน ประจาํ เพอื่ ปองกันกาํ จัดโรค ใหหลีกเลี่ยงโดยการใชสารเคมี
กลมุ อื่นมาพนสลับกนั
โรคเนา เปยก (Wet rot)
ชือ่ วิทยาศาสตร Choanephora cucurbitarum (Berk. & Rav.) Thaxt.
วงศ Choanephoraceae
ช่ือสามัญ -
เชื้อสาเหตุ รา (Fungi)
ความสําคญั
โรคน้ีระบาดทําความเสียหายกับหนอไมฝร่ังในแหลงปลูกท่ัวไป ท้ังภาคกลาง ภาคเหนือ และภาค
ตะวนั ออก เชอ้ื รา Choanephora cucurbitarum สาเหตโุ รคมพี ชื อาศัยหลายชนิด สามารถกอใหเกิดโรคที่ใบ
ดอก และผลออนของพืชตระกูลแตง กระเจ๊ียบ พริก มะเขือ ถั่วฝกยาว ถ่ัวลันเตา รวมท้ังวัชพืชเชน
ผกั เบย้ี ใหญแ ละผักโขมหนาม เปน ตน
ลกั ษณะอาการ
เกิดกับหนอไมฝร่ังท่ีเปนตนออนเริ่มแตกกิ่งแขนงหรือหนอออน เชื้อราจะเขาทําลายตรงปลายหนอ
ออ น ทาํ ใหเ นื้อเย่อื ปลายหนอ มลี กั ษณะฉาํ่ นํา้ สีเขียวเขมกวาปกติและเกิดอาการเนา อาการเนาจะลุกลามอยาง
รวดเร็ว หนอจะเนา ยบุ ตายภายใน 2-3 วนั ในสภาพอากาศทีม่ แี ดดออกสลบั กบั มีฝนตกในสภาพที่มีความช้ืนสูง
เชื้อราจะสรา งกานชูสปอร (conidiophore) ต้ังฉากกับสวนของพืชท่ีเปน โรค ท่ีปลายกานชูสปอรมีกลุมสปอรสี
ดํา มองเหน็ ไดดวยตาเปลา
การแพรระบาด
สปอรของเชื้อสาเหตุแพรกระจายไดดีโดยลม นํ้าฝน การใหน้ําระบบสปริงเกลอรหรือติดไปกับ
เครอ่ื งมอื เพาะปลกู สภาพทเี่ หมาะสมตอ การเกิดโรค โรคน้ีระบาดรุนแรงในชวงท่ีมีฝนตกชุก ความชื้นในอากาศ
สงู มหี มอกหรอื นาํ้ คา งลงจัด แตโรคจะระบาดนอ ยลงหรอื ไมพ บเลยเมื่อสภาพอากาศแหงแลง
การปองกนั กาํ จดั
1. เมอื่ เรมิ่ พบโรคตดั แตงนําสว นของพืชทเ่ี ปนโรคใสถ งุ แลวนําไปเผาทาํ ลายนอกแปลง
2. พนดวยสารเคมปี องกันกาํ จดั โรคพืช ไตรโฟรีน (triforine 19% W/V EC) อตั รา 20 มลิ ลิลติ รตอ นํา้
20 ลติ ร หรือ ไทอะเบนดาโซล (thiabendazole 40% WP) อตั รา 40 กรมั ตอ นา้ํ 20 ลิตร พนทุก 7 วัน
โรคเนา เละ (soft rot)
ช่ือวิทยาศาสตร Erwinia carotovora subsp. Carotovora
วงศ Enterobacteriaceae
ช่ือสามัญ -
เชื้อสาเหตุ แบคทีเรีย (bacteria)
ความสาํ คญั
โรคเนาเละเปนโรคท่ีไดรับการจัดลําดับใหอยูในกลุมของโรคท่ีสําคัญมากโรคหนึ่งของพืชผักทั้งในดาน
ของการระบาดและความเสียหาย พบเกิดข้ึนท่ัวไปในทุกพ้ืนที่ท่ีมีการปลูกผัก โดยเฉพาะเม่ือสภาพแวดลอม
เหมาะสม ความเสยี หายจะเปนไปอยา งรนุ แรงมาก โดยโรคจะเกิดข้ึนกับทุกสวนที่เปนเน้ือออนและอวบนํ้าของ
ผัก เกิดไดทุกระยะการเจริญเติบโตทั้งขณะท่ียังอยูในแปลงปลูกและหลังเก็บเกี่ยวแลว ในหนอไมฝร่ังมักเกิด
อาการเนาเละบริเวณปลาย หรือยอดของหนอ แตก็สามารถพบอาการน้ีไดกับทุกสวนของหนอท่ีเกิดบาดแผล
จงึ เปน ปญหาสําคัญในปลูกหนอไมฝรงั่ ใหม ีคุณภาพของผลผลิตดตี ามมาตรฐานของตลาด
ลักษณะอาการ
หนอออนจะเกิดจุดช้ํานํ้า ตอมาขยายเปนแผลใหญข้ึน แผลจะน่ิม มีสีเทาหรือน้ําตาลจางๆ และเนา
เปนนา้ํ เมือกเยิ้ม เน้ือเย่ือเปอย มกี ล่นิ เหม็น ภายใน 2-3 วนั หนอ จะเนายบุ หายไปหมดท้ังตนหรือฟุบแหงเปนสี
น้ําตาลอยูที่ผิวดิน ชิ้นสวนหรือตนท่ีแสดงอาการเนาดังกลาว หากไมรีบแยกออก จะทําใหตนและสวนท่ีเหลือ
อ่ืนๆ เกดิ การตดิ เชื้อและเสียหายหมดในเวลาอนั รวดเร็ว โดยเฉพาะเวลาอากาศรอนและความชนื้ สงู
การแพรระบาด
แบคทีเรยี ท่เี ปนสาเหตขุ องโรคเนา เละอาศัยอยูในดินพรอมจะเขาทําลายเม่ือหนอไมฝรั่งมีบาดแผล ซ่ึง
เกิดจากหนอนแมลงกัดกิน หรือเกิดจากการเขตกรรมโดยการพรวนดิน ใสปุย ปราบวัชพืชภายใต
สภาพแวดลอมท่เี หมาะสมทงั้ อณุ หภูมิและความชื้น โดยสรางความเสียหายรุนแรงในฤดูฝนท่ีมีความชื้นสูงและ
อากาศรอนอบอา ว โรคน้เี กดิ ไดทัง้ อยใู นแปลงและผลผลิตที่เกบ็ เกี่ยวแลว
การปอ งกนั กาํ จัด
1. แปลงปลกู ควรมีการระบายนํา้ ไดด ไี มมีนาํ้ ขัง
2. กาํ จดั แมลง เพ่ือไมใหก ัดกินหนอและเกดิ บาดแผลใหเช้ือเขาทําลายได
3. ควรเก็บเกี่ยวหนอดวยความระมัดระวัง อยาใหเกิดแผลชํ้า หรือฉีกขาดกับตนตอที่ยังเหลืออยูในแปลงและ
สว นทต่ี ดั ออกไป
4. เก็บหรือบรรจุหนอท่ีเก็บเกี่ยวแลวในภาชนะท่ีสะอาด เมื่อพบช้ินสวนหรือตนที่แสดงอาการของโรคใหรีบ
แยกออกไปทําลายเสยี
5. หนอที่เก็บเก่ียวแลว ขณะรอการขนสงหรือจําหนาย ควรเก็บไวในที่แหงและเย็นจะชวยลดความเสียหาย
จากอาการเนา ลงได