The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืชเพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืชเพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืช

การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืชเพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืช

Keywords: สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืช,ความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

41

RF 0- 10 เทา่
RF 11- 40 เทา่
RF 41-60 เท่า
RF > 60 เทา่

ภาพท่ี 27 ความตา้ นทานตอ่ สาร abamectin (กลุ่ม 6) ของไรสองจดุ ในสตรอว์เบอรร์ ีจากพื้นที่ต่าง ๆ ของ
ประเทศไทยในปี พ.ศ.2562

RF (Resistance factor) = คา่ ความตา้ นทานตอ่ สารกำจดั ไรเมอื่ เปรียบเทยี บกบั ประชากรไรอ่อนแอ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพอ่ื แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

42

สถานการณ์ความตา้ นทานตอ่ สารกำจดั แมลงในหนอนกระทขู้ า้ วโพดลายจุด (Spodoptera frugiperda
J.E. Smith) ในข้าวโพด

หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดเป็นแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ที่เพิ่งมีการระบาดทำลายข้าวโพดในประเทศ

ไทยเมื่อไม่นานมานี้ การระบาดทำลายของแมลงชนิดนี้รวดเร็วและรุนแรงมากจนทำให้ข้าวโพดไม่ได้ผลผลิต

เนื่องจากแมลงชนิดนี้มีการระบาดที่รุนแรงและทำความเสียหายได้มาก เกษตรกรมักใช้สาร กำจัดแมลงเพ่ือ

ป้องกันกำจัดแมลงชนิดนี้ได้ทันเวลา แต่การใช้สารกำจัดแมลงชนิดเดิมซ้ำกันบ่อยครั้งทำให้แมลงเกิดความ

ต้านทานได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงในหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

จึงต้องมีการเลอื กชนิดกลุ่มสารกำจัดแมลงเพ่ือวางแผนการใชส้ ารกำจัดแมลงแบบหมุนเวียนตามกลุ่มกลไกการ

ออกฤทธิ์อย่างเหมาะสม จงึ จำเปน็ ตอ้ งทราบข้อมูลความต้านทานของแมลงต่อสารกำจัดแมลงชนิดต่าง ๆ เพ่ือ

เลอื กใช้สารท่หี นอนกระทู้ขา้ วโพดลายจดุ ยังไม่เกดิ ความต้านทาน

สภุ างคนา และคณะ (2563) ไดศ้ กึ ษาผลของสารกำจัดแมลงชนดิ ตา่ ง ๆ ต่อการตายของหนอนกระทู้

ขา้ วโพดลายจุดในพืน้ ที่ปลูกข้าวโพด อ. ทา่ มว่ ง จ. กาญจนบรุ ี โดยจำแนกผลต่อการตายในสารชนิดตา่ ง ๆ ท่ี

อัตราแนะนำ ดงั นี้

spinetoram 12% SC กลุม่ 5 อตั ราแนะนำ 20ml/20L

chlorfenapyr 10% SC กลุ่ม 13 อตั ราแนะนำ 30ml/20L

emamectin benzoate 5% WG กลมุ่ 6 อตั ราแนะนำ 10g/20L

methoxyfenozide+spinetoram 30%+6% SC กล่มุ 18+5 อตั ราแนะนำ 30ml/20L

spinetoram 25% WG กล่มุ 5 อัตราแนะนำ 10g/20L

emamectin benzoate 1.92% EC กลมุ่ 6 อตั ราแนะนำ 20ml/20L

indoxacarb 15% SC กลมุ่ 22A อัตราแนะนำ 30ml/20L

lufenuron 5% EC กลุ่ม 15 อตั ราแนะนำ 20ml/20L

abamectin+chlorantraniliprole 1.8% + 4.5% SC กลมุ่ 6+28 อัตราแนะนำ 20ml/20L

flubendiamide+thiacloprid 24%+24% SC กล่มุ 28+4A อตั ราแนะนำ 20ml/20L

chlorantraniliprole 5.17% SC กลุ่ม 28 อัตราแนะนำ 20ml/20L

flubendiamide 20% WDG กลุ่ม 28 อตั ราแนะนำ 6g/20L

ผลต่อการตายของหนอนกระทขู้ า้ วโพดลายจุดในข้าวโพด :

สงู = ที่อัตราแนะนำหนอนตาย 60-100%

กลาง = ที่อตั ราแนะนำหนอนตาย 21-59%

ตำ่ = ทอ่ี ัตราแนะนำหนอนตาย 0-20%

นอกจากนี้ สุภางคนา และคณะ (2563) ไดศ้ ึกษาความตา้ นทานของสาร emamectin benzoate 1.92% EC

ในหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดในพน้ื ท่ีปลูกขา้ วโพด อ.บึงสามพัน จ.เพชรบรู ณ์ และ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โดย

ได้แบง่ ระดบั ความตา้ นทานตามค่า Resistance factor (RF) หรือค่าความต้านทานตอ่ สารกำจดั แมลงเมือ่ เทียบ

กบั ประชากรแมลงอ่อนแอตาม Ahmad and Arif (2009) ดงั นี้

1) ไม่ต้านทาน (no resistance) RF ≤1
2) ตา้ นทานน้อยมาก (very low resistance) RF >1-10
3) ต้านทานน้อย (low resistance) RF >10-20
4) ต้านทานปานกลาง (moderate resistance) RF >20-50

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพ่อื แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

43

5) ต้านทานสงู (high resistance) RF >50-100
6) ตา้ นทานสงู มาก (very high resistance) RF >100

ซึ่งค่า RF = ค่า LC50 หรือค่าความเข้มข้นของสารกำจัดแมลงที่ทำให้หนอนแต่ละประชากรตาย 50% / ค่า
LC50 ทตี่ ำ่ ท่ีสดุ ในประชากรหนอนอ่อนแอ

ข้อมูลในปี พ.ศ. 2562 ชี้ว่าสารกำจัดแมลงทีม่ ีพิษสูงต่อหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดจาก อ.ท่าม่วง จ.
กาญจนบุรี โดยทำให้แมลงชนิดนี้ตาย 100% ในอัตราที่แนะนำและสามารถใช้ในการพ่นสารแบบหมุนเวียน
ไ ด ้ แ ก ่ spinetoram 1 2 % SC, chlorfenapyr 1 0 % SC, emamectin benzoate 5 % WG, methoxy-
fenozide+spinetoram 30%+6% SC, spinetoram 25% WG, indoxacarb 15% SC และ emamectin

benzoate 1.92% EC (สุภางคนา และคณะ 2563) นอกจากนี้ยังพบว่าประชากรหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด
จากพื้นที่ปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ใน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ และ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี มีความต้านทาน
ต่อสาร emamectin benzoate ในระดับที่ต่ำมาก จึงยังสามารถใช้สารนี้ในการพ่นสารแบบหมุนเวียนได้
(ภาพท่ี 28-29, ตารางภาคผนวกที่ 28-29)

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

44

spinetoram 12% SC
chlorfenapyr
emamectin benzoate 5% WG
methoxyfenozide+spinetoram
spinetoram 25% WG
emamectin benzoate 1.92% EC
indoxacarb
lufenuron
abamectin+chlorantraniliprole
flubendiamide+thiacloprid
chlorantraniliprole
flubendiamide

อตั ราการตาย สงู = ท่อี ัตราแนะนำหนอนตาย 60-100% หรอื ท่ีสองเทา่ ของอตั ราแนะนำหนอนตาย 80-100%
อตั ราการตาย ปานกลาง = ทอี่ ัตราแนะนำหนอนตาย 21-59% หรือทสี่ องเทา่ ของอัตราแนะนำหนอนตาย 41-79%
อัตราการตาย ตำ่ = ท่อี ตั ราแนะนำหนอนตาย 0-20% หรอื ที่สองเทา่ ของอตั ราแนะนำหนอนตาย 0-40%

ภาพที่ 28 การตอบสนองต่อสารกำจดั แมลงชนดิ ต่าง ๆ ต่อการตายของหนอนกระทูข้ า้ วโพดลายจุดทที่ ำลาย
ขา้ วโพดในแหลง่ ปลูก จังหวดั กาญจนบรุ ี ปี พ.ศ.2562

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพือ่ แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

45

RF < 1 เท่า
RF > 1- 10 เท่า
RF > 10-20 เทา่
RF > 20-50 เท่า
RF > 50-100 เท่า
RF > 100 เท่า

ภาพท่ี 29 ความตา้ นทานตอ่ สาร emamectin benzoate (กลุ่ม 6) ในหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจดุ ที่
อ.บงึ สามพนั จ.เพชรบรู ณ์ และ อ.ทา่ ม่วง จ.กาญจนบรุ ี ในชว่ งปี พ.ศ.2563-2564

RF (Resistance factor) = คา่ ความตา้ นทานตอ่ สารกำจดั แมลงเมอื่ เปรยี บเทียบกบั ประชากรแมลงออ่ นแอ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

46

บทสรุป

ข้อมูลสถานการณ์ความต้านทานของศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ เช่น ในหนอนใยผักที่ทำลายพืชตระกูล
กะหล่ำ เพลี้ยไฟที่ทำลายพริก กล้วยไม้สกุลหวาย กุหลาบพวง มะม่วง มะนาว เมล่อน ไรสองจุดที่ทำลาย
สตรอว์เบอร์รี และหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดที่ทำลายข้าวโพดในพื้นที่ตา่ ง ๆ นั้นสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูล
เบ้อื งต้นในการวางแผนการใช้สารแบบหมนุ เวียนเพื่อแก้ปัญหาความต้านทานต่อสารกำจดั ศตั รูพืช สว่ นในพื้นท่ี
ที่ศัตรูพืชยังไม่มีความต้านทานก็ควรใช้สารแบบหมุนเวียนได้เลยเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคต
จากข้อมูลสถานการณ์ความต้านทานของศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ ชี้ว่าสารกำจัดแมลงและไรชนิดใดบ้างและกลุ่ม
ใดบ้างที่ศัตรูพืชมีความต้านทานสูงและควรงดใช้ หรือสารกำจัดแมลงชนิดใดบ้างและกลุ่มใดบ้างที่ศัตรูพืชมี
ความต้านทานน้อย และไมม่ ีความต้านทาน เพ่อื ใหน้ กั วชิ าการ เกษตรกร และผสู้ นใจทว่ั ไป สามารถเลือกใช้ใน
การพ่นสารแบบหมุนเวียนตามกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์หรือใช้ปรับปรุงแผนการใช้สารแบบหมุนเวียนเพ่ือ
ปอ้ งกนั และแกป้ ัญหาศัตรพู ืชต้านทานต่อสารกำจดั ศตั รูพืชอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

เอกสารอ้างองิ

ณพชรกร ธไภษชั ย์ อจั ฉราภรณ์ ประเสรฐิ ผล พลอยชมพู กรวภิ าสเรือง อทติ ิยา แกว้ ประดษิ ฐ์ วมิ ลวรรณ
โชติวงศ์. 2564. ความตา้ นทานและการจัดการสารกำจัดไร ในไรสองจุด Tetranychus urticae
Koch ในสตรอวเ์ บอร์รี . ใน ผลงานวิจยั ประจำปี 2563. สำนกั วจิ ัยพัฒนาการอารกั ขาพชื
กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์ (อยูร่ ะหวา่ งการตพี ิมพ์)

สุภราดา สคุ นธาภริ มย์ ณ พทั ลุง สมศกั ด์ิ ศริ ิพลตั้งม่ัน ศรจี ำนรรจ์ ศรีจันทรา. 2562ก. ความตา้ นทานต่อสาร
ฆา่ แมลงในเพลยี้ ไฟพริก Scirtothrips dorsalis ท่ีทำลายพริก. รายงานผลงานวิจยั ประจำปี 2561.
สำนกั วิจัยพัฒนาการอารกั ขาพืช. กรมวิชาการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

สภุ ราดา สคุ นธาภริ มย์ ณ พัทลงุ ศรจี ำนรรจ์ ศรีจนั ทรา สมศักด์ิ ศิริพลตงั้ มั่น. 2562ข. ความตา้ นทานต่อสาร
ฆา่ แมลงในเพล้ียไฟพรกิ Scirtothrips dorsalis ท่ีทำลายกหุ ลาบพวงในแหล่งปลูกภาคกลาง. รายงาน
ผลงานวิจยั ประจำปี 2561. สำนกั วจิ ัยพฒั นาการอารักขาพืช. กรมวชิ าการเกษตร. กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์.

สภุ ราดา สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ศรีจำนรรจ์ ศรจี ันทรา สมศักดิ์ ศริ ิพลตง้ั มนั่ . 2563ก. การเปลย่ี นแปลงความ
เป็นพิษของสารฆ่าแมลง spinetoram และ emamectin benzoate ในเพลีย้ ไฟฝา้ ย Thrips palmi
ที่ทำลายกล้วยไม้. รายงานผลงานวิจยั ประจำปี 2562. สำนักวจิ ยั พัฒนาการอารกั ขาพืช. กรมวิชาการ
เกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

สุภราดา สคุ นธาภิรมย์ ณ พัทลุง ศรีจำนรรจ์ ศรจี ันทรา สมศักดิ์ ศริ ิพลตง้ั มัน่ . 2563ข. ความตา้ นทานต่อสาร
ฆ่าแมลงในเพลยี้ ไฟพรกิ Scirtothrips dorsalis Hood ทที่ ำลายมะม่วง. รายงานผลงานวิจัยประจำปี
2562. สำนักวจิ ยั พฒั นาการอารักขาพชื . กรมวชิ าการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพือ่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

47

สุภราดา สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ศรจี ำนรรจ์ ศรีจนั ทรา สมศกั ดิ์ ศิริพลตั้งมนั่ . 2563ค. ความเป็นพษิ ของสาร
ฆ่าแมลงชนดิ ต่าง ๆ ต่อเพล้ียไฟพริก Scirtothrips dorsalis ในมะนาว. รายงานผลงานวจิ ยั ประจำปี
2562. สำนักวจิ ัยพฒั นาการอารกั ขาพชื . กรมวชิ าการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์

สภุ ราดา สคุ นธาภิรมย์ ณ พทั ลงุ ศรีจำนรรจ์ ศรีจันทรา สมศักด์ิ ศริ ิพลตงั้ ม่นั . 2563ง. ความต้านทานต่อสาร
ฆา่ แมลงในเพลยี้ ไฟฝ้าย Thrips palmi Karny ท่ที ำลายเมล่อน. รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2562.
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช. กรมวชิ าการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์

สุภางคนา ถริ วุธ วรวชิ สุดจรติ ธรรมจริยางกูร อุราพร หนูนารถ สมรวย รวมชัยอภกิ ุล. 2563. ระดบั ความ
เปน็ พิษของสารฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ต่อหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจดุ , น. 197-209. ใน: เอกสาร
ประกอบการประชุมวิชาการสำนักวจิ ยั พัฒนาการอารักขาพืชประจำปี 2563. ห้องประชมุ กองวิจยั
พัฒนาปัจจัยการผลติ ทางการเกษตร. กรมวชิ าการเกษตร, กรุงเทพฯ.

Ahmad, M., and M. I. Arif. 2009. Resistance of Pakistani field populations of spotted bollworm
Earias vittella (Lepidoptera: Noctuidae) to pyrethroid, organophosphorus and new
chemical insecticides. Pest Manag. Sci. 65(4): 433-439.

Ahmad, M., M. I. Arif and M. Ahmad. 2007. Occurrence of insecticide resistance in field
populations of Spodoptera litura (Lepidoptera: Noctuidae) in Pakistan. Crop
Protection. 26(6): 809-817.

Ahmad, M. and R. Mehmood. 2015. Monitoring of resistance to new chemistry insecticides in
Spodoptera litura (Lepidoptera: Noctuidae) in Pakistan. J. Econ. Entomol. 108(3):
1279-1288.

Al-Antary, T. M., M. R. K. Al-LALA and M. I. Abdel-Wali. 2012. Response of seven populations
of the two-spotted spider mite (Tetranychus urticae Koch) for chlorfenapyr acaricide
on cucumber in Jordan. Adv. Environ. Biol. 6(7): 2208-2212.

Fukami, J., Y. Uesugi and K. Ishizuka. 1983. Pest resistance to pesticides. Soft Science Inc.,
Tokyo, Japan.

Sukonthabhirom na Pattalung, S. and S. Siripontangmun. 2012. Current situation of insecticide
resistance in the diamondback moth in Thailand. In: International seminar on the
development of insecticide resistance and its management in the diamondback moth,
August 27, 2012. Nagoya University, Nagoya, Japan.

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพอื่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

48

การจดั แบง่ กลมุ่ สารกาจดั แมลงและไรโดย IRAC
เพอื่ ใชใ้ นการจดั การความตา้ นทาน

บทนำ

การจัดการความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงและไรเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชสร้าง
ความต้านทานอย่างรวดเร็ว การที่ศัตรูพืชมีความต้านทานจะทำให้เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายในการป้องกันกำจัด
เพม่ิ ขนึ้ และผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและปรมิ าณลดลง ในปัจจบุ ันมีหนว่ ยงานระดบั นานาชาตทิ ่ีใหค้ วามรู้ด้านการ
จัดการความต้านทานคือ IRAC (Insecticide Resistance Action Committee) ซึ่งส่งเสริมแนะนำวิธีการ
จัดการความต้านทานโดยวิธีต่าง ๆ วิธีการจัดการความต้านทานทีส่ ำคัญมากคือการใช้สารแบบหมุนเวียนตาม
กลมุ่ กลไกการออกฤทธ์ิ ผทู้ ี่จะใชว้ ธิ ีนี้จะต้องทราบวา่ สารท่ีใช้อยู่ในกลุ่มกลไกการออกฤทธใิ์ ด เพ่ือท่ีจะได้ใช้สาร
แบบหมนุ เวียนตามกลุ่มกลไกการออกฤทธไิ์ ด้ถูกต้อง ดงั น้นั IRAC จงึ ไดเ้ ผยแพรก่ ารจำแนกกลุ่มสารกำจัดแมลง
และสารกำจัดไรตามกลุม่ กลไกการออกฤทธ์ิในเว็บไซตข์ อง IRAC (http://www.irac-online.org) โดยจำแนก
สารแต่ละกลุ่มเปน็ ตัวเลข ต้ังแต่ 1 – 32 เพอ่ื ความสะดวกในการเลอื กใช้กลมุ่ สารแบบหมุนเวียนไดถ้ กู ต้อง

IRAC (Insecticide Resistance Action Committee)

คณะกรรมการความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง (Insecticide Resistance Action Committee,
IRAC) เป็นองค์กรที่บริษัทผู้ผลิตสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชรายใหญ่หลาย ๆ บริษัทร่วมกันจัดตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.
1984 โดยให้เป็นส่วนหนึ่งของ CropLife International การทำงานของ IRAC คือเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค
และให้ความรู้ต่อสาธารณชนในการบริหารจัดการความต้านทานศัตรูพืชอย่างถูกต้อง (Sparks and Nauen,
2015)

การดำเนินงานของ IRAC มเี ป้าหมายเพื่อยืดอายุหรือยืดประสทิ ธภิ าพของผลิตภณั ฑ์สารป้องกันกำจัด
แมลงและไรที่ขายในท้องตลาดให้ยาวนานขึ้น (Nauen et al., 2012) โดยท่ีศัตรูพืชไม่เกิดความต้านทานเร็ว
เกินไปจนทำให้ผลติ ภัณฑ์สารป้องกันกำจดั ศัตรพู ชื หมดประสิทธภิ าพและใช้ไม่ได้ผล ท้ังน้ีเนอื่ งจากการผลิตสาร
ป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิดใหม่ ๆ ทำได้ยากและต้องใช้เวลาทดสอบตามขั้นตอนต่าง ๆ นานหลายปีกว่าที่จะ
ออกวางขายตามท้องตลาดได้ ดังนั้นการให้ความรู้ในการจัดการความต้านทานของแมลงและไรศัตรูพืชจึงเป็น
งานสำคญั ของ IRAC (Sparks and Nauen, 2015)

ความสำคัญในการจัดแบง่ กลุ่มสารกำจัดแมลงและไรตามกลไกการออกฤทธ์ิ

เครือ่ งมือหลกั ของ IRAC ในการจดั การความต้านทานของศตั รูพืชโดยการใชส้ ารแบบหมุนเวียนคือการ
จดั แบ่งกล่มุ สารกำจัดแมลงและไรออกเป็นกลมุ่ ๆ ตามกลไกการออกฤทธ์ิ ซงึ่ จะชว่ ยให้ผทู้ ่ีเก่ียวข้องในหลาย ๆ
ภาคส่วน เช่น เกษตรกร บริษัทผู้ผลิต ร้านค้าสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และผู้ที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกร
สามารถเข้าใจตรงกันในการเลือกชนิดกลุ่มสารเพื่อใช้ในการจัดการความต้านทาน (Insecticide Resistance
Management, IRM) (Sparks and Nauen, 2015) โดยการใชส้ ารแบบหมุนเวียน (insecticide rotation) ซง่ึ
เป็นวิธีการสำคัญในการจัดการความต้านทานที่ IRAC แนะนำ การหมุนเวียนการใช้สารกำจัดแมลงหรือสาร
กำจัดไรต้องใช้สารกลุ่มที่มีกลไกการออกฤทธ์ิท่ีแตกต่างกันเพื่อลดการคัดเลือกแมลงที่ต้านทาน (selection
pressure) ต่อสารกำจัดแมลงหรือไรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ (IRAC, 2021) ทั้งนี้ IRAC ได้เผยแพร่การ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพอ่ื แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

49

จำแนกสารกำจัดแมลงและสารฆ่าไรตามกลุ่มกลไกการออกฤทธ์ิ ซึ่งสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของ IRAC
(http://www.irac-online.org)

การจัดการความต้านทานและการจดั แบง่ กลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์

ในการจดั การความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงและไรนัน้ สิ่งทสี่ ำคัญคือต้องมีการแนะนำเกษตรกรให้
ใช้สารกำจดั แมลงและไรแบบหมนุ เวยี นตามกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ให้ได้ ซง่ึ การวางแผนการใช้สารกำจัดแมลง
และไรแบบหมุนเวียนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ของสารที่สามารถใ ช้ร่วมกันได้โดยไม่
สง่ เสริมใหแ้ มลงและไรสรา้ งความตา้ นทานเพ่มิ ขน้ึ

วิธีง่าย ๆ ที่จะทราบกลุ่มของสารตามกลไกการออกฤทธิ์ก็คือ การดูชื่อสามัญของสารกำจดั แมลงและ
ไรชนิดนั้น ๆ ทฉ่ี ลากผลติ ภณั ฑ์ แลว้ ค้นในเวบ็ ไซดข์ อง IRAC (http://www.irac-online.org) หรือค้นใน IRAC
MoA application ของ smart phone ที่สามารถ download ได้จาก Play Store หรือ App Store เม่ือ
ทราบว่าสารอยู่ในกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ใดแล้วจึงทำการวางแผนการใช้สารหมุนเวียนได้ และในแต่ละ
ช่วงเวลาการหมุนเวยี นสารจะต้องใชส้ ารที่ต่างกลุ่มกลไกการออกฤทธิก์ ัน ซึ่งแต่ละช่วงเวลาการหมุนเวียนสาร
ควรนานประมาณหนึ่งชั่วอายุขัยของศัตรูพืชเป็นอย่างน้อย เช่น ในหนอนมีช่วงเวลาการหมุนเวียนสารแต่ละ
ช่วงนานประมาณ 30 วนั และในเพล้ยี ไฟมีช่วงเวลาการหมนุ เวียนสารแต่ละช่วงนานประมาณ 15 วนั เปน็ อยา่ ง
นอ้ ย

การจัดแบ่งกลุ่มสารกำจัดแมลงและไรตามกลไกการออกฤทธิ์ ข้อมูลจาก IRAC, 2021a,b (http://www.irac-online.org) และ

BASF, 2020 (https://www.researchgate.net/publication/275959530_BASF_Insecticide_Mode_of_Action_Technical_Training_Manual)

กลุ่ม 1. สารกลุ่มยับยง้ั เอนไซมอ์ ะเซทลิ โคลินเอสเทอเรส

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท กลุ่มยอ่ ย 1A สารคารบ์ าเมท (Carbamates)
โดยเป็นตัวยับยั้งการทำงาน (inhibitor) ของเอนไซม์ ชือ่ สามัญ : alanycarb, Aldicarb, bendiocarb,
อะเซทิลโคลินเอสเทอเรส ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสารสื่อประสาท benfuracarb, butocarboxim, butoxycarboxim,
ชนิด acetyl choline ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดกระแสประสาท carbaryl, carbofuran, carbosulfan, ethiofencarb,
ที่บริเวณปลายประสาท (synapse) จากเซลล์ประสาทหนึง่ fenobucarb, formetanate, furathiocarb, isoprocarb,
ไปสู่อีกเซลล์ประสาทหนึ่งในระบบประสาทส่วนกลางของ methiocarb, methomyl, metolcarb, oxamyl,
แมลง (central nervous system, CNS) การยับยั้งการ pirimicarb, propoxur, thiodicarb, thiofanox,
ทำงานของเอนไซม์อะเซทิลโคลินเอสเทอเรสทำให้มีการค่ัง triazamate, trimethacarb, XMC, xylylcarb
ของสารสื่อประสาท acetyl choline ที่บริเวณปลาย

ประสาทในปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดกระแส กลมุ่ ยอ่ ย 1B สารออร์แกโนฟอสเฟต
ประสาทไมห่ ยดุ และเกิดมากเกนิ ไป (hyperexcitation) จน (Organophosphates)
ทำใหแ้ มลงตาย
ช่ือสามญั : acephate, azamethiphos, azinphos-

ethyl, azinphosmethyl, cadusafos, chlorethoxyfos,

chlorfenvinphos, chlormephos, chlorpyrifos,

chlorpyrifos-methyl, coumaphos, cyanophos,

demeton-S-methyl, diazinon, dichlorvos/ DDVP,

dicrotophos, dimethoate, dimethylvinphos,

disulfoton, EPN, ethion, ethoprophos, famphur,

fenamiphos, fenitrothion, fenthion, fosthiazate,

heptenophos, imicyafos, isofenphos, isopropyl O-

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพื่อแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

50

(methoxyaminothio-phosphoryl) salicylate,
isoxathion, malathion, mecarbam,
methamidophos, methidathion, mevinphos,
monocrotophos, naled, omethoate, oxydemeton-
methyl, parathion, parathion-methyl, phenthoate,
phorate, phosalone, phosmet, phosphamidon,
phoxim, pirimiphos- methyl, profenofos,
propetamphos, prothiofos, pyraclofos,
pyridaphenthion, quinalphos, sulfotep,
tebupirimfos, temephos, terbufos,
tetrachlorvinphos, thiometon, triazophos,
trichlorfon, vamidothion

กลุ่ม 2. สารกล่มุ ทหี่ ยดุ การทำงานของช่องคลอไรดท์ ่ที ำงานโดยกรดแกมมา อะมโิ นบวิ ไทรคิ

(GABA)

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารกลุ่มน้ีออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท กลุ่มยอ่ ย 2A สารไซโคลไดอนี (Cyclodiene)
โดยไปขัดขวาง (block) การทำงานของช่องคลอไรด์ที่ ชอ่ื สามัญ : chlordane, endosulfan
ทำงานโดยกรดแกมมาอะมิโนบิวไทริค (GABA-gated กล่มุ ยอ่ ย 2B สารฟีนลี ไพราโซล (Phenylpyrazoles)
chloride channel) ทำให้ไม่สามารถลดระดับการส่ง ชื่อสามัญ : ethiprole, fipronil
กระแสประสาทได้ นอกจากนีส้ ารกลมุ่ น้บี างชนดิ ยังสามารถ

ขัดขวางการทำงานของช่องคลอไรด์ที่ทำงานโดยกลูตาเมท

(Glutamate-gated chloride channel) ได้ด้วย เช่นสาร

ฟิโพรนิล ซึ่งจะทำให้ chloride ion ไม่สามารถไหลเข้าไป

ภ า ย ใ น เ ซ ล ล์ ป ร ะ ส า ท เ พ ื ่ อ ล ด ร ะ ดั บ ก ร ะ แ ส ป ร ะ ส า ท

(potential) ทำให้มีการส่งกระแสประสาทมากผิดปกติ

(hyperexitation)

กลมุ่ 3. สารกลุ่มทปี่ รับการทำงานของชอ่ งโซเดียม

กลไกการออกฤทธิ์: สารกลุ่มน้ีออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท กลุ่มยอ่ ย 3A สารไพรีทริน (Pyrethrins) และไพรี
โดยจะไปปรบั (modulator) ของ voltage-gated sodium ทรอยด์ (Pyrethroids)
channel ที่บริเวณผิว axon ของเซลล์ประสาท ทำให้การ ชือ่ สามญั : acrinathrin, allethrin, d-cis-trans
ปิดของ voltage-gated sodium channel ช้ากว่าปกติ ทำ allethrin, d-trans allethrin, bifenthrin, bioallethrin,
ให้ช่วงการถ่ายทอดกระแสประสาทเกิดยาวนาน bioallethrin S-cyclopentenyl isomer ,
(hyperexitation) สารกลุม่ น้ีออกฤทธ์ิได้รวดเร็วมาก ทำให้ bioresmethrin, cycloprothrin, cyfluthrin, beta-
แมลงตายทันทีเมื่อแมลงได้รับสาร โดยเรียกอาการตายทัน cyfluthrin, cyhalothrin, lambda-cyhalothrin,
ที่นว้ี ่า “knockdown”
gamma-cyhalothrin, cypermethrin,alpha-

cypermethrin, beta-cypermethrin,

thetacypermethrin, zeta-cypermethrin,

cyphenothrin , (1R)-trans- isomers], deltamethrin,

empenthrin (EZ)-(1R)- isomers], esfenvalerate,

etofenprox, fenpropathrin, fenvalerate,

flucythrinate, flumethrin,

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพ่อื แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

51

tau-fluvalinate, halfenprox, imiprothrin, kadethrin,
permethrin, phenothrin [(1R)-trans- isomer],
prallethrin, pyrethrins (pyrethrum), resmethrin,
silafluofen, tefluthrin, tetramethrin, tetramethrin
[(1R)-isomers], tralomethrin, transfluthrin,

กลุม่ ย่อย 3B สารดดี ีที (DDT) และเมทอ็ กซคี ลอร์

(Methoxychlor)

ชอ่ื สามัญ : DDT, methoxychlor

ถกู ประกาศห้ามใชท้ างการเกษตรเมอ่ื ปี 2526

กลุ่ม 4. สารกลมุ่ ทป่ี รับการทำงานของตวั รับสารอะเซทิลโคลนี ชนิดนิโคตินกิ โดยการจบั แบบ

แข่งขนั

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้เป็นสารที่ออก กลมุ่ ย่อย 4A สารนโี อนิโคตนิ อยด์ (Neonicotinoids)
ฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารนิโคตนิ ที่พบในใบยาสบู ชื่อสามัญ : acetamiprid, clothianidin, dinotefuran,
โดยสารจะเลียนแบบ (agonist) การทำงานของสารส่ือ imidacloprid, nitenpyram, thiacloprid,
ประสาท acetylcholine สารกลุ่มนีจ้ ะไปแข่งขัน (แย่งกัน) thiamethoxam
กับสารอะเซทิลโคลีนในการจับท่ีตัวรับสารอะเซทิลโคลีน กลมุ่ ยอ่ ย 4B
ช น ิ ด น ิ โ ค ต ิ น ิ ก (nicotinic acetylcholine receptor, nicotine สารสกดั จากพืชตระกูลยาสบู
nAChR) ที่ผิวของปลายเซลล์ประสาทบริเวณ synapse กลมุ่ ย่อย 4C
แล้วกระตุ้นให้ nAChRs ทำงานในการส่งกระแสประสาทที่ Sulfoximines
มากผิดปกติ (overstimulation) ในระยะแรก ส่วนระยะ กลุ่มย่อย 4D สารบูทโี นไลด์ (Butenolides)
ตอ่ มาเมอ่ื สารกำจดั แมลงกลมุ่ น้ีจบั ท่ีตวั รับสารอะเซทิลโคลนี ช่อื สามญั : flupyradifurone
ชนิดนิโคตินิกนานๆ จะทำให้ตัวรับเปลี่ยนรูปทรงไปเป็น กลมุ่ ย่อย 4E สารเมโสไอโอนกิ ส์ (Mesoionics)
รูปทรงทไ่ี ม่สามารถทำงานได้ (desensitized) หรอื nAChD
สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้มีพิษสูงมากต่อผึ้ง จึงไม่ควรใช้ในพืช ช่อื สามญั : triflumezopyrim
ชว่ งท่ีพืชกำลังออกดอกและมผี ง้ึ มาชว่ ยผสมเกสร กล่มุ ยอ่ ย 4F สารไพรไิ ดลดิ ีนส์ (Pyridylidenes)
ชือ่ สามัญ : flupyrimin

กลมุ่ 5. สารกล่มุ ทปี่ รบั การทำงานของตัวรบั สารอะเซทลิ โคลินชนดิ นิโคตนิ กิ โดยการจบั ที่

ตำแหน่งแอลโลสเตอรกิ ทต่ี ำแหนง่ ท่ี 1

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อ ชือ่ สามัญ : spinetoram, spinosad
ระบบประสาท โดยจะไปจับที่ตัวรบั สารอะเซทลิ โคลินชนดิ นิ
โคตินิก (nicotinic acetylcholine receptors, nAChRs)
ที่ตำแหน่งแอลโลสเตอริกที่ตำแหน่งที่ 1 ที่ผิวของปลาย
เซลล์ประสาทบริเวณ synapse ซึ่งจะแตกต่างจากสารกลุ่ม
32 โดยสารกำจัดแมลงในกลุ่ม 5 จะไปจับที่ nAChRs ใน
ตำแหน่ง macrocyclic lactone site ซึ่งอยู่ห่างจาก
ตำแหน่งทสี่ ารกำจดั แมลงท่ีอยู่ในกลุม่ 4 จบั (สารฆา่ กลุ่ม 4
จับที่ nAChRs ในตำแหน่งที่ acetylcholine จับ) การจับ
ของสารกำจดั แมลงในกลมุ่ 5 จะกระตุ้นให้ nAChRs ทำงาน
ในการส่งกระแสประสาทมากผิดปกติ (hyperexcitation)
คล้ายๆ กบั สารกำจดั แมลงที่อยใู่ นกลุ่ม 4

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

52

กลุ่ม 6. สารกลมุ่ ทปี่ รบั การทำงานของช่องคลอไรด์ที่ทำงานโดยกลตู าเมตโดยการจับที่
ตำแหน่งแอลโลสเตอริก

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลมุ่ นอ้ี อกฤทธติ์ อ่ ชือ่ สามญั : abamectin, emamectin benzoate,
ระบบประสาทและกล้ามเนอื้ โดยจะไปยบั ยัง้ การนำกระแส lepimectin, milbemectin
ประสาทระหว่างเซลลป์ ระสาทและเซลล์กลา้ มเนื้อ โดยสาร
กลมุ่ อะเวอเมคตินจะไปกระตนุ้ การจับของ glutamate ท่ี
Glutamate-gated chloride channels (GluCls) บริเวณ
ปลายเซลลป์ ระสาทท่เี ชื่อมตอ่ กับเซลล์กลา้ มเนอ้ื ทำใหค้ ลอ
ไรดไ์ อออนจำนวนมากไหลผา่ นชอ่ งคลอไรด์เขา้ ไปในเซลล์
ประสาท จึงเกดิ การยบั ยง้ั กระแสประสาท หรือเกิด
hyperpolarization ขน้ึ และทำให้กล้ามเนอื้ แมลงเปน็
อมั พาต

กลมุ่ 7. สารกลมุ่ เลียนแบบฮอรโ์ มนจูวไี นล์

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มน้ีออกฤทธ์ิขัดขวาง กลุ่มย่อย 7A สารจวู ีไนล์ฮอรโ์ มนอานาล็อก
ก ร ะ บ ว น ก า ร เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง ร ู ป ร ่ า ง ข อ ง แ ม ล ง (Juvenile hormone analogues
(metamorphosis) จากตัวอ่อน (larval stage) ไปเป็นตัว ชื่อสามญั : hydroprene, kinoprene, methoprene
เต็มวัย (adult stage) โดยสารกลุ่มนี้จะไปเลียนแบบการ ยงั ไมม่ กี ารข้ึนทะเบียนในประเทศไทย
ทำงานของฮอร์โมนจูวีไนล์ (Juvenile hormone, JH) โดย กลุ่มยอ่ ย 7B
การเข้าไปจับที่ juvenile hormone receptor ทำให้เกิด ชื่อสามัญ : fenoxycarb
การยับยั้งการแสดงออกของยีน (gene expression) ต่างๆ กลมุ่ ยอ่ ย 7C
ที่จำเป็นในขบวนการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแมลง ชื่อสามัญ : pyriproxyfen
(metamorphosis) ส่งผลให้แมลงมีการลอกคราบที่ไม่
สมบูรณ์ สภาพเป็นตัวอ่อนผิดปกติ และไม่สามารถเจริญ
เป็นตัวเต็มวัยได้ นอกจากน้ีสารกำจัดแมลงกลุม่ นีย้ งั มีผลใน
การฆา่ ไขข่ องแมลง (ovicidal effect) อกี ดว้ ย

กลุ่ม 8. สารกลุ่มท่ียบั ยงั้ กลไกการทำงานของรา่ งกายแบบไมเ่ ฉพาะเจาะจง (ยับยง้ั หลายจดุ )

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจดั แมลงกล่มุ นเ้ี ป็นสารทีว่ ่องไว กลุ่มยอ่ ย 8A แอลคิล เฮไลด์ (Alkyl halides)
ในการทำปฏกิ ริ ยิ า สารจะไปจับทโี่ ปรตนี ต่างๆ ในร่างกาย ชื่อสามญั : methyl bromide ใช้ในการรมสินคา้ เกษตร
แมลงแลว้ เปลย่ี นแปลงโครงสร้างความจำเพาะเจาะจงของ กลมุ่ ยอ่ ย 8B
โปรตีนน้ันๆ ทำใหโ้ ปรตีนในอวยั วะต่างๆ มีโครงสรา้ ง ชื่อสามัญ : chlorpicrin ยังไมม่ ีการขนึ้ ทะเบยี นวตั ถุ
ผิดปกติและไมส่ ามารถทำงานตามหนา้ ทไ่ี ด้ สารกำจดั แมลง อนั ตรายทางการเกษตรในประเทศไทย
กล่มุ นจ้ี ึงมผี ลในการยับย้ังกลไกการทำงานของร่างกายอย่าง กลุ่มย่อย 8C ฟลอู อไรด์ (Fluorides)
ไมจ่ ำเพาะเจาะจงไดใ้ นหลายๆ จดุ ชอื่ สามญั : cryolite (Sodium aluminum fluoride),

sulfuryl fluoride

กลมุ่ ยอ่ ย 8D โบเรต (Borates)

ชื่อสามัญ : borax, boric acid, disodium octaborate,

sodium borate, sodium metaborate ยังไม่มีการข้ึน

ทะเบียนวตั ถอุ นั ตรายทางการเกษตรในประเทศไทย

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพ่ือแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

53

กลุ่มยอ่ ย 8E ตาตา อมี ีตกิ

ชื่อสามัญ : tatar emetic ยงั ไมม่ กี ารขึน้ ทะเบียนวตั ถุ
อนั ตรายทางการเกษตรในประเทศไทย

กลมุ่ ย่อย 8F สารทีท่ ำให้เกิดเมธลิ ไอโซไธโอไซยาเนท
(Methyl isothiocyanate generators)

ชือ่ สามัญ : dazomet, metam

กล่มุ 9. สารกลุ่มทปี่ รบั การทำงานของช่อง TRPV ท่ี Chordotonal organ

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารกำจัดแมลงกลุ่มน้ีออกฤทธิ์ต่อ กลมุ่ ย่อย 9B สารอนพุ นั ธข์ องไพริดนี อะโซเมธีน
ระบบประสาท โดยไปปรับการทำงานของช่อง Transient (Pyridine azomethine)
receptor potential vanilloid (TRPV channel) ใ น ช่ือสามัญ : pymetrozine, pyrifluquinazon
chordotonal organ ซึ่ง chordotonal organ เปน็ อวัยวะ กลุ่มย่อย 9D สารไพโรพนี (Pyropenes)
รับความรู้สึกทีม่ ีกระจายทั่วร่างกายแมลง มีหน้าที่สำคัญใน ชื่อสามญั : afidopyropen
การรับความรู้สึกต่างๆ เช่น การสัมผัสและประสานงาน
เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เป็นไป
ตามปกติ ในแมลงพวกมวน (Hemiptera) การทำงานของ
chordotonal organ จะช่วยให้แมลงเคลื่อนไหวส่วนตา่ งๆ
ของปากในการดูดกินน้ำเลี้ยงพืชอย่างเป็นปกติ สารกำจัด
แมลงกลุ่มนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายของแมลงจะไปรบกวนการ
ทำงานของ chordotonal organ จึงทำให้แมลงไม่สามารถ
ดดู กินน้ำเลย้ี งจากพชื ได้ เกดิ การหยดุ ดูดกินพืชอย่างรวดเร็ว
ในปัจจุบันมักใช้สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ในการป้องกันกำจัด
เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว สารกำจัดแมลง
กลุ่มนี้มีพิษน้อยต่อแมลงที่มีประโยชน์ จึงนิยมใช้ในการ
บรหิ ารศตั รูพืช

กล่มุ 10. สารกล่มุ ทยี่ ับยงั้ การเจริญเติบโตของไรโดยไปจบั ที่เอนไซม์ chitin synthase

(CHS1)

กลไกการออกฤทธิ์: สารกลุ่มนยี้ บั ย้งั การเจรญิ เติบโตของไร กลุ่มยอ่ ย 10A
ศัตรพู ืช โดยสารจะไปจับท่ีเอนไซม์ chitin synthase
ชือ่ สามญั : hexythiazox, clofentezin, diflovidazin
(CHS1) ทำให้ยบั ยั้งการสงั เคราะหส์ ารไคตนิ (chitin) ซึ่ง
เปน็ องค์ประกอบสำคัญของผนงั ลำตวั ของไร สารชนดิ นี้มี กลมุ่ ยอ่ ย 10B
ประสิทธภิ าพในการฆา่ ไข่ และตัวออ่ นไร ไดด้ ี แต่ไมม่ ี ช่ือสามัญ : etoxazole

ประสทิ ธภิ าพในการฆ่าตัวเตม็ วยั ไร

กลุ่ม 11. สารกล่มุ จุลนิ ทรีย์ทีท่ ำลายผนงั เนือ้ เยอ่ื ลำไส้ส่วนกลางของแมลง

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ที่ลำไส้ กลมุ่ ยอ่ ย 11A
ส่วนกลางของแมลง โดยแบคทีเรยี บาซิลลัส ทูริงเจนซิส ซึ่ง Bacillus thuringiensis และโปรตีนสารพิษทส่ี รา้ งขนึ้ มา
เป็นแบคทีเรียแกรมบวกที่สามารถสร้างผลึกโปรตีนสารพษิ ของ
ในตัว เมื่อแมลงกินผลึกโปรตีนของเชื้อชนิดนี้ผลึกก็จะ Bacillus thuringiensis subsp. israelensis
ละลายภายใต้สภาพด่างของทางเดินอาหารของแมลง และ Bacillus thuringiensis subsp. aizawai
ปลดปล่อยสารพิษ (Cry toxins) ออกมา สารพิษที่ถูก Bacillus thuringiensis subsp. kurstaki
ปลดปล่อยออกมาตอนแรกยังอยู่ในสภาพที่ไม่เป็นพิษ Bacillus thuringiensis subsp. tenebrionis

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพือ่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

54

(protoxin) ต่อมานำ้ ย่อยภายในทางเดนิ อาหารของแมลงจะ กล่มุ ยอ่ ย 11B
ย่อยสารพษิ ทอ่ี ย่ใู นสภาพทีไ่ มเ่ ป็นพษิ จนกลายเป็นสารท่เี ปน็ Bacillus sphaericus และโปรตนี สารพษิ ทส่ี รา้ งข้ึนมา
พิษ (toxin) ต่อแมลง สารพิษนี้จะไปจับกับcadherin ที่
บริเวณผิวของทางเดนิ อาหารส่วนกลาง ทำให้เกิดการสร้างรู
(pores) ที่ผนังทางเดินอาหารของแมลง ทำให้เกิดการ
สูญเสียสมดุลของร่างกาย เช่น สมดุลของไอออนต่างๆ
แมลงเกิดอาการป่วยและติดเชื้อในกระแสโลหิตตาย
(septicemia)

กลุ่ม 12. สารกลมุ่ ทย่ี บั ยง้ั เอนไซมเ์ อทพี ี ซินเธส ในไมโตคอนเดรีย

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธ์ิกับ กลมุ่ ย่อย 12A ไดอะเฟนไธยูรอน
ระบบผลิตพลังงาน โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ATP ชอ่ื สามญั : diafenthiuron
synthase ใน mitochondria เอนไซม์นี้ทำหน้าที่ในการ

สังเคราะห์ ATP ซึ่งเป็นสารท่ีเซลล์ใช้เป็นแหล่งพลังงานใน กลุ่มยอ่ ย 12B ออรแ์ กนโนติน ไมติไซด์ (Organotin
การทำกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นสารกำจัดแมลงกลุ่มนี้จึงทำให้ miticides)
เซลล์ตา่ งๆ ของแมลงขาดพลังงาน
ชอ่ื สามญั : azocyclotin, cyhexatin, fenbutatin oxide

กล่มุ ย่อย 12C โพรพาไกต์

ชอ่ื สามัญ : propagite

กลุม่ ย่อย 12D เตตราไดฟอน

ชื่อสามญั : tetradifon

กลมุ่ 13. สารกลมุ่ อนั คับเพลอ่ (uncouplers) ท่ีรบกวนการเกิดปฏกิ ิรยิ าเติมหมฟู่ อสเฟต

(การสรา้ ง ATP) โดยขดั ขวางการเกดิ ความต่างระดบั ของโปรตอน

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธ์ิกับ ชอ่ื สามญั : chlorfenapyr, DNOC, sulfluramid
ระบบผลติ พลงั งาน โดยสารจะเขา้ ไปรบั โปรตอนจากบรเิ วณ
กลางๆ ของผนังชีวภาพภายในไมโตคอนเดรีย (inner
membrane) ที่มีโปรตอนปริมาณมากๆ และส่งโปรตอน
ข้ามผนังชีวภาพเข้าไปตรงบริเวณช่องว่าง (matrix) ด้านใน
สุดของไมโตคอนเดรีย จากนั้นสารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ก็จะ
ข้ามผนงั ชวี ภาพกลับเข้ามาอีกเพ่อื ไปรบั โปรตอนจากบริเวณ
กลางๆ ของผนังชีวภาพภายในไมโตคอนเดรียอีก แล้วส่ง
โปรตอนเข้าไปภายในบริเวณช่องว่างของไมโตคอนเดรยี อีก
ทำเช่นนี้ซ้ำกันเรื่อยๆ จึงเป็นการขัดขวางการเกิดความต่าง
ระดับของโปรตอนภายในไมโตคอนเดรีย ทำให้ไม่สามารถ
สงั เคราะห์ ATP ได้ แมลงจงึ ขาดพลงั งานและตายในท่ีสดุ

กลุ่ม 14. สารกลุ่มทข่ี วางชอ่ งของตัวรับสารอะเซทิลโคลนิ ชนิดนโิ คตินิก

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกล่มุ น้ีออกฤทธิ์กับ ชื่อสามญั : bensultap, cartap hydrochloride,
ระบบประสาท สารกลุ่มนไี้ ดแ้ ก่ สารพวก thiocarbamate thiocyclam, thiosultap-sodium
หรอื สารเนรีสทอ็ กซิน อานาล็อก (nereistoxin analogues)
เช่น bensultap, cartap hydrochloride, thiocyclam,
thiosultap-sodium สารกลมุ่ นเ้ี ปน็ proinsecticides

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพือ่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

55

ท้ังหมด หมายความว่าสารกลมุ่ น้ไี มม่ ีพิษตอ่ แมลงโดยทนั ที
แต่เมื่อแมลงไดร้ บั สารกลุ่มน้ีเข้าสรู่ า่ งกาย สารจะถกู
เปล่ียนแปลงโครงสรา้ งทางเคมจี นกลายเป็นสารอกี ชนิด
หนง่ึ ทเี่ รียกว่า เนรสี ทอ็ กซนิ (nereistoxin) ซงึ่ จะมพี ษิ สงู ตอ่
แมลงโดยจะไปขวาง (block) ทช่ี ่องทางผา่ นของไอออนของ
ตวั รบั สารอะเซทิลโคลนิ ชนิดนิโคตนิ ิก (nicotinic
acetylcholine receptors) ทำให้ไมส่ ามารถสง่ กระแส
ประสาทได้ และเปน็ อมั พาต

กลุ่ม 15. สารกลมุ่ ทย่ี ับยงั้ การสงั เคราะห์ไคตินโดยไปจบั ท่ีเอนไซม์ chitin synthase
(CHS1)

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อ ชื่อสามัญ : bistrifluron, chlorfluazuron,
ระบบการเจริญเติบโต สารกลุ่มนี้ไดแ้ ก่ สารกลุ่มเบนโซอิลยู diflubenzuron,
เรยี ซง่ึ เปน็ สารอนพุ นั ธ์ของยเู รยี (H2NCONH2) มีคุณสมบัติ flucycloxuron, flufenoxuron, hexaflumuron,
ในการควบคุมการเจริญเติบโตของแมลงในระยะหนอน lufenuron, novaluron, noviflumuron,
ผีเสื้อ โดยสารจะไปจับกับเอนไซม์ chitin synthase teflubenzuron, triflumuron
(CHS1) ทำให้ยับยั้งการสังเคราะห์สารไคติน (chitin) ซ่ึง
เป็นองค์ประกอบสำคัญของผนังลำตัวของหนอนผีเสื้อ เม่ือ
แมลงไม่มสี ารไคตนิ ทผ่ี นงั ลำตวั จึงทำใหแ้ มลงตายในข้ันตอน
การลอกคราบเนื่องจาก ผนังลำตัวที่สร้างขึ้นมาใหม่จะไม่
แข็งแรงเปราะบางผิดปกติ ปริแตกง่าย ทำให้น้ำระเหยออก
จากลำตัวแมลงได้ง่ายภายหลังการลอกคราบ แมลงจึงขาด
น้ำตาย นอกจากนี้ผนังลำตัวที่สร้างขึ้นมาใหม่จะอ่อนนิ่ม
เกินไป ไม่สามารถพยุงโครงสรา้ งรปู ทรงของอวยั วะต่างๆ ได้
ทำใหแ้ มลงพิการ

กลมุ่ 16. สารกลมุ่ ทย่ี ับยง้ั การสงั เคราะหไ์ คติน ชนิด 1

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุม่ นอี้ อกฤทธต์ิ อ่ ชือ่ สามัญ : buprofezin
ระบบการเจรญิ เตบิ โตคลา้ ยกับสารกำจดั แมลงกลมุ่ 15 คือ
ยับยัง้ การสงั เคราะห์สารไคติน แตส่ ารกลุ่ม 16 จะออกฤทธิ์
เฉพาะเจาะจงกบั แมลงปากดูดในอันดับ Hemiptera ได้แก่
เพลี้ยอ่อน เพล้ยี แปง้ เพลยี้ หอย เพล้ยี จกั จนั่ เพลย้ี กระโดด
และแมลงหวขี่ าว จึงแตกตา่ งกบั สารกล่มุ 15 ซึ่งจะออกฤทธ์ิ
เฉพาะเจาะจงกับหนอนผีเสอื้ และหนอนดว้ งเท่าน้นั

กลมุ่ 17. สารกลุ่มทขี่ ดั ขวางการลอกคราบในพวกหนอนแมลงวัน

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจดั แมลงกลมุ่ นอ้ี อกฤทธต์ิ ่อ ชื่อสามญั : cyromazine
ระบบการเจรญิ เตบิ โต โดยขดั ขวางการเจรญิ เติบโตและ
พฒั นาของหนอนแมลงในอันดบั Diptera ซึง่ ได้แก่ หนอน
แมลงวันชนดิ ต่างๆ โดยการรบกวนการทำงานของระบบ
ฮอรโ์ มนท่คี วบคมุ การลอกคราบ ทำใหไ้ ม่สามารถลอกคราบ
ตามปกตไิ ด้

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพอื่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

56

กลุม่ 18. สารกลุ่มทท่ี ำใหต้ ัวรบั ฮอรโ์ มนเอคไดโซนทำงาน

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารกำจัดแมลงในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อ ชือ่ สามัญ : chromafenozide, halofenozide,
ระบบการเจริญเติบโต สารกลมุ่ นีไ้ ด้แก่ สารกลมุ่ ไดเอซลิ ไฮด methoxyfenozide, tebufenozide
ราซีน (diacylhydrazines) ซึ่งเป็นสารอนุพันธ์ของไฮดรา
ซีน (H2N-NH2) สารกำจัดแมลงกลุ่มน้ีออกฤทธิ์ควบคุมการ
เจริญเติบโตของแมลง โดยจะไปเหนี่ยวนำให้แมลงเกิดการ
ลอกคราบก่อนเวลาที่สมควร กลไกการออกฤทธิ์ของสาร
กำจัดแมลงกลุ่มนี้คือการเลียนแบบการทำงานของฮอร์โมน
เอ็คไดโซน (ecdysone) ที่ทำหน้าที่ในการลอกคราบ โดย
โมเลกุลของสารกำจัดแมลงจะไปจับกบั ตัวรับฮอรโ์ มนเอค็ ไดโซน
(ecdysone receptors) ทำใหต้ ัวรบั ฮอรโ์ มนเอ็คไดโซนเกิด
การกระตุ้นและทำงานโดยส่งสัญญาณให้ยีนต่างๆ ท่ี
เกี่ยวข้องกับการลอกคราบทำงาน (gene expression)
ในช่วงจงั หวะเวลาทไ่ี ม่เหมาะสม ผลทไ่ี ด้คอื แมลงมีการสร้าง
ผนังลำตัวใหม่ที่ผิดปกติ ไม่สมบูรณ์ แมลงไม่สามารถลอก
คราบเก่าออกจากลำตัวได้ ทำให้การลอกคราบผิดปกตแิ ละ
แมลงจะตายในทสี่ ดุ สารกลุ่มนีอ้ อกฤทธกิ์ ับหนอนผเี สื้อและ
หนอนด้วง

กลุ่ม 19. สารกลมุ่ ทท่ี ำให้ตวั รบั สารออ็ กโตปามีนทำงาน

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธ์ิต่อ ช่อื สามญั : amitraz
ระบบประสาท โดยการทำหน้าที่คล้ายสารสื่อประสาท
ชนิดอ็อกโตปามีน (octopamine) ของแมลง ซึ่งสารสื่อ
ประสาทชนิดอ็อกโตปามีนในแมลงนี้จะทำหน้าที่คล้าย
ฮอร์โมนอะดรีนาลีนในคน คือทำให้เกิดอาการตื่นตัว และมี
พละกำลังมากเพื่อหนีหรือต่อสู้เอาชวี ิตรอดจากภยั อันตราย
เมื่อแมลงได้รับสารกำจัดแมลงกลุ่มนี้เข้าไปในร่างกาย สาร
จะไปจับที่ตัวรับ สารอ็อกโตปามีน (octopamine
receptor) แล้วกระตุ้นให้เกิดการผลิตสาร cAMP ใน
ปริมาณที่สูงมากในเซลล์ สาร cAMP ที่ผลิตขึ้นมาจะไป
กระตุ้นให้ร่างกายแมลงเกิดการตื่นตัวในระดับที่สูงมาก
(hyperexcitation) จนเกิดอาการสั่น ควบคุมตัวเองไม่ได้
และไมส่ ามารถกนิ อาหารได้

กลมุ่ 20. สารกลุม่ ทยี่ บั ยง้ั การขนส่งอิเลกตรอนทีค่ อมเพล็กซ์ 3 ในไมโตคอนเดรยี

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อ กลุ่มยอ่ ย 20A ไฮดราเมธิลนอน
ระบบการผลิตพลังงาน โดยการยับยั้งการขนส่งอิเลกตรอน ชื่อสามัญ : hydramethylnon
ที่โปรตีนคอมเพลก็ ซ์ 3 ในไมโตคอนเดรยี ของเซลล์ จึงยบั ยั้ง กลุม่ ย่อย 20B อะซีควิโนซิล
ขบวนการผลิตพลังงานในรูป ATP และแมลงจะตาย ชอ่ื สามัญ : acequinocyl ยังไมม่ กี ารขึ้นทะเบยี นวตั ถุ
เน่ืองจากการขาดพลังงาน
อนั ตรายทางการเกษตรในประเทศไทย

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพือ่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

57

กลมุ่ ย่อย 20C ฟลอู ะไครไพรมิ
ชื่อสามัญ : fluacrypyrim ยงั ไมม่ กี ารขึน้ ทะเบยี นวัตถุ
อนั ตรายทางการเกษตรในประเทศไทย
กลมุ่ ย่อย 20D ไบฟนี าเซท
ชื่อสามญั : bifenazate

กลุม่ 21. สารกล่มุ ทย่ี ับยงั้ การขนส่งอเิ ลกตรอนท่คี อมเพลก็ ซ์ 1 ในไมโตคอนเดรยี

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารกลุม่ นอี้ อกฤทธิ์ต่อระบบการผลิต กลมุ่ ยอ่ ย 21A เอ็มอที วี ัน อะคารไิ ซด์ (METI
พลงั งาน สารกลมุ่ น้สี ามารถฆา่ แมลงและไร โดยสารจะไป acaricides)
ยับยั้งขบวนการถา่ ยทอดอเิ ลคตรอนท่โี ปรตีนคอมเพล็กซ์ I ชอ่ื สามัญ : fenazaquin, fenpyroximate, pyridaben,
ซงึ่ อยภู่ ายในไมโตคอนเดรยี (mitochondrial complex I pyrimidifen, tebufenpyrad, tolfenpyrad
electron transport inhibitors, MET I) จงึ ยบั ย้งั ขบวนการ กลมุ่ ยอ่ ย 21B โรติโนน (Rotinone)
ผลิตพลังงานในรูป ATP ทำใหแ้ มลงและไรเป็นอัมพาต (paralysis) rotenone (Derris) สารสกดั จากพืชตระกลู หางไหล อาจมี
และตายเน่อื งจากการขาดพลังงาน สารกลมุ่ นีม้ ีฤทธิก์ วา้ ง ชือ่ เรียกแตกตา่ งกนั ตามทอ้ งถิน่ เช่น โลต่ ิ๊น อวดนำ้ ไหลนำ้
และออกฤทธ์ิเร็วต่อแมลงทง้ั ปากกัดและปากดดู
กะลำเพาะ เปน็ ต้น

กลุ่ม 22. สารกลุม่ ทเี่ ปน็ ตวั ขวางช่องโซเดยี มทที่ ำงานโดยความต่างศกั ย์ไฟฟ้า

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธ์ิต่อ กลุ่มย่อย 22A ออ๊ กซาไดอะซนี (Oxadiazines)
ระบบประสาท โดยการไปขวาง (block) ทช่ี ่องทางผ่านของ ชื่อสามญั : indoxacarb
โซเดียม (sodium channels) ที่เซลล์ประสาท จึงทำให้ไม่ กลมุ่ ย่อย 22B เซมคิ าร์บาโซน (Semicarbazones)
เกิดการถ่ายทอดกระแสประสาท และแมลงเป็นอัมพาต ช่ือสามัญ : metaflumizone
(paralyze)

กลมุ่ 23. สารกลมุ่ ทยี่ บั ยง้ั เอ็นไซมอ์ ะเซทลิ โคเอ คารบ์ ็อกซิเลส

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธ์ิต่อ ชอื่ สามัญ : spirodiclofen, spiromesifen, spiropidion,
ระบบการเจริญเติบโต โดยยับยั้งเอนไซม์ acetyl spirotetramat
coenzyme A carboxylase (ACCase) ซึ่งมีหน้าที่ในการ
สังเคราะหก์ รดไขมนั (fatty acids) เพอื่ นำไปสร้างผนังเซลล์
ของแมลงในกระบวนการเจริญเติบโตและพัฒนา แมลงที่
ได้รับสารกลุ่มนี้จึงไม่สามารถสังเคราะห์กรดไขมันได้ ทำให้
ตัวอ่อนแมลงหยุดการเจรญิ เติบโต

กลุ่ม 24. สารกลุม่ ทเ่ี ป็นตวั ยับยง้ั การขนส่งอิเลคตรอนทคี่ อมเพลก็ ซ์ 4 ในไมโตคอนเดรีย

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อ กลุ่มยอ่ ย 24A ฟอสไฟด์ (Phosphides)
ระบบการผลิตพลังงาน ได้แก่ แก๊สฟอสฟีน (phosphine) ชื่อสามัญ : aluminium phosphide, calcium
และไซยาไนด์ ซึ่งออกฤทธิ์โดยสารจะไปยับยั้งขบวนการ phosphide, phosphine, zinc phosphide เป็นสาร
ถ่ายทอดอิเลคตรอนที่โปรตีนคอมเพล็กซ์ IV ซึ่งอยู่ภายใน สำหรับรมแมลงศตั รูในโรงเกบ็
ไมโตคอนเดรีย (mitochondrial complex IV electron กลมุ่ ย่อย 24B ไซยาไนด์ (Cyanides)
transport inhibitors, MET IV) จึงยับย้ังขบวนการผลิต ช่อื สามัญ : calcium cyanide, potassium cyanide,

sodium cyanide

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพือ่ แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

58

พลังงานในรูป ATP ทำให้แมลงตายเนื่องจากการขาด
พลังงาน

กล่มุ 25. สารกลุ่มทเ่ี ปน็ ตวั ยบั ย้ังการขนส่งอเิ ลคตรอนทีค่ อมเพล็กซ์ 2 ใน
ไมโตคอนเดรีย

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อ กลุม่ ยอ่ ย 25A อนุพนั ธ์ุของ Beta-ketonitrile
ระบบการผลิตพลังงาน โดยการยับยั้งขบวนการถ่ายทอด ชื่อสามญั : cyenopyrafen, cyflumetofen
อิเลคตรอนที่โปรตีนคอมเพล็กซ์ II ซึ่งอยู่ภายในไมโตคอน-
เดรีย (mitochondrial complex II electron transport กลุ่มย่อย 25B คารบ์ อกซานิไลด์ (Carboxanilides)
inhibitors, MET II) จึงยับยั้งขบวนการผลิตพลังงานในรูป ช่อื สามัญ : pyflubumide
ATP ทำให้แมลงตายเน่อื งจากการขาดพลังงาน

กล่มุ 26. (วา่ ง)

กลมุ่ 27. (ว่าง)

กล่มุ 28. สารกลุ่มทเ่ี ปน็ ตวั ปรบั การทำงานของตวั รับชนดิ ไรยาโนดนี

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารฆ่ากลุ่มนี้เป็นสารท่ีมีกลไกการออก ชือ่ สามญั : chlorantraniliprole, cyantraniliprole,
ฤทธิ์ต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยสารจะเข้าไป cyclaniliprole, flubendiamide, tetraniliprole
ภ ายใน เ ซล ล์ กล ้ามเ นื้อแมล ง แล ้วไ ปที่บร ิเ วณ
sarcoplasmic reticulum ซึ่งเป็นที่เก็บสะสม calcium
ion แล้วสารจะไปจับตรง ryanodine receptors ที่อยู่
บริเวณผิวของ sarcoplasmic reticulum ทำให้เกิดการ
กระตุ้นการปลดปล่อย calcium ion ออกมาภายในเซลล์
กล้ามเนื้อ ซึ่ง calcium ion จะไปเหนี่ยวนำทำให้กล้ามเนื้อ
แมลงเกิดการหดตัว กล่าวได้ว่าสารฆ่ากลุ่มนี้ไปจับและ
กระตุ้นที่ ryanodine receptors ทำให้เกิดการปลดปล่อย
calcium ion ออกมาเรื่อยๆ จึงทำให้กล้ามเนื้อแมลงเกิด
การหดตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่เกิดการคลายตัว กล้ามเนื้อ
แมลงจึงไม่สามารถทำงานเป็นปกติได้ เช่น กล้ามเนื้อส่วน
ปากไม่สามารถทำงานในการกัดกินใบพืชได้ แมลงไม่
สามารถเดนิ หรือเคล่ือนไหวส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย และเปน็
อมั พาต

กลุ่ม 29. สารกล่มุ ท่ปี รบั การทำงานที่ Chordotonal organ - ยงั ไม่ทราบจุดจับที่ชัดเจน

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มน้ีออกฤทธิ์ที่ระบบ ช่ือสามญั : flonicamid
ประสาท โดยไปปรับการทำงานของ chordotonal organ
โดยสารไปจับที่จุดจับอ่ืนซ่ึงเป็นคนละจุดกบั สารกำจัดแมลง
ในกลุ่ม 9 ซึ่ง chordotonal organ เป็นอวัยวะรับ
ความรู้สึกที่มีกระจายอยู่ทั่วร่างกายแมลง มีหน้าที่สำคัญใน

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพื่อแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

59

การรับความรู้สึกต่างๆ เช่น การสัมผัสและประสานงาน
เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เป็นไป
ตามปกติ ในแมลงพวกมวน (Hemiptera) การทำงานของ
chordotonal organ จะช่วยให้แมลงเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ
ของปากในการดูดกินน้ำเลี้ยงพืชอย่างเป็นปกติ สารกำจัด
แมลงกลุ่มนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายของแมลงจะไปรบกวนการ
ทำงานของ chordotonal organ จึงทำให้แมลงไมส่ ามารถ
ดดู กินนำ้ เล้ยี งจากพชื ได้

กลมุ่ 30. สารที่ปรบั การทำงานของ GABA-gated chloride channel ทตี่ ำแหนง่ แตกตา่ ง
จากสารกล่มุ 2

กลไกการออกฤทธิ์: สารกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ชื่อสามญั : broflanilide, fluxametamide
โดยไปปรับการทำงาน (modulate) การทำงานของช่อง
คลอไรด์ที่ทำงานโดยกรดแกมมาอะมิโนบิวไทริค (GABA-
gated chloride channel) ท ำ ใ ห ้ ก า ร กา ร ส่ งกร ะ แ ส
ประสาทผิดปกติ

กล่มุ 31. สารกลุ่ม Baculoviruses ทม่ี ีความจำเพาะในการเกิดโรคต่อแมลง

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้เป็นไวรัสที่ออก สารกำจดั แมลงกลมุ่ น้ี ได้แก่ Granuloviruses (GVs) ซึ่ง
ฤทธิ์ที่ลำไส้ของแมลง ไวรัส baculovirus ชนิดต่าง ๆ จะ ไดแ้ ก่ Cydia pomonella GV, Thaumatotibia
ทำลายแมลงต่าง order ต่าง ๆ ได้แตกต่างกัน เนื่องจาก leucotreta GV และ Nucleopolyhedrosis Viruses
baculovirus แ ต ่ ล ะ ช น ิ ด จ ะ ม ี baculovirus-unique (NPVs) ซึ่งไดแ้ ก่ Anticarsia gemmatalis MNPV,
Peros Infectivity Factor (PIF) protein Complex ซึ่งจะ Helicoverpa armigera NPV
ช่วยในการจับกับ PIF targets ท่ีเซลล์ลำไส้ส่วนกลางของ
แมลงไดต้ า่ งกัน

กลุ่ม 32. สารกลุ่มทป่ี รับการทำงานของตวั รบั สารอะเซทิลโคลินชนิดนิโคตนิ ิกโดยการจับท่ี
ตำแหนง่ แอลโลสเตอรกิ ทต่ี ำแหนง่ ที่ 2

กลไกการออกฤทธ์ิ: สารกำจดั แมลงกล่มุ น้อี อกฤทธ์ิต่อระบบ สารกำจดั แมลงกลมุ่ น้ี ไดแ้ ก่ GS-omega/kappa HXTX-
ประสาท โดยจะไปจับท่ีตัวรับสารอะเซทิลโคลินชนิดนิโคตินิก Hv1a ซึ่งเปน็ peptide ท่ีได้จากพิษของแมงมมุ
(nicotinic acetylcholine receptors, nAChRs) ที่ผิวของ
ปลายเซลล์ประสาท ที่ตำแหน่งที่ 2 ซึ่งจะแตกต่างจากสาร
กลุม่ 5

กลุ่ม 33. สารกล่มุ ท่ีปรบั การทำงานของช่องโปแตสเซยี มที่ทำงานโดยแคลเซยี ม (KCa2)

กลไกการออกฤทธิ์: สารกลุ่มน้ีออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ช่อื สามญั : acynonapyr เปน็ สารกำจดั ไร ยังไมม่ กี ารข้นึ
และกล้ามเนื้อ โดยไปปรับการทำงาน (modulate) ของ ทะเบียนวตั ถอุ นั ตรายทางการเกษตรในประเทศไทย
ช่องโปแตสเซียมที่ทำงานโดยแคลเซี่ยม (Calcium-
activated potassium channel, KCa2) ทำให้การส่งกระแส
ประสาทผิดปกติ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพื่อแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

60

กลมุ่ 34. สารกลมุ่ ทย่ี บั ยง้ั การขนส่งอิเลกตรอนท่คี อมเพลก็ ซ์ 3 ตำแหน่ง Qi ใน
ไมโตคอนเดรีย

กลไกการออกฤทธิ์: สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อ ชือ่ สามัญ : flometoquin ยงั ไมม่ กี ารขึน้ ทะเบยี นวตั ถุ
ระบบการผลิตพลังงาน โดยการยับยั้งการขนสง่ อิเลกตรอน อนั ตรายทางการเกษตรในประเทศไทย
ที่โปรตีนคอมเพล็กซ์ 3 ตำแหน่ง Qi ในไมโตคอนเดรียของ
เซลล์ จึงยบั ยัง้ ขบวนการผลิตพลังงานในรูป ATP และแมลง
จะตายเนื่องจากการขาดพลงั งาน

กลมุ่ UN (Unknown) ทก่ี ลไกการออกฤทธิ์ยังไม่ทราบแน่ชัด

สารกำจดั แมลงกลมุ่ นี้ยงั ไม่ทราบกลไกการออกฤทธทิ์ ่ี ได้แก่ สาร azadirachtin (สารสกดั จากสะเดา) สาร

แน่นอน benzoximate สาร bromopropylate สาร

chinomethionat สาร dicofol สาร pyridalyl สาร

sulfur สาร lime sulfur และสาร mancozeb

กล่มุ UNB (Unknown B) เปน็ แบคทีเรยี (ท่ีไมใ่ ช่ Bt) ซ่งึ กลไกการออกฤทธ์ยิ ังไมท่ ราบแน่ชดั

สารกำจดั แมลงกลมุ่ นีย้ งั ไม่ทราบกลไกการออกฤทธทิ์ ่ี ไดแ้ ก่ เช้ือแบคทเี รยี Burkholderia spp. และ Wolbachia

แนน่ อน pipientis (Zap)

กลุ่ม UNE (Unknown E) เปน็ สารจากพืช ได้แก่ สารสงั เคราะห์ สารสกัด และสารพวก

น้ำมัน ซึ่งกลไกการออกฤทธย์ิ งั ไมท่ ราบแนช่ ัด

สารกำจดั แมลงกลุม่ นย้ี ังไม่ทราบกลไกการออกฤทธท์ิ ่ี ไดแ้ ก่ สารสกดั จากพชื Chenopodium ambrosioides

แน่นอน near ambrosioides extract, สาร Fatty acid

monoesters with glycerol หรอื propanediol จากพชื

และสารพวกนำ้ มนั จากสะเดา (neem oil)

กลุ่ม UNF (Unknown F) เปน็ สารจากเช้อื รา ซง่ึ กลไกการออกฤทธ์ิยงั ไมท่ ราบแนช่ ัด

สารกำจดั แมลงกลุ่มน้ยี ังไมท่ ราบกลไกการออกฤทธท์ิ ี่ ได้แก่ เชื้อรา Beauveria bassiana strains,

แน่นอน Metarhizium anisopliae strain F52 และ

Paecilomyces fumosoroseus Apopka strain 97

กลุ่ม UNM (Unknown M) เป็นสารที่ไปขัดขวางการทำงานของโปรตีนท่ัวไปที่ไมจ่ ำเพาะ

เจาะจงโดยวธิ ีกลและวธิ ที างกายภาพ ซงึ่ กลไกการออกฤทธ์ยิ ังไมท่ ราบแน่ชัด

สารกำจดั แมลงกลมุ่ นยี้ งั ไม่ทราบกลไกการออกฤทธ์ทิ ี่ ได้แก่ Diatomaceous earth, mineral oil

แนน่ อน

กลุ่ม UNP (Unknown P) เป็นเปป็ ไตลข์ องโปรตนี ซ่งึ กลไกการออกฤทธย์ิ งั ไมท่ ราบแน่ชดั

สารกำจดั แมลงกลมุ่ น้ียงั ไม่ทราบกลไกการออกฤทธท์ิ ่ี ได้แก่ สารพวกเปป็ ไทล์ของโปรตีนซ่ึงเป็นพษิ ต่อแมลง

แนน่ อน

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพ่ือแก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

61

กลมุ่ UNV (Unknown V) เป็นไวรัส (ทีไ่ มใ่ ช่ Baculovirus) ซ่งึ กลไกการออกฤทธ์ยิ งั ไม่

ทราบแนช่ ัด

สารกำจดั แมลงกล่มุ นีย้ งั ไมท่ ราบกลไกการออกฤทธท์ิ ี่ ไดแ้ ก่ ไวรสั ท่ีไมใ่ ช่ Baculovirus ซึ่งเป็นพษิ ตอ่ แมลง

แนน่ อน

บทสรุป

IRAC หรอื คณะกรรมการความตา้ นทานต่อสารกำจัดแมลงเป็นองค์กรที่บริษัทผ้ผู ลติ สารป้องกันกำจัด
ศัตรูพืชรายใหญ่หลาย ๆ บริษัทร่วมกันจัดตั้งขึ้น IRAC มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคและให้ความรู้ต่อ
สาธารณะชนในการจัดการความต้านทานศัตรูพืชอย่างถูกต้อง เครื่องมือหลักของ IRAC ในการแนะนำการ
จัดการความต้านทานคือการจัดแบง่ กลุ่มสารกำจัดแมลงและไรเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตามกลไกการออกฤทธิ์ การจัด
แบง่ กลุ่มสารจะช่วยให้คนในหลาย ๆ ภาคส่วนเขา้ ใจตรงกันในการเลือกชนดิ กลมุ่ สารเพ่ือใช้ในการจดั การความ
ตา้ นทานโดยการใช้สารแบบหมุนเวียน ซง่ึ การจดั แบง่ กลุ่มสารของ IRAC จะช่วยลดการใช้สารกลุ่มเดียวกันซ้ำ
กนั บอ่ ยคร้ัง ซงึ่ จะลดการคดั เลือกแมลงท่ีต้านทานต่อสารกำจดั แมลงกลุ่มใดกลมุ่ หน่งึ โดยเฉพาะ ปัจจุบัน IRAC
ได้จดั แบง่ กลมุ่ สารกำจัดแมลงออกเป็น 32 กลมุ่ การทราบกลมุ่ สารช่วยใหผ้ ทู้ ี่เก่ียวขอ้ งในการใชส้ ารกำจัดแมลง
และไรสามารถวางแผนในการใช้สารแบบหมนุ เวยี นตามกลุม่ กลไกการออกฤทธไิ์ ดส้ ะดวกขน้ึ

เอกสารอา้ งอิง

BASF. 2020. Insecticide Mode of Action. Technical Training Manual. [Online]. Available.
https://www.researchgate.net/publication/275959530_BASF_Insecticide_Mode_of_Action_Techni
cal_Training_Manual) (April 27, 2020).

IRAC (Insecticide Resistance Action Committee). 2021a. IRAC Mode of Action Classification
Scheme. [Online]. Available. http://www.irac-online.org (April 8, 2021).

IRAC (Insecticide Resistance Action Committee). 2021b. IRAC eConnection Issue 44. August
2021. [Online]. http://www.irac-online.org (September 2, 2021).

Nauen, R., A. Elbert, A. McCaffery, R. Slater and T. C. Sparks. 2012. IRAC: insecticide
resistance, and mode of action classification of insecticides. Modern Crop Protection
Compounds. 1(3): 935-955.

Sparks, T. C. and R. Nauen. 2015. IRAC: Mode of action classification and insecticide
resistance management. Pesticide biochemistry and physiology. 121: 1.

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพ่ือแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

62

ความรูพ้ นื้ ฐานความตา้ นทานของแมลงและไรต่อสารกาจดั ศตั รูพชื

บทนำ

ความรู้เกี่ยวกับความต้านทานของแมลงและไรศัตรูพืชต่อสารกำจัดแมลงและไรช่วยให้สามารถ
แก้ปัญหาความต้านทานได้อย่างถูกต้อง ความรู้ดังกล่าว เช่น สาเหตุที่ทำให้แมลงและไรศัตรูพืชเกิดความ
ตา้ นทาน การถา่ ยทอดความตา้ นทานในประชากรแมลงและไร ผลของความต้านทานที่มีต่อชวี วิทยาของแมลง
และไร ความต้านทานชนิดต่าง ๆ การลดลงของความต้านทาน และปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาความต้านทาน
ทำให้สามารถวางแผนการจัดการความต้านทานของแมลงและไรศัตรูพืชต่อสารกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ

นิยามความต้านทานของแมลงต่อสารกำจดั แมลง

คณะกรรมการความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง (Insecticide Resistance Action Committee,
IRAC) ไดใ้ ห้คำนยิ ามของความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงคือ “การเปลีย่ นแปลงทีถ่ า่ ยทอดได้ทางพันธุกรรมใน
ประชากรแมลงซึ่งกอ่ ให้เกิดความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในการใชส้ ารกำจัดแมลงเพ่ือควบคุมประชากรแมลงให้
อยู่ในระดับที่คาดหวงั เมื่อใชส้ ารกำจัดแมลงนั้นในอัตราที่แนะนำสำหรบั ศัตรูพืชชนิดนัน้ ๆ” (IRAC, 2021) คำ
นิยามน้เี น้นทกี่ ารเปล่ยี นแปลงประสิทธิภาพของสารกำจดั แมลงต่อแมลงศัตรพู ชื ทร่ี ะบาดทำลายพชื ในแปลง

การวัดความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงและไรโดยท่ัวไปมักวดั จากค่า Resistance factor (RF) หรือ
Resistance Ratio (RR) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความเป็นพิษของสารกำจัดแมลงและไรระหว่างประชากร
แมลงที่ต้านทานกับประชากรแมลงท่ีอ่อนแอหรือประชากรแมลงซึ่งไม่เคยได้รับสารชนิดนั้นมาก่อน โดยนำค่า
ความเข้มข้นของสารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไรที่ใช้ในการฆ่าประชากรแมลงหรือไรต้านทานได้ 50%
(Lethal concentration 50, LC50) เปรียบเทียบกับความเข้มข้นของสารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไรที่ใช้ใน
การฆ่าประชากรแมลงหรือไรอ่อนแอได้ 50% ว่าแตกต่างกันกี่เท่า ซึ่งประชากรแมลงหรือไรอ่อนแอจะเป็น
ตวั แทนของประชากรด้ังเดิมก่อนที่จะมีการใช้สารกำจดั แมลงหรือสารกำจดั ไร

สาเหตุการเกดิ ความตา้ นทานในแมลงและไรศตั รูพชื

ความต้านทานต่อสารกำจัดศตั รูพชื ในแมลงและไรศตั รูพืชเกดิ จากการใช้สารอย่างไม่ถูกต้อง คือมีการ
ใช้สารชนิดเดิมหรือใช้สารกลุ่มเดิมซ้ำกันบ่อยครั้ง เช่น ใช้สารชนิดเดิมพ่นติดต่อกันในช่วงหนึ่ง ๆ เกิน 3 คร้ัง
โดยไม่มีการหยุดพักการใช้สารชนิดนั้นเลย หรือมีการใช้สารชนิดเดิมพ่นติดต่อกันโดยใช้สารในอัตราที่ต่ำกว่า
อตั ราที่แนะนำในฉลาก การใช้สารในอัตราต่ำกว่าอัตราท่ีแนะนำทำใหเ้ กิดการคัดเลือกประชากรแมลงหรือไรที่
ต้านทานต่อสาร (resistance population) เอาไว้ โดยท่ีแมลงหรือไรที่อ่อนแอต่อสารนั้นตายหมด โดยแมลง
หรือไรท่ีต้านทานจะมียีนต้านทาน (resistance genes) ดังนั้นการพ่นสารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไรแต่ละ
คร้ังจงึ เปน็ การคดั เลือกแมลงหรือไรท่ีมียีนต้านทานเอาไว้ แมลงหรือไรที่มียีนตา้ นทานจะผสมพันธกุ์ ัน และออก
ลูกหลานท่มี ียีนตา้ นทานเพ่ิมจำนวนมากขึน้ เรอ่ื ย ๆ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพ่ือแก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

63

ววิ ัฒนาการของความตา้ นทานต่อสารกำจัดแมลง

การใช้สารกำจัดแมลงไม่ได้ทำให้แมลงสร้างยีนที่แสดงลักษณะต้านทานต่อสารกำจัดแมลงโดยทันที
แต่ยีนที่ต้านทานต่อสารมีอยู่แล้วในประชากรแมลง โดยมีมาตั้งแต่ในอดีตก่อนการผลิตหรือการใช้สารกำจัด
แมลงชนิดนั้น ๆ ยีนต้านทานตอ่ สารเกิดจากการมวิ เตชันหรอื การเปล่ียนแปลงใน DNA ของยีนตั้งแต่อดตี และ
คงอยู่ในประชากรแมลงในธรรมชาติ โดยอยู่ในรูปยีนที่ทำให้แมลงสามารถต้านทานต่อสารพิษจากพืชที่แมลง
กนิ เขา้ ไป ยีนดงั กล่าวนเ้ี องทีท่ ำให้แมลงต้านทานต่อสารกำจัดแมลงหรอื สารกำจดั ไรชนดิ ต่าง ๆ ท่ีไดร้ บั ด้วย

ในช่วงแรก ๆ ที่ประชากรแมลงเกิดความตา้ นทานต่อสารจะพบว่ายนี ต้านทานมีอยู่ในประชากรแมลง
หรือไรในระดับต่ำ จึงทำให้ยีนต้านทานมักอยู่ในรูป heterozygous ทำให้ไม่แสดงลักษณะ phenotype ท่ี
ต้านทานให้เห็นชัดเจนนัก การถูกคัดเลือกโดยการใช้สารป้องกันกำจัดซ้ำ ๆ กัน (selection pressure) ทำให้
ประชากรแมลงที่มียีนต้านทานเพิ่มสูงขึ้น จนในที่สุดประชากรก็เริ่มปรากฏแมลงที่มียีนต้านทานในรูป
homozygous ซ่ึงจะแสดงลักษณะต้านทานอยา่ งชัดเจน

แมลงทมี่ ียนี ต้านทานจะผลิตลกู หลานที่มียนี ต้านทาน ประกอบกบั การถูกคัดเลือกโดยการใช้สารกำจัด
แมลงซ้ำ ๆ กัน จึงทำให้สัดส่วนประชากรของแมลงที่มียีนที่แสดงลักษณะพันธุกรรมต้านทานเพิ่มมากขึ้น ใน
ที่สุดแมลงท่ีมียีนต้านทานจะมีมากมายภายในประชากรแมลงดังกล่าว ระยะเวลาการพัฒนาความต้านทาน
ของแมลงจะยาวนานหรือไม่ขึ้นกับว่ายีนที่ต้านทานหายาก หรือมีอยู่น้อยมากแค่ไหน ถ้ายีนต้านทานพบใน
ประชากรไดย้ ากมาก ๆ หรอื มอี ยู่น้อยมาก ๆ ประชากรแมลงกจ็ ะเกดิ ความตา้ นทานได้ชา้

พันธุศาสตรข์ องความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงในแมลง

การพัฒนาความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไรเป็นกระบวนการทางพันธุกรรม ลักษณะ
ความต้านทานนี้จะอยู่ในยีนเพียงหนึ่งยีนหรือหลาย ๆ ยีนก็ได้ ยีนเป็นส่วนหนึ่งของโครโมโซม ซึ่งใน
กระบวนการขั้นตอนการสืบพันธุ์นั้นจะมีการรวมกันของยีนและก็ถ่ายทอดไปสู่ลูก ยีนแต่ละยีนจะมีลักษณะ
แตกต่างกันซึง่ เรียกว่าแอลลีล (allele) ในสิ่งมีชีวติ ที่มีโครโมโซม 1 คู่หรือ diploid นั้นในแต่ละโครโมโซมจะมี
ยีน 1 allele ดังนั้นในโครโมโซม 1 คู่จึงมียีน 2 alleles ถ้าในแมลงหรือไรที่มียีนต้านทานท่ีทั้งสองแอลลีล
เหมือนกันก็จะเรียกวา่ เป็นโฮโมไซกัส (homozygous) แต่ถ้ามียีนต้านทานที่ทง้ั สองแอลลีลต่างกันก็จะเรียกว่า
เฮเทอโรไซกัส (heterozygous) แมลงหรือไรที่เป็นโฮโมไซกัสและเฮเทอโรไซกัสจะมีการแสดงออกของ
ลักษณะความตา้ นทานต่อสารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไรแตกต่างกัน

ยีนตา้ นทานต่อสารกำจดั แมลงหรือสารกำจัดไรจะมีการแสดงออกของลักษณะ (phenotypes) ตา่ ง ๆ
ขึ้นกับคุณลักษณะของแต่ละยีน หรือขึ้นกับความเข้มข้นของสารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไรที่ได้รับ โดยยีน
ตา้ นทานต่อสารกำจดั แมลงหรือสารกำจัดไรมกี ารแสดงออกของลกั ษณะต่าง ๆ (Yu, 2008) คอื

1. ลักษณะเด่น (dominant)
2. ลักษณะกึ่งเด่น (semi-dominant, incomplete dominance)
3. ลกั ษณะดอ้ ย (recessive)
ถ้ายีนที่ต้านทานเป็นยีนลักษณะเด่นหรือลักษณะกึ่งเด่น แมลงหรือไรพ่อหรือแม่เพียงตัวเดียวที่มียนี
ต้านทานจะสามารถทำให้เกิดลักษณะต้านทานไดใ้ นรุ่นลูก แต่ถ้ายีนที่ต้านทานเป็นยีนลักษณะด้อย แมลงหรือ
ไรทั้งพ่อและแม่จะต้องมียีนต้านทานจึงจะทำให้เกิดลักษณะต้านทานในรุ่นลูกหลานได้ ถ้ายีนต้านทานเป็นยีน
เด่น (dominant gene) แมลงหรือไรเฮทเทอโรไซกัสก็จะแสดงความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไร

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพ่อื แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

64

ถ้ายีนต้านทานเป็นยีนด้อย (recessive gene) แมลงหรือไรเฮทเทอโรไซกัสก็จะไม่ต้านทานต่อสารป้องกัน
กำจัดได้

ความตา้ นทานทีเ่ กิดจากยนี ทเี่ ป็นลักษณะเดน่ (dominant gene) มกั เกิดจากการเพม่ิ การทำงาน เช่น
มีน้ำย่อยสารพิษ (detoxification enzymes) ปริมาณสูงขึ้นจึงทำให้ย่อยสารพิษได้มากขึ้น หรือมีผนังลำ
ตัวหนาขึ้นจึงลดการซึมเข้าของสารกำจัดแมลงได้มากขึ้น หรือแมลงมีการเพิ่มการกักเก็บและการขับถ่ายของ
สารกำจัดแมลงมากข้ึนจึงทำให้แมลงเกิดความตา้ นทานต่อสารกำจัดแมลง (Onstad and Gassmann, 2014)

ส่วนความต้านทานที่เกิดจากยีนที่เป็นลักษณะด้อย (recessive gene) มักเกิดจากการสูญเสียการ
ทำงาน เช่น แมลงมีจุดจับ (receptor) ที่สารกำจัดแมลงไม่สามารถจับได้ ดังนั้นในแมลง homozygous ที่มี
ยีนด้อยทั้งคู่จะเกิดความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง แต่ในแมลงที่เป็นลูกผสม heterozygous ที่มียีนด้อย
เพียงยีนเดียวอาจทำให้แมลงตายได้เนื่องจากจุดจับของสารกำจัดแมลงสามารถจับกับสาร กำจัดแมลงได้ถึง
คร่งึ หน่งึ (Onstad and Gassmann, 2014)

ถ้าความต้านทานมีลักษณะทางพันธุกรรมเป็นลักษณะเด่นจะสามารถเกิดความตา้ นทานในประชากร
แมลงได้อย่างรวดเร็วกว่าความต้านทานมีลักษณะทางพันธุกรรมเป็นลักษณะด้อย ดังนั้นความต้านทานสาร
กำจัดแมลงที่เกิดจากยีนที่เป็นลักษณะเด่นจะจัดการความต้านทานได้ยากกว่าเพราะเกิดความต้านทานได้เร็ว
มาก (Onstad and Gassmann, 2014)

ยีนตา้ นทานสารกำจัดแมลง

ความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงอาจเกิดจากยีนเดียว (monogenic) หรือยีนหลายยีน (polygenic)
ก็ได้ แต่ส่วนมากความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงที่เกิดในแมลงมักเกิดจากยีนเดียวหรือสองยีน โดยจะมียีน
หลักที่เป็นสาเหตุต้านทานส่วนยีนอื่นมักเป็นยีนเสริมความต้านทาน (Roush and McKenzie, 1987; Roush
and Daly, 1990) ข้อมูลจากการทดลองชี้ว่าความต้านทานจะเกิดเรว็ กว่าถา้ ยีนต้านทานหลักเป็นยีนเดียว แต่
ความต้านทานจะเกิดช้ากว่าถ้ายีนต้านทานเป็นยีนหลายยีน ดังนั้นในกรณีที่ทราบว่าความต้านทานสารกำจัด
แมลงถูกควบคุมโดยยนี เดียวกจ็ ะสามารถคาดการณ์ไดว้ า่ จะเกดิ ความต้านทานในระดบั ทส่ี ูงมากในระยะเวลาท่ี
รวดเร็ว

ฟติ เนสคอสท์ (Fitness costs) ในแมลงต้านทาน

โดยปกติประชากรแมลงในธรรมชาติที่ไม่เคยได้รับสารกำจัดแมลงมาก่อนเลยจะแสดงลักษณะท่ี
อ่อนแอ (susceptible) ต่อสารกำจัดแมลง และยีนที่ต้านทานตอ่ สารกำจดั แมลงที่มีอยู่ภายในประชากรนั้นจะ
หายากมาก ๆ เนื่องจาก fitness costs ซึ่งหมายความว่าแมลงที่มียีนต้านทานต่อสารกำจัดแมลงมักจะมี
ลักษณะอื่น ๆ ที่ทำให้แมลงต้านทานนั้นเสียเปรียบแมลงที่อ่อนแอในสภาพที่ไม่มีการใช้สารกำจัดแมลง
ลักษณะอื่น ๆ ดังกล่าว เช่น ความสามารถในการแพรข่ ยายลูกหลาน การมีชีวิตยาวนาน หรือความแข็งแรงใน
การอยรู่ อด (Onstad and Gassmann, 2014) โดยทว่ั ไปการวัด fitness costs จะวัดได้จากความสามารถใน
การออกลูก แพร่พันธุ์ และการอยู่รอด ในแมลงท่ตี า้ นทานที่มี fitness costs มากหากมีการหยดุ ใช้สารกำจัด
แมลงจะมผี ลเสยี ต่อการแพรพ่ นั ธ์ุและการอยูร่ อดของแมลงทต่ี า้ นทานมาก

ในทางตรงกนั ข้ามในสภาพทีม่ กี ารหยดุ การใช้สารกำจดั แมลงหรอื ไม่มกี ารใช้สารกำจัดแมลงนั้นแมลงท่ี
ออ่ นแอจะได้เปรยี บแมลงที่ตา้ นทานสารกำจัดแมลง โดยพบว่าการหยดุ พ่นสารกำจดั แมลงอย่างเด็ดขาดมักจะ
ทำให้เกิดขบวนการคัดเลือกแมลงที่อ่อนแอเอาไว้ในแปลง นอกจากนี้ยังพบว่าแมลงที่ต้านทานต่อสารกำจัด

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพ่ือแก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

65

แมลงในห้องปฏิบัติการบ่อยครั้งจะเปลี่ยนเป็นแมลงที่อ่อนแอถ้าไม่มีการคัดเลือกโดยสารกำจัดแมลงอย่าง
ต่อเนื่อง (Fahmy and Miyata, 1990) และในสภาพแปลงบ่อยครั้งพบว่าประชากรแมลงท่ีต้านทานต่อสาร
กำจดั แมลงชนดิ หนึ่งเปล่ียนกลบั ไปเป็นแมลงท่ไี มต่ ้านทานเม่ือมกี ารหยุดการพน่ สารกำจดั แมลงชนิดนนั้ ๆ หรือ
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงชนดิ ของสารกำจดั แมลงทีใ่ ชใ้ นการพ่น (Wu et al., 2005; Yang et al., 2013) ที่เป็น
เช่นนี้ก็เพราะ fitness costs ของแมลงที่ต้านทานนั่นเองที่ทำให้แมลงต้านทานเสียเปรียบแมลงที่อ่อนแอใน
สภาพที่ไม่มีสารกำจัดแมลงชนิดที่ต้านทาน ถ้าแมลงที่ต้านทานยิ่งมี fitness costs มากเท่าใดการเกิดความ
ต้านทานในประชากรก็จะเกิดช้าลงเท่าน้ัน และการที่แมลงต้านทานมี fitness costs มากจะทำให้การหยุดใช้
สารที่แมลงมีความต้านทานจะมีผลทำให้ประชากรแมลงที่ต้านทานลดลง ดังนั้นจึงได้นำเหตุผลนี้มาใช้เป็น
หลักการในการหมุนเวียนการใช้สารกำจัดแมลงเพ่ือลดปัญหาความตา้ นทาน

ในกรณีที่แมลงต้านทานมี fitness costs น้อยมาก การหยุดใช้สารกำจัดแมลงก็ไม่ทำให้ความ
ต้านทานลดลง จึงเกิดปรากฏการณ์ความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงคงตัว (stability of resistance) โดย
ความต้านทานไม่ลดลงหรือลดลงช้ามากเนื่องจากอิทธิพลของ fitness costs นั้นมีน้อย (Contreras et al.,
2008; Ejaz et al., 2017)

ความต้านทานแบบ cross-resistance หรือความต้านทานข้าม

แมลงที่มีความต้านทานข้าม หรือความต้านทานแบบ cross-resistance คือ แมลงที่มีกลไกความ
ต้านทานที่ทำให้สามารถต้านทานต่อสารกำจัดแมลงชนิดหนึ่ง ๆ และโดยกลไกนี้เองทำให้แมลงนั้นสามารถ
ต้านทานต่อสารกำจัดแมลงชนิดอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ด้วย และในบางกรณีอาจทำให้แมลงสามารถ
ต้านทานต่อสารกำจัดแมลงชนิดอื่น ๆ ที่อยู่ต่างกลุ่มกันได้อีก (IRAC, 2010) การเกิดความต้านทานแบบ
cross-resistance จะมเี พียงกลไกเดียวเทา่ นน้ั ที่ทำใหเ้ กิดความตา้ นทานตอ่ สารต่างชนดิ กันได้

แมลงที่มีความต้านทานแบบ cross-resistance สามารถต้านทานต่อสารกำจัดแมลงที่อยู่ในกลุ่ม
เดียวกันได้เนื่องจากสารที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันจะมีโครงสร้างหลักเหมือนกัน และจะไปจับที่จุดรับ (receptor)
ภายในตัวแมลงที่จุดเดียวกัน ถ้าจุดรับภายในตัวแมลงที่ต้านทานเปลี่ยนแปลงไปจนสารจับไม่ได้ สารกำจัด
แมลงท่อี ยใู่ นกลุ่มเดยี วกนั ก็จะจับไม่ไดด้ ว้ ย

การท่แี มลงมคี วามตา้ นทานแบบ cross-resistance สามารถตา้ นทานตอ่ สารกำจัดแมลงท่ีอยู่ต่างกลุ่ม
ได้นั้น ขึ้นกับแต่ละกลไกความต้านทาน เช่น ความต้านทานของแมลงต่อสารกำจัดแมลง DDT ซึ่งอยู่ในกลุ่ม
organochlorine เกิดจากการมิวเตชันของยีน kdr ที่ voltage gated sodium channel และการมิวเตชัน
ของยีน kdr นี้เองก็ทำให้แมลงเกิดความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงกลุ่ม pyrethroid ด้วย ดังนั้นผลของการ
มิวเตชันของยีน kdr ทำให้ทั้งสารกำจัดแมลงกลุ่ม organochlorine และสารกำจัดแมลงกลุ่ม pyrethroid ไม่
สามารถจบั ทจี่ ุดรับที่ voltage gated sodium channel ได้ (Brengues et al., 2003)

หรือในกรณีความต้านทานของแมลงต่อสารกำจัดแมลงกลุ่ม organophosphate ที่เกิดจากการ
เปลี่ยนแปลงโครงสรา้ งของเอนไซม์ acetylcholine esterase นั้นทำให้แมลงเกิดความต้านทานต่อสารกำจัด
แมลงกลุ่ม carbamate ได้ด้วย เนื่องจากผลของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเอนไซม์ acetylcholine
esterase ทำให้สารกำจัดแมลง organophosphate และ carbamate ไม่สามารถจับกับเอนไซม์
acetylcholine esterase ได้ ทำใหส้ าร acetylcholine esterase สามารถย่อยสลายสาร acetylcholine ได้
เป็นปกติ ดังนั้นการถ่ายทอดกระแสประสาทในแมลงที่ต้านทานต่อสารกลุ่ม organophosphate และกลุ่ม
carbamate จึงเปน็ ปกติ (Tripathi, 1976)

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพื่อแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

66

ความตา้ นทานแบบ negative cross resistance

ความต้านทานแบบ negative cross resistance คือ การที่แมลงมีความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง
ชนิดใดชนิดหนึ่งแต่สาเหตุของความต้านทานนี้เองทำให้แมลงนั้น ๆ อ่อนแอต่อสารกำจัดแมลงอีกชนิดหน่ึง
การทราบการเกิดความต้านทานชนิดนีจ้ ะมีประโยชน์ในการเลือกกลุ่มสารเพื่อใช้ในการกำจดั แมลงท่ีต้านทาน
(Pittendrigh et al., 2014) ตัวอย่างเช่น Miles and Lysandrou (2002) พบว่าประชากรหนอนกระทู้ชนิด
Spodoptera littoralis ที่ระบาดในแปลงเกษตรกรในประเทศเลบานอนมีความต้านทานสูงต่อสาร
cypermethrin (กลุ่ม 3A) เมื่อเทียบกับหนอนกระทู้สายพันธุ์อ่อนแอถึง 250-360 เท่า แต่ประชากรหนอน
กระท้ทู ่รี ะบาดในแปลงกลับอ่อนแอต่อสาร spinosad (กลุ่ม 6) เป็นอย่างมาก จากการทดลองทำให้สามารถ
สรุปได้ว่าประชากรหนอนกระทู้ที่ระบาดในแปลงมีความต้านทานแบบ negative cross resistance ระหว่าง
สาร cypermethrin และ spinosad จึงได้มีการแนะนำให้ใชส้ าร spinosad ในการจัดการกับประชากรหนอน
S. littoralis ทมี่ ีความต้านทานสงู ต่อสาร cypermethrin ในประเทศเลบานอน

ความตา้ นทานแบบ multiple resistance

ความต้านทานแบบ multiple resistance คือ การที่แมลงต้านทานมีกลไกความต้านทานหลาย ๆ
อย่างอยู่ร่วมกันในตัวเดียวกัน กลไกเหล่านี้แต่ละกลไกทำให้แมลงเกิดความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงแต่ละ
กลุ่มทแ่ี มลงไดร้ บั ดังนั้นแมลงจึงมคี วามต้านทานต่อสารกำจัดแมลงไดม้ ากมายหลายชนิด (Yu, 2008)

ความทนทานตอ่ สารกำจดั แมลง (tolerance)

ความทนทานตอ่ สารกำจดั แมลง (insecticide tolerance) เป็นความสามารถตามธรรมชาตขิ องแมลง
ที่สามารถทนต่อผลความเป็นพิษของสารกำจัดแมลงได้ (Yu, 2008) ในธรรมชาติจะพบว่าหนอนชนิดเดียวกัน
ตัวท่ีใหญ่กว่าจะมีความสามารถทนทานต่อสารกำจัดแมลงมากกว่าหนอนท่ีตัวเล็กกว่า ทั้งนี้เนื่องจากขนาด
ลำตัว ความหนาของเปลือกหุ้มลำตัว เป็นต้น ความทนทานต่อสารกำจัดแมลงอาจเป็นผลมาจากการ
เปลี่ยนแปลงทางสรรี วิทยาของแมลง เช่น มกี ารเหนี่ยวนำให้มีการผลติ น้ำย่อยสารพิษเพ่ิมมากข้ึน ซึ่งในกรณีนี้
ความทนทานจะหายไปเม่ือแมลงไม่ได้รับการเหนี่ยวนำโดยสารกำจัดแมลงอีกต่อไป (Yu, 2008) ความทนทาน
ต่อสารกำจัดแมลงและความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง แตกต่างกันที่ความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงจะ
ยังคงอยู่ได้ทั้ง ๆ ที่แมลงไม่ได้รับสารกำจัดแมลงชนิดที่แมลงต้านทานอีกต่อไป แต่ความทนทานต่อสารกำจัด
แมลงจะคงอยู่ได้กต็ ่อเมื่อแมลงต้องไดร้ ับสารกำจัดแมลงอย่เู ร่ือย ๆ

การเปล่ยี นแปลงกลับของความตา้ นทาน Reversion of resistance หรือ Loss of resistance

การเปลี่ยนแปลงกลับของความต้านทาน (reversion of resistance) บางทีเรียกว่าการหายไปของ
ความต้านทาน (loss of resistance) หมายถึง ประชากรแมลงท่ีต้านทานตอ่ สารกำจัดแมลงชนิดใดชนิดหนง่ึ
เปลี่ยนกลับไปเป็นประชากรแมลงที่ไม่ต้านทานหรืออ่อนแอต่อสารกำจัดแมลงชนิดนั้น ๆ เมื่อมีการหยุดการ
พ่นสารกำจัดแมลงชนิดนั้น ๆ ซึ่งการเปลีย่ นแปลงกลับของความต้านทานเกิดจาก fitness costs นั่นเอง (Yu,
2008) สาเหตุการเปลี่ยนแปลงกลับของความต้านทานกค็ ือการท่ียนี ต้านทานต่อสารกำจดั แมลงนอกจากจะทำ
ให้แมลงสามารถต้านทานต่อสารกำจัดแมลงแล้วยีนต้านทานก็ยังมีผลในการรบกวนบางกระบวนการในการ
ดำรงชีวติ และการสืบพันธ์ุของแมลง ทำให้แมลงทม่ี ียีนต้านทานแพร่พนั ธ์ไุ ด้นอ้ ยกวา่ แมลงที่ออ่ นแอ ยีนอ่อนแอ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพือ่ แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

67

ต่อสารกำจัดแมลงไมม่ ีผลในการรบกวนขบวนการในการดำรงชีวติ และการสบื พนั ธ์ุของแมลง ทำใหแ้ มลงท่ีมียีน
ออ่ นแอแพร่พนั ธ์ุได้มากกว่า ดงั น้นั เมื่อมกี ารหยดุ พ่นสารกำจัดแมลงชนดิ ท่ีแมลงมีความต้านทานจะทำให้แมลง
ทีม่ ียีนออ่ นแอมีโอกาสแพร่พันธ์ุออกลูกหลานไดม้ ากกวา่ แมลงท่ีมียีนตา้ นทาน ดังนั้นเมอ่ื มองในภาพรวมจะเห็น
ได้ว่าประชากรแมลงทตี่ า้ นทานเปล่ยี นกลับไปเป็นประชากรแมลงท่ีไม่ต้านทานต่อสารกำจัดแมลงได้

อัตราการเปลี่ยนแปลงกลับของประชากรแมลงที่มีความต้านทานอาจจะเช่ืองช้าเมื่อสารกำจัดแมลง
นั้น ๆ ถูกใช้ซ้ำ ๆ กันมานาน ในบางกรณีจะพบว่ากลไกความต้านทานบางชนิดไม่มี fitness costs ทำให้
ประชากรแมลงที่มีความต้านทานเปลี่ยนกลับไปเป็นประชากรแมลงที่ไม่ต้านทานน้ันยากมาก ๆ หรืออาจใช้
เวลาหลายปี ดงั นนั้ ความตา้ นทานทีไ่ มม่ ี fitness costs จะทำให้การจดั การความตา้ นทานยากข้ึนและทำให้ไม่
สามารถใช้สารกำจดั แมลงชนดิ ที่แมลงมีความตา้ นทานไดอ้ ีกต่อไป

ปัจจัยท่ีมอี ิทธิพลตอ่ การพฒั นาความตา้ นทานของแมลงและไรต่อสารป้องกันกำจัดศตั รพู ืช

ความตา้ นทานของแมลงและไรตอ่ สารป้องกันกำจดั ศตั รูพืชมีปัจจัยตา่ ง ๆ ท่เี กี่ยวขอ้ งมากมาย ปจั จยั
เหล่าน้ที ำให้การพฒั นาความตา้ นทานตอ่ สารป้องกนั กำจัดศตั รพู ืชในประชากรแมลงหรือไรเกดิ ข้นึ เร็วหรอื ชา้
(Yu, 2008; FAO, 2012) ซึ่งไดแ้ ก่

1. ปัจจัยทางชวี ภาพ และนเิ วศวทิ ยา (biological and ecological factors) ได้แก่ อตั ราการผลิตลูก
จำนวนชั่วอายุขัยต่อปี การเคลื่อนย้ายการเคลื่อนที่ของแมลงหรือไร ปัจจัยของแปลง เช่น การใกล้ชิดกันของ
พื้นที่ที่พ่นสารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไรกับพื้นที่ที่ไม่พ่นสาร พืชในธรรมชาติที่ศัตรูพืชสามารถอาศัยเพื่อ
ความอยูร่ อด การเคล่อื นยา้ ยของแมลงหรือไรอ่อนแอและศตั รธู รรมชาติเขา้ มาในพน้ื ที่ที่พน่ สาร

2. ปัจจัยทางพันธุกรรม (genetics factors) ได้แก่ จำนวนยีนที่ทำให้เกิดความต้านทาน ความถี่และ
ระดบั ความต้านทานของยีนในประชากร ความสามารถของแมลงหรือไรที่ตา้ นทานในการเจริญเตบิ โตและผลิต
ลกู หลานเม่ือเทียบกบั แมลงหรือไรออ่ นแอ

3. ปัจจัยทางการดำเนินงาน (operational factors) ได้แก่ คุณสมบัติของสารเคมี ระดับเศรษฐกิจท่ี
จะพน่ สาร วิธกี ารใช้สาร และอปุ กรณ์ท่ีใชใ้ นการพ่นสาร วธิ ีท่ีใช้สาร เชน่ การใชส้ ารแบบหมุนเวียน การใช้สาร
แบบผสม ความถ่ใี นการใชส้ ารกำจัดแมลงหรอื สารกำจดั ไร การเลือกชนดิ สารกำจดั แมลงหรือสารกำจดั ไร และ
วธิ ีการพน่ สาร

การทำให้ประชากรแมลงหรือไรศัตรูพืชเกิดความต้านทานช้าจะเปน็ ประโยชน์อย่างมากในการจัดการ
ความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไร การเกิดความต้านทานในประชากรเร็วหรือช้าจะขึ้นกับ
ปัจจัยหลาย ๆ อย่าง (FAO, 2012) ดังแสดงในตาราง ดังนี้

ปจั จัยที่ทำให้แมลงหรอื ไรเกิดความตา้ นทานได้เรว็ ปัจจยั ท่ีทำให้แมลงหรอื ไรเกิดความต้านทานได้ช้า

ประชากรมีมาก จำนวนช่วั อายุขัย/ปี มาก หรอื อตั รา ประชากรมีน้อย จำนวนชว่ั อายุขัย/ปี นอ้ ย หรือ

การออกลูกหลานมาก หรอื มีวงจรชวี ติ สั้น และ อตั ราการออกลกู หลานน้อย หรือแมลงมีวงจรชีวิต

อตั ราการขยายพนั ธุ์สงู ยาว และมีอตั ราการขยายพนั ธุ์ตำ่

มีการสบื พันธแ์ุ บบไม่อาศัยเพศ เช่น เพลย้ี ออ่ น มกี ารสบื พันธแุ์ บบอาศัยเพศ

แมลงที่มีการเคลื่อนย้ายน้อย มีโอกาสน้อยที่แมลง แมลงที่มีการเคลื่อนย้ายมาก มีโอกาสมากที่แมลง

อ่อนแอจากพื้นท่ีอื่นเข้ามาผสมกับแมลงตา้ นทานทำ อ่อนแอจากพื้นท่ีอื่นเข้ามาผสมกับแมลงต้านทานทำ

ให้เกดิ ความต้านทานได้ชา้

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพอื่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

68

ให้เกิดความต้านทานได้เร็ว เช่น แมลงใน green

house

มีการคัดเลือกโดยการพ่นสารกำจัดแมลงหรือสาร มีการคัดเลือกโดยการพ่นสารกำจัดแมลงหรือสาร

กำจัดไรบ่อยครั้งทำให้ประชากรที่มียีนอ่อนแอ กำจัดไรน้อยครั้งทำให้ยังมีประชากรแมลงมียีน

หายไปจากประชากรเรว็ ออ่ นแออยู่ในแปลง

ยนี ต้านทานสารกำจัดแมลงหรอื สารกำจัดไรเปน็ ยนี ยนี ตา้ นทานสารกำจดั แมลงหรอื สารกำจัดไรเปน็ ยนี

เด่น หรอื ยนี ต้านทานมเี พยี งยีนเดยี ว ดอ้ ย หรอื ยนี ตา้ นทานมีหลายยีน

มกี ลไกความต้านทานหลายกลไก ไมค่ ่อยมีกลไกความต้านทาน

มีกลไกท่ีสามารถย่อยสลายสารกำจดั แมลงหรือสาร ไมม่ ีกลไกทส่ี ามารถย่อยสลายสารกำจดั แมลงหรือ

กำจดั ไรได้งา่ ยจะมโี อกาสพฒั นาความต้านทานไดเ้ รว็ สารกำจัดไรไดง้ า่ ยจะพฒั นาความต้านทานได้ชา้

มีความตา้ นทานท่ีมี fitness costs น้อย มีความตา้ นทานทมี่ ี fitness costs มาก

มีความต้านทานแบบ cross-resistance ไม่มีความต้านทานแบบ cross-resistance

มกี ารพน่ สารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไรชนดิ เดิมซำ้ มีการใชส้ ารแบบหมนุ เวียน และพ่นสารน้อยครั้งโดย

กันบ่อยครัง้ ใชส้ ารเคมีในการป้องกนั กำจดั เพียงวิธี จะพ่นเมื่อจำนวนแมลงหรือไรถึงระดับเศรษฐกิจ มี

เดียว และไม่มีการใช้สารแบบหมุนเวียน การใช้หลาย ๆ วิธีในการป้องกันกำจัดแมลงหรือมี

การบริหารศัตรูพชื (IPM)

มีการพ่นสารในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราแนะนำจะทำให้ มีการพน่ สารในอัตราแนะนำ

แมลง heterozygous resistant อยรู่ อดมากข้นึ และ

ทำให้ยีนที่ต้านทานมีการแสดงออกเป็นยีนเด่น

ในขณะที่การพ่นสารในอัตราที่สูงกว่าอัตราแนะนำ

จะทำให้แมลงหรือไรที่อยู่รอดมีแต่ homozygous

resistant โดยทั้งสองกรณีทำให้เกิดความต้านทาน

ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็

การพ่นสารไม่ครอบคลมุ ทัว่ ท้ังแปลงทำใหเ้ กิดผล การพ่นสารครอบคลุมท่วั ทัง้ แปลงและทรงพุ่ม

คล้ายกับการพ่นสารในอตั ราทต่ี ่ำกว่าอัตราแนะนำ

ใชส้ ารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไรทีม่ ีฤทธต์ิ กคา้ ง ใช้สารกำจดั แมลงหรือสารกำจัดไรทีม่ ีฤทธิ์ตกค้างสั้น

ยาวนาน หรอื มพี ิษสูงต่อศัตรูธรรมชาติ หรอื มีพิษน้อยต่อศตั รูธรรมชาติ

มีการปลูกพชื ชนดิ เดียวติดตอ่ กันยาวนานทำใหแ้ มลง มีการปลูกพชื แบบหมุนเวยี นทีม่ ีแมลงหรือไรศตั รูพชื

หรอื ไรศตั รูพชื ชนิดเดมิ ระบาดอยา่ งต่อเน่ือง แตกตา่ งกัน หรือมีการหยดุ พกั การปลกู พืชบางชว่ ง

เพื่อทำลายวงจรการระบาด

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพอื่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

69

บทสรุป

ในการจัดการปัญหาความต้านทานต่อสารกำจัดศัตรูพืชในแมลงหรือไรศัตรูพืชที่ระบาดในแปลงน้ัน
การทราบสาเหตุการเกิดความต้านทานทำให้สามารถลดสาเหตุการเกิดความต้านทานได้ ความต้านทานของ
แมลงหรอื ไรต่อสารกำจัดศัตรูพชื มีหลายประเภททำให้การวางแผนในการแก้ปัญหาแตกต่างกนั ความต้านทาน
สารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไรเป็นลักษณะที่ถูกควบคุมโดยยีนและสามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ ยีน
ต้านทานที่มีในตัวแมลงหรือไรทำใหแ้ มลงหรอื ไรรอดตายจากการได้รบั สารกำจัดแมลงหรอื สารกำจัดไร แต่ยีน
ต้านทานกม็ ีผลเสียทำให้ประสิทธิภาพการแพร่พันธุ์ของแมลงหรือไรลดลง ความตา้ นทานในประชากรสามารถ
เพิ่มขึ้นและลดลงได้โดยปัจจัยต่าง ๆ ความรวดเร็วของการพัฒนาความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงหรือสาร
กำจัดไรแต่ละชนิดมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง การควบคุมปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาความต้านทานของ
แมลงหรอื ไรได้จะทำใหส้ ามารถแกป้ ัญหาความตา้ นทานอย่างได้ผล

เอกสารอ้างอิง

Brengues, C., N. J. Hawkes, F. Chandre, L. McCarroll, S. Duchon, P. Guille and J. Hemingway.
2003. Pyrethroid and DDT cross‐resistance in Aedes aegypti is correlated with novel
mutations in the voltage‐gated sodium channel gene. Medical and veterinary
entomology. 17(1): 87-94.

Contreras, J., P. J. Espinosa, V. Quinto, C. Grávalos, E. Fernández and P. Bielza. 2008. Stability
of insecticide resistance in Frankliniella occidentalis to acrinathrin, formetanate and
methiocarb. Agricultural and Forest Entomology. 10(3): 273-278.

Ejaz, M., M. B. S. Afzal, G. Shabbir, J. E. Serrão, S. A. Shad and W. Muhammad. 2017. Laboratory
selection of chlorpyrifos resistance in an Invasive Pest, Phenacoccus solenopsis
(Homoptera: Pseudococcidae): Cross-resistance, stability and fitness cost. Pestic.
biochem. and physiol. 137: 8-14.

Fahmy, R. A. and T. Miyata. 1990. Development and reversion of chlorfluazuron resistance in
diamondback moth. pp. 10-14. In: Diamondback moth and other crucifer pests,
Proceedings of the second international workshop, Tainan, Taiwan.

FAO (Food and Agriculture Organization). 2012. Guidelines on Prevention and Management of
Pesticide Resistance. 55p.

IRAC. 2010. Prevention and Management of Insecticide Resistance in Vectors of Public Health
Importance. 2nd Edition. (http://www.irac-online.org) (March 27, 2021).

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพือ่ แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

70

IRAC. 2021. General principle of insecticide resistance management from IRAC. (Online).
Available. http://www.irac-online.org. (March 27, 2021).

Miles, M. and M. Lysandrou. 2002. Evidence for negative cross resistance to insecticides in field
collected Spodoptera littoralis (Boisd.) from Lebanon in laboratory bioassays.
Mededelingen. 67(3): 665-669.

Onstad, D.W. and A.J. Gassmann. 2014. Concepts and Complexities of Population Genetics, pp.
149-183. In: Insect Resistance Management: Biology, Economics and Prediction. Onstad
D.W. (ed.). Academic Press.

Pittendrigh, B. R., J. Huesing, K. R. Walters Jr, B. P. Olds, L. D. Steele, L. Sun, P. Gaffney and A.
J. Gassmann. 2014. Negative cross-resistance: history, present status, and emerging
opportunities. pp. 373-401. In: Insect Resistance Management: Biology, Economics and
Prediction. Onstad D.W. (ed.). Academic Press.

Roush, R.T. and J.A. McKenzie. 1987. Ecological genetics of insecticide and acaricide resistance.
Annu. Rev. Entomol. 32: 361-380.

Roush, R.T. and J. Daly 1990. The Role of Population Genetics in Resistance Research and
Management. pp 97-152. In: Pesticide Resistance in Arthropods. Roush R.T. and
Tabashnik B.E. (eds.), Chapman and Hall Inc.

Tripathi, R. K. 1976. Relation of acetylcholinesterase sensitivity to cross-resistance of a resistant
house fly strain to organophosphates and carbamates. Pestic. Biochem. and Physiol.
6(1): 30-34.

Wu, K., W. Mu, G. Liang and Y. Guo. 2005. Regional reversion of insecticide resistance in
Helicoverpa armigera (Lepidoptera: Noctuidae) is associated with the use of Bt
cotton in northern China. Pest Manag. Sci. 61(5): 491-498.

Yang, Y., Y. Li and Y. Wu. 2013. Current status of insecticide resistance in Helicoverpa armigera
after 15 years of Bt cotton planting in China. J. Econ. Entomol. 106(1): 375-381.

Yu, S.J. 2008. The Toxicology and Biochemistry of Insecticides. CRC Press.

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพือ่ แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

71

ความรูพ้ นื้ ฐานกลไกความตา้ นทานสารกาจดั แมลงและไร
เพอื่ การใชส้ ารแบบหมนุ เวยี น

บทนำ

การทราบกลไกความต้านทานของแมลงและไรศัตรูพืชต่อสารกำจัดแมลงและไรมีความสำคัญต่อการ
วางแผนการจัดการความต้านทานของศัตรูพืช ในปัจจุบันมีการจำแนกกลไกความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง
และไรออกเป็นหลายประเภท แต่ละประเภทเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การรู้รายละเอียดของ
กลไกความต้านทานจะช่วยในการปรับการจัดการความต้านทานของศัตรูพืชโดยการเลอื กใชส้ ารแบบหมนุ เวียน
ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา โดยเลือกใช้ชนิดกลุ่มสารกำจัดแมลงและไรที่มีกลไกความ
ตา้ นทานท่แี ตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

กลไกความต้านทานของแมลงต่อสารกำจดั แมลง

กลไกความต้านทานตอ่ สารกำจดั แมลงเปน็ การตอบสนองของแมลงทีท่ ำใหส้ ามารถหลีกเลี่ยงการได้รับ
พิษจากสารกำจดั แมลงไดด้ ีขึ้นโดยเม่ือแมลงไดร้ บั สารกำจัดแมลงแลว้ สารจะถูกดดู ซึมเข้าลำตวั ของแมลงลดลง
สารกำจัดแมลงท่ีถูกดดู ซมึ เข้าไปภายในลำตัวแมลงจะถูกน้ำย่อยสารพิษในแมลงย่อยทำลายมากขึ้นและถูกขับ
ออกมานอกร่างกายมากข้ึน และสารกำจัดแมลงท่ีเข้าไปภายในร่างกายแมลงได้จะไปจับที่จุดออกฤทธิ์ได้ลดลง
ซึ่งกระบวนการทง้ั หมดจะทำใหแ้ มลงไดร้ ับพษิ จากสารกำจัดแมลงลดลง (ภาพท่ี 30)

สารกาจดั แมลงซมึ
เขา้ ในตวั ลดลง

สารกาจดั แมลงถกู สารกาจดั แมลงถกู ขบั
ยอ่ ยมากขนึ้ ออกมากขนึ้

สารกาจดั แมลงจบั ท่ี
จดุ ออกฤทธิล์ ดลง

ลาตัวแมลง (ตัดตามขวาง)

ภาพท่ี 30 ภาพรวมของกลไกการเกดิ ความตา้ นทานต่อสารกำจดั แมลง

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพอ่ื แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

72

ประเภทของกลไกความต้านทานตอ่ สารกำจดั แมลง

กลไกท่ที ำให้แมลงสามารถต้านทานต่อฤทธ์ขิ องสารกำจัดแมลงไดถ้ ูกจำแนกออกเปน็ ประเภทต่างๆ
(IRAC, 2007; 2010; Yu, 2008) คือ

1. Metabolic resistance
2. Target-site resistance
3. Reduced penetration
4. Behavioral resistance
สว่ น Physiological resistance ใชเ้ รยี ก metabolic resistance, target-site resistance และ
reduced penetration รวมกนั

กลไกความต้านทานโดยการย่อยสลายพิษ (Metabolic resistance)

กลไกความต้านทานแบบ metabolic resistance เกิดจากการที่แมลงใช้น้ำย่อยสารพิษหรือเอนไซม์
ทำลายพิษที่มีอยู่แล้วในตัวแมลงเพื่อย่อยสลายสารพิษต่าง ๆ ที่แมลงได้รับจากสิ่งแวดล้อมมาย่อยสลายสาร
กำจัดแมลงซึง่ จัดเปน็ สารพิษต่อแมลง น้ำย่อยสารพิษทแี่ มลงใช้ในการย่อยสลายสารพิษหรือสารกำจัดแมลงมัก
ไม่ค่อยมีความจำเพาะเจาะจง จึงสามารถย่อยสลายสารที่มีโครงสร้างทางเคมีคล้าย ๆ กันหรือใกล้เคียงกันได้
หลายชนิด (Yu, 2008) แมลงที่ต้านทานสามารถถูกเหนี่ยวนำให้มีการผลิตน้ำย่อยสารพิษในปริมาณที่มากขึ้น
ได้ ส่วนในแมลงที่ออ่ นแอจะสามารถผลิตน้ำยอ่ ยสารพิษในปริมาณทีน่ ้อยกว่า

โดยทั่วไปแมลงที่ต้านทานโดยกลไกนี้จะมีลักษณะทางพันธุกรรมที่สามารถผลิตน้ำย่อยสารพิษที่มี
ประสทิ ธิภาพมากกวา่ หรอื มปี รมิ าณมากกว่า หรือมคี วามสามารถในการย่อยสลายสารกำจัดแมลงได้มากชนิด
กว่าน้ำย่อยสารพษิ ท่ผี ลติ ในแมลงอ่อนแอ นำ้ ยอ่ ยสารพษิ ในแมลงต้านทานมกั เกดิ จากการทยี่ ีนน้ำย่อยสารพิษท่ี
มีการเปลี่ยนแปลงไปหรือเกิดมิวเตชั่นจากยีนปกติที่มักพบในแมลงอ่อนแอ ทำให้ยีนน้ำย่อยสารพิษในแมลง
ต้านทานผลิตน้ำย่อยสารพิษที่สามารถย่อยสลายสารกำจัดแมลงได้ดีขึ้น (Oppernooth, 1965) ในแมลงท่ี
ตา้ นทานตอ่ สารกำจัดแมลงส่วนมากมักพบวา่ มกี ลไกความต้านทานแบบ metabolic resistance

กลไกความต้านทานแบบ metabolic resistance อาจเกิดจากแมลงที่ต้านทานใช้น้ำย่อยสารพิษใน
การดูดซบั กักเก็บ (sequestration) สารพิษทีแ่ มลงได้รบั (Hemingway, 2000) ทำให้สารพิษสว่ นใหญ่ทีเ่ ข้าไป
ในร่างกายแมลงต้านทานไม่สามารถแพร่กระจายไปทั่วตัวแมลงจนถึงจุดรับสารพิษ (receptor) ได้ แมลง
ตา้ นทานจึงไม่เกิดอาการเปน็ พิษและแสดงความต้านทานได้ในทส่ี ดุ

เอนไซมท์ แี่ มลงใชใ้ นการย่อยสลายสารกำจดั แมลง

นำ้ ย่อยสารพิษหรอื เอนไซมท์ ำลายพิษท่ีแมลงใชใ้ นการย่อยสลายสารกำจดั แมลงทเ่ี ก่ียวข้องกบั ความ
ต้านทานของแมลงที่พบบอ่ ยมี 3 พวก (Yu, 2008; Pittendrigh et. al., 2014) คือ

1. monooxygenases หรอื อาจเรียกว่า mixed-function oxidases (MFOs) หรอื
cytochrome P450 หรือ P450 เอนไซม์ชนดิ นสี้ ามารถสรา้ งความตา้ นทานต่อสารกำจัดแมลงได้
มากท่ีสดุ

2. esterases หรอื hydrolases เอนไซมช์ นิดนสี้ ามารถสรา้ งความต้านทานต่อสารกำจดั แมลงได้รอง
จากเอนไซม์ P450 นอกจากนีเ้ อนไซม์ esterases มกั จะช่วยเสริมกบั กลไกความต้านทานชนดิ อื่น
ๆ ทำให้แมลงต้านทานต่อสารกำจัดแมลงไดม้ ากยงิ่ ข้นึ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพอ่ื แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

73

3. glutathione S-transferases เอนไซมช์ นดิ น้สี ามารถสร้างความต้านทานในแมลงโดยมักเสริมกบั
กลไกความตา้ นทานอ่นื ๆ (Gao et al., 2012) ทำให้แมลงต้านทานต่อสารกำจดั แมลงเพิ่มมากขน้ึ
เช่นกนั

คณุ ลกั ษณะและคุณสมบตั ิของเอนไซม์ทำลายพิษในแมลง

ในแมลงที่ต้านทานจะมีน้ำย่อยสารพิษหรือเอนไซมท์ ำลายพิษท่ีมปี ระสิทธิภาพมากขึน้ หรือมีปริมาณ
เพม่ิ มากขน้ึ เมื่อเทยี บกบั น้ำย่อยสารพิษในแมลงอ่อนแอ ดงั นั้นแมลงท่ีต้านทานจงึ สามารถย่อยสลายสารพิษได้
รวดเร็วขึ้น และสามารถขับสารกำจัดแมลงออกนอกร่างกายได้เร็วกว่าแมลงอ่อนแอ หรือน้ำย่อยสารพิษใน
แมลงที่ต้านทานยังสามารถดูดซับกักเก็บสารกำจัดแมลงไม่ให้แพร่กระจายไปในร่างกายได้มากกว่าแมลง
อ่อนแอ (Yu, 2008) นำ้ ย่อยสารพษิ ในแมลงมีคุณลกั ษณะและคุณสมบัติตา่ ง ๆ ดงั นี้

1. cytochrome P450 monooxygenases
นำ้ ยอ่ ยหรอื เอนไซม์ P450s มหี นา้ ท่ียอ่ ยสลายสารพิษและของเสียตา่ ง ๆ ภายในรา่ งกาย เช่น

ฮอร์โมน ฟีโรโมน กรดไขมัน เอนไซม์ชนิดนี้จะเปลี่ยนโมเลกุลสารที่ไม่มีขั้วให้เป็นสารที่มีขั้ว ซึ่งจะทำ
ให้สามารถขับออกภายนอกร่างกายได้ง่ายขึ้น (Feyereisen, 2015) เอนไซม์ชนิดนี้ยังสามารถย่อย
สลายสารกำจัดแมลงทำให้สารกำจัดแมลงมีพิษน้อยลง เอนไซม์ P450s มีอยู่หลากหลายชนิดมาก
และแต่ละชนิดสามารถย่อยสลายสารได้แตกต่างกันโดยเกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ เช่น epoxidation,
hydroxylation, N-dealkylation, O-dealkylation และ desulfuration จึงทำให้เอนไซม์ชนิดนี้มี
ความสำคัญในการย่อยสารกำจัดแมลงหลาย ๆ ชนิด เช่น สาร cabamates, organophosphate,
pyrethroids และ neonicotinoids (Yu, 2008) โดยที่สารกำจัดแมลงที่ผ่านการย่อยโดยเอนไซม์
P450s จะมโี ครงสรา้ งทางโมเลกุลเปลยี่ นไป มคี วามเสถยี รน้อยลง และไม่สามารถจับที่จุดออกฤทธ์ิได้
เนอ่ื งจากโครงสร้างโมเลกุลสารกำจดั แมลงหลังการถูกยอ่ ยมีการเปลี่ยนแปลงความมีขว้ั (polarity)

เนือ่ งจากคุณลักษณะของเอนไซม์ P450s ทีย่ อ่ ยสลายสารพิษส่วนมากไมค่ ่อยมคี วามจำเพาะ
เจาะจงคือสามารถย่อยสลายสารพิษท่มี โี ครงสร้างทางโมเลกลุ ใกล้เคียงกนั ได้ จึงทำให้เอนไซม์ P450s
สามารถย่อยสารกำจัดแมลงที่มีโครงสร้างทางโมเลกุลใกล้เคียงกันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดความ
ตา้ นทานแบบ cross-resistance ได้ (Yu, 2008)

ในแมลงหลายชนิดพบว่าเอนไซม์ P450 มีการเพิ่มกิจกรรม (activity) มากขึ้นทำให้ย่อยสาร
กำจัดแมลงได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น การเพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ P450 มากขึ้นเป็นกลไกความ
ต้านทานในแมลงต่อสารกำจดั แมลงหลาย ๆ กลุม่

ในปัจจุบันพบยีน P450s มากกว่า 600 ยีนส์ในแมลง ยีนแต่ละ family ของ cytochrome
P450 monooxygenases (CYP) จะผลิตเอนไซม์ P450s ชนิดต่าง ๆ เพื่อย่อยสลายสารพิษในแมลง
ที่ต้านทาน เช่น ยีน CYP 4 , CYP 6 , CYP 9 และ CYP 12 ซึ่งเอนไซม์ P450s ที่ผลิตโดยยีนเหล่าน้ี
จะพบมากใน fat body, Malpighian tubules และ midgut ของแมลง (Feyereisen, 2015)

2. Esterases
น้ำย่อยหรือเอนไซม์ esterases จัดเป็นเอนไซม์ hydrolases คือเอนไซม์ที่ใช้น้ำในการทำ

ปฏิกริยาชนิดหนึ่ง น้ำย่อยชนิดที่พบมากคือ carboxylesterases ซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้านทานใน
แมลงต่อสารกำจัดแมลงหลายชนิดที่มีกลุ่ม ester เป็นองค์ประกอบ เช่น ออร์แกโนฟอสเฟต,
คารบ์ าเมท และไพรีทรอยด์ การยอ่ ยสารกำจัดแมลงโดยเอนไซม์ esterases จะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพ่อื แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

74

(hydrolysis) ย่อยกลุ่มเอสเทอร์ออกไปจากโครงสร้างของสารกำจัดแมลงซึ่งจะทำให้ได้กรดและ
แอลกอฮอล์ (Yu, 2008) จึงทำให้สารที่ได้สูญเสียคุณสมบัติการเป็นสารกำจัดแมลง สารที่ได้มีความ
เป็นขั้วเพิ่มมากขึ้นจึงละลายน้ำได้ง่ายขึ้นและถูกขับออกนอกร่างกายได้ดีขึ้น (Devonshire and
Moores, 1982; Oakeshott et al., 2005)

การเกิดความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงโดยเอนไซม์ esterases ในแมลงเกิดจากหลาย
สาเหตุ (Yu, 2008) ดงั นี้

• เกิดจากยีน esterase มีการเพิ่มจำนวนชุดหรือ gene amplification ทำให้เพิ่มผลิต
เอนไซม์ esterase มากขึน้ ทำใหก้ ารยอ่ ยสลาย และการดดู ซบั สารกำจัดแมลงมากขึ้น

• เกิดจากยีน esterase มีการเปลี่ยนแปลงโดยการเกิด mutation ทำให้ยีน esterase ที่
เปลย่ี นแปลงผลติ เอนไซม์ทมี่ ี activity ในการย่อยสลายสารกำจดั แมลงเพม่ิ มากขึ้น

• เกดิ จากเอนไซม์ esterases ทมี่ ีการผลติ จำนวนมากในแมลงทีต่ ้านทานสามารถดูดซับกัก
เกบ็ สารกำจดั แมลงไมใ่ หแ้ พร่กระจายไปในร่างกายแมลงได้มาก

3. Glutathione S–transferases (GSTs)
น้ำย่อยหรือเอนไซม์ GSTs ทำหน้าที่ในการย่อยทั้งสารพิษภายนอกร่างกายและย่อยสารใน

ร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ฮอร์โมน เอนไซม์นี้จะเปลี่ยนสารพิษให้อยู่ในรูปท่ีละลายน้ำได้
พร้อมขับถ่ายออกนอกร่างกายในรูปสารประกอบกรด mercapturic นอกจากนี้เอนไซม์ GST ยัง
สามารถย่อย DDT ได้ โดยเกิดปฏิกริยา dehydrochlorination (Habig et al., 1974) การเกิดความ
ตา้ นทานโดยเอนไซม์ GSTs เกดิ จาก gene amplification หรือ over expression (Yu, 2008) ดังนี้

• ความต้านทานที่เกิดจาก gene amplification คือในแมลงที่ต้านทานมีการเพิ่มจำนวน
ยีนน้ำย่อย GSTs เป็นหลาย ๆ ยีน ทำให้แมลงต้านทานสามารถผลิตน้ำยอ่ ย GSTs ใน
ปริมาณทีม่ ากกว่าในแมลงออ่ นแอ จงึ ทำใหแ้ มลงต้านทานยอ่ ยสารกำจัดแมลงไดม้ ากขน้ึ

• ความต้านทานที่เกิดจาก over expression ของยีน คือยีนน้ำย่อย GSTs ในแมลงท่ี
ต้านทานมีการเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนหรือเพิ่มการผลิตน้ำย่อย GSTs ในปริมาณที่
มากกวา่ ในแมลงอ่อนแอ จึงทำให้แมลงต้านทานยอ่ ยสารกำจัดแมลงได้มากขึน้

• ความต้านทานที่เกิดจากการดูดซับโดยน้ำย่อย GSTs ทำให้สารกำจัดแมลงถูกดูดซับกัก
เก็บไว้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแมลงต้านทานโดยน้ำย่อย GSTs ในแมลงต้านทาน
มากกวา่ ในแมลงออ่ นแอ

กลไกความต้านทานทีจ่ ดุ ออกฤทธิ์ (Target-site resistance)

กลไกความต้านทานนี้เกิดจากการที่สารกำจัดแมลงไม่สามารถจับที่จุดออกฤทธิ์ (receptors) ภายใน
ตัวแมลง เนื่องจากจุดออกฤทธิข์ องแมลงท่ีต้านทานมีโครงสร้างทางโมเลกลุ เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเกิดจากยีนของ
จุดออกฤทธิ์ตรงบริเวณที่เป็นจุดจับ (binding site) ของสารกำจัดแมลงมีการเปลี่ยนแปลงไปโดยการเกิดมิว
เตชั่น ทำให้โครงสร้างตรงบริเวณจุดจับของสารกำจัดแมลงในแมลงที่ต้านทานแตกต่างจากที่พบในแมลง
อ่อนแอ สารกำจัดแมลงจึงไม่สามารถจับที่จุดออกฤทธิ์ของแมลงที่ต้านทานได้ดีเหมือนในแมลงอ่อนแอ
(Pittendrigh et. al., 2014)

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพื่อแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

75

กลไกความต้านทานที่จุดออกฤทธิ์มักพบในแมลงท่ีต้านทานต่อสารกำจัดแมลงรองจากกลไกความ
ต้านทานโดยการย่อยสลายสารพิษ ตัวอย่างกลไกความต้านทานที่จุดออกฤทธิ์ หรือ target-site resistance
เช่น การเกิด nerve insensitivity ต่าง ๆ ที่เกิดจากการเกิดมิวเตชั่นที่ยีน sodium channels (knockdown
resistance, Kdr), การเกิดมิวเตชั่นที่ยีน GABA receptors (Rdl), การเกิดมิวเตชั่นที่ยีน nicotinic acetyl
choline receptors และการเกดิ มิวเตชนั่ ทีย่ นี acetylcholine esterases (Yu, 2008)

กลไกหลักของความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงจากเชื้อ Bt คือการเกิดมิวเตชั่นที่ยีน Cry ซึ่งเป็นยีน
ของ membrane receptors ในลำไส้ส่วนกลางของแมลง ทำให้ toxin ของเชื้อ Bt ไม่สามารถจับท่ี
membrane receptors ได้ (Ferre and Van Rie, 2002) แมลงจงึ ต้านทานตอ่ toxin ของเชอ้ื Bt

กลไกความต้านทานโดยการลดการซึมเข้าตัว (Reduced penetration)

กลไกความต้านทานโดยการลดการซึมเข้าตัวแมลง หรือ reduced penetration หรือ penetration
resistance กลไกนี้เกิดจากการที่แมลงต้านทานมี cuticle ที่ผนังลำตัวหนาขึ้น หรือที่ผนังทางเดินอาหารมี
องค์ประกอบเปลี่ยนแปลงไปทำให้สารกำจัดแมลงซึมเข้าตัวแมลงต้านทานผ่าน cuticle ได้ช้าและยากกว่าใน
แมลงออ่ นแอ กลา่ วคอื แมลงทต่ี ้านทานด้วยกลไกน้ีสารกำจัดแมลงจะซมึ เข้าตัวน้อยกวา่ ในแมลงทอี่ ่อนแอ

กลไกความต้านทานโดยการลดการซึมเข้าตัวมักทำให้แมลงต้านทานต่อสารกำจัดแมลงได้หลาย ๆ
ชนิดโดยไม่จำเพาะเจาะจง เช่น ในแมลงวันบ้านมียีน pen (ซึ่งมาจากคำ penetration) จะช่วยลดการซึมเข้า
ของสารกำจัดแมลงสู่ลำตัวได้ การลดการซึมของสารกำจัดแมลงเข้าลำตัวแมลงอาจเกิดจากโปรตีน หรือไขมัน
ในผนัง cuticle ดูดซับสารกำจัดแมลงเอาไว้ในผนัง cuticle ในแมลงที่ต้านทานได้ดีกว่าในแมลงอ่อนแอ หรือ
น้ำย่อยสารพิษที่อยู่ภายในผนัง cuticle ในแมลงที่ต้านทานสามารถย่อยสลายสารพิษ (Terriere, 1982;
Pittendrigh et. al., 2014) ได้ดีกว่าในแมลงอ่อนแอ ความต้านทานของแมลงที่เกิดจากกลไกนี้แบบเดี่ยว ๆ
มักอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก กลไกความต้านทานแบบ penetration resistance นี้บ่อยครั้งพบว่าเป็นกลไกที่
เสรมิ กับกลไกความตา้ นทานแบบอื่น ๆ ทำให้ความตา้ นทานรวมเพม่ิ ขึ้นในระดบั ท่ีสงู ได้ (Plapp, 1986)

กลไกความต้านทานทางพฤตกิ รรม (Behavioral resistance)

กลไกความต้านทานทางพฤติกรรมเป็นการพัฒนาความสามารถของแมลงที่ทำให้แมลงสามารถ
หลกี เลี่ยงการได้รับสารกำจดั แมลงในอัตราท่ีทำใหแ้ มลงตาย (Yu, 2008) กลไกน้เี กิดจากการทแ่ี มลงที่ต้านทาน
มลี กั ษณะทางพฤติกรรมท่ีเปล่ยี นแปลงไปจากแมลงออ่ นแอท่วั ไป ซง่ึ ลักษณะทางพฤติกรรมทเ่ี ปล่ียนแปลงไปน้ี
ช่วยให้แมลงทตี่ ้านทานสามารถหลีกเล่ยี งการได้รับสารกำจดั แมลงที่จะทำให้เกิดพิษต่อตวั แมลงได้ กลไกความ
ต้านทานทางพฤติกรรมส่วนใหญ่เกิดจากการกระตุ้นที่มากกว่าปกติที่เรียกว่า hypersensitivity หรือ
hyperirritability แมลงที่ต้านทานสามารถตรวจจับหรือตอบสนองต่อสารกำจัดแมลงที่มีปริมาณน้อย ๆ ได้
ดีกว่าแมลงออ่ นแอ เนื่องจากแมลงที่ตา้ นทานมีตัวรับ (receptors) ที่สามารถตรวจจับสารกำจดั แมลงได้ดีกว่า
แมลงอ่อนแอ (Yu, 2008) แมลงท่ตี ้านทานจะหยุดการกินเม่อื สัมผสั กบั สารกำจัดแมลง เดนิ หนี หรือบนิ หนีจาก
พื้นที่ที่มีสารกำจัดแมลง (Sparks et al., 1989; Panini et al., 2016) ในไรสองจุดบางประชากรก็พบ
พฤตกิ รรมหลกี เลยี่ งการสมั ผัสกบั สาร bifenthrin และ fenvalerate (Suiter and Gould, 1994)

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพอ่ื แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

76

กลไกความต้านทานและการใช้สารแบบหมุนเวียน

การทราบกลไกความต้านทานของศัตรูพืชทำให้สามารถเลือกใช้กลุ่มสารกำจัดแมลงที่เหมาะสม เพื่อ
ใช้แบบหมนุ เวียนเพื่อจัดการปญั หาความต้านทานตอ่ สารกำจัดแมลง โดยที่กลุ่มสารที่เลือกใชน้ ้ันต้องไม่ใช่สาร
กลุ่มที่แมลงศัตรูพืชที่กำลังระบาดในแปลงมีกลไกความต้านทานที่สามารถทำลายส ารกำจัดศัตรูพืชที่เลือกได้
เพื่อป้องกนั การเกิดความต้านทานแบบ cross-resistance เชน่ ถา้ พบวา่ ชนดิ แมลงทร่ี ะบาดในแปลงมีข้อมูลว่า
สามารถมกี ลไกความต้านทานทีส่ ามารถผลิตนำ้ ย่อยสารพิษชนิด esterase ไดส้ ูง ดังน้นั จะตอ้ งหลกี เล่ยี งการใช้
กลุ่มสารกำจัดแมลงที่มีโครงสร้างทางเคมีที่มพี ันธะ ester ซึ่งน้ำย่อย esterase สามารถย่อยได้ โดยหลีกเลีย่ ง
การใช้สารกลมุ่ 1 บ่อยคร้งั เพราะจะทำให้แมลงเกดิ ความต้านทานได้

ในประชากรแมลงมีกลไกความต้านทานแบบใชน้ ้ำย่อยสารพษิ หรือกลไกแบบ metabolic resistance
นั้นการเลอื กใช้สารแบบหมุนเวียนจะต้องเลือกสารกลุ่มท่ีกลไกความต้านทานแบบ metabolic resistance ท่ี
มีในประชากรแมลงศัตรูพืชไม่มีผล หรือเลือกใช้กลุ่มสารกำจัดแมลงที่มีกลไกความต้านทานแตกต่างกัน เช่น
การใช้สารกลุ่มที่มักเกิดความต้านทานโดยเอนไซม์ esterase นั้น สารกำจัดแมลงกลุ่มที่ใช้ร่วมกันก็ไม่ควรใช้
สารกลุ่มที่แมลงมักเกิดความต้านทานโดยเอนไซม์ esterase เหมือนกัน ซึ่งจะเป็นการป้องกันการคัดเลือก
ความต้านทานโดยเอนไซมช์ นดิ น้ี

ในกรณีที่ประชากรแมลงมีกลไกความต้านทานแบบ target-site resistance การเลือกใช้สารแบบ
หมุนเวียนจะต้องไม่ใช้สารที่อยู่ในกลุ่มที่แมลงมีความต้านทาน โดยเลือกใช้สารกลุ่มอื่น ๆ ที่แมลงไม่มีความ
ต้านทานแทน

บทสรุป

ในการจัดการความต้านทานของศัตรูพืชที่ระบาดในแปลงนั้นการทราบกลไกความต้านทานต่อสาร
กำจดั แมลงหรอื สารกำจัดไรในประชากรว่ามกี ลไกความต้านทานโดยการย่อยสลายพษิ แบบใด หรอื กลไกความ
ตา้ นทานทจี่ ดุ ออกฤทธิ์แบบใด หรือกลไกความต้านทานโดยการลดการซึมเข้าตัว หรือกลไกความต้านทานทาง
พฤติกรรม จะช่วยในการตัดสินใจเลือกชนิดกลุ่มสารกำจัดแมลงหรือสารกำจัดไร เพื่อใช้ในการพ่นสารแบบ
หมุนเวียนได้อย่างเหมาะสม ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการพ่นสารกลุ่มที่มีกลไกความต้านทานแบบเดียวกัน
ร่วมกัน ทำให้การจัดการความต้านทานโดยการใช้สารแบบหมุนเวียนมีประสิทธิภาพ สามารถชะลอหรือลด
ปัญหาความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงในศตั รูพชื ทร่ี ะบาดในแปลงได้สำเรจ็

เอกสารอา้ งอิง

Devonshire, A. L. and G. D. Moores. 1982. A carboxylesterase with broad substrate specificity
causes organophosphorus, carbamate and pyrethroid resistance in peach-potato
aphids (Myzus persicae). Pesticide Biochemistry and Physiology. 18(2): 235-246.

Ferre, J. and J. van Rie. 2002. Biochemistry and genetics of insect resistance to Bacillus
thuringiensis. Annu. Rev. Entomol. 47: 501.

Feyereisen, R. 2015. Insect P450 inhibitors and insecticides: challenges and opportunities. Pest
Manag. Sci. 71(6): 793-800.

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพ่ือแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

77

Gao, Y., Z. Lei and S.R. Reitz. 2012. Western flower thrips resistance to insecticides: detection,
mechanisms and management strategies. Pest Manag. Sci. 68(8): 1111-1121.

Habig, W. H., M. J. Pubst and W.B. Jokoby. 1974. GST, the first enzyme step in mercapturic acid
formation. J. Bio. Chem. 249: 7130-7139.

Hemingway, J. 2000. The molecular basis of two contrasting metabolic mechanisms of
insecticide resistance. Insect biochem. and molec. biol. 30(11): 1009-1015.

IRAC. 2007. Insecticide Resistance Action Committee: Resistance Management for Sustainable
Agriculture and Improved Public Health. CropLife International. (http://www.irac-
online.org)

IRAC. 2010. Prevention and Management of Insecticide Resistance in Vectors of Public Health
Importance. 2nd Edition. (http://www.irac-online.org)

Oakeshott, J. G., C. Claudianos, P. M. Campbell, R. D. Newcomb and R. J. Russell. 2005.
Biochemical genetics and genomics of insect esterases, pp. 309-381. In: L.I. Gilbert, K.
Iatrou, S.S. Gill, editors. Comprehensive Molecular Insect Science–Pharmacology. Vol
5, Elsevier, Oxford, UK.

Oppenoorth, F.J. 1965. Biochemical genetics of insecticide resistance. Ann. Rev. Entomol. 10:
185.

Panini, M., G. C. Manicardi, G. D. Moores and E. Mazzoni. 2016. An overview of the main
pathways of metabolic resistance in insects. Invertebrate Survival Journal. 13(1): 326-
335.

Pittendrigh, B. R., V. M. Margam, K. R. Walters Jr, L. D. Steele, B. P. Olds, L. Sun, J. Huesing, S.H.
Lee and J. M. Clark. 2014. pp. 55-98. In: Insect Resistance Management. Onstad D.W.
(ed.). Understanding resistance and induced responses of insects to xenobiotics and
insecticides in the age of “omics” and systems biology. Academic Press.

Plapp, F.W. Jr. 1986. Genetics and biochemistry of insecticide resistance in arthropods:
Prospects for the future, pp 74. In: Pesticide resistance: Strategies and tactics for
management. National Academy Press.

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพือ่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

78

Sparks, T. C., J. A. Lockwood, R. L. Byford, J. B. Graves and B. R. Leonard. 1989. The role of
behavior in insecticide resistance. Pestic. Sci. 26(4): 383-399.

Suiter, K. A., and F. Gould. 1994. Physiological resistance and behavioral avoidance responses
to residues of four pesticides by six spider mite populations. Entomologia
Experimentalis et Applicata. 71(1): 1-14.

Terriere, L.C. 1982. The Biochemistry and Toxicology of Insecticides. Oregon State University.
Corvallis.

Yu, S.J. 2008. The Toxicology and Biochemistry of Insecticides. CRC Press.

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพอ่ื แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

79

หลกั การจดั การความตา้ นทานของแมลงและไร
ต่อสารกาจดั ศตั รูพชื

บทนำ

การจัดการความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง (Insecticide Resistance Management, IRM) เป็น
วิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยอมรับว่าสามารถแก้หรือชะลอปัญหาความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงใน
ศัตรูพืชได้ดีที่สุด โดยมีทฤษฎี หลักการ ข้อมูล และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างสนับสนุน โดยการ
จัดการความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงสามารถทำได้หลาย ๆ วิธี วิธีการที่ง่ายและได้ผลดีในการจัดการความ
ต้านทานคือการใช้สารแบบหมุนเวียนตามกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ ซึ่งการใช้สารแบบหมุนเวียนนี้ยังสามารถ
นำไปใชใ้ นการจัดการความต้านทานต่อสารกำจดั ไรในไรศัตรูพชื ไดด้ ้วย การจดั การความตา้ นทานของศัตรูพืชที่
มีความยั่งยืนและประสบผลสำเร็จนั้นจะต้องทำให้หลาย ๆ วิธีร่วมกันโดยทำร่วมกับการบริหารศัตรูพืช
(Integrated Pest Management, IPM)

การจัดการความตา้ นทานตอ่ สารกำจัดแมลง

การจัดการความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงเป็นวิธีการปฏิบัติเพื่อลดการพัฒนาความต้านทาน
โดยสารกำจัดแมลงทำใหก้ ารพฒั นาความต้านทานตอ่ สารกำจัดแมลงช้าลง (Head and Savinelli, 2008)

การปล่อยให้ประชากรแมลงมีความต้านทานสูงขึ้นมาก ๆ จะทำให้การจัดการความต้านทานต่อสาร
กำจัดแมลงไม่ประสบผลสำเร็จได้ง่าย ๆ เนื่องจากประชากรแมลงที่มีความต้านทานมาก ๆ ความต้านทานนั้น
มกั จะมี fitness costs นอ้ ยมาก (Gao et al., 2012) ซึง่ มีผลทำให้เมื่อหยดุ การใช้สารกำจัดแมลงที่แมลงสร้าง
ความต้านทานก็ไม่สามารถลดความต้านทานในประชากรนั้นได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้นการจดั การความต้านทาน
เมื่อแมลงมีความต้านทานมาก ๆ จึงทำไดย้ าก

เป้าหมายและวัตถปุ ระสงค์ของการจัดการความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง

เป้าหมายของการจัดการความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงหรือ IRM คือการป้องกันไม่ให้อัตราส่วน
ของยีนต้านทานเพิ่มขึ้นในประชากร (Yu, 2008) และรักษาอัตราส่วนของแมลงที่อ่อนแอต่อสารกำจัดแมลง
(susceptible insects) ในประชากรแมลงให้มีมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (Stanley, 2008) เพราะว่าใน
ประชากรแมลงท่ีมีอัตราส่วนของแมลงที่อ่อนแอต่อสารกำจัดแมลงมากจะเปน็ ประชากรท่ีทำการป้องกันกำจัด
ไดง้ า่ ย

สว่ นวัตถุประสงคใ์ นการจัดการความตา้ นทานของแมลงศัตรพู ืชต่อสารกำจัดแมลงคือ
1. เพอ่ื ปอ้ งกนั หรอื ชะลอการพัฒนาความตา้ นทานของศัตรูพชื โดยลดการใชส้ ารกำจดั แมลงให้ได้มาก

ที่สุด (Hoy, 1998) เพราะจะเป็นการลดความถี่ของยีนที่ต้านทานภายในประชากรของแมลง ซ่ึง
จะทำให้สารกำจัดแมลงยังคงมีประสิทธิภาพอยู่ได้โดยแมลงไม่เกิดความต้านทานอย่างรวดเร็ว
(Georghiou, 1994)
2. เพ่ือทำให้ประชากรแมลงที่ต้านทานเปลี่ยนกลับมามีความอ่อนแอต่อสารกำจัดแมลงอีกครั้งหน่ึง
ทำใหก้ ารปอ้ งกันกำจดั แมลงศตั รูพืชทำได้ง่าย

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพอื่ แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

80

เหตุผลในการจดั การความตา้ นทานของแมลงศัตรูพชื ต่อสารกำจดั แมลง

การจัดการความต้านทานของแมลงเป็นการทำให้แมลงไม่สร้างความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงได้
อย่างรวดเร็ว ทำให้เกษตรกรสามารถใช้ผลิตภัณฑ์สารกำจัดแมลงชนิดต่าง ๆ เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้เปน็
เวลานานขึ้นโดยท่ีประสิทธิภาพของสารไม่ลดลง (Gao et al., 2012) การไม่มีการจัดการความต้านทานสาร
กำจดั แมลงจะทำให้เกิดผลเสยี ตา่ ง ๆ คอื

1. สารกำจัดแมลงแต่ละกลุ่มจะทยอยใช้ไม่ได้ผลและมีประสิทธิภาพลดลงเนื่องจากแมลงสร้างความ
ต้านทาน ทำให้เกษตรกรต้องใช้สารในอัตราที่สูงขึ้นและใช้ในปริมาณทีม่ ากขึ้น ทำให้เสียค่าใชจ้ า่ ยเพิ่มมากขนึ้
และเกิดพษิ ตอ่ สภาพแวดล้อมมากขน้ึ

2. การผลติ สารกำจดั แมลงกลมุ่ ใหม่ ๆ ขนึ้ มาทดแทนสารชนิดเกา่ ท่ีแมลงเกิดความตา้ นทานไมส่ ามารถ
ทำได้ทัน เพราะการพัฒนาสารกำจัดแมลงชนิดใหม่หรือกลุ่มใหม่ ๆ ต้องใช้เวลานานมากในการทดสอบ
ประสิทธภิ าพและความเปน็ พิษกวา่ จะข้นึ ทะเบียนได้

3. ผลผลติ ทางการเกษตรจะมีปริมาณและคุณภาพลดลงเน่ืองจากถูกศัตรูพชื ที่มีความต้านทานต่อสาร
กำจัดแมลงเข้าทำลายมากยิง่ ขึ้น

มี ห ล า ย ก า ร ท ด ล อ ง ที่ ย ื น ย ั น ว ่ าก า ร ใ ช ้ ส า ร ก ำ จ ั ด แม ล งแ บ บ ห ม ุ น เ ว ี ย น เ ป ็ น ว ิ ธ ี ท ี ่ ง ่ า ย ท ี ่ ส ุ ด แล ะ มี
ประสิทธิภาพมากที่สุดในการจัดการความต้านทานของแมลงต่อสารกำจัดแมลง (Georghiou, 1983; Chen
et al., 2021) การใช้สารกำจัดแมลงแบบหมุนเวียนจะต้องเลือกว่าควรจะใช้สารกำจัดแมลงกลุ่มใดที่มี
ประสิทธิภาพดี และจะต้องเรียงลำดับในการใช้สารแบบหมุนเวียนอย่างเหมาะสม โดยการใช้สารแบบ
หมุนเวียนนัน้ ควรทำพร้อมกับการบรหิ ารจดั การศตั รูพชื (IPM) ดว้ ย (Gao et al., 2012)

การจัดการความตา้ นทานตอ่ สารกำจดั แมลง (IRM) แบบเชิงรุกและเชิงรบั

การดำเนินงานเพื่อจัดการกับปญั หาความตา้ นทานของแมลงตอ่ สารกำจดั แมลงท่ีพบท่วั ไปมี 2
ลักษณะ คือ

1. การจัดการความต้านทานแบบเชิงรุก (proactive or preventive resistance management)
เป็นการจัดการความต้านทานก่อนที่ประชากรแมลงศัตรูพืชจะเกิดความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง เช่น การ
ให้คำแนะนำเกษตรกรให้ใช้สารแบบหมุนเวียนก่อนที่จะเกิดปัญหาความต้านทาน โดยแนะนำให้เกษตรกรใช้
สารแบบหมุนเวียนลว่ งหน้าไว้เลย ไมต่ ้องรอให้เกดิ ความต้านทานข้ึนก่อนจึงค่อยทำ การจัดการความต้านทาน
แบบเชิงรุกจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าการจัดการความต้านทานเมื่อประชากรแมลงเกิดความ
ตา้ นทานสงู แล้ว (Georghiou, 1983; Roush and Miller, 1986)

2. การจัดการความต้านทานแบบเชิงรับ (reactive or curative resistance management) เป็น
การจัดการความต้านทานหลังจากที่ประชากรแมลงเกิดความต้านทานขึ้นแล้ว เช่น การแนะนำให้เกษตรกร
หยุดใช้สารที่พบว่าแมลงมีความต้านทานทันที และให้เกษตรกรเริ่มดำเนินการใช้สารแบบหมุนเวียน
(Georghiou, 1983; Roush and Miller, 1986)

การจัดการความต้านทานแบบเชิงรุกจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะเป็นการจัดการความต้านทาน
ก่อนที่ความถ่ีของยีนตา้ นทานจะเพิ่มสูงขึน้ ในประชากร โดยจัดการความต้านทานต้ังแต่ช่วงแรก ๆ ของการใช้
สารกำจัดแมลงชนิดน้ัน ๆ หรือเมื่อสารกำจัดแมลงชนิดนั้น ๆ ออกสู่ท้องตลาด (Onstad, 2008a) ใหม่ ๆ โดย
มีการแนะนำให้เกษตรกรใช้สารในรูปแบบหมุนเวียนทันที ในทางปฏิบัตินั้นการจัดการความต้านทานแบบเชงิ
รกุ จะกระทำร่วมกบั การบริหารศตั รูพชื (integrated pest management, IPM)

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพอื่ แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

81

หลกั ทั่วไปในการจดั การความตา้ นทาน

หลักการจัดการความต้านทานของแมลงต่อสารกำจัดแมลงคือ การลดการคัดเลือกประชากรแมลง
โดยสารกำจัดแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งให้น้อยที่สุด (CropLife Australia, 2019; Gao et al., 2012; IRAC,
2021a) การคัดเลือกโดยสารกำจัดแมลงเป็นการคัดแมลงตัวท่ีต้านทานให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในประชากร
การลดการคัดเลือกความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงทำได้โดยการลดจำนวนครั้งในการพ่นสารกำจัดแมลงให้
น้อยที่สุดโดยใช้สารเมื่อจำเป็นจริง ๆ และมีการหยุดพักการใช้สารหรือหยุดพักการปลูกพืชที่เป็นอาหารของ
ศัตรูพืชในบางช่วงหรือบางฤดูก็จัดเป็นการจัดการความต้านทานที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะจะเป็นการลดประชากร
แมลงต้านทานและเป็นการเพมิ่ โอกาสให้แมลงอ่อนแอต่อสารกำจัดแมลงผสมพันธ์ุกบั แมลงที่ตา้ นทาน ทำให้ได้
แมลงลกู ผสมทีม่ คี วามตา้ นทานลดลง

ในทางปฏบิ ตั ิการลดการคดั เลือกประชากรแมลงต่อสารกำจัดแมลงชนดิ ใดชนดิ หนง่ึ จะใช้วิธีการใช้สาร
แบบหมุนเวยี นตามกลมุ่ กลไกการออกฤทธิ์ต่าง ๆ วธิ กี ารนี้มปี ระสิทธิภาพมากทสี่ ุดในการลดการคัดเลือกความ
ต้านทานต่อสารกำจัดแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนั้นวิธีการน้ีจึงเป็นหัวใจในการจัดการความต้านทานต่อสาร
กำจดั แมลง (IRAC, 2020)

การใช้สารแบบหมนุ เวียนตามกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์จะไม่ใช้สารกำจัดแมลงชนดิ ใดชนิดหนึ่งหรือกลุ่ม
ใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป จึงทำให้สามารถรักษาความอ่อนแอของประชากรแมลงต่อสารกำจัดแมลงแต่ละชนิด
เอาไว้ได้ การใชส้ ารแบบหมนุ เวียนควรใช้สารหลากหลายกลมุ่ ใหม้ ากท่ีสดุ เทา่ ท่ีจะทำได้ (BASF, 2020)

การดำเนนิ การในการจัดการความตา้ นทานต่อสารกำจดั แมลง

การดำเนนิ การในการจัดการความตา้ นทานต่อสารกำจดั แมลงมี 3 องคป์ ระกอบ (Onstad, 2008b)
• การเพิ่มสัดส่วนปริมาณแมลงท่อี ่อนแอในธรรมชาติ
• ฆา่ แมลงที่มยี ีนตา้ นทานที่อย่ใู นรูป heterozygous
• การใช้วิธีผสมผสานตงั้ แตส่ องวธิ ีรว่ มกันในการป้องกนั กำจดั แมลง

การเพม่ิ สัดส่วนปริมาณแมลงทอ่ี ่อนแอ (susceptible insects) ในธรรมชาติ

การเพิ่มสัดส่วนปริมาณแมลงที่อ่อนแอในธรรมชาติสามารถทำได้โดยการลดการพ่นสารกำจัดแมลง
แต่อย่างไรก็ตามอัลลีล (alleles) หรือรูปแบบต่าง ๆ ของยีนที่แสดงความต้านทานจะยังไม่ลดลงในประชากร
แมลงในหลายชั่วอายุขัยตามกฎของ Hardy-Weinberg นั่นหมายถึงว่าถ้าไม่มีปัจจัยอื่นมาเปลี่ยนแปลง
อัตราส่วนความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงในประชากรแมลงจะคงที่ตลอดไป ยกเว้นว่าแมลงที่ต้านทานจะมี
การแพร่พันธุ์สืบลูกหลาน (fitness) ต่ำกว่าแมลงทีอ่ ่อนแอในสภาพทีไ่ ม่มีการใช้สารกำจดั แมลงชนิดที่มีปญั หา
ตา้ นทาน (หยดุ หรือลดการพน่ สารกำจัดแมลงชนดิ น้นั ๆ )

การใช้วิธีการลดการพ่นสารกำจัดแมลงจะมีประสิทธิภาพในการลดความต้านทานก็ต่อเมื่อแมลงที่
อ่อนแออยู่รอดได้มากขึ้น และต้องมีการใช้วิธีป้องกันกำจัดนอกเหนือจากการใช้สารกำจัดแมลงมาเสริม และ
ต้องทำให้เป็นส่วนหน่ึงในการบรหิ ารศตั รูพชื หรือ IPM (McGaughey and Whalon, 1992) เพื่อทำให้แมลงที่
อ่อนแออยรู่ อดได้มากขึ้น

การเพ่ิมสัดสว่ นปริมาณแมลงที่อ่อนแอในธรรมชาติ หรอื การทำให้แมลงท่ีอ่อนแออยรู่ อดได้มากข้ึน อาจทำได้
โดยการจัดพ้นื ทใ่ี หแ้ มลงอ่อนแอสามารถอย่รู อดจากการพ่นสารกำจัดแมลง (refuge) แมลงทอ่ี อ่ นแอที่อยรู่ อดจะไปผสม

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพ่ือแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

82

กับแมลงที่ต้านทาน ซึ่งจะทำให้สัดส่วนของยีโนไทป์ที่เป็น homozygous ของยีนต้านทานในประชากรแมลงลดลงใน
ท่ีสดุ

การฆ่าแมลงท่ีมยี ีนตา้ นทานทอ่ี ยู่ในรปู heterozygous

การฆ่าแมลงที่มียีนต้านทานที่อยู่ในรูป heterozygous เป็นการจัดการความต้านทานต่อสารกำจัด
แมลงแบบหนึ่ง ในกรณีที่แมลงต้านทานต่อสารกำจัดแมลงในแปลงเกษตรกรมียีนต้านทานที่อยู่ในรูป
homozygous เป็นจำนวนน้อยและมียีนต้านทานที่อยู่ในรูป heterozygous เป็นจำนวนมาก การเพิ่มความ
เข้มข้นของสารกำจัดแมลงเพอ่ื ให้แมลงท่ีมียนี ต้านทานอยู่ในรปู heterozygous ถูกฆา่ อาจใช้ไดผ้ ล คำอธิบายก็
คือ การเพิ่มความเข้มข้นของสารกำจัดแมลงเป็นการลดความเด่น (dominance) ของยีนต้านทานสารกำจัด
แมลง กล่าวคือการเพิ่มความเข้มข้นของสารกำจัดแมลงเป็นการฆ่าแมลงที่มียีนต้านทานที่อยู่ในรูป
heterozygous ให้หมดไปก่อนที่แมลงเหล่านี้จะมาผสมพันธุ์กันจนเกิดแมลงที่มียีนต้านทานในรูป
homozygous ซึง่ จะฆา่ ไดย้ ากทำให้ไมส่ ามารถลดปัญหาความตา้ นทานได้ (Onstad, 2008b)

การจัดการความต้านทานในพืชที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMO) เป็นตัวอย่างทีด่ ขี องการฆ่าแมลงที่
มียีนต้านทานที่อยู่ในรูป heterozygous คือแมลงที่ต้านทานต่อพืช GMO จะต้องมียีนต้านทานเป็น
homozygous (rr) เท่านั้นที่จะอยู่รอดเมื่อกินพืช GMO ส่วนแมลงที่มียีนต้านทานเป็น heterozygous (Sr) จะ
ตายเมื่อกินพืช GMO ดังนั้นการทำให้แมลงที่มียีนอ่อนแอเป็น homozygous (SS) อยู่รอดมากในพื้นที่สงวนท่ี
ปลูกพืชปกติ (refugia) เพื่อไปผสมกับแมลงที่อยู่รอดจากพืช GMO ทำให้ลูกที่ได้มียีนต้านทานเป็น
heterozygous (SS x rr → Sr) ซึ่งจะตายเมอื่ กินพืช GMO (Jin et al., 2015; Tabashnik and Carrière, 2017)

ดังนนั้ พน้ื ท่ีสงวน (refugia) จะชว่ ยปอ้ งกนั การพฒั นาความต้านทานในพชื GMO โดยการสง่ เสริมการ
ผสมกันระหวา่ งแมลงที่อ่อนแอท่เี ป็น homozygous (SS) กบั แมลงที่ต้านทานทเี่ ป็น homozygous (rr) ท่ีมี
จำนวนนอ้ ยมาก ๆ ทำให้ได้ลูกเปน็ heterozygous (Sr) ซงึ่ ตอ่ มาจะตายจากการกนิ พืช GMO ที่มีความเข้มขน้
ของ Bt toxin สงู ซ่ึงวิธนี ีเ้ ป็นการฆา่ แมลงท่มี ียนี ที่ต้านทานท่อี ยู่ในรปู heterozygous ท่ีมีประสทิ ธภิ าพ

ความตา้ นทานของแมลงต่อ Bt toxin ในพืช พ้นื ทส่ี งวนท่ีปลกู พชื ปกติ และผลติ แมลง
GMO เป็นลักษณะดอ้ ย (rr) แมลงตา้ นทานท่ี ออ่ นแอทมี่ ียนี อ่อนแอตอ่ Bt toxin ในพืช
อย่รู อดในพชื GMO จะต้องมยี ีนตา้ นทาน GMO เป็น homozygous dominant (SS)
เปน็ homozygous recessive (rr) เท่าน้นั

แมลงต้านทานตอ่ พชื GMO (rr) มโี อกาสสูง
ท่จี ะผสมกบั แมลงอ่อนแอจากพนื้ ท่ีสงวน
(SS) จึงไดล้ ูกท่ีเป็น heterozygous (Sr)

ท้ังหมด

ลูกผสมทเ่ี ป็น heterozygous (Sr) ทง้ั หมด
จะตายเมือ่ กินพืช GMO และแมลงอ่อนแอ
จากพน้ื ทสี่ งวน (SS) กจ็ ะตายเมอื่ กินพืช

GMO

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพ่อื แก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

83

การใช้วิธีผสมผสานตั้งแตส่ องวิธรี ว่ มกนั ในการปอ้ งกันกำจดั แมลง

การใช้วิธีผสมผสานตั้งแต่สองวิธีขึ้นไปในการป้องกันกำจัดแมลง เช่น การใช้สารกำจัดแมลงหลาย ๆ
กลมุ่ กลไกการออกฤทธ์ิ (มากกวา่ สองกลมุ่ ) แบบหมุนเวียน (rotation) ในแตล่ ะชัว่ อายุของแมลงเพื่อชะลอการ
พัฒนาความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง วิธีการนม้ี ขี อ้ กำหนดว่าแมลงที่ต้านทานต่อสารกำจัดแมลงชนิดหนึ่งท่ี
อยู่รอดในแต่ละชั่วอายุขัย จะถูกฆ่าในชั่วอายุขัยถัดไปโดยสารกำจัดแมลงอีกชนิดหนึ่ง ทั้งนี้แมลงที่ต้านทาน
ต้องมี fitness costs จึงจะทำให้การใช้สารกำจัดแมลงแบบหมุนเวียนในแต่ละชั่วอายุมีประสิทธิภาพมาก
(Curtis et al., 1993)

หลกั การใช้สารกำจัดแมลงในการจดั การความตา้ นทาน

ในสภาพแปลงปลูกพืชที่มีการใช้สารกำจัดแมลงค่อนข้างมากจะต้องมีการจัดการความต้านทานของ
แมลงเป็นอย่างดีเพื่อลดปัญหาการเกิดความต้านทาน Georghiou (1994) ได้แนะนำวิธีการจัดการความ
ตา้ นทานโดยการใชส้ ารกำจัดแมลง 3 วธิ ี ดงั นี้

1. การจัดการโดยวธิ ีนุ่มนวล (management by moderation)
การจัดการโดยวธิ ีน้ีเป็นการใช้หลักการจัดการความตา้ นทานทใ่ี ช้ปฏบิ ัตกิ ันโดยทวั่ ไป การจัดการวิธีนี้มี
ประสิทธิภาพและเหมาะสมมากที่สุดในการจัดการความต้านทาน โดยมีแนวคิดว่ายีนอ่อนแอ (susceptible
gene) มีบทบาทมากในการลดความต้านทาน ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการในการสงวนรักษาแมลงที่มียีนอ่อนแอ
เอาไว้ให้ได้มากท่สี ดุ โดยการลดการใชส้ ารกำจัดแมลงใหม้ ากท่สี ุด โดยปฏิบตั ดิ งั นี้

1.1 ใช้สารในอัตราทแ่ี นะนำ
1.2 ในพชื ท่ไี ม่ได้อยู่ในระยะวิกฤตใชร้ ะดบั เศรษฐกิจทส่ี งู ขน้ึ เพ่ือทำใหก้ ารพ่นสารกำจัดแมลง
นอ้ ยลง
1.3 ใชส้ ารทม่ี ีฤทธิต์ กค้างส้นั
1.4 ไม่พน่ สารบ่อยครั้ง และพ่นสารเฉพาะพ้นื ทห่ี รือเฉพาะจุดที่มแี มลงระบาดมาก ๆ (spot
treatment)
1.5 มีพ้นื ทใ่ี ห้แมลงอ่อนแอได้อยู่อาศัยและแพร่ขยายพนั ธ์ุ โดยไมม่ ีการพน่ สารกบั แมลง
ออ่ นแอที่อาศัยอยใู่ นพน้ื ทนี่ ี้
1.6 พ่นสารกำจดั แมลงเฉพาะวัยหรอื ชว่ งระยะทแ่ี มลงเปน็ อันตรายต่อพืช หรอื ช่วงที่แมลง
ทำลายพชื เพื่อรักษาแมลงศตั รธู รรมชาติให้ไดม้ ากที่สดุ
1.7 ใชพ้ นั ธ์ุพืชต้านทาน หรอื มกี ารกำหนดวันปลูกพืชท่เี หมาะสม หลีกเลยี่ งการปลูกพชื ใน
ช่วงเวลาทม่ี ีแมลงระบาดมาก
1.8 มกี ารใช้วธิ ีการทางชีวภาพในการป้องกนั กำจัด เช่น การใช้ตัวหำ้ ตวั เบยี น ทีเ่ ปน็ ศัตรู
ธรรมชาติซึ่งจะสามารถทำลายแมลงที่อ่อนแอและแมลงทต่ี ้านทานได้เหมือนกนั จะทำให้สามารถลด
ประชากรของแมลงทต่ี า้ นทานได้

2. การจัดการโดยวธิ ีรุนแรง (management by saturation)
การจัดการความต้านทานโดยวิธีน้ีเป็นการใช้สารในอัตราที่สูงเพื่อฆ่าแมลงที่ต้านทานให้ตาย ซึ่งการ
จัดการโดยวิธีนมี้ แี นวคดิ ในการลดความต้านทานโดยวิธีการทำลายกลไกการป้องกันกำจัดสารกำจดั แมลงในตัว
แมลง โดย

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพ่ือแก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

84

2.1 การใช้สารอตั ราทส่ี ูงขึน้ เพ่ือเอาชนะกลไกความตา้ นทาน โดยทำใหย้ ีนตา้ นทานซึ่งเป็นยีน
เด่นกลายเป็นยีนด้อยเพราะแมลงที่มียีนเด่นสามารถถูกฆ่าตายได้โดยการใช้สารในอัตราที่สงู มาก แต่
วิธีการใช้สารอัตราสูงจะประสบความสำเร็จเฉพาะในระยะแรก ๆ เมื่อยีนต้านทานยังมีน้อยมาก ๆ
และยีนต้านทานนั้นยังอยู่ในรูปลูกผสม heterozygous อยู่ อย่างไรก็ตามวิธีการใช้สารอัตราที่สูงข้ึน
จะทำให้เกิดพิษตกค้างในส่ิงแวดล้อมมากขึ้น ศตั รูธรรมชาตติ ายมากข้ึน และเปน็ พิษภัยต่อมนุษย์และ
ส่งิ แวดลอ้ มมากข้นึ

2.2 การใช้สารเสริมประสิทธิภาพหรือสาร synergists เพื่อเอาชนะกลไกความต้านทานโดย
ทำลายน้ำย่อยสารพิษ (detoxification enzymes) ในแมลง ทำให้สารกำจัดแมลงท่ีเข้าสู่ร่างกาย
แมลงไม่ถกู ย่อยด้วยนำ้ ย่อยสารพิษ จงึ ไปจับทจี่ ดุ จับ target sites เยอะข้ึน ทำใหแ้ มลงตายมากขน้ึ

3. การจัดการโดยใชห้ ลาย ๆ วิธีรว่ มกนั (management by multiple attack)
การจัดการโดยวิธีนี้มีแนวคิดว่า การฆ่าแมลงที่ต้านทานสามารถทำได้โดยใช้หลายวิธีร่วมกัน การ
จัดการโดยใช้วิธีการหลาย ๆ วิธีร่วมกัน เช่น การใช้สารแบบผสม (mixture) หรือการใช้สารแบบหมุนเวียน
(rotation)
การใช้สารแบบผสมมีหลักการว่า กลไกความต้านทานของแมลงต่อสารแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน ถ้า
แมลงไม่ตายโดยสารที่ใช้ผสมชนิดที่ 1 ก็จะต้องตายด้วยสารชนิดที่ 2 ท่ีอยู่ในสารผสมนั้น แต่การใช้สารผสม
อยา่ งไมถ่ ูกต้องมักทำให้จำนวนแมลงที่ตา้ นทานสูงข้นึ
การใชส้ ารกำจัดแมลงแบบผสมเพ่ือแกป้ ัญหาความต้านทานจะประสบผลสำเรจ็ ไดต้ ้องเป็นไปตาม
ข้อกำหนดดงั นี้

• กลไกในความตา้ นทานต่อสารกำจัดแมลงแตล่ ะชนิดที่ใชผ้ สมกนั นนั้ แตกต่างกนั
• กลไกความตา้ นทานต่อสารกำจดั แมลงแต่ละชนิดท่ีใชม้ ีความถน่ี ้อยมากในประชากร

แมลง
• กลไกความต้านทานแต่ละชนิดจะมโี อกาสอยู่ในแมลงตวั เดียวกันน้อยมาก ๆ ดงั น้นั แมลง

ที่อาจอยรู่ อดจากสารกำจดั แมลงชนดิ หนึง่ กจ็ ะถูกฆา่ ตายโดยสารกำจดั แมลงอีกชนดิ หนึง่
• สารกำจัดแมลงแต่ละชนดิ ท่ีใชผ้ สมกนั จะต้องมีการสลายตวั ในอัตราที่ใกลเ้ คียงกัน และมี

ความคงทนไมน่ าน
• การใชส้ ารผสมจะต้องใช้ตั้งแตก่ อ่ นท่ีแมลงจะถูกคดั เลือกโดยสารกำจัดแมลงแต่ละชนิด

หรอื ก่อนทแี่ มลงจะเกดิ ความต้านทานตอ่ สารกำจัดแมลงแตล่ ะชนดิ ทใี่ ช้ผสมกัน

สว่ นการใช้สารกำจดั แมลงแบบหมนุ เวียนเพอื่ แก้ปญั หาความต้านทานจะประสบผลสำเร็จได้ต้องเปน็ ไปตาม
ข้อกำหนดดงั น้ี

• ในแมลงที่มีความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงชนิดหนึ่งจะมีความสามารถในการแพร่
ลูกหลาน (biotic fitness) ต่ำกวา่ แมลงทอ่ี ่อนแอต่อสารกำจัดแมลง ดังนน้ั ประชากรของ
แมลงที่ต้านทานจะลดลงมากในช่วงระหว่างที่ไม่ได้มีการพ่นสารกำจัดแมลงชนิดนั้น ๆ
แต่มีข้อที่ควรระมัดระวังอย่างมากคือ ความสามารถในการแพร่ลูกหลานของแมลงท่ี
ต้านทานอาจไม่ต่ำกว่าแมลงที่อ่อนแอเสมอไป เนื่องจากความสามารถในการแพร่
ลูกหลานของแมลงที่ต้านทานอาจจะถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นได้โดยการคัดเลือกแบบ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพ่ือแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

85

co-adaptation ทำให้แมลงท่ีต้านทานมียีนอื่นที่บรรเทาผลเสียในความสามารถในการ
แพรล่ ูกหลาน
• ในการเรียงลำดับหมุนเวียนชนิดสารกำจัดแมลงนั้น ชนิดสารกำจัดแมลงที่ใช้จะต้องไม่
เกิดความต้านทานข้ามหรือ cross-resistance ซ่งึ กันและกนั

วิธกี ารต่าง ๆ ในการจัดการความต้านทานตอ่ สารกำจดั แมลง

การท่ีจะทำให้ประชากรแมลงศัตรพู ืชงา่ ยต่อการป้องกนั กำจดั โดยการใช้สารกำจัดแมลงก็คือจะต้องทำ
ให้ประชากรแมลงนั้นไม่เกิดความต้านทาน ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้วิธีการจัดการความต้านทานที่ถูกต้องและ
เหมาะสม Bennett (2012); CropLife Australia (2019) และ IRAC (2020, 2021b) ได้แนะนำให้เกษตรกร
จดั การความตา้ นทานของศตั รูพชื หลาย ๆ วิธี ดงั น้ี

1. หลีกเล่ียงการพน่ สารกำจัดแมลงโดยไม่จำเปน็ และการพ่นสารกำจัดแมลงกลุ่มเดยี วกันซำ้ กนั บ่อย ๆ
และมีการวางแผนการใชส้ ารกำจัดแมลงโดยใช้ข้อมูลจากพื้นที่นั้น ๆ ถ้าเป็นไปได้การวางแผนการใช้สารกำจัด
แมลงควรทำรว่ มกันระหวา่ งนักวชิ าการและเกษตรกรในพ้ืนทีน่ น้ั

2. ก่อนปลูกพืชให้เลือกใช้พันธุ์พืชที่ทนทานต่อการทำลายของแมลง หรือมีความต้านทานต่อการ
ทำลายของแมลง ซึง่ จะทำให้สามารถลดการใชส้ ารกำจดั แมลงให้นอ้ ยที่สดุ

3. มกี ารปอ้ งกนั กำจดั แมลงหลาย ๆ วธิ ีร่วมกันแบบผสมผสานหรือ IPM และเนน้ การใช้วิธีทางชีวภาพ
ในการป้องกันกำจัดแมลง

4. มีการใช้สารแบบหมุนเวียนหลาย ๆ กลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ และใช้สารกำจัดแมลงกลุ่มที่มี
ประสิทธิภาพตามคำแนะนำ และพ่นสารในช่วงระยะเวลาที่แนะนำ โดยห้ามเพิ่มหรือลดอัตราสารกำจัดแมลง
จากคำแนะนำเพราะจะเป็นการเพิ่มการพัฒนาความต้านทาน หลกี เลยี่ งการใช้สารกำจดั แมลงท่ีออกฤทธ์ิกว้าง
โดยเลอื กใช้สารทอี่ อกฤทธเิ์ ฉพาะเจาะจงกบั แมลงท่ตี ้องการกำจัด

5. สำรวจแมลงศัตรูพืชและศัตรธู รรมชาติอย่างสม่ำเสมอ และพ่นสารกำจัดแมลงเท่าที่จำเป็นโดยพ่น
เมอื่ ปริมาณการระบาดของแมลงถึงระดบั เศรษฐกจิ หรอื Economic Threshold (ET)

6. กำจดั เศษซากพชื อาศัยของแมลงหลังจากเกบ็ เกีย่ วแลว้
7. ถ้าพบว่าประชากรแมลงเกิดความต้านทานต่อสารชนิดใดชนิดหนึ่ง ให้หยุดพ่นสารชนิดที่สงสัยว่า
แมลงเกิดความต้านทานทันที และรอจนกระทั่งความตา้ นทานนั้นลดลงก่อนจึงจะสามารถกลับมาใช้สารนัน้ ได้
อกี นอกจากนี้ควรตรวจสอบวา่ สาเหตทุ ี่การป้องกนั กำจัดแมลงไม่ได้ผลเกิดจากการใช้เคร่ืองพน่ สารกำจัดแมลง
อย่างไมถ่ กู ตอ้ งหรอื ไม่
8. ใช้วธิ กี ารพน่ สารทเี่ หมาะสมในแต่ละพชื ในพชื ที่มที รงพมุ่ หนาแน่น เช่น ไมผ้ ล จะต้องมีการตัดแต่ง
กง่ิ ทรงพมุ่ เพ่ือให้สารกำจดั แมลงสามารถกระจายเขา้ ไปในทรงพุม่ ได้อยา่ งท่ัวถงึ
9. การใช้สารแบบผสมเพื่อให้สามารถฆ่าแมลงได้มากชนิดขึ้นและมีฤทธิ์กว้างขึ้นนั้นจะต้องผสมสาร
กลุ่มที่มีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกัน เพื่อควบคุมแมลงต่างชนิดกันและเพื่อลดการพัฒนาความต้านทาน
โดยสารที่ใช้ผสมกันแต่ละชนิดจะต้องมีระยะเวลาที่ออกฤทธิ์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชใกล้เคียงกัน เพื่อให้
แมลงได้รับสารทั้งสองชนิดในช่วงระยะเวลาเดียวกันเสมอ สารทุกชนิดที่ใช้ในการผสมกันต้องเป็นสารที่มี
ประสิทธิภาพสูงทั้งหมด ห้ามใช้สารที่แมลงมีความต้านทานมาผสมกัน สารผสมที่ใช้แต่ละชนิดจะต้องใช้ใน
อตั ราท่แี นะนำโดยห้ามลดอตั ราตำ่ กวา่ อัตราแนะนำเด็ดขาด

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศตั รพู ชื

86

10. การพ่นสารกำจัดแมลงจะต้องพ่นในช่วงที่แมลงมีความอ่อนแอมากที่สุด เช่น การพ่นสารกำจัด
แมลงกำจัดหนอนตอ้ งพ่นในช่วงหนอนเป็นวยั อ่อนซ่ึงเป็นวัยท่ีอ่อนแอต่อสารกำจัดแมลงมากกว่าในช่วงหนอน
วัยแก่

การใช้สารกำจดั แมลงแบบหมนุ เวียนในการจัดการความตา้ นทาน

การใชส้ ารแบบหมุนเวยี นในการจัดการความต้านทานมแี นวความคดิ ว่า ในการเกดิ ความต้านทานของ
แมลงจากการพ่นสารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในระยะแรกนั้นแมลงที่ต้านทานที่ถูกคัดเลือกจากการพ่นสารจะมี
fitness costs มากกว่าแมลงที่อ่อนแอ ซึ่ง fitness costs ในแมลงที่ต้านทานนี้เองจะเป็นอุปสรรคต่อการ
ขยายพันธุ์แพร่ออกลูกหลานในแมลงต้านทานมากกว่าในแมลงอ่อนแอ ดังนั้นถ้ามีการหยุดใช้กลุ่มสารที่ทำให้
แมลงต้านทานหรือมีการเปลี่ยนไปใช้สารกลุ่มอื่น จะมีผลทำให้จำนวนลูกหลานของแมลงที่ต้านทานมีจำนวน
ลดลงไปเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับจำนวนลูกหลานของแมลงอ่อนแอเนื่องจาก fitness costs (Georghiou, 1994)
ดังนั้นจึงมีการนำแนวความคิดนี้มาใช้ในการจัดการความต้านทานของแมลงศัตรูพืชโดยการใช้สารแบบ
หมุนเวียน (Gao et al., 2012) เพราะการใช้สารแบบหมุนเวียนจะมีการหยุดใช้สารกลุ่มเดิมและมีการ
เปลย่ี นไปใช้สารกลมุ่ อืน่ อยูเ่ รือ่ ย ๆ ซึง่ จะทำให้แมลงทีต่ า้ นทานมีจำนวนลดลง

ในการจัดการความต้านทานของแมลงศตั รูพืชหรือ IRM โดยการใชส้ ารแบบหมุนเวียนนัน้ จะใช้วิธีการ
หมุนเวียนการใช้สารกำจัดแมลงชนิดต่าง ๆ ที่อยู่ต่างกลุ่มกันในแต่ละรุ่นของแมลง (Deuter, 1989; Roush,
1989; Roush and Daly, 1990) หรือบางทีทีเ่ รียกว่าการจัดการความตา้ นทานต่อสารกำจัดแมลงแบบวินโดว์
(window strategy) (Head and Savinelli, 2008)

การจดั การความต้านทานต่อสารกำจดั แมลงโดยการใชส้ ารกำจัดแมลงแบบหมนุ เวียน หรอื การจัดการ
ความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงแบบวินโดว์ จะมีการพ่นสารกำจัดแมลงกลุ่มที่ไม่มีปัญหาความต้านทานครั้ง
หนึ่งหรือหลายครั้งในเฉพาะหนึ่งชั่วอายุขัย (generation) ของแมลง หรือในเฉพาะหนึ่งช่วงเวลา (month or
seasonal period) ที่เกษตรกรทำได้ แต่ช่วงเวลาถัดมาจะต้องไม่มีการใช้สารกำจัดแมลงกลุ่มนั้นอีก แต่จะใช้
สารกำจดั แมลงกลุ่มอื่นท่ีไม่เกิดความต้านทานแบบข้ามกับสารกำจัดแมลงกลุ่มที่ใช้ในชว่ งเวลาก่อนหน้าน้ี เพื่อ
กำจัดแมลงที่มียนี ต้านทานตอ่ สารกำจดั แมลงกลุม่ ทีใ่ ช้ก่อนหน้านี้ที่เหลือรอดอยู่ ทำเช่นนี้หมุนเวียนกันไปเปน็
วงจร (Roush, 1989; Onstad, 2008a) และทำเป็นแบบแผนเดียวกันในพื้นที่ขนาดใหญ่ในระดับท้องที่ท่ี
ครอบคลมุ ความสามารถในการเคลื่อนท่ขี องแมลงทมี่ ยี นี ตา้ นทานต่อสารกำจัดแมลงชนิดน้ัน ๆ

การจัดการความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงโดยการใช้สารกำจั ดแมลงแบบหมุนเวียนจะต้องมีการ
ปรับปรุงอยู่เสมอให้ทันกับสถานการณ์ความต้านทานที่เกิดในแปลง ข้อมูลใหม่ ๆ ที่ได้จากการสำรวจความ
ต้านทานต่อสารกำจัดแมลงสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแผนการจัดการความต้านทานตอ่ สารกำจัดแมลงโดยการ
ใช้สารแบบหมุนเวียนเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชในแต่ละท้องที่ได้ ทำให้สามารถเลือกชนิดกลุ่มสารกำจัด
แมลงเพ่ือนำมาใชแ้ บบหมนุ เวียนท่ีหมาะสมในแต่ละทอ้ งที่ได้ดยี ง่ิ ข้นึ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพ่อื แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

87

การใช้สารกำจดั แมลงแบบหมุนเวียนตามหลักการ IRM

สารกำจัดแมลง สารกำจดั แมลง สารกำจดั แมลง สารกำจดั แมลง สารกำจัดแมลง สารกำจดั แมลง
กล่มุ ก. และ ข. กลุ่ม ค. และ ง. กลุ่ม จ. และ ฉ. กล่มุ ก. และ ข. กลุ่ม ค. และ ง. กลุ่ม จ. และ ฉ.

ใชใ้ นเดือนที่ 1 ใชใ้ นเดอื นท่ี 2 ใช้ในเดือนที่ 3 ใช้ในเดือนท่ี 4 ใช้ในเดอื นที่ 5 ใชใ้ นเดอื นท่ี 6

ชว่ งเวลาการปลูกพชื

ภาพท่ี 31 การใช้สารกำจัดแมลงแบบหมุนเวยี นตามหลกั IRM

Window 1 Window 2 Window 3 Window 4

ชว่ งเวลาท่ี 1 ชว่ งเวลาที่ 2 ช่วงเวลาที่ 3 ช่วงเวลาท่ี 4

สาร A สาร B สาร C สาร D สาร E สาร F สาร A สาร B สาร C สาร D สาร E สาร F

สาร C สาร A สาร B สาร F สารD สาร E สาร C สาร A สาร B สาร F สาร D สาร E

สาร B สาร C สาร A สาร E สาร F สารD สาร B สาร C สาร A สาร E สาร F สาร D

ภาพที่ 32 การใช้สารกำจัดแมลงแบบหมุนเวยี น (rotation)

การใช้สารกำจัดแมลงแบบผสม (mixture) ในการจดั การความต้านทาน

การใช้สารผสม (mixture) สามารถชว่ ยในการจัดการความต้านทานได้ในทางทฤษฎี เนือ่ งจากมีความ
เป็นไปได้น้อยที่แมลงตัวเดียวกันจะมยี ีนที่ทำให้แมลงสามารถอยู่รอดได้จากสารพิษหลายชนิดในเวลาเดียวกนั
โดยสารผสมแต่ละชนิดต้องมีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน และอัตราของสารผสมแต่ละชนิดต้องไม่ต่ำกว่า
อัตราแนะนำของสารนนั้ ๆ เม่อื ใช้เป็นสารเดย่ี ว

การใช้สารผสมในการจัดการความต้านทานที่ได้ผลนั้นควรพิจารณาข้อมูล เช่น ความต้านทานของ
ประชากรแมลงต่อสารกำจัดแมลงแตล่ ะชนิดที่ใช้ในสารผสมจะต้องถูกควบคุมโดยยีนคู่เดียวที่เปน็ ยีนด้อย และ
ไม่มีความต้านทานข้ามหรือ cross-resistance ซึ่งกันและกันระหว่างสารที่ใช้ในสารผสม จำนวนแมลงที่มี
ความต้านทานตอ่ สารกำจัดแมลงท่ใี ช้ในสารผสมจะต้องพบได้ยากหรือมีจำนวนปริมาณแมลงตา้ นทานน้อยและ
หายาก ยีนต้านทานต่อสารกำจดั แมลงที่ใช้ในสารผสมต้องเป็นยีนเดียวท่ีเปน็ ยีนด้อย สารที่ใช้ผสมกันจะต้องมี
ฤทธิ์ในการควบคุมแมลงหรือมีพิษตกค้างในระยะเวลาที่เท่ากัน ในพื้นที่ที่มีการใช้สารผสมจะต้องมีพื้นที่ให้
ประชากรแมลงที่ไม่ได้รบั สารกำจัดแมลงหรือแมลงอ่อนแอ (susceptible) อยู่อาศัยเป็นพื้นท่ี refugia เพื่อให้
แมลงอ่อนแอสามารถอยู่รอดและผสมพันธุ์กับแมลงต้านทานที่ได้จากแปลงที่พ่นสารแบบผสม (Buss et al.,,

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ชื เพือ่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

88

2007) เพื่อเจือจางความต้านทานที่อาจเกิดขึ้น ข้อมูลในการพิจารณาดังกล่าวทำให้การใช้สารผสมในการ
จัดการความต้านทานมีขอ้ จำกัดในการจดั การความตา้ นทานคอ่ นข้างมาก

มีความเข้าใจผิดอย่างมากในการใช้สารผสมในการจัดการความต้านทาน โดยทั่วไปเกษตรกรมักไม่
ผสมสารสองชนิดเข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการป้องกันกำจัดแมลงก่อนที่จะเกิดปัญหาการใช้สารเพียงชนิดเดียวไม่
สามารถป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างได้ผลหรือก่อนที่จะเกิดปัญหาความต้านทาน ในทางทฤษฎีแล้วการใช้สาร
แบบผสม ณ จุดที่ประชากรแมลงเริ่มมีความต้านทานขึ้นมาแล้วจะไม่ทันการณ์ เพราะการมีแมลงต้านทานใน
สดั สว่ นจำนวนมากในประชากรแมลง ทำให้การใช้สารแบบผสมเปน็ การเรง่ การพัฒนาความต้านทานโดยจะไป
ช่วยในการคดั เลือกแมลงทม่ี ีความต้านทานมากกว่าทจี่ ะช่วยในการชะลอความตา้ นทาน หรือช่วยในการจดั การ
ความต้านทาน

อย่างไรก็ตามการใช้สารผสมมีประโยชน์ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชที่ระบาดพร้อม ๆ กันหลาย
ชนิดโดยที่การใชส้ ารเพียงชนิดเดียวไม่สามารถกำจดั แมลงทร่ี ะบาดหลายชนิดได้ ดงั น้นั IRAC (2012a) จึงได้ให้
คำแนะนำในการจัดการความตา้ นทานของแมลงโดยจากการใชส้ ารแบบผสม ดงั นี้

1. ไม่แนะนำให้ใช้สารผสมเพื่อป้องกันกำจัดแมลงชนิดเดียว ควรใช้สารผสมเพื่อกำจัดแมลงที่ต่าง
ชนิดกนั หรือใช้เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการป้องกันกำจดั แมลงได้มากชนดิ ข้ึน

2. การใช้สารแบบผสมจะมีประโยชน์ต่อการจัดการศัตรูพืชเมื่อใช้แบบหมุนเวียน และทำในแบบ
รูปแบบการบริหารศัตรูพืช (IPM) เพื่อลดปัญหาความต้านทานที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการใช้สาร
ผสมเพียงอย่างเดยี วไม่สามารถลดปญั หาความต้านทานได้

3. สารผสมจะต้องมรี ะยะเวลาการออกฤทธใ์ิ นการป้องกันกำจัดเท่ากัน
4. สารท่ีเลอื กมาใช้ในการผสมกันจะต้องเปน็ สารทีม่ ีประสทิ ธิภาพสงู ทง้ั หมดทุกตัว
5. อตั ราสารท่ใี ชใ้ นสารผสมจะต้องใชใ้ นอัตราความเข้มขน้ เหมือนกนั กับการใช้สารชนดิ นั้นเดี่ยว ๆ

ห้ามลดอตั ราความเข้มข้นของสารลง
6. สารที่ใช้ในการผสมกนั จะต้องไม่มีความต้านทานข้ามซ่งึ กันและกนั
7. สารผสมจะไม่มีประสิทธภิ าพและจะเกิดปัญหาความตา้ นทานขึ้นถ้าแมลงมีความตา้ นทานต่อสาร

ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ใชใ้ นการผสม
8. ไมใ่ ช้สารที่อยใู่ นกลุ่มเดียวกันมาผสมกัน
9. ในการใช้สารแบบผสมไม่ควรใช้สารผสมแบบเดิม ๆ เช่น เรม่ิ ใช้สารผสมกลุ่ม A + B ตอ่ ไปจะต้อง

เปลี่ยนเป็นสารผสมกลุ่ม C + D ต่อไปก็จะต้องเปลี่ยนเป็นสารผสมกลุ่ม E + F หมุนเวียนกันไป
เรอ่ื ย ๆ โดยตอ้ งไม่ใช้สารผสมชนิดเดมิ ๆ ตลอดฤดูกาลปลูกพชื
10. สารผสมที่ผลติ ขายเป็นการค้าส่วนมากไม่ได้ผลติ มาเพื่อลดปญั หาความต้านทาน แต่มีจุดประสงค์
เพื่อเพิ่มประสทิ ธิภาพในการป้องกันกำจัดกรณีที่มีศตั รูพืชระบาดพร้อมกันมากกว่าหน่ึงชนิด โดย
ท่ีศัตรพู ชื แตล่ ะชนิดตอ้ งใชส้ ารต่างชนดิ กนั ในการป้องกนั กำจัด

การจัดการความต้านทานต่อสารกำจดั แมลงกลมุ่ 4

สารกำจัดแมลงกลุ่ม 4 เป็นสารที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในหลายพื้นที่ สารกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 5
กลุ่มย่อย คือ 4A, 4B, 4C, 4D และ 4E โดยที่สารกลุ่มย่อย 4A หรือสารกลุ่ม neonicotinoids มีการใช้มาก
ท่สี ดุ ได้แก่ สาร acetamiprid, clothianidin, dinotefuran, imidacloprid, nitenpyram, thiacloprid และ
thiamethoxam สารเหล่านี้เป็นสารที่เกษตรกรนิยมใช้เนื่องจากเป็นสารท่ีมีประสิทธิภาพสูง สามารถป้องกัน
กำจัดแมลงศัตรูพืชหลายชนิดโดยเฉพาะแมลงพวกปากดูด เนื่องจากมีการใช้สารกลุ่มนี้เป็นจำนวนมากและ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพื่อแกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

89

บ่อยครง้ั และมขี ้อมูลว่าแมลงศัตรูพชื สามารถสร้างความตา้ นทานตอ่ สารกลุ่ม 4 ในหลายพื้นที่ ดงั นนั้ การใช้สาร
กำจัดแมลงกลุ่ม 4 จึงต้องมีการจัดการความต้านทานวิธีต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงศัตรูพืชเกิดความ
ตา้ นทานจนทำให้ใช้สารกลุม่ 4 ต่อไปไมไ่ ด้ ซ่งึ IRAC (2012b; 2015) ได้ใหค้ ำแนะนำ ดังน้ี

1. ใช้สารกลุ่ม 4 ในอัตราที่แนะนำ ห้ามใช้สารในอัตราต่ำกว่าอัตราแนะนำเพราะจะเป็นการเร่งการ
เกิดความต้านทาน และห้ามใช้สารในอัตราสูงกว่าอัตราแนะนำเพราะจะเพิ่มอันตรายต่อแมลงศัตรูตาม
ธรรมชาติ ควรใช้สารในชว่ งเวลาที่เหมาะสมคือช่วงทศ่ี ัตรูพืชอยู่ในระยะที่อ่อนแอทีส่ ุด เช่น แมลงอยู่ในวัยอ่อน
ควรใช้ความถีใ่ นการพ่นสารตามคำแนะนำ และใช้เคร่ืองพน่ สารที่เหมาะสม

2. ใช้สารกลุม่ 4 แบบหมุนเวียนเพื่อป้องกันปัญหาการคัดเลือกความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง การ
พน่ สารแบบหมุนเวียนจะต้องใช้สารหลาย ๆ กลุ่ม โดยไมใ่ ช้สารซ้ำกลุ่มกันในช่วงเวลาหรือ windows ที่ติดกัน
จำกัดการพ่นสารแต่ะกลุ่มให้อยู่ในช่วงเวลา 1 อายุขัยของแมลง สารที่ใช้แบบหมุนเวียนได้ควรเป็นสารที่มี
ประสิทธิภาพ มีการจดทะเบยี นให้ใชก้ ับศตั รูพชื ชนิดน้นั ๆ และเปน็ สารทห่ี าซ้ือไดใ้ นตลาดในพ้นื ทนี่ ้ัน ๆ ในพืช
ที่มีอายุสั้นการใช้สารกลุ่ม 4 ไม่ควรยาวนานเกิน 50% ของอายุพืช ในกรณีมีการใช้สารกลุ่ม 4 โรยลงดินแล้ว
ในช่วงระยะแรก ๆ ของพืชจะต้องหลีกเลยี่ งการใชส้ ารกลุ่ม 4 ซำ้ ในช่วงหลัง

3. ถ้ามีการใช้สารผสมกล่มุ 4 แบบ premix หรอื tank mix จะต้องใช้สารในอัตราท่ีแนะนำเสมอ ห้าม
ลดอตั ราการใช้สารในสารกลุ่ม 4 ทีน่ ำมาผสมแบบ tank mix การใชส้ ารผสมแบบ tank mix โดยมสี ารกลุ่ม 4
ควรมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อเพ่ิมความสามารถในการป้องกนั กำจดั ให้ครอบคลุมแมลงศตั รูพืชได้หลายชนิด ไม่ใช่เพ่ือ
เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ไม่ใช้สารผสมแบบ tank mix ที่มีสารกลุ่ม 4 ถ้าพบว่า
แมลงศัตรูพืชมีความต้านทานต่อสารกลุ่ม 4 อยู่แล้ว เพราะจะเป็นการคัดเลือกประชากรแมลงที่เป็นความ
ต้านทานต่อสารทุกชนิดในสารผสมนั้น การใช้สารแบบผสมที่มีสารกลุ่ม 4 จะต้องเปลี่ยนคู่สารในการผสมอยู่
เรื่อย ๆ การใช้สารผสมจะต้องเปลี่ยนสารให้มีคู่ผสมแตกต่างกันเสมอ ๆ เพื่อไม่ให้มีการใช้สารคู่ผสมเดิมซ้ำ ๆ
กัน ในชว่ งปลกู เดยี วกัน การใชส้ ารผสมซ้ำกันบ่อยคร้ังจะทำให้เกิดประชากรแมลงท่ีตา้ นทานต่อสารทั้งสองตัว
ท่อี ยูใ่ นสารผสมนนั้ ๆ

4. ในการใช้สารกลุ่ม 4 แบบหมุนเวียนควรมีการหมุนเวียนการใช้สารกลุ่ม 4 ที่อยู่ในกลุ่มย่อยต่าง ๆ
ระหว่างกลุ่มย่อย 4A, 4B, 4C, 4D และ 4E ด้วยถ้าเป็นไปได้ แต่ไม่ควรใช้สารกลุ่ม 4 พ่นซ้ำติดต่อกันเป็น
ระยะเวลายาวนาน แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องใชส้ ารกลุม่ 4 ในบางช่วงติดต่อกันในการหมุนเวียนอาจใช้สารต่าง
กลมุ่ ย่อยกนั ในกลุ่ม 4 ในการหมนุ เวยี นได้ในกรณีท่ีพบว่าสารต่างกลุ่มย่อยกนั ไม่มีความต้านทานข้ามซึ่งกันและ
กนั หรอื มคี วามเสยี่ งในการเกิดความตา้ นทานขา้ มต่ำ แต่โดยท่วั ไปสารท่ีอยใู่ นกลุ่ม 4 ทกุ ชนิดมีโอกาสท่ีจะเกิด
ความต้านทานข้ามภายในกลุ่มได้ และไม่ควรใช้สารที่อยู่ในกลุ่ม 4 เดียวกัน (กลุ่มย่อยทุกกลุ่ม) มาผสมกันใน
การจดั การความต้านทาน

5. ห้ามใช้สารกลุ่ม 4 เพียงกลุ่มเดียวอย่างต่อเนื่องยาวนานในการควบคุมประชากรแมลงศัตรูพืชที่มี
หลายชั่วอายุขัยในแปลง เพราะจะเป็นการเร่งให้เกิดความต้านทานต่อสารทุกชนิดในกลุ่ม 4 ได้ คือทำให้เกิด
ความต้านทานสารในกลุ่มย่อยที่อยู่ในกลุ่ม 4 ด้วย การใช้สารกลุ่ม 4 เพื่อป้องกันกำจัดแมลงต่างชนิดกันท่ี
ระบาดพร้อม ๆ กนั ใหใ้ ช้สารกลมุ่ 4 ในอตั ราแนะนำสำหรบั ศัตรพู ืชทกี่ ำจดั ยากกวา่ เป็นหลัก

6. ไม่ใช้สารกลุ่ม 4 ในแปลงที่พบว่าแมลงมีความต้านทานเพราะสารจะมีประสิทธิภาพน้อยและเร่ง
การเกดิ ความตา้ นทานในระดบั ท่ีสูงข้ึน

7. ใช้วิธีอื่นที่ไม่ก่อให้เกิดความต้านทานกับแมลงมาใช้ในการหมุนเวียนสารร่วมด้วยในการป้องกัน
กำจัดเพื่อป้องกันการเกิดความต้านทาน เช่น การใช้น้ำมัน การใช้น้ำสบู่ ซึ่งสามารถฆ่าแมลงโดยไม่จำเพาะ
เจาะจง สารพวกน้ีจะฆ่าได้ท้งั แมลงต้านทานและแมลงอ่อนแอ และถา้ ใช้สารกลุ่ม 4 ในอตั ราที่แนะนำไม่ได้ผล

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพอ่ื แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช

90

ก็ไม่ควรใช้สารกลุ่ม 4 ในอัตราที่สูงกวา่ อัตราแนะนำไม่ว่าจะใชเ้ ป็นสารแบบเดี่ยวหรอื ใช้แบบผสมเพราะจะทำ
ใหแ้ มลงมีความต้านทานเพิม่ ขนึ้

8. ใช้สารกลุ่ม 4 ร่วมกับเกษตรดีที่เหมาะสม (Good Agricultural Practice, GAP) มีการป้องกัน
กำจัดหลาย ๆ วิธี โดยทำในรูปการบริหารจัดการศัตรูพืชหรือ Integrated Pest Management (IPM) หรือ
Integrated Crop Management, (ICM) เช่น สำรวจแมลงศัตรูพืชและทำตามคำแนะนำในการป้องกันกำจัด
เมอ่ื ศตั รถู งึ ระดบั เศรษฐกิจ ใช้ศัตรูธรรมชาติ ทำความสะอาดแปลง ใช้พนั ธตุ์ ้านทาน และปลกู พืชสลับกับพืชอ่ืน
ๆ ในการใช้สารกลุ่ม 4 ทางดิน (soil treatment) หรือใช้โดยการคลุกเมล็ด (seed treatment) นั้นจะ
ปลอดภยั ตอ่ แมลงศตั รตู ามธรรมชาติมากกวา่ การพ่นสารกลมุ่ 4 ไปบนตน้ พืชโดยตรง

9. มีแปลงข้างเคียงที่ไม่ไดพ้ ่นสารเพื่อเป็นท่ีอยู่อาศยั ของแมลงอ่อนแอ (refugia) โดยแมลงออ่ นแอจาก
แปลงนจี้ ะมาผสมกนั กับแมลงที่มียีนต้านทานจากแปลงที่พ่นสารกลุ่ม 4 ซง่ึ จะเป็นการเจือจางยีนต้านทานและ
เป็นการจัดการความตา้ นทานอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ

10. สำรวจความต้านทานในประชากรแมลงเป็นประจำ เพื่อดูว่าประชากรแมลงมีการเปลี่ยนแปลง
ความตา้ นทานต่อสารกลุม่ 4 อยา่ งไรและเมื่อไหร่ จะไดป้ รับแผนการใช้สารแบบหมุนเวียนได้ถูกต้องว่าจะต้อง
เลอื กกลมุ่ สารกำจัดแมลงชนดิ ใดที่เหมาะสมในการพน่ สาร

การจดั การความต้านทานกับการบรหิ ารศตั รพู ชื

การจัดการความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงในแมลงศัตรูพืชอย่างยั่งยืนและประสบผลสำเร็จน้ัน
จะต้องทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารศัตรูพืชหรือ Integrated Pest Management (IPM) (Brattsten
et al.,, 1986; Phillips et al.,, 1989) การจัดการความตา้ นทานจะตอ้ งมีการป้องกันกำจัดศัตรูพชื หลาย ๆ วธิ ี
ร่วมกัน และไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชเพียงอย่างเดียวในการป้องกันกำจัด Buss et al.,, (2007) และ Onstad
(2008a) ได้แนะนำการจดั การความตา้ นทานต่อสารกำจัดแมลงให้เปน็ ส่วนหน่งึ ของการบริหารศัตรูพชื ดังนี้

1. ต้องมกี ารสำรวจจำนวนแมลงศตั รูพชื อยา่ งสม่ำเสมอก่อนพน่ สารวา่ สมควรทำการป้องกันกำจัดหรือ
ยงั และสำรวจจำนวนแมลงศัตรพู ืชหลงั พน่ สารวา่ จำนวนลดลงไหม และแมลงศตั รูพชื จะเพิ่มปริมาณมากข้ึนจน
ต้องพน่ สารอกี ครั้งเมอื่ ใด

2. การพ่นสารกำจัดศัตรูพืชจะต้องคำนึงถึงระดับเศรษฐกิจ (Economics Threshold, ET) ซึ่งถ้าทำ
การปอ้ งกันกำจดั เม่ือจำนวนแมลงถึงระดับเศรษฐกจิ จะให้ผลคุ้มคา่ มากกว่าการไม่ทำการป้องกันกำจัด ยกเว้น
การใช้สารทางดินในขณะปลูกเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูจะไม่คำนึงถึงค่าระดับเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าสำรวจ
จำนวนแมลงศัตรูพืชในแปลงพบวา่ จำนวนแมลงศตั รูพชื ถึงระดับเศรษฐกิจกส็ มควรพน่ สารกำจดั แมลงได้

3. มีการใช้วิธีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชหลายวิธีร่วมกัน เช่น ใช้วิธีการเขตกรรมโดยมีการทำ
ความสะอาดแปลง กำจัดเศษซากพืชเก่า เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของศัตรูพืช ใช้วิธีการทางชีวภาพโดยใช้
แมลงตัวห้ำตัวเบียน ใช้โรคของแมลง ใช้วิธีการปลกู พืชแบบหมุนเวยี นโดยปลูกพืชทีม่ ีศตั รตู ่างชนิดกัน ใช้พันธ์ุ
พชื ตา้ นทาน ใช้วธิ ีกลโดยการใช้กับดัก ใชว้ ิธีการทางพฤติกรรมโดยการใช้กบั ดักสารล่อเพ่ือฆ่าแมลงหรือเพื่อทำ
ใหแ้ มลงสับสนในการผสมพนั ธุ์

4. พ่นสารในช่วงที่ศัตรูพืชอ่อนแอที่สุด เช่น ในระยะตัวอ่อน และใช้สารที่มีประสิทธิภาพสูงในการ
กำจดั ศตั รูพืชโดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ใช้อตั ราการพ่นสารและช่วงการพน่ สารตามคำแนะนำ และพ่นสารโดย
ใช้เทคนิคการพ่นสารที่ถูกต้อง การพ่นจะต้องครอบคลุมทั่วต้น ระดับ pH น้ำที่เหมาะสม (pH 5-7) หัวฉีด
สามารถฉีดไดก้ ระจายทัว่ และไม่อุดตัน ในพืชท่ีมขี นาดใหญ่ต้องมีการตดั แต่งทรงพมุ่ ให้โปร่งเพื่อสารกำจัดแมลง
จะได้กระจายเขา้ ได้ทัว่ ท้งั ต้น และใช้อตั ราน้ำตามคำแนะนำ

เอกสารวิชาการ
การใช้สารกาจดั แมลงและไรศตั รพู ืชเพอื่ แกไ้ ขปัญหาความต้านทานศตั รพู ืช


Click to View FlipBook Version