The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟเพื่อจำหน่าย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by S pooh, 2023-09-18 04:23:04

การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟเพื่อจำหน่าย

การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟเพื่อจำหน่าย

การศึกษาตนทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบูกากกาแฟเพื่อจำหนาย นางสาวพิมลรัตน แตงออน รหัสประจำตัว 64202011315 นางสาววริศรา คลายรักษ รหัสประจำตัว 64202011320 นางสาวสุภาวดี แจมจำรัส รหัสประจำตัว 63202011333 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชา การบัญชี สาขางาน การบัญชี หอง 3 ครูที่ปรึกษา นางสาวสกาวใจ พัชรพงศศานต วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร อาชีวศึกษาจังหวัดพิจิตร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2566


ใบรับรองโครงงาน รายวิชา โครงงาน รหัสวิชา 20201-8501 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ชื่อโครงงาน การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟเพื่อจำหน่าย ผู้รับผิดชอบโครงงาน 1. นางสาวพิมลรัตน์ แตงอ่อน รหัสนักศึกษา 64202011315 2. นางสาววริศรา คล้ายรักษ์ รหัสนักศึกษา 64202011320 3. นางสาวสุภาวดี แจ่มจำรัส รหัสนักศึกษา 63202011333 ครูที่ปรึกษา นางสาวสกาวใจ พัชรพงศ์ศานต์ ปีการศึกษา 2566 ได้รับอนุมัติให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชาโครงงาน สาขาวิชา การบัญชี หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 คณะกรรมการสอบโครงงาน ลงชื่อ..............................................ประธาน (นางสาวจารุณี จุลบุตร) ลงชื่อ..............................................กรรมการ (นางสาวสกาวใจ พัชรพงศ์ศานต์) ลงชื่อ..............................................กรรมการและเลขานุการ (นางสาวอรวลัญช์ น้อยสมวงษ์) ลงชื่อ..............................................หัวหน้าแผนกวิชาการบัญชี (นางสกาวรัตน์ บุญศิลป์) ลงชื่อ..............................................รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ (นายอิศรา อยู่ยิ่ง) ลงชื่อ..............................................ผู้อำนวยการวิทยาลัย (นายชัยณรงค์ คัชมาตย์)


ก ชื่อผลงาน : การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟเพื่อจำหน่าย ผู้จัดทำ :1. นางสาวพิมลรัตน์ แตงอ่อน รหัสนักศึกษา 64202011315 2. นางสาววริศรา คล้ายรักษ์ รหัสนักศึกษา 64202011320 3. นางสาวสุภาวดี แจ่มจำรัส รหัสนักศึกษา 63202011333 ครูที่ปรึกษา : นางสาวสกาวใจ พัชรพงศ์ศานต์ สาขาวิชา : การบัญชี สาขางาน : การบัญชี ปีการศึกษา : 2566 บทคัดย่อ ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1. เพื่อศึกษาและประดิษฐ์ชิ้นงานจากวัสดุเหลือใช้ 2. เพื่อเพิ่มมูลค่าและลดปัญหาขยะจากวัสดุที่เหลือใช้ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตสบู่กากกาแฟ โดยมีสมมติฐานในการวิจัย คือ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จากนักเรียนนักศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่แบบสอบถามความพึงพอใจของกลุ่มแม่บ้านที่มีต่อผลิตภัณฑ์ สบู่กากกาแฟ ค่าสถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. ต้นทุนในการผลิตสบู่กากกาแฟเฉลี่ย 12.25 บาทต่อก้อน 2. ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากการผลิตสบู่กากกาแฟต่อก้อน ในปริมาณ 1 ก้อน ในราคา 29 บาท ค่าใช้จ่ายในการผลิต 7.50 บาทต่อก้อน 3. ความพึงพอใจในการใช้สบู่กากกาแฟ ในภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก และเมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อ ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคลและส่งเสริมการขาย รองลงมาคือปัจจัยด้านราคาและปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์


ข กิตติกรรมประกาศ การจัดทำโครงการครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดีด้วยความอนุเคราะห์และความกรุณาให้ คำปรึกษา ตั้งแต่ต้นจนจบเสร็จสมบูรณ์ ตลอดจนให้ความรู้และประสบการณ์ที่ดีแก่ข้าพเจ้าจาก นางสาวอรวลัญช์ น้อยสมวงษ์ ครูผู้สอนวิชาโครงงาน ผู้จัดทำขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณนางสาวสกาวใจ พัชรพงศ์ศานต์ครูที่ปรึกษาโครงงานที่กรุณาให้ คำแนะนำและให้คำปรึกษามาตลอดจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตั้งแต่แรกให้ความช่วยเหลือแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ เพื่อให้จัดทำโครงงานฉบับนี้ให้มีความสมบูรณ์ ผู้จัดทำโครงงานขอขอบพระคุณคณะ อาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา บ่มเพาะจนผู้ศึกษาสามารถนำหลักการมาประยุกต์ใช้และ อ้างอิงในการจัดทำโครงงานครั้งนี้ อีกทั้งบิดามารดา พี่น้องและเพื่อน ๆ ของผู้จัดทำโครงงาน ซึ่งให้ กำลังใจและความช่วยเหลือมาโดยตลอด คุณค่าอันพึงมีจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยอิสระฉบับนี้ ขอขอบเพื่อคุณบิดามาดา ครูอาจารย์ และผู้มีพระคุณทุกท่าน พิมลรัตน์ แตงอ่อน วริศรา คล้ายรักษ์ สุภาวดี แจ่มจำรัส


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง ค สารบัญภาพ จ บทที่ 1. บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์การศึกษา 1 1.3 ขอบเขตการศึกษา 2 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ 2 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับต้นทุน 3 2.2 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับผลตอบแทน 8 2.3 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 9 2.4 กรอบแนวคิดในการจัดทำโครงงาน 14 3. วิธีการดำเนินงาน 3.1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา 15 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 15 3.3 วิธีการดำเนินการศึกษา 15 3.4 การเก็บรบรวมข้อมูล 16 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 16 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 16


ค สารบัญ (ต่อ) หน้า 4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 ข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟ 17 4.2 ข้อมูลสภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 22 4.3 ข้อมูลปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้สบู่กากกาแฟใน 24 วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร 4.4 ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำสบู่กากกาแฟ 25 5. สรุปการศึกษา การอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการศึกษา 26 5.2 อภิปราย 27 5.3 ข้อเสนอแนะ 27 บรรณานุกรม 28 ภาคผนวก ภาคผนวก ก แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม 30 ผู้ใช้สบู่กากกาแฟ ภาคผนวก ข แบบเสนอหัวข้อโครงงานและเค้าโครง โครงงานต้นทุนและ 39 ผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟเพื่อจำหน่าย ภาคผนวก ค แสดงภาพการลงพื้นที่การเก็บข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัย 46 ที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้สบู่กากกาแฟและการผลิตสบู่กากาแฟ ภาคผนวก ง แสดงภาพพบครูที่ปรึกษาโครงงาน 56 ภาคผนวก จ ภาพการปรึกษาครูผู้สอนโครงงาน 72 ประวัติผู้จัดทำโครงงาน 75


ง สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4.1.1 แสดงการแบ่งประเภทต้นทุนที่ทำการศึกษา 17 4.1.2 ต้นทุนค่าวัติวัตถุดิบในการทำสบู่กากกาแฟ 18 4.1.3 แสดงต้นทุนค่าแรงงานในการผลิตสบู่กากกาแฟ 18 4.1.4 แสดงต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าน้ำที่ใช้ในการทำสบู่กากกาแฟ 18 4.1.5 แสดงข้อมูลสินทรัพย์และค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ 19 4.1.6 แสดงข้อมูลต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิต 19 4.1.7 แสดงข้อมูลต้นทุนในการผลิตสบู่กากกาแฟ 20 4.1.8 แสดงต้นทุนของราคาขายต่อก้อนของผลิตภัณฑ์สบู่กากกาแฟ 20 4.1.9 แสดงกำไรขั้นต้นจากการทำสบู่กากกาแฟเฉลี่ยต่อก้อน 21 4.1.10 แสดงผลการคำนวณหาอัตราผลตอบแทนจากการทำสบู่กากกาแฟ 21 4.2.1 แสดงจำนวนและค่าร้อยละของเพศของผู้ตอบแบบสอบถาม 22 4.2.2 แสดงจำนวนและค่าร้อยละของอายุของผู้ตอบแบบสอบถาม 22 4.2.3 แสดงจำนวนและค่าร้อยละของการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถาม 23 4.2.4 แสดงจำนวนและค่าร้อยละของอาชีพของผู้ตอบแบบสอบถาม 23 4.3 การแสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความคิดเห็นเกี่ยวกับ 24 ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้สบู่กากกาแฟ 4.4 ข้อมูลเกี่ยวกับการทำสบู่กากกาแฟ 25


จ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1. ภาพการส่งเว็บไซต์ให้นักศึกษาตอบแบบสอบถามออนไลน์ 33 2. ภาพการส่งเว็บไซต์ให้นักศึกษาตอบแบบสอบถามออนไลน์ 33 3. ภาพวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมในการทำสบู่กากกาแฟ 41 4. ภาพวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมในการทำสบู่กากกาแฟ 41 5. ภาพวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมในการทำสบู่กากกาแฟ 42 6. ภาพวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมในการทำสบู่กากกาแฟ 42 8. ภาพวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมในการทำสบู่กากกาแฟ 43 9. ภาพวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมในการทำสบู่กากกาแฟ 43 10. ภาพวิธีการทำที่ 1 44 11. ภาพวิธีการทำที่ 2 44 12. ภาพวิธีการทำที่ 3 45 13. ภาพวิธีการทำที่ 4 45 14. ภาพวิธีการทำที่ 5 46 15. ภาพวิธีการทำที่ 6 46 16. ภาพวิธีการทำที่ 7 47 17. ภาพวิธีการทำที่ 8 47 18. ภาพวิธีการทำที่ 9 48 19. ภาพสบู่กากกาแฟพร้อมจำหน่าย 48 20. ภาพการจำหน่ายสินค้า 49 21. ภาพการจำหน่ายสินค้า 49 22. ภาพพบครูผู้สอนโครงงาน ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2566 67 23. ภาพพบครูผู้สอนโครงงาน ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2566 67 24. ภาพพบครูที่ปรึกษาโครงงาน ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2566 68 25. ภาพพบครูที่ปรึกษาโครงงาน ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2566 68


บทที่1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าในจังหวัดพิจิตรมีร้านกาแฟอยู่หลายร้านและร้านกาแฟ แต่ละร้าน มีการใช้กาแฟในการทำเมนูเครื่องดื่มในร้านจำนวนมาก ทำให้มีจำนวนของกากกาแฟเป็นจำนวนมาก กากของกาแฟนั้นไม่สามารถนำกลับไปชงได้อีกและหากไม่มีการจำกัดกากกาแฟที่ดีจะทำให้เป็น ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ เช่นการเกิดเชื้อราจากการหมักหมม การเกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งส่งผลต่อ โรคทางเดินหายใจได้การเกิดกากกาแฟอุดตันในระบบท่อระบายน้ำ กากกาแฟมีประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์ต่อผิวสามารถนำกากกาแฟที่มีคุณภาพทำเป็น สบู่กากกาแฟเพื่อชำระร่างกายให้มีผิวพรรณที่ดีทั้งช่วยให้ผิวดูอ่อนโยน ลดรอยแตกลาย ผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวเนียนสม่ำเสมอ ประโยชน์ของคาเฟอีนที่อยู่ในสบู่กากกาแฟ นอกจากกากกาแฟ จะช่วยผลัด เซลล์ผิวเก่า เผยเซลล์ผิวใหม่ที่ดีกว่าแล้ว คาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผิวดีขึ้น อีกด้วย คาเฟอีนเป็นส่วนประกอบที่พบได้ใน ใบชา เม็ดกาแฟ ในทางการแพทย์คาเฟอีนถูกนำมาใช้ กระตุ้นระบบประสาทเพื่อให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพคนส่วนใหญ่จะทราบแค่ว่า การดื่มกาแฟมีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ ส่วนน้อยที่จะทราบว่ากาแฟมีผลต่อผิวพรรณของคนเรา คาเฟอีนจะช่วยให้ผิวกระชับ นั้นเป็นเหตุทำให้ลดเซลลูไลท์ได้ จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ผู้จัดทำโครงงานซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับการทำสบู่กากกาแฟจนทำ ให้เกิดสบู่กากกาแฟ ปัญหาผิวของผู้ใช้ในแต่ละคนจึงมีแนวคิดที่จะศึกษามาเพื่อดูต้นทุนของการทำ สบู่กากกาแฟและเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาเปรียบเทียบต้นทุนในการซื้อจ่ายสบู่กากกาแฟ 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.2.1 เพื่อศึกษาและประดิษฐ์ชิ้นงานจากวัสดุเหลือใช้ 1.2.2 เพื่อเพิ่มมูลค่าและลดปัญหาขยะจากวัสดุที่เหลือใช้ 1.2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการให้ความรู้เกี่ยวกับ การผลิตสบู่กากกาแฟ


2 1.3 ขอบเขตการศึกษา 1.3.1 ด้านตัวแปร - 1.3.2 ด้านเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิต สบู่กากกาแฟ 1.3.3 ศึกษาต้นทุนการผลิตสบู่กากกาแฟ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการทำ จนไปถึงขั้นตอน การจัดจำหน่าย และวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน ในการผลิตสบู่กากกาแฟ 1.3.4 ศึกษาผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนผลิตสบู่กากกาแฟ 1.3.5 ด้านเวลา พฤษภาคม - สิงหาคม 2566 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากกการศึกษา 1.4.1 สามารถทำให้นักเรียนศึกษาเกิดรายได้เพิ่มมากขึ้น 1.4.2 ทำให้ทราบต้นทุนผลิตภัณฑ์การผลิตสบู่กากกาแฟ 1.4.3 ทำให้เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพในอนาคต 1.4.4 ทำให้เกิดความรู้เกี่ยวกับการทำสบู่กากกาแฟ 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 ต้นทุน หมายถึง ต้นทุนทั้งสิ้นของการผลิตสบู่จากกากกาแฟ 1.5.2 ค่าใช้จ่ายที่เป็นรายได้ หมายถึง ผลต่างระหว่างต้นทุนการผลิต สบู่กากกาแฟกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อและทำสบู่กากกาแฟ


บทที่ 2 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาครั้งนี้ เป็นการจัดทำโครงการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการทำ สบู่กากกาแฟ ผู้จัดทำโครงการได้ศึกษาหลัก แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 2.1 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับต้นทุน 2.2 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับผลตอบแทน 2.3 ข้อมูลการทำสบู่กากกาแฟของวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.5 กรอบแนวคิดในการจัดทำโครงการ 2.1 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับต้นทุน 2.1.1 ความหมายของต้นทุน ต้นทุน คือ ทรัพยากรที่ต้องเสียไปเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ในรูปของสินทรัพย์ หรือบริการและจะใช้ประโยชน์ในอนาคต เช่น ต้นทุนของอาคารที่ยังเหลืออยู่หลังจากหักในส่วนที่ บริการคุ้มครองแล้วในงวดปัจจุบัน สินค้าคงเหลือที่ยังไม่ได้จำหน่ายออกไป เป็นต้น ต้นทุนที่ยังไม่ได้ใช้ ประโยชน์เหล่านี้จะแสดงเป็นสินทรัพย์อยู่ในงบดุล ณ วันสิ้นงวด มูลค่าของทรัพยากรที่สูญเสียไป เพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการ โดยมูลค่านั้นจะต้องสามารถวัดได้เป็นหน่วยเงินตรา ซึ่งเป็นลักษณะ ของการลดลงในสินทรัพย์หรือเพิ่มขึ้นในหนี้สิน ต้นทุนที่เกิดขึ้นอาจจะให้ประโยชน์ในปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ได้ เมื่อต้นทุนใดที่เกิดขึ้นแล้วและกิจการได้ใช้ประโยชน์ไปทั้งสิ้น แล้วต้นทุนนั้นก็จะ ถือเป็น "ค่าใช้จ่าย" (Expenses) ดังนั้น ค่าใช้จ่ายจึงหมายถึงต้นทุนที่ได้ให้ประโยชน์และกิจการได้ ใช้ประโยชน์ทั้งหมดไปแล้วในขณะนั้นและสำหรับต้นทุนที่กิจการสูญเสียไป แต่จะให้ประโยชน์ แก่กิจการในอนาคดเรียกว่า สินทรัพย์ (Assets)


4 2.1.2 ความสำคัญของต้นทุน การบัญชีต้นทุน (Cost Accounting) จัดเป็นวิธีการทางบัญชีที่ทำหน้าที่รวบรวม ข้อมูล ทางด้านต้นทุนของธุรกิจ ประเภทอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์พื้นฐานในการจัดทำรายงาน ทางการเงินตลอดจนวิเคราะห์ และจำแนกข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารต้นทุน (Cost Management) ตามความต้องการของผู้บริหาร ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่แต่ธุรกิจประเภทอุดสาหกรรมเท่านั้น ที่จะต้องใช้ วิธีการทางบัญชีหรือข้อมูลของบัญชีต้นทุน แต่ยังมีธุรกิจอีกหลายประเภท เช่น โรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย ธนาคาร บริษัทเงินทุน บริษัทสายการบิน และกิจการอื่น ๆ อีกมากมายที่ได้ มีการวิธีการบัญชีต้นทุนไปประยุกต์ใช้เพื่อการตัดสินใจของผู้บริหาร อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ ที่สำคัญของข้อมูลทางบัญชีต้นทุนพอสรุปได้ดังนี้ 2.1.3 การแบ่งประเภทของต้นทุน 1) การจำแนกต้นทุนตามลักษณะส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ 1.1) วัตถุดิบ 1.1.1) วัตถุดิบทางตรง (Direct materials) หมายถึง วัตถุดิบทางตรง จะเป็นส่วนประกอบหลักของผลิตภัณฑ์ ปริมาณการใช้งานจะแปรผันกับปริมาณการผลิตโดยตรง เช่น วัตถุดิบทางตรงของยางรถยนต์ คือ ยางพารา วัตถุดิบทางตรงของน้ำดื่มบรรจุขวด คือ น้ำเปล่า และขวดพลาสติก เป็นต้น. 1.1.2) วัตถุดิบทางอ้อม (Indirect materials) วัตถุดิบทางอ้อม เป็นวัสดุ ประกอบการผลิตหรือสนับสนุนการผลิต เช่น ผ้าเช็ดมือ สกรูน้ำมันหล่อเย็น น้ำยาทำความสะอาด เป็นต้น ต้นทุนการผลิตวัตถุดิบทางอ้อมจะไม่แปรผันกับการผลิตโดยตรง นอกจากนี้ต้นทุนการของ วัตถุดิบทางอ้อมบางครั้งก็ถูกจัดให้เป็นค่าโสหุ้ยได้เช่นกัน ในบางครั้งการจำแนกทุนการผลิตของ วัตถุดิบระหว่างต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อมอาจจะมีการเปลี่ยนตามนโยบายด้านต้นทุนของ แต่ละบริษัท เช่น มีดกลึง บางครั้งก็ถูกจัดให้เป็นต้นทุนทางตรง และบางครั้งก็ถูกจัดให้เป็นต้นทุน ทางอ้อมได้ 1.2) ค่าแรงงาน 1.2.1) ค่าแรงงานทางตรง (Direct labor) หมายถึง ค่าแรงงานต่าง ๆ ที่จ่ายให้แก่คนงานหรือลูก จ้างที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้าสำเร็จรูปโดยตรงรวมทั้งเป็น ค่าแรงงานที่มีจำนวนมากเมื่อเทียบกับค่าแรงงานทางอ้อมในการผลิตสินค้าหน่วยหนึ่ง ๆ และจัดเป็น ค่าแรงงานส่วนสำคัญในการแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น คนงานที่ทำงานเกี่ยวกับ การควบคุมเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตก็ควรถือเป็นแรงงานทางตรง พนักงานในสายการประกอบ เป็นต้น


5 1.2.2) ค่าแรงงานทางอ้อม (Indirect labor) หมายถึง ค่าแรงงาน ที่พนักงาน ทำความสะอาดเครื่องจักร และ โรงงาน พนักงานตรวจสอบคุณภาพ ช่างซ่อมบำรุงตลอด จนต้นทุน ที่เกี่ยวข้องกับคนงาน เช่น ค่าภาษีที่ออกให้ลูกจ้าง สวัสดิการต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งค่าแรงงานทางอ้อม เหล่านี้จะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายการผลิต 1.3) ค่าใช้จ่ายในการผลิต หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการผลิตเป็นต้นทุนในการผลิต สินค้าอย่างหนึ่งได้แก่ วัตถุดิบทางอ้อม ค่าแรงงานทางอ้อม ค่าประกันภัยโรงงานค่าซ่อมแซมโรงงาน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายในการผลิต บางประเภทที่ไม่อาจคิดโดยตรงกับแผนกต่าง ๆ ได้แก่เงินเดือนผู้ควบคุมโรงงาน ค่าเสื่อมราคาโรงงาน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องนำมาคิดเป็นต้นทุนของผลิตภัณฑ์โดยการปันส่วน การคิดค่าใช้จ่ายในการผลิต เข้าเป็นต้นทุนผลิตภัณฑ์มีปัญหายุ่งยากหลายอย่าง วิธีเดียวที่ใช้สะดวกและง่าย คือ ใช้อัตราถัวเฉลี่ย ซึ่งเรียกว่าเป็นอัตราค่าใช้ง่ายในการผลิต 2) การจำแนกต้นทุนตามความสำคัญและถักษณ์ของต้นทุน การคำนวณหาดันทุนที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์มีความสำคัญในการบริหารงาน ทั้งด้านการตลาดและการผลิตและเพื่อการตั้งราคาขายผลิตภัณฑ์หนึ่งผลิตภัณฑ์ใดด้วย ผู้บริหาร จำเป็นต้องใช้ข้อมูลต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆเพื่อการวางแผน ธุรกิจและเพื่อวัดผลคำเนินการของ กิจการว่ามีกำไรหรือขาดทุน ดังนั้นข้อมูลตัวเลขของต้นทุนจึงใช้ในการประกอบการตัดสินใจ ของผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการด้วยการจำแนกประเภทของต้นทุนออกมาในหลายลักษณะ ที่ต่างกัน เพราะต้นทุนในแต่ละประเภทก็จะมีวัตถุประสงค์การใช้ในการตัดสินใจแต่ละปัญหาที่ต่างกันไป ซึ่งจะส่งผลให้การจำแนกต้นทุนมีหลายมุมมองได้และเกิดประโยชน์ในแต่ละมุมมองนั่นเอง 2.1) ต้นทุนขั้นตัน (Prime Costs) หมายถึง ดันทุนรวมระหว่างวัตถุดิบทางตรง และค่าแรงงานทางตรง ซึ่งตามปกติเราจะถือว่า ต้นทุนขั้นต้นจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการผลิต รวมทั้งเป็นต้นทุนที่มีจำนวนมากเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบัน การผลิตในธุรกิจบางแห่งมีการใช้เครื่องจักรมากขึ้น ทำให้สันทุนค่แรงงานทางครงลดลง ในลักษณะ เช่นนี้ต้นทุนขั้นต้นก็จะมีความสำคัญลคลงเมื่อเทียบกับคั้นทุนแปรสภาพ 2.2) ต้นทุนแปรสภาพ (Conversion costs) หมายถึง ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง กับการแปรสภาพหรือเปลี่ยนรูปแบบจากวัตถุดิบทางตรงให้กลายเป็นสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งต้นทุน ดังกล่าว ประกอบไปด้วยค่าแรงทางตรงและค่าจ่ายในการผลิต รวมทั้งค่าเสื่อมราคาและค่าซ่อมบำรุง เครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต


6 3) การจำแนกต้นทุนตามความสัมพันธ์กับระดับของกิจกรรม บางครั้งเราก็เรียกว่า "การจำแนกต้นทุนตามพฤติกรรมของตันทุน " (Cost Behavior) ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นการวิเคราะห์จำนวนของดันทุนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ไป ตามปริมาณการผลิต หรือระดับของกิจกรรมที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดต้นทุน (Cost Driver) ในการ ผลิตทั้งที่เกี่ยวกับการวางแผน การควบคุม การประเมิน และวัดผลการดำเนินงาน การจำแนกต้นทุน ตามความสัมพันธ์กับระดับของกิจกรรม เราสามารถที่จะจำแนกต้นทุนได้ 3 ชนิดคือ ต้นทุนผันแปร ตันทุนคงที่ ต้นทุนผสม อย่างไรก็ตามแนวคิดในการจำแนกต้นทุนใน 3 ชนิดนี้ เป็นการจำแนกต้นทุนที่ อยู่ในช่วงของต้นทุนที่มีความหมายต่อการตัดสินใจ (Relevant range) นั่นก็คือเป็นช่วงที่ต้นทุนคงที่ รวม และดันทุนผันแปรต่อหน่วยยังมีลักษณะคงที่หรือไม่เปลี่ยนแปลง 3.1) ต้นทุนผันแปร (Variable Costs) หมายถึง ต้นทุนผันแปร คือ ต้นทุนของ กิจการประเภทหนึ่งที่กิจการเสียทรัพยากรไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการ อันจะก่อให้เกิด ประโยชน์กับกิจการในอนาคต ดันทุนผันแปร หรือ Variable Cost มีลักษณะแปรผันไปตามจำนวน สินค้าที่ผลิต หรือเมื่อมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการผลิต ต้นทุนก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งจะแตกต่างกับดันทุนคงที่อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับดันทุนคงที่ได้ 3.2) ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) หมายถึง เป็นต้นทุนซึ่งจำนวนรวม จะไม่เปลี่ยนแปลงไปกับการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการผลิตภายในช่วงที่พิจารณา หรือ ไม่ว่า ปริมาณกิจกรรมจะเพิ่มขึ้นหรือลคลง ดันทุนคงที่รวมจะไม่เปลี่ยนแปลง เช่น เงินเดือนผู้ควบคุมตรา โรงงาน ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ค่าประกันภัยโรงงานเครื่องจักร ภาษีและค่าเช่า กึ่งผันแปร คือ ต้นทุนที่มีลักษณะผสมทั้งที่เป็นต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร นั่นคือ จำนวนรวมของต้นทุน จะเปลี่ยนแปลงตามปริมาณของกิจกรรม แต่ไม่ได้แปรไปในอัตราส่วนโดยตรงกับปริมาณกิจกรรม เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าเบี้ยประกันภัย ค่ากำลังไฟ ค่าตรวจสอบคุณภาพสินค้าเป็นดันต้นทุนแผนกผลิต แผนกผลิตเป็นแผนกที่ทำการแปรสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปโดยใช้แรงงานคนหรือ เครื่องจักร ต้นทุนของแผนกผลิตจะถือเป็นด้นทุนของผลิตภัณฑ์เพราะเกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรง เช่น แผนกตัด แผนกประกอบ แผนกตกแต่ง เป็นต้น 3.3) ต้นทุนผสม (Mixed Costs) หมายถึง ต้นทุนที่มีลักษณะของต้นทุนคงที่ และดันทุนผันแปรรวมอยู่ด้วยกัน ในช่วงของการคำเนินกิจกรรมที่มีความหมายต่อการตัดสินใจ โดยต้นทุนผสมนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ต้นทุนกึ่งผันแปร และต้นทุนกึ่งคงที่หรือต้นทุนเชิงขั้น 3.4) ต้นทุนกึ่งแปรผัน (Semi Variable Cost) หมายถึง ต้นทุนที่จะมีต้นทุน ส่วนหนึ่งคงที่ทุกระดับของกิจกรรมและมีต้นทุนอีกส่วนหนึ่งจะผันแปรไปตามระดับของกิจกรรม เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าโทรสาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งก็เป็นการยากที่จะระบุได้ว่าต้นทุน ส่วนใดเป็นต้นทุนผันแปร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคในการประมาณต้นทุนเข้ามาช่วยในการ วิเคราะห์ซึ่งเทคนิคในการประมาณต้นทุนจะได้ศึกษาต่อไปในส่วนของการบัญชีต้นทุนที่เกี่ยวกับ การใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ 3.5) ต้นทุนเชิงขั้น (step cos) หมายถึง ต้นทุนที่จะมีจำนวนคงที่ ณ ระดับ กิจกรรมหนึ่งและจะเปลี่ยนไปคงที่ในอีกระดับกิจกรรมหนึ่ง เช่น เงินเดือน ผู้ควบคุมคนงาน ค่าเช่า บางลักษณะ เป็นต้น


7 4) การจำแนกต้นทุนตามความสัมพันธ์กับหน่วยต้นทุน ในการจำแนกต้นทุนลักษณะนี้เราสามารถที่จะจำแนกได้ 2 ชนิด คือ ต้นทุน ทางตรง (Direct cost) และต้นทุนทางอ้อม (Indirect cost) โดยพิจารณาตามความสามารถที่ระบุได้ ว่าต้นทุนใดเป็นต้นทุนของงานใด แผนกใด หรือเขตการขายใด เป็นต้น 4.1) ต้นทุนทางตรง (Direct cost) หมายถึง ต้นทุนที่ฝ่ายบริหารสามารถ ที่จะระบุได้ว่าต้นทุนใดเป็นของหน่วยต้นทุน เช่น วัตถุดิบทางตรงและค่าแรงงาน ทางตรงที่ ใช้ในการผลิตงานผลิตชิ้นใดชิ้นหนึ่ง หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรในแผนกประกอบ ก็คือ ต้นทุน ทางตรงของแผนกประกอบนั่นเอง 4.2) ต้นทุนทางอ้อม (Indirecl cost) หมายถึง ต้นทุนร่วม (Common cost) ที่เกิดขึ้น โดยไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากหน่วยต้นทุนใด โดยปกติแล้ว ต้นทุนทางอ้อมนี้จะถูกแบ่ง สรรให้แก่หน่วยต้นทุนต่าง ๆ ด้วยเทคนิควิธีในการจัดสรรต้นทุน (Allocation techniques) ซึ่งโดยทั่วไปต้นทุนเกี่ยวกับการผลิตนั้น ต้นทุนทางอ้อมก็หมายถึงค่าใช้จ่ายการผลิตของสินค้า 5) การจำแนกต้นทุนตามหน้าที่งานในสายการผลิต การคำนวณหาต้นทุน ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์มีความสำคัญในการบริหารงาน ทั้งด้านการตลาดและการผลิตและเพื่อ การตั้งราคาขายผลิตภัณฑ์หนึ่งผลิตภัณฑ์ใดด้วย ผู้บริหารจำเป็นต้องใช้ข้อมูลต้นทุนและค่าใช้จ่าย ต่าง ๆเพื่อการวางแผนธุรกิจและเพื่อวัดผลดำเนินการของกิจการว่ามีกำไรหรือขาดทุน ดังนั้นข้อมูล ตัวเลขของต้นทุนจึงใช้ในการประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการด้วยการจำแนก ประเภทของต้นทุนออกมาในหลายลักษณะที่ต่างกันเพราะต้นทุนในแต่ละประเภทก็จะมีวัตถุประสงค์ การใช้ในการตัดสินใจแต่ละปัญหาที่ต่างกันไปซึ่งจะส่งผลให้การจำแนกต้นทุนมีหลายมุมมองได้ และเกิดประโยชน์ในแต่ละมุมมองนั่นเอง 5.1) ต้นทุนแผนกผลิต (Cost of production departments) หมายถึง ต้นทุน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องจักร คนงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในแผนกผลิตสินค้า ของกิจการ เช่น แผนกตัด แผนกเชื่อม แผนกประกอบ แผนกบรรจุ 5.2) ต้นทุนแผนกบริการ (Cost of service departments) หมายถึง แผนก บริการ เป็นแผนกที่ไม่ได้ผลิตสินค้าโดยตรงแต่ให้บริการแก่แผนกอื่นทั้งที่เป็นแผนกผลิต และแผนก บริการด้วยกัน เช่น แผนกบำรุงรักษา แผนกบุคคล แผนกบัญชี ฝ่ายอาหารและ เครื่องดื่ม 6) การจำแนกต้นทุนตามความสัมพันธ์กับเวลา 6.1) ต้นทุนในอดีต (Historical cost) หมายถึง ต้นทุนที่กิจการได้จ่ายไปจริง ตามหลักฐานอันเที่ยงธรรมที่ปรากฏ จำนวนเงินที่กิจการได้จ่ายไปนั้นจึงถือเป็นมูลค่าหรือต้นทุน ของสินค้าหรือสินทรัพย์ของกิจการในอดีต แต่ต้นทุนในอดีตนี้อาจจะไม่มีความเหมาะสมในการนำมา ใช้เพื่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะคำของเงินในอดีดกับในปัจจุบัน ย่อมมีความแตกต่างอันเนื่องมากจากภาวะเงินเฟ้อ และความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ


8 6.2) ต้นทุนทดแทน (Replacement cost) หมายถึง มูลค่า หรือ ราคาตลาด ปัจจุบันของสินทรัพย์ประเภทเดียวกันกับที่กิจการใช้อยู่กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือสินทรัพย์ที่กิจการเคยซื้อ มาในอดีด ถ้าต้องการที่จะซื้อใหม่ในขณะนี้จะต้องจ่ายเงินในจำนวนเท่าไร ซึ่งโดยปกติมูลค่าหรือราคา ต้นทุนทดแทนย่อมมีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนในอดีต ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะการเกิดภาวะเงินเฟ้อส่วนหนึ่ง และจากการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีของสินทรัพย์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น ส่วนหนึ่ง 6.3) ต้นทุนในอนาคต (Future cost) หมายถึง ต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายที่กิจการ คาคว่าจะเกิดขึ้น ในอนาคต จากการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งของผู้บริหาร ซึ่งต้นทุนในอนาคตนั้น อาจจะได้มาจากการประมาณการหรือการพยากรณ์ก็เป็นได้ บ่อยครั้งที่ต้นทุนในอนาคต ถูกนำมาใช้ ในการวางแผน ฉะนั้นการประมาณต้นทุนในอนาคตจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ 7) การจำแนกต้นทุนตามลักษณะของความรับผิดชอบ 7.1) ต้นทุนที่ควบคุมได้ (Controllable cost) หมายถึง ต้นทุน หรือค่าใช้จ่าย ที่สามารถระบุหรือกำหนดได้ว่า หน่วยงานใดหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงกล่าวอีก นัยหนึ่งก็คือมีอำนาจหน้าที่ หรือ มีความสามารถที่จะทำให้ต้นทุนจำนวนนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากการ ตัดสินใจของตน ซึ่งก็จะพิจารณาให้มากขึ้นก็พอที่จะสรุปใด้ว่าต้นทุนที่ควบคุมได้ในหน่วยงานหรือ ผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง ก็อาจจะเป็นต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ในอีกหน่วยงานหรือผู้บริหารอีกคนหนึ่งก็ได้ 7.2) ต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrollabile Cost) หมายถึง ต้นทุน หรือ ค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ ที่หน่วยงานหรือผู้บริหารในระดับนั้น 1 จะควบคุมไว้ได้นั้น คือไม่สามารถที่จะกำหนดต้นทุนประเภทนี้ให้เพิ่มขึ้นหรือลคลงได้โดยปกติต้นทุนที่ควบคุมไม่ใด้ ของผู้บริหารระดับล่างก็มักจะเกิดจากการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงนั่นเอง 2.2 ความรู้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของ ครัวเรือน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 26,371 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการทำงาน ร้อยละ 71.2ได้แก่ ค่าจ้างและเงินเดือน ร้อยละ 45.4 กำไร สุทธิจากการทำธุรกิจ ร้อยละ 1.78 และกำไรสุทธิจากการทำการเกษตร ร้อยละ 8.0 และมีรายได้ที่ ไม่ได้เกิดจากการทำงาน เช่น เงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นนอกครัวเรือน/รัฐ ร้อยละ 12.7 รายได้จากทรัพย์สิน เช่น ดอกเบี้ยร้อยละ 0.9 นอกจากนั้นยังมีรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินซึ่งอยู่ในรูป สวัสดิการ/สินค้า และบริการต่าง ๆ ร้อยละ 14.1


9 ในส่วนค่าใช้จ่ายของครัวเรือนทั่วประเทศ เฉลี่ยเดือนละ 21,236 บาท โดยส่วนใหญ่ เป็นค่าใช้จ่ายในการอุปโภค คิดเป็นร้อยละ 86.6 ได้แก่ ค่าอาหาร เครื่องดื่มและยาสูบ ร้อยละ 33.7 รองลงมาเป็นค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน ร้อยละ 20.8 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทาง และยานพาหนะ ร้อยละ 17.4 ของใช้ส่วนบุคคล/เครื่องนุ่งห่ม/รองเท้า ร้อยละ 6.6 ใช้ในการสื่อสาร ร้อยละ 3.6 ใช้เพื่อการศึกษา และค่าเวชภัณฑ์/คำรักษาพยาบาล ร้อยละ 1.6 ตามลำคับ สำหรับการ บันเทิง การจัดงานพิธี และกิจกรรมทางศาสนาเท่ากันคือร้อยละ 1.0 ในส่วนของคำใช้จ่าย ที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค พบว่ามีการใช้จ่ายสูงถึงร้อยละ 13.4 ซึ่งได้แก่ค่ำภาษี ของขวัญ เบี้ยประกันภัย ซื้อสลากกินแบ่งหวยดอกเบี้ย สำหรับหนี้สินของครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนที่มีหนี้สินมีร้อยละ 46.3 โดยมีจำนวนหนี้สิน เฉลี่ย 167,913 บาท ต่อครัวเรือนซึ่งส่วนใหญ่เป็นทนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน (ร้อยละ 77 ) คือ ใช้ใน การอุปโภคบริโภค ร้อยละ 38.4 ซื้อเช่าซื้อบ้าน หรือที่ดิน ร้อยละ 37.3 และหนี้เพื่อใช้ในการศึกษา มีเพียงร้อยละ 1.3 เท่านั้น สำหรับหนี้เพื่อใช้ในการลงทุนและอื่น ๆ (ร้อยละ 23 ) พบว่า ส่วนใหญ่ เป็นหนี้ที่ใช้ทำการเกษตร ร้อยละ 14.3 รองลงมาใช้ทำธุรกิจ ร้อยละ 8.1 และหนี้อื่น ๆ อึกร้อยละ 0.6 (นายภุชพงค์ โนคไธสง. 2562: 62) 2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาวิจัยเรื่องผลิตภัณฑ์ขัดผิวจากกากกาแฟจุดมุ่งหมายของานวิจัยนี้เพื่อนำวัสดูเหลือทิ้ง มาใช้ให้เกิดประโยชน์โดการนำกากกาแฟที่เหลือจากการชงกาแฟสด มาเป็นส่วนผสมในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ขัดผิวจาก กากกาแฟซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการดูแลผิวพรรณ ตอบสนอความ ต้องการของกลุ่มประชาชนที่ใส่ใจสุขภาพและยังเป็นการเที่มมูลค่าให้กับของที่เหลือทิ้งการศึกษาและ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ขัดผิวจากกากกาแฟทำการศึกษาอุณหภูมิที่เหมาะสมในการลดความชื้นของกาก กาแฟเพื่อมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ขัดผิวจากกากกาแฟจำนวน 4 สูตรที่มีปริมาณส่วนผสมของกาก กาแฟแตกต่างกัน และศึกษาคุณลักษณะทางกายภาพและ คุณลักษณะทางเคมีได้แก่ค่าความเป็น กรด-ด่าง การแยกตัว ตำความหนาแน่น ค่าความหนืดของผลิตภัณฑ์ขัดผิวจากกากกาแฟ และ ทดสอบความพึงพอใจใน การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เป็น 5 ระดับ กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 31 คน ผลการศึกษาพบว่า การอบกากกาแฟที่อุณหภูมิ50 องศาเซลเซียส โดยใช้เครื่องอบลมร้อนทำาให้ ปริมาณความชื้นลดลง ร้อยละ 6.75 และให้ปริมาณคาเฟอีนออกมามากที่สุดคือร้อยละ 2.812 โดยผลิตภัณฑ์ขัดผิว ที่กลุ่มตัวอย่างพึ่งพอใจมากที่สุดคือผลิตภัณฑ์ที่มีกากกาแฟผสมอยู่ร้อยละ 4 มีค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจ ด้านกลิ่นของผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก ด้านสีของ ผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับความสิ่งพอใจมาก ด้านความขั้นหนืดของผลิกภัณฑ์ผู้ใน ระดับความพึงพอใจ มาก ด้านการกระจาย ตัวของเซลล์บนผิวหนังของผลิตภัณฑ์จำผู้ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด และ ความชอบโดยรวมของผลิดภัณฑ์อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก (พรพิมล โรจน์สริ, ดุสิต งามรุ่ง โรน์ และ สาลินีอาจารีย์. 2559: ออนไลน์)


10 ศึกษาวิจัยเรื่องสบู่เหลวสมุนไพรงานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ ศึกษา คุณสมบัติในการ ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อ MRSA ใน สมุนไพรงาน 4 ชนิด (กระเทียม กระชาย ขมิ้นชัน และ หัวไช เท้า และ นำไปผลิตเป็นสบู่เหลวสมุนไพรทดสอบฤทธิ์การต้านการเจริญเติบโตของเชื้อ MRSA โดยใช้ วิธี agar well diffusion การทดสอบทางสถิติโดยใช้ one way ANOVA ที่นัยสำคัญทางสถิติ p- valus = 0.05 ผลการทดสอบพบว่าสารสกัด จาก กระเทียมมีฤทธิ์ต้านการ เจริญเติบโตของเชื้อ MRSA อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยวัดเส้นผ่านศูนย์กลางในการต้านการ เจริญเติบโตของเชื้อได้ เท่ากับ 40 = 0.1 มิลลิลิตร ในขณะที่ไม่พบฤทธิ์ต้านเชื้อ MRSA ในสารสกัดสมุนไพรอีก 3 ชนิดที่เหลือ สารสกัดสมุนไพรทั้ง 4 ชนิดถูกนำมาผสมในสบู่เหลวผลิตเป็น สบู่เหลว ทั้ง 5 สูตร (สบู่เหลว กระเทียม สบู่เหลวกระชาย สบู่เหลวขมิ้นชัน สบู่เหลวหัวไซเท้า และ สบู่เหลวสมุนไพรรวม) การ ทดสอบการเกิดฟองในสบู่เหลวพบว่า การเกิดฟองในสบู่เหลว แต่ละชนิด มีความแตกต่างกับอย่างไม่ มีนัยสำคัญ ทางสถิติส่วนสบู่เหลวขมิ้นชัน และ สบู่เหลวหัวไชเท้ามีประสิทธิภาพในการกำจัด (ศูนย์ดัชนีการ อ้างอิงวารสารไทย.2559: ออนไลน์) ศึกษาวิจัยเรื่องสบู่เหลวน้ำจากขี้เถ้าเปลือกกล้วย มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดปริมาณเปลือกกล้วย และ ปัญหาการดื่มส้มจากเปลือกกล้วย พวกเราจึงได้คิด นำเปลือกกล้วยที่มองแล้วไม่เกิดประโยชน์ นำมาแปรรูปใช้เกิดประโยชน์ในรูปเพื่อ ศึกษาว่าสบู่เหลวน้ำขี้เถ้าเปลือกกล้วยทั้ง 3 ชนิด ว่าชนิดใด มีประสิทธิภาพในการชำระล้างได้ดีเหมือนกันหรือไม่ โครงงานนี้จะเน้นที่ความประหยัดสามารถ นำเปลือกกล้วยที่เรากินกล้วยแล้วมาผลิตเป็นสบู่เหลวมือเพื่อเพิ่มมูกทำาให้แก่ผู้ผลิต และสร้างรายได้ ให้แก่ครอบครัวได้กล้วยเป็นพืชที่ส่วนใหญ่รู้จักกันดีเพราะสามารถนำส่วนต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ เราจึงใด้คิดว่าเรากินกล้วยแล้วเหลือเปลือกกล้วย อาจทิ้งไม่เป็นที่ทำให้เราอาจเยียบแล้วลื่นล้มเราจึง ได้คิดว่าเปลือกล้วยที่ทุกคนมองว่าไม่มีประโยชน์แต่กลับมีประโยชน์อีกมากมายและช่วยเพิ่มมูลค่า เพราะในเปลือกกล้วยนั้นมีสารแทนเนินช่วยในการยับยั้งแบคที่เรียได้อีกด้วยวัตถุประสงค์ รำไพ โครตบูรณ์ (2557: บทคัดย่อ) ศึกษาวิจัยเรื่องการผลิตสบู่จากจารสกัดพืชสมุนไพรปัจจุบันผู้บริโภคมีความตื่นตัว ในการรักสุขภาพมากตนเองมากขึ้น ได้มีการทำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพขึ้นทั้งเพื่ออุปโภคและบริโภค การใช้สมุนไพรในการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในระดับชุมชนที่มีการทำ พืชสมุนไพร ขึ้นบ้านมาเป็นผลิตภัณฑ์ประจำท้องถิ่นนั้น ๆ สมุนไพรเป็นภูมิปัญญา ชาวบ้านที่สืบสอดหรือที่เรียกว่า " หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์" ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลผลักดัน เพื่อต้องการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับ ชุมชน และ เพื่อสานต่อภูมิปัญญาอื่นให้คงอยู่ตลอดไป มีสมุนไพร คือพืชที่ใช้ทำเป็นเครื่องยา สมุนไพรกำเนิดมาจากธรรมชาติและ มีความหมายต่อชีวิตมนุษย์โดยเฉพาะ ในทางสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพและ ยารักษาโรค ความหมายของยาสมุนไพร ในพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ได้ระบุว่ายาสมุนไพร หมายความว่ายาที่ได้จากพฤกษชาติสัตว์หรือแร่ธาตุซึ่งมิได้ผสมปรุงหรือ แปรสภาพเช่น พืชก็ยัง เป็นส่วนของราก ใบ ดอกผล ซึ่งมิได้ผ่านขั้นตอนการแปรรูปใด ๆ เเต่ในทาง การค้า สมุนไพรมักจะถูกดัดเเปลงในรูปแบบต่างๆ เช่น ถูกหั่น ให้เป็นชิ้นเล็กลงบดเป็นผงละเอียด จากการศึกษาข้อมูลพบว่า สารสกัดจากพืชพื้นบ้านหลายชนิดมีฤทธิ์มีความสามารถ ในการออกฤทธิ์ ทางชีวภาพ เช่น ขมิ้นสามารถยับยั้งการเจริญเติบโต และฆ่าเชื้อราจากพวก


11 dermatophytes, dlack mold, white mold และ yeast ได้หลายชนิด (พิบูลย์ และ ชัยสิทธิ์, 1976) สารสกัดแอลกอฮอล์(Venkitraman,1978 ,Damrihanunt et al.,1990 , Masra and Suhu, 1977) สารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม (Masra andSuhu,1977) และผงขมิ้นมี ฤทธิ์ฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุ โรคผิวหนัง สารสกัดน้า (1:1 w/v) จากส่วนใบของขมิ้นมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื่อรา Epidenmopbyton floccosum, Trichophyton mentagrophyes และ MierosporumBypscum ได้28.57%,,25.60% และ 35.04% ตามลำดับ (Misha ct al.1991) สารสกัดคลอโรฟอร์ม และ 95% เอทานอลของขมิ้น สามารถต้านเชื่อรา M. gypseum,T. rubrum และ E. floccosum และสารสกัด 95% เอทานอลยัง สามารถยับยั้งการ เจริญเติบโตของเชื้อ Cryptococcus neofomans ได้(เจริญ ,1983) สาร 15 สกัดเมทานอล สารสกัดได้ คลอโรมีเทนและสารสกัด มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของ เชื้อรา E.loccosum, M. Eypscum, T. mentagroph และ T. rubrum เมื่อทดสอบด้วยวิธีpaper disc diffusion (ดำรง, 2543) กะเพราสามารถใช้ในการไล่หรือฆ่ายุง แมลงวันทอง สารที่พบได้แก่ ocimol, eugenol, methyi eugenol. (รุ่ง รัตน์. 2540) ได้มีรายงานการศึกษาของ วิภา เพิ่มผล, นิรันดร์สิริรัตน์แสนยงด์ และ อนุสรณ์ วร สิงห์ (2545) รายงานว่าสารสกัดจากใบกะเพราโดยใช้ เมทานอลเป็นตัวทำละลายที่ระดับความ เข้มข้น 2,500, 5,000, 10,000 20,000, 30,000, 37,500, 75,000และ 112,500 ppm สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื่อราสาเหตุ โรคแอนแทรกโนสได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์40.0, 38.9, 58.9, S8.9, 100.0, 100.0ตามลำดับ น้ำมัน ใบมะกรูด มีฤทธิ์ใส่ยุ่งได้นาน 3 ชั่วโมง (Tavatsim ct al. 2008) d-imonene ซึ่งเป็นสารหลัก ในน้ำมัน ผิวมะกรูด มีฤทธิ์ยับยั้งสารก่อมะเร็งในหนูถีบจักร (Watenbenund 1991 ) มะกรูด ส่วนใบมี รสปรำหอม แก้ไอแก้อาเจียนเป็นหิตช้าในและดับกลิ่นคาว สารที่พบได้แก่ กรดชิตริกอยน้ำ ของผลมะกรูด ซึ่งมีรายงานว่าเชื้อรา ที่ถูกยับยั้งด้วยการสกัดจากมะกรูดโดยยับยั้งการารงอกของ สปอร์เชื้อรา และ ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา ได้แก่ C. gieospuridks และ Fusrium 5p. ( กรรณิกา และ คณะ.2547) น้ำมันดีปลีมีฤทธิ์ต้านเชื้อEchenchia coll.Shigella dysnteriac และ Siaplylexcoccus sureus และสาร susamine ในผลดีปลีมีฤทธิ์ที่ต่ำเชื้อ Myccbactenum therculosis และเชื้อไข้หวัด (Qu, 1999) เมื่อให้สารสกัดแอลกอฮอล์ ทางปากหนูขาวในขนาด 0.25 กรัม/กิโลกรัม สามารถต้าน การอักเสบในหนูที่ทา ให้กระเพราะอาหาร เป็นแผลด้วยแอลกอฮอล์ บริสุทธิหรือแอสไพริน หรือ น้ำสัมสายชูได้ผลดี Qu, 1999) จากการศึกษาพิษเฉียบพลันของน้ำมัน ดีปลีชนิด unsaponification ในหนูถีบจักร พบว่าคำ LD50 เท่ากับ 49.75 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อให้ โดยการป้อน และ เมื่อให้ติดต่อกันนาน 9 เดือนไม่พบความผิดปกติใด ๆ นอกจากนั้นเมื่อป้อนสาร สกัดบแอลกอฮอล์ในหนูถีบจักรพบว่าค่า LD50 เท่ากับ 4.97 กรัม/กิโลกรัม (Qu, 1999) ขจรศักดิ์ (2539) ได้ทางการศึกษาผลของสารสกัดจากพืชสมุนไพร 8 ชนิด ได้แก่ กานพลูว่านน้ำ โป๊ยกั๊กดองดึง สารภีหนอนตายยาก น้ำมัน ดีปลี และ บัวบกลอการเจริญ ของเชื้อรา สาเหตุ โรคพืช คือ Fusariun sp. Colletotrichum sp. Ahemana sp. Asperillis nger และเชื้อรา สาเหตุโรคผิวหนังส่งไแก่Epidermophton, floccorum, Microsporum, gypsoum, Trichoplyton, mentgrophytes, และ T. rubrum พบว่ากานภูและว่านน้ำที่ระดับความเข้มข้นตั้งแต่ 10000 Pm มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการยับยั้งการเจริญต่อเชื่อราสาเหตุโรคเชื่อรา และโรคผิวหนังรองลงมา ได้แก่ โป๊ยกั๊ก ดีปลี สารภีหนอนตายยากดองดึง และ บัวบกเมื่อทดสอบกับเชื้อราสาเหตุโรคพืชส่วนพืช


12 สมุนไพรที่มีประสิทธิภาพ ในการยับยั้งเชื่อราสาเหตุโรคผิวหนัง รองลงมา ได้แก่ หนอนตายอยาก ดีปลีโป๊ยกั๊กดองดึงบัวบกและ สารภีตามลำดับ ชัยณรงค์ และ รณภพ (2541) ได้ทำการศึกษาโดยการ ใช้น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากข่าโดย การกสั่น ด้วยไอน้ำ สาร geraniod และสาร limaloo! ซึ่งเป็น องค์ประกอบของ น้ำมัน นอมระเหยจาก พืช มาทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อราในดิน Schentum rofsii โดยการผสมลงในอาหาร เดี๋ยวเชื่อผลการทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้ง ของ เชื้อรา พบว่าที่ระดับความเข้มข้น 100 ppm จะมีผลต่อการเจริญของเส้นใยเชื้อรา S. rolfsii ทำให้ เส้นใยเชื้อราบางลง จำนวน เม็ดสเคอโรเตียมที่เชื้อราสร้างขึ้นภายพลัง จากที่รับสารทดสอบมี จำนวนนวนลดลง 11.8 - 21.5 เปอร์เซ็นต์พนิตนันท์ และ คณะได้ทำการศึกษาทคสอบสารสกัดจาก ใบกะเหรา มะรุม มะละกอ และจำปา ในการควบคุมโรคกุ้งแห้งของพริกในห้องปฏิบัติการ และ ศึกษา โรคกุ้งแห้ง หรือโรคแอนแทรกโนสของพริกเกิดจากเชื้อราสาเหตุ Calletotrichum cupici น้ำมัน แยกเชื้อบริสุทธิแล้วทำการทดสอบประสิทธิภาพ ในการควบคุมโรคแอนเทรกโดยวิธีการใช้สารสกัด จากพืช 4 ชนิด คือ ใบกะเพรา ใบมะรุม ใบมะละกอ และ กิ่งจาปา สารสกัดทั้ง 4 ชนิด ได้จากการ สกัด แบบต่อเนื่องโดยใช้เมทนอลเป็น ตัวทำละลาย พบว่าสารสกัดใบกะเพราที่ระดับความเข้มข้น 100,000 และ 125,000 ppm สามารถยับยั้งการเจริญของเชื่อรา C. capsici ได้อย่างสำคัญทางสถิติ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์100.0 และ 100.0 ตามลำดับ สารสกัดจากกิ่งจาปา และ ใบมะละกอ ที่ระดับ ความเข้มข้น 25,000 50,000 75,000 100,000 และ 125,000 ppm สารสกัดจากใบมะรุม ที่ระดับ ความเข้มข้น 31,250 62,500 125,000 250,000 และ 500,000 ppm ไม่สามารถยับยั้ง การเจริญ ของเชื้อรา C.capsici ได้ และ ไม่มีความแตกต่างงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับการ เจริญของเชื่อราบนอาหารเลี้ยงเปรียบเทียบ สุกัญญา, จินตนา และ ประพฤติ (2545) ได้ทำทำการ คัดเลือกสมุนไพรกลุ่มเครื่องเทศ บางชนิด ที่มีความสามารถในการกับยั้บยั้งการเจริญและการ สร้างอะฟลาทอกซินของชื่อรา Asprgillus flavus โดยการทดสอบเบื้องต้นจะใช้น้ำ คั้นจากสมุนไพร 8 ชนิด คือ กระชาย กระเทียม กานพลูขิง ข่า ตะไคร่ หอม และอบเชย ผลการ ทดลอง พบว่า สมุนไพรทุกชนิด และ นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางในการพัฒนาเป็น หนึ่งตำบลหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ต่อไป วัตถุประสงค์: 1 เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมีความเข้าใจถึง กรรมวิธีและขั้นตอนในการมผลิตสบู่ จากสารสกัดพืชสมุนไพร 2 เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายสามารถผลิตและพัฒนา แปรรูปผลิตภัณฑ์ผลิตสบู่ จากสารสกัดพืช สมุนไพร 3 เป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับพืช สมุนไพรในท้องถิ่น (เรณูอยู่เจริญ.2559: ออนไลน์) ศึกมาวิชัยเรื่องการพัฒนาสูตรสบู่แฟนซีกน้ำมันที่ใช้แล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกมาวิธีการ บำบัดน้ำมันที่ใช้แล้ว พัฒนาสูตรสบู่แฟนซีจากน้ำมันที่ใช้แล้วโดยวิธีการบำบัดน้ำมันที่ใช้แล้ว จะใช้ วัสดุทีมีในท้องถิ่น คือการกรองด้วยการใช้ผ้าขาวบางพับหลาย ๆ ชั้นเพื่อกรองเอาสิ่งเจือปนจาก อณูของออินทรียวัตออกจากน้ำมัน จากนั้นใช้น้ำส้มสายชูในอัตราส่วน 1 : 1 หนักทิ้งไว้เพื่อช่วยใน การดับกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันและ ใช้ถ่านดูดซับกลิ่นและความชื้นของน้ำมันส่วนเกินออก ขั้นตอน สุดท้ายจะใช้น้ำสะอาดลงไปปริมาตรเท่ากันกับน้ำมันเพื่อล่างทำความสะอาด การทำสบู่แฟนที่มี รูปแบบต่าง ๆ ได้สบู่ ซีปลาโลมา สบู่แฟนชีรูปหัวใจ สบู่แฟนชีวุ้นมะพร้าว สบู่แฟนชีรูปวงกลมหลายสี ซ้อนกันและสบู่แฟนชีรูปส้ม จากการประเบินความชอบของผู้ประเมินที่มีต่อสบู่แฟนซีที่ได้จากการ


13 วิจัยพบว่า คะแนนความชอบที่ระดับ 4 และ 5 รามกัน ซึ่งหมายถึงชอบ และชอบมากตามลำดับทั้งนี้ คะแนนความชอบโดยรวมของสบู่แฟนซีจากน้ำมันที่ใช้แล้ว เท่ากับ 75.5% และ ทดสอบคุณสมบัติ ทางกายภาพ และ ทางเคมีของผลิตภัณฑ์สบู่ก้อนใสโดยใช้วิธีการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุด สาหกรรม มอก. 29-2545 และ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มผช.94-2546 ผลิตภัณฑ์สบู่ที่ได้นั้น สามารถนำมาใช้ชำระล้างขจัดคราบสกปรก (อัฏฐณิชา บ่อทอง. 2559: ออนไลน์) ศึกษาวิจัย เรื่องสบู่สมุนไพรจากกลีเซอรีนธรรมชาตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเรียนรู้วิธีการทำสบู่ เพราะสบู่เป็นของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทุกวันเราอาบน้ำต้องใช้สบู่เพื่อการขจัดสิ่งสกปรกออก จากร่างกาย ซึ่งคนส่วนมากมักจะเลือกสบู่ที่สามารถทำความสะอาดได้ดีมาก 1 จนไม่คำนึงถึงผลเสีย ที่จะเกิดกับผิวในภายหลัง ปัจจุบันสบู่มีมากมายลายชนิดให้เราเลือกใช้ ตามความเหมาะสม และความชอบของแต่ละบุคคล บางชนิดก็ผสมสมุนไพร บางชนิดก็ผสมสารเคมี เช่น Triclocarban เพื่อฆ่าเชื้อแบคที่เรีย ซึ่งผู้ใช้บางรายอาจเกิดอาการแพ้สารเคมี หากใช้บ่อยเกินไปแต่เรารู้จัก สบู่เหล่านั้นดีเพียงไร และจะมีสักกี่คนที่ใส่ใจในรายละเขียนว่าสบู่แต่ละก้อนมีส่วนประกอบสำคัญไร บ้าง สบู่ที่ดีจะต้องมีส่วนประกอบสำคัญที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อผิว ซึ่งนอกจากจะทำให้สบู่ที่ได้ทำ ความสะอาดผิวได้ดีแล้วยังสามารถบำรุงผิวได้อีกด้วย ทั้งนี้สบู่เป็นสิ่งที่เราต้องใช้เป็นประจำทุกวัน หากเราคัดสรรสบู่ที่ดีมีคุณภาพจะทำให้เรามีสุขภาพผิวของที่คือยู่คู่กับเราไปตลอดนานเท่านานสบู่เกิด จากการทำปฏิกิริยาเคมีของส่วนผสมพื้นฐาน คือน้ำต่าง (โซเดียมไฮดรอกไซด์) กับน้ำมัน ซึ่งจะเป็น น้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ก็ได้ปฏิกิริยาเคมีเช่นนี้เรียกว่า Saponification ซึ่งจะได้ของแข็งลื่นมีฟอง เป็นส่วนผสมของสบู่ส่วนและกลีเซอรีน 1 ส่วนในโรงงานอุตสาหกรรมได้สกัดเอากลีเซอรีนอกไปเราจึง ได้ใช้เนื้อสบู่ล้วน ๆ หรือมีส่วนผสมของกลีเซอรีนเพียงเล็กน้อยส่วนการผลิตสบู่ธรรมชาติ เป็นกระบวนการผลิจแบบเย็น ซึ่งสารสกัดกสีเซอรีนยังคงมีอยู่ในเนื้อสบู่ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นเมื่อใช้ สบู่ชนิดนี้สบู่ที่เกิดจากกระบวนนี้เองที่เราเรียกกันว่า สบู่ธรรมชาตินับเป็นสบู่แท้ที่เราไม่ต้องไปแต่ง เติมอะไรอีกเลย สบู่ธรรมชาตินี้ ก็มีคุณสมบัติของสบู่ที่ดีที่สุดสำหรับผิวเราในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การผลิตสบู่สมุนไพรใช้เองนำจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ลดค่าใช้จ่ายช่วยเหลือเศรษฐกิจประชาชน ชุมชนได้มาก เพราะวัตถุดิบหลักที่ใช้เป็นวัสดุที่ผลิตเองในประเทศเกษตรกรสามารถปลูกพืช น้ำมัน และสกัดน้ำมันโดยวิธรการง่าย ๆ นำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักนอกจากนี้ในแหล่งชุมชนที่มี ไขมันสัตว์เหลือใช้ อีกทั้งสมุนไพรหาได้ในประเทศมากมายการผลิต สบู่ผสมสมุนไพรจึงเป็นการ สนับสนุนการนำสารจากวัสดุธรรมชาติที่ผลิตได้เองมาใช้ประโยชน์ อย่างคุ้มค่าราคาถูก ประหยัดและ ใช้ได้ง่าย จึงน่าที่จะผลิตสบู่สมุนไพรเพื่อนำมาใช้ชำระล้างทำความสะอาดร่างกายและของใช้หรือใช้ ชักเสื้อผ้าแทนผงชักฟอกได้ก่อนที่จะทำการผลิตสบู่สมุนไพร จำเป็นต้องศึกษาวิธีการผลิตอย่าง ละเอียดก่อน เพื่อความปลอดภัย และจะได้สบู่ที่มีคุณภาพดี (จำลอง ศิริสุข 2559: ออนไลน์)


14 2.4 กรอบแนวคิดในการจัดทำโครงการ ภาพที่ 1 แสดงแนวคิดในการจัดทำโครงการ ต้นทุน ต้นทุน ต้นทุน ต้นทุนตามส่วนประกอบของการทำสบู่กากกาแฟ 1. ค่าวัตถุดิบ 2. ค่าแรงงาน 3. ค่าใช้จ่ายในการผลิต กำไร(ขาดทุน) จากการทำสบู่กากกาแฟ รายได้จากการขาย หัก ต้นทุนในการทำสบู่กากกาแฟ กำไรขั้นต้น การวิเคราะห์ ต้นทุนและผลตอบแทน โครงสร้างต้นทุน การทำสบู่กากกาแฟ อัตราผลตอบแทน 1. อัตรากำไรขั้นต้นต่อต้นทุน 2. อัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขาย


บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษา วิธีการดำเนินการศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการทำสบู่กากกาแฟ ของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร ผู้จัดทำโครงการได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 3.1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3.3 วิธีการดำเนินการศึกษา 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร จำนวน 25 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จากนักเรียนนักศึกษาที่ประกอบอาชีพเสริมด้วย การทำสบู่กากกาแฟจำหน่าย 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนและผลตอบแทน ในการทำสบู่กากกาแฟของนักเรียน นักศึกษา 3.3 วิธีการดำเนินการศึกษา ผู้จัดทำโครงการ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ การสร้างแบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนทำสบู่กากกาแฟ ของนักเรียน นักศึกษา ดำเนินการ ดังนี้


16 3.3.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีจากเอกสาร ตำรา สืบค้นข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทน เพื่อสร้างและพัฒนาแบบสอบถามขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 สอบถามสถานภาพและข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการทำสบู่กากกาแฟ ตอนที่ 3 สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนและผลตอบแทนในการทำสบู่กากกาแฟ 3.3.2 นำร่างแบบสอบถามเสนอครูที่ปรึกษาโครงการ เพื่อขอคำปรึกษา และตรวจสอบ ข้อคำถามเพื่อให้ได้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ที่ถูกต้องเหมาะสม 3.3.3 นำแบบสอบถามที่ปรับปรุง แล้วเสนอต่อครูที่ปรึกษาโครงงานอีกครั้งก่อนนำใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้จัดทำโครงการได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 3.4.1 นำแบบเสนอสอบถามเก็บข้อมูลจากนักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ใช้ในการศึกษา 3.4.2 นำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล ได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 3.5.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลมาทำการประมวลผล 3.5.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ในการวิเคราะห์เนื้อหา ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ดีข้อมูล (Interpretation) การเปรียบเทียบข้อมูล (Constant Comparison) การสังเคราะห์ข้อมูล (Data Synthesis) และการสรุปผล (Generalization) 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้รายงานได้ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้ 3.6.1 ค่าความถี่ (Frequency) 3.6.2 ค่าร้อยละ (Percentage) 3.6.3 หาค่าเฉลี่ย (Mean)


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การดำเนินการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟ เพื่อจำหน่าย เป็นการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกต้นทุนและแบบสอบสอบถาม ผู้ศึกษานำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 4.1 ข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟ 4.2 ข้อมูลสภาพทั่วไปของผู้ตรวจแบบสอบถาม 4.3 ข้อมูลปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้สบู่กากกาแฟ 4.4 ข้อมูลที่เกี่ยวกับการผลิตสบู่กากกาแฟ 4.1 ข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟ 4.1.1 ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตสบู่กากกาแฟ การศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลการผลิตสบู่กากกาแฟ โดยต้นทุนในการผลิตสบู่กากกาแฟ แบ่งตามส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย ค่าแรงงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าใช้จ่าย ดังตารางที่ 4.1.1 – 4.1.7 ตารางที่ 4.1.1 แสดงการแบ่งประเภทต้นทุนที่ทำการศึกษา ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการผลิต 1. กากกาแฟ 1. ค่าแรงงานตนเอง 1. ค่าบรรจุภัณฑ์ 2. เบสสบู่ 2. ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า 3. ขมิ้น 3. ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์


18 ตารางที่ 4.1.2 ต้นทุนค่าวัตถุดิบในการทำสบู่กากกาแฟ (จำนวนการผลิต 20 ก้อน) ผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบในการผลิต จำนวน (หน่วย) ราคา (บาท) สบู่กากกาแฟ 1. เบสสบู่ 1 ถุง 100.00 บาท 2. กากกาแฟ 2 ถุง 120.00 บาท 3. ขมิ้น 1 ถุง 25.00 บาท รวม 245.00 บาท ต้นทุนเฉลี่ยต่อก้อน 12.25 บาท จากตารางที่ 4.1.2 แสดงต้นทุนค่าวัตถุดิบในการผลิตสบู่กากกาแฟ (สำหรับผลิต สบู่ 20 ก้อน) พบว่าอันดับแรกคือ เบสสบู่ จำนวน 1 ถุง ในราคา 100 บาท และ กากกาแฟจำนวน 2 ถุง ในราคา 120 บาท ขมิ้น จำนวน 1 ถุง ในราคา 25 บาท จึงทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อก่อน 12.25 บาทต่อก้อน ตารางที่ 4.1.3 แสดงต้นทุนค่าแรงในการผลิตสบู่กากกาแฟ (จำนวน 20 ก้อน) ลำดับที่ รายการ จำนวน (บาท/วัน) 1. ค่าแรงงานตนเอง 100.00 ค่าแรงงานเฉลี่ยต่อก้อน 5.00 จากตารางที่ 4.1.3 พบว่าผลการวิเคราะห์ข้อมูลค่าแรงงานในการผลิตสบู่กากกาแฟ เฉลี่ยต่อก้อน 5 บาท คิดเป็นค่าแรงงานต่อการผลิต 1 ครั้ง คิดเป็นเงิน 100 บาท ตารางที่ 4.1.4 แสดงต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าน้ำที่ใช้ในการทำสบบู่กากกาแฟ (จำนวน 20 ก้อน) รายการ ระยะเวลา จำนวน ราคาต่อหน่วย จำนวน (บาท) ค่าไฟฟ้า 1 เดือน 2 หน่วย 5.00 100.00 ค่าน้ำ 1 เดือน 5 หน่วย 1.00 5.00 รวมต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าน้ำ 105.00 ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำต้นทุนเฉลี่ยต่อก้อน 5.25 จากตารางที่ 4.1.4 แสดงการวิเคราะห์ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าน้ำที่ใช้ในการผลิต สบู่กากกาแฟ คือค่าไฟฟ้า 20 หน่วย คิดเป็น 100 บาท และค่าน้ำ 5 หน่วย คิดเป็น 5 บาท จึงทำให้ ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมีต้นทุนเฉลี่ย 5.25 บาทต่อก้อน


19 ตารางที่ 4.1.5 แสดงข้อมูลสินทรัพย์และค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ (จำนวนการผลิต 20ก้อน) ที่ รายการ ราคา อายุการใช้งาน (ปี) ค่าเสื่อมราคาต่อปี 1. เครื่องครัวต่าง ๆ 100.00 1 100.00 2. ไมโครเวฟ 200.00 1 200.00 ค่าเสื่อมราคาต่อปี 300.00 ค่าเสื่อมราคาต่อเดือน 25.00 ค่าเสื่อมราคาต่อก้อน 1.25 จากตารางที่ 4.1.5 แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลสินทรัพย์และค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ค่าเสื่อมราคาต่อปี 300 บาท และค่าเสื่อมราคราต่อเดือน 25 บาท จึงทำให้ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ที่มี ต้นทุนเฉลี่ย 1.25 บาทต่อก้อน จากตารางที่ 4.1.6 แสดงข้อมูลต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิต ที่ รายการ ราคา(บาท) ร้อยละ 1. ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำ 5.25 70.00 2. ค่าบรรจุภัณฑ์ 1.00 13.33 3. ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ 1.25 16.67 รวม 7.50 100.00 จากตารางที่ 4.1.6 แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิต พบว่าอันดับ แรกคือ ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำ 5.25 บาท คิดเป็นร้อยละ 70 และ ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ 1.25 บาท คิดเป็นร้อยละ 16.67 และค่าบรรจุภัณฑ์ 1 บาท คิดเป็นร้อยละ 13.33 ตามลำดับ


20 ตารางที่ 4.1.7 แสดงข้อมูลต้นทุนในการผลิตสบู่กากกาแฟ ที่ รายการ ต้นทุนเฉลี่ยต่อก้อน ร้อยละ 1. ค่าวัตถุดิบ 12.25 49.49 2. ค่าแรงงาน 5.00 20.20 3. ค่าใช้จ่ายในการผลิต 7.50 30.31 ต้นทุนในการผลิตรวม 24.75 100.00 จากตารางที่ 4.1.7 แสดงผลการวิเคราะห์ต้นทุนในการผลิตสบู่กากกาแฟ พบว่าอันดับ แรกคือ ค่าวัตถุดิบ 12.25 บาทต่อก้อน คิดเป็นร้อยละ 49.49 และ ค่าใช้จ่ายในการผลิต 7.50 บาท ต่อก้อน คิดเป็นร้อยละ 30.31 ค่าแรงงาน 5 บาทต่อก้อน คิดเป็นร้อยละ 20.20 จึงทำให้ต้นทุนในการ ผลิตสบู่กากกาแฟเฉลี่ย 24.75 4.1.2 ข้อมูลเกี่ยวกับผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟ การศึกษาผลตอบแทนจากกการผลิตสบู่กากกาแฟ ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษา จากราคาขายกำไรขั้นต้น อัตรากำไรต่อต้นทุนและอัตรากำไรต่อยอดขายดังกล่าว แสดงในตาราง ที่ 4.1.8-4.1.10 ตารางที่ 4.1.8 แสดงต้นทุนของราคาขายต่อก้อนของผลิตภัณฑ์สบู่กากกาแฟ ชื่อผลิตภัณฑ์ ราคาขายต่อก้อน (บาท) สบู่กากกาแฟ 29.00 รวม 29.00 จากตารางที่ 4.1.8 แสดงผลการวิเคราะห์ต้นทุนราคาขายต่อก้อน พบว่าสบู่กากกาแฟ ขายราคา 29 บาทต่อก้อน


21 ตารางที่ 4.1.9 แสดงกำไรขั้นต้นจากกการขายสบู่กากกาแฟเฉลี่ยต่อก้อน รายการ จำนวน (บาท) รายได้จากการขายสบู่กากกาแฟ 20.00 หัก ต้นทุนขาย ค่าวัตถุดิบ 12.25 ค่าแรงงาน 5.00 ค่าใช้จ่ายในการผลิต 7.50 24.75 กำไรขั้นต้น 4.75 จากตารางที่ 4.1.9 แสดงผลวิเคราะห์กำไรขั้นต้น พบว่ามีรายได้จากการผลิต สบู่กากกาแฟ 29 บาทต่อก้อน มีต้นทุนขาย อันดับแรกคือค่าวัตถุดิบ 12.25 บาท และค่าใช้จ่าย ในการผลิต 7.50 บาท ค่าแรงงาน 5 บาท จึงทำให้มีผลกำไรขั้นต้น 4.75 บาทต่อก้อน ตารางที่ 4.1.10 แสดงผลการคำนวณหาอัตราผลตอบแทนจากการทำสบู่กากกาแฟ อัตราส่วน สูตรการคำนวณ แทนค่า ผลการคำนวณ อัตรากำไรต่อต้นทุน กำไรขั้นต้น 4.75 x 100 28.88% ต้นทุน 24.75 อัตรากำไรต่อยอดขาย กำไรขั้นต้น 4.75 x 100 16.37% ราคาขาย 29 จากตารางที่ 4.1.10 แสดงผลวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนจากการทำสบู่กากกาแฟ พบว่ามีอัตรากำไรต่อต้นทุน 28.88% และมีอัตรากำไรต่อยอดขาย 16.37%


22 4.2 ข้อมูลสภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม การศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ผู้สนใจสบู่กากกาแฟ กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยเลือกกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร ในวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร จำนวน 20 คน ซึ่งผู้ศึกษาได้นำมาวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับเพศ อายุ และแสดงในตารางที่ 4.2.1 – 4.2.5 ตารางที่ 4.2.1 แสดงจำนวนและค่าร้อยละของเพศ รายการ จำนวน ร้อยละ ชาย 10 50.00 หญิง 10 50.00 รวม 20 100.00 จากตารางที่ 4.2.1 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามอันดับแรกเป็นเพศชาย 10 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 และเป็นเพศหญิง 10 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 ตามลำ ตารางที่ 4.2.2 แสดงจำนวนและค่าร้อยละของอายุของผู้ตอบแบบสอบถาม รายการ จำนวน ร้อยละ ต่ำกว่า 15 ปี - - 15-18 ปี 15 90.00 20-30 ปี 3 6.00 30 ปีขึ้นไป 2 4.00 รวม 20 100.00 จากตารางที่ 4.2.2 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีอายุอันดับแรกคืออายุ 15 – 18 ปี จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อนละ 90.00 และมีอายุ 20 – 30 ปี จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 6.00 และอายุ 30 ปีขึ้นไป จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 4.00 ตามลำดับ


23 ตารางที่ 4.2.3 แสดงจำนวนและค่าร้อยละของการศึกษาของผู้สอบแบบสอบถาม รายการ จำนวน ร้อยละ ประถมศึกษา - - มัธยมศึกษา - - ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 10 46.00 ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 10 46.00 อื่น ๆ 4 8.00 รวม 20 100.00 จากตารางที่ 4.2.3 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ในระดับชั้นอันดับแรก คือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 46.00 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 46.00 และอื่น ๆ จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 8.00 ตามลำดับ ตารางที่ 4.2.4 แสดงจำนวนและค่าร้อยละของอาชีพของผู้ตอบแบบสอบถาม รายการ จำนวน ร้อยละ นักเรียน/นักศึกษา 18 96.00 ครูและบุคลากร 1 2.00 อื่น ๆ 1 2.00 รวม 20 100.00 จากตารางที่ 4.2.4 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดเป็นนักเรียน นักศึกษา จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 96.00 ครูและบุคลากร จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 2.00 และอื่น ๆ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 2.00 ตามลำดับ


24 4.3 ข้อมูลปัจจุบันที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้สบู่กากกาแฟ ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นของผู้ทำสบู่กากกาแฟ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้ สบู่กากกาแฟ ดังในตารางที่ 4.3 ตารางที่ 4.3 การแสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัย ที่มีผลต่อการใช้สบู่กากกาแฟ รายการ ผลการวิเคราะห์ ระดับ ̃ S.D ความพึงพอใจ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ 4.70 0.05 พึงพอใจมาก 1. ความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย 4.60 0.49 พึงพอใจมาก 2. ขนาดรูปแบบบรรจุภัณฑ์ 4.70 0.56 พึงพอใจมาก 3. ความสะอาดของบรรจุภัณฑ์ 4.65 0.57 พึงพอใจมาก ปัจจัยด้านราคา 4.70 0.46 พึงพอใจมาก 1. ราคาเหมาะสมกับคุณภาพสินค้า 4.70 0.46 พึงพอใจมาก ปัจจัยด้านบุคคลและส่งเสริมการขาย 4.78 0.05 พึงพอใจมาก 1. การโฆษณาประชาสัมพันธ์ 4.70 0.46 พึงพอใจมาก 2. ความน่าเชื่อถือในการชำระเงิน 4.85 0.36 พึงพอใจมาก 3. อัธยาศัยและการให้บริการของผู้ขาย 4.80 0.40 พึงพอใจมาก รวม 4.73 0.07 พึงพอใจมาก จากตารางที่ 4.3 ผู้ตอบแบบสอบถามมความคิดเห็นว่าปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม การผลิตสบู่กากกาแฟด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคลและส่งเสริมการขาย ( x̃ =4.70, S.D =0.46 ) รองลงมาคือปัจจัยด้านราคา ( x̃ =4.8, S.D =0.05 ) และปัจจัยด้าน ผลิตภัณฑ์( ̃ =4.70, S.D =0.05 )


25 ปัจจัยด้านบุคคลและส่งเสริมการขายค่าเฉลี่ยสูงสุดอันดับแรกคือ ความน่าเชื่อถือใน การชำระเงิน ( x̃ =4.85, S.D =0.36 ) รองลงมาคือ อัธยาศัยและการให้บริการของผู้ขาย ( x̃ =4.80, S.D =0.40 ) และ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ( ̃ =4.70, S.D =0.46 ) ตามลำดับ ปัจจัยด้านราคา ค่าเฉลี่ยสูงสุดอันดับแรกคือ ราคาเหมาะสมกับคุณภาพสินค้า ( x̃ =4.70, S.D =0.46 ) ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ค่าเฉลี่ยสูงสุดอันดับแรกคือ ขนาดรูปแบบบรรจุภัณฑ์( x̃ =4.70, S.D =0.56 ) รองลงมาคือความสะอาดของบรรจุภัณฑ์x̃ =4.65, S.D =0.57 ) และ ความปลอดภัย และถูกสุขอนามัย ( x̃ =4.60, S.D =0.49 ) 4.4 ข้อมูลที่เกี่ยวกับการผลิตสบู่กากกาแฟ ตารางที่ 4.4 ข้อมูลเกี่ยวกับการทำสบู่กากกาแฟ รายการ ข้อมูล วิธีการจำหน่าย ขายปลีก ปริมาณการผลิตต่อเดือน 20 จำนวนคนผลิต 3 จากตารางที่ 4.4 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการทำสบู่กากกาแฟ พบว่าวิธีการจำหน่าย สบู่กากกาแฟ คือ ขายปลีก ปริมาณการผลิตสบู่กากกาแฟต่อเดือน 20 ก้อน และคนผลิตสบู่กากกาแฟ จำนวน 3 คน


บทที่ 5 สรุปการศึกษา การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์ต้นทุนเพื่อการตัดสินใจในการทำสบู่กากกาแฟ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบู่กากกาแฟ 2) เพื่อศึกษาและประดิษฐ์ชิ้นงานจากวัสดุเหลือใช้จากกากกาแฟ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน นักศึกษา ที่มีต่อสบู่กากกาแฟ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร จำนวน 50 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยเลือกแบบเจาะจงจากนักเรียน นักศึกษาที่ประกอบอาชีพเสริมด้วยการทำ สบู่กากกาแฟจำหน่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนและผลตอบแทน ในการทำสบู่กากกาแฟของนักเรียน นักศึกษา ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยนำแบบสอบถาม สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วไปทำการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 50 คน รวบรวม แบบสอบถามที่ได้มาทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐานแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ และใช้ผลตอบแทนโดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน 1. สรุปผลการศึกษา จากผลวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการศึกษาต้นทุนจากกการทำสบู่กากกาแฟ ดังนี้ 1.1 ต้นทุนในการผลิตสบู่กากกาแฟต่อก้อน จากผลการศึกษาพบว่า ในการทำสบู่กากกาแฟ มีต้นทุนรวมเฉลี่ย 24.75 บาท ต่อก้อนประกอบด้วย ค่าวัตถุดิบ 12.25 บาทต่อก้อน ค่าใช้จ่ายในการผลิต 7.50 บาทต่อก้อน และ ค่าแรงงานเฉลี่ย 5.00 บาทต่อก้อน 1.2 สถานภาพและข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จากผลการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 50 มีอายุ 15-18 ปี จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 90 ส่วนมากเป็น นักเรียน นักศึกษา คิดเป็นร้อย ละ 92 และอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 8


27 1.3 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคสบู่กากกาแฟ จากการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นว่าปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม การบริโภคสบู่กากกาแฟที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 ลำดับ ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคลและส่งเสริมการขาย ปัจจัยด้านราคา และปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ 2. อภิปรายผล จากสรุปผลการศึกษา มีประเด็นสำคัญที่ควรนำมาอภิปรายผล ดังนี้ 2.1 ต้นทุนการทำสบู่กากกาแฟประกอบด้วย 3 ส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ ค่าวัตถุดิบ ร้อยละ 49.49 ค่าแรงงาน 20.20 ค่าใช้จ่ายในการผลิตร้อยละ 30.31 เห็นได้ว่าในการทำสบู่กากกาแฟ มีสัดส่วนของวัตถุดิบมากที่สุด 2.2 การศึกษาต้นทุนความคิดเห็นและพฤติกรรมการผลิตสบู่กากกาแฟ ของผู้ผลิต ทุกปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสบู่กากกาแฟทั้งปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านบุคคลและส่งเสริมการขาย ดังนั้นในการตัดสินใจประกอบกิจการ สบู่กากกาแฟให้ความสำคัญกับทุกปัจจัย ซึ่งทำให้มีผลต่อกำไรสูง 3. ข้อเสนอแนะ 3.1 ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งนี้ จากผลการศึกษา พบว่า การทำสบู่กากกาแฟมีสัดส่วนของวัตถุดิบสูงกว่าต้นทุนชนิด อื่น นักเรียน นักศึกษา จึงควรพิจารณาหาวิธีการทำเครื่องมือ อุปกรณ์ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิต ต่อครั้งให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีอัตราผลกำไรขั้นต้นเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนขายสูงขึ้น 3.2 ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป ควรศึกษาแนะทางในการพัฒนาคุณภาพและรูปแบบของการทำสบู่กากกาแฟเพื่อ เพิ่มปริมาณการผลิตต่อครั้งและยอดขายให้สูงขึ้น


28 บรรณานุกรม พรพิมล โรน์สริ, ดุสิต งามรุ่งโรจน์ และ สาลินี อาจารีย์. 2558 “ผลิตภัณฑ์ขัดผิวจากกากาแฟ” (ออนไลน์), เข้าถึงได้จาก http://production-cost.blogspot.com (สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2566) รำไพ โคตรบูรณ์2557 “สบู่เหลวน้ำจากขี้เถ้าเปลือกกล้วย” (ออนไลน์), เข้าถึงได้จาก hppt://sites.google.com/site/sbuhelwcaknakh (สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2566) เรณู อยู่เจริญ 2556 “ศึกษาวิจัยเรื่อง การผลิตสบู่จากสารสกัดพืชสมุนไพร” (ออนไลน์), เข้าถึงได้จาก Hppt://www.crdc.kmutt.ac.th/Data%202013/CRDC7 (สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2566) ปานทิพย์ รัตนศิลป์กัลชาญ “ศึกษาวิจัยเรื่องสบู่เหลวสมุนไพร” (ออนไลน์), เข้าถึงได้จาก hppt://jirawatzaza.blogspot.com/2014 (สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2566)


ภาคผนวก


ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคสบู่กากกาแฟ


31 แบบสอบถามนี้จัดทำขึ้นโดย นักศึกษากลุ่มโครงงานการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนใน การผลิตสบู่กากกาแฟเพื่อจำหน่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตภัณฑ์ที่ ผลิตขึ้น ว่ามีข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องประการใดบ้าง ทำสแกน QR-CODE ทางด้านบนเพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ตอบแบบสอบถาม หรือเข้าไปที่เว็บไซต์: https://shorturl.asia/NWBEC


32 ภาพที่ 1 ภาพการส่งเว็บไซต์ให้นักศึกษาตอบแบบสอบถามออนไลน์ ภาพที่ 2 ภาพการส่งเว็บไซต์ให้นักศึกษาตอบแบบสอบถามออนไลน์


ตอนที่ 1 ที่ ข้อข้มูลมูพื้นฐานของพื้ผู้ตอบแบบสอบถามผู้ 1 ทำ เครื่องหมายเ รื่ พียงหพีนึ่ง นึ่ ช่องช่ อื่นอื่ๆ: มัธมัยมศึกศึษา ประกาศนียนีบัตบัรวิชวิาชีพชี (ปวช.) ประกาศนียนีบัตบัรวิชวิาชีพชี (ปวส.) 2 ทำ เครื่องหมายเ รื่ พียงหพีนึ่ง นึ่ ช่องช่ ชาย หญิงญิ ไม่รม่ะบุ การศึกษา ศึ ต้นต้ทุนและผลตอบแทนในการผทุลิตลิ สบู่กากกาแฟเ บู่ พื่อ พื่ จำ หน่าย คำ ชี้แ ชี้ จง: โปรดให้รห้ายละเอียอีดเกี่ย กี่ วข้อข้งกับกัตัวตัตนของท่าท่นโดยเลือลืกข้อข้ความตามความจริงริ ตอนที่ 1 ข้อข้มูลมูพื้น พื้ ฐานของผู้ตผู้อบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ระดับดัความพึงพึพอใจที่มี ที่ ต่มีอต่การใช้งช้านสบู่กบู่ ากกาแฟ ตอนที่ 3 ข้อข้เสนอแนะอื่น อื่ ๆ * ระบุว่บุาว่เป็นคําถามที่จํที่ จําเป็น 1 ระดับดั ชั้นชั้ 2 เพศ


3 ทำ เครื่องหมายเ รื่ พียงหพีนึ่ง นึ่ ช่องช่ ต่ำ กว่าว่ 20 ปี 20-30 ปี 30 ปีขึ้น ขึ้ ไป 4 ทำ เครื่องหมายเ รื่ พียงหพีนึ่ง นึ่ ช่องช่ อื่นอื่ๆ: นักเรียรีน นักศึกศึษา ครูแรูละบุคบุลากร ตอนที่ 2 ที่ ระดับคะแนนความดัพึงพอใจ พึที่มี ที่ ต่มี อการใ ต่ ช้งานสช้บู่กากกาแฟบู่ เกณฑ์รฑ์ะดับดัการประเมินมิ 5 = พึงพึพอใจมากที่สุที่ ดสุ 4 = พึงพึพอใจมาก 3 = พึงพึพอใจปานกลาง 2 = พึงพึพอใจน้อน้ย 1 = พึงพึพอใจน้อน้ยที่สุที่ ดสุ 3 อายุ 4 อาชีพชี


5 ทำ เครื่อรื่งหมายแถวละหนึ่งนึ่ ช่อช่งเท่าท่นั้นนั้ 6 ทำ เครื่อรื่งหมายแถวละหนึ่งนึ่ ช่อช่งเท่าท่นั้นนั้ 5 ปัจจัยด้านการผด้ลิตลิ 5 4 3 2 1 ความ ปลอดภัยภั และถูกถูสุขสุ อนามัยมั ขนาดและ รูปรูแบบ ของบรรจุ ภัณภัฑ์ ความ กระจ่าจ่งใส ของผิวผิ ความหอม ของ ผลิตลิภัณภัฑ์ ความ ปลอดภัยภั และถูกถูสุขสุ อนามัยมั ขนาดและ รูปรูแบบ ของบรรจุ ภัณภัฑ์ ความ กระจ่าจ่งใส ของผิวผิ ความหอม ของ ผลิตลิภัณภัฑ์ 6 ด้านราคาด้ * 5 4 3 2 1 ราคา เหมาะ สมกับกั คุณคุภาพ สินสิค้าค้ ราคา เหมาะ สมกับกั คุณคุภาพ สินสิค้าค้


7 ทำ เครื่อรื่งหมายแถวละหนึ่งนึ่ ช่อช่งเท่าท่นั้นนั้ ตอนที่ 3 ที่ ข้อเสนอแนะ ข้อื่น อื่ ๆ 8 เนื้อหานื้นี้มินี้ ไมิด้ถูด้กสถูร้างร้ขึ้นหขึ้รือรืรับรองโดย Google 7 ปัจจัยด้านด้บุคคลและบุส่งเสส่ริมการขายริ 5 4 3 2 1 การโฆษณา ประชาสัมสัพันธ์ ความน่าเชื่อ ชื่ ถือถื ในการ ชำ ระเงินงิ อัธอัยาศัยศัและ การให้บห้ริกริาร ของผู้ขผู้าย การโฆษณา ประชาสัมสัพันธ์ ความน่าเชื่อ ชื่ ถือถื ในการ ชำ ระเงินงิ อัธอัยาศัยศัและ การให้บห้ริกริาร ของผู้ขผู้าย 8 ข้อเสนอแนะ ข้อื่น อื่ ๆ ฟอร์ม ร์


ประทับเวลา 1 ระดับชั้น 2 เพศ 3 อายุ 4 อาชีพ 5 ปจจัยดานการผลิต [ความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย 5 ปจจัยดานการผลิต [ขนาดแ] 11/7/2023, 19:58:03 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 511/7/2023, 19:58:08 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 511/7/2023, 19:58:22 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 411/7/2023, 19:58:42 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 511/7/2023, 20:02:37 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชชาย .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 511/7/2023, 20:06:55 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 3 411/7/2023, 21:08:38 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 511/7/2023, 21:27:30 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 512/7/2023, 21:05:17 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 512/7/2023, 21:18:42 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 412/7/2023, 21:38:23 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 512/7/2023, 21:45:01 มัธยมศึกษา หญิง ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 512/7/2023, 22:04:44 มัธยมศึกษา ชาย ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 4 412/7/2023, 22:07:23 มัธยมศึกษา หญิง ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 413/7/2023, 5:55:22 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 413/7/2023, 11:14:00 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 413/7/2023, 11:14:56 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 513/7/2023, 11:15:14 มัธยมศึกษา หญิง ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 513/7/2023, 11:15:27 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 513/7/2023, 11:30:24 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 413/7/2023, 11:48:18 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวส.)หญิง ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 4 413/7/2023, 11:49:54 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวชหญิง .) ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 3 513/7/2023, 11:50:18 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวส.)หญิง ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 5 513/7/2023, 11:52:01 ปริญาเอก ไมระบุ 30 ปขึ้นไป นางโชวพัทยา 4 413/7/2023, 11:58:49 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวส.)หญิง ตํ่ากวา 20 ป นักเรียน นักศึกษา 3 4


และรูปแบบของบรรจุภัณฑ 5 ปจจัยดานการผลิต [ความกระจางใสของผิว ] 5 ปจจัยดานการผลิต ] [ความหอมของผลิตภัณฑ 6 ดานราคา [ราคาเหมาะสมกับคุณภาพสินคา ] 7 ปจจัยดานบุคคลและสงเสริมการขาย ] 7 ปจจัยดานบุคคลและสงเสริมการขาย [การโฆษณาประชาสัมพันธ 7 ปจจัยดานบุคคลและสงเสริมการขาย ] [ความนาเชื่อถือในการชําระเงิน 8 ขอเสนอแนะอื่น [อัธยาศัยและการใหบริการของผูขาย ] ๆ ] 5 5 5 5 5 5 5 5 4 5 5 5 4 5 5 4 5 4 - 5 5 4 5 5 5 5 5 5 5 5 5 3 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 4 4 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 4 4 4 4 4 5 5 4 4 4 4 4 5 5 4 4 5 4 4 4 4 4 5 5 5 4 5 4 5 4 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 3 5 5 5 5 4 4 4 4 4 4 3 4 4 4 4 4 5 5 4 4 5 4 4 4 5 4 4 4 รอสูตรอื่นๆคะ 4 4 4 4 4 4


ภาคผนวก ข แบบเสนอหัวขอโครงการและเคาโครง โครงการศึกษาตนทุนและผลตอบแทน เพื่อการตัดสินใจจำหนายสบูกากกาแฟ


แบบเสนอโครงงาน 1. ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) การศึกษาตนทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบูกากกาแฟ เพื่อจำหนาย ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) Cost and Return Study on Production coffee grounds soap for sale 2. ประเภทของโครงงาน สิ่งประดิษฐ/นวัตกรรม ศึกษาทฤษฎีและหลักการ ศึกษาคนควาทดลอง สำรวจรวบรวมขอมูล 3. รายชื่อผูจัดทำโครงงาน 3.1 นางสาวพิมลรัตน แตงออน รหัสนักศึกษา 64202011315 3.2 นางสาววริศรา คลายรักษ รหัสนักศึกษา 64202011320 3.3 นางสาวสุภาวดี แจมจำรัส รหัสนักศึกษา 63202011333 4. ครูที่ปรึกษาโครงงาน นางสาวสกาวใจ พัชรพงศศานต


5. ความสำคัญของโครงงาน/หลักการและเหตุผล ในปจจุบันจะเห็นไดวาในจังหวัดพิจิตรมีรานกาแฟอยูหลายรานและรานกาแฟแตละราน มีการใชกาแฟในการทำเมนูเครื่องดื่มในรานจำนวนมาก ทำใหมีจำนวนของกากกาแฟเปนจำนวนมาก กากของกาแฟนั้นไมสามารถนำกลับไปชงไดอีก และหากไมมีการจำกัดกากกาแฟที่ดีจะทำใหเปน ปญหาสิ่งแวดลอมได เชนการเกิดเชื้อราจากการหมักหมม การเกิดกลิ่นที่ไมพึงประสงคซึ่งสงผลตอ โรคทางเดินหายใจได การเกิดกากกาแฟอุดตันในระบบทอระบายน้ำ กากกาแฟมีประโยชนที่นาอัศจรรยตอผิวสามารถนำกากกาแฟที่มีคุณภาพทำเปนสบู กากกาแฟเพื่อชำระรางกายใหมีผิวพรรณที่ดีทั้งชวยใหผิวดูออนโยน ลดรอยแตกลาย ผลัดเซลลผิว ชวยใหผิวเนียนสม่ำเสมอ ประโยชนของคาเฟอีนที่อยูในสบูกากกาแฟนอกจากกากกาแฟจะชวย ผลัดเซลลผิวเกา เผยเซลลผิวใหมที่ดีกวาแลว คาเฟอีนที่อยูในกาแฟก็ถือวาเปนสวนสำคัญที่ชวยใหผิว ดีขึ้นอีกดวยคาเฟอีนเปนสวนประกอบที่พบไดใน ใบชา เม็ดกาแฟ ในทางการแพทยคาเฟอีนถูก นำมาใชกระตุนระบบประสาทเพื่อใหระบบประสาททำงานไดอยางมีประสิทธิภาพ คนสวนใหญ จะ ทราบแควาการดื่มกาแฟมีประโยชนตอรางกายและจิตใจ สวนนอย ที่จะทราบวากาแฟมีผลตอ ผิวพรรณของคนเรา คาเฟอีนจะชวยใหผิวกระชับ นั้นเปนเหตุทำใหลดเซลลลูไลทได จากขอมูลดังกลาวขางตน ผูจัดทำโครงงานซึ่งมีความรูเกี่ยวกับการทำสบูกากกาแฟ จนทำใหเกิดสบูกากกาแฟ ปญหาผิวของผูใชในแตละคน จึงมีแนวคิดที่จะศึกษามาเพื่อดูตนทุนของ การทำสบูกากกาแฟและเพื่อนำขอมูลที่ไดมาพิจารณาปรียบเทียบตนทุนในการจายซื้อสบูกากกาแฟ 6. วัตถุประสงคของโครงงาน 6.1 เพื่อศึกษาและประดิษฐชิ้นงานจากวัสดุเหลือใช 6.2 เพื่อเพิ่มมูลคาและลดปญหาขยะจากวัสดุที่เหลือใช 6.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีตอการใหความรูเกี่ยวกับการ ผลิตสบูกากกาแฟ


7. ขอบเขตของโครงงาน 7.1 ดานตัวแปร - 7.2 ดานเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้เปนการศึกษาตนทุนและผลตอบแทนในการผลิตสบูกากกาแฟ ดังนี้ 7.2.1 ศึกษาตนทุนการผลิตสบูกากกาแฟ ตั้งแตขั้นตอนการเตรียมการทำจนไปถึง ขั้นตอนการจัดจำหนาย และวิเคราะหโครงสรางตนทุนในการผลิตสบูกาก กาแฟ 7.2.2 ศึกษาผลตอบแทนที่ไดรับจากการลงทุนผลิตสบูกากกาแฟ 7.3 ดานเวลา พฤษภาคม - สิงหาคม 2566 7.4 แบบราง (ถามี) -


Click to View FlipBook Version