หลักเศรษฐศาสตร์
Principle of Economics
for Non Major
สารบัญ หน้า
บทที่ 1 ลักษณะและขอเขตของวิชาเศรษฐศาสตร์ 1
บทที่ 2 อุปสงค์ อุปทาน และดุลยภาพ 7
16
22
บทที่ 3 ความยืดหยุ่น
บทที่ 4 ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค
บทที่ 5 ต้นทุนการผลิต 34
บทที่ 6 ราคา ผลผลิต และการแข่งขัน 42
สารบัญ หน้า
54
บทที่ 7 บัญชีประชาชาติ
บทที่ 8 รายได้และการมีงานทำ 62
บทที่ 9 การบริโภค การออม และการลงทุน 69
บทที่ 10 ทฤษฎีกำหนดรายได้ประชาชาติ 77
บทที่ 11 ตลาดการเงิน สถาบันการเงิน 92
และนโยบายการเงิน 104
บทที่ 12 เศรษฐกิจภาครัฐบาล
สารบัญ หน้า
120
บทที่ 13 เศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ
บรรณานุกรม บรรณานุกรม 132
ชื่อสมาชิก ชื่อสมาชิก 133
บทที่ 1
ลักษณะและขอบเขตของวิชาเศรษฐศาสตร์
ความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์
สรุปความจากบุคคลสำคัญ ดังนี้
> Lionel Robbins : ศาสตร์ที่ใช้ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ เลือกใช้สิ่งที่ตอบสนองความ
ต้องการของตนเอง
> Paul Samuelson : วิชาที่ศึกษาวิธีการที่มนุษย์และสังคมเลือกใช้ทรัพยากรในการผลิตและ
จำหน่าย
> วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน : ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการเลือกวิธีในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง
จำกัด เพื่อผลิตสินค้าและบริการให้เกิดประโยชน์
แจกจ>่ายอุแทิกศ่บุนคคาคลสที่วตัส้อดิง์ก:
ารศึสกินษคา้ารแะบละบบเศริกรษารฐนั้กนิจ การผลิตเพื่อบำบัดความต้องการของมนุษย์ และ
> ประยูร เถลิงศรี : ศึกษาการตัดสินใจของมนุษย์ในการใช้ทรัพยากรที่มีไม่เพียงพอต่อการ
ผลิต
ดังนั้น วิชาเศรษฐศาสตร์ หมายถึง การเลือกทรัพยาการที่อยู่อย่างจำกัดมาใช้ในการผลิต เพื่อ
สนองความต้องการของมนุษย์ที่มีไม่จำกัด เพื่อให้เกิดความพอใจและประสิทธิภาพมากที่สุด
ความขาดแคลนในทางเศรษฐศาสตร์ (Scarcity)
ความขาดแคลน ต่างจากคำว่า จำกัด ดังนี้
- จำกัด คือ พิจารณาว่ามีใครต้องการสินค้าหรือไม่
- ขาดแคลน คือ สินค้ามีจำกัดและความต้องการมีมากกว่ากว่าจำนวนสินค้า ซึ่งความแคลนอาจมีผล
ต่อกลไกในตลาด
ทางเลือก (Choice) เมื่อมีการขาดแคลนทรัพยากรเกิดขึ้น ทางออกคือ
- ผู้ผลิต ต้องเลือกผลิตสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค
- ผู้บริโภค ต้องรู้จักเลือกสินค้าเพื่อตนเอง โดยเลือกตามความต้องการมากที่สุด
อีกทางเลือกที่สำคัญที่สุด คือ ต้องคิดก่อนว่าควรจ่ายเท่าไหร่ ควรเก็บออมเท่าไหร่ ควรซื้ออะไรบ้างที่
จะเป็นประโยชน์มากที่สุด
วิธีอุปมาน (inductive method) คือ วิธีการหาเหตุจากผล โดยรวบรวมข้อเท็จจริงแล้วนำมา
วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เกิดผลนั้น
นักเศรษฐศาสตร์ได้ขยายแนวคิดจากสมมติฐานที่ว่า ผู้บริโภคที่ตัดสินใจเลือกสินค้าสามารถจัด
ลำดับความต้องการของตนเองได้ ขยายความต่อจากสมมติฐานได้ว่า การเลือกของบุคคลใดเพื่อสนอง
ความต้องการของตน หมายถึง การเสียโอกาสจากทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง โอกาสที่เสียไป คือ
ต้นทุนของสิ่งที่ได้รับ เช่น พนักงานพาร์ทไทม์ยอมลางานเพื่อไปตามศิลปินที่ชื่นชอบ ต้นทุนที่เสีย
ไปคือ รายได้จากการทำงานพาร์ทไทม์
ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่า “ค่าเสียโอกาส”
(Opportunity-Cost)
ระบบเศรษฐกิจ และทางเลือก
ระบบเศรษฐกิจ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี (Free-market Economy)
ลักษณะสำคัญ : เชื่อในความมีอิสระทางเศรษฐกิจของบุคคล
- บุคคล/เอกชน เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
- เจ้าของปัจจัยการผลิตมีเสรีภาพในการเลือกใช้ปัจจัยในการผลิตของตน
- มีกลไกราคา (Price mechanism) เป็นเครื่องชี้วัดว่าควรผลิตสินค้าใด้ออกมาวางจำหน่ายมาก
น้อยเพียงใด
- มีกำไรเป็นเครื่องจูงใจ (Profit motive) ผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต จะคำนึงถึงผล
ตอบแทนที่จะได้รับ
2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Commanded Economy)
ลักษณะสำคัญ : เชื่อว่าการจัดการทางเศรษฐกิจโดยรัฐดีกว่าโดยบุคคล
- รัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
- บุคคล/เอกชนไม่มีกรรมสิทธิ์และเสรีภาพในการเลือกใช้ปัจจัยการผลิต
- ไม่ใช้มีกลไกราคา
- รัฐบาลเป็นผู้แก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงผลของสวัสดิการโดยรวม
ของสังคม
3. ระบบเศรฐกิจแบบผสม (Mixed Economy)
ลักษณะสำคัญ : แบบตลาดเสรีและแบบบังคับ
- รัฐบาลและเอกชนร่วมกันแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ
- เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต มีเสรีภาพในการเลือกใช้ปัจจัยการผลิต ขณะเดียวกัน
รัฐบาลก็ใช้ทรัพยากรในส่วนของตนเองในการผลิตแต่เป็นสินค้าที่เอกชนไม่ได้ดำเนินการผลิต
- มีกลไกราคา เป็นเครื่องจัดสรรทรัพยากรและปริมาณการผลิต
- เอกชนตัดสินใจผลิตเพื่อผลกำไร ขณะที่รัฐบาลอาจไม่ได้ผลิตเพื่อผลกำไร
เศรษฐศาสตร์เป็นวิชา
ในสาขาสังคมศาสตร์
สังคมศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้เกี่ยวกับสังคม ส่วนเศรษฐศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับ
พฤติกรรมในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งเศรษฐศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
-เศรษฐศาสต์ตามที่เป็นจริง คือ คำอธิบายปรากฏการณ์อย่างมีเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้ทาง
วิทยาศาสตร์
-เศรษฐศาสตร์ที่ควรจะเป็น คือ ค่านิยมและความเชื่อของนักวิชาการ
วิธีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์
-วิธีการอนุมาน (deductive method) คือ วิธีการหาผลจากเหตุ โดยกำหนดจากสมมติฐาน
แล้วนำไปพิสูจน์ว่าถูกต้องหรือไม่
-วิธีอุปมาน (inductive method) คือ วิธีการหาเหตุจากผล โดยรวบรวมข้อเท็จจริงแล้วนำมา
วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เกิดผลนั้น
ความเป็นมาของวิชาเศรษฐศาสตร์
Adam Smith (คริสต์ศตวรรษที่ 18)
-เขียนหนังสือ “The Wealth of Nations” เป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลก
-เป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์
-ให้แบ่งงานกันทำตามความถนัด โดยรัฐไม่ยุ่งเกี่ยว
-สนับสนุนแนวคิด “ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม”
Alfred Marshall (คริสต์ศตวรรษที่ 19)
-ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
-หนังสือ “The Theory of Firm”
-ปัญหาการว่างงาน ค่าแรงต่ำ สินค้าล้นตลาด
-เสนอทฤษฎีการผลิต ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค กลายเป็นทฤษฎี เศรษฐศาสตร์จุลภาค
(Micro Economics) ในปัจจุบัน John Maynard Keynes
-บิดาของเศรษฐศาสตร์มหาภาค
-เขียนหนังสือ “The General Theory of Employment, Money and Interest” เพื่อ
อธิบายสาเหตุของภาวะสิ
นค้าล้นตลาดและการว่างงาน
-เป็นตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคเล่มแรกของโลก
พระยาสุริยานุวัตร
-นักเศรษฐศาสตร์ไทยคนแรกที่นำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาใช้
-หนังสือ “ทรัพย์ศาสตร์”
เศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาค
ก่อนทศวรรษ 1930 เน้นวิเคราะห์อุปสงค์ของผู้บริโภคในตลาด เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์จุลภาค
(Microeconomics)” ต่อมาภายหลังทศวรรษ 1930 เศรษฐศาสตร์ไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น
อุปสงค์ต่อราคาสินค้าต่ำลง สินค้าคงเหลือมาก การลงทุนลดลง ระบบการศึกษานี้เรียกว่า
“เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics)”
-เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) เช่น การกำหนดราคาสินค้า พฤติกรรมของผู้บริโภคและ
ผู้ผลิต
-เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) เช่น ผลผลิตมวลรวม
สินค้าเศรษฐกิจ
เศรษฐทรัพย์ (Economics goods) สินค้าที่ได้มาจากการผลิตซึ่งมีต้นทุนที่ต้องใช้ในการผลิต
-ผลิตจากทรัพยากรที่มีจำกัด
-มีราคา
-น้ำปะปา
สินค้าไร้ราคาหรือได้เปล่า(Free goods)สินค้าที่ไม่มีต้นทุนในการผลิตไม่มีราคาอากาศ แสงแดด
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐาน
เกิดจากความจำกัดของทรัพยากรที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีอย่างไม่
จำกัด ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐาน มีดังนี้
1.ปัญหาผลิตอะไร (what) – ผลิตสินค้าและบริการอะไรบ้าง อย่างละเท่าไร
2.ปัญหาผลิตอย่างไร (how) – จะผลิตอย่างไรให้สินค้าและบริการเหล่านั้นมีประสิทธิภาพ
3.ปัญหาผลิตเพื่อใคร (for whom) – จะจัดสรรผลผลิตให้แก่ผู้ใด
ทรัพยากรการผลิต (productive resources) ประกอบด้วย
-ที่ดิน (Land) – ผ
ลตอบแทน คือ ค่าเช่า (rent)
-แรงงาน (labor) – ผลตอบแทน คือ ค่าจ้างและเงินเดือน (wage and salary)
-ทุน (Capital) – อยู่ในรูปของ เงินทุน (Money Capital) หรืออาจอยู่ในรูปของ สินค้า
ประเภททุน (Capital Goods) ผลตอบแทน คือ ดอกเบี้ย (interest)
-ผู้ประกอบการ (entrepreneur) – ทำหน้าที่รวบรวมปัจจัยการผลิตต่างๆ ผลตอบแทน คือ
กำไร (profit)
วงจรกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ประโยชน์ในการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์
ตนเอง : ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจ
ธุรกิจ : นักธุรกิจสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้ถูกต้องและประเมินผลตอบแทนที่แม่นยำ
ประเทศ : สามารถบริหารและวางแผนพร้อมทั้งนำนโยบายไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อความ
เจริญก้าวหน้าของประเทศ
บทที่ 2
อุปสงค์ อุปทาน และดุลยภาพ
อุปสงค์ต่อสินค้า (Demand)
เป็นความต้องการซื้อสินค้า แต่ในบทที่ 1 อาจเรียก “สภาวะขาดแคลน”(scarcity)
เพราะความต้องการไม่มีวันจบสิ้น (unlimited wants) เป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ
บนโลกไม่ว่าจะรวยหรือจน แต่ทุกระบบเศรษฐกิจล้วนมีเป้าหมายในการจัดการที่มีประสิทธิภาพ
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม นิยมใช้กลไกลตลาดในการจัดสรรทรัพยากรในการผลิต
ทำให้ราคาสินค้ามากขึ้น
อุปสใงนคท์ า(งdเศemรษaฐnศdา)สต
ร์ หมายถึง ความต้องการซื้อที่เต็มใจในการซื้อ และมีความสามารถในการ
ซื้อเช่นกัน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ต่อสินค้า
ราคาสินค้าชนิดนั้น ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง รสนิยมของผู้บริโภค รายได้ของผู้บริโภค
อุปสงค์ต่อราคาสินค้ามี 3 ชนิด ดังนี้
1. อุปสงค์ต่อราคา (price demand)
2. อุปสงค์ต่อรายได้ (income demand)
3. อุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น (cross demand)
อุปสงค์ต่อราคา (price demand)
อุปสงค์ต่อราคา หมายถึง ความต้องการสินค้าระดับต่างๆ โดยให้ปัจจัยอย่าง รายได้ รสนิยม
ราคาสินค้าอื่นๆ คงที่ เป็นต้น
เมื่อสินค้าราคาสูง คนซื้อน้อยลง เมื่อสินค้าราคาต่ำ คนซื้อมากขึ้น ปริมาณสินค้าชนิดใดชนิด
หนึ่ง จะแปรผันทิศทางตรงกันข้าม เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและการเสนอซื้อ สิ่งนี้เรียกว่า
กฎของอุปสงค์
(Law of Demand)
อุปสงค์ต่อรายได้(Income demand)
อุปสงค์ต่อราคา หมายถึง ความต้องการสินค้า ณ ระดับรายได้ต่างๆ โดยปัจจัยอื่นๆคงที่ เป็น
ความสัมพันธ์ระหว่างการเสนอซื้อกับรายได้ โดยพิจารณาเป็น 2 ประเด็น คือ สินค้าปกติ สินค้าด้อย
1.สินค้าปกติ ( superior or normal goods) คือ สินค้าทั่วไป เมื่อมีรายได้มากขึ้น ก็จะซื้อ
มากขึ้นเมื่อมีรายได้น้อยลง ก็จะซื้อน้อยลง นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเสนอซื้อและรายได้
ไปในทิศทางเดียวกัน มีค่าความชันของเส้นเป็นบวก ดั่งรูปที่ 2.2
2.สินค้าด้อย (inferior goods) คือ สินค้าในชีวิตประจำวันที่เกิดจากความเบื่อหน่ายของผู้
บริโภคที่ซื้อสินค้านั้นทุกวัน และเมื่อผู้บริโภคมีราคามากขึ้น ก็จะไม่กลับไปซื้อสินค้านั้นอีกและ
เยปกลตี่ัยวนอยไ่าปงซเื้ชอ่นสินค้าที่ดีก
ว่าเดิม
เดิมกินแต่เหล้าราคาถูก เมื่อมารายได้มากขึ้นก็ไปกินไวน์ราคาแพงเรียกง่ายๆว่า เมื่อมีเงิน
ความต้องการก็เปลี่ยนไป ก็เปรียบเสมือนกับเหล้าเป็นสินค้าด้อย แต่เราไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน
ว่าอะไรคือสินค้าปกติหรือสินค้าด้วย เพราะเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ล่ะคน แต่ล่ะชุมชน หรือแต่ล่ะ
ประเทศ ในกรณีสินค้าด้อยความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับปริมาณเสนอซื้อสินค้าตรงข้ามกัน
ดั่งรูป 2.3
อุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นๆ (cross demand)
อุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นๆ คือ ความต้องการสินค้าชนิดหนึ่ง เมื่อราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้อง
กันมีระดับต่างๆกัน โดยปัจจัยอื่นๆคงที่ สินค้าที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้มี 2 กลุ่ม คือ
สินค้าที่ใช้ประกอบกัน ( complementary goods )
สินค้าที่ใช้แทนกันได้ ( substitute goods )
1.สินค้าที่ใช้ประกอบกัน ( complementary goods )
ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารตามสั่งกับแก๊สหุงต้ม เมื่อผู้บริโภคอาหารตามสั่งน้อยลง อุปสงค์ต่อแก๊สหุง
ต้มก็น้อยลงตามไปด้วย เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าชนิดหนึ่งกับราคาของสินค้าที่ใช้ร่วมกันจะ
เปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้าม
แสดงให้เห็นอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นๆในกรณีสินค้าที่ใช้ประกอบกัน แสดงให้เห็นว่า แทนที่
อุปสงค์ต่ออาหารตามสั่งจะผันแปรไปในทางตรงข้ามกับราคาของอาหารตามสั่ง กล่าวคือ เปรียบเทียบ
ราคาสินค้า A และสินค้า B ง่ายๆ เช่น
· เมื่อราคาแก๊สหุงต้มแพง คนเลยซื้ออาหารตามสั่งน้อยลง เพราะอาหารตามสั่งใช้แก๊สหุงต้มใน
การทำอาหารทำให้ร้านอาหารต้องขายอาหารตามสั่งแพงขึ้นตามราคาของแก๊สหุงต้ม
· เมื่อราคาแก๊สหุงต้มถูก ก็ส่งผลให้คนเลยซื้ออาหารตามสั่งเยอะขึ้น เพราะอาหารตามสั่งถูก
เข้าหลักราคาสินค้าถูกลง ปริมาณบริโภคสินค้ามากขึ้น
สินค้าที่ใช้แทนกันได้ ( substitute goods ) ใช้ในวัตถุประสงค์เดียวกัน เราต้องเข้าใจ
ก่อนว่าสินค้ามีเครื่องหมายการค้าต่างกัน (ยี่ห้อ) ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นละประเภทกัน
ยกตัวอย่างเช่น นม นมนั่นมีหลากหลายยี่ห้อ เมื่อมีนมยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งขึ้นราคาไป อุปสงค์ใน
การซื้อสินค้านั้นจะลดลงทันที ต่างจากนมยี่ห้อคู่แข่งจะขายดีขึ้นเช่นกัน เป็นความสัมพันธ์
ระหว่างราคาสินค้าของสินค้าอย่างหนึ่ง และปริมาณอุปสงค์ต่อสินค้าอีกอย่างหนึ่งไปในทิศทาง
เดียวกัน
จากรูปแสดงให้เห็นถึงอุปสงค์ต่อนมยี่ห้อไวตามิลค์ ซึ้งผันแปรตามราคาของนมยี่ห้อแลคตาซอย
เนื่องจากทั้งคู่เป็นคู่แข่งทางการค้ากันเมื่อ ราคานมแลคตาซอยแพงขึ้น คนเริ่มเปรียบเทียบราคากัน
ระหว่างยี่ห้อกัน จึงไม่ซื้อนมแลคตาซอยแล้วหันไปซื้อนมไวตามิลค์แทน เนื่องจากไวตามิลค์ไม่ได้
แพงขึ้น ปริมาณอุปสงค์ต่อนมไวตามิลค์จึงสูงขึ้นนั้นเอง
• อุปสงค์เฉพาะตัว และอุปสงค์ในท้องตลาด (Individual and Market Demands)
เส้นอุปสงค์ที่เราได้ศึกษาจนถึงปัจจุบัน เป็นเส้นอุปสงค์แสดงฤติกรรมเฉพาะตัวผู้ บริโภคคนเดียว
เท่านั้น (Individual demand) แท้ที่จริงยังมีผู้บริโภคอีกเป็นจำนวนมากในท้องตลาด อุปสงค์ใน
ท้องตลาด (market demand) จึงหมายถึง อุปสงค์ของผู้บริโภคทั้งหมด นั่นคือ
ผลบวกของอุปสงค์เฉพาะตัวของผู้บริโภค = อุปสงค์ในท้องตลาด
SUM of individual demand =market demand
d1 d2 d3 =D
จากรูปจะเห็น เส้นอุปสงค์เฉพาะตัวได้แก่เส้น d1, d2, d3 สมมติว่ารวมกันได้เป็น D ดังนั้น
อุปสงค์มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ในท้องตลาด
เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ อุปสงค์ของผู้บริโภคแต่ละคน จริงอยู่แม้เราจะรู้สึกว่า อุปสงค์ต่อสินค้าของเรา
แต่ละคนในแต่ละวันไม่ค่อยแน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่การเปลี่ยน แปลงของ
อุปสงค์ในตลาดจะค่อนข้างมีเสถียรภาพ
• การเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปสงค์ และการเปลี่ยนแปลง ระดับอุปสงค์
(change in quantity demanded and change in demand)
สมมติว่า ให้ปัจจัยทุกอย่างคงที่ และให้ราคาเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงของราคา
จึงทำให้ปริมาณอุปสงค์เปลี่ยนแปลงไปตามเส้นอุปสงค์นั้นเอง (movement along the demand
curve) แต่เมื่อใดที่ปัจจัยอื่น ๆ ที่เคยสมมติให้คงที่ได้เปลี่ยนแปลงไป และราคากลายเป็นปัจจัย
คงที่ แทน ผลที่เกิดคือ เส้นอุปสงค์ต่อราคาจะขยับไปทั้งเส้น (shift in the demand curve)
ปริมาณอุปสงค์เปลี่ยนแปลงเพราะปัจจัยด้านราคา เปลี่ยนแปลง คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงบนเส้น
อุปสงค์
เส้นเดิมนั่นเอง เช่น ราคาสินค้าลดลง ทำให้ ปริมาณอุปสงค์เพิ่มขึ้นตามกฎของอุปสงค์ หรือราคา
สินค้าสูงขึ้น
ทำให้ปริมาณอุปสงค์ลดลง เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงตามตัวอย่างนี้เรียกว่า
การเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปสงค์ (change in quantity demanded)
• ส่วนเปลี่ยนแปลงของระดับอุปสงค์ หรือเรีกยกว่า การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (change in
demand)
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ราคา โดยปัจจัยอื่นมีดังนี้
1.รสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง
2.จำนวนผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง
3.รายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง
4.ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลง
5.การคาดคะเนเปลี่ยนแ
ปลง
การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ราคา แยกได้ 2 อย่าง ได้แก่
1. การเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปสงค์ คือ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณการเสนอขาย เนื่องจากราคา
สินค้าโดยปัจจัยอื่นๆคงที่
2. การเปลี่ยนแปลงระดับอุปสงค์ คือ การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ที่มีสาเหตุจากปัจจัยต่างๆที่ไม่ใช่
ราคาแม้ราคาสินค้ายังคงเดิม
·อุปทานของสินค้า (supply)
เป็นความต้องการขายสินค้า ที่ผู้ขายเองมีความสามารถในการผลิตสินค้าให้ลูกค้า และตนเองมี
ความเต็มใจขายในระดับราคาที่ดังประกาศไว้
ความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าและปริมาณอุปทานในกรณีปกติจะเป็นเส้นลาดจากซ้ายขึ้นไปขวามี
ค่าความชันเป็นบวก เรียกว่า กฎของอุปทาน ( Law of Supply ) ซึ้งตรงข้ามกับกฎของอุปสงค์
( Law of Demand )
เป็นลักษณะเส้นอุปทานสินค้าเฉพาะตัวผู้ขายคนเดียว (เส้นอุปทานเฉพาะตัว) เมื่อรวมกันเอา
ปริมาณอุปทานเฉพาะตัวของผู้ผลิตมารวมกันกลายเป็น อุปทานตลาด ดังรูปนี้
• การเปลี่ยนแปลงปริมาณและการเปลี่ยนแปลงระดับอุปทาน
( change in quantity supplied and change in supply )
ถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดบนเส้นอุปทานเดิมอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงราคา ถือ
เป็นการ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดบนเส้น ( change in quantity supplied )
การลดลงของอุปทานในกรณีนี้เรีกว่า การเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปทาน ดังรูป
การเปลี่ยนแปลงระดับอุปทาน มีสาเหตุจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ราคามีดังนี้
1.ราคาปัจจัยการผลิตเปลี่ยนแปลง
2.เทคโนโลยีในการผลิตเปลี่ยนแปลง
3.ราคาสินค้าชนิดอื่นเปลี่ยนแปลง
4.ภาษีและเงินอุดหนุน
5.การคาดคะเนเกี่ยวกับราคาสินค้า
6.จำนวนผู้ขายเปลี่ยนแปลง
• ดุลยภาพในตลาดสินค้า (Equilibrium price and output)
นำแนวคิดอุปสงค์อุปทานมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อหาราคาดุลยภาพ และ ผลผลิตดุลยภาพ
อุปสงค์และอุปทานในท้องตลาดของตลาดสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง คือ กลไกกำหนดดุลภาพในตลาด
สินค้า
ชนิดนั้น เป็นการประณีประนอมระหว่างผู้บริโคและผู้ผลิต ทำให้เราได้ราคาในตลาด
ซึ้งมีความเป็นธรรมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
บทที่ 3
ความยืดหยุ่น
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
(Price Elasticity of Demand)
กฎของอุปสงค์(Low of Demand) บอกให้เราทราบว่าผู้บริโภคจะซื้อสินค้าชนิดใดๆ มากขึ้น ถ้า
สินค้าชนิดนั้นมีราคาลดลง หรือในทางตรงกันข้ามผู้บริโภคจะซื้อสินค้านั้นน้อยลง ถ้าสินค้าชนิดนั้นมี
ราคาสูงขึ้น เช่น ตามกฎของอุปสงค์ เมื่อมีการลดราคาทองคำ ทำให้ราคาทองคำต่ำลง และทำให้
ปริมาณอุปสงค์ต่อทองคำเพิ่มขึ้น
อิทธิพลของราคาต่อสินค้าแต่ละอย่างไม่เท่ากัน สินค้าบางอย่างมีราคาสูงขึ้น แต่ปริมาณประสงค์
สติ่นอรคา้าคบาาขงอชงนสิิดนทคี้่มาีนรั้านคลาสดูงล
ขงึ้นไมแ่มม้าเกพีนยักงเลเ็ชก่นน้อสิยนกคล้ัาบอุปปรโาภกคฏบว่ราิโปภริคมทาีณ่มีคอุวปาสมงจคำ์เขปอ็นงสใินนคช้ีาวินตั้นปรไะจด้ำลวัดนลงหรือ
อย่างมากมาย เช่นสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆที่อาจไม่มี ความจำเป็นต่อผู้บริโภค หรือ สินค้าบางอย่างมี
สัดส่วนการเปลี่ยนแปลงระหว่างราคาและปริมาณอุปสงค์เท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน เราเรียกว่า ความ
ยืดหยุ่นของสินค้าชนิดนี้ “เสมอตัว”(unitary elasticity)
ค่าความยืดหยุ่นของเส้นอุปสงค์ (Price Elasticity Coefficient of Demand)
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา(Price Elasticity of Demand)หมายถึง อัตราส่วนระหว่าง
การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อที่มีต่ออัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาชนิดนั้น ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อ
ราคา
“ถ้าความยืดหยุ่นมากกว่า 1 เรียกว่า ความยืดหยุ่นสูง และถ้าค่าความยืดหยุ่นน้อยกว่า 1 เรียกว่าค่า
ความยืดหยุ่นต่ำ”
เขียนเป็นสัญ ลักษณ์ คือ “Ed” มีสูตร การคำณวนดังนี้
หรือเขียนอีกสูตรได้ ดังนี้
ตัวอย่าง
ราคากุ้งสด กิโลกรัมละ 200 บาท ขายได้วันละ 60 กิโลกรัม ต่อมากุ้งสดมีราคาเพิ่มสูงขึ้น เป็น
กิโลกรัมละ 250 บาท ทำให้การขายลดลงเหลือวันละ 50 กิโลกรัม ถามว่า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์
ต่อกุ้งสดนี้ มีราคาเท่าไหร่
แทนค่า จากสูตร
เส้นอุปสงค์ต่อราคาที่มีความยืดหยุ่นต่ำสุด และความยืดหยุ่นสูงสุด
ค่าความลาดชันและความยืดหยุ่นไม่เท่ากัน
ปัจจัยกำหนดค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
(Determinants of price elasticity of demand)
1.สินค้าที่ใช้แทนกันได้ ยิ่งมีสินค้าที่ใช้แทนกันได้มากเท่าไร ค่าความยืดหยุ่นของปริมาณอุปสงค์ต่อ
ราคาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เช่น
2.มูลค่าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนของรายได้
3.สินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าจำเป็น
4.ปริมาณอุปสงค์ต่อสินค้าใดๆ จะมีค่าความยืดหยุ่นมากขึ้น ถ้าผู้บริโภคมีเวลาพิจารณาได้นานขึ้น
ประโยชน์
ประโยชน์ของค่าความยืดหยุ่นของราคาอุปสงค์ต่อราคา
แนวคิดเกี่ยวกับค่าความยืดหยุ่นของปริมาณอุปสงค์ต่อราคาให้ประโยชน์แก่ประชาชนในทุก
วงการ ทั้งในภาคเกษตร ในหน่วยราชการ ในวงการอัชญากรรม
ความยืดหยุ่นของอุปทาน (Price Elasticity of Supply)
แนวคิดเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของปริมาณอุปสงค์ อันได้แก่ ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้บริโภคเมื่อมีการ
เปลี่ยนแปลงราคาสินค้า ได้ถูกนำมาประยุกต์กับแนวคิดในด้านอุปทานด้วยเช่นกัน
ผู้ผลิตมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อราคามาก แสดงว่าเส้นอุปทานมีความยืดหยุ่นมากตามไป
ด้วย(elastic) ตรงกันข้าม ถ้าผู้ผลิตมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อราคาน้อยลง เส้นอุปทานก็จะ
มีความยืดหยุ่นน้อย(inelastic) เช่นกัน
“ค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน แทนด้วยสัญญาลักษณ์ Es”
ตัวอย่าง
มะม่วงในตลาดปรากฏว่าถ้าราคามะม่วงกิโลกรัมละ 30 บาทอุปทานมะม่วงในตลาดมีจำนวน
4500 กิโลกรัมแต่ถ้ามะม่วงราคากิโลกรัมละ 10 บาท อุปสงค์มะม่วง ลดลงเหลือเพียง 2000
กิโลกรัมถามว่าความยืดหยุ่นของอุปทานมีเท่าไร
คำตอบคือ ค่าความยืดหยุ่น = 1.33
ปัจจัยกำหนดค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน
(Determinants of price elasticty of supply)
ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อค่าความยืดหยุ่นของอุปทานคือระยะเวลาที่ใช้ในการผลิตสินค้าโดย
ทั่วไปถ้าให้เวลาผู้ผลิตมากพอ ก็จะมีสินค้าออกสู่ตลาดจำนวนมากขึ้นซึ่งก็หมายความว่าค่าความ
ยืดหยุ่นของอุปทานจะสูงขึ้นตามไปด้วยการปรับตัวของฝ่ายผลิตทำได้ยากกว่าฝ้ายบริโภคอย่างมาก
เพราะการผลิตต้องใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากการผลิตสินค้าอย่างหนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์
ได้แบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ช่วงเวลาดังนี้
1.ช่วงเวลาสั้นมากจนผู้ผลิตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอขายได้ เช่นเกษตรกรบรรทุก
พืชเข้าไปจำหน่ายในเมืองที่ระยะห่างจากไร่หลายสิบกิโลเมตร จึงทำให้เกษตรกรไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากยินยอมขายสินค้าทั้งหมด ให้แก่ผู้รับซื้อในตลาดทั้งหมด ไม่ว่าพืชผลนั้นจะราคาเท่าไหร่
เส้นอุปทานผลผลิตของเเกษตรกรในระยะสั้นมาก
2.ช่วงเวลาระยะสั้นคำว่าระยะสั้น(Short-run period)
ในวิชาเศรษฐศาสตร์มีความหมายว่าผู้ประกอบการไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกำลังผลิตพื้นฐานได้
เช่น ถ้าเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ในระยะสั้นกำลังผลิตของโรงงานไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ หรือถ้าเป็น
สินค้าเกษตร ในระยะสั้นที่ดินเพาะปลูก หรือสินค้าประเภททุน ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
การตอบสนองของเส้นอุปทานในระยะสั้น เมื่อระดับอุปสงค์เพิ่มขึ้น
3.ช่วงเวลาระยะยาวคำว่าระยะยาว (long-run period)
ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายความว่าผู้ประกอบการผลิตสามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตได้ทุก
อย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยการผลิตคงที่ เช่น กำลังผลิตของโรงงาน ที่ดิน เครื่องจักรกล เป็นต้น หรือ
ปัจจัยการผลิตผันแปร เช่น สินค้าที่เป็นวัตถุดิบต่างๆ เป็นต้น ในกรณีระยะยาวนี้เส้นอุปทานจะมี
ความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าเดิม ผลผลิตจะเพิ่มมากขึ้นกว่าระยะสั้นตามรูป
การตอบสนองของอุปทานในระยะยาว เมื่อระดับอุปสงค์เพิ่มขึ้น
บทที่ 4
ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค
ผลจากรายได้ และผลจากการทดแทนกันของสินค้า
(Income and Substitution Effects)
เนื้อหาการเรียนในบทที่ 4 นี้ เราจึงมีความประสงค์จะพิจารณาเรื่องที่เกียวข้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคใน
3 ประเด็น คือ 1.ที่มาของกฎของอุปสงค์ (Law of Demand) ในรายละเอียด
2.ผู้บริโภคมีหลักการจัดสรรรายได้ของตนในการซื้อสินค้าและบริการอย่างไร
3.เหตุผลที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง
กฎของอุปสงค์ (Law of Demand) คือ กฎธรรมชาติที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เส้นอุปสงค์มีลักษณะลาดจาก
สูงลงมาต่ำจากทางซ้ายไปทางขวา (downsloping)
พฤติกรกรรมณขีอแงรผกู้บริโภผู้คบตริโาภม
กคฎรู้สขึกอวง่าอตุปนสเงอคง์มมีีฐคาำนอะธิยบาากยจแนบ่ลงงได้เป็จึนงไ2ม่สการมณาีรถคืซอื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งได้
จำนวนเท่าเดิม อำนาจซื้อลดลง เนื่องจาก สินค้าเดิมมีราคาสูงขึ้น
กรณีที่สอง สินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งมีราคาแพงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันโดยเปรียบเทียบ
ผู้บริโภคจึงเปลี่ยนไปบริโภคสินค้าทดแทนอื่น แทนสินค้าตัวเดิม
ขอยกตัวอย่างพฤติกรรมของผู้บริโภคในรายละเอียด ดังต่อไปนี้
ผลจากรายได้ (Income Effect)
ถ้าราคาผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งลดลง เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ เป็นต้น รายได้ที่แท้จริงหรืออำนาจซื้อของผู้
บริโภคที่ต้องการซื้อสินค้าชนิดนั้นจะสูง
ผลจากการทดแทนกันของสินค้า (Substitution Effect)
ทันทีที่สินค้าอย่างหนึ่งมาราคาลดลง ผู้บริโภคจะมีความรู้สึกว่า สินค้าประเภทเดียวกันในท้องตลาดมีราคา
สูงขึ้นโดยเปรียบเทียบกันทันที
ทฤษฎีอรรถประโยชน์ (Marginal Utility Theory)
ตราบเท่าที่เรามีเงินมีรายได้ เรามีสิทธิซื้อสินค้าและบริการทุกอย่างที่เราต้องการได้ ยกเว้นสินค้าต้อง
ห้ามที่รัฐบาลได้กำหนดไว้เพื่อความมั่นคงของชาติ เช่น อาวุธสงคราม สารเสพติด เป็นต้น
นักเศรษฐศาสตร์ได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้บริโภคพบว่า ในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งรสนิยมของผู้บริโภค
นั้นระดับความพอใจที่เพิ่มขึ้นต่อสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่งจะค่อยๆน้อยลงไปเรื่อยๆ คือ ความอยากจะได้
สินค้าน้อยลงนั่นเอง
กฎการลดลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (Law of Diminishing Marginal Utility)
1.อรรถประโยชน์ (utility) มีความหมายอย่างไร
สินค้าใดมีอรรถประโยชน์ สินค้านั้นย่อมสามารถให้ความพอใจแก่ผู้บริโภคได้ ในความหมายนี้แสดงว่า
สินค้าที่ไม่มีประโยชน์ในเชิงรูปธรรม แต่สามารถให้ความพึงพอใจแก่คนได้ เช่น รูปภาพโมนาลิซ่า ย่อม
มีอรรถประโยชน์สำหรับชาวโลกสูงมาก แต่ในเชิงรูปธรรมก็ไม่เห็นจะให้ประโยชน์อะไรแก่เราได้
2.อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (marginal utility) เป็นอย่างไร
•อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายหรืออรรถประโยชน์เพิ่ม คือ ความพอใจที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภค
สินค้าเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากเดิม 1 หน่วย (หน่วยเป็น MU)
•อรรถประโยชน์รวม (total utility) คือ ความพอใจรวมทั้งหมดที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้า
(หน่วยเป็น TU)
((ยกตัวอย่าง))
เช่น เราทานบัวลอยไข่หวานถ้วยที่ 1 ไปแล้วอร่อยมาก ให้ค่าอรรถประโยชน์แก่บัวลอยไข่หวานถ้วยแรก
คิดเป็นตัวเลขเท่ากับ 350 หน่วย สำหรับถ้วยที่ 2 เราให้ค่าอรรถประโยชน์เท่ากับ 150 หน่วย ฯลฯ
ตามตัวอย่างนี้ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของบัวลอยไข่หวาน
ถ้วยที่ 1 คือ 350 หน่วย (MU ถ้วยที่ 1 = 350) และอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของบัวลอยไข่หวาน
ถ้วยที่ 2 คือ 150 หน่วย (MU ถ้วยที่ 2 = 150) และอรรถประโยชน์รวมทั้งสิ้น (total utility, TU)
เพราะฉะนั้นตามตัวอย่างข้างต้น MU1 + MU2 = 350 +150 = TU คือ 500 หน่วย
3.สินค้ามีค่าอรรถประโยชน์ไปเพื่ออะไร
ทำให้เรารู้ระดับความพอใจของผู้บริโภคว่า สินค้าใดได้รับความพอใจจากผู้บริโภคสูงสุด และสินค้าใด
ที่ได้รับความพอใจรองลงมาตามลำดับ
นักเศรษฐศาสตร์กำหนดให้อรรถประโยชน์มีค่าเป็นตัวเลข เพื่อลำดับความพอให้เห็นชัดเจนมากขึ้น
4.หน่วยอรรถประโยชน์
การกำหนดค่าอรรถประโยชน์ดังกล่าว เป็นไปตามความสมัครใจของผู้บริโภคจึงไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน
อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเพียงชั่ววูบเดียวที่อารมณ์ได้เปลี่ยนไป อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาสั้นๆ
ก็เป็นแนวคิดที่มีประโยชน์สำหรับหน่วยอรรถประโยชน์จะนับกันอย่างไรเพราะเป็นการวัดสิ่งที่เป็น
นามธรรม (subjective concept) เราจึงสมมติว่า อรรถประโยชน์มีหน่วยเป็น “ยูทิล (utility)”
ตาราง 4.1
ค่าอรรถปร
ะโยชนก์ราวรมบร(ิโTภUค)กแล้วลยะบอรวรชถชีปขรอะงโนยาชยนบ์ุหญน่มวียสุดท้าย (MU)
(หน่วย : ยูทิล)
จำนวนกล้วยบวชชี อรรถประโยชน์สุดท้าย อรรถประโยชน์รวม
ถ้วยที่ margina utility total utility
1 100 100
2 70 170
3 30 200
40 200
5 -50 150
ตาราง 4.1
เส้นอรรถประโยชน์รวม และอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย
รูปที่ 4.1 แสดงให้เห็นว่า เส้นอรรถประโยชน์รวมเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ตราบใดที่ค่า TU
ยังเพิ่มขึ้น ก็แสดงว่า MU ยังมีค่าเป็นบวก แต่เมื่อใดที่ค่า TU เริ่มลดลง ณ จุดนั้น ค่า MU
จะต้องเป็นค่าติดลบทันที โปรดสังเกตที่จุด A และจุด B ซึ่งเป็นจุดหักเหของเส้นทั้งสอง จะ
ต้องตรงกัน คือ เมื่อเส้นอรรถประโยชน์รวมมีค่าลดลง ณ ระดับการบริโภคหนึ่ง จะเป็นช่วงการ
บริโภคซึ่งค่าอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายมีค่าติดลบ
(อรรถประโยชน์สุดท้ายหมายถึงอรรถประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น ในแต่ละช่วงการบริโภค)
ทฤษฎีพฤติกรรมของผู้บริโภค ตามหลักการของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย
(Theory of Consumer Behaviour -The Marginal Utility Approach)
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่นำมาอธิบายพฤติกรรมของผู้บริโภคมี 2 ทฤษฎี คือ
1. ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาศัยหลักการเรื่องอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย
(Marginal Utility)
2. ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาศัยหลักการในเรื่องเส้นความพอใจเท่ากัน
(Indifference Curve)
ตามทฤษฎีพฤติกรรมของผู้บริโภคตามหลักการอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย ผู้บริโภคในอุดมคติของ
นักเศรษฐศาสตร์ควรมีลักษณะโดยทั่วไป ดังนี้
1.วิชชาเศรษฐศาสตร์ถือว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นผู้มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อมีการจับจ้าย
ใช้สอยก็จะต้องเป็นไปเพื่อให้ตนเองได้รับความพอใจเต็มที่ ถ้าพูดในทางเศรษฐศาสตร์ คือต้องการให้
ค่ายู2ทิ.ลเรทีา่มตีขน้อเสอมงไมดต้ิรัวบ่ามผาู้กบ
ทรีิ่โสุภดคเททั่่าวทไี่ปจะสเาปม็นารไถปจไัดด้ลนัำ่นดับเอคงวามพอใจ (preferences) สำหรับสินค้าแต่ละ
อย่างได้ชัดเจน และรู้ด้วยว่าสินค้าประเภทใดจะให้ค่าอรรถประโยชน์แก่ตนเองมากกว่ากัน
3.รายได้ของผู้บริโภคทุกคนย่อมมีจำกัด
4.สินค้าทุกชนิดในตลาดมีราคาทั้งสิ้น
กฎการทำให้อรรถประโยชน์รวมสูงสุด (Utility-Maximizing Rule)
ด้วยอำนาจโลภะที่มีในตัวมนุษย์ทุกคน ย่อมอยากได้สินค้าและบริการที่เสนอให้ทุกอย่างเพราะ
มนุษย์ไม่รู้จักพอ แต่เงินมีจำกัด จึงทำไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดีผู้บริโภคยังคงต้องการให้ระดับความพอใจ
ของเขาสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือ ทำให้ได้ค่าอรรถประโยชน์รวมจากการซื้อสินทุกอย่างสูงที่สุด
นั่นเอง เขาจะมีวิธีการเลือกสินค้าอย่างไร จึงจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
ในตารางที่ 4.2 เป็นเลขสมมติ กำหนดให้งบประมาณเพื่อซื้อชุดเดรสและถุงเท้าของผู้บริโภคคนนี้
จำกัดอยู่ที่ 900 บาท
ตารางที่ 4.2
อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (Marginal Utility) ของชุดเดรส และถุงเท้า
(หน่วย : ยูทิล)
(1) (2) (3) (4) (5)
หน่วยสินค้า MU ชุดเดรส MU ชุดเดรส/ราคา MU ถุงเท้า MU ถุงเท้า/ราคา
ชุดเดรสตัวละ 300บาท ถุงเท้าคู่ละ 100 บาท
1 1,200
2 1500 5 1,000 12
3 10
4 1200 4 800 8
5 600 6
900 3 400 4
360000
2
1
กฎการทำให้อรรถประโยชน์รวมสูงสุด (Utility-Maximizing Rule) สรุปได้ว่า ผู้บริโภคจะทำให้
เกิดความพอใจสูงสุดแก่ตนเอง เมื่อได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ ในลักษณะ
ที่ทำให้ค่าเงินบาทสุดท้ายของสินค้าทุกชนิด มีอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายเท่ากัน นั่นคือ MU ของ
สินค้า A/ราคาสินค้า A เท่ากับ MU ของสินค้า B/ราคาสินค้า B ฯลฯ หรือเขียนใน รูปสมการทั่วไปได้
ดังนี้
การใช้อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายเพื่อหาเส้นอุปสงค์ต่อสินค้า
(Derivation of the Demand Curve)
เรื่องนี้สามารถให้คำอธิบายได้ โดยขอให้พิจารณาสมการต่อไปนี้
สมมติ ถ้าราคาสินค้า A เปลี่ยนแปลงไป เช่น ราคาสินค้า A สูงขึ้นดุลยภาพของสมการจะหายไป
ดังที่ได้อธิบายไปแล้
วว่า อรรถประโยชน์สูงสุดในการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการ คือ เมื่อได้จัดสรร
งบประมาณรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ ในลักษณะที่ทำให้ค่าเงินบาทสุดท้ายของสินค้าทุกชนิด
มีอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายเท่ากัน (หรือให้ต่างกันให้น้อยที่สุด) ตามตัวอย่าง เมื่อปรากฏว่าค่า
เงินบาทสุดท้ายของสินค้า A น้อยกว่าค่าเงินบาทสุดท้ายของสินค้า B ผู้บริโภคก็จำเป็นต้องปรับการ
ซื้อสินค้าของตน เพื่อให้สมการอยู่ในดุลยภาพเหมือนเดิม โดยการลดการซื้อสินค้า A จะทำให้ MU
ของสินค้า A เพิ่มขึ้น และเมื่อค่า MU สูงขึ้น สมการนี้จะเข้าสู่ดุลยภาพในที่สุด สรุปว่า เมื่อราคา
สินค้า A เพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคจะลดการซื้อสินค้า A จนกระทั่งค่าเงินบาทสุดท้ายของ สินค้า A
เท่ากับสินค้าชนิดอื่นๆ เหมือนเดิม ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาสินค้า A ลดลง ค่าเงินบาทสุดท้าย
ของสินค้า A จะเพิ่มขึ้นทันที จึงกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า A เพิ่มมากขึ้น จนทำให้เกิดดุลยภาพ
ในภายหลัง
ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค ตามหลักการของเส้นความพอใจเท่ากัน
(Theory of Consumer Behavior-The Indifference Curve Approach)
การวิเคราะห์โดยใช้เส้นความพอใจเป็นเครื่องมือช่วยในการอธิบายพฤติกรรมผู้บริโภค เนื่องจาก
นักเศรษฐศาสตร์ในยุคสมัยหลังๆ ต้องการหลีกเลี่ยงการใช้อรรถประโยชน์ ซึ่งข้อสมมติให้หน่วยเป็นที่
แจงนับได้ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ยุคสมัยหลังไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ
อุปกรณ์สำคัญที่ทฤษฎีนี้นำมาใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ คือ ความคิดในเรื่องเส้นงบประมาณ และเส้น
ความพอใจเท่ากัน
เส้นงบประมาณ (Budget Line)
สมมติว่าผู้บริโภคคนหนึ่งตัดสินใจซื้อสินค้า 2 ชนิด ได้แก่ ข้าวมันไก่ และผ้าสักหลาด สมมติให้ข้าว
มันไก่จานละ 55 บาท และผ้าสักหลาดราคา 45 บาท ผู้บริโภคคนนี้มีรายได้สัปดาห์ละ 1500 บาท
กรณีตัวอย่าง เส้นงบประมาณจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
เส้นงบประมาณ (Budget Line) คือ เส้นที่แสดงสัดส่วนของสินค้าทั้งสองชนิดที่ผู้บริโภคจะได้รับจาก
ยอดเงินจำนวนหนึ่ง บางครั้งเราเรียกว่า Consumer’s Isocost Line เพราะว่าทุกจุดบนเส้นแสดงถึง
สัดส่วนของสินค้าสองชนิด ซึ่งมีต้นทุนการใช้จ่ายทั้งหมดเท่ากันตลอดเส้น เส้นงบประมาณสามารถ
เลื่อนไปมาได้ เลื่อนเข้าออกได้ ถ้าปริมาณเงินที่นำมาใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงไป ถ้ามีเงินมากขึ้น
เส้นงบประมาณก็จะขยับออก ถ้ามีเงินน้อยลงเส้นงบประมาณก็จะขยับเข้าหาแกนกลาง ในบางครั้ง
ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องปรับตัว ทำให้ลักษณะของเส้นงบประมาณต้องเปลี่ยนแปลงไป เช่น ถ้าถ้าสินค้า
ใดมีราคาถูกลงหมายความว่าผู้บริโภคจะซื้อได้มากขึ้นหรือสินค้าใดมีราคาแพงขึ้นก็ทำให้ผู้บริโภคซื้อ
สินค้าชนิดนั้นได้น้อยลงนั่นเอง
เส้นความพอใจเท่ากัน (Indifference Curve)
แสดงเจตนารมณ์ของผู้บริโภคที่ต้องการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง ความต้องการซื้อสินค้า
ถูกกำหนดโดยรสนิยมเฉพาะตัวของผู้บริโภค สมมติเรามีสินค้า 2 อย่าง คือ ข้าวมันไก่และผ้า
สักหลาด ครั้งแรกเราเริ่มด้วยการให้ข้าวมันไก่ 15 จาน และผ้าสักหลาด 20 เมตรแก่ผู้
บริโภคโดยทันที ซึ่งสมมติว่าผู้บริโภคพอใจแล้ว (ของฟรีให้ใครย่อมพอใจด้วยกันทุกคน)
ต่อมา คือเพิ่มข้าวมันไก่เป็น 20 จาน แต่ลดปริมาณผ้าสักหลาดเหลือ 15 เมตร ตอนนี้ผู้
บริโภคต้องเริ่มคิดเปรียบเทียบในใจแล้วว่า จะเอาสัดส่วนเท่าเดิม หรือเอาสัดส่วนใหม่
ถ้าเรานำตัวเลขการตัดสินใจดังกล่าวมาเขียนเป็นกราฟจึงสามารถสรุปได้ว่า ทุกจุดบนเส้น
เดียวกันรถให้ความพอใจแก่ผู้บริโภคเท่ากันก็เพราะเหตุนี้นักเศรษฐศาสตร์จึงเรียกเสียงที่
เกิดจากการตัดสินใจเลือกเช่นนี้ว่าเส้นความพอใจเท่ากัน
สัด
ส่วน 2 ตารางที่ 4.3
ชนิดที่ผู้บริโภคมีความพอใจเท่ากันหมด
ทางเลือก ข้าวมันไก่ (จาน) ผ้าสักหลาด (เมตร)
a. 6 28
b. 12 16
c. 18 15
d. 20 10
e. 26 7
f. 32 6
เรานำข้อมูลที่ได้รับในตารางที่ 4.3 ไปเขียนในกราฟในรูปที่ 4.4 ดังนี้
จุด a b c d e f บนเส้นแสดงความพอใจเท่ากันของผู้บริโภค ไม่ว่าทางเลือกของเขาจะอยู่
ณ จุดใด ล้วนให้ความพอใจแก่เขามากเท่ากันหมด เพราะฉะนั้นทางเลือกที่เกิดบนเส้น
ความพอใจเส้นเดียวกัน ไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้บริโภค จะให้เลือกจุดไหนก็ได้ทั้งสิ้น
จากรูปที่ 4.4 จุด g อย
ู่เหนือเส้นความพอใจเท่ากันเส้นเดิม แสดงว่า ถ้าผู้บริโภคสามารถ
เลือกบริโภคสินค้าที่ จุด 9 ได้เขาจะมีความพอใจมากขึ้นกว่าเดิม ในทางตรงกันข้าม จุด h
อยู่ต่ำกว่าเส้นความพอใจเท่ากันเส้นเดิม แสดงว่า ผู้บริโภคจะไม่ได้รับความพอใจเท่ากับ
เส้นความพอใจเท่ากันเส้นเดิม สมมติว่าผู้ บริโภคคนนี้เลือกบริโภคที่จุด b เราลากเส้น
สัมผัสแตะเส้นความพอใจเท่ากันที่จุด b ความชันของ เส้น T คือ อัตราสุดท้ายของการใช้
แทนกันของสินค้า (marginal rate of substitution) สองชนิด คือ ระหว่างผ้า
สักหลาด และข้าวมันไก่ ถ้าย้ายจุดเลือกลงมาที่จุด c d e และ f ต่ำลงมาเรื่อยๆ ความลาด
ชันของเส้นลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การได้รับอาหารมากขึ้นและได้ผ้าน้อยลงนั้น
ผู้บริโภค มีความเต็มใจในการทดแทนสินค้า 2 อย่างดังกล่าวนี้น้อยลงไปทุกที คือ ใจจริง
ไม่อยากได้อาหาร มากขึ้น แต่อาจเสียไม่ได้จำต้องเลือก แต่ก็ยอมรับว่า ทางเลือกใหม่ และ
ทางเลือกเก่าล้วนให้ความพอใจแก่ตนเองเท่ากัน
แผนความพอใจเท่ากัน (The Indifference Map)
ในข้อเท็จจริง เส้นความพอใจเท่ากันมีมากกว่า 1 เส้น คือ มีไม่จำกัดมากมายนับไม่ถ้วน
เพราะเมื่อมีระดับความพอใจเท่ากันแล้ว ก็ต้องมีระดับความพอใจที่มากกว่า หรือน้อยกว่าเสมอไปและ
ในแต่ละดาวความพอใจที่เพิ่มขึ้น หรือน้อยลงนั้นย่อมไม่ได้มีทางเลือกเดียวแต่มีหลายทางให้เลือกและ
ทุกทางก็ให้ความพอใจแก่ผู้บริโภคเท่าเทียมกันทั้งสิ้น ดูรูปที่ 4.5
ดุลยภาพการบริโภคของผู้บริโภค (The Equilibrium of the Consumer)
ความพอใจของผู้ความพอใจของผู้บริโภคสนุกที่ไหนก็ตามย่อมไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้ ถ้าไม่ได้รับ
การสนับสนุนจากกำลังซื้อของตนเอง คือ เส้นงบประมาณนั่นเอง ดูรูปที่ 4.6 จุด E คือทางเลือกของ
ผู้บริโภคซึ่งจะได้รับความพอใจสูงสุดเท่าที่งบประมาณที่มีอยู่จะเอื้ออำนวยให้
การใช้แผนความพอใจเท่ากันหาเส้นอุปสงค์
(Derivation of the Demand Curve)
เราสามารถใช้แนวคิดในเรื่องเส้นความพอใจเท่ากัน และเส้นงบประมาณเพื่อหา เส้นอุปสงค์ต่อ
สินค้าได้อย่างง่ายดาย ขอให้ดูรูปที่ 4.7 ซึ่งถูกแบ่งเป็นส่วนที่ (1)และส่วนที่ (2) ในส่วนที่ (1) แสดง
ดุลยภาพของการบริโภคของผู้บริโภคสำหรับผ้าสักหลาดและข้าวมันไก่ เพื่อต้องการหาเส้นอุปสงค์
เราต้องสมมติให้ราคาข้าวมันไก่ลดลง ทำให้เส้นงบประมาณด้านข้าวมันไก่เลื่อนไปทางขวาทุกครั้งที่มี
การปรับราคาอาหารให้ต่ำลง จุดสัมผัสเดิมระหว่างเส้นงบประมาณและเส้นความพอใจเท่ากัน จึงต้อง
เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในลักษณะที่ว่าผู้บริโภคได้อาหารมากขึ้นเมื่อราคาข้าวมันไก่ลดต่ำลง
ส่วนที่ (2) แสดงเส้นอุปสงค์ต่ออาหารที่ได้จากการวิเคราะห์ในส่วนที่ (1)
โปรดสังเกตว่าเส้นตามแนวนอนของของส่วนที่ (1) และส่วนที่ (2) เหมือนกันทุกประการ คือ
วัดปริมาณข้าวมันไก่ที่ต้องการต่อสัปดาห์ ส่วนแกนตั้งของส่วนที่ (2) คือ ราคาข้าวมันไก่ เราได้เส้น
อุปสงค์ต่อข้าวมันไก่ DD ในส่วนที่ (2) จากการวิเคราะห์ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค ตามหลักการของ
เส้นความพอใจเท่ากัน
บทที่ 5
ต้นทุนการผลิต
ลักษณะของต้นทุนการผลิต
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นร
ะหว่างการผลิต เพื่อดึงดูดท
รัพยากรการผลิตที่กำลังถูกใช้งานที่อื่น ให้เข้าสู่
กระบวนการการผลิต รายจ่ายของการผลิตอาจมองเห็นหรือไม่ก็ได้ สามารถแบ่งลักษณะของต้นทุน
การผลิตได้ดังนี้
1. ต้นทุนทางตรง (Direct Cost) – ต้นทุนที่จ่ายเป็นเงินสด อาจเรียกว่า ต้นทุนชัดแจ้ง
(Explicit Cost)
2. ต้นทุนทางอ้อม (Indirect Cost) – การใช้ทรัพยากรที่ไม่ได้มาจากเงินสด สิ่งที่มองไม่
เห็น อาจเรียกว่า ต้นทุนไม่ชัดแจ้ง (Implicit Cost)
3. ต้นทุนเอกชนหรือต้นทุนภายใน – ผู้ผลิตรับภาระจากการนำปัจจัยการผลิตมาใช้ มีทั้ง
ต้นทุนทางตรงและทางอ้อม
4. ต้นทุนภายนอก – ต้นทุนบางอย่างที่บุคคลอื่นๆ ซึ่งไม่ได้ร่วมในกระบวนการผลิต ต้องเป็น
ผู้ออกค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
5. ต้นทุนสังคม – เกิดจากการดำเนินการที่เกิดขึ้นแก่สังคม ไม่ว่าใครจะเป็นผู้รับภาระก็ตาม
เป็นผลรวมของต้นทุนภายในและภายนอก
6. ต้นทุนค่าเสียโอกาสหรือต้นทุนในการเลือก – เกิดเมื่อนำทรัพยากรที่มีจำกัดไปใช้ในทางใดทาง
หนึ่ง
7. ต้นทุนทางบัญชี – ค่าใช้จ่ายประเภทต่างๆ ที่เกิดจากการใช้ปัจจัยการผลิต รวมเฉพาะต้นทุนชัด
แจ้งที่มีหลักฐานการรับและจ่าย
8. ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ – ผลรวมของต้นทุนที่จ่ายจริงและไม่จริง ค่าใช้จ่ายทุกชนิดจะรวม
ต้นทุนชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้ง
หน่วยผลิต และรูปแบบของหน่วยผลิต
หน่วยผลิต (Frim) หรือหน่วยธุรกิจ หมายถึง สถาบัน หรือ องค์กรธุรกิจจัดหาและรวบรวมปัจจุ
ยการผลิตต่างๆ เพื่อผลิตสินค้าและนำออกไปจำหน่าย สามารถจำแนกได้ดังนี้
- กิจการที่มีเจ้าของคนเดียว (Proprietorship) ได้กำไรทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว
- ห้างหุ้นส่วน (Partnership) มีผู้ร่วมรับผิดชอบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
o ห้างหุ้นส่วนสามัญ
o ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
o ห้างหุ้
นส่วนจำกัด
- บริษัทหรือบรรษัท (Company or Corporation) ผู้ร่วมรับผิดชอบ 7 คนขึ้นไป ระดมทุน
ด้วยการขายหุ้น ผลตอบแทนคือเงินปันผล
บริษัทเอกชนจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป ระดมทุน
โดยออกเป็นหุ้นกู้ และขายหุ้นให้กับบุคคลทั่วไป
หน่วยธุรกิจทั้งหมด เรียกว่า อุตสาหกรรม (Industry)
การผลิตสินค้าและระยะเวลาในวิชาเศรษฐศาสตร์
- ศึกษาระหว่างปัจจัยการผลิต (input) และผลที่ได้รับ (output) เรียกว่า ฟังก์ชั่นการผลิต
- สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปแบบฟังก์ชันได้ดังนี้
Q = f(x, y, z,…)
เมื่อ Q = จำนวนผลผลิต / x, y, z = ปัจจัยการผลิตชนิดต่างๆ
การศึกษาความสัมพันธ์ ทำให้รู้ว่าควรใช้ส่วนประกอบของปัจจัยการผลิตในอัตราส่วนเท่าไหร่
สามารถแยกการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตตามระยะเวลา คือ
- ระยะสั้น ไม่สามารถเปลี่ยนปัจจัยการผลิตคงที่ได้ แต่สามารถเพิ่มหรือลดปัจจัยผันแปรได้
- ระยะยาว สามารถเปลี่ยนปัจจัยการผลิตได้ทุกชนิด
ต้นทุนการผลิตระยะสั้น (Production Costs in the Short Run)
- ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีในการผลิต
กฎการลดลงของผลได้ (Law of Diminishing Return) - ถ้าผู้ผลิตเพิ่มการใช้ปัจจัยการ
ผลิตในการผลิตอย่างต่อเนื่อง ผลผลิตที่ได้จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง
ปัจจัยคงที่และปัจจัยผันแปร
ปปััจจจจััยยผคังนทีแ่ ป:รไม:่
ผผัันนแแปปรรตตาามมปปริรมิมาาณณกกาารรผผลลิิตตจผำลนิตวนมาแกลตะ้อขงนใาชด้ปคัจงจเัยดิมมากเช่ผนลิสตถน้าอนยทีใ่ตชั้้งปัโจรจงัยานน้อ
ย
และถ้าไม่มีการผลิตก็จะไม่มีการใช้ปัจจัย เช่น จำนวนต้นทุน
ผลผลิตต่างๆ
1. ผลผลิตทั้งหมด (Total Product : TP)
o หมายถึง จำนวนการผลิตทั้งหมด จากการใช้ปัจจัยคงที่แและแปรผันตามจำนวนต่างๆ
o ค่าผลผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้นในตอนแรก และเพิ่มในอัตราลดลงในเวลาต่อมา
และลดลงในที่สุด
2. ผลผลิตเฉลี่ย (Average Product : AP)
o หมายถึง เฉลี่ยต่อหนึ่งหน่วยของปัจจัยผันแปร
o ค่าผลผลิตเพิ่มขึ้นในตอนแรก เมื่อปัจจัยผันแปรเพิ่มไประดับหนึ่งผลผลิตเฉลี่ยจะลดลง
3. ผลผลิตหน่วยสุดท้าย (Marginal Product : MP)
o หมายถึง ปัจจัยผันแปรเพิ่มขึ้น 1 หน่วย
o ค่าผลผลิตเพิ่มสูงในระยะแรก และลดลงจนเป็นศูนย์ และอาจติดลบได้
การแบ่งช่วงของผลผลิต แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ
ช่วงที่ 1 ผลผลิตเพิ่มขึ้น (Increasing Return)
คือ ตั้งแต่ใช้ปัจจัยผันแปรหน่วยแรกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วงผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นในอัตราที่
เพิ่มขึ้น และผลผลิตเฉลี่ยก็เพิ่มขึ้น จนระดับที่ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยมีค่าสูงสุดหรือเท่ากับ
ผลผลิตเพิ่ม (AP = MP) พอดี
ช่วงที่ 2 ผลผลิตน้อยลง (Diminishing Return)
เริ่มตั้งแต่การใช้ปัจจัยผันแปร ณ ระดับที่ผลผลิตเฉลี่ยมีค่าสูงสุดเท่ากับผลผลิตเพิ่ม
(AP = MP) จนถึงจุดที่ผลผลิตเพิ่มมีค่าเท่ากับศูนย์ (MP = 0) ผลผลิตรวมมีค่าสูงสุด
เป็นช่วงลดลงของผลผลิตตลอดทั้งช่วง
ช่วงที่ 3 ผลผลิตลดลง (Decreasing Return)
เริ่มจากจุด MP = 0 เป็นต้นไป เป็นช่วงที่ผลผลิตทุกชนิดลดลงตามลำดับ
ต้นทุนทั้งหมด
(ToTtCal Cost)
= TFC +
TVC
โดยที่ TC = ต้นทุนทั้งหมด (Total Cost)
TFC = ต้นทุนคงที่ทั้งหมด (Total Fixed Cost)
TVC = ต้นทุนผันแปรทั้งหมด (Total Variable Cost)
ต้นทุนเฉลี่ย (Average Cost)
ATC = AFC + AVC
โดยที่ ATC = TC/Q
AFC = TFC/Q
AVC = TVC/Q
ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (Marginal Cost)
การเปลี่ยนแปลงของเส้นต้นทุน (Shifting the Cost Curves)
เปลี่ยนในด้านเทคโนโลยีการผลิต จะทำให้เส้นต้นทุนเลื่อนไปมาได้
แรงงาน ผลผลิต TFC TVC TC MC AFC AVC AC
0 0 150 5 155 - - - -
1 10 150 10 160 0.50 15.00 1.00 16.00
2 24 150 15 165 0.36 6.25 0.63 6.88
3 40 150 20 170 0.31 3.45 0.50 4.25
4 48 150 25 175 0.63 3.13 0.52 3.65
5 59 150 30 180 0.45 2.54 0.51 3.05
ต้นทุนการผลิตระยะยาว (Production Costs in the Long Run)
สามารถเปลี่ยนปัจจัยการผลิตได้ทุกชนิด
การประหยัดต่อขนาด และการไม่ประหยัดต่อขนาด
การประหยัดต่อขนาด หมายถึง ต้นทุนต่อหน่วยลดลง เนื่องจากเกิดการประหยัดขึ้นในกิจการ
และนอกกิจการ
- การประหยัดภายในกิจการ
▪︎o ด้านแรงงาน
เกิดการแบ่งงานกันทำ มีความชำนาญเฉพาะด้าน ประสิทธิภาพการผลิตสูง
▪︎o ด้านเทคนิค
เกิดเมื่อหน่วยธุรกิจมีขนาดใหญ่ และมีความสามารถที่จะนำเครื่องจักร
คุณภาพสูงมาใช้
▪︎o ด้านการจัดการ
ผลจากการกระจายต้นทุนคงที่ เช่น เงินเดือนลูกจ้าง ค่าที่ดิน เป็นต้น
หากขยายการผลิตได้มากขึ้น ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะลดลง
o ด้านการตลาด
▪︎ซื้อวัตถุดิบ : การซื้อจำนวนมากจะได้รับส่วนลด ต้นทุนลดลง
▪︎ข
ายสินค้า : ต้นทุนค่าขนส่งลดลง ค่าโฆษณาลดลง
▪︎o ด้านการเงิน
เนื่องจากกิจการขนาดใหญ่ เป็นที่เชื่อถือในวงการธุรกิจ สามารถกู้เงินได้ง่าย
เสียดอกเบี้ยต่ำ
- การประหยัดภายนอกกิจการ
หน่วยธุรกิจใหญ่ ซื้อวัตถุดิบได้ถูกลงเพราะซื้อจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายลดลงเนื่องจากมีผู้มา
ติดต่อขายวัตถุดิบให้ถึงโรงงาน และสามารถใช้ระบบสินเชื่อซื้อปัจจัยการผลิต หากกิจการขยายขนาด
การผลิตได้มาก กระตุ้นการพัฒนาของอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ ทำให้สามารถลดต้นทุนในการ
ขนส่งได้
การไม่ประหยัดต่อขนาด หมายถึง ต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ขยายขนาดการผลิตมากเกินไป
- ความยุ่งยากในการบริหารงาน ดูแลไม่ทั่วถึง ปัญหาการติดต่อประสานงาน ปัญหาทางด้าน
การจัดการแรงงาน
- การขาดแคลนปัจจัยการผลิต
บทที่ 6
ราคา ผลผลิต และการแข่งขัน
โครงสร้างการตลาด (Market Structures)
ตลาดในความหมายทั่วไปคือสถานที่ใดที่หนึ่งซึ่งมีสินค้าวางจำหน่ายและมีผู้ซื้อและผู้ขายมา
เจรจาต่อรองราคากันซึ่งถ้าตกลงกันได้จึงมีการส่งมอบสินค้าให้แก่กัน
ตลาด อาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
1.ตลาดสมบูรณ์ (perfect market)
- ตลาดแข่งขันสมบูรณ์(Perfect Competition)
2.ตลาดไม่สมบูรณ์ (imperfect market)
ตลาดผูกขาดสมบูรณ์(Pure Monopoly)
ตตลลาาดดผกึู่้งขแายข่นง้ขอันยก(ึ่Oง
ผlูiกgขoาpดo(lyM)onopolistic Competition)
ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Pefect Competition)
ตลาดแข่งขันสมบูรณ์เป็นรูปแบบของการแข่งขันในอุดมคติของระบบเศรษฐกิจแบบ
ทุนนิยม(capitalism) ลักษณะของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ มีดังต่อไปนี้
1.มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก (very large numbers of firms in the industry) โดย
เฉพาะผู้ขายจำนวนมากเหล่านั้น เป็นอิสระจากกันไม่ขึ้นต่อกัน เช่น ตลาดสินค้าเกษตร
ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดเงินตราต่างประเทศเป็นต้น
2.สินค้าเหมือนกันทุกอย่าง (identical products) สินค้าที่เหมือนกัน ทำให้ผู้บริโภคไม่
จำเป็นต้องสนใจผู้ขาย เช่น ข้าวผัก ผลไม้
3.ผู้ขายแต่ละรายไม่สามารถมีอิทธิพลต่อราคาได้ (price taker) มีหน้าที่นำสินค้าของตนวาง
ขายในตลาดเท่านั้น
4.ผู้ขายเข้าออกจากอุตสาหกรรมโดยเสรี (freedom of entry and exit)
5.ผู้ซื้อและผู้ขายต่างรู้สภาพของตลาดสินค้าอย่างดี (perfect knowledge of the market)
กลไกราคาของตลาดแข่งขันสมบูรณ์
เส้นอุปสงค์ต่อสินค้าในทัศนะผู้ขายในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ไม่ได้มีลักษณะลากจากซ้ายลงมา
ขวา แต่เป็นเส้นที่ขนานไปกับแกนนอน
ความหมายของรายรับเฉลี่ยต่อหน่วย (AR) และรายรับหน่วยสุดท้าย (MR)
รายรับทั้งหมด (Total Revenue ,TR) คือจำนวนเงินที่ผู้ขายได้รับทั้งหมดจากการขายสินค้า
ก่อนหักค่าใช้จ่ายใดๆ
TR = Q x P
ในเมื่อ
Q คือ ปริมาณสินค้าที่ขายได้ทั้งหมด
P คือ ราคาสินค้าต่อหน่วย
รายรับเฉลี่ยต่อหน่วย (AR) TR/Q ซึ่งค่า TR/Q ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ก็คือราคาสินค้า (P)
นั่นเอง คือ ผู้ขายและผู้ซื้อมองคนละด้านกัน
AR = TR หารด้วย Q =P
รายรับหน่วยสุดท้าย (MR) คือ รายรับที่เปลี่ยนแปลงไป หรือ รายรับเพิ่ม เนื่องจากมีการขายสินค้า
เพิ่มขึ้น 1 หน่วย
การคำนวณรายรับ(Revenue) ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์
ตัวเลขสมมติของบริษัท ก ขายผ้าไหมไทย
PQ TR=PxQ AR=TRหารQ MR=ΔTRหารΔQ
600 10 6000 600 -
600 12 7200 600 600
600 18 10200 600 600
600 20 12000 600 600
ดุลภาพของหน่วยผลิตในระยะสั้น (The Firm’s Short-run Equilibrium Output)
ดุลยภาพของหน่วยผลิตในระยะสั้น เป็นภาวะการที่ดีที่สุดสำหรับหน่วยผลิตใดๆ ที่แสวงหาผล
กำไรสูงสุดหรือถ้าสถานการณ์ทางธุรกิจอยู่ในภาวะเลวร้าย ดุลยภาพระยะสั้นก็จะเป็นจุดที่มีการ
ขาดทุนน้อยที่สุด ปริมาณ
การผลิตนั้นๆดุลยภาพของธุรกิจในระยะสั้น จะเกิดขึ้นเมื่อ MR = MC
ดุลยภาพในระยะสั้นของหน่วยผลิตอาจแยกพิจารณาออกได้เป็น 3 กรณี ดังนี้
-กรณีได้กำไรสูงสุด (Profit-maximizing Case)
-กรณีขาดทุนน้อยที่สุด (Loss-minimizing Case)
-กรณีล้มเลิกกิจการ ( Close-down Case)
1.กรณีได้กำไรสูงสุด
ดุลยภาพในระยะสั้นของหน่วยผลิตในตลาดทุกประเภท กำหนดที่จุด MC = MR แต่เนื่องจากใน
ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ค่า MR = P เพราะฉะนั้น ดุลยภาพระยะสั้นของหน่วยผลิตในตลาดสมบูรณ์
คือ MC = P ในกรณีที่จุดตัดของเส้น MC และ P อยู่สูงกว่า ATC หน่วยผลิตจะได้กำไรสูงสุด
P = MC
P > ATC
หน่วยผลิตอยู่ในดุลยภาพที่ได้รับกำไรปกติ (normal profit)
2.กรณีขาดทุนน้อยที่สุด
ในกรณีที่ราคาสินค้าลดลง มีปัญหาว่า ราคาได้ลดลงไปเพียงใด ถ้าราคาต่ำกว่า ATC แสดง
ว่าหน่วยผลิตประสบกับการขาดทุน เพราะว่าราคาสินค้าที่ได้รับ ต่ำกว่าราคาทุนนั่นเอง (P
< ATC)
P = MC
ATC > P > AVC
3.กรณีล้มเลิกกิจการ
ถ้าราคาสินค้าในตลาดสมบูรณ์ลดลงไปเรื่อยเๆจนต่ำกว่าเส้น AVC ถือว่าเป็นจุดวิกฤตของ
การดำเนินธุรกิจต่อไ
ปเพราะถ้าราคาต่ำกว่า AVC หมายความว่า การล้มเลิกกิจการ จะเป็น
ทางออกที่ดีที่สุด
P < AVC
Out of busines