The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปเศรษฐศาสตร์ จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์ บทที่1-13

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 65140145, 2022-10-23 13:24:49

เศรษฐศาสตร์

สรุปเศรษฐศาสตร์ จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์ บทที่1-13

เส้นอุปทานของหน่วยผลิตในตลาดแข่งขัน
(The Supply Curve for a Price-taking Firm)

สมบูรณ์สมมุติว่าราคาสินค้าในอุตสาหกรรมใดๆ เพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเกณฑ์กำหนดดุลยภาพ
หน่วยผลิตในระยะสั้นในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ จะต้องให้ P = MC เพื่อให้ผู้ขายมีกำไรสูงสุด




ดุลยภาพของหน่วยผลิตในระยะยาว (The Firm’s Long-run Equilibrium Output)

หัวใจสำคัญของการผลิตในระยะยาวภายใต้ตลาดแข่งขันสมบูรณ์คือการเข้าและออกของหน่วย
ผลิตในอุตสาหกรรม (Entry & Exit)

ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Imperfect Markets)

ลักษณะของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ นั่นคือ
1.ผู้ขายมีจำนวนไม่มาก

โดยเฉพาะในด้านผู้ขาย มีการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ด้วยมาตรการต่างๆ
2.สินค้าทั่วไปมีลักษณะไม่เหมือนกันทุกประการ

อย่างน้อยมีเครื่องหมายการค้าต่างกันมีการโฆษณาสินค้าทางสื่อมวลชนทุกประเภทอยู่ตลอดเวลา
3.ความรู้ในเรื่องความเคลื่อนไหวของตลาดไม่สมบูรณ์

ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย การโทรคมนาคมยังไม่ก้าวหน้าดังเช่นทุกวันนี้ ย่อมไม่มีทางที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายจะ
ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดได้ทันกาลแน่นอน
4.การเข้าหรือออกจากอุตสาหกรรมในความเป็นจริงทำได้ยาก

สินค้าจำนวนหนึ่งได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาทำการผลิตแข่งขัน
ไม่ได้ มีการให้สัมปทานในกิจการต่างๆ ทำให้การเข้าออกจากอุตสาหกรรมไม่เป็นไปอย่างเสรี

ตลาดผู้ขายคนเดียว (Pure Monopoly)

ลักษณะของตลาดผู้ขายคนเดียว มีดังต่อไปนี้

1.มีผู้ขายคนเดียว (sing
le seller) หมายความว่าในอุตสาหกรรมที่ผูกขาดนั้นมีหน่วยผลิตเพียงราย

เดียวเท่านั้น
2.สินค้าที่ผลิตทดแทนกันไม่ได้ (no close substitutes) คือ สินค้าที่ผลิตไม่เหมือนใครและไม่มี
ใครเหมือน ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องบริโภคสินค้าที่ผูกขาดนี้เท่านั้น
3.เป็นผู้กำหนดราคา (price maker) เนื่องจากไม่มีคู่แข่งขันทางการค้า ผู้ขายในอุตสาหกรรม
ผูกขาด จะกำหนดราคาอย่างไรก็ได้ ที่จะทำให้หน่วยผลิตได้ประโยชน์สูงสุด
4.สามารถยับยั้งไม่ให้ผู้ขายรายใหม่เข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมของตนเป็นอันขาด (blocked
entry) อุปสรรคกีดกันไม่ให้ผู้ขายรายใหม่เข้ามา มีอาทิ เช่น การประหยัดต่อขนาด ซึ่งต้องมีการ
ผลิตคราวละมากๆ จึงจะคุ้มทุน

ตารางรายรับของผู้ขายในตลาดผูกขาดคนเดียว
(หน่วยเป็นเงินบาท)

ราคา (AR) ปริมาณสินค้า รายรับทั้งหมด (TR) รายรับหน่วยสุดท้้าย (MR)
(2) (1) (3) (4)

254 00 -
244 244
234 1 244 244
224 204
214 2 468 184
204 164
194 3 672 144
184 124
174 4 856 104
164 84
154 5 1020 64

6 1164

7 1288
1392

8

9 1476

10 1540

ตลาดกึ่งแข่งขันผูกขาด (Monopolistic Competition)

ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดมีคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่ง คืิอ มีผู้ขายรายย่อยจำนวนมาก
ล้วนขายสินค้าที่คล้ายคลึงกัน แต่ไม่เหมือนกัน
ความแตกต่างของสินค้าในตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดอาจแบ่งได้เป็น 4ประการ คือ
1.คุณภาพของสินค้า (Product Quallty)
2.บริการ (Services)
3.ที่ตั้ง (Location)
4.การโฆษณา และการบรรจุหีบห่อ (Advertising and Packaging)

*ผลดีของการโฆษณา มีอาทิเช่น
1.ทำให้ผู้บริโภครู้ความเคลื่อนไหวของสินค้าชนิดใหม่ๆ รู้คุณสมบัติเฉพาะตัวของสินค้า
2.ความจำเป็นในการโฆษณาทำให้ธุรกิจการโทรคมนาคม อันได้แก่ วิทยุ โทร ทัศน์ หนังสือ

ว3า.กรสาราโรหฆนษังณสือากพิรมะพตุ์้นฯใลหฯ้
หเนจ่วริยญผก้ลาิตวหทำน้กาาไรปค้ดน้วคยวด้ีาวเิจพัยรดา้ะานไดก้ารรับตคล่าาโดฆมษากณขึ้าน เพื่อสร้างจุดขายให้แก่

สินค้าของตน
4.ถ้าสัดส่วนการตลาดของบริษัทสูงขึ้นจริงๆ ก็ทำให้เกิดการขยายการลงทุนใน บริษัทนั้นต่อไป

*ผลเสียของการโฆษณาก็มีอยู่มากเหมือนกัน อาทิเช่น
1.การโฆษณาเป็นการจูงใจผู้บริโภค ให้จับจ่ายซื้อสินค้าให้มากขึ้น การโฆษณาและการ
ประชาสัมพันธ์เป็นงานที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
2.ข้อมูลที่นำมาเป็นวัตถุดิบในการโฆษณามักไม่เป็นความจริง
3.งบประมาณโฆษณาเป็นการลงทุน ที่ไม่มีผลตอบแทนต่อสังคมเป็นรูปธรรม
4.การโฆษณาอาจมีผลเพียงรักษาสัดส่วนการตลาดของบริษัทเอาไว้เท่านั้น เป็นความจําเป็นที่ไม่
ทำไม่ได้ในธุรกิจสมัยใหม่

ตลาดผู้ขายน้อย (Oligopoly)

ในตลาดผู้ขายน้อยจะมีหน่วยผลิตกลุ่มหนึ่งประมาณไม่เกิน 3 - 4 บริษัทที่ครอบครองสัดส่วน
การขายในตลาด
ในทางเศรษฐศาสตร์ เราใช้สัดส่วนการกระจุกตัว (Concentration Ratios) เป็น เครื่องมือวัด
ว่าอุตสาหกรรมใดเป็นตลาดผู้ขายน้อยหรือไม่ ในกรณีที่สินค้าที่ผลิตเหมือนกัน (homogeneous
outputs) เราเรียกว่า ตลาดผู้ ขายน้อยรายสมบูรณ์ (Pure Oligopolies) แต่ถ้าสินค้าที่นำออก
ขายมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เราจะเรียกว่า

ตลาดผู้ขายน้อยรายไม่สมบูรณ์ (Impure Oligopolies)

สาเหตุที่ทำให้เกิดตลาดผู้ขายน้อยราย มี 3 ประการ คือ
1. การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) กิจการบางอย่างต้องมีโรงงานขนาดใหญ่
อุปกรณ์ใหญ่โตจึงจะดำเนินการผลิตได้
2.ผู้ผลิตรายใหม่เข้าไปดำเนินการแข่งขันไม่ได้ เพราะถูกกีดกันจากผู้ ผลิตเก่า (Artificial
Barriers to Entry)
3.การควบกิจการ (Merger) คือ การที่บริษัทยักษ์ใหญ่สองบริษัทหรือมากกว่า มารวมตัวกันเป็น

บริษัทเดียวกัน ไม่ว่าจะ
เป็นการรวมกันโดยการรวมสินทรัพย์ และหนี้สินเข้าด้วยกันจนกลายเป็น

บริษัทเดียวกันในที่สุด

การกำหนดราคาและปริมาณผลผลิตในตลาดผู้ขายน้อยราย

ตลาดผู้ขายน้อยรายเป็นตลาดที่ผู้ชายแต่ละรายมีความสัมพันธ์กัน การตัดสินใจ ของผู้ชายราย
หนึ่งรายใดจะต้องกระทบกระเทือนผู้ขายรายอื่นๆ อยู่เสมอ การวิเคราะห์สลามผู้ชาย นายจึงนับว่ามี
ความยุ่งยากมากกว่าตลาดประเภทอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหา ระหว่างกัน ผู้ขาย
มักร่วมมือกันกำหนดราคา และปริมาณผลผลิตเสนอขายในท้องตลาด วิธีนี้ถือ เป็นการร่วมมือกัน
ทางธุรกิจประเภทหนึ่ง (cartel)
ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยผลิตในอุตสาหกรรมตลาดผู้ขายน้อยรายจะมีเพียง 2 รูปแบบคือ
(1) หน่วยผลิตร่วมมือกัน (Collusive Model) ถ้าหน่วยผลิตในอุตสาหกรรมผู้ ขายน้อยรายร่วม
มือกัน จะทำให้เกิดอำนาจการผูกขาดทางเศรษฐกิจ
(2) หน่วยผลิตอิสระไม่ร่วมมือกัน (Noncollusive Model) ถ้าหน่วยผลิตใน อุตสาหกรรมผู้ขาย
น้อยรายไม่ร่วมมือกันจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ย่อมเกิด ผลแก่ผู้บริโภคอย่างมาก

แบบจำลองเส้นอุปสงค์หักงอ (The Kinked Demand Curve Model)

ถ้าผู้ขายในตลาดผู้ ขายน้อยรายไม่ร่วมมือกันแล้ว ราคาสินค้าจะไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายนัก
แม้ว่าต้นทุนการผลิตหรือ อุปสงค์ต่อสินค้าในตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม

ในความเป็นจริง ถ้
าหน่วยผลิตใดลดราคา หน่วยผลิตรายอื่น ๆ จะยอมลดราคาลง ด้วย เพราะ

เกรงว่ายอดขายของตนจะตกลงมา แต่ในกรณีหน่วยผลิตได้เพิ่มราคา หน่วยผลิตราย อื่นจะวางเฉย
ไม่ต้องปรับราคาแต่ประการใด ผู้บริโภคจะเปลี่ยนใจมาซื้อสินค้าของหน่วยผลิตราย อื่นๆ แทน
ทำให้ยอดขายของหน่วยผลิตที่ขึ้นราคาลดลงไปอย่างมากมาย

บทที่ 7

บัญชีประชาชาติ

ความหมายของบัญชีประชาชาติ

ลักษณะของสมุดบัญชี คือ มีรายการรับและรายการจ่าย มีหลายประเภทด้วยกัน เช่น
บัญชีเงินสด บัญชีพัสดุ บัญชีกำลังพล บัญชีจ่ายเงินเดือน บัญชีเงินฝากธนาคาร เป็นต้น
บัญชีเหล่านี้เป็นบัญชีเฉพาะเรื่อง

ประโยชน์ของบัญชี คือ สามารถใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบการทำงานของกิจการนั้นๆ ได้ว่า บรรลุ

เป้าหมายมากน้อยเพียงใด ได้ก้าวหน้าไปแล้วอย่างไรในรอบปีที่ผ่านมา และควรมีการปรับปรุงการ

ทำงานในส่วนใดบ้าง ดังเช่นในช่วงปีค.ศ. 1930 - 1939 ได้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงทั่วโลกที่

เรียกกันว่า “Great Depression” กล่าวกันว่าเป็นเพราะประเทศในโลกส่วนใหญ่ไม่มีบัญชีรายได้

ประชาชาติที่สมบูรณ์ จึงไม่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ทันเวลา เพราะฉะนั้นหลังจากที่ได้เกิด


เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
ดังกล่าว ทำให้ประเทศต่างๆหันมาให้ความสนใจกับการเตรียมบัญชี


ประชาชาติที่สมบูรณ์มากขึ้นเป็นลำดับ
สำหรับการทำงานของเศรษฐกิจทั้งระบบ (the whole economy) เราก็ควรมีบัญชีเช่นนั้นในระดับ


ชาติเช่นกัน เพื่อสามารถใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบการทำงานของระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
บัญชีประชาชาติ (national account) จึงมีความหมายถึง บัญชีของชาตินั่นเองระบบบัญชีของชาติ


สมัยใหม่สามารถให้ข้อมูลรวม (aggreate variables) ของประเทศได้ ข้อมูลรวมที่สำคัญได้แก่
1.มูลค่าสินค้าและบริการที่ประชาชนทุกคนช่วยกันผลิตในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งเราเรียกว่า

“ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ (national product)”
2.รายได้ที่ประชาชนทุกคนได้รับในรอบปีที่ผ่านมาซึ่งเรียกว่า

“รายได้ประชาชาติ (national income)”
3.รายจ่ายที่ประชาชนทุกคนได้จ่ายออกไปในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งเราเรียกว่า

“รายจ่ายประชาชาติ (national expenditures)”

บัญชีประชาชาติมีประโยชน์ต่อรัฐบาลมากเป็นพิเศษ รัฐบาลสามารถพิจารณาว่าเศรษฐกิจเท่าที่ผ่าน

ไปแล้วนั้น มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพื่อทำการแก้ไขก่อนที่ปัญหาความรุนแรงในระบบเศรษฐกิจของ

ประเทศจะมีมากจนไม่อาจแก้ปัญหาได้ทันเวลา

ความหมายของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ
(Gross National Product, GNP)

เป็นข้อมูลที่สำคัญไม่น้อย เพราะข้อมูลดังกล่าว ได้ถูกนำมาอ้างอิงบ่อยครั้งที่สุดในวงการเศรษฐกิจ

ทั่วไป ประชาชนทั่วไปในสาขาวิชาอื่นๆ ทราบแต่เพียงว่า ค่า GNP สูง ย่อมดีกว่าค่า GNP ต่ำ

คำว่า ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ คืออะไร ได้แก่ “มูลค่าสินค้าและบริการที่ประชาชนไทยผลิตได้ในรอบ

ระยะเวลาหนึ่ง” หรือ ผลิตภัณฑ์ประชาชนเป็นรายการสินค้าและบริการทุกชนิด

คำว่า “มวลรวม (gross)” ในบัญชีประชาชาติ มีความหมายว่า มูลค้าสินค้าและบริการประเทศไทย

ผลิตได้ในรอบระยะเวลา 1 ปีดังกล่าวนั้น ยังไม่ได้หักค่าเสื่อมราคา
ค่าเสื่อมราคา (depreciation) คือ มูลค่าการสึกหรอของสินค้าประเภททุน เช่น รถยนต์เมื่อมีการใช้

งานมานานต้องมีการซ่อมแซมตามระยะและย่อมต้องเสื่อมสภาพไปตามอายุ เป็นต้น มูลค่าที่เราต้องจ่าย


ใเรนียกกาว่รารัก“ษผลาิสตภภัาณพขฑ์อสงุทอุปธิปก
รระณช์ากชาารตผิลิ(ตNนีe่เtองNเaรียtกioว่nาa“lคP่าrเoสื่dอuมcสtภ,าNพN”Pมู)ล”ค่า GNP หักค่าเสื่อมราคา


ธุรกิจเอนมักประเมินค่าเสื่อมราคาสูงเกินไปจนตัวเลขเสื่อมราคาเชื่อถือไม่ได้ นักวิชาการจึงนิยมใช้

ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) เป็นส่วนใหญ่ในการประเมินความสามารถในการผลิต

สินค้าและบริการของประชาชนทั้งประเทศ

สินค้าและบริการที่อยู่ในเครือข่ายสำรวจ จะต้องเป็นสินค้าที่นำไปบริโภคขั้นสุดท้าย (final product )

เท่านั้น เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการเก็บข้อมูลประชาชาติ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product, GNP) จึงหมายถึง “มูลค่าสินค้าและ

บริการขั้นสุดท้ายก่อนหักค่าเสื่อราคา”

GNP หรือ GDP มีประโยชน์หลายอย่างที่สำคัญ คือ เป็นข้อมูลที่ใช้วัดผลการดำเนินงานของกิจกรรม

ทางเศรษฐกิจของชาติเป็นส่วนรวม ทุกชาติในโลกปัจจุบันใช้ข้อมูลตัวนี้เป็นหลักในการประเมินความ

สำเร็จของเศรษฐกิจของชาติทั้งสิ้น

ตาราง 7.1
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยใน


ปี 2564-2565
ณ ราคาประจำปี (หน่วย : ล้านบาท)




ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและภาคการผลิตตามสถานการณ์การ

ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีแนวโน้มคลี่คลายลงและความคืบหน้าของการกระจายวัคซีน (2) การฟื้น

ตัวอย่างช้า ๆ ของภาคท่องเที่ยวระหว่างประเทศภายใต้นโยบายการเปิดประเทศของภาครัฐ (3) การ

ขยายตัวในเกณฑ์ดีของการส่งออกสินค้า(4) การขับเคลื่อนจากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และ (5)

ฐานการขยายตัวที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ สรอ. จะขยายตัว

4.9% การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.3% และ 4.2% ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อ

ทั่วไปเฉลี่ยในช่วง 0.9 – 1.9% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1 % ของ GDP

การคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP)

ในหลักการคำนวณ GNP ในทางวิชาการ ให้ใช่มูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย(final product )

แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยากมาก เพราะมีปัญหาการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนอยู่ตลอดเวลา (double

counting)
((ตัวอย่าง)) เช่น ร้านขายของชำขายกะทิกล่องให้ลูกค้าของตน เมื่อเจ้าหน้าที่ของทางราชการไป

สอบถาม เจ้าของร้านจะทราบได้อย่างไรว่า กะทิกล่องที่ขายให้แก่ลูกค้าไปแล้วนั้น จัดเป็นสินค้า

ขั้นสุดท้าย หรือสินค้าขั้นกลาง ถ้าลูกค้านำไปทำอาหารทานในครอบครัว ก็เป็นสินค้าขั้นสุดท้าย

แต่ถ้าเขานำไปทำขนมขาย ก็เป็นสินค้าขั้นกลาง ปัญหาคือไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ถูกต้อง

แน่นอน ในทางปฏิบัติเราจึงใช้วิธีคำนวณโดยหามูลค่าเพิ่ม (Value added) เพื่อหลีกเลี่ยง

ปัญหาการนับซ้ำในระหว่างการคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

การคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติโดยวิธีการหามูลค่าเพิ่ม (Value added) มีหลักการ


งp่าrยoๆceวs่าs)ใในนเหมื่นอ่วมูยลผค่ลาิเตพิต่่มา
จงๆะตอ้อยู่งแเลก้ิวดขถึ้้นาเใก็นบทตุักวเขัล้นขตมูอลนค่ขาอเพงิ่กมรใะนบทวุนกหกนา่รวผยลผิตลิต(pใrนoรdะuบcบtเiศonรษฐกิจ


และเอาตัวเลขทั้งหมดมารวมกัน เราก็จะได้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP)
ดังตัวอย่าง ในตารางที่ 7.2

ตารางที่ 7.2
ตัวเลขสมมติแสดงกระบวนการผลิตตะกร้าผักตบชวา

ขั้นตอนการผลิต ราคาขาย ราคาสินค้า มูลค่าเพิ่ม
(1) ขั้นกลาง (1)-(2)

(2)

บริษัท ก เก็บผักตบชวา ผักตบชวา 350 - 350

บริษัท ข ตากแห้ง ผักตบชวาแห้ง 500 350 150

บริษัท ค สานตะกร้า ตะกร้าผักตบชวา 750 500 250

มูลค่า GNP ที่ได้อธิบายไปแล้วนั้น เป็นการมองมูลค่าจากตัวสินค้าและบริการ (goods and services)
แต่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) อาจมองได้อีก 2 ด้าน คือ (1) พิจารณาในด้านรายจ่าย


และ (2) พิจารณาในด้านรายได้ ซึ่งถ้าเป็นระบบเศรษฐกิจแบบง่าย คือมีแต่ผู้ผลิต (firms) และผู้บริโภค

(Consumers) ไม่มีรัฐบาล และไม่มีการติดต่อกับต่างประเทศ มูลค่า GNP จะต้องเท่ากับมูลค่ารายจ่าย

ประชาชาติและเท่ากับมูลค่ารายได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวม ประชาชาติ ดังสมการต่อไปนี้

มูลค่ารายจ่ายประชาชาติ = ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ = รายได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จำแนกตามรายจ่ายของประเทศไทย (expenditure

approach) ในตารางที่ 7.3 เป็นการคำนวณยอดรวมของรายจ่ายเพื่อการอุปโภค บริโภค และการสะสมทุน

ทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน รวมทั้งมูลค่าของสินค้าและบริการที่ส่งไป จำหน่ายต่างประเทศ หักด้วยมูลค่า

ของสินค้าและบริการนำเข้าจากต่างประเทศ ยอดรวมของรายจ่ายที่ได้นี้ เมื่อรวมกับค่าความคลาดเคลื่อนทาง

สถิติแล้ว จะเท่ากับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ขอให้ดูตัวอย่างในตารางที่ 7.3 ดังต่อไปนี้


ตารางที่ 7.3

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แยกตามรายจ่ายของประเทศไทย
ณ ราคาประจำปี (หน่วย : ล้านบาท)

รายละเอียดของการรวบรวมข้อมูลแต่ละกลุ่ม ในตารางแสดงองค์ประกอบการใช้จ่ายตามตารางที่ 7.3 มีดังนี้
1) การบริโภคของครัวเรือน หมายถึง สินค้าและบริการที่ครัวเรือน รวมทั้ง สถาบันไม่แสวงหากำไร นำไป

บริโภคโดยตรงมิใช่เพื่อการผลิต แบ่งออกเป็น สินค้าคงทน สินค้าสิ้นเปลือง และบริการ
2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของรัฐบาล เป็นการใช้จ่ายของรัฐบาล ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการผลิต เช่น

เงินเดือน และค่าจ้างในการบริหารราชการ ค่าเชื้อเพลิง น้ำประปา ค่าวัสดุ ค่าอาวุธยุทโธปกรณ์ และการ

ก่อสร้างทางทหาร
3) การสะสมทุน หมายถึง การใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดผลผลิตขึ้นในระยะต่อไป ประกอบด้วยการลงทุนในรูป

สินทรัพย์ถาวร และส่วนเปลี่ยนแปลงของสินค้า คงเหลือ สินทรัพย์ถาวรที่จะถือเป็นการลงทุนนั้น จะต้องเป็น

สินทรัพย์ที่ก่อให้ เกิดผลผลิต และมีมูลค่าค่อนข้างสูง มีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี การสะสมทุน มวลรวม

(gross fixed capital formation) หักด้วยค่าเสื่อมราคา (depreciation) เรียกว่า การสะสมทุนสุทธิ

(net fixed capital formation)
4) การส่งออกและการนำเข้า หมายถึง สินค้าและบริการที่เราส่งไปจำหน่าย ต่างประเทศ และสินค้าที่สั่งเข้ามา

จำหน่ายในประเทศ การที่ต้องนำสินค้าและ บริการนำเข้ามาหักออก ก็เพื่อให้ทราบว่า สินค้าและบริการที่ผลิต

ได้ที่แท้จริง มีมูลค่าเท่าไร ถ้าผลต่างระหว่างการนำเข้าและส่งออกเป็นบวก แสดงว่า สามารถผลิตสินค้าและ


ยบังริผกาลิรตไสดิ้นเกคิ้นาแกลว่าะคบวริากมาตร้ใอนงกปา
รระภเาทยศใไนม่ปเพรีะยเงทพศอจนจำมีเเปห็นลืตอ้สอ่งงอไปาศขัยายกตา่รานงำปเรขะ้าเมทาศชไดดเ้ชแยตค่ถว้าาเมปต็้นอลงกบารแใสนดปงรว่ะาเเทราศ


((ตัวอย่าง))

ตารางที่ 7.4
การจำแนกรายได้ประชาชาติของประเทศไทย ณ ราคาประจำปี

(หน่วย : ล้านบาท)

ประเทศไทยเริ่มจัดเก็บข้อมูลรายได้ประชาชาติในปี พ.ศ. 2510 โดยการคำนวณผลตอบแทนปัจจัยการผลิต

ได้แก่ แรงงาน ที่ดิน ทุน และการประกอบการซึ่งได้รับผลตอบแทนในรูปของ ค่าจ้าง ค่าเช่า ดอกเบี้ย
และกำไร ในรายละเอียดมีการแบ่งหมวดรายได้ประชาชาติ ดังนี้

1) ค่าตอบแทนแรงงานของลูกจ้าง ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนอื่นๆ ที่ให้กับลูกจ้าง ทั้งที่เป็น

เงินสด และไม่ใช่เงินสด เช่น ค่าคอมมิชชั่น เงิน สวัสดิการ โบนัสอาหาร ที่อยู่อาศัย ฯลฯ

2) รายได้จากการเกษตร การประกอบวิชาชีพอิสระ และการประกอบการอื่นๆ ที่มิใช่นิติบุคคล ได้แก่ รายได้

ของเกษตรกร แพทย์ สถาปนิก วิศวกร แม่ค้าหาบเร่ ร้านขายของเบ็ดเตล็ด ฯลฯ รายการนี้รวมรายได้ และกำไร

สุทธิจากการประกอบการและค่าแรงของเจ้าของ ซึ่งรวมบุคคลในครอบครัวที่ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างด้วย

3) รายได้จากทรัพย์สินของครัวเรือน ได้แก่ ค่าเช่า เงินปันผล ดอกเบี้ยซึ่งครัวเรือนและสถาบันการกุศลได้

รับ

4) เงินออมของนิติบุคคล ซึ่งเป็นเงินออมสุทธิ เงินปันผล และกำไรที่นำส่งรัฐ ของธุรกิจนิติบุคคลเอกชน

รัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด และรัฐ วิสาหกิจอื่นๆ รวมเงินออมของสหกรณ์ต่างๆ ด้วย

5) ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นภาษีทางตรง ซึ่งรัฐบาลเก็บจากธุรกิจนิติบุคคลเอกชนและวิสาหกิจนิติบุคคล
หรือรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด

6) รายได้ของรัฐบาลจากทร
ัพย์สินและการประกอบการ

7) ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ เป็นรายการที่นำมาหักจากรายได้ทั้งสิ้นในการคำนวณรายได้ประชาชาติ เนื่องจาก

ส่วนหนึ่งเป็นดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาล

8) ดอกเบี้ยหนี้บริโภค เป็นรายการหักเช่นเดียวกับรายการดอกเบี้ยหนี้ สาธารณะเนื่องจากเป็นดอกเบี้ยที่

เกิดจากการใช้จ่าย และการกู้ยืมมาเพื่อใช้ในการบริโภคของครัวเรือนซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลผลิต

ในหลักการทางบัญชีประชาชาติ เราอาจสรุปได้ดังนี้

• ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) + ผลตอบแทนปัจจัยการผลิตสุทธิจากต่างประเทศ = ผลิตภัณฑ์มวล

รวมประชาชาติ (GNP)
•ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) - (ภาษีทางอ้อม + ค่าเสื่อมราคา) = รายได้ประชาชาติ (NI)

ปํญหาการรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

ก.ปัญหาผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติไม่มีราคา (non-market transactions)
ข.ความน่าเชื่อถือของข้อมูล (accuracy of GNP figures)
ค.ปัญหากาลงบัญชีซ้ำซ้อน (double counting)
ง.ความยุ่งยากจากการติดต่อกับต่างประเทศ

มูลค่าของ GNP ตามราคาตลาดและมูลค่าที่เป็นจริง
(Nominal and Real GNP)

มูลค่า GNP ของประเทศไทยที่ได้นำเสนอข้างต้น เป็นมูลค่าที่คำนวณจากราคา ประจำปี (current

price) หรือที่พวกเรานิยมเรียกว่า ราคาตลาด (market price) แต่ระดับราคาใน ประเทศจะเปลี่ยนแปลง

อยู่ตลอดเวลา และส่วนมากจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้มูลค่า GNP ตามราคา ตลาดสูงกว่ามูลค่าที่เป็นจริง

เพราะฉะนั้น เมื่อมีการเปรียบเทียบมูลค่า GNP ในประเทศเดียวกัน แต่ต่างช่วงเวลากัน ความแตกต่างที่

เกิดขึ้นจะดูมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น วิธีการแก้ไข คือ การ ปรับปรุงมูลค่า GNP ตามราคาตลาดให้กลายมา

เป็น GNP ตามมูลค่าที่แท้จริง ในทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ณ ราคา

คงที่ (Real GNP)

ประโยชน์ของบัญชีประชาชาติ

มีประโยชน์ต่อผู้บริหารประเทศ นักวางแผน นักวิชาการ และนักธุรกิจทั่วไป
ในทางเศรษฐกิจและสังคมสรุปประโยชน์ของบัญชีประชาชาติได้ 6 ประการ ดังนี้

1. รายงานภาวะเศรษฐกิจของ
ประเทศ เพื่อให้ทราบว่า การพัฒนาประเทศใน ระยะที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน


มีสถานการณ์อย่างไร เช่น สถานการณ์เกี่ยวกับรายได้ของประชาชน การจับจ่ายใช้สอย การลงทุน เป็นต้น
2. เป็นแนวทางในการวางแผนส่วนรวมของประเทศ เพื่อกำหนดเป้าหมาย ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ

สังคมว่า จะเพิ่มขึ้นในอัตราเท่าไร จึงจะเหมาะสม
3. ใช้ประกอบการปรับปรุงแผนงานและโครงการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ที่วางไว้ โดยการวิเคราะห์

เฉพาะเรื่อง เช่น การใช้จ่ายของรัฐบาล รายได้จากภาษีอากร การออม การลงทุน เป็นต้น
4. วิเคราะห์ความแตกต่างของรายได้ระหว่างสาขาการผลิต ทั้งในระดับ ประเทศ ภูมิภาค และจังหวัด หรือ

ระหว่างกลุ่มอาชีพ เช่น ระหว่างลูกจ้างกับผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพื่อประกอบการวางแผนการผลิตของ

ประเทศ ตลอดจนลดช่องว่างของรายได้ของประชาชนใน ภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น
5. ใช้เปรียบเทียบรายได้ของคนไทยกับคนต่างประเทศ เพื่อวัดระดับการ พัฒนาโดยใช้ข้อมูลผลิตภัณฑ์

มวลรวมประชาชาติต่อบุคคล (GNP per Capita) เป็นต้น
6. การวางแผนการผลิต การจำหน่าย ในภาคเอกชน

บทที่ 8

รายได้และการมีงานทำ

กินดี อยู่ดี มีงานทำเป้าหมายเศรษฐศาสตร์
เป้าหมายของเศรษฐศาสตร์

1.การให้ประชาชนมีความกินดี อยู่ดี
2.ประชาชนส่วนใหญ่มีงานทำ

1.การให้ประชาชนมีความกินดี อยู่ดี
คือการที่ประชาชนส่วนใหญ่มีสินค้าและบริการนำมาอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอไม่
ขัดสนและราคาสินค้าไม่สูงจนเกินไป สินค้าและบริการที่ผลิตได้ต้องจัดสรรกันในหมู่
ประชาชนของประเทสนั้นๆดังนั้นค่าเฉลี่ย มูลค่าสินค้าและบริการต่อประชากร 1 คน จึงเป็น

ดัสชมนีกวัาดรมอางตค์รปฐราะนกอกบารขคอรงอ
งGชNีพP(Standard of living) ของประชากรในประเทศได้

GNP = C + I + G + X – M Y = C + I + G + X − M
ความต้องการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมวลรวม (Investment: I)
ความต้องการใช้จ่ายของภาครัฐ(Government Expenditure: G)
การส่งออกสุทธิ(Net Export : X − M)

GDP คือ มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ถูกผลิตในประเทศในช่วงเวลา
หนึ่งๆ ซึ่งคำนวณมาจาก GDP = C+I+G+(X-M)

GDP ในปีพ.ศ.2564

ที่มาภาพ: https://www.visualcapitalist.com/visualizing-the-94-trillion-world-economy-in-one-chart

ตารางที่ 8.1
มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศและในบางประเทศทั่วโลกปี พ.ศ. 2563 (GDP)

ประเทศ มูลค่า GDO ประชากร รายได้เฉลี่ยประชากร
(ล้านล้านบาท) (ล้านคน) (บาทต่อเดือน)

สวีเดน 16.6 10.1 136,964
เบลเยี่ยม 16.0 11.6 114,943
15.2 69.7 18,173
ไทย 13.7 9.0 126,852
ออสเตรีย 11.3 4.9 192,177
ไอซ์แลนด์ 10.6 5.8 152,299
เดนมาร์ก 8.3 5.5 125,758
ฟินแลนด์ 7.4 10.7 57,632
สหรัฐเช็ก 7.2 10.2 58,824
โปรตุเกส



2. ประชาชนส่วนใหญ่มีงานทำ
รัฐบาลมีความจำเป็นต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีงานทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมการผลิตสินค้าและ

การบริการ เพื่อที่จะได้เป็นรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพและเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับรัฐบาลทางการเมือง

ทฤษฎีการจ้างงานเต็มที่ในยุคดั้งเดิม

ยุคสมัยก่อนเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษที่ 1930 ที่เรียกว่า Great Depression
พื้นฐานความคิดเริ่มมาจาก Adam Smith (1723-1790) ในปี ค.ศ.1776 และก็มีกล่มุนัก
เศรษฐศาสตร์รุ่นหลังที่มีแนวคิดสอดคล้องกันหรือเป็นไปในแนวเดียวกนัอาทิDavid Ricardo,
Thomas Malthus, F.Y. Edgeworth, Alfred Marshall, John Stuart Mill และ A.C. Pigou
เป็นต้น

ในทรรศนะของนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิกเชื่อว่าระบบราคา เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ
ที่สุดที่สามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อการผลิต สินค้าและบริการต่างๆ อย่างยุติธรรม เราเรียกว่าการ
จัดการเศรษฐกิจ แนวนี้ว่า“ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบเสรี (Laissez-Faire Capitalism)”

แนวคิดของสำนักคลาสสิกนั้นถือว่า การผลิตเกินความต้องการ จะไม่เกิดขึ้นถ้าจะเกิดก็เป็นการผลิต
สินค้าเฉพาะอย่างเช่น สิ่งทอ อาจมีการผลิตมากเกินไป แต่ถ้ารวมสินค้าทุกประเภทแล้วปัญหา การผลิต
เกินความต้องการจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เมื่อปัญหาการ ผลิตเกินความต้องการไม่เกิดขึ้นปัญหาการว่างงาน
ก็จะไม่เกิดขึ้นได้รับอิทธิพลมาจาก กฎของซาย (Say’s Law) ซึ่ง Jean Baptiste Say เป็นชาวฝรั่งเศส
เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “Traite d’ economie politique (1803)” โดยชี้ให้เห็นว่า “อปุทานของสินค้า
เป็นสิ่งเดียวกับอปุสงค์ต่อสินค้าชนิดอื่นๆ” ความคิดนี้ทำให้เกิดหลัก“Supply creates its own
demand”

สำนักเศรษฐศาสตร์อธิบายไว้ว่า แม้เศรษฐกิจจะใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและ
บริการ ทำให้มีการออมเกิดขึ้นแต่หลักการของซายคือ “เมื่อมีการออมเกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง จะมีการลงทุน
เกิดขึ้นในจำนวนที่เท่ากับการออมเสมอ” ข้อเท็จจริงคือ ธุรกิจได้ผลิตสินค้าให้คนบริโภคอย่างเดียว แต่
ผลิตสินค้าที่เป็นประเภททุนด้วย (capital goods)




นักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิกให้คำอธิบายว่า แม้ในระยะสั้น การว่างงานก็ไม่เกิดขึ้นแน่นอน
เพราะเมื่อผู้บโภคออมเงินมากขึ้น เงินจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการในท้องตลาดมีน้อยลง ผู้ผลิตจะ
ใช้วิธีลดราคาสินค้าของตน เพื่อให้สินค้าจำหน่ายออกไป ระดับการผลิตก็เปลี่ยนแปลง คนทำานจึงมี
จำนวนเท่าเดิม

การปฏิวัติในทางเศรษฐศาสตร์ในนศตวรรษ ที่ 20

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงในทศวรรษที่ 1930’s มีคนว่างงานจำนวนมาก ได้เกิดความ
เดือดร้อนไปทั่วโลก ซึ่งไม่สามารถแก้ไขโดยใช้แนวคิดของซายได้จนกระทัง่ ปี ค.ศ.1936 ได้มีนัก
เศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งมีชื่อเสียงจนถึง ณ ปัจจุบันนี้ คือ John Maynard Keynes (1883-
1946) ได้พิมพหนังสือเศรษฐศาสตร์ ์ ชื่อ “The General Theory of Employment,
Investment and Money”

ทรรศนะของเคนส์ดุลยภาพการตลาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเกิดการจ้างงานเต็ม
ที่ เพราะอุปสงค์รวมต่อสินค้าและ บริการมีปริมาณที่ไม่เพียงพอก็ได้และเศรษฐกิจยุคใหม่ได้แสดง
ให้เห็นว่าราคาและค่าจ้างไม่สามารถยืดหยุ่นได้ เพราะว่าเกิดการร่วมมือกนัในบรรดาผู้ผลิตและผู้
ประกอบการ และแม้แต่ในหมู่แรงงาน เช่น การจัดสหภาพแรงงาน การตั้งสมาคมนายจ้าง

ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้อยู่ที่ความสามารถทำให้ ระบบเศรษฐกิจอยู่ในดุลยภาพอย่าง
เดียว แต่ต้องทำให้ภาวะดลุยภาพนั้น อยู่ในระดับที่ประชาชนในวัยทำงานที่ต้องการทำงาน มีงานทำ
ทุกคนด้วย เคนส์ได้เน้นว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไม่ใช่ระบบที่จะสามารถปรับตัวเองได้ และ
ยอมรับว่าความไม่สมดุลระหว่างการออมและการลงทุนเป็นสาเหตสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ




ข้อบกพร่องของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของสำนักคลาสสิก

1. นักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิกมีความเชื่อว่า เมื่อใดที่ประชาชนออมเงินมากขึ้น นักธุรกิจจะ
ลงทุนมากขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน แต่ในทรรศนะของเคนส์ การที่เงินออมเพิ่มขึ้นหมายความว่า
มูลค่าการบริโภคจะต้องลดลง หมายถึงธุรกิจได้รายได้ลดลง เมื่อมีรายได้ลดลงย่อมไม่มีการลงทุน
นั่นเอง ความคิดของเคนส์กับนักเศรษฐศาสตร์สำนักคิดต่างกันดังนี้

1) กล่มุประชาชนที่ทำหน้าที่ออมเงิน และกล่มุประชาชนที่ต้องการ ลงทุนเพื่อหาผลกำไรใน
เชิงธรุกิจเป็นคนละกลุ่มกัน

2) ปัจจัยที่เป็นแรงจงูใจให้การออมและการลงทุนเกิดขึ้นเป็นคนละ ปัจจัยกันและอาจมี
ประชาชนบางกล่มุเท่านั้นที่ออมเงินไว้เพื่อนำไปเป็นทุนหารายได้เป็นอัตราดอกเบี้ยจากธรุกิจสินเชื่อ

3) ส่วนปัจจัยกำหนดการลงทุน ได้แก่การจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้า ประเภททุนต่างๆ ก็มีหลาย
ปัจจัย

4) อุปทานของเงินเพื่อนักลงทุนกู้ยืมในทรรศนะของสำนักคลาสสิก มาจากเงินออมของ
ประชาชนผู้บริโภคแหล่งเดียวที่ส่วนใหญ่ให้กู้ โดยผ่านกลไกธนาคารพาณิชย์

1. การที่นักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิกเสนอ คือ ถ้าราคาสินค้า และ ค่าจ้างแรงงานเปลี่ยนแปลงได้
โดยเสรีแล้วจะสามารถแก้ปัญหาการว่างงานที่เกิดขึ้นจากการลดค่าใช้จ่ายภายในระบบเศรษฐกิจได้แต่
ปัจจุบันการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสมัยใหม่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของ สำนักคลาสสิกดั้งเดิมไม่สามารถนำมา
ใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ต่อไป

ทฤษฎีการจ้างงานของเคนส์

มูลค่าสินค้าและบริการ รวมถึงการจ้างในระบบเศรษฐกิจ ถูกกำหนดโดยระดับการใช้จ่ายภายใน

ป· ระเทอุศปทัส้งงหค์มรวดมอีก(นAัgยgนrึงegคa
ือteกำDหeนmดaโnดdยร“ะAดัDบ”อุ)ปหสมงคา์ยถึง การจ่ายรวมกันทั้งหมดของผู้บริโภค

นักธุรกิจรัฐบาล และคนต่างชาติเพื่อแลกกับ สินค้าและบริการที่ผลิตได้ทั้งหมด ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
· อุปทานรวม (Aggregate Supply “AS”) หมายถึง มูลค่าสินค้าและบริการที่นักธุรกิจมีความเต็มใจ
ที่จะทำการผลิตและจำหน่ายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ในกรณีที่ระดับการผลิต N1 อยู่ต่ำกว่าระดับการจ้างงานเต็มที่ คือจุด F แก้ไขได้ดังนี้
1.ใช้มาตราการทางเศรษฐกิจที่ทำให้เส้นอุปทานรวม (AS) เลื่อนไปทางขาว เพื่อไปตัดเส้น
อุปสงค์รวม (AD)
2.ให้เส้นอุปสงค์รวม (AD) ขยับสูงขึ้นโดยใช้นโยบายทางเศรษฐกิจ

แสดงสภาพหลังจากมีการใช้นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์คือการที่อุปสงค์รวม
สูงขึ้นจาก AD1 เป็น AD2

สรปุแนวคิดทางเศรษฐศ
าสตร์ของเคนส์เกี่ยวกับรายได้และการมีงานทำดังนี้

1. ระดับการผลิตสินค้าที่จุดดุลยภาพขึ้นอยู่กับความสมัพันธ์ระหว่างเส้นอุปสงค์รวมและอุปทานรวม
2. ระดับการผลิตสินค้าดลุยภาพ และระดับการผลิตที่มีการจ้างงานเต็มที่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกันและไม่
เข้าหากันโดยอัตโนมัติแต่จะต้องเกิดขึ้นโดย นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเท่านั้น
3. นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะสั้น ควรเน้นด้านอปุสงค์รวม มากกว่าอปุทานรวม
เพราะให้ผลเศรษฐกิจได้รวดเร็วกว่า
4. ตำแหน่งของเส้นอปุสงค์รวม ขึ้นอยู่กับการคาดคะเนของผู้ประกอบการ เป็นสำคัญ
5. ระดับการผลิตสินค้าและบริการและระดับการจ้างงานจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันเสมอ

แนวคิดของเคนส์เป็นกระแสนยาวนานถึง 45 ปี ตั้งแต่ ค.ศ.1936 มีการตีพิมพ์หนังสือ
The General Theory

ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ
ความก้าวหน้าในเศรษฐกิจสมัยใหม่ วัดจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเป็นหลัก เป็นเป้าหมาย
สูงสุดของวิชาเศรษฐศาสตร์มหาภาค ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ เกิดขึ้นได้จากการกระ
ตุ้นให้มูลค่า GNP สูงขึ้นเรื่อยๆ ที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มประชากรของประเทศ
ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) พิจารณาได้ 2 ด้าน คือ
1. ส่วนประกอบของ GNP ในด้านรายจ่าย
· รายจ่ายในการบริโภคส่วนบุคคล คือ รายจ่ายครอบครัวแบบคงทนและไม่คงทน เช่น รถยนต์
เครื่องครัว อาหาร และการรักาพยาบาล การเสริมสวย
· รายจ่ายเพื่อการลงทุนของเอกชน คือ รายจ่ายสำหรับสินค้าประเภททุนใหม่
· รายจ่ายของรัฐบาล คือ การใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายของรัฐบาล เช่น เงินเดือน
ราชการ
· การส่งออกสุทธิ คือ ผลต่างระหว่างสินค้าและบริการที่ขายให้ ต่างประเทศกับสินค้าและบริการที่
ซื้อจากต่างประเทศ

สรุปสมการได้ดังนี้ GNP
= C + I + G + ( X-M ) หรือ Y= C + I + G +( X - M )

2. ส่วนประกอบของ GNP ในด้านรายได้

หมายถึง GNP ในส่วนที่เป็นผลตอบแทนการของปัจจัยการผลิต ปัจจัยการผลิต ได้แก่ทุน ที่ดิน

แรงงาน และการประกอบการและผลตอบแทนของปัจจัยการผลิตเหล่านี้คือ ดอกเบี้ยค่าเช่า ค่าแรง

งาน และ กำไร

สรุปสมการได้ดังนี้ Y = C + S + T + Rƒ

คือการพิจารณา เมื่อมีรายได้แล้ว ว่ารายได้จะถูกใช้ในทางใด ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยหรือค่าเช่า
ค่าแรง กำไร เมื่อประชาชนนำไปจัดสันสรรจะแบ่งออกมาได้ 4 ส่วน (1)การใช้ในการอุปโภคในครัว
เรือน (2)ใช้ไปในการออม (3)รวมการออมทั้งครัวเรือน (4)การออมในธุรกิจ

บทที่ 9

การบริโภค การออม และการลงทุน

การใช้จ่ายในการบริโภคและการออม

รายได้ที่ตนได้รับเมื่อหักภาษีเงินได้ส่วนบุคคลที่คาดว่าจะต้องจ่ายให้แก่รัฐบาล เรียกว่า
"รายได้อันพ้นภาระภาษี"

เงินออม คือ ส่วนของรายได้ที่ไม่ได้ใช้ในการบริโภค
รายได้อันพ้นภาระภาษี = รายได้ส่วนบุคคล - ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล

รูปที่ 9.1
ฟังก์ชั่นการบริโภค และฟังก์ชั่นการออม
(Consumption Function and Saving Function




ความโน้มเอียงหน่วยสุดท้าย และความโน้มเอียงเฉลี่ย

(Marginal Propensity and Average Propensity Concepts)

ด้านการอุปโภคและการบริโภค

ความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการอุปโภคบริโภค (MPC) คือ อัตราส่วนระหว่างระหว่าง

การเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายในการบริโภค ต่อการเปลี่ยนของรายได้สุทธิส่วนบุคคล

สูตรคำนวณ MPC = ∆C/∆Y

ความโน้มเอียงเฉลี่ยในการอุปโภคบริโภค (APC) ได้แก่ อัตราส่วนของการใช้จ่ายในการ

อุปโภคทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่พ้นภาระภาษีแล้วทั้งหมด

สูตรคำนวณ

APC = C/Y




ด้านการออม

ค่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการออม คือ อัตราส่วนการเปลี่ยนแปลงของการออมต่อ

การเปลี่ยนของรายได้สุทธิ และค่าโน้มเอียงเฉลี่ยในการออม คือ อัตราส่วนการออมต่อรายได้

สุทธิส่วนบุคคล

สูตรคำนวณ MPS = ∆S/∆Y

และ

APS = S/Y







ตารางที่ 9.1

ตัวเลขสมมุติแสดงการคำนวณค่า MPC, MPS, APC, APS

(หน่วย : ล้านบาท)

∆ ∆ ∆Y Y C C S S MPC MPS APC APS

100 - 110 - -10 - - - 1.10 -0.10

150 50 120 10 -5 5 0.20 0.10 0.80 -0.33

200 50 130 10 0 5 0.20 0.10 0.65 0.00

250 50 140 10 5 5 0.20 0.10 0.56 0.02

300 50 150 10 10 5 0.20 0.10 0.50 0.03

การวิเคราะห์ฟังก์ชั่นการบริโภคของเคนส์ ใช้เหตุและผลของพฤติกรรมในครัวเรือน เป็น
รากฐานในการสรุปลักษณะฟังก์ชั่น ดังนี้
1. การใช้จ่ายเป็นฟังก์ชั่นของรายได้พ้นภาระภาษี
2. ค่า MPC ค่าเป็นบวก ต้องอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1
3. ค่า MPC เพิ่มขึ้นในอัตราลดลง เมื่อรายได้สูง
4. นอกจากรายได้ยังมีปัจจัยอื่นอีกด้วย
5. APC ลดลง เมื่อรายได้เพิ่ม
6. กรณี C + S = Y คือ ระบบเศรษฐกิจ 2 ภาค จะทำให้ MPC + MPS = 1



การเปลี่ยนแปลงการบริโภคและการออม

รูปที่ 9.2
การเปลี่ยนแปลงของการบริโภค เมื่อรายได้เปลี่ยนแปลง




สรุปว่า การเปลี่ยนแปลงของการบริโภค คือ การเปลี่ยนแปลงของการบริโภค อันเนื่องมาจากราย
ได้อันพ้นภาระภาษี

ทั้งนี้ให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ เกิดขึ้นบนเส้นฟังก์ชั่น การบริโภคที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่รายได้
เรียกว่า "การบริโภคอิสระ"

รูปที่ 9.3
การเปลี่ยนแปลงของการบริโภค เมื่อรายได้คงที่

ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การบริโภคเปลี่ยนแปลง

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
- ปัจจัยทางด้านวัตถุ ได้แก่

1. การกระจายรายได้และความร่ำรวยในชุมชน ค่า MPC ของคนจนโดยเฉลี่ยสูงกว่าคนรวย
2. ปริมาณและลักษณะของสินทรัพย์ถือครอง
3. อายุของประชากร คือ วัยกลางคนเก็บออมมากกว่าหนุ่มสาว
4. ระดับราคาสินค้า คือ ภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืด มีผลต่อระดับการอุปโภคบริโภคอย่างมาก

ราคาเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญ
5. การคาดคะเนระดับราคาในอนาคต
6. การโฆษณาสินค้ามีผลต่อการบริโภค
- ปัจจัยทางด้านจิตใจ
1. อุปนิสัยของบุคคล คือ ประหยัด หรือ สุรุ่ยสุร่าย
2. ค่านิยมในสังคมหรือเกี่ยวกับสภาพทางสังคม
3. ปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชอบ

การใช้จ่ายในการลงทุน


การลงทุนมวลรวม = การลงทุนสุทธิ + การลงทุนเพื่อทดแทนส่วนที่สึกหรอ
- การลงทุนในสมการองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ คือ

GNP = C + I + G + (X -M)
ตัว I เป็นมูลค่าการลงทุนมวลรวม ประกอบไปด้วย มูลค่าการลงทุนสุทธิ (Net Investment) และ
การลงทุนเพื่อทดแทนส่วนที่สึกหรอ (Replacement Investment) หรือที่เรียกว่า ค่าเสื่อมราคา
(Depreciation)
ดังนั้น ถ้าหักค่าเสื่อมราคาออก จะทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมกลายเป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์สุทธิ
ดังนี้

NNP = C + (I - depreciation) + G + (X - M)

กลุ่มการลงทุน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. งานก่อสร้างที่เกิดขึ้นใหม่
2. เครื่องจักร และอุปกรณ์การผลิตใหม่
3. สินค้าคงคลัง

สินค้าคงคลัง มี 2 ความหมาย คือ
1) วัตถุดิบที่ยังไม่ใช้ในการผลิต
2) สินค้าที่ผลิตแล้ว แต่ยังไม่จำหน่ายออกไป

การลงทุนเกิดขึ้นในภาครัฐและเอกชน
ภาครัฐ - รัฐควบคุมได้โดยตรง ลงทุนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับนโยบาย
ภาคเอกชน - การลงทุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงจูงใจในด้านกำไร

ปัจจัยกำหนดระดับการลงทุน

ที่สำคัญมีดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงของรายได้ มี 2 ประเภท

- การลงทุนโดยอิสระ คือ การลงทุนที่เป็นผลจาการประดิษฐ์สินค้าชนิดใหม่
- การลงทุนโดยถูกจูงใจ คือ ลงทุนจากการเปลี่ยนแปลงของระดับการบริโภค





รูปที่ 9.4
ความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุน และรายได้ประชาชาติ

2. อัตราดอกเบี้ย
เงินทุนอาจได้มาจากการกู้ยืม หรือมาจากกำไรสะสมของหน่วยผลิตเอง ทั้งภายนอกและภายใน

หน่วยผลิต จะใช้อัตราดอกเบี้ยต้นทุนของการลงทุนทุกครั้ง

รูปที่ 9.5
การเปลี่ยนแปลงของเส้นการลงทุน

3. การเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์
หน่วยผลิตต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตใหม่ เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง

4. มนีผโลยตบ่อายกราัฐรลบงาทลุนของ
เอกชนพอสมควร

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในทางเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในสูตร
คำนวณเพื่อเปรียบเทียบโครงการลงทุนของเอกชน มี 2 วิธี คือ
1) เปรียบเทียบค่าปัจจุบันของรายได้ที่คาดว่าจะได้รับกับมูลค่าเงินลงทุน

ผู้ประกอบการตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ โดยเปรียบเทียบค่าปัจจุบันของรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ
กับมูลค่าลงทุน จากสูตรดังนี้

ค่าปัจจุบันของรายได้ที่คาดว่าจะได้รับทั้งหมด คือ



กำหนดให้ PVt คือ ค่าปัจจุบันปีที่ t
Rt คือ รายรับที่คาดว่าจะได้รับ (หักค่าใช้จ่ายแล้ว) ปีที่ t
i คือ อัตราดอกเบี้ยคิดเป็นร้อยละ

ตัวอย่าง

การลงทุนในโครงการหนึ่ง คาดว่าจะได้รับผลตอบแทน 50,000 บาทเมื่อสิ้นปีที่ 1 และ

100,000 บาท เมื่อสิ้นปีที่ 2 มูลค่าการลงทุนครั้งแรกมีจำนวน 10,500 บาท การลงทุนดังกล่าวจะ

ต้องใช้เงินกู้ คิดร้อยละ 5 ต่อปี ถามว่าโครงการนี้ควรลงทุนหรือไม่

วิธีทำ

เงินลงทุนครั้งแรก 10,500 บาท
50,000 100,000
PVt = (1+0.05) + (1+0.05) 2

PVt = 47,619 + 90,703
PVt = 138,322

: ค่า PVt มีมูลค่ามากกว่ามูลค่าการลงทุนครั้งแรก

ในการลงทุนของเอกชน ผู้ประกอบการต้องมีโครงการเสนอลงทุนมากกว่า 1 โครงการเสมอ และ
ผู้ประกอบการจะเลือกลงทุนในโครงการที่มีค่าปัจจุบันของโครงการ (Project PV) สูงที่สุดก่อน


รูปที่ 9.6
การเปรียบเทียบค่า Project Pv ของโครงการลงทุน

2. เปรียบเทียบอัตราผลตอบแทน (r) กับอัตราดอกเบี้ย (i)
ถ้าอัตราผลตอบแทนมากกว่าอัตราดอกเบี้ย คือ สามารถมีการลงทุนได้ ถ้าน้อยกว่านั่นคือไม่ควร

ลงทุนในโครงการที่เสนอ
สูตรคำนวณค่าอัตราผลตอบแทน (r) มีดังนี้

กำหนดให้ C คือ มูลค่าเงินลงทุนครั้งแรก (ต้นทุนคงที่)
R คือ รายได้สุทธิที่คาดว่าจะได้รับเมื่อสิ้นปี (หักต้นทุนผันแปรแล้ว)
r คือ อัตราผลตอบแทนของการลงทุน

อัตราผลตอบแทนของการลงทุนในทางธุรกิจ

คือ ค่า r นั่นเอง ซึ่งนำไปใช้ในการกำหนดเส้นอุปสงค์ต่อการลงทุน เพื่อประเมินผลตอบแทน
ที่จะได้จากการลงทุน

รูปที่ 9.7

เส้นอุปสงค์ต่อการลงทุน (Investment Demand Curve)

























ปัจจัยที่มีบทบาทต่อการคาดคะเนรายได้ในอนาคตมีมากมาย เช่น
1) ราคาสินค้าในอนาคต
2) เสถียรภาพทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ
3) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
4) สถานการณ์ในตลาดแรงงาน
5) สถานการณ์ทางธรรมชาติ ฯลฯ

บทที่ 10

ทฤษฎีกำหนดรายได้ประชาชาติ
(Theory of lncome Determination)

ความเบื้องต้น

อุปทานของสินค้าและบริการ (aggregate supply) จะมีมูลค่าเท่าไร เกิดจากการประเมินภาวะ

ตลาดของผู้ผลิตซึ่งอาจจะผิดพลาดขายไม่หมด หรือขายดีเกินไปจนไม่มีสินค้าและบริการพอสนอง

ความต้องการของผู้บริโภคได้ สําหรับความ ต้องการที่เป็นอุปสงค์ของผู้บริโภคทั้งหมดนั้นอาจแบ่งออก

ได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่คือ

(1) สินค้าเพื่อนําไปอุปโภคบริโภคสําหรับตนเอง ครอบครัว และบริวาร

(2) สินค้าประเภทที่จะนำไปเป็นอุปกรณ์การผลิตสินค้าและบริการอื่น ๆ

(3) สสิินนคค้้าาแแลละะบบรริิกกาารร
ททีี่่รปัฐรบะชาลาชต้นองใกนาปรใระช้เเทพื่ศอตก้อารงบกราิหรสา่งรรไาปชขกาายรตแ่าผง่นปดริะนเทศสุทธิ
(4)

จากข้อสรุปข้างต้น เราพิจารณาแล้วได้ความว่า ฝ่ายผลิต และฝ่ายบริโภคเป็น คนละพวกกันไม่

เกี่ยวข้องกันฝ่ายผลิตไม่สามารถรู้ความต้องการของฝ่ายบริโภคได้ล่วงหน้า จึงต้อง ประเมินความ

ต้องการในตลาด เพื่อทราบแนวโน้มการอุปโภคบริโภคในอนาคต เมื่อรวม ผลผลิตของผู้ผลิตทุกราย

รวมกัน เราจะได้ผลผลิตรวมของทั้งระบบเศรษฐกิจเรียกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross

National Product, GNP) และมูลค่าผลิตภัณฑ์ของชาติทั้งหมดดังกล่าว จะแปลงสภาพเป็นราย

ได้ก็ต่อเมื่อมูลค่าผลิตภัณฑ์ประชาชาตินั้น มีค่าเท่ากับมูลค่าการอุปโภคบริโภคทั้งหมด สรุปได้ใน

สมการดังต่อไปนี้

GNP =C+I+G+(X-M)
Y=C+I+G+(X-M)

การกำหนดระดับรายได้ประชาชาติ

1) ระดับราคาสินค้า และอัตราค่าจ้างแรงงานคงที่ ข้อสมมติข้อนี้มีขึ้นเพื่อให้มูลค่า ผลิตภัณฑ์
ประชาชาติเป็นค่าที่แท้จริง คือ สะท้อนปริมาณสินค้าและบริการที่ ประชาชนในประเทศผลิตขึ้นได้
อย่างแท้จริง ไม่ใช่มูลค่าเพิ่มขึ้นเพราะราคาสิน ค้าสูงขึ้น หรือค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น

2) สมมติว่าไม่มีการเก็บภาษี และไม่มีการใช้จ่ายในส่วนของรัฐบาล ข้อสมมติข้อนี้
ทำให้รายได้ทั้งหมด และรายได้ที่พ้นภาระภาษีแล้ว มีค่าเท่ากัน คือ Y - T = Y = Y
เพราะว่าค่า 7 เท่ากับศูนย์

3) ไม่มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ คือ ไม่เปิดการค้ากับต่างประเทศ ใน กรณีนี้
เราเรียกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบปิด (closed economy) คือ ไม่มีค่า X - MV นั่นเอง
ถ้าการวิเคราะห์ต้องเป็นไปตามข้อสมมติดังกล่าวทั้ง 3 ข้อแล้ว ดุลยภาพผลิตภัณฑ์มวลรวม
ประชาชาติจะเปลี่ยนไปดังนี้

GNP=C+I


Y=C+I

รายได้ดุลยภาพในระบบเศรษฐกิจเกิดมาได้อย่างไร สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ 2 วิธี
และทั้งสองวิธีจะได้คำตอบอย่างเดียวกัน คือ

• การกำาหนดรายได้ประชาชาติ โดยพิจารณาทางด้านรายจ่ายรวม
(Total Spending Method)

• การกำหนดรายได้ประชาชาติ โดยพิจารณาทางด้านการออม และการลงทุน
(Saving - Investment Method)

การกำาหนดระดับรายได้ พิจารณาด้านรายจ่ายรวม (Total Spending Method)

ตามแนวความคิดของเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ มูลค่าสินค้าและบริการตลอดจนการ จ้างแรงงาน
ในระบบเศรษฐกิจ ถูกกำหนดโดยระดับการใช้จ่ายภายในประเทศทั้งหมด หรือนัยหนึ่ง ถูกกำหนด
โดยระดับอุปสงค์รวมนั่นเอง อุปทานรวม ได้แก่ มูลค่าสินค้าและบริการที่ผลิตออก จำหน่ายในท้อง
ตลาดทั้งหมด ซึ่งตราบใดที่หน่วยผลิตยังสามารถจำหน่ายสินค้าและบริการของตนได้ หมด ผู้
ประกอบการก็จะกระตุ้นให้ขยายการผลิตไปเรื่อยๆแต่ถ้าปรากฏว่า สินค้าเริ่มจำหน่ายไม่ หมดเหลือ
เป็นสินค้าคงคลังมากขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการจึงสั่งลดปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับ ปริมาณความ
ต้องการในท้องตลาดให้มากที่สุด อุปทานรวม นัยหนึ่ง ก็คือ ผลตอบแทนจากการใช้ ปัจจัยการผลิต
ต่างๆ คือ ที่ดิน แรงงาน ทุน และการประกอบการ ผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต คือ ครัวเรือน ซึ่งมี
รายได้ในรูปของค่าเช่า ค่าแรงงาน ดอกเบี้ย และกำไร

ตํวอย่าง
สมมุติว่านักธุรกิจต้องการลงทุนอิสระครั้งละ 15 ล้านบาทในทุกระดับรายได้ ไม่มีการลงทุนโดย

จูงใจ และMPC มีค่าค่อนข้างสูงเท่ากับ 0.9 ดั้งนั้น เมื่อรายได้ คือ อุปทานรวม เพิ่มขึ้นครั้งละ 50

ล้านบาท การบริโภคจึงเพ
ิ่มขึ้นครั้งละ 45 ล้านบาท ถ้ารายได้อยู่ระดับ 100 ล้านบาท รายจ่ายรวมจะ

เท่ากับ 145 ล้านบาท จึงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการขยายการผลิตให้สูงขึ้น เป็น 150 ล้านบาท
ปรากฏว่า มีการใช้จ่ายสูงขึ้นไปอีกเป็น 190 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า การเพื่มการผลิการผลิตให้ทัน
กับการใช้จ่ายในอดีต ทำให้เกิดรายได้พิเศษอีกส่วนหนึ่งขึ้นจนกระทั่งเมื่อรายได้ เท่ากับ 550 ล้าน
บาท รายจ่ายรวมทั้งหมด(C+I)จะเท่ากับ 550 ล้านเช่นกัน

กลไกกำหนดรายได้ดุลยภาพในประเทศ ก พิจารณาด้านรายจ่ายรวม

แรงงาน (ล้านคน) ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ การบริโภค การลงทุน รายจ่ายรวม ภาวะเศรษฐกิจ
N Y C I C+I ขยาย/หดตัว
100 ขยายตัว
15 150 130 15 145 ขยายตัว
25 200 ขยายตัว
35 250 175 15 190 ขยายตัว
45 ขยายตัว
55
300 220 15 235 ขยายตัว
65 350 ขยายตัว
75 400 265 15 280 ขยายตัว
85 450 ขยายตัว
95 500 310 15 325 ดุลยภาพ
105 550
115 600 355 15 370 หดตัว
125 หดตัว
650 400 15 415

445 15 460

490 15 505

535 15 550

580 15 595

625 15 640

การกำหนดรายได้ดุลภาพ พิจารณาด้านรายจ่ายรวม




การกำหนดระดับรายได้ พิจารณาด้านการออมและการลงทุน
(Saving Investment Method)

เรากำหนดให้การลงทุนในที่นี้ เป็นการลงทุนโดย การไม่มันแปรตามรายได้(autonomous
investment) ส่วนการออม (saving) คือ รายได้ส่วนที่เหลือจากบริโภค (Y-C)

ขอให้พิจารณาตัวเลขสมมติในตาราง ซึ่ง S=Y-C รายได้ 400 ล้านบาทเป็นรายได้ดุลยภาพ
ซึ่งเป็นจุดที่มูลค่าการออม เท่ากับมูลค่าการลงทุนพอดี ณ จุดที่เป็นรายได้ดุลยภาพสินค้าคงคลังไม่
เปลี่ยนแปลงการที่ระดับสินค้าคงคลังไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้ประกอบการจะขยายหรือ
ลดการผลิตรายได้ระดับ 400 ล้านบาทจึงเป็นรายได้เลยดุลยภาพหรือเป็นรายได้ประชาชาตินั่นเอง
แต่ถ้ารายได้ที่คาดว่าจะได้รับอยู่ต่ำกว่ารายได้ดุลยภาพ จะปรากฎว่าสินค้าคงคลังลดลงไป

ซึ่งนักธุรกิจทั่วไปเมื่อพบว่าสินค้าคงคลังลดลง เขาจะสั่งขยายการผลิตทันที เพราะการที่สินค้าคงคลัง
ลดลง แสดงว่าสินค้าขายได้ดี ปริมาณการผลิตที่กำหนดในปัจจุบันไม่เพียงพอนั่นเอง ในทางตรง
ข้ามกันถ้ารายได้ที่คาดว่าจะได้รับสูงกว่ารายได้ดุลยภาพ คือสูงกว่า 400 ล้านบาท ผู้ประกอบการจะ
พบว่าระดับสินค้าคงคลังเพิ่มปริมาณขึ้น แสดงว่าสินค้าขายไม่ออก จำนวนที่สั่งผลิตมากเกินไปผู้
ประกอบการจึงมีคำสั่งให้ลดปริมาณการผลิต เช่นมูลค่าสินค้าและบริการอยู่ที่ระดับ 300 ล้านบาท
ปรากฏว่าปรากฏว่าปริมาณสินค้าคงคลังได้ลดลงไป คิดเป็นมูลค่า 20 ล้านบาท ผู้ประกอบการจึง
ดำเนินการขยายการผลิตจนถึงระดับ 400 ล้านบาทการเปลี่ยนแปลงของสินค้าคงคลังจึงหยุด เรา
เรียกว่า “เศรษฐกิจอยู่ในภาวะดุลยภาพ” แต่ถ้าการผลิตสินค้าเกินไปจากระดับ 400 ล้านบาท
สินค้าคงคลังจะเพิ่มสูงขึ้นคือหมายความว่า รายจ่ายรวม(หรืออาจเรียกว่าเป็นเส้นอุปสงค์รวม) น้อยกว่า
มูลค่าสินค้าและบริการที่ผลิตภายในประเทศระดับรายได้ที่เกินไปจาก 400 ล้านบาทจึงไม่สามารถ
เป็นรายได้ประชาชาติได้

กลไกกำหนดรายได้ดุลยภาพในประเทศ ก พิจารณาด้านการออม และการลงทุน

(หน่วย : ล้าน)

มูลค่ารายได้รวม
การบริโภค การออม การลงทุน รายจ่ายรวม สินค้าคงคลัง
Y S I C+I เพิ่ม(+)ลด(-)*
C

300 310 -10 10 320 -20

335 330 -5 10 340 -15

350 350 0 10 360 -10

375 370 -30 10 380 -5

400 390 -35 10 400 0

425 410 -40 10 420 +5

450 430 -45 10 440 +10

ในแง่หนึ่ง เราพูดได้ว่าเหตุผลที่รายได้ ลดภาพถูกกำหนด ณ ระดับที่การออมเท่ากับการลงทุน
เพราะการออมเป็น(ecope) ทำให้อุปสงค์รวมน้อยเกินไป ช่องว่างของอุปสงค์ที่ขาดหายไปอันเนื่อง
มาจากการออม จำเป็นต้องได้รับการทดแทน โดยการลงทุนในปริมาณที่เท่ากัน นั่นคือ เหตุผลที่
ทำให้มูลค่าการลงทุนต้องเท่ากับมูลค่าการออมใน แบบจำลอง 2 ภาคเศรษฐกิจ คือ Injection =
Leakage นั่นเอง

การกำหนดรายได้ดุลภาพของประเทศ ก พิจารณาด้านการออมและการลงทุน




ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (The Economic Multiplier)
รายได้ประชาชาติ จึงขึ้นอยู่กับระดับความต้องการสินค้าและบริการของประชาชนในฐานะผู้อุปโภค
และบริโภคการผลิตสินค้าและบริการของผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวตามระดับของการอุปโภคและ
บริโภคในระบบเศรษฐกิจ ในระบบเศรษฐกิจอย่างง่ายมี 2 ภาคเศรษฐกิจ ได้แก่
Y=C+I

ถ้ามีการลงทุนเพิ่มขึ้น ย่อมมีการผลิตสินค้าและบริการรายได้จึงเพิ่มสูงขึ้น และทำให้การจ้างงาน
เพิ่มสูงขึ้นไปในเวลาเดียวกัน ในทางตรงข้าม ถ้าลดการลงทุน ย่อมทำให้ผลิตภัณฑ์ของชาติน้อยลง
และการจ้างงานก็ต้องลดลง การลงทุนเป็นส่วนประกอบสำคัญในสมการรายได้ประชาชาติ ถ้าการ
ลงทุนสูงขึ้น รายได้ประชาชาติก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย จะทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้นหลายเท่าตัว

ขอให้ขอให้พิจารณาตัวอย่างในตารางสมมุติว่ามีการลงทุนโดยอิสระเพิ่มขึ้น 400 ล้านบาท ถาม
ว่ารายได้ประชาชาติจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ในตัวอย่างนี้กำหนดให้
MPC = 0.6

จากตาราง มีการลงทุนเพิ่มขึ้น 200 ล้านบาททำให้รายได้เปลี่ เปลี่ยนแปลงในรอบที่ 1 =
400 ล้านบาทและการที่รายได้เพิ่มขึ้น 400 ล้านบาททำให้มีการบริโภคเพิ่มขึ้น 240 และการออม
เพิ่มขึ้น 160 ล้านบาทนี้รอบที่1 ในระยะต่อมาการบริโภคมูลค่า 240 ล้านบาทในรอบที่1 กลายเป็น
รายได้ในรอบที่2 ส่วนการออมจำนวน 160ล้านบาท ได้ได้ออกนอกระบบเศรษฐกิจไปกลายเป็นตัว
รั่วรายได้ในรอบที่สองอันเกิดจากการบริโภค 240 ล้านบาทถูกแบ่งปันเป็นการบริโภค 144 ล้าน
บาทและนำไปออมเพิ่มอีก 96 ล้านบาทกระบวนการในรอบที่3 ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน

ทั้งหมสดรุป1ไ0ด้0ว่า0กลา้ารนที่บมีากทา
รโลดงยทถุูนกเใพิช่้มไขปึ้นใน4ก0า0รบลร้ิโาภนคบา6ท0ท0ำใลห้้ารนะบบาบทเศจำรนษวฐนกิทจี่เมีหรลาืยอไอีดก้เพ4ิ่ม0ข0ึ้นลร้วามน

บาทประชาชนได้เก็บออมไว้การทวีคูณของรายได้จากการลงทุนตามตัวอย่างดังกล่าวจึงเท่ากับ 2.5
เท่าของมูลค่าการลงทุนครั้งแรก

กระบวนการเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติ เมื่อการลงทุนสูงขึ้น

ผู้มีรายได้น้อย รายได้เปลี่ยน การบริโภคเปลี่ยน การออกเปลี่ยน

รอบที่ 1 400 240 160

รอบที่ 2 240 144 96

รอบที่ 3 144 86.4 57.6

รอบที่ 4 86.4 51.84 34.56

รอบที่ 5 51.84 31.104 20.736

รอบที่เหลือ 77.76 46.656 31.104

รายได้ที่เพิ่มขึ้น 1000 600 400

ทฤษฎีตัวคูณทางเศรษฐกิจมาจากหลักความจริงที่ว่าเมื่อมีการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจรายได้
จะเกิดขึ้นแก่บุคคลต่างๆเป็นทอดๆ

. เมื่อการบริโภคในส่วนที่ไม่ขึ้นกับรายได้ ได้แก่ การบริโภคอิสระ (autonomous
consumption)เปลี่ยนแปลงไป การวิเคราะห์ผลกระทบต่อรายได้ก็ดำเนินการในทำนองเดียวกัน
กับการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของการลงทุนเช่นกัน คือ เส้นฟังก์ชันการบริโภค (เส้น C) เลื่อน
สูงขึ้นหรือเลื่อนต่ำลง

ส่วนรั่วไหลของรายได้ (Leakages)

การบริโภค และการลงทุน การเปลี่ยนแปลงของรายได้ ประชาชาติมาแล้ว ทั้งสองตัวแปรต่าง
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการใช้จ่ายรวมของชาติเหมือน กัน (Ayakase insecures) ในส่วนนี้
เราจะดูว่า การบริโภค และการลงทุนมีความแตกต่าง กินอย่างไร โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นบทบาท
สนับสนุนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค
จากฟังก์ชันการบริโภคระยะสั้น
C=a+bY

โดยที่

C คือ มูลค่าการอุปโภคบริโภคทั้งหมด

a คือ มูลค่าการบริโภคโดยอิสระ ไม่ขึ้น

b คือ ความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค (MPC)

Y คือ รายได้

มูลค่าการอุปโภคบริโภคทั้งหมด (C) ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นการบริโภคโดย

อิสระ ไม่ว่าจะมีรายได้ หรือไม่มีก็ตาม ผู้บริโภคก็ยังคงต้องทำ การบริโภคเพื่อรักษาชีวิตของตนให้อยู่

รอด ความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค (MPC) ผลกระทบต่อรายได้ดุลยภาพ เมื่อมีการ

เปลี่ยนแปลงในฟังก์ชัน การบริโภคไม่ว่าส่วนใด มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไม่น้อยไปกว่าการ

เปลี่ยนแปลงในด้านการ ลงทุน แต่เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ เพื่อ

ใลหง้ทเุกนิดมีกคาวราเมปสลีำ่ยคันญแมปาลกงกใ
ว่นา ส่วนการบริโภคได้เหมือนการลงทุน จึงทำให้ดูเหมือนว่านโยบายการ
การเปลี่ยนแปลงในด้านการบริโภคไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของค่า

a หรือค่า b ส่วนใหญ่เป็นผล จากการเปลี่ยนแปลงในด้านรสนิยมของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงของการบริโภคโดยอิสระ (autonomous consumption) คือ การ บริโภคที่ไม่ได้
ผันแปรตามรายได้ แม้รายได้จะคงที่ แต่มูลค่าการบริโภคอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ ซึ่งเป็นไปตาม
รสนิยมของผู้บริโภคในแต่ละท้องที่ในลักษณะเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงการลงทุน นั่นเอง และ
ทำให้รายได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นทวีคูณเช่นกัน ถ้าพิจารณาจากสมการฟังก์ชันการ บริโภค
(Consumption function) คือ C = a + bY การเปลี่ยนแปลงการบริโภคโดยอิสระคือการ
เปลี่ยนแปลงของค่าตัว a ในสมการนั่นเอง

ตัวเร่งทางเศรษฐกิจ (The Economic Accelerator)

ปัจจัยกำหนดระดับการลงทุนที่สำคัญมีหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงของ รายได้ อัตรา
ดอกเบี้ย การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ และนโยบายของรัฐบาล เมื่อมีการ
เปลี่ยนแปลงของรายได้ ก็เท่ากับมีการเปลี่ยนแปลงของการบริโภค (ΔC)นั่นเอง

ตัวเร่งทางเศรษฐ
กิจ (economic accelerator) คือ ค่าที่ทำให้เราทราบว่า เมื่อค่าใช้

จ่ายในการอุปโภคบริโภคเปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเปลี่ยน
ไปเท่าไร

นั่นคือ

ในเมื่อ
g คือ ค่าตัวเร่งทางเศรษฐกิจ
ΔI คือ ปริมาณการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป

ΔC คือ การบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย

ค่าของตัวเร่งจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ
1.เมื่อการบริโภคสูงขึ้น สินค้าประเภททุนถูกใช้งานหรือยัง ถ้ายังใช้งาน ไม่เต็มที่ เมื่อประชาชนมี
อุปสงค์ต่อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการ สามารถใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่มีอยู่เดิม ทำการ
ผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นได้ ไม่ จำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม
2. อุปสงค์ต่อสินค้าและบริการนั้น มีลักษณะถาวร หรือชั่วคราว ถ้าผู้ประกอบ การรู้สึกว่า อุปสงค์ที่
เพิ่มขึ้นมีลักษณะเป็นการชั่วคราว เขาย่อมไม่ขยายการ ลงทุน

ตัวอย่างการทำงานของตัวเร่งทางเศรษฐกิจ

ข้อสมมติ 5

1) ให้ค่าตัวเร่งเท่ากับ

2) ให้ราคาสินค้าคงที่ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าประเภททุน ดังนั้นถ้ามี ยอดขายสูงขึ้น

หมายความว่า อุปสงค์ต่อสินค้าเพิ่มขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เพิ่มขึ้นเพราะราคาสินค้าเพิ่มขึ้น

3) ให้การลงทุนเพื่อทดแทนส่วน ที่สึกหรอ เท่ากับร้อยละ 10 ของปริมาณทุน(capital stock)

กลไกการทำงานของตัวเร่งทางเศรษฐกิจ

ปีที่ ยอดขาย ปริมาณทุน ค่าสึกหรอ ลงทุนเพิ่ม การลงทุนทั้งหมด

1 500 2500 250 0 250

2 550 2500 250 250 500

3 550 2750 275 0 275

ค่าตัวเร่งทางเศรษฐกิจ นัยหนึ่งก็คือ capital-output ratio หรือบางทีเรียกว่า capital
coefficient นั่นเอง

การทำงานร่วมกันของตัวทวีคูณและตัวเร่ง

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายอิสระเพิ่มสูงขึ้น เช่น รายจ่ายในการบริโภคเพิ่มขึ้นรายจ่ายการ
ลงทุนอิสระเพิ่มขึ้น เป็นต้น จะทำให้ระดับรายได้ประชาชาติเพิ่มสูงขึ้น เป็นทวีคูณของรายจ่ายอิสระ
ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกระบวนการการทำงานของตัวทวีคูณและผลจากการที่รายได้ประชาชาติเพิ่มสูงขึ้น
จะทำให้รายจ่ายและการบริโภคเพิ่มสูงขึ้นด้วย ย่อมจะไปกระตุ้นทำให้รายจ่ายการลงทุนโดยจงใจเพื่อ
ขยายการผลิตสินค้าและการให้บริการเพิ่มสูงขึ้นต่อไป โดยที่การลงทุนโดยจงใจก็คือการลงทุนที่
เปลี่ยนแปลงตามรายได้ประชาชาติ เมื่อรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นจะทำให้การลงทุนโดยจงใจเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ระดับรายได้ประชาชาติและระดับการจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหลายเท่า

ตรงกันข้าม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายอิสระลดลงจะทำให้ระดับรายได้ประชาชาติและระดับ
รายจ่าย ในการบริโภคลดลงหน่วยธุรกิจก็จะลดปริมาณการผลิตและการจ้างงานลดลงก็จะส่งผลทำให้
รายได้ประชาชาติลดลงไปอีก เนื่องจากในการบริโภคนั้นประชาชนจะมีการเก็บรายได้ส่วนหนึ่งไว้
เป็นเงินออมจึงทำให้รายได้ไม่สามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยเรื่อยโดยไม่มีที่สิ้นสุด

ความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคและการลงทุน

การลงทุนที่เปลี่ยน
แปลงไป เช่น เพิ่มสูงขึ้น ย่อมมีผลทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

และเมื่อรายได้เพิ่มสูงขึ้น ก็จะทำให้การบริโภคสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

บทที่ 11

ตลาดการเงิน สถาบันการเงิน และนโยบายการเงิน

วิวัฒนาการเงินของระบบแลกเปลี่ยนและชนิดของเงินมี 3 ขั้นตอน

1. ระบบแลกเปลี่ยนโดยตรง
2. ระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นสื่อกลาง
3. ระบบเครดิต

1. ระบบแลกเปลี่ยนโดยตรง หรือระบบสินค้าแลกกับสินค้า

มนุษย์เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตเฉยๆโดยมีปัจจัยพื้นฐาน คือ เสื้อผ้า อาหาร ยา และที่อยู่ (ปัจจัย4)

แจึงต่ตม้ีอคงวมีากมาซรับแลซ้กอเนปมลีา่ยกนขึ้นข
ึ้นพมัฒาหนรือามก็าคืกอขึ้กนารชุแมลชกนขใอหงญกั่นขึ้นนั่นแลเอะงมีบางสิ่งที่เราไม่สามารถผลิตเองได้ เรา

การแลกเปลี่ยนเป็นการผลิตในปริมาณที่มากขึ้นเกินกว่าความต้องการของตนหรือครอบครัว
และนำส่วนเกินไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ไม่สามารถผลิตได้
ข้อบกพร่องต่างๆ
(1) ความต้องการไม่ตรงกัน
(2) ปัญหาในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน
(3) ปัญหาการแบ่งแยกเป็นหน่วยย่อยของสินค้า
(4) ปัญหาการเก็บรักษาสินค้าไว้ใช้ในการแลกเปลี่ยน
(5) ปัญหาการพกพาหรือนำติดตัว

2. ระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นสื่อกลาง

มนุษย์ได้พยายามขจัดข้อบกพร่องต่างๆ ดังกล่าวของระบบแลกเปลี่ยนโดยตรงโดยประดิษฐ์เงิน
ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการซื้อขายแลกเปลี่ยน ความพยายามดังกล่าวคือ วิวัฒนาการของ
ชนิดของเงิน โดยมีดังนี้

เงินที่เป็นสิ่งของหรือสินค้า เช่น เปลือกหอย ใบชา กาแฟ ข้าวสาลีหนังสัตว์ สัตว์ หินสีต่างๆ
เงินที่เป็นโลหะ เช่น ทองคา โลหะเงิน ทองแดง ซึ่งมี ความคงทนถาวรเก็บไว้ได้นานและ
ปริมาณคงที่
เงินที่เป็นกระดาษ มีน้ำหนักเบา ในสมัย ร.4 ประเทศไทยเรียกว่า “หมาย” ในพ.ศ.2417
สมัย ร.5 เรียก“อัฐกระดาษ” ให้ราษฎรได้ใช้จ่ายแทน เงินเหรียญที่ขาดแคลน ธนาคาร
พาณิชย์ต่างประเทศ 3 ธนาคารที่เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ได้แก่ธนาคารฮ่องกงและ
เซี่ยงไฮ้ ธนาคารชารเ์ตอร์ แห่งอินเดีย ออสเตรเลีย และจีน และธนาคารแห่งอินโดจีน ได้ขอ
อนุญาตนำบัตรธนาคารออกใช้ แต่รัฐเห็นว่าควรนำมาผลิตเอง และได้ผลิตในปี พ.ศ.2433
และในปี พ.ศ.2445 ได้จัดตั้งกรมธนบัตร ขึ้นและให้สังกัดอยู่ในกระทรวงการคลังอีกที
ธนบัตรจึงได้เข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยนับแต่นั้นมา

เงินที่เกิดจากระบบ
ธนาคาร ประเทศที่พัฒนาแล้วประชาชนนิยม เปิดบัญชีเงินฝากประเภท

กระแสรายวันไว้กับธนาคารพาณิชย์วิธีจ่าย โอนกระทำได้โดยใช้เช็ค เงินที่อยู่ในรูปบัญชีเงิน
ฝากกระแสรายวันจะมีปริมาณมากกว่าเงินส่วนที่อยู่ในรูปเงินสด

3. ระบบเครดิต

ประเทศได้รบัการพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นประชาชนจะไม่นิยมใช้เงินสดหรือเชค็เป็นสื่อกลาง
การแลก เปลี่ยนแต่จะใช้บัตรเครดิตในการชา ระค่าสินค้าและบริการ

คำจำกัดความและหน้าที่ของเงิน
เงิน คือ สิ่งต่างๆซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและทำหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
2. เป็นมาตรฐานในการวดัมลูค่า
3. เป็นสิ่งเก็บรักษามลูค่า
4. เป็นมาตรฐานการชำระหนี้ในอนาคต

อุปสงค์ อุปทานของเงิน และอัตราดอกเบี้ยสมดุลอุปสงค์ของเงินตามแนวคิดของ
J. M. Keynes

อุปสงค์ของเงิน (ความต้องการของเงิน) หรือสาเหตุที่ประชาชนถือเงินอาจแบ่งออกเป็น 3 ประการคือ
1. อุปสงค์ของเงินเพื่อใช้จ่าย
2. อุปสงค์ของเงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน (เงินประกัน)
3. อุปสงค์ของเงินเพื่อเก็งกำไร (หลักทรัพย์ หุ้นต่างๆ)

อปุทานของเงิน (ปริมาณของเงิน)
จำนวนเงินที่หมนุเวียนอยู่ในมือประชาชน ในขณะใดขณะหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย เหรียญ
กษาปณ์ ธนบัตร และ เงินฝากกระแสรายวันรวมกันโดยไม่นับรวมปริมาณเหรียญกษาปณ์ และ
ธนบัตรที่อยู่ในระบบธนาคาร และเงินที่อยู่ในมือรัฐบาล เช่น เงิน

1อุ.ปปสริมงาค์ณอเุปงินทตาานมขคอวางมเงหิ
นมายแแลคะบอัตหรมาาดยอถกึงเบปี้ยริมสามณดุขลองทรัพย์สินทาง การเงินที่มีสภาพคล่องสงูที่สดุ

และทำหน้าที่หลกัคือ ใช้เป็นสื่อกลางใน การแลกเปลี่ยนเป็นส่วนใหญ่ สัญลักษณ์คือ M1

2.ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง หมายถึง ปริมาณM1 และทรัพย์สิน ทางการเงินที่ให้ผล
ตอบแทนแก่ผู้ถือและเปลี่ยนเป็นเงินได้โดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย หรือเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย ซึ่ง
ปริมาณเงินตาม ความหมายกว้างได้แก่ ปริมาณเงิน M2 หมายถึง ปริมาณเงินM1 และเงินฝากที่มี
สภาพคล่อง กึ่งเงินสด (quasi-money) ได้แก่เงินฝากออมทรัพย์เงินฝากประจำและเงินฝากประ
เภทอื่นๆ ปริมาณเงิน M3 หมายถึง ปริมาณเงินที่มีความหมายกว้างที่สุด ประกอบด้วย ธนาบัตรและ
เหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ (ไม่รวมที่อยู่ในมือรัฐบาลและสถาบนัการเงิน) และ
เงินฝากทุกประเภท ของสถาบันการเงินทุกประเภทในประเทศที่รับฝากธรุกิจ ครัวเรือนและรัฐบาล
ท้องถิ่น

ปริมาณเงิน

M1 = เหรียญกษาปณ์ + ธนบัตร + เงินฝากเผื่อเรียกที่หมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจ
M2 = M1+ เงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำที่ฝากไว้ที่ ธนาคารพาณิชย์
M2a= M2 + ตั๋วสัญญาใช้เงิน
M3 = M2a + เงินฝากทกุประเภทของสถาบันการเงินทกุ ประเภทในประเทศ

หลักทรัพย์ทางการเงินที่มีโอกาสจะรวมอยู่ในส่วนประกอบของเงิน มีดังนี้
C = เงินสดที่อยู่นอกระบบธนาคาร
DD = เงินฝากเผื่อเรียกที่ธนาคารพาณิชย์
TDB = เงินฝากประจา ที่ธนาคารพาณิชย์
MSB = เงินฝากสถาบนักองทนุรวม
SC= หุ้นที่สถาบันออมทรัพย์และเงินกู้
SB = พันธบัตรเพื่อการออม
US = พันธบัตรระยะสั้น (ตั๋วคลัง) ของรัฐบาล

SAV = TD + MSB + S
C = ผลรวมของเงินประเภทต่างๆ

M1 = C + DD
M2 = C + DD + TD
M3 = C + DD + TD + MSB + SC
M4 = C + DD + TD + MSB + SC + SB
M5 = C + DD + TD + MSB + SC + SB + US

เกี่ยวกับการคัดเลือกหลักทรัพย์ชนิดต่างๆ ที่ควรจะรวมอยู่ในคำจำกัดความของเงินนั้น Milton
Friedman และ David Meiselman ได้ตั้งเกณฑ์ไว้ 2 ประการ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างหลัก
ทรัพย์ต่างๆกับรายได้

• หลักเกณฑ์ที่ 1 ผลรวมของหลักทรัพย์ต่างๆ เมื่อนำมาสัมพันธ์กับรายได้จะต้องมีความสัมพันธ์
สูงสุด
• หลักเกณฑ์ที่ 2 ผลรวมของหลักทรัพย์ชนิดต่างๆ เมื่อนำมาสัมพันธ์กับรายได้จะต้องมีความสัมพันธ์
สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบหลักทรัพย์ ชนิดใดชนิดหนึ่งกับรายได้

ปริมาณเงินหรือุปทานของเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีสาเหตุที่สำคัญๆดังนี้
1. กิจกรรมทางด้านพาณิชย์และธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว
2. สถาบนัทางการเงินต่างๆได้รบัการพัฒนาและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ
3. รัฐบาลมีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น
4. จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น
5. รายได้เฉลี่ยต่อบุคคลสูงขึ้น
6. ระดับราคาสินค้าสงูขึ้น

อัตราดอกเบี้ยดุลยภาพ

อัตราดอกเบี้ยดุลยภาพหรืออัตราดอกเบี้ยสมดุล หมายถึง ระดับอัตราดอกเบี้ยซึ่งอุปสงค์ของเงิน
หรือความต้องการถือเงินจะสมดุลหรือเท่ากับอุปทานของเงินหรือปริมาณเงินในขณะนั้น

อุปสงค์ อุปทานของเงินและอัตราดอกเบี้ย
(กรณีอุปสงค์ต่อเงินเปลี่ยนแปลง)




กำหนดให้ DD เป็นเส้นอุปสงค์ต่อเงิน SS เป็นเส้นอุปทานของเงิน โดยที่แกนตั้งแสดงอัตรา
ดอกเบี้ยและแกนนอนแสดงปริมาณเงิน


Click to View FlipBook Version