The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nutdanai Kaminkreu, 2024-01-25 08:40:15

วิจัย

วิจัย

การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python1 สำหรับ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี ณัฐดนัย ขมิ้นเครือ โครงงานทางด้านคอมพิวเตอร์ศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรปริญญาครุศาสตรบัณทิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565


การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python1 สำหรับ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี ณัฐดนัย ขมิ้นเครือ โครงงานทางด้านคอมพิวเตอร์ศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565


ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python1 สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี ผู้วิจัย นายณัฐดนัย ขมิ้นเครือ อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.พวงทอง เพชรโทน ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ปีการศึกษา 2566 คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา อนุมัติให้นับรายงาน การวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ ศึกษา .............................................ประธานสาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา (....................................................) คณะกรรมที่ปรึกษา .............................................อาจารย์ที่ปรึกษา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พวงทอง เพชรโทน)


ก ชื่อวิจัย การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python1 สำหรับ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี ชื่อผู้วิจัย นายณัฐดนัย ขมิ้นเครือ อาจาร์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.พวงทอง เพชรโทน ปริญญา ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่ง ภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นคร อุดรธานีจำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบ ปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีลักษณะเป็น แบบประเมินแบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและ หลังเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 6.55 และ ค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนเท่ากับ 17.58 ตามลำดับ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบบวัดความ พึงพอใจ มีทั้งหมด 15 ข้อ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 และ S.D.เท่ากับ 0.50 อยู่ในระดับความพึ่งพอใจมาก ที่สุด


ข กิตติกรรมประกาศ โครงงานทางด้านคอมพิวเตอร์ศึกษาครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ด้วยความกรุณาและ ความช่วยเหลืออย่างดีจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์พวงทอง เพชรโทน อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ที่กรุณาให้ คำปรึกษาแนะนำ และตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ อย่างละเอียดจนสมบูรณ์ตลอดจนให้ข้อคิดที่เป็น ประโยชน์และดูแลให้กำลังใจแก่ผู้ศึกษาด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งเสมอมา ผู้ศึกษารู้สึกซาบซึ้งใน ความกรุณาและขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ นายพุทธศาสน์ จิตจง นายมนัส ผิวชัยภูม และ นายวรุฒ สิทธิโคตร ที่คอยให้ คำแนะนำและตรวจแก้ไขข้อบกพร่อง ผู้ศึกษา รู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา และขอขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือ ที่ใช้ในการศึกษาและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์และ มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อ การทำการศึกษาในครั้งนี้อย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารและคณะครู โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานีที่สนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทดลองใช้เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษา และขอขอบคุณนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานีที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาครั้งนี้และ ขอขอบคุณทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีประจำปีงบประมาณ 2566 เหนือสิ่งอื่นใดผู้ศึกษาขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา เป็นอย่างสูง ที่เป็นผู้ให้ชีวิตให้กำลังใจ สนับสนุนทุนทรัพย์ตลอดจนสมาชิกในครอบครัวทุกคนที่ได้ช่วยให้กำลังใจกับผู้ศึกษา เสมอมา คุณและ ประโยชน์ใด ๆ ที่อาจเกิดจากศึกษาฉบับนี้ผู้ศึกษาขออุทิศเพื่อบูชาแด่บิดา มารดา และผู้มีพระคุณสูงสุด ครูอาจารย์ที่ให้ปัญญา และผู้มีพระคุณทุกท่าน นายณัฐดนัย ขมิ้นเครือ


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ.......................................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ..............................................................................................................................ข สารบัญ............................................................................................................................................ ค สารบัญตาราง................................................................................................................................... ฉ บทที่ 1............................................................................................................................................. 1 1. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา........................................................................................ 1 2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา........................................................................................................... 3 3. สมมติฐานของการวิจัย................................................................................................................ 4 4. ขอบเขตการวิจัย......................................................................................................................... 4 5. นิยามศัพท์เฉพาะ....................................................................................................................... 5 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ........................................................................................................... 6 บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง .................................................................................................. 7 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน....................................................................................................... 7 2. ทฤษฎีการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน.............................................................................20 3. หลักการวัดและประเมินผลบทเรียน ..........................................................................................22 4. การหาคุณภาพคอมพิวเตอร์ช่วยสอน........................................................................................25 5. เอกสารท่ีเกี่ยวขอ้งกบัผลสมัฤทธิ์ทางการเรียน.............................................................................28 6. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับบปรับปรุงใหม่ 2560)......................31 7. ค าสั่งภาษา Python.................................................................................................................33 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................................................36 บทที่ 3............................................................................................................................................38


ง สารบัญ(ต่อ) หน้า 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ......................................................................................................38 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4....................................................38 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ..........................................................................................................38 3. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา.................................................................39 4. วิธีด าเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล ..........................................................................42 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ................................................................................................................43 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................44 บทที่ 4............................................................................................................................................51 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................51 2. ขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................................52 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................................52 บทที่ 5............................................................................................................................................54 1. วัตถุประสงค์ของการศึกษา......................................................................................................54 2. สมมติฐานของการศึกษา........................................................................................................54 3. วิธีด าเนินการศึกษา ...............................................................................................................54 4. สรุปผลการศึกษา..................................................................................................................55 5. อภิปรายผล..........................................................................................................................56 6. ข้อเสนอแนะ.........................................................................................................................57 บรรณานุกรม ...................................................................................................................................58 ภาคผนวก .......................................................................................................................................60 ภาคผนวก ก.............................................................................................................................61 ภาคผนวก ข.............................................................................................................................94 ภาคผนวก ค ..........................................................................................................................116 ภาคผนวก ง...........................................................................................................................122


จ สารบัญ(ต่อ) ภาคผนวก ฉ...........................................................................................................................125


ฉ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 มาตราฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4........................................................32 ตารางที่ 2 กำหนดการทดลอง ................................................................................................... .........42 ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์หาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน……………………………………………………………………………………………………………………………….52 ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน..………………………………………………………………53 ตารางที่ ข.1 ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน……………...105 ตารางที่ ข.2 ผลการวิเคราะห์หาค่าความยาก และค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน…………………………………………………………………………………………………………107 ตารางที่ ข.3 ผลการวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน………………109 ตารางที่ ข.4 ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบสอบถามความพึงพอใจ……………………………..113 ตาราง ข.5 ผลการวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามความพึงพอใจ…………………………………114 ตารางที่ ค.1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน……………………………………………………………………………………………………………………………..117 ตารางที่ ค.2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน……………………………………………………………………………………………………………………………..119 ตารางที่ ค.3 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน...............121


1 บทที่ 1 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 แนวทางการจัดการศึกษา มาตรา 22 ได้กำหนดไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักเสมอว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถที่จะเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน พัฒนาเต็มศักยภาพ และมาตรา 24 ได้กล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องดำเนินการจัดการเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของ ผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ สถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก ประสบ การณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษากล่าวถึง การ จัดสรรคลื่นความถี่เพื่อการศึกษา การสนับสนุนการผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนการพัฒนา บุคลากรด้านการผลิต รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การจัดตั้งกองทุนเพื่อการ พัฒนา มาตรา 65 ได้กำหนดไว้ว่า ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อ การศึกษา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มี คุณภาพ และประสิทธิภาพ และมาตรา 66 ได้กำหนดให้ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545) วิชาการเขียนโปรแกรมภาษาPython เป็นวิชาในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยี โดยใช้การเขียนโปรแกรมภาษาPython ที่จะพัฒนาให้เด็กๆ เกิดกระบวนการ คิดอย่างเป็น ระบบด้วยเหตุผลอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อแก้ปัญหาต่างๆสามารถนำไปปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาใน สาขาวิชาต่างๆ ได้ทั้ง คณิตศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือวิชาอื่นๆ การเขียนโปรแกรมภาษาPython คือ กระบวนการแก้ปัญหาในหลากหลายลักษณะ เช่น การจัดลำดับเชิงตรรกศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างสรรค์วิธีแก้ปัญหาไปทีละขั้นทีละตอน(หรือที่เรียกว่าอัลกอริทึ่ม) รวมทั้งการย่อยปัญหาที่ ช่วยให้รับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนหรือมีลักษณะเป็นคำถามปลายเปิดได้ วิธีคิดเชิงคำนวณมีความจำเป็น ในการพัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ สำหรับคอมพิวเตอร์ แต่ในขณะเดียวกัน วิธีคิดนี้ยังช่วยแก้ปัญหาในวิชา ต่างๆ ได้ด้วย ดังนั้นเองเมื่อมีการบูรณาการวิธีิคิดเชิงคำนวณผ่านหลักสูตรในหลากหลายแขนงวิชา


2 นักเรียนจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละวิชา รวมทั้งสามารถนำวิธีคิดที่เป็นประโยชน์นี้ ไปใช้แก้ปัญหา ในชีวิตจริงได้ในระยะยาว 4 เสาหลัก ของการเขียนโปรแกรมภาษาPython 1. Decomposition (การ ย่อยปัญหา) 2. PatternRecognition (การจดจำรูปแบบ) 3. Abstraction (ความคิดด้านนามธรรม) 4. Algorithm Design(การออกแบบอัลกอริทึ่ม) การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยสื่อที่ทันสมัยและเหมาะสมกับความต้องการ ของ ผู้เรียน เน้นการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนรู้จักแก้ปัญหาเป็นและสื่อที่สอนต้องสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ ถนอมพร เลาหจรัสแสง กล่าวว่า สื่อการเรียนการสอนใน ปัจจุบันที่มีความ น่าสนใจคือการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ปัจจุบันบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อการเรียน การสอนที่ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดีคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นั้นสามารถที่ จะจูงใจผู้เรียนให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียนและสนุกสนาน ไปกับการเรียนตาม แนวคิดในการ เรียนรู้ในปัจจุบันซึ่งหมายถึงการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก (ถนอมพร เลาหจรัส, 2555) คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในด้านการเรียนการสอน ถือเป็นสื่อการสอนที่ดีเพราะสามารถทำ ในสิ่งที่ สื่อชนิดอื่นไม่สามารถทำได้ เช่น การตัดสินใจในการเสนอเนื้อหาใหม่หรือ ให้ศึกษาเนื้อหาเดิม การ แก้ปัญหาระหว่างครูกับนักเรียน สามารถกระทำได้เพราะเป็นการเรียนการสอนแบบรายบุคคล สามารถ โต้ตอบหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์และผู้เรียนมีอิสระในการเรียนไม่ต้องนัดแนะกับ เพื่อนร่วม ชั้นหรือกับครูผู้สอน ความแปลกใหม่ของคอมพิวเตอร์ทำให้นักเรียนเลือกบทเรียนและ วิธีการเรียนได้ หลายแบบ โดยการให้ผลย้อนกลับทันทีในรูปของคำอธิบาย สีสัน ภาพ และเสียง เป็นต้น การควบคุม ผลสัมฤทธิ์ในการเรียน กระทำได้ง่ายด้วยการทำให้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีการบันทึกการตอบ คำถามและการทำงานของผู้เรียนเอาไว้ด้วยแล้ว ผู้สอน สามารถตรวจสอบ คุณภาพของบทเรียน ตลอดจนผลสัมฤทธิ์ของการเรียนได้อย่างละเอียด ในด้านการจัดทำบทเรียนก็ประหยัดค่าใช้จ่ายและ เวลาได้หากมีการปรับปรุงเนื้อหาบทเรียนสามารถกระทำ ได้อย่างรวดเร็ว ระบบคอมพิวเตอร์จึงเป็นสื่อ สนับสนุนกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้ทรัพยากร น้อยที่สุดในสถานการณ์และ เนื้อหาวิชาที่มีความยาวเหมาะสมกับวุฒิภาวะของการรับรู้ของผู้เรียนให้มีส่วนร่วมกิจกรรมอย่าง กระตือรือร้น ผู้เรียนได้ทราบผลแห่งการทำกิจกรรมทันทีและผู้เรียนได้รับ ประสบการณ์แห่งความสำเร็จ ในการเรียน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อการเรียนการสอน ทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสมอันได้แก่ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดิทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่


3 ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุดโดยมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจ ของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น ตัวอย่างที่ดีของ สื่อการศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อม ทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK) นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่สามารถตอบสนองความ แตกต่าง ระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ ตลอดเวลา นอกจากนี้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังส่งเสริมผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียนด้วย ตัวเอง ได้โดยไม่จำกัดเวลาโดยไม่ต้องรอครูหรือเข้าชั้นเรียน หากไม่เข้าใจสามารถดูหรือเรียนซ้ำได้บทเรียนใด เข้าใจแล้ว สามารถผ่านไปเรียนบทอื่นได้โดยไม่ต้องรอให้บทนั้น ๆ จบก่อน (สุปรีชา สอนสาระ, 2558: 13) จากการที่ได้ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา โดยรับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนในรายวิชา การ เขียนโปรแกรมภาษา Python ได้พบปัญหา คือนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจไม่เพียงพอ ส่งผลให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำสั่งภาษา python ไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ จึงได้พัฒนา บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนขึ้น ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนนี้ได้เมื่อนักเรียน เรียนเนื้อหาในชั้นเรียนเรียบร้อย แล้วแต่อาจจะยังเข้าใจเนื้อหายังไม่หมด นักเรียน จึงต้องใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในการ ทบทวนบทเรียน ในการเรียนรู้เนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้น เรียน ดังนั้นผู้จัดทำจึงสนใจที่จะพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python วิชา Python1 สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6(นครอุดรธานี) เพื่อนำ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นแนวทางในการประกอบ การเรียนการสอนในเรื่องอื่น ๆ ในรายวิชาที่ เกี่ยวกับภาษา Python 2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2.1 เพื่อการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการพัฒนา บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4


4 3. สมมติฐานของการวิจัย 3.1 เพื่อการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6(นครอุดรธานี มีประสิทธิภาพ 75/75 3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธทยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 (นคร อุดรธานี) หลังเรียนด้วยการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สูงกว่าก่อน เรียน 3.3 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานีมีความพึงพอใจต่อ การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python 4. ขอบเขตการวิจัย 4.1ขอบเขตด้านเนื้อหา การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สร้างการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อใช้เป็นสื่อ เสริม การเรียนรู้เรื่องคำสั่งภาษา Python วิชาการเรียนโปรแกรมภาษา Python1 สำหรับนักเรียน ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี เนื้อหาที่ใช้ในการสร้างบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนครั้งนี้ใช้รูปแบบการบรรยาย แบบโดยทดสอบ เกี่ยวกับคำสั่งต่าง ๆ ในภาษา Python 4.2 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.2.1 ประชากร นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี จำนวน 7 ห้อง ที่เรียน วิชาการเขียนโปรแกรมภาษา Python1 จำนวนทั้งหมด 287 คน 4.2.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี จำนวน 1 ห้อง ที่เรียนในรายวิชา Python1 จำนวนทั้งหมด 31 คน โดยวิธีการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) 4.2.3 ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา


5 ภาคเรียนที่ 1 4.3 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 4.3.1 ตัวแปรต้น การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python สำหรับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี 4.3.2 ตัวแปรตาม 4.3.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการพัฒนา บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python1 สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 4.3.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 4.4 ระยะเวลาในการทดลอง ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดย ใช้เวลาในการทดลองทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 5.1 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ สื่อการเรียนการสอน วิชาการเขียนโปรแกรมภาษา Python1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น แบบ เรียบง่าย ประกอบไปด้วย ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว รูปภาพ เสียงประกอบ เป็นต้น ในเนื้อหาของ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ เมื่อเปิดขึ้นมาจะนำสู่เมนูหลัก ขั้นตอนแรกจะต้องเข้า ไปวิธีการใช้งาน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ก่อน ส่วนต่อมาจะไปทำแบบทดสอบก่อนเรียน ส่วน ส่วนเนื้อหาเป็น แบบ 1 หน้า ต่อ 1 คำสั่ง และจะมีการอธิบายการใช้ในคำสั่งนั้น ๆ สามารถกดถัดไป หรือย้อนกลับ และ กลับสู่เมนูหลักได้ และส่วนต่อไปให้ทำแบบทดสอบหลังเรียน และเมื่อทำเสร็จ จะเป็นการจบการเรียน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ 5.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่วัดแลละประเมินผลจากรการตอบแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนกลุ่มตัวอย่าง ก่อนเรียนและหลังเรียนจากการเรียนด้วย บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 5.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งมีลักษะ เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ ตัวเลือก เพื่อนำไปใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่ม


6 ตัวอย่างก่อนเรียนและหลังเรียน จากการเรียนด้วยบทเรียนด้วยการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน เรื่องคำสั่งภาษา Python1 สำหรับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 5.4 ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ความรู้สึก ความชอบ ข้อคิดเห็น เกี่ยวกับการเรียน ด้วยการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python1 สำหรับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเครื่องมือที่ใช่ในการประเมินเป็นแบบสอบถามความพึงพอใจ ชนิดมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6.1 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 6.2 เป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาปรับปรุงบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่ง ภาษา Python และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 6.3 ผู้สอนนำบทเรียนคอมพิวเตอน์ช่วยสอน เป็นแนวทางในการประกอบการเรียนสอนในเรื่อง อื่น ๆ ในรายวิชาเกี่ยวกับภาษา Python


7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python สำหรับ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 (นครอุดรธานี) โดยครั้งนี้ผู้วิจัยได้นำเสนอ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ตามลำดับหัวข้อดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2. ทฤษฎีการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3. หลักการวัดและประเมินผลบทเรียน 4. การหาคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับบปรับปรุงใหม่ 2560) 7. คำสั่งภาษา Python 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 1.1 ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน Computer( Assisted Instruction) หรือซีเอไอ (CAI)จัดเป็นสื่อการสอนที่สามารถสนองต่อความแตกต่างในการเรียนรู้ ของแต่ละบุคคลได้เป็นอย่างดีซึ่ง นักวิจัยและนักการศึกษาที่มีความรู้ ด้านคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้สรุปความหมายไว้ดังต่อไปนี้ถนอมพร เลาหจรัสแสง อ้างใน ยอดชาย ขุนสังวาล กล่าวว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหมายถึง สื่อการเรียน การสอน ทางคอมพิวเตอร์ รูปแบบหนึ่งซึ่งใช้ ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียนหรือองค์ความรู้ ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับ การสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุด ดึงดูดความสนใจและกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้ ผู้เรียนเรียนรู้ จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับข้อมูลย้อนกลับ


8 บุญเกื้อ ควรหาเวช (2555) กล่าวว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง วิถีทางของการ สอนรายบุคคล โดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะจัดหา ประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์ มีการแสดงเนื้อหาตามลำดับที่ต่างกันด้วยบทเรียนโปรแกรมที่ เตรียมไว้อย่างเหมาะสม วุฒิชัย ประสารสอย (2555) ได้กล่าวถึงความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่าคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนเป็นการจัดโปรแกรมเพื่อการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อช่วยถ่ายโยงเนื้อหาความรู้ ไปสู่ผู้เรียน นอกจากนี้ Stolurow (2555) ได้กล่าวถึงคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น วิธีการของการสอนรายบุคคลโดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จัดหาประสบการณ์ที่มี ความสัมพันธ์กัน มีการแสดงเนื้อหาตามลำดับต่างกัน บทเรียนโปรแกรมที่เตรียมไว้อย่างเหมาะสมมีการ ใช้สื่อต่างๆซึ่งเป็นการสอนรายบุคคลอย่างแท้จริง สุปรีชา สอนสาระ (2558) ได้กล่าวถึง คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ไว้ว่า สื่อการเรียนการสอนทาง คอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดิทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุดโดยมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อการศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือ การโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK).นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่สามารถตอบสนองความ แตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน ได้ตลอดเวลา จากความหมายดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหมายถึงการนำคอมพิวเตอร์ มาเป็นเครื่องมือสร้างให้ เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้ผู้เรียนนำไปเรียนด้วยตนเองและเกิดการ เรียนรู้ ในโปรแกรมประกอบไปด้วย เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัด แบบทดสอบลักษณะของการนำเสนออาจมี ทั้งตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว สีหรือเสียง เพื่อดึงดูดผู้เรียนเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง การแสดงผลการเรียนให้ทราบทันทีด้วยข้อมูลย้อนกลับ(Feedback) แก่ผู้เรียน และยังมีการจัดลำดับ วิธีการสอนหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละคน ทั้งนี้จะต้องมีการวางแผนการใน การผลิตอย่างเป็นระบบในการนำเสนอเนื้อหา ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนมากขึ้น เพราะความ เจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ ได้แก่เทคโนโลยีมัลติมีเดีย เทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์และ ซอฟต์แวร์


9 คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารข้อมูลทำให้สามารถผลิตคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และทำการ เผยแพร่บทเรียนได้อย่างประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งแนวโน้มในอนาคตต่อไปอันใกล้เราอาจพบเห็น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนำเสนอผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า CAI on Web 1.2 ลักษณะเฉพาะที่สำคัญ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบรายบุคคล ที่นำเอาหลักการ ของบทเรียนโปรแกรมและเครื่องช่วยสอนมาผสมผสานกัน รูปแบบของสื่อ ถูกออกแบบให้ทำงานภายใต้ ทรัพยากร ของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง ข้อมูลการเรียนรู้ จะอยู่ในรูปของไฟล์ข้อมูลที่นำมาลง หรือ ติดตั้ง ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ อาจจะเล่นบนแผ่น CD-Rom/DVD โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะ ตอบสนอง ในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทาง การศึกษาเป็นรายบุคคล โดยมีคุณลักษณะองค์ประกอบที่สำคัญ แบ่งเป็น 2.1 การนำเข้าสู่บทเรียน 2.2 การนำเสนอสาระเนื้อหา 2.3 การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรแกรมกับผู้เรียนรู้ 2.4 การทดสอบประเมินผล คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ โดยยึดหลักการที่สำคัญที่เรียกว่า 4 Is อันได้แก่ 1. สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระที่ได้รับการเรียบเรียง ทำให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ หรือได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผู้สร้างได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ การนำเสนออาจเป็นไป ในลักษณะทางตรง หรือทางอ้อมก็ได้ ทางตรงได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทติวเตอร์ เช่นการอ่าน จำ ทำความเข้าใจ ฝึกฝน ตัวอย่าง การนำเสนอในทางอ้อมได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประเภทเกมและ การจำลอง 2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization) การตอบสนองความแตกต่างระหว่าง บุคคล คือลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันทางการเรียนรู้


10 คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อประเภทหนึ่งจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีลักษณะที่ตอบสนองต่อความ แตก ต่างระหว่างบุคคลให้มากที่สุด 3. การโต้ตอบ (Interaction) คือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การเรียน การสอนรูปแบบที่ดีที่สุดก็คือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ สอนได้มากที่สุด 4. การให้ผลป้อนกลับโดยทันที (Immediate Feedback) ผลป้อนกลับหรือ การให้คำตอบนี้ ถือเป็นการ เสริมแรงอย่างหนึ่ง การให้ผลป้อนกลับแก่ผู้เรียนในทันทีหมายรวมไปถึงการที่คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน ที่สมบูรณ์จะต้องมีการ ทดสอบหรือประเมินความเข้าใจของผู้เรียนในเนื้อหาหรือทักษะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 1.3 ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบ่งไปตามลักษณะวิธีการนำเสนอเนื้อหามีผู้แบ่งประเภทคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้ หลากหลาย บ้างก็ 5 แบบ 7 แบบ ซึ่งก็แตกต่างกันบ้าง คล้ายกันบ้าง ซึ่งในเรื่องประเภทของ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ไพโรจน์ ตีรณธนากุล และไพบูลย์ เกียรติโกมล ได้แบ่งตามลักษณะของวิธีการ นำเสนอเนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอน เป็น 8 ประเภท ดังนี้ 1. แบบการสอน (Instruction)เพื่อใช้สอนความรู้ใหม่แทนครู ซึ่งจะเป็นการพัฒนาแบบSelfStudy Package เป็นรูปแบบของการศึกษาด้วยตนเอง จะเป็นชุดการสอนที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง และทักษะในการพัฒนาที่สูงมาก เพราะจะยากเป็นทวีคูณกว่าการพัฒนาชุดการสอนแบบโมดูลหรือแบบ โปรแกรมที่เป็นตำรา ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทมากในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเฉพาะIMMCAI :Interaction Multi Media CAI บน Internet 2. แบบสอนเสริมหรือทบทวน (Tutorial) เป็นบทเรียนเพื่อทบทวนการเรียนจากห้องเรียนหรือ จากผู้สอนโดยวิธีใด ๆ จากทางไกล หรือทางใกล้ก็ตาม การเรียนมักจะไม่ใช่ความรู้ ใหม่ หากแต่จะเป็น ความรู้ที่เคยได้รับมาแล้วในรูปแบบอื่น ๆแล้วใช้บทเรียนซ่อมเสริมเพื่อตอกย้ำ ความเข้าใจที่ถูกต้องและ สมบูรณ์ดีขึ้น สามารถใช้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ดังนั้น CAI ประเภทนี้จึงไม่สามารถนำมาสอน แทนครูได้ทั้งหมด เพียงแต่นำมาใช้สอนเสริมหรือใช้ทบทวนในรายวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอน มาแล้วในชั้นเรียนปกติ 3. แบบฝึกหัดและฝึกปฏิบัติ (Drill and Practice) เพื่อใช้เสริมการปฏิบัติหรือเสริมทักษะ กระทำบางอย่างให้เข้าใจยิ่งขึ้นและเกิดทักษะที่ต้องการได้ เป็นการเสริมประสิทธิผลการเรียนของผู้เรียน


11 สามารถใช้ในห้องเรียน เสริมขณะที่สอนหรือนอกห้องเรียน ณ ที่ใด เวลาใดก็ได้ สามารถใช้ฝึกหัดทั้ง ทางด้านทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมทั้งทางช่างอุตสาหกรรมด้วย 4. แบบสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) เพื่อใช้สำหรับการเรียนรู้ หรือ ทดลองจาก สถานการณ์ที่จำลองจากสถานการณ์จริง ซึ่งอาจจะหาไม่ได้หรืออยู่ไกล ไม่สามารถนำเข้ามาในห้องเรียน ได้ หรือมีสภาพอันตราย หรืออาจสิ้นเปลืองมากที่ต้องใช้ของจริงซ้ำ ๆ สามารถใช้สาธิตประกอบการสอน ใช้เสริมการสอนในห้องเรียน หรือใช้ซ่อมเสริมภายหลังการเรียนนอกห้องเรียน ที่ได้เวลาใด ก็ได้ 5. แบบสร้างเป็นเกม (Game) การเรียนรู้บางเรื่อง บางระดับ บางครั้ง การพัฒนาเป็นลักษณะ เกม สามารถเสริมการเรียนรู้ได้ดีกว่า การใช้เกมเพื่อการเรียน สามารถใช้สำหรับการเรียนรู้ความรู้ใหม่ หรือเสริมการเรียนในห้องเรียนก็ได้ รวมทั้งสามารถสอนทดแทนครูในบางเรื่องได้ด้วยจะเป็นการเรียนรู้ จากความเพลิดเพลิน เหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีระยะเวลาความสนใจสั้น เช่น เด็กหรือในภาวะ สภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวย เป็นต้น 6. แบบการแก้ปัญหา (Problem Solving)เป็นการฝึกการคิด การตัดสินใจ สามารถใช้กับ วิชาการต่าง ๆ ที่ต้องการให้สามารถคิดแก้ปัญหา ใช้เพื่อเสริมการสอนในห้องเรียน หรือใช้ในการฝึกทั่ว ๆ ไป นอกห้องเรียนก็ได้ เป็นสื่อสำหรับการฝึกผู้บริหารได้ดี 7. แบบทดสอบ (Test) เพื่อใช้สำหรับตรวจวัดความสามารถของผู้เรียน สามารถใช้ประกอบการ สอนในห้องเรียน หรือใช้ตามความต้องการของครู หรือของผู้เรียนเอง รวมทั้งสามารถใช้นอกห้องเรียน เพื่อตรวจวัดความสามารถของตนเองได้ด้วย 8. แบบสร้างสถานการณ์เพื่อให้ค้นพบ (Discovery) เป็นการจัดทำเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ จากประสบการณ์ของตนเอง โดยการลองผิดลองถูก หรือเป็นการจัดระบบ นำล่องเพื่อชี้นำสู่การเรียนรู้ สามารถใช้เรียนรู้ความรู้ใหม่หรือเป็นการทบทวนความรู้เดิม และใช้ ประกอบการสอนในห้องเรียนหรือ การเรียนนอกห้องเรียน สถานที่ใด เวลาใด ก็ได้ (ไพโรจน์ตีรณธนากุล และไพบูลย์ เกียรติโกมล, 2539) รูปแบบจะเหมือนกับการออกแบบ บทเรียนโปรแกรม เพียงแต่ CAI สามารถที่จะก้าวข้ามไปได้ รวดเร็ว สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนทันทีทันใด และสามารถคำนวน กำหนดเส้นทางให้ผู้เรียนศึกษา เรียนรู้เนื้อหา ไปตามโครงสร้าง เงื่อนไขของความรู้ โดยอัตโนมัติ โดยมีรูปแบบ 3 รูปแบบ คือ 1. บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง (linear program) บทเรียนชนิดนี้มีลักษณะที่เรียบง่ายมีการ เรียงลำดับเนื้อหา โดยผู้เรียนต้องเริ่มเรียนตั้งแต่เรื่องแรก สาระแรก และกิจกรรมแรก เรียงไปจนครบ ซึ่งผู้เรียนจะไม่สามารถข้ามลำดับเนื้อหาได้ บทเรียนสำเร็จรูปแบบนี้ ออกแบบง่าย ไม่ยุ่งยากแต่บทเรียน


12 แบบเส้นตรงจะไม่สนองต่อผู้เรียนที่มีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาบางส่วน จึงไม่สามารถก้าวข้ามเนื้อหาได้ ลักษณะของการเรียนบทเรียนเป็นแบบให้ความรู้ แล้วติดตามด้วยกิจกรรมตอบคำถามหากผู้เรียนตอบ ผิดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใด จะถูกกำหนดให้ย้อนกับไปทบทวนหรือศึกษาในเนื้อหานั้น ๆ ก่อน จนกว่าจะสามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง จึงจะมีสิทธิ์ไปศึกษาเรียนรู้ในเนื้อหาถัดไปได้ บทเรียนแบบเส้นตรงเหมาะสำหรับการเรียนรู้ที่ต้องใช้ความจำ ความเข้าใจ เป็นหลักไม่เหมาะ กับการเรียนรู้แบบความเข้าใจ ภาพที่ 1 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเส้นตรง 2. บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา (branching program) เป็นบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหา เป็นส่วน ๆ เช่นเดียวกับแบบเส้นตรง แต่จะทำการออกแบบลำดับเนื้อหา พร้อมตรวจสอบความเข้าใจ ของผู้เรียน หากผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมผ่าน ก็จะมีคำสั่งให้ผู้เรียนไปศึกษาในเนื้อหาถัดไป หรือข้าม เนื้อหาบางเรื่องไป แต่ถ้าผู้เรียนยังสับสน ไม่เข้าใจเนื้อหาพื้นฐาน ก็จะกำหนดให้ไปศึกษายังจุดที่เป็น สาระพื้นฐาน หรือหากผู้เรียนไม่เข้าใจในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งก็จะกำหนดให้ไปศึกษาเฉพาะเรื่องนั้น ๆ 3. บทเรียนแบบสาขาจะสนองต่อผู้เรียนที่มีพื้นความรู้ดี หรือมีพื้นความรู้เดิมในเรื่องที่ กำลังศึกษา หากผู้ออกแบบบทเรียนได้ทำการออกแบบให้ยืดหยุ่น รองรับการข้ามเนื้อหาเมื่อผ่านการ ทดสอบอย่างอิสระแล้ว บทเรียนลักษณะนี้ จะตอบสนองกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนได้หลากหลาย ระดับสติปัญญา ลักษณะของการเรียนบทเรียนเป็นแบบให้ความรู้ ในแต่ละเรื่องแล้วทำกิจกรรม เช่นเดียวกับแบบเส้นตรง เพียงแต่ผู้เรียนมีสิทธิที่จะไม่เรียนในบางเรื่องที่มีความรู้แล้ว มีสิทธิที่จะข้าม การทำกิจกรรมในส่วนที่มีความรู้ได้ หรือผู้ออกแบบอาจออกแบบเฉพาะให้ผู้เรียนทำเฉพาะกิจกรรมโดย ไม่ต้องศึกษาเนื้อหาก็ได้


13 ภาพที่ 2 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบสาขา นอกจากรูปแบบบทเรียนแบบสาขาภาพบนแล้ว บทเรียนสาขายังมีรูปแบบชนิดเลือก เรียนรู้ในบางสาระเนื้อหา โดยอิสระได้อีกด้วย เหมาะสำหรับการเรียนรู้เฉพาะเรื่อง ที่ไม่ต้องมีการวัดผล ประเมินผล ผู้เรียนจะศึกษาเฉพาะเนื้อหาที่สนใจ เหมาะสำหรับกระบวนการศึกษาตามอัธยาศัย ภาพที่ 3 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบสาขาแบบชนิดเลือกเรียนรู้


14 1.4 องค์ประกอบและการพัฒนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การสร้างสื่อการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็น กระบวนการเรียนการสอน โดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลางในการนำเสนอเนื้อหาสาระ ที่เสมือนเป็น ตัวแทนของครู ดังนั้นในการออกแบบเพื่อสร้างสื่อ ครูผู้สอน หรือผู้มีประสบการณ์ในเนื้อหาวิชานั้นๆ เป็นผู้มีส่วนร่วม หรือผู้ดำเนินการ ซึ่งควรมีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้ 1. การนำเสนอเนื้อหา ต้องมีปริมาณพอดีกับหน้าจอแสดงผล 2. โครงสร้างสภาพแวดล้อม (ปุ่มควบคุม ขนาด สีสันและรูปแบบตัวอักษร) ต้องมีความคงที่ ลักษณะคงเดิมไม่เคลื่อนย้ายไปมา 3. สื่อที่สร้างต้องมีความเป็นมัลติมีเดีย เพื่อเร้าในการเรียนรู้ ได้แก่ เนื้อหา ภาพนิ่ง คำถาม ภาพเคลื่อนไหว 4. มีการประเมินผลการเรียนรู้ผู้เรียนโดยทันที ได้แก่ การตัดสิน คำตอบ 5. ให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อการเสริมแรง ได้แก่ การให้รางวัลหรือคะแนน 6. ผู้เรียนสามารถเข้าถึง เลือกทบทวนบทเรียน ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 1.5 วิธีการเรียนรู้ แม้ว่า CAI เป็นวิธีการเรียนการสอน ในรูปของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยครูสอน แต่ ไม่ได้หมายความว่า CAI นี้ จะสามารถทำหน้าที่แทนครูได้ทั้งหมด ครูยังจำเป็นที่ต้องคอยแนะนำ สรุปผล การเรียนรู้ของผู้เรียน ที่สำคัญ ครูต้องมีส่วนในการพัฒนา จัดสร้างสื่อ CAI ทั้งในขั้นการออกแบบการ เตรียมเนื้อหา เพี่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของการเรียนรู้ในเนื้อหานั้น ๆ ในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนหรือ CAI เป็นอีกวิธีการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ได้ศึกษาเรียนรู้หรือแสวงหา ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งโดยธรรมชาติของ CAI นี้ มาจากหลักการที่มีการส่งผ่านปริมาณเนื้อหาที่ละส่วน มี กิจกรรมหลากหลาย ที่สามารถตรึงพฤติกรรมต่อการเรียนรู้ มีกระบวนการย้อนกลับเพื่อแสดงผลสัมฤทธิ์ หรือความก้าวหน้าในการเรียนรู้ เนื่องจาก CAI เป็นวิธีการที่วางอยู่บนสื่อที่ให้ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้สร้างบทเรียน จะต้องมีส่วนแนะนำการใช้บทเรียน มีส่วนช่วยเหลือที่สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ซึ่ง ต้องมาจากการออกแบบในการเข้าถึงควบคุมกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ จะทำหน้าที่จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีความเป็นมิตร


15 ซึ่งผู้ออกแบบจะต้อง มุ่งให้ผู้เรียนมากกว่าผู้สอนผู้ออกแบบบทเรียนสำเร็จรูป และผู้สอนจึง ต้องจัดสภาพการเรียนให้ผู้เรียน ได้บรรลุจุดมุ่งหมายตามที่วางไว้ ก่อนอื่นผู้สอนควรได้คุ้นเคยกับการใช้ บทเรียนสำเร็จรูปเป็นอย่างดี และบูรณาการบทเรียนสำเร็จรูปเข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอนแบบอื่น เช่น การบรรยายหรือการอภิปรายได้ เป็นต้น ก่อนเริ่มเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปครั้งแรก ผู้สอนควรอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจถึงวิธีการใช้ บทเรียนสำเร็จรูป เช่น เขียนคำตอบไว้ในเล่มหรือแยกต่างหากในกระดาษเขียนคำตอบและควรอธิบาย ให้ผู้เรียนทราบว่า คำถามในบทเรียนนั้นไม่ใช่ข้อทดสอบ ดังนั้นผู้เรียนไม่ควรกลัวว่าจะตอบผิดเพราะไม่ เกี่ยวกับการให้คะแนน หรือ ให้เกรดแต่อย่างใดถ้าผู้เรียนตอบผิดโปรแกรมก็จะช่วยให้คำตอบที่ถูกต้อง บทเรียนสำเร็จรูปนั้นมีไว้เพื่อการเรียนไม่ใช่เพื่อการสอน ผู้เรียนควรได้เรียนไปได้ช้าหรือเร็วตาม ความสามารถของตนเอง ไม่ควรจะเร่งรัดหรือถ่วงให้ช้าโดยผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ถาม เมื่อมีข้อ สงสัยอาจเกิดจากความกำกวมหรือผิดพลาดของบทเรียน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการแก้ไขบทเรียนให้ดีขึ้น ไป อีกประการหนึ่งควรมีการย้ำให้ผู้เรียนตระหนักถึงความซื่อสัตย์ต่อตนเองโดยไม่แอบดู คำตอบก่อน ควรได้คิดหรือตอบคำถามด้วยตนเองก่อนที่จะดูคำตอบ การแอบดูคำตอบก่อนจะทำให้ ผู้เรียนไม่ได้อะไรจากการใช้บทเรียนสำเร็จรูปเพราะผู้เรียนจะเสียโอกาสในการเรียนไป 1.6 ส่วนประกอบในการจัดทำสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การจัดทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะต้องมีการวางแผน โดยคำนึงถึงส่วนประกอบ ในการจัดทำ ดังนี้ 1.6.1 บทนำเรื่อง (Title) เป็นส่วนแรกของบทเรียน ช่วยกระตุ้น เร้าความสนใจ ให้ผู้เรียน อยากติดต่อเนื้อหาต่อไป 1.6.2 คำชี้แจงบทเรียน (Instruction) ส่วนนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการใช้บทเรียน การทำงาน ของบทเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียน 1.6.3 วัตถุประสงค์บทเรียน (Objective) แนะนำ อธิบายความคาดหวังของบทเรียน 1.6.4 รายการเมนูหลัก (Main Menu) แสดงหัวเรื่องย่อยของบทเรียนที่จะให้ผู้เรียนศึกษา 1.6.5 แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre Test) ส่วนประเมินความรู้ขั้นต้นของผู้เรียน เพื่อดูว่า ผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานในระดับใด


16 1.6.6 เนื้อหาบทเรียน (Information) ส่วนสำคัญที่สุดของบทเรียน โดยนำเสนอเนื้อหาที่ จะนำเสนอ 1.6.7 แบบทดสอบท้ายบทเรียน (Post Test) ส่วนนี้จะนำเสนอเพื่อตรวจผลวัดสัมฤทธิ์ การเรียนรู้ของผู้เรียน 1.6.8 บทสรุป และการนำไปใช้งาน (Summary - Application) ส่วนนี้จะสรุปประเด็น ต่าง ๆ ที่จำเป็น และยกตัวอย่างการนำไปใช้งาน 1.7 ลักษณะของการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ดี 1.7.1 สร้างขึ้นตามจุดประสงค์ของการสอน 1.7.2 เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน 1.7.3 มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนให้มากที่สุด 1.7.4 มีลักษณะเป็นการสอนรายบุคคล 1.7.5 คำนึงถึงความสนใจของผู้เรียน 1.7.6 สร้างความรู้สึกในทางบวกกับผู้เรียน 1.7.7 จัดทำบทเรียนให้สามารถแสดงผลย้อนกลับไปยังผู้เรียนให้มาก ๆ 1.7.8 เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอน 1.7.9 มีวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้เรียนอย่างเหมาะสม 7.10 ใช้สมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่ และหลีกเลี่ยงข้อจำกัดบางอย่างของ เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่บนพื้นฐานของการออกแบบการสอนคล้ายกับการผลิตสื่อชนิดอื่น ๆ ควรมีกา ประเมินผลทุกแง่ทุกมุม 1.8 ข้อดีของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 1.8.1 ผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียนด้วยตัวเองได้โดยไม่จำกัดเวลา โดยไม่ต้องรอครูหรือ เข้าชั้นเรียน 1.8.2 ช่วยให้ครูผู้สอนไม่ต้องเสียเวลากับการงานบริหาร ครูผู้สอนจะได้มีเวลาไปปรับปรุง บทเรียนให้ทันสมัย และมีเวลาให้กับนักเรียนมากขึ้น เช่น การจัดเลือกข้อสอบ การตรวจและให้คะแนน


17 และวิเคราะห์ข้อสอบ การเก็บประวัตินักเรียนเฉพาะวิชาที่สอนเพื่อดูพัฒนาการด้านการเรียนและการให้ คำปรึกษา และช่วยในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอนของวิชาที่สอน 1.8.3 การนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดการเรียนการสอนจะทำให้ครูผู้สอนสามารถ วิเคราะห์ผู้เรียนเพื่อออกบบและพัฒนาระบบการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับวัตถุประสงค์และ ความต้องการของผู้เรียน 1.8.4 คอมพิวเตอร์ จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนให้แก่ผู้เรียน เนื่องจากการเรียนด้วย คอมพิวเตอร์นั้นเป็นประสบการณ์ที่แปลกและใหม่ 1.8.5 ความสามารถของหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยในการ บันทึกคะแนน และพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียนไว้เพื่อใช้ในการวางแผนบทเรียนขั้นต่อไปได้อย่างเที่ยงตรง 1.8.6 ความสามารถในการเก็บข้อมูลของเครื่อง ทำให้สามารถนำมาใช้ในลักษณะของ การศึกษารายบุคคลได้เป็นอย่างดี โดยสามารถกำหนดบทเรียนให้แก่ผู้เรียนแต่ละ คนและแสดงผล ความก้าวหน้าให้เห็นได้ทันที 1.8.7 ลักษณะของโปรแกรมบทเรียนที่ให้ความเป็นส่วนตัวแก่ผู้เรียน เป็นการช่วยให้ ผู้เรียนที่เรียนช้า สามารถเรียนไปตามความสามารถของตน 1.8.8 เป็นการช่วยขยายขีดความสามารถของผู้สอนในการคบคุมผู้เรียนได้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสามารถบรรจุข้อมูลได้ง่ายและสะดวกในการนำมาใช้ 1.8.9 หากไม่เข้าใจสามารถดูหรือเรียนซ้ำได้ บทเรียนใดเข้าใจแล้ว สามารถผ่านไปเรียน บทอื่นได้โดยไม่ต้องรอให้บทนั้น ๆ จบก่อน 1.9 คุณค่าของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้ในการเรียนการสอนพบว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมี คุณค่าทางการสอน คือ 1.9.1 ให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างรวดเร็ว เมื่อนักเรียนมีปัญหา หรือไม่เข้าใจในบทเรียนหรือ เมื่อนักเรียนตอบคำถามได้ถูกต้องเครื่องจะรายงานผลให้ทราบทันที ซึ่งเป็นการกระตุ้น ให้ผู้เรียนมีความ ต้องการ ที่จะเรียนต่อไป


18 1.9.2 ลดปัญหาระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนกับนักเรียน เพราะเป็นการ เรียนแบบเอกัตบุคคลผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทันกันได้9.3 ผู้เรียนที่เรียนดี จะเรียนได้เร็วกว่าการสอนปกติ และช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา โดยการจัดโปรแกรมเสริมในส่วนที่ยังไม่เข้าใจและยังเป็นอุปกรณ์เสริม สำหรับนักเรียนที่เรียนเก่งให้สามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง 1.9.4 เป็นสื่อการสอนที่ดี เพราะสื่อการสอนชนิดอื่นไม่สามารถทำได้ เช่น การสร้าง สถานการณ์จำลอง การเลียนแบบของจริง ตลอดจนการช่วยตัดสินใจการเสนอเนื้อหาใหม่ ๆ หรือจะให้ ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาเดิมอีกก็ได้ 1.9.5 ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปรับปรุงเนื้อหาบทเรียน สามารถทำได้รวดเร็ว 1.9.6 ความทันสมัยของคอมพิวเตอร์จะช่วยให้สื่อน่าสนใจยิ่งขึ้น 1.9.7 สามารถใช้สื่ออื่น ๆ ร่วมกันได้ เช่น เสียง ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น 1.9.8 สามารถสื่อสาร และถ่ายโอนข้อมูลในระบบสารสนเทศได้ดี จากคุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนดังกล่าว ทำให้แตกต่างไปจากสื่อการสอนอื่น ๆ คือ สามารถโต้ตอบ และแสดงผลลัพธ์ บางอย่างให้ผู้เรียนดูได้ทันที ทำให้น่าตื่นเต้น สนุกสนาน เร้าความ สนใจให้ อยากเรียน ด้วยเหตุนี้ จึงมีการศึกษาผลของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งพอสรุปได้ว่า การ ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีส่วนเสริมให้มีการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลดีกว่า การสอนแบบอื่น 1.10 ข้อเสียของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 1.10.1 ผู้เรียนจะไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ลดโอกาสในการ แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะผู้เรียนที่อยู่ในวัยเด็ก จะทำให้การเรียนรู้ระบบการทำงาน เป็นกลุ่มลดลง ขาดพัฒนาการด้านนี้ 1.10.2 การเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เพราะจะไม่สามารถบังคับหรือกำหนดเวลาการเรียนให้ตัวเองได้ 1.10.3 คอมพิวเตอร์ช่วยสอน แม้จะมีความยืดหยุ่นและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้ พอสมควรแต่ก็ไม่เหมือนกับการเรียนในชั้นเรียนโดยตรงกับครู ซึ่งความยืดหยุ่นของการเรียนกับ ครูผู้สอนโดยตรงจะมีความยืดหยุ่นอย่างมากเนื่องจากเป็นการระหว่างคนกับคน มิใช่คนกับคอมพิวเตอร์


19 1.10.4 ถึงแม้ว่าขณะนี้ราคาเครื่องคอมพิวเตอร์และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์จะลดลงมากแล้วก็ตาม แต่การที่จะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาในบางสถานที่นั้น จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายตลอดจน การดูแลรักษาด้วย 1.10.5 การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนนั้นนับว่ายังมี น้อยเมื่อเทียบกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ในวงการด้านอื่น ๆ ทำให้โปรแกรมบทเรียนการสอนใช้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีจำนวนและขอบเขตจำกัดที่จะ นำมาใช้เรียนในวิชาต่าง ๆ 1.10.6 ในขณะนี้ยังขาดอุปกรณ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับเดียวกัน เพื่อให้สามารถ ใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบกัน เป็นต้นว่า ซอฟต์แวร์ที่ผลิตขึ้นมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบของไอบีเอ็มไม่สามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบของแม็กคินทอชได้ 1.10.7 การที่จะให้ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมบทเรียนเองนั้น นับว่าเป็นงานที่ต้อง อาศัยเวลา สติปัญญา และความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนให้มีมากยิ่งขึ้น 1.10.8 เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นการวาง โปรแกรมบทเรียนไว้ล่วงหน้า จึงมี ลำดับขั้นตอนในการสอนทุกอย่างตามที่วางไว้ ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงไม่สามารถช่วยใน การพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้ 1.10.9 ผู้เรียนบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ อาจจะไม่ชอบโปรแกรมที่ เรียนตามขั้นตอนทำให้เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ได้ 1.11 ข้อพึงระวังของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน 1.11.1 ผู้สอนจะต้องมีความพร้อม ความชำนาญในการสอนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 1.11.2 ผู้สอนควรมีการวางแผน และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียนให้รอบคอบ ก่อนนำ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้อย่างเหมาะสม 1.11.3 การผลิตคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก หากคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนไม่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสมจะทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ต้องการใช้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นๆ 1.11.4 ผู้ที่สนใจสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรที่คำนึงเวลาในการผลิตว่า คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนที่ได้มาตรฐานนั้นต้องใช้เวลาเท่าไร


20 2. ทฤษฎีการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2.1 ทฤษฎีการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ทฤษฎีการเรียนรู้ เบนจามิน บลูม และคณะ (Bloom et al, 1956) ได้จำแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ ออกเป็น 3 ด้าน คือ 2.1. ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็น ความสามารถทางสติปัญญา พฤติกรรมทางพุทธิพิสัย 6 ระดับ ได้แก่ 1. ความรู้ความจำ ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้และ ระลึกสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์ ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของ เรื่องราวต่างๆได้ สามารถเปิดฟังหรือ ดูภาพเหล่านั้นได้ เมื่อต้องการ 2. ความเข้าใจ เป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญของสื่อ และสามารถแสดงออกมาในรูป ของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอื่น ๆ 3.. การนำความรู้ไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในการแก้ปัญหาใน สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะสามารถนำไปใช้ได้ 4. การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเป็น องค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์ จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน 5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้าเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างมี ระบบ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ง่าย การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนินงานขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสร้างความสัมพันธ์ ของสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นมาในรูปแบบ หรือ แนวคิดใหม่ 6. การประเมินค่า เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรือ อาจเป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับก็ได้


21 2.2 จิตพิสัย (Affective Domain) (พฤติกรรมด้านจิตใจ) ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้งทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียน การสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอดเวลาจะทำให้พฤติกรรม ของผู้เรียนเปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้ ด้านจิตพิสัยจะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ ได้แก่ 1. การรับรู้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฎการณ์ หรือสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นไปใน ลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกที่ เกิดขึ้น 2. การตอบสนอง เป็นการกระทำที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อสิ่งเร้า นั้น ซึ่งเป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว 3. การเกิดค่านิยม การเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม การยอมรับนับถือในคุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนกลายเป็นความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีในสิ่งนั้น 4. การจัดระบบ การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ถ้าเข้ากันได้ ก็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า 4.1 บุคลิกภาพ การนำค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจำตัว ให้ประพฤติ ปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามพฤติกรรมด้านนี้ จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเริ่มจากการได้รับรู้จาก สิ่งแวดล้อม แล้วจึงเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นค่านิยม และ ยังพัฒนาต่อไปเป็นความคิด อุดมคติ ซึ่งจะเป็นควบคุมทิศทางพฤติกรรมของคนคนจะรู้ดีรู้ชั่วอย่างไรนั้น ก็เป็นผลของพฤติกรรมด้านนี้ 4.2 ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อประสาท) พฤติกรรมที่บ่ง ถึงความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลา และคุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะ พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ขั้น ดังนี้ 1. การรับรู้ เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ เป็นการเลือกหาตัวแบบที่สนใจ 2. กระทำตามแบบ หรือ เครื่องชี้แนะ เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจและ พยายามทำซ้ำ เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนำ


22 3. การหาความถูกต้อง พฤติกรรมสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะเมื่อได้ กระทำซ้ำแล้ว ก็พยายามหาความถูกต้องในการปฏิบัติ 4. การกระทำอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะกระทำตามรูปแบบ นั้นอย่างต่อเนื่อง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว การที่ผู้เรียนเกิด ทักษะได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนและกระทำอย่างสม่ำเสมอ 5. การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่องจนสามารถปฏิบัติ ได้ คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่างธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นความสามารถของการปฏิบัติในระดับสูง 3. หลักการวัดและประเมินผลบทเรียน เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ถือเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่งที่ประยุกต์ใช้ในด้าน การศึกษาดังนั้นเมื่อพัฒนาบทเรียนแล้องประเมินเพื่อตรวจสอบโครงสร้างภายในวจะตประเมินผลลัพธ์ ประเมินสิ่งต่างๆ ที่ประกอบเป็นโครงสร้างภายในเช่นด้านเนื้อหาด้านการออกแบบจอภาพความสะดวก ใน การใช้งานเป็นต้นการประเมินโดยใช้แบบสอบถามส่วนใหญ่จะใช้แบบมาตราส่วนประมาณค่า สอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้บทเรียน ได้แก่ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาโปรแกรมผู้เชี่ยวชาญในด้าน บทเรียน ผู้สอน และผู้เรียนทั่ว ๆ ไป ทั้งนี้ผู้ออกแบบจะต้องเลือกกุ่มตัวอย่างอย่างเหมาะสมและ สอดคล้องกับรายการที่จะ ประเมินรายละเอียดที่ผู้ออกแบบสามารถเลือกใช้ในการประเมินบทเรียน จําแนกเป็นด้านได้ดังนี้ 3.1 การประเมินผลโครงสร้างบทเรียน ดังที่กล่าวมาแล้วว่าบทเรียนถือว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่งดังนั้นบทเรียนจึง ประกอบด้วยโมดูลต่างๆ ประกอบกันเป็นโครงสร้างบทเรียน ในแต่ละโมดูลทําหน้าที่เพียงอย่าง เดียว หรืออาจจะมีการส่งผ่านค่าเพื่อติดต่อสื่อสารกับโมดูลอื่นๆ ในโครงสร้างเดียวกันการประเมินโครงสร้าง บทเรียนเป็นการประเมินองค์ประกอบภายในบทเรียนได้แก่โครงสร้างของบทเรียนการออกแบบขั้นตอน การ ทํางานการเขียนโปรแกรม การประเมินในด้านนี้เป็นการประเมินด้านเทคนิคเป็นหลักดังนั้นจึงเรียก วิธีการ ประเมินแบบนี้ว่าไวท์บ๊อคหรือกล่องขาว (whitebox)หมายถึงการทดสอบกล่องขาวโดยเปรียบ บทเรียน เป็นเสมือนกล่องขาวในการประเมินจะกระทําเฉพาะภายในกล่องขาวเท่านั้นจะไม่พิจารณาสิ่ง ต่างๆ ที่ อยู่ภายนอกกล่องขาว ได้แก่ส่วนข้อมูลนําเข้าและการประเมินผลการประเมินแบบไวท์บ๊อคเป็น การ ประเมินโดยผู้เชี่ยวช้าญดนเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งจะต้องเชี่ยวชาญด้านภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้เขียนโปรแกรมบทเรียนที่จะประเมิน


23 3.2 การประเมินผลลัพธ์ของบทเรียน การประเมินลักษณะนี้จะตรงกันข้ามกับแบบไวท์บ๊อคโดยเรียกการประเมินแบบนี้ว่าแบล็คบ๊อคหรือก ล่องดํา (blackbox) ซึ่งเปรียบบทเรียนเป็นกล่องดําและการประเมินทําการประเมินเฉพาะปัจจัยที่อยู่ ภายนอกกล่องดําเท่านั้นได้แก่ข้อมูลนําเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากบทเรียนโดยพิจารณาปัจจัยนําเข้าทําให้ ได้ผลลัพธ์จากบทเรียนเป็นอย่างไรถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไรสอดคล้องกับความต้องการหรือไม่ อย่างไร ในการประเมินผลแบบแบล็คบ๊อคประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญได้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้าน บทเรียนผู้สอน และผู้ใช้บทเรียนโดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (มนต์ชัย เทียนทอง, 2548: 334-336) 3.3 การประเมินองค์ประกอบ การประเมินองค์ประกอบหมายถึงการประเมินตามแนวทางการศึกษาที่เน้นประเมินในด้าน เนื้อหาและแบบทดสอบในด้านการออกแบบเช่นสีเสียงหรือภาพเป็นต้นด้านการจัดการของบทเรียน ตลอดจนด้านการจัดทําเอกสารดังรายละเอียดต่อไปนี้ 3.3.1 ด้านเนื้อหาเนื้อหาถือเป็นส่วนที่สําคัญในการพัฒนาบทเรียนเนื่องจากเนื้อหาเป็นส่วนที่จะให้ ความรู้แก่ผู้เรียนดังนั้นในการประเมินจะประเมินในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 3.3.1.1 ด้านความเหมาะสมของเนื้อหา หมายถึงการประเมินในด้านความเหมาะสมของเนื้อหา กับผู้เรียนบทเรียนที่ดีควรจะมีคุณลักษณะอย่างหนึ่งคือมีเนื้อหาที่ตรงกับระดับของผู้เรียนโดยมีการใช้ ภาษาที่ เหมาะสม มีการสอดแทรกการอธิบายด้วยภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว 3.3.1.2 ด้านความถูกต้องของเนื้อหาความถูกต้องของเนื้อหาเป็นประเด็นสําคัญที่จะต้องมีการ ตรวจสอบและประเมินผลเนื้อหาที่นําเสนอในบทเรียนจะต้องเป็นเนื้อหาที่ถูกต้องและครบถ้วนไม่ คลุมเครือนอกจากนี้จะต้องใช้ภาษาสะกดคําหรือใช้ไวยากรณ์ได้อย่างถูกต้องด้วย 3.3.1.3 คุณค่าของเนื้อหาหมายถึงเนื้อหาที่นําเสนอในบทเรียนมีคุณค่าเพียงไรต่อผู้เรียน เช่น เนื้อหาที่มุ่งแต่ความเพลิดเพลินความรุนแรงหรือเนื้อหาที่นําเสนอในแง่การเหยียดผิว เชื้อชาติเป็นต้นซึ่ง เนื้อหาที่กล่าวถึงนี้ถือว่าเป็นเนื้อหาที่ไม่มีคุณค่าและไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนแต่อย่างใดโยเฉพาะอย่าง ยิ่งถ้า ผู้เรียนเด็กเล็กผู้ออกแบบเป็นควรจะระมัดระวังดังนั้นการประเมินคุณค่าของเนื้อหาของบทเรียน จึงเป็นสิ่งที่สําคัญ 3.3.2 ด้านการออกแบบหมายถึงการออกแบบลักษณะโครงสร้างของจอภาพที่นําเสนอ การใช้สีและ ตัวอักษรและการใช้สื่อประสมดังรายละเอียดต่อไปนี้


24 3.3.2.1 การใช้พื้นที่หน้าจอเนื่องจากจอภาพคอมพิวเตอร์เป็นส่วนที่จะใช้ติดต่อกับผู้เรียนดังนั้น การออกแบบการใช้พื้นที่ของจอภาพจึงควรออกแบบให้มีความง่ายและสะดวก ต่อการใช้ของผู้เรียน จัดรูปแบบการนําเสนอของจอภาพอย่างเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนและเป็นรูปแบบการนําเสนอตลอดทั้ง บทเรียน 3.3.2.2 การใช้สีและตัวอักษรการออกแบบเพื่อการใช้สีและตัวอักษรถือว่าเป็นองค์ประกอบ หนึ่งในการนําเสนอของจอภาพสีที่ใช้ควรเป็นสีที่สบายตาและผ่อนคลายผู้เรียน นอกจากนี้จะต้องเน้น ความสวยงามและความชัดเจน ในส่วนของตัวอักษรก็เช่นกันควรจะเป็น ตัวอักษรที่มีขนาดเหมาะสม และใช้สีของตัวอักษรโดยมีหลักคือสีของตัวอักษรเข้มบนสีพื้นที่อ่อนหรือใช้สี ตัวอักษรอ่อนบนสีพื้นเข้ม 3.3.2.3 การใช้สื่อประสม หมายถึง การใช้เสียงภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว หรือข้อความในบทเรียน ทําให้บทเรียนมีการอธิบายที่หลากหลาย แต่อย่างไรก็ตามการใช้สื่อประสมควรจะ พิจารณาให้เหมะสม กับวัยหรือระดับของผู้เรียน สถานการณ์ในบทเรียนและควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ควบคุมการแสดงผล บนจอภาพในด้านสื่อประสมด้วยตนเองได้ 3.3.3 ด้านกิจกรรมการออกแบบบทเรียนส่วนหนึ่งที่จะต้องออกแบบควบคู่กันไป ได้แก่ กิจกรรมที่จะ ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์เพื่อให้มีส่วนร่วมหรือเพื่อทําการทดสอบความรู้ผู้เรียนกิจกรรมที่ออกแบบใน บทเรียนจะต้องสอดคล้องกับเนื้อหาที่กําลังนําเสนอ และถ้าเป็นกิจกรรม การตอบคําถามหรือ แบบทดสอบจะต้องเป็นแบบทดสอบที่ผ่านการหาความยากง่ายค่าอํานาจจําแนกหรือค่า ความเชื่อมั่นมา ก่อนเป็นคําถามที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเนื้อหาที่นําเสนอนอกจากนี้จกรรมต่าง ๆที่ผู้เรียนได้มี ปฏิสัมพันธ์ควรจัดให้มีการเสริมแรง (reinforcement) ในจังหวะที่เหมาะสมกับเวลาและ ระดับของ ผู้เรียน 3.3.4 ด้านการจัดการบทเรียน หมายถึงวิธีการควบคุมบทเรียนความชัดเจนของคําสั่งในตัวบทเรียน การจัดทําเอกสารประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมีการออกแบบอย่างเหมาะสมและสมบูรณ์ ดังนี้ 3.3.4.1. ส่วนของวิธีการควบคุมบทเรียนหมายถึงผู้เรียนมีโอกาสในการควบคุม บทเรียนเป็น อย่างไรบทเรียนเสนอหัวข้อหลักหรือหัวข้อย่อยสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไรตลอดจนการมีสิ่ง อํานวย ความสะดวกในบทเรียนที่ให้ผู้เรียนได้จัดการเองได้เช่นการปรับแต่งเรื่องการตั้งเวลาให้ความช่วยเหลือ เป็นต้น


25 3.3.4.2. ความชัดเจนของคําสั่งในบทเรียนหมายถึงการที่ผู้เรียนสามารถจัดการบทเรียนได้ง่าย ไม่สับสนโดยไม่ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากผู้สอนหรือผู้เรียนที่ไม่มีพื้นความรู้ด้าน คอมพิวเตอร์ก็ สามารถใช้งานบทเรียนได้ 3.3.4.3. ส่วนการจัดทําเอกสารถือเป็นส่วนหนึ่งที่จําเป็นต้องจัดทําเนื่องจากสามารถ ใช้เอกสาร เป็นแหล่งอ้างอิงได้และสามารถใช้เป็นคู่มือในการใช้บทเรียนได้เอกสารที่ดีควรประกอบด้วยรายละเอียด ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จําเป็นการแนะนําบทเรียนวัตถุประสงค์ของบทเรียนการใช้งานบทเรียนและ ปัญหา ที่อาจจะพบได้ในการใช้บทเรียน จากรายละเอียดต่าง ๆ ที่กล่าวมาผู้ออกแบบจะต้องประเมินให้ครบทุก องค์ประกอบเพื่อความ ครอบคลุมทุก ๆ ด้านในบทเรียนส่วนผู้ที่ประเมินบทเรียนได้แก่ผู้สอนหรือผู้เรียน เครื่องมือที่ใช้ในการ ประเมินคือแบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดับ (มนต์ชัยเทียทอง, 2548 ก: 330-332) 4. การหาคุณภาพคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4.1 การตรวจสอบคุณภาพ 4.1.1 การตรวจสอบโครงสร้างภายในสื่อ เป็นการตรวจสอบในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบสิ่งที่ ปรากฏในสื่อ ซึ่งสามารถสัมผัสได้ ด้วยประสาทสัมผัส ถ้าส่วนที่ปรากฏมีลักษณะชัดเจน ง่ายและสะดวก แก่การรับรู้ สื่อนั้นเป็นสื่อที่มีศักยภาพสูงในการสื่อสาร การตรวจสอบที่สำคัญในขั้นนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ลักษณะสื่อ และเนื้อหาสาระในสื่อ 4.1.2 การตรวจสอบคุณภาพสื่อ (Qualitative) ผู้ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบสื่อในขั้นนี้ได้ดีที่สุด คือ นักโสตทัศนศึกษา หรือนักเทคโนโลยีการศึกษาซึ่งถือว่าเป็นผู้เชียวชาญด้านสื่อการเรียนการสอน ใน การตรวจสอบควรมีจำนวนผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 คน โดยใช้แบบประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ อาจจะมีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ นำผลการประเมินมารวมกัน เพื่อชี้แนะการปรับปรุงหรือ ดำเนินการต่อไป ผู้ตรวจสอบเนื้อหาสาระในการตรวจสอบเนื้อหาสาระที่ปรากฏในสื่อ ผู้ตรวจสอบได้ ผู้เชี่ยวชาญในเนื้อหาสาระเฉพาะและครูผู้สอนกลุ่มเป้าหมาย จำนวนอย่างน้อย 3 คน กระทำการ ตรวจสอบโดยใช้แบบประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ แสดงความเห็นเพื่อการปรับปรุงในส่วนที่ควร ปรับปรุง หรือให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งการตรวจสอบในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบ ประสิทธิภาพของสื่อ ตรวจดูการทำงานของสื่อว่า เมื่อใช้สื่อนั้นกับผู้เรียนเป้าหมาย ผู้เรียนสามารถบรรลุ วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ข้อใดบ้าง ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ ควรจะต้องมีการปรับปรุงสื่อหรือไม่ อย่างไรในการตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบจะพิจารณาทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น การออกแบบเนื้อหาสาระ


26 รูปแบบการเสนอเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน (ถ้ามี) ความยากง่ายของภาษาหรือภาพที่ใช้ สื่อสาร ตัวอย่างประกอบ แบบทดสอบเพื่อการวัดผลในส่วนนั้น ๆ ลักษณะกลุ่มเป้าหมาย หรือแม้กระทั่ง วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ทั้งในส่วนเนื้อหาสาระและเกณฑ์ เป็นต้น 2. เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพสื่อการเรียนการสอน นิยมใช้กันมากมี 2 แบบ คือ 2.1 แบบทดสอบที่ใช้ในที่นี้ เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรเป็นแบบทดสอบที่มี ความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) สูง และสามารถวัดได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดในแต่ละ วัตถุประสงค์ โดยทั่วไปการพัฒนาแบบทดสอบมีขั้นตอน ดังนี้ 1) กำหนดจำนวนข้อของแบบทดสอบ 2) พิจารณากำหนดน้ำหนักวัตถุประสงค์แต่ละข้อของการพัฒนาสื่อ แล้วคำนวณจำนวนข้อ ทดสอบสำหรับวัตถุประสงค์แต่ละข้อ 3) สร้างข้อสอบตามจำนวนที่กำหนดไว้ในข้อ โดยสามารถวัดตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน วัตถุประสงค์ให้มีจำนวนข้ออย่างน้อยที่สุดเป็น 2 เท่าของจำนวนข้อทดสอบที่ต้องการ เพื่อการคัดเลือก ข้อที่เหมาะสมหลังจากที่ได้นำไปทดลองใช้และวิเคราะห์ข้อสอบ 4) พิจารณาตรวจเพื่อความถูกต้องและการแก้ไขปรับปรุงแบบทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5) นำแบบทดสอบไปทดลองใช้กับตัวแทนกลุ่มเป้าหมายที่มีความรู้เรื่องเนื้อหาในสื่อแล้ว 6) วิเคราะห์แบบทดสอบโดยตรวจค่าความเชื่อมั่น ความตรงเชิงเนื้อหาและค่าความยากง่าย 7) คัดเลือกข้อสอบให้มีจำนวนตามต้องการ และสามารถวัดค่าตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับ แต่ละวัตถุประสงค์ 2.2 แบบสังเกต ในระหว่างการทดลองใช้สื่อ ผู้ตรวจสอบควรจะสังเกตและบันทึกการแสดงของ สื่อและพฤติกรรมการใช้สื่อในการเยนการสอนของผู้ใช้ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุง สิ่งสำคัญที่ควร สังเกตและบันทึกไว้เป็นรายการในแบบสังเกต คือ 1) ความสามารถเข้าใจได้ง่าย (understandable) 2) การใช้ประสามสัมผัสได้ง่าย เช่น มีขนาดอ่านง่ายหรือดูง่าย คุณภาพของเสียงดี ฟังง่าย


27 3) การเสนอตัวชี้แนะ (cuing) สำหรับสาระสำคัญเด่น ชัดเจน สังเกตได้ง่าย (Noticable) 4) ระยะเวลาที่กำหนดเหมาะสม ทั้งเวลาการนำเสนอและตอบสนอง อีกทั้งระยะเวลาการ สื่อสารเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน 5) วิธีการใช้ที่ง่าย สะดวก ไม่ยุ่งยาก หรือสลับซับซ้อน 6) ผู้เรียนสนใจและติดตามการแสดงของสื่อโดยตลอด 2.3 ตัวแทนกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เรียนหรือบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายซึ่งคัดเลือกมาโดย วิธีการสุ่มตัวอย่างตามจำนวนที่ต้องการในแต่ละครั้งของการทดสอบ ตัวแทนกลุ่มเป้าหมายคนใดที่ได้รับ เลือกเป็นตัวแทนในการทดสอบแล้ว จะไม่เป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายในการทดสอบครั้งต่อไป อนึ่ง ตัวแทนกลุ่มเป้าหมายจะต้องเป็นบุคคลที่ไม่เคยเรียนหรือไม่มีความรู้เนื้อหาสาระที่สอนใน สื่อมาก่อนการทดสอบสื่อ 2.4 การทดสอบสื่อในการตรวจสอบคุณภาพสื่อการเรียนการสอน โดยปกติจะดำเนินการโดย การทดลองใช้สื่อกับตัวแทนกลุ่มเป้าหมายในสภาพการณ์จริงปกติ ซึ่งแบ่งการดำเนินการออกได้เป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) การทดสอบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-on One testing) ให้ตัวแทนกลุ่มเป้าหมายที่มีผลการเรียน เก่ง ปานกลาง อ่อน อย่างละ 1 คน เรียนกับสื่อในระหว่างการทดลองใช้สื่อ ให้ผู้ตรวจสอบทำการสังเกต การใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างใกล้ชิด โดยใช้แบบสังเกตและบันทึกผลการสังเกตเพื่อป็นข้อมูลในการ ปรับปรุงแก้ไข 2) การทดสอบกลุ่มเล็ก (Small group testing) การทดสอบสื่อด้วยกลุ่มตัวแทนกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเล็ก จำนวนประมาณ 5 - 10 คน การทดสอบสื่อในขั้นนี้ บางครั้งอาจจะต้องกระทำมากกว่าหนึ่ง ครั้ง เพื่อตรวจสอบดูว่าสิ่งที่แกไขปรับปรุงในสื่อแล้วนั้น ช่วยให้ผู้เรียนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ดีขึ้น ถึงระดับเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือยัง 3) การทดสอบกลุ่มใหญ่ (Large group testing) การทดสอบสื่อในขั้นนี้ เป็นการทดสอบด้วย กลุ่มตัวแทนกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใหญ่ประมาณ 30 คน เป็นขั้นการทดสอบที่หลังจากสื่อได้รับการปรับปรุง แก้ไขจนมีคุณภาพหรือมาตรฐานสูง ในบางครั้งการทดสอบขั้นนี้อาจให้ระดับมาตรฐานแก่สื่อถ้าผู้ตรวจ สอบพบผลจากการวิเคราะห์ว่าคุณภาพสื่ออยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ก็จะหยุดการทดสอบสื่อในขั้นนี้ และ


28 แจ้งผลการทดสอบสื่อขั้นนี้เป็นมาตรฐานของสื่อในบางกรณีผู้ตรวจสอบบางคน อาจจะให้มีการทดสอบ ภาคสนามต่อจากการทดสอบกลุ่มใหญ่ และถือผลการทดสอบภาคสนามเป็นมาตรฐานของสื่อ 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับ ประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครูโดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ สมพร เชื้อพันธ์(2547) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หมายถึงความสามารถ ความสำเร็จและสมรรถภาพด้านต่างๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณีกองจินดา (2549) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จ ที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทาง ด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) ให้ความหมายว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น การวัดความสำเร็จทางการเรียน หรือวัดประสบการณ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอน โดยวัดตามจุดมุ่งหมายของการสอนหรือวัดผลสำเร็จจากการศึกษาอบรมในโปรแกรมต่าง ๆ ไพโรจน์คะเชนทร์(2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึง ความรู้ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่ บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของ สมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่า เรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่างๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่ จะทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 5.2 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


29 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความจำเป็นต่อการเรียนการสอน หรือการตัดสินผลการเรียน เพราะเป็นการวัดระดับความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคลหลังจากที่ได้รับการฝึกฝน โดยอาศัย เครื่องมือประเภทแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นิยมมากที่สุด การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิดของ Bloom (1982) ถือว่าสิ่งใดก็ตาม ที่มีปริมาณ อยู่จริงสิ่งนั้นสามารถวัดได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าว ซึ่งผลการวัดจะ เป็นประโยชน์ในลักษณะทราบและประเมินระดับความรู้ทักษะและเจตคติของนักเรียน และระดับ ความรู้ความสามารถตามแนวคิดของ Bloom มี6 ระดับ ดังนี้ 5.2.1 ความจำ คือ สามารถจำเรื่องต่าง ๆ ได้เช่น คำจำกัดความสูตรต่าง ๆ วิธีการ เช่น นักเรียนสามารถบอกชื่อสารอาหาร 5 ชนิดได้นักเรียนสามารถบอกชื่อธาตุที่เป็นองค์ประกอบของ โปรตีนได้ครบถ้วน 5.2.2 ความเข้าใจ คือ สามารถแปลความ ขยายความ และสรุปใจความสำคัญได้ 5.2.3 การนำไปใช้คือ สามารถนำความรู้ซึ่งเป็นหลักการ ทฤษฎีฯลฯ ไปใช้ในสภาพการณ์ที่ ต่างออกไปได้ 5.2.4 การวิเคราะห์คือ สามารถแยกแยะข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเช่น วิเคราะห์องค์ประกอบ ความสัมพันธ์หลักการดำเนินการ 5.2.5 การสังเคราะห์คือ สามารถนำองค์ประกอบ หรือส่วนต่าง ๆ เข้ามารวมกันเป็นหมวดหมู่ อย่างมีความหมาย 5.2.6 การประเมินค่า คือ สามารถพิจารณาและตัดสินจากข้อมูล คุณค่าของ หลักการโดยใช้ มาตรการที่ผู้อื่นกำหนดไว้หรือตัวเองกำหนดขึ้น เยาวดีวิบูลย์ศรี(2540) ได้กล่าวถึงข้อตกลงเบื้องต้นที่ควรคำนึงถึงในการสร้างแบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ไว้ดังนี้ 1. เนื้อหา หรือทักษะภายในขอบเขตที่ครอบคลุมในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์นั้น จะต้อง สามารถจำกัดอยู่ในรูปของพฤติกรรม ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงในลักษณะที่จะสื่อสารไปยังบุคคลอื่นได้ ถ้าเป้าหมายทางการศึกษาไม่สามารถจำกัดอยู่ในรูปของพฤติกรรมแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะวัดได้ใน ลักษณะของผลสัมฤทธิ์ได้อย่างชัดเจน 2. ผลิตผลที่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วัดนั้น จะต้องเป็นผลิตผลเฉพาะที่เกิดขึ้นจากการเรียน การสอนตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการเท่านั้น จะวัดผลผลิตผลอย่างอื่นไม่ได้ 3. ผลสัมฤทธิ์หรือความรู้ต่าง ๆ ที่แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์วัดได้นั้น ถ้าจะนำไปเปรียบเทียบกัน แล้ว ผู้เข้าสอบทุกคนจะต้องมีโอกาสได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ เท่าเทียมกัน


30 5.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมบูรณ์ตันยะ (2545) ได้ให้ความหมายว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเป็น แบบทดสอบที่ใช้สำหรับวัดพฤติกรรมทางสมองของผู้เรียนว่ามีความรู้ความสามารถใน เรื่องที่เรียนรู้ มาแล้ว หรือได้รับการฝึกฝนอบรมมาแล้วมากน้อยเพียงใด ส่วน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2544) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ทักษะ และความสามารถทาง วิชาการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้ว ว่า บรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบ ที่ใช้วัดความรู้ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผลสำเร็จตาม จุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด สิริพร ทิพย์คง (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุดคำถามที่มุ่ง วัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่ เรียนรู้ไปแล้วมากน้อยเพียงใด สมพร เชื้อพันธ์(2547) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบ หรือชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เป็น ผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด ดังนั้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้และ ทักษะความสามารถจากการเรียนรู้ในอดีตหรือในสภาพปัจจุบันของแต่ละบุคคล 5.4 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไพโรจน์คะเชนทร์ (2556) ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบ มาตรฐาน (Standardized tests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับ จากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่มพฤติกรรมได้6 ประเภท คือ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์การสังเคราะห์และการประเมิน 5.4.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการทดสอบผู้เรียนใน ชั้นเรียน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 5.4.1.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่แบบถูก – ผิด (True-false) แบบจับคู่ (Matching) แบบเติมคำให้สมบูรณ์ (Completion) หรือแบบคำตอบสั้น (Short answer) และ แบบเลือกตอบ (Multiple choice) 5.4.1.2 แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่แบบจำกัดคำตอบ (Restricted response items) และแบบไม่จำกัดความตอบ หรือ ตอบอย่างเสรี(Extended response items) 5.4.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง โดยผู้เชี่ยวชาญที่ มีความรู้ในเนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ


31 มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่ California Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills และ Standford Achievement Test เป็นต้น ส่วนพวงรัตน์ทวีรัตน์(2543) ได้จัดประเภทแบบทดสอบไว้3 ประเภท ดังนี้ 5.4.3 แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศัยการซักถามเป็นรายบุคคล ใช้ได้ผลดีถ้ามีผู้เข้าสอบ จำนวนน้อย เพราะต้องใช้เวลามาก ถามได้ละเอียด เพราะสามารถโต้ตอบกันได้ 5.4.4 แบบเขียนตอบ เป็นการทดสอบที่เปลี่ยนแปลงมาจากการสอบแบบปากเปล่า เนื่องจาก จำนวนผู้เข้าสอบมากและมีจำนวนจำกัด แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ 5.4.4.1 แบบความเรียง หรืออัตนัย เป็นการสอบที่ให้ผู้ตอบได้รวบรวมเรียบเรียงคำพูดของ ตนเองในการแสดงทัศนคติความรู้สึก และความคิดได้อย่างอิสระภายใต้หัวเรื่องที่กำหนดให้เป็นข้อสอบ ที่สามารถ วัดพฤติกรรมด้านการสังเคราะห์ได้อย่างดีแต่มีข้อเสียที่การให้คะแนน ซึ่งอาจไม่เที่ยงตรง ทำให้มีความเป็นปรนัยได้ยาก 5.4.4.2 แบบจำกัดคำตอบ เป็นข้อสอบ ที่มีคำตอบถูกใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้อย่างจำกัด ข้อสอบแบบนี้แบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ แบบถูกผิด แบบเติมคำ แบบจับคู่ และแบบเลือกตอบ 5.4.5 แบบปฏิบัติเป็นการทดสอบที่ผู้สอบได้แสดงพฤติกรรมออกมาโดยการกระทำหรือลงมือ ปฏิบัติจริงๆ เช่น การทดสอบทางดนตรีช่างกล พลศึกษา เป็นต้น สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งได้2 ประเภท คือ แบบทดสอบ มาตรฐาน ซึ่งสร้างจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพเป็นอย่างดีส่วน อีกประเภทหนึ่ง คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการทดสอบในชั้นเรียน ในการออกแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคำศัพท์เพื่อการสื่อสาร ผู้วิจัยได้เลือกแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบปฏิบัติในการวัดความสามารถในการนำคำศัพท์ไปใช้ในการสื่อสารด้านการการพูดและการเขียน และเลือกแบบทดสอบแบบเขียนตอบที่จำกัดคำตอบโดยการเลือกตอบจากตัวเลือกที่กำหนดให้ใน การวัดความรู้ความเข้าใจความหมายของคำศัพท์และการนำคำศัพท์ไปใช้ในการฟังและการอ่าน 6. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับบปรับปรุงใหม่ 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้ คับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหา ความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลายให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขึ้นตอนมีการทำกิจกรรมด้วยการ ลงมือปฏิบัติจริง อย่างหลากหลาย เหมาะสมคับระดับชั้น โดยได้กำหนดสาระสำคัญ


32 ตัวชี้วัด มาตราฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ดังนี้ ตารางที่ 1 มาตราฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชั้น มาตราฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด ม.4 ว.4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณ ในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่าง เป็นขั้นตอนและ เป็นระบบ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการเรียนรู้ การทำงาน และการ แก้ปัญหา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันและมีจริยธรรม ประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการพัฒนา โครงงานที่มีการบูรณาการกับวิชาอื่นอย่าง สร้างสรรค์ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริง คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม ว31287 รายวิชา การเขียนโปรแกรมภาษา Python1 กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 40 ชั่วโมง จำนวน 1 หน่วยกิต ศึกษาหลักการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษา Python การออกแบบ และการใช้ชุดคําสั่งเพื่อควบคุมการ ป้อนค่า Input การแสดง Output และการคํานวณทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน โดยการใช้ชุดคําสั่งเงื่อนไข คําสั่งการ ทํางานวนรอบแบบต่าง ๆ หลักการสร้างและใช้งานฟังก์ชันในภาษา (Python) ตัวแปรชุด การเรียงและการค้นหาข้อมูลขั้นพื้นฐาน เพื่อให้นักเรียนได้สร้างฐานข้อมูลแบบโครงสร้างการใช้ชุดคําสั่งในการเขียน และการอ่านไฟล์การประยุกต์ใช้งาน ผลการเรียนรู้ 1. มีความรู้ความเข้าใจในการเขียนโปรแกรมแบบพื้นฐานในภาษา Python 2. สามารถใช้คำสั่งแบบลำดับขั้นในการแก้โจทย์ปัญหาได้ 3. สามารถใช้คำสั่งแบบมีทางเลือก if และ if – else, if – else if ในการแก้ไขโจทย์ปัญหาได้ 4. สามารถใช้คำสั่งแบบวนซ้ำ while, for ในการแก้ไขโจทย์ปัญหาได้


33 7. คำสั่งภาษา Python คำสั่งในภาษา Python มีคำสั่งมากมาย ส่วนในการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยจะนำเสนอคำสั่งพื้นฐานของ ภาษา Python ดังนี้ คำสั่ง print เป็นคำสั่งสำหรับใช้แสดงผลบนคอมมาไลน์ มีไวยากรณ์ดังนี้ เป็นคำสั่งใช้ในการ แสดงผล แสดงข้อมูลบนคอมมาไลน์ print(ตัวแปรหรือข้อมูล) ตัวอย่างเช่น print(1,2,3) ผลลัพธ์1 2 3 ตัวอย่างเช่น print(‘Hello’) ผลลัพธ์Hello คำสั่ง input เป็นคำสั่งสำหรับรับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ โดยรับทางคอมมาไลน์มีไวยากรณ์ดังนี้ input(ข้อความชนิดstring) ตัวอย่างเช่น a = input("Text :") Text :Hello print(a) ผลลัพธ์Hello คำสั่ง round เป็นคำสั่งสำหรับใช้ปัดตัวเลข มีไวยากรณ์ดังนี้ round(ตัวเลขจำนวนจริง) ตัวอย่างเช่น round(9) ผลลัพธ์9


34 ตัวอย่างเช่น round(9.5) ผลลัพธ์ 9 ตัวอย่างเช่น round(1.6) ผลลัพธ์2 ตัวอย่างเช่น round(-0.1) ผลลัพธ์ 0 ตัวอย่างเช่น round(-0.7) ผลลัพธ์ -1 คำสั่ง sum เป็นคำสั่งสำหรับใช้หาผลรวม มีไวยากรณ์ดังนี้ sum(ข้อมูลตัวเลข) sum(ข้อมูลตัวเลข, ค่าเริ่มต้น) ตัวอย่างเช่น sum([5,5,2]) ผลลัพธ์12 ตัวอย่างเช่น sum([1,1,1],20) ผลลัพธ์23


35 คำสั่ง len เป็นคำสั่งสำหรับใช้วัดความยาวของตัวอักษร ใช้ได้กับทั้ง string (สติง), byte(ไบต์), tuple(ทูเพิล), List (ลิส), หรือ range(เรนจ) มีรูปแบบไวยากรณ์ ดังนี้ len(ตัวแปรหรือข้อมูล) ตัวอย่างเช่น a = "123456" len(a) ผลลัพธ์6 คำสั่ง max เป็นคำสั่งสำหรับใช้ดึงค่าที่มากที่สุดในชนิดข้อมูลนั้น ๆ มีรูปแบบไวยากรณ์ดังนี้ max(ตัวแปรหรือข้อมูล) ตัวอย่างเช่น max(1,2,3) ผลลัพธ์3 ตัวอย่างเช่น max([1,2,3,-1]) ผลลัพธ์3 ตัวอย่างเช่น max('abcdb') # ตัวอักษร d มีค่ามากสุดถ้าเรียงตามลำดับตัวอักษร ผลลัพธ์d คำสั่ง min เป็นคำสั่งสำหรับใช้ดึงค่าที่น้อยที่สุดในชนิดข้อมูลนั้น ๆ มีรูปแบบไวยากรณ์ดังนี้ min(ตัวแปรหรือข้อมูล) ตัวอย่างเช่น min('abca')


36 ผลลัพธ์'a' ตัวอย่างเช่น min([1,2,3,-1]) ผลลัพธ์ -1 ตัวอย่างเช่น min(1,2,3) ผลลัพธ์1 คำสั่ง zip เป็นคำสั่งสำหรับใช่รวมทูเพิล (tuples) 2 ตัว จับคู่เป็นทูเพิลเดียวกัน ตัวอย่างเช่น a = ["a", "b", "c"] b = [1, 2, 3] c = zip(a,b) print(list(c)) ผลลัพธ์ [('a', 1), ('b', 2), ('c', 3)] 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ปทุมวัน ดุษฎี (2556) ได้ทำการวิจัยเรื่องการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียการสร้างคํา ไทยตามหลักเกณฑ์ทางภาษาสําหรับนักเรียนชั้นมธยมศึกษาปีที่ มีวัตถุประสงค์ 3 คือ 1) เพื่อสร้าง บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียการสร้างคําไทยตามหลักเกณฑ์ทางภาษาสําหรับนักเรียนชั้นมธยมศึกษา ปีที่ 3 2) เพื่อประเมินคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย 3) เพื่อหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผู้เรียนที่ เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย 4) เพื่อหาความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียโดยทดลองกับประชากร คือนักเรียนชั้นมธยมศึกษาปีที่ภาคเรียนที่3 1 ปี การศึกษา2552 โรงเรียนบ้านหินลาดอําเภอคุระบุรีจังหวัดพังงาจํานวน46 คน ผลการประเมินคุณภาพ บทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียการสร้างคําไทยตามหลักเกณฑ์ทางภาษาสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่โดย 3 ผู้เชี่ยวชําญจนวน3 ท่านและด้านการนําเสนอจํานวน3 ท่านปรากฏว่ามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.23 และ 4.33 ตามลําดับซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี ผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียคะแนน


37 การทดสอบ หลังเรียนสูงกว่าคะแนนการทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และ ผู้เรียนมีความพึงพอใจ ต่อคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ4.51 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมากสรุปได้ ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ มัลติมีเดียการสร้างคําไทยตามหลักเกณฑ์ทางภาษาสําหรับนักเรียนชั้นมธย ศึกษาปีที่ 3 มีคุณภาพและ สามารถนําไปใช้สอนได้รุ่งโรจน์ ขวัญโกมล (2555) ได้ทําการวิจัยเรื่องการ สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบฝึกปฏิบัติเรื่อง “PHP” เบื้องต้น เพื่อหาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนและความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบฝึกปฏิบัติเรื่อง “PHP” เบื้องต้น เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย1) บทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบฝึกปฏิบัติเรื่อง “PHP” เบื้องต้น 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน กลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีคณะเทคโนโลยี สารสนเทศ ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นปี ที่4ภาคเรียนที่ 2/2550 วิชา WebProgramming มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จํานวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่สร้าง ขึ้นมีประสิทธิภาพ 85.66/86.00 เมื่อนําคะแนน สอบก่อนเรียนและคะแนนสอบหลังเรียนมาวิเคราะห์เพื่อหา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนพบว่าได้ ประสิทธิภาพก่อนกระบวนการเท่ากับ 25.33 และประสิทธิภาพ หลังกระบวนการเรียน เท่ากับ 86.00 ดังนั้นบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นนี้ทําให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ0.01 และความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียน คอมพิวเตอร์ มีค่าเฉลี่ยโดยเท่ากับ 4.03 ซึ่งอยู่ในระดับความพึงพอใจค่อนข้างมาก สรุปได้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบฝึกปฏิบัติ เรื่อง “PHP” เบื้องต้นที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ สามารถนําไปใช้ใน การเรียนรู้ด้วยตนเองและใช้ในการ การสอนได้ ซึ่งสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีความต้องการมากในนักเรียนระดับชั้นต่าง ๆ โดยดูได้จาก งานวิจัยของธิตินาฎ ดาลาด (2557) ซึ่งได้ทําการสํารวจความต้องการสื่อการเรียนการสอนภาษาจีนของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสายศิลป์ภาษาจีนโรงเรียนนารีนุกูลจังหวัดอุบลราชธานีโดยเนื้อหา เน้นไปทางการสํารวจสื่อการสอนในระดับมัธยมศึกษาเท่านั้นและในงานวิจัยฉบับนี้ผู้วิจัยจะเน้นพัฒนา สื่อการสอนในระดับประถมศึกษา เพื่อนําไปพัฒนาการเรียนการสอนในอนาคต Ozmen, Haluk (2008 : 423) ได้ศึกษาอิทธิพลของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีต่อการรับรู้และ การสร้างความเข้าใจของผู้เรียนเรื่องการรวมตัวทางเคมีและทัศนคติที่มีต่อวิชาเคมีจากการศึกษาโดยให้ นักเรียนเรียนรู้จากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยมีผลคะแนนทดสอบหลัง เรียนสูงขึ้นและนักเรียนยังมีทัศนคติต่อการเรียนวิชาเคมีโดยมีความพึงพอใจต่อการเรียนเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งสรุปได้ว่า การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนทำให้รูปแบบการเรียนการสอนมีพัฒนาการมากขึ้น


38 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python สำหรับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี โดยครั้งนี้ผู้วิจัยวิธีดำเนินการวิจัยดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 4. วิธีดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยม เทศบาล 6 นครอุดรธานีจำนวน 7 ห้อง ที่เรียน วิชา การเขียนโปรแกรมภาษา Python1 จำนวน ทั้งหมด 287 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียน มัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานีจำนวน 1 ห้อง ที่เรียนในรายวิชา การเขียนโปรแกรมภาษาPython จำนวนทั้งหมด 31 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 2.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 เนื้อหาประกอบด้วย 2.1.1 ภาษาไพทอนเบื้องต้น 2.1.2 คำสั่งที่ใช้ในการตัดสินใจ if-else


39 2.1.3 คำสั่งที่ใช้ในการวนซ้ำ for และ while 2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2.2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีลักษณะเป็นแบบประเมินแบบประมาณ ค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ 3. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3.1 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องคำสั่งภาษาPythonสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การสร้างและหาคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีขั้นตอนดังนี้ 3.1.1 การวิเคราะห์(A : Analysis) 3.1.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3.1.1.2 ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3.1.1.3 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมให้สอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชา และจุดประสงค์การเรียนรู้ในหลักสูตร และวิเคราะห์เนื้อหา 3.1.1.4 ศึกษาหลักการ วิธีการ ทฤษฎี และเทคนิควิธีการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน จากตำรา เอกสารต่าง ๆ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาตรวจและ เห็นชอบจึงดำเนินการขั้นต่อไป 3.1.2 การออกแบบ (D : Design) 3.1.2.1 ศึกษาโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3.1.2.3 ออกแบบ หน้าจอ ภาพกราฟิก และต้นแบบของบทเรียน


40 3.1.2.4 สร้างบทเรียนต้นแบบและตรวจสอบการทำงานของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แล้วนำไปปรึกษาอาจารย์ที่ ปรึกษาตรวจพิจารณาและเห็นชอบจึงดำเนินการขั้นต่อไป 3.1.3 การพัฒนา (D : Development) หลังจากได้รับคำเสนอแนะจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ผู้ศึกษาได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามที่ออกแบบไว้ แล้วนำเสนอต่อ กรรมการพิจารณาโครงงานวิจัย จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบคุณภาพบทเรียน โดยใช้แบบประเมินเกม คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และนำมาปรับปรุงแก้ไข้ตามคำแนะนำ 3.1.4 การทดลองใช้ (I : Implementation) 3.1.4.1 สร้างสื่อแนะนําการเรียนรู้ประกอบการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python ไม่นับรวมเวลาที่ใช้ในการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง เรียน 3.1.4.2 ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของ องค์ประกอบในแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ และวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สูตรการค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) กําหนดเกณฑ์การพิจารณา ไว้ดังนี้ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน - 1 3.1.4.3 นําข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ มาวิเคราะห์หาค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เป็นรายข้ออยู่ระหว่าง -1 0 1 และ ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ ตามข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของผู้เชี่ยวชาญ 3.1.4.4 จัดเตรียมสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อนําไปทดลองใช้


41 3.1.5 การประเมินผล (E : Evaluation) ดำเนินการทดลองภาคสนามกับนักเรียน กลุ่มตัวอย่างตามแบบแผนการทดลอง และ ประเมินผลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา ได้แก่ การหาประสิทธิภาพ การหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน และความพึงพอใจ 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2.1 ศึกษาทฤษฎีและวิธีการสร้างแบบทดสอบ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3.2.2 ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 3.2.3 วิเคราะห์เนื้อหาสาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเพื่อกำหนด จำนวนข้อสอบที่ต้องการจริง 3.2.4 เขียนแบบทดสอบฉบับร่าง ทั้งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 3.2.5 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้มีความ เหมาะสมมากยิ่งขึ้น 3.2.6 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้ว เสนอผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประเมิน เพื่อตรวจสอบความ สอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อสอบกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งมีรายนามผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ 3.2.6.1 นายพุทธศาสน์ จิตจง 3.2.6.2 นายมนัส ผิวชัยภูม 3.2.6.3 นายวรุฒ สิทธิโคตร มีเงื่อนไขการประเมินความสอดคล้อง ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า ข้อสอบนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้


Click to View FlipBook Version