40 ตารางที่ 3 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง สถิติ (3) ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นรายบุคคล (ต่อ) คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 5 6 30 12 60 6 7 35 14 70 7 10 50 16 80 8 3 15 14 70 9 4 20 12 60 10 10 50 17 85 11 14 70 20 100 12 12 60 20 100 13 7 35 12 60 14 9 45 16 80 15 7 35 12 60 16 8 40 12 60 17 11 55 13 65 18 10 50 18 90 คะแนนเฉลี่ย (X) 8.11 40.56 14.56 72.78 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2.87 2.85 จากตารางที่ 3 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการ เรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง สถิติ (3) ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 8.11 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 40.56 และคะแนนเฉลี่ยหลัง เรียนเท่ากับ 14.56 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 72.78
41 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการ เรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง สถิติ (3) ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผู้วิจัยได้นำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วย การทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t – test for One Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว โดย เปรียบเทียบคะแนนสอบหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่ม คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t - test กลุ่มทดลอง 14.56 2.85 72.78 0.83 จากตารางที่ 4 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการ เรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง สถิติ (3) ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 14.56 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 72.78 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ 70 ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการ เรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง สถิติ (3) ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ผู้วิจัยได้นำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนกับหลังเรียนเปรียบเทียบกับนด้วยการ ทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 5 ตารางที่ 5 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ โดยเปรียบเทียบ กับคะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ผลการทดลอง คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t - test ก่อนเรียน 8.11 2.87 40.56 14.50** หลังเรียน 14.56 2.85 72.78 หมายเหตุ**มีนัยสำคัญที่ระดับ .01 จากตารางที่ 5 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการ เรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
42 เรื่อง สถิติ (3) ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 8.11 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 40.56 และคะแนนเฉลี่ยหลัง เรียนเท่ากับ 14.56 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 72.78 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ (3) ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยนำเสนอการสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง สถิติ(3) ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วย การเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(3) ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วย การเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สมมุติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(3) ที่เรียน ด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 70 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(3) ที่เรียน ด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน
44 วิธีการดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 47 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีซึ่งการจัดนักเรียนใน แต่ละห้องเรียนเป็นแบบคละความสามารถ (เก่ง ปานกลาง อ่อน) 2. กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 18 คน ภาคเรียน ที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ที่ได้มาจาก การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม(Cluster Random Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(3) ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบ ร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(3) การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับดังนี้ 1. ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจำนวน 7 แผน โดยให้ นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือโดยวิธี แบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชุดเดิมไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่ม ตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โดยใช้ โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้
45 1. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน โดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Samples) สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(3) ที่เรียน ด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) หลังเรียน เท่ากับร้อยละ 72.78 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วย การเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง สถิติ (3) ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 8.11 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 40.56 และคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนเท่ากับ 14.56 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 72.78 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อภิปรายผลการวิจัย จากการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(3) ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการ เรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(3) ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบ ร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 ซึ่ง เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการเรียนแบบร่วมมือ ซึ่งเป็นการเรียนการ สอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มและช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างผู้เรียนที่มีความสามารถ ต่างกันและต้องใช้ความสามรถของแต่ละคนรวมกันเพื่อทำให้ผลงานประสบความสำเร็จ โดยทำให้เกิด ความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยแก้ปัญหาการเรียนแบบแงขันกัน การ
46 เรียนโดยลำพัง เรียนโดยไม่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างเรียน ทำให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนที่เรียน อ่อนกว่า อีกทั้งยังทำให้คนที่เรียนอ่อนสนใจในการเรียนมากขึ้น และเทคนิค STAD เป็นเทคนิคที่มีการวัด โดยใช้คะแนนจากการสอบย่อยแต่ละครั้ง จึงทำให้นักเรียนได้ทราบถึงความก้าวหน้าของตนและของกลุ่ม โดยที่ไม่มีการแข่งขันกับผู้อื่น แต่เป็นการแข่งขันกับตนเอง อีกทั้งครูยังมีการเสริมแรงให้นักเรียนเมื่อ นักเรียนมีความก้าวหน้าในคะแนนสอบในทางที่ดีขึ้น จึงทำให้นักเรียนกระตือรือร้นและเกิดแรงจูงใจที่ พัฒนาตนเองให้ได้คะแนนดียิ่งขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้ สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของสลาวิน (Slavin, 1995) ที่ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ STAD เป็นการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบหนึ่งคล้ายกับเทคนิค TGT ที่แบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถ แตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดยกำหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้ เรียนรู้ในเนื้อหาสาระที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้แล้ว และให้ทำการทดสอบความรู้ที่ได้รับคะแนนที่ได้จากการ ทดสอบของสมาชิกแต่ละคนนำเอามาบวกเป็นคะแนนรวมของทีม ผู้สอนจะต้องใช้วิธีเสริมแรง นอกจากนี้ ผู้เรียนยังอยากให้บทเรียนต่อไปสอนโดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ซึ่งนั่นหมายถึงผู้เรียนมี ความพึงพอใจที่จะเรียนโดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พรพรรณ เสาร์คำเมืองดี (2562) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง บทประยุกต์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที(Dependent samples t-test) และการทดสอบค่าที(One sample t-test) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์เรื่อง บทประยุกต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง บทประยุกต์โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด สอดคล้องกับงานวิจัย ของ ชไมพร รังสิยานุพงศ์, รัตนา ศรีทัศน์, พินดา วราสุนันท์(2559) ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พฤติกรรมการทำงานกลุ่มและเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความ น่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย โดยใช้วิธีการสอนแบบแบ่งกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์STAD โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้ วิธีการสอนแบบ STAD 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ แบ่งออกเป็น 4 ฉบับย่อย 3) แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใช้วิธีการสอนแบบ STAD 4) แบบวัดเจตคติต่อการเรียน
47 วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบ STAD วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการทดสอบทีผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. นักเรียนชั้นม.5/3 ที่ได้รับวิธีการสอนแบบ STAD มีคะแนนพัฒนาการระหว่างเรียนสูงขึ้นตามลำดับ และผลสัมฤทธิ์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 รวมทั้งคะแนน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียน ระหว่างจัดการเรียนการสอนแบบ STAD มีพฤติกรรมการทำงานกลุ่มอยู่ในระดับดี3. นักเรียนที่ได้รับ วิธีการสอนแบบ STAD มีเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระดับดีขึ้นไป สอดคล้องกับงานวิจัยของ ชัยวัฒน์ จัตุกูล, รศ.มาลิณี จุโฑปะมา, ผศ.ประคอง กาญจนการุณ (2558) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนา แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะการคูณ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.78/83.14 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2)นักเรียนที่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มี คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่องการคูณโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ( Χ = 4.06) สอดคล้องกับงานวิจัยของ บรรทม สุระพร (2558) ได้ทำการวิจัยเรื่องผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในวิชาสถิติเบื้องต้นและความพึงพอใจของผู้เรียนเมื่อใช้การจัดกลุ่มเรียนรู้เป็นทีมเทคนิค STAD ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาสถิติเบื้องต้นของนักศึกษากลุ่มที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกลุ่มเรียนเป็นทีมแบบ STAD สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ บรรยายปรกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนวิชาสถิติ เบื้องต้นของนักศึกษากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกลุ่มเรียนเป็นทีมแบบ STAD มี คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับพึงพอใจมาก 3) คะแนนความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนวิชาสถิติเบื้องต้นมี ความสัมพันธ์เชิงบวกกับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักศึกษากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้การจัดกลุ่มเรียนเป็นทีมแบบ STAD ส่วนในเรื่องของคะแนนพัฒนาการของนักเรียน พบว่า ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 นักเรียนมี คะแนนสอบย่อยเฉลี่ยสูงที่สุด อาจเนื่องมาจากเนื้อหาในเรื่องนี้ค่อนข้างเข้าใจง่ายและเป็นเนื้อหาที่ สอดคล้องกับเรื่องของคาบเรียนที่ผ่านมา มีเวลาที่เหมาะสมกับเนื้อหา และนักเรียนให้ความร่วมมือในการ เรียนรู้และทำกิจกรรมกันเป็นอย่างดี จึงส่งผลให้นักเรียนมีคะแนนสอบย่อยเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนในแผนการ จัดการเรียนรู้ที่ 1 พบว่านักเรียนมีคะแนนสอบย่อยเฉลี่ยต่ำที่สุด อาจเนื่องมากจากเนื้อหานี้เป็นเนื้อหาที่ เริ่มหน่วยการเรียนรู้ใหม่ และนักเรียนบางคนอาจจะยังไม่เคยเรียนเนื้อหานี้จากการเรียนที่ผ่านมาหรือ อาจจะเคยเรียนแต่จำไม่ได้เพราะเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับ สถิติ (2) ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จึงส่งผลให้
48 คะแนนสอบย่อยเฉลี่ยต่ำสุด เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่ม พบว่า กลุ่มพาวเวอร์พัฟเกิล เป็นกลุ่มที่มีคะแนน สอบย่อยเฉลี่ยสูงที่สุด เนื่องมาจากนักเรียนในกลุ่มนี้มีความสนใจ และตั้งใจเรียนอย่างต่อเนื่อง มีความ กระตือรือร้นในการหาความรู้ เมื่อมีความสงสัยก็ถามในทันที มีการช่วยเหลือกันในกลุ่มและก็มีการแสดง ความคิดเห็นขณะทำงานกลุ่ม จึงทำให้นักเรียนกลุ่มนี้มีคะแนนสอบย่อยสูงที่สุด ส่วนกลุ่มที่มีคะแนนสอบ ย่อยเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ กลุ่ม 2 อาจเนื่องมาจากนักเรียนในกลุ่มนี้มีคนที่ไม่ตั้งใจเรียนสม่ำเสมอ ทำให้ใน การสอบย่อยบางครั้งได้คะแนนน้อย จึงทำให้คะแนนกลุ่มน้อยไปด้วย ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. ในการจัดกลุ่มนักเรียน นอกจากจะจัดโดยใช้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์แล้ว ควรพิจารณาตามความสามารถ เพราะบางคนอาจจะมีความสามารถไม่ตรงกับผลสัมฤทธิ์ที่ได้ 2. ควรมีการชี้แจงกติกาหรือขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เข้าใจทุกคน เพื่อให้ นักเรียนได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและไม่เกิดปัญหา 3. ในการจัดการเรียนรู้ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน (STAD) มีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เยอะ ควรเตรียมการสอนและบริหารเวลาใน การสอนให้ดี เพราะในการสอบย่อยนักเรียนต้องใช้เวลาเพื่อทำให้ได้คะแนนดีที่สุด ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรทำการศึกษาการจัดการเรียนรู้ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่ม ตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) กับเนื้อหาคณิตศาสตร์เรื่องอื่น ๆ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้น เรียนอื่น ๆ 2. ควรมีการศึกษาการจัดการเรียนรู้ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) ในตัวแปรอื่น เช่น ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ความคงทนในการ เรียนรู้ ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ 3. ควรมีการศึกษาการจัดการเรียนรู้ที่เรียนด้วยที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) เปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้แบบอื่น ๆ เช่น 5E บทบาทสมมติ เกม TGT Jigsaw เป็นต้น
49 เอกสารอ้างอิง กมลชนก เซ็นแก้ว, โกมินทร์ บุญชู, มณีรัตน์ ธรรมสกุล. (2560). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1. กำแพงเพชร. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. สืบค้นจาก https://edu.kpru.ac.th/math//contents/research/2.pdf. กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ : กระทรวงฯ. ชนิดา ทาระเนตร์. (2560). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น โดยการจัดการเรียนการสอนเน้นกระบวนการกลุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสา จังหวัดน่าน. ชลบุรี. มหาวิทยาลัยบูรพา. สืบค้นจาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/57920054.pdf. ชไมพร รังสิยานุพงศ์, รัตนา ศรีทัศน์, พินดา วราสุนันท์. (2559). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พฤติกรรมการทำงานกลุ่มและเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย โดยใช้วิธีการสอนแบบแบ่งกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์ STAD. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยศิลปากร. สืบค้นจาก file:///C:/Users/Lenovo/ Downloads/75443-Article%20Text-180006-1-10-20170123.pdf. ชัยวัฒน์ จัตุกูล, มาลิณี จุโฑปะมา, ประคอง กาญจนการุณ. (2554). การพัฒนาแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3. บุรีรัมย์. มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. บรรทม สุระพร. (2558). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาสถิติเบื้องต้นและความพึงพอใจของผู้เรียน เมื่อใช้การจัดกลุ่มเรียนรู้เป็นทีมเทคนิค STAD. วารสารวิทยาศาสตร์ มข. ฉบับที่ 3 ปีที่ 43 พชร บุญมานันต์, มงคล ปรมัตถ์. (2559). การวิจัยในชั้นเรียนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การศึกษา. สืบค้น 23 กันยายน 2564. จาก https://sites.google.com/site/aboutme8890/ work/bth-thi-6-brrnanukrm. พรพรรณ เสาร์คำเมืองดี. (2562). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยศิลปากร. สืบค้นจาก http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream/
50 123456789/2786/1/60316321.pdf. วัชรี กาญจนกีรติ. (2554). การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์. เพชรบุรี. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี. สืบค้นจาก http://www.phichsinee.cmru.ac.th/develop/admin/mydownload/ file/210413191152.PDF. อ้อยใจ บุญช่วย. (2561). ผลการจัดการเรียนรู้แบบรวมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค KWDL ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4. สงขลา. มหาวิทยาลัยทักษิณ. สืบค้นจาก file:///C:/Users/Lenovo/Downloads/5277-Article%20Text-32762-2-10- 20180325.pdf. Boualy KEOVONGSA. (2559). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ความสามารถในการแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์และเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว. ชลบุรี. มหาวิทยาลัยบูรพา. สืบค้นจาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/57910243.pdf. Aliyyah Rusi Rusmiati, Rasmitadila Rachmadtullah, Reza Widyasari, Mulyadi Didi, Subaiki Ikhwan. (2019). Using of studentteams achievement divisions model (STAD) to improve student’s mathematical learning outcomes. 1st International Conference on Advance and Scientific Innovation (ICASI). Journal of Physics: Conference Series; Bristol 1175(1). Piyaphon Naemkhunthod. (2561). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ Student Team Achievement Division (STAD). สืบค้น 23 กันยายน 2564. จาก https://045piyaphonnaemkhunthod.blogspot.com/2018/08/studentteam- achievement-division-stad.html?fbclid=IwAR1-3OeaaLukfV-XQ- dFkKDy90FWnZeiWQSSFBVS5pkPZhH6SYdRgDoEmZ0. Royhana U, Sumiharsono R, Septory B J. (2021). Analysis of students’ mathematical critical thinking ability on the problem of algebraic factorization and implementation of cooperative learning in the type of student teams
51 achievement divisions to improve students’ critical thinking ability. ICCGANT 2020. Journal of Physics: Conference Series; Bristol 1836(1). Suphamat Upathum. (2555). Student Team Achievement Division. สืบค้น 23 กันยายน 2564.จาก https://suphamat1236.wordpress.com/student-team- achievement- division/?fbclid=IwAR09_3kdO65q8W6fw_puLtg7YC5zTg1d_wfHTGy 3opCIiu5XG2j37qFTjU
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย
54 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีรายนามดังต่อไปนี้ 1. นางลักขณา สุปัญญา ครูชำนาญการพิเศษ วิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2. นางละอองดาว เพ็งสา ครูชำนาญการพิเศษ วิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 3. นางจุฬารักษ์ บุญชัย ครูชำนาญการพิเศษ วิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
ภาคผนวก ข แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ
56 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) คำชี้แจง ขอให้ท่านพิจารณาประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละรายการประเมิน โดยทำเครื่องหมาย ในช่องผลการประเมินตามเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ +1 หมายถึง รายการประเมินนั้นสอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ารายการประเมินนั้นสอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ - 1 หมายถึง รายการประเมินนั้นไม่สอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม รายการประเมิน ผลการประเมิน ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 1. แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน และสัมพันธ์กัน 2. เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ 3. กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ 4. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและสอดคล้อง กับความสามารถนักเรียน 5. กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือ ปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง 6. กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น 7. สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและวัตถุประสงค์ 8. สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และ ความสามารถนักเรียน 9. วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และกิจกรรม
57 รายการประเมิน ผลการประเมิน ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 10. เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ............................................................................................................................. ......................................... ...................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................... ........................................................................................................................................... ........................... ลงชื่อ..........................................................ผู้ประเมิน ( ) วันที่...........เดือน...................................พ.ศ...............
58 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) คำชี้แจง ขอให้ท่านพิจารณาประเมินแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยทำเครื่องหมาย ในช่องผลการประเมินตามเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ +1 หมายถึง รายการประเมินนั้นสอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหาสาระ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ารายการประเมินนั้นสอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหาสาระ - 1 หมายถึง รายการประเมินนั้นไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหาสาระ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 จุดประสงค์ข้อที่ 1 นักเรียนสามารถหาค่าสูงสุด ต่ำสุด พิสัย มัธยฐาน ควอไทล์ได้ 1. เรื่อง สถิติ (3) เป็นการนำเสนอข้อมูลแบบใด ก. ฮิสโทรแกรม ข. แผนภูมิแท่ง ค. แผนภาพกล่อง ง. กราฟ ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ตอบคำถามในข้อ 2 – 4 น้ำหนักของนักเรียน 9 คน เป็นดังนี้ 45, 44, 42, 42, 46, 47, 45 , 42, 49 2. ค่าต่ำสุดของข้อมูลชุดนี้คือเท่าไร ก. 42 ข. 45 ค. 46 ง. 49 3. พิสัยของข้อมูลชุดนี้เป็นเท่าไร ก. 6 ข. 8 ค. 5 ง. 7
59 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 4. มัธยฐานของข้อมูลชุดนี้เป็นเท่าไร ก. 49 ข. 45 ค. 44 ง. 42 5. ปริมาณน้ำดื่มขวดเล็กของ 10 ยี่ห้อ เป็นดังนี้ 450, 425, 450, 500, 500, 600, 650, 500, 550, 600 พิสัยของข้อมูลชุดนี้เป็นเท่าไร ก. 225 ข. 425 ค. 650 ง. 1,025 6. ข้อใดต่อไปนี้ถือเป็น 75% ของข้อมูล ก. Q2 ข. Q4 ค. Q1 ง. Q3 7. ข้อใดต่อไปนี้ถือเป็น 25% ของข้อมูล ก. Q2 ข. Q4 ค. Q1 ง. Q3 8. ส่วนสูงของนักเรียน 7 คน เป็นดังนี้ 152 148 150 159 151 149 150 ค่าของ Q1 เป็นเท่าไร ก. 149 ข. 149.5 ค. 150 ง. 150.5 ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 9 – 13 28 19 22 27 25 24 30 26 25 18 15 17 9. ค่าต่ำสุดของข้อมูลชุดนี้คือข้อใด ก. 17 ข. 15 ค. 18 ง. 30
60 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 10. ค่าสูงสุดของข้อมูลชุดนี้คือข้อใด ก. 17 ข. 18 ค. 15 ง. 30 11. ค่ามัธยฐานของข้อมูลชุดนี้คือข้อใด ก. 24 ข. 25 ค. 24.5 ง. 25.5 12. ค่า Q1 คือข้อใด ก. 18.5 ข. 18 ค. 19.5 ง. 19 13. ค่า Q2คือข้อใด ก. 24 ข. 24.5 ค. 25 ง. 25.5 จุดประสงค์ข้อที่ 2 นักเรียนสามารถบอกได้ว่าค่า ใดบ้างที่นิยมใช้บอกตำแหน่งของข้อมูลใน แผนภาพกล่อง 14. มัธยฐานของข้อมูลอยู่ในตำแหน่งควอไทล์ที่ เท่าไร ก. Q3 ข. Q4 ค. Q1 ง. Q2 15. ข้อใดไม่ใช่ค่าที่บอกตำแหน่งของข้อมูลบน แผนภาพกล่อง ก. Q1 ข. Q2 ค. มัธยฐาน ง. Q3
61 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 จุดประสงค์ข้อที่ 3 นักเรียนสามารถบอก ส่วนประกอบของแผนภาพกล่องได้ 16. เส้นที่ลากจาก Q1 ไปยังค่าต่ำสุด และเส้นที่ลาก จาก Q3 ไปยังค่าสูงสุดเรียกว่าอะไร ก. วิสกี้ ข. วิสเกอร์ ค. เส้นตรง ง. วิลเกอร์ 17. ข้อใดไม่แสดงบนแผนภาพกล่อง ก. แท่งข้อมูล ข. วิสเกอร์ ค. Q1 ง. กล่อง จุดประสงค์ข้อที่ 4 นักเรียนสามารถสร้างแผนภาพ กล่องได้ 18. ขั้นตอนแรกในการสร้างแผนภาพกล่องคือข้อใด ก. หาค่าต่ำสุด สูงสุดของข้อมูล ข. สร้างกล่องรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ค. นำค่าต่าง ๆ ที่หาได้มาลงจุด ง. เรียงข้อมูลจากน้อยไปมาก
62 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 19. ข้อใดคือการสร้าง วิสเกอร์ ที่ถูกต้อง ก. ลากจากจุดที่ตรงกับค่าต่ำสุด ไปยังจุดที่ตรงกับค่าสูงสุด ข. ลากจากจุดที่ตรงกับ Q1 ไปยังจุดที่ตรงกับค่าต่ำสุด และลากจาก จุดที่ตรงกับ Q3 ไปยังจุดที่ตรงกับค่าสูงสุด ค. ลากจากจุดที่ตรงกับ Q1 ไปยังจุดที่ตรงกับค่าต่ำสุด และลากจาก จุดที่ตรงกับ Q2 ไปยังจุดที่ตรงกับค่าสูงสุด ง. ลากจากจุดที่ตรงกับ Q2 ไปยังจุดที่ตรงกับค่าต่ำสุด และลากจาก จุดที่ตรงกับ Q3 ไปยังจุดที่ตรงกับค่าสูงสุด จุดประสงค์ข้อที่ 5 นักเรียนสามารถอ่านและแปลความหมายจาก แผนภาพกล่องได้ ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 20 – 24 จากการทดสอบนักเรียนจำนวน 100 คน ใน 2 รายวิชา แต่ละวิชามี คะแนนเต็ม 150 คะแนน ถ้าผลการทดสอบทั้งสองรายวิชา เขียน เป็นแผนภาพกล่องได้ดังนี้ จากการทดสอบนักเรียนจำนวน 100 คน ใน 2 รายวิชา 20. มัธยฐานของคะแนนสอบรายวิชาที่ 1 เท่ากับเท่าไร ก. 100 ข. 30 ค. 60 ง. 60 21. คะแนนมากที่สุดของคะแนนสอบรายวิชาที่ 2 เท่ากับกี่คะแนน ก. 100 ข. 80 ค. 110 ง. 60
63 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 22. มีนักเรียนกี่เปอร์เซ็นต์ที่สอบได้ 60 คะแนนขึ้นไปในรายวิชาที่ 1 ก. 25% ข. 50% ค. 75% ง. 100% 23. ในรายวิชาที่ 2 มีนักเรียนที่สอบได้ 70 คะแนนขึ้นไป กี่ เปอร์เซ็นต์ ก. 25% ข. 50% ค. 37.5% ง. 62.5% 24. คะแนนสอบทั้งสองรายวิชา รายวิชาใดมีการกระจายข้อมูลมาก ที่สุด ก. รายวิชาที่ 1 ข. รายวิชาที่ 2 ค. ทั้งสองรายวิชา ง. ไม่มีข้อถูก ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 25 – 30 จากการวัดความสูงของผู้ชาย 100 คน ผู้หญิง 100 คน สามารถ สรุปข้อมูลความสูง (เซนติเมตร) เขียนเป็นแผนภาพกล่องได้ดังนี้ 25. ส่วนสูงของผู้ชายที่สูงที่สุดเท่ากับกี่เซนติเมตร ก. 165 เซนติเมตร ข. 175 เซนติเมตร ค. 185 เซนติเมตร ง. 190 เซนติเมตร
64 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 26. ผู้ชายที่สูงเกิน 165 เซนติเมตร มีกี่เปอร์เซ็นต์ ก. 25% ข. 50% ค. 75% ง. 100% 27. มัธยฐานของความสูงของผู้หญิงเท่ากับกี่เซนติเมตร ก. 180 เซนติเมตร ข. 185 เซนติเมตร ค. 170 เซนติเมตร ง. 175 เซนติเมตร 28. ผู้หญิงที่สูงน้อยกว่า 170 เซนติเมตร มีประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ก. 25% ข. 50% ค. 75% ง. 100% 29. ส่วนสูงของผู้หญิงมีการกระจายข้อมูลมากในช่วงความสูง เท่าไร ก. 155 – 170 เซนติเมตร ข. 170 – 175 เซนติเมตร ค. 180 – 185 เซนติเมตร ง. 175 – 180 เซนติเมตร 30. ข้อใดเป็นเท็จ ก. มัธยฐานของความสูงผู้ชาย เท่ากับมัธยฐานของความสูงผู้หญิง ข. มีคนประมาณ 25% ที่สูงมากกว่าหรือเท่ากับ 185 เซนติเมตร ค. มีคนประมาณ 37.5% ที่มความสูงอยู่ระหว่าง 175 – 185 เซนติเมตร ง. มีผู้ชายที่สูงน้อยกว่า 165 เซนติเมตร และผู้หญิงที่สูงน้อยกว่า 170 เซนติเมตร มีจำนวนเท่ากันโดยประมาณ ลงชื่อ.........................................................ผู้เชี่ยวชาญ (......................................................................) วัน/เดือน/ปี.........................................
ภาคผนวก ค ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ
66 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 28 เรื่อง แผนภาพกล่อง (มัธยฐาน) ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน และสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การ ลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และ ความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
67 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 29 เรื่อง แผนภาพกล่อง (ควอไทล์) ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน และสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การ ลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และ ความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
68 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 30 เรื่อง แผนภาพกล่อง ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน และสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การ ลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และ ความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
69 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 31 เรื่อง เขียนแผนภาพกล่อง ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน และสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การ ลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และ ความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
70 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 32 เรื่อง แผนภาพกล่องกับการกระจายข้อมูล ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน และสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การ ลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และ ความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
71 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 33 เรื่อง การเปรียบเทียบแผนภาพกล่อง ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน และสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การ ลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และ ความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
72 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 34 เรื่อง การเปรียบเทียบแผนภาพกล่อง ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน และสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การ ลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และ ความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
73 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) ข้อที่ ผลการประเมินผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 +1 0 0 1 0.33 ตัดทิ้ง 2 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 4 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 8 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 11 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 12 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 13 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 14 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 15 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 16 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 17 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 18 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 19 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 21 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 22 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 23 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
74 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ (3) ข้อที่ ผลการประเมินผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 24 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 25 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 26 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 27 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 28 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 29 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 30 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ หมายเหตุ การแปลผลค่า IOC ใช้เกณฑ์ ดังนี้ IOC < หมายถึง ข้อสอบไม่สอดคล้องกับเนื้อหา ควรตัดข้อสอบนั้นทิ้งไป IOC > หมายถึง ข้อสอบสอดคล้องกับเนื้อหา สามารถใช้ข้อสอบข้อนั้นได้
ภาคผนวก ง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ (3) ผลการวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r)
76 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 สถิติ (3) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 20 ข้อ คะแนนเต็ม 20 คะแนน เวลา 50 นาที คำชี้แจง แบบทดสอบฉบับนี้เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ โดยให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ลงในกระดาษคำตอบในข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ตอบคำถามในข้อ 1 – 3 น้ำหนักของนักเรียน 9 คน เป็นดังนี้ 45, 44, 42, 42, 46, 47, 45 , 42, 49 1. ค่าต่ำสุดของข้อมูลชุดนี้คือเท่าไร ก. 42 ข. 45 ค. 46 ง. 49 2. พิสัยของข้อมูลชุดนี้เป็นเท่าไร ก. 6 ข. 8 ค. 5 ง. 7 3. มัธยฐานของข้อมูลชุดนี้เป็นเท่าไร ก. 49 ข. 45 ค. 44 ง. 42 4. ข้อใดต่อไปนี้ถือเป็น 75% ของข้อมูล ก. Q2 ข. Q4 ค. Q1 ง. Q3 5. ส่วนสูงของนักเรียน 7 คน เป็นดังนี้ 152 148 150 159 151 149 150 ค่าของ Q1 เป็นเท่าไร ก. 149 ข. 149.5 ค. 150 ง. 150.5 ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 6 – 8 28 19 22 27 25 24 30 26 25 18 15 17 6. ค่ามัธยฐานของข้อมูลชุดนี้คือข้อใด ก. 24 ข. 25 ค. 24.5 ง. 25.5 7. ค่า Q1 คือข้อใด ก. 18.5 ข. 18 ค. 19.5 ง. 19 8. ค่า Q2คือข้อใด ก. 24 ข. 24.5 ค. 25 ง. 25.5 9. มัธยฐานของข้อมูลอยู่ในตำแหน่งควอไทล์ที่ เท่าไร ก. Q3 ข. Q4 ค. Q1 ง. Q2 10. ข้อใดไม่ใช่ค่าที่บอกตำแหน่งของข้อมูลบน แผนภาพกล่อง ก. Q1 ข. Q2 ค. มัธยฐาน ง. Q3 11. เส้นที่ลากจาก Q1 ไปยังค่าต่ำสุด และเส้นที่ ลากจาก Q3 ไปยังค่าสูงสุดเรียกว่าอะไร ก. วิสกี้ ข. วิสเกอร์ ค. เส้นตรง ง. วิลเกอร์
77 12. ขั้นตอนแรกในการสร้างแผนภาพกล่องคือข้อ ใด ก. หาค่าต่ำสุด สูงสุดของข้อมูล ข. สร้างกล่องรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ค. นำค่าต่าง ๆ ที่หาได้มาลงจุด ง. เรียงข้อมูลจากน้อยไปมาก 13. ข้อใดคือการสร้าง วิสเกอร์ ที่ถูกต้อง ก. ลากจากจุดที่ตรงกับค่าต่ำสุด ไปยังจุดที่ตรงกับ ค่าสูงสุด ข. ลากจากจุดที่ตรงกับ Q1 ไปยังจุดที่ตรงกับค่า ต่ำสุด และลากจากจุดที่ตรงกับ Q3 ไปยังจุดที่ตรง กับค่าสูงสุด ค. ลากจากจุดที่ตรงกับ Q1 ไปยังจุดที่ตรงกับค่า ต่ำสุด และลากจากจุดที่ตรงกับ Q2 ไปยังจุดที่ตรง กับค่าสูงสุด ง. ลากจากจุดที่ตรงกับ Q2 ไปยังจุดที่ตรงกับค่า ต่ำสุด และลากจากจุดที่ตรงกับ Q3 ไปยังจุดที่ตรง กับค่าสูงสุด ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 14 – 16 จากการทดสอบนักเรียนจำนวน 100 คน ใน 2 รายวิชา แต่ละวิชามีคะแนนเต็ม 150 คะแนน ถ้า ผลการทดสอบทั้งสองรายวิชา เขียนเป็นแผนภาพ กล่องได้ดังนี้ จากการทดสอบนักเรียนจำนวน 100 คน ใน 2 รายวิชา 14. มัธยฐานของคะแนนสอบรายวิชาที่ 1 เท่ากับ เท่าไร ก. 60 ข. 100 ค. 30 ง. 80 15. มีนักเรียนกี่เปอร์เซ็นต์ที่สอบได้ 60 คะแนน ขึ้นไปในรายวิชาที่ 1 ก. 25% ข. 50% ค. 75% ง. 100% 16. ในรายวิชาที่ 2 มีนักเรียนที่สอบได้ 70 คะแนนขึ้นไป กี่เปอร์เซ็นต์ ก. 25% ข. 50% ค. 37.5% ง. 62.5% ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 17 – 20 จากการวัดความสูงของผู้ชาย 100 คน ผู้หญิง 100 คน สามารถสรุปข้อมูลความสูง (เซนติเมตร) เขียนเป็นแผนภาพกล่องได้ดังนี้ 17. ผู้ชายที่สูงเกิน 165 เซนติเมตร มีกี่เปอร์เซ็นต์ ก. 25% ข. 50% ค. 75% ง. 100% 18. ผู้หญิงที่สูงน้อยกว่า 170 เซนติเมตร มี ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ก. 25% ข. 50% ค. 75% ง. 100%
78 19. ส่วนสูงของผู้หญิงมีการกระจายข้อมูลมากในช่วงความสูงเท่าไร ก. 155 – 170 เซนติเมตร ข. 170 – 175 เซนติเมตร ค. 180 – 185 เซนติเมตร ง. 175 – 180 เซนติเมตร 20. ข้อใดเป็นเท็จ ก. มัธยฐานของความสูงผู้ชาย เท่ากับมัธยฐานของความสูงผู้หญิง ข. มีผู้ชายที่สูงน้อยกว่า 165 เซนติเมตร และผู้หญิงที่สูงน้อยกว่า 170 เซนติเมตร มีจำนวนเท่ากัน โดยประมาณ ค. มีคนประมาณ 37.5% ที่มความสูงอยู่ระหว่าง 175 – 185 เซนติเมตร ง. มีคนประมาณ 25% ที่สูงมากกว่าหรือเท่ากับ 185 เซนติเมตร
79 เฉลยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ข้อ ก ข ค ง ข้อ ก ข ค ง 1 11 2 12 3 13 4 14 5 15 6 16 7 17 8 18 9 19 10 20
80 ผลการวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ (3) ข้อที่ ประสิทธิภาพแบบทดสอบ ผลการวิเคราะห์ ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) 1 0.67 0.22 ใช้ได้ 2 0.61 0.33 ใช้ได้ 3 0.50 0.33 ใช้ได้ 4 0.44 0.44 ใช้ได้ 5 0.39 0.33 ใช้ได้ 6 0.33 0.22 ใช้ได้ 7 0.50 0.33 ใช้ได้ 8 0.33 0.22 ใช้ได้ 9 0.28 0.56 ใช้ได้ 10 0.67 0.44 ใช้ได้ 11 0.39 0.33 ใช้ได้ 12 0.44 0.22 ใช้ได้ 13 0.33 0.22 ใช้ได้ 14 0.44 0.44 ใช้ได้ 15 0.44 0.22 ใช้ได้ 16 0.44 0.22 ใช้ได้ 17 0.44 0.22 ใช้ได้ 18 0.39 033 ใช้ได้ 19 0.28 0.33 ใช้ได้ 20 0.44 0.44 ใช้ได้ หมายเหตุ การพิจารณาค่าความยาก (p) ที่พอเหมาะ ควรมีค่าตั้งแต่ 0.20 – 0.80 การพิจารณาค่าอำนาจจำแนก (r) ที่พอเหมาะ ควรมีค่าตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป
81 ผลการทดสอบระหว่างคะแนนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป PSPP ผลการทดสอบค่าเฉลี่ยของสมมติฐานทางสถิติ (t-test for Dependent Sample) ระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป PSPP
ภาคผนวก จ แผนการจัดการเรียนรู้ ใบกิจกรรม แบบทดสอบย่อย
83 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 28 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ค23101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 สถิติ(3) เวลา 9 ชั่วโมง เรื่อง แผนภาพกล่อง (มัธยฐาน) เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ครูผู้สอน นายพิเชษฐ ไชยเลิศ วันที่.....เดือน...............พ.ศ........... มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ ค 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปัญหา ตัวชี้วัด ค 3.1 ม.3/1 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการนำเสนอและวิเคราะห์ข้อมูลจาก แผนภาพกล่อง และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริงโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถบอกความหมายและหาค่าของมัธยฐานได้ 2. นักเรียนสามารถเขียนแสดงวิธีหาค่ามัธยฐานได้ 3. นักเรียนแสดงออกถึงความตั้งใจเรียนรู้และมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม สาระสำคัญ มัธยฐาน คือ ค่าของข้อมูลที่อยู่ตรงกลางจากข้อมูลทั้งหมด เมื่อเรานำข้อมูลทั้งหมดมาเรียงลำดับ จากน้อยไปหามากหรือมากไปหาน้อย คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีความมุมานะในการทำความเข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้ แผนภาพกล่อง (มัธยฐาน)
84 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 การนำเสนอสิ่งที่ต้องเรียน 1.1 ขั้นนำ 1.1.1 ครูกล่าวทักทายนักเรียน และแจ้งจุดประสงค์การเรียนให้นักเรียนได้ทราบ 1.1.2 ครูถามส่วนสูงของนักเรียนในห้อง 9 คน เพื่อให้เห็นได้ชัดเจนว่าค่ากลางคือค่าใด และถาม เพิ่มอีก 1 คน เพื่อให้มีจำนวนข้อมูลที่แตกต่างกัน 1.1.3 ครูถามนักเรียนว่า การหามัธยฐานที่ข้อมูลเป็นจำนวนเลขคี่และข้อมูลเป็นจำนวนเลขคู่ แตกต่างกันหรือไม่ (แนวคำตอบ นักเรียนอาจจะตอบว่าแตกต่างกัน หรือ ไม่แตกต่างกัน) 1.2 ขั้นสอน 1.2.1 ครูอธิบายว่า ในการหามัธยฐานหรือค่ากลางของข้อมูล อันดับแรกเราต้องเรียงข้อมูลจาก น้อยไปหามาก หรือจากมากไปหาน้อยก่อน ลำดับต่อไปเราจะหาตำแหน่งของมัธยฐาน โดยหาได้จากสูตร N+1 2 เมื่อได้ตำแหน่งมัธยฐานแล้วเราก็จะได้ค่ามัธยฐาน 1.2.2 ครูอธิบายว่า จากที่หาตำแหน่งของมัธยฐานนักเรียนจะสังเกตเห็นว่าตำแหน่งของมัธยฐาน ที่มีข้อมูลเป็นจำนวนคี่จะหาได้ง่าย ส่วนตำแหน่งของมัธยฐานที่มีจำนวนข้อมูลเป็นจำนวนคู่จะมีค่า กึ่งกลางสองค่า ดังนั้นจึงต้องหาค่าเฉลี่ยระหว่างสองค่า 1.3 ขั้นสรุป 1.3.1 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปว่า มัธยฐาน คือ ค่าของข้อมูลที่อยู่ตรงกลางจากข้อมูลทั้งหมด เมื่อเรานำข้อมูลทั้งหมดมาเรียงลำดับจากน้อยไปหามากหรือมากไปหาน้อย ขั้นที่ 2 การทำงานเป็นกลุ่ม 2.1 ครูจัดกลุ่มนักเรียนเข้ากลุ่มย่อยคละความสามารถ โดยใช้ผลสัมฤทธิ์จากคะแนนสอบกลางภาค เรียน ซึ่งเรียงจากคะแนนมากไปหาน้อย 2.2 ครูแจ้งให้นักเรียนทราบว่าสมาชิกในกลุ่มจะต้องช่วยเหลือและรับผิดชอบงานร่วมกัน โดยคนเก่ง จะต้องช่วยเหลือเพื่อนที่ยังไม่เข้าใจ และทุกคนต้องตั้งใจทำกิจกรรม เพื่อให้กลุ่มประสบผลสำเร็จ 2.3 ตัวแทนกลุ่มรับใบกิจกรรมมัธยฐาน พร้อมเฉลยใบกิจกรรม สมาชิกในกลุ่มช่วยเหลือกันทำใบ กิจกรรม คนที่เข้าใจเนื้อหาช่วยอธิบายให้เพื่อนในกลุ่มเข้าใจ เมื่อทำใบงานเสร็จให้สมาชิกทุกคนตรวจสอบ คำตอบในใบเฉลย ถ้าทำผิดข้อไหนให้สมาชิกทุกคนศึกษาข้อผิดพลาดและทำความเข้าใจ
85 2.4 ขณะที่นักเรียนทำใบกิจกรรม ครูคอยสังเกตพฤติกรรมการทำงานของแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งคอย ให้ข้อเสนอแนะ ขั้นที่ 3 การทดสอบย่อย ให้นักเรียนทำแบบทดสอบย่อยที่ 1 เรื่องมัธยฐาน จำนวน 10 ข้อ เป็นรายบุคคล ในขั้นนี้ครูไม่ อนุญาตให้นักเรียนช่วยเหลือกันหรือปรึกษากัน เมื่อทำแบบทดสอบเสร็จแล้วนำข้อสอบส่งครูเพื่อ ตรวจข้อสอบ ขั้นที่ 4 ให้คะแนนพัฒนาการของนักเรียน ครูนำคะแนนมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่มของแต่ละกลุ่ม เพื่อจัดเรียงลำดับให้นักเรียนแต่ละคนรู้ คะแนนของตนเองและกลุ่ม เพื่อที่จะได้แก้ไข ปรับปรุง พัฒนาตนเองต่อไป ขั้นที่ 5 การรับรองผลงานกลุ่ม เมื่อรวบรวมคะแนนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำการยกย่องชมเชยกลุ่ม ให้รางวัลกับกลุ่มที่ได้คะแนนตาม เกณฑ์ที่กำหนด พร้อมให้ข้อเสนอแนะที่ควรปรับปรุงแก้ไข การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ เครื่องมือ วิธีการ เกณฑ์การวัด 1. นักเรียนสามารถบอกความหมาย และหาค่าของมัธยฐานได้ แบบทดสอบย่อยที่ 1 ตรวจ แบบทดสอบย่อยที่ 1 ผ่านเกณฑ์การ ประเมินระดับดี ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถเขียนแสดงวิธีหา ค่ามัธยฐานได้ ใบกิจกรรมมัธยฐาน ตรวจใบกิจกรรม ผ่านเกณฑ์ใน ระดับดีขึ้นไป 3. นักเรียนแสดงออกถึงความตั้งใจ เรียนรู้และมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม แบบสังเกตพฤติกรรม ด้านเจตคติต่อวิชา คณิตศาสตร์ สังเกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์ คุณภาพ ในระดับดีขึ้นไป
86 เกณฑ์การประเมินผล ความถูกต้องของแบบทดสอบย่อย คะแนน พฤติกรรมที่แสดงออก 4 (ดีมาก) ทำแบบทดสอบย่อยได้คะแนน 8 – 10 คะแนน 3 (ดี) ทำแบบทดสอบย่อยได้คะแนน 5 – 7 คะแนน 2 (พอใช้) ทำแบบทดสอบย่อยได้คะแนน 2 – 4 คะแนน 1 (ปรับปรุง) ทำแบบทดสอบย่อยได้คะแนนต่ำกว่า 2 คะแนน การเขียนแสดงวิธีหาคำตอบ คะแนน พฤติกรรมที่แสดงออก 3 (ดี) นักเรียนสามารถเขียนแสดงวิธีการหาค่าของมัธยฐานได้ครบถ้วน สมบูรณ์ คำตอบถูกต้อง 2 (พอใช้) นักเรียนสามารถเขียนแสดงวิธีการหาค่าของมัธยฐานได้ครบถ้วน สมบูรณ์ แต่ คำตอบที่เขียนไม่ถูกต้อง 1 (ปรับปรุง) นักเรียนไม่สามารถเขียนแสดงวิธีการหาค่าของมัธยฐานได้ครบถ้วน คำตอบไม่ ถูกต้องถูกต้อง
87 ความตั้งใจเรียนรู้และมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม คะแนน พฤติกรรมที่แสดงออก 3 (ดี) สมาชิกทุกคนทำงานที่ได้รับมอบหมายจนงานเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทันเวลา ช่วยเหลือ เพื่อนในกลุ่มเป็นอย่างดี 2 (พอใช้) สมาชิกส่วนใหญ่ทำงานที่ได้รับมอบหมายจนงานเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทันเวลา ช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่มเป็นอย่างดี 1 (ปรับปรุง) สมาชิกไม่มีความรับผิดชอบ ทำให้งานไม่บรรลุเป้าหมาย สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. สื่อการเรียนรู้ 1.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 1 สสวท. 1.2 ใบกิจกรรมมัธยฐาน และเฉลยใบกิจกรรม 1.3 แบบทดสอบย่อยที่ 1 มัธยฐาน และเฉลยแบบทดสอบย่อยที่ 1 2. แหล่งการเรียนรู้ ห้องเรียน
88
89