39 จารุวรรณ สิทธิชัย (2561) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๔ (ป.ปัญญาฐาปนกิจอปถัมภ์) จังหวัดนครปฐม ผลการวิจัยพบว่า (1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เป็น 80.61/81.17 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคะแนน เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ 0.05 (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคะแนน เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 และ (4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้แบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โดยรวมอยูในระดับมาก ทิชากร ทองระยับ, ธะนิน กระแสร์ และวันทนีย์ นามสวัสดิ์ (2558) ได้ศึกษาผลการใช้แบบฝึก ทักษะ เรื่องความน่าจะเป็น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ เรียนรู้ตาม ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ผลการวิจัยพบว่า 1.แบบฝึกทักษะ เรื่อง ความน่าจะเป็น กลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัค ติวิสต์มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.57/84.82 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำาหนดไว้คือ 75/75 2.นักเรียนที่เรียน ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง ความน่าจะเป็น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง ความน่าจะเป็น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรู้ตาม ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เท่ากับ 0.6545 หรือคิดเป็นร้อยละ 65.45 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการ เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง ความน่าจะเป็น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำาหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2.งานวิจัยต่างประเทศ ลอเรย์ (Larrey. 1987 : 817A) ศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะกับนักเรียนระดับ 1-3จำนวน 87 คนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกทักษะมี คะแนนการทดสอบหลังการทำแบบฝึกทักษะมากกว่าคะแนนก่อนทำแบบฝึก และนักเรียนทำ แบบทดสอบหลังจากฝึกทักษะเฉลี่ยร้อยละ 89.8 แสดงว่า แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องช่วยให้เกิดการ เรียนรู้เพิ่มเติม
40 Romain (1975 : 244) ได้ศึกษาเรื่องการใช้ชุดฝึกทักษะกับการสอนปกติในวิชาคณิตศาสตร์ของ นักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลปรากฎว่าการสอน โดยใช้ชุดฝึกทักษะ ให้ได้ผลดีกว่าการสอนปกติ ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อวิชาเรียน Tomas (1976 : 6320) ได้ทดลองสอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย โดยใช้วิธีการสอน โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกครูจัดสอนเป็นรายบุคคลและใช้ชุดฝึกทักษะ ผลปรากฏ ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน กรอบแนวคิดการวิจัย จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยมีตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ 2. ประสิทธิภาพของกระบวนการและ ผลลัพธ์ (E1 /E2 ) ของแบบฝึกทักษะ กิจกรรมการเรียน การสอนโดยใช้แบบ ฝึกทักษะ
41 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ มีการจัดการเรียนการสอนดังขั้นตอนต่อไปนี้ ภาพที่ 2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นสอน ขั้นสรุป ขั้นฝึกทักษะ ครูทบทวนความรู้เดิมจากคาบ ที่ผ่านมาและแจ้งจุดประสงค์ ในการเรียนให้นักเรียนทราบ ครูนำเสนอเนื้อหาในการเรียน การสอน พร้อมกับแสดง ตัวอย่าง ครูและนักเรียนร่วมกันสรุป ความรู้ที่ได้เรียนในคาบนี้ ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะ แบบฝึก ทักษะ
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีดำเนินการศึกษาตาม หัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 53 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีซึ่งการจัด นักเรียนในแต่ละห้องเรียนเป็นแบบคละความสามารถ (เก่ง ปานกลาง อ่อน) 2. กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 18 คน ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ที่ได้มาจาก การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน (One Group Pretest – Posttest Design) ดังแสดงในภาพที่ 1 2
43 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง 1 แทน การทดสอบก่อนเรียน แทน ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ 2 แทน การทดสอบหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ จำนวน 8 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง 2. แบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ผู้ศึกษากำหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือฯ ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และเกี่ยวกับแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ 1.2 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คู่มือครูหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดทำโดยกระทรวงศึกษาธิการ 1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ช่วงชั้นที่ 3 วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1.4 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา บทที่ 5 1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ/สื่อนวัตกรรม จำนวน 8 แผน รวม 8 ชั่วโมง 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนวิชาคณิตศาสตร์ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัย และการวัดผลประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ ให้ คะแนนดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง
44 แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ( Index of Item – Objective Congruence : IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ จะต้องได้ค่าดัชนีความ สอดคล้องของทุกองค์ประกอบตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence : IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการ จัดการเรียนรู้ได้ 0.50 ขึ้นไปทุกแผนการจัดการเรียนรู้ 1.7 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลังเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ปีการศึกษา 2565 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย และ ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 4 คน (ทดลองเดี่ยว) ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถอยู่ ในระดับ สูง 1 คน ปานกลาง 2 คน และต่ำ 1 คน เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไข เกี่ยวกับการใช้สำนวนภาษา 1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลังเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ปีการศึกษา 2565 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยและ ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 12 คน (ทดลองกลุ่มเล็ก) ประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถ อยู่ในระดับสูง 3 คน ปานกลาง 6 คน และต่ำ 3 คน เพื่อหาข้อบกพร่องเกี่ยวกับเวลา สื่อการสอน ปริมาณเนื้อหาและกิจกรรมในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้แล้วปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 1.10 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง เพื่อ ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก มีขั้นตอนในการสร้างและหา ประสิทธิภาพดังนี้ 2.1 ศึกษาทฤษฎีวิธีสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา 2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์แบบปรนัยชนิด เลือกตอบมี4 ตัวเลือก จำนวน 32 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนวิชาคณิตศาสตร์การวิจัยและด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง
45 เนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ซึ่งให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้ คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.5 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อ คำถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาค่า IOC ซึ่งมีต้องมีค่าไม่น้อยกว่า 0.50 ซึ่ง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ผลปรากฏว่าทุกข้อมีค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 แล้วคัดเลือกข้อสอบจำนวน 20 ข้อ 2.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลังเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ปีการศึกษา 2565 ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ผ่านมาแล้ว และไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย จำนวน 12 คน แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (P) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อซึ่งมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.80 มีค่าอำนาจ จำแนกไม่น้อยกว่า 0.20 ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.20 – 0.80 ทุกข้อ และมีค่าอำนาจจำแนก 0.20 ขึ้นไปทุกข้อ 2.7 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้วจำนวน 30 ข้อ ไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20) ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.70 ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.70 ขึ้นไป 2.8 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนามต่อไป 3. แบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษาได้ ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 3.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิเคราะห์หลักสูตรมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติและศึกษาคู่มือครูรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ของสถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้ รูปแบบและ ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติมัธยมศึกษาปีที่ 3 3.2 สร้างแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 อัตราส่วนตรีโกณมิติ, ชุดที่ 2 อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุม 30º, 45º และ 60º และ ชุดที่ 3 การนำอัตราส่วนตรีโกณมิติไปใช้ในการแก้ปัญหา
46 3.3 สร้างแบบประเมินคุณภาพของแบบฝึกทักษะ สำหรับเสนอผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) โดยกำหนดเกณฑ์การประเมินคุณภาพ ด้านความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะและเกณฑ์การแปลความหมาย ดังนี้ เกณฑ์การให้คะแนน เหาะสมมากที่สุด ตรวจให้ 5 คะแนน เหมาะสมมาก ตรวจให้ 4 คะแนน เหมาะสมปานกลาง ตรวจให้ 3 คะแนน เหมาะสมน้อย ตรวจให้ 2 คะแนน เหมาะสมน้อยที่สุด ตรวจให้ 1 คะแนน เกณฑ์การแปลความหมาย ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 แปลความว่า เหมาะสมมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 แปลความว่า เหมาะสมมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 แปลความว่า เหมาะสมปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 แปลความว่า เหมาะสมน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 แปลความว่า เหมาะสมน้อยที่สุด 3.4 นำแบบฝึกทักษะ พร้อมแบบประเมินความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะ เสนอ ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ทำการประเมินเพื่อตรวจคุณภาพความเหมาะสมและตรวจสอบความถูกต้อง โดยรวมแบบฝึกทักษะทั้ง 3 ชุด ด้านเนื้อหาและการนำเสนอ รวมถึงการใช้ภาษาและสัญลักษณ์ทาง คณิตศาสตร์ การคิดคำนวณและด้านการพิมพ์ 3.5 นำแบบฝึกทักษะที่ได้แก้ไขและปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ไปทดลองใช้เพื่อหา ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ โดยนำปทดลองกับนักเรียนกลุ่มเดี่ยว จำนวน 3 – 4 คน พบว่าใน โจทย์ของแบบฝึกทักษะมีการพิมพ์มุมสลับตำแหน่งกัน และนำไปแก้ไขเพื่อไปทดลองใช้จริงต่อไป 3.6 จัดพิมพ์แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ทั้ง 3 ชุด เป็นฉบับ สมบูรณ์ให้เพียงพอ และนำไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 18 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับดังนี้ 1. ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
47 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจำนวน 8 แผน โดย ให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชุดเดิมไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติโดยใช้แบบ ฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติโดยใช้แบบฝึก ทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติโดยใช้แบบ ฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ใช้ค่าเฉลี่ย (X̅) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทาง สถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Program (TAP) 2.1 หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) = ∑ เมื่อ เป็นดัชนีความสอดคล้อง ∑ เป็นผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เป็นจำนวนของผู้เชี่ยวชาญ
48 2.2 ค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3 ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4 ค่าความเชื่อมั่น (rtt) ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน 2.5 ประสิทธิภาพของกรพบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2 ) สูตร E1 = ∑ × 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ แทน ผลรวมของคะแนนที่ได้จากการทำแบบฝึกทักษะหรือแบบทดสอบ ย่อยในระหว่างเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกทักษะหรือแบบทดสอบย่อย N แทน จำนวนนักเรียน สูตร E2 = ∑ × 100 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ แทน ผลรวมของคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน N แทน จำนวนนักเรียน 3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ SPSS for Windows ด้วยสถิติที่ใช้ทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการ ทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t – test for One Sample) และทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน คือ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test dependent)
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของ กระบวนการและผลลัพธ์ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนกับ หลังเรียน ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ตารางที่ 2 แสดงประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ที่เรียน ด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 18 คน จำนวน นักเรียน คะแนนทดสอบระหว่างเรียน 3 ชุด (ชุดที่ 1 และ ชุดที่ 2 15 คะแนน ชุดที่ 3 5 คะแนน) คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียน (20 คะแนน) ประสิทธิภาพ E1/E2 คะแนน เต็ม คะแนน ที่ได้ ค่าเฉลี่ย E1 คะแนน เต็ม คะแนน ที่ได้ ค่าเฉลี่ย E2 18 630 556 30.9 88.25 360 281 15.61 78.05 88.25/78.05
50 จากตารางที่ 2 พบว่า คะแนนเฉลี่ยของคะแนนจากการทำแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 88.25 และคะแนนเฉลี่ยจาก การทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 78.05 แสดงว่าแบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.25/78.05 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ตอนที่ 2 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติที่ เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึก ทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นรายบุคคล คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 5 25 15 75 2 3 15 15 75 3 6 30 16 80 4 7 35 17 85 5 5 25 15 75 6 6 30 15 75 7 6 30 15 75 8 3 15 16 80 9 7 35 14 70 10 5 25 16 80 11 7 35 17 85 12 8 40 19 95
51 ตารางที่ 3 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึก ทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นรายบุคคล (ต่อ) คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 13 6 30 16 80 14 8 40 16 80 15 7 35 14 70 16 4 20 14 70 17 5 25 15 75 18 9 45 16 80 คะแนนเฉลี่ย (X̅) 5.94 29.72 15.61 78.05 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1.66 1.24 จากตารางที่ 3 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 5.94 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 29.72 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 15.61 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.05 ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่าง หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผู้วิจัยได้นำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t – test for One Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว โดย เปรียบเทียบคะแนนสอบหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่ม คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t - test กลุ่มทดลอง 15.61 1.24 78.05 5.50**
52 จากตารางที่ 4 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.61 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.05 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ตอนที่ 4 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่าง ก่อนเรียนกับหลังเรียน ผู้วิจัยได้นำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนกับหลังเรียนเปรียบเทียบกับนด้วย การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตาราง ที่ 5 ตารางที่ 5 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ โดย เปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ผลการทดลอง คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t - test ก่อนเรียน 5.94 1.66 29.72 24.93** หลังเรียน 15.61 1.24 78.05 หมายเหตุ**มีนัยสำคัญที่ระดับ .01 จากตารางที่ 5 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 5.94 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 29.72 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 15.61 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.05 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยนำเสนอการสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติโดยใช้แบบฝึก ทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติโดยใช้แบบ ฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สมมุติฐานการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดสมมุติฐานของการวิจัยดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2 ) ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไม่น้อยกว่า 70/70 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติโดยใช้แบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
54 วิธีการดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 53 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีซึ่งการจัด นักเรียนในแต่ละห้องเรียนเป็นแบบคละความสามารถ (เก่ง ปานกลาง อ่อน) 2. กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 18 คน ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ที่ได้มาจาก การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ จำนวน 8 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง 2. แบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับดังนี้ 1. ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจำนวน 8 แผน โดย ให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชุดเดิมไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติโดยใช้แบบ ฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
55 2. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติโดยใช้แบบฝึก ทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติโดยใช้แบบ ฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สรุปผลการวิจัย 1. คะแนนเฉลี่ยของคะแนนจากการทำแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 88.25 และคะแนนเฉลี่ยจากการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 78.05 แสดงว่าแบบฝึกทักษะวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.25/78.05 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติที่เรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.61 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.05 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลัง เรียนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติที่เรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 5.94 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 29.72 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.61 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.05 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ผล ปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อภิปรายผลการวิจัย การพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยของคะแนนจากการทำแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 88.25 และคะแนนเฉลี่ยจากการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 78.05 แสดงว่าแบบฝึกทักษะวิชา
56 คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.25/78.05 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 ทั้งนี้อาจ เนื่องมาจากการที่นักเรียนทำทำแบบฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจสอบจาก ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ซึ่งในแบบฝึกทักษะที่นักเรียนได้ใช้นั้นเป็นเรื่องที่นักเรียนได้เรียนมาแล้ว ไม่ยาก หรือไม่ง่ายเกินไป เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน แบบฝึกทักษะในแต่ละชุดจะมีคำชี้แจง สั้น ๆ ที่ทำให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งตัวอย่างการทำแบบฝึกหัดให้นักเรียนได้ดู ซึ่ง สอดคล้องกับ นิตยา ฤทธิ์โยธี(2559 : 42) ที่ได้กล่าวถึงลักษณะที่ดีของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. จะต้องเกี่ยวข้องกับบทเรียนที่เรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับวัยหรือความสามารถ 3. มีคำชี้แจงสั้น ๆ ที่ทำให้เด็กเข้าใจวิธีทำง่ายยิ่งขึ้น 4. ใช้เวลาได้เหมาะสม 5. เป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ สอดคล้องกับงานวิจัยของนูรีมาน สือรี (2563) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เลข ยกกำลัง โดยใช้แบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผล การศึกษาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องเลขยกกำลัง มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์80.84/80.11 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง สำหรับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 3) ความ พึงพอใจสูงสุดของนักเรียนที่มีต่อการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเลขยกกำลังสำหรับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึก ทักษะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับงานวิจัยของนิตยา สอนนุชาติ (2562) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 78.97/74.60 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้2. ผลการ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น ได้คะแนนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน โดยแบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าเกณฑ์(ร้อยละ 70) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และยังสอดคล้องกับงานวิจัย
57 ของอรุณี รุจิราพาณิชย์(2562), จำเนียร แซ่เล่า (2561), จารุวรรณ สิทธิชัย (2561) และทิชากร ทอง ระยับ, ธะนิน กระแสร์ และวันทนีย์ นามสวัสดิ์ (2558) ที่กล่าวไว้ในบทที่ 2 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติที่เรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.61 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.05 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลัง เรียนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของวันนิสา คลังคนเก่า (2563) ได้ศึกษาการใช้ชุดฝึกทักษะเรื่องการ คูณที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า การใช้ชุดฝึก ทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้น ดูจากผลการทดสอบ ก่อนเรียนจากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย 12 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 6.89 คิดเป็นร้อย ละ 60 ผลการทดสอบหลังเรียนจากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย14.09 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 9.49 คิดเป็นร้อยละ 74.81 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.09 ซึ่งพบว่า ผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่า ผลการเรียนรู้ก่อนเรียน เมื่อนำไปคำนวณหาค่า T ใน ตารางนั้น คะแนนทดสอบหลังเรียนมีค่า มากกว่าทดสอบก่อนเรียน มีค่าสถิติที่ได้เท่ากับ 1.147 สอดคล้องกับลอเรย์ (Larrey. 1987 : 817A) ศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะกับนักเรียนระดับ 1-3จำนวน 87 คนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกทักษะมีคะแนนการทดสอบหลังการทำแบบฝึก ทักษะมากกว่าคะแนนก่อนทำแบบฝึก และนักเรียนทำแบบทดสอบหลังจากฝึกทักษะเฉลี่ยร้อยละ 89.8 แสดงว่า แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องช่วยให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มเติม สอดคล้องกับ Romain (1975 : 244) ได้ศึกษาเรื่องการใช้ชุดฝึกทักษะกับการสอนปกติในวิชาคณิตศาสตร์ของนักศึกษาชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ผลปรากฎว่าการสอน โดยใช้ชุดฝึกทักษะ ให้ได้ผลดีกว่าการสอนปกติทั้งในด้าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อวิชาเรียน สอดคล้องกับ Tomas (1976 : 6320) ได้ทดลอง สอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย โดยใช้วิธีการสอน โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกครูจัดสอนเป็นรายบุคคลและใช้ชุดฝึกทักษะ ผลปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งสอง กลุ่มไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้อาจเกิดมาจากการที่นักเรียนได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง พร้อมที่จะเรียนรู้ หรือฝึกทำแบบฝึกหัดบ่อย ๆ โดยมีครูคอยให้คำปรึกษา ให้กำลังใจนักเรียนและชมเชยนักเรียนเมื่อ นักเรียนทำสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการลองผิดลองถูกของ ธอร์นไดค์ สรุปเป็นกฎการเรียน คือ กฎความพร้อม การเรียนจะเกิดเมื่อบุคคลพร้อมที่จะทำ กฎแห่งการฝึกหัด การเรียนจะเกิดขึ้นเพราะ
58 ได้ทำซ้ำ ๆ และยิ่งทำมาก ความจำเกิดขึ้นได้ง่าย กฎแห่งความพอใจการที่ผู้เรียนได้ทราบผลทำงาน ของตนเอง โดยการเฉลยคำตอบให้ เป็นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้เรียน และทฤษฎีพฤติกรรม นิยมของ สกินเนอร์มีความเชื่อว่าสามารถควบคุมบุคคลให้ทำตามความประสงค์หรือแนวทางที่ กำหนด โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกทางด้านจิตใจของผู้นั้นว่ารู้สึกนึกคิดอย่างไร เขาจึงได้ทดลอง และสรุปว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ได้โดยการกระทำ โดยมีการเสริมแรงเป็นตัวการเมื่อบุคคลตอบสนอง สิ่งเร้าควบคู่กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. ในการจัดทำแบบฝึกทักษะ ข้อสอบระหว่างเรียนควรทำข้อสอบให้มีคะแนนเท่ากัน 2. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการจัดการเรียนการสอนซึ่งส่งผลให้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น ดังนั้นครูผู้สอนควรนำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ไปใช้ในการ จัดการเรียนการสอนให้มากขึ้น 3. ในการจัดการเรียนการสอน ครูต้องมีการกระตุ้นและเสริมแรงนักเรียนอยู่เสมอ เพื่อที่จะให้ นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ที่ดี และพร้อมที่จะเรียนรู้ ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์กับเนื้อหาคณิตศาสตร์เรื่องอื่น ๆ ในชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นเรียนอื่น ๆ เนื่องจากปัจจุบันเด็กไม่ค่อยสนใจที่จะทำแบบฝึกทักษะ 2. ควรมีการศึกษาการจัดการเรียนรู้ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ในตัว แปรอื่น เช่น ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ความคงทนในการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการทาง คณิตศาสตร์ 3. ควรมีการศึกษาการจัดการเรียนรู้ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์กับ รูปแบบการสอนอื่น ๆ เช่น 5E STAD STEM การจัดการเรียนแบบใช้คำถามเป็นต้น
59 เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ : กระทรวงฯ. กฤตวรรณ คำสม. (2557). จิตวิทยาสำหรับครู. อุดรธานี : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี จารุวรรณ สิทธิชัย. (2561). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียน ไทยรัฐวิทยา ๔ (ป.ปัญญาฐาปนกิจอปถัมภ์) จังหวัดนครปฐม. วิทยานิพน์ หลักสูตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง. จำเนียร แซ่เล่า. (2561). การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. นครศรีธรรมราช. ทิชากร ทองระยับ, ธะนิน กระแสร์ และวันทนีย์ นามสวัสดิ์. (2558). การใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ความน่าจะเป็น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ เรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและ การจัดการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. นิตยา สอนนุชาติ. (2562). การพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5. สกลนคร : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23. วัชรี กาญจนกีรติ. (2554). การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์. เพชรบุรี. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี. สืบค้นจาก http://www.phichsinee.cmru.ac.th/develop/admin/mydownload/ file/210413191152.PDF. วันนิสา คลังคนเก่า. (2563). การใช้ชุดฝึกทักษะเรื่องการคูณที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. พระนครศรีอยุธยา. สมชาย วรกิจเกษมสกุล. (2553). ระเบียบวิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. อุดรธานี : อักษรศิลป์การพิมพ์. อรุณี รุจิราพาณิชย์. (2562). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน บ้านศรีบุญเรืองอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขา
60 คณิตศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้. Lowery, Eleanor Blodwyn. (1978). The Effects of Four Drills and Practice Time Units on the Decoding Performances of Student with Specific Learning Disabilities. Dissertation Abstracts International. 39, 02 (1978): 817-A. Romain, S T. (1975). A study of Differences in Creative Writing of Children Under Varying Stimuli. Dissertation Abstracts International. 36 : 244. Thomas, Kenneth. (1976). Conflict and Conflict Management in Marvin D. Dunnette (ed), Handbook of Industrial and Organization Psychology. Chicago : Rand McNally.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย
63 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิชาการโรงเรียนอุดรธานีพิทยา คม ที่ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติ 1. นางละอองดาว เพ็งสา ครูชำนาญการพิเศษ วิชาคณิตศาสตร์ หัวหน้าหมวดวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองจังหวัดอุดรธานี 2. นางจุฬารักษ์ บุญชัย ครูชำนาญการพิเศษ วิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองจังหวัดอุดรธานี 3. นางสาวจีรนันท์ วิบูลย์กุล ครูชำนาญการ วิชาภาษาอังกฤษ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองจังหวัดอุดรธานี
ภาคผนวก ข แบบตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ
65 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ (Index of Item Objective Congruence : IOC) คำชี้แจง ขอให้ท่านพิจารณาประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละรายการประเมิน โดยทำเครื่องหมาย ในช่องผลการประเมินตามเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ +1 หมายถึง รายการประเมินนั้นสอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ารายการประเมินนั้นสอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ - 1 หมายถึง รายการประเมินนั้นไม่สอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม รายการประเมิน ผลการประเมิน ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 1. แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน และสัมพันธ์กัน 2. เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ 3. กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ 4. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน 5. กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลง มือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง 6. กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น 7. สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ 8. สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และ ความสามารถนักเรียน 9. วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และกิจกรรม
66 รายการประเมิน ผลการประเมิน ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 10. เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ..........................................................ผู้ประเมิน ( ) วันที่...........เดือน...................................พ.ศ...............
67 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ (Index of Item Objective Congruence : IOC) คำชี้แจง ขอให้ท่านพิจารณาประเมินแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยทำเครื่องหมาย ในช่องผลการประเมินตามเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ +1 หมายถึง รายการประเมินนั้นสอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหาสาระ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ารายการประเมินนั้นสอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหาสาระ - 1 หมายถึง รายการประเมินนั้นไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหาสาระ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 จุดประสงค์ข้อที่ 1 บอกความหมายของอัตราส่วน ตรีโกณมิติ และเขียนสูตรของอัตราส่วนตรีโกณมิติ ของ มุมแหลมจากรูปสามเหลี่ยมมุมฉากได้ 1. ตรีโกณมิติเป็นการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องใด ก. ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของมุมและความยาวด้าน ของรูปสามเหลี่ยม ข. ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของมุมและความยาวด้าน ของรูปสี่เหลี่ยม ค. ความสัมพันธ์ระหว่างความกว้างและความยาวด้าน ของรูปสามเหลี่ยม ง. ความสัมพันธ์ระหว่างความกว้างและความยาวด้าน ของรูปสี่เหลี่ยม 2. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่อัตราส่วนตรีโกณมิติเมื่อพิจารณา มุม A ก. ความยาวด้านตรงข้ามมุม ความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ข. ความยาวด้านประชิดมุม ความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก
68 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 ค. ความยาวด้านตรงข้ามมุม ความยาวด้านประชิดมุมฉาก ง. ความยาวด้านตรงข้ามมุม ความยาวด้านประชิดมุม ใช้รูปต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 3 – 6 3. เมื่อพิจารณามุม A AC̅ เรียกว่าอะไร ก. ด้านประชิดมุม A ข. ด้านตรงข้ามมุม A ค. ด้านตรงข้ามมุมฉาก ง. ด้านประชิดมุมฉาก 4. เมื่อพิจารณามุม A ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง ก. AB̅ เรียกว่า ด้านตรงข้ามมุมฉาก ข. AC̅ เรียกว่า ด้านตรงข้ามมุม A ค. BC̅ เรียกว่า ด้านตรงข้ามมุม A ง. AC̅ เรียกว่า ด้านประชิดมุม A 5. เมื่อพิจารณามุม B ด้านใดเป็นด้านประชิดมุม B ก. AB̅ ข. AC̅ ค. BA̅ ง. BC̅ 6. เมื่อพิจารณามุม B ด้านใดเป็นด้านตรงข้ามมุม B ก. AB̅ ข. AC̅ ค. BA̅ ง. BC̅
69 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 จุดประสงค์ข้อที่ 2 บอกอัตราส่วนตรีโกณมิติ ของมุม แหลมจากรูปสามเหลี่ยมมุมฉากได้ 7. ข้อใดไม่ใช่ชื่อเรียกของอัตราส่วนตรีโกณมิติทั้งสามมุม ก. ไซน์(sine) ข. โคไซน์(cosine) ค. แทนเจนต์(tangent) ง. พีทาโกรัส 8. ความยาวด้านตรงข้ามมุม ความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก จากอัตราส่วนที่กำหนดให้ เรา เขียนแทนด้วยข้อใด ก. cos A ข. tan A ค. sin A ง. cot A 9. ความยาวด้านประชิดมุม ความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก จากอัตราส่วนที่กำหนดให้ เรา เขียนแทนด้วยข้อใด ก. cos A ข. tan A ค. sin A ง. cot A 10. ความยาวด้านตรงข้ามมุม ความยาวด้านประชิดมุม ก. cos A ข. tan A ค. sin A ง. cot A
70 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 ใช้รูปต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 11 - 14 11. ข้อใดคือ sin A ก. ข. ค. ง. 12. ข้อใดคือ tan A ก. ข. ค. ง. 13. ข้อใดคือ cos B ก. ข. ค. ง. 14. ข้อใดคือ tan B ก. ข. ค. ง.
71 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 ใช้รูปต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 15 - 16 15. ข้อใดคือ sin B ก. 3 5 ข. 4 3 ค. 3 4 ง. 4 5 16. ข้อใดคือ cos B ก. 4 5 ข. 3 5 ค. 3 4 ง. 4 3 จุดประสงค์ข้อที่ 3 บอกทฤษฎีบทพีทาโกรัสได้ 17. จากรูปจะได้ทฤษฎีบทพีทาโกรัสตามข้อใด ก. c 2 = a2 + b2 ข. a 2 = c2 + b2 ค. b 2 = a2 + c2 ง. c 2 = a2 - b 2
72 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 18. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง ก. c 2 = a2 + b2 ข. a 2 = b2 - c 2 ค. b 2 = a2 + c2 ง. b 2 = a2 - c 2 จุดประสงค์ข้อที่ 4 หาความยาวด้านโดยการใช้ทฤษฎีบท พีทาโกรัสได้ 19. ถ้า a = 1 และ b = 1 แล้ว c เท่ากับข้อใด ก. 2 ข. 1 ค. √1 ง. √2 20. รูปสามเหลี่ยมมุมฉากรูปหนึ่งมีด้านประกอบมุมฉาก ยาว 7 และ 24 เซนติเมตร จะมีด้านประกอบมุมฉากยาว เท่าไร ก. 21 ข. 23 ค. 25 ง. 27 จุดประสงค์ข้อที่ 5 บอกค่าของอัตราส่วนตรีโกณมิติของ มุม 30° , 45° และ 60° ได้ 21. sin 45° มีค่าเท่ากับข้อใด ก. 1 2 ข. √3 2 ค. √2 2 ง. 1
73 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 22. cos 60° มีค่าเท่ากับข้อใด ก. 1 2 ข. √3 2 ค. √2 2 ง. 1 23. tan 45° มีค่าเท่ากับข้อใด ก. 1 2 ข. √3 2 ค. √2 2 ง. 1 24. sin 30° มีค่าเท่ากับข้อใด ก. 1 2 ข. √3 2 ค. √2 2 ง. 1 จุดประสงค์ข้อที่ 6 หาผลลัพธ์ของอัตราส่วนตรีโกณมิติ ของมุม 30° , 45° และ 60° ได้ 25. sin 30° + sin 45° ก. √2 ข. 1+√2 2 ค. 3 2 ง. √2 - √3 2 26. cos 45° - sin 60° ก. √2 ข. 1+√2 2 ค. √2 - √3 2 ง. 3 2
74 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 27. cos 60° + tan 45° ก. 3 2 ข. 1+√2 2 ค. √2 - √3 2 ง. √2 28. √2sin 45° + √3cos 30° ก. 3 2 ข. 5 2 ค. √3 2 ง. √2 จุดประสงค์ข้อที่ 7 หาความยาวด้านโดยใช้อัตราส่วน ตรีโกณมิติของมุม 30° , 45° และ 60° ได้ 29. บันไดยาว 100 ฟุต พาดอยู่กับกำแพง ปลายบันได ถึงขอบกำแพงพอดี ถ้าบันไดทำมุม 60 องศากับกำแพง จงหาว่าบันไดอยู่ห่างจากกำแพงเท่าไร ก. 25 ข. 75 ค. 100 ง. 50
75 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 30. สมพรยืนอยู่ห่างจากบ้านหลังหนึ่งเป็นระยะทาง 100 เมตร เขาเห็นเครื่องบินเครื่องหนึ่งบินอยู่เหนือ หลังคาบ้านพอดี และแนวที่เขามองเป็นมุมเงย 60 องศา จงหาว่าเครื่องบินสูงจากพื้นดินกี่เมตร ก. 100√3 ข. 100 ค. 50 ง. 25 จุดประสงค์ข้อที่ 8 บอกความหมายมุมก้ม มุมเงยได้ 31. มุมก้ม หมายถึงข้อใด ก. เป็นมุมที่เกิดจากแนวระดับสายตา และแนวเส้นจาก ตาไปยังวัตถุ โดยที่วัตถุอยู่สูงกว่าแนวเส้นระดับสายตา ข. เป็นมุมที่เกิดจากแนวระดับสายตา และแนวเส้นจาก ตาไปยังวัตถุ โดยที่วัตถุอยู่ต่ำกว่าแนวเส้นระดับสายตา ค. เป็นมุมที่เกิดจากแนวระดับเส้นสายตา และแนวเส้น จากตาไปยังวัตถุโดยที่วัตถุอยู่ต่ำกว่าแนวเส้นระดับ สายตา ง. เป็นมุมที่เกิดจากแนวระดับเส้นสายตา และแนวเส้น จากตาไปยังวัตถุโดยที่วัตถุอยู่สูงกว่าแนวเส้นระดับ สายตา
76 จุดประสงค์/ข้อสอบ ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 32. จากภาพเป็นมุมแบบใด ก. มุมแหลม ข. มุมป้าน ค. มุมก้ม ง. มุมเงย ลงชื่อ.........................................................ผู้เชี่ยวชาญ (......................................................................) วัน/เดือน/ปี.........................................
77 แบบประเมินคุณภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ คำชี้แจง ขอให้ท่านพิจารณาประเมินคุณภาพแบบฝึกทักษะในแต่ละรายการประเมิน โดยทำ เครื่องหมาย ในช่องผลการประเมินตามเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ เกณฑ์การให้คะแนน เหาะสมมากที่สุด ตรวจให้ 5 คะแนน เหมาะสมมาก ตรวจให้ 4 คะแนน เหมาะสมปานกลาง ตรวจให้ 3 คะแนน เหมาะสมน้อย ตรวจให้ 2 คะแนน เหมาะสมน้อยที่สุด ตรวจให้ 1 คะแนน รายการ ระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1. เนื้อหา 1.1 นวัตกรรมมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์และ เนื้อหา 1.2 เนื้อหาครอบคลุมหลักสูตร 1.3 การนำเสนอเนื้อหาเรียงลำดับจากง่ายไปยาก 1.4เนื้อหามีความเหมาะสมกับผู้เรียน 2. ภาษา สัญลักษณ์ และการคิดคำนวณ 2.1 ภาษาที่ใช้ สื่อความได้ชัดเจน 2.2 ใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ถูกต้องเหมาะสม 2.3 แสดงวิธีทำตามลำดับขั้นตอนได้ชัดเจน 2.4 การคิดคำนวณ 3. การพิมพ์ 3.1 ตัวอักษรชัดเจน 3.2 เว้นวรรคได้ถูกต้อง 3.3 รูปเล่มและขนาดพอเหมาะต่อการนำไปใช้ รวม ลงชื่อ.........................................................ผู้เชี่ยวชาญ (......................................................................) วัน/เดือน/ปี.........................................
ภาคผนวก ค ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ
79 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง ความหมายของอัตราส่วนตรีโกณมิติ ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
80 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
81 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ (2) ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
82 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุม 30º, 45º และ 60º ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
83 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุม 30º, 45º และ 60º (2) ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
84 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุม 30º, 45º และ 60º (3) ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
85 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุมแหลมขนาดอื่น ๆ ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
86 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 เรื่อง การนำอัตราส่วนตรีโกณมิติไปใช้ในการแก้ปัญหา ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถนักเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
87 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ข้อที่ ผลการประเมินผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 +1 +1 +1 3 1.00 ตัดทิ้ง 2 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 4 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 8 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 11 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 12 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 13 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 14 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 15 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 16 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 17 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 18 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 19 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 21 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 22 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 23 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
88 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ข้อที่ ผลการประเมินผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 24 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 25 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 26 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 27 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 28 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 29 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 30 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 31 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 32 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ หมายเหตุ การแปลผลค่า IOC ใช้เกณฑ์ ดังนี้ IOC < หมายถึง ข้อสอบไม่สอดคล้องกับเนื้อหา ควรตัดข้อสอบนั้นทิ้งไป IOC > หมายถึง ข้อสอบสอดคล้องกับเนื้อหา สามารถใช้ข้อสอบข้อนั้นได้