The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ดำเนินงานโดย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมู่บ้านรักษาศีล ๕" สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sert Alone, 2020-03-30 23:29:25

หลักสูตร เครือข่ายพระสงฆ์เฝ้าระวังสื่อชวนเชื่อทางศาสนา

ดำเนินงานโดย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมู่บ้านรักษาศีล ๕" สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Keywords: หลักสตร





คู่มอื การอบรมหลักสูตร “เครอื ขา่ ยพระสงฆ์เฝา้ ระวงั ส่ือชวนเชอ่ื ทางศาสนา”
พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโ , รศ.ดร. และคณะ

ท่ปี รึกษา :

พระพรหมเสนาบดี กรรมการมหาเถรสมาคม
ประธานคณะกรรมการขบั เคลือ่ นโครงการสร้าง ความปรองดองสมานฉนั ท์
พระเทพศาสนาภิบาล โดยใชห้ ลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมบู่ า้ นรกั ษาศีล ๕” สว่ นกลาง
รองประธานคณะกรรมการขบั เคล่อื นโครงการสรา้ งความปรองดองสมานฉนั ท์
พระเทพปวรเมธี, รศ.ดร. โดยใชห้ ลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมบู่ ้านรกั ษาศีล ๕” สว่ นกลาง
ประธานคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์การปฏิรปู
พระราชปรยิ ัติกวี, ศ.ดร. กิจการพระพุทธศาสนา (คปพ.)
นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธกิ ารบดีมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
นายวสันต์ ภยั หลกี ล้ี ผูอ้ ำนวยการสำนกั งานพระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ
ผจู้ ัดการกองทนุ พฒั นาสอื่ ปลอดภยั และสรา้ งสรรค์

ดำเนนิ งานโดย : มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาลัยสงฆพ์ ทุ ธปญั ญาศรที วารวดี
รว่ มกับ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสรา้ งความปรองดองสมานฉนั ท์
จัดพิมพโ์ ดย โดยใชห้ ลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบ่ ้านรักษาศีล ๕” สว่ นกลาง
: ศูนยป์ ระสานงานเครือขา่ ยพระสงฆเ์ ฝ้าระวงั ส่อื ชวนเชือ่ ทางศาสนา
สนับสนุนโดย วทิ ยาลยั สงฆ์พทุ ธปญั ญาศรีทวารวดี วดั ไร่ขงิ พระอารามหลวง จงั หวดั นครปฐม
คณะผู้จัดทำ : กองทนุ พฒั นาสอ่ื ปลอดภัยและสร้างสรรค์
ปีทพี่ มิ พ์ : คณะทำงานโครงการเครือขา่ ยพระสงฆ์เฝา้ ระวงั สอื่ ชวนเชือ่ ทางศาสนา
จำนวนพิมพ์ : พ.ศ. ๒๕๖๓
: พิมพค์ รง้ั ท่ี ๑ จำนวน ๕๐๐ เลม่



“โครงการเครือขา่ ยพระสงฆเ์ ฝ้าระวงั สื่อชวนเชอื่ ทางศาสนา” ดำเนินงานโดย
มหาวิทยาลัยมหาจุฬลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี
ร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล ๕” ได้รับการสนับสนุนจาก
กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้าสรรค์ โดยมหาเถรสมาคม ในคราวประชุมครั้งท่ี
๒๙/๒๕๖๒ ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินงานโครงการและเพื่อแจ้งคณะสงฆ์ทำงาน
ร่วมกบั โครงการสรา้ งความปรองดองสมานฉนั ท์ โดยใช้หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา
“หมู่บ้านรักษาศีล ๕” (ตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี) และฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของ
มหาเถรสมาคม การดำเนินงานมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา “หลักสูตรพระสงฆ์นัก
สื่อสารสรา้ งสันติ (พสส.)” อบรมแกนนำพระสงฆใ์ นเผยแพร่ความรู้ สรา้ งภูมิคุ้มกันใน
การใช้สื่อดิจิทัลให้กับพระสงฆ์และประชาชนทั่วไป ทำหน้าที่สร้างภูมิคุม้ กันในการใช้
สื่อทั้งสื่อโดยตรงและสื่อออนไลน์ โดยการให้ความรู้ที่ก่อให้เกิดความรู้เท่าทัน และ
รว่ มเฝ้าระวังภัยออนไลนแ์ ก่พระสงฆ์และประชาชนทัว่ ไป

ดังนั้นคณะทำงานศูนย์ประสานงานเครอื ข่ายพระสงฆ์เฝ้าระวังสือ่ ชวนเช่ือทาง
ศาสนาร่วมกับภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมเครือข่ายพระสงฆ์เฝ้า
ระวังสื่อชวนเชื่อทางศาสนา โดยประกอบด้วยกิจกรรมอบรม คือ Module ๑ ภัยร้าย
และเทคนิคการรับมือกบั ข่าวปลอม Module ๒ เทคนคิ การตรวจสอบข่าวปลอม และ
Module ๓ เครือข่ายพระสงฆ์เฝ้าสื่อชวนเชื่อทางศาสนา เพื่อการพัฒนาศักยภาพ
พระสงฆ์ในด้านการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างสันติสุขแก่ชุมชน มีทักษะการตรวจสอบ
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสื่อชวนเชื่อทางศาสนาในเชิงพื้นที่ นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง
เกี่ยวกับสื่อชวนเชื่อทางศาสนาที่ถูกต้องแก่สังคม และสร้างภูมิคุ้มกันข่าวชวนเชื่อแก่
ชุมชนโดยใช้หลกั การทางพระพุทธศาสนา เป็นผู้นำสื่อสารสร้างเสริมสันติสุขตามหลัก



ศลี ๕ สู่ภาคประชาชน ตามแนวคิด “สร้างส่อื สนั ติ ลดอคตทิ างศาสนา” โดยฏิบัติงาน
ตามพุทโธบายที่ทรงประทานไว้เมื่อครั้งทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระพุทธศาสนา
๒ ข้อ คือ ๑) อนูปวาโท ไม่ว่าร้ายกัน ไม่กล่าวร้ายใคร ไม่โจมตีให้ร้ายกัน และ ๒)
อนูปฆาโต ไม่ทำร้ายใคร ไม่ล้างผลาญกัน ไม่เบียดเบียนใคร ไม่สร้างเดือดร้อนให้ใคร
รวมท้ังมีทกั ษะการส่ือสารทำงานในชุมชน มกี ลไกการทำงานรว่ มกันกบั ภาคสว่ นตา่ ง ๆ
เพื่อให้เกดิ เครอื ข่ายการทำงานทเ่ี ข้มแข็ง ขับเคล่อื น ต่อยอด สรา้ งสรรค์สงั คมปลอดภัย
ปรองดอง สมานฉันท์ มีสนั ตสิ ขุ ทีเ่ ข็มแข็งและยั่งยนื สืบไป

(พระมหาบุญเลิศ อนิ ฺทปญฺโญ,รศ.ดร.)



ข้อมูลทั่วไป

โครงการพระสงฆเ์ ฝา้ ระวังสื่อชวนเชื่อทางศาสนา ๑

ทีม่ าและความสำคญั ๒

วัตถุประสงค์ ๙

ตัวชี้วัดความสำเร็จ ๑๑

กิจกรรมการดำเนินงาน ๑๓

การตดิ ตาม/การประเมนิ ผล ๑๘

การขยายผล ๒๐

Module ๑ ภยั ร้ายและการรับมอื ข่าวปลอม ๒๑

Module ๒ เทคนคิ การตรวจสอบขา่ วปลอม ๔๐

Module ๓ เครือขา่ ยพระสงฆเ์ ฝา้ ส่ือชวนเช่ือทางศาสนา ๖๕

ภาคผนวก

คณะทำงาน ๘๕

ภาพกจิ กรรมอบรมเครือข่ายพระสงฆเ์ ฝา้ ระวังสอื่ ชวนเชือ่ ทางศาสนา
รนุ่ ท่ี ๑ ๘๗

มตมิ หาเถรสมาคม ๘๙





ส่ือสงั คมออนไลนม์ ปี ระโยชน์ในการชว่ ยให้เราสามารถเขา้ ถึงข้อมลู ข่าวสารได้
ง่ายดายและรวดเร็ว ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ผู้บริโภคข่าวสารมีวัตถุประสงค์
เพื่อรับทราบความเคลื่อนไหวเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างสูง ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากว่า
ในแต่ละวันมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายจึงเป็นผลให้แต่ละบุคคลจำเป็นท่ี
จะต้องมีการติดตามหรืออ่านข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ค ซึ่งมีความ
รวดเร็วในการรายงานข่าวอันจะทำให้บุคคลต่าง ๆ สามารถรับทราบความ
เคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที แต่ปัญหาในสังคมที่
เกิดขน้ึ จากการพ่ึงพาสื่อสังคมออนไลน์ในการบริโภคข้อมูลข่าวสารมากจนเกินไป
กค็ ือ การทีค่ นปักใจเช่อื ขา่ วสารท่วั ไป รวมถงึ ขา่ วลือ ขา่ วปลอมต่าง ๆ บนเฟซบุ๊ค
ถูกนำมาเผยแพร่โดยไม่คำนึงว่าข้อมูลนั้นมีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด เพราะ
ข่าวสารบนเฟซบคุ๊ นอกจากถูกเผยแพรโ่ ดยสื่อมวลชนกระแสหลักทีห่ ันมาทำเพจ
เฟซบุ๊ค เพื่อเพิ่มช่องทางสื่อสารข่าวให้มากขึ้น ยังมีการเผยแพร่ข่าวสารได้โดย
ผู้ใช้งานเฟซบุ๊คทั่วไปได้เช่นกัน ในอดีตข่าวปลอมแบบนี้อาจจำกัดเฉพาะข่าว
เฉพาะด้าน เช่น เนื้อหาด้านสุขภาพ(กินสมุนไพรน้ีแล้วจะหายจากมะเร็ง) แต่เมื่อ
วงการสื่อเปลี่ยน แปลง ไปข่าวปลอมก็เริ่มพัฒนามา เป็นข่าวการเมืองหรือข่าว
ต่างประเทศ ประเทศไทย มีปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมืองมานาน หลายปี
การสร้างข่าวปลอมเพื่อใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นมานาน และการใช้
ช่องทางตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวทำได้ยาก (เช่น การคัดลอกข่าวแล้วส่งต่อ



ผ่าน LINE Group แทนการส่งลิงก์เพื่อไปอ่านยังเว็บไซต์ต้นฉบับ) ก็ยิ่งทำให้ข่าว
ปลอมระบาดง่ายขึ้นปัญหาใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตในรอบ ๔ ปีที่ผ่านมา หนีไม่
พน้ เรอ่ื ง “ขา่ วปลอม” หรอื ที่เรยี กกันในภาษาองั กฤษว่า “Fake News” ถงึ แม้ว่า
ปัญหาข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนไป
หันมาเสพข่าวจากโลกโซเชียลมากขึ้น จากเดิมที่เคยติดตามข่าวสารจากสำนัก
ขา่ วทมี่ ีชือ่ เสียง (ซ่ึงมีการคัดกรองคุณภาพในระดบั หนึ่ง) กเ็ ปลีย่ นมาเป็นการอ่าน
feed หรืออา่ นข่าวจากห้องแชทท่ี “เพ่อื นแชรม์ า” โดยเชื่อมนั่ วา่ เพือ่ นของเราคัด
กรองขา่ วท่เี หมาะสมมาใหแ้ ล้ว เมอ่ื ข่าวจากโซเชียลได้รับการยอมรบั มากขึ้น เพิ่ม
สดั สว่ นมากขึ้นจากข่าวท้ังหมดทเี่ ราเสพในแต่ละวัน บวกกับพฤติกรรมของมนุษย์
ที่มักมีแนวโน้ม “เชื่อในสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว” ก็ทำให้ข่าวที่อาจไม่ถูกต้องใน
ข้อเท็จจริง (fact) แต่ถูกใจคนอ่าน ได้รับความนิยมมากขึ้นตามไปด้วย ปัจจัย
เหล่านี้จึงเอื้อให้เกิดสำนักข่าวหน้าใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก สำนักข่าวเหล่านี้รู้ว่า
ผ้อู ่านชอบขา่ วแบบไหน จงึ พยายามประดษิ ฐห์ รอื สรา้ งสรรค์ข่าวทคี่ นชอบ เพอื่ ให้
เกิดการไลค์ การแชร์จำนวนมาก สิ่งที่ตามมาคือรายได้จากโฆษณาที่มากขึ้นตาม
ไปด้วย

ในประเทศไทยมีข่าวปลอมอยู่บนโลกโซเซียลมีเดียมากมาย ในบรรดาข่าว
ปลอมที่ไหลเวยี นอยู่ ขา่ วปลอมทีส่ ่งผลต่อสงั คมรนุ แรง คือข่าวปลอมชวนเช่ือทาง
ศาสนา ท่ีผ่านมาเกิดปรากฏการณส์ ร้างความเกลยี ดชงั ต่อบุคคลและองค์กรท่ีเข้า
มาทำงานในทางศาสนาผ่านการสร้างข่าวปลอมแล้วส่งต่อผ่านทางโซเซียลมีเดีย
ทั้งเฟซบุ๊ค และไลน์ ที่ปรากฏเด่นชัด เช่น การแชร์ข่าวปลอมเกี่ยวกับท่าน
นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันโอชา และครอบครัวในประเด็นการนับถือ
ศาสนา ซึ่งผู้จัดทำอาจมีเจตนาหวังผลทางการเมือง หรือลดความน่าเชื่อถือ ซ่ึง
ข่าวปลอมดังกล่าวได้รับการแชร์ต่อในกลุ่มผู้นับถือพระพุทธศาสนาทั้งพระสงฆ์



และพุทธศาสนิกชนทวั่ ไป อันส่งผลตอ่ ความนา่ เช่ือถือของผู้นำและรัฐบาล รวมถึง
สร้างความแตกแยกในสังคมของกลุ่มการเมืองที่ใช้ศาสนาและสื่อสังคม ออนไลน์
เป็นเครื่องมือ

อีกเรื่องที่การปั้นแต่งข่าวปลอมขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายนักการเมือง คือ ข่าวผู้ไม่
หวังดีแอบเปลี่ยนศาสนาที่นับถือในวิกิพีเดียของนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต
สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีต
กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ท่ีกว่า ๔ ปีมานี้ท่านผู้นี้ให้ความสนใจ
ตรวจสอบวงการสงฆ์อยา่ งจริงจัง จนกลายเป็นผ้มู ีบทบาทสำคัญในการขับเคล่ือน
ใหม้ กี ารปฏริ ปู วงการพระพุทธศาสนา

น อ ก จ า ก ข ่ า ว เ ร ื ่ อ ง ต ั ว บ ุ ค ค ล แ ล้ ว
ข่าวสารที่สง่ ผลกระเทือนต่อคณะสงฆ์โดย
ภาพรวม ทั้งที่ข้อมูลที่ออกมาก็ยังไม่
ส า ม า ร ถ ต ร ว จ ส อ บ แ ห ล่ ง ท ี ่ ม า ไ ด ้ อ ย่ า ง
ชัดเจน ก็คือข่าวการออกกฎหมายให้
ฆราวาสเข้ามาควบคุมพระสงฆ์ โดย
สาระสำคัญของกฎหมายมีบทลงโทษ
ค่อนข้างรุนแรงหลายประการกับพระสงฆ์ ในกรณีที่ละเมิดพระวินัยสงฆ์ และท่ี



ส่งผลรุนแรงที่สุดคือ การส่งผ่านข้อมูลไปยังพระสงฆ์ทุกระดบั ว่า กฎหมายนี้ออก
มาแลว้ จะไม่อนุญาตให้พระสงฆ์มบี ญั ชีธนาคาร ทำใหพ้ ระสงฆ์จำนวนมากออกมา
ต่อต้านผ่านการสร้างข่าวเพื่อแก้ข่าวส่งผ่านโซเชียลมีเดียเช่นกัน พระสงฆ์อีก
จำนวนหนึง่ ทีเ่ ชือ่ ข่าวเหล่านนี้ก็ถอนเงินออกจากบัญชี หรือเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกบั
บัญชีเงินฝากในรูปแบบต่าง ๆ เมื่อมีการตรวจสอบอย่างจริงจังก็ไมพ่ บแหล่งที่มา
ของข้อมูลกฎหมายดังกล่าวว่ามาจากไหน แต่ถูกแชร์ผ่านไปยังกลุ่มไลน์พระสงฆ์
ทุกกล่มุ ไลนใ์ นวงการสงฆ์

ปรากฎการณ์ดังกลา่ วข้างตน้ แม้จะจำกัดวงอยู่เฉพาะในวงการคณะสงฆ์ แต่
ในแง่ผลกระทบมีความรุนแรง และขยายผลออกไปในวงกว้าง สร้างความรู้สึก
เกลียดชงั ตอกย้ำความขดั แย้งรา้ วลกึ ในกลุ่มผ้นู ับถอื ศาสนาพุทธและศาสนาอ่นื ๆ
เกลียวของความอคติหาได้หยุดอยู่แค่เพียงความรู้สึกของพระสงฆ์ต่อบุคคลหรือ
องค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้นไม่ แต่ข้อมูลข่าวที่ไม่จริงถูกนำไปใช้เป็นสื่อสำหรับ
การแสดงพระธรรมเทศนาของพระสงฆ์ในพื้นที่ต่าง ๆ เมื่อพระสงฆ์แสดงพระ
ธรรมเทศนาโดยใช้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นจริงเหล่านี้ไปยังประชาชน ย่อมส่งผล
ต่อการรับรู้ของประชาชนให้โน้มเอียงไปทางการเชื่อตามที่พระสงฆ์ท่านเทศนา
ส่งผลให้ความเข้าใจผิดของประชาชนท่ีมีต่อตัวบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ขยายผล
ไปรวดเร็วและลงลึกในระดับความเชื่อ ทั้งนี้พระสงฆ์กลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับ
ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน และเป็นกลุ่มที่มีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากต่อ
การปลูกฝังข่าวสารข้อมูลต่อประชาชนและเยาวชน ก็คือกลุ่มพระสงฆ์ที่ดำรง
ตำแหน่งเป็นครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย และมหาวทิ ยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลยั และรวมกบั พระสงฆ์ท่ี
ดำรงตำแหน่งครูสอนปริยตั ิธรรมท่สี ังกดั สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หาก
พระสงฆ์กลุ่มนี้มาทำหน้าที่ผู้กลั่นกรองข่าวสารข้อมูลนำเสนอต่อคณะสงฆ์และ



สาธารณชน ยอ่ มส่งผลให้เกิดเกราะท่ีเข้มแข็งยากที่ข่าวปลอมท้ังหลายจะผ่านเข้า
ไปได้

กลุ่มพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน เกิดขึ้นจากกระทรวงวัฒนธรรมกับ
กระทรวงศึกษาธิการได้มีความร่วมมือ (MOU) ในการสนับสนุนให้พระภิกษุสงฆ์
เข้าไปสอนในโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ผ่าน
มหาวิทยาลัยสงฆ์ ๒ แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ภายใต้ชื่อ “โครงการพระสอนศีลธรรมใน
โรงเรียน” โดยมีวัตถุประสงค์แรกเริ่ม คือ ๑) เพื่อจัดพระสงฆ์ที่มีความรู้
ความสามารถทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติเข้าไปมีสว่ นร่วมในการจัดการเรียนรู้ให้
นักเรียนในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาและระดับอาชีวศึกษา ๒)
เพ่ือใหน้ ักเรยี นนักศกึ ษามีความรคู้ วามเข้าใจในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ๓)
เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนนักศึกษามีความรู้คู่คุณธรรมสามารถนำความรู้และ
คณุ ธรรมไปบูรณาการกบั การพฒั นาคุณภาพชวี ติ ได้อย่างเหมาะสมและมีความสุข
มีจำนวน ๒๔,๐๐๐ รูป และครูสอนปริยัติธรรม คือ พระสงฆ์ที่ปฏิบัติหน้าที่สอน
ในโรงเรียนปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลี แผนกธรรมและ สามัญศึกษา โดยสังกัด
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีที่ตั้งอยู่ใน ๗๗ จังหวัดของประเทศไทย
จำนวนกว่า ๑๕,๐๐๐ รูป ดังนั้น พระสอนศีลธรรมในโรงเรียนและครูสอนปริยัติ
ธรรมของคณะสงฆจ์ ึงมบี ทบาทหน้าทีโ่ ดยตรงในการสง่ เสริมการเรียนรูแ้ ละพัฒนา
คุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนในสถานศึกษา รวมทั้งการสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ สู่
สาธารณชน

ดังนั้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้พิจารณาเห็นแล้วว่า
สภาพการณใ์ นปัจจุบนั พระสงฆ์กลมุ่ ใหญ่ทั้ง ๒ กลุ่มนี้ แทนทีจ่ ะเป็นผสู้ รา้ งเกราะ
ที่เข้มแข็งต่อต้านข่าวปลอม กลับกลายเป็นว่า เป็นสื่อชักนำข่าวปลอมหรือเป็น



กระบอกเสียงของข่าวปลอมให้เกิดการขยายผลอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทั้งนี้
เพราะพระสงฆ์เหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้รับสื่อจากโซเชียล และมีความเชื่อต่อ
ข่าวสารนั้น ๆ ขาดการรู้เท่าทันสื่อ ขาดทักษะในการไตร่ตรองและแยกแยะข่าว
จรงิ ข่าวปลอม จงึ ยงั ไม่สามารถจะอยู่ในฐานะยามผู้กรองสารและสื่อสารส่ิงท่ีเป็น
สาระที่แท้จริงต่อสังคมได้ จำเป็นจะต้องมีการสร้างภูมิคุ้มกันในการใช้สื่อทั้งสื่อ
โดยตรงและส่ือออนไลน์ โดยการพัฒนาศกั ยภาพและพัฒนาเครื่องมือการทำงาน
เช่น สื่อองค์ความรู้หรือสื่อสร้างสรรค์ที่ทันสมัยเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยบนโลก
ออนไลน์ที่เกี่ยวข้องทางศาสนา โดยการให้ความรูท้ ี่ก่อให้เกิดความรู้เท่าทนั และ
ร่วมเฝ้าระวงั ภัยออนไลน์ท่ีก่อใหเ้ กิดความขดั แย้ง และประทษุ วาจาโดยใช้ศาสนา
เป็นเงื่อนไข ทำงานเฝ้าระวังและป้องปรามสื่อปลอมในเชิงเครือข่ายกับภาครัฐ
เอกชน และประชาสังคม เมื่อผ่านกระบวนการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ดังกล่าว
จะดำเนินพันธกจิ “สรา้ งสือ่ สนั ติ ลดอคติทางศาสนา” โดยดำรงตนตามพทุ โธบาย
๒ ข้อท่ีทรงประทานไวเ้ พ่ือส่งสาวกไปประกาศพระพุทธศาสนา คือ ๑) อนูปวาโท
ไม่ไปว่าร้ายกัน ผู้เผยแผ่คำสอนจะตอ้ งไม่โจมตี ไม่นินทาใคร ๒) อนูปฆาโต ไม่ไป
ล้างผลาญกนั ไม่เผยแผ่ศาสนาดว้ ยการสร้างเดือดร้อนให้ใคร อกี ท้ังการที่กองทุน
สื่อสร้างสรรค์และปลอดภัย ซึ่งเป็นกลไกส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพของ
ผู้ผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้เปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อสนับสนุน
การดำเนินงานนั้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยวิทยาลัยสงฆ์
พุทธปัญญาศรีทวารวดี ร่วมกับภาคีเครือข่าย จึงได้เสนอ “โครงการเครือข่าย
พระสงฆ์เฝ้าระวังสื่อชวนเชื่อทางศาสนา” โดยเป็นการพัฒนาศักยภาพพระสอน
ศีลธรรมในโรงเรียนและครูสอนปริยัติธรรม ให้เป็น “พระสงฆ์นักสื่อสาร
สร้างสรรค์เพื่อสันติ (พสส.)” ที่จะเป็นแกนนำและเครือข่ายทำหน้าที่สร้าง
ภูมิคุ้มกันในการใช้สื่อทั้งสื่อโดยตรงและสื่อออนไลน์ เป็นกลไกการป้องกันและ
แก้ไขปัญหาข่าวปลอมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยการให้ความรู้ท่ี



ก่อให้เกิดความรู้เท่าทัน และร่วมเฝ้าระวังภัยออนไลน์แก่พระสงฆ์และประชาชน
ทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการมี
ส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เกิดการพัฒนา สื่อปลอดภัยและ
สร้างสรรค์ และส่งเสริมบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กร
สาธารณประโยชน์ สว่ นราชการ รัฐวสิ าหกิจ หรือหนว่ ยงานอนื่ ของรฐั ท่ีดําเนิน
กิจกรรมเกี่ยวกับสื่อให้มีการผลิตและพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ โดย
โครงการเครือข่ายพระสงฆ์เฝ้าระวังสื่อชวนเชื่อทางศาสนา จะขยายผลโดยการ
จดั ตัง้ ศูนยป์ ระสานงานพระสงฆน์ ักสร้างสื่อสรา้ งสรรคเ์ พ่ือสนั ติ (พสส.) จำนวน ๕
ศูนย์ โดยจำแนกเป็นภาคกลาง ๑ ศูนย์ ภาคเหนือ ๒ ศูนย์ ภาคใต้ ๑ ศูนย์ และ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑ ศูนย์ โดยใช้พื้นที่ของหน่วยงานวิทยาเขต วิทยาลัย
สงฆ์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผสานการทำงานกับกลุ่ม
พระสงฆส์ งั ฆพัฒนาวชิ ชาลยั เพื่อใหศ้ ูนย์เปน็ สถานท่ีในการฝกึ อบรม ขยายผลการ
รู้เท่าทัน การเฝ้าระวัง และการป้องปรามสื่อที่เป็นภัยส่งผลต่อความขัดแย้ง
ก่อให้เกิดประทุษวาจาโดยใช้ศาสนาเป็นเงื่อนไข อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ
ยุทธศาสตร์การสร้างระบบ หรือแหล่งรวบรวมข้อมูล หรือศูนย์กลาง เพื่อ
ตรวจสอบข้อเทจ็ จรงิ ของข้อมลู ข่าวสาร (Fact-Checking Center) โดยจะทำงาน
ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง
เทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคง
ภายในราชอาณาจักร ศูนย์ปฏิบัติการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระทรง
วัฒนธรรม โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นผู้ประสานงาน
และภาคีเครือข่ายร่วมเป็นวิทยากรร่วมในการฝึกอบรม เป็นเครือข่ายสร้างการ
รู้เท่าทันสื่อเฝ้าระวัง และป้องปรามสื่อ หนุนเสริมการนำความรู้และสื่อต่าง ๆ ท่ี



เกิดขึ้นจากโครงการไปทำงานต่อยอดขยายผลกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่การ
ทำงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่าย
ระดบั ประเทศเพ่อื สร้างองคค์ วามรู้และกลไกในการแกไ้ ขปัญหาข่าวปลอม

เพื่อพัฒนา “หลักสูตรพระสงฆ์นักสร้างสื่อสร้างสรรค์เพื่อสันติ (พสส.)”
เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการฝึกอบรมแกนนำพระสงฆ์กลุ่มพระสอนศีลธรรมใน
โรงเรียนและครูสอนปริยัติธรรม ในเผยแพร่ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกันในการใช้สื่อ
ดจิ ทิ ลั ให้กับพระสงฆแ์ ละประชาชนทว่ั ไป

เพื่อพัฒนาแกนนำและเครือข่ายพระสงฆ์กลุ่มพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน
และครูสอนปริยัติธรรมให้ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันในการใช้สื่อทั้งสื่อโดยตรงและ
สื่อออนไลน์ โดยการให้ความรู้ที่ก่อให้เกิดความรู้เท่าทัน และร่วมเฝ้าระวังภัย
ออนไลนแ์ ก่พระสงฆแ์ ละประชาชนทั่วไป

เพื่อพัฒนาเครือข่ายการทำงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ใน
ด้านการรู้เท่าทัน การเฝ้าระวัง และการป้องปรามสื่อที่เป็นภัยส่งผลต่อความ
ขัดแยง้ กอ่ ให้เกิดประทุษวาจาโดยใชศ้ าสนาเป็นเงอ่ื นไข

๑๐

เพื่อจัดตั้งศูนย์ประสานงานพระสงฆ์นักสร้างสื่อสร้างสรรค์เพื่อสันติ (พสส.)
จำนวน ๕ ศูนย์ โดยจำแนกเป็นภาคกลาง ๑ ศูนย์ ภาคเหนือ ๒ ศูนย์ ภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนือ ๑ ศูนย์ และภาคใต้ ๑ ศูนย์ โดยใชพ้ น้ื ทข่ี องหนว่ ยงานวิทยา
เขต วทิ ยาลัยสงฆ์ของมหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย ผสานการทำงาน
กับกลุม่ พระสงฆ์สังฆพฒั นาวิชชาลัย เพอ่ื ให้ศนู ย์เป็นสถานทใี่ นการฝกึ อบรม ขยาย
ผลการรู้เทา่ ทัน การเฝา้ ระวงั และการปอ้ งปรามสอ่ื ทเี่ ปน็ ภยั ส่งผลต่อความขัดแย้ง
ก่อใหเ้ กิดประทุษวาจาโดยใช้ศาสนาเปน็ เงอื่ นไขอยา่ งต่อเน่อื ง

เพื่อเผยแพร่แล ะปร ะชาสั มพันธ์ง านแล ะผลง าน ขอ งก องทุ นพัฒ น า ส่ื อ
ปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้สังคมโดยเฉพาะคณะสงฆ์ไดร้ ับทราบและมีส่วนร่วมใน
การสง่ เสรมิ สนบั สนุนงานของกองทุนฯ

๑๑

ตัวชวี้ ดั เชิงปริมาณ

๑ คู่มือหลักสูตรพระสงฆ์นักสร้างส่ือ ๑ ฉบับ
คร้งั
สรา้ งสรรคเ์ พอ่ื สนั ติ (พสส.) รูป

๒ การจัดอบรมแกนนำพระสงฆ์กลุ่มพระ ๖ องค์กร
ศูนย์
สอนศีลธรรมในโรงเรียนและครูสอน รายการ
แหลง่
ปรยิ ัติธรรม

๓ เกิดแกนนำพระสงฆ์กลุ่มพระสอน ๗๐๘

ศีลธรรมในโรงเรียนและครูสอนปริยัติ

ธรรมที่เรียกว่า พระสงฆ์นักสร้างส่ือ

สร้างสรรค์เพอื่ สนั ติ (พสส.)

๔ เกดิ เครือข่ายการทำงานที่มหาวิทยาลัย ไม่น้อยกวา่ ๕

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นแม่

ข่าย รว่ มกับองค์กรอ่ืนๆ

๕ เกิดศูนย์ประสานงานพระสงฆ์นักสร้าง ๕

สือ่ สรา้ งสรรค์เพื่อสันติ (พสส.)

๖ เกิดสื่อสร้างสรรค์และปลอดภัยเพ่ือ ๑๐

การรเู้ ท่าทนั ส่อื ชวนเช่ือทางศาสนา

๗ ได้ฐานข้อมูลทำเนียบพระสงฆ์นักสร้าง ๑

ส่อื สร้างสรรคเ์ พื่อสันติ (พสส.)

๑๒

ตัวชวี้ ัดเชงิ ปริมาณ

๑ เกิดชุดความรู้และแนวทางในการทำให้พระสงฆ์สามารถสร้างภูมิคุ้มกัน
ตนเองจากสื่อที่เปน็ ภัยส่งผลต่อความขัดแย้ง ก่อให้เกิดประทุษวาจาโดยใช้
ศาสนาเปน็ เงือ่ นไข

๒ พระสงฆ์เกิดการตื่นตัวในการปกป้องสังคมโดยการเป็นเกราะที่สร้างการ
ไตร่ตรองใหป้ ระชาชนรับสอ่ื อยา่ งรู้เทา่ ทนั

๓ ลดปัญหาความเข้าใจผิดต่อตัวบุคคลหรือองค์กรที่ทำงานทางด้านศาสนา
ซง่ึ ถูกนำไปเปน็ เครื่องมือสรา้ งวาทกรรมใหเ้ กิดความเกลยี ดชงั

๔ เกิดกลุ่มพระสงฆ์ที่ดำเนินพันธกิจ “สร้างสื่อสันติ ลดอคติทางศาสนา”
โดยดำรงตนตามพุทโธบาย ๒ ข้อที่ทรงประทานไว้เพื่อส่งสาวกไปประกาศ
พระพุทธศาสนา คือ ๑) อนูปวาโท ไม่ไปว่าร้ายกัน ผู้เผยแผค่ ำสอนจะต้อง
ไม่โจมตี ไม่นินทาใคร ๒) อนูปฆาโต ไม่ไปล้างผลาญกัน ไม่เผยแผ่ศาสนา
ด้วยการฆ่า และตอ้ งไม่ทำให้ใครเดอื ดร้อน

๑๓

ประชมุ คณะทำงาน ๑. คณะทำงาน ไดย้ ุทธศาสตรใ์ นการดำเนนิ งาน
คณะทป่ี รกึ ษา และ ๒. ท่ีปรึกษา โครงการเครือข่ายพระสงฆเ์ ฝ้าระวัง
ผู้แทนจากภาคี ๓. ผแู้ ทนจากภาคี ส่อื ชวนเชอ่ื ทางศาสนา
เครือขา่ ยเพ่ือ เครอื ข่ายท่รี ะบุใน
กำหนดยุทธศาสตร์ โครงการ ไดค้ มู่ ือหลักสตู รพระสงฆ์นักสรา้ ง
ในการดำเนนิ งาน ส่ือสร้างสรรค์เพ่ือสนั ติ (พสส.) และ
ประชุมระดมความ ๑. พระสงฆ์ จดั พิมพจ์ ำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม
คิดเหน็ จดั ทำคูม่ ือ ๒. นกั วิชาการ
หลักสตู รพระสงฆน์ กั ๓. ภูมปิ ญั ญาชาวบ้าน
สรา้ งส่อื สร้างสรรค์ ๔. ส่อื มวลชน
เพอ่ื สันต(ิ พสส.) ๕. ข้าราชการดา้ น
ความมน่ั คงทีเ่ กย่ี วข้อง
กบั สอ่ื
๖. ผู้ทรงคุณวฒุ ดิ ้าน
การปอ้ งกนั ส่อื ร้าย
๗. เครอื ขา่ ยเฝา้ ระวงั
สอื่ อนื่ ๆ ในพนื้ ท่ี เช่น
ศนู ย์ปฏิบัตกิ ารสอ่ื
ปลอดภยั และ
สร้างสรรค์จงั หวดั

๑๔

ลงพื้นทีป่ ระสานงาน ๑. คณะสงฆร์ ะดับเจ้า ๑. การรับรู้และให้ความสำคัญของ

เพอ่ื เตรยี มความ คณะภาค เจ้าคณะ พระสังฆาธิการทุกระดับในแต่ละ

พรอ้ มในการจัด จังหวดั และพระ พื้นที่ รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ

อบรม สังฆาธิการทุกระดบั ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

๒. สำนกั งาน ๒. ได้พื้นที่ในการจัดอบรม ๖ พื้นท่ี

พระพทุ ธศาสนา ประกอบด้วย

จงั หวัด - ครั้งที่ ๑ ภาคกลาง จัดเวทีที่วัดไร่

๓. วัฒนธรรมจังหวดั ขิง พระอารามหลวง จังหวัด

๔. หนว่ ยงานที่ นครปฐม

เกีย่ วขอ้ งกับสือ่ ใน - ครั้งที่ ๒ ภาคเหนือ จัดเวทีท่ี

จงั หวดั เช่น ศนู ย์ วิทยาลัยสงฆ์นครน่านฯ จังหวัดน่าน

ปฏบิ ตั ิการส่อื ปลอดภัย - ครั้งที่ ๓ ภาคเหนือ จัดเวทีท่ี

และสร้างสรรคจ์ ังหวดั วทิ ยาลยั สงฆ์ลำพนู จงั หวัดลำพูน

- คร้ังท่ี ๔ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

จดั เวทที ่ี วทิ ยาเขตขอนแก่น

- ครั้งที่ ๕ ภาคใต้ ๑ จัดเวทีที่วัดนิ

โครธาราม จงั หวดั ตรงั

- ครั้งที่ ๖ ภาคกลาง จัดเวทีที่วัดไร่

ขิง พระอารามหลวง จังหวัด

นครปฐม

๑๕

จ ั ด อ บ ร ม แ ก น น ำ ๑. พระสอนศีลธรรม เกิดเครือข่ายพระสงฆ์นักสร้างสื่อ

พ ร ะ ส ง ฆ ์ ก ลุ่ ม ในโรงเรียนในสังกัด สร้างสรรค์เพื่อสันติ (พสส.) รวม

พระสงฆ์นักสร้างสื่อ มจร.และ มมร. ๗๐๘ รูป ดังนี้

สร้างสรรค์เพื่อสันติ ๒. ครูสอนปริยัติธรรม - พระสงฆ์แกนนำใน ๔ ภาค ผ่าน

(พสส.) รวม ๗๐๘ ในสังกัดสำนักงาน การอบรมพื้นที่ละ ๑๐๐ รูป รวม

รปู พ ร ะ พ ุ ท ธ ศ า ส น า ๔๐๐ รปู

แหง่ ชาติ - พระสงฆ์แกนนำ ผู้แทนจาก

จงั หวัดตา่ ง ๆ จังหวดั ละ ๔ รปู ผ่าน

การอบรม รวม ๓๐๘ รูป

ลงพื้นที่ ติดตามเก็บ ทมี วจิ ยั ในโครงการ ไ ด ้ อ ง ค ์ ค ว า ม ร ู ้ แ ล ะ ฐ า น ข ้ อ มู ล
ขอ้ มลู การปฏิบัติงาน เกี่ยวกับการเฝ้าระวังสื่อชวนเช่ือ
เผยแพร่ความรู้การ ทางศาสนาของเครือข่ายพระสงฆ์
เฝ้าระวังสื่อชวนเช่ือ นักสร้างสื่อสร้างสรรค์เพื่อสันติ
ทางศาสนาของ (พสส.)
เครือข่ายพระสงฆ์
น ั ก ส ร ้ า ง ส ื ่ อี
สร้างสรรค์เพื่อสันติ
(พสส.) ใน ๔ ภาค

๑๖

ป ร ะ ช ุ ม ร ่ ว ม กั บ ๑. ทีมวจิ ัยในโครงการ ได้สื่อเผยแพร่ความรู้หลากหลาย

เครือข่ายพระสงฆ์ ๒. ผู้แทนจากภาคี ทาง เช่น

น ั ก ส ร ้ า ง สื่ อ เครือข่าย ๑. Spot วิทยุ สื่อโฆษณาออนไลน์

สร้างสรรค์เพื่อสันติ ๓. ผู้แทนเครือข่าย เพลงโฆษณา

(พสส.) และผู้แทน พระสงฆ์นักสร้างส่ือ ๒. สตกิ เกอร์ โปสเตอร์

ภาคีเครือข่ายเพื่อ สร้างสรรค์เพื่อสันติ ๓. Spot โทรทัศน์

จ ั ด ท ำ ส่ื อ (พสส.) ๔. ไพส่ ื่อความดี

ป ร ะ ก อ บ ก า ร ๔. ชัวร์ก่อนแชร์ ๕. คลิป Youtube

เผยแพร่ความรู้การ ๖. Application ร้เู ทา่ ทันสื่อ

เฝ้าระวังสื่อชวนเช่ือ ๗. เกมส์เรยี นรู้ส่งเสริมศลี ๕

ทางศาสนา ๘. สื่อสิ่งพิมพ์

๙. กล่องชุดความรู้

๑๐. นิทรรศการ Time Line ส่ือ

สนั ติ ลดอคติทางศาสนา

จ ั ด ป ร ะ ช ุ ม ภ า คี ๑. ทมี วจิ ัยในโครงการ ได้รายงานการถอดบทเรียนที่

เ ค ร ื อ ข ่ า ย ถ อ ด ๒. ผู้แทนจากภาคี สนับสนุนการปรับปรุงพัฒนาการ

บ ท เ ร ี ย น ก า ร เครอื ขา่ ย ดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมาก

ดำเนนิ งานโครงการ ๓. ผู้แทนเครือข่าย ยิ่งข้ึน

พระสงฆ์นักสร้างส่ือ

สร้างสรรค์เพื่อสันติ

(พสส.)

๑๗

ประชุมจัดทำ MOU ภาคเหนือ เกิดศูนย์ประสานงานพระสงฆ์นัก

เ พ ื ่ อ จ ั ด ต ั ้ ง ศ ู น ย์ - วิทยาลัยสงฆ์นคร สร้างสื่อสร้างสรรค์เพือ่ สนั ติ (พสส.)

ป ร ะ ส า น ง า น นา่ น จำนวน ๕ ศูนย์ โดยจำแนกเป็นภาค

พระสงฆ์นักสร้างสื่อ - วิทยาสงฆ์ลำพูน กลาง ๑ ศูนย์ ภาคเหนือ ๒ ศูนย์

สร้างสรรค์เพื่อสันติ ภาคกลาง ภาคใต้ ๑ ศูนย์ และภาค

(พสส.) จำนวน ๕ - วิทยาลัยสงฆ์พุทธ ตะวันออกเฉียงเหนือ ๑ ศูนย์ โดย

ศูนย์ ปัญญาศรที วารวดี ใช้พื้นที่ของหน่วยงานวิทยาเขต

ภาคตะวันออก วิทยาลัยสงฆ์ของมหาวิทยาลัยมหา

เฉียงเหนือ จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผสานการ

- วิทยาเขตขอนแก่น ทำงานกับกลุ่มพระสงฆ์สังฆพัฒนา

ภาคใต้ วชิ ชาลัย

- คณะสงฆ์จังหวดั ตรงั

น ำ เ ส น อ ผ ล ก า ร ทีมวิจัยในโครงการ ได้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุง

ด ำ เ น ิ น ง า น ต่ อ พ ั ฒ น า ก า ร ด ำ เ น ิ น ง า น ใ ห ้ มี

กองทุนสื่อปลอดภัย ประสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขน้ึ

และสร้างสรรค์

จัดเวทีสื่อสาธารณะ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ เผยแพร่ความรู้จากโครงการสู่

“สร้างสื่อสันติ ลด โครงการและผู้สนใจ สาธารณะ

อคตทิ างศาสนา” ท่วั ไป

สรุปผลการศึกษา ทีมวิจยั ในโครงการ ได้รายงานการวิจัยโคร งก าร

จัดทำรายงานฉบับ เครือข่ายพระสงฆ์เฝ้าระวังสื่อชวน

สมบรู ณ์ เช่อื ทางศาสนา ฉบบั สมบรู ณ์

๑๘

การประเมินโครงการเครือข่ายพระสงฆ์เฝ้าระวังสื่อชวนเชื่อทางศาสนา
คณะทำงานใช้รูปแบบการประเมินโครงการ CIPP MODEL ของสตัฟเฟลบีม (D.L.
Stufflebeam, ๑๙๙๗ , P. ๒๖๑-๒๖๕) ดังน้ี

ประเมนิ สภาวะแวดล้อม • หลักการ
( Context Evaluation ) • วตั ถุประสงค์ของโครงการ
• เปา้ หมายของโครงการ
ประเมินการปจั จยั เบือ้ งต้น • การเตรยี มการภายในโครงการ
( Input Evaluation )
• บคุ ลากร
ประเมนิ กระบวนการ • วสั ดอุ ุปกรณ์
( Process Evaluation ) • เคร่ืองมือเครื่องใช้
• งบประมาณ

• การดำเนนิ โครงการ
• กจิ กรรมการดำเนินงานตามโครงการ
• การกำกับ ตดิ ตาม
• การประเมินผล

การประเมินผลผลติ • ผลการดำเนนิ โครงการ
( Product Evaluation ) • คุณภาพผลผลติ

๑๙

โดยการประเมินผลโครงการเครือข่ายพระสงฆ์เฝ้าระวังสื่อชวนเชื่อทาง
ศาสนา คณะทำงานประยุกต์ใช้เกณฑ์และตัวชี้วัด (Indicator) ระดับความสำเร็จของ
โครงการตามแนวคิดของ วรเดช จันทรศร และไพโรจน์ ภัทรนรากุล. (๒๕๔๑ : ๔๔)
ไวด้ ังน้ี

๑. เกณฑ์ประสิทธิภาพ (Efficiency) มีตัวชี้วัด เช่น สัดส่วนของผลผลิตต่อ
ค่าใช้จ่าย ผลิตภาพต่อหน่วยเวลา ผลิตภาพต่อกำลังคน ระยะเวลาในการให้บริการ
ผู้ป่วย

๒. เกณฑ์ประสิทธิผล (Effectiveness) มีตัวชี้วัดเช่น ระดับการบรรลุ
เปา้ หมาย ระดับการบรรลุตามเกณฑ์มาตรฐาน ระดบั การมีสว่ นร่วม ระดับความเส่ียง
ของโครงการ

๓. เกณฑ์ความพอเพียง (Adequacy) มีตัวชี้วัด เช่น ระดับความพอเพียง
ของทรพั ยากร
๔. เกณฑ์ความพึงพอใจ (Satisfaction) มตี ัวช้ีวดั เชน่ ระดบั ความพงึ พอใจ
๕. เกณฑ์ความเป็นธรรม (Equity) มีตัวชี้วัดคือ การให้โอกาสกับ
ผดู้ ้อยโอกาส ความเปน็ ธรรมระหว่างเพศ ระหว่างกลมุ่ อาชีพ ฯลฯ
๖. เกณฑ์ความก้าวหน้า (Progress) มีตัวชี้วัด เช่น ผลผลิตเปรียบเทียบกับ
เป้าหมายรวมกิจกรรมทที่ ำแล้วเสรจ็ ทรัพยากร และเวลาทใ่ี ช้ไป
๗. เกณฑ์ความยั่งยืน (Sustainability) ตัวชี้วัด เช่น ความอยู่รอดของ
โครงการดา้ นเศรษฐกิจสมรรถนะดา้ นสถาบัน ความเปน็ ไปได้ในด้านการขยายผลของ
โครงการ
๘. เกณฑ์ความเสียหายของโครงการ (Externalities) มีตัวชี้วัด เช่น
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบด้านสังคมและ
วฒั นธรรม เปน็ ตน้

๒๐

ทั้งนี้เนื่องจากโครงการเครือข่ายพระสงฆ์เฝ้าระวังสื่อชวนเชื่อทางศาสนา มี
สมมตฐิ านวา่ ปญั หาไมไ่ ดเ้ กิดขึ้นแบบเหตุเดยี ว ผลเดยี ว แตเ่ ป็นแบบหลายเหตุ หลาย
ผล หนุนเนื่องกัน เหตุการณ์จำนวนมากไม่ได้เกี่ยวข้องกันแบบเรียบง่ายเชิงเส้นตรง
แต่เชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์กันไปมาอย่างซับซ้อน หลายทิศทาง ดังนั้นคณะทำงานจึงใช้
เทคนิคการประเมินเพื่อการพัฒนา (Developmental Evaluation - DE) โดยมีท้ัง
การประเมินเชิงคุณภาพและการประเมินเชงิ ปรมิ าณ

- การประเมินเชิงคุณภาพ เน้นตรวจสอบศักยภาพของพระสงฆ์นักสร้างสื่อ
สร้างสรรค์เพื่อสันติ (พสส.) นำความรู้และทักษะที่เกิดขึ้น รวมทั้งสื่อทั้งหลายไป
เผยแพรใ่ หเ้ กดิ ประโยชน์

- การประเมินเชิงปริมาณ เน้นการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม/
แบบทดสอบ วัดการรับรู้ การเรียนรู้ การตระหนักรู้ วัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ของผู้เข้าร่วมโครงการ วัดกิจกรรมหรือโครงการใหม่ๆที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์
ของพระสงฆ์แกนนำ ฯลฯ

เผยแพร่ความรู้ สื่อรณรงค์ สื่อประชาสัมพันธ์ คู่มือการอบรม อินโฟกราฟิ
คต่าง ๆ ในโครงการให้นำไปใช้ประโยชน์อย่างแพรห่ ลาย

ใหพ้ ระสงฆ์แกนนำปฏิบตั ิหน้าท่ีเป็นแม่ไก่ ขยายผลสร้างพระสงฆ์นักสร้างสื่อ
สร้างสรรค์เพื่อสันติ(พสส.) ให้เป็นลูกไก่ผ่านการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมออกแบบ
แลกเปลี่ยนเรียนรูด้ ว้ ยโครงการเลก็ ๆ ที่สง่ ผลมาก(CCS = Cap Corner Stone)

จัดตั้งศูนย์ประสานงานพระสงฆ์นักสร้างสื่อสร้างสรรค์เพื่อสันติ (พสส.)
จำนวน ๕ ศนู ย์ โดยจำแนกเป็นภาคกลาง ๑ ศูนย์ ภาคเหนือ ๒ ศนู ย์ ภาคใต้ ๑ ศูนย์

๒๑

และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑ ศูนย์ และสนับสนุนเชื่อมประสานกับองค์กรภาคี
ร่วมขับเคลือ่ นอยา่ งต่อเนอื่ ง

จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้จัดทำรายวิชา “การสื่อสารสร้างสรรค์เพ่ือ
สนั ติ” บรรจุในหลกั สตู รการศกึ ษาของมหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

๒๒

๒๓

ฝึกทักษะความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเพื่อให้พระสงฆ์มี
ความรู้เท่าทันข่าวหรือส่ือชวนเชื่อทางศาสนา โทษทางกฎหมาย ภัยร้ายจาก
ข่าวปลอม ฝึกวิเคราะห์ข่าวลวงทางศาสนาตามหลักโยนิโสมนสิการ เพื่อ
รับมอื ขา่ วลวงทางศาสนาเปน็ ๓ ประเภทคือ

ขา่ วชวนเชือ่ ทางศาสนา ๓ ประเภท
๑) ข่าวชวนเชื่อที่บิดเบือนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ไม่
สอดคล้องกับพระไตรปิฎกและคัมภีร์สำคัญในทางพระพุทธศาสนา (ทาง
พระพุทธศาสนาเรียกการบิดเบือนหลักธรรม ว่า “สัทธรรมปฏิรูป หรือ
สัทธรรมเทียม”)
๒) ข่าวชวนเชื่อที่ใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือหลอกลวง หรือ
ล่อลวงเพ่ือแสวงหาผลประโยชน์ แก่บคุ คลและองคก์ ร
๓) ข่าวชวนเชื่อที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทำลายความน่าเชื่อถือ
ของบุคคลหรือองค์กร สร้างความแตกแยกและความระแวงในวงการคณะ
สงฆ์และสังคม

- เครอื ขา่ ยสังคมออนไลน์คอื อะไร
- ข่าวปลอมหรอื ข่าวลวงคอื อะไร ?
- ขา่ วปลอมเกิดข้ึนได้อยา่ งไร ?
- ขา่ วปลอมมผี ลกระทบอยา่ งไรบ้าง ?
- ขา่ วชวนเช่ือทางศาสนาคืออะไร ?

๒๔

- การ์ดเกม : รเู้ ท่าทนั สือ่ ชวนเชอื่ ทางศาสนา
- กระดาษฟลิปชาร์ต หรือ กระดานบอร์ด, ปากกาเมจิก หรือ
ปากกาสี, กระดาษ ๔, กระดาษสี Post it ๔ สี, สติกเกอร์ แชร์ ไลน์ หัวใจ
ดาว, ใบงานความรู้

กจิ กรรม “๕ คำถาม ร้ทู นั ข่าวปลอม”
กิจกรรม “นักสรา้ งข่าวลวง” มี ๓ กจิ กรรมย่อย คอื

๑) กิจกรรมย่อยที่ ๑ “เกมตาราง ๘ ช่อง ประลองสติ”
๒) กิจกรรมย่อยท่ี ๒ “Design Thinking คดิ เปน็ ข่าว”
๓) กจิ กรรมยอยที่ ๓ “นักสร้างข่าวลวง”

เครือข่ายสังคมออนไลน์คืออะไร ?

สื่อสังคมออนไลน์ หมายถึง สื่อดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือในการ
ปฏิบัติการทางสังคม (Social Tool) เพื่อใช้สื่อสารระหว่างกันในเครือข่าย

๒๕

ทางสงั คม (Social Network) ผา่ นทางเว็บไซต์และโปรแกรมประยุกต์บนส่ือ
ใด ๆ ที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเน้นให้ผู้ใช้ทั้งที่เป็นผู้ส่งสารและ
ผู้รับสารมสี ่วนร่วม (Collaborative) อย่างสร้างสรรค์ ในการผลิตเนื้อหาขนึ้
เอง (User-Generate Content : UGC) ในรูปของข้อมูล ภาพ และเสียง
(วฒั ณี ภูวทศิ , ๒๕๕๔, หนา้ ๑๖๗)

ภมู ทิ ศั น์ของสื่อสงั คมออนไลน์ (Social Media Landscape)
๑. กลุ่มที่มกี ารเผยแพร่ข้อมูล เอกสาร หรือบทความทางอิเล็กทรอนิกส์ (Publish)
๒. กล่มุ ทม่ี ีการแบง่ ปันขอ้ มูลรูปแบบต่าง ๆ เชน่ วดิ ีโอ เพลง เอกสาร (Sharing) YouTube
๓. การสง่ ข้อความ (Messaging) เช่น การสง่ ข้อความ ส่งภาพผ่านมอื ถือ line Gmail
๔. แพลตฟอรม์ ท่มี กี ารระดมความคดิ หรอื อภปิ ราย (Discuss) เชน่ Facebook
๕. แพลตฟอร์มทมี่ ีพื้นท่ีการทำงานร่วมกัน (Collaboration) เช่น Dropbox Google Drive
๖. การบริการเครือขา่ ย (Networking) เชน่ บรกิ ารนดั พบ (Dating Services)

รปู แบบของเนอ้ื หาของข่าวปลอม ๒๖
และข่าวชวนเชื่อท่ีสรา้ งความเขา้ ใจ
ผดิ ๗ ลกั ษณะ (Wardle, ๒๐๑๗) คือ ข่าวปลอมหรือขา่ วลวงคืออะไร ?
๑. มเี น้ือหาเลยี นแบบ ล้อเลยี น เสียด
สี (Satire or Parody) ขา่ วปลอม หรือ fake news หมายถึง ข่าวท่ีมี
๒. มเี นอ้ื หาชนี้ ำ (Misleading เนื้อหาเป็นเท็จ เรื่องราวนั้นถูกประดิษฐ์ขึน้ โดย
Content) อาจมเี นื้อหาทีเ่ ป็น ไม่มีข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา
ขอ้ เท็จจรงิ แตบ่ ดิ เบอื นในเชงิ ช้นี ำไป หรือคำพูด ข่าวปลอมบางข่าวอาจมีส่วนข้อมูล
ในทางใดทางหนง่ึ ท่สี ามารถตรวจสอบได้แตอ่ าจมีขอ้ มลู ทถี่ ูกสร้าง
๓. มีเนื้อหาแอบอ้าง (Imposter ขึ้นเพื่อมีเจตนาบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงเดิม
Content) การแอบอา้ งเป็น บางครั้งข่าวปลอมก็เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่จงใจ
แหลง่ ข้อมลู หรืออา้ งตวั เปน็ แหลง่ ข่าวท่ี เขียนขึ้นมาเพื่อช้ีนำคนอ่าน โดยข่าวปลอมจะมี
น่าเช่อื ถือ ลักษณะเน้อื หาสรปุ ได้คือ
๔. เน้อื หาที่ประดษิ ฐข์ ้นึ (Fabricated
Content) เปน็ เน้อื หาปลอมทสี่ รา้ งมา ๑. เนื้อหาข่าวที่สร้างขึ้นเป็นเท็จ
ใหมท่ ้งั หมด ท้งั หมด (Fabricated content)
๕. มีการเชือ่ มโยงเนื้อหาท่ผี ิด (False
Connection) มเี น้ือหาพาดหวั ข่าว ๒. เนื้อหาข่าวที่มีการบิดเบือน
ภาพประกอบ ขอ้ มลู รายละเอียด ไม่ ขอ้ เท็จจริง (Manipulated content)
เปน็ ไปในทิศทางเดียวกัน
๖. เนื้อหาท่ีผดิ บรบิ ท (False ๓. เนื้อหาข่าวที่หลอกหลวง
Context) มเี น้อื หาข้อมลู จรงิ แตใ่ ช้ไม่ (Misleading content)
ถูกในบริบท หรอื สถานการณน์ ัน้
๗. เน้อื หาทีห่ ลอกหลวง ๔. เนื้อหาข่าวที่เป็นการเสียดสีและ
(Manipulated Content) มเี น้อื หา ลอ้ เลยี น (Satire and parody)
ข้อมูลจริง แต่ใช้เพื่อเจตนาหลอกหลวง
๕. เนื้อหาที่เป็นการโฆษณาชวนเช่ือ
(Propaganda)

๒๗

ข่าวปลอมเกดิ ขนึ้ ได้อยา่ งไร ?

การเผยแพรข่ ่าวปลอมมีองคป์ ระกอบทส่ี าคัญ ๕ องค์ประกอบ ดงั นี้
๑) องคป์ ระกอบท่ี ๑ ผสู้ ร้างขา่ วปลอม หมายถึง ผู้ท่ีต้องการสร้างขา่ วปลอม
เพ่อื เป้าหมายใดก็ตาม
๒) องค์ประกอบที่ ๒ ผู้ส่งสาร หมายถึง ผู้ที่รับอาสาหรือผู้ที่รับจ้างเผยแพร่
ข่าวปลอมไปยงั กลุ่มเป้าหมาย (ผ้รู ับสาร)
๓) องค์ประกอบท่ี ๓ เครอื่ งมือท่ใี ช้ในการสง่ สาร หมายถึง เคร่ืองมือส่ือสาร
ใดๆ ก็ตามที่สามารถส่งข่าวปลอมถึงกลุ่มผู้รับสารหรือกลุ่มเป้าหมายได้ เช่น
หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือลูกโซ่ แผ่นโฆษณา การเล่าต่อ เว็บไซต์ และสื่อสังคม
ออนไลน์
๔) องคป์ ระกอบที่ ๔ ผู้รับสาร หมายถงึ ผทู้ ่ไี ด้รบั ขา่ วปลอม
๕) องค์ประกอบที่ ๕ การส่งต่อ (แชร์) หมายถึง พฤติกรรมของผู้รับสารใน
การส่งต่อหรือแชร์ข่าวปลอมไปยังกลุ่มหรือชุมชนออนไลน์ด้วยเครื่องมือที่ใช้ส่งสาร
ตา่ ง ๆ

๒๘

เป้าหมายของการสรา้ งข่าวปลอม

๑. เพื่อต้องการเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่ านหรือผู้ชม
เกิดการคลิกเบท (Click bait) เพิ่มจำนวนยอดไลค์ เม้น และแชร์
(engagement) เพ่ือเพ่ิมรายไดจ้ ากการโฆษณา
๒. เพ่อื ให้เกดิ เขา้ ใจผดิ สร้างอคตทิ ้งั ทางด้านลบและบวก
๓. เพ่ือแสดงให้เหน็ ถงึ เห็นถึงสภาพความเป็นจรงิ มากกว่าการปรุงแตง่
๔. เพอ่ื มงุ่ ทำลายบุคคล หนว่ ยงาน หรือองคก์ ร ทเ่ี ป็นฝ่ายตรงข้าม
๕. เพื่อสร้างอิทธิพลทางความคิดเห็นให้คล้อยตามที่ผู้สร้างข่าวปลอม
ตอ้ งการ
๖. เพื่อหวังประโยชนใ์ นดา้ นธรุ กิจท่ีผิดกฎหมาย
๗. เพอ่ื ผลประโยชน์ของตนเอง

ไตรต่ รองทกุ ครั้ง ท่ีได้รับรู้ข้อมลู ข่าวสาร
พิจารณาข้อมลู ข่าวสาร ท่ไี ด้รับมาใหด้ ีวา่ เป็นข้อเท็จจรงิ
ทวนสอบความถูกต้องของข่าวสาร โดยการหาขอ้ มลู จากหลาย ๆ แหลง่

ต้งั สติทำใจเป็นกลาง
เปิดใจกว้างทีจ่ ะยอมรับขา่ วสารขอ้ มลู ทถี่ ูกตอ้ งแตไ่ ม่ถูกใจ

ผอ่ นคลายอารมณ์ ไมใ่ ชเ้ วลากับการรับข้อมลู ขา่ วสาร
ในแตล่ ะวันนานไปเพราะชีวิตเราก็ตอ้ งเดนิ หน้าต่อไป

๒๙

พวกที่มีสติปญั ญาฉลาดเฉลยี ว เปน็ สมั มาทฏิ ฐิ เม่อื ไดร้ ับขอ้ มลู
ขา่ วสารก็สามารถแยกแยะข่าวจริง ข่าวปลอม และเข้าใจเน้อื หา
ของขา่ วในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวทอี่ ย่พู ้นน้ำ เม่ือต้อง
แสงอาทติ ย์ก็เบง่ บานทนั ที

พวกท่มี สี ตปิ ัญญาดี เปน็ สมั มาทิฏฐิ เมอ่ื ไดร้ ับขอ้ มูลขา่ วสารแล้ว
ขา่ วสารแลว้ แสวงหาข้อเทจ็ จรงิ สอบถามผรู้ ู้ ค้นหาแหลง่ ที่มา
สอบถามผรู้ ู้ ค้นหาแหลง่ ที่มา แล้วพจิ ารณาแยกแยะขา่ วจริง ข่าวปลอม
ไดใ้ นเวลาอันไม่ช้า เปรยี บเสมือนดอกบัวทอ่ี ยู่ปริ่มน้ำซ่ึงจะบานในวันถดั ไป

พวกท่ีมสี ตปิ ัญญาน้อย แตเ่ ป็นสมั มาทฏิ ฐิ เมอ่ื ได้ข้อมูลข่าวสาร
นอกจากแสวงหาข้อเทจ็ จริง สอบถามผรู้ ู้ คน้ หาแหล่งท่ีมา ยงั
ตอ้ งผา่ นการฝึกฝนทักษะ และฝึกฝนสตเิ พม่ิ เติม มคี วาม
ขยันหมัน่ เพียรไมย่ ่อท้อ มีสตมิ นั่ ประกอบดว้ ยศรัทธาปสาทะ ใน
ท่ีสดุ กส็ ามารถร้แู ยกแยะข่าวจรงิ ขา่ วปลอมได้ เปรียบเสมือนดอกบัวท่ี
อยู่ใตน้ ำ้ ซ่ึงจะค่อยๆ โผลข่ ้นึ เบง่ บานไดใ้ นวนั หนงึ่

พวกท่ไี รส้ ตปิ ัญญา และยงั เปน็ มจิ ฉาทฏิ ฐิ เมื่อรับขอ้ มูลกเ็ ชอ่ื ทนั ที ไม่ร้จู กั
แยกแยะข่าวจรงิ ขา่ วปลอม แม้มผี รู้ ู้ให้ข้อคดิ ขอ้ เสนอ กย็ ังไมเ่ ปลยี่ นแปลง
ความคิด จมอยูใ่ นความเช่ือของตนเอง นำข่าวสารขอ้ มลู ไปสร้างความ
ขดั แยง้ กบั ผอู้ ่นื เปรียบเสมอื นดอกบวั ท่จี มอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเปน็
อาหารของเตา่ ปลา ไมม่ ีโอกาสโผลข่ นึ้ พน้ น้ำเพอ่ื เบง่ บาน

๓๐

ข่าวปลอมมผี ลกระทบอย่างไรบ้าง ?

๑. ผลกระทบต่อความคิดและความเชื่อ เป็นผลกระทบที่ชัดเจน
และสำคัญที่สุด เพราะว่าข้อมูลข่าวสารมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์ต่อผู้อ่าน และ
ผู้รับสารตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้รับ ถ้าข้อมูลที่พวกเขาได้รับเป็น
ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน หรือข่าวที่กุขึ้นมาพวกเขาก็ไม่สามารถใช้การ
วจิ ารณญาณได้ถูกต้องเน่อื งจากขาดข้อเทจ็ จริง

๒. ผลกระทบด้านการเงินและสุขภาพ ข่าวปลอมท่ถี ูกสร้างขึ้นโดย
มีรายได้เป็นแรงจูงใจจะชักจูงให้ผู้รับสารจ่ายเงินเพื่อสินค้าและบริการ และ
หากสินค้าและบรกิ ารน้ันไมไ่ ดค้ ุณภาพก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพ
ของผูห้ ลงเชอื่ ด้วย

๓. ผลกระทบด้านอารมณ์ความรู้สึก ข่าวคลิกเบทอาจสร้างความ
หงุดหงิดให้ผู้อ่าน เมื่อพบว่าเนื้อข่าวไม่ได้มีอะไรน่าสนใจอย่างที่รปู ภาพหรอื
พาดหัวดงึ ดดู ให้เขา้ มาอา่ น ขา่ วปลอมทส่ี รา้ งขน้ึ มาด้วยความคกึ คะนองก็อาจ
ทำให้ผู้อ่านเกิดความกลัวและวิตกกังวล

๓๑

๔. ผลกระทบดา้ นทศั นคติ ขา่ วปลอมทเ่ี อนเอียงเลือกข้าง หรือข่าว
ชี้นำอาจสร้างอคติและทัศนคติเชิงลบแก่บุคคลหรือกลุ่มคนที่ถูกใส่ร้ายอย่าง
ไมเ่ ปน็ ธรรม เชน่ โฆษณาชวนเช่ือทางการเมือง ข่าวต่อต้านรัฐบาล

๕. ผลกระทบด้านความรุนแรง ข่าวลือที่เร้าอารมณ์และโจมตีใส่
ร้ายบุคคลอาจกอ่ ใหเ้ กิดความรนุ แรง ผทู้ ถ่ี กู กล่าวหาอาจจะถูกกล่ันแกล้งทาง
ออนไลน์เพราะความเข้าใจผิด หรืออาจถูกข่มขู่ คุกคาม และทำร้ายในชีวิต
จริงได้ เช่น ในอินเดีย เมื่อปี ๒๐๑๘ มีรายงานผู้เสียชวี ิต อย่างน้อย ๒๙ คน
จากการถูกฝูงชนรุมทำร้าย ผู้เสียชีวิตส่วนใหญม่ ักถูกลือว่าเป็นพวกลกั พาตัว
เด็กโดยผทู้ ำรา้ ยไดร้ บั ข่าวปลอมที่ส่งตอ่ กันทางอินเทอรเ์ นต็ และเข้าใจผิด

๖. ผลกระทบต่อสื่อวิชาชีพ ข่าวปลอมสร้างความเสียหายต่อ
ชื่อเสียงเว็บไซต์ที่ถูกเลียนแบบนับตั้งแต่ช่วงปี ๒๐๑๖ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขา่ วสดและมตชิ น ต่างเข้าแจ้งความกบั เว็บไซต์เลียนแบบเพือ่ หลอกลวงผู้อ่าน
โดยปัญหาหนึ่งในการรับมือกับเว็บปลอมคือ องค์กรสื่อมักจะรู้ตัวก็ต่อเม่ือ
เว็บปลอมเหล่าน้ไี ดถ้ ูกสง่ ตอ่ และสรา้ งความสบั สนกบั ผอู้ ่านเรยี บร้อยแล้ว

๗. ผลกระทบด้านสังคม เมื่อข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับประเด็น
สำคัญในสังคมแพรร่ ะบาด คนในสงั คมจะขาด “ขอ้ เทจ็ จรงิ ” ทตี่ ้องใช้ในการ
วิเคราะห์ อภิปรายและตัดสินใจในเรื่องนั้น ๆ ส่งผลทำให้เกิดความสับสน
การแบ่งฝ่ายและสร้างความขัดแย้งในสังคมเพราะแต่ละฝ่ายรับรู้ชุดของ
ข้อมูลที่ต่างกัน ข่าวปลอมยังส่งผลต่อการตัดสินเลือกตั้งของผู้มีสิทธิ์โหวต
เมื่อข้อมูลผิด ๆ ได้ถูกเผยแพร่ข่าวโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเองก็มี
ผลกระทบต่อความคิดของสังคมเชน่ กัน

๓๒

ข่าวชวนเช่อื ทางศาสนาคืออะไร ?

๑) ข่าวชวนเชื่อที่บิดเบือนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ไม่สอดคล้องกับ
พระไตรปิฎกและคัมภีร์สำคัญในทางพระพุทธศาสนา (ทางพระพุทธศาสนา
เรยี กการบิดเบอื นหลกั ธรรม ว่า “สัทธรรมปฏิรปู หรอื สัทธรรมเทยี ม”)
๒) ข่าวชวนเชื่อที่ใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือหลอกลวง หรือล่อลวงเพ่ือ
แสวงหาผลประโยชน์ แก่บคุ คลและองค์กร
๓) ข่าวชวนเชื่อท่ีใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคล
หรอื องค์กร สร้างความแตกแยกและความระแวงในวงการคณะสงฆ์และสงั คม

๓๓

วัตถุประสงค์ของกิจกรรม : เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจพื้นฐานของการสร้าง
ข่าวลวงว่าเป็นอย่างไร รู้จักกระบวนการเกิดขึ้นของข่าวลวงเพื่อที่จะได้
นำไปสู่การวิเคราะห์ขา่ วลวงตา่ ง ๆ ที่ไดพ้ บเจอได้

ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม : ๙๐ นาที
วตั ถุประสงคเ์ พือ่ ละลายพฤติกรรมของ

ผู้เข้าอบรม สร้างความ สัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ใหเ้ กดิ ข้ึน ผเู้ ขา้ อบรมได้ฝกึ ใช้ Deep Listening
(การฟังอย่างลึกซึ้ง) สร้างความคุ้นเคยและ
ไว้วางใจระหว่างกัน รวมถึงเป็นการค้นหา

๓๔

บุคลิกภาพส่วนบุคคล (Pesonal) อันเป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างสื่อที่
เหมาะสมกบั กลมุ่ เป้าหมาย

:

๑. ใหผ้ ู้เข้ารว่ มอบรมทุกคนพับกระดาษ A๔ ให้เปน็ ๘ ชอ่ ง จากนั้น
ให้ทุกคนเดินไปจับคูก่ ับผูเ้ ข้าร่วมอบรม (ต้องเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน)
แล้วให้สอบถามข้อมูลและปฏิบัติตามโจทย์ที่วิทยากรผู้นำกระบวนการหรือ
กระบวนกรกำหนดให้ โดยมกี ารกำหนดเวลาในการหาคำตอบแตล่ ะขอ้ ไว้
โดยโจทย์ที่วิทยากรผู้นำกระบวนการหรือกระบวนกรกำหนด จะมี ๘ ข้อ
ดังน้ี

(๑) ให้เดินไปหาคนที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับท่านมากที่สุด แล้ว
ให้ถามถงึ ประวัตสิ ว่ นตวั มาใหม้ ากท่ีสดุ

(๒) ให้เดินไปหาคนที่มีความแตกต่างจากท่านมากที่สุด แล้วให้ถาม
วา่ บวชมาแล้วก่ีปแี ละเหตุผลที่ทา่ นบวช และทำงานเพอ่ื พทุ ธศาสนาคอื อะไร

(๓) ให้ทา่ นเดนิ ไปหาคนทีท่ ่านอยากคุยหรืออยากร้จู กั มากที่สุด แล้ว
ให้ถามถึงงานอดิเรกทเี่ ขาชอบคืออะไร และเพราะอะไรจึงชอบ

(๔) ให้เดินไปหาคนที่ท่านพบเห็นเป็นคนแรกเมื่อท่านมาประชุมใน
ครั้งนี้ แล้วถามถงึ อาหารทเี่ ขาชอบรบั ประทานคืออะไร เพราะอะไร

(๕) ให้เดนิ ไปหาคนทอี่ ยจู่ ังหวัดท่ไี กลจากจังหวัดที่ทา่ นอาศัยอยู่มาก
ทสี่ ุด แลว้ ถามเขาวา่ ในจังหวัดของเขามีของดอี ะไรที่อยากจะนำเสนอบ้าง

(๖) ให้ท่านเดินไปหาคนที่อยู่จังหวัดใกล้ท่านที่สุดแล้วถามเขาว่าใน
จงั หวดั ท่เี ขาอาศยั อย่มู สี ถานทีท่ ่องเทย่ี วอะไรท่นี ่าเท่ยี วบ้าง

(๗) ให้ท่านเดินไปหาคนที่มีอายุห่างจากท่านมากที่สุด แล้วถามถึง
สง่ิ ที่เขาภาคภมู ิใจทสี่ ดุ คืออะไร

๓๕

(๘) ให้เดนิ ไปหาคนที่ท่านรสู้ ึกประทับใจมากทส่ี ุดในการประชุมครั้ง
น้ี และถามเขาวา่ มีอะไรท่เี ขาเคยเสียใจและอยากกลบั ไปแกไ้ ขมันบา้ ง
๒. เมื่อถามคำถามทุกข้อจบลงให้หาอาสาสมัครที่อยากจะออกมาพูดคุย
แลกเปลี่ยนให้เพื่อนๆฟังหน้าช้ัน
โดยให้แต่ละคนนำคู่ของตนที่ไป
สัมภาษณ์ออกมาด้วยเพ่ือเช็คข้อมูล
เปรียบเทียบกับคู่อื่น ๆ โดยใครที่
ปฏิบัติตามโจทย์ได้มากที่สุด คู่น่ัน
เป็นคนชนะ

: คำถามทต่ี ้ังจะมีอยู่ ๒ ประเภท คือ คำถามทสี่ ร้างความผูกพันธ์
ซึ่งจะล้วงลึกถึงประวัติส่วนตัวประสบการณ์ในชีวิต ความคิด ความรู้สึก ซ่ึง
จะเป็นคำถามสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น และคำถามอีกประเภทหนึ่งจะ
เป็นตัวลวงเพื่อสร้างบรรยากาศความสบายใจ ความสนุกสนาน เพื่อไม่ให้
บรรยากาศตึงเครียดจนเกินไป

: ผู้เข้าร่วมมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น
เช่น พระผู้น้อยคุยกับพระผู้ใหญ่มากขึ้น พระต่างที่
กันได้รู้จักสนทิ สนมกันมากข้ึน และช่องวา่ งระหว่าง
วัยเริ่มกระชับมากขึ้น มีความคุ้นเคยกัน มีความ
สนุกสนานและมีบรรยากาศในการทำงานร่วมกัน
มากขึ้น ซึ่งดูได้จากเสียงหัวเราะและความ
กระตือรือร้นจากการเดินเข้าไปหาคู่สัมภาษณ์ตาม
โจทย์ที่ได้ตัง้ ไว้ และสุดท้ายตัวกิจกรรมนี้เช่ือมโยงไปถึงการสรา้ งสื่อ คือ การ

๓๖

หาข้อมูลส่วนบุคคลอันจะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างข่าวให้มีความ
เหมาะสมกับกลมุ่ เปา้ หมายทเี่ ราจะสื่อสารไดอ้ ีกดว้ ย

ห ล ั ง จ า ก จ ั ด กิ จ ก ร ร ม แ ร ก
ต ่ อ จ า ก น ั ้ น จ ะ เ ป ็ น ก ิ จ ก ร ร ม เ ข ้ า ก ลุ่ ม
เพื่อที่จะเรียนรู้ข่าว สื่อปลอม โดยใช้
เทคนคิ Creative Thinking โดยใหค้ ดิ เรว็
และให้เขียนออกมาในกระดาษ Post it
จากนั้นให้นำคำแต่ละคำ มาแต่งเป็น
ประโยคเดียว หรือวลเี ดียว

ระยะเวลาในการจัดกจิ กรรม : ๑๒๐ นาที
วัตถุประสงค์ เพื่อให้ฝึกการคิดนอกกรอบ
ฝึกการทำงานเป็นทีมและการแบ่งบทบาทหน้าที่
ร่วมกัน เพ่อื ใหผ้ ู้เขา้ อบรมเรียนรู้ขา่ ว สอ่ื ปลอม โดย
ใช้เทคนิค Creative Thinking โดยให้คิดเร็ว และ
ให้เขียนออกมาในกระดาษ Post it จากนั้นให้นำ
คำแต่ละคำท่ไี ดจ้ ากสมาชกิ กลมุ่ มาแต่งเปน็ ประโยค
เดียวหรือวลีเดียวเพื่อสรา้ งสื่อสาร ในภาษาสื่อ เรา
เรียกช่วงนี้ว่า “การค้นหาเชื่อมโยง (Review
Literacy)”

๓๗

๑. ให้แบ่งผูเ้ ข้าอบรมเป็นกลุม่ ละเท่าๆ กัน ออกเป็น ๑๐ กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะ
มพี ี่เล้ยี งประจำกลุ่ม พี่เล้ยี งแต่ละคนจะมคี ำถามประจำตัว คนละ๑ คำถาม

๑๐ ประเดน็ คำถามประจำกลมุ่
(๑) นยิ ามคำวา่ “ขา่ วลวง” ของทา่ นคืออะไร
(๒) ขา่ วลวงที่ท่านมักจะเจอมเี รอื่ งอะไรบ้าง
(๓) ข่าวลวงสง่ ผลกระทบต่อผเู้ สพสอื่ อย่างไรบา้ ง
(๔) ข้อดขี องข่าวลวงมอี ะไรบา้ ง
(๕) ข้อเสียของขา่ วลวงมีอะไรบ้าง
(๖) องค์ประกอบอะไรท่ีจะทำให้ขา่ วลวงมีความน่าเชือ่ ถือบา้ ง
(๗) อะไรทีท่ ำให้เรารู้วา่ ข่าวนัน่ เปน็ ข่าวลวง
(๘) คนสว่ นใหญม่ ักจะหลงเช่ือข่าวลวงเพราะอะไร
(๙) วธิ ปี อ้ งกนั ขา่ วลวงของท่านคืออะไร
(๑๐) ถ้าเป็นข่าวลวงทางพระพุทธศาสนา คนสว่ นมากมักจะหลงเช่ือ

ในเรอ่ื งอะไรบ้าง
๒. ให้สมาชิกในแต่ละกลุ่มคิดคำตอบ
ของตนเองอย่างรวดเรว็ และให้ได้มาก
ท่ีสดุ หลังจากนั่นจะมีการรวมคะแนน
โดยคำตอบที่ซ้ำกันจะคิดรวมเป็น ๑
คะแนน สว่ นคำตอบทตี่ า่ งออกไปก็จะ
คดิ เปน็ ๑ คะแนน
๓. ให้ภายในกลุ่มเรียบเรียงคำตอบของสมาชิกในกลุ่มของคนทุกคนให้เป็น
ประโยคเดียว (โดยต้องไม่ทิ้งคำตอบของใคร) ลงในฟลิบชาร์ต ๒ แผ่น โดย
แผ่นหนงึ่ จะใหพ้ เี่ ล้ยี งไว้ และอีกแผ่นจะอยูป่ ระจำกลุ่มของตัวเอง

๓๘

๔. แต่ละคำถามมีเวลาหาคำตอบรอบละ ๕-๘ นาที โดยกระบวนกรหลักจะ
เป็นคนจับเวลา เม่อื ครบกำหนดเวลาให้กระบวนกรพเ่ี ล้ียงเปล่ยี นกลุ่มย้ายไป
ยงั กลุ่มใหม่ แต่ละกลมุ่ ปฏบิ ตั ิตามขอ้ ๑-๓ จนครบ ๑๐ คำถาม

: กระบวนการนี้เป็นการฝึกให้คิดนอกกรอบดังนั่น คำตอบของ
คำถามจึงไม่เน้นถูกผิด แต่เน้นการทำให้กิจกรรมให้ทันกับเวลาเพื่อเป็นการ
ฝึกให้แบ่งบทบาทหน้าที่ในการทำงานร่วมกัน และที่สำคัญเน้นกระบวนการ
การมีส่วนร่วมขั้นที่หนึ่ง คือ ได้ฝึกคิดร่วมกัน และให้ความสำคัญกับทุก
ความคิดเห็น จะเห็นได้ชัดตรงที่มีข้อกำหนดว่าจะต้องมีทุกคำตอบของ
สมาชิกกลมุ่ ในประโยค

: หลังจากผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้และเปลี่ยนทัศนะกับสมาชิกใน
กลุ่มกับคำตอบในประเด้นคำถามต่าง ๆ นำมาสู่การสร้างข่าวเพื่อสื่อสาร
ประเด็นที่สมาชิกในกลุ่มร่วมกันออกแบบได้เห็นทักษะการเป็นนักสื่อสาร ผู้
เข้าอบรมมีความกระตือรือร้น ร่วมแรงร่วมใจ การแบ่งบทบาทหน้าที่ในการ
ทำงาน และการเคารพในความคิดเห็นของกันและกัน ที่สำคัญคือเสียง
หัวเราะ แม้ว่าในตอนแรกๆ อยากจะมีการติดขัดบ้างเพราะยังไม่คุ้นชินกับ
กระบวนการแต่พอผ่านไปสักสองสาม
ข้อทุกคนจับจุดได้ จะเห็นได้ว่า
คำตอบแต่ละข้อทุกคนจะช่วยคิดและ
ได้คะแนนเยอะมาก และที่สำคัญท่สี ดุ
ในกระบวนการนี้คือ พี่เลี้ยงจะต้อง
เข้าใจในกระบวนการของกิจกรรมจึง
จะสร้างการเรยี นรใู้ ห้ผู้เข้าอบรมได้มีสว่ นรว่ มอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

๓๙

ระยะเวลาในการจัดกจิ กรรม : ๖๐ นาที
กิจกรรมย่อยท่ี ๓ เป็นกิจกรรมต่อเนื่องกับกิจกรรมย่อยท่ี ๒ มี
วัตถุประสงค์ เพื่อให้ทุกคนมองเห็น
ถึงองค์ประกอบในการสร้างข่าวลวง
อันจะนำไปสู่ความเข้าใจในการสร้าง
ข่าวและสามารถตั้งข้อสังเกตในการ
เช็คและตรวจสอบข่าวลวงได้ ใน
ภาษาสื่อ เราเรียกช่วงนี้ว่า การสร้าง
ตวั ตน้ แบบ Prototype
: ให้แต่ละกลุ่มลองสร้างข่าวลวงขึ้นมาประเด็นหนึ่งโดยใช้ข้อสรุปที่
เราได้คำตอบมาให้การทำกระบวน Design thinking จากกิจกรรมย่อยที่ ๒
โดยให้แต่ละกลุ่มสร้างข่าวลวงทางศาสนา (Fake News) กลุ่มละ ๑ ข่าว
โดยการเขียนภาพ และ มี Key word ที่สำคัญ พร้อมนำเสนอ โดยสมมติผู้

เข้าอบรมทั้งหมดเป็นผู้รับสื่อ และโหวต
ให้คะแนนข่าวลวงที่น่าเชื่อถือมากที่สุด
(สามารถโหวตโดยอิสระ) พร้อมทั้งมี
วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ข้อแนะนำ
และผลงานที่ได้รับคะแนนโหวตมากที่สดุ
อาจมรี างวัลเปน็ กำลงั ใจ

: กระบวนการตัวนี้ถูกออกแบบในลักษณะการคิดที่ว่าถ้าราจะ
รู้ทันข่าวลวงได้ เราก็ต้องสร้างข่าวลวงเป็นเพื่อที่จะได้ทราบถึงเทคนิคและ

๔๐

วิธีการทำข่าวลวงว่าเป้นอย่างไร ซึ่งเมื่อเราจะไปตรวจสอบว่าข่าวลวงเป็น
อะไรอย่างไรน่ันจะทำให้เรามีความเขา้ ใจในบริบทของมนั มากขน้ึ

: เห็นถึงความคิดสรา้ งสรรค์และความกระตือรอื ร้นในการสร้าง
ข่าว และที่สำคัญประเด็นข่าวที่นำเสนอหน้าห้องแปลว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่
เข้าใจในประเด็นขององค์ประกอบของข่าวลวงเปน็ อยา่ งดี

จากการทำกิจกรรม พบว่า
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าใจขั้นตอนการ
ทำงานของผู้ส่ือสารว่า การสร้างข่าวเทจ็
หรือ Fake news นั้นจะต ้ อ ง มี
องค์ประกอบอะไรบ้างในสื่อ เมื่อเข้าใจ
แล้วก็สามารถสร้างข่าวปลอมได้ ทีนี้ใน
การเรียนรู้จากกิจกรรม ผู้จัดต้องการให้
ผู้เข้ารับการอบรมเรียนรู้และเข้าใจกับ
ขา่ วปลอม เมอื่ รลู้ ะเขา้ ใจก็จะสามารถต้ัง
รบั กบั ข่าวปลอมได้

๔๑

๔๒

ฝึกอบรมปฏิบัติการใช้เครื่องมือ เช่น Application หลักธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนา รวมถงึ ระบบสารสนเทศตา่ ง ๆ ท่ีเกีย่ วข้องกับการตรวจสอบ
ข้อมูลขา่ วปลอม ฝกึ ทักษะการตรวจสอบข่าวปลอมตามหลักพระพุทธศาสนา
คือ กาลามสูตร ฝึกใช้เทคนิคการตรวจสอบข่าวปลอมโดยใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศที่ทันสมัย และเทคนิคการตรวจสอบข่าวผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล
กบั ศนู ยป์ ระสานงานและภาคีเครือขา่ ย

- กาลามสูตร เทคนคิ วิเคราะหก์ ่อนเป็นเหยือ่ ขา่ วปลอม
- ปฏิบัติการตรวจสอบข่าวปลอม

- การด์ เกม : รเู้ ทา่ ทนั สอ่ื ชวนเชื่อทางศาสนา
- คูม่ ือภาคปฎิบตั นิ กั ตรวจสอบข้อเทจ็ จริง
- กระดาษฟลิปชาร์ต หรือ กระดานบอร์ด, ปากกาเมจิก หรือ
ปากกาสี, กระดาษ ๔, กระดาษสี Post it ๔ สี, ใบงานความรู้, มือถือ,
Notebook

๔๓

- การตรวจสอบข่าวปลอม ด้วยหลักการทางพระพุทธศาสนา
- การ ตรวจสอบข่าวปลอม ผ่านระบบสารสนเทศ และ
Application
- การเชื่อมโยงเครือข่ายรับมือขา่ วชวนเชอื่ ทางศาสนา

๔๔

ข่าวปลอม ผิดศลี ขอ้ มสุ าวาทหรือไม่ ?

คำว่า “มุสาวาท” หมายถึง คำพูดหรือการกระทำที่เป็นเท็จ
หลอกลวง โดยเจตนาทจ่ี ะทำใหค้ นอ่ืนเข้าใจเรื่องไมจ่ ริงไม่แท้ว่า เปน็ เรอื่ งจริง
เรื่องแท้หรือเข้าใจเรื่องจริงเรืองแท้ว่ามิใช่เรื่องจริงมิใช้เรื่องแท้ ตอบรับแล้ว
ปฏิเสธ ตอบปฏิเสธแล้วรับ กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ สัญญาให้คำ
สัตย์ปฏิญาณ สัตยาบัน ประกาศ หรือโฆษณาแล้ว ไม่ทำตามคำนั้นนำเรื่อง
เท็จมาปกปิดเร่อื งจรงิ กลบเกล่ือน บิดเบือน ปดิ บังอำพรางซ่อนเรน้ ความจริง
ไว้ภายในเปิดเผยแต่สิ่งทีเป็นความเท็จออกมาภายนอก เป็นคำพูดหรือการ
กระทำอันลามกเชื่อถือไว้วางใจมิได้ มีมาในมุสาวาทวรรคตอนที่ว่าด้วยเรื่อง
การพูดปด วรรคท่ี ๑ แห่งปาจิตตียกัณฑ์แห่งวินัยปิฏก ข้อ ๔ ในกรรมกิเลส
๔ ข้อ ๗ ในมละ ๙ ข้อ ๔ ในอกุศลกรรมบถ ๑๐ และข้อ ๑ ในอนริยโวหาร
๔ เป็นต้น ในการบัญญัติศีลข้อมุสาวาท จึงเป็นข้อปฏิบัติอันเป็นจริยธรรม
พื้นฐานของการอยูร่ ่วมกันในสงั คม โดยมีจุดมุ่งหมายสรุปได้คอื เพื่อขัดเกลา

ใหจ้ ิตใจให้เป็นผ้มู ีวาจาอันสจุ ริต ไม่พดู เทจ็ ไมพ่ ดู โกหก
ไม่พดู ให้เกิดความแตกแยกในหมคู่ ณะ พึงพูด
แต่ความจริงที่จะเกิดประโยชน์แก่ตนและคน
รอบข้าง และเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์
ใส่ตน ทำลายผลประโยชน์ของผู้อืน่ ด้วยคำพูดเท็จหรือก
ริริยาเท็จ สง่ เสริมใหค้ นมคี วามซอื่ สัตย์ ซอื่ ตรง จรงิ ใจตอ่ กนั

๔๕

: เพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน ทำลาย
ผลประโยชน์ของผู้อื่นด้วยคำพูดไม่จริง ส่งเสริมให้มีความซื่อสัตย์ ชื่อตรง
จริงใจตอ่ กนั

: เราไม่ต้องการคำโกหก ฉันใด คนอื่นก็ไม่ต้องการ คำโกหกเช่นกนั
คนที่กล่าวคำโกหกย่อมทำลายความดีที่มีอยู่ในตัวเอง เพราะคนที่พูดโกหก
แล้วจะไมท่ ำช่วั อย่างอ่ืนไม่มี


Click to View FlipBook Version