บนั ทึกการเรยี นรู้
รายวชิ า การวดั และประเมินการศึกษาและการเรยี นรู้ ภาคเรยี นท่ี 2
นางสาวณัฐนชิ โถชาลี
รหสั นกั ศกึ ษา 62115239214
สาขาวิทยาศาสตร์ นักศกึ ษาคณะครุศาสตร์ชั้นปที ี่ 2
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สกลนคร
รศ.ดร. สำรำญ กำจัดภัย
คำ นำ
กำรวัดและประเมินผลกำรเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นตอ้ งอยู่บนหลกั กำรพืน้ ฐำน 2 ประกำร คือ
กำรประเมนิ เพ่ือพฒั นำผู้เรยี นและเพ่อื ตัดสินผลกำรเรียน ในกำรพัฒนำคณุ ภำพกำรเรียนรู้ของผู้เรียนให้
ประสบผลสำเรจ็ นั้น ผู้เรยี นจะต้องได้รบั กำรพฒั นำและประเมนิ ตำมตวั ชี้วดั เพอ่ื ให้บรรลตุ ำมมำตรฐำน
กำรเรยี นรู้สะท้อนสมรรถนะสำคัญ และคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคข์ องผู้เรยี นซงึ่ เปน็ เป้ำหมำยหลกั
ในกำรวดั และประเมินผลกำรเรยี นร้ใู นทุกระดับ ไม่ว่ำจะเปน็ ระดับชนั้ เรียน ระดบั สถำนศกึ ษำ ระดบั เขต
พืน้ ทีก่ ำรศกึ ษำและระดับชำติกำรวัด และประเมินผลกำรเรียนรู้เปน็ กระบวนกำรพัฒนำคณุ ภำพผู้เรียน
โดยใชผ้ ลกำรประเมนิ เป็นข้อมูลและสำรสนเทศท่แี สดงพัฒนำกำรควำมก้ำวหนำ้ และควำมสำเร็จทำงกำร
เรียนของผู้เรยี น ตลอดจนขอ้ มูลท่ีเปน็ ประโยชน์ตอ่ กำรส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นเกดิ กำรพฒั นำและเรียนรอู้ ยำ่ ง
เต็มตำมศักยภำพกำรวดั และประเมินผลกำรเรยี นรู้
ดงั นนั้ ผจู้ ัดทำหวังเปน็ อยำ่ งย่งิ ว่ำ สมดุ บันทกึ กำรเรยี นรูร้ ำยวชิ ำกำรวัดและประเมินกำรศึกษำ
และกำรเรยี นรูเ้ ลม่ นีจ้ ะเป็นประโยชน์ต่อผ้ทู ีไ่ ด้ศกึ ษำหำกผิดพลำดประกำรใดผูจ้ ัดทำต้องขออภัยมำ
ณ ท่ีนดี้ ว้ ย
ผจู้ ดั ทำ
นำงสำวณฐั นิช โถชำลี
สำรบญั หนำ้
เน้ือหำ 1
ปฐมนเิ ทศ 3
แนวคิดเก่ียวกับการเรียนรแู้ นวคิดเบื้องตน้ เกย่ี วกับการวดั ประเมินผลการเรียนรู้ 9
ความสาคัญประเภท หลักการและอุดมมุง่ หมายของการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ 12
การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้โดยใช้แบบทดสอบความเรียงหรือแนบทดสอบอตั นัย 15
แบบทดสอบจถูกผิด 17
แบบทดสอบจบั คู่ 20
แบบทดสอบเติมคาตอบสั้น 23
แบบทดสอบปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ 26
การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ 29
การวิเคราะห์ตัวชว้ี ัดสูก่ ารออกแบบหนว่ ยการเรยี นร้แู ละการออกแบบหน่วยการเรยี นรู้อิงมาตราฐานโดยใช้กระบวนการย้อนกลับ 32
การประเมนิ จากการสื่อสารระหว่างบุคคล 35
การประเมินการปฏบิ ตั ิ 38
และการประเมนิ ตามสภาพจริงในชนั้ เรียน 41
Rubrics การใช้บรกิ สใ์ นการวัดและประเมนิ ผล 44
Portfolio Assessment การประเมนิ โดยใชแ้ ฟ้มสะสมผลงาน
ปฐมนเิ ทศ
-ชแี้ จงโครงการสอน
-ทากติกาและทาสญั ญาการเรยี น
-ฟงั บรรยายเพอ่ื การเรยี นรู้
-เข้าชั้นเรียน GOOGLE CLASSROOM และสรา้ งกลุม่ ไลน์
-สาธิตการใช้ GOOGLE MEET และ GOOGLE FORM
1
สญั ญาการเรยี น
2
ใบความรทู้ ี่ 1
เร่อื ง แนวคดิ เกยี่ วกบั การเรียนรู้
3
ความหมายของการเรียน พฤตกิ รรมการเรยี นรูด้ า้ นทกั ษะพิสยั
กำรเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมของผู้เรียน ทค่ี งทนถำวรหรอื 1. รับรู้และเลยี นแบบ (Imitation)
ค่อนข้ำงถำวรทัง้ ท่ี เปน็ พฤติกรรมทแ่ี สดงออกให้เห็นไดช้ ดั 2. ลงมอื ปฏบิ ตั แิ ละทำ่ ตำมได้ (Manipulation)
หรอื พฤตกิ รรมทแ่ี ฝงอยู่ในตัวพร้อมทจ่ี ะแสดงออกไดท้ ุกเมื่อ 3. ลดควำมผดิ พลำดจนสำมำรถทำได้ถกู ตอ้ ง (Precision)
4. ปฏบิ ตั ิได้อยำ่ งชดั เจนและต่อเนือ่ ง (Articulation)
แนวคิดเกี่ยวกบั กำรเรียนรู้ 5. ปฏบิ ัติได้อย่ำงเปน็ ธรรมชำติ (Naturalization)
1. ควำมรู้ (Knowledge) หรอื ควำมจำ 1. ข้นั รบั รู้ (Receiving)
2. ควำมเขำ้ ใจ (Comprehension) 2. ขัน้ ตอบสนอง (Responding)
3. กำรนำไปใช้ (Application) 3. ขั้นเห็นคณุ คำ่ หรือสรำ้ งคำนยิ ม (Valuing)
4. กำรวิเครำะห์ (Analysis) 4. ขั้นจัดระบบค่ำนยิ ม (Organization)
5. กำรสงั เครำะห์ (Synthesis) 5. ข้นั สร้ำงลกั ษณะนิสัยจำกค่ำนยิ ม (Characterization)
6. กำรประเมินค่ำ (Evaluation)
พฤตกิ รรมการเรยี นรูด้ า้ นจิตพสิ ยั 4
พฤตกิ รรมการเรยี นรูด้ า้ นพทุ ธิพสิ ยั
ใบความรทู้ ่ี 1
เรอ่ื ง แนวคิดเก่ยี วกบั การเรยี นรู้
ควำมหมำยของกำรเรียน
กำรเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมของผู้เรียน ทีค่ งทนถำวรหรอื ค่อนข้ำงถำวรท้ังที่ เปน็ พฤตกิ รรมท่แี สดงออกใหเ้ ห็นได้ชัดหรือพฤตกิ รรมท่แี ฝงอยู่ในตวั
พรอ้ มท่ีจะแสดงออกได้ทกุ เมื่อ
สำหรบั “พฤตกิ รรม” ในควำมหมำยของพฤติกรรมกำรเรียนรู้ (Learning behavior) ตำมทรรศนะของ Bloom และคณะ หมำยถึงพฤติกรรม
กำรเรยี นรู้ 3 ดำ้ นใหญ่ ๆ ได้แก่ พฤตกิ รรมกำรเรยี นรู้ดำ้ นจติ พสิ ัย
พฤติกรรมกำรเรียนรดู้ ำ้ นทกั ษะพิสยั 1. ขนั้ รบั รู้ (Receiving)
1. รับรู้และเลยี นแบบ (Imitation) 2. ขน้ั ตอบสนอง (Responding)
2. ลงมือปฏบิ ตั ิและทำ่ ตำมได้ (Manipulation) 3. ข้นั เห็นคณุ คำ่ หรือสร้ำงคำนิยม (Valuing)
3. ลดควำมผิดพลำดจนสำมำรถทำได้ถกู ต้อง (Precision) 4. ข้ันจัดระบบค่ำนยิ ม (Organization)
4. ปฏิบัติไดอ้ ยำ่ งชดั เจนและตอ่ เนือ่ ง (Articulation) 5. ขัน้ สรำ้ งลกั ษณะนสิ ัยจำกค่ำนิยม (Characterization)
5. ปฏิบัติได้อยำ่ งเป็นธรรมชำติ (Naturalization)
พฤติกรรมกำรเรยี นรูด้ ำ้ นพทุ ธิพสิ ัย
1. ควำมรู้ (Knowledge) หรือควำมจำ
2. ควำมเข้ำใจ (Comprehension)
3. กำรนำไปใช้ (Application)
4. กำรวิเครำะห์ (Analysis)
5. กำรสังเครำะห์ (Synthesis)
6. กำรประเมินคำ่ (Evaluation)
5
ใบความรทู้ ่ี 2
เรอื่ ง แนวคดิ เบื้องต้นเก่ียวกับการวดั
และ
ประเมนิ ผลการเรยี นรู้
6
การวดั ผลการเรียนรู้ มอี งค์ประกอบสาคญั ได้แก่ สิง่ ที่ตอ้ งการวดั ผล วิธกี าร
และเคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการวดั ผล และข้อมูลซง่ึ เปน็ ตัวเลขหรือสญั ลกั ษณแ์ ทน
ปริมาณหรอื คณุ ภาพของพฤตกิ รรมการเรียนรทู้ ไี่ ดจ้ ากการวดั ผล
การวัดผลมีวิธีการใหญ่ ๆ 2 วธิ ี แนวคดิ เก่ียวกับกำรวดั ผล การวดั ผลการเรียนรู้ คือ กระบวนการกาหนดตวั เลขหรือ
สัญลักษณแ์ ทนคุณภาพของพฤติกรรมการเรยี นรู้ของผเู้ รียน
การวัดทางตรง แนวคิดเบ้ืองต้นเก่ยี วกับการวดั และ
การวัดทางอ้อม ประเมินผลการเรยี นรู้
แนวทำงกำรนำผลกำรประเมิน
กำรเรยี นร้ไู ปใช้ประโยชน์
แนวคิดเกีย่ วกบั กำรประเมินผล 1.การใชผ้ ลการประเมินเพอ่ื วางแผนการจดั การเรยี นรู้
2. การใช้ผลการประเมินเพื่อปรบั ปรุงพัฒนา
valuation หมายถงึ กระบวนการตัดสนิ คุณค่าหรือคณุ ภาพเกี่ยวกับการเรยี นรู้ของผเู้ รียน 3. การใชผ้ ลการประเมนิ เพือ่ สรปุ และตดั สนิ ผลการเรยี นรู้
Assessment เป็นกระบวนการเกบ็ รวบรวมข้อมูลท่เี กยี่ วข้องกบั พฤติกรรมการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น 4. การใชผ้ ลการประเมนิ เพ่ือการรายงานตอ่ ผ้ปู กครองและผ้เู กี่ยวขอ้ ง
7
ใบความร้ทู ี่ 2
เรื่อง แนวคดิ เบ้อื งตน้ เก่ียวกบั การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
แนวคิดท่ีเกย่ี วกับกำรวดั ผล
“การวัดผล”เป็นกระบวนการกาหนดตวั เลขหรอื สญั ลักษณ์แทนปรมิ าณของสง่ิ ทต่ี อ้ งการวดั ผล และ “การวัดผลการเรียนรู้”ของผเู้ รียน หมายถงึ กระบวนการกาหนดตวั เลขหรอื
สญั ลักษณ์แทนปริมาณหรือคณุ ภาพของพฤตกิ รรมการเรียนรขู้ องผเู้ รียน โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื อย่างใดอยา่ งหน่งึ โดยที่พฤตกิ รรมการเรียนรนู้ ้นั ประกอบดว้ ย 3 ดา้ นใหญ่ ๆ คอื ดา้ นพุทธิพิสัย
ด้านจิตพสิ ยั และทกั ษะพิสัย
กำรวัดผลมีวิธกี ำรใหญ่ ๆ 2 อย่ำง คือ
1.การวัดผลทางตรง วัดได้โดยตรงสง่ิ ท่ตี ้องการวัดนัน้ มลี ักษณะเปน็ รปู ธรรม เป็นการวดั ทางกายภาพ
2. การวดั ผลทางอ้อม ไม่สามารถวดั สิ่งที่ต้องการวดั ไดโ้ ดยตรง เนอ่ื งจากเป็นนามธรรม จึงอาศยั วดั จากส่งิ อน่ื แทน
กำรวดั ผลกำรเรียนรู้ มอี งค์ประกอบสำคญั
1.ส่ิงท่ีตอ้ งการวัดผล คือ การเรียนร้ขู องผเู้ รียนตามเป้าหมาย
2. วธิ กี ารและเครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการวดั ผล เชน่ “แบบทดสอบ”
3. ข้อมลู ซ่ึงเป็นตัวเลขหรอื สญั ลกั ษณแ์ ทนปริมาณหรือคณุ ภาพของพฤตกิ รรมการเรียนร้ทู ีไ่ ด้จากการวดั ผล เช่น คะแนนของผู้เรยี น
ระดบั ท่ี 1 มาตรการวดั ผลระดับนามบญั ญตั ิ (Nominal scale) เป็นระดับท่ใี ชจ้ าแนกส่ิงทต่ี ้องการวดั ผลออกเป็นประเภท
ระดับที่ 2 มาตรการวดั ผลระดับเรยี งอนั ดบั (Ordinal scale) เปน็ ระดบั ท่ีใช้สาหรับจดั อนั ดบั ต่าง ๆ
ระดบั ที่ 3 มาตรการวัดผลระดับอนั ตรภาค (Interval scale) ดงั นนั้ ตัวเลขสามารถบวกลบกนั ได้ แตไ่ มส่ ามารถคูณ หาร กันได้ เนือ่ งจากไมม่ ศี นู ย์แท้
ระดับที่ 4 มาตรการวดั ผลระดับอตั ราสว่ น (Ratio scale) มศี ูนย์แท้ สามารถนาตัวเลขมา บวก ลบ คูณ หาร กนั ได้
แนวคดิ เกย่ี วกับกำรประเมิณผล
Evaluation หมายถึงกระบวนการตดั สินคุณค่าหรือคณุ ภาพเกย่ี วกบั การเรยี นรู้ของผูเ้ รียน
Assessment เปน็ กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมลู ท่เี กี่ยวขอ้ งกบั พฤตกิ รรมการเรยี นร้ขู องผเู้ รียนการนาผลการประเมินการเรยี นรู้ไปใชป้ ระโยชนส์ ามารถดาเนินการไดห้ ลายแนวทาง
ขึ้นอยกู่ บั จดุ มุ่งหมายของการประเมนิ เจตนาหรือความตอ้ งการของผปู้ ระเมนิ ประเภทของการประเมินชว่ งเวลาของการประเมิน 8
ใบความรทู้ ี่ 3
เร่ือง ความสาคัญ ประเภท
หลักการ และจดุ มุ่งหมาย
ของการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
9
4ประเภท
1. จาแนกตามขนั้ ตอนการจดั การเรยี นการสอน เพ่ือจดั วางตาแหน่ง เพ่ือวนิ ิจฉยั
ก่อนเรยี น ระหวา่ งเรยี นและหลงั เรยี น เพ่ือการพฒั นา เพ่ือสรุปผลการเรยี น
ตอ่ ผสู้ อน ต่อผู้เรยี น 3 ประเภท
แบบองิ ตน
2. จาแนกตามวิธีการแปลความหมาย แบบอิงกลมุ่
ผลการเรยี นรูห้ รอื ตามการอา้ งองิ แบบองิ เกณฑ์
ควำมสำคญั ความสาคญั ประเภท ประเภท
จุดมุ่งหมำย หลักกำร
คหวลาักมกาสราคแลัญะจปดุ รมะงุ่เหภมทาย
ของหกลารกั วกัดาแรลแะปลระะจเุดมมนิ ่งุผหลกมาารยเรยี นรู้
ของการวดั และประเมินผลการ
เรยี นรู้
เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมตรวจสอบตีความผลการเรยี นรูแ้ ละ การกาหนดจดุ ม่งุ หมายตามบทบาทและหนา้ ท่ีสาคญั ๆ 10
พฒั นาการดา้ นต่าง ๆ ของผเู้ รยี นตามมาตรฐานการเรยี นรู้ ของการวดั และประเมนิ ผลนนั้ จะครอบคลมุ ทง้ั ระบบ
ตวั ชีว้ ดั ของหลกั สตู รนา้ ผลไปปรบั ปรุงพฒั นาการจดั การเรยี นการ การศกึ ษาและทกุ ระดบั ของการวดั และประเมินผลการ
สอนและใชเ้ ป็นขอ้ มลู สาหรบั การตดั สินผลการเรยี น เรยี น
ใบความรทู้ ่ี 3
เร่อื ง ความสาคญั ประเภท หลักการ และจดุ มุ่งหมายของการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ควำมสำคัญ
ต่อผเู้ รยี น
-วดั ผลกอ่ นเรยี น จะทาใหผ้ ู้เรียนร้วู า่ มพี ้นื ฐานความรู้ ทักษะ หรือคุณลักษณะเก่ียวกบั เรอื่ งน้ัน ๆ เพยี งใด เพือ่ ตรวจสอบความกา้ วหน้าของตนเอง
-วัดผลขณะจัดการเรยี น ทาใหผ้ ู้เรียนรู้วา่ มีจุดเด่น จุดบกพร่องทีค่ วรปรับปรุงอะไรบา้ ง
-วดั ผลเพ่อื สรปุ ผลการเรยี น หลงั จบบทเรียน นกั เรยี นจะทราบตัวเองมรี ะดับคุณภาพการเรียนรูอ้ ยใู่ นระดบั ใด
หลังจบรายวชิ า นกั เรียนทราบวา่ ตลอด1ภาคตัวเองมีระดบั คุณภาพการเรยี นรอู้ ยใู่ นระดบั ใด
ตอ่ ผูส้ อน
-ก่อนจดั การเรียนการสอนมาใชป้ ระกอบการพจิ ารณาวางแผนการจัดการเรยี นการสอนในภาพรวม
-ระหว่างจัดการเรยี นการสอนไดข้ อ้ มลู สารสนเทศท้งั ทเ่ี ป็นจดุ เด่นและจุดที่ควรปรบั ปรุง สาหรบั ใหข้ อ้ มูลยอ้ นกลบั แกผ่ ูเ้ รียน
-ประเมินหลังเรยี นจบบทเรียนทราบว่าผเู้ รียนแตล่ ะคนบรรลเุ ปา้ หมายการเรียนรู้ตัวชวี้ ดั ตา่ ง ๆ ของแตล่ ะมาตรฐานการเรยี นรู้
หลังเรียนจบรายวิชาผลการเรียนร้ขู องผู้เรียนมคี ณุ ภาพอยใู่ นระดบั ใดและ นาไปวางแผนปรับปรงุ แกไ้ ข ซอ่ มเสรมิ นอกจากนี้
ประเภท
1. จาแนกตามข้ันตอนการจดั การเรยี นการสอน กอ่ นเรยี น ระหว่างเรียนและหลงั เรยี น 4ประเภท เพ่อื จดั วางตาแหนง่ เพ่ือวินิจฉยั เพ่อื การพัฒนา เพ่ือสรปุ ผลการเรียน
2. จาแนกตามวธิ กี ารแปลความหมายผลการเรียนรู้หรือตามการอา้ งอิง 3 ประเภท แบบอิงตน แบบองิ กล่มุ แบบอิงเกณฑ์
จุดมุง่ หมำย
เปน็ กระบวนการเก็บรวบรวมตรวจสอบตีความผลการเรยี นรแู้ ละพัฒนาการด้านตา่ ง ๆ ของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรยี นรูต้ วั ชว้ี ดั ของหลกั สตู รน้าผลไปปรับปรงุ พฒั นาการ
จดั การเรยี นการสอนและใชเ้ ป็นขอ้ มลู สาหรับการตดั สินผลการเรยี น
หลกั กำร
11การกาหนดจุดมุ่งหมายตามบทบาทและหน้าท่ีสาคัญ ๆ ของการวดั และประเมินผลนนั้ จะครอบคลุมทงั้ ระบบการศึกษาและทกุ ระดบั ของการวดั และประเมนิ ผลการเรียน
ใบความรูท้ ่ี 4
เร่ือง การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้โดย
ใชแ้ บบทดสอบ:แบบทดสอบความเรียง
หรือแบบทดสอบอัตนยั
12
เปน็ ชดุ ของข้อคาถามท่ผี ู้สอนกาหนด ควำมหมำย จำแนกตำมลักษณ์ 3 ประเภท (Performance test),
ขน้ึ เพือ่ ให้ผู้เรียนเขยี นเรยี บเรียงคาตอบ (Paper-pencil test) (Oral test)
อย่างอสิ ระ โดยใช้ความร้คู วามสามารถใน
การตติ ระดับสงู ต่าง ๆ อาทิ วเิ คราะห์ จำแนกตำมจดุ ม่งุ หมำยในกำรสรำ้ ง 2 ประเภท คอื
สังเคราะหร์ เิ ริ่มสรา้ งสรรค์ และประเมนิ ค่า 1) แบบทดสอบอัตนยั และ 2) แบบทดสอบปรนัย
หลกั กำร การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ประเภท
โดยใช้แบบทดสอบ:แบบทดสอบ
ความเรยี ง หรือแบบทดสอบอตั นยั
1) เลือกและกำหนดผลกำรเรยี นรู้ จำแนกตำมกำรอ้ำงอิง 3 ประเภท คอื
2) กำหนดจำนวนข้อคำถำมในแตล่ ะผลกำรเรียนรทู้ ่ีเลอื กไว้ 1) แบบทดสอบอิงเกณฑ์
3) เขยี นขอ้ คำถำมโดยใช้ถ้อยคำท่ชี ดั เจน 2) แบบทดสอบองิ
4) ระบุน้ำหนกั คะแนนควำมยำวของคำตอบ
5)ระบเุ กณฑก์ ำรใหค้ ะแนนขอ้ สอบควำมเรยี ง 3) แบบทดสอบอิงขอบข่ำย
6) ตรวจสอบคณุ ภำพเบ้อื งต้นของขอ้ สอบ
7) หลังกำรนำขอ้ สอบไปใช้ควรมกี ำรทบทวนแนวคำตอบ 13
ใบความร้ทู ่ี 4
เร่ือง การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบทดสอบ : แบบทดสอบความเรยี ง หรือแบบทดสอบอตั นยั
ควำมหมำย
เปน็ ชุดของข้อคาถามทีผ่ สู้ อนกาหนดขนึ้ เพื่อให้ผเู้ รียนเขยี นเรยี บเรียงคาตอบอยา่ งอสิ ระ โดยใชค้ วามรู้ความสามารถในการติตระดบั สงู ต่าง ๆ อาทิ วเิ คราะห์
สังเคราะหร์ ิเร่ิมสร้างสรรค์ และประเมินคา่
ประเภท
จาแนกตามจดุ มงุ่ หมายในการสร้าง 2 ประเภท คอื 1) แบบทดสอบอตั นยั และ 2) แบบทดสอบปรนยั
จาแนกตามลกั ษณ์ 3 ประเภท (Performance test),(Paper-pencil test), (Oral test)
จาแนกตามการอ้างองิ 3 ประเภท คอื 1) แบบทดสอบองิ เกณฑ์ 2) แบบทดสอบองิ 3) แบบทดสอบองิ ขอบขา่ ย
หลักกำร
1) เลือกและกาหนดผลการเรยี นรู้
2) กาหนดจานวนข้อคาถามในแตล่ ะผลการเรียนรทู้ เ่ี ลือกไว้
3) เขยี นข้อคาถามโดยใชถ้ ้อยคาทชี่ ดั เจน
4) ระบุน้าหนกั คะแนนความยาวของคาตอบ
5)ระบเุ กณฑ์การให้คะแนนข้อสอบความเรียง
6) ตรวจสอบคณุ ภาพเบือ้ งตน้ ของข้อสอบ
7) หลงั การนาข้อสอบไปใชค้ วรมกี ารทบทวนแนวคาตอบ
14
ใบความรูท้ ่ี 5
เรอ่ื ง
แบบทดสอบปรนยั ชนิดถกู ผดิ
15
ควำมหมำยและลกั ษณะของแบบทดสอบปรนัยชนิดถูกผิด หลกั กำรหรอื แนวทำงในกำรสรำ้ งแบบทดสอบปรนยั ชนดิ ถกู ผดิ
เปน็ ชุดของข้อความซงึ่ อาจเขียนอยใู่ นรูปประโยคบอกเลา่ 1) เขียนชี้แจงในการทาแบบทดสอบใหช้ ดั เจน
2) ข้อความทเ่ี ปน็ สถานการณข์ องข้อคาถามจะตอ้ งถกู หรอื ผดิ อยา่ งแทจ้ รงิ
ธรรมดาหรือประโยคคาถามก็ได้อเพ่ือให้ผู้เรียนพิจารณาว่า 3) เขยี นข้อความทเ่ี ป็นสถานการณข์ องข้อคาถามด้วยภาษาท่เี รียบงา่ ย
ขอ้ ความนนั้ ๆถกู หรือผดิ ตามหลักวชิ า 4) ในแตล่ ่ะข้อคาถามควรถามเพยี งประเดน็ เดียว
5) ในแตล่ ะข้อคาถามควรให้ข้อมูลสารสนเทศพ้นื ฐานทเี่ พยี งพอ
แบบทดสอบปรนัยชนดิ ถูกผิด 6) หลีกเลีย่ งการลอกขอ้ ความจากหนงั สือเรียน
7) ขอ้ คาถามโดยท่วั ไปนยิ มเขยี นอยใู่ นรปู ประโยคบอกเลา่
8) ควรหลีกเลย่ี งการใชค้ าศัพทท์ ี่ผเู้ รยี นไม่คุ้นเคย
9) ควรหลเี ลยี่ งคาบางคาทีเ่ ปน็ เครื่องชค้ี ่าตอบ
10) ไมค่ วรใช้ข้อความปฏเิ สธซอ้ น
11) คาตอบของขอ้ คาถามควรถูกหรือผดิ ตามหลักวชิ า
12) ส่งิ ทก่ี าหนดว่าถูกหรือผดิ ควรเปน็ ส่วนสาคัญของขอ้ ความ
13) ขอ้ ค่าถามแตล่ ะขอ้ ควรเปน็ อสิ ระแก่กนั
14) ควรให้มจี านวนขอ้ ถูกข้อผดิ ใกล้เคียงกนั
15) ข้อถกู และข้อผดิ ควรอยูก่ ระจายกันออกไป
16) ในกรณที ขี่ อ้ สอบหลายประเภทอยใู่ นฉบับเดยี วกัน
ใบความรูท้ ่ี 5 16
เรื่อง แบบทดสอบปรนยั ชนิดถกู ผดิ
ควำมหมำยและลักษณะของแบบทดสอบปรนัยชนิดถกู ผดิ
เป็นชุดของขอ้ ความซึง่ อาจเขยี นอย่ใู นรปู ประโยคบอกเลา่ ธรรมดาหรอื ประโยคคาถามกไ็ ด้อเพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นพจิ ารณาวา่ ข้อความน้ัน ๆถกู หรอื ผดิ ตามหลักวชิ า
หลักกำรหรอื แนวทำงในกำรสรำ้ งแบบทดสอบปรนยั ชนิดถกู ผิด
1) เขยี นคาช้ีแจงในการทาแบบทดสอบให้ชัดเจน
2) ข้อความทเ่ี ป็นสถานการณ์ของขอ้ คาถามจะตอ้ งถกู หรือผดิ อยา่ งแทจ้ รงิ
3) เขียนขอ้ ความทเ่ี ป็นสถานการณ์ของข้อคาถามดว้ ยภาษาท่เี รยี บงา่ ย
4) ในแตล่ ะ่ ขอ้ คาถามควรถามเพยี งประเดน็ เดียว
5) ในแต่ละขอ้ คาถามควรให้ขอ้ มลู สารสนเทศพ้ืนฐานทเี่ พยี งพอ
6) หลกี เลยี่ งการลอกขอ้ ความจากหนังสอื เรียน
7) ข้อคาถามโดยทว่ั ไปนิยมเขยี นอยู่ในรปู ประโยคบอกเลา่
8) ควรหลีกเลีย่ งการใชค้ าศพั ท์ท่ีผู้เรียนไมค่ ุ้นเคย
9) ควรหลีเลี่ยงคาบางคาที่เปน็ เคร่ืองชีค้ า่ ตอบ
10) ไมค่ วรใช้ข้อความปฏเิ สธซ้อน
11) คาตอบของข้อคาถามควรถกู หรอื ผิดตามหลกั วชิ า
12) ส่งิ ท่ีกาหนดว่าถูกหรือผดิ ควรเป็นส่วนสาคญั ของข้อความ
13) ข้อค่าถามแตล่ ะขอ้ ควรเปน็ อสิ ระแกก่ ัน
14) ควรให้มจี านวนข้อถกู ขอ้ ผดิ ใกลเ้ คยี งกัน
15) ข้อถกู และข้อผดิ ควรอย่กู ระจายกันออกไป
16) ในกรณีทข่ี ้อสอบหลายประเภทอยใู่ นฉบบั เดยี วกนั
ใบความรทู้ ่ี 6
เร่อื ง แบบทดสอบปรนยั ชนดิ จบั คู่
17
ควำมหมำย เป็นรปู แบบหนงึ่ ของแบบทดสอบปรนัย
และ ซงึ่ ลักษณะโดยท่ัวไปมกั จะวำงกลุ่มของคำวลี
ตวั เลขหรอื สญั ลกั ษณ์ ไว้เปน็ 2 คอลมั น์
ลกั ษณะ คอลัมนซ์ ำ้ ยและคอลมั น์ขวำ
แบบทดสอบปรนยั ชนดิ จบั คู่ หลกั กำรหรอื แนวทำงกำรสร้ำงแบบทดสอบ
1) คำ วลี ตัวเลขหรือสัญลกั ษณต์ ำ่ ง ๆ ท้ังทีอ่ ยู่ในลัมน์คำถำมและคอลัมนค์ ำตอบ
2) เขียนคำ่ ชแี้ จงในกำรจบั คู่ระหวำ่ งชุดรำยกำรข้อคำถำมกับชุดรำยกำรคำตอบใหช้ ดั เจน
3) ควรทบทวนรำยกำรข้อคำถำมและขอ้ คำตอบของชดุ ข้อสอบจับคอู่ ยำ่ งรอบคอบ
4) แตล่ ะขอ้ มโี อกำสในกำรเตำถูกไม่เท่ำกนั ควรเพ่ิมจำนวนรำยกำรขอ้ คำตอบ
5)ชุดข้อสอบจับคชู่ ุดหนง่ึ ๆ ควรกำหนดจำนวนรำยกำรขอ้ คำถำม
6) กำรเรียงล่ำดบั ก่อนหลงั ของรำยกำรขอ้ คำตอบ
7)รำยขอ้ คำถำมและรำยกำรขอ้ คำตอบท้ังหมดในชุดหน่ึง ๆ ของขอ้ สอบจบั คู่
แต่ละชุดควรจัดให้อยู่ในกระดำษหน้ำเดยี วกนั
18
ใบความรทู้ ี่ 6
เร่อื ง แบบทดสอบปรนยั ชนิดจบั คู่
ควำมหมำยและลกั ษณะ
เป็นรูปแบบหน่งึ ของแบบทดสอบปรนยั ซึ่งลักษณะโดยท่วั ไปมักจะวางกลมุ่ ของคาวลี ตัวเลขหรือสัญลกั ษณ์ ไวเ้ ปน็ 2 คอลมั น์ คอลมั น์ซา้ ยและคอลมั นข์ วา
หลกั กำรหรอื แนวทำงกำรสร้ำงแบบทดสอบ
1) คา วลี ตัวเลขหรือสัญลกั ษณต์ ่าง ๆ ทง้ั ทอี่ ยู่ในลมั น์คาถามและคอลัมนค์ าตอบ
2) เขยี นค่าชีแ้ จงในการจบั ค่รู ะหวา่ งชุดรายการขอ้ คาถามกบั ชดุ รายการคาตอบให้ชัดเจน
3) ควรทบทวนรายการข้อคาถามและขอ้ คาตอบของชดุ ข้อสอบจับคู่อยา่ งรอบคอบ
4) แต่ละข้อมีโอกาสในการเตาถูกไมเ่ ท่ากันควรเพิ่มจานวนรายการข้อคาตอบ
5) ชดุ ข้อสอบจบั ค่ชู ดุ หนงึ่ ๆ ควรกาหนดจานวนรายการข้อคาถาม
6) การเรียงล่าดบั ก่อนหลังของรายการข้อคาตอบ
7) รายข้อคาถามและรายการข้อคาตอบทงั้ หมดในชดุ หนึง่ ๆ ของขอ้ สอบจับคแู่ ตล่ ะชดุ ควรจดั ให้อยู่ในกระดาษหน้าเดยี วกัน
19
ใบความร้ทู ี่ 7
เรอ่ื ง
แบบทดสอบปรนยั ชนิดเตมิ คาและชนิดตอบแบบส้ัน
20
แบบทดสอบชนิดเต็มคำ (Completion test) เป็นแบบทดสอบปรนัยชนดิ หน่งึ ทมี่ ุ่งใหผ้ เู้ รียนคิดคำ่
ตอบดว้ ยตนเองซึ่งอำจเป็นคำวลหี รือประโยคแลว้ เขียนคำตอบน้ันลงในชอ่ งวำ่ ง
ควำมหมำยและลกั ษณะของแบบทดสอบปรนัยชนิดเตมิ คำและชนิดตอบแบบสนั้
แบบทดสอบชนิดตอบแบบสน้ั (Short answer test) เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดหนง่ึ ที่มงุ่ ให้
ผู้เรยี นตอบขอ้ สอบซ่งึ อยู่ในรปู ของประโยคคำถำมหรอื ประโยคคำส่ัง(ไม่ใชป่ ระโยคบอกเลำ่ )
โดยกำรเขยี นคำตอบขึ้นมำเองส้นั ๆ กระชับ
แบบทดสอบปรนยั ชนิดเตมิ คา เติมคำ
และ 1) ให้ขอ้ แนะนำในกำรตอบขอ้ สอบอยำ่ งชดั เจนโดยระบรุ ำยละเอยี ด
2) เขียนประโยคข้อควำมทเี่ ปน็ ขอ้ คำถำมใหช้ ัดเจนและสมบรู ณ์เพยี งพอ
ชนิดตอบแบบสนั้ 3) ประโยคขอ้ ควำมทเี่ ปน็ ขอ้ คำถำมควรสรำ้ งขน้ึ ใหม่
4) ควรเวน้ ช่องวำ่ งสำหรบั เตมิ คำตอบ
5) ข้อค่ำถำมควรเปน็ เร่อื งทส่ี ำคัญของบทเรียน
หลกั กำรหรือแนวทำงกำรสรำ้ งแบบทดสอบปรนัยชนิดเตมิ คำและชนดิ ตอบแบบสน้ั
ตอบแบบสน้ั 21
1) ใหข้ อ้ แนะน่ำในกำรสอบอย่ำงชดั เจน
2) เขยี นค่ำถำมใหช้ ัดเจนในรูปของประโยคคำถำม
3) ข้อคำถำมควรใหค้ ่ำตอบถกู ตอ้ งเพียงคำตอบเดยี ว
4) วดั ควำมสำมำรถด้ำนเนอื้ หำควำมรู้
ใบความรทู้ ่ี 7
เรอื่ ง แบบทดสอบปรนยั ชนิดเตมิ คาและชนิดตอบแบบส้ัน
ควำมหมำยและลักษณะของแบบทดสอบปรนยั ชนิดเตมิ คำและชนดิ ตอบแบบสน้ั
แบบทดสอบชนดิ เตม็ คำ (Completion test) เปน็ แบบทดสอบปรนัยชนิดหน่งึ ทม่ี ุง่ ใหผ้ ้เู รียนคดิ คำ่ ตอบดว้ ยตนเองซึ่งอำจเปน็ คำวลีหรอื ประโยคแล้วเขยี น
คำตอบน้ันลงในช่องว่ำง
แบบทดสอบชนดิ ตอบแบบส้นั (Short answer test) เปน็ แบบทดสอบปรนัยชนิดหน่งึ ทม่ี ุ่งใหผ้ เู้ รียนตอบข้อสอบซึ่งอยใู่ นรปู ของประโยคคำถำมหรือประโยค
คำสงั่ (ไม่ใชป่ ระโยคบอกเลำ่ ) โดยกำรเขียนคำตอบขึน้ มำเองสน้ั ๆ กระชบั
หลักกำรหรือแนวทำงกำรสร้ำงแบบทดสอบปรนัยชนดิ เตมิ คำและชนิดตอบแบบสนั้
เตมิ คำ
1) ให้ข้อแนะนำในกำรตอบข้อสอบอยำ่ งชดั เจนโดยระบุรำยละเอยี ด
2) เขยี นประโยคข้อควำมทเ่ี ป็นข้อคำถำมให้ชดั เจนและสมบรู ณเ์ พยี งพอ
3) ประโยคขอ้ ควำมทเี่ ป็นขอ้ คำถำมควรสรำ้ งข้นึ ใหม่
4) ควรเว้นชอ่ งวำ่ งสำหรบั เติมคำตอบ
5) ข้อค่ำถำมควรเปน็ เรอื่ งท่ีสำคัญของบทเรยี น
ตอบแบบสั้น
1) ให้ขอ้ แนะน่ำในกำรสอบอย่ำงชดั เจน
2) เขยี นคำ่ ถำมให้ชดั เจนในรูปของประโยคคำถำม
3) ข้อคำถำมควรใหค้ ำ่ ตอบถกู ต้องเพียงคำตอบเดยี ว
4) วัดควำมสำมำรถด้ำนเนอ้ื หำควำมรู้
22
ใบความรทู้ ี่ 8
เร่ือง
แบบทดสอบปรนยั ชนิดเลือกตอบ
23
หลกั กำรหรอื แนวทำงกำรสร้ำงแบบทดสอบปรนัยชนิดเลอื กตอบ
1) ควรเขียนขอ้ คำถำมใหช้ ดั เจนกระชบั รัดกมุ มขี ้อมูลเพียงพอสำหรบั กำรตอบคำถำมได้ 2) ข้อสอบแต่ละข้อควรมจี ำนวนตวั เลือกอย่ใู นชว่ ง 3 ถงึ 5 ตวั เลือก
3) ในส่วนทเี่ ป็นคำถำมนำของข้อสอบนยิ มเขยี นใหมม่ รี ำยละเอยี ด 4) หลีกเล่ียงกำรใชข้ อ้ ควำมตำ่ ง ๆ ทค่ี ดั ลอกจำกหนงั สอื
5) ขอ้ คำถำมประเภทให้เลือกคำตอบที่ดีท่สี ดุ 6) หลีกเลี่ยงกำรสร้ำงข้อคำถำมทีเ่ ปน็ เชิงลบหรือปฏิเสธ
7) ต้องแนใ่ จวำ่ ขอ้ สอบข้อหนง่ึ ๆ มตี ัวเลือกซ่งึ เป็นคำตอบที่ถกู ต้อง 8) หลีกเลีย่ งกำรใชค้ ำข้อควำมหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่เปน็ กำรชแี้ นะคำตอบ
9) ตอ้ งมัน่ ใจวำ่ ตวั เลอื กท้ังหมดมคี วำมถกู ต้องตำมหลักไวยำกรณ์ 10) ต้องม่นั ใจวำ่ ไมม่ ขี อ้ สอบข้อใดขอ้ หนง่ึ ไปชแ้ี นะหรือเปิดเผยคำตอบ
แบบมดสอบปรนยั ชนิดเลือกตอบ
ควำมหมำยและลักษณะของ เปน็ แบบทดสอบปรนัยชนิดหนง่ึ ท่มี ีกำรกำหนดค่ำตอบไว้หลำยตัวเลือกในข้อสอบแต่ละขอ้ สำหรบั ให้ผเู้ รียนได้
แบบทดสอบปรนัยชนิด เลือกคำ่ ตอบตำมต้องกำร
เลอื กตอบ
24
ใบความรู้ท่ี 8
เรอ่ื ง แบบมดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ
ควำมหมำยและลักษณะของแบบทดสอบปรนัยชนดิ เลอื กตอบ
เปน็ แบบทดสอบปรนัยชนิดหนึง่ ท่ีมีการกาหนดคา่ ตอบไว้หลายตวั เลอื กในขอ้ สอบแตล่ ะขอ้ สาหรับใหผ้ ู้เรียนไดเ้ ลอื กคา่ ตอบตามตอ้ งการ
หลกั กำรหรอื แนวทำงกำรสร้ำงแบบทดสอบปรนยั ชนดิ เลือกตอบ
1) ควรเขียนขอ้ คาถามให้ชดั เจนกระชับรัดกุมมีขอ้ มลู เพยี งพอสาหรบั การตอบคาถามได้
2) ขอ้ สอบแต่ละข้อควรมจี านวนตวั เลอื กอยใู่ นชว่ ง 3 ถงึ 5 ตวั เลือก
3) ในสว่ นทเ่ี ป็นคาถามนาของขอ้ สอบนยิ มเขยี นใหมม่ รี ายละเอียด
4) หลกี เลี่ยงการใชข้ ้อความตา่ ง ๆ ทีค่ ัดลอกจากหนงั สือ
5) ขอ้ คาถามประเภทให้เลือกคาตอบทีด่ ีท่สี ุด
6) หลีกเลีย่ งการสร้างข้อคาถามทีเ่ ป็นเชงิ ลบหรือปฏิเสธ
7) ต้องแนใ่ จวา่ ขอ้ สอบข้อหน่งึ ๆ มตี ัวเลอื กซ่งึ เปน็ คาตอบท่ีถูกตอ้ ง
8) หลกี เลีย่ งการใชค้ าขอ้ ความหรอื สัญลกั ษณ์ใด ๆ ทีเ่ ป็นการชแ้ี นะคาตอบ
9) ต้องมน่ั ใจว่าตัวเลอื กทั้งหมดมีความถูกต้องตามหลกั ไวยากรณ์
10) ตอ้ งมั่นใจวา่ ไม่มขี ้อสอบข้อใดข้อหนงึ่ ไปชแี้ นะหรือเปิดเผยคาตอบ
25
ใบความร้ทู ี่ 9
เร่ือง
การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ
26
คุณลกั ษณะท่ีใชป้ ระเมนิ 1)ควำมเทย่ี งตรงแบง่ ออกเปน็ 3 ประเภทคือ
1. ควำมเท่ียงตรง -ควำมเทีย่ งตรงตำมเนอ้ื หำ
2. ควำมเปน็ หน่ึง -ควำมเทย่ี งตรงตำมโครงสรำ้ ง
3. ควำมยำกรำยข้อ -ควำมเที่ยงตรงตำมเกณฑส์ มั พนั ธ์
4. ควำมเชอ่ื ม่นั
5. อำนำจจำแนก
การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบทดสอบ
2) ควำมเป็นปรนัย 3) ควำมยำกงำ่ ยรำยข้อ สำมำรถ
-กรณใี หค้ ะแนนเป็น 0 กบั 1 ใช้ดชั นคี วำมยำกงำ่ ยรำยข้อ วดั คณุ ลกั ษณะที่ต้องกำรวดั ไดท้ ง้ั นี้
-กรณีให้คะแนนไม่ใช่ 0 กับ 1 ตอ้ งอยู่ภำยใต้สถำนกำรณต์ ำ่ ง ๆ
-กรณแี บบทดสอบองิ กล่มุ
-กรณีแบบทอสอบองิ เกณฑ์ ทีเ่ หมอื นเดมิ หรอื ใกลเ้ คยี ง
4)ควำมเช่อื มนั่ ของแบบทดสอบ 27
-แบบอิงกลุม่ กรณีท่ีข้อสอบแต่ละข้อใหค้ ะแนนเปน็ 0 กบั 1
-แบบอิงเกณฑม์ กี ำรให้คะแนนไมเ่ ปน็ 0 กบั 1
ใบความรทู้ ่ี 9
เรือ่ ง การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ
5 ประการ ได้แก่ ความเทย่ี งตรง ความเปน็ ปรนยั ความยาก อานาจจาแนก และความเช่อื มน่ั โดยที่ แบบทดสอบทกุ ประเภททง้ั ทเี่ ป็นแบบทดสอบองิ กลมุ่
(Norm-reference test) และแบบทดสอบองิ เกณฑ์ (Criterion-reference test) จะต้องมีคณุ ภาพทงั้ 4 ด้าน คือ ความเทยี่ งตรง ความเป็นปรนยั อานาจจาแนก และความ
เชื่อมนั่ สว่ นคุณภาพด้าน “ความยาก” จะเน้นเฉพาะแบบทดสอบอิงกลมุ่ ส่วนแบบทดสอบองิ เกณฑ์ ไม่นยิ มหาความยาก
คุณลกั ษณะท่ใี ชป้ ระเมิน
1. ความเท่ยี งตรง
2. ความเปน็ หน่งึ
3. ความยากรายข้อ
4. ความเชอ่ื มน่ั
5. อานาจจาแนก 3) ควำมยำกงำ่ ยรำยขอ้
1)ควำมเที่ยงตรงแบง่ ออกเปน็ 3 ประเภทคอื สามารถวัดคณุ ลกั ษณะท่ตี ้องการวดั ไดท้ ง้ั น้ีตอ้ งอย่ภู ายใต้สถานการณต์ ่าง ๆ ทเี่ หมอื นเดมิ
-ความเทยี่ งตรงตามเน้อื หา หรอื ใกล้เคียง
-ความเทย่ี งตรงตามโครงสรา้ ง 4)ควำมเชือ่ มัน่ ของแบบทดสอบ
-ความเที่ยงตรงตามเกณฑส์ ัมพนั ธ์ -แบบอิงกล่มุ กรณีทข่ี อ้ สอบแตล่ ะขอ้ ให้คะแนนเปน็ 0 กับ 1
2) ควำมเปน็ ปรนัย -แบบอิงเกณฑม์ กี ารใหค้ ะแนนไม่เปน็ 0 กับ 1
-กรณีใหค้ ะแนนเป็น 0 กับ 1 ใชด้ ัชนีความยากง่ายรายข้อ
-กรณีให้คะแนนไม่ใช่ 0 กับ 1
-กรณีแบบทดสอบองิ กลุ่ม
-กรณีแบบทอสอบองิ เกณฑ์
28
ใบความรู้ที่ 11
เร่ือง
การออกแบบหนว่ ยการเรียนร้อู งิ มาตรฐาน
โดยใชก้ ระบวนการออกแบบย้อนกลับ
29
ควำมหมำยของมำตรฐำนและตัวช้ีวดั มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ หมำยถงึ สง่ิ ทผ่ี ้พู งึ รู้และปฏบิ ตั มิ คี ณุ ธรรมจรยิ ธรรมและคำ่ นิยม
ตวั ช้ีวัด หมำยถงึ ส่งิ ทผ่ี ู้เรยี นพึงรแู้ ละปฏิบตั ไิ ดร้ วมท้งั คณุ ลกั ษณะของผ้เู รียนในแตล่ ะระดับชัน้ ซึ่งสะท้อนถึงมำตรฐำนกำรเรียนรู้
ประเภทของตัวชว้ี ัด
1. ตวั ช้วี ัดด้ำนควำมร้คู วำมเข้ำใจ การออกแบบหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน
2. ตัวช้ีวัดด้ำนกำรคิดอย่ำงมเี หตผุ ล โดยใชก้ ระบวนการออกแบบย้อนกลับ
3. ตัวชี้วดั ดำ้ นกำรปฏิบัติ
4. ตวั ชี้วัดด้ำนจติ นิสยั กำร
วธิ ีกำรวิเครำะหต์ ัวช้ีวัดเพอื่ ออกแบบหน่วยกำรเรียนรู้
กำหนดหลักฐำนกำรเรียนรู้ ขั้นที่ 1 คน้ หำ "คำสำคัญ"
หลักสูตรแกนกลำงกำรศกึ ษำขั้นพ้ืนฐำนพทุ ธศักรำช 2551 มงุ่ เน้น ขน้ั ท่ี 2 กำหนดหลกั ฐำนกำรเรยี นรู้
ให้ผเู้ รียนไดแ้ สดงควำมรคู้ วำมสำมำรถผ่ำนกำรปฏิบตั หิ ลักฐำนกำร
เรียนรู้จึงเป็นส่ิงทีแ่ สดงใหเ้ ห็นถึงผลกำรเรียนรู้ของผเู้ รียนทเี่ ป็น ขน้ั ท่ี 3 กำหนดวธิ กี ำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรียนรู้
รปู ธรรมและมีควำมสมั พนั ธ์โดยตรงกับตัวชีว้ ดั หลักฐำน
ขน้ั ที่ 4 กำหนดเครื่องมือท่ใี ชใ้ นกำรวดั และประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้
ขั้นที่ 5 กำหนดกจิ กรรมกำรเรียนรู้ 30
ใบความรทู้ ี่ 11
เรือ่ ง การออกแบบหน่วยการเรยี นรอู้ ิงมาตรฐานโดยใช้กระบวนการออกแบบยอ้ นกลับ
ควำมหมำยของมำตรฐำนและตัวชี้วดั
1. มาตรฐานการเรียนร้หู มายถึงสง่ิ ทผี่ พู้ ึงรูแ้ ละปฏบิ ัติมคี ณุ ธรรมจรยิ ธรรมและคา่ นิยม
2. ตัวชวี้ ัดหมายถงึ ส่ิงที่ผเู้ รยี นพงึ ร้แู ละปฏบิ ัติได้รวมท้ังคณุ ลกั ษณะของผเู้ รียนในแต่ละระดบั ชน้ั ซึ่งสะทอ้ นถงึ มาตรฐานการเรยี นรู้
ประเภทของตวั ชีว้ ัด
1. ตวั ช้วี ดั ดา้ นความร้คู วามเขา้ ใจ
2. ตัวช้วี ดั ด้านการคดิ อย่างมเี หตุผล
3. ตัวชว้ี ดั ดา้ นการปฏบิ ตั ิ
4. ตัวชวี้ ัดด้านจติ นิสยั การ
กำหนดหลักฐำนกำรเรยี นรู้
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 มงุ่ เน้นใหผ้ ูเ้ รยี นไดแ้ สดงความร้คู วามสามารถผ่านการปฏิบัตหิ ลักฐานการเรยี นรู้ จงึ เปน็ สิ่งท่แี สดงให้เหน็ ถึงผล
การเรียนรู้ของผเู้ รยี นที่เปน็ รปู ธรรมและมคี วามสัมพนั ธโ์ ดยตรงกบั ตัวชว้ี ัดหลักฐาน
วธิ กี ำรวเิ ครำะห์ตวั ชว้ี ัดเพ่อื ออกแบบหน่วยกำรเรยี นรู้
ขน้ั ที่ 1 คน้ หา "คาสาคญั "
ข้นั ท่ี 2 กาหนดหลกั ฐานการเรียนรู้
ขั้นท่ี 3 กาหนดวิธกี ารวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
ขั้นที่ 4 กาหนดเครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ขนั้ ที่ 5 กาหนดกจิ กรรมการเรียนรู้
31
ใบความรู้ท่ี 12
เรือ่ ง
การประเมณิ จากการส่ือสารระหวา่ งบคุ คล
32
เป็นกระบวนกำรของกำร องค์ประกอบของกำรสือ่ สำรระหว่ำงบุคคล มี 4 องคป์ ระกอบ
ติดตอ่ สอ่ื สำรหรอื กำรแสดง 1. ผู้สง่ สำร 2. สำร 3. สอื่ หรือช่องทำง 4. ผู้รบั สำร
ปฏิกริ ิยำโตต้ อบระหวำ่ งบคุ คลสอง
คนหรือมำกกวำ่ นน้ั ขนึ้
ควำมรู้เบอื้ งตน้ เกย่ี วกับกำรสือ่ สำรระหว่ำงบคคค วิธกี ำรองกำรวัดและประเมนิ ผลกำร
เรยี นรจู้ ำกกำรสอ่ื สำรระหว่ำงบุคคล
การประเมณิ จากการส่ือสาร
ระหว่างบุคคล 1. กำรถำมตอบในชนั้ เรียน
2. กำรพบปะพูดคุย
ควำมหมำยของกำรวดั และประเมินผลกำรเรยี นรจู้ ำกกำรส่ือสำรระหว่ำงบุคคล 3. กำรพดู คุยเก่ียวกบั ผู้เรยี น
กระบวนกำรเกบ็ รวบรวมวเิ ครำะหต์ คี วำมบันทึกข้อมูลทีไ่ ด้จำก 4. กำรอภปิ รำยผลในชน้ั เรียน
5. กำรสอบปำกเปล่ำ
กำรติดต่อส่อื สำร หรอื กำรแสดงปฏิกิรยิ ำโตต้ อบระหวำ่ งผสู้ อนกับผูเ้ รยี นหรือผู้ 6. กำรบันทึกเหตกุ ำรณข์ องผ้เู รียน
ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง โดยกำรดำเนนิ กำรดังกลำ่ วเกดิ ข้นึ ตลอดระยะเวลำของกำรจดั กำร 7. กำรตรวจกำรบำ้ นหรอื แบบฝกึ หดั ประจำวนั
เรยี นกำรสอนโดยใช้เคร่ืองมือทห่ี ลำกหลำย
33
ใบความรู้ท่ี 12
เรอื่ ง การประเมณิ จากการสื่อสารระหวา่ งบุคคล
ควำมรู้เบ้อื งตน้ เกีย่ วกับกำรส่อื สำรระหว่ำงบุคคล
เป็นกระบวนการของการตดิ ต่อส่อื สารหรือการแสดงปฏกิ ิรยิ าโต้ตอบระหวา่ งบุคคลสองคนหรอื มากกวา่ นนั้ ข้ึนไป อาจเป็นสามคนหรือกลุม่ ยอ่ ยแลว้ แต่จานวนคนท่ี
เกย่ี วข้องในแตล่ ะสถานการณ์เชน่ การพูดคยุ การอภิปรายเป็นตน้
ควำมหมำยของกำรวดั และประเมินผลกำรเรียนรจู้ ำกกำรส่อื สำรระหว่ำงบคุ คล
กระบวนการเก็บรวบรวมวเิ คราะห์ตีความบนั ทึกข้อมลู ที่ไดจ้ ากการตดิ ตอ่ สื่อสาร หรอื การแสดงปฏกิ ริ ิยาโตต้ อบระหว่างผ้สู อนกับผู้เรยี นหรือผทู้ ่ีเกี่ยวขอ้ ง
โดยการดาเนินการดังกลา่ วเกดิ ขน้ึ ตลอดระยะเวลาของการจดั การเรียนการสอนโดยใช้เครือ่ งมือทห่ี ลากหลาย
วิธีกำรองกำรวดั และประเมนิ ผลกำรเรียนรู้จำกกำรสื่อสำรระหวำ่ งบุคคล
1. การถามตอบในช้ันเรียน
2. การพบปะพดู คยุ
3. การพูดคยุ เกย่ี วกบั ผเู้ รียน
4. การอภปิ รายผลในช้ันเรยี น
5. การสอบปากเปล่า
6. การบนั ทึกเหตกุ ารณ์ของผ้เู รยี น
7. การตรวจการบ้านหรอื แบบฝึกหดั ประจาวัน
34
ใบความรทู้ ่ี 13
เรื่อง
การประเมินการปฏบิ ตั ิ
35
กระบวนกำรเกบ็ รวบรวมข้อมูลเกยี่ วกับพฤติกรรมกำร ลกั ษณะสำคัญของกำรประเมนิ กำรปฏิบตั ิ 1. ต้องมี“ ภำระงำน”
เรยี นรูข้ องผูเ้ รยี นผำ่ นกำรลงมอื ปฏบิ ตั ิจรงิ ตำมภำระงำน 2. สำมำรถประเมินพฤติกรรมกำรเรยี นนรู้ได้
ทีผ่ ูส้ อนไดอ้ อกแบบไว้แล้วนำขอ้ มลู ทไี่ ดม้ ำวเิ ครำะหใ์ ห้ได้ 3. โดยใชก้ ำรประเมนิ กำรปฏิบตั ิ
สำรสนเทศสำหรับพฒั นำผู้เรยี น 4. สำมำรถใชไ้ ด้สอดคล้องตำมแนวปฏบิ ตั กิ ำรวดั
และประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้
แนวคิดและควำมหมำย การประเมนิ การปฏบิ ตั ิ 5. มกั มีควำมเป็นอัตนัย
6. เน้นกำรประเมนิ “ กระบวนกำรปฏบิ ตั งิ ำน
ขน้ั ตอนกำรประเมินกำรปฏบิ ัติ จุดแขง็ และจุดออ่ นของกำรประเมินกำรปฏบิ ัติ 36
1. จดุ แข็ง
ขัน้ ที่ 1 กำหนดจดุ มุ่งหมำยของกำรประเมินกำรปฏบิ ตั ิ 1.1 กำรประเมนิ กำรปฏิบัติสำมำรถวดั ควำมสำมำรถท่ีไมอ่ ำจวัดใต้
ขั้นที่ 2 กำหนดรำยกำรทักษะควำมสำมำรถควำมรแู้ ละกำรประยุกต์ใช้ 1.2 กำรประเมินกำรปฏบิ ตั ิใชไ้ ด้เหมำะกับทฤษฎกี ำรเรยี นรู้
ขน้ั ท่ี 3 ออกแบบงำนหรือภำระงำนใหผ้ ู้เรียนปฏบิ ตั ิ 1.3 กำรประเมินกำรปฏิบตั ิอำจส่งผลใหก้ ำรจัดกำรเรียน
ข้ันที่ 4 พัฒนำเกณฑ์กำรประเมนิ กำรปฏบิ ตั ิงำ 1.4 กำรประเมินกำรปฏิบตั สิ ำมำรถประเมินได้ท้งั กระบวนกำร
ขั้นที่ 5 เลือกวิธกี ำรเก็บรวบรวมขอ้ มลู และเครือ่ งมอื ที่ใช่ 1.5 กำรใชก้ ำรประเมนิ กำรปฏบิ ตั เิ ป็นกำรขยำยวิธี
ขั้นที่ 6 จดั ทำใบงำนเพอื่ ชีแ้ จงกำรปฏบิ ัตงิ ำนอย่ำงชัดเจนและถูกตอ้ ง
ข้นั ที่ 7 วำงแผนและดำเนินกำร 2. จดุ อ่อน
2.1 กำรให้คะแนนในกำรประเมนิ กำรปฏิบตั ิให้มคี วำมเช่ือม่ัน
2.2 กำรประเมินกำรปฏบิ ัตมิ ักมีข้อ จำกัด ในกำรเลือกตัวอย่ำงเนื้อหำ
2.3 กำรประเมินกำรปฏิบตั ิค่อนขำ้ งใช้เวลำนำนและยำกในกำรพัฒนำ
2.4 ในทำงปฏบิ ัตอิ ำจมขี ้อจำกดั เกย่ี วกบั ปจั จัยต่ำง ๆ
ใบความรู้ที่ 13
เรื่อง การประเมินการปฏิบตั ิ
แนวคดิ และควำมหมำย
กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเกย่ี วกับพฤตกิ รรมการเรยี นร้ขู องผ้เู รยี นผา่ นการลงมือปฏิบตั ิจรงิ ตามภาระงานทผ่ี ู้สอนได้ออกแบบไว้แล้วนาข้อมูลที่ไดม้ าวิเคราะห์ใหไ้ ด้
สารสนเทศสาหรับพัฒนาผูเ้ รยี น
ลกั ษณะสำคญั ของกำรประเมินกำรปฏิบตั ิ จดุ แขง็ และจดุ ออ่ นของกำรประเมินกำรปฏบิ ตั ิ
1. ต้องมี“ ภาระงาน” 1. จุดแขง็
2. สามารถประเมนิ พฤติกรรมการเรียนนรู้ได้ 1.1 การประเมนิ การปฏบิ ัตสิ ามารถวดั ความสามารถที่ไม่อาจวัดใต้
3. โดยใชก้ ารประเมนิ การปฏิบตั ิ 1.2 การประเมนิ การปฏบิ ัตใิ ช้ได้เหมาะกบั ทฤษฎกี ารเรยี นรู้
4. สามารถใช้ไดส้ อดคลอ้ งตามแนวปฏิบัติการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ 1.3 การประเมนิ การปฏบิ ัตอิ าจสง่ ผลใหก้ ารจัดการเรยี น
5. มกั มีความเปน็ อัตนัย 1.4 การประเมินการปฏิบัตสิ ามารถประเมินไดท้ ัง้ กระบวนการ
6. เน้นการประเมนิ “ กระบวนการปฏิบตั ิงาน 1.5 การใช้การประเมินการปฏิบตั เิ ปน็ การขยายวธิ ี
ขน้ั ตอนกำรประเมนิ กำรปฏิบัติ 2. จดุ ออ่ น
ขน้ั ท่ี 1 กาหนดจุดมงุ่ หมายของการประเมนิ การปฏิบัติ 2.1 การให้คะแนนในการประเมนิ การปฏบิ ตั ใิ ห้มีความเช่อื มัน่
ขน้ั ท่ี 2 กาหนดรายการทักษะความสามารถความร้แู ละการประยกุ ตใ์ ช้ 2.2 การประเมนิ การปฏบิ ัตมิ กั มีข้อ จากดั ในการเลือกตวั อยา่ งเน้อื หา
ขน้ั ท่ี 3 ออกแบบงานหรือภาระงานให้ผ้เู รียนปฏบิ ตั ิ 2.3 การประเมนิ การปฏบิ ัติค่อนข้างใช้เวลานานและยากในการพฒั นา
ขนั้ ท่ี 4 พฒั นาเกณฑ์การประเมนิ การปฏบิ ัติงา 2.4 ในทางปฏิบัตอิ าจมขี ้อจากดั เกยี่ วกบั ปัจจยั ต่าง ๆ
ข้นั ที่ 5 เลอื กวิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมลู และเครอ่ื งมอื ทใี่ ช่
ขนั้ ที่ 6 จดั ทาใบงานเพอ่ื ชแ้ี จงการปฏบิ ตั ิงานอยา่ งชัดเจนและถูกต้อง
ขน้ั ที่ 7 วางแผนและดาเนนิ การ
37
ใบความรู้ท่ี 14
เร่ือง
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ในชั้นเรยี น
38
แนวคิด
1. กำรประเมนิ ควำมสำมำรถของผู้เรียนแบบองค์รวม 2. กำรทผ่ี เู้ รยี นได้ตอบสนองหรือแสดงออกอย่ำงหลำกหลำย
3. ผลกำรประเมนิ ส่ิงทีผ่ เู้ รียนได้เรียนรมู้ ีควำมถกู ต้องแม่นย่ำ
การประเมนิ 4. กำรส่งเสรมิ สนบั สนุนและเปน็ ส่วนหน่งึ ของกำรจัดกำรเรียนกำรสอน 5. กำรใช้วธิ กี ำรและเครอ่ื งมอื ทีห่ ลำกหลำย
ควำมหมำย
ตามสภาพจริง กำรประเมนิ ตำมสภำพจริงในชนั้ เรียน” หมำยถึงกระบวนกำรวดั และประเมนิ ศักยภำพของผู้เรียนแบบองค์
ในชน้ั เรียน รวม ท้งั ดำ้ นพทุ ธพิ ิสยั ทกั ษะพิสยั และจติ พิสยั ผ่ำนกำรลงมอื ปฏิบตั ิ
ลักษณธสำคัญ
-ม่งุ ประเมินควำมสำมำรถของผูเ้ รยี นแบบองค์รวม ทง้ั ดำ้ นพุทธิพิสัย ทกั ษะพิสัยและจิตพิสยั
-ผูเ้ รยี นต้องไดใ้ ช้ทกั ษะกำรคิดขัน้ สูงและกำรประยกุ ตใ์ ช้ควำมรู้
-เน้นกำรประเมนิ ท่ใี ห้ผู้เรียนไดต้ อบสนองหรอื แสดงออกอยำ่ งหลำกหลำย
-เป็นกำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรียนรู้ของผ้เู รยี นทมี่ ลี ักษณะเฉพำะเจำะจง
-กำรให้ผเู้ รยี นประเมนิ ผลงำนตนเอง
-มีกำรใช้เคร่อื งมอื และวธิ กี ำรท่หี ลำกหลำยอย่ำงต่อเน่ืองตลอดช่วงระยะเวลำหน่ึงเช่นกำรสังเกตกำรสมั ภำษณ์
ขน้ั ตอนกำรประเมิณตำมสภำพจริง
1. กำหนดงำนหรอื ภำระงำน 2. กำหนดขอบเขตของสง่ ประเมินใหช้ ดั เจน 3. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้ำหมำยของกำรประเมิน 4. กำหนดผู้ประเมิน
5. เลือกวิธกี ำรและเครอื่ งมือที่ใชใ้ นกำรวัดและประเมินผลกำรเรียนรู้ 6. กำหนดเกณฑ์ในกำรประเมินกำรปฏิบตั ิงำน 7. จดั ทำเอกสำรใบงำนอย่ำงชดั เจน
6. ค่ำเปน็ กิจกรรมต่ำง ๆ 9. ท่ำกบั ตดิ ตำมตรวจสอบและใหค้ ำแนะน่ำเกยี่ วกับกำรปฏิบัติภำระ 10. ประเมนิ สรุปรวบยอด 39
ใบความรทู้ ี่ 14
เรอ่ื ง การประเมนิ ตามสภาพจริงในช้นั เรยี น
แนวคดิ
1. การประเมินความสามารถของผเู้ รียนแบบองค์รวม 2. การที่ผ้เู รียนได้ตอบสนองหรอื แสดงออกอย่างหลากหลาย
3. ผลการประเมินส่งิ ทผ่ี ้เู รียนไดเ้ รยี นรมู้ ีความถกู ต้องแม่นยา่ 4. การส่งเสริมสนบั สนนุ และเปน็ ส่วนหนง่ึ ของการจดั การเรยี นการสอน
5. การใช้วิธกี ารและเครอ่ื งมือทห่ี ลากหลาย
ควำมหมำย
การประเมินตามสภาพจรงิ ในช้ันเรยี น” หมายถงึ กระบวนการวดั และประเมนิ ศกั ยภาพของผเู้ รยี นแบบองค์รวมทงั้ ดานพุทธพิ ิสัยทกั ษะพสิ ยั และจิตพิสัยผ่านการลงมือปฏบิ ตั ิ
ลักษณธสำคญั
-มงุ่ ประเมนิ ความสามารถของผเู้ รียนแบบองค์รวม ทง้ั ดา้ นพทุ ธพิ สิ ัย ทักษะพสิ ัยและจติ พิสัย
-ผู้เรยี นตอ้ งไดใ้ ช้ทกั ษะการคิดข้นั สงู และการประยุกต์ใชค้ วามรู้
-เนน้ การประเมนิ ที่ใหผ้ ู้เรียนไดต้ อบสนองหรือแสดงออกอยา่ งหลากหลาย
-เป็นการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรขู้ องผเู้ รยี นท่มี ีลกั ษณะเฉพาะเจาะจง
-การให้ผู้เรียนประเมนิ ผลงานตนเอง
-มกี ารใช้เครอ่ื งมือและวิธีการท่ีหลากหลายอยา่ งตอ่ เนอ่ื งตลอดชว่ งระยะเวลาหนง่ึ เช่นการสงั เกตการสมั ภาษณ์
แนวทำงกำรประเมิณ
ควรใช้การประเมนิ ตามสภาพจริงดาเนนิ การไปพรอ้ มกนั และผสมผสานกนั ไปกบั การจัดการเรยี นการสอนทีเ่ นน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคญั อยา่ งตอ่ เนอ่ื งทง้ั น้ีกเ็ พ่อื ประเมนิ ผเู้ รยี นโดย
องคร์ วมในแงม่ มุ ต่าง ๆ ในการปฏบิ ัติตาม“ ภาระงาน” หรอื สร้าง“ ผลงาน “
ขัน้ ตอนกำรประเมณิ ตำมสภำพจรงิ
1. กาหนดงานหรอื ภาระงาน 2. กาหนดขอบเขตของสง่ ประเมนิ ใหช้ ดั เจน 3. กาหนดวัตถปุ ระสงค์และเปา้ หมายของการประเมิน 4. กาหนดผู้ประเมิน
5. เลือกวธิ กี ารและเครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ 6. กาหนดเกณฑใ์ นการประเมินการปฏิบตั ิงาน 7. จัดทาเอกสารใบงานอยา่ งชัดเจน 40
6. ค่าเปน็ กจิ กรรมต่าง ๆ 9. ทา่ กบั ตดิ ตามตรวจสอบและให้คาแนะน่าเก่ยี วกับการปฏบิ ตั ิภาระ 10. ประเมินสรุปรวบยอด
ใบความรทู้ ่ี 15
เรอ่ื ง
การใชร้ บู รกิ สใ์ นการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
41
ควำมหมำย องค์ประกอบ
Scoring Tools เกณฑ์กำรให้คะแนนเป็นเคร่อื งมอื สำหรับประเมนิ 1. ประเดน็ ทจ่ี ะประเมนิ ตอ้ งสอดคล้องกับเป้ำหมำยกำรเรียนรู้ในกำรทำภำระงำน
กำรปฏบิ ัตงิ ำนหรอื ผลงำนนกั เรียน 2. ระดับควำมสำมำรถหรือระดับคุณภำพอำจเขียนเรยี งลำดบั ตั้งแต่ "ดมี ำก"
ไปจนถงึ "ปรับปรงุ " หรือเขยี นเปน็ ระดบั คะแนนเชน่ 0 1 2 3
3. กำรบรรยำยคณุ ภำพของแตล่ ะระดับ
การใชร้ บู รกิ ส์ในการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ประเภทของรูบรกิ ส์ ขัน้ ตอนกำรสรำ้ ง Rubrics
ลกั ษณะที่ 1 Holistic Rubrics และ Analytic Rubrics 1. กำหนดงำนทต่ี อ้ งกำรประเมนิ
ลกั ษณะที่ 2 General Rubrics และTask specific Rubrics 2. กำหนดประเภท Rubrics
3. กำหนดเกณฑห์ รือประเด็นทจี่ ะประเมนิ
4. กำหนดจำนวนระดบั คณุ ภำพ 42
5. เขียนบรรยำยคณุ ภำพ
6. ทดลองและฝึกใช้ Rubrics
7. ทำเป็นเครื่องมอื ทส่ี มบรู ณ์
ใบความรทู้ ี่ 15 43
เรื่อง การใชร้ บู รกิ สใ์ นการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ควำมหมำย
Scoring Tools เกณฑ์การให้คะแนนเป็นเคร่ืองมือสาหรับประเมินการปฏบิ ตั ิงานหรือผลงานนักเรยี น
องค์ประกอบ
1. ประเด็นทจ่ี ะประเมนิ ตอ้ งสอดคล้องกับเปา้ หมายการเรียนรู้ในการทาภาระงาน
2. ระดบั ความสามารถหรือระดับคุณภาพอาจเขียนเรยี งลาดับตั้งแต่ "ดมี าก" ไปจนถงึ "ปรับปรุง" หรอื เขยี นเป็นระดับคะแนนเชน่ 0 1 2 3
3. การบรรยายคุณภาพของแต่ละระดับ
ประเภทของรูบริกส์
ลกั ษณะที่ 1 Holistic Rubrics และ Analytic Rubrics
ลักษณะท่ี 2 General Rubrics และTask specific Rubrics
ขน้ั ตอนกำรสรำ้ ง Rubrics
1. กาหนดงานทีต่ อ้ งการประเมิน
2. กาหนดประเภท Rubrics
3. กาหนดเกณฑ์หรือประเด็นทจี่ ะประเมิน
4. กาหนดจานวนระดบั คณุ ภาพ
5. เขียนบรรยายคณุ ภาพ
6. ทดลองและฝกึ ใช้ Rubrics
7. ทาเป็นเครอ่ื งมอื ท่ีสมบูรณ์
ใบความรู้ท่ี 16
เรื่อง
การประเมนิ โดยใชแ้ ฟ้มสะสมผลงาน
(Portfolio assessment)
44