The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มาตรฐานสังคมสงเคราะห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by swqsnich, 2023-07-13 03:33:52

มาตรฐานสังคมสงเคราะห์

มาตรฐานสังคมสงเคราะห์

Keywords: มาตรฐาน,สังคมสงเคราะห์

มาตรฐานการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (Standards of Profession in Medical Social Work) จัดท าโดย คณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล สมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย ชมรมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข บรรณาธิการ นางเยาวเรศ ค ามะนาด นายพลกฤษณ์ เพ็ชรหาญ กองบรรณาธิการ นางสุดาจันทร์ สุคะตะ นายศราวุธ หรีกประโคน นายเจษฎา เหรียญทอง นางสาวชัญญ์ชนพร กระลาม นางสาวกมลทิพย์ ผ่านส าแดง นางสาวปาริษา ด้วงทอง นางสาวจุฑามาศ มหานันทโพธิ์ นายสถาพร อิ่มเอม นางสาวชัชชญา สุขเกษม คณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล พิมพ์ครั้งที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕ จ านวน ๔๐๐ เล่ม พิมพ์ที่ ล าปางกิจเจริญการพิมพ์ จังหวัดล าปาง


ค ำน ำ ในปีพ.ศ.๒๕๖๐ กระทรวงสาธารณสุข ได้ก าหนดกรอบโครงสร้างการปฏิบัติงานใหม่ กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ อยู่ภายใต้กลุ่มภารกิจบริการด้านทุติยภูมิและตติยภูมิ สายงานบริการด้านคลินิก การจัดบริการได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมตามกลุ่มภารกิจ จึงเกิดการทบทวนมาตรฐานการปฏิบัติงานขึ้น เพื่อปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติงานของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ และเพื่อความเป็นมาตรฐาน เดียวกันในการจัดบริการทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ มาตรฐานการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ประกอบด้วย ลักษณะงาน สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ คุณลักษณะเฉพาะวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ คุณค่าของวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ ความยุ่งยากและซับซ้อนของงานสังคมสงเคราะห์วิชาชีพลักษณะงานที่ปฏิบัติ เพื่อช่วยให้ เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนมองงานได้ อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นแนวทางให้เกิดมาตรฐานในการปฏิบัติงาน โดยคณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล ได้ก าหนดมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงาน เหล่านี้ เพื่อให้เกิดอัตลักษณ์ทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ทั้งยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือ ในการควบคุมให้การปฏิบัติงานบรรลุตามเป้าประสงค์ที่อย่างมีมาตรฐาน ถูกต้องตามกลุ่มผู้ใช้บริการและ ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน จากแนวทางปฏิบัติและกรอบในการพัฒนาศักยภาพนี้ และที่ส าคัญอย่างยิ่ง เพื่อน าไปสู่ คุณภาพของผลลัพธ์ต่อผู้ใช้บริการ ในท้ายนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนช่วย ในการปรับปรุงมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ และหวังว่านักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล สามารถน าไปใช้เพื่อประโยชน์ ทั้งต่อตัวนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นป ระโยชน์สูงสุด ต่อผู้ป่ วย ผู้ใช้บ ริก า รและป ระช าชน ซึ่งเป็นศูนย์กล างก า รจัดบ ริก า ร ของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ทุกท่าน คณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล สมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย ชมรมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข


ค ำขอบคุณ การจัดท ามาตรฐานการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์นี้ มุ่งหวังให้ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ทุกท่าน ใช้เป็นแนวทางในการจัดบริการ ภายใต้กรอบโครงสร้าง ปฏิบัติงานของกลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เป็นเครื่องมือเชื่อมโยง งานสังคมสงเคราะห์กับงานอื่นในลักษณะงานบริการด้านคลินิก ร่วมกับทีมสหวิชาชีพภายในและภายนอก โรงพยาบาล ภายใต้การจัดบริการแบบบูรณาการเป็นองค์รวม เกิดความชัดเจนต่อหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อกลไกความร่วมมือให้งานเกิดประสิทธิภาพและเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อต่อผู้ป่วย ผู้ใช้บริการและ ประชาชน คณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล ในฐานะผู้จัดท ามาตรฐานการ ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณนายแพทย์พรเพชร ปัญจปิยะกุล ที่เป็นที่ปรึกษาและที่ช่วยเหลืออ านวยความสะดวก แก่นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ทั้งให้ข้อคิดเห็น ด้านการปฏิบัติงานและด้านวิชาการ ขอขอบพระคุณผู้อ านวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ทุกแห่ง ที่ให้โอกาสนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ในสังกัดของท่าน เข้าร่วมสังเคราะห์มาตรฐาน การประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ และขอขอบพระคุณนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ทุกท่าน ในความร่วมมือของผู้สนับสนุนจนแล้วเสร็จ ท้ายที่สุดนี้ คณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล ต้องขอขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงต่อ รศ.อภิญญา เวชชยชัย, คุณปิยะฉัตร ชื่นตระกูล ผู้ก่อตั้งสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ไทย ที่สนับสนุนและเป็นผู้วางรูปแบบการปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ตลอดจนการพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ให้น้องรุ่นหลัง ได้ด าเนินรอยตาม รวมทั้งเป็นวิทยาจารย์ ให้ความรู้ เสริมความคิด ให้เกิดการเรียนรูจนตกผลึกมาเป็นเล่มมาตรฐานนี้ คณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณทุกท่าน ทั้งที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนาม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า มาตรฐานการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์เล่มนี้ จักเป็นประโยชน์กับทุกท่าน คณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล


สำรบัญ ค ำน ำ หน้า ค าน า ค าขอบคุณ สารบัญ บทที่ ๑ หลักการเกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๑ - หลักการเกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๑ - ความเป็นมาของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๔ - ความหมายค าส าคัญที่เกี่ยวข้อง 10 - มาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ๑๐ บทที่ ๒ งานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 15 - ลักษณะงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 15 - คุณลักษณะเฉพาะวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 17 - คุณค่าของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ 18 - ความยุ่งยากและซับซ้อนของงานสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ 18 บทที่ ๓ มาตรฐานการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 21 ๑. มาตรฐานด้านการบริหารสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 22 องค์ประกอบที่ ๑.๑ มาตรฐานการก าหนดโครงสร้างและระบบบริหารองค์กร 23 องค์ประกอบที่ ๑.๒ มาตรฐานการก าหนดคุณสมบัติและสมรรถนะของ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 25 องค์ประกอบที่ ๑.๓ มาตรฐานการก าหนดนโยบายหลักการและการควบคุมคุณภาพ อย่างเป็นระบบ 26 ๒. มาตรฐานด้านวิชาการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 28 องค์ประกอบที่ ๒.๑ มาตรฐานการจัดการข้อมูลสารสนเทศสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ 29 องค์ประกอบที่ ๒.๒ มาตรฐานการวิจัยและพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ 30 องค์ประกอบที่ ๒.๓ มาตรฐานการก ากับและนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 31


สำรบัญ(ต่อ) หน้า ๓. มาตรฐานด้านการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 33 องค์ประกอบที่ ๓.๑ มาตรฐานการประเมินและวินิจฉัยทางสังคม (Social Assessment and Diagnosis) 34 องค์ประกอบที่ ๓.๒ มาตรฐานการบ าบัดทางสังคม (Social Treatment) 40 องค์ประกอบที่ ๓.๓ มาตรฐานการเฝ้าระวังและป้องกันทางสังคม (Social Prevention and Surveillance ) 48 องค์ประกอบที่ ๓.๔ มาตรฐานการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม (Social Rehabilitation) 53 องค์ประกอบที่ ๓.๕ มาตรฐานการจัดการทรัพยากรทางสังคมและพิทักษ์สิทธิ์ (Social Resource Management and Advocacy) 58 องค์ประกอบที่ ๓.๖ มาตรฐานการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ชุมชน (Community Medical Social Work) 62 บทที่ ๔ เกณฑ์ประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 65 - เกณฑ์ประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 65 ภาคผนวก 71 บรรณานุกรม


๑ บทท ี ่ ๑ หลักกำรเก่ียวกับมำตรฐำนกำรปฏิบัติงำน สังคมสงเครำะห์ทำงกำรแพทย์ หลักการเกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ งานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เป็นสาขาหนึ่งของงานสังคมสงเคราะห์ผู้ท าหน้าที่ดังกล่าว เรียกว่า “นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์” หรือ “นักสังคมสงเคราะห์คลินิก” โดยงานสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ เป็นวิชาชีพต้องใช้ความรู้และทักษะทางสังคมสงเคราะห์ ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับ การป้องกันและแก้ไขปัญหาของบุคคล ครอบครัว กลุ่มคน หรือชุมชน เพื่อให้กระท าหน้าที่ทางสังคมและ ด ารงชีวิตได้อย่างปกติสุข (มาตรา ๓ พ.ร.บ.วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕56) โดยท างานร่วมกับ ทีมสหวิชาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ต้องเป็นผู้ส าเร็จการศึกษาระดับปริญญาสาขา สังคมสงเคราะห์ศาสตร์หรือสาขาที่สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับรอง โดยมีหน้าที่ ๑) คัดกรอง ประเมินปัญหาแก่ผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสังคม อารมณ์ จิตใจ พฤติกรรม ด้วยเครื่องมือทางสังคมสงเคราะห์ ตรวจวินิจฉัยปัญหาทางสังคม บ าบัด ป้องกัน แก้ไขปัญหาและฟื้นฟู สมรรถภาพทางสังคม ๒) วิเคราะห์สาเหตุ ปัจจัยพฤติกรรม สิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงที่ท าให้เกิดโรคและการบาดเจ็บ ร่วมกับทีมสหวิชาชีพทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล ครอบครัว เครือญาติ และเครือข่ายทางสังคม ๓) พัฒนาศักยภาพของบุคคลที่มีความเสื่อมหรือความบกพร่องเสริมพลังให้ผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแลผู้ป่วยเพื่อให้สามารถท าหน้าที่ในสังคมได้ ๔) ประสานและจัดการทรัพยากร พิทักษ์สิทธิประโยชน์ให้กับผู้ป่วยและครอบครัว ตลอดจน การเตรียมครอบครัว ชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตในสังคมได้ ๕) เฝ้าระวัง การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การเกิดปัญหาสังคมและผลกระทบที่เกิดจาก ปัญหาการเจ็บป่วย ๖) ให้ความรู้ ค าแนะน าบริการทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ส าหรับเครือข่ายสุขภาพ ทีมสหวิชาชีพ อาสาสมัครสาธารณสุข ให้เกิดความร่วมมือและผลสัมฤทธิ์ตามแผนการช่วยเหลือทางสังคม สงเคราะห์ ๗) ติดตามประเมินคุณภาพชีวิต ประเมินปัญหาทางสังคม เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยซ้ า และการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยหลังจ าหน่าย ๘) เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาวิจัยและสร้างนวัตกรรมทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์


๒ กระบวนการสังคมสงเคราะห์ ๑. ขั้นตอนการสืบค้นและการแสวงหาข้อเท็จจริง (Fact Finding) เป็นขั้นตอนที่นักสังคมสงเคราะห์น าเอาข้อมูลที่ได้จากประวัติแรกรับ (Intake) มาหาข้อเท็จจริง ทางสังคมในบริบทแวดล้อม ทางสังคม การค้นหาปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้ทักษะ ในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ รวบรวมข้อมูลและจัดการข้อมูลทางสังคมอย่างเป็นระบบ เพื่อน าไปสู่ การประเมิน วินิจฉัยทางสังคมและวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของระบบผู้ใช้บริการอย่างรอบด้านและ ครบถ้วน ได้แก่ การรับเรื่องจากหน่วยงานต่างๆ ศึกษาข้อมูล หาข้อเท็จจริง /ข้อมูลทั่วไป/ ข้อมูลทางสังคม จากผู้ป่วยและครอบครัว การสัมภาษณ์ สังเกต เยี่ยมบ้าน ร่วมกับทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อมูลการรักษาพยาบาลในระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล เป็นต้น ๒. ขั้นตอนการประเมินและวินิจฉัยทางสังคม (Social Assessment) เป็นขั้นตอนการน าเอาข้อเท็จจริงมาประเมิน วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของผู้ใช้บริการ โดยการแยกแยะปัญหาและความต้องการ (identifies) ของกลุ่มเป้าหมาย การแจกแจงรายละเอียด ของปัญหาและสาเหตุของกลุ่มเป้าหมาย (classifies) การจัดล าดับความส าคัญของปัญหา (priority) การวิเคราะห์ (analysis) การสังเคราะห์ (synthesis) ปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างรอบคอบ รอบด้าน หรือการมองปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย แบบองค์รวม (holistic approach) โดยใช้เครื่องมือสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เช่น S.D.M.A., F.R.A., P.S.S.A., Social Problem List เป็นต้น การประเมินและวินิจฉัยทางสังคม ได้แก่ การประเมินกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ การประเมินปัญหาทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อการเจ็บป่วยและการรักษาพยาบาล การประเมินความพร้อม ของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วย การประเมินความเสี่ยงทางสังคมขณะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การวินิจฉัยปัญหาเพื่อค้นหาโอกาสและอุปสรรคของผู้ป่วยเพื่อจัดบริการทางสังคมสงเคราะห์ตามความ ต้องการจ าเป็นพื้นฐานได้ ๓. ขั้นตอนวางแผนและก าหนดแนวทางการช่วยเหลือ (Planning) เป็นขั้นตอนที่ส าคัญที่จะน าไปสู่การเลือกใช้รูปแบบการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ที่เหมาะสม ในการปฏิบัติงาน ขั้นตอนนี้นักสังคมสงเคราะห์จะต้องใช้ความรู้และหลักการวางแผนรายกรณี การวางแผนรายกลุ่ม การก าหนดแผนงานร่วมกับผู้ใช้บริการตั้งแต่ต้น จนสิ้นสุดการท างานด้วยกัน โดยผ่านการสร้างข้อตกลงร่วมกันหรือในบางรูปแบบการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์อาจใช้ค าว่าการสร้าง พันธสัญญาการท างานร่วมกันระหว่างระบบผู้ให้บริการ (นักสงคมสงเคราะห์หรือองค์กร) กับระบบผู้ใช้บริการ (กลุ่มเป้าหมาย) การวางแผนการด าเนินงานระหว่าง นักสังคมสงเคราะห์กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อก าหนด ทิศทางการท างาน ภารกิจ งานหรือกิจกรรม ระยะเวลา เป้าหมายของงานในลักษณะของการท างานร่วมกัน (work with not work for) ระหว่างนักสังคมสงเคราะห์กับกลุ่มเป้าหมาย การวางแผนและก าหนด แนวทางการช่วยเหลือ ได้แก่ วางแผนให้บริการช่วยเหลือ ตามล าดับความเร่งด่วนและความส าคัญของปัญหา การจัดการรายกรณี การประชุมทีมสหวิชาชีพในกระบวนการรักษาพยาบาล วางแผนส่งกลับบ้าน/ชุมชนหรือ สถานบริการอื่น การเตรียมทรัพยากรทางสังคมในการจัดบริการได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย


๓ ๔. ขั้นตอนด าเนินการช่วยเหลือและจัดบริการสังคมสงเคราะห์ (Implementation/Intervention) เป็นขั้นตอนด าเนินงานตามที่ได้ก าหนดไว้ตามแผนอาจจะเป็นแผนงานระยะสั้น แผนงานระยะยาว ซึ่งในขั้นตอนนี้นักสังคมสงเคราะห์จะต้องใช้รูปแบบการปฏิบัติงานหลายรูปแบบเข้ามาร่วมกับการใช้กลยุทธ์ การท างานต่างๆ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของแผนงานที่ก าหนดไว้ ตามกรอบการด าเนินการให้ความ ช่วยเหลือ และการจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ อาทิ การบ าบัดทางสังคม (Social Treatment) การป้องกันและเฝ้าระวังทางสังคม (Social Prevention and Surveillance) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม (Social Rehabilitation) ก า ร จั ด ก า รท รัพ ย า ก รท าง สัง ค ม แ ล ะพิทั กษ์ สิ ท ธิ์ (Social Resource Management and Advocacy) และการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ชุมชน (Community Medical Social Work) และการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เน้นการท างานรวมกับทีมสหวิชาชีพ (Multidisciplinary) ๕. ขั้นตอนติดตามผลและประเมินผล (Evaluation and Follow up) กระบวนการนี้ถือเป็นขั้นตอนที่จ าเป็นและส าคัญมาก เมื่อนักสังคมสงเคราะห์จัดบริการหรือ ด าเนินการช่วยเหลือผู้ใช้บริการแล้ว จ าเป็นต้องมีการติดตามและประเมินผล ซึ่งอาจก าหนดแผนการติดตาม ในระยะสั้น และระยะยาว เมื่อติดตามและประเมินผลแล้ว ใช้บริการยังคงประสบปัญหาเดิมอยู่ หรือมีปัญหา อื่นที่กระทบจากการช่วยเหลือ อาจต้องจ าเป็นส่งต่อ (Refer) หรือวางแผนการจัดบริการใหม่ แต่หากผล การจัดบริการไปในทิศทางที่ดี นักสังคมสงเคราะห์สามารถยุติการให้บริการ(Termination) ได้ หรืออาจติดตามและประเมินผลการช่วยเหลือของผู้ป่วยต่อไป ๑) เป็นมาตรฐานกลางเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ โดยมีการยึดโยงกับการปฏิบัติงานที่เป็นไปตามมาตรฐานและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพและสอดคล้อง กับบทบาทของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ตามกฎหมายก าหนด ได้แก่การควบคุมและก ากับการปฏิบัติงาน ๒) เพื่อเป็นการชี้แนะการประเมินการปฏิบัติงาน พัฒนาสมรรถนะและศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ ให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น ๓) เพื่อเป็นการชี้แนะการวางแผนการพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์อย่างต่อเนื่อง - ผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ - นักสังคมสงเคราะห์รับอนุญาต วัตถุประสงค์ของมาตรฐานการให้บริการ ของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ กลุ่มเป้าหมายของมาตรฐาน


๔ กรอบแนวทางการพัฒนามาตรฐาน ๑) มาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ๒) มาตรฐานการบริการ ตามพระราชบัญญัติการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2546 ๓) มาตรฐานการบริการรับรองคุณภาพมาตรฐานโรงพยาบาล ๔) ข้อบังคับของส านักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ความเป็นมาของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ งานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เริ่มต้นขึ้นในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ในเวลานั้น องค์การสหประชาติ ได้ส่งตัว Miss Eileen Davidson เข้ามาจัดตั้งสถานสงเคราะห์แม่และเด็กในประเทศ ไทย (นงลักษณ์ เอมประดิษฐ์, ๒๕๓๐, น. ๖-๗) โดยการปฏิบัติงานเน้นหนักที่ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยเป็น หลัก มีการร่วมมือกันระหว่างองค์การอนามัยโลกและสหประชาชาติ ในการส่งทีมแพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุขศาสตร์ และนักสังคมสงเคราะห์ เข้ามาร่วมด าเนินการ ตลอดระยะเวลา ๖๒ ปี ที่นักสังคมสงเคราะห์ ท าหน้าที่ สนับสนุน ส่งเสริมประชาชนให้มีสุขภาพดี (Promotion) บ าบัดรักษา สุขภ าพอน ามัย (Cure) ป้องกันปัญห าสุขภ าพ (Prevention) แล ะฟื้นฟูสุขภ าพของป ร ะช าชน (Rehabilitation) (นงลักษณ์ เอมประดิษฐ์, ๒๕๓๐, น. ๒ และ ฉลวย จุติกุล, ๒๕๔๔, น. ๓๒-๓๓) จะเห็นได้ว่างานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เป็นงานที่ท างานกับประชาชนตั้งแต่ระดับปัจเจกชน ไปจนถึงระดับสังคม การท างานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล ระยะเริ่มการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสังกัด ส่วนภูมิภาค จนถึงระยะแผนพัฒนาการสาธารณสุขฉบับที่ ๔ ( พ.ศ.๒๕๒๐ - ๒๕๒๔) งานสังคมสงเคราะห์ เป็นแผนกอิสระขึ้นตรงต่อผู้อ านวยการโรงพยาบาลไม่ได้สังกัดฝ่ายหรือกลุ่มงานใด ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้ง ฝ่ายเวชกรรมสังคมขึ้นในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป อย่างเป็นทางการ กิจกรรมที่นักสังคมสงเคราะห์ ด าเนินการในโรงพยาบาลส่วนภูมิภาค ได้แก่ การให้บริการสงเคราะห์ผู้ป่วยเฉพาะราย การพิจารณา ค่ารักษาพยาบาล การสัมภาษณ์และสอบประวัติการให้ค าปรึกษาแนะน าผู้ป่วยที่มีปัญหาทางอารมณ์ จิตใจ และครอบครัวเป็นหลัก ภายหลัง ปี พ.ศ.๒๕๒๕ การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ถูกรวมไว้เป็นงานหนึ่งในโครงสร้างฝ่ายเวชกรรมสังคม มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและแนวทาง ในการปฏิบัติงาน จากการให้บริการสนับสนุนการรักษาพยาบาล ไปสู่การผสมผสานบริการไปในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งด าเนินการโดยฝ่ายเวชกรรมสังคม ครอบคลุมถึงการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล และ การฟื้นฟูสภาพทั้งในระดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน เมื่อส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดท าหนังสือแนวทางการปฏิบัติงานโรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป


๕ ซึ่งได้มีก าหนดรายละเอียดงานของฝ่ายเวชกรรมสังคมและได้มีการอธิบายลักษณะ งานสังคมสงเคราะห์ ดังนี้ “งานสังคมสงเคราะห์ประกอบด้วย การสงเคราะห์ผู้ป่วยและครอบครัว การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน การแนะน าปรึกษาการสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์และสาธารณสุขต่อคู่สมรส ครอบครัว คนพิการหรือผู้มีปัญหาทางสังคมอื่นๆ ” รวมถึงได้ก าหนดให้นักสังคมสงเคราะห์ให้บริการในงานเวชกรรมฟื้นฟูและงานจิตเวชร่วมด้วย ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ – พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้มีโครงการพัฒนาระบบบริการของสถานบริการและหน่วยงาน สาธารณสุขในส่วนภูมิภาค (พบส.) คณะกรรมการพัฒนางานเวชกรรมสังคม ได้จัดท าขอบเขตงานและ มาตรฐานกิจกรรมในงานสังคมสงเคราะห์ ของโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ให้มีแนวทาง การปฏิบัติงานด้านการสังคมสงเคราะห์ผู้ป่วยและครอบครัว การประสานงานและการให้ค าปรึกษาแนะน า ครอบคลุมการให้บริการ ทั้งในโรงพยาบาลและชุมชน ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ – พ.ศ. ๒๕๓๔ แผนสาธารณสุขฉบับที่ ๖ กองโรงพยาบาลภูมิภาคได้จัดท า แผนพัฒนาระบบบริการเวชกรรมสังคมรวมกิจกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในแผนเดียวกันภายใต้ การด าเนินงานของคณะท างานพัฒนางานเวชกรรม ซึ่งฝ่ายแผนงานและโครงการ กองโรงพยาบาลภูมิภาค เป็นหน่วยเลขานุการ ในปี ๒๕๓๑ นายแพทย์ปัญญา สอนคม ผู้อ านวยการกองโรงพยาบาลภูมิภาคและ นายแพทย์ศุภชัย คุนารัตพฤกษ์ หัวหน้าฝ่ายแผนงานโครงการ กองโรงพยาบาลภูมิภาค มีการแต่งตั้ง นักสังคมสงเคราะห์จากโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาค จ านวน ๑๐ คน เป็นคณะท างานพัฒนางาน สังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป ส่งผลให้เกิดเกณฑ์มาตรฐานในการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ ซึ่งน าไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงงานสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนมีการจัดประชุมวิชาการ ประจ าปี สร้างระบบสนับสนุนช่วยเหลือ นิเทศงาน ปฐมนิเทศงานให้กับผู้ปฏิบัติงานใหม่ พัฒนาระบบ การจัดเก็บข้อมูล ได้มีการพัฒนางานอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่นั้นมา ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ งานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ได้ก่อตั้งชมรมนักสังคมสงเคราะห์ ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และเครือข่ายนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ซึ่งได้ปฏิบัติงาน ด้านสุขภาพกระจายกันอยู่ในสถานบริการสุขภาพระดับต่างๆทั่วประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อก าหนด และส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงาน ศึกษา ค้นคว้า เผยแพร่ความรู้ และพิทักษ์สิทธิประโยชน์ ของวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างเครือข่าย การปฏิบัติงานทั้งในและต่างประเทศ ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ได้ร่วมกันพัฒนามาตรฐานและคู่มือ การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป โดยเริ่มจากกองโรงพยาบาลภูมิภาค ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเนื้อหาสาระส าคัญของมาตรฐานและคู่มือ การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ได้ก าหนดประเภทงานสังคมสงเคราะห์ ไว้ ๓ มาตรฐาน ดังนี้ ๑) มาตรฐานด้านการบริหาร ประกอบด้วยจัดเตรียมสถานที่ส าหรับการให้บริการที่เป็น สัดส่วนเหมาะสม การจัดท า/จัดหาเครื่องมือ/อุปกรณ์การให้บริการสังคมสงเคราะห์ คู่มือการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ เครือข่ายการให้บริการสังคมสงเคราะห์การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ การอบรมหรือปฐมนิเทศเกี่ยวกับงานสังคมสงเคราะห์การบริหารจัดการเพื่อสนับสนุน งานด้านสังคมสงเคราะห์ จัดท าแผนงานและแผนปฏิบัติงาน รวมทั้ง บริหารกองทุนสังคมสงเคราะห์


๖ ๒) มาตรฐานด้านวิชาการ ประกอบด้วย การจัดท าทะเบียน/บันทึกการให้บริการ สังคมสงเคราะห์ การจัดท ารายงานการน าเสนอข้อมูลงานสังคมสงเคราะห์ การจัดท าวิเคราะห์ข้อมูล งานสังคมสงเคราะห์ การเผยแพร่ผลงานวิชาการ ให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ๓) มาตรฐานด้านการบริการประกอบด้วย ๖ ด้านได้แก่ ๑) ด้านตรวจวินิจฉัยและงานบ าบัด ทางสังคม ๒) ด้านเฝ้าระวังปัญหาทางสังคม ๓) ด้านส่งเสริมและฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม ๔) ด้านจัดการ และพัฒนาทรัพยากรทางสังคม ๕) ด้านสังคมสงเคราะห์ชุมชน ๖) ด้านสวัสดิการสาธารณสุข ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ รัฐบาลได้ก าหนดนโยบาย “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ส่งผลให้ เกิดการปฏิรูประบบราชการของกระทรวงสาธารณสุขและหลักประกันสุขภาพของประชาชน โดยปรับโครงสร้าง การบริหารราชการส่วนกลาง กองโรงพยาบาลภูมิภาคเป็นส านักพัฒนาระบบบริการสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการ สุขภาพ และมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ได้แก่ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ , พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖,พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖, พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖, พระราชบัญญัติส่งเสริมการและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐, พระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรง ในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้น จากสถานการณ์ดังกล่าว นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ได้ร่วมพัฒนา แนวทาง การด าเนินงานสวัสดิการสังคม เพื่อรองรับการปฏิรูประบบราชการและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงส่งผล ให้คณะท างานพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ได้มีการน า บัญชีปัญหา ทางสังคม (Social Problem List) มาใช้ในประเมินการปฏิบัติงานตามเกณฑ์มาตรฐานงานสวัสดิการสังคม ในมาตรฐานที่ ๑ การวินิจฉัยและบ าบัดทางสังคม ปีพ.ศ. ๒๕๔๗ เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิในประเทศไทย (๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗) สร้างความสูญเสียในวงกว้างจากเหตุการณ์กระทรวงสาธารณสุขได้จัดช่วยเหลือลงพื้นที่ประสบภัย ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ได้เข้าร่วมปฏิบัติงาน เพื่อจัดบริการทางสังคม ให้ประชาชนผู้ประสบภัยสึนามิภายหลังการปฏิบัติงาน กลุ่มนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ร่วมถอดบทเรียนการท างานและสร้างคู่มือและแนวทางการปฏิบัติงานในเหตุการณ์วิกฤติขึ้น ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ กระทรวงสาธารณสุขได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง โดยงานสังคมสงเคราะห์ ปฏิบัติงานภายใต้การก ากับดูแลของกลุ่มภารกิจสนับสนุนบริการสุขภาพ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยส านักพัฒนาระบบบริการสุขภาพและคณะกรรมการพัฒนางานสวัสดิการสังคม โรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป ได้จัดท าหนังสือคู่มือแนวทางการท างานในสถานการณ์ทางด้านสาธารณสุขและสวัสดิการ สังคมเพื่อทบทวนองค์ความรู้ สถานการณ์แนวโน้ม นโยบายและแผนงานแนวทางการให้บริการและ การพัฒนาคุณภาพงานสวัสดิการสังคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย ได้ยื่นค าร้องขอจดทะเบียนจัดตั้ง สมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย เพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล ต่อนายทะเบียนสมาคมประจ า จังหวัดนนทบุรีทะเบียนเลขที่ จ.นบ ๗/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ โดยนางปิยะฉัตร ชื่นตระกูล นักสังคมสงเคราะห์ช านาญการ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ผู้ก่อตั้งและเป็น นายกสมาคมฯ คนแรก นางกรรณิการ์ เจียมจรัสรังษี โรงพยาบาลนครพิงค์ เป็นเลขาธิการ และนางสาวมลฤดี จินดาอนันต์ยศ เหรัญญิกและประชาสัมพันธ์


๗ สมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย มีที่ท าการ ตั้งอยู่ที่ชั้น ๕ อาคาร ๓ ส านักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค ส านักงานปลัดกระทรวงกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรีเหตุผลของการจัดตั้งเป็นสมาคมฯ สืบเนื่องมาจากชมรมและเครือข่ายนักสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ ได้ร่วมกันด าเนินงานมาอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์และปัญหาที่หลากหลายจนเดินทางมาถึง จุดที่แสดงให้เห็นว่า การขับเคลื่อนและพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์มีความจ าเป็นที่ต้อง จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อเป็นหลักและเป็นพลังในการด าเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ในปัจจุบันสมาคม นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย มีสมาชิกประมาณ ๕๐๐ คน ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ – พ.ศ. ๒๕๕๕ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ทุกสังกัดร่วมกับ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ จัดตั้งคณะท างานพัฒนาเครื่องมือและสร้างเครื่องมือการท างานส าหรับ งานวินิจฉัยและงานบ าบัดทางสังคม เรียกว่า “แบบบันทึกผู้รับบริการสังคมสงเคราะห์ (สค.1)” และ แบบรายงานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (สค.3) มีการน าไปทดลองใช้กับ โรงพยาบาลในสังกัดส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลทุกสังกัดที่มีนักสังคมสงเคราะห์ ประจ าโรงพยาบาล และได้พัฒนาเป็นเครื่องมือประเมิน วินิจฉัย และจัดการทางสังคม (Social Diagnosis and Management Assessment) S.D.M.A. ขึ้น ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ พัฒนาระบบการบันทึกข้อมูลโปรแกรมสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ โดยความร่วมมือจากผู้พัฒนาโปรแกรมโรงพยาบาลอ านาจเจริญ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ผลักดันให้มีการก าหนดสาขาการประกอบโรคศิลปะ ในสาขาสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ ผ่านกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข แต่เนื่องจากยังไม่ได้รับความเห็นชอบ จึงได้ยุติการด าเนินการไว้ก่อน ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ พัฒนาการบันทึกข้อมูลโปรแกรมสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ โดยส านักบริหาร การสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์มีมติอนุมัติรับรองการใช้เครื่องทางสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ ให้นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ปฏิบัติงานกับผู้ป่วยระดับเบื้องต้น ได้แก่ เครื่องมือ ประเมิน วินิจฉัย และจัดการทางสังคม (Social Diagnosis and Management Assessment) S.D.M.A., เครื่องมือการท างานกับผู้ป่วยระดับเชิงลึก ได้แก่ เครื่องมือประเมินความพร้อมของครอบครัว(Family Assessment : F.A.) เครื่องมือแบบประเมินทักษะพื้นฐานในการท างานและทักษะการปรับตัวทางสังคม (Social skill Assessment : S.S.A.) และเครื่องมือประเมินการดูแลสุขภาพจิตตนเอง (Mental Self Care Assessment : M.S.C.A.) และคณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และส านักบริหารการสาธารณสุข กรมสนับสนุนสุขภาพ จัดท าโปรแกรมบันทึกข้อมูลการบริการแบบออนไลน์ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ได้จัดท าร่างหนังสือแนวทางแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ในส่วนภูมิภาค สังกัดส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ส านักบริหารการสาธารณสุขส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขโดยมี นายแพทย์ไชยนันท์ ทยาวิวัฒน์สาธารณสุขนิเทศก์ สนับสนุนและเป็นผู้วางรูปแบบการท างานสวัสดิการสังคม


๘ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ตลอดจนการพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์เป็นแหล่ง ศึกษา เรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อให้นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ทุกคนได้ใช้เป็นแนวทางในการด าเนินงาน แบบองค์รวมในการเชื่อมโยงงานสังคมสงเคราะห์เข้ากับงานอื่นๆ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อประชาชน ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ คณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป และสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย ได้เข้าร่วมการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการกับวิชาชีพ ๑๗ สายงานในกระทรวงสาธารณสุข เพื่อวิเคราะห์อัตราก าลังวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ สาขาทางการแพทย์ มีรูปแบบการวิเคราะห์อัตราก าลัง ๒ รูปแบบ ได้แก่ ๑) ก าหนดอัตราก าลังตามบริการและภาระงาน (Service Base) ๒) ก าหนดกรอบอัตราก าลังของนักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และจัดระดับการบริการ ออกเป็น ๓ ระดับ ได้แก่ ๑) ระดับปฐมภูมิ ๒) บริการระดับทุติยภูมิและ ๓) บริการระดับตติยภูมิ โดยก าหนดบทบาทหน้าที่ตามมาตรฐานการบริหาร ระดับปฐมภูมิ F๓ F๒ F๑ M๒ ระดับทุติยภูมิ ระดับตติยภูมิ A S M๑ และ การก าหนดอัตราก าลังตามพื้นที่และประชากร (Area and Population Base) ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ กระทรวงสาธารณสุข เห็นชอบให้มีการเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานในราชการ บริหารส่วนภูมิภาค จากสภาพปัญหาสาธารณสุขและปัญหาทางสังคม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มของ การสาธารณสุขประเทศไทยต้องปรับบทบาทให้ทันกับสภาพปัญหา เพื่อรองรับกลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายของ การพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งในชนบทและในเมือง รวมทั้งการพัฒนางานเพื่อรองรับการขยายตัวของปัญหา ในอนาคต ดังนั้น จึงมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการท างานและชื่อกลุ่มงานสวัสดิการสังคมและประกันสุขภาพ ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป เป็น กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ ภายใต้กลุ่มภารกิจบริการด้านทุติยภูมิ และตติยภูมิ และมีการก าหนดภารกิจ บทบาทหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อการด าเนินงาน ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจ กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ แผนพัฒนาระบบริการสุขภาพ (Service Plan) หลายสาขาได้ก าหนด ให้นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทในการปฏิบัติงานด้านการจัดบริการสุขภาพในมิติทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มเป้าหมาย อาทิ สาขาสุภาพจิตและจิตเวช สาขายาเสพติด สาขาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (Intermediate Care) เป็นต้น และได้ก าหนดก าลังคนด้านสุขภาพไว้ในโรงพยาบาลในแต่ละระดับ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ คณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ได้วิเคราะห์อัตราก าลัง โดยใช้เกณฑ์ตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์ของประเทศไทย อัตราก าลังและสัดส่วน นักสังคมสงเคราะห์ต่อประชากร ๑ : ๒๕,๐๐๐ คน ก าหนดอัตราคนในอีก ๕ ปี ข้างหน้า โดยเสนอกรอบอัตราก าลังของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ตามภาระงานแต่ละระดับดังนี้ ระดับปฐมภูมิในระดับโรงพยาบาลชุมชน (M๑,๒, F๑-F๓) มีหน้าที่ให้บริการทาง สังคมสงเคราะห์ท าหน้าที่ประเมินและวินิจฉัยปัญหาทางสังคม จัดบริการด้านการบ าบัดทางสังคม การป้องกัน และเฝ้าระวังทางสังคม การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม การพิทักษ์สิทธิ์และการจัดการทรัพยากรทางสังคม การสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ชุมชน และการพัฒนาวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ งานบริหารสังคมสงเคราะห์การจัดการกองทุนและมูลนิธิ ท างานร่วมกับภาคีเครือข่ายในชุมชน และ สร้างระบบการมีส่วนร่วมในชุมชนให้สามารถ ช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วย สามารถจัดการและส่งต่อเมื่อพบปัญหา โดยท างานร่วมกับทีมหมอครอบครัวและหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง


๙ ในระดับโรงพยาบาลชุมชน M๑,M๒, F๑-F๓ (M๑,S) มีกฎหมายหลายฉบับตามกลุ่มเป้าหมายที่ ส าคัญและมีผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพที่งานสังคมสงเคราะห์ร่วมด าเนินการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง บริการสาธารณสุขตามสิทธิอย่างเสมอภาคเหมาะสมและเป็นธรรม เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖, พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐,พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐,พระราชบัญญัติสุขภาพจิต ๒๕๕๑,พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑,พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖, พระราชบัญญัติ หลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐, พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นต้น ระดับทุติยภูมิในระดับโรงพยาบาลทั่วไป (S) มีหน้าที่ให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ท าหน้าที่ ประเมินและวินิจฉัยปัญหาทางสังคม จัดบริการด้านการบ าบัดทางสังคม ด้านการป้องกันและเฝ้าระวัง ทางสังคมด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม ด้านการพิทักษ์สิทธิ์และการจัดการทรัพยากรทางสังคม ด้านการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ชุมชน ด้านการวิจัยและพัฒนาวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ด้านบริหารสังคมสงเคราะห์ ด้านการจัดการกองทุนและมูลนิธิ ท างานร่วมกับภาคีเครือข่าย ในชุมชน และสร้างระบบการมีส่วนร่วมในชุมชนในการให้บริการจัดการ ดูแลผู้ป่วย สามารถจัดการและ ส่งต่อเมื่อพบปัญหา โดยท างานร่วมกับทีมหมอครอบครัวและหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ระดับตติยภูมิ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ท าหน้าที่ประเมินและวินิจฉัยปัญหาทางสังคม จัดบริการด้านการบ าบัดทางสังคม จัดบริการด้านการป้องกันและเฝ้าระวังทางสังคม ด้านการฟื้นฟู สมรรถภาพทางสังคม ด้านการพิทักษ์สิทธิ์และการจัดการทรัพยากรทางสังคม ด้านการสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ชุมชน การศึกษา วิจัย สร้างนวัตกรรม และพัฒนาวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ด้านการบริหารงานสังคมสงเคราะห์ การจัดการกองทุนและมูลนิธิ การประสานรองรับการส่งต่อผู้ป่วย ที่มีปัญหาทางสังคมซับซ้อน ให้ความช่วยเหลือกับหน่วยงานอื่นในระดับที่ต่ ากว่า และการจัดการเรียน การสอนในด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ แก่นักสังคมสงเคราะห์ นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ และ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข การจัดท าหลักสูตรและฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์


๑๐ ความหมายค าส าคัญที่เกี่ยวข้อง นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ หมายถึง วิชาชีพที่ปฏิบัติงานในทีมบริการสุขภาพที่ต้องใช้ ความรู้และทักษะทางสังคมสงเคราะห์ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา บ าบัด ฟื้นฟู ส่งเสริม และป้องกันทั้งในระดับ บุคคล ครอบครัว กลุ่มคน หรือชุมชน เพื่อให้กระท าหน้าที่ทางสังคมและด ารงชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยการปฏิบัติงานโดยตรงกับผู้ใช้บริการ ครอบครัวหรือผู้ดูแล รวมถึงการวิจัย การบริหารและนโยบาย การกระท าทางสังคมตามจรรยาบรรณและมาตรฐานทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์และปฏิบัติหน้าที่อื่น ที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาต หมายถึง บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและ รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาตจากสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ มาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ หมายถึง มาตรฐานกลาง ส าหรับการควบคุมและก ากับการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพ ของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ น าไปสู่การประกันคุณภาพการปฏิบัติงานและการให้บริการ โดยมีเป้าหมายเพื่อการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ใช้บริการให้เข้าถึงสิทธิและบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบบริการ (สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์, ๒๕๖4) มาตรฐานการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ก าหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นรูปแบบ เป้าหมาย แนวทางในการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ให้มีหลักเกณฑ์ แนวทางการปฏิบัติงาน การก ากับ ควบคุม เพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณภาพ ของการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นหลักประกันคุณภาพการให้บริการของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ผู้ใช้บริการ (Client /Service user) บุคคล ครอบครัว กลุ่ม ชุมชน หรือกลุ่มเป้าหมาย ในรายโครงการที่ผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติงานร่วมด้วย ตามประกาศสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เรื่อง มาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนพิเศษ ๑๔๔ ง ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔ ได้ก าหนดมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ประกอบด้วย ๖ มาตรฐาน ๒๙ องค์ประกอบ ดังนี้ มาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๖๔


๑๑ ๑. มาตรฐานจรรยาบรรณ เป็นแนวทางการปฏิบัติงานโดยยึด “หลักจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสังคมสงเคราะห์” ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๕๖ หมวด ๕ มาตรา ๓๓ ตามประกาศของสภาวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ มี ๖ องค์ประกอบ มีรายละเอียด ดังนี้ องค์ประกอบที่ ๑ จรรยาบรรณต่อตนเอง ได้แก่ ตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเอง และ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละ ตระหนักถึงการพัฒนาตนเองให้มี ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และมีคุณธรรม ประพฤติตนอยู่ในกรอบ วัฒนธรรมและบริบทที่เหมาะสม องค์ประกอบที่ ๒ จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ได้แก่ ยึดมั่นในหลักวิชาการทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ รักษาเกียรติภูมิ และส่งเสริมวิชาชีพให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ และค านึงถึง มาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ องค์ประกอบที่ ๓ จรรยาบรรณต่อผู้ใช้บริการ (บุคคล ครอบครัว กลุ่มคน หรือชุมชน) ได้แก่ ยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ โดยเคารพในสิทธิ ศักดิ์ศรีและคุณค่า ของความเป็นมนุษย์ ความแตกต่างหลากหลาย สิทธิความเป็นส่วนตัว รักษาความลับของผู้ใช้บริการ ยึดหลักการมีส่วนร่วมและรักษาสัมพันธภาพ ทางวิชาชีพ รวมทั้งให้ความส าคัญต่อผู้ที่มีความต้องการพิเศษ และพิทักษ์ คุ้มครอง และพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคล ครอบครัว กลุ่มคน หรือ ชุมชน องค์ประกอบที่ ๔ จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมวิชาชีพและผู้ร่วมงานในวิชาชีพอื่น ได้แก่ เคารพ ให้เกียรติ สนับสนุนความร่วมมือในการท างานเป็นเครือข่ายและร่วม ขับเคลื่อนการปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและวิชาชีพ องค์ประกอบที่ ๕ จรรยาบรรณต่อองค์กรที่สังกัด ได้แก่ ส่งเสริม รักษา และพัฒนาองค์กร เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการ และมีความรับผิดชอบต่อองค์กรที่สังกัด องค์ประกอบที่ ๖ จรรยาบรรณต่อสังคม ได้แก่ มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จะมีผล ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ๒. มาตรฐานความเป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เป็นแนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐานความเป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ มี ๖ องค์ประกอบ มีรายละเอียด ดังนี้ องค์ประกอบที่ ๑ สามารถปฏิบัติหน้าที่ ในขอบเขตความรับผิดชอบโดยค านึงถึงความมั่นคง ปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ


๑๒ องค์ประกอบที่ ๒ สามารถปฏิบัติงานภายใต้องค์ความรู้ด้านกฎหมายวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง องค์ประกอบที่ ๓ สามารถปฏิบัติงานในฐานะผู้ประกอบวิชาชีภายใต้การใช้ดุลพินิจ ทางวิชาชีพ องค์ประกอบที่ ๔ การท าหน้าที่เป็นตัวแทนของวิชาชีพทั้งทางด้านวิชาการและการปฏิบัติงาน องค์ประกอบที่ ๕ การท าหน้าที่ในเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายทางสังคมที่ส่งผลต่อผู้ใช้บริการ องค์ประกอบที่ ๖ ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีเกิดภาวะวิกฤต ๓. มาตรฐานองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน เป็นแนวทางการปฏิบัติที่มีเป้าหมายของการน าองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน มี ๖ องค์ประกอบ มีรายละเอียด ดังนี้ องค์ประกอบที่ ๑ ปฏิบัติงานภายใต้กรอบกฎหมายส าคัญที่เกี่ยวข้องกับงานสังคมสงเคราะห์ องค์ประกอบที่ ๒ เข้าใจและตระหนักถึงความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรมที่มีผล ต่อการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ องค์ประกอบที่ ๓ เข้าใจและตระหนักถึงบริบททางสากล และบริบทแวดล้อม ที่มีอิทธิพล ต่อวิถีชีวิตประชาชน องค์ประกอบที่ ๔ เข้าใจและเชื่อมโยงแนวคิด ทฤษฎี องค์ความรู้ต่าง ๆ และสามารถ ประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ องค์ประกอบที่ ๕ มีกา รน าความรู้ด้านการวิจัย และก ารจัดก ารความรู้เพื่อพัฒน า การปฏิบัติงานและสร้างนวัตกรรมทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ องค์ประกอบที่ ๖ การน าเทคโนโลยีมาใช้ในการสื่อสาร และปฏิบัติงานได้หลากหลายรูปแบบ โดยค านึงถึงจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ๔. มาตรฐานการสื่อสารทางวิชาชีพ เป็นแนวทางการปฏิบัติส าหรับการสื่อสารทางวิชาชีพ มี ๓ องค์ประกอบ มีรายละเอียด ดังนี้ องค์ประกอบที่ ๑ การสื่อสารเพื่อสร้างสัมพันธภาพเชิงวิชาชีพ องค์ประกอบที่ ๒ รูปแบบการสื่อสารที่สร้างสรรค์ และส่งเสริมการปฏิบัติงานกับกลุ่มคน ที่หลากหลาย องค์ประกอบที่ ๓ การสื่อสารเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการท างานเป็นทีม


๑๓ ๕. มาตรฐานการบันทึกข้อมูลเพื่อการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ เป็นแนวทางการบันทึกข้อมูลเพื่อการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ มี ๕ องค์ประกอบ มีรายละเอียด ดังนี้ องค์ประกอบที่ ๑ การบันทึกการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์บนฐานความรู้ ค่านิยม จรรยาบรรณ และหลักการของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ องค์ประกอบที่ ๒ การบันทึกการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ถูกต้อง ชัดเจน องค์ประกอบที่ ๓ การบันทึกการจัดบริการส าหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการพิเศษ องค์ประกอบที่ ๔ การบันทึกตามก าหนดเวลา องค์ประกอบที่ ๕ การใช้ประโยชน์จากบันทึกการปฏิบัติงาน ๖. มาตรฐานการนิเทศงานเพื่อพัฒนาวิชาชีพ เป็นแนวทางการนิเทศงานที่จะช่วยในการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิของผู้ใช้บริการ และเป็นการ สนับสนุนช่วยเหลือให้ผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ในการสร้างหลักประกัน ที่จะด าเนินการได้ ตามมาตรฐาน ทางวิชาชีพและให้บริการได้อย่างมีคุณภาพ มี ๓ องค์ประกอบ มีรายละเอียด ดังนี้ องค์ประกอบที่ ๑ ผู้ให้การนิเทศงาน ผู้รับการนิเทศงานเข้าใจความส าคัญ บทบาทความ มุ่งหมาย และหน้าที่ของการนิเทศงาน องค์ประกอบที่ ๒ การพัฒนากระบวนการนิเทศงาน องค์ประกอบที่ ๓ สนับสนุนการนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่มีผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ให้การส่งเสริม สนับสนุนและก ากับ ให้เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ด้วย


๑๔


๑๕ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ดูแลผู้ป่วยด้านการสงเคราะห์ คุ้มครอง บ าบัด แก้ไข ฟื้นฟู สมรรถภาพและพัฒนาทักษะทางสังคม การจัดการทรัพยากรทางสังคมและการพิทักษ์สิทธิ์เฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาทางสังคม ทั้งในระดับบุคคล กลุ่มชน ครอบครัว และชุมชน ตามจรรยาบรรณและมาตรฐาน ทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้ สายงานสังคมสงเคราะห์ ในกระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนทีมสุขภาพ ในการตรวจวินิจฉัยและรักษา รวมทั้งมีการใช้ความรู้ทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ สุขภาพเพื่อปฏิบัติงาน การด าเนินการด้านการตรวจวินิจฉัยปัญหาทางสังคมที่มีผลมาจากการเจ็บป่วย ตลอดจนการป้องกัน ส่งเสริม รักษา บ าบัด ฟื้นฟู เฝ้าระวัง ติดตาม การดูแลรักษาสุขภาพ รวมทั้ง การถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือสอนหรือการฝึกอบรมในวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ให้แก่นักศึกษา สังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้แก่นักศึกษาแพทย์ พยาบาล และบุคลากร สาธารณสุขสาขาอื่น เป็นต้น งานด้านบริการสุขภาพในสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นงานที่ให้บริการครอบคลุมมิติด้านสุขภาพ แบบองค์รวม ได้แก่สุขภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม เชื่อมโยงกัน การปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนมีความซับซ้อนมากกว่าเดิมเพราะปัจจัยคุกคาม ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรง ประชาชนได้รับผลกระทบในวงกว้าง นอกจากปัญหาสุขภาพทางตรงแล้ว ผู้ป่วยจ านวนมากยังได้รับผลกระทบจากปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ การท างานหรือปัญหาสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดและวิตก กังวลสูง เกิดอาการป่วยทางจิตใจอารมณ์ที่ซับซ้อนมากกว่าเดิม การบ าบัดรักษาทางการแพทย์ เพียงมิติเดียวไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้ป่วย การบริการสุขภาพจึงต้องให้ความส าคัญกับการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาในมิติทางจิตสังคมด้วย ปัจจุบันวิชาชีพที่ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพมีการท างานร่วมกันเป็นทีมมากขึ้น โดยแต่ละวิชาชีพมีความรับผิดชอบตามความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะ เพื่อท าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วย ให้ได้รับบริการและการตรวจรักษาที่ครบถ้วน ครอบคลุม เช่น ปัญหาสุขภาพทางกายได้รับการดูแลจากแพทย์ พยาบาล ที่ให้การบ าบัดรักษาพร้อมทีมวิชาชีพสายสนับสนุนทางการแพทย์ การดูแลผู้ป่วยทางสังคมที่ส่งผล กระทบต่อปัญหาสุขภาพ เป็นการท างานของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงาน ที่ได้รับการศึกษา การฝึกทักษะ เทคนิคในการท างานกับผู้ป่วย ครอบครัว เครือญาติ และการประสาน ทรัพยากรจากหน่วยงาน องค์กร ชุมชน ในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ประสบปัญหาทางสังคม จิตใจ ให้ได้รับการ บทท ่ ี ๒ งำนสังคมสงเครำะห์ทำงกำรแพทย์ ลักษณะงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์


๑๖ เยียวยา ฟื้นฟูสภาพ จนสามารถพัฒนาความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ช่วยเหลือตนเอง และสามารถอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ จึงเป็นทีมบุคลากรในสายการแพทย์ ที่ปฏิบัติงานโดยใช้ ทฤษฎี แนวคิดและความรู้ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ที่เกี่ยวกับสุขภาวะทางสังคม (Social Health) โดยการตรวจวินิจฉัยทางสังคม ศึกษา วิเคราะห์ และวิจัยสาเหตุการเกิดปัญหาภาวะสุขภาพที่เชื่อมโยง กับปัจจัยด้านสังคมพฤติกรรม (Social Behavior) ในครอบครัว และปัจจัยด้านสุขภาวะทางสังคมซึ่ง ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชนและสังคม ผสานกับทฤษฎีการปฏิบัติงานทางสังคมสงเคราะห์ ที่เน้นการท างานกับผู้ป่วยกลุ่มที่เผชิญปัญหาครอบครัว หรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยคุกคาม ทางสังคมต่างๆ จนไม่สามารถท าหน้าที่ตามภาวะปกติของชีวิต หรือถูกละเลยในการดูแลจากเครือญาติ ชุมชนสังคม จนตกอยู่ในสภาพสูญเสียพลัง ไร้ความสามารถทางสังคมอารมณ์และจิตใจและเป็นผู้ป่วยที่มี ความต้องการช่วยเหลือเป็นพิเศษ รวมทั้งต้องการผู้ปฏิบัติงานที่สามารถพัฒนาศักยภาพของผู้ใช้บริการ การสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม ให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ (National Association of Social Workers : NASW, 2005 Standard for Clinical Social Work in Social Work Practice) ลักษณะงานสังคมสงเคราะห์การแพทย์ประกอบไปด้วยการศึกษาข้อเท็จจริงของปัญหา ทางสังคมในผู้ป่วย การประเมินและวินิจฉัยสาเหตุแห่งปัญหา การวางแผนให้ความช่วยเหลือ การด าเนินการ ตามแผน การประเมินผลและการติดตามผล มีขอบเขตที่ครอบคลุมในเรื่องการให้การปรึกษา (Counseling) การบ าบัดทางจิตใจ (Psycho Therapy) การท างานกับพลวัตทางจิตของมนุษย์ (Psycho Dynamic) และ การท างาน กับมนุษย์ในสภาวะแวดล้อม (Person in Environment.) เพื่อแก้ไข ป้องกันความผิดปกติ ทางสังคม อารมณ์และจิตใจ (National Association of Social Workers : NASW, 2005 : Standards for Clinical Social Work in Social Work Practice) ๑. ท าหน้าที่คัดกรอง ประเมินปัญหาแก่ผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสังคม อารมณ์ จิตใจ พฤติกรรม ด้วยเครื่องมือทางสังคมสงเคราะห์ ๒. การตรวจวินิจฉัยปัญหาทางสังคม บ าบัด แก้ไขป้องกันปัญหาและฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม ๓. วิเคราะห์สาเหตุ ปัจจัยพฤติกรรม สิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงที่ท าให้เกิดโรคและการบาดเจ็บ ร่วมกับทีมสหวิชาชีพทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล ครอบครัว เครือญาติองค์กรและเครือข่ายทางสังคม ๔. พัฒนาศักยภาพของบุคคลที่มีความเสื่อมหรือความบกพร่องให้กลับไปท าหน้าที่อยู่ในสังคม ได้เสริมพลังให้ผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแล ในการร่วมกันดูแล บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์


๑๗ ๕. ประสานและจัดการทรัพยากร ตลอดจนการพิทักษ์สิทธิประโยชน์ให้กับผู้ป่วยและครอบครัว เตรียมครอบครัว ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ๖. เฝ้าระวังการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค ป้องกันการเกิดปัญหาสังคมและผลกระทบ ที่เกิดจากปัญหาการเจ็บป่วย ๗. ให้ความรู้และแนะน าบริการ การสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ แก่อาสาสมัครสาธารณสุข ทีมสหวิชาชีพ ฯ เพื่อให้เกิดความร่วมมือและผลสัมฤทธิ์ตามแผนการช่วยเหลือทางสังคมสงเคราะห์ ๘. ติดตามผลประเมินคุณภาพชีวิต และติดตามประเมินปัญหาทางสังคม ป้องกันการเจ็บป่วยซ้ า และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ป่วยหลังจ าหน่าย ๙. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยงานด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ และด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง กับระบบสุขภาพหรือร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบบริการด้านสังคม สนับสนุนงานวิจัย ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ เพื่อก าหนดนโยบาย วางแผนยุทธศาสตร์และวางระบบการให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์และระบบบริการสุขภาพ ๑. งานสังคมสงเคราะห์การแพทย์ เป็นวิชาชีพที่ให้บริการกับผู้ป่วยในหลากหลายมิติ ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็นองค์รวม ทั้งมิติสุขภาพกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณของผู้ป่วย และครอบครัว ๒. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์การแพทย์ เน้นการส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์ของผู้ป่วย กับครอบครัวและสังคมแวดล้อม มีเป้าหมายในการการให้บริการโดยสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจ ต่อสถานการณ์ปัญหาและโรคของตนเอง เกิดความพร้อมในการปรับตัวต่อการแก้ไขปัญหาของตนตลอดจน มีการพัฒนาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล ครอบครัว เพื่อนร่วมงานและชุมชนเพื่อให้ด ารงชีวิตได้อย่างเต็ม ศักยภาพ ๓. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์การแพทย์ ให้ความส าคัญกับการแก้ปัญหาและเชื่อมโยงทรัพยากร ให้แก่ผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจและสังคม หรือผู้ป่วยที่ขาดโอกาสและเข้าไม่ถึงทรัพยากร โดยนักสังคมสงเคราะห์การแพทย์ท าหน้าที่เป็นผู้ประสาน ติดตาม จัดการให้ผู้ป่วยและ/หรือครอบครัว ได้รับบริการและสวัสดิการตามปัญหาและอุปสรรค จากหน่วยงานภาครัฐ องค์การพัฒนาเอกชน องค์การชุมชนและองค์การท้องถิ่น ๔. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์การแพทย์ ได้รับการฝึกฝนทักษะ ให้ท างานกับผู้ป่วยที่ประสบปัญหา ความเปราะบางทางอารมณ์ การถูกคุกคามและการใช้ความรุนแรง เช่น การถูกกระท าความรุนแรงทางด้าน ร่างกาย จิตใจ และการถูกล่วงละเมิดทางเพศ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์เป็นหนึ่งในทีมงานสหวิชาชีพ คุณลักษณะเฉพาะวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์


๑๘ ต้องใช้เทคนิคและทักษะเฉพาะทางในการแสวงหาข้อเท็จจริง การประเมินสภาวะทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ความเสี่ยงอันน าไปสู่การหาแนวทางในการป้องกันปัญหาและคุ้มครองผู้ถูกกระท า มิให้ผู้ป่วย ถูกกระท าความรุนแรงซ้ าขณะเดียวกันยังต้องท างานเพื่อบ าบัดผู้กระท าความรุนแรง ให้การสนับสนุน ก าลังใจแก่สมาชิกในครอบครัวผู้ป่วย เพื่อให้ครอบครัวฟื้นตัวและเข้าร่วมฟื้นฟู เยียวยาผู้เสียหายได้ในระยะยาว ๕. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์การแพทย์ มีแนวทางในการจัดการการให้บริการผ่านบทบาท ที่เป็น “ผู้จัดการรายกรณี (Case Manager)” ในการก าหนดแผนการให้บริการทางสังคม จิตใจ การประสาน แหล่งทรัพยากร ร่วมแก้ปัญหา การก ากับและติดตามให้ผู้ป่วยได้รับบริการตามแผนการให้บริการ ที่ร่วมกัน ก าหนดไว้ ทั้งนี้เป็นการลดภาระงานของบุคลากรวิชาชีพอื่น ๑. เป็นการให้บริการที่เคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ความเป็นอิสระ สิทธิ์และความเป็นอยู่ที่ดี ๒. ค านึงถึงความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ หลักการมีส่วนร่วมตระหนัก ถึงความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสทางสังคม ๓. ชี้แจงและให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลข้อเท็จจริงแก่บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ สร้างความเข้าใจหรือความร่วมมือในการด าเนินการประชุมการจัดการรายกรณี หรือการประชุมทีมสหวิชาชีพ โดยเป็นไปตามมาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์และตามที่กฎหมายก าหนดให้วิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ปฏิบัติ ๔. เป็นการท างานที่อาศัยความรู้และทักษะทางสังคมสงเคราะห์ หลักการและกระบวนการ สังคมสงเคราะห์ที่ผ่านการฝึกฝนและฝึกปฏิบัติในหลักสูตรการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี เพื่อน าไปสู่ การสงเคราะห์ คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ์ให้ประชาชนได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย สิทธิมนุษยชน สวัสดิการสังคมเพื่อความมั่นคงของชีวิต ๕. มีลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติเกี่ยวข้องกับมนุษย์ โดยผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ รับอนุญาต ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของบุคคล ครอบครัว กลุ่มคน หรือชุมชน เพื่อให้สามารถปฏิบัติ หน้าที่ทางสังคมและด ารงชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพและเพื่อลดการเกิดปัญหาทางสังคมที่มีผลกระทบต่อสังคม โดยรวม ๑. เป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะในการสัมภาษณ์ สืบเสาะ ค้นหา รวบรวมข้อมูล ของผู้ป่วยเกี่ยวกับ ๑) สภาวะทางสังคม ๒)พ ัฒนาการของบุคคล ๓) ความสัมพันธ์ในครอบครัว ๔)แบบแผนการด าเนินชีวิต ๕)ความสามารถในการด ารงชีวิตในสังคมและสภาวะแวดล้อม เช่น อาชีพการงาน คุณค่าของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ความยุ่งยากและซับซ้อนของงานสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ


๑๙ การศึกษา การท ากิจวัตรประจ าวัน การท างานบ้าน การเข้าสังคม ๖) รูปแบบการเผชิญปัญหา อุปสรรคและ การปรับตัวทางสังคมที่เกี่ยวข้อง ๗) ศักยภาพของผู้ป่วยและครอบครัว เครือข่ายทางสังคมของบุคคล ๘) แรงจูงใจค่านิยม ความเชื่อและทัศนคติ ๙) ปัญหาปัจจุบันที่ก าลังเผชิญ ปัญหาในอดีตและความเสี่ยง ที่มีโอกาสเกิดอุบัติการณ์ของปัญหาเพื่อน ามาประเมิน วิเคราะห์วินิจฉัยสาเหตุปัญหาหรือปัจจัยทางสังคมอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพอนามัย ผลกระทบจากปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลต่อร่างกาย จิตใจ อารมณ์และความสัมพันธ์ ทางสังคมทั้งนี้ การประเมินและวินิจฉัยทางสังคม เพื่อประกอบการวางแผนให้การบ าบัดจัดบริการทางสังคม เป็นการด าเนินงานผ่านการใช้เครื่องมือ เกณฑ์การวินิจฉัยทางสังคม (Social Measurement) น าไปสู่การวางแผน ทางสังคม (Social Care Plan) เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้บริการรายบุคคลกลุ่ม ครอบครัว ให้สามารถจัดการ กับปัญหาทางสังคมและท าหน้าที่ทางสังคมได้เต็มศักยภาพ ๒. เป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะที่ต้องผ่านการฝึกฝน ฝึกปฏิบัติ หลักสูตรการเรียน การสอน ระดับปริญญา เพื่อการบ าบัดทางสังคม คือกระบวนการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาทางสังคม จิตใจ ของผู้ป่วย ด้วยรูปแบบรายบุคคลกลุ่ม และครอบครัวเพื่อให้ผู้ใช้บริการและครอบครัว เข้าใจตนเอง เข้าใจ ปัญหาและสาเหตุ รับรู้ความเสี่ยงของการเกิดปัญหาเห็นศักยภาพของตนเองมีแรงจูงใจ ในการปรับตัวและ สามารถแก้ไขปัญหา ดูแลตนเองและมีสัมพันธภาพที่เหมาะสมกับบุคคลอื่น ตลอดจนท าหน้าที่ทางสังคมได้ เต็มศักยภาพ เช่น การดูแลทางสังคมจิตใจของผู้ป่วยจิตเวชผู้มีปัญหาสุขภาพจิตการป้องกันผู้ป่วย/ เด็กถูกทอดทิ้ง การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ความรุนแรงในครอบครัว เป็นต้น ๓. เป็นวิชาชีพงานที่ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ มาศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคม ของประชาชน ที่เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพเพื่อให้ทราบสถานการณ์ของปัญหาทางสังคมพร้อมทั้งคาดคะเน แนวโน้มและสาเหตุของปัญหาทางสังคม น าไปสู่การหามาตรการทางสังคมในการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหา ทางสังคมโดยนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ท าการสัมภาษณ์ ศึกษา วิเคราะห์ ผู้ป่วยครอบครัว ชุมชน ในปัญหาทางสังคมที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ ความเจ็บป่วยและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ๔. เป็นวิชาชีพที่ต้องใช้กระบวนการในการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคมของผู้ป่วยที่มีความเสื่อม หรือความบกพร่องทางสังคมเพื่อให้สามารถท าหน้าที่ทางสังคมใช้ชีวิตด้วยตนเองในครอบครัวและชุมชน ได้อย่างเต็มศักยภาพกระบวนการที่ส าคัญในการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม ได้แก่ การฟื้นฟูทักษะพื้นฐาน การด ารงชีวิตเช่นพื้นฐานการดูแลตนเองในชีวิตประจ าวันทักษะทางสังคม จิตสังคมรายบุคคล และครอบครัว รายกลุ่ม เช่น กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน กลุ่มแก้ไขปัญหาทางสังคม กลุ่มทักษะทางสังคม กลุ่มทักษะพื้นฐาน ในการท างาน ฯลฯ สนับสนุนเครือข่ายทางสังคมให้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม ๕. เป็นวิชาชีพที่จ าเป็นต้องแสวงหา ระดมทรัพยากร การประสาน จัดการทรัพยากรทางสังคม ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน รวมถึงการสร้างเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายทางสังคม เพื่อให้สามารถ จัดหาความช่วยเหลือได้ตรงตามสภาพปัญหาและความต้องการจ าเป็นของผู้ใช้บริการครอบครัวและชุมชน ๖. เป็นวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติงานกับผู้ป่วยครอบครัว กลุ่ม และ องค์กรในชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาฟื้นฟูสมรรถภาพ จนผู้ป่วยสามารถอยู่ในครอบครัวและชุมชน ตลอดจนสามารถพึ่งพา


๒๐ ตนเองได้โดยนักสังคมสงเคราะห์ด าเนินการศึกษาปัญหาและข้อมูลของชุมชนและจัดกิจกรรมร่วมกับ คนในชุมชน เครือข่าย และร่วมมือกับสหวิชาชีพ จัดบริการและสร้างเครือข่ายทางสังคมทั้งในภาวะปกติและ วิกฤตภัยพิบัติที่เกิดตามธรรมชาติและภัยที่เกิดจากน้ ามือมนุษย์ ฯลฯ ๗. เป็นวิชาชีพที่ต้องศึกษาค้นคว้า วิจัย แสวงหาจัดการความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ทางสังคมสงเคราะห์การแพทย์ มีการทบทวนและพัฒนาความรู้ทางหลักวิชาการและทฤษฎีอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาทางวิชาการระบบและรูปแบบการปฏิบัติงานที่ดีในวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๘. เป็นวิชาชีพที่ต้องท างานกับผู้ใช้บริการและครอบครัว เป็นงานที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญ กับแรงกดดัน (Stress) จากการสภาพปัญหาที่ประสบอยู่ ซึ่งเกิดผลกระทบต่อชีวิตประจ าวัน ๙. เป็นวิชาชีพที่ต้องท าความเข้าใจและเรียนรู้กฎหมายหลายฉบับในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ที่ก าหนดให้ วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติงานกับผู้ใช้บริการและเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสังคม สงเคราะห์ อาทิ เช่น กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระท าด้วย ความรุนแรงในครอบครัวกฎหมายการป้องกันและแก้ไขปัญหาในวัยรุ่นกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม กฎหมายว่าด้วยสุขภาพจิต กฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว กฎหมายว่าด้วยค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จาเลยในคดีอาญา กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กฎหมายผู้สูงอายุ กฎหมายพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการกฎหมายส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการหรือ ตามที่กฎหมายอื่นก าหนด


๒๑ มาตรฐานการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ก าหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นรูปแบบ เป้าหมาย แนวทางในการประกอบวิชาชีพของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ให้มีหลักเกณฑ์ แนวทาง การปฏิบัติงาน การก ากับ ควบคุม เพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณภาพของการปฏิบัติงานในวิชาชีพ เพื่อเป็นหลักประกันคุณภาพการให้บริการของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ให้มีมาตรฐานเดียวกัน ดังนี้ องค์ประกอบที่ ๑.๑ มาตรฐานการก าหนดโครงสร้างและระบบบริหารองค์กร องค์ประกอบที่ ๑.๒ มาตรฐานการก าหนดคุณสมบัติและสมรรถนะของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๑.๓ มาตรฐานการก าหนดนโยบายหลักการและการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ องค์ประกอบที่ ๒.๑ มาตรฐานการจัดการข้อมูลสารสนเทศสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๒.๒ มาตรฐานการวิจัยและพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๒.๓ มาตรฐานการก ากับและนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๓.๑ มาตรฐานการประเมินและวินิจฉัยทางสังคม (Social Assessment and Diagnosis) องค์ประกอบที่ ๓.๒ มาตรฐานการบ าบัดทางสังคม (Social Treatment) องค์ประกอบที่ ๓.๓ มาตรฐานการป้องกันและเฝ้าระวังทางสังคม (Social Prevention and Surveillence) องค์ประกอบที่ ๓.๔ มาตรฐานการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม (Social Rehabilitation) องค์ประกอบที่ ๓.๕ มาตรฐานการจัดการทรัพยากรทางสังคมและพิทักษ์สิทธิ์ (Social Resource Management and Advocacy) องค์ประกอบที่ ๓.๖ มาตรฐานการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ชุมชน (Community Medical Social Work) บทท ่ ี ๓ มำตรฐำนกำรประกอบวิชำชีพสังคมสงเครำะห์ทำงกำรแพทย์ มาตรฐานที่ ๑ มาตรฐานด้านการบริหารสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ มาตรฐานที่ ๒ มาตรฐานด้านวิชาการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ มาตรฐานที่ ๓ มาตรฐานด้านการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์


๒๒ มาตรฐานด้านการบริหารสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๑.๑ มาตรฐานการก าหนดโครงสร้างและระบบบริหารองค์กร องค์ประกอบที่ ๑.๒ มาตรฐานการก าหนดคุณสมบัติและสมรรถนะของ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๑.๓ มาตรฐานการก าหนดนโยบายหลักการและการควบคุม คุณภาพอย่างเป็นระบบ มำตรฐำนท ่ ี ๑


๒๓ มาตรฐานด้านการบริหารสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการก าหนด คุณลักษณะ ของระบบโครงสร้างการบริหารองค์กร การก าหนดคุณสมบัติและสมรรถนะของนักสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์การก าหนดนโยบาย หลักการและการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ ได้แก่ นโยบาย โครงสร้าง บริหารจัดการองค์กร การบริหารและพัฒนาบุคลากร สมรรถนะ การจัดระบบสิ่งแวดล้อม อาคาร สถานที่ การควบคุมก ากับและประเมินผล ตลอดจนแหล่งช่วยเหลือทางด้านความรู้ต่างๆ มุ่งถึงขั้นตอน การบริหารงานที่จะท าให้การด าเนินงานบรรลุเป้าประสงค์และค านึงถึงประสิทธิผลที่วางไว้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ ๑.๑ มาตรฐานการก าหนดโครงสร้างและระบบบริหารองค์กร องค์ประกอบที่ ๑.๒ มาตรฐานการก าหนดคุณสมบัติและสมรรถนะของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๑.๓ มาตรฐานการก าหนดนโยบายหลักการและการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ ความหมาย มาตรฐานการก าหนดโครงสร้างและระบบบริหารองค์กรเป็นมาตรฐานที่ก าหนดให้องค์กรหน่วยงาน ที่ให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์เพื่อก าหนดโครงสร้างการบริหารภายในหน่วยงาน และระบบ บริหารขององค์กรให้มีความชัดเจน วัตถุประสงค์ เพื่อก าหนดโครงสร้างและระบบการบริหารองค์กรที่มีผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ให้ชัดเจน ขอบเขตการปฏิบัติ ๑. นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ มีความรู้ ความสามารถด้านการสังคมสงเคราะห์พร้อม ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบด้านการบริหารงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ และร่วมเป็นกรรมการบริหารงาน ขององค์กร ๒. มีแผนภูมิแสดงการบริหารงาน ทั้งภายในหน่วยงาน ระหว่างหน่วยงานและภายในเครือข่าย ๓. มีการก าหนดโครงสร้างองค์กรสายบังคับบัญชาสายการประสานงานพร้อมทั้งมอบหมาย บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบแก่บุคลากรเป็นลายลักษณ์อักษร ๔. ก าหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กร ที่ให้บริการ ทั้งด้านบริหาร ด้านบริการ และด้านวิชาการ ที่สอดคล้องกับปรัชญาวิชาชีพและภาระหน้าที่ภายในทีมสหวิชาชีพ ๕. ระบุหน้าที่ความรับผิดชอบการบริหารงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ของหัวหน้าองค์กร ที่ให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ดูแล ควบคุมและก ากับการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ทุกคนในความรับผิดชอบ มาตรฐานที่ ๑ มาตรฐานด้านการบริหารสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๑.๑ มาตรฐานการก าหนดโครงสร้างและระบบบริหารองค์กร


๒๔ ๖. ก าหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บริหาร ที่ครอบคลุมการจัดการด้านอัตราก าลัง อาคารสถานที่ อุปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ ๗. จัดท าแผนระยะสั้น ระยะยาว ทั้งแผนแม่บทและแผนการปฏิบัติ ๘. จัดให้นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์รับผิดชอบดูแลผู้รับบริการ โดยใช้หลักเกณฑ์ การจัดอัตราก าลังตามความต้องการของผู้รับบริการทั้งหมด จ าแนกในแต่ละประเภท ๙. ก าหนดให้มีสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ รับผิดชอบเป็นหัวหน้าทีมการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๑๐. ก าหนดเกณฑ์การประเมินและควบคุม ก ากับ ประเมินผลงานสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ ๑๑. ระบุหลักการและกลวิธีการประสานงาน ทีมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ และ ทีมสหวิชาชีพ แนวทางการปฏิบัติ องค์กรที่ให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ทุกระดับต้องปฏิบัติดังนี้ ๑. จัดท าแผนภูมิการบริหารงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ที่แสดงหน่วยงาน ในความรับผิดชอบหน้าที่หลักของหน่วยงาน ทั้งด้านบริหาร วิชาการและบริการ โดยก าหนดให้มี นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์เป็นหัวหน้าในแต่ละสายงาน ๒. ผู้บริหารงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ควรก าหนดหลักการ กลวิธีและแนวทาง ในการดูแล ควบคุม ก ากับการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ทุกประเภทและทุกระดับ ในความรับผิดชอบ ๓. ก าหนดบทบาท ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรที่ให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ ครอบคลุมการบริหาร วิชาการและบริการ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการให้บริการ ของ ผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. 2564 ๔. ก าหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรที่ให้บริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ในมาตรฐานฐานการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ด้านวิชาการและด้านการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๕. มีการจัดท าแผนระยะสั้น ระยะยาว แผนการปฏิบัติการ แผนงานระยะสั้นเป็นแผนรายปี แผนงานระยะยาวอาจก าหนดเป็น ๓ - ๕ ปี ส่วนแผนปฏิบัติการ เป็นแผนที่ก าหนดกิจกรรมย่อยของงาน ที่ต้องด าเนินการในแผนรายปี ๖. จัดท าแนวทางและวิธีการปฏิบัติที่มุ่งเน้นการควบคุม ก ากับและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้วยตนเองและด้วยการสนับสนุนจากผู้บริหารทุกระดับ ๗. จัดท าข้อปฏิบัติในการประสานงานให้ชัดเจนที่เอื้ออ านวยต่อการปฏิบัติงานและการบริการ ที่มีคุณภาพโดยร่วมกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร


๒๕ ความหมาย มาตรฐานการก าหนดคุณสมบัติและสมรรถนะของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เป็นมาตรฐานที่ก าหนดให้องค์กร หน่วยงานที่ให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ก าหนดคุณสมบัติ ของนักสังคมสงเคราะห์ ให้เป็นไปตามบทกฎหมายที่สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ก าหนด และพัฒนา สมรรถนะของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ สมรรถนะด้านบริหาร สมรรถนะด้านวิชาการและสมรรถนะ ด้านบริการ วัตถุประสงค์ เพื่อก าหนดคุณสมบัติและสมรรถนะของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ขอบเขตการปฏิบัติ ๑. ก าหนดคุณสมบัติเฉพาะของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ และต าแหน่งผู้ช านาญการ/ ผู้เชี่ยวชาญทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๒. ก าหนดหลักการ แนวทางและแผนการด าเนินการพัฒนาสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะ ตามลักษณะงานที่ปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ที่เน้นการส่งเสริมความรู้ ทักษะ เจตคติ ความเชี่ยวชาญ บุคลิกภาพ ขวัญและก าลังใจ แนวทางการปฏิบัติ ๑. มีการก าหนดคุณสมบัติเฉพาะต าแหน่งของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ โดยถือปฏิบัติ ตาม พระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๕๖ และปฏิบัติตามบทกฎหมายที่สภาวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ก าหนด และต าแหน่งผู้ช านาญการ/ผู้เชี่ยวชาญทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ได้รับ การพัฒนาศักยภาพ และสมรรถนะ ในการสั่งสมความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๒. มีแผนการด าเนินการพัฒนาสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะตามลักษณะงาน ที่ปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ที่เน้นการส่งเสริมความรู้ ทักษะ เจตคติ ความเชี่ยวชาญ บุคลิกภาพ ได้แก่ ๑) สมรรถนะด้านการบริการ คือ คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่บังคับเฉพาะต าแหน่งประเภท อ านวยการ เป็นคุณลักษณะการให้บริการโดยตรงต่อกลุ่มเป้าหมายร่วมกันของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เพื่อเป็นการหล่อหลอมค่านิยมและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ร่วมกัน เป็นสมรรถนะที่จ าเป็นและสมรรถนะประจ า สายงานหลักในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ไดแก ๑) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Achievement Motivation ๒) บริการที่ดี (Service Mind) ๓) การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ (Expertise) ๔) การยึดมั่น ในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม (Integrity) ๕) การท างานเป็นทีม (Teamwork) รวมทั้งความสามารถ ในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับสมาชิกในทีม ๖) สภาวะผู้น า (Leadership) เพื่อท าหน้าที่ความรับผิดชอบ ตามจรรยาบรรณวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๑.๒ มาตรฐานการก าหนดคุณสมบัติและสมรรถนะของนักสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์


๒๖ ๒) สมรรถนะด้านการบริหาร คือ คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่บังคับเฉพาะต าแหน่ง ประเภทบริหาร เพื่อสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการตามหน้าที่ความรับผิดชอบของต าแหน่งและส่งผล ให้เกิดผู้น าที่เป็นเลิศในส่วนราชการ อันได้แก่ ๑) ภาวะผู้น า ๒) วิสัยทัศน์ ๓) การวางกลยุทธ์ภาครัฐ ๔) ศักยภาพเพื่อน าการปรับเปลี่ยน ๕) การควบคุมตนเอง ๖) การสอนงานและมอบหมายงาน ๓) สมรรถนะด้านวิชาการ คือ คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่บังคับเฉพาะต าแหน่ง ประเภทวิชาการ ที่ใช้การวิจัยทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ มาสนับสนุน ปรับปรุง พัฒนา การให้บริการ การบริหารองค์กรและนโยบายสังคม ซึ่งเป็นการสนับสนุนการน าผลการวิจัยมาใช้ประโยชน์ที่ จะท าให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความรับผิดชอบของต าแหนง และส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบ กลไกในหน่วยงานภาครัฐ อันไดแก่ ๑) ความเป็นผู้น าวิจัยในระดับนานาชาติ ๒) ความเป็นผู้น าวิจัย ในระดับชาติ ๓) ความเป็นผู้น าวิจัยในระดับภูมิภาค ๔) ความเป็นผู้น าวิจัยในระดับท้องถิ่น ๕) ความเป็น ผู้น าวิจัยในระดับชุมชน ความหมาย มาตรฐานการก าหนดนโยบายหลักการและการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ เป็นมาตรฐาน ที่ก าหนดให้องค์กร หน่วยงาน ที่ให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ก าหนดนโยบายและแนว ทางการควบคุมคุณภาพการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ วัตถุประสงค์ เพื่อก าหนดนโยบายหลักการและการควบคุมคุณภาพองค์กรที่มีผู้ประกอบวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ ขอบเขตการปฏิบัติ ๑. ก าหนดนโยบาย หลักการและแผนการก ากับ ติดตาม การปฏิบัติงานที่สอดคล้อง กับวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กรที่ให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๒. ก าหนดหลักการและวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ๓. ก าหนดหลักการและวิธีการตรวจสอบคุณภาพของการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ แนวทางการปฏิบัติ องค์กรที่ให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ก าหนดนโยบาย หลักการของการควบคุม คุณภาพการปฏิบัติงานให้ชัดเจน สามารถปฏิบัติได้จริงซึ่งครอบคลุมหลักการ วิธีการนิเทศ การประเมินผล และการตรวจสอบคุณภาพดังนี้ องค์ประกอบที่ ๑.๓ มาตรฐานการก าหนดนโยบายหลักการและการควบคุมคุณภาพ อย่างเป็นระบบ


๒๗ ๑. จัดท าคู่มือ แบบฟอร์มบันทึกผลการนิเทศที่เน้นกระบวนการและผลการปฏิบัติงานรวมทั้ง จัดท าแผนการนิเทศภายในหน่วยงาน และ / หรือ ในเครือข่าย จัดท ารายงานการประมวลสรุปปัญหา จากการนิเทศ วิธีการแก้ไขปัญหาที่กระท าอย่างเป็นระบบซึ่งมีก าหนดระยะเวลาด าเนินการในแผนและควรมี การสรุปผลของการแก้ไขไว้ด้วย ๒. จัดท าหลักการคู่มือการประเมินผลส าหรับผู้ประเมินผล ผู้ถูกประเมินและเครื่องมือ การประเมินผล โดยก าหนดเป็นแบบฟอร์มปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ซึ่งครอบคลุม การปฏิบัติงาน และผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน ๓. จัดท าคู่มือการตรวจสอบคุณภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งบรรจุหลักการ เกณฑ์ วิธีกาตรวจสอบ คุณภาพจากขั้นตอนการปฏิบัติงานของสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เช่น แผนการตรวจสอบคุณภาพทั้ง ภายในหน่วยงาน และ / หรือภายในเครือข่าย รายงานสรุปผลการตรวจสอบคุณภาพ รวมทั้งระบุการน าผล การตรวจสอบคุณภาพไปใช้ในการพัฒนางาน ๔. ก ากับควบคุม มาตรฐานการให้บริการของนักสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงาน องค์กร สมาคม ชมรม ภายใต้ประกาศสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เรื่อง มาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๖๔


๒๘ มาตรฐานด้านวิชาการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๒.๑ มาตรฐานการจัดการข้อมูลสารสนเทศสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๒.๒ มาตรฐานการวิจัยและพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๒.๓ มาตรฐานการก ากับและนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ มำตรฐำนท ่ ี๒


๒๙ มาตรฐานด้านวิชาการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ การด าเนินงานเพื่อการจัดการข้อมูลสารสนเทศงาน การก ากับและนิเทศ รวมถึงมาตรฐานการวิจัย และ พัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ ๒.๑ มาตรฐานการจัดการข้อมูลสารสนเทศสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๒.๒ มาตรฐานการวิจัยและพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๒.๓ มาตรฐานการก ากับและนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ความหมาย มาตรฐานการจัดการข้อมูลสารสนเทศสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เป็นมาตรฐาน ที่ให้ความส าคัญต่อแนวทางการสื่อสารสาธารณะและการส่งต่อข้อมูลทั้งในการท างานที่เป็นทีมสหสาขา วิชาชีพ และในทีมวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ รวมทั้งการสื่อสารกับผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการ โดยเน้น การสื่อสารที่ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนทุกประการ การใช้ภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และต้องมีระบบการส่งต่อข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เพื่อการให้บริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย สามารถใช้ในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เป็นการสนับสนุนการปฏิบัติงานซึ่งกันและกันเพื่อให้ บรรลุเป้าประสงค์ขององค์กร โดยต้องค านึงในหลักการรักษาความลับและประสิทธิภาพการให้บริการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ วัตถุประสงค์ เพื่อก าหนดรูปแบบการสื่อสาร การส่งต่อข้อมูล และจัดการข้อมูลสารสนเทศของงานสังคม สงเคราะห์ทางการแพทย์ให้เป็นมาตรฐาน ขอบเขตการปฏิบัติ ๑. ก าหนดรูปแบบการสื่อสาร การส่งต่อข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูลระดับหน่วยงาน โดยเน้น การสื่อสารตามหลักการของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนที่อาจท าให้เกิด ความเสี่ยงจากการสื่อสาร รวมถึงเป็นระบบข้อมูลที่มีคุณภาพและปลอดภัย ๒. วิเคราะห์อุบัติการณ์หรือความเสี่ยงที่เกิดจากการสื่อสารหรือระบบการจัดเก็บข้อมูล โดยที่นักสังคมสงเคราะห์ควรด าเนินการวิเคราะห์หาปัจจัยปัญหาที่เกิดจากการสื่อสารและระบบสารสนเทศ และน าลงสู่การวางแผนในการพัฒนาระบบงานเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ๓. การวิเคราะห์และประเมินผลข้อมูลสารสนเทศ มีการเก็บข้อมูลที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดผล การปฏิบัติงานหลักที่ส าคัญ และก าหนดตัวชี้วัดระบบการจัดเก็บข้อมูล มาตรฐานที่ ๒ มาตรฐานด้านวิชาการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ มาตรฐานที่ ๒.๑ มาตรฐานการจัดการข้อมูลสารสนเทศสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์


๓๐ แนวทางการปฏิบัติ องค์กรที่ให้บริการทางด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ก าหนดนโยบาย หลักการ ของการควบคุมคุณภาพการจัดการข้อมูลสารสนเทศการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ดังนี้ ๑. รวบรวมและตรวจสอบข้อมูล ประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนและ ทันเวลา รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลเพื่อความถูกต้อง และเชื่อถือได้ ๒. ด าเนินการประมวลผลข้อมูลให้กลายเป็นสารสนเทศ โดยมีการจัดแบ่งและการจัดเรียงข้อมูล เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและน าไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนการสรุปผลและการค านวณเพื่อหา ผลลัพธ์บางอย่างได้ โดยใช้วิธีการค านวณให้สัมพันธ์กับประเภทของข้อมูลและระดับของข้อมูล ๓. การดูแลสารสนเทศเพื่อการใช้งาน มีการจัดระบบการเก็บรักษาข้อมูล การค้นหาข้อมูล ให้ถูกต้องแม่นย า และมีระบบการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย ความหมาย มาตรฐานการวิจัยและพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เป็นมาตรฐานที่ก าหนดให้ นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ท าการศึกษาวิจัยพัฒนา การวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เป็นการพัฒนางานประจ า สู่งานวิจัย รวมทั้งมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนงานวิจัย ทั้งทางด้านสังคมสงเคราะห์ และด้านปัญหาสังคม ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านสุขภาพ เป้าหมายวัตถุประสงค์ และทรัพยากรของโรงพยาบาล ตลอดจนมีระบบ การติดตาม การประเมินผล เพื่อน าไปสู่การพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์อย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์ เพื่อให้สามารถด าเนินพัฒนางานวิจัย และมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนงานวิจัยได้อย่างมีมาตรฐาน เพื่อการพัฒนาองค์ความรู้และการบริการที่ดีอย่างต่อเนื่อง ขอบเขตการปฏิบัติ ๑. ก าหนดนโยบายระดับหน่วยงานเรื่องการวิจัย โดยมุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศ การพัฒนา งานประจ าสู่งานวิจัย การก าหนดให้มีการพัฒนางาน ที่น าไปสู่การสร้างนวัตกรรมในงานที่รับผิดชอบ ๒. การวิเคราะห์อุบัติการณ์ นักสังคมสงเคราะห์ควรด าเนินการและมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ หาปัจจัยสาเหตุของอุบัติการณ์ส าคัญ และอุบัติการณ์ร้ายแรงทุกประเภท จัดล าดับความส าคัญของปัจจัย สาเหตุ และน าลงสู่การวางแผนในการพัฒนาระบบงานเพื่อป้องกันหรือลด ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ๓. การประเมินผล มีการก าหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานหลักที่ส าคัญของทุกงานสอดคล้องกับ เป้าประสงค์ และมีการติดตามผลการประเมินอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการคืนกลับข้อมูล เพื่อน าลงสู่การ พัฒนาระบบ การประเมินผลสัมฤทธิ์ของบุคคลและงาน องค์ประกอบที่ ๒.๒ มาตรฐานการวิจัยและพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์


๓๑ แนวทางการปฏิบัติ องค์กรที่ให้บริการทางด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ก าหนดนโยบาย หลักการ ของการควบคุมคุณภาพงานวิชาการที่ชัดเจนและมีคุณภาพ สามารถด าเนินการได้ครอบคลุมหลักการวิจัยและ การประเมินผล ดังนี้ ๑. วางแผนจัดท าโครงการศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้รับการสนับสนุน หรือเสนอแนะการวางโครงการ และแผนงาน ๒. ด าเนินการวิจัย ศึกษาค้นคว้า ทดลอง และ / หรือให้ความร่วมมือในการท าวิจัย เพื่อค้นหา ความรู้ใหม่ทางด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ หรือบริหารจัดการปัญหาทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ๓. การพัฒนาบุคลากรทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๔. การสอน ฝึกอบรมและเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการทางสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ๕. ประเมินผล วิเคราะห์ และสรุปผลการวิจัย ๖. เขียนรายงาน จัดพิมพ์ เผยแพร่แลกเปลี่ยนผลการศึกษาค้นคว้า ความหมาย มาตรฐานการก ากับและนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เป็นมาตรฐานที่ก าหนด กระบวนการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างผู้ให้การนิเทศงานกับผู้รับการนิเทศงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ให้มีคุณภาพมาตรฐานและเพื่อประโยชน์ ในการปกป้องคุ้มครองต่อกลุ่มเป้าหมาย วัตถุประสงค์ เพื่อก ากับให้ผู้ให้การนิเทศและผู้รับการนิเทศเข้าใจความส าคัญ บทบาท ความมุ่งหมายและ หน้าที่ของการนิเทศงาน ตลอดจนสนับสนุนการนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ และน าไปสู่การพัฒนาศักยภาพ ทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ขอบเขตการปฏิบัติ ๑. ก าหนดนโยบาย หลักการ เกณฑ์การประเมิน เพื่อการก ากับและนิเทศงานชัดเจน และสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ ๒. ก าหนดแผนการนิเทศงาน ระยะเวลาการนิเทศ บทบาท ผู้รับผิดชอบการนิเทศงาน ๓. รายงานการนิเทศงาน รวมถึงรายงานการประเมินผู้ให้การนิเทศ ผู้รับการนิเทศ รายงาน การนิเทศ หรือบันทึกผลการนิเทศงาน องค์ประกอบที่ ๒.๓ มาตรฐานการก ากับและนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์


๓๒ แนวทางการปฏิบัติ องค์กรที่ให้บริการทางด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ก าหนดนโยบาย หลักการ ของการควบคุมคุณภาพการก ากับและนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เป็นมาตรฐานที่ก าหนด กระบวนการ ดังนี้ ๑. มีการชี้แจงวัตถุประสงค์ ข้อตกลงร่วมกัน และวางแผนในการนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ ๒. มีการประชุมร่วม ปรึกษาหารือระหว่างผู้ให้การนิเทศ ผู้รับการนิเทศและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ๓. มีการทบทวนและน าผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติงานได้ดีขึ้น


๓๓ มาตรฐานด้านการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ องค์ประกอบที่ ๓.๑ มาตรฐานการประเมินและวินิจฉัยทางสังคม (Social Assessment and Diagnosis) องค์ประกอบที่ ๓.๒ มาตรฐานการบ าบัดทางสังคม (Social Treatment) องค์ประกอบที่ ๓.๓ มาตรฐานการป้องกันและเฝ้าระวังทางสังคม (Social Prevention and Surveillance) องค์ประกอบที่ ๓.๔ มาตรฐานการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม (Social Rehabilitation) องค์ประกอบที่ ๓.๕ มาตรฐานการจัดการทรัพยากรทางสังคมและพิทักษ์สิทธิ์ (Social Resource Management and Advocacy) องค์ประกอบที่ ๓.๖ มาตรฐานการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ชุมชน (Community Medical Social Work) มำตรฐำนท ่ ี ๓


๓๔ มาตรฐานด้านการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ กับกลุ่มเป้าหมายทางสังคมสงเคราะห์ ทีมสหวิชาชีพภายในและ ภายนอกโรงพยาบาล เครือข่าย ตามกระบวนการ วิธีการทางสังคมสงเคราะห์ เพื่อเป็นแนวทางส าหรับนัก สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ได้แก่ การประเมินและวินิจฉัยทางสังคม การบ าบัดทางสังคม การเฝ้าระวัง และป้องกันปัญหาทางสังคม การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม การจัดการทรัพยากรทางสังคมและการพิทักษ์ สิทธิ์ และการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ชุมชน โดยมุ่งเน้น ถึงรูปแบบการให้บริการ ขั้นตอนการ ปฏิบัติงาน รวมถึงเทคนิค ทักษะ และเครื่องมือในการปฏิบัติงาน ที่จะท าให้การด าเนินงานบรรลุเป้าประสงค์ และค านึงถึงประสิทธิผลที่วางไว้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ ๓.๑ มาตรฐานการประเมินและวินิจฉัยทางสังคม (Social Assessment and Diagnosis) องค์ประกอบที่ ๓.๒ มาตรฐานการบ าบัดทางสังคม (Social Treatment) องค์ประกอบที่ ๓.๓ มาตรฐานการป้องกันและเฝ้าระวังทางสังคม (Social Prevention and Surveillance) องค์ประกอบที่ ๓.๔ มาตรฐานการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม (Social Rehabilitation) องค์ประกอบที่ ๓.๕ มาตรฐานการจัดการทรัพยากรทางสังคมและพิทักษ์สิทธิ์ (Social Resource Management and Advocacy) องค์ประกอบที่ ๓.๖ มาตรฐานการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ชุมชน (Community Medical Social Work) มาตรฐานการประเมินและวินิจฉัยทางสังคมเป็นกระบวนการศึกษารวบรวมข้อมูลของผู้ป่วย เกี่ยวกับ 1) สภาวะทางสังคม ๒) พัฒนาการของบุคคล ๓) ความสัมพันธ์ในครอบครัว ๔) แบบแผน การด าเนินชีวิต ๕) ความสามารถในการด ารงชีวิตในทางสังคมและสภาวะแวดล้อม เช่น อาชีพการงาน การศึกษา การท ากิจวัตรประจ าวัน การท างานบ้านการเข้าสังคม ๖) รูปแบบการเผชิญปัญหา อุปสรรคและ การปรับตัวทางสังคมที่เกี่ยวข้อง ๗) ศักยภาพของผู้ป่วยและครอบครัว เครือข่ายทางสังคมของบุคคล ๘) แรงจูงใจค่านิยมความเชื่อและทัศนคติ ๙) ปัญหาปัจจุบันที่ก าลังเผชิญปัญหาในอดีตและความเสี่ยงต่างๆ ที่มีโอกาสเกิดอุบัติการณ์ของปัญหาเพื่อน ามาประเมิน วิเคราะห์ วินิจฉัย สาเหตุปัญหาหรือปัจจัยทางสังคม อื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพอนามัย ผลกระทบจากปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลต่อร่างกาย จิตใจ อารมณ์และ ความสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อประกอบการวางแผนให้การบ าบัดช่วยเหลือทางสังคม การประเมินและวินิจฉัยทางสังคม เป็นการด าเนินงานผ่านการใช้เครื่องมือ เกณฑ์การวินิจฉัย ทางสังคม (Social Measurement) น าไปสู่การวางแผนทางสังคม (Social Care Plan) เพื่อให้บริการ กับผู้ใช้บริการรายบุคคล กลุ่ม ครอบครัว ให้สามารถจัดการกับปัญหาทางสังคมและท าหน้าที่ทางสังคมอย่าง เต็มศักยภาพได้ องค์ประกอบที่ ๓.๑ มาตรฐานการประเมินและวินิจฉัยทางสังคม (Social Assessment and Diagnosis) มาตรฐานที่ ๓ มาตรฐานด้านการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์


๓๕ วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อค้นหาและประเมินปัญหาทางสังคมที่มีความซับซ้อน อันเป็นสาเหตุหรือผลกระทบ กับภาวะสุขภาพอนามัย ความเจ็บป่วยและเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ๒. เพื่อหาปัจจัยเกื้อหนุนทางสังคมอันเป็นทรัพยากรภายในและภายนอก ที่สนับสนุนให้เกิด แนวทางการดูแลและการบ าบัดผู้ป่วยทางสังคม ๓. เพื่อวางแผนในการบ าบัดทางสังคม จิตใจ ฟื้นฟูสภาวะและสมรรถภาพทางสังคมแก่ผู้ป่วย ครอบครัวให้ใช้ศักยภาพของตนเองในการแก้ไขปัญหาสามารถท าหน้าที่ทางสังคมได้ ๔. เพื่อได้ข้อเท็จจริงประกอบในการวินิจฉัยโรคน าไปสู่การแก้ไขปัญหาทางสังคมและ สภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการรักษา ๕. เพื่อเป็นข้อมูลทางวิชาการแนวทางในการวางนโยบายวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหา ทางสังคม แนวทางปฏิบัติ การประเมินและวินิจฉัยทางสังคม มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์( Social Work Process) ดังนี้ ๑. กระบวนการหาข้อมูล (Fact Finding) การหาข้อมูลทั่วไปและข้อมูลทางสังคมของผู้ป่วย เพื่อจัดการกับปัญหาทางสังคม อารมณ์ และจิตใจได้อย่างถูกต้อง ได้แก่ การสัมภาษณ์ผู้ป่วยและผู้เกี่ยวข้อง การเยี่ยมบ้าน การรวบรวมจากเอกสาร และการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านกลุ่มสังคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ๒. กระบวนการประเมิน (Assessment) ประกอบด้วย ๒.๑ การประเมินปัญหาคือการท าความเข้าใจกับปัญหาของ ผู้ป่วย ๒.๒ การประเมินศักยภาพ คือการพิจารณา ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ ของผู้ป่วย ที่อาจน ามาใช้ช่วยแก้ปัญหาหรือเป็นความภาคภูมิใจและก าลังใจของผู้ป่วย ๓. การวินิจฉัย (Diagnosis) คือ การวิเคราะห์ปัญหาทางสังคมที่เป็นสาเหตุและหรือผลกระทบ ของความเจ็บป่วยจัดล าดับความส าคัญความสัมพันธ์และความรุนแรงของปัญหาในกรณีที่ปัญหา มีความซับซ้อนรุนแรงใช้รูปแบบการท างานการประชุมหารือ (Case Conference) หรือการประชุม ทีมสหวิชาชีพ (Multi Disciplinary Team) ๔. กระบวนการวางแผนให้ความช่วยเหลือ (Planning) เป็นการวางแผน หรือก าหนดกิจกรรม ที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือตามล าดับความส าคัญ หรือความรุนแรงของปัญหา โดยให้ผู้ป่วย และ/หรือ ครอบครัว ชุมชน มีส่วนร่วมในการวางแผน โดยพิจารณาจากความจ าเป็นตามบริบทที่เป็นจริง ผลลัพธ์ ๑. นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์สามารถประเมินวิเคราะห์และการวินิจฉัยปัญหาทางสังคม ของบุคคล ครอบครัวและเครือข่ายทางสังคมได้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง ๒. นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ มีแผนและแนวทางการบ าบัดทางสังคมร่วมกันและฟื้นฟู สมรรถภาพทางสังคมที่สัมพันธ์กับปัญหาได้มากที่สุด


๓๖ ภาระงานหลักและกิจกรรม ตามเวลามาตรฐานที่ให้บริการของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ล าดับ ภาระงานหลัก (Production Line) หน่วยนับ เวลา (นาที) ค าอธิบาย ๑. การประเมิน และวินิจฉัยทางสังคม (Social Assessment and Diagnosis) การประเมินวินิจฉัย ปัญหาทางสังคม โดยใช้เครื่องมือทางสังคมสงเคราะห์ที่มีมาตรฐาน ผ่านการรับรองจากสภาวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ และเครื่องมือการปฏิบัติงานร่วมกับสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ๑.๑ การประเมินวินิจฉัยปัญหาทางสังคม - Social Diagnosis and Management Assessment: S.D.M.A. - Family Readiness Assessment : F.R.A. - Social skill Assessment : S.S.A. - Mental Self Care Assessment : M.S.C.A. ราย ๔๕ การประเมินวินิจฉัยปัญหาทาง สังคมเป็นการคัดกรองความ รุนแ รงที่เสี่ยงจะเกิดขึ้นกับ ผู้ป่วยหรือบริการตรวจวินิจฉัย ปัญหาเกิดขึ้นกับผู้ป่วย โดย ศึกษ าข้อเท็จจ ริงเพื่อให้ได้ ข้อมูลประวัติบุคคล ประวัติ ครอบครัว สิ่งแวดล้อม ชุมชน ใช้หลักการวินิจฉัยทางสังคม ตามแบบบัญชีปัญหาทางสังคม (Social Problem List) ร หั ส ICD ๑๐ โดยใช้เครื่องมือ เพื่อ รวบรวม ข้อมูล น ามาวิเคราะห์ สภาพปัญหาของความ รุนแรง และความต้องการการช่วยเหลือ ทางด้านการแพทย์ จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยน าไปวาง แผนการ ช่วยเหลือทั้งระยะ เฉพาะหน้าและระยะยาว เพื่อ ประเมินความเสี่ยงและป้องกัน การเกิดปัญหาความรุนแรงซ้ า ๑.๒ การประเมินความพร้อมของผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน ก่อนจ าหน่าย ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล ราย ๔๕ การประเมินความพร้อม และ กา รเตรียมความพร้อมของ ผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน ก่ อ น จ า ห น่ า ย อ อ ก จ า ก โรงพยาบาล โดยกระบวนการ และวิธีการทางสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้ผู้ป่วย ครอบครัว และ ชุมชน มีความเข้าใจ ยอมรับ และมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วย หลังจ าหน่าย


๓๗ ภาระงานหลักและกิจกรรม ตามเวลามาตรฐานที่ให้บริการของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (ต่อ) ล าดับ ภาระงานหลัก (Production Line) หน่วยนับ เวลา (นาที) ค าอธิบาย ๑.๓ ก า รเต รียมค ว ามพ ร้อมเพื่อส่ง ประเมินอายุเด็กทางคดี กิจกรรม ๙๐ การเตรียมความพร้อมโดยการ สร้างสัมพันธภาพ ให้ข้อมูล และค าปรึกษาทางการแพทย์ และประเมินคัดกรองผู้ป่วย ผ่านการสืบค้นข้อเท็จจริงทาง สัง คม แ ล ะ ร า ยง าน ผ ล ก า ร ประเมินทางสังคมแก่แพทย์เพื่อ ประกอบการตรวจประเมินอายุ เด็ก โดยใช้กระบวนการและ วิธีการทางสังคมสงเคราะห์ ๑.๔ การเตรียมความพร้อมเพื่อส่งตรวจ พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (DNA) และ ความสัมพันธ์ทางสายเลือด กิจกรรม ๙๐ การเตรียมความพร้อมโดยการ สร้างสัมพันธภาพ ให้ข้อมูลและ ค าปรึกษาทางการแพทย์ และ ประเมินคัดกรองผู้ป่วย ผ่าน การสืบค้นข้อเท็จจริงทางสังคม เพื่อส่งตรวจ พิสูจน์อัตลักษณ์ บุคคล (DNA)และความสัมพันธ์ ทางสายเลือด โดยแพทย์ กรณี ผู้ป่วยนิรนาม/ผู้ป่วยไร้สิทธิ์/ไม่ มีสถานะทางทะเบียน ฯลฯ ๑.๕ การประเมินจิตสังคม ประเมินความ พิการ ความบกพร่อง ความสามารถ ทางสังคม ทักษะทางสังคม ครั้ง ๓๐ การประเมินผู้ป่วย เพื่อน ามา วิเคร าะห์สภ าพปัญห าแล ะ ค ว า ม ต้ อง ก า ร น าไ ป ว าง แ ผ น ก า ร จั ด บ ริ ก า ร ประกอบการวางแผนการรักษา บ าบัด ฟื้นฟู และการติดตาม โดยใช้เครื่องมือ ทางสังคม สงเคราะห์และเครื่องมือสห วิชาชีพ เช่น ๑. เครื่องมือประเมิน วินิจฉัย และจัดการทางสังคม (Social Diagnosis and Management Assessment: S.D.M.A.) ๒ . เ ค รื่ อง มื อ ป ร ะ เ มิ น ค ร อ บ ค รั ว (Family Assessment : F.A.)


๓๘ ภาระงานหลักและกิจกรรม ตามเวลามาตรฐานที่ให้บริการของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (ต่อ) ล าดับ ภาระงานหลัก (Production Line) หน่วยนับ เวลา (นาที) ค าอธิบาย ๓. เครื่องมือทักษะพื้นฐานในการ ท างานและทักษะการปรับตัวทาง สังคม (Social skill Assessment) ตัวย่อ S.S.A. ๔. แบบประเมินการดูแล สุขภาพจิตตนเอง (Mental Self Care Assessment: M.S.C.A.) ๕. เครื่องมือประเมินปัญหาทาง สังคม ผู้ป่วยโรคอุบัติใหม่/โรคติดต่อ ร้ายแรง ๖. เครื่องมือประเมินตนเองของ ผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการ เจ็บป่วย ๗. แบบประเมินโรคซึมเศร้าและฆ่า ตัวตาย (2Q, 9Q, 8Q) ๘. การท าผังครอบครัว การท า แผนที่สังคมมิติ และ Life Time ๙. แบบประชุมทีมสหวิชาชีพ (Conference case) ๑๐. แบบประเมินสมรรถนะคน พิการ (International Classification of Functioning Disability and Health: ICF) ๑๑. แบบประเมินกิจวัตร ประจ าวัน (Barthel Activities of Daily Living : ADL ) ๑๒. แบบประเมินระดับผู้ป่วยที่ ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ฉบับสวนดอก (Palliative performance Score : PPS Score) สวน ดอก holistic care model ๑๓. แบบ ST5 แบบประเมิน ความเครียด ๑๔. แบบคัดกรองความรุนแรงใน ครอบครัว Woman Abuse Screening Tool version ภาษาไทย


๓๙ ภาระงานหลักและกิจกรรม ตามเวลามาตรฐานที่ให้บริการของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (ต่อ) ล าดับ ภาระงานหลัก (Production Line) หน่วยนับ เวลา (นาที) ค าอธิบาย ๑๕. แบบบันทึกการลงข้อมูล ผู้ที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ที่เข้ารับ บริการศูนย์พึ่งได้ ๑๖. แบบประเมินภาวะ อันตราย Danger Assessment (DA) ๑๗. แบบคัดกรองตามการ วินิจฉัย DSM - ๕ ในผู้ใช้ยาและ สารเสพติด ๑๘. แบบประเมินสุขภาพ และส ารวจความต้องการหลังติด เชื้อโควิด19 ๑๙. แบบประเมินปัญหาการ ดื่มสุรา (AUDIT) ๒๐. แบบ Advance care plan การวางแผนล่วงหน้า ของ ผู้ป่วยระยะท้าย ๒๑. เครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิต ขององคการอนามัยโลกชุดยอ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL - BREF– THAI) ๒๒. แบบคัดกรองเพื่อ สนับสนุนการเลี้ยงดูเด็กตาม มาตรฐานขั้นต่ า Child maltreatment surveillance tool : CMST ) ๒๓. แบบบันทึกข้อมูลการ ช่วยเหลือเด็กและสตรีที่เข้ารับ บริการ ศูนย์พึ่งได้ OSCC ฯลฯ ๑.๖ การเตรียมความพร้อมผู้ป่วยที่มี ความรุนแรง (SMIV) ครั้ง 90 การเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยที่ มีความรุนแรง (SMIV) มีความรู้ ความเข้าใจในการดูแลตนเอง และไม่ก่อความรุนแรงซ้ า เข้าสู่ กระบวนการบ าบัดเฉพาะทาง ผู้ป่วยที่มีความรุนแรง (SMIV)โดย นักสังคมสงเคราะห์


๔๐ การบ าบัดทางสังคม เป็นกระบวนการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาทางสังคม จิตใจของผู้ป่วย ด้วยรูปแบบรายบุคคล กลุ่ม และครอบครัว เพื่อให้ผู้ใช้บริการและครอบครัว เข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหา และสาเหตุ รับรู้ความเสี่ยงของการเกิดปัญหา มองเห็นศักยภาพของตนเอง มีแรงจูงใจ ในการปรับตัว และสามารถแก้ไขปัญหา ดูแลตนเองและมีสัมพันธภาพที่เหมาะสมกับบุคคลอื่น ตลอดจนท าหน้าที่ทางสังคม ได้เต็มศักยภาพ เช่น การดูแลทางสังคมจิตใจของผู้ป่วยจิตเวช ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและสารเสพติด การป้องกันผู้ป่วย/เด็กถูกทอดทิ้ง การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ความรุนแรงในครอบครัว เป็นต้น วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าใจปัญหา สาเหตุ ความรุนแรงและผลกระทบของปัญหาทางสังคม จิตใจที่เกิดขึ้น ๒. เพื่อให้ผู้ป่วย สามารถแก้ไขปัญหา ที่มีความเป็นไปได้และสอดคล้องกับความต้องการ โดยใช้ศักยภาพของตนเอง ๓. เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความตระหนักรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเอง ๔. เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญปัญหาปรับตัวและท าหน้าที่ทางสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพของตน แนวทางปฏิบัติ กระบวนการบ าบัดทางสังคม (Social Treatment) ประกอบด้วย ๑. การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์รายบุคคล ใช้วิธีการสังคมสงเคราะห์เฉพาะราย ดังนี้ ๑.๑ การให้บริการปรึกษา (Counseling) ๑.๒ การบ าบัดตามแนว ชาเทียร์ (Satir Model) ๑.๓ การสนับสนุนด้านสังคมจิตใจ (Psycho – Social Support) ๑.๔ การให้บริการแนะน า (Advice) ๑.๕ การเยี่ยมบ้าน (Home Visit) ๑.๖ การวางแผนการจ าหน่ายผู้ป่วยเพื่อเตรียมผู้ป่วยและครอบครัวก่อนการจ าหน่าย กลับบ้าน (Discharge Planning) ๑.๗ การส่งต่อทางสังคมสงเคราะห์ ๒. การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์รายกลุ่ม ใช้วิธีการสังคมสงเคราะห์กลุ่มชน ๒.๑ กลุ่มบ าบัด (Group Therapy) เป็นการใช้กระบวนการกลุ่มในการแก้ไขปัญหาทาง สังคมพฤติกรรมอารมณ์ จิตใจของผู้ป่วยและครอบครัวให้สามารถด ารงชีวิตอยู่ในสังคมได้ เพื่อให้ ผู้ป่วยตระหนักถึงปัญหาทางสังคมและความต้องการของตนเอง และผู้ป่วยสามารถใช้ศักยภาพใน การแก้ไขปัญหาทางสังคมจิตใจได้ด้วยตนเองเช่น องค์ประกอบที่ ๓.๒ มาตรฐานการบ าบัดทางสังคม (Social Treatment)


๔๑ ๑) กลุ่มแก้ไขปัญหาทางสังคมของผู้ป่วย เช่น กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดกลุ่มผู้มีเชื้อเอชไอวี กลุ่มผู้ป่วยเอดส์ กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กลุ่มเด็กและสตรีที่ถูกกระท าความรุนแรง กลุ่มคนพิการ กลุ่มคนไร้บ้าน ฯลฯ ๒) กลุ่มสังคมบ าบัดในผู้ป่วยจิตเวชและผู้มีปัญหาสุขภาพจิต ๓) กลุ่มเสริมพลังอ านาจในตนเอง ๔) กลุ่มจิตสังคมบ าบัด ๕) กลุ่มครอบครัวบ าบัด ๒.๒ กลุ่มให้การปรึกษา (Group Counseling) เป็นกระบวนการกลุ่มให้การปรึกษา โดยให้สมาชิกเกิดการยอมรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ซึ่งกันและกันเพื่อหาแนวทาง ในการแก้ปัญหาร่วมกัน เช่น ๑) กลุ่มเสริมก าลังใจให้คนพิการ/ผู้สูงอายุ/ผู้มีเชื้อเอดส์ ผู้ป่วยเรื้อรัง ฯลฯ ๒) กลุ่มสนับสนุน และกลุ่มช่วยเหลือกันเอง ๓) กลุ่มสุขภาพจิตศึกษาแก่ญาติของผู้ป่วยจิตเวช ๔) กลุ่มสัมพันธ์ผู้ป่วยพิการ / ผู้ป่วยเรื้อรัง / ผู้สูงอายุ ๕) กลุ่มครอบครัวสัมพันธ์ ๓. การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์รายครอบครัวเป็นการให้การบ าบัดและแก้ไขปัญหาทางสังคม จิตใจแก่ผู้ป่วยและครอบครัว ดังนี้ ๓.๑ การให้บริการปรึกษาก่อนสมรส ๓.๒ การให้บริการปรึกษาคู่สมรส ๓.๓ การให้การช่วยเหลือครอบครัวในภาวะวิกฤติ ๓.๔ การให้ครอบครัวบ าบัด 3.5 การเตรียมครอบครัวก่อนจ าหน่ายผู้ป่วย ผลลัพธ์ ๑. ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจปัญหา สาเหตุ ความรุนแรงและผลกระทบของปัญหาทางสังคม จิตใจที่เกิดขึ้น ๒. ผู้ป่วยและครอบครัวได้รับการบ าบัดตรงตามสภาพปัญหาและความต้องการ ๓. ผู้ป่วยและครอบครัว สามารถใช้ศักยภาพของแห่งตน ในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้ง ในครอบครัวได้ ๔. ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเสริมสร้างความมั่นคงและสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว


๔๒ ภาระงานหลักและกิจกรรม ตามเวลามาตรฐานที่ให้บริการของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ล าดับ ภาระงานหลัก (Production Line) หน่วยนับ เวลา (นาที) ค าอธิบาย ๒. การบ าบัดทางสังคม (Social Treatment) เป็นการจัดบริการด้านการให้ค าปรึกษา และการบ าบัด ทางสังคมในรูปแบบต่างๆ โดยใช้หลักการ วิธีการและกระบวนการทางสังคมสงเคราะห์ ให้สอดคล้อง กับปัญหา และความต้องการจ าเป็นของผู้ใช้บริการเพื่อให้ผู้ป่วยครอบครัว สามารถท าหน้าที่ทางสังคม ได้อย่างปกติสุข ๒.๑ การให้การปรึกษารายบุคคล - Brief Advice - Brief Interview ราย ๔๕ นักสังคมสงเคร าะห์เป็นหนึ่ง ในทีมสหวิชาชีพที่ให้ค าปรึกษา ร า ยบุคคล (โด ยสห วิช าชีพ) หม ายถึง ก า รให้ค ว าม รู้แล ะ รายละเอียดความบกพร่องแก่ ผู้ป่วยอย่างถูกต้อง เพื่อสร้าง ความเข้าใจ คลายความกังวล และปรับพฤติกรรมสุขภาพหรือ กิจกรรม การด าเนินชีวิต เพื่อการ ฟื้นฟู สมรรถภาพและการด าเนิน ชีวิตที่เหมาะสมแต่ละบุคคล ๒.๒ การให้การปรึกษารายกลุ่ม - Family Group Counseling - Peer Group - Group Support ราย ๔๕ นักสังคมสงเคร าะห์เป็นหนึ่ง ในทีมสหวิชาชีพที่ให้ค าปรึกษา ร า ย ก ลุ่ ม (โ ด ย ส ห วิ ช า ชี พ ) หม ายถึง ก า รให้ค ว าม รู้แล ะ ร า ย ล ะเ อี ย ด ค ว า มบ กพ ร่ อง แก่ผู้ป่วยอย่างถูกต้อง เพื่อสร้าง ความเข้าใจ คลายความกังวล และปรับพฤติกรรมสุขภาพหรือ กิจกรรม การด าเนินชีวิต เพื่อการ ฟื้นฟู สมรรถภาพและการด าเนิน ชีวิตที่เหมาะสมแต่ละบุคคล ๒.๓ การให้การปรึกษาทางสังคม สงเคราะห์ทางการแพทย์ ครั้ง ๖๐ เป็นการน าการให้การปรึกษา กระบวนการแก้ไขหรือบรรเทา ปัญหาทางสังคมของผู้ป่วยผู้ใช้ บริการด้วยรูปแบบรายบุคคล ก ลุ่ ม แ ล ะ ค ร อบ ค รั ว เพื่ อใ ห้ ผู้ใช้บริการและครอบครัวเข้าใจ ตนเอง เข้าใจ ปัญหาและสาเหตุ รับรู้ความเสี่ยงของการเกิดปัญหา เห็นศักยภาพของตนเอง สาเหตุ ของปัญหาทางสังคม น าไปสู่การ


Click to View FlipBook Version