ศิลปะการใช้ภาษาในนวนิยายเรอื่ ง อกเกอื บหกั แอบรกั คุณสามี
วทันยา มากราช
ภาคนพิ นธ์ฉบับนีเ้ ปน็ สว่ นหนงึ่ ของรายวชิ าการเขียนเชิงวิชาการ
สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ภเู กต็
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
1
ศิลปะการใช้ภาษาในนวนิยายเรอื่ ง อกเกอื บหกั แอบรกั คุณสามี
วทนั ยา มากราช
ภาคนพิ นธ์ฉบับนีเ้ ปน็ ส่วนหนึง่ ของรายวชิ าการเขียนเชิงวิชาการ
สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ภเู กต็
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2562
2
กติ ตกิ รรมประกาศ
ภาคนิพนธเ์ ล่มนี้ เป็นสว่ นหน่ึงของรายวชิ าการเขียนเชิงวชิ าการ จดั ทำข้ึนเพื่อศึกษาศิลปะการใช้
ภาษาในนวนยิ ายเร่ือง “อกเกือบหกั แอบรักคุณสามี” เปน็ การศกึ ษาลักษณะเด่นของศลิ ปะการใชภ้ าษา โดย
นำบทบรรยาย และบทสนทนา ท่มี ศี ลิ ปะการใชภ้ าษาในการใชค้ ำ การใชป้ ระโยค และการใช้ภาพจน์ ท่ี
ปรากฏในนวนยิ ายเร่ือง “อกเกอื บหักแอบรักคุณสามี” จำนวน 1 เล่ม ซึ่งทำใหเ้ หน็ ถงึ เนื้อหาสาระของศิลปะ
การใชภ้ าษา อันจะเป็นการให้เหน็ ถึงความงามของภาษา ซ่ึงขอ้ มูลดงั กล่าวสามารถนำไปใช้เปน็ แนวทางใน
การเรียนการสอนท่ีเกยี่ วกับการวเิ คราะห์ศิลปะการใชภ้ าษาในนวนยิ าย หรอื นำไปใช้ในรายวชิ าท่ีเกย่ี วขอ้ งได้
ในโอกาสต่อไป
การศกึ ษาในครงั้ นีไ้ ดร้ บั ความอนุเคราะห์จาก ผศ.ดร.รุ่งรตั น์ ทองสกุล อาจารยป์ ระจำสาขาวิชา
ภาษาไทย และเปน็ อาจารยผ์ ูส้ อนรายวชิ าการเขยี นเชงิ วชิ าการ ท่คี อยแนะนำแนวทางในการศึกษา จนทำให้
ภาคนิพนธ์เลม่ นมี้ ีความสมบูรณ์ จงึ ขอขอบคณุ มา ณ โอกาสน้ี
หวงั เปน็ อย่างยงิ่ ว่า สิ่งทไี่ ด้ศึกษาจะเปน็ ประโยชนต์ ่อผทู้ ่สี นใจไม่มากก็นอ้ ย และหากเนือ้ หาสาระใน
ภาคนิพนธเ์ ล่มน้ี มขี ้อบกพร่องประการใด ตอ้ งขออภัยมา ณ ท่ีน้ี ด้วย
วทนั ยา มากราช
ผู้ศึกษา
สารบัญ
3
เรื่อง หน้า
กติ ตกิ รรมประกาศ ........................................................................................................................... ........(ก)
สารบัญ ............................................................................................................................. .......................(ข)
บทท่ี 1 บทนำ............................................................................................................................................1
ความสำคัญและท่มี าของปญั หา.....................................................................................................1
วัตถปุ ระสงค์ของการศึกษาค้นคว้า.................................................................................................4
ข้อตกลงเบ้อื งต้น............................................................................................................................4
ขอบเขตของการศึกษาคน้ คว้า........................................................................................................4
นิยามศพั ท์เฉพาะ...........................................................................................................................5
ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ บั ............................................................................................................7
วิธกี ารดำเนินการค้นควา้ …………………………………………………………………………………………………..7
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ยี วขอ้ ง..................................................................................................9
เอกสารท่ีเกยี่ วข้องกับวรรณกรรม……………………………………………………………………………………..9
เอกสารทเ่ี ก่ียวข้องกับนวนิยาย…………….…………………………………………………………………………14
เอกสารทีเ่ กย่ี วกบั การใชภ้ าษา…………………………………………………………………………………………17
งานวจิ ัยทเี่ กย่ี วข้อง.....................................................................................................................28
บทที่ 3 ผลการศึกษาคน้ ควา้ ................................................................................................................31
การใชค้ ำ.....................................................................................................................................32
การใชส้ ำนวนโวหาร....................................................................................................................46
การใช้ภาพพจน์.................................................................................................................... .......50
บทที่ 4 สรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ..........................................................................................52
สรุป......................................................................................................................... ....................52
อภิปรายผล.................................................................................................................... ..............60
4
สารบัญ (ตอ่ )
เรอื่ ง หน้า
ข้อเสนอแนะ........................................................................................................... .....................63
บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………..………………..……..64
ภาคผนวก...................………............................................................................................................ ........67
ภาคผนวก ก เนื้อเร่ืองย่อ………………………………………………………………………………………………68
ภาคผนวก ข ประวัติของ ลกั ขณา ธานกี ลุ หรือนาวารอ้ ยกวี…………………………………………….71
ประวัติผ้ศู กึ ษา………………………………………………………………………………………………………………………….73
(ค5)
บทท่ี 1
บทนำ
ความสำคญั และที่มาของปัญหา
วรรณกรรม หมายถงึ งานเขียนทผ่ี เู้ ขยี นนำเสนอเร่ืองราวต่าง ๆ ทีถ่ า่ ยทอดจากความคิด ความรู้และ
จินตนาการ ซ่ึงนำเสนอในรปู แบบต่าง ๆ ทั้งที่เปน็ รอ้ ยแก้วและร้อยกรอง เน้ือหาอาจจะเป็นขอ้ มลู ทีม่ ลี ักษณะ
เป็นขอ้ เท็จจรงิ ท่ีเรียกว่า สารคดี และงานเขยี นที่นำเสนอผ่านมมุ มองความคดิ ความรสู้ ึก และจินตนาการของ
ผู้เขียนทเ่ี รียกวา่ บันเทิงคดี เชน่ เรื่องสนั้ นิทาน นวนยิ าย เป็นต้น (ปรีดา สวุ รรณจนั ทร์ 2560 หน้า 1)
ในสว่ นของ นวนิยาย หมายถึง วรรณกรรมที่ใช้ภาษาร้อยแกว้ ในการเขียนเพ่ือบรรยายถึงความ
เปน็ อยขู่ องมนุษย์ ผลของความคดิ การกระทำ และการกระทำทีม่ ีต่อความเปน็ ไปของชีวิต นวนยิ ายไทยเพ่ิง
เกิดขึน้ ในตน้ ครสิ ต์ศตวรรษที่ 20 โดยไดร้ บั ความคิดและบ่อเกิดมาจากยโุ รป เมื่อมีการติดตอ่ กบั ยโุ รปทางด้าน
การศกึ ษาเลา่ เรียน นักศึกษาไทยในยุโรปได้นำวธิ เี ขยี นวรรณกรรมชนดิ นมี้ าเผยแพรแ่ ละขยายวงออกไปจน
ไดร้ ับความนยิ มอย่างรวดเรว็ ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว แต่การเขียนนวนิยายอย่าง
จรงิ จงั เรม่ิ ขึ้นในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัว มีทัง้ การแปลถา่ ยทอดโดยตรง การอาศยั เค้า
โครงเรื่องแล้วนำมาดัดแปลงแตง่ ใหมแ่ ละการถ่ายโอนความคิดเปน็ ตอน ๆ แล้วนำมาประกอบเปน็ เรื่องใหม่
ตามแนวชีวิตและสงั คมของคนไทย (สิทธา พินิจภวู ดล 2520 หน้า 21-22)
จากบทความข้างตน้ สรปุ ได้ว่า วรรณกรรมนวนิยาย หมายถงึ งานเขยี นทเ่ี ขยี นจากจติ นาการจาก
ผ้เู ขยี น โดยเสนอผา่ นตวั ละครในเรอื่ ง ทงั้ ชีวติ ความเป็นอยู่ และสงั คมทสี่ มมุติขึ้นตามความคดิ ความร้สู กึ ของ
ผู้เขยี นท่ีประพันธข์ ึ้นมา และยังมีการใช้ศลิ ปะทางด้านภาษาในเรือ่ งท่ผี ูเ้ ขยี นแต่ละคนกจ็ ะมีจุดเดน่ ในการใช้
ภาษาทแี่ ตกต่างกันไป
ศิลปะการใชภ้ าษา หมายถึง ความงาม หรอื ความไพเราะของการใช้ภาษา ในการเขยี นงานประพันธ์
ทุกชนดิ โดยจะมีการเลอื กใช้ถอ้ ยคำ วลี ประโยต สำนวนโวหารภาพพจน์ การพรรณนา และกลวธิ ีในการ
ดำเนนิ เรอ่ื งที่ทำให้งานประพันธน์ นั้ ๆ มีความงดงาม ทัง้ น้ีก็ขึ้นอยู่กบั ทักษะของผเู้ ขียนแตล่ ะคนซ่งึ มลี กั ษณะท่ี
แตกต่างกันออกไป (รุ่งรตั น์ ทองสกลุ 2559 หน้า 16)
จากการศึกษา ศิลปะการใช้ภาษา สรุปได้วา่ ศิลปะการใช้ภาษา การใชภ้ าษาให้มคี วามหมายทดี่ ี และ
ไพเราะ แมจ้ ะใช้คำทไ่ี ม่หวือหวาเรยี บง่าย แตก่ ็สามารถสอ่ื ความหมายได้ดี ท้ังนีก้ ็ขนึ้ อยู่กับวิธกี ารเขยี นของ
ผู้เขียน ซ่ึงผ้เู ขยี นแต่ละคนนั้นก็จะมีการใชภ้ าษาที่โดดเดน่ ต่างกนั ไป หน่งึ ในนัน้ คือ นาวาร้อยกวี
นาวารอ้ ยกวี หรอื ลกั ขณา ธานกี ลุ อายุ 29 ปี หลงั จากเรยี นจบไดท้ ำงานเบอ้ื งหลังอยู่หนึ่งปี จากนัน้
จงึ ผันตวั เองมาทำงานด้านสายการบนิ จนถึงปัจจบุ ัน ชอบการอ่านมาตั้งแต่เด็กและชอบเขียนเรียงความ
เรม่ิ เขียนแนวนยิ ายครงั้ แรกปี 2548 เป็นเรื่องส้ัน 20 หน้าจบ คอื เร่อื ง “อกเกือบหัก แอบรกั คณุ สามี” เพื่อ
ใชใ้ นการประกวดเรือ่ งสน้ั ของเว็บสริ ินดา with love ( www.sirinda-stories.net) และเปน็ หน่ึงในหา้ ของผู้ที่
ไดร้ ับรางวัลจากท้ังหมด 69 เรอื่ ง และไดร้ บั ทาบทามจากบรรณาธกิ ารทเี่ ปน็ คณะกรรมการในคราวนั้นให้ลอง
เขยี นเป็นเร่ืองยาว แตก่ ็ไดล้ ม้ เลิกและปฏเิ สธโอกาสนัน้ ไป เนือ่ งจากรูต้ วั วา่ วุฒภิ าวะในการเขียนยงั มนี ้อย จงึ
เลอื กท่จี ะเป็นผู้อ่านเพียงอย่างเดียว จากน้นั เดอื นพฤศจิกายนปที ่ีแล้ว จงึ ไดเ้ ริ่มลงมือเขียนอีกคร้ังเปน็ เรอ่ื ง
ยาว ชื่อเรื่อง “จนกว่ารกั บันดาใจ” (Nearly Lost Love) โดยใช้นามปากกาวา่ นางงามร้อยเวที และลงอย่าง
ตอ่ เนอ่ื งในเว็บสริ นิ ดาจนจบลงในเดอื นมถิ ุนายนปนี ี้ ไดร้ ับการตอบรับค่อนขา้ งนา่ พอใจ ในตอนแรกมีผู้เขา้ มา
แสดงความคิดเหน็ ประปราย ก็เพม่ิ ขึน้ เรื่อย ๆ จนมผี ูเ้ ขา้ มาแสดงความคดิ เห็นประมาณ 70-80 ความคิดเหน็
ในตอนทา้ ย ๆ และเริ่มลงในเว็บเด็กดกี ่อนเขียนจบหน่ึงเดือนโดยใช้นามปากกาวา่ นาวาร้อยกวี และไดร้ ับ
การตอบรับค่อนข้างดีเช่นเดยี วกัน ระหวา่ งทเ่ี ขยี นอยู่ มสี ำนักพมิ พ์ตดิ ต่อเข้ามา 2-3 ที่ แตก่ ไ็ ด้ปฏเิ สธไปด้วย
เหตผุ ลบางประการ ดงั ตวั อย่างตอ่ ไปน้ี
1. การใชค้ ำ
ศลิ ปะการใช้ภาษาด้านการใชค้ ำทป่ี รากฏในนวนิยาย เรื่อง อกเกือบหกั แอบรักคณุ สามี ดังตัวอย่าง
ต่อไปน้ี
1.1 การใช้คำแสดงอารมณค์ วามรู้สึก เปน็ การเลอื กคำเพื่อแสดงใหผ้ ู้อ่านเข้าใจถงึ อารมณ์
ความรูส้ ึกของตัวละครอย่างลึกซ้ึงอารมณร์ ว่ มไปกับตวั ละครดว้ ย ไมว่ า่ จะเป็นความสุขหรือความทุกข์กต็ าม ดัง
ตัวอยา่ งตอ่ ไปนี้
“แมจ้ ะง่วงแคไ่ หน แตค่ นท่ียงั ไมน่ อนกเ็ ดนิ ดุม่ ๆ ไปคดขา้ วใสจ่ าน แล้วไปนงั่ รอที่โตะ๊ หน้าทวี ี
พรอ้ มช้อนซ้อม ความหวิ ชนะทุกอย่างจรงิ ๆ นำ้ เสียงใส ๆ ล้อเลียนหมีแพนดา้ ตวั เขื่องท่ีนั่งง่วงรอกับข้าว แม้
คุณชายประจำบ้าน…แต่แม่ครัวก็ยังคงย้ิมร่าเริงได้อย่เู หมือนเคย พรอ้ มนำทุกอยา่ งมาเสิร์ฟให”้ (หนา้ 3)
จากตัวอย่างข้างตน้ มีการใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการใชค้ ำแสดงอารมณค์ วามรู้สึก จะเห็นไดว้ า่ ในบท
สนทนานี้จะมีการใชค้ ำแสดงอารมณ์ความรสู้ ึก ได้แก่ คำว่า ง่วง ท่ีบอกถงึ อาการของการง่วงนอน คำว่า หิว ท่ี
บอกถงึ ความรูส้ กึ หิว และคำว่า ย้มิ รา่ เรงิ ที่บอกถึงวา่ ตัวละครนั้นกำลงั มีความสขุ อยู่
2
2. การใช้สำนวนโวหาร
การใช้สํานวนโวหาร ทป่ี รากฏในในนวนิยาย เรอ่ื ง อกเกอื บหักแอบรักคุณสามี ดงั ตวั อย่างต่อไปนี้
2.1 พรรณนาโวหาร คอื กระบวนความหรือช้ันเชงิ ในทำนองรำพึงรำพัน อาจเป็นการรำพงึ
รำพันถึงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของตนเองหรือของผู้อ่ืน หรืออาจเปน็ การรำพึงรำพนั ถึงสิ่งต่าง ๆ อยา่ ง
พสิ ดารโดยสอดแทรกอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของผเู้ ขยี นลงไปเพ่ือโน้มนา้ วผู้อ่านให้เกดิ อารมณค์ ล้อยตาม
โดยพรรณนาโวหารของนาวารอ้ ยกวี ทป่ี รากฏในในนวนยิ าย เรอ่ื ง อกเกือบหักแอบรกั คุณสามี จะปรากฏเป็น
บทกลอน ดังตวั อย่างต่อไปน้ี
เมอื่ สายลมแซมรักพัดโชยผา่ น ละไออุ่นละมนุ หวานซา่ นกระแส
จงึ หอมหวนเย้ายวนทัง้ ปรวนแปร จนพา่ ยแพแ้ ดเ่ จ้ายอดดวงใจ
ประหลาดนักเพราะเหตุใดทำให้เจ้า หลงรักพี่มานานเนาน่าสงสยั
พร่ี า้ ยกาจกับเจ้าสกั เพียงใด แต่ไมเ่ คยคดิ เปลย่ี นใจไปจากกนั
(หนา้ 344)
จากตัวอย่างข้างตน้ มกี ารใช้ศิลปะทางภาษาด้านพรรณนาโวหาร จะเห็นไดว้ า่ ในบทกลอนน้ีจะมกี ารใช้
คำทบ่ี อกถึงการพรรณาโวหาร ทำให้เขา้ ถึงอารมณ์ความรสู้ ึกที่คล้อยตามไปกบั บทกลอนตลอดเวลา
3. การใชภ้ าพพจน์
ศลิ ปะการภาพพจน์ของนาวาร้อยกวี ทปี่ รากฏในในนวนยิ าย เรอื่ ง อกเกือบหักแอบรกั คณุ สามี ดัง
ตัวอย่างต่อไปนี้
3.1 อุปมา คือโวหารเปรียบเทียบส่งิ หน่งึ วา่ เหมอื นกับอีกสง่ิ หนึ่ง โดยมคี ำเชื่อมโยง เชน่ เหมือน
คล้าย ราวกบั ดรู าว ดัง ดุจ กล เพยี ง ประหนึง่ เทยี บ และปาน เปน็ ต้น ดังตวั อยา่ งต่อไปนี้
เส้ียวหน้าน้เี องท่ีเพยี งแคเ่ ธอได้เหน็ ครัง้ แรกเม่ือสิบกว่าปกี ่อน กท็ ำให้ชวี ติ ของเธอเปล่ยี นไป
อย่างไม่มีวันหวนกลับ ไมว่ ่าจะผา่ นไปนานเท่าไหร่ ความรูส้ ึกท่มี ีให้พี่เธยี รก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ราวกบั เธอเกิด
มาเพ่ือรกั เขาคนเดยี ว (หน้า 256)
จากตัวอย่างขา้ งต้นมีการใช้ศิลปะทางภาษาด้านอปุ มา จะเหน็ ไดว้ า่ ในบทสนทนาน้ีจะมีการใชค้ ำ
เปรียบเทียบอุปมา ได้แก่ คำว่า ราวกับ ทใี่ ชเ้ ปรียบเทียบสง่ิ หน่งึ กับส่งิ หนึง่ เพ่ือให้เห็นเห็นภาพทีช่ ัดเจนขึ้น
3
จากตัวอยา่ งจะเห็นได้วา่ นวนิยายของนาวาร้อยกวี มีศิลปะการใชภ้ าษาท่โี ดดเด่นไม่เหมือนใคร ทำให้
ผู้อ่านมองเหน็ ภาพจากการดำเนินเร่ืองในนวนิยายดังกล่าวได้ ด้วยเหตุน้ีผู้ศึกษาจงึ เหน็ ความสำคัญทจ่ี ะศึกษา
เรอ่ื ง “อกเกือบหักแอบรกั คุณสามี” ซึง่ จากการศึกษาค้นคว้าพบวา่ การศึกษาในลักษณะดังกลา่ วมผี ศู้ กึ ษาไว้
บ้างแลว้ เชน่ อรจริ า อจั ฉริยไพบลู ย์ (2554) ศึกษาเรื่อง “การวิเคราะห์ศลิ ปะการใชภ้ าษาในนวนิยายเรื่อง
ชา่ งสำราญ”, เนตรทราย คงอนวุ ัฒน์ (2550) ศกึ ษาเรอ่ื ง “ศกึ ษาศลิ ปะการใช้ภาษาในนวนยิ ายของวัฒน์ วรรลยางกูร”,
มนชดิ า หนแู กว้ (2562) ศึกษาเร่ือง “กลวิธใี นการนำเสนอเน้อื หาและการใชภ้ าษาในนวนิยาย ของ รอมแพง”,
สุนิฐา กำเนิดทอง (2545) ศึกษาเรอ่ื ง “กลวธิ กี ารประพันธใ์ นนวนยิ ายของ ว.วนิ จิ ฉัยกลุ จะเห็นได้วา่ ตัวอย่าง
การศกึ ษาท่ีกล่าวไวข้ า้ งต้นนั้นผูศ้ กึ ษาพบวา่ ยังไมม่ ผี ู้ใดทศ่ี ึกษาเก่ียวกบั ศลิ ปะการใช้ภาษาในนวนยิ ายเรือ่ ง
“อกเกือบหกั แอบรกั คุณสามี” ด้วยเหตุน้ีผู้ศกึ ษาค้นคว้าจึงเลอื กเรอื่ ง ศิลปะการใชภ้ าษาทป่ี รากฏในนวนยิ าย
เรอ่ื ง “อกเกือบหักแอบรกั คุณสาม”ี ทงั้ นีเ้ พอื่ ทำให้เข้าใจศิลปะการใช้ภาษามากย่ิงข้ึน และเป็นแนวทางท่จี ะ
ศึกษาศลิ ปะการใช้ภาษาในรสวรรณกรรมประเภทอ่นื ๆ ต่อไป
วตั ถุประสงค์ของการศกึ ษาคน้ คว้า
เพือ่ ศึกษาลกั ษณะเด่นของศลิ ปะการใชภ้ าษาในนิยายเร่ือง “อกเกือบหกั แอบรกั คณุ สามี”
ข้อตกลงเบ้อื งต้น
การศกึ ษาเรื่อง “ศิลปะการใช้ภาษาในนวนิยายเร่ือง อกเกือบหกั แอบรักคุณสามี” มีขอ้ ตกลง
ดังตอ่ ไปน้ี
1. ในการศึกษาคร้ังนผ้ี ู้ศึกษาวรรณกรรมนวนิยายเรอ่ื ง อกเกือบหกั แอบรกั คณุ สามี เกี่ยวกับศิลปะ
การใชภ้ าษา ในด้านการใช้คำ การใช้สำนวนโวหาร และการใชภ้ าพพจน์ จำนวน 1 เล่มเท่าน้ัน
2. ผู้ศกึ ษาปรับกรอบการวิจัยของ อรจริ า อจั ฉรยิ ไพบูลย์ (2554) เรื่อง การวเิ คราะห์ศลิ ปะการใช้
ภาษาในนวนิยายเร่ือง “ช่างสำราญ” โดยปรบั กรอบการศึกษาดังนี้
1. การใช้คำ
2. การใชป้ ระโยค
3. การใชภ้ าพพจน์
ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
การศึกษาเรื่อง “ศลิ ปะการใช้ภาษาในนวนิยายเรื่อง อกเกอื บหักแอบรักคุณสาม”ี มีขอบเขตของ
การศกึ ษาคน้ คว้าดงั ต่อไปน้ี
4
ขอบเขตเนอื้ หา
1. การใชค้ ำ
1.1 การใช้คำแสดงอารมณ์แสดงความรู้สึก
1.2 การใช้คำแสดงอาการเคลื่อนไหว
1.3 การใชค้ ำบอกแสง
1.4 การใช้คำบอกสี
1.5 การใชค้ ำบอกสียง
1.6 การใชค้ ำบอกรส
1.7 การซ้ำคำ
1.8 การใช้คําภาษาตา่ งประเทศ
1.9 การใช้ภาษาพดู
1.10 การใชค้ ําไมส่ ุภาพ
2. การใชป้ ระโยค
2.1 บรรยายโวหาร
2.2 พรรณนาโวหาร
3. การใชภ้ าพพจน์
3.1 อุปมา
3.2 อปุ ลักษณ์
3.3 สทั พจน์
ขอบเขตข้อมูล
หนงั สือนวนยิ าย เรือ่ ง อกเกือบหกั แอบรักคุณสามี ของนาวารอ้ ยกวี จำนวน 518 หนา้
นยิ ามศัพท์เฉพาะ
การศึกษาเร่ือง “ศิลปะการใช้ภาษาในนวนิยายเร่อื ง อกเกอื บหกั แอบรักคุณสาม”ี ผู้ศึกษากำหนด
นิยามศัพท์ดงั ต่อไปนี้
1. การใชค้ ำ ในการศึกษาครั้งน้หี มายถึง การใชค้ ำแสดงอารมณ์ความรสู้ ึก แสดงอาการเคลอ่ื นไหว
บอกแสง สี เสยี ง รส การซ้ำคำ การใชค้ ำภาษาต่างประเทศ การใชภ้ าษาพูด การใชค้ ำไม่สุภาพ และการ
ละคำเชอื่ ม
5
1.1 การใชค้ ำอารมณ์แสดงความรสู้ กึ เป็นการเลือกคำเพื่อแสดงใหผ้ ู้อ่านเข้าใจถงึ อารมณ์ความรู้สกึ
ของตวั ละครอย่างลึกซง้ึ อารมณร์ ่วมไปกับตัวละครดว้ ย ไมว่ า่ จะเปน็ ความสุขหรอื ความทุกข์ก็ตาม
1.2 การใช้คำแสดงอาการเคลอื่ นไหว เปน็ คำบอกกิรยิ าอาการ และการเคลื่อนไหวของส่งิ ต่าง ๆ
ทำให้ผู้อ่านเกิดภาพจนิ ตนาการณ์อย่างชดั เจน
1.3 การใช้คำบอกแสง เป็นการเลือกคำทแ่ี สดงแสงเงา ความสว่างของฉาก และบรรยากาศท่ี
ผเู้ ขยี นตอ้ งการนำเสนอทำให้งานเขียนน้ันนําเสนอสารท่เี ห็นภาพชัดเจน
1.4 การใชค้ ำบอกสี เป็นการให้รายละเอียดของสีเพ่อื ใหผ้ ู้อา่ นได้สัมผสั ความสวยงามของถอ้ ยคำ
เพ่มิ มากขนึ้ การพรรณนาสีของผเู้ ขียนมักปรากฏการการใชค้ ำวิเศษณ์ขยายคำบอกสี หรือในบางครง้ั ผเู้ ขยี น
ไมไ่ ด้ ระบุสใี หช้ ดั เจนวา่ เปน็ สีอะไร แต่ใชค้ ำขยายทำให้เกิดภาพ สามารถคาดเดา หรอื จนิ ตนาการไดว้ ่าเป็นสี
อะไร
1.5 การใชค้ ำบอกสยี ง เปน็ คำท่ีทำให้ผู้อ่านรบั รสจนิ ตภาพของเสียงโดยสมั ผัสกับเสียงของคำท่ี
ปรากฏออกมาโดยไดย้ ินเสยี งของคำในการเลียนเสียงแบบต่าง ๆ และยังหมายถึง คำบอกเสียงและนำ้ เสยี ง
ของตวั ละครทเ่ี ปล่งออกมาโดยมโี ทนเสียงสามารถบอกระดับความเข้มและออ่ นของอารมณ์ตวั ละครใน
ขณะนัน้ ไดซ้ ่ึงจะทำให้ผอู้ ่านไดร้ ับสารท่ชี ัดเพิ่มขึน้
1.6 การใช้คำบอกรส เปน็ การนำคำบอกรสมากลา่ วถงึ รสชาตขิ องอาหาร ทำให้ผูอ้ า่ นเกดิ
ความรสู้ กึ เหมือนได้ล้ิมรสชาติด้วยตนเอง
1.7 การซำ้ คำ คอื การกลา่ วคาํ เดยี วกนั ซ้ําเปน็ จำนวน 2 ครั้งขนึ้ ไป อาจจะกล่าวซ้าํ โดย
ต่อเนอ่ื งกนั ในภาษาเขยี นจะปรากฏการใส่เครื่องหมายไมย้ มก ๆ หรือมีคาํ หรอื วลมี าค่ัน
1.8 การใชค้ าํ ภาษาตา่ งประเทศ คือ ทป่ี รากฏจะพบคําท่ีมาจากภาษาอังกฤษ เป็นการใชใ้ น
ลกั ษณะทบั ศัพท์ภาษาโดยใช้ตวั อกั ษรภาษาไทยแทนการออกเสยี งของคำ
1.9 การใช้ภาษาพดู คือ ภาษาพดู ท่ีใช้ในชวี ิตประจำวัน มกั ใช้กบั คนที่มีความสนิทสนมคนุ้ เคยกัน
เป็นพเิ ศษ ใชก้ ับบคุ คลในครอบครวั หรือใช้กับกลุ่มเพื่อน
1.10 การใช้คาํ ไม่สุภาพ คอื คาํ ท่ีอยู่ในระดบั ภาษาปาก อาจใช้กับผทู้ ี่มคี วามสนทิ สนมคุน้ เคยกนั
หรอื ใชต้ าํ หนติ เิ ตียนฝ่ายตรงกันขา้ มดว้ ยความไมใ่ หเ้ กยี รติ เชน่
2. การใชส้ ำนวนโวหาร ในการศึกษาครั้งนห้ี มายถึง การใชถ้ ้อยคําอย่างมชี ้ันเชงิ ให้ไดเ้ นื้อความ
ใจความทีด่ ีความหมายแจ่มแจง้ ชดั เจนตรงตามทผ่ี ู้เขียนตอ้ งการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ประสบการณ์
จินตนาการ หรืออื่น ๆ
2.1 บรรยายโวหาร คือ กระบวนความที่ใชเ้ ล่าเรื่อง บรรยายเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ อยา่ งละเอียดถีถ่ ว้ น
ตรงตามข้อเทจ็ จริง การอธิบายกระบวนการ การวิเคราะห์เร่อื งราวตา่ ง ๆ
6
2.2 พรรณนาโวหาร คอื กระบวนความหรือชั้นเชิงในทำนองรำพงึ รำพนั อาจเปน็ การรำพงึ รำพัน
ถึงอารมณค์ วามรสู้ กึ นึกคดิ ของตนเองหรือของผอู้ ืน่ หรืออาจเป็นการรำพึงรำพันถึงสิง่ ตา่ ง ๆ อย่างพสิ ดารโดย
สอดแทรกอารมณ์ ความรสู้ ึกนกึ คดิ ของผู้เขยี นลงไปเพือ่ โน้มนา้ วผู้อ่านให้เกิดอารมณค์ ล้อยตาม
3. เป็นวธิ ีการสรา้ งมโนภาพให้เกดิ ข้นึ โดยอาศัยถ้อยคำสำนวนแบบต่าง ๆ เกดิ ไดจ้ ากการเลือกใช้
ถ้อยคำอยา่ งมศี ิลปะโดยการเปรยี บเทยี บในลักษณะต่าง ๆ
3.1 อุปมา คือโวหารเปรียบเทยี บส่ิงหนึ่งว่าเหมือนกับอีกสง่ิ หนง่ึ โดยมีคำเช่ือมโยง เชน่ เหมือน
คลา้ ย ราวกบั ดรู าว ดัง ดจุ กล เพยี ง ประหนึ่ง เทียบ และปาน
3.2 อปุ ลกั ษณ์ คือ โวหารเปรยี บส่งิ หน่งึ เป็นอีกสง่ิ หน่ึง มักใช้คาํ วา่ เป็น คอื เท่า
3.3 สัทพจน์ คือภาพพจนเ์ ปรียบเทียบด้วยวิธกี ารเลียนเสยี งธรรมชาติ หรอื บ่งให้
เหน็ สแี สง ทา่ ทางจากเสยี งของคําในการเปรียบนวนิยายเรื่อง “อกเกือบหักแอบรักคุณสามี” ปรากฏภาพพจน์
อปุ ลักษณ์
ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั
การศกึ ษาเร่ือง ศิลปะการใช้ภาษาในนวนยิ ายเรือ่ ง “อกเกือบหักแอบรักคุณสามี ” ผู้ศึกษาคาดว่า
ประโยชน์ทีจ่ ะได้รับมีดงั ต่อไปนี้
1. ทำให้เห็นลักษณะเด่นการใช้ศลิ ปะการใชภ้ าษาของ นาวารอ้ ยกวี
2. ทำใหเ้ หน็ ความงามในการใช้ภาษาวรรณกรรม
3. เป็นแนวทางให้ผู้สนใจได้ศึกษาศิลปะการใช้ภาษาในวรรณกรรมของนักเขยี นคนอืน่ ต่อไป
วธิ ีการดำเนนิ ศกึ ษาคน้ คว้า
การศกึ ษาเร่ือง ศลิ ปะการใชภ้ าษาในนวนิยายเรอ่ื ง “อกเกือบหักแอบรักคุณสาม”ี ผศู้ ึกษากำหนด
วิธีการดำเนินการศึกษาคน้ คว้าดังต่อไปน้ี
แหลง่ ข้อมลู
หนงั สือนวนยิ ายเร่ือง “อกเกือบหักแอบรักคุณสาม”ี ของนาวาร้อยกวี จำนวน 518 หน้า จดั พิมพ์โดย
บรษิ ทั อมรนิ ทร์พริน้ ต้งิ แอนด์ พับลชิ ช่งิ จำกดั (มหาชน)
แนวทางการดำเนนิ งาน
1. ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่เี ก่ียวข้อง
1.1 เอกสารทเ่ี กีย่ วข้องกับวรรณกรรม
7
1.2 เอกสารที่เก่ียวขอ้ งกับนวนิยาย
1.3 เอกสารที่เกย่ี วขอ้ งกับศลิ ปะการใชภ้ าษา
1.4 งานวิจยั ที่เกย่ี วข้อง
2. รวบรวมบทบรรยาย และบทสนทนาจากนวนิยายเร่ือง “อกเกอื บหักแอบรักคุณสาม”ี ที่มศี ิลปะ
การใชภ้ าษา
3. นำบทบรรยาย และบทสนทนาจากนวนยิ ายเรอ่ื ง “อกเกือบหกั แอบรักคุณสามี” ทีม่ ีศิลปะการใช้
ภาษาในการใชค้ ำ การใชป้ ระโยค และการใชภ้ าพจน์ เข้าสู่ขนั้ ตอนการวิเคราะห์ตามกรอบที่ผ้ศู ึกษากำหนด
หนดไว้ ซงึ่ แบง่ เป็น 15 ประเภทยอ่ ย
4. สรุปผลการวเิ คราะห์ อภปิ ายผล และข้อเสนอแนะ การใชค้ ำบอกแสง การใชค้ ำบอกสี การซำ้ คำ
การใช้คําภาษาต่างประเทศ การใชภ้ าษาพดู การใชค้ ําไมส่ ภุ าพ บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร อุปมา
อปุ ลักษณ์ และสัทพจน์ จำนวน 518 หนา้
สรปุ ผลการศึกษาค้นคว้า
รายงานผลการศกึ ษาคน้ ควา้ เรอ่ื ง “ศิลปะการใช้ภาษาในนวนยิ ายเรื่อง อกเกือบหกั แอบรกั คณุ สามี”
โดยใช้วิธีพรรณนาวเิ คราะห์
8
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง
การศกึ ษาเร่ือง ศลิ ปะการใช้ภาษาในนวนยิ ายเรื่อง “อกเกือบหักแอบรักคุณสามี” ผศู้ ึกษาศึกษา
คน้ คว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกีย่ วขอ้ งกบั การศกึ ษาครั้งน้ีดังต่อไปนี้
1. เอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกับวรรณกรรม
2. เอกสารทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับนวนิยาย
3. เอกสารท่ีเกยี่ วข้องกับการใช้ภาษา
4. งานวิจัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
เอกสารท่เี ก่ียวกบั ข้องวรรณกรรม
การศกึ ษาเรื่อง ศิลปะการใชภ้ าษาในนวนิยายเรื่อง “อกเกือบหักแอบรักคุณสาม”ี ผูศ้ ึกษาจะกลา่ วถึง
เอกสารทเี่ กีย่ วข้องกับวรรณกรรม เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจในความหมายของวรรณกรรมมากขน้ึ ดังนี้
ความหมายของวรรณกรรม
การให้ความหมายของวรรณกรรม มผี ใู้ หค้ วามหมายไว้หลายท่าน เช่น
ประทีป เหมือนนลิ (2523, หน้า6) ไดใ้ ห้ความหมายของวรรณกรรมไว้ว่า งานเขยี นท้ังร้อยแกว้ และ
รอ้ ยกรองทุกชนดิ ซึ่งนับวา่ มีความหมายกว้างขวางมาก สว่ นจะมคี ุณค่ามากน้อยเพยี งใด ย่อมขึ้นอยูก่ ับ
วรรณศิลป์ คือศลิ ปะในการแตง่ หนงั สอื นน้ั เปน็ สำคัญ ถา้ วรรณกรรมเรื่องใดมคี ุณคา่ ทางวรรณศลิ ปส์ ูง เป็นท่ี
ยอมรบั กันในท่ัวไปวา่ เปน็ หนังสือดี วรรณกรรมก็อาจได้รบั ยกยอ่ งว่าเปน็ วรรณคดี การทีจ่ ะกำหนดว่า
วรรณกรรมเรอ่ื งใดควรเป็นวรรณคดี นอกจากพิจารณาคุณค่าดา้ นวรรณศลิ ปแ์ ลว้ จะต้องคำนึงถึงระยะเวลาท่ี
แต่งหนงั สือนั้นใหย้ าวนานพอสมควรดว้ ย เพื่อพิสูจนว์ า่ คณุ คา่ ของวรรณกรรมนน้ั เป็นอมตะ เปน็ ทย่ี อมรบั กัน
ทกุ ยุคทุกสมัย สรุปไดว้ า่ หนงั สือและวรรณคดีทุกเร่ืองเป็นวรรณกรรม แต่จะมวี รรณกรรมเพียงบางเรื่องทม่ี ี
คณุ ค่าทางวรรณศิลปส์ งู เทา่ นั้นจึงจะได้รบั ยกยอ่ งเป็นวรรณคดี
อรุณศรี กำลงั (2541, หนา้ 3) ได้ใหค้ วามหมายของวรรณกรรมไว้วา่ หนงั สือทั่ว ๆ ไป อาจจะอย่ใู น
รปู ของร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ได้ เป็นสารคดี นวนยิ าย เรื่องส้ัน แผน่ ปลวิ บทละคร บทโทรทศั น์ คำอวยพร
เรยี งความ บทความ จดหมายเหตุ บันทึก อนุทนิ ชวี ประวัติ บทวจิ ารณ์ บทเพลง ตลอดจนคอลัมนต์ า่ ง ๆ ใน
หนังสือพิมพ์
9
บุญยนื จุลทอง (2542, หนา้ 2) ไดใ้ ห้ความหมายของวรรณกรรมวา่ วรรณกรรมหมายถงึ หนังสอื ทั่ว ๆ
ไป ไมจ่ ำกัดว่าเปน็ หนงั สอื ประเภทใดประเภทหนง่ึ โดยเฉพาะ จะอยูใ่ นรูปของร้อยแกว้ หรือร้อยกรอง เชน่ สาร
คดี นวนยิ าย เรอื่ งส้ัน เปน็ ตน้
จากการศึกษาความหมายของวรรณกรรม สรุปไดว้ า่ วรรณกรรมคืองานเขียน ทีผ่ ู้เขยี นต้องการ
ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ใหผ้ ู้อา่ นไดร้ ับร้เู น้ือหา เขยี นไดท้ ั้งแบบร้อยแกว้ และร้อยกรอง เชน่ นวนยิ าย เรอ่ื งสนั้
บทความ สารคดี เปน็ ต้น
ชนดิ ของวรรณกรรม
วรรณกรรม แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ ไดแ้ ก่ ร้อยแก้ว และร้อยกรอง
บุญยนื จลุ ทอง (2542, หน้า 15 ) ไดใ้ ห้ความหมายของวรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรองไว้ว่า
วรรณกรรมร้อยแก้ว คือ งานเขยี นแบบความเรียง หรือเรยี งความ ท่ีไมใ่ ช้ภาษาคล้องจอง ในรูปของบทความ
นิทาน เพลง ฯลฯ วรรณกรรมรอ้ ยกรอง คือ ลกั ษณะงานเขียนทีใ่ ช้ภาษาเขียนทสี่ ละสวย คลอ้ งจอง เชน่ พระ
อภัยมณขี นุ ช้างขุนแผน เป็นต้น โดยใช้ กาพย์ กลอน โคลง
ประเภทของวรรณกรรม
ในการจำแนกประเภทของวรรณกรรมไทยนน้ั สามารถแบง่ ได้หลายประเภท ทั้งนข้ี นึ้ อยู่กับ
กฎเกณฑ์ หรอื ลักษณะของวรรณกรรม ซงึ่ สามารถสรปุ ได้ดังน้ี
1. แบ่งตามลักษณะของเนอื้ หา แบ่งได้ 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1.1 สารคดี (non - fiction) หมายถึง วรรณกรรมทม่ี ีความม่งุ หมายทจี่ ะแสดงความรู้
ความคิด ความจริง ข้อเท็จจริง อาจเขยี นเชงิ อธิบายวจิ ารณ์ แนะนำสง่ั สอนเพื่อสนองความอยากรู้
อยากเห็นของผู้อา่ น และก่อใหเ้ กดิ คณุ คา่ ทางปญั ญา แบ่งแยกย่อยไดด้ ังนี้
1.1.1 บทความ บทวิจารณ์ (article) คือ งานเขยี นที่มุ่งเสนอความรู้ หรอื ความคิด
อยา่ งใดอย่างหน่งึ หรือหลายอยา่ งอาจจะเปน็ ความคิดเหน็ ต่อเร่อื งราวทปี่ ระสบต่อเหตกุ ารณ์ หรือตอ่
ข้อเขียนของผู้อ่นื
1.1.2 ความเรยี ง (essay) คือ การถา่ ยทอดความรูจ้ ากประสบการณ์ ตำราวชิ าการ
มาเปน็ ถ้อยความตามลำดับขั้นตอน เพ่ือให้ผ้อู ่านเขา้ ใจความรู้ ความคิดทผี่ ้เู ขียนเสนอมาบางครั้งมีผู้
เรียกวา่ “สารคดีวิชาการ”
1.1.3 สารคดที ่องเที่ยว (travelogue) คือ การบันทึกการทอ่ งเที่ยว การเดินทางไป
ยังสถานทีต่ ่าง ๆ และเรื่องราวทีป่ ระสบพบเห็นขณะที่ท่องเท่ียว มุง่ ให้ความรู้ และความเพลิดเพลนิ
1.1.4 สารคดชี วี ประวัติ (biography) คือ การเขียนท่ีกล่าวถงึ เรื่องราวและพฤติกรรม
10
ต่าง ๆ ของบคุ คลท่ีนา่ สนใจเพอ่ื นำประวตั ชิ วี ิตมาศึกษาความสำเรจ็ และความล้มเหลว เปน็ บทเรียน
สำหรบั การดำเนินชีวติ
1.1.5 บันทึกอนทุ ิน (diary) คือ การบนั ทกึ ประจำวันของผ้เู ขยี น ไดแ้ ก่ การบนั ทึก
ความรสู้ กึ นึกคิด ประสบการณ์ เหตุการณ์ที่ประสบเพื่อเตือนความจำ
1.1.6 ข่าวและคอลมั น์ (news and column) ขา่ ว คือ การรายงานเหตกุ ารณ์หรือ
ข้อเทจ็ จรงิ ทเ่ี กิดขนึ้ และน่าสนใจ สว่ นคอลัมน์ คือ ขอ้ เขียนหรือบทความเรื่องใดเรอื่ งหน่ึงทีล่ งพมิ พ์
เปน็ ประจำ
1.2 บนั เทงิ คดี (fiction) หมายถึง งานเขียนทีเ่ ป็นเรื่องสมมุตขิ ้ึนหรือใชจ้ นิ ตนาการสร้างขน้ึ
โดยมุง่ ใหค้ วามเพลดิ เพลิน เป็นประการสำคัญและอาจสอดแทรกความรู้ ความคิด เปน็ ประการรอง
แบ่งแยกย่อยได้ดังน้ี
1.2.1 นวนิยาย (novel) คอื การเขียนเรอ่ื งขึน้ จากจินตนาการเก่ียวกับชีวติ บุคคล
ทสี่ มมุตขิ ึ้น เป็นการจำลองสภาพชีวิตของสังคม เหตุการณ์ต่าง ๆ ทีเ่ กดิ ขึน้ ต้องใช้เวลานาน และ
เนอ้ื หามีความยาวพอสมควร
1.2.2 เร่ืองส้ัน (short Story) คือ การเขยี นเร่อื งจำลองสภาพชวี ติ ในชว่ งสนั้ ๆ คือ
มุมหน่ึงของชวี ิตหรอื เหตุการณห์ นงึ่ มจี ดุ มุ่งหมายเดียว และมเี น้ือหาขนาดสั้น
1.2.3 บทละคร (play) คอื วรรณกรรมรูปแบบหนง่ึ ที่แต่งขน้ึ เพื่อใชเ้ ป็นบทในการ
แสดง เพอื่ ให้เกดิ ความเพลดิ เพลินโดยการเหน็ ภาพ และเสยี งควบคูก่ ันไป
2. แบง่ ตามลกั ษณะการถ่ายทอด แบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่
2.1. วรรณกรรมมุขปาฐะ หมายถึง วรรณกรรมทีถ่ ่ายทอดโดยการบอก การเล่า และ
การขับร้อง ไม่ว่าจะถ่ายทอดเนอื่ งในโอกาส หรอื ในสาระใด เชน่ ในการนอน การรำ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ
รวมท้งั ทปี่ รากฏอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น เพลงพน้ื บ้าน เพลงกลอ่ มเดก็ นทิ าน เป็นตน้
2.2. วรรณกรรมลายลกั ษณ์ หมายถึง วรรณกรรมทีถ่ ่ายทอดโดยการเขียน การบันทกึ
และการจารึก ไมว่ า่ จะเป็นการกระทำลงบนวสั ดุใด ๆ เช่น กระดาษ เยอื่ ไม้ ใบไม้ แผน่ ดินเผา หรือศิลา
เป็นต้น วรรณกรรมลายลกั ษณ์เปน็ วรรณกรรมทพ่ี ฒั นาสืบตอ่ มาจากวรรณกรรมมขุ ปาฐะ
3. แบง่ ตามลกั ษณะการประพันธ์ แบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่
3.1 วรรณกรรมร้อยแก้ว คือ วรรณกรรมท่ีไม่กำหนดบังคับคำหรือฉนั ทลกั ษณ์ เป็น
ความเรยี งทัว่ ไป อาจจะเปน็ งานทางวิชาการ หนงั สอื ตำรา สารคดี นวนิยาย เรื่องสน้ั และบทความตา่ ง ๆ
3.2 วรรณกรรมรอ้ ยกรอง คอื วรรณกรรมทมี่ ีการบังคับรูปแบบดว้ ยฉันทลักษณ์ต่าง ๆ
เช่น บังคบั คณะ บังคบั คำ และแบบแผนการสง่ สัมผสั ต่าง ๆ บางคร้ังเรียกงานเขยี นประเภทนีว้ ่า กวนี พิ นธ์
11
เช่น โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน รา่ ย ลลิ ิต เปน็ ตน้
4. แบ่งตามจดุ มุง่ หมาย แบ่งได้ 2 ประเภท ไดแ้ ก่
4.1 วรรณกรรมบริสทุ ธิ์ (pure Literature) หมายถึง วรรณกรรมท่ีแต่งขึน้ จากอารมณ์
สะเทอื นใจต่าง ๆ ไม่มจี ดุ ม่งุ หมายทจี่ ะใหว้ รรณกรรมน้นั ทรงคุณค่าในทางใดเปน็ พิเศษ มุ่งใชถ้ ้อยคำที่
มลี กั ษณะพเิ ศษ
4.2 วรรณกรรมประยกุ ต์ (applied Literature) หมายถึง วรรณกรรมทแี่ ต่งข้นึ โดยมี
เจตจำนงทสี่ นองส่ิงใดสง่ิ หนงึ่ อาจเกดิ ความบันดาลใจทีจ่ ะสืบทอดเรื่องราวความชนื่ ชมในวรี กรรมของ
ผใู้ ดผู้หน่ึง มีเจตนาจะเขยี นเร่ืองราวขึ้นเพื่อประโยชน์อยา่ งหนง่ึ หรอื มจี ุดมุง่ หมายในการเขียนชัดเจน
มใิ ชเ่ พื่อสนองอารมณ์อย่างเดียว เชน่ วรรณกรรมประวตั ิศาสตร์ วรรณกรรมการละคร เป็นตน้
5. แบ่งตามสาขาวชิ า แบง่ ได้ 3 ประเภท ไดแ้ ก่
5.1 สาขามนษุ ยศาสตร์ (humanities) เป็นงานเขียนทเ่ี ก่ยี วกับการศึกษาสภาวะแหง่
มนุษยเ์ ปน็ สว่ นใหญ่ รวมถึงงานเขียนท่ีเก่ยี วกับภาษาศาสตร์ วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา
ทศั นศิลป์ ศลิ ปะการแสดง และดนตรี
5.2 สาขาสงั คมศาสตร์ (Social Sciences) เป็นงานเขียนที่เก่ียวข้องกับความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งมนษุ ย์กับหน่วยสังคมตา่ ง ๆ ของมนุษย์ รวมท้ังพฤติกรรมของมนุษย์ในแงม่ ุมต่าง ๆ ทัง้ ในทาง
สงั คม เศรษฐกจิ และการเมือง เชน่ สาขาวิชารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สงั คมวิทยา ภมู ิศาสตร์
จิตวิทยา มานษุ ยวทิ ยา คติชนวิทยา เปน็ ตน้
5.3 วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (sciences and technology) เป็นสาขาวิชาทใ่ี ห้
ความสำคญั กับสารนิเทศใหม่ ๆ โดยเฉพาะเอกสารปฐมภมู ิ เพราะเป็นวรรณกรรมที่เผยแพรผ่ ลการ
ศึกษาค้นควา้ วจิ ยั ทดลอง และการค้นพบของนักวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ ครัง้ แรก อาจเผยแพร่ในรูปแบบของ
วารสารวิจยั รายงานการวิจยั รายงานการประชมุ สัมมนา รายงานการทดลองทางวทิ ยาศาสตร์ ตำรา
แบบเรยี น เปน็ ต้น
6. แบ่งตามแหล่งที่มา แบ่งได้ 4 ประเภท ไดแ้ ก่
6.1 แหลง่ ปฐมภมู ิ (primary sources) หมายถงึ แหล่งทีเ่ ผยแพรค่ วามรู้ ความคดิ
การคน้ พบ ประสบการณ์ เป็นคร้งั แรก เช่น รายงานการวจิ ยั เอกสารทางวชิ าการ (monographs)
วารสารรายงานการประชุมทางวิชาการ เอกสารสทิ ธิบัตรและมาตรฐาน ปริญญานิพนธ์ ตลอดจนวสั ดุ
ทไ่ี ม่ไดต้ ีพมิ พ์ เช่น จดหมายโตต้ อบ สมดุ บันทึกผลการทดลอง เป็นตน้
6.2 แหล่งทตุ ิยภมู ิ (secondary sources) หมายถึง แหล่งทเี่ ปน็ คูม่ ือนำผู้ใชไ้ ปยังแหล่ง
ปฐมภูมิ ท่เี กิดจากการรวบรวม วิเคราะหเ์ ลือกสรร ประมวล และเรยี บเรียงข้อมูลจากวรรณกรรมปฐม
ภูมิ เช่น บทความที่แปลหรือวิจารณ์สารนเิ ทศท่ีปรากฏในแหล่งปฐมภมู ิ เช่น สารานกุ รม พจนานุกรม
12
คู่มือ ดรรชนแี ละสาระสงั เขป เป็นตน้
6.3 แหล่งตติยภมู ิ (tertiary sources) หมายถึง แหล่งท่ที ำหนา้ ทชี่ น้ี ำผใู้ ช้ไปยงั แหลง่
ปฐมภมู ิและทตุ ยิ ภูมิ ท่ีเกิดจากการรวบรวม วิเคราะห์ เลอื กสรร ประมวล และเรียบเรียงข้อมูลจาก
วรรณกรรมทตุ ยิ ภมู ิ เช่น นามานุกรม บรรณานุกรม คมู่ ือแนะนำ วรรณกรรม คู่มือห้องสมดุ และคู่มือ
แนะนำองค์การตา่ ง ๆ เปน็ ต้น
6.4 แหลง่ ท่ีไม่ใชเ่ อกสาร (nondocumentary Sources) หมายถึง แหลง่ ที่ก่อใหเ้ กิด
แหล่งปฐมภูมเิ พราะมีโอกาสแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ กนั อาจจะเปน็ บคุ คลสำคญั นักวิชาการ หรอื
ผู้ชำนาญตา่ ง ๆ แบ่งได้เป็น 2 ลกั ษณะคอื
6.4.1 แหลง่ ทีเ่ ป็นทางการ (formal sources) ได้แก่ องค์การวิจยั องคก์ ารวชิ าชีพ
โรงงานอุตสาหกรรม มหาวทิ ยาลัยและผู้ให้คำปรึกษา
6.4.2 แหลง่ ที่ไม่เป็นทางการ (informal sources) ได้แก่ การสัมภาษณบ์ ุคคลการ
สนทนากบั เพื่อนร่วมงาน การสนทนาหรือปรกึ ษากนั ในการประชุมวิชาการ เป็นต้น
7. แบ่งตามลักษณะของวสั ดุ แบง่ ได้ 3 ประเภท ได้แก่
7.1 สง่ิ พิมพ์หรอื ส่ิงตพี ิมพ์ (printed materials) หมายถึง ส่ิงทพี่ มิ พข์ น้ึ เปน็ เล่ม หรอื
เปน็ แผ่นโดยใช้ตัวอกั ษร ตวั เลข สญั ลักษณ์ รหสั ในการส่ือความหมายส่งิ พมิ พ์ หรอื สิ่งตีพิมพจ์ ำแนก
ออกเปน็ 5 ประเภท ได้แก่ หนังสือ วารสาร หนังสอื พมิ พ์ จุลสารหรืออนสุ าร และกฤตภาค
7.2 สง่ิ ไมต่ ีพิมพ์ (non - print - materials) หมายถงึ วสั ดอุ ่ืนใดที่ไม่ใช่สง่ิ ตีพิมพ์
บางครั้งเรยี กว่า โสตทัศนวสั ดุ (audio - visual materials) ส่ิงไม่ตพี ิมพ์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่
โสตวสั ดุ ทัศน์วสั ดุ และโสตทัศนวัสดุ
7.3 ส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์ (electronic materials) หมายถึง ทรพั ยากรสารนิเทศที่มีการ
ผสมผสานเทคโนโลยีดา้ นการจัดเก็บและคน้ คืนสารนเิ ทศเข้าไวด้ ว้ ยกนั ในสือ่ บันทกึ ชนิดใหมม่ รี ปู แบบ
จานแมเ่ หลก็ (diskette) หรอื เป็นออปตคิ ลั ดิสก์ (optical disk) หรือเปน็ แถบแมเ่ หล็ก (magnetic tape)
ซ่ึงหากต้องการสบื คน้ ให้ไดข้ ้อมูลตามต้องการ จำเป็นต้นของอาศยั เทคนิค วิธจี ากคอมพิวเตอร์ หรือ
ใช้รว่ มกับระบบสื่อสารโทรคมนาคมดว้ ย ได้แก่ ฐานข้อมลู ส่อื ประสม และอนิ เทอร์เน็ต (ปรดี า สุวรรณจันทร์
2560 หนา้ 7-9)
13
เอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับนวนิยาย
การอ่านนวนยิ ายนั้นนอกจากจะได้รบั ความสนุกสนานเพลิดเพลินและสร้างสรรค์จินตนาการแลว้ ยัง
สอดแทรกไปดว้ ยความร้ทู ก่ี ่อใหเ้ กิดประโยชน์มากมายหลายประการแกผ่ ู้อา่ น ดว้ ยเหตุนี้ ผศู้ ึกษาจึงไดศ้ ึกษา
เอกสารทเ่ี ก่ียวข้องกับนวนิยาย โดยมรี ายละเอยี ดดังตอ่ ไปน้ี
ความหมายของนวนิยาย
ประทปี เหมือนนลิ (2523, หน้า 64) ได้ใหค้ วามหมายของนวนิยายไว้ว่า นวนยิ ายคือวรรณกรรม
บันเทิงคดี หรอื เร่ืองสมมุติชนิดหนงึ่
บญุ ยืน จลุ ทอง (2542, หน้า 8) ได้ให้ความหมายของนวนิยายไว้ว่า นวนยิ ายหมายถงึ การเขียนผูก
เรอ่ื งราวชวี ิตอนั มีพฤติกรรมร่วมกันรว่ มกัน มคี วามสัมพนั ธ์กันในลักษณะจำลองสภาพชีวิตและสงั คมสว่ นใด
สว่ นหนง่ึ มคี วามมงุ่ หมายให้ความบันเทงิ ใจแกผ่ อู้ ่าน
จากการศึกษาความหมายของนวนิยาย สรุปไดว้ า่ นวนิยายหมายถงึ งานเขียนประเภทร้อยแกว้ ทม่ี ี
ขนาดยาวมตี ัวละคร โครงเร่ือง เหตกุ ารณใ์ นเรื่อง สถานที่ ซง่ึ แตง่ ขึ้นมาจากจินตนาการของผู้เขยี นเพือ่ ให้เกิด
ความสมจริง ใช้อา่ นเพ่ือความบนั เทิง
องคป์ ระกอบของนวนยิ าย
องคป์ ระกอบของนวนยิ ายจะประกอบด้วยแกน่ เรื่อง โครงเรอ่ื ง ตัวละคร บทสนทนา ฉาก บรรยากาศ
โดยมีผู้ให้องค์ประกอบเกย่ี วกับนวนยิ าย ดงั นี้
ประทีป เหมือนนลิ (2542, หน้า 74) ได้แบ่งองคป์ ระกอบของนวนิยายไวด้ งั ต่อไปนี้
1. เนือ้ หา
1.1 แนวคิด (แนวเร่ืองหรอื ข้อขำ)
1.2 โครงเรือ่ ง
1.3 เนอ้ื เรื่อง
1.4 ตัวละครในเร่อื ง อปุ นิสัย ลกั ษณะนสิ ัย
1.5 ฉาก
2. กลวิธี
2.1 แนวคดิ ผทู้ ่ีพจิ ารณาแนวคิดจะตอ้ งมคี วามรู้ และประสบการณ์มากพอสมควร และจะพิจารณา
ได้ก็ต่อเม่ือได้อ่านหนงั สือเลม่ นนั้ จบแลว้
14
2.2 โครงเรื่อง พจิ ารณาการเปดิ เร่ือง ดำเนินเรื่อง การคลคี่ ลายเรอื่ ง และการปิดเรื่องว่านา่ สนใจ
มากแคไ่ หน
2.3 เน้อื เรื่อง เป็นส่วนที่สำคญั มากทสี่ ดุ ในนวนยิ าย
2.3.1 กลวิธเี กย่ี วกับการดำเนนิ เรอ่ื ง อาจเป็นดังน้ี
2.3.1.1 ดำเนินตามปฏทิ นิ ธรรมชาติ
2.3.1.2 กล่าวถงึ ปจั ฉมิ วยั ของตัวละคร
2.3.1.3 ดำเนินเร่ืองสลบั ไปมา
2.3.1.4 กล่าวถงึ เหตุการณต์ ่างสถานท่ี
2.3.2 กลวธิ ใี นการบรรยายเรอ่ื ง ผู้แต่งบรรยายเร่อื งเอง หรอื ให้ตัวลละครตัวใดตวั หนึง่ บรรยาย
ให้ฟัง หรอื ใหต้ วั ละครตวั หน่ึงเขียนจดหมายถึงตวั ละครอีกตัวหน่งึ หรอื อาศยั ทง้ั สามวธิ ีปะปนกนั
2.4 ตัวละคร นวนยิ ายทัว่ ๆ ไปอาศยั ลักษณะนิสยั ของตวั ละครเป็นเนอื้ หาท่สี ำคัญอย่างหน่งึ ของ
หนังสอื และความสนใจของคนอา่ น สว่ นใหญ่กม็ ักข้ึนอยู่กับอปุ นิสยั ของตวั ละคร ถ้าลกั ษณะนสิ ยั ไมเ่ หมาะใจ
ผู้อา่ นหนงั สอื เร่ืองนัน้ ก็มักจะดงึ ดดู ความเอาใจใส่ไปไม่ไดน้ าน
2.5 ฉาก ฉากในนวนิยายอาจจัดเข้าเป็นเนื้อหาหรอื กลวธิ กี ็ได้ บา้ งคร้ังนักประพันธจ์ ะกลา่ วถึง
สถานที่ เช่น จะทำให้เหตุการณ์เกดิ ในจังหวัดหนึง่ ดว้ ยความจงใจจะดึงดดู ความสนใจของผู้อา่ นโดยไม่
เก่ยี วเน่อื งกบั เนอ้ื เร่ืองเลยก็ได้
2.6 สำนวนภาษา นบั เปน็ สว่ นทมี่ คี วามสำคญั มากในการแตง่ หนังสอื สิง่ ที่ควรสงั เกตก็คือผอู้ ่านชอบ
สำนวนภาษาถ้าหากสำนวนภาษาแปลกจากทีต่ นเคยชนิ บางคราวก้ไมช่ อบ
2.7 ทัศนะหรือปรชั ญาของผู้ประพันธ์ เรื่องน้ีไม่ใชส่ ง่ิ ทดี่ งู ่ายนักยง่ิ ถา้ หากผ้ปู ระพนั ธไ์ ม่ค่อยมีความ
คดิ เห็นของตนเองแน่วแน่ ย่งิ ทำให้แลเห็นทัศนะในนวนิยายของนักประพันธน์ ้ันยากขึ้นไปอีก
จากองคป์ ระกอบของนวนยิ ายข้างต้น นวนิยายท่ผี ูศ้ ึกษาสามารถสรปุ ได้ว่า องคป์ ระกอบนวนยิ ายนน้ั
จะต้องประกอบดว้ ย แก่นเรือ่ ง โครงเร่ือง ตัวละคร บทสนทนา ฉาก บรรยากาศ และกลวธิ ีในการแต่งจึงจะ
ออกมาเป็นนวนยิ ายอย่างสมบูรณ์แบบ
ประเภทของนวนยิ าย
ประทีป เหมือนนิล (2542, หนา้ 66) ได้ให้ความหมายประเภทอของนวนิยายไวด้ งั ต่อไปน้ี
1. นวนยิ ายรกั หมายถงึ นวนิยายท่มี ีเน้อื หาเกี่ยวกบั ความรัก ซงึ่ อาจแยกย่อย โดยมลี กั ษณะสำคัญ
ดังน้ี
1.1 นวนิยายรกั เบาสมอง มุ่งใหค้ วามสนุกสนานแก่ผู้อา่ น เชน่ ผ้กู องยอดรัก ของ กาญจนา
นาคนันท์ เป็นต้น
15
1.2 นวนยิ ายรักสุข นวนิยายรกั ท่ีจบอย่างเป็นสุขแต่การดำเนนิ เร่ืองมักเต็มไปดว้ ยอปุ สรรค เชน่
จำเลยรัก ของ ชูวงศ์ ฉายะจินดา เปน็ ตน้
1.3 นวนิยายรักโศก นวนยิ ายรกั ที่เกิดเหตุการณ์ณท์ ี่ทำให้เกิดความผดิ หวงั เกดิ ความเศร้าหมอง
เชน่ ค่กู รรม ของ ทมยันตี เป็นตน้
2. นวนยิ ายครอบครวั หมายถึง นวนยิ ายที่แสดงความเป็นอย่ขู องชีวติ ในครอบครวั เนื้อเรือ่ งอยู่ใน
วงจำกัด เชน่ บา้ นทรายทอง ของ ก. สรุ างคนางค์ เปน็ ต้น
3. นวนยิ ายเชงิ ชีวประวัติ หมายถึง นวนยิ ายท่มี งุ่ เสนอพฤติกรรมของตัวละครเอก เชน่ ลกู อีสาน ของ
คำพนู บุญทวี เปน็ ตน้
4. นวนิยายองิ ประวัตศิ าสตร์ หมายถงึ นวนยิ ายท่นี ำเหตุการณห์ รอื ตัวละครท่ีเก่ียวเนื่องกับ
ประวัติศาสตร์สมยั ใดสมัยหน่งึ เช่น ผู้ชนะสบิ ทศิ ของ ยาขอบ เปน็ ต้น
5. นวนยิ ายผจญภยั หมายถึง นวนิยายทีม่ ีเนอ้ื เรื่องประกอบด้วยเหตุการณท์ ี่มอี นั ตราย มีการต่อสู้
ตัวเอกมักเป็นคนกล้าหาญ เช่น คมแฝก ของ เสนยี ์ บษุ ปะเกศ เป็นตน้
6. นวนิยายลูกทุ่ง หมายถึง นวนยิ ายท่ีเกี่ยวขอ้ งกับท้องถิ่น กลา่ วถึงสภาพชวี ติ การต่อสู้ของคนใน
ชนบท หรือในท้องถ่ินท่ไี กลความเจริญออกไป เชน่ ลกู ชาวนา ของ นิมิตร ภูมิถาวร เปน็ ตน้
7. นวนยิ ายอิงศาสนา หมายถึง นวนยิ ายทีม่ เี น้ือเรื่องเก่ียวกับศาสนา อาศัยหลักธรรมคำสอนใน
ศาสนาเปน็ โครงเร่อื ง เช่น กฎแหง่ กรรม ของ ท. เลยี งพิบลู ย์ เป็นต้น
8. นวนิยายเชิงจิตวิทยา หมายถงึ นวนิยายท่ีผแู้ ตง่ มุ่งอธบิ ายพฤติกรรมของตัวละครดว้ ยวธิ วี ิเคราะห์
สภาพจติ ใจ ซ่งึ เปน็ ผลมาจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทีเ่ กดิ ข้ึนในชีวติ เชน่ จันดารา ของ อุษณี เพลงิ ธรรม เปน็ ต้น
9. นวนิยายวิทยาศาสตร์ หมายถึง นวนิยายทอ่ี าศยั เค้าความจรงิ หรือความคิดความฝันทาง
วิทยาศาสตร์ ซงึ่ อาจเป็นไปได้ในอนาคตมาเขียนในรปู แบบนวนยิ าย
10. นวนิยายการเมือง หมายถงึ นวนิยายท่ีมเี นื้อเรอ่ื งอิงไปทางชีห้ รือแก้ปญั หาทางการเมือง รวมไป
ถงึ ปัญหาทางเศรษฐกจิ และสงั คมด้วย
11. นวนิยายตา่ งแดน หมายถึง นวนิยายทใี่ ชฉ้ ากและเหตุการณ์ทเ่ี กดิ ข้นึ ในตา่ งประเทศ โดยจะมี
เพยี งบางส่วนหรือทัง้ เรอ่ื งก็ได้ เชน่ ความรักของวลั ยา ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นต้น
12. นวนยิ ายสะท้อนสังคม หมายถึง นวนิยายทีม่ เี ร่ืองราวเกี่ยวกับสงั คม ส่วนใดส่วนหนง่ึ ในสมยั หนง่ึ
โดยแสดงสภาพสังคมท่วั ๆ ไป เชน่ ข้าวนอกนา ของ สฟี ้า เป็นตน้
13. นวนยิ ายสบื สวนและอาชญากรรม หมายถึง นวนยิ ายท่ีมีเรอ่ื งราวประกอบไปด้วยความลึกลับ
การเผชิญอันตรายและการต่อสู้ นบั เปน็ ทีไ่ ด้รบั ความนยิ มเป็นอยา่ งมาก เชน่ เล็บครฑุ ของ พนมเทยี น เปน็ ตน้
14. นวนิยายลึกลบั เหนือธรรมชาติ หมายถึง นวนิยายเก่ียวกบั เรอ่ื งภตู ผปี ศี าจ เวทมนตค์ าถา
อภนิ หิ ารและเหตุการณต์ า่ ง ๆ ทพ่ี ิสูจน์ไม่ได้ เช่น แก้วขนเหล็ก ของ ตรี อภิรมุ เปน็ ตน้
16
15. จินตนยิ าย หมายถึง นวนิยายที่ประกอบดว้ ยเหตุการณ์ทน่ี ่าตื่นเตน้ สนุกสนาน อันเกิดจาก
จินตนาการของผแู้ ต่งเปน็ ส่วนใหญ่ เชน่ ธนทู อง ของ องิ อร เปน็ ต้น
16. หัสนยิ าย หมายถงึ นวนิยายมุ่งความสนกุ สนานผ่อนคลายอารมณแ์ ก่ผู้อา่ น เช่น อย่กู ับโก ของ
หยอย บางขุนพรหม เป็นต้น
จากประเภทของนวนยิ ายขา้ งตน้ นวนิยายที่ผศู้ ึกษาสามารถสรปุ ได้ว่า นวนิยายเรอ่ื ง “อกเกือบหัก
แอบรักคณุ สามี” จัดอยู่ในนวนยิ าย ประเภทรัก มเี นื้อหาเก่ียวกบั ความรัก ซ่ึงเน้ือหาภายในเร่อื งจะมเี ร่ืองราว
เกี่ยวกับการแอบชอบ การรักโดยไมห่ วงั ผลตอบแทน
นอกจากนภี้ ายในเน้อื เรื่องของนวนยิ ายเร่อื ง“อกเกือบหักแอบรกั คุณสาม”ี ยังสอดแทรกแนวคิดที่จะ
ไปเปน็ แนวทางในการดำเนินชีวติ ของผู้อ่านและสะท้อนความเปน็ จริงในดา้ นของความรักในปจั จุบนั ได้
เอกสารที่เกย่ี วข้องกับการใช้ภาษา
การศึกษาเร่ือง ศลิ ปะการใช้ภาษาในนวนิยายเร่อื ง “อกเกือบหักแอบรักคุณสามี” ผศู้ ึกษาจะกล่าวถึง
เอกสารทีเ่ กีย่ วข้องกับภาษา เพื่อใหเ้ ขา้ ใจในเรอ่ื งของความหมายของภาษา ลักษณะของภาษา ประเภทของ
ภาษา ความสำคัญของภาษา ศลิ ปะการใชภ้ าษาและการใช้ภาษา ดงั น้ี
ความหมายของภาษา
ภาษา คอื การส่อื ความหมายทีแ่ สดงออกมาเป็นระบบสญั ลักษณ์ทีม่ นุษย์ใช้เปน็ เคร่อื งมือในการสรา้ ง
ความเข้าใจกัน เก่ยี วกบั ความรสู้ กึ ความรู้ ความเข้าใจความคิดซง่ึ กันและกนั (สมชาย หอมยก 2550 หนา้ 1)
พจนานุกรม ฉบับบัณฑิตยสถาน (2554 หนา้ 868) ได้ใหค้ วามหมายของภาษาไวว้ ่า ถอ้ ยคำทใ่ี ช้พูด
หรอื เขียนเพอ่ื สื่อความหมายกล่มุ ใดกลุ่มหน่งึ เชน่ ภาษาไทย ภาษาจีน รวมไปถึง กริยาท่าทาง ภาษามือ
สมาคมภาษาและหนงั สือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถมั ภ์ (2554 หนา้ 25) อา้ งถึงใน ภาวาส
บนุ นาค กลา่ วถงึ ความหมายของภาษา ไว้ว่า ภาษา หมายถึง เสียงที่ใช้พูดจากัน
โสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล (2554 หนา้ 1) กล่าวถงึ ความหมายของภาษา ไว้ว่า ภาษา คอื เครือ่ งมือหรือ
สญั ลักษณท์ ี่มนุษยใ์ ชส้ ื่อความเข้าใจระหวา่ งกัน โดยหมายรวมทัง้ ส่วนที่เป็นถ้อยคำ ซง่ึ เรียกว่า วัจนภาษา อนั
ได้แก่ ภาษาพูดและภาษาเขยี นกบั สว่ นท่ีไม่ใช้ถ้อยคำ แต่สามารถใช้สอื่ ความหมายได้ ซ่งึ เรยี กว่า อวจั นภาษา
เช่น กริ ิยาทา่ ทาง สหี น้า สายตา เครื่องหมาย วัตถตุ า่ ง ๆ น้ำเสียง เป็นต้น
วเิ ชยี ร เกษประทมุ (2558 หน้า 2) กล่าวถึงความหมายของภาษา ไว้วา่ ภาษา คือ การแสดงออกโดย
ใชเ้ สียง ทา่ ทางหรือสญั ลักษณ์ในการสอื่ ความหมาย มีระเบียบและกฎเกณฑ์ทเี่ ข้าใจกนั ได้ท้งั ผูพ้ ูดและผูฟ้ ัง
17
ภาษาไทยเราน้นั ใช้ทงั้ เสียงและอักษรเพื่อส่ือความหมาย เป็นภาษาท่มี ีลักษณะเดน่ เฉพาะตัวแตกตา่ งไปจาก
ภาษอ่นื
คณะกรรมการรายวิชาภาษาไทยเพื่อการส่ือสาร (2558) อ้างถงึ วิจนิ ต์ ภานพุ งศ์ (2520 หน้า 232)
กล่าวถึงความหมายของภาษาไว้ว่า ภาษา หมายถงึ เสยี งพูดทมี่ ีระเบยี บ และมีความหมาย ซงึ่ มนุษย์ใช้เป็น
เครอ่ื งมือสื่อสาร สอ่ื ความคดิ ความรู้สกึ ความต้องการ และใช้ในการประกอบกิจกรรมร่วมกัน
จากการศึกษา ความหมายของภาษา กล่าวสรปุ ได้วา่ ภาษา หมายถงึ เสยี งพดู หรือถ้อยคำทใี่ ชส้ ื่อสารกัน
รวมถงึ กริ ยิ าอาการทแี่ สดงออกมา ท่ีสามารถทำใหเ้ ข้าใจกนั ได้ ไมว่ ่าจะเปน็ ภาษาพดู หรือภาษาเขียน
ลักษณะโดยทั่วไปของภาษา
อรุณศรี กำลงั (2538 หน้า 134 - 135) กล่าวถึงลักษณะของภาษาไวว้ ่า ภาษามลี ักษณะโดยท่ัวไปดงั
รายละเอยี ดต่อไปน้ี คือ
1. ภาษาเปน็ วฒั นธรรม กล่าวคอื ภาษาเป็นมรดกทางสังคม มีการถ่ายทอด และพฒั นามาโดยตลอด
คือมีการปรบั ปรงุ แกไ้ ข ไปตามกาลเวลา และตลอดเวลา เพอ่ื ให้เหมาะกบั ยุคสมัย
2. ภาษามีโครงสร้าง ภาษาทุกภาษาจะต้องมีโครงสรา้ งเป็นของตนเอง และมโี ครงสร้างทแี่ ตกต่างกัน
แตโ่ ครงสรา้ งท่ีทุกภาษาจะตอ้ งมีตรงกัน คือโครงสร้างทางเสียง และโครงสร้างทางไวยากรณ์
โครงสรา้ งทางเสียง คือทุกภาษาประกอบดว้ ยเสียง และเสียงสำคัญในภาษาเรยี กวา่ หนว่ ยเสยี ง เชน่
ในภาษาไทยมีหนว่ ยเสียงสำคัญ 3 ชนิด คอื หนว่ ยเสยี งพยัญชนะ หน่วยเสียงสระ และหน่วยเสยี งวรรณยกุ ต์
โครงสร้างทางไวยากรณ์ คือโครงสร้างของภาษาท่ีเกยี่ วกบั หน่วยคำ การสรา้ งคำ การสรา้ งประโยค
ตลอดจนความสัมพนั ธ์ของหน่วยคำ คำ และประโยค
นอกจากโครงสรา้ งทางเสียง และโครงสรา้ งทางไวยากรณแ์ ล้ว ภาษายังมีโครงสร้างท่เี ปน็
ส่วนประกอบท่ีสำคัญอกี 2 ประการ คือวงศัพท์ และความหมาย
3. ภาษายอ่ มมรี ะบบ และกฎเกณฑ์ ภาษาทกุ ภาษาที่สามารถส่ือสารกันได้ ตอ้ งมรี ะบบ และกฎเกณฑ์
ของภาษา เชน่ การจดั เรยี งลำดบั หนว่ ยเสียง การจัดเรยี งลำดับคำในประโยค ระบบการเรียงลำดบั หนว่ ยเสยี ง
ในภาษาไทย
4. ภาษายอ่ มมีระดบั โดยทว่ั ไปทุกภาษาจะแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ
4.1 ภาษาปาก หมายถงึ ภาษาทใี่ ช้พูดกันในชวี ิตประจำวันเปน็ ส่วนใหญ่ ไดแ้ ก่ ภาษาถิ่น ภาษาซื้อ
ขาย ภาษาแสลง ภาษาที่ใช้สนทนากัน ภาษาท่ีใช้ในการละเลน่ ภาษาที่ใช้เขียนจดหมายสว่ นตวั ตลอดจน
ภาษาเขียนในบนั เทิงคดี เชน่ นวนยิ าย และเรอ่ื งสัน้ เปน็ ตน้
4.2 ภาษากึ่งแบบแผน หมายถงึ ภาษาพูด และภาษาเขยี นทีไ่ ม่เปน็ ทางการมากนัก ภาษาพูดทีใ่ ช้
สนทนาระหวา่ งผู้มกี ารศกึ ษาหรือบุคคลท่ีไม่คนุ้ เคยกัน ภาษาพูดทีใ่ ชใ้ นการอภปิ รายแนะนำตวั บคุ คล การ
18
ปาฐกถา ภาษาเขียนกม็ ี เช่น จดหมายธรุ กจิ หนังสือก่ึงราชการ ประกาศแจง้ ความขององคก์ าร ร้านค้า และ
ภาษาท่ใี ชใ้ นนิตยสารต่าง ๆ เป็นตน้
4.3 ภาษาแบบแผน หมายถงึ ภาษาที่ใชอ้ ยา่ งมีพิธีการหรืออย่างเปน็ ทางการ โดยมากเปน็ ภาษา
เขยี นมากกวา่ เปน็ ภาษาพูด เชน่ คำปราศรัยของบคุ คลสำคัญ คำกลา่ วในโอกาสตา่ ง ๆ ท่ีมรี ะเบียบวาระเป็น
พธิ กี าร ทเ่ี ป็นภาษาเขยี น เช่น ตำรา แบบเรียน แจ้งความของทางราชการ การเขียนเรียงความ เป็นตน้
5. ภาษาเป็นลกั ษณะทางสงั คม กลา่ วคือสังคมเปน็ ผู้สรา้ งภาษาขึ้นมา เพ่ือใช้เปน็ เครื่องมือในการ
ติดต่อสอื่ สารกนั ในสังคม สังคมตา่ งกนั จะกำหนดเสยี งในภาษาแทนส่งิ ต่าง ๆ กนั
จากการศึกษา ลักษณะโดยท่ัวไปของภาษา กลา่ วสรุปไดว้ ่า ลักษณะของภาษาแบ่งออกไปตาม
ลักษณะตามความเหมาะสม มที ั้งแบบภาษาระดับพิธีการ ระดบั ทางกลาง และระดับกง่ึ ทางกลาง
ประเภทของภาษา
คณะกรรมการรายวชิ าภาษาไทยเพ่ือการสื่อสาร (2558 หนา้ 6 -11) กลา่ วถึงประเภทของภาษาไว้ว่า
ภาษาที่มนุษย์ใช้สอ่ื สารจำแนกออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ดงั นี้
1. วัจนภาษา หรือภาษาถอ้ ยคำ (Verbal language) หมายถึงภาษาท่สี ่ือความหมายดว้ ยการ
แสดงออกโดยเสยี งพดู เป็นภาษาท่เี กิดข้ึนจากระบบเสยี งในภาษาบางภาษา เชน่ ภาษาไทย ภาษาจนี ระบบ
เสียงในภาษาประกอบด้วย เสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ สว่ นภาษาอังกฤษระบบเสียงในภาษา
ประกอบด้วย เสียงพยญั ชนะ สระ การเน้นเสียง เปน็ ต้น เสียงเหลา่ นจ้ี ะรวมกันเขา้ เปน็ คำท่มี ีความหมาย และ
จากคำท่ีมคี วามหมายกน็ ำมาเรียบเรียงให้เปน็ ประโยคในรปู แบบต่าง ๆ จนสามารถส่ือสารใหเ้ ข้าใจกนั ได้ ซึ่ง
มนษุ ย์จะใช้วจั นภาษาถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของภาษาพูด และภาษาเขียน
วัจนภาษาสามารถจัดแบง่ ไดห้ ลายลักษณะ เชน่
1.1 ภาษาถิน่ (Dialect) เปน็ ภาษายอ่ ยท่ีใช้พูดกนั ในแต่ละพ้ืนที่ ในแตล่ ะท้องถิ่น เชน่ ภาษาไทย
ถ่ินใต้ ภาษาไทยถิ่นอสี าน ภาษาไทยถ่นิ เหนอื เป็นตน้ และเม่ือต้องใชภ้ าษาส่ือสารกับคนตา่ งพนื้ ที่ จะมี
ภาษากลางเป็นสื่อกลางในการสอ่ื สารทำความเข้าใจกัน ดงั น้ัน ผูใ้ ช้ภาษาถิน่ มักจะใช้เฉพาะกับคนในพ้นื ที่
เดียวกับตนเอง แตเ่ ม่ือพบปะกบั คนต่างพ้นื ท่ีก็จะสื่อสารดว้ ยภาษากลาง เพื่อความเขา้ ใจทตี่ รงกนั ซึง่ ลักษณะ
ภาษาถน่ิ ของแต่ละพนื้ ที่อาจจะเหมือนกันหรอื ใกลเ้ คยี งกัน เชน่ บางถนิ่ ในพ้นื ที่ภาคใตเ้ รียกสับปะรดว่า
“ยานดั ” ภาคอีสานเรยี ก “บักนัด” ภาคเหนือเรยี ก “หมากขะนัด” เป็นต้น และบางคร้ังในบางถ่ินก็ไมม่ ภี าษา
ถิน่ ทีจ่ ะใชเ้ รยี กมโนภาพทปี่ รากฎทง้ั ๆ ที่บางถ่ินมี เช่น ภาคใต้เรียกมะพร้าวที่เนอื้ อ่อนมาก ๆ มีลักษณะเป็น
เน้อื เยอื้ ที่เหลว ไม่สามารถที่จะนำมาทำน้ำมะพร้าวออ่ นได้ว่า “เหมง” แต่ปรากฏวา่ คำศัพทน์ ้ีไม่ปรากฏวา่ มใี ช้
ในถิ่นอ่ืน ๆ เป็นต้น นนั่ แสดงใหเ้ ห็นวา่ มโนภาพบางอย่างที่ปรากฏในบางท้องถนิ่ อาจจะมีคำศัพทใ์ ช้ แต่บาง
ทอ้ งถน่ิ ไม่มี ดงั น้ัน คลงั คำทปี่ รากฏในแตล่ ะถิน่ จึงมจี ำนวนมากน้อยแตกต่างกนั
19
1.2 ภาษากลุ่ม (Social language) เปน็ ภาษาท่ใี ช้เฉพาะในกลุ่มใดกลุม่ หนึ่งเพื่อให้เข้าใจกนั โดยที่
คนต่างกลุ่มเมอ่ื ฟงั แล้วอาจจะเข้าใจไดย้ าก เชน่ ภาษากลมุ่ วัยรุ่น ภาษากลมุ่ สาวประเภทสอง ภาษาทาง
การแพทย์ เปน็ ตน้ ภาษาเหล่านจ้ี ะใช้กนั เฉพาะในกลุ่มของตนเอง เม่ือคนต่างกลุ่มฟังอาจจะไม่เขา้ ใจ เช่น สาว
ประเภทสองจะมีคำศัพท์เฉพาะกลมุ่ ของตนโดยเรียกผหู้ ญิงว่า “ชะนี” กลุม่ วัยรนุ่ มักจะใช้คำศัพท์แสลงตามยคุ
สมยั ใชค้ ำวา่ “โดน” หมายถึงถกู ต้อง ถูกใจ ใชค้ ำวา่ “แอ๊บแบ๊ว” หมายถงึ ผ้หู ญงิ ทีท่ ำตัวเปน็ เดก็ ไรเ้ ดียงสา
ทง้ั ๆ ท่ีเลยวยั น้ันมาแล้ว ใช้คำว่า “โอ” หมายถึงตกลง ถูกตอ้ ง เป็นต้น
1.3 ภาษามาตรฐาน (Standard language) เปน็ ภาษาของถนิ่ ใดถนิ่ หนึ่งหรือของกลุ่มได้กลุ่มหนงึ่
ที่ได้รบั เลอื กให้เป็นภาษามาตรฐาน เป็นภาษาที่คนสว่ นใหญ่ในประเทศใชส้ ่อื สารเพ่อื ทำความเขา้ ใจกับคนต่าง
ถิน่ แทนทีจ่ ะใช้ภาษาถนิ่ ของตนเอง และเปน็ ภาษาท่ีคนส่วนใหญก่ ำหนดใหเ้ ปน็ ภาษาแบบฉบบั ท่ถี ูกตอ้ ง และ
สมบรู ณท์ ีส่ ุด รวมทง้ั คนสว่ นใหญ่ถอื ปฏิบตั ิเปน็ แบบในการอ่าน พดู และเขยี น
คนทั่วไปมักจะเข้าใจวา่ ภาษาไทยมาตรฐานคือภาษากรงุ เทพฯ ซึ่งเป็นความเข้าใจท่ีไมถ่ ูกต้อง ภาษา
กรุงเทพฯ เปน็ ภาษาท้องถนิ่ หนึง่ ของภาษาท้องถิน่ ภาคกลางเท่านน้ั สาเหตุท่คี นทวั่ ไปเข้าใจเช่นนั้น เพราะ
ภาษากรงุ เทพฯ มลี ักษณะใกลเ้ คยี งกบั ภาษาทใี่ ชเ้ ป็นมาตรฐานมากที่สดุ
ปจั จุบันพบว่ามกี ารใชภ้ าษามาตรฐานในการสอ่ื สารในชีวิตประจำวนั มากขนึ้ แม้วา่ จะพดู คุยกับคนใน
ทอ้ งถน่ิ ของตนเอง เพราะผใู้ ช้คิดวา่ การใช้ภาษามาตรฐานเปน็ การยกระดบั ฐานะทางสังคม ทำใหด้ ูเปน็ ผมู้ ี
การศกึ ษาสงู แม้แตพ่ ่อแม่ท่ีเป็นคนในท้องถ่ินกม็ ักจะสอนลุกหลานให้พูดภาษามาตรฐาน ทำใหก้ ารใชภ้ าษาถนิ่
ลดลง บทบาทความสำคัญของภาษาถนิ่ ท่ีมีมาแตอ่ ดตี กเ็ รม่ิ ท่ีจะลดลงด้วย
1.4 ภาษาทอ้ งถ่ิน ใชค้ ำศัพทภ์ าษามาตรฐาน (Standard language wing dialect accent) เป็น
ภาษาท่เี กดิ จากการใชส้ ำเนียงทอ้ งถ่นิ แตใ่ ชค้ ำศัพท์ภาษามาตรฐาน ซึ่งการใชภ้ าษาในลักษณะน้จี ะพบมากใน
ปจั จุบัน น่นั คอื ผู้ใชภ้ าษาสอื่ สารด้วยสำเนยี งทอ้ งถิน่ แตค่ ำศพั ท์ทใี่ ชเ้ ปน็ คำศพั ทภ์ าษามาตรฐาน ทั้งน้ีเกิดจาก
สาเหตหุ ลายประการ เช่น การพบปะพดู คยุ กับคนต่างถิ่นมากขน้ึ การใช้สำเนียงท้องถน่ิ แต่ใช้คำศัพท์มาตรฐาน
สามารถทำให้คนต่างถ่ินเข้าใจไดง้ า่ ย การใช้ภาษามาตรฐานในชีวิตประจำวันมากเกินไปจนทำใหล้ มื คำศพั ท์
ภาษาถ่นิ แตเ่ มื่อต้องส่ือสารกับคนในท้องถิ่นเดยี วกันจงึ ใช้คำภาษามาตรฐานที่ตนเองคคุ้นเคย เปน็ ต้น
ลกั ษณะการใชภ้ าษาดงั กล่าว เชน่ “รีบ ๆ เข้านะเดีย๋ วไปเรียนไมท่ นั ” ประโยคนีใ้ ชส้ ำเนียงใต้ในการสื่อสารแต่
คำศัพท์ท่ีใช้คือคำวา่ “รีบ” เป็นคำศัพทภ์ าษามาตรฐาน หากเปน็ ภาษาไทยถิ่นใต้จะใช้คำวา่ “แขบ” เป็นตน้
1.5 ภาษามาตรฐานใชค้ ำศพั ท์ภาษาท้องถน่ิ (Dialect wing standard language) เปน็ ภาษาที่มี
ลักษณะการใช้ตรงกนั ข้ามกบั ภาษาท้องถ่นิ ใชค้ ำศัพทภ์ าษามาตรฐาน ซ่งึ ภาษาลักษณะน้ีจะเปน็ การส่ือสารดว้ ย
สำเนียงภาษามาตรฐาน แต่ใช้คำศัพท์ท้องถ่นิ ภาษาลักษณะนีม้ ักจะเกิดจากผใู้ ชท้ ่ีอาศัยอย่ใู นทอ้ งถิน่ ตา่ ง ๆ
พยายามทีจ่ ะใช้ภาษามาตรฐาน แต่ดว้ ยความคนุ้ เคยทำให้ไมส่ ามารถใชค้ ำศัพทเ์ ปน็ ภาษามาตรฐานได้ จงึ ใช้
20
คำศัพท์ท้องถ่นิ ที่คนุ้ เคยแทน ลักษณะการใชภ้ าษาดงั กลา่ ว เชน่ “แคบ่ ้านฉันปลูกกาหยีหลายสิบต้น” ประโยค
นี้ใช้สำเนยี งภาษามาตรฐานในการสอื่ สารแต่คำศัพท์ท่ีใช้คือคำว่า “แคบ่ ้าน” ภาษามาตรฐานใช้คำวา่
“ทบ่ี ้าน” “กาหย”ี ภาษามาตรฐานใช้คำว่า “มะมว่ งหิมพานต์” เปน็ ตน้
1.6 ภาษาของชนกลมุ่ น้อย (Minority language) เป็นภาษาตา่ งตระกูลกับภาษาของคนสว่ นใหญ่
ท่ีเป็นเจา้ ของประเทศ ซึง่ แต่ละประเทศก็จะมีชนกลุ่มน้อยอาศยั อยู่ เช่น ประเทศไทยมีชนกลมุ่ นอ้ ยทเ่ี ป็นชน
กลุ่มชาวเล ชนกลุ่มซาไก่ ชนกลุ่มกะเหร่ยี ง เป็นตน้ ชนกลุ่มน้อยเหลา่ น้ีจะมีภาษา และวัฒนธรรมท่ีเปน็
เอกลักษณ์ของตนเอง แต่ปัจจุบนั พบว่าภาษาและวัฒนธรรมเหลา่ น้เี รมิ่ สูญหายไป เพราะวัฒนธรรมเมอื งที่
แทรกซึมเขา้ ไป ทำใหช้ นกลุ่มน้อยเร่มิ หันมาใชภ้ าษาของชาวเมอื งมากข้นึ และเริม่ ทจ่ี ะลืมเลอื นภาษาดั้งเดิม
ของตนเอง และพบวา่ ชนกลมุ่ นอ้ ยทเ่ี ปน็ คนรนุ่ ใหม่หลายคนไมส่ ามารถที่จะใช้ภาษาด้ังเดิมของตนเองได้ แต่
หันมาใช้ภาษาถิน่ ภาษามาตรฐาน ภาษาทอ้ งถนิ่ ใช้คำศัพท์ภาษามาตรฐาน หรอื ภาษามาตรฐานใชค้ ำศพั ท์
ทอ้ งถน่ิ มากขน้ึ
1.7 ภาษากลาง (Lingua franca) เปน็ ภาษาท่ีใชส้ ำหรับคนตา่ งภาษา เม่ือมาพบกนั กจ็ ะใชภ้ าษา
ใดภาษาหน่ึงในการส่ือสารเพื่อจดุ ประสงค์บางอย่าง เช่น ทางธุรกจิ ทางศึกษา ทางการเมืองการปกครอง เปน็ ต้น
ภาษาทีใ่ ชเ้ ป็นภาษากลางสำหรบั การสื่อสารของคนตา่ งชาติตา่ งภาษาซง่ึ เป็นทีย่ อมรับในปัจจุบนั คือ
ภาษาองั กฤษ แต่บางคร้ังคนท่ีอยู่ในประเทศเดียวกนั แต่อยูค่ นละพ้ืนที่อาจจะต่างรฐั กัน ภาษาทใ่ี ชก้ ็แตกต่างกนั
โดยสิน้ เชงิ เช่น ประเทศอนิ เดีย ภาษากลางที่ใช้บางคร้งั ก็ต้องเลือกใชภ้ าษาอังกฤษเพ่อื ใหก้ ารสื่อสารเขา้ ใจกนั
งา่ ยยิ่งขน้ึ ทง้ั น้เี พราะประเทศอินเดยี มีพนื้ ทีท่ ี่กว้างใหญ่ ผู้คนที่อยู่ในประเทศเดียวกนั ก็เหมือนอยู่คนละ
ประเทศ การตดิ ต่อส่ือสารจงึ จำเป็นต้องใช้ภาษากลาง
1.8 ภาษาแก้ขัด (Pidgin language) เป็นภาษาชั่วคราวของบุคคลต่างภาษาทีต่ ้องการ
ติดตอ่ สอ่ื สารกัน เพราะตา่ งฝ่ายตา่ งรภู้ าษาของอีกฝ่ายหน่งึ น้อยมาก แตม่ เี หตจุ ำเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งใชเ้ พ่อื
วัตถปุ ระสงค์บางอย่าง ภาษาแกข้ ดั มักจะเปน็ ลกั ษณะของการใช้คำศัพท์ของภาษาหนึ่ง แต่ไวยากรณ์ทใี่ ชเ้ ปน็
แบบภาษาของตนเอง เช่น I knock I knock the door but you did not open.
หมายถึง “ฉันเคาะเคาะประตแู ต่คณุ ก็ไม่เปิด”
I don’t have money.
หมายถึง “ฉันไมม่ ีเงนิ ”
One car garden go one car garden come.
หมายถึง “รถคนั หนง่ึ สวนไป รถคนั หนง่ึ สวนมา”
1.9 ภาษาลูกผสม (Creole language) เปน็ ภาษาทวี่ วิ ฒั นาการมาจากภาษาแก้ขัดท่ีเป็นภาษา
ชัว่ คราว ทงั้ นเี้ พราะมผี ใู้ ชภ้ าษาแก้ขดั จนเกิดความแพร่หลายในชีวิตประจำวนั เม่อื คนรุ่นใหมไ่ ดเ้ รียนรภู้ าษา
เหล่านนั้ ก็นำไปใช้เปน็ ภาษาแม่ และถา่ ยทอดตอ่ ๆ กนั ไป ภาษาแก้ขัดจงึ กลายเปน็ ภาษาลกู ผสม กลมุ่ ชนทใี่ ช้
21
ภาษาลูกผสมส่วนใหญจ่ ะอย่ตู ามบริเวณหมเู่ กาะทเ่ี คยตกเป็นอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจมากอ่ น เชน่
หมเู่ กาะในแปซิฟกิ ตอนใต้ เป็นตน้
1.10 ภาษาเขยี น (Written language) เปน็ ภาษาทีม่ นุษยส์ ร้างขึ้นเพอ่ื ให้ทำหนา้ ท่ีเป็นสญั ลักษณ์
แทนคำพูด เปน็ ภาษาทจ่ี ัดวางรูปคำไวอ้ ยา่ งเปน็ ระเบียบ โดยมกี ารเลอื กสรรถ้อยคำให้เป็นไปตามกำหนดทีว่ าง
ไว้ในตำราอักขรวธิ ี และไวยากรณ์
2. อวัจนภาษา หรือภาษาไมใ่ ช้ถอ้ ยคำ (Non verbal dialect) หรือบางคนอาจจะเรียกว่ากายภาษา
หมายถึงกริยาอาการต่าง ๆ ที่ส่วนใหญจ่ ะปรากฏออกมาทางรา่ งกายของมนษุ ย์ และสามารถส่ือความหมายได้
โดยบง่ บอกถึงความรู้สึก และบุคลิกลกั ษณะของผู้ใช้
อวจั นภาษา สามารถจัดแบ่งได้หลายลักษณะ เชน่
2.1 เทศภาษา (Proxemics) เป็นภาษาทปี่ รากฏข้นึ ตามลกั ษณะของสถานที่ทใี่ ช้ในการสอื่ สาร
รวมท้งั ระยะความหา่ งระหว่างบคุ คลที่จะส่ือสารกัน สงิ่ เหลา่ นี้จะแสดงให้เห็นความหมายบางประการท่อี ยู่ใน
จิตสำนกึ ของผูท้ ี่กำลังส่ือสารไดช้ ดั เจนพอสมควร เชน่ ในการพดู คยุ ระหว่างเด็กกบั ผู้ใหญ่ จะเป็นลกั ษณะของ
การยืนในระยะหา่ งกนั พอสมควร แสดงใหเ้ หน็ ถึงความเคารพ ยำเกรง เปน็ ต้น
2.2 กาลภาษา (Chonemics) เป็นการส่อื สารโดยใชเ้ วลาเปน็ เครือ่ งแสดงออกถงึ เจตนารมณข์ องผู้
สง่ สารทก่ี ่อให้เกิดความหมายพิเศษอย่างใดอย่างหน่งึ แกผ่ ูร้ บั สาร แมจ้ ะไม่ใช้คำพูดหรอื ท่าทางแต่กส็ ามารถส่ือ
ความหมายได้ เช่น การตรงต่อเวลา การผิดเวลา เปน็ ต้น ความหมายของเวลาจะมีลักษณะแตกต่างกนั ไป
ข้นึ อยู่กับวัฒนธรรม เช่น ประเทศในแถบตะวนั ตกจะให้ความสำคัญกับเวลามาก เพราะเขาถอื วา่ เวลาเปน็ สง่ิ ที่
มคี ่า ส่วนประเทศในแถบลาตินอเมรกิ าจะให้ความสำคญั กับเวลานอ้ ย การมาสายไม่ถือว่าเป็นเรือ่ งผดิ ปกติ
สำหรับประเทศไทยแม้จะมกี ารรณรงค์ประชาสัมพนั ธใ์ ห้ร้จู ักการตรงเวลา แต่ในทางปฏบิ ัติคนสว่ นใหญ่กย็ งั คง
มาสายเป็นประจำ จนมีคำกล่าววา่ จะนดั หมายเวลาแบบไทยหรือแบบตะวันตกเพราะถ้าแบบไทยต้องนดั
ล่วงหนา้ กันเปน็ ช่วั โมงเผือ่ ไว้สำหรับการมาสาย
2.3 เนตรภาษา (Oculesics) เปน็ การใช้อวจั นภาษาทางสายตาเพ่ือเป็นเครื่องมือสอ่ื อารมณ์
ความรู้สกึ นึกคดิ เช่น การจอ้ งมอง การสบตา การหรี่ตาให้เล็กลง การทำตาโต การมองด้วยหางตา เปน็ ต้น ซ่ึง
สง่ิ เหล่านสี้ ามารถส่อื อารมณ์บางอยา่ งไปยงั ผ้รู บั สารได้ดงั คำกลา่ วทว่ี า่ “ดวงตาเปน็ หน้าต่างของหวั ใจ” น่ัน
หมายความว่าสายตามีอทิ ธิพลตอ่ คนรอบข้างได้ การแสดงความรสู้ ึกรกั โกรธ เศร้า ดใี จ เกลียดชัง จึงสามารถ
ทำนายได้จากสายตา
2.4 สมั ผัสภาษา (Haptics) เป็นอวจั นภาษาที่เกดิ จากการใช้การสมั ผัสทางกายเพ่ือส่อื อารมณ์
และความต้องการของผู้สง่ สารไปยังผูร้ บั สาร เช่น การจับมือเพื่อแสดงความเปน็ มิตร การโอบกอดด้วยความ
เสน่ห์ เปน็ ตน้ ในบางคร้งั การใชส้ ัมผัสภาษามีความสำคญั และมีความจำเป็นอย่างมากจนถ้อยคำใด ๆ
22
หรอื อวจั นภาษาใด ๆ ไมส่ ามารถมาทดแทนได้ เชน่ การท่พี ่อแม่ลูบศีรษะลูก เมื่อลูกรสู้ ึกผดิ หวงั หรอื เสยี ใจ
อย่างรนุ แรง เพือ่ แสดงถงึ ความรักความหว่ งใยกเ็ ปน็ การให้กำลงั ใจที่มีค่ายิง่ เปน็ ต้น
2.5 อาการภาษา (Kinesics) เป็นอวัจนภาษาท่ีเกิดจากการเคล่ือนไหวอวัยวะตา่ ง ๆ เพ่อื การสอื่
ความหมาย เช่น การโบกมือเพื่อทกั ทาย การพยักหน้าเพอ่ื แสดงอาการยอมรับ เป็นต้น
การสอ่ื สารดว้ ยอาการภาษาต้องคำนึงถึงบรบิ ททางวัฒนธรรมเปน็ อยา่ งมาก เพราะบางครั้งอาการ
ภาษาทเี่ หมือนกนั อาจจะสื่อความหมายในด้านบวกของผคู้ นในพ้นื ทห่ี นึ่งแตส่ ื่อความหมายในด้านลบของอีก
พ้นื ทีห่ น่งึ กไ็ ด้ เชน่ ในประเทศอินเดยี เมอ่ื รับประทานอาหารอม่ิ แล้วเรอเสียงดัง แสดงว่าอาหารอร่อยมาก
เปน็ ภาคภูมใิ จของผู้จัดเตรยี มอาหาร แต่ถา้ แสดงอาการกิริยาแบบน้ีในประเทศไทย ถือว่าเป็นผ้ทู ่ไี ม่มมี ารยาท
อย่างยิ่ง เปน็ ต้น
การแสดงของนาฏศลิ ปจ์ ะใชอ้ าการภาษาเปน็ ส่วนประกอบหลัก เช่น การแสดงอารมณร์ ักดว้ ยการ
ประสานลำแขน ใช้ฝา่ มือท้งั สองวางทาบบรเิ วณฐานไหลท่ ัง้ สองข้าง แสดงอาการเขินอายด้วยการใช้ฝ่ามือข้าง
ใดข้างหน่งึ สัมผสั ท่ีแกม้ ด้านเดียวกนั แลว้ เอยี งใบหน้าเล็กน้อย แสดงอารมณเ์ สียใจ ด้วยการประสานมือท้ังสอง
แนบกันระดับชายพกแล้วกม้ หนา้ เปน็ ต้น
2.6 วัตถุภาษา (Objectics) เปน็ ลกั ษณะทางกายภาพท่ีส่อื ผา่ นใหเ้ ห็นจากลกั ษณะภายนอก
เป็นการใช้ และการเลอื กวตั ถุทกุ ขนาด ทกุ ลกั ษณะมานำเสนอเพื่อสือ่ ความหมายบางประการให้เห็น เชน่
การแตง่ กาย การใชเ้ ส้ือผา้ เครื่องประดับ ก็สามารถสอ่ื ถึงฐานะ อาชีพ รสนยิ ม เปน็ ตน้ สง่ิ เหลา่ นจ้ี ะสอื่ ตวั ตน
ของแต่ละคนให้ผูอ้ นื่ ได้รูจ้ กั ได้ดขี ้ึน
2.7 ปรภิ าษา (Vocalics หรือ Paralanguage) เป็นการใชน้ ้ำเสยี งประกอบถ้อยคำที่พูดออกไป
เช่น ความหนักหรอื เบาของเสยี ง ความค่อยหรือดงั ของเสยี ง จังหวะช้าหรือเร็วของเสียง หากตะคอกด้วยเสยี ง
ทห่ี ว้ น กระชาก ก็ส่ืออารมณว์ ่ากำลังโกรธ หรอื ไม่พอใจ การกระซบิ ก็สอ่ื วา่ เร่ืองท่ีพดู เป็นความลบั เปน็ ตน้
2.8 สญั ลักษณภาษา (Symbolics) เปน็ ลักษณะของสัญญาณตา่ ง ๆ ทีก่ ำหนดขึน้ เพ่ือใช้แทน
ความหมาย เชน่ สญั ญาณจราจร สญั ญาณธง สี เปน็ ตน้ สญั ลักษณ์เหลา่ น้ีจะมลี ักษณะเป็นสากล เชน่ เม่อื มี
การแข่งขันกีฬาหากมกี ารชสู ัญญาณธงสเี ขยี วก็แสดงว่าส่งเสยี งเชียร์ได้อยา่ งเตม็ ท่ี แต่ถ้าเป็นสแี ดงกแ็ สดงว่า
หา้ มสง่ เสยี งเพราะจะมกี ารประชาสมั พันธเ์ ร่ืองสำคัญใหร้ บั ทราบ นอกจากน้ีสียังส่อื ถึงความจงรักภักดีต่อ
พระมหากษัตริย์ไดด้ ว้ ย เช่น การสวมเสื้อสเี หลอื งซ่ึงเป็นสีประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั ภมู ิ
พลอดลุ ยเดช สญั ลกั ษณเ์ หล่านี้ยงั รวมถงึ ตราของบริษัทห้างร้านตา่ ง ๆ ตราพระราชลญั จกรประจำองค์
พระมหากษัตริย์ เป็นต้น
ในการสือ่ สารแต่ละครง้ั ผู้สื่อสารต้องพิจารณาว่าเลอื กใชว้ จั นภาษาหรอื อวัจนภาษาโดยจะต้องคำนึงถึง
บริบทหรือสถานการณ์แวดล้อมของการสอื่ สารเป็นสำคัญ เพราะในบางสถานการณ์ เชน่ ในห้องสมุดท่ี
ตอ้ งการความเงยี บก็ย่อมจะต้องสอ่ื สารด้วยอวจั นภาษาเปน็ สำคญั หรือในห้องเรียนทีบ่ ทบาทของครูจะต้องใช้
23
ทงั้ วัจนภาษา คอื ถ้อยคำ และอวัจนภาษา คือสายตา น้ำเสยี ง เปน็ ต้น ดังน้นั ผสู้ ง่ สารจึงจำเป็นตอ้ งใชด้ ุลยพินจิ
ของตนเองในการเลือกวิธีการสอ่ื สาร เพอื่ ใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ตามท่ตี นต้องการ แต่อย่างไรกต็ ามในการ
สอ่ื สารบางครัง้ จำเปน็ ต้องใช้วจั นภาษา และอวจั นภาษาควบคู่กัน เพราะท้ังสองส่วนล้วนมคี วามหมาย และมี
ความสัมพันธ์กนั อย่างใกล้ชิดนน่ั เอง
วเิ ชียร เกษประทมุ (2558 หน้า 99) กลา่ วถึงวจั นภาษาและอวจั นภาษา ไวว้ ่า วัจนภาษา หมายถงึ
ภาษาท่ีใชถ้ ้อยคำเพ่ือส่ือความหมายด้วยเสียงพูดและตวั อักษร ใหเ้ ปน็ ไปตามระเบยี บแบบแผนของภาษา
ตัวอยา่ งวัจนภาษา เช่น การใช้คำใหต้ รงความหมาย การใช้สำนวนให้เขา้ กับบริบท การเรียงคำให้เข้าประโยค
ได้อยา่ งถูกตอ้ ง การใชศ้ ัพท์บัญญตั ิ การใช้ศัพท์เฉพาะสาขา การใชถ้ ้อยคำสำนวนให้เหมาะสมแก่ฐานะของ
บุคคล เวลา และสถานที่ อวจั นภาษา หมายถึง ภาษาทไี่ ม่ใชถ้ อ้ ยคำ แตส่ ามารถส่ือความหมายได้
ตวั อยา่ งอวัจนภาษา เชน่ ใช้น้ำเสยี ง การใช้สายตา การแสดงออกทางสหี นา้ ใช้อปั กิริยาท่าทาง การแตง่ กาย
การใชว้ ตั ถหุ รือส่ิงของ แบ่งอวัจนภาษาออกได้ ดังนี้
1. เทศนาภาษา หมายถงึ ภาษาทเ่ี กิดจากลักษณะขอสถานทที่ ีเ่ ก่ียวข้องกบั บุคคลน้ัน ๆ รวมท้งั
ระยะหา่ งระหว่างคูส่ ่ือสาร เช่น ทโ่ี ลง่ แจ้งกับท่ีมืด การน่งั ติดกนั กบั การนั่งหา่ งกัน
2. เนตรภาษา หมายถงึ ภาษาทีเ่ กิดจากการใชส้ ายตาและดวงตา เพ่ือแสดงอารมณ์ความรู้สกึ เช่น
การชำเลอื งมองด้วยความเอียงอาย
3. กาลภาษา หมายถงึ ภาษาท่ีเกดิ จากการแสดงพฤติกรรมที่สมั พันธ์กับเรื่องเวลา เชน่ การโทรศัพท์
ทไ่ี มส่ ำคญั มากในเวลาดกึ
4. สมั ผัสภาษา หมายถึง ภาษาท่ีเกิดจากการสัมผสั เชน่ การจับมือเพื่อแสดงความเป็นมิตร
5. อาการภาษา หมายถงึ ภาษาทไ่ี ด้จากการเคลื่อนไหวหรือการแสดงอากัปกิริยาทา่ ทาง เชน่ การไหว้
เพอ่ื แสดงความออ่ นน้อมถอ่ มตน การทุบโตะ๊ เพ่ือแสดงความไม่พอใจ
6. วัตถภุ าษา หมายถึง ภาษาท่เี หน็ ได้จากการใชว้ ัตถุ เช่น การใช้เคร่ืองประดับราคาแพงเพ่ือแสดงถึง
ความร่ำรวย
7. ปรภิ าษา (ปะ – ริ – พา – สา) หมายถึง สิง่ ที่แนบเน่ืองมากับเสียงหรือตวั อักษร เชน่ ความดงั ค่อย
หนกั เบาของเสียง การใชข้ นาดของตวั อกั ษร
จากการศึกษา ประเภทของภาษา กล่าวสรปุ ได้ว่า ประเภทของภาษาแบ่งออก 2 ประเภท ได้แก่
วัจนภาษา คอื ภาษาที่ใชถ้ ้อยคำในการส่ือสาร และอวจั นภาษา คือ ภาษาทใ่ี ช้ท่าทางกริ ยิ าอาการในการ
สือ่ สาร
24
ความสำคญั ของภาษา
อุดม วโรตมส์ ิกขดิกข์ (2548 หน้า 2) กล่าวถงึ ความสำคญั ของภาษา โดยสรุปไดว้ ่า
ภาษาเป็นสัญลกั ษณ์ของมนุษย์ กจิ กรรมต่าง ๆ ของมนุษยชาตยิ อ่ มมีศนู ยก์ ลางอยู่ท่ีภาษา การทมี่ นุษยร์ ้จู กั
การใช้ภาษาเปน็ เครื่องมอื สื่อความหมายซึง่ กนั และกนั แลว้ ทำใหเ้ กิดพลงั มหาศาลขึ้นในอาณาเขตแห่งมนุษย์
เพราะเครอ่ื งมอื น้ี มนุษย์เป็นเจ้าของภาษากำหนดความคิด ขณะเดียวกันความคิดท่ีปรากฏออกมาในรปู แบบท่ี
เรียกวา่ ภาษา
วนั เพ็ญ เทพโสภา (2550 หน้า 112) กล่าวถึง ความสำคัญโดยสรุปไดว้ ่า ภาษาเปน็ สงิ่ เป็นสงิ่ ที่สำคญั
อยา่ งหน่งึ ของมนษุ ย์ ถ้ามนษุ ยข์ าดภาษา ขาดการส่ือสารความคดิ ของคนเรากจ็ ะทำไมไ่ ด้ เมือ่ ไมม่ ีการถา่ ยทอด
ความคิดต่อกนั แล้ว การเก่ียวข้องระหว่างกันในชวี ติ ประจำวันจะถูกจำกัดอยู่ในวงแคบที่สดุ ในการประกอบ
อาชพี การเล่าเรยี นศึกษา การจดั ระเบยี บสังคม ตลอดจนความเจรญิ ต่าง ๆ กจ็ ะไม่เป็นไปอยา่ งทุกวนั น้ี
นวรรณ พันธเุ มธา (2549 หน้า 98) กล่าวถึง ความสำคัญของภาษา โดยสรปุ ได้ว่า ภาษาเปน็ ตวั แทน
ของสาร หรอื ความหมายของสารทกุ ชนิดฝากไว้กบั ภาษา ภาษากบั สารจงึ เปน็ อนั หนงึ่ เดียวกัน อาจกล่าวไดว้ ่า
ภาษามีความสำคัญต่อการส่ือสาร ทีท่ ำใหก้ ระบวนการสื่อสารดำเนินไปได้ เหตผุ ลเพราะ ภาษาทำหน้าที่ เปน็
ตัวกลางทจ่ี ะทำใหผ้ สู้ ่งสารเข้าใจตรงกนั นอกจากนภ้ี าษายงั มคี วามสำคัญและมีบทบาทอยา่ งมากต่อสังคม คือ
1. ภาษาเปน็ เครอื่ งมือในการสือ่ สาร มนุษย์ต้องใช้ภาษาพูดจาของคนในสงั คม คนที่อยู่ข้างเพอ่ื ทำให้
ผูอ้ า่ นเกิดความเขา้ ใจความคดิ ความตอ้ งการ เพ่ือการบอกเลา่ ไต่ถามความรแู้ ละอนื่
2. ภาษาเปน็ พลังในการรวบรวมเป็นอนั หนึ่งเดียวกัน ภาษามีบทบาทสำคัญที่ทำให้คนในชาติ ซง่ึ พดู
ภาษาเดียวอย่างใชภ้ าษาเดียวกนั มคี วามผูกพันต่อกนั มีความสำคัญในเชื้อชาติ เผา่ พันธุ์ ซึง่ ส่งผลตอ่ การ
พัฒนาทั้งดา้ นการเมือง เศรษฐกิจและการเมือง
3. ภาษาเปน็ ภาพสะท้อนความเจริญทางสังคม ภาษาประจำชาตทิ ใ่ี ชส้ ืบสานตอ่ กนั มา จะผูกพันกบั
สงั คมของผู้ใช้ภาษาอยา่ งใกล้ชดิ คำศัพท์ท่ีมีในภาษาจะเห็นได้ว่าลักษณะทเ่ี ห็นอยู่ อาหาร การกนิ ความเช่ือ
ทรัพยากรธรรมชาติ ของสังคมน้นั ความเจรญิ ก้าวหน้าของสงั คมย่อมมีภาษาอยู่ดว้ ย เช่น ศลิ ปะ ศาสนา
วทิ ยาศาสตร์
4. ภาษาเป็นเครอื่ งมอื ในการบันทกึ และถ่ายทอดทางวฒั นธรรม โดยทภ่ี าษาเปน็ สญั ลกั ษณ์ท่ีกำหนด
เพ่ือแสดงความรู้สึก ความคดิ เห็น ความรสู้ กึ นึกคิดของมนษุ ย์
5. ภาษาเป็นเคร่ืองมอื ในการบันทึก และถา่ ยทอด มาทางทัศนะคติ และค่านยิ มทางสงั คมไว้ไม่มากก็
น้อย
จากการศึกษา ความสำคัญของภาษา กล่าวสรปุ ได้ว่า ภาษาคอื ภาษาท่ีใชใ้ นการส่อื สารใน
ชวี ติ ประจำวัน หากไม่มีภาษาจะทำให้การส่ือสารนั้นเปน็ ไปได้ยาก
25
ศลิ ปะการใชภ้ าษา
สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถมั ภ์ (2554 หน้า 7) กลา่ วถึง ศิลปะของ
การใชภ้ าษา ไว้วา่ ลักษณะท่ีแสดงวา่ ผูส้ ง่ สารใชภ้ าษาไทยอย่างมีศลิ ปะ พจิ ารณาได้จากความสามารถในการ
ใช้ภาษาได้อย่างมีความไพเราะ สละสลวยนา่ ฟงั เหมาะสมกับกาลเทศะก่อใหผ้ ู้รับสารเกิดความน่าเช่ือถือ
สบายใจและประทบั ใจในการสื่อสารร่วมกนั
รุง่ รัตน์ ทองสกุล (2559 หนา้ ) กล่าวถึงศิลปะการใช้ภาษา ไวว้ ่า ศลิ ปะการใช้ภาษา หมายถงึ ความ
งาม หรอื ความไพเราะของการใช้ภาษา ในการเขยี นงานประพนั ธ์ทกุ ชนดิ โดยจะมกี ารเลอื กใชถ้ ้อยคำ วลี ประโยค
สำนวน โวหารภาพพจน์ การพรรณนา และกลวธิ ใี นการดำเนินเรอ่ื งท่ีทำใหง้ านประพันธน์ นั้ ๆ มคี วามงดงาม ทง้ั นี้
กข็ ้นึ อยู่กบั ทักษะของผเู้ ขยี นแตล่ ะคนซ่ึงมีลกั ษณะทแ่ี ตกต่างกันออกไป
จากการศึกษา ศลิ ปะการใช้ภาษา กล่าวสรุปไดว้ ่า ศิลปะการใช้ภาษา หมายถงึ การใช้ภาษาใหม้ คี วาม
ไพเราะ ในการเขยี นงานประพันธท์ กุ ชนดิ ซ่งึ มลี ักษณะท่ีแตกตา่ งกันออกไป
การใชภ้ าษา
สมชาย หอมยก (2550 หน้า 112) กล่าวถึงการใช้คำ สรุปไดด้ ังน้ี การเลือกใชค้ ำเพื่อให้การสอื่ สารมี
ประสทิ ธิภาพผู้ส่งสารจะต้องมีพนื้ ฐานความรู้ในเรอื่ งการใช้คำ เสยี งของคำหรือการอา่ นออกเสยี งคำ และรู้จัก
ความหมายของคำรวมท้งั รู้จักแยกแยะความเหมาะสมของระดบั คำกบั โอกาส และบคุ คล การใช้คำใน
ภาษาไทยควรมหี ลกั การ ดังน้ี
1. ใช้คำให้ถูกต้องตรงตามตวั เนอื่ งจากภาษาไทยมถี ้อยคำท่ีใช้ในภาษาเปน็ จำนวนมาก บางคำมีรปู
คลา้ ยกนั หรอื ใกล้เคยี งกนั แต่ความหมายต่างกัน และนำมาใช้แทนกันไม่ได้ หากไม่สงั เกตอาจทำให้ใชค้ ำผดิ
ความหมายได้
2. ใช้คำให้ถกู ต้องตามอักขรวิธี การใชภ้ าษาไทยให้มปี ระสิทธิภาพ ตอ้ งอ่านและเขียนได้อยา่ งถูกต้อง
ตามหลักเกณฑ์ของภาษา อาศัยการสังเกตและจดจำเพื่อนำไปสู่การใช้ภาษาท่ีถูกตอ้ ง และมปี ระสอทธภิ าพ
มากยงิ่ ข้ึน
3. ใช้คำถกู ต้องตามหน้าท่ขี องคำ ลักษณะนาม คือ คำนามชนิดหน่ึงทีท่ ำหนา้ ท่ปี ระกอบนามอืน่ เพอื่
บอกรปู ลักษณะ ขนาด หรือประมาณของนาม มักใชต้ ามหลังคำวิเศษณ์บอกจำนวนนับ จะอยูห่ ลังตัวเลขบอก
จำนวน ในการใชล้ กั ษณะนามน้ัน ตอ้ งคำนึงถึงความถูกตอ้ ง ความนยิ มของภาษเป็นส่ิงสำคญั เพราะ
ลกั ษณะนามของนามบางชนดิ ไมส่ ามารถเปน็ กฎตายตัวว่าคำนามชนิดนั้นต้องใชล้ ักษณะนามอย่างนั้น ต้องดู
ส่วนอนื่ ประกอบดว้ ย เชน่ บรบิ ท เปน็ ตน้
26
4. ใช้คำถกู ต้องตามกาลเทศะและบคุ คล การใชค้ ำในภาษาไทยใช้ตา่ งกนั ตามความเหมาะสม
ประกอบด้วยเสียงและความหมาย การรู้จักเลือกคำมาใช้ ต้องเลอื กใช้คำใหเ้ หมาะสมกับบคุ คลและโอกาสทีจ่ ะ
ใช้ภาษา ตอ้ งใชภ้ าษาให้ถูกระดับ
เนอ่ื งจากการศึกษาครง้ั นผ้ี ูศ้ ึกษาจะศึกษาเก่ยี วกับคำสมั ผสั นอก และคำสมั ผสั ใน จึงขอกลา่ วถึง
เอกสารเก่ยี วกบั คำสมั ผสั นอก และคำสมั ผสั ใน ดังต่อไปนี้
โสภณ สาทรสมั ฤทธผิ์ ล (2554 หนา้ 48) กลา่ วถงึ คำสมั ผัสนอก ไวว้ า่ คำสัมผสั นอก คือ คำทใ่ี ชส้ ระ
คลอ้ งจองกนั และถ้ามีตัวสะกดตอ้ งเป็นมาตราเดียวกัน สัมผัสนอกเปน็ สมั ผสั บังคบั ทต่ี ้องมีในบทประพนั ธต์ ่าง ๆ
ซึ่งมสี มั ผสั ทส่ี ง่ และรับกันระหว่างวรรค ระหวา่ งบาท และระหว่างบท เชน่
มัสมนั่ แกงแก้วตา หอมยี่หรา่ รสร้อนแรง
ชายใดได้กลิ่นแกง แรงอยากให้ใฝฝ่ นั หา
โสภณ สาทรสมั ฤทธ์ิผล (2554 หน้า 48) กล่าวถงึ คำสัมผสั ใน ไว้วา่ คำสมั ผัสใน คอื การสัมผสั คล้อง
จองของคำท่ีอยู่ในวรรคเดยี วกัน ซึ่งในบทร้อยกรองจะมีสัมผสั ในหรือไมม่ ีก็ได้ คำสัมผัสในมี 2 ประเภท ได้แก่
1. สัมผัสสระ คือ คำทม่ี ีเสียงสระเหมอื นกนั หรือคำทมี่ ีเสยี งสระและเสยี งตัวสะกดเหมือนกนั เช่น
งามทรงวงดังวาด งามมารยาทนาดกรกลาย
งามพรม้ิ ยิ้มแย้มพราย งามคำหวานลานใจถวลิ
2. สัมผสั อักษร คือ คำที่มเี สียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน เชน่
งามทรงวงดงั วาด งามมารยาทนาดกรกลาย
งามพริม้ ยม้ิ แยม้ พราย งามคำหวานลานใจถวลิ
เน่อื งจากการศึกษาครงั้ น้ผี ศู้ ึกษาไดเ้ ก่ยี วกับการสอื่ ความหมายในบทเพลงที่มเี นื้อหาเกยี่ วกับความ
รกั ผ้ศู ึกษาของยกตวั อยา่ งงานวิจัยของ
27
งานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ ง
อรจิรา อจั ฉรยิ ไพบลู ย์ (2554) ศึกษาเรือ่ ง การวเิ คราะห์ศิลปะการใชภ้ าษาในนวนยิ ายเร่ือง
“ช่างสำราญ” เป็นงานวจิ ยั เร่ืองการวเิ คราะหศ์ ลิ ปะการใชภ้ าษาในนวนยิ ายเรอ่ื ง “ช่างสำราญ” นวนิยาย
รางวัลซไี รต์ประจำปี พ.ศ. 2546 มีวตั ถุประสงค์เพื่อศกึ ษาลักษณะเดน่ ดา้ นศิลปะการใชภ้ าษาทปี่ รากฏใน 4
ด้าน ได้แก่ การใชค้ ำ การใชป้ ระโยค การใชส้ ำนวนโวหาร และการใชภ้ าพพจน์ โดยการศึกษาวิจัยจากเอกสาร
และนำเสนอผลงานการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบวา่ เดือนวาด พมิ วนาเป็นนกั เขียนท่ี
สามารถใชภ้ าษาได้อยา่ งประณตี บรรจงพิถีพิถนั เลอื กสรรภาษาวรรณศิลปไ์ ด้อยา่ งสละสลวย ใชภ้ าษาทเี่ รยี บ
งา่ ยใชค้ ำ และความท่ีกระชับชัดเจนลักษณะเดน่ ดา้ นศลิ ปะการใช้ภาษาที่ปรากฏมีดังต่อไปนี้ ด้านการใชค้ ำ
ได้แก่ การใชค้ ำแสดงอารมณ์ความรสู้ กึ แสดงอาการเคลือ่ นไหว บอกแสง สี เสียง กล่ิน รส แสดงการสัมผสั
การใช้คำทต่ี ่างไปจากปกติ การเลน่ สมั ผสั เสยี งของคำ การซ้ำคำ การหลากคำ การใชค้ ำ แบบบันไดคำ การใช้
สร้อยคำ การใช้คำท่ีมีความหมายตรงกันขา้ ม การใช้คำภาษาตา่ งประเทศ การใชภ้ าษาพูด การใชค้ ำไมส่ ภุ าพ
และการละคำเช่ือม ด้านการใช้ประโยค" ได้แก่ การสรา้ งความสมดลุ ทางโครงสร้างของประโยค การใช้
ประโยคขัดแย้ง ประโยคเน้นความ ประโยคสรุปความ ประโยคคำถาม การใชส้ ำนวนภาษาตา่ งประเทศ การท่ี
ประธานเป็นผ้ถู ูกกระทำ และประโยคซ้ำความ ด้านการใชส้ ำนวนโวหาร ไดแ้ กบ่ รรยายโวหาร พรรณนาโวหาร
และสาธกโวหาร และ “ดา้ นการใชภ้ าพพจน์ ได้แก่ อุปมา อุปลกั ษณ์ บคุ ลาธิษฐานสทั พจนแ์ ละปฏิภาคพจน์
นับเป็นสว่ นสำคัญยิ่งที่ทำให้นวนิยายเรอื่ งชา่ งสำราญ มีความโดดเด่น แสดงถึงคณุ ภาพของผลงานจนทำให้นว
นิยายเรื่องนี้ได้รบั รางวัลซีไรต์
เนตรทราย คงอนวุ ัฒน์ (2550) ศกึ ษาเรอ่ื ง “ศกึ ษาศลิ ปะการใชภ้ าษาในนวนิยายของ
วฒั น์ วรรลยางกรู ” เป็นการวจิ ยั ครัง้ นม้ี ุ่งศึกษาศิลปะการใช้ภาษาในนวนิยายของวฒั น์ วรรลยางกรู เพ่ือศึกษา
ศลิ ปะการใชภ้ าษาดา้ นจินตภาฯ และภาพพจน์อันเป็นลักษณะเดน่ ของวัฒน์ วรรลยางกรู ในนวนิยายผล
การศกึ ษาพบว่าวฒั น์ วรรลยางกรู นำจนิ ตภาพมาใชเ้ พื่อให้ผอู้ า่ นเกดิ ภาพได้อย่างเหมาะสมกลมกลนื โดยใชค้ ำ
ช่วยสอื่ ใหเ้ ห็นรายละเอียดของสี แสง กลิน่ รส อาการ การเคลื่อนไหว อารมณ์ ความรู้สกึ และสมั ผสั โดย
แสดงจนิ ตภาพเก่ียวกบั สไี ดเ้ ด่นชัดเป็นพิเศษ ส่วนภาพพจน์ในนวนิยาย อันได้แก่ อปุ มา อุปลกั ษณ์ บุคคลวัต
อติพจน์ อธิพจน์ นามนยั สมพจนยั ปฏภิ าคพจน์ ปฏปิ จุ ฉา ประชดและเหน็บแนม สัทพจน์ ปฏิรูปพจน์ อาวัต
พากย์ ปฏิวาทะและอุทาหรณ์ วฒั น์ วรรลยางกรู สามารถใช้ได้ดใี นทุกลกั ษณะ จุดเดน่ เฉพาะตัวคือ มกี ารใช้อธิ
พจน์ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งลักษณะการใช้ภาษาทง้ั หมดนีท้ ำใหเ้ กิดภาพทีส่ อดคล้องกบั สาระสำคญั ของเร่ือง
มนชิดา หนแู ก้ว (2562) ศึกษาเรื่อง “กลวิธีในการนำเสนอเนือ้ หาและการใช้ภาษาในนวนิยาย
ของ รอมแพง” เป็นงานวิจัยเรือ่ ง กลวิธใี นการนำเสนอเนอ้ื หาและการใช้ภาษาในนวนิยาย ของ รอมแพง มี
วัตถุประสงคเ์ พ่อื ศึกษาการใช้ภาษาในประเด็น การใช้คำ การใช้ประโยค การใชภ้ าพพจน์ การใช้โวหาร และ
กลวิธใี นการนำเสนอเน้ือหา โดยศึกษาจากนวนิยาย ของ รอมแพง 5 เร่ือง ดังน้ี พรายพรหม เรอื นพะยอม
28
บุพเพสนั นิวาส มินตรา และ มณรี ัตนะ ซ่ึงนวนิยายทงั้ 5 เร่ืองนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกบั การขา้ มภพ ข้ามชาติ
นำเสนอผลงานการวจิ ยั แบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่ารอมแพงมีการใช้ภาษาดังน้ี ด้านการใช้คำพบ
9 ประเด็น คือ การใชค้ ำบ่งชพี้ ฤติกรรม การใช้คำเรียกชือ่ การใชค้ ำบอกขนาด จำนวน การใชค้ ำลงท้าย การ
ใชค้ ำแสดงการถาม การใช้คำสรรพนามการใช้คำอุทาน การใช้คำสแลง และการใช้คำทบั ศพั ท์ ด้านการใช้
ประโยคพบ 3 ประเภท คือ การใช้ประโยคกระชบั การใช้ประโยคขนาดยาว และการใชป้ ระโยคท่มี ีคำถามเชิง
วาทศิลป์ ด้านการใชภ้ าพพจนพ์ บ 4 ประเภท คือ การใช้ภาพพจน์อุปมา การใชภ้ าพพจนอ์ ตพิ จน์ การใช้
ภาพพจน์ บุคลาธษิ ฐาน และการใช้ภาพพจนส์ ัทพจน์ ดา้ นการใชโ้ วหารพบ 3 ประเภท คอื บรรยายโวหาร
พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร ดา้ นกลวธิ กี ารนำเสนอเน้ือหาพบ 4 ประเด็น คือ การต้ังช่ือเรอ่ื ง การเปิด
เร่ือง การดำเนินเรอ่ื ง และการปิดเร่ือง
สุนฐิ า กำเนดิ ทอง (2545-2554) ศกึ ษาเร่ือง “กลวิธีการประพันธใ์ นนวนยิ ายของ ว.วนิ ิจฉัยกุล
งานวิจยั นีม้ ีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อศึกษากลวธิ ีการประพนั ธใ์ นนวนิยายของ ว. วินิจฉัยกุล ช่วงพ.ศ. 2545-
2554 ศึกษากลวิธกี ารสร้างโครงเรอ่ื ง การสร้างตวั ละคร การสรา้ งฉาก แนวคิด และการใช้ภาษาและภาพพจน์
โดยเสนอผลการศกึ ษาแบบพรรณนาวเิ คราะห์ผลการศกึ ษาพบวา่ กลวธิ กี ารสรา้ งโครงเรอื่ ง ผแู้ ต่งให้ความสำคัญ
กบั การเปดิ เร่ืองโดยฉากและบรรยากาศ และการแนะนำตัวละคร โดยใหร้ ายละเอยี ดเกีย่ วกับสภาพแวดลอ้ ม
สภาพสังคม ยุคสมัย ท่อี ยู่อาศัย และวถิ ชี วี ิต สะท้อนพฤติกรรม และความคดิ ของตวั ละคร การสรา้ งความ
ขัดแยง้ ดา้ นความรักและครอบครวั โดยใชพ้ ืน้ ฐานครอบครัว การศึกษา วถิ ชี ีวิต และสภาพสงั คมหล่อหลอมให้
ตัวละครมีวิธคี ดิ วธิ กี ารแก้ปัญหาแตกตา่ งกัน การปดิ เร่ืองนยิ มปดิ แบบความสขุ และแบบทิง้ ท้ายใหผ้ ู้อ่านคดิ
เองจะเกีย่ วข้องกับความสมหวงั ด้านความรักกลวิธกี ารสร้างตวั ละคร พบว่าการสร้างตวั ละครฝา่ ยหญิงและตัว
ละครฝ่ายชายแสดงพฤติกรรม ความคิดของสังคมรว่ มสมัย คือ การมีอสิ ระในการเลือกค่คู รอง การสร้างตัว
ละครฝา่ ยหญิงและตัวละครฝ่ายชายแสดงพฤติกรรม ความคิดของสงั คมอดตี นำเสนอผา่ นช่วงการเปลีย่ นการ
ปกครอง พ.ศ. 2475 ตัวละครมอี สิ ระในการเลือกประกอบอาชีพ และเลือกคู่ครอง ซึง่ ตวั ละครจะมีความคิด
แตกต่างกันขึน้ อยกู่ บั พนื้ ฐานครอบครวั การศกึ ษา และสภาพสังคมกลวิธีการสรา้ งฉากพบวา่ การนำเสนอฉาก
สอดคล้องกับวถิ ชี ีวิต อารมณ์ ความรูส้ ึกและความคิดของตัวละคร และฉากมีส่วนเก่ียวข้องหรอื มอี ิทธิตอ่ ความ
ขดั แยง้ ของเรื่องการนำเสนอแนวคิดด้านครอบครัว การเลือกคู่ครอง คุณคา่ ของผหู้ ญงิ และคณุ ธรรมการดำเนิน
ชวี ิต ซ่งึ เกีย่ วขอ้ งกบั คุณธรรมที่ชว่ ยจรรโลงจิตใจ และสงั คมกลวธิ กี ารใชภ้ าษาและภาพพจน์พบว่า การใชภ้ าษา
เลอื กใช้คำ วลี ประโยคแสดงภาพธรรมชาติ แสดงรปู ร่างหน้าตา อารมณ์ความรูส้ ึก และความคิดของตัวละคร
การใช้ภาพพจน์ผู้แต่งนิยมใช้อุปมา อุปลกั ษณ์ และอติพจน์ โดยนำอาการ ความรูส้ ึก และรูปร่างหน้าตาของตวั
ละครเปรยี บเทียบกบั ธรรมชาติ และส่งิ ของเคร่ืองใช้
วราพรรณ ท้ิงโคตร และนนทชา คยั นนั ทน์ (2562) ศึกษาเรอ่ื ง “การใชภ้ าษาสรา้ งจินตภาพในนว
นิยายสยองขวญั ชดุ 4 ทศิ ตายของภาคนิ ัย” บทความวิจัยนม้ี ีวัตถปุ ระสงคเ์ พื่อวิเคราะหล์ กั ษณะการใชภ้ าษา
29
สรา้ งจนิ ตภาพในนวนยิ ายสยองขวัญชุด 4 ทิศตายของภาคินัยในดา้ นการใชค้ ำสรา้ งจนิ ตภาพและการใช้
ภาพพจน์สรา้ งจนิ ตภาพ ท้ังน้ีผู้วจิ ัยไดศ้ กึ ษานวนิยายสยองขวญั ชุด 4 ทิศตายของภาคนิ ัยท่ีตพี ิมพ์คร้ังแรกใน
เดอื นตุลาคม พ.ศ. 2557 จำนวน 4 เลม่ ไดแ้ ก่เรื่อง นางแค้น นางคกุ นางครวญ นางคอย และเสนอผล
การศึกษาโดยวิธพี รรณนาวเิ คราะห์โดยผลการศึกษาการใช้คำสรา้ งจนิ ตภาพพบวา่ มี 6 ลกั ษณะ ได้แก่ 1) การ
ใช้คำสรา้ งจนิ ตภาพการมองเห็น 2) การใช้คำสรา้ งจินตภาพทแ่ี สดงอาการและความเคลื่อนไหว 3) การใช้คำ
สรา้ งจนิ ตภาพท่ีส่อื อารมณค์ วามรูส้ กึ 4) การใช้คำสรา้ งจินตภาพการได้ยิน 5) การใช้คำสร้างจนิ ตภาพการ
สัมผัส และ 6) การใชค้ ำสรา้ งจินตภาพการได้กล่นิ ส่วนในด้านการใช้ภาพพจนส์ รา้ งจนิ ตภาพพบว่ามี 6
ลักษณะ ได้แก่ 1) อุปมา 2) อุปลักษณ์ 3) บคุ ลาธษิ ฐาน 4) อตพิ จน์ 5) ปฏิภาคพจน์ และ 6) ปฏิปจุ ฉา
จากการศึกษากรอบวจิ ยั ท้งั 5 เล่ม สรุปไดว้ า่ ศลิ ปะการใชภ้ าษาเป็นวธิ ีการทีผ่ ้แู ตง่ ใชภ้ าษาท่ี
สละสลวยเขียนเรอื่ งข้นึ มาเพ่ือให้เนอื้ เรอ่ื งในวรรณกรรมดำเนนิ ไปตามที่วางไว้ โดยอาศัยการสร้างโครงเรือ่ ง
การสร้างตัวละคร การตัง้ ช่อื เรือ่ ง การดำเนนิ เร่ือง วธิ รการเลา่ เร่ือง การสร้างฉาก สรา้ งเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ การ
ใช้ภาษา และการสร้างบทสนทนา ซึง่ ผูแ้ ต่งจะมวี ิธีการแตกต่างกันตามความถนดั ความสามารถ ประสบการณ์
เพื่อให้งานเขียนมีความนา่ สนใจ นา่ ตดิ ตาม และทำให้งานเขียนมลี กั ษณะเฉพาะ
30
บทที่ 3
ผลการศึกษาคน้ คว้า
การศึกษาเรื่อง ศิลปะการใช้ภาษาในนวนยิ าย “อกเกือบหักแอบรักคณุ สามี” ผศู้ ึกษาเสนอผล
การศกึ ษาคน้ ควา้ ดังต่อไปนี้
1. การใชค้ ำ
1.1 การใช้คำแสดงอารมณ์ความรู้สกึ
1.2 การใช้คำแสดงอาการเคลื่อนไหว
1.3 การใช้คำบอกแสง
1.4 การใช้คำบอกสี
1.5 การใช้คำบอกสียง
1.6 การใช้คำบอกรส
1.7 การซ้ำคำ
1.8 การใชค้ าํ ภาษาตา่ งประเทศ
1.9 การใชภ้ าษาพูด
1.10 การใชค้ าํ ไม่สภุ าพ
2. การใช้สำนวนโวหาร
1.1 บรรยายโวหาร
1.2 พรรณนาโวหาร
3. การใช้ภาพพจน์
1.1 อุปมา
1.2 อปุ ลกั ษณ์
1.3 สทั พจน์
31
การใชค้ ำ
ศลิ ปะการใช้ภาษาในนวนยิ ายเร่ือง “อกเกือบหักแอบรกั คุณสาม”ี ใช้คำทเี่ หมาะสมกับเนอื้ หา และ
บริบทของตัวละคร เพอื่ สร้างความสมจรงิ ใหแ้ กเ่ นอื้ เร่ือง และสะดดุ ตาผู้อ่าน ในการศึกษาการใชภ้ าษาใน
ประเดน็ การใชค้ ำทป่ี รากฏในนวนยิ ายเรื่อง “อกเกือบหักแอบรกั คุณสามี” ผู้วิจัยเลอื กศึกษาในประเด็น 10
ประเด็น ได้แก่ การใช้คำแสดงอารมณค์ วามรู้สกึ แสดงอาการเคลื่อนไหว บอกแสง สี เสียง รส การซ้ำคำ
การหลากคำ การใชค้ ำ การใช้คำภาษาต่างประเทศ การใช้ภาษาพดู การใชค้ ำไมส่ ภุ าพ ดังตวั อย่างต่อไปนี้
1. การใช้คำแสดงอารมณ์ความรูส้ ึก
เปน็ การเลอื กคำเพื่อแสดงใหผ้ อู้ ่านเข้าใจถึงอารมณค์ วามร้สู กึ ของตัวละครอย่างลึกซงึ้ อารมณร์ ่วม
ไปกบั ตัวละครดว้ ย ไม่วา่ จะเป็นความสขุ หรือความทุกขก์ ็ตาม ดงั ตวั อย่างต่อไปนี้
“แม้จะง่วงแค่ไหน แตค่ นท่ียงั ไมน่ อนก็เดนิ ดุ่ม ๆ ไปคดขา้ วใสจ่ าน แล้วไปนั่งรอทโี่ ต๊ะหน้าทวี พี ร้อม
ช้อนซ้อม ความหิวชนะทุกอย่างจรงิ ๆ น้ำเสยี งใส ๆ ล้อเลียนหมีแพนดา้ ตัวเข่ืองทน่ี งั่ ง่วงรอกับขา้ ว แมค้ ุณชาย
ประจำบา้ น…แต่แมค่ รัวกย็ ังคงยม้ิ ร่าเริงไดอ้ ยเู่ หมือนเคย พร้อมนำทุกอย่างมาเสริ ์ฟให”้ (หนา้ 3)
จากตัวอย่างข้างต้นมีการใช้ศิลปะทางภาษาด้านการใช้คำแสดงอารมณค์ วามรู้สกึ จะเห็นได้ว่าจะมี
การใชค้ ำแสดงอารมณ์ความรู้สกึ ดงั เชน่ คำว่า งว่ ง ที่บอกถงึ อาการของการงว่ งนอน คำวา่ หวิ ที่บอกถงึ
ความรูส้ กึ หวิ และคำว่า ย้ิมร่าเริง ท่ีบอกถึงวา่ ตวั ละครนน้ั กำลังมีความสขุ อยู่ ซ่ึงเปน็ การใช้สอ่ื ความรูส้ กึ ของ
เธยี รวฒั นท์ ่ีกำลังง่วงแตก่ ็ยงั จะเดินไปหาไรกนิ เพราะความหิว ทำให้เมยทีก่ ำลังดอู ย่นู ้ันยิ้มออกมา
“กวา่ เธียรวฒั น์จะกลบั ถึงบ้านสวนย่านชานเมืองก็เกือบแปดโมงเช้า เขาแทบไม่ได้นอนมาท้ังคืน แล้วยงั
ตอ้ งมาหงดุ หงิดกบั รอยยิ้มแปน้ แลน้ ของคนในชุดผ้ากันเปื้อนที่กำลงั กลั้นขำกับสภาพของเขาเมื่อก้าวลงมาจากรถ” (หน้า 2)
จากตัวอยา่ งข้างต้นมีการใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการใช้คำแสดงอารมณค์ วามรูส้ ึกของเธียรวัฒน์ที่
กำลงั หงดุ หงิด จะเหน็ ไดว้ า่ ในข้อความขา้ งตน้ นี้จะมีการใช้คำแสดงอารมณ์ความรสู้ ึก ดังเช่น คำวา่ หงดุ หงิด ที่
บอกถึงอาการของการไมพ่ อใจ คำวา่ รอยยิ้มแป้นแลน้ ทบ่ี อกถึงว่าตัวละครน้ันกำลังมีความสุขโดยแสดงออก
ดว้ ยการย้มิ ออกมา และคำว่า ขำ บ่งบอกถงึ ตัวละครทกี่ ำลังกลัน่ ขำอยเู่ ปน็ การแสดงความรสู้ กึ ผ่านสีหนา้
ทา่ ทาง
32
“คนถกู ถามไม่พูดอะไร แตอ่ าศัยพยักหน้าแทน เขาเหนอื่ ยทตี่ ้องหอบงานสมัยเรยี นมหาวิทยาลยั
ระหวา่ งเดินกลบั แผนกกลบั ไปทำที่บ้านและอดหลับอดนอนมาหลายคืน บรพิ งศต์ บไหลอ่ ยา่ งนกึ เห็นใจ
กบั สีหน้าที่อิดโรย แม้จะไม่ได้ลงโปรเจ็กตเ์ ดียวกัน แตก่ ็พอจะเหน็ ว่าเธียรวฒั นก์ ม้ หนา้ ก้มตาทำงานสุด ๆ มา
หลายวนั แลว้ ” (หน้า 4)
จากตัวอย่างข้างตน้ มกี ารใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการใช้คำแสดงอารมณ์ความรู้สึก จะเหน็ ได้ว่าใน
ขอ้ ความขา้ งตน้ นีจ้ ะมีการใชค้ ำแสดงอารมณ์ความรู้สึก ดงั เช่น คำวา่ สหี นา้ ท่อี ดิ โรย ทบี่ ่งบอกอาการผ่านสี
หนา้ ท่ไี มส่ ดู้ ีนัก ทำให้ผู้อา่ นจิตนาการเหน็ ภาพตามถงึ สีหน้าของเธียรวฒั น์ทกี่ ำลงั เหนือ่ ยกบั งานอยู่
“มาก็ดีสิ กำลงั เบอ่ื ๆ อยู่พอดี” เธียรวัฒนท์ ีเ่ ม่อื สกั ครู่ยงั หน้านงิ่ กลับปรากฏรอยย้ิมร้ายกาจบนรมิ
ฝีปากแทน” (หน้า 8)
จากตัวอยา่ งขา้ งต้นมีการใชศ้ ิลปะทางภาษาดา้ นการใชค้ ำแสดงอารมณ์ความรสู้ กึ จะเหน็ ได้วา่ ใน
ขอ้ ความขา้ งตน้ นจ้ี ะมีการใชค้ ำแสดงอารมณค์ วามร้สู กึ ดังเช่น คำว่า เบ่ือ ๆ เปน็ การบอกถงึ อารมณ์และ
สภาวะของจติ ใจ ทีเ่ กิดขึน้ กับตัวละคร เปน็ ความรสู้ ึกท่ีไม่สนใจสิ่งรอบขา้ ง หรือร้สู ึกว่าชว่ งระยะเวลาหนงึ่ ท่อื ๆ
ไม่น่าสนใจ คำว่า หนา้ นิ่ง ที่เธยี รวฒั นแ์ สดงออกมานน้ั เปน็ การแสดงออกทางใบหนา้ โดยไมไ่ ด้ตงั้ ใจจนดูเหมือน
บง้ึ ตงึ โกรธ รำคาญ หรือดูถกู ตลอดเวลา และคำวา่ รอยย้ิมรา้ ยกาจ ที่บง่ บอกถึงอาการของตวั ละครทม่ี ี
ความคดิ บางสิ่งบางอยา่ งอยู่ในใจ แสดงออกถึงความเจา้ เล่ห์ หรอื การมแี ผนอะไรบางอย่าง
“สายตาคมกริบเหลือบมองเจ้าของโครงการ หย่งั เชิงดวู ่ากลา้ ควกั กระเป๋าเพ่ิมหรือเปล่า เพราะเทา่ ที่
ทราบงบประมาณของโครงการนีก้ ็สงู จนแทบจะชนเพดานอยแู่ ลว้ แล้วเธยี รวฒั นก์ ็กระตกุ ย้มิ สมใจเม่อื ได้เห็นสี
หนา้ ลังเล” (หน้า 9)
จากตัวอยา่ งขา้ งต้นมีการใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการใช้คำแสดงอารมณ์ความรู้สึกของเธียรวฒั นท์ ี่
กำลงั ดีใจทีเ่ หน็ ถึงความลังเลของเจา้ ของโครงการ จะเห็นได้ว่าในขอ้ ความข้างตน้ นีจ้ ะมีการใชค้ ำแสดงอารมณ์
ความรู้สึก ดังเช่น คำว่า สายตาคมกริบ ท่บี ง่ บอกผ่านสายตาของตวั ละครท่ีกำลังจ้องมองอยา่ งไมว่ างตา คำวา่
กระตุกยิ้ม บง่ บอกถึงลักษณะ การยมิ้ ทเ่ี ป็นเพยี งแค่กระตกุ มมุ ปาก เหมือนไมค่ ่อยเต็มใจจะยม้ิ สักเท่าไหร่ บง่
บอกถงึ อปุ นิสัยทเี่ ป็นคนค่อนขา้ งเข้าใจยากทีเดยี ว เพราะมักจะมีความซับซ้อนในตวั เองสูง อารมณ์แปรเปล่ยี น
รวดเร็ว แตว่ า่ กจ็ ะเป็นคนท่ีมีความคิดลกึ ซึง้ คมคาย จนบางทคี นอื่นถึงกับตามไมท่ นั และคำว่า สีหน้าลงั เล
เปน็ การแสดงอาการสองจติ สองใจ หรอื เกดิ ความสับสน
33
“พอเพ่ือนถาม ใบหน้าของเสือย้ิมยากจงึ เปอื้ นรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนบอกเหตผุ ลท่ีต้องเดินทางไปแบบ
ปจั จุบันทันดว่ น” (หนา้ 10)
จากตัวอย่างข้างต้นมีการใช้ศลิ ปะทางภาษาด้านการใช้คำแสดงอารมณ์ความรสู้ ึกของเธียรวฒั น์ทม่ี ี
ความคิดบางอยา่ งแอบแฝงอยู่ทำใหต้ อ้ งยิ้มออกมา จะเหน็ ไดว้ ่าในขอ้ ความข้างตน้ น้ีจะมกี ารใช้คำแสดง
อารมณ์ความร้สู กึ ดังเช่น คำว่า รอยย้ิมบาง ๆ ทบี่ ง่ บอกถงึ การแอบย้ิมของตวั ละครที่กำลงั เขนิ แสดงออกโดย
ผ่านสหี นา้ และการยิ้มออกมา
“สาวน้อยทีเ่ ดินยมิ้ แป้นกลบั มาพร้อมกับถาดที่บรรจุแก้วน้ำเย็น ๆ นน้ั ไม่ใชล่ กู แท้ ๆ ของคุณนายศจี”
(หนา้ 12)
จากตัวอย่างขา้ งตน้ มีการใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการใช้คำแสดงอารมณ์ความร้สู ึกของเมยที่กำลงั ยิม้
อยา่ งมีความสุขในขณะที่กำลงั ถอื นำ้ เพื่อท่ีจะเอาไปให้คณุ นายศจี จะเหน็ ไดว้ ่าในข้อความข้างตน้ น้จี ะมกี ารใช้
คำแสดงอารมณ์ความรสู้ กึ ดงั เช่น คำวา่ ยม้ิ แปน้ บอกถงึ ตัวละครท่กี ำลังยิ้มกวา้ งอยา่ งยินดหี รือดีใจ หรือกำลัง
อารมณ์ดีอยู่
“เธยี รวัฒนง์ งไปพกั ใหญว่ า่ เรื่องอะไร คนถามยิ้มกรุม้ กร่ิมทีเ่ หน็ เขาทำหน้าเอ๋อ เลยแกล้งแซวหนัก
เข้าไปใหญ่” (หน้า 18)
จากตัวอย่างขา้ งตน้ มกี ารใชศ้ ลิ ปะทางภาษาด้านการใช้คำแสดงอารมณ์ความรสู้ ึกของเมยทีก่ ำลงั
เขินในส่ิงท่ีเธยี รวฒั น์ถามไป จะเห็นไดว้ า่ ในขอ้ ความข้างตน้ น้ีจะมกี ารใชค้ ำแสดงอารมณ์ความรู้สกึ ดงั เชน่ คำ
ว่า ยม้ิ กรุ้มกริ่ม บอกถงึ ตวั ละครท่ีกำลงั มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เป็นการยิ้มท่ีเจา้ เล่ห์ หรือกำลงั เขิน
“น้องเธยี ร เสียงหวานที่ปลายสายท้ังตน่ื เต้นทัง้ ดใี จเมื่อไดย้ นิ เสยี งของคนที่เธอเฝา้ คิดถงึ ”
(หน้า 20)
จากตวั อยา่ งข้างตน้ มกี ารใชศ้ ิลปะทางภาษาด้านการใชค้ ำแสดงอารมณ์ความรูส้ ึกของญาดาทีก่ ำลัง
ดีใจเมื่อไดย้ ินเสียงของเธยี รวัฒน์ จะเหน็ ได้ว่าในข้อความข้างตน้ น้จี ะมีการใช้คำแสดงอารมณ์ความร้สู กึ ดังเช่น
คำว่า ท้งั ต่ืนเต้นทัง้ ดใี จ เป็นอาการทตี ืน้ ตนั ใจหรืออิ่มอกอ่ิมใจเม่ือไดย้ ินเสยี งของคนทร่ี ัก
34
“คงไม่มใี ครรใู้ ชม่ ั้ยวา่ วันนีเ้ จา้ บา่ วอารมณ์ไม่ค่อยดเี พราะโดนบงั คบั ใหต้ ้องแต่งไม่หรอก ก็เขาไม่ได้
ทำหน้าบงึ สักหน่ แค่ไม่ยม้ิ เท่าน้นั เอง” (หนา้ 33)
จากตัวอยา่ งขา้ งต้นมกี ารใชศ้ ลิ ปะทางภาษาดา้ นการใช้คำแสดงอารมณ์ความรู้สกึ ของเธยี รวัฒน์ที่
ต้องแต่งงานเพราะโดนบงั คับเลยทำหน้าบ้ึงตึง จะเห็นได้วา่ ในขอ้ ความข้างต้นนี้จะมีการใช้คำแสดงอารมณ์
ความรสู้ ึก ดงั เช่น คำว่า หน้าบึง และคำวา่ ไม่ยิม้ เป็นการแสดงสีหน้าทอี่ าการโกรธ ไม่พอใจ หรือไม่ได้อย่างใจ
“เออเนาะ จรงิ ดว้ ย” ยายเมยเออออสีหน้าเครียด แตแ่ ววตายังมีคำถาม (หน้า 39)
จากตัวอยา่ งขา้ งต้นมกี ารใช้ศลิ ปะทางภาษาด้านการใช้คำแสดงอารมณ์ความรสู้ ึกของเมยท่กี ำลงั
สงสยั เธยี รวัฒน์ ซ่ึงในใจเมยก็เกิดคำถามในใจมามาย จะเห็นไดว้ ่าในข้อความข้างต้นนจ้ี ะมีการใช้คำแสดง
อารมณ์ความร้สู กึ ดังเช่น คำว่า สหี น้าเครยี ด เป็นการแสดงออกผา่ นทางใบหน้า รับรู้ได้ถึงความวติ กกังวลของ
ตวั ละคร
“ทำไมต้องทำหน้าอย่างนนั้ ด้วย กลวั อะไร” เสยี งเรียบน่ิงสนทิ เอ่ยถามคนท่ดี ทู า่ ว่าจะมีปัญหามากท่ี
ตอ้ งแต่งงานกับเขาทุกอย่างรอบตัวเงยี บจนไมร่ ้จู ะเงยี บยังไง เจ้าของสายตาคมกรบิ ทำเอาคนถกู มองหายใจไม่
ออกเม่ือเห็นว่ายายเมยหน้าซีดจนจะเป็นลมอยู่แล้วเธียรวฒั น์จึงยอมละสายตาทก่ี ดดันกอ่ นจะสง่ั ตอ่ (หน้า43)
จากตวั อยา่ งข้างต้นมีการใช้ศลิ ปะทางภาษาดา้ นการใช้คำแสดงอารมณ์ความรู้สึกของเธียรวฒั นท์ ี่
กำลังมองหน้าเมยทำให้เมยกดดนั จนหน้าซีด จะเหน็ ได้ว่าในข้อความขา้ งตน้ น้ีจะมีการใช้คำแสดงอารมณ์
ความร้สู ึก ดังเช่น คำวา่ หนา้ ซีด เปน็ การแสดงออกผา่ นทางใบหนา้ ทมี่ สี ีหนา้ ไม่สดใสหรือไม่มสี ีเลือดเพราะ
ตกใจ หรอื ถูกจบั ได้ว่าทำผดิ
“เธียรวฒั น์หงดุ หงดิ ไม่คดิ ว่านอกจากจะถูกส่งมาเร่งโปรเจก็ ต์ที่นี่แล้วยังต้องมาเร่งพิธีฉลองงาน
แต่งงานด้วยสาเหตใุ หญ่ไมใ่ ช่เพราะจำนวนคนท่จี ้องจะตีทา้ ยครัวเขาอย่างเดียวหรอกแต่เปน็ เพราะส่ิงที่ได้ยิน
มาตง้ั แตเ่ ม่ือคืน” (หนา้ 304)
จากตวั อย่างข้างต้นมีการใชศ้ ลิ ปะทางภาษาดา้ นการใช้คำแสดงอารมณ์ความร้สู ึกของเธยี รวัฒน์ท่ี
เกิดความไม่พอใจที่ส่งเขามาทำโปรเจก็ ต์ทอ่ี ื่นโดยกะทนั หนั จะเหน็ ไดว้ ่าในข้อความขา้ งต้นนีจ้ ะมกี ารใชค้ ำ
35
แสดงอารมณ์ความรสู้ ึก ดงั เชน่ คำวา่ หงดุ หงดิ เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ อาจจะอารมณ์เสียอยู่ เพราะ
ไม่ได้ดังใจหรือไมเ่ ป็นไปตามที่ต้องการ
2. การใช้คำแสดงอาการเคลอ่ื นไหว
เปน็ คำบอกกริ ยิ าอาการ และการเคล่ือนไหวของสิง่ ตา่ ง ๆ ทำใหผ้ ู้อา่ นเกดิ ภาพจินตนาการณ์อยา่ ง
ชดั เจน ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้
“แมจ้ ะงว่ งแค่ไหน แต่คนที่ยังไม่นอนก็เดินดมุ่ ๆ ไปคดขา้ วใสจ่ าน แล้วไปนง่ั รอที่โต๊ะหน้าทีวี
พรอ้ มช้อนซ้อม” (หน้า 3)
จากตัวอยา่ งขา้ งตน้ มกี ารใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการใช้คำแสดงอาการเคลอ่ื นไหวของเธยี รวัฒน์ที่
กำลังเดินไปเพื่อจะคดขา้ วกนิ จะเห็นได้วา่ ในขอ้ ความขา้ งต้นจะมกี ารใชค้ ำแสดงอาการเคล่อื นไหว ไดแ้ ก่ คำวา่
เดินดมุ่ ๆ ที่บง่ บอกถึงการเคลอ่ื นไหวโดยการเดนิ ของตัวละคร
“สมาชกิ อีกตัวของบา้ นได้อ่ิมอร่อยบา้ ง มันกระดิกหางดุก๊ ด๊กิ เมอื่ มรข้าวคลกุ น่องไกพ่ ูนจานมาวาง
ไว้ตรงหนา้ ” (หน้า 3)
จากตัวอยา่ งขา้ งต้นมีการใชศ้ ิลปะทางภาษาดา้ นการใชค้ ำแสดงอาการเคล่ือนไหวของเจา้ โอยัวะซ่งึ
เป็นสุนัขของเมย มนั กำลังมีความสขุ ทีจ่ ะไดก้ นิ ข้าวจึงแสดงอาการดีใจโดยการกระดิกหางออกมา จะเหน็ ไดว้ ่า
ในข้อความข้างต้นจะมกี ารใช้คำแสดงอาการเคลอ่ื นไหว ได้แก่ คำว่า กระดิกหางดุ๊กดกิ๊ บง่ บอกถงึ การ
เคล่ือนไหวของหางสนุ ัขท่ีกำลังดใี จ หรอื อารมณด์ ี
“เดยี๋ ว...” ไมท่ นั จะถอยหลังไปถงึ สามก้าว เขากเ็ รยี กกลับมาใหม่ “ไปแตต่ ัว เอาไอน้ ่นั คนื มาดว้ ย”
เธียรวัฒนบ์ อก พลางกระดกิ นิว้ ขอส่งิ ทเ่ี ธอคาบอย่ใู นปากคืน (หน้า 19)
จากตวั อยา่ งขา้ งตน้ มกี ารใชศ้ ิลปะทางภาษาดา้ นการใชค้ ำแสดงอาการเคลอ่ื นไหวของเธียรวฒั นท์ ่ี
กระดิกนิ้วเพ่ือของสิง่ ทเี่ มยกำลงั คาบอย่ใู นปากน้ันคนื จะเห็นได้ว่าในข้อความข้างตน้ จะมีการใช้คำแสดง
อาการเคล่ือนไหว ได้แก่ คำว่า พลางกระดิกนวิ้ บ่งบอกถึงอาการเคลื่อนไหวโดยการกระดกิ นิว้ เรียก เพื่อสอ่ื ถึง
การเรยี กใหเ้ ข้าไปหา
36
“เมอื่ เขา้ ไปในบรเิ วณบ้านน้นั จงึ เหน็ ปริวัตถ์สาละวนอยกู่ ับการดแู ลสมาชิกใหม่ของบ้านทัง้ สต่ี วั มี
ลกู สุนัขตวั อว้ นกลมกำลังเดนิ ต้วมเตี้ยมเลน่ กันจนหงายทอ้ งกลิง้ อยู่ตรงสนามหญา้ พอเห็นว่าใครมา ปริวัตถจ์ ึง
เอย่ ทัก” (หน้า 143)
จากตวั อย่างข้างตน้ มีการใชศ้ ิลปะทางภาษาดา้ นการใช้คำแสดงอาการเคล่อื นไหวลูกสนุ ขั ทปี่ ริวตถ์
เลี้ยงไว้ทง้ั สี่ตัว ซง่ึ พวกมนั กำลังว่ิงเลน่ กนั สนุกสนาน จะเหน็ ได้ว่าในข้อความข้างต้นจะมีการใชค้ ำแสดงอาการ
เคลอ่ื นไหว ได้แก่ คำวา่ ต้วมเตยี้ ม เปน็ การบอกการเคลือ่ นไหวโดยการเดนิ เปน็ อาการที่ค่อย ๆ เคล่ือนไหว
หรอื เคลอ่ื นไหวอย่างชา้ ๆ
3. การใช้คำบอกแสง
เป็นการเลอื กคำทแ่ี สดงแสงเงา ความสว่างของฉาก และบรรยากาศที่ผ้เู ขยี นต้องการนำเสนอทำให้
งานเขียนนัน้ นาํ เสนอสารทเ่ี ห็นภาพชัดเจน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
“ภายในหอ้ งนอนบนคอนโดหรกู ลางเมอื ง มา่ นหนาถูกปดิ สนิทไม่ให้แสงรำไรจากโลกภายนอกเลด็
ลอดเขา้ มา” (หน้า 1)
จากตัวอย่างข้างต้นมกี ารใชศ้ ลิ ปะทางภาษาดา้ นการใชค้ ำบอกแสงของมา่ นภายในหอ้ งของเธยี ร
วัฒน์ท่ีปิดสนิทไม่ให้แสงนั้นเขา้ มาได้ จะเหน็ ได้ว่าในข้อความข้าวต้นน้ีจะมีการใช้คำบอกแสง ได้แก่ คำว่า แสงรำไร
ท่ีบง่ บอกถึงความสว่างของแสงทผ่ี า่ นเขา้ มา แตใ่ นตัวอย่างข้างต้น คำว่า แสงรำไร เป็นการใช้บอกถึงการท่ีไม่
ตอ้ งการให้มแี สงรำไร หรือแสงอะไรเลด็ ลอดเขา้ มาในหอ้ งได้
4. การใช้คำบอกสี
เป็นการให้รายละเอียดของสีเพ่ือใหผ้ ู้อา่ นไดส้ มั ผสั ความสวยงามของถ้อยคำเพมิ่ มากขึน้ การ
พรรณนาสีของผ้เู ขยี นมกั ปรากฏการการใช้คำวเิ ศษณ์ขยายคำบอกสี หรอื ในบางครง้ั ผู้เขียนไมไ่ ด้ ระบสุ ีให้
ชดั เจนว่าเปน็ สอี ะไร แต่ใชค้ ำขยายทำใหเ้ กิดภาพ สามารถคาดเดา หรือจนิ ตนาการไดว้ า่ เปน็ สีอะไร ดงั
ตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี
“คำพูดเหลา่ น้ี สำหรับเขาคงเปน็ เพียงนิทานที่เอาไว้เลา่ ให้เด็กฟัง เพราะบนโลกสีเทา ๆ ของเขา”
(หนา้ 1)
37
จากตัวอยา่ งข้างตน้ มกี ารใช้ศลิ ปะทางภาษาด้านการใช้คำบอกสีของโลกของเรา ซึ่งเป็นการ
เปรียบเทยี บทวี่ ่าโลกของเรานั้นเป็นเหมือนสเี ทา เพราะมแี ต่ความมืดมน ไมส่ ดใส จะเห็นไดว้ ่าในในตัวอยา่ งจะ
มีการใชค้ ำบอกสี ได้แก่ คำวา่ บนโลกสีเทา ๆ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบคำวา่ โลกทม่ี นหมองโดยการใส่สเี ข้าไป
ซงึ่ คำว่าสเี ทานัน้ เปรียบได้กับสหี มอกท่ีดูมดื มน
“เจ้าของเสียงหวานหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ เลบ็ สแี ดงสดจับปลายคางขาวจดั นัน้ ใหห้ นั กลบั มา
แลว้ กดริมฝปี ากเคลือบลิปสติกสเี ลือดนกลงบนปากสีแดงเร่ือโดยธรรมชาติอยา่ งอดใจไม่ไหว มอื หนาที่กำลัง
ตดิ กระดุมเส้อื อยู่จึงต้องหยดุ ลง เพราะถูกคัน่ จังหวะด้วยรสจบู อนั ดดู ด่ืมสุดท้ายคนท่ีคิดจะกลบั บา้ นจงึ ต้องล้ม
ตวั ลงบนเตยี งอีกครั้ง” (หนา้ 2)
จากตัวอย่างขา้ งต้นมีการใชศ้ ลิ ปะทางภาษาด้านการใชค้ ำบอกสีของญาดาทบี่ อกถงึ สเี ล็บท่ีแดง
ปลายคางท่ีขาว และสลี ปิ สตกิ ท่ีเปน็ สเี ลือดนกทาลงบนปากสแี ดงของญาดา จะเห็นไดว้ ่าในในตวั อย่างจะมกี าร
ใช้คำบอกสี ไดแ้ ก่ คำวา่ เลบ็ สีแดงสด บอกถึงสีของเล็บท่ีมสี แี ดงสด โดยเน้นคำวา่ สด ทำใหผ้ ้อู า่ นเกิดภาพ
จนิ ตนาการตามได้ ซ่งึ กไ็ ม่ต่างจาก คำวา่ ลิปสติกสเี ลอื ดนก และคำวา่ ปากสแี ดงระเรอื่ ท่ีบอกถึงสีแลว้ จะเนน้
คำหลังเพ่ือเพ่ิมระดับความเข้มของสี
“คนอยา่ งไอ้เธยี ร ถา้ พดู ถงึ รปู รา่ งหนา้ ตาและหน่วยกา้ น ไมว่ า่ มนั จะเดนิ ไปทางไหนก็มกั จะเป็น
จุดเด่นไดเ้ สมอ ตัวสูง หลังไหล่ตรง ผิวขาวจัด ปากแดง ระเร่อื จนผู้หญงิ ยงั อจิ ฉา คิว้ เข้ม ตาโตดำสนทิ ”
(หน้า 4)
จากตวั อยา่ งข้างตน้ มีการใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการใชค้ ำบอกสีของรูปร่างเธียรวฒั น์ทเ่ี ดินไปไหนก็จะ
มีแตค่ นสนใจถงึ รปู ลักษณท์ ่หี ลอ่ ของเขา จะเห็นได้ว่าในในตวั อย่างจะมีการใช้คำบอกสี ไดแ้ ก่ คำว่า ผิวขาวจัด
ปากแดง ระเร่ือ ทบี่ ่งบอกถึงลักษณะรูปพรรณสัณฐานของคน เพ่อื ใหผ้ ้อู ่านได้จินตนาการตาม และคำวา่
ตาโตดำสนทิ ก็บ่งบอกถงึ ลักษณะของตาทีโ่ ตดำสนทิ ของพระเอก
“สายตาของเต็คทั้งแผนกพุ่งไปยงั สาวน้อยในชดุ กระโปรงสขี าว” (หนา้ 4)
จากตัวอย่างขา้ งต้นมกี ารใช้ศิลปะทางภาษาด้านการใชค้ ำบอกสีถึงกระโปรงของนางเอกที่มีความ
โดดเดน่ มาแต่ไกลทำให้เตค็ ทั้งแผนกนั้นตอ้ วหันมอง จะเหน็ ไดว้ า่ ในในตวั อย่างจะมีการใช้คำบอกสี ได้แก่ คำว่า
กระโปรงสีขาว เป็นการบอกสีของชดุ ทต่ี ัวละครได้ใส่มา ทำให้เห็นภาพท่ชี ัดเจนและสามารถจนิ ตนาการตามได้
38
“เมื่อลกู ค้าพาชายวัยกลางคนทีแ่ ต่งตวั ภมู ิฐานมาพร้อมกระเปา๋ หนงั ขดั มนั เอ่ยี มอ่อง ทุกอยา่ งดเู ปน็
ปกติ ยกเวน้ เส้นผมสเี ทาที่ถักเปียยาวเอกไวด้ า้ นหลงั ” (หน้า 8)
จากตัวอย่างขา้ งต้นมีการใชศ้ ลิ ปะทางภาษาด้านการใช้คำบอกสีของผมซินแสที่มีการถกั เปียแตผ่ ม
มีสเี ทาเพราะแก่แลว้ จะเห็นได้ว่าในในตัวอยา่ งจะมีการใชค้ ำบอกสี ได้แก่ คำวา่ ผมสีเทา เปน็ การบอก
ลักษณะสีของผมท่ีมความโดดเด่นกว่าใคร
“ค้ิวเขม้ ๆ บนใบหน้าขาวจัดยงั คงขมวดม่นุ ริมฝีปากสีสดเม้มเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ขณะไล่
สายตามองแบบร่างแยกช้นิ ส่วนอาคารไปพร้อม ๆ” (หน้า 16)
จากตวั อยา่ งขา้ งต้นมกี ารใช้ศิลปะทางภาษาด้านการใชค้ ำบอกสีของใบหน้าเธยี รวัฒนท์ ่ีกำลงั
เครง่ เครยี ดอย่กู บั งานตัวเอง จะเห็นไดว้ ่าในในตวั อยา่ งจะมีการใช้คำบอกสี ได้แก่ คำว่า ค้ิวเขม้ ๆ และคำวา่
รมิ ฝีปากสสี ด ท้ังสองคำนเี้ ป็นการบอกลกั ษณะของตัวละคร เปน็ การบรรยายเพ่ือใหเ้ หน็ ภาพและจินตนาการ
ตา
“พ่ีเธียรจะไปไหนเหรอคะ” เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลล้อมกรอบดำเงยขน้ึ มาให้ท้ังนัยน์ตา ทงั้ ที่
ตวั เองเพิ่งจะโดนเขกหัวปูดไปเม่ือเชา้ (หน้า 21)
จากตัวอยา่ งขา้ งต้นมกี ารใชศ้ ลิ ปะทางภาษาดา้ นการใชค้ ำบอกสีนัยนต์ าของเมยที่กำลงั เงยหน้า
ขน้ึ มา จะเหน็ ไดว้ า่ ในในตวั อย่างจะมีการใช้คำบอกสี ไดแ้ ก่ คำวา่ นยั น์ตาสีนำ้ ตาลล้อมกรอบดำ เปน็ การบ่ง
บอกถงึ ลักษณะดวงตาของพเ่ี ธียร ท่ีมีการบอกถงึ สีใหเ้ ห็นภาพชดั ข้นึ
“แต่พอยิ่งมองไป สายตาก็ลามเลยไปถงึ ทา้ ยทอยขาว ๆ น่าสัมผสั ทีม่ ีไรผมสีดำสนทิ ระอยู่ท่ีต้นคอ
ไล่ลงมาเรื่อย ๆ ถงึ ไหล่หนา เสอื้ เชติ้ บางเบาที่หากเพ่งดี ๆ ก็จะเหน็ ทะลไุ ปถึงผิวขาว ๆ แตก่ ็เห็นไม่หมดซะ
ทีเดียว เพราะมีเสอ้ื กลา้ มสีขาวท่ีสวมอยดู่ ้านในเป็นปราการอีกชนั้ ทีป่ กปิดผิวใต้ร่มผา้ เอาไว้” (หนา้ 103)
จากตัวอย่างข้างต้นมีการใชศ้ ิลปะทางภาษาดา้ นการใชค้ ำบอกสีของรูปลักษณเ์ ธยี รวฒั น์ท่ีเมยกำลงั
มองแล้วก็คดิ ไปตา่ ง ๆ นานา จะเห็นได้ว่าในในตัวอย่างจะมีการใช้คำบอกสี ได้แก่ คำวา่ ท้ายทอยขาว ๆ ไร
39
ผมสดี ำ ผวิ ขาว ๆ และคำว่า สขี าว เปน็ การบอกถึงลกั ษณะรปู ร่างหน้าตาของตวั ละคร ทำใหส้ ามารถ
จินตนาการภาพตามได้
5. การใช้คำบอกสียง
เป็นคำทีท่ ำใหผ้ อู้ า่ นรบั รสจินตภาพของเสียงโดยสัมผสั กับเสียงของคำทีป่ รากฏออกมาโดยไดย้ ิน
เสยี งของคำในการเลยี นเสยี งแบบตา่ ง ๆ และยังหมายถึง คำบอกเสียงและนำ้ เสียงของตวั ละครทเี่ ปล่งออกมา
โดยมีโทนเสยี งสามารถบอกระดับความเข้มและอ่อนของอารมณ์ตัวละครในขณะนน้ั ได้ซ่ึงจะทำให้ผู้อ่านได้รับ
สารทีช่ ัดเพิม่ ขึน้ ดังตัวอย่างต่อไปน้ี
“เสียงแจ้ว ๆ ของยายเมยเรยี กให้พ่ีชายคนรองดูดว้ ยความต่ืนเต้น ดวงตากลมโตจดจอ้ งอยู่แตก่ ับ
พ่สี ะใภ้ในชดุ ไทยจักรพรรดิยกดน้ิ ทองทบั สไบสีกลีบบัวโรย” (หน้า 11)
จากตัวอย่างขา้ งต้นมกี ารใชศ้ ิลปะทางภาษาด้านการใช้คำบอกเสียงของเมยทีก่ ำลงั เรียกพ่เี ธยี รให้
ดูพ่มี น่ ที่วนั น้แี ต่งตัวสวยมาก จะเหน็ ไดว้ ่าในตัวอยา่ งจะมีการใชค้ ำบอกเสยี ง ดงั ตวั อย่างคำวา่ เสียงแจว้ ๆ
เปน็ การบอกถึงการส่งเสยี งของตวั ละครท่เี ปล่งออกมา
“หลบไป เกะกะ” เสยี งเข้มดุไล่อยา่ งรำคาญเมอื่ น้องยืนบังกลอ้ ง จนน้องสาวต้องรีบหลบ กอ่ นทจ่ี ะ
มีเธอเข้าไปอยู่ในเฟรมเป็นของแถมให้พชี่ ายต้องหงุดหงดิ (หนา้ 11)
จากตัวอยา่ งขา้ งตน้ มีการใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการใชค้ ำบอกเสยี งของเธียรวัฒน์กำลงั รำคาญ
เมยทม่ี ายืนเกะกะขวางทางจนทำใหเ้ ธียรวฒั นต์ ้องทำเสียงดเุ ขม้ จะเห็นได้ว่าในตัวอย่างจะมกี ารใช้คำบอก
เสยี ง ดงั ตวั อย่างคำวา่ หลบไป เกะกะ เป็นการพดู แบบสง่ ๆ ให้ความรสู้ กึ รำคาญ หรอื กำลังโกรธ
“สาว ๆ กรี๊ดกันตรมึ เลย แต่พี่เธียรจะดูหยิ่ง ๆ หน่อย” (หน้า 66)
จากตวั อยา่ งขา้ งตน้ มกี ารใชศ้ ลิ ปะทางภาษาด้านการใช้คำบอกเสียงกรดี๊ ของผู้หญิงบรเิ วณนน้ั เมื่อ
เธยี รวัฒนเ์ ดินมากเ็ ป็นทจี่ บั ตามองของสาว ๆ แตเ่ ธียรวัฒน์กไ็ ม่เคยสนใจ จะดูเปน็ คนหย่ิง ๆ ตลอดเวลา จะ
เห็นไดว้ า่ ในในตวั อย่างจะมกี ารใช้คำบอกเสียง อยา่ เช่นคำว่า กรด๊ี ท่บี ง่ บอกเสียงทีเ่ ปล่งออกมาก เปน็ เสียงท่ี
บง่ บอกถึงอาการตกใจหรือดใี จกจ็ ะแล้วแต่สถานการณ์ ทำใหส้ มั ผัสกบั เสียงทเ่ี ปลง่ ออกมาโดยที่สามารถรับรู้ถึง
อารมณ์ของตัวละคร
40
“หน้าด้าน มาทีหลงั แล้วยังคิดจะแย่งเขาไปจากฉนั อีก น่งั ขี้ขโมย! ญาดาเร่ิมดา่ ทอดว้ ยนำ้ เสียงที่
เกร้ียวกราด จนคนทเ่ี ดินผา่ นหันมามอง” (หน้า 167)
จากตัวอยา่ งข้างตน้ มีการใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการใช้คำบอกเสยี งไม่พอใจของญาดาท่ีกำลัง
ดา่ เมยวา่ แย่งเธียรวฒั นไ์ ปจากเขา จะเห็นได้วา่ ในในตัวอย่างจะมกี ารใชค้ ำบอกเสยี ง อยา่ เช่นคำวา่ น่งั ขขี้ โมย!
เป็นน้ำเสยี งที่กำลังโกรธ ทำให้ดูเกร้ยี วกราด น่ากลวั
“เสยี งขรึมตอบอย่างไมใ่ ส่ใจวา่ ใครจะมองแปลก ๆ แมว้ า่ ตัวเองจะกำลงั อย่ใู นชุดประจำชาติของ
พมา่ ระหว่างปฏิบตั หิ นา้ ที่กต็ าม” (หนา้ 240)
จากตัวอยา่ งข้างตน้ มกี ารใชศ้ ลิ ปะทางภาษาด้านการใช้คำบอกเสียงของเธยี รวัฒนท์ พ่ี ูดออกมา
แบบขรึม ๆ เพราะอายทต่ี ัวเองต้องใส่โสร่ง จะเห็นได้ว่าในในตัวอยา่ งจะมกี ารใช้คำบอกเสียง อยา่ เช่นคำว่า
เสียงขรึม ทีบ่ ่งบอกเสยี งที่เปลง่ ออกมาแบบน่งิ ๆ ทำให้สัมผัสกับเสียงท่ีดูขรึม ๆ ชวนใหว้ ติ กกงั วล
6. การใชค้ ำบอกรส
เปน็ การนำคำบอกรสมากลา่ วถงึ รสชาติของอาหาร ทำให้ผอู้ ่านเกดิ ความรูส้ กึ เหมือนได้ลม้ิ รสชาติ
ด้วยตนเอง ดังตวั อย่างตอ่ ไปน้ี
“หลงั จากเรียงทอดมันกงุ้ ใสจ่ านอยา่ งสวยงาม นทีรินเลยหนั ไปชิมแกงเลยี งในหม้อที่กำลงั ได้ที่
น้ำซปุ จากผกั ริมร้วั รสชาติกลมกล่อม” (หนา้ 142)
จากตัวอยา่ งขา้ งต้นมีการใชศ้ ลิ ปะทางภาษาด้านการใช้คำบอกรสชาตขิ องแกงเลยี งทเี่ มยไดท้ ำต้ัง
เอาไว้ให้พีเ่ ธียร จะเห็นไดว้ า่ ในในตัวอย่างแรกจะมกี ารใชค้ ำบอกรส คำว่า รสชาติกลมกลอ่ ม ที่บ่งบอกถึงรส
ชาตอาหารทกี่ ลมกล่อม ทำให้ผอู้ า่ นรูส้ กึ เหมือนไดล้ ้ิมลองรสชาตินัน้ จริง ๆ
7. การซ้ำคำ
การกล่าวคําเดียวกันซ้าํ เปน็ จำนวน 2 ครง้ั ขน้ึ ไป อาจจะกล่าวซาํ้ โดยตอ่ เนื่องกนั ในภาษาเขียน
จะปรากฏการใส่เครอ่ื งหมายไม้ยมก ( ๆ ) หรือมคี ําหรือวลีมาคั่น ดังตัวอย่างต่อไปนี้
41
“เอ่อ...พี่เธียรคะ” สาวน้อยเอย่ ทกั ก่อนอย่างกลา้ ๆ กลัว ๆ โดยมีกลมุ่ เพื่อนสาวคอยล้นุ กนั อยู่ตรง
ประตูทางเข้าแผนก เพราะเธอมายนื อยู่ตรงนกี้ ็นานแล้ว แตก่ ลบั ไม่มีทา่ ทวี า่ คนท่ีกำลงั ยุ่งจะเงยหนา้ มาดเู ธอ
เลย” (หน้า 4)
จากตัวอย่างข้างตน้ มีการใชศ้ ิลปะทางภาษาด้านการซ้ำคำ ดังเช่น คำว่า กล้า ๆ กลัว ๆ ทบี่ ง่ บอกถึง
อาการลังเล จะกล้าก็ไม่กล้า จะกลวั ก็ไม่กลวั เหมือนอย่างท่เี มยกำลงั รวบรวมความกล้าที่จะเรียกพี่เธยี รใหห้ ันมา
“สาวนอ้ ยที่เดนิ ยิ้มแป้นกลับมาพร้อมกบั ถาดทีบ่ รรจุแก้วน้ำเย็น ๆ น้ันไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของคุณนายศจี”
(หนา้ 12)
จากตวั อย่างข้างตน้ มีการใช้ศิลปะทางภาษาด้านการซำ้ คำ ดังเชน่ คำว่า เยน็ ๆ และคำว่า แท้ ๆ ที่
บง่ บอกถึงน้ำท่ีเมยน้ันนำมาให้เปน็ น้ำที่เยน็ จัด และเมยนั้นก็ไม่ใช่ลกู ที่แทจ้ ริงของป้าจี จะเหน็ ได้วา่ มีการซ้ำคำ
หลังเพื่อเน้นความหมายของคำหนา้
“เพราะเหน็ อาการเก้ ๆ กงั ๆ ของเขาทไี่ มค่ ่อยไดใ้ กล้ชดิ กบั พระพทุ ธศาสนา โดยมนี า้ ภาคอยมองเปน็
กำลงั ใจวา่ จะใสบ่ าตรกันสำเร็จ” (หน้า 36)
จากตัวอยา่ งขา้ งตน้ มกี ารใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการซำ้ คำ ดงั เช่น คำวา่ เก้ ๆ กงั ๆ ที่บ่งบอกถงึ การ
ทำอะไรไมค่ ่อยถูก ไมร่ ้จู ะทำอะไรก่อนดี จะเหน็ ไดว้ า่ ตอนใส่บาตรน้ันเธยี รวัฒน์ทำอะไรไม่คอ่ ยถูกเพราะไม่
ค่อยได้ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากนัก
“แม่ครัวประจำบา้ นดจู ะเกรง ๆ เขาอยู่ในทีเมื่ออยตู่ ่อหนา้ สบตาเขานานก็ไม่ได้ ถงึ ขนั้ ต้องหลบวบู
แกงในหม้อก็รอเดือดอยู่ เลยไมร่ ูจ้ ะทำอะไรแกเ้ ก้อเมื่อเขาเอาแต่ยนื จ้องอย่อู ยา่ งนนั้ มือเล็กไดแ้ ต่จับ ๆ วาง ๆ
ข้าวของแถวน้ันอย่างละล้าละลงั ทง้ั ท่มี นั ก็อยู่ในทีข่ องมนั แล้ว” (หน้า 43)
จากตวั อย่างขา้ งตน้ มกี ารใช้ศิลปะทางภาษาด้านการซ้ำคำ ดังเชน่ คำว่า เกรง ๆ จะเน้นคำวา่ เกรงให้
ดูหนกั เน้นขนึ้ ทำให้ร้สู กึ ถงึ ความเกรงกลัว และคำว่า จับ ๆ วาง ๆ ทีบ่ ่งบอกถึงการจบั ของสง่ิ นนั้ ขึน้ มาบ้าง
เดีย๋ วก็วางบ้าง จะเห็นไดว้ ่าเมยนัน้ จะดกู ลวั ๆ เมอ่ื พีเ่ ธยี รมองอยู่ มือก็เลยจบั ของไปมาอย่างไม่ทนั รตู้ ัว
42
“เย็นนี้ทำกับข้าวเยอะหนอ่ ยนะ เพ่ือนจะมาทานข้าวท่บี า้ น” นคี่ ือจุดประสงค์จริง ๆ ท่ีมาคยุ ดว้ ย
เพราะปกติเขาจะไม่สงุ สิงกบั เธอยิ่งหลงั แตง่ งานยิ่งแล้วใหญ่ ต่างคนต่างอยู่กันไปเงียบ ๆ ระยะหา่ งดูจะกวา้ ง
ออกไปเรือ่ ย ๆ (หน้า 43)
จากตัวอยา่ งข้างต้นมีการใชศ้ ิลปะทางภาษาด้านการซ้ำคำ ดังเชน่ คำว่า จรงิ ๆ ท่เี นน้ คำวา่ จรงิ ใหด้ ู
หนักเนน้ มคี วามน่าเชือ่ ถือมากข้ึน คำวา่ เงียบ ๆ ที่ซ้ำคำว่าเงียบอีกรอบเพ่ือส่ือใหเ้ หน็ ถึงความเงยี บจริง ๆ
และคำว่า เร่ือย ๆ การบอกถึงความเฉ่ือย ไมร่ บี รอ้ นทำแบบตอ่ เน่ืองไม่ขาดระยะ อยา่ งทีเ่ ธียรวฒั นม์ าคุยกบั
เมยในเรือ่ งอาหารเทา่ นั้น เพราะสองนน้ีไม่คอ่ ยได้คยุ กนั จะอยู่กนั เงยี บ ๆ ตลอดเวลา ทำใหค้ วามสัมพนั ธ์ของ
ทง้ั คู่เร่มิ หา่ ง ๆ กันไป
“นทีรินฉกี ยิม้ เม่อื เรม่ิ สงั เกต ตง้ั แตย่ ้ายมาอย่ไู ซต์นก้ี ็เอาแต่กม้ หน้ารายงานอยา่ งเดยี ว จนไมท่ ันได้
มองรายละเอียดเล็ก ๆ นอ้ ย ๆ จากคนรอบข้าง” (หนา้ 241)
จากตัวอยา่ งขา้ งตน้ มีการใชศ้ ิลปะทางภาษาดา้ นการซ้ำคำ คำว่า เลก็ ๆ นอ้ ย ๆ ซำ้ เพอื่ เน้น
ความหมายเดมิ ให้ชัดเจนยงิ่ ขึ้น จะเหน็ วา่ เมยนัน้ ดใี จทำให้ย้ิมออกมาจนไม่ได้ดูคนรอบขา้ งทก่ี ำลงั มองอย่เู ลย
8. การใช้คําภาษาต่างประเทศ
คำที่ปรากฏจะพบคาํ ท่ีมาจากภาษาอังกฤษ เป็นการใช้ในลกั ษณะทบั ศัพท์ภาษาโดยใช้ตวั อกั ษร
ภาษาไทยแทนการออกเสยี งของคํา ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้
“พวกมนั เหน็ โรงพยาบาลเป็นงานปาร์ต้ีรียังไง” เธียรวฒั น์มองด้วยความอจิ ฉา ที่ทกุ คนเดินเหนิ
กันอยา่ งสบาย ยิ่งเห็นก็ยิง่ รำคาญตวั เองท่ตี ้องนอนอยแู่ ต่บนเตยี ง (หน้า 27)
จากตวั อยา่ งข้างต้นมีการใช้ศลิ ปะทางภาษาดา้ นการใชภ้ าษาตา่ งประเทศของเธียรวฒั นท์ ีก่ ำลังบน่ เพ่ือน ๆ
ทมี่ าเย่ยี มเขาที่โรงยาบาลแต่กลบั เอาซีดีหนงั มาเปดิ ดูกนั อย่างเพลิดเพลนิ จะเหน็ ได้ว่าในตัวอยา่ งจะมีการใช้คำ
ภาษาตา่ งประเทศ ตัวอย่างเช่น ปารต์ ี้ เปน็ การทบั ศัพทภ์ าษาอังกฤษ ซ่งึ จริง ๆ สามารถใชค้ ำว่างานเลี้ยงแทน
กไ็ ด้ แต่ผแู้ ตง่ ใช้คำทีท่ นั สมยั เพื่อให้นวนยิ ายมคี วามนา่ อืน่ ยิ่งข้ึน
“พอไล่เปดิ ดสู มุดสเกต็ ซภ์ าพเก่า ๆ กต็ ้องมาหยดุ อยทู่ ีภ่ าพของสาวนอ้ ยผมยาวถักเปียคนหน่งึ
คราวนี้ถงึ เพ่ิงนกึ ออกวา่ เขาเคยไดย้ ินชื่อนทรี ินครงั้ แรกท่ีไหน” (หนา้ 37)
43
จากตัวอย่างขา้ งตน้ มีการใชศ้ ิลปะทางภาษาด้านการใชภ้ าษาตา่ งประเทศของสมดุ ภาพสเก็ตซ์ของ
เธียรวฒั นท์ ี่มีภาพของเมยสมัยมธั ยมไวใ้ นสมุดเลม่ นี้ จะเห็นได้ว่าในตวั อยา่ งจะมกี ารใช้คำภาษาตา่ งประเทศ ตัวอย่าง
คำวา่ สเก็ตซ์ เปน็ การทบั ศัพทจ์ ากภาษาองั กฤษ ซง่ึ คำน้จี ะหมายถงึ ภาพทีเ่ กดิ ข้นึ จากการวาดขึน้ อย่างรวดเร็ว ยังไม่มี
รายละเอียดมาก
“มอื ของเธียรวัฒน์มหี นังสอื คู่มอื การใช้โปรแกรมไมโครซอฟทโ์ ปรเจ็กต์เลม่ หนาในถงุ พลาสติก
จากรา้ นหนงั สอื ตดิ มาด้วย” (หน้า 134)
จากตวั อย่างขา้ งตน้ มีการใช้ศลิ ปะทางภาษาด้านการใชภ้ าษาตา่ งประเทศ จะเห็นได้วา่ ใน
ตัวอยา่ งจะมีการใช้คำภาษาต่างประเทศ ท่ีบอกถึงโปรแกรมท่เี ธยี รวัฒน์กำลังใช้งานอยู่ ตัวอยา่ ง คำวา่
โปรแกรมไมโครซอฟทโ์ ปรเจ็กต์ จะเห็นวา่ ภาษาองั กฤษมีการเปลย่ี นแปลงรปู คำหรอื เตมิ ท้ายศพั ทใ์ นลกั ษณะ
ต่าง ๆ กันเพื่อแสดงลักษณะไวยากรณ์ ดังตัวอยา่ งขา้ งต้นจะเป็นการทบั ศัพท์ภาษาอังกฤษ
“นท่ีรินระบายยม้ิ บาง ๆ เม่อื รหสั ผา่ นในการเขา้ เคร่ืองถูกต้องอย่างไมร่ อชา้ เธอจดั การลงมือ
ดาวน์โหลดขอ้ มลู ท่ธี าดาต้องการข้อดีของการเคยอยบู่ ริษัทเลก็ ๆ มาก่อนคือ พนักงานหนึ่งคนสามารถ เรยี นรู้
งานได้หลายหน้าท่ี เธอเคยต้องช่วยเหลือฝา่ ยไอทีติดตั้งระบบเน็ตเวิรก์ ภายในจากน้ันความถนัดจงึ เพ่ิมข้นึ เร่ือย ๆ
และเธอเองกเ็ พิ่งร้วู ่าตนมีความชอบทางด้านนี้เป็นพเิ ศษ” (หนา้ 137)
จากตัวอยา่ งขา้ งต้นมีการใชศ้ ลิ ปะทางภาษาด้านการใชภ้ าษาต่างประเทศในฉากทเ่ี มยนัน้ แอบ
ไปขโมยข้อมลู ใหธ้ าดา จะเหน็ ได้ว่าในตวั อย่างจะมีการใชค้ ำภาษาต่างประเทศ ตัวอย่าง คำวา่ ดาวนโ์ หลด ไอ
ที และเน็ตเวิรก์ คำเหล่านีล้ ว้ นทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ ซงึ่ ผู้เขยี นต้องการใชค้ ำใหด้ ูทันสมัยข้ึน
“เชก็ ความเรยี บรอ้ ยอีกรอบให้แนใ่ จวา่ ไม่ไดท้ ิ้งร่องรอยใด ๆ จากนน้ั จึงลกุ จากเกา้ อี้ หยิบกระเป๋า
ข้นึ สะพายไหลแ่ ละจากไปดว้ ยท่าทปี กติ คนซงึ่ ยืนเฝ้าอยู่หนา้ แผนกกห็ ายตวั ไปในเวลาเดียวกัน
เปน็ อกี วนั ทภ่ี ารกจิ ผ่านไปโดยไมม่ ีอุปสรรค ระหวา่ งทกี่ ดลิฟตล์ งไปยงั ล็อบ” (หน้า 137)
44
จากตวั อยา่ งข้างต้นมีการใช้ศิลปะทางภาษาดา้ นการใช้ภาษาตา่ งประเทศในฉากเมยได้ทำการขโมย
ขอ้ มลู ใหธ้ าดาจนสำเรจ็ จะเห็นไดว้ า่ ในตัวอยา่ งจะมีการใช้คำภาษาต่างประเทศ ตัวอยา่ ง เชก็ และล็อบบี้ คำ
เหลา่ น้ลี ว้ นทบั ศัพท์มาจากภาษาองั กฤษ ซึง่ ผู้เขียนต้องการใชค้ ำใหด้ ูทันสมยั ขน้ึ
“เขาจงึ จัดการดาวน์โหลดทกุ อย่างกลบั มาที่เครื่องเขาจนหมด เม่อื เสร็จเรียบร้อยก็ปิดโน้ตบุก๊ แล้ว
สตารต์ รถ” (หนา้ 199)
จากตวั อย่างข้างต้นมีการใช้ศลิ ปะทางภาษาดา้ นการใช้ภาษาตา่ งประเทศในฉากทเี่ มยนน้ั ได้ดาวน์
โหลดข้อมูลของตวั เองกลับมา เพื่อจะทำลายหลักฐานทุกอย่าง ไมใ่ หใ้ ครสงสยั จะเหน็ ได้ว่าในตัวอยา่ งจะมีการ
ใช้คำภาษาตา่ งประเทศ ตวั อย่างเชน่ คำวา่ โนต้ บกุ๊ เป็นคำทีม่ ากจากภาษาองั กฤษ คือสิง่ ท่ใี ชท้ ำงานถูก
ออกแบบมาให้มีขนาดเลก็ สามารถขนยา้ ยหรือพกพาไดส้ ะดวก
9. การใชภ้ าษาพดู
ภาษาพดู บางทีเรียกว่า ภาษาปาก หรอื ภาษาเฉพาะกลมุ่ เช่น ภาษากลุม่ วัยรุ่น ภาษากลุ่ม
มอเตอรไ์ ซค์รบั จา้ ง ภาษาพูดไม่เคร่งครัดในหลักภาษาบางครง้ั ฟังแลว้ ไมส่ ุภาพมักใชพ้ ูดระหว่างผู้สนทิ สนม
ผู้แตง่ นำภาษาปากไปใชเ้ ป็นภาษาพดู ของตัวละครเพ่อื ความเหมาะสมกับฐานะตวั ละคร
“อะไรวะ อุตส่าห์เชียร์” คนแพ้หนั ไปค้อนสาวน้อยทีน่ ึกวา่ จะเป็นตัวเตง็ ของวนั ้ี (หน้า 6)
จากตัวอย่างข้างตน้ มีการใช้ศิลปะทางภาษาด้านการใช้ภาษาพูดในฉากเป็นเหตกุ ารณ์ที่มีหญิง
สาวคนหน่ึงไปชวนเธียรวฒั น์เพ่อื ไปกนิ ข้าว แตก่ ็โดนเธยี รวัฒน์ปฏิเสธอยา่ งหนา้ ตาเฉย จะเห็นไดว้ ่าในใน
ตัวอย่างจะมกี ารใชภ้ าษาพดู คำวา่ อะไรวะ ทำใหเ้ หน็ ถงึ ภาษาพูดท่ใี ชใ้ นชีวิตประจำวัน มักใช้กบั คนที่มีความ
สนทิ สนมคุน้ เคยกนั เป็นพเิ ศษ หรือใช้กับกลุ่มเพื่อน
“แก้วเราเลน่ แรงไปมย้ั วะ ดหู น้ามันดิ นริศสะกิดถามวิฑรู ย์ ตัวต้ังตัวตที ่ีทำใหเ้ ธยี รมวี นั น้ี”
(หนา้ 470)
จากตัวอยา่ งข้างต้นมกี ารใชศ้ ลิ ปะทางภาษาดา้ นการใช้ภาษาพูดในฉากเปน้ การแกลง้ เธียรวัฒน์
แตง่ ตวั เป็นสาวเชียรเ์ บียร์ เพอื่ น ๆ กพ็ ูดคุยกนั ว่าแกล้งเธียรวัฒน์กนั แรงไปไหม จะเหน็ ไดว้ ่าในในตัวอย่างจะมี
45