ชื่ออื่น ๆ เออื้ งศรเี ทย่ี ง เออ้ื งกวา ง สเี หลืองมีจดุ ประสนี ้ําตาลแดง ยาว 1–1.5 ซม.
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร คางยาว 1–1.5 ซม. กานดอกรวมรังไขยาว
4–8 ซม.
เหงา ทรงกระบอก แข็ง เสน ผา นศนู ยกลาง ผล ไมมขี อ มูล
ประมาณ 5 มม. มีกาบใบเกา หมุ หัวเทยี มรูปไข
หรอื รปู รี เสน ผา นศนู ยก ลาง 1–3 ซม. สงู 2–6 ซม.
เปนพูตามยาวและมีกาบบาง ๆ หุม ระยะหาง Epigeneium amplum (Lindl.) Summerh.
หัวเทียม 5–10 ซม.
รากออกท่ีโคนหัวเทียม
ใบ 2 ใบ ออกท่ีปลายหัวเทียม รูปรีถึง
รูปขอบขนานแกมรูปรี กวาง 2–5 ซม. ยาว 5
–15 ซม. ปลายมนหรอื เวา บมุ โคนรปู ลม่ิ กา นใบ
ยาว 1–2 ซม.
ดอก 1 ดอก เกิดท่ปี ลายยอด กานชอดอก
ยาว 8–12 ซม. มใี บประดบั รปู ไขห รอื รปู ขอบขนาน
กวาง 0.5–1 ซม. ยาว 1.5–2 ซม. ปลายแหลม
ดอกสีเหลืองแกมนํ้าตาลหรือสีน้ําตาลแดง
มีจดุ ประสนี ้ําตาลแดงกระจายท่ัวกลีบ เม่ือบาน
กวาง 5–6 ซม. มีกล่ินหอม กลีบเลี้ยงบนรูป
ขอบขนานแกมรูปใบหอก กวาง 1–1.5 ซม.
ยาว 4–5 ซม. ปลายแหลม กลบี เลย้ี งขา งรปู เคยี ว
แกมรูปใบหอก กวาง 1.5–2 ซม. ยาว 4–6 ซม.
ปลายแหลม โคนกลีบเชื่อมติดตามยาวกับโคน นิเวศวิทยาและการกระจายพนั ธุ
เสา เกสรทเี่ จรญิ ยนื่ ยาวเปน คางรปู กลม กลบี ดอก กลว ยไมองิ อาศยั หรอื บนลานหินที่คอนขาง
รูปแถบแกมรูปใบหอก กวางประมาณ 1 ซม. โลงในปาเบญจพรรณ ปาดิบแลง ปา ดิบเขา
ยาว 6–7 ซม. ปลายแหลม ขอบเรียบ มีเสน ระดับตํ่า และปา สน พบทางภาคเหนือ
ตามยาว 5–7 เสน กลีบปากสีมวงเขมถึงสีดํา ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉยี งใต
รปู ขอบขนาน กวา ง 1.5–3 ซม. ยาว 3.5–5 ซม. ทร่ี ะดบั ความสงู 1,000 ม. ขน้ึ ไป ออกดอกเดอื น
แยกเปนแฉก 3 แฉก แฉกกลางคอนขางกลม ตุลาคม–มกราคม
กวางประมาณ 2.5 ซม. ยาวประมาณ 3.5 ซม.
ปลายแหลม ขอบเปนคล่ืน กลางกลีบมีสันนูน เขตการกระจายพันธุ
ตามยาว 3 สนั แฉกขา งกวา งและยาว 8–10 มม.
เนปาล ภูฏาน อินเดีย จีน พมา เวียดนาม
ตั้งข้ึน ปลายแหลมถึงมน ขอบเรียบ เสาเกสร
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 143
àÍÍ×é §¼¾Õ ÃÒÂ
Eria amica Rchb.f.
144 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ชื่ออื่น ๆ – ผลรูปทรงกระบอก กวาง 0.3–0.4 ซม.
ลักษณะทางพฤกษศาสตร ยาว 2.5–5 ซม. กานผลยาวประมาณ 1 ซม.
มีขนส้ันนุมปกคลมุ
หวั เทียมรูปกระสวยถึงรูปทรงกระบอก
ดานขางแบนเล็กนอย มีหลายปลอง เสนผาน-
ศูนยกลาง 0.5–2 ซม. ยาว 3–12 ซม. ผิวยน
และเปนรองตามยาว
รากสีนํ้าตาล ออกที่โคนหวั เทียม
ใบ 3–4 ใบ ออกทปี่ ลายหวั เทยี ม รปู ขอบขนาน Eria amica Rchb.f.
ถงึ รปู ไขแ กมรปู รี กวา ง 1–4 ซม. ยาว 5–20 ซม.
ปลายแหลม
ชอ ดอกแบบชอกระจะ ยาว 4.5–9 ซม.
ออกทางดานขางหัวเทียมใกลปลายยอด กาน
และแกนกลางชอดอกมีขน กานชอดอกยาว
1–3 ซม. ใบประดบั ยอ ยรปู รถี งึ รปู ไข กวา งประมาณ
5 มม. ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายเรียวแหลม
มีดอก 5–12 ดอก
ดอกสเี หลือง มีเสน ตามยาวสีแดง เมือ่ บาน
กวา ง 1–2 ซม. กลบี เลยี้ งบนรปู ไขถ งึ รปู ขอบขนาน
กวาง 3–4 มม. ยาว 8–10 มม. ปลายแหลม
กลีบเลี้ยงขางรูปไขถึงเปนรูปสามเหลี่ยม กวาง
3–6 มม. ยาว 6–10 มม. ปลายแหลม โคนกลีบ
เชื่อมติดตามยาวกับโคนเสาเกสรท่ีเจริญยื่นยาว
เปนคาง กลีบดอกรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน นิเวศวทิ ยาและการกระจายพนั ธุ
กวา ง 2–3 มม. ยาว 6–8 มม. ปลายมน กลบี ปาก กลวยไมองิ อาศยั พบบริเวณเปด โลง และมี
สนี า้ํ ตาลแดง รปู ไขก ลบั กวา ง 3–6 มม. ยาว 7– แสงแดดปานกลาง ในปา เบญจพรรณ ปา ดบิ แลง
10 มม. กลางกลีบมีครีบตามยาวสีน้ําตาลแดง และปาดิบเขาเกือบทุกภาคของไทย ท่ีระดับ
3 อนั กลบี แยกเปน แฉก 3 แฉก แฉกกลางสเี หลอื ง ความสงู 750–1,800 ม. ออกดอกและเปนผล
รปู คอนขางกลม กวา งและยาวประมาณ 3 มม. เดือนกมุ ภาพันธ–กรกฎาคม
ปลายเวาต้ืน แฉกขางรูปไข กวางและยาว 2–
2.5 มม. ตงั้ ขึน้ เสาเกสรสีเหลือง ยาว 3–6 มม. เขตการกระจายพนั ธุ
คางยาว 2–6 มม. กา นดอกรวมรงั ไขย าว 2–2.5 ซม.
เนปาล ภูฏาน อินเดีย จีน พมา ลาว
เวียดนาม ไตห วัน
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 145
àÍ×Íé §¹ÔÁè ¡ÅºÕ ¨¡Ñ
Eria carinata Gibson
146 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
กวางประมาณ 0.5 ซม. ยาว 1–2 ซม. ปลาย
เรียวแหลม กลีบปากสีนํ้าตาลแดง มีลายเสน
รางแหสีแดง กลางกลีบแตมสีชมพูถึงสีนํ้าตาล
แกมเหลือง โคนกลีบเชื่อมกับโคนเสาเกสร
ตัวกลีบแยกเปนแฉก 3 แฉก กวางประมาณ
0.5 ซม. ยาว 1.5–1.7 ซม. แฉกกลางรูปกลม
ถงึ กง่ึ รปู ใบหอก ปลายเปน ตงิ่ แหลมออ น แฉกขา ง
ชอื่ อน่ื ๆ – มีขนาดเล็ก กลมมน และต้ังขึ้น เสาเกสรสีขาว
ถงึ สแี ดงออ น รปู ทรงกระบอกโคง ยาวประมาณ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร 1.5 ซม. กา นดอกรวมรงั ไขย าวประมาณ 1 ซม.
ทง้ั ตน สงู 15–30 ซม. ผล ไมม ีขอ มูล Eria carinata Gibson
เหงาทอดเล้ือย ทรงกระบอก เรียวยาว นิเวศวิทยาและการกระจายพนั ธุ
มีกาบสีนํ้าตาลปกคลุม หัวเทียมรูปไขแกมรูป กลวยไมอิงอาศัย พบทางภาคเหนือและ
ทรงกระบอกหรือแบนคลายมี 4 สัน เสนผาน- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ศนู ยกลาง 1–2.5 ซม. ยาว 3–7 ซม. ทรี่ ะดับความสงู 600–1,400 ม. ออกดอกเดอื น
พฤศจิกายน–มกราคม
ใบ 1 ใบ อยูทปี่ ลายหวั เทียม รปู ขอบขนาน
เขตการกระจายพนั ธุ
แกมรปู ใบหอก กวา ง 2.5–4 ซม. ยาว 10–20 ซม.
ปลายแหลม โคนรูปล่ิม กานใบยาว 2–7 ซม. ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของอินเดยี
เปน รอ งทางดา นบน
ชอดอกแบบชอกระจะต้ัง ออกท่ีโคน
หัวเทียม กา นชอ ดอกยาว 8–15 ซม. โคนกาน
มกี าบใบ 4–5 กาบ หมุ อยู กาบใบรปู ใบหอก กวา ง
1–2 ซม. ยาว 2–3 ซม. ปลายแหลม แกนกลางใบ
ยาว 4–7 ซม. ใบประดบั ยอ ยรปู แถบ กวา งประมาณ
0.2 ซม. ยาว 2.5–4.5 ซม. ปลายเรียวแหลม
มดี อก 3–5 ดอก ระยะหา งระหวา งดอกประมาณ
2 ซม.
ดอกสสี ม แดง มลี ายตามยาวสเี ขยี ว กลบี เลย้ี ง
รปู ใบหอกแกมรปู ขอบขนาน กวา ง 0.3–0.5 ซม.
ยาว 1.5–2 ซม. ปลายเรยี วแหลม โคนกลบี เลย้ี ง
ขางเชื่อมติดตามยาวกับโคนเสาเกสรที่เจริญ
ย่ืนยาวเปนคาง กลีบดอกรูปใบหอกแกมรูปไข
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 147
àÍÍé× §μÒÅËÔ¹
Eria discolor Lindl.
148 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ชอื่ อน่ื ๆ –
ลักษณะทางพฤกษศาสตร
เหงารูปทรงกระบอก เสนผานศูนยกลาง
0.5–1 ซม. หัวเทียมรูปรี มี 4–5 ปลอง
เสนผานศูนยกลาง 2–5 ซม. สูง 4–15 ซม.
ผิวแหงเปนรอง ระยะหางหัวเทียม 6–16 ซม.
รากสนี ํ้าตาล ออกท่เี หงา
ใบ 3–6 ใบ อยทู ปี่ ลายหวั เทยี ม แผน ใบรปู รี Eria discolor Lindl.
แกมรูปขอบขนาน กวาง 2.5–4 ซม. ยาว 10–
20 ซม. ปลายมนและเวาตื้น แผนใบหนาคลาย
แผน หนงั
ชอ ดอกแบบชอกระจะ ยาว 10–15 ซม. มี
2–5 ชอ ออกใกลปลายยอด มีขนสนั้ นมุ ปกคลมุ
หนาแนน กา นชอ ดอกยาว 3–10 ซม. ใบประดบั ยอ ย
รูปไข กวา งและยาว 3–4 มม. ปลายมน มีดอก
1–8 ดอก
ดอกสเี หลืองแกมนา้ํ ตาล เม่อื บานมขี นาด
1.5–3 ซม. กลบี เล้ียงรปู รี กวา ง 5–8 มม. ยาว
10–15 มม. ปลายมน โคนกลบี เชอื่ มตดิ ตามยาว
กบั โคนเสา เกสรทเ่ี จรญิ ยนื่ ยาวเปน คาง กลบี ดอก นิเวศวทิ ยาและการกระจายพนั ธุ
รปู ไขกลับถงึ รปู รี กวา ง 3–5 มม. ยาวประมาณ กลวยไมอิงอาศัยหรือเกาะหิน ในบริเวณที่
10 มม. ปลายมน กลบี ปากสีน้าํ ตาลแดง รปู ไข เปด โลง มแี สงแดดปานกลาง ในปาเบญจพรรณ
กวา ง 3–4 มม. ยาวประมาณ 5 มม. ปลายแหลม ปาดิบแลง และปาดิบเขา ทางภาคเหนือ
โคนกลบี แตม สเี หลอื งออ น กลางกลบี มเี นอ้ื เยอื่ นนู ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตะวนั ออก ตะวนั ตก-
รูปรี เสาเกสรสีเหลืองออนถึงสีน้ําตาล ยาว เฉียงใต และภาคใตของไทย ท่ีระดับความสูง
ประมาณ 7 มม. คางยาว 3–6 มม. มีขนสัน้ นุม 850–1,800 ม. ออกดอกและเปนผลเดือน
สีขาวปกคลุม กานดอกรวมรังไขย าว 1–2 ซม. มกราคม–กรกฎาคม
มีขนส้ันนุมสีขาวปกคลมุ เขตการกระจายพันธุ
ผลรูปทรงกระบอก กวาง 0.6–0.8 ซม. อินเดีย พมา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย
ยาว 4–6 ซม. สมุ าตรา บอรเ นียว
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 149
àÍÍ×é §ºÒÂÈÃÕ
Eria lasiopetala (Willd.) Ormerod
150 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ช่อื อื่น ๆ นิมมานรดี เอื้องคําหิน กวางประมาณ 1 ซม. ยาว 1.5–2 ซม. ปลาย
หยักมนและโคงลง ขอบกลีบโคงขึ้น โคนกลีบ
เอ้ืองคําขน มีจุดประสีแดง กลางกลีบมีปุมเนื้อเย่ือนูน
รปู คอ นขา งกลม 3 ปมุ ขอบกลบี สแี ดง โคนกลีบ
ช่ือสามัญ Shaggy petaled Eria
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร เชอ่ื มตดิ กับคางเสา เกสร เสาเกสรสเี หลอื งออ น
เหงารูปทรงกระบอก เสนผานศูนยกลาง ยาว 2–5 มม. คางยาว 4–8 มม. กา นดอกรวม
รงั ไขยาว 1.5–2 ซม. มขี นส้นั นุม สีขาวปกคลุม
4–8 มม. หวั เทยี มรูปไขห รือรปู รี มี 4–7 ปลอง หนาแนน
เสนผา นศนู ยก ลาง 2–4 ซม. ยาว 4–12 ซม. มี Eria lasiopetala (Willd.) Ormerod
รองต้ืน ๆ ตามยาว ระยะหางระหวางหัวเทียม ผลรปู ทรงกระบอก กวา ง 0.5–0.8 ซม. ยาว
2–10 ซม.
4–6 ซม. มขี นสัน้ นมุ สขี าวปกคลุม
รากออกเปนกระจุกที่เหงา
ใบ 3–7 ใบ ออกที่ปลายหวั เทียม แผน ใบ
รปู รแี กมรูปขอบขนาน กวา ง 2–5 ซม. ยาว 6–
20 ซม. ปลายแหลม แผน ใบหนาคลา ยแผน หนงั
ชอ ดอกแบบชอกระจะตงั้ เกดิ จากแขนงท่ี
จะเจรญิ เปน หนอ ใหมข า งหวั เดมิ สงู 15–35 ซม.
มีขนส้ันนุมสีขาวปกคลมุ หนาแนน กา นชอ ดอก
ยาว 7–20 ซม. ใบประดับรูปใบหอก กวาง
ประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. ปลายแหลม นิเวศวทิ ยาและการกระจายพันธุ
ใบประดบั ยอ ยรปู รี กวา ง 0.5–1 ซม. ยาวประมาณ กลวยไมอิงอาศัยหรือเกาะหิน พบบริเวณ
2 ซม. ปลายแหลม มีดอก 2–10 ดอก รมิ ลําธาร ลานหนิ ในเกือบทกุ ประเภทปา และ
ดอกสีเหลืองแกมเขียว เม่ือบานกวาง 2 พบไดทั่วทกุ ภาคของประเทศ ทร่ี ะดบั ความสงู
600–1,200 ม. ออกดอกและเปนผลเดือน
–2.5 ซม. กลีบเล้ียงมีขนส้ันนุมสีขาวปกคลุม ตลุ าคม–มกราคม
ทางดา นนอก กลบี เล้ียงบนรปู รถี ึงรปู ขอบขนาน
กวาง 0.3–0.7 ซม. ยาว 1–1.7 ซม. ปลายมน เขตการกระจายพนั ธุ
กลบี เลย้ี งขา งรปู คลา ยสามเหลยี่ ม กวา ง 0.5–1 ซม. อินเดีย เนปาล จีน ลาว พมา กัมพูชา
ยาว 1–2 ซม. ปลายแหลม มีจุดประและเสน มาเลเซีย อนิ โดนีเซีย
ตามยาวสีแดงท่ีโคนกลบี โคนกลีบเช่อื มตดิ ตาม
ยาวกับโคนเสาเกสรที่เจริญย่ืนยาวเปนคาง
กลบี ดอกรปู ขอบขนาน กวา ง 0.2–0.4 ซม. ยาว
0.6–1.3 ซม. ปลายมน กลบี ปากสเี หลอื ง รปู ไขก ลบั
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 151
Êͧ͹§¤»Ò¡ÁÇ‹ §
Eria marginata Rolfe
152 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ชือ่ อื่น ๆ เออื้ งนม่ิ ภู เออ้ื งสะอาง
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร
ทง้ั ตน สูง 10–20 ซม.
หวั เทยี มรปู ทรงกระบอก เสน ผา นศนู ยก ลาง
0.2−0.6 ซม. ยาว 5−10 ซม. เกดิ ชดิ กนั เปน กลมุ
ใบ 2−3 ใบ ออกทปี่ ลายหวั เทยี ม รปู ใบหอก
แกมรูปขอบขนานหรือรูปใบหอกแกมรูปไข
กวาง 1−2 ซม. ยาว 5−11 ซม. ปลายแหลม
ชอดอกแบบชอกระจะ มี 1−2 ชอ Eria marginata Rolfe
ออกใกลปลายยอด กานชอดอกยาวประมาณ
5 มม. ใบประดับยอยมี 2 ใบ เรียงตรงขาม
รูปขอบขนานแกมรูปไข กวาง 5−7 มม. ยาว
10−12 มม. ปลายแหลม มักมีดอก 2 ดอก
ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม กลีบเล้ียงกวาง
ประมาณ 5 มม. ยาวประมาณ 15 มม. ดา นหลงั
กลีบมีขนสขี าวปกคลุม กลบี เล้ยี งบนรูปใบหอก
แกมรปู ไข กลบี เลยี้ งขา งรปู ใบหอกโคง คลา ยเคยี ว
กลีบดอกรูปใบหอกแกมรูปขอบขนานกวาง
ประมาณ 4 มม. ยาวประมาณ 12 มม. ปลายมน
กลีบปากรูปไขกลับ ยาวประมาณ 1 ซม. แยก
เปน แฉก 3 แฉก แฉกกลางแผออกคลา ยรปู พัด นิเวศวิทยาและการกระจายพนั ธุ
กวางและยาวประมาณ 5 มม. ปลายแหลมหรอื
เวา ตนื้ มแี ตม สมี ว งออ น เนอื้ กลบี หนา ผวิ เปน ปมุ กลวยไมอิงอาศัยตามลําตนหรือคาคบไม
เล็ก ๆ แฉกขางตั้งขึ้น เสาเกสรยาวประมาณ ตามชายปาดิบเขา พบทางภาคตะวันออก
3 มม. โคนเสา เกสรยาวประมาณ 4 มม. กา นดอก เฉียงเหนือ ท่รี ะดบั ความสูง 1,000−2,000 ม.
รวมรงั ไขย าวประมาณ 1.3 ซม. มขี นสขี าวปกคลมุ ออกดอกเดือนกุมภาพันธ−มีนาคม เปนผล
หนาแนน เดอื นพฤษภาคม
ผลรูปทรงกระบอกแกมรูปไขกลับ กวาง เขตการกระจายพนั ธุ
ประมาณ 0.5 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. จีน พมา
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 153
¾ÃóÕ
Eria pannea Lindl.
154 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ชื่ออื่น ๆ พรมหอมไม เออ้ื งชะนเี หลอื ง ผล ไมมขี อ มลู
เออื้ งนวิ้ นาง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร
เหงา รูปทรงกระบอก เสนผานศูนยกลาง
2–8 มม. ลําตนรูปทรงกระบอก ส้ัน และแข็ง
กวา ง 0.2–8 มม. ยาว 1–2 ซม. ระยะหา งระหวา ง
ตน 1.5–2 ซม.
รากสนี า้ํ ตาล ออกเปน กระจุกท่ีเหงา
ใบ 2–4 ใบ รูปทรงกระบอก กวาง 0.4– Eria pannea Lindl.
0.6 ซม. ยาว 5–10 ซม. ปลายแหลมหรอื มน
แผนใบหนา อวบนํา้ มขี นปกคลมุ
ชอดอกแบบชอกระจะต้ัง ยาว 4–8 ซม.
ออกที่ยอด มีขนนุมสีขาวปกคลุมตลอดชอ
กานชอดอกยาว 3–4 ซม. ใบประดับยอยรูปไข
หรอื รปู สามเหลย่ี ม กวา ง 3–6 มม. ยาว 5–9 มม.
ปลายแหลม ดานนอกมขี นสัน้ นมุ สีขาวปกคลุม
หนาแนน มดี อก 1–4 ดอก
ดอกสีเหลือง เม่ือบานกวาง 0.6–1.5 ซม.
ดานหลังของกลีบเล้ียง กลีบดอก และกลีบปาก
มขี นสนั้ นมุ สขี าวปกคลมุ กลบี เลย้ี งบนรปู ไข กวา ง
3–8 มม. ยาว 1–15 มม. ปลายมน กลบี เลย้ี งขา ง
รปู คลา ยสามเหลย่ี ม กวา ง 6–8 มม. ยาวประมาณ นเิ วศวทิ ยาและการกระจายพนั ธุ
10 มม. ปลายแหลม โคนกลบี เชอ่ื มตดิ ตามยาว กลวยไมอิงอาศัย พบบริเวณพ้ืนท่ีเปดโลง
กบั โคนเสา เกสรทเี่ จรญิ ยน่ื ยาวเปน คาง กลบี ดอก และไดรับแสงแดดตามปาเบญจพรรณ
รูปขอบขนาน กวา ง 2–3 มม. ยาว 3.5–7 มม. ปาดิบแลง ปาดิบเขาระดับตา่ํ และปาสนทวั่ ทกุ
ปลายมน กลบี ปากสนี ํ้าตาล รูปคลายล้ิน กวาง ภาคของประเทศ ทรี่ ะดบั ความสงู 750–1,000 ม.
3–4 มม. ยาว 8–10 มม. ปลายแหลมและโคง ลง ออกดอกเดอื นเมษายน–กรกฎาคม
กลางกลีบเปนสันนูนตามยาว 1 สัน โคนกลีบ
เชอื่ มตดิ กบั คางเสา เกสร เสา เกสรยาว 3–6 มม. เขตการกระจายพันธุ
คางยาว 4–6 มม. มีขนสั้นนุมสีขาวปกคลุม
กานดอกรวมรงั ไขยาวประมาณ 8 มม. มีขนส้นั อินเดยี ภฏู าน จนี พมา ภมู ภิ าคอินโดจีน
มาเลเซยี สุมาตรา บอรเ นียว
นุมสขี าวปกคลุมหนาแนน
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 155
àºéÂÕ äÁÀŒ ÙËÅǧ
Eria pusilla (Griff.) Lindl.
156 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ช่อื อน่ื ๆ – สามเหลย่ี มแกมรปู ไขเ บยี้ ว กวา งประมาณ 2 มม.
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร ยาว 4.5–6 มม. ปลายมนหรือเรียวแหลม
โคนกลบี เชอ่ื มตดิ ตามยาวกบั โคนเสา เกสรทเี่ จรญิ
ทั้งตน สงู 1–3 ซม. ยน่ื ยาวเปน คาง กลบี ดอกรปู ใบหอก กวา งประมาณ
เหงา ทอดนอน เรยี วยาว หวั เทยี มเกดิ ชดิ กนั 1 มม. ยาวประมาณ 4 มม. ปลายเรียวแหลม
กลีบปากรูปใบหอกหรือรูปก่ึงรี กวางประมาณ
เปน คู รูปคอ นขางกลมหรือแบนดา นขา ง ขนาด 1.5 มม. ยาวประมาณ 3.5 มม. ปลายมนหรือ
เสน ผา นศนู ยก ลาง 3–6 มม. มกี าบคลา ยเยอื่ สเี ทา เรียวแหลม ขอบเรียบ มีขนครุยหรือหยักซ่ีฟน
ปกคลมุ ระยะหา งแตล ะคู 2–5 ซม. ไมสม่ําเสมอ เสาเกสรยาวประมาณ 1 มม.
โคนเสาเกสรยาวประมาณ 2 มม. กานดอก
ใบ 2–3 ใบ ออกทป่ี ลายหวั เทยี ม รปู ใบหอก
แกมรปู ไขก ลบั รปู ไขก ลบั หรอื รปู รี กวา ง 2–4 มม. รวมรังไขย าวประมาณ 1.5 มม.
ยาว 5–16 มม. ปลายมน กลม กึ่งตัด เปนต่ิง Eria pusilla (Griff.) Lindl.
แหลมออน ถึงมีรยางคแข็ง ยาว 1–1.5 มม. ผลสเี ขียว รูปรี
มเี สนใบหลกั 3–6 เสน ออกจากโคนใบ กานใบ
ยาว 2–3 มม.
ชอ ดอกแบบชอกระจะ ยาว 1–5 ซม.
ออกทปี่ ลายยอด ใบประดบั ยอ ยรปู ไข ยาวประมาณ
2 มม. ปลายเรียวแหลมหรือมีติ่งหนาม มีดอก
1–2 ดอก
นิเวศวทิ ยาและการกระจายพนั ธุ
กลว ยไมเ กาะหนิ หรอื องิ อาศยั พบทางภาค-
ตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง 600–
ดอกสีขาวหรือสีเหลอื งออ น กลีบเลยี้ งบน 1,500 ม. ออกดอกเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน
รูปไขหรือรูปใบหอกแกมรูปไข กวา งประมาณ เขตการกระจายพนั ธุ
1.5 มม. ยาว 4–6 มม. ปลายมนหรอื เรยี วแหลม ตะวันออกเฉยี งเหนอื ของอนิ เดีย พมา ไทย
กลีบเล้ียงขางรูปคลายสามเหลี่ยมหรือรูป เวยี ดนาม
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 157
àÍ×Íé §»Ò¡§ŒÁØ ÀËÙ Åǧ
Eriodes barbata (Lindl.) Rolfe
158 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ชอ่ื อ่นื ๆ –
ลักษณะทางพฤกษศาสตร
หวั เทียมรูปไข กวา ง 2.5–3 ซม. ยาว 2.8
–4.5 ซม. อาจมสี ันตามยาว 5 สัน
รากออกเปนกระจกุ ทโ่ี คนหวั เทียม
ใบรูปรีแกมรูปใบหอก กวา ง 3–7 ซม. ยาว Eriodes barbata (Lindl.) Rolfe
5–70 ซม. ปลายแหลม กา นใบยาว 8–20 ซม.
ชอ ดอกแบบชอ กระจะ ออกทโ่ี คนหวั เทยี ม
กานชอดอกยาว 20–30 ซม. มีขนสั้นนุมปกคลมุ
ใบประดบั มี 6 ใบ รูปใบหอก ยาวไดถ งึ 3.5 ซม.
แกนกลางชอ ดอก ยาว 20–40 ซม. มใี บประดบั
ยอ ยรปู ใบหอก กวาง 3–7 มม. ยาว 7–16 มม.
ปลายแหลม มดี อก 4–20 ดอก
ดอกสีเหลืองหรือสีเขียว มีเสนตามยาว
สีแดงหรือสีน้ําตาล เมื่อบานกวาง 2–2.5 ซม.
มกี ลน่ิ หอม กลบี เลย้ี งรปู ไขแ กมรปู รี ปลายกงึ่ แหลม
และมีขนส้ันนุมปกคลุมโดยเฉพาะดานหลังของ นเิ วศวิทยาและการกระจายพนั ธุ
กลบี กลบี เลยี้ งบนกวา ง 3–5 มม. ยาว 15–18 มม. กลว ยไมอ งิ อาศยั ตามปา ดบิ เขา ทางภาคเหนอื
กลบี เลีย้ งขา งกวา ง 3–6 มม. ยาว 12–16 มม. และภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ทรี่ ะดบั ความสงู
กลบี ดอกรปู ขอบขนานแกมรปู แถบ กวา ง 1–2 มม. 1,300–1,650 ม. ออกดอกเดือนตุลาคม–
ยาว 13–17 มม. ปลายมน เกลย้ี ง กลบี ปากรปู รี มกราคม
กวา ง 3–5 มม. ยาวประมาณ 15 มม. ปลายกลบี เขตการกระจายพนั ธุ
ดานขางมีกลุมเน้ือเยื่อนูนขนาดเล็ก 2 อัน
กลีบมวนออกดานนอกตัวดอก เสาเกสรยาว ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของอนิ เดยี ตะวนั ออก
5–8 มม. แผออกเปนครีบ โคนเสาเกสรยาว ของเทือกเขาหิมาลัย ตะวันตกเฉียงใตของจีน
4–7 มม. กานดอกรวมรังไขย าว 3–4 ซม. ภูฏาน พมา เวียดนาม
ผลแหงแตก รูปทรงรี กวาง 0.5–0.7 มม.
ยาว 1.8–4 ซม.
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 159
¹Ò§ÍÑÇé ¾Ø‹Á
Habenaria rumphii (Brongn.) Lindl.
160 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ช่อื อน่ื ๆ − นิเวศวิทยาและการกระจายพนั ธุ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร กลวยไมดิน พบตามชายปาท่ีเปดโลง
ชนื้ แฉะ ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตะวนั ออก
หวั ใตด นิ รปู รี เสน ผา นศนู ยก ลางประมาณ ตะวนั ตกเฉยี งใต ตะวนั ออกเฉยี งใต และภาคใต
0.3 ซม. ยาวประมาณ 1.5 ซม. เกลี้ยง
ท่ีระดับความสูง 50−1,300 ม. ออกดอก
รากออกตามโคนตน ระหวา งเดอื นกรกฎาคม−ตุลาคม
ใบ 2−4 ใบ รูปแถบ กวาง 0.5−1 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ
ยาว 5−12 ซม. ปลายแหลมถึงเปนต่ิงหนาม กัมพูชา ลาว เวียดนาม คาบสมุทรมลายู
โคนแผเปนกาบหุมลาํ ตน เกาะสมุ าตรา ชวา บอรเ นยี ว ฟล ปิ ปน ส สลุ าเวสี Habenaria rumphii (Brongn.) Lindl.
ชอ ดอกแบบชอกระจะ ยาวประมาณ เกาะมอลลกุ กะ นวิ กนี ี ออสเตรเลยี (ควนี สแ ลนด)
20 ซม. ออกที่ยอด ใบประดับที่กานชอดอก
(sterile bract) มี 6−13 ใบ รูปใบหอก ยาว
1−5.5 ซม. ปลายเรียวแหลม ขอบหยักซี่ฟนถ่ี
ถึงเปนปุม หรือมีขนสั้น ๆ แกนกลางชอดอก
ยาว 1.5−4 ซม. ใบประดับยอยรูปใบหอก
แกมรปู แถบ กวา ง 1.5−2.2 มม. ยาว 10−25 มม.
ปลายเรียวแหลม ขอบอาจมีขนสั้น ๆ มีดอก
10−30 ดอก เรียงตวั ชดิ กัน
ดอกสีขาว เหลือง นํ้าตาล หรือสีมวง
เม่ือบานกวางประมาณ 1 ซม. กลีบเล้ยี งบน
รปู รี กวา ง 2−3.5 มม. ยาว 3−5 มม. ปลายมน
กลีบเล้ียงขางรูปรีแกมรูปไขเบี้ยว กวาง 3
−3.5 มม. ยาว 4−6 มม. ปลายมน กลีบพับ
กลบั ไปดา นหลงั กลบี ดอกเชอื่ มกบั กลบี เลย้ี งบน
เปน รปู คมุ รปู รแี กมรปู ไขเ บย้ี ว กวา ง 1−2 มม.
ยาว 3.5−5.5 มม. ปลายมน กลีบปาก ยาว
6−10 มม. เปนแฉก 3 แฉกลึก แฉกกลาง
สอบเรยี ว กวา ง 0.5−0.7 มม. ยาว 3−5.5 มม.
เสา เกสร ยาว 2−2.5 มม. คางยาว 4.3−13 มม.
ปลายคางเปน รปู กระบอง
ผลรปู กระสวย เสน ผา นศนู ยก ลาง 2−3.5 มม.
ยาว 10−13 มม. กานผลสน้ั
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 161
àÍÍ×é §»Ò¡¤ÙŒ
Liparis bootanensis Griff.
162 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ชอื่ อนื่ ๆ –
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร
หวั เทียมรูปไขหรือคลายลูกขางหัวกลับ
กวา ง 1–1.5 ซม. ยาว 1.5–3.5 ซม. มี 2–3 ปลอ ง
ผวิ เรยี บ มกี าบบาง ๆ หมุ
ใบ 1 ใบ ออกทีป่ ลายหัวเทยี ม รูปใบหอก Liparis bootanensis Griff.
แกมรปู ขอบขนาน กวา ง 2–3 ซม. ยาว 8–23 ซม.
ปลายแหลม โคนสอบ มกี าบสนี า้ํ ตาลหมุ แผน ใบ
หนาคลายแผนหนงั
ชอ ดอกแบบชอ กระจะ ออกทปี่ ลายหวั เทยี ม
ยาว 7–28 ซม. กานและแกนกลางชอดอก
เปนสันตามยาว กานชอดอกยาว 8–10 ซม.
ใบประดับยอ ยรปู ใบหอก ยาว 3–8 มม. มดี อก
5–20 ดอก
ดอกสีเขียวอมเหลืองแลวเปล่ียนเปนสีสม
อมเหลือง กลีบเล้ียงบนรูปขอบขนานแกมรูป
ใบหอก กวาง 2–2.7 มม. ยาว 5–11 มม. ปลาย
แหลม กลบี เลย้ี งขา งรปู ขอบขนานแกมรปู ใบหอก
เบ้ียว กวาง 1.5–2.8 มม. ยาว 5–10 มม.
ปลายมน กลีบดอกรูปขอบขนานแกมรูปแถบ
กวา ง 0.4–1 มม. ยาว 5–11 มม. ปลายมน นเิ วศวิทยาและการกระจายพันธุ
กลีบพบั ช้ีไปทางกานดอก กลีบปากรูปไขก ลบั กลวยไมอิงอาศัยเกาะตามลําตนและราก
กวา ง 4–8 มม. ยาว 5–10 มม. ปลายหยักไม ของตนไม หรือขึ้นเกาะหิน บริเวณมีแสงรําไร
สมา่ํ เสมอ ขอบใกลโคนกลบี เรยี บ กลางกลีบหัก หรือตามหุบเขาในปาดิบชื้น ทางภาคเหนือ
พับทํามุมกับตัวดอก โคนกลีบมีกลุมเน้ือเยื่อ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ภาคตะวนั ตกเฉียงใต
คลายฟน 1 คู เสาเกสรสีขาวถึงสีเขียวออน ภาคกลาง และภาคใต ที่ระดับความสูง 700–
รูปทรงกระบอก โคง ยาว 2–4 มม. ปลายแผ 1,900 ม. ออกดอกเดือนมีนาคม–ธันวาคม
เปน ปก กานดอกรวมรงั ไขยาว 4–15 มม. เปนผลเดือนกรกฎาคม–ธนั วาคม
ผลรูปทรงกระบอกแกมรปู กระบอง กวา ง การกระจายพันธุ
ประมาณ 5 มม. ยาว 8–10 มม. อินเดีย ภูฏาน พมา จีน ญี่ปุน เวียดนาม
คาบสมทุ รมลายู ชวา และฟลิปปน ส
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 163
àÍéÍ× §¢ŒÒǹ¡
Liparis caespitosa (Lam.) Lindl.
164 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ช่ืออนื่ ๆ – นิเวศวทิ ยาและการกระจายพันธุ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร กลวยไมอิงอาศัยตามลําตนหรือก่ิงไม
บรเิ วณทม่ี แี สงราํ ไร รมิ ลาํ ธาร หรอื มคี วามชน้ื สงู
เหงา ส้ันและแข็ง หัวเทียมรูปไข เสนผาน- พบขึ้นเปนกลุมตามปาดิบช้ืนในทุกภูมิภาค
ศูนยกลาง 5–8 มม. ยาว 1–2 ซม. ผิวเกล้ียง มี ของประเทศ ที่ระดับความสูง 200–2,200 ม.
กาบบาง ๆ หมุ
ออกดอกเดือนมิถุนายน–ตุลาคม เปนผลเดือน
รากออกเปน กระจกุ ท่โี คนหวั เทียม กรกฎาคม–พฤศจิกายน
ใบ 1 ใบ ออกท่ปี ลายหัวเทียม รปู ขอบขนาน เขตการกระจายพันธุ Liparis caespitosa (Lam.) Lindl.
หรือรูปรีแกมรูปใบหอกกลับ กวาง 0.5–1 ซม. แอฟริกา เอเชีย และหมูเกาะในมหาสมุทร-
ยาว 2.5–10 ซม. ปลายแหลม แปซฟิ ก
ชอดอกแบบชอกระจะตั้ง สูง 4–8 ซม.
ออกที่ยอดของหัวเทียมใหม กานชอดอกและ
แกนกลางชอดอกเปนสันตามยาว กานชอดอก
ยาว 2–5 ซม. ใบประดับยอยรูปใบหอก ยาว
2.5–6 มม. มดี อก 15–40 ดอก เรียงชดิ กนั
ดอกสีเขียวออน เม่ือบาน กวาง 3–4 มม.
มีกล่ินหอม กลีบเล้ียงบนรูปขอบขนานแกมรูป
ใบหอก กวางประมาณ 0.5 มม. ยาวประมาณ
2 มม. กลีบเล้ียงขางรูปรีแกมรูปขอบขนาน
กวางประมาณ 0.7 มม. ยาวประมาณ 2 มม.
ปลายแหลม กลีบดอกรูปแถบ กวางประมาณ
0.2 มม. ยาวประมาณ 2 มม. ปลายมนและโคง
ไปดานหลัง กลีบปากรูปขอบขนานแกมรูปรี
กวา ง 1–1.5 มม. ยาว 1.5–2 มม. ขอบหยัก
ไมสม่ําเสมอ หักพับไปดานหลัง กลางกลีบ
เปน รอ งตามยาว เสา เกสรรปู ทรงกระบอก
โคง ยาวประมาณ 1 มม. ปลายแผเ ปน ปก
กา นดอกรวมรังไขย าว 2–4.5 มม.
ผลรปู ทรงรหี รอื ทรงกลม เสน ผา นศนู ยก ลาง
2–3.5 มม. ยาวประมาณ 4 มม. มสี นั ตามยาว
3 สัน
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 165
ËÞŒÒà»ÃÒй¡
Liparis regnieri Finet
166 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ช่อื อ่ืน ๆ ปก กนิ รี เออื้ งหางกระรอก ดอกสเี ขยี วอมเหลอื ง เมอ่ื บานกวา ง 6–7 มม.
ลักษณะทางพฤกษศาสตร กลีบเลี้ยงบนรูปใบหอกแกมรูปแถบ กวาง
1.5–1.8 มม. ยาวประมาณ 7 มม. ปลายมน
หัวเทยี มคลายรปู กระสวย สว นปลายหัวยืด กลบี เลยี้ งขา งรปู รแี กมรปู ไขเ บย้ี ว กวา ง 2.5–3 มม.
เปน ทรงกระบอก มหี ลายปลอ ง ขนาดเสน ผา น- ยาวประมาณ 6 มม. ปลายกึ่งแหลม กลีบดอก
ศนู ยก ลาง 1–1.2 ซม. ยาว 4–6.5 ซม. มกี าบบาง ๆ รปู แถบ กวา ง 0.5–0.7 มม. ยาวประมาณ 7 มม.
หมุ ปลายกง่ึ แหลม กลบี หกั พบั ไปทางกา นดอก ขอบกลบี
รากออกทโ่ี คนหวั เทยี ม มว น กลบี ปากรปู ขอบขนาน กวา งประมาณ 2 มม.
ใบ มี 4–5 ใบ รูปไขหรือรูปไขแกมรูปรี ยาวประมาณ 6 มม. มว นออกดา นนอกตัวดอก Liparis regnieri Finet
กลางกลบี มแี ถบตามยาวสมี ว ง โคนกลบี มเี นอ่ื เยอ่ื
กวา ง 3–6.5 ซม. ยาว 9–20 ซม. ปลายเรยี วแหลม คลา ยฟน 1 คู เสา เกสรโคง ยาวประมาณ 4 มม.
โคนแผเปนกาบหุมหัวเทียม ยาว 4.5–7 ซม. ปลายแผเปนครีบ กานดอกรวมรังไขยาว
ขอบเรียบหรือเปนคล่ืน เนื้อใบบาง แผนใบพับ 8–10 มม.
เปนจบี ตามยาว
ผล สีมวงอมเขียว รูปไขกลับ เสนผาน-
ศูนยกลาง 1–1.3 ซม. ยาว 2–2.5 ซม. มีครีบ
ตามยาว 6 ครีบ
นิเวศวิทยาและการกระจายพนั ธุ
กลว ยไมด นิ ขน้ึ บรเิ วณทเ่ี ปด โลง และมชี นั้ ดนิ
ตน้ื หรอื บนซอกหนิ บนลานหนิ ทราย ตามปา ดบิ
ทางภาคเหนอื ทีร่ ะดบั ความสงู 750–1,400 ม.
ออกดอกและเปน ผลเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม
เขตการกระจายพันธุ
พมา เวียดนาม จนี (ยูนนาน)
ชอ ดอกแบบชอ กระจะต้งั สงู 12–26 ซม.
เกดิ ทีป่ ลายหัวเทียม กานชอ ดอกและแกนกลาง
ชอดอกเปนสนั และมคี รีบตามยาว กา นชอดอก
ยาวประมาณ 15 ซม. ใบประดบั ยอยรูปใบหอก
ยาวประมาณ 3 มม. มดี อกประมาณ 45 ดอก
เรยี งตัวใกล ๆ กัน
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 167
àÍÍé× §Å¹Ôé ´Òí
Luisia psyche Rchb. f.
168 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ชอ่ื อน่ื ๆ –
ลักษณะทางพฤกษศาสตร
ลําตนรปู ทรงกระบอก เรยี วยาว และแข็ง
เสนผา นศูนยก ลาง 3–6 มม. ยาว 20–35 ซม.
รากสนี า้ํ ตาลออกทโี่ คนตน
ใบรปู ทรงกระบอก กวา งประมาณ 0.5 ซม.
ยาว 8–16 ซม. ปลายมน โคนแผเปน กาบหุม
ลาํ ตน แผนใบหนา อวบนาํ้
ชอดอกแบบชอกระจะออกตามขอดาน Luisia psyche Rchb. f.
ขางลําตน ยาวประมาณ 3 ซม. กานชอดอก
ยาวประมาณ 1 ซม. มใี บประดบั ยอ ยรปู สามเหลยี่ ม
กวา งประมาณ 1 มม. ยาวประมาณ 2 มม. แตล ะ
ชอมี 3–5 ดอก
ดอกสีเขียวหรือสีมวง เม่ือบานมีขนาด
2.5–4 ซม. กลีบเลี้ยงรูปรี กวาง 3–4 มม.
ยาว 8–10 มม. ปลายแหลม กลีบเลี้ยงขางและ
กลีบดอกรูปขอบขนาน กวาง 5–6 มม. ยาว นเิ วศวิทยาและการกระจายพันธุ
10–15 มม. ปลายมน กลีบปากสีเขียวแตม กลวยไมอิงอาศัย พบตามปาดิบแลง
สีมวงดํากระจายทั่วทั้งกลีบ กวางประมาณ บรเิ วณพนื้ ทม่ี แี สงแดดปานกลาง ทางภาคเหนอื
8 มม. ยาวประมาณ 1 ซม. แยกเปนแฉก ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก
3 แฉก แฉกกลางแบง เปน 2 สว น สว นโคนเรยี บ ทร่ี ะดบั ความสงู 700–750 ม. ออกดอกประมาณ
สวนปลายขยายออกคลายสามเหลี่ยม กวาง เดอื นมีนาคม
5–6 มม. ยาว 6–8 มม. ปลายแหลมหรือเวา เขตการกระจายพนั ธุ
ผวิ มรี อยยน เปน รอ งตนื้ ตามยาว แฉกดา นขา งสน้ั
และตงั้ ขน้ึ เสา เกสรยาวประมาณ 4 มม. กา นดอก พมา ลาว
รวมรังไขย าวประมาณ 1.5 ซม.
ผล ไมม ขี อ มูล
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 169
§Ùà¢ÂÕ Ç»Ò¡Á‹Ç§
Luisia thailandica Seidenf.
170 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ช่อื อืน่ ๆ เออื้ งลน้ิ ดาํ ใหญ
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร
ลําตนตง้ั ตรง เสนผา นศูนยก ลางประมาณ
5 มม. สูง 20–50 ซม. มกี าบใบเกา หุมปลอง
รากออกท่ีโคนตน
ใบ 5–10 ใบ รูปทรงกระบอก เสนผาน- Luisia thailandica Seidenf.
ศนู ยก ลาง 3–5 มม. ยาว 10–20 ซม. ปลายมน
แผนใบหนา อวบนํา้
ชอ ดอกแบบชอ กระจะ ออกตามขอ ดา นขา ง
ลําตน กานชอดอกยาว 3–7 มม. แตละชอมี
1–3 ดอก ใบประดบั ยอ ยรปู ไข กวา ง 2–3 มม.
ยาว 3–4 มม. ปลายมน
ดอกสีเหลอื งแกมสีมวงแดง เมื่อบานกวา ง
1.5–2.5 ซม. กลบี เลยี้ งและกลบี ดอกมกั งมุ ลงมา
คลมุ กลบี ปาก กลบี เลย้ี งบนรปู ใบหอก รปู ไข หรอื
รูปรี กวางประมาณ 5–7 มม. ยาว 8–15 มม.
ปลายมน กลบี เลย้ี งขา งรปู ไขเ บยี้ ว กวา งประมาณ
5 มม. ยาว 10–15 มม. ปลายแหลม กลีบดอก
รูปไขกลับ กวาง 7–10 มม. ยาว 10–15 มม.
ปลายมน กลีบปากสีมวงเขม รูปไข กวาง 10–
15 มม. ยาว 15–18 มม. แยกเปนแฉก 3 แฉก
แฉกกลางแบง เปน 2 สว น สว นโคนเรยี บและแบน
สวนปลายขยายออกเปนรูปไขกวาง ปลายมน นิเวศวทิ ยาและการกระจายพันธุ
ผิวมีรอยยนเปนรองตามยาว แฉกดานขางสั้น กลวยไมอิงอาศัย พบตามปาดิบเขาทาง
และตง้ั ขนึ้ ปลายมน เสา เกสรสขี าวแตม สมี ว งเขม ภาคเหนอื ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ภาคตะวนั -
ยาวประมาณ 3 มม. กานดอกรวมรังไขยาว ออก และภาคตะวนั ตกเฉยี งใต ท่รี ะดับความสงู
ประมาณ 2 ซม.
950–1,800 ม. ออกดอกเดอื นมนี าคม–กรกฎาคม
ผล ไมม ขี อมลู เขตการกระจายพนั ธุ
ตะวันออกเฉียงเหนอื ของอินเดีย พมา ลาว
เวยี ดนาม
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 171
àÍéÍ× §´¹Ô 㺺ÇÑ
Nervilia crociformis (Zoll. & Moritzi) Seidenf.
172 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ช่อื อ่ืน ๆ เออ้ื งใบบวั บก นเิ วศวิทยาและการกระจายพันธุ
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร กลวยไมดิน ขึ้นบริเวณท่ีมีเศษใบไมทับถม
ในที่รมตามปาเบญจพรรณ ปาดิบแลง และ
ลําตนใตดินเปนหัวสะสมอาหาร ปา ดบิ เขาระดบั ตา่ํ ทางภาคเหนอื ภาคตะวนั ออก
รูปคอ นขา งกลมถึงเปนรปู ไข เสน ผา นศนู ยก ลาง ตะวันออกเฉยี งเหนอื และภาคตะวนั ตกเฉยี งใต
0.5–1.5 ซม. Nervilia crociformis (Zoll. & Moritzi) Seidenf.
ท่รี ะดับความสงู 400–1,700 ม. ออกดอกเดือน
รากสีขาว ออกเปนกระจุกทโ่ี คนตน เมษายน–กรกฎาคม
ใบ 1 ใบ รปู หัวใจหรือเปนรปู หลายเหลี่ยม เขตการกระจายพนั ธุ
กวา ง 5–10 ซม. ยาว 2.5–6 ซม. ปลายมน โคน เนปาล อินเดีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม
เวา รปู หัวใจ ขอบเปนคล่นื แผน ใบบาง ดา นบน อินโดนีเซีย ฟลิปปนส นิวกีนี ออสเตรเลีย
มีขนส้ันนุมสีขาวหนาแนน ชวงออกดอกไมมีใบ (ควนี แลนด) และแอฟรกิ า
กา นใบยาว 2–5 ซม.
ดอก 1 ดอก เมื่อบานกวาง 1–2.5 ซม.
กานดอกสูง 3–6 ซม. มีกาบรูปหลอด 3–4 อัน
ใบประดบั รูปใบหอกแกมรปู ไข ขนาดเลก็ ปลาย
แหลม กลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีเขียวออนหรือ
สีน้ําตาลออน รูปใบหอก กวาง 2–4 มม. ยาว
10–15 มม. ปลายแหลม กลางกลีบดานนอกมี
เสน ตามยาวสมี ว งแดง กลบี ปากสขี าวถงึ สมี ว งออ น
รูปขอบขนานถึงคลายสี่เหลี่ยมขามหลามตัด
กวา ง 10–15 มม. ยาว 15–20 มม. มีขนสีชมพู
อมมว งปกคลมุ กลางกลบี แตม สเี หลอื ง ปลายกลบี
สีมวงหยักเปนชายครุย ตัวกลีบแยกเปนแฉก
3 แฉก แฉกขา งคลา ยรปู โลข นาดเลก็ ขอบกลบี
โคง ขนึ้ โคนกลบี โอบลอ มเสา เกสร เสา เกสรยาว
6–9 มม. กา นดอกรวมรงั ไขย าวประมาณ 8 มม.
ผล ไมมีขอ มูล
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 173
¾´Ñ ¹Ò§ª¹Õ ŒÍÂ
Oberonia emarginata King & Pantl.
174 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ชอ่ื อื่น ๆ – ผลสีน้ําตาลออน รูปไขถึงรูปรี ยาว
ลักษณะทางพฤกศาสตร ประมาณ 2 มม.
ลาํ ตนไมชัดเจน ในตนท่ีมีชอดอกมีลําตน
นิเวศวทิ ยาและการกระจายพนั ธุ
ยาว 1.9–4.5 ซม.
กลว ยไมอ งิ อาศยั พบตามคาคบไมใ นปา ดบิ เขา
ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ
ใบ 6–8 ใบ แผนใบพับแบนเปนรูปแถบ ภาคกลาง ท่ีระดับความสูง 840–1,400 ม.
เบย้ี ว ปลายแหลม กวา ง 0.2–0.4 ซม. ยาว 1.8– ออกดอกเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม เปนผล
4.8 ซม. Oberonia emarginata King & Pantl.
ประมาณเดือนธนั วาคม
ชอ ดอกสีเขยี วถึงสีเขยี วอมเหลือง หอยลง เขตการกระจายพันธุ
กา นชอ ดอก ยาว 0.2–0.5 ซม. แกนกลางชอ ดอก อัสสัม ตะวนั ออกของหิมาลยั เวียดนาม
ยาว 5–10 ซม. มีดอกจํานวนมาก เรียงเปนวง
รอบแกนกลางชอดอก ใบประดับยอยสีเขียว
อมเหลือง รูปไขถึงรูปใบหอกแกมรูปไข กวาง
ประมาณ 0.5 มม. ยาวประมาณ 1 มม. ปลาย
เรียวแหลม ขอบเรียบหรือหยักไมเปนระเบียบ
ดอกสเี ขยี ว เหลอื งอมเขยี ว หรอื สเี หลอื งออ น
เมื่อบานกวางประมาณ 1.5 มม. กลีบเล้ียงบน
รปู ไข แผอ อก กวา งประมาณ 0.4 มม. ยาวประมาณ
0.5 มม. ปลายมน กลีบเล้ียงขางรูปไขเบี้ยว
กวางประมาณ 0.5 มม. ยาวประมาณ 0.6 มม.
กลีบดอกรูปไขแคบ กวางประมาณ 0.3 มม.
ยาว 0.6–0.7 มม. ปลายกง่ึ แหลม ขอบหยกั ซฟี่ น
ตื้น ๆ กลีบปากกวางประมาณ 0.8 มม. ยาว
ประมาณ 0.75 มม. แยกเปนแฉก 3 แฉก ต้ืน ๆ
แฉกขางรูปคลายวงกลมถึงรูปขอบขนานเบี้ยว
กวางประมาณ 0.2 มม. ยาวประมาณ 0.4 มม.
ขอบเปน คลนื่ แฉกกลางรปู ไขก วา งถงึ คลา ยวงกลม
กวา งประมาณ 0.8 มม. ยาว 0.4–0.5 มม. ปลาย
แยกเปน 2 แฉก เสาเกสรรูปทรงกระบอก
ยาวประมาณ 0.2 มม. กานดอกรวมรังไขยาว
0.6–0.8 มม.
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 175
ÊÃÍŒ ÂÃÐÂŒÒ
Otochilus fuscus Lindl.
176 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ช่ืออน่ื ๆ – ผลรปู รแี กมรปู ไขก ลบั กวา งประมาณ 0.5 ซม.
ลักษณะทางพฤกษศาสตร
ยาว 0.7–1 ซม. เปนสันตามยาว 6 สัน
หัวเทยี มคลา ยรปู กระสวยถงึ รปู ทรงกระบอก
กวา ง 0.8–1.5 ซม. ยาว 3–6 ซม. ผิวมีรอยยน
และมีกาบหุม
รากสนี ํ้าตาล ออกตามขอ
ใบ 2 ใบ ออกใกลป ลายหวั เทยี ม รปู ขอบขนาน Otochilus fuscus Lindl.
แคบถึงรปู ใบหอกแกมรปู แถบ กวาง 1–1.5 ซม.
ยาว 10–20 ซม. ปลายแหลมหรือเรียวแหลม
กานใบยาว 1–1.5 ซม.
ชอ ดอกแบบชอกระจะหอยลง ยาว 10–
18 ซม.ออกท่ียอดของหัวใหมขางหัวเดิม
กานชอดอกยาว 3–7 ซม. ใบประดับรูปแถบ
แกมรูปไข กวาง 1.5–3 มม. ยาว 7–9 มม.
ปลายแหลมหรอื มน มดี อก 10–20 ดอก
ดอกสีขาวหรอื มีจดุ สเี หลอื งออนทีโ่ คนแฉก
กลางของกลบี ปาก ดอกบานกวา ง 1–1.5 ซม.
มีกล่ินหอมออน กลีบเลี้ยงบนรูปขอบขนาน
กวาง 2–2.5 มม. ยาว 7–8 มม. ปลายมน
กลีบเล้ียงขา งแคบกวา และไมสมมาตร ปลาย
แหลมถึงเรียวแหลม กลีบดอกรูปใบหอกกลับ
แกมรปู แถบ กวา งประมาณ 1.2 มม. ยาว 5–7 มม.
ปลายมนหรอื แหลม กลบี ปากรปู รี ยาว 4–7 มม.
โคนกลีบพองออกเปน แอง กลม สว นปลายแยกเปน
3 แฉก แฉกกลางรูปขอบขนานแกมรูปรีแคบ นิเวศวิทยาและการกระจายพนั ธุ
ปลายแหลมถงึ เรยี วแหลม โคง พบั ลง แฉกขา งโอบ กลว ยไมอ งิ อาศัยในปาดิบเขา พบไดทวั่ ทุก
โคนเสาเกสร เสาเกสรสีนํ้าตาลอมสม รูปทรง ภาคของประเทศไทย ที่ระดับความสูง 900–
กระบอก ยาว 4–6 มม. สว นปลายแผออกเปน 1,500 ม. ออกดอกเดอื นตุลาคม–กุมภาพันธ
ครีบและแยกเปน 2 แฉก มีจะงอยสั้น ๆ เปน เขตการกระจายพนั ธุ
รูปไข กานดอกรวมรงั ไขยาว 4–7 มม.
ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ภูฏาน
จีนตอนใต พมา กมั พชู า เวียดนาม
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 177
àÍÍé× §Ã§Ãͧ
Panisea uniflora Lindl.
178 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ชือ่ อน่ื ๆ –
ลักษณะทางพฤกษศาสตร Panisea uniflora Lindl.
ทงั้ ตนรวมชอดอก สงู 10–20 ซม.
หวั เทียมรูปไขถึงรูปรี เสนผานศูนยกลาง
1–1.2 ซม. สูง 1–3.5 ซม. ผิวยน ขึ้นชิดกัน
เปนกลุม
ใบ 1–2 ใบ ออกที่ปลายหัวเทยี ม รปู แถบ
ถงึ รปู ขอบขนาน กวา ง 0.7–1.5 ซม. ยาว 6–18 ซม.
ปลายเรยี วแหลม โคนรปู ลมิ่ กา นใบยาว 0.5–2 ซม.
ดอกมี 1 ดอก เกดิ ทย่ี อดของหนอ ทจ่ี ะสรา ง
หัวใหม กานดอกยาว 1–3.5 ซม. ท่ีโคนกานมี
ใบประดบั รปู ไข กวา ง 2–3.5 มม. ยาว 4–5 มม.
ปลายแหลม ดอกสีเหลืองออนถึงสีสม เมื่อบาน
กวาง 1–2 ซม. กลีบเลี้ยงรูปขอบขนานแกมรูป
ไขถึงรูปใบหอกแกมรูปไข กวาง 0.3–0.7 ซม.
ยาว 1.5–2 ซม. ปลายแหลม กลีบดอกรูป
ขอบขนานแกมรูปไขถึงรูปใบหอกแกมรูปไข
กวา ง 0.3–0.7 ซม. ยาว 1.2–2 ซม. ปลายแหลม
กลีบปากรูปรีแกมรูปไขกลับ กวาง 0.5–1 ซม.
ยาว 1–2 ซม. โคนคลายเปนถุง ปลายแยกเปน
แฉก 3 แฉก แฉกกลางปลายกง่ึ ตดั หรอื เปน ตงิ่ แหลม
ขอบกลบี ดา นขา งหยกั เปน คลน่ื กลางกลบี ดา นบน
มีสนั ตามยาว 3 สัน มีจุดสสี ม 3 จุดทป่ี ลายของ นิเวศวิทยาและการกระจายพนั ธุ
แตล ะสนั แฉกขา งรปู เคยี ว มขี นาดเลก็ เสา เกสร กลวยไมอิงอาศัยหรืออาจพบเกาะอาศัย
ยาว 7–10 มม. ดา นขา งแผอ อกเปน ครบี กา นดอก ตามกอนหนิ ในปาดิบเขาและปา เตง็ รังเกอื บท่วั
รวมรังไขย าว 0.8–1.5 ซม. ทุกภาคของประเทศ ท่คี วามสงู 500–1,500 ม.
ผลรูปไขกลับแกมรูปรี กวาง 1–1.5 ซม. ออกดอกและเปนผลเดือนมกราคม–ตลุ าคม
ยาว 1.5–2 ซม. มคี รีบตามยาวผล 6 ครีบ เขตการกระจายพันธุ
ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ภูฏาน
พมา จีนตอนใต กมั พชู า ลาว เวียดนาม
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 179
Ãͧà·ÒŒ ¹ÒÃÕÊ¢Ø Ð¡ÅÙ
Paphiopedilum sukhakulii Schoser & Senghas
180 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ชื่ออน่ื ๆ รองเทา นารปี ก แมลงปอ
ชอื่ สามญั Sukhakul’s Paphiopedilum
ลักษณะทางพฤกษศาสตร
เหงาสนั้ Paphiopedilum sukhakulii Schoser & Senghas
ใบ มี 3−4 ใบ รปู รแี กมรปู ขอบขนาน กวา ง
3−4.5 ซม. ยาวไดถึง 13 ซม. ปลายแหลม
แผนใบดานบนมีลายคลายตาราง สีเขียวเขม
และเขียวออน
ดอก 1 ดอก เกดิ ทปี่ ลายยอด กานชอดอก
สมี ว ง มขี นละเอยี ดสขี าวปกคลมุ ใบประดบั สเี ขยี ว
รปู ใบหอก กวา งประมาณ 0.9 ซม. ยาว 1.8–2 ซม.
มีขนส้ันนุมปกคลุม ดอกบานกวาง 11–14 ซม.
กลบี เลยี้ งสขี าว มเี สน ตามยาวสเี ขยี ว โคนกลีบมี
จดุ สมี ว ง กลบี เลย้ี งบนรปู ไข กวา ง 2.5–4.5 ซม.
ยาว 4–5.5 ซม. ปลายเรยี วแหลม ดา นหลงั กลบี
มีขนสั้นนุมปกคลุม กลีบเลี้ยงขางรูปใบหอก
กวาง 1.5–2.5 ซม. ยาว 3.5–4 ซม. เช่ือมกัน
ตามยาว กลบี ดอกสเี ขยี ว มจี ดุ สนี า้ํ ตาลแดงอมมว ง
กลีบรูปลิ้นแกมรูปขอบขนานถึงรูปใบหอกกลบั
กวา ง 1.5–2.5 ซม. ยาว 5.5–7.3 ซม. ปลายแหลม นเิ วศวทิ ยาและการกระจายพนั ธุ
ขอบกลบี มขี นครยุ กลบี ปากเปน ถงุ กวา ง 2–3 ซม.
ยาว 5–6 ซม. สีเขียว มีเสน รา งแหสแี ดงอมมวง กลวยไมดิน พบตามริมนํ้าท่ีแสงแดดรําไร
เสาเกสรสีเขียวออน ยาวประมาณ 5 มม. เกสร ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดเลย
เพศผเู ปน หมนั กวา งประมาณ 11 มม. สงู ประมาณ ท่ีระดับ 1,400–1,500 ม. ออกดอกระหวาง
8 มม. มขี นสน้ั นมุ ปกคลมุ กา นดอกรวมรงั ไขส เี ขยี ว เดือนกมุ ภาพันธ–พฤษภาคม
ยาว 3.5–6 ซม. เขตการกระจายพันธุ
ผล ไมม ขี อมูล พืชถ่ินเดียวของประเทศไทย
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 181
àÍéÍ× §Í¹Ô ·¹¹·
Paphiopedilum villosum (Lindl.) Stein
182 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ชื่ออืน่ ๆ เอ้ืองไขไก เอ้ืองคางกบ นิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ
กลว ยไมอ งิ อาศยั ตามกงิ่ หรอื ลาํ ตน ของตน ไม
เอ้ืองแมงภู
ช่ือสามัญ Hirsute Paphiopedilum ในปา ทรี่ ม คลมึ้ เปน สว นนอ ยทเี่ กาะตามกอ นหนิ
พบทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื และตะวนั ตก-
ลักษณะทางพฤกษศาสตร เฉียงใต ท่ีระดับความสูง 1,100−2,000 ม. Paphiopedilum villosum (Lindl.) Stein
ออกดอกระหวางเดือนตุลาคม−เมษายน
เหงา ส้ัน มกั เกดิ ใกลก ันเปนกลุม
เขตการกระจายพนั ธุ
ใบ มี 4–5 ใบ รูปล้ินแกมรูปแถบ กวาง
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของอนิ เดยี พมา (type)
2.5–4 ซม. ยาว 14–42 ซม. ปลายเรียวแหลม และตะวันตกเฉียงใตของจีน
หรอื แยกเปน 2 แฉก แผน ใบดา นลา งสเี ขยี วออ น
โคนใบมจี ุดสมี วง ขอบมีขนครุย
ดอก 1 ดอก กา นชอ ดอกสีเขยี ว มจี ดุ สมี ว ง
ยาว 7–24 ซม. มขี นอยุ สมี ว งปกคลมุ ใบประดบั
สเี ขยี วมจี ดุ สแี ดงอมมว ง รปู รี กวา ง 3–3.8 ซม.
ยาว 3.5–6.5 ซม. ปลายมน ดอกบาน กวาง
7.5–13.5 ซม. กลีบเลี้ยงบนสีเขียว กลางกลีบ
สนี า้ํ ตาลแดงอมมว ง ขอบกลบี สขี าว กลบี รปู ไขก ลบั
กวาง 3–4.6 ซม. ยาว 4.5–7 ซม. ปลายมน
ขอบโคนกลีบพับไปดานหลัง กลีบเลี้ยงขาง
สเี ขยี วออน รปู ไข กวา ง 1.8–2.6 ซม. ยาว 3.8–
7.6 ซม. ปลายกึ่งแหลม กลีบเชือ่ มกันตามยาว
กลีบดอกสนี ้าํ ตาลแดง เปน มนั กลางกลีบมีแถบ
สนี ้ําตาลแดงอมมวง กลบี รปู ชอ นแกมรปู ไขกลับ
กวา ง 2.5–4.6 ซม. ยาว 4.7–8.6 ซม. ปลายมน
ขอบเวา เปน คลน่ื มขี นสมี ว งทโี่ คนกลบี กลบี ปาก
กวาง 3–3.8 ซม. ยาว 4–6.8 ซม. สีเหลอื งแกม
น้ําตาล มีเสนรางแหสีชมพูหรือสีแดงจาง ๆ
เกสรเพศผูเปนหมัน สีเหลือง กวางประมาณ
14 มม. ยาวประมาณ 16 มม. ผิวเปนปุมและ
มขี นหยาบแขง็ กลางเกสรมปี มุ กลมสเี หลอื งหรอื
สีเขียว
ผล ไมมขี อมูล
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 183
àÍ×Íé §âÁ¡¡ØËÅÒº
Papilionanthe teres (Roxb.) Schltr.
184 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ชอ่ื อน่ื ๆ ดอกผึ้ง พญาไรใบ พึง
เอ้ืองกวาว เอื้องเทียน เอ้ืองโมก
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร
ลาํ ตนทอดเลอ้ื ยและแตกแขนง ยาวไดถ งึ
3 ม.
ใบรูปทรงกระบอก เสนผานศูนยกลาง Papilionanthe teres (Roxb.) Schltr.
ประมาณ 5 มม. ยาว 8–18 ซม. ปลายมน เรยี งตวั
หา ง ๆ กนั
ชอ ดอกแบบชอ กระจะ ยาว 15–30 ซม. ออก
ตามขอ กานชอดอกมีกาบบาง ๆ 3–4 กาบ
หุมอยู ใบประดับรูปไขก วา งและยาว 4–6 มม.
ปลายมน มีดอก 2–5 ดอก
ดอกสีชมพู เม่ือบาน กวาง 4–10 ซม.
กลบี เลย้ี งและกลบี ดอกสขี าวถงึ สมี ว ง กลบี เลยี้ งบน
รูปรีกวาง กวางประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ
2.5 ซม. ปลายมน กลีบเลี้ยงขางรูปขอบขนาน
แกมรูปไข กวางประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ
3 ซม. ปลายแหลม โคนกลบี เชอ่ื มตดิ ตามยาวกบั
โคนเสา เกสรเปน คางรปู กรวย กลบี ดอกคลา ยรปู โล
กวางประมาณ 2.7 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม.
ปลายมน กลีบปากสีเหลือง มีจุดสีนํ้าตาลแดง นิเวศวิทยาและการกระจายพนั ธุ
เรียงเปน เสนตามยาว กลบี แยกเปนแฉก 3 แฉก กลว ยไมองิ อาศยั พบตามชายปาทีค่ อนขาง
ปลายแฉกสีมวง แฉกกลางรูปสามเหล่ียมแกม เปดโลง ท่ีระดับ 500–900 ม. ออกดอกเกือบ
รปู ไขก ลบั ปลายแยกเปน แฉก 2 แฉก มขี น แฉกขา ง ตลอดทง้ั ป
รูปไขกลับ กวางประมาณ 1.5 ซม. ปลายมน เขตการกระจายพันธุ
ทง้ั สองขา งมว นเขา หากนั เสา เกสรยาวประมาณ
5 มม. กา นดอกรวมรงั ไขย าว 2–3 ซม. ตอนใตของยูนนาน บังคลาเทศ ภูฏาน
อินเดยี เนปาล พมา ลาว เวียดนาม
ผล ไมม ขี อมลู
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 185
¡ÅÇŒ ÂäÁŒ´§
Phaius mishmensis (Lindl. & Paxton) Rchb. f.
186 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ชื่ออน่ื ๆ – 1–2 ซม. กานดอกรวมรังไขยาว 2.5–3 ซม.
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร ผลรปู รี กวา งประมาณ 0.6 ซม. ยาวประมาณ
ลาํ ตน รูปกระสวยถึงเปนทรงกระบอก
1.5 ซม.
เสนผานศูนยกลาง 1–2 ซม. ยาว 15–65 ซม. Phaius mishmensis (Lindl. & Paxton) Rchb. f.
รากออกท่ีโคนตน
ใบ มี 4–7 ใบ รูปใบหอกแกมรูปรี กวาง
5–10 ซม. ยาว 15–50 ซม. ปลายเรียวแหลม
แผน ใบพับเปน จบี
ชอ ดอกแบบชอกระจะ มี 1–2 ชอ เกิด
ดา นขา งของลาํ ตน กา นชอ ดอกยาว 20–30 ซม.
ใบประดับ มี 2–3 ใบ รูปใบหอกแกมรูปรี ยาว
2–4 ซม. ปลายแหลม แกนกลางชอดอกยาว
17–32 ซม. ใบประดบั ยอยรูปใบหอกแกมรปู ไข
ปลายแหลม หลดุ รว งงาย มดี อก 5–15 ดอก
ดอกสขี าว เหลอื ง สม หรอื สชี มพู เมอ่ื บาน
กวาง 4.5–5 ซม. กลีบเล้ียงรูปใบหอกแกม
รูปไขกลับ กวาง 0.5–1 ซม. ยาว 2.5–4 ซม.
ปลายแหลม กลีบดอกรูปรีแกมใบหอก กวาง
0.5–0.8 ซม. ยาว 2–3 ซม. ปลายมนถงึ แหลม
กลีบปากสีชมพูหรือสีขาวมีแตมสีชมพูแลวคอย
เปลย่ี นเปน สเี หลอื งถงึ สสี ม ตวั กลบี รปู สามเหลยี่ ม
แกมรปู ไขก ลบั กวา ง 1.5–3 ซม. ยาว 2–3.5 ซม.
แยกเปน แฉก 3 แฉก แฉกกลางคลา ยรปู สเี่ หลย่ี ม นเิ วศวิทยาและการกระจายพันธุ
ถงึ รปู ขอบขนาน กวา ง 1.2–1.6 ซม. ยาว 0.3–0.7 ซม. กลว ยไมดิน พบตามพ้นื ปา ดิบ มหี ินแกรนติ
ปลายตดั หรอื เวา ตนื้ ขอบพบั ปน คลน่ื กลางกลบี ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ
มีสันตามยาว สันที่สวนกลางกลีบมีขนปกคลุม ตะวนั ตกเฉยี งใต ทรี่ ะดบั ความสงู 800–1,300 ม.
และสวนปลายกลีบแผเปนครีบ แฉกขางรูปไข ออกดอกเดอื นตุลาคม–พฤศจิกายน
ถึงรูปพัด กวาง 0.8–1 ซม. ยาว 0.4–0.5 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ
ปลายมน ขอบเรียบหรือพับเปนคล่ืน เดือย
สีเขียวออนถงึ สีเหลอื ง รูปทรงกระบอกโคง ยาว ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของอนิ เดยี ภฏู าน พมา
1–1.8 ซม. เสาเกสรสีเหลืองหรือสีขาว ยาว ลาว เวยี ดนาม ตะวนั ตกเฉยี งใตแ ละทางใตข องจนี
ใตหวัน ตอนใตข องญป่ี ุน ฟล ิปปนส
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 187
ÁÒŒ Çè§Ô
Phalaenopsis pulcherrima (Lindl.) J. J. Sm.
188 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ
ชอ่ื อ่นื ๆ กลว ยไมด นิ กลว ยหนิ แดงอบุ ล รปู ลนิ้ กวา ง 2–6 มม. ยาว 5–10 มม. ปลายมน
ละเมด็ หญา ดอกหนิ ถึงแหลม กลางกลีบมีสันนูนตามยาวสีขาว
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร 3–4 สัน เสาเกสรสีน้ําตาลแดง ยาว 5–7 มม.
คางยาว 6–8 มม. ปลายเสาเกสรแผเปนปก
ลําตนรูปทรงกระบอก เสนผานศูนยก ลาง ฝาครอบกลุมเรณูสีเหลือง รูปกลม เสนผาน-
2–3 มม. ยาว 2–3 ซม. ศนู ยก ลางประมาณ 3 มม. ปลายแหลม กา นดอก Phalaenopsis pulcherrima (Lindl.) J. J. Sm.
รากสนี าํ้ ตาล ออกตามขอ รวมรังไขยาว 1.5–2 ซม.
ใบ 3–6 ใบ เรียงสลับชิดกัน แผนใบรูปรี ผลสเี ขยี ว รูปคลายทรงกระบอก
ถงึ รปู ขอบขนาน กวา ง 1.5–4 ซม. ยาว 5–8 ซม. นเิ วศวิทยาและการกระจายพนั ธุ
ปลายมนถึงแหลม โคนแผเปนกาบหุมลําตน กลวยไมดินหรือขึ้นตามลานหินท่ีมีช้ันดิน
บาง ๆ บรเิ วณเปด โลง มแี สงแดดจดั ในปา เตง็ รงั
แผนใบหนาคลา ยแผน หนงั
ท่ัวทุกภาคของประเทศ ที่ระดับความสูงต้ังแต
ชอดอกแบบชอกระจะต้งั สูง 25–50 ซม. ใกลร ะดบั นา้ํ ทะเลถงึ ประมาณ 950 ม. ออกดอก
เดอื นมถิ นุ ายน–พฤศจิกายน
ออกตามขอหรือออกที่โคนตน กานชอดอก
ยาว 10–38 ซม. ใบประดับรูปสามเหล่ียม เขตการกระจายพนั ธุ
กวางประมาณ 6 มม. ยาวประมาณ 9 มม. ตะวันออกเฉียงเหนือ
ปลายแหลม แกนกลางชอ ดอกยาว 10–13 ซม. ของอินเดีย พมา
ใบประดับยอยรูปสามเหล่ียมถึงรูปไข กวาง ลาว กัมพูชา
ประมาณ 2 มม. ยาวประมาณ 3 มม. ปลายแหลม เวยี ดนาม มาเลเซีย
มีดอก 5–10 ดอก เรยี งตัวหา ง ๆ กัน และ อนิ โดนเี ซยี
ดอกสีชมพู ดอกบานกวาง 1.5–2.5 ซม.
มกี ลนิ่ หอม กลบี เลย้ี งบนรูปไขถ งึ รูปขอบขนาน
กวาง 5–8 มม. ยาว 8–15 มม. ปลายมน
กลีบเลี้ยงขางรูปไขแกมรูปสามเหลี่ยม กวาง
7–10 มม. ยาวประมาณ 8–15 มม. ปลายมน
โคนกลีบเช่ือมติดตามยาวกับโคนเสาเกสรที่
เจริญย่ืนยาวเปนคางคลายรูปกรวย กลีบดอก
รูปไขกลับ กวางประมาณ 8 มม. ยาวประมาณ
1.5 ซม. ปลายมน กลีบปากสีชมพูถึงสีมวง
เชื่อมตดิ กับโคนเสาเกสร กา นกลบี ยาวประมาณ
4 มม. ตัวกลีบแยกเปนแฉก 3 แฉก แฉกขาง
สีน้ําตาลแดง รูปคลายครึ่งวงกลมถึงรูปรีกวาง
กวา งและยาวประมาณ 6 มม. โคง ขนึ้ แฉกกลาง
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 189
àÍÍ×é §ÅíÒμ‹Í
Pholidota articulata Lindl.
190 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ
ชื่ออ่นื ๆ – ผลรูปรี กวางประมาณ 0.5 ซม. ยาว
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร
ประมาณ 1 ซม. มสี ันนนู ตามยาว
ทงั้ ตน สงู 25–50 ซม.
หัวเทียมสนี า้ํ ตาลอมเหลอื ง รปู ทรงกระบอก Pholidota articulata Lindl.
คดไปมา มี 5–7 ปลอ ง เสน ผา นศนู ยก ลาง 0.5–
1.5 ซม. ยาว 4–8 ซม. ผิวเรียบหรือยนเลก็ นอ ย
หัวเทียมใหมเจริญท่ียอดของหัวเทียมเกาทําให
ดูคลา ยมีหลายปลอง
รากสขี าว ออกเปน กระจุกทโี่ คนหวั เทยี ม
ใบ 2 ใบ ออกทปี่ ลายหวั เทยี ม รปู ขอบขนาน
กวาง 1.5–6 ซม. ยาว 6–15 ซม. ปลายแหลม
แผน ใบหนาคลา ยแผน หนัง
ชอ ดอกแบบชอ กระจะหอ ยลง ยาว 6–8 ซม.
ออกท่ีปลายยอด กานชอดอกยาว 2–4 ซม.
แกนกลางชอดอกคดไปมา ใบประดับยอย
สีน้ําตาลออน รูปใบหอก กวาง 2–6 มม. ยาว
5–9 มม. ปลายเรียวแหลม มดี อก 10–20 ดอก
เรียงสลบั
ดอกสขี าวอมสม เมอื่ บานกวา ง 0.7–1.5 ซม.
มกี ลนิ่ หอม กลบี เล้ยี งรปู ไข กวา ง 3–6 มม. ยาว
6–10 มม. ปลายแหลม ขอบกลบี โคง ขน้ึ ดา นนอก
เปนสันนูนตามยาว 1 สัน กลีบดอกรูปใบหอก
กวา ง 2–4 มม. ยาว 6–8 มม. ปลายมน ดา นนอก นิเวศวทิ ยาและการกระจายพนั ธุ
เปนสันนูนตามยาว 1 สัน กลีบปากสีสมสวน กลว ยไมอ งิ อาศยั พบตามปา ดบิ แลง ปา ดบิ เขา
กลางกลีบสีเหลือง กวางประมาณ 5 มม. ยาว ระดบั ตาํ่ และปา สน บรเิ วณท่ีมีแสงแดดจดั ใน
ประมาณ 6 มม. กลางกลีบเปนแอง มีสันนูน ทวั่ ทุกภาคของประเทศ ทรี่ ะดับความสงู 700–
ตามยาว 5 สัน ปลายกลีบแผออกและแยก 1,800 ม. ออกดอกเดือนเมษายน–มิถุนายน
เปนแฉก 2 แฉก ขอบเปนคลื่น เสาเกสรสีสม เปนผลเดือนสิงหาคม
ยาวประมาณ 4 มม. ปลายแผเ ปนปก กานดอก เขตการกระจายพนั ธุ
รวมรงั ไขย าว 5–7 มม.
พบท่ัวไปในเอเชียเขตรอ นและเขตอบอุน
Orchids in the Phu Khieo-Nam Nao Forest Complex 191
àÍ×Íé §¾ÅÒ§ÒÁ
Pleione maculata (Lindl.) Lindl. & Paxton
192 ¡ÅŒÇÂäÁŒã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éíÒ˹ÒÇ