วิจัยในชน้ั เรยี น
การศึกษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะ เรือ่ งความรู้เบอื้ งตน้ เกย่ี วกบั การใชง้ านโปรแกรม Paint
ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 2 วชิ าวทิ ยาการคานวณ(คอมพวิ เตอร)์
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
จดั ทาโดย
นางสุภาวดี ทดั เทยี ม
ตาแหน่ง ครู
โรงเรียนอนบุ าลศรเี มอื งใหม่
อาเภอศรเี มอื งใหม่ จงั หวัดอุบลราชธานี
สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาอบุ ลราชธานี เขต 3
คานา
เอกสารงานวิจยั ฉบบั นี้จัดทาขนึ้ เพ่ือเปน็ ส่วนหนงึ่ ในงานวจิ ัยชั้นเรียนของการเรยี นการสอนในรายวิชา
ของนักเรียน ซึ่งงานวจิ ยั ชิน้ นีไ้ ด้ถกู พัฒนาขน้ึ เพื่อพัฒนาปรบั ปรงุ การเรยี นการสอนในโรงเรียนใหด้ ยี ง่ิ ขึน้
จากปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียนท่ีครูผู้สอนได้พบเจอพบว่า ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียน
เน่ืองด้วยความไม่รบั ผดิ ชอบของนักเรียนและวุฒภิ าวะ ทาให้ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนต่า และนักเรียนเกิดความ
เบ่ือหน่ายในการเรียนในรายวิชา ครูผู้สอนจึงได้ใช้เทคนิคการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะซ่ึงเป็นวิธีที่
เหมาะสมในการแกป้ ัญหาดังกลา่ วหวงั เป็นอยา่ งย่ิงว่า จะเป็นเอกสารทีก่ ่อให้เกดิ ประโยชน์ต่อผ้อู ่านทุกท่าน
นางสุภาวดี ทดั เทียม
ผู้จดั ทา
บทคัดยอ่
การศึกษาคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียน โดยใช้แบบ
ฝึกทักษะ เรื่องความรู้เบ้อื งต้นเก่ียวกับการใช้งานโปรแกรม Paint วิชาคอมพิวเตอร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะของ
นกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 2 กลมุ่ ตวั อยา่ งคือ นกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 2/1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา
2564 จานวน 28 คน โดยวิธีเลือกสุ่มแบบเจาะจง เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบฝึกทักษะ เรื่อง
ความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับการใช้งานโปรแกรม Paint ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาข้ึน มีค่าเฉล่ียโดยรวมเท่ากับ 81.16
และแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ใช้เปน็ ขอ้ สอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น แบบปรนัย ชนิดเลอื กตอบ
4 ตัวเลือก ซึ่งมีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 60.6 การหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะใช้เกณฑ์หาประสิทธิภาพ
E1/E2 เท่ากับ 80/80 คา่ เฉล่ยี คา่ ร้อยละสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
ผลการศกึ ษาค้นควา้ พบวา่
1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม
Paint โดยใช้แบบฝึกทักษะ ที่ผู้รายงานได้พัฒนา มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.16/60.6 หมายถึง นักเรียน
ทั้งหมดได้คะแนนเฉลี่ยจากการประเมินพฤติกรรมการทางานกลุ่ม และการทาแบบฝึกทักษะ คิดเป็นร้อยละ
81.16 และไดค้ ะแนนเฉล่ียจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน คดิ เป็นรอ้ ยละ 60.6 แสดง
ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ เรื่องความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการใช้งานโปรแกรม Paint โดยใช้
แบบฝึกทักษะ ทผ่ี ู้รายงานพฒั นาขน้ึ มปี ระสิทธิภาพสูงกวา่ เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตงั้ ไว้
2. ผลการใช้แบบฝึกทักษะมาช่วยสอน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ได้ผลน่า
พอใจ สังเกตจากนักเรียนให้ความสนใจการเรยี นดี มีความรับผิดชอบในหน้าที่ สิ่งที่แสดงถึงความสนใจของ
นักเรียน คือ นักเรยี นสามารถทาแบบฝึกทักษะท้ายแผนทุกแผน ได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์ดีทุกคน ทเ่ี ป็นเชน่ นี้
อาจเป็นเพราะว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ร่วมมือกันในการทางาน
นักเรียนทุกคนร่วมกันรับผิดชอบงาน และนาประสบการณ์ต่าง ๆ ท่ีได้จากการเรียนรู้มาสรุปเป็นองค์ความรู้
ของกลุ่มตนเอง มีการชว่ ยเหลือกนั ในการทางานกลุ่ม
กติ ติกรรมประกาศ
รายงานการศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเล่มน้ี สาเร็จลงได้
ด้วยความกรุณาจากเพ่ือนครู ครูผู้อาวุโส ผู้อานวยการ และผู้เชี่ยวชาญจากเขตพื้นท่ีการศึกษา ที่กรุณาสละ
เวลาและให้โอกาสในการให้คาปรึกษาเพ่ือการทาวิจัยฉบับน้ี จึงขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสน้ี ผู้วิจัย
ขอขอบคุณเพื่อนครูในกลุ่มสาระ ที่ได้กรุณาให้คาปรึกษาตรวจสอบแบบฝึกทักษะ และแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรยี นที่ใช้กับนักเรยี น ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ในครง้ั นี้เป็นอย่างย่งิ
ขอขอบพระคุณครูทุกท่านที่ได้ประสทิ ธิป์ ระสาทวิชาให้แก่ผวู้ ิจัยทุกระดับการศึกษา ขอขอบคุณคณะ
คุณครู ที่ใหก้ าลังใจจนทาการวจิ ยั ครง้ั นไ้ี ด้สาเร็จ ขอขอบใจนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2 ท่ใี หค้ วามรว่ มมือ
ในการทาวิจัยคร้ังน้ี และประโยชน์ท่ีพึงได้รับในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยขอมอบให้ทุกท่านที่มีส่วนสาคัญต่อ
ความสาเร็จในการวิจยั คร้งั นี้ด้วย
นางสภุ าวดี ทดั เทียม
สารบัญ
เรื่อง หน้า
บทคัดย่อ................................................................................................................................. ก
กติ ติกรรมประกาศ.................................................................................................................. ข
สารบัญ.................................................................................................................................... ค
สารบญั ตาราง......................................................................................................................... จ
บทที่ 1 บทนา........................................................................................................................ 1
ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา................................................................ 1
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั .........…….......………..……………………………………….……... 2
ขอบเขตการวิจยั ..............……………….......………...…………………………………..……... 2
นิยามศัพท์เฉพาะ…………...………......……………………………………………………..….…. 3
ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะไดร้ ับ.................................................................................... 3
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้อง............................................................................... 4
ทฤษฎกี ารเรยี นร.ู้ ......................................…………………………….........………………... 4
แนวคดิ การจดั การเรียนรทู้ ่ีเน้นผู้เรียนเปน็ สาคัญ..................................................... 11
งานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ ง.................................................................................................. 12
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ............................................................................................. 13
บทท่ี 3 วิธดี าเนินการ............................................................................................................ 44
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง.................................................................................... 44
เคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการทดลอง.................................................................................. 44
การสร้างและการหาคุณภาพของเครอ่ื งมือ........................................................... 45
แบบแผนการทดลองและขั้นตอนการดาเนนิ การทดลอง........................................ 46
การจัดกระทาข้อมลู และการวเิ คราะห์ขอ้ มูล.......................................................... 47
สถิติท่ีใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู ............................................................................... 47
48
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล.............................................................................................. 48
สญั ลกั ษณ์ทีใ่ ชใ้ นการนาเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล............…………………………….. 48
ลาดับขน้ั ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล................................................... 48
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู …………….………………………….......………………………………….
ตอนที่ 1 ผลการวเิ คราะหห์ าประสิทธภิ าพของการเรียนรโู้ ดยใช้แบบฝกึ ทักษะ 48
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 2..........................................................................................
บทที่ 5 สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ................................................................. 50
วัตถุประสงค์ของการศึกษา....………………………………..…………………………………….. 50
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง..................................................................................... 50
เคร่อื งมอื ท่ีใชใ้ นการศกึ ษาคน้ ควา้ ............................................................................ 50
การดาเนนิ การศึกษา............................................................................................... 51
สรุปผล.................................................................................................................... 51
อภปิ รายผล............................................................................................................. 51
ขอ้ เสนอแนะ............................................................................................................ 52
บรรณานกุ รม............................................................................................................................ 53
ภาคผนวก................................................................................................................................. 56
สารบญั ตาราง หนา้
46
ตาราง 50
1 แบบแผนการทดลอง One Group Pre – test Post – test Design
2 …………………...
แสดงค่าคะแนนเฉลย่ี รอ้ ยละ และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ของนกั เรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ เรื่องความรเู้ บ้ืองตน้ เกี่ยวกบั การใชง้ าน
โปรแกรม Paint
สารบญั ภาพ
ภาพ หนา้
1 กรอบแนวคิดในการวิจยั ...................................................................................................... 42
บทท่ี 1
บทนา
1.1 ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา
การวจิ ยั เป็นเครอ่ื งมอื สาคัญประการหน่งึ ทจ่ี ะชว่ ยใหก้ ารปฏริ ปู การเรียนร้ปู ระสบความสาเร็จ ดงั
จะเห็นได้จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545
ซ่ึงเป็นกฎหมายแมบ่ ททางการศึกษาของไทย ได้ใหค้ วามสาคัญกับการวิจัยและกาหนดมาตรา หลายมาตรา
ทช่ี ี้ใหเ้ ห็นว่าการวจิ ยั เป็นสว่ นหน่งึ ของกระบวนการเรียนรู้ กลา่ วคือ มาตรา 24 (5) ระบใุ ห้ใชก้ ารวิจัยเป็น
ส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถใช้การวจิ ัยเพ่ือศึกษาค้นควา้ หาคาตอบหรือแก้ไขปัญหาท่ี
เกดิ ขน้ึ การวิจยั จงึ สมั พนั ธ์กับกระบวนการเรียนรู้ท่ีใช้ ซ่งึ จะช่วยฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ หาเหตผุ ล
ในการตอบปัญหา และแก้ไขปัญหา มาตรา 30 ระบุให้ครูผู้สอนทาการวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ให้
เหมาะสมกับผู้เรียน ผู้สอน นอกจากจัดกระบวนการเรียนการสอนแล้ว ยังใช้การวิจัยเพื่อศึกษาปัญหา
หรือสิ่งที่ต้องการรู้คาตอบ พัฒนาควบคู่กันไปอย่างต่อเน่ือง โดยบูรณาการกระบวนการจัดการเรียนการ
สอน และทาการวจิ ัยให้เปน็ กระบวนการเดียวกนั ทัง้ หมด
เม่ือพิจารณาเป้าหมายประการหน่ึงของการจัดการเรียนรู้ คือเพื่อให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ดี เก่ง มีสุข ผู้สอนจึงมีบทบาทสาคัญในการสร้างผู้เรียน ให้ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยจะต้องคานึงถึง
มาตรฐานคุณภาพการจัดการเรียนรู้ และบูรณาการการจัดการเรียนการสอนกับการวิจัยให้เป็น
กระบวนการเดียวกัน นั่นคือผู้สอนจะต้องจัดกระบวนการเรียนการสอน และใช้การวิจัยเป็นส่วนหน่ึงของ
กระบวนการเรียนรู้ ทาการวิจัยเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา
และนาผลการวิจัยมาใช้ปรับปรงุ กระบวนการเรียนการสอน ในส่วนของผู้เรียน กระบวนการวิจัยจะเป็น
การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีเครื่องมือการเรียนรู้ติดตัวไปตลอดชีวิต เพราะการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวจิ ัย จะ
ฝึกให้ผู้เรียนค้นคว้าทดลอง หรือศึกษาหาความรู้อย่างมีแผนงานท่ีเป็นระบบน่าเชื่อถือได้ กิจกรรมท่ีจัดให้
ผู้เรียน จึงควรเป็นกิจกรรมท่ีช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในลักษณะใดลักษณะหน่ึงเป็นระยะๆ ตามความ
เหมาะสมกับวัยและระดับความสนใจของผู้เรียน กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทาง
สติปัญญา (Intellectual Participation) คือ เป็นกิจกรรมที่ช่วยใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการเคลื่อนไหวทางสติปัญญา
ตอ้ งเปน็ กจิ กรรมทท่ี ้าทายความคิดของผ้เู รียน
จากการผลการทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 ใน
รายวิชาคอมพิวเตอร์น้ันพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 ปีการศึกษา
2564 ต่า และการเรียนมีปัญหาเสมอ ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ท่ีโรงเรียนตั้งไว้ ผู้วิจัยจึงหาแนวทางในการ
แก้ปัญหาเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 จึงได้จัดทาแบบฝึกทักษะ
เพ่อื พัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2 ข้นึ ใชพ้ ัฒนานักเรยี น
1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 เรื่องความรู้เบื้องต้น
เก่ียวกบั การใช้งานโปรแกรม Paint
2. เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม Paint
ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 2 ใหม้ ปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
1.3 ขอบเขตการวิจยั
1.3.1 ประชากร
ประชากรทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ในคร้งั นี้ เป็นนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรยี น
ท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 จานวน 80 คน
1.3.2 กลุ่มตัวอย่าง
กลมุ่ ตวั อยา่ งทีใ่ ชใ้ นการวิจัยในครั้งนี้ เปน็ นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2/1 ภาค
เรยี นที่ 1
ปีการศกึ ษา 2564 จานวน 28 คน โดยการส่มุ แบบเจาะจง
1.3.3 เน้อื หาในการวิจยั
เปน็ เนือ้ หาทใี่ ชใ้ นการทดลองเพื่อการศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นรู้ ของ
นกั เรยี น เร่ืองความรเู้ บ้ืองตน้ เก่ยี วกับการใชง้ านโปรแกรม Paint
1.3.4 ระยะเวลาในการวจิ ัย
ระยะเวลาในการวจิ ัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564 ระหว่างวนั ที่ 1 ส.ค.
2564 ถงึ วนั ท่ี 30 ก.ย. 2564
1.3.5 ตวั แปร
- ตัวแปรต้น การสอนโดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะ
- ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนรู้ในรายวชิ าคอมพิวเตอร์
1.4 สมมุติฐานการวจิ ยั
นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2 ท่ีไดร้ บั การฝกึ ทกั ษะ เรือ่ งความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้งาน
โปรแกรม Paint ซง่ึ จะสง่ ผลใหก้ ารเรยี นของนกั เรียนมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนสงู ขึ้น และนกั เรียนจะมีเจต
คติทด่ี ตี ่อการเรียนเพมิ่ ขน้ึ
1.5 ข้อตกลงเบ้อื งต้น
การวิจัยในคร้งั นี้ เปน็ การจดั กิจกรรมการสอนตามปกติในการพฒั นาการเรียนรู้ ซึง่ จะดาเนนิ การ
วนั ละ 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 4 วนั รวม 20 ชวั่ โมง
1.6 คานยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
แบบฝึกทักษะ คือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่งที่ใช้ฝึกทักษะกับผู้เรียน เพ่ือฝึกฝนให้เกิดความรู้
ความสามารถ ความเข้าใจ รวมท้ังเกิดความชานาญในเรื่องนั้นๆ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามเนื้อหาท่ีสอน โดยอิง
จากจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรูแ้ ละตวั ช้วี ัด จะอยใู่ นรปู ของชดุ กิจกรรมหรอื ใบงาน
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน คือ ความสามารถหรือผลสาเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอน
เป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรยี นรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยัง
ได้จาแนกผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกั น
คะแนนจากการทดสอบ เรื่องความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการใช้งานโปรแกรม Paint ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 2
แบบทดสอบ คือ แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อทดสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อน
และหลงั ทดลองใชแ้ บบฝึกทักษะแล้วบนั ทึกคะแนนของนักเรียนไวเ้ ปรียบเทยี บผลการพฒั นา
การเลอื กกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) คอื เป็นการเลือกกลุม่ ตัวอยา่ งโดย
พิจารณาจากการตัดสินใจของผู้วิจัยเอง ลักษณะของกลุ่มที่เลือกเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย การ
เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงต้องอาศัยความรอบรู้ ความชานาญและประสบการณ์ในเร่ืองน้ันๆของ
ผูท้ าวจิ ยั การเลือกกลมุ่ ตวั อย่างแบบนี้มีชอ่ื เรยี กอีกอย่างวา่ Judgement sampling
โปรแกรม Paint หมายถึง โปรแกรมพ้ืนฐานสาหรับการวาดภาพ หรือการออกแบบกราฟิกบน
คอมพิวเตอร์ท่ีมีรายละเอียดไม่ซับซ้อนมาก จัดอยู่ในกลุ่มโปรแกรมวาดภาพระบายสี ท่ีมีความสามารถใน
การสรา้ งภาพอย่างง่ายๆ และแก้ไขภาพทีส่ รา้ งขนึ้ เอง หรอื อาจนารูปภาพมาจากที่อ่นื ๆ เพอ่ื ตกแตง่ ดว้ ยการ
ใชเ้ ครือ่ งมือที่มีอยู่ในโปรแกรมเปน็ ตวั ชว่ ย ทาใหส้ วยงาม หรอื ทาเป็นรปู รา่ งต่างๆ ตามท่ีต้องการ
1.7 ประโยชนข์ องการวจิ ัย / ผลทค่ี าดว่าจะได้รับ
1. ได้แบบฝึกทักษะเรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม Paint ที่ผ่านการพัฒนาและ
หาประสิทธภิ าพจากผู้เช่ยี วชาญเรียบรอ้ ยแลว้
2. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เรื่องความรเู้ บือ้ งต้นเกยี่ วกับการใช้งานโปรแกรม Paint ของนักเรียนชัน้
ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 สูงขน้ึ
3. โรงเรียนมีแนวทางในการจัดทาแบบฝึกทักษะเรื่องความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการใช้งานโปรแกรม
Paint และพฒั นากล่มุ สาระอน่ื ๆ
4. โรงเรียนสามารถนาแนวทางน้ีไปส่งเสริมให้ครูคนอื่น ๆ ได้นาไปพัฒนากลุ่มสาระอ่ืนๆ ได้ตาม
มาตรฐานวชิ าชีพ
ภาพประกอบ รูปแบบวธิ ีการสอนโดยใชแ้ บบฝึกทักษะ
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกยี่ วข้อง
การศกึ ษาวิจัยในครง้ั น้ี ผศู้ ึกษาไดศ้ ึกษาแนวทางความรู้จากเอกสารตา่ ง ๆ และงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้อง
ดงั รายละเอียดตามลาดับตอ่ ไปนี้
1. ทฤษฎกี ารเรยี นรู้
2. แนวคดิ การจัดการเรยี นรทู้ เ่ี นน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญ
3. แบบฝกึ ทักษะ
4. งานวิจัยทเ่ี กยี่ วข้อง
5. กรอบแนวคิดในการวิจัย
1. ทฤษฎีการเรียนรู้ (Theory of Learning) De Cecco & Crawford (อ้างถึง มาลี จุฑา,
2554)
กล่าวไว้ว่าการเรียนรเู้ กิดขึ้นเมื่อมีการฝกึ และการฝึกน้ันต้องมีการเสริมแรงและมีจุดมุ่งหมาย จึง
จะทาให้เกิดการเรียนรู้ข้ึนซ่ึงสังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร ไม่ใช่เป็นการ
เปลย่ี นแปลงชั่วคราว
การเรียนรู้ (Learning) หมายถึงกระบวนการของการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมอันเนื่องมาจาก
ประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลได้รับมา ผลของการเรียนรู้จะช่วยให้เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมในด้าน
ความรู้ ทักษะ และความรู้สึก กระบวนการเรียนรู้เป็นไปตามข้ันตอนธรรมชาติของการเรียนรู้ข้ึนอยู่กับ
ความตอ้ งการ สง่ิ เร้า การตอบสนอง และรางวลั (มาลี จุฑา, 2555)
สงวน สุทธิเลิศอรุณ (2556) ได้ให้ความหมายการเรียนรู้ว่า การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมอนั เนอื่ งมาจากประสบการณ์
อุบลรัตน์ เพ็งสถิต (2556) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการ
เปล่ียนแปลงของพฤติกรรมท่ีเกิดข้ึน โดยการเชื่อมโยงระหว่างส่ิงเร้าและการตอบสนองบ่อยคร้ังเข้าจนใน
ท่สี ุดกลายเป็นพฤติกรรมท่ีเกิดขึน้ อยา่ งถาวร
ดังน้ัน จึงสรุปความหมายของการเรียนรู้ได้ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการของการ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรมอันเน่ืองมาจากประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลได้รับมา ซ่ึงผลของการเรียนรู้จะ
ก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม 3 ด้าน คือความรู้ ทักษะ และความรู้สึก ทฤษฎีการเรียนรู้ใน
ปจั จุบัน แบ่งออกเปน็ 3 กลุม่ ใหญ่ คอื (มาลี จฑุ า, 2554)
1) กลุ่มทฤษฎีเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงเร้าและการตอบสนอง (S-R Theory) ได้แก่
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบต่อเนื่อง (Connectionism) ของ Edward L. Throndike นักจิตวิทยาชาว
อเมริกันกล่าวว่า การเรียนรู้เกิดข้ึนระหว่างส่ิงเร้าและการตอบสนองโดยสิ่งเร้าส่ิงหนึ่ง อาจทาให้เกิดการ
ตอบสนองไดห้ ลายทาง ไดก้ ล่าวว่าเมอ่ื บุคคลพร้อมแลว้ ได้กระทาจะเกดิ ความพอใจ ถา้ บคุ คลไดก้ ระทาส่ิง
ใดแลว้ ได้ผลเปน็ ที่นา่ พอใจก็อยากจะกระทาสง่ิ นนั้ อีก การนาความรูจ้ ากทฤษฎีการเรยี นรู้แบบต่อเน่อื งไปใช้
ในการเรยี นการสอน ก่อนจะเร่ิมดาเนินการสอนครูจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมและกระต้นุ ใหน้ ักเรยี นพร้อมท่ี
จะเรียนเสียก่อน โดยมีการนาเข้าสู่บทเรียนทุกคร้ัง ควรมีการมอบหมายงานกิจกรรม แบบฝึกหัด และ
การบ้านให้นักเรียนได้ฝึกหัดกระทาเพ่ือให้บรรลุตามหลักสูตรท่ีว่าให้คิดเป็นทาเป็นและแก้ปัญหาเป็น ใช้
หลักการ การให้รางวัลและการลงโทษเพ่ือให้นกั เรียนรูว้ า่ “ทาดไี ดด้ ี ทาช่วั ได้ช่วั ”
ทฤษฎีเชื่อมโยงของกัทธรี (Guthrie’s Contiguity Theory) นักจิตวิทยาชาวอเมรกิ นั กลา่ วไวว้ ่า
การเรียนรู้เกดิ จากการกระทา คือมคี วามสมั พนั ธร์ ะหว่างสิ่งเร้า และการตอบสนองที่เข้าคู่กนั ได้ในลักษณะ
ที่มีการกระทาหรือสัมผัสไม่น้อยกว่าหน่ึงคร้ัง ก็เกิดการเรียนรู้ได้ ดังน้ันการนาความรู้จากทฤษฎีไปใช้ใน
การเรียนการสอน ครูผู้สอนควรปฏิบัติดังน้ี ก่อนดาเนินการสอนของครูจะต้องจูงใจให้นักเรียนตั้งใจเรียน
และมีความสนใจที่จะเรียน ดาเนินการสอนตามเน้ือหาสาระหู้เด่นชัดเพ่ือให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดี ฝึกให้
นักเรียนไดเ้ รยี นรู้ด้วยการกระทา และก่อนจบบทเรยี นควรใหน้ ักเรยี นช่วยกนั สรปุ บทเรยี นให้ถูกต้อง
ทฤษฎีการเรียนรู้ของฮัลล์ (Hull’s Systematic Behavior Theory) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน
มีหลักการเรียนรู้เกิดจากการเสริมแรง การเสริมแรงเป็นการให้รางวัลเพ่ือก่อให้เกิดการลดแรงขับหรือลด
ความต้องการลง ทาให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ข้ึน ดังน้ันครูผู้สอนควรนาทฤษฎีน้ีไปใช้โดยพยายามจัด
การศึกษาโดยคานึงถึงความต้องการและสนองความต้องการของผเู้ รียน พยายามสร้างแรงเสรมิ ทุกขั้นตอน
ของบทเรียน จัดการเรียนการสอนจากง่ายไปหายาก จัดคาบเรียนให้พอเหมาะแก่วัยของผู้เรียนและ
เปลย่ี นกิจกรรมการสอนเมอื่ พบวา่ ผ้เู รยี นเหนื่อยหล้าหรืองว่ งนอน
2) กล่มุ ทฤษฎกี ารวางเง่ือนไข ไดแ้ ก่ ทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบคลาสลิค ทฤษฎกี ารวางเงื่อนไข
แบบการกระทา
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสลิค (Classic Conditioning Theory) ซึ่ง Ivan P.Pavlov
นักจิตวิทยาชาวรัสเซีย กล่าวว่า การเรียนรู้เกิดจากการท่ีอินทรีย์ได้ตอบสนองต่อส่ิงเร้าได้หลาย ๆ ชนิด
โดยท่ีการตอบสนองอย่างเดียวกันอาจมาจากสิ่งเร้าต่างชนิดกันได้หากมีการวางเง่ือนไขท่ีแน่นแฟ้นเพียงพอ
การนาทฤษฎนี ้ไี ปใชใ้ นการเรยี นการสอนควรปฏบิ ัติดงั นี้ ครตู ้องสร้างบรรยากาศทดี่ ีในการเรียนการสอนอัน
เป็นการวางเงอ่ื นไขทด่ี ี ครวู างตัวใหน้ ักเรียนศรัทธาและรักเพ่ือจะได้รักวิชาที่ครสู อนดว้ ย ครจู ัดบทเรียนให้
น่าสนใจและเกิดความสนุกสนาน ครูสร้างความเป็นกันเองกับนักเรียนและให้ความอบอุ่นแก่นักเรียน ครู
จัดหาและใช้ส่ือการสอนท่ีดีเพื่อการเรียนรู้ท่ีมีคุณภาพ ครูใช้หลักการลบพฤติกรรมที่ไม่ดีในตัวนักเรียน
ไม่ให้ความสนใจในพฤติกรรมท่ีไม่ดีท่ีสุดพฤติกรรมดังกล่าวจะหายไป ครูนากฎพฤติกรรมการจาแนกมาใช้
คอื ใหน้ กั เรียนไดท้ บทวนบทเรียนท่ีได้เรียนรู้ไปแลว้ จะได้เรียนรเู้ หมือนเดมิ ครูนากฎพฤตกิ รรมการจาแนก
มาใช้ คือให้นักเรียนได้รู้จักวิธีการจาแนกหรือวเิ คราะห์บุคคล วัตถุ สิ่งของ ท้ังในด้านดีและด้านไม่ดี ครู
ใช้ทฤษฎกี ารวางเง่อื นไขแบบในการเปล่ียนเจตคตทิ ี่ไม่ดีต่อวิชาต่าง ๆ ของนักเรียน
ทฤษฎีของการวางเง่ือนไขแบบการกระทา (Operant Conditioning Theory) Burrhus
F.Skimmer นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน มีหลักการว่า การเรียนรู้เกิดจากการท่ีบุคคลได้มีการกระทาแล้ว
ได้รับการเสริมแรง ซึ่งนาความรู้จากทฤษฎีไปใช้ในการสอนโดย สร้างนิสัยท่ีดีให้แก่เด็ก เพ่ือการสร้าง
คุณภาพแห่งชีวิต ลบนิสัยท่ีไม่ดีออกจากตัวนักเรียนโดยวิธีการปรับพฤติกรรมปลูกฝังค่านิยมพื้นฐานให้แก่
นักเรียน ใหก้ ารสริมแรงแก่นกั เรียนท่ีกระทาความดี และจดั ประกวดเด็กดีในด้านต่าง ๆ และให้รางวัลตาม
ความเหมาะสม
3) กลุ่มทฤษฎีสนาม ได้แก่ ทฤษฎีสนาม ทฤษฎีการเรียนรู้ของเลวิน และทฤษฎีการเรียนรู้โดย
ใชเ้ ครื่องหมายของทอลแมน
ทฤษฎีสนาม (Field Theory) Wolfgang Kohter และคณะ นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน กล่าว
ว่า ในการเรียนรู้หรือในการแก้ปัญหาบุคคลจะพิจารณาสิ่งเร้าหรือโครงสร้างของปัญหาโดยส่วนร่วมทุกแง่
ทุกมุมเสียก่อน จากน้ันจะแยกเป็นส่วนยอ่ ย ๆ เหล่านั้นจนในท่ีสุดจะเกิดความคิดหรือเห็นช่องทางในการ
แก้ปัญหาน้ันได้โดยฉับพลัน จะเกิดการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง หรือเกิดการหยั่งเห็นหรือท่ี
เรียกว่า พิปัสญาณ (Insigh) การนาทฤษฎีไปใช้ก่อนดาเนินการสอนควรช้ีให้เห็นถึงจุดมุ่งหมาย หรือ
วัตถุประสงค์ของบทเรียน อธิบายให้นักเรียนเห็นภาพรวม ๆ หรือโครงสร้างของบทเรียนก่อนลงมือสอน
แนะนากิจกรรมท่ีนักเรียนควรฝึกปฏิบัติ เพื่อนาไปสู่ความรู้ความเข้าใจในบทเรียน สอนให้นักเรียน
แก้ปัญหาด้วยตนเอง อนั จะนาไปสกู่ ารคดิ เปน็ ทาเป็น และแก้ปัญหาเปน็
ทฤษฎีการเรียนรู้ของเลวิน (Lewin’s Field Theory) Kurt Lewin นักเรียนจิตวิทยาชาว
อเมริกัน กล่าวว่าการเรยี นรู้เกิดจากการเปลย่ี นแปลงความรู้ ความเข้าใจเดิมหรือเกิดจากการกระทาซ้า ๆ
หรือไดม้ กี ารแก้ปญั หาหรือมีการเปลยี่ นการจูงใจทาให้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจอยา่ งแจ่มแจ้ง การนาทฤษฎี
ไปใช้ ครูใชว้ ธิ กี ารกลมุ่ สัมพันธเ์ พ่อื ใหน้ ักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครจู ะไดเ้ กดิ การเรียนรู้ด้วยความเขา้ ใจ ครจู ัด
ให้มีศูนย์การเรียนในห้องเรียน มุ่งเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางเพ่ือให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ ให้
นักเรียนตั้งเป้าหมายของชีวิต เป้าหมายในแต่ละวิชาและในแต่ละบทเรียนเพื่อให้การเรียนและการดาเนิน
ชีวิตมีเป้าหมายที่ชัดเจน ใช้วิธีการจูงใจเพ่ือกระตุ้นให้นักเรียนตอบสนองอย่างเข้มข้นต่อบทเรียน ฝึกให้
นักเรียนรู้จักแกป้ ญั หาในเกมง่าย ๆ หรือปญั หางา่ ย ๆ และยากขึน้ ตามลาดับ
ทฤษฎีการเรียนรู้ของทอลแมน (Tolman’s Learning Theory) Edward C. Tolman
นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน มีหลักว่า การเรียนรู้เกิดจากการท่ีบุคคลที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดยใช้
เครื่องหมายหรอื สัญลกั ษณเ์ ปน็ แนวทางนาไปสู่เป้าหมายทาใหเ้ กดิ การเรียนรดู้ ว้ ยความเข้าใจ การนาทฤษฎี
ไปใช้ การจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการคิด เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พูดและแสดง
ความคิดเหน็ เพ่ือส่งเสริมความคดิ เป็น จดั แบ่งนกั เรยี นเป็นกลุ่มเล็ก ๆ หรอื ศูนย์การเรยี น มอบงานหรือจัด
กิจกรรมให้ทุกกลุ่มได้กระทา ให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน จัดการเรียนการสอน
โดยให้นักเรียนได้อภิปรายในช้ันเรยี น หรอื ใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ให้นักเรยี นมีปฏสิ ัมพนั ธ์กบั ครู กับเพ่ือน
ๆ เพื่อให้เข้าใจบทเรียนไดด้ ยี งิ่ ข้ึน
1.1 ผลจากการเรยี นรู้ (Learning Outcomes)
เม่ือผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในบทเรียนท่คี รูสอนแลว้ จะทาให้ผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ ดังนี้ (ชู
ชพี อ่อนโคกสูง, 2560)
1.1.1 เกิดการรับรู้ (Perception) การรับรู้เป็นกระบวนการซึ่งสมองตีความหรือแปล
ความหมายข้อมูลที่ได้จากการสัมผัสของร่างกายหรือของประสาทสัมผัสต่าง ๆ กับสิ่งแวดล้อมทาให้เรา
ทราบว่าส่ิงเรา้ หรอื สงิ่ แวดล้อมทเี่ ราสัมผัสนน้ั เปน็ อะไรมีความหมายอย่างไร มีลกั ษณะอยา่ งไร
1.1.2 เกิดมโนคติ (Concept) เป็นผลมาจากการรับรู้ ความจาจินตนาการและ
ส่ิงแวดล้อมอื่น ๆ ทั้งภายนอกและภายในตัวบุคคล มโนคติจะเกิดข้ึนเมื่อมีการประสมประสานกันระหว่าง
การแยกแยะ การย่นย่อและการสรปุ รวบยอด ในระหว่างทม่ี ีการสัมผัส การทางานของกล้ามเนื้อ การตั้ง
คาถาม การอา่ นและการแกป้ ัญหา
1.1.3 เจตคติ (Attitudes) เกิดจากการเรียนรู้และประสบการณ์ของบุคคลซ่ึงเป็นความ
พร้อมที่จะตอบสนอง หรือแสดงความรู้สึกตอ่ วัตถุ สิ่งของ คน มโนคติอ่ืน ๆ ตลอดจนสถานการณ์ต่าง ๆ
ความรสู้ กึ หรือการตอบสนอง ดงั กลา่ ว อาจเปน็ ไปในทางทชี่ อบหรือไมช่ อบก็ได้
1.1.4 เกิดการคิด (Thinking) การคิดเป็นพฤติกรรมท่ีเกิดขึ้นในสมองซ่ึงเป็น
กระบวนการทภี่ าพหรือสญั ลักษณข์ องสิง่ ของหรือสถานการณ์ตา่ ง ๆ มาปรากฏในแนวคดิ หรือจิตใจเรา
1.1.5 เกิดการแก้ปัญหา (Problem Solving) เมื่อบุคคลมีเป้าหมาย แต่มีอุปสรรค
ขดั ขวางไมใ่ หไ้ ปถึงหรือไม่ได้มาซ่ึงสง่ิ ท่ีต้องการท่ีจะเกิดปัญหาขึน้ ดังน้นั บุคคลจะพยายามขจัดปัญหาต่าง ๆ
ท่เี กดิ ข้ึนให้หมดไปเพือ่ บรรลุเป้าหมายทีต่ อ้ งการ
1.2 การรบั รขู้ องสมอง
วารินทร์ รัศมีพรหม (2557) กล่าวถงึ การวจิ ัยเกย่ี วกับการรับรู้ของสมองต่อส่ือหรือสารด้าน
ภาพและเสียงว่า พบลักษณะท่ัวไปของสมองมนุษย์โดยทาการทดลองให้คนหลายคนดูสื่อโฆษณาประเภท
ต่าง ๆ และวัดปฏิกิริยาตอบสนองของสมองคนแต่ละคนในการดูภาพโฆษณานั้น ผลปรากฏว่า สมอง
ด้านซ้ายจะมีปฏิกิริยามากกว่าด้านขวา ในขณะที่ดูสื่อโฆษณาที่ไม่ค่อยจะดีนัก แสดงว่าสื่อโฆษณามรผล
ตอ่ สมองด้านซา้ ยน่นั เอง
ไสว เลี่ยมแก้ว (2558) กล่าวว่า ในปัจจุบันมีการศึกษาและวิจัยเก่ียวกับหน้าที่ของสมอง
มนษุ ย์ พบว่า สมองมนุษย์แบง่ ออกเปน็ 2 ซีก คอื ซกี ซ้ายและซีกขวา ซ่งึ แตล่ ะซกี ทาหน้าทใ่ี นการคิดที่
แตกต่างกัน กล่าวคือสมองซีกซ้ายมีความสามารถทางภาษาและมีหน้าท่ีในการคิดเชิงวิเคราะห์ คือ จะ
ศึกษาส่วนย่อยต่าง ๆ ท่ีประกอบขึ้นเป็นส่วนรวมท้ังหมดซ่ึงกระบวนการคิดของสมองซีกซ้ายเป็นทีละ
ขน้ั ตอนตามลาดบั ก่อนหลัง และวิเคราะห์ออกจากแนวเส้นตรง มีลกั ษณะตรงไปตรงมา ส่วนสมองซีกขวา
จะมีความเช่ียวชาญในการมองภาพรวมท้ังหมดกล่าวคือ ดึงเอาส่วนย่อยต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพ่ือประกอบ
เป็นส่วนรวม ดังนั้น สมองซีกขวาจึงมีหน้าที่ในการสร้างโครงร่าง โดยการตระหนักถึงความสัมพันธ์
ระหว่างส่วนต่าง ๆ ท่ีประกอบขึ้นเป็นโครงร่างซึ่งลักษณะการทางานหรือการคิดของสมองซีกขวาจะทาการ
วิเคราะห์ทุกจุดพร้อมกันหรือคู่ขนานกันไป ไม่แยกศึกษาเป็นส่วน ๆ เหมือนสมองซีกซ้าย ดังน้ันสมองซีก
ขวาจึงมีประสิทธิภาพสูงในการมองเห็น (Visual) และการกะระยะในการสร้างภาพรวม (Spatial) แต่มี
ความสามารถจากัดด้านภาษาอาจกล่าวได้ว่าสมองซีกขวามีลักษณะในการควบคุมเกี่ยวกับภาพ การ
มองเห็น ความกลมกลืน ช่องว่าง และความสมดุล มีการสังเคราะห์การเห็นความสัมพันธ์ของส่ิงต่าง ๆ
การมสี ามัญสานึก และมคี วามคิดแบบตะวนั ออก
ดังน้ัน สรุปผลเก่ียวกับการตอบสนองของสมองทั้งสองส่วน สามารถนามาเป็นแนวทางในการ
จัดทาแผนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ซ่ึงจะเป็นการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนทาให้การ
รับรมู้ ปี ระสิทธิภาพมากขึน้ และทาให้การเรียนการสอนมีประสทิ ธิภาพมากยงิ่ ขึ้น
2. แนวคิดการจดั การเรียนรทู้ เี่ นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ
พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2558) ให้ความหมายว่าการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
คือ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง และสามารถถ่ายโอน
ความรู้ นาความรู้ไปใช้ได้จัดให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดและศักยภาพของผู้เรียนเน้นการ
ผสมผสานสาระการเรียนรู้ หรือเน้นการบูรณาการค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้หลากหลายด้านตลอดจนมีการ
วัดและประเมินผลตามสภาพจริง ทักษะกระบวนการท่ีผู้เรียนใช้ในการสร้างความรู้นั้น คือ 1)
กระบวนการทางปัญญา คือ การคิดและกระบวนการ 2) กระบวนการทางสังคม คือ กระบวนการ
ทางานเป็นกลุ่ม ทางานเป็นทีมมีปฏิสัมพันธ์กัน มีการเคล่ือนไหวทางกาย ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้น
ผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้สอนควรต้องมีการส่งเสริมจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม ส่ือการเรียน และอานวย
ความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ซ่ึงเป็นไปตามมาตรา 24 ข้อ 5 หมวด 4 แนวการจัด
การศึกษา ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
เป็นวิธีท่ีจะช่วยให้การพัฒนาคนไทยมีลักษณะของคนยุคใหม่ หรือยุคปฏิรูปการศึกษา คือ เป็นคนไทยท่ี
รู้เท่าก้าวทันโลก ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันคน รู้วิธีการเรียนรู้ รู้วิธีการคิด คือ คิดเป็น รู้วิธีการวิจัย
และพัฒนา เป็นคนดีมีคุณภาพ รู้เรา รู้เขา เป็นคนดี เก่ง มีสุข ตามเป้าหมายที่คาดหวัง แต่ได้พบว่า
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ น้ันมีปัจจัยท่ีผู้สอนพึงตระหนัก คือบรรยากาศทางกายภาพและ
บรรยากาศทางจิตใจและสิ่งที่เป็นปัจจัยสาคัญ คือ ผู้สอนเองควรต้องมีทักษะท่ีจาเป็น 4 ประการ เพื่อ
จะเป็นแบบของการพฒั นาใหผ้ ู้เรียนเป็นผู้มลี ักษณะดงั กลา่ วขา้ งต้นท่ีพึงประสงค์ ทักษะจาเป็น 4 ประการ
คือ 1) ทักษะความสามารถในการรู้จักตนเองหรือรู้เรา คือ ความสามารถเข้าใจอารมณ์ของตนเองเพ่ือ
เปน็ แนวทางสู่การพัฒนาวินัยตนเอง การควบคุมตนเอง และเพือ่ การเรียนรปู้ ระสบการณต์ ่าง ๆ 2) ทกั ษะ
ความสามารถเข้าใจผู้อื่นหรือรู้เขา คือ ความสามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืนได้ดี มีความสุข สามารถส่ือสาร
เข้าใจ ร่วมมือร่วมใจทางานกับคนอ่ืนได้ แสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นผู้อ่ืนตลอดจนเห็นใจผอู้ ื่น
3) ทักษะความมีระบบและความสามารถปรับตัวได้ คือ ความสามารถท่ีจะดาเนินชีวิตอย่างมีความสุข
ด้วยการมีความรับผิดชอบ ความสามารถปรับตนได้ ความยืดหยุ่นต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ และ 4) ทักษะ
ความสามารถในการตดั สินใจ คือ ความสามารถทางปัญญาทีใ่ ช้ในการประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่าง
ฉลาดและรอบคอบ มคี า่ นิยมต่อตนเองและต่อสงั คม
พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2559) กล่าวว่า หลักการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน เป็นการจัด
เพ่อื รองรบั กระแสการเปล่ยี นแปลงอยา่ งรวดเร็ว ในด้านต่อไปน้ี
1) ดา้ นหลักสูตร ในเรอื่ งเกีย่ วกับหลักสูตรนน้ั ต้องมีการกาหนดจุดหมายของหลักสตู รให้ได้ผล
ผลติ คอื ผเู้ รยี นมีคุณสมบัติ ดังน้ี
1.1) เป็นผู้มีคุณภาพ (Quality) คือ มีความดี มีจริยธรรม อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี ด้วย
การเป็นผู้มี คุณธรรมประจา มีระเบียบวินัยในตนเอง รักษาระเบียบประเพณี วัฒนธรรมอันเป็นสมบัติ
ประจาชาติ มีคา่ นิยม สังคม ตลอดจนรักชาติเปน็ จิตสานึก
1.2) เป็นผู้มีสมรรถภาพ (Competency) คือ มีความเก่งในความคิด วิเคราะห์ วิ
พากย์ วิจารณ์ ทางานกอปรด้วยความคิดริเริ่ม เก่งในการใช้ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็น
ภาษาสากล เกง่ ในการใชค้ อมพวิ เตอร์ รวมทัง้ เครื่องมอื อิเล็กทรอนิกสท์ ้งั หลาย
1.3) เป็นผู้มีสุขภาพดี (Healthy) คือ มีสุขภาพดีท้ังสุขภาพกายและสุขภาพจิต การ
เป็นผู้มีสุขภาพดี คือมีร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากสุขภาพกายดีต้องเป็นผู้มี
สุขภาพจติ ดี คือ รา่ เริงแจม่ ใส มน่ั ใจ ไม่เครียด มอี ัตมโนทัศน์ คือเป็นผู้ร้จู กั ตัวเองและเห็นคุณคา่ ในชีวิต
ของตนเอง
2) ด้านการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ต้องเน้นให้
นักเรียนได้คิด วิเคราะห์ วิพากย์ วิจารณ์ แก้ปัญหาเป็น มีความตระหนัก มีจิตสานึก และสามารถนา
ความรู้ไปปฏิบัติในชีวิตประจาวัน และชีวิตการทางานได้ เป็นผู้มีความสามารถแก้ปัญหาได้ดีเพ่ือสามารถ
ดารงชวี ิตได้อย่างมีความสขุ
แนวคดิ ของการจัดการเรียนรู้ทเ่ี นน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญ ซง่ึ มแี นวคิดจากปรัชญาคอนสตรัคติวิซึม
(Constructivism) ที่เชื่อว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง
ความรู้จากความสมั พันธร์ ะหว่างส่งิ ที่พบเห็นกบั ความรู้ ความเขา้ ใจท่ีมีอยเู่ ดิมเป็นปรัชญาที่มีข้อสนั นิษฐาน
ว่า ความรู้ไมส่ ามารถแยกจากความอยากรู้ ความรไู้ ด้มาจากการสรา้ งเพ่ืออธบิ าย แนวคิดคอนสตรคั ตวิ ิซึม
เน้นใหผ้ ้เู รียนสร้างความรู้ โดยผา่ นกระบวนการคิดด้วยตนเอง โดยผู้สอนไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง
ทางปัญญา (Cognitive Structure) ของผู้เรียนได้ แต่ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียนปรับเปล่ียนโครงสร้าง
ทางปัญญาได้ โดยจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนเกิดการขัดแย้งทางปัญญาหรือเกิดสภาวะไม่สมดุล
(Unequilibrium) ขึ้นซ่ึงเป็นสภาวะท่ีประสบการณ์ใหม่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์เดิม ผู้เรียนต้อง
พยายามปรบั ข้อมลู ใหม่กบั ประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมแล้วสร้างเป็นความรใู้ หม่
2.1 ตัวบ่งชี้ของการจดั การเรยี นรู้ทเ่ี น้นผูเ้ รียนเป็นสาคญั
พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2557) กล่าวว่า วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
ผู้สอนสามารถใช้วิธีการใด ๆ ก็ได้ท่ีเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน อาจใช้วิธีใดวิธี
หนง่ึ หรอื หลาย ๆ วธิ ใี นการจดั การเรียนรคู้ รง้ั หนึ่ง ๆ ดังเช่น วิธกี ารอภิปราย การคน้ พบ การสืบสวนแบบ
แนะนา วิธอี ริยสัจสี่ กรณศี ึกษา ทกั ษะกระบวนการ 9 ขนั้ การใช้สถานการณ์จาลอง การเช่ือมโยงมโน
มติ วิธีกลุ่มสัมพันธ์ การเรียนแบบร่วมมือ เป็นต้น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มีตัวบ่งช้ีที่
จะใช้เป็นแนวทางในการประเมินได้วา่ ได้มีการจัดการเรยี นรทู้ ีเ่ นน้ ผเู้ รียนเป็นสาคัญหรือไม่ โดยประเมนิ จาก
ผู้สอนเม่ือเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และเม่ือนาแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในห้องเรียน การจัดการ
เรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญนั้น ยังมีระดับจากต่าสุดไปหาสูงสดุ เกณฑ์ที่ใช้ประเมินคือ สังเกตว่าผู้เรยี น
มีสว่ นร่วมมากนอ้ ยเพียงใด อย่างไรกต็ าม ถา้ ผ้เู รียนมีสว่ นรว่ มสรา้ งความร้ดู ว้ ยตนเองอย่างแท้จริงจากสิ่งท่ี
ผเู้ รียนต้องการเรยี นรู้ดว้ ยตนเองผู้เรยี นจะมีบทบาทมากทส่ี ุด แตผ่ ู้สอนจะมบี ทบาทน้อยลง ในทางตรงข้าม
ถ้าผู้สอนมีบทบาทกาหนดหัวเรือ่ งกิจกรรม รวมท้ังส่ือเพ่ือจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ให้ผเู้ รยี นสร้างความรู้
เองในลักษณะนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจมีบทบาทเท่า ๆ กัน ซึ่งก็ยังจัดเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเปน็
สาคัญเช่นกัน แต่อยู่ในระดับปานกลาง เพ่ือให้การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ ผู้สอนจึงอาจเริ่มต้นฝึกให้ผู้เรียนเริ่มมีบทบาทในการเรียนรู้จากระดับน้อยจนมากขึ้น
ตามลาดับ ซึ่งจะทาใหผ้ สู้ อนมีบทบาทในการสอนน้อยลงตามลาดับไปดว้ ย ตวั บง่ ช้ีของการจัดการเรียนรู้ท่ี
เน้นผูเ้ รยี นเปน็ สาคญั โดยพิจารณาทง้ั ผสู้ อนและผเู้ รียน มดี งั ต่อไปนี้
2.1.1 เม่ือพจิ ารณาผู้สอน ไดแ้ ก่
1. ผสู้ อนจัดการเรยี นรโู้ ดยให้ผเู้ รยี นสรา้ งความรู้ใหม่เอง
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการ คือ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่มและ
สรา้ งความรูด้ ว้ ยตนเอง
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน คือมีส่วนร่วมท้ังด้านปัญญา กาย อารมณ์
และสังคม รวมทั้งให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ท้ังส่ิงมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น หนังสือ สถานที่ต่าง ๆ
คอมพิวเตอร์ เป็นตน้
4. ผู้สอนสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ ท้ังบรรยากาศทางกายภาพ และจิตใจ
เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรอู้ ย่างมีความสุข
5. ผู้สอนมีการวัดและประเมินผลทั้งทักษะกระบวนการ ขีดความสามารถศักยภาพ
ของผ้เู รยี น และผลผลติ จากการเรยี นรูซ้ ึง่ เป็นการประเมินตามสภาพจริง
6. ผูส้ อนพัฒนาผเู้ รยี นใหส้ ามารถนาความรู้ไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้
7. ผู้สอนเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้อานวยความสะดวก คือ เป็นผู้จัดประสบการณ์รวมทั้ง
สือ่ การจดั การเรียนรู้ เพ่ือให้ผูเ้ รยี นใชเ้ ปน็ แนวทางในการสร้างความรู้ด้วยตนเอง คอื ผูส้ อนที่เป็นผู้อานวย
ความสะดวกนั้นมีบทบาทดังน้ี เป็นผู้นาเสนอ เป็นผู้สังเกต เป็นผู้ถาม เป็นผู้ให้การเสริมแรง เป็นผู้
แนะนา เป็นผู้สะท้อนความคิด เป็นผู้จัดบรรยากาศ เป็นผู้จัดระเบียบ เป็นผู้แนะแนว เป็นผู้ประเมิน
เปน็ ผใู้ ห้คาช่ืนชม และเปน็ ผกู้ ากบั
2.1.2 เมื่อพจิ ารณาผูเ้ รยี น ไดแ้ ก่
1. ผเู้ รยี นสร้างความรู้ รวมทั้งสร้างสงิ่ ประดิษฐด์ ้วยตนเอง
2. ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการ คือ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม และสร้าง
ความรู้ด้วยตนเอง
3. ผูเ้ รยี นมีสว่ นร่วมในการเรียน และมีปฏสิ ัมพันธ์
4. ผ้เู รยี นเรยี นร้อู ย่างมีความสุข
5. ผเู้ รยี นสามารถนาความรู้ไปใช้ได้
ดังน้ัน จากแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้วิจัยได้เห็นความสาคัญของ
แนวคดิ นี้ โดยสามารถนาแนวคดิ มาจัดรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทีเ่ นน้ ผ้เู รียนเพอ่ื พัฒนาทักษะในดา้ นตา่ ง ๆ
ของผู้เรียนให้บรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร และนอกจากน้ีผู้สอนยังสามารถพัฒนาวิชาชีพของตนเอง
โดยการพัฒนาการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้นที่ตัวของผู้เรยี นได้อย่างมีประสิทธภิ าพและสามารถ
พฒั นาให้ยั่งยนื ต่อไป
3. แบบฝึกทกั ษะ
3.1 ความหมายและความสาคญั ของแบบฝึกทักษะ
สวุ ทิ ย์ มลู คา และสุนนั ทา สุนทรประเสรฐิ (2557 : 53) ได้สรุปความสาคญั ของแบบ
ฝึกทักษะว่าแบบฝึกทักษะมีความสาคัญต่อผู้เรียนไม่น้อย ในการที่จะช่วยส่งเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียน
ได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น ชัดเจนข้ึน กว้างขวางขึ้นทาให้การสอนของครูและการเรียนของ
นกั เรียนประสบผลสาเร็จอย่างมีประสิทธภิ าพ
ไพทลู ย์ มลู ดี (2557 : 48) ไดส้ รปุ ความหมายของแบบฝึกทักษะ คือชุดฝึกการเรยี นรู้ท่ีครู
สร้างข้ึนให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาท่ีเรียนรู้มาแล้วเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และช่วยเพ่ิมทักษะความ
ชานาญและฝึกกระบวนการคิดให้มากขึ้น ท้ังยังมีประโยชน์ในการลดภาระการสอนให้กับครู อีกทั้งพัฒนา
ความสามารถของผเู้ รียน และทาให้ผ้เู รียนสามารถมองเหน็ ความกา้ วหนา้ จากผลการเรียนรขู้ องตนเองได้
คมขา แสนกลา้ (2557 : 32) ไดส้ รุปความสาคญั ของแบบฝกึ ว่า แบบฝกึ ทกั ษะเป็นส่วน
สาคัญในการเรยี นการสอน เพราะถา้ ขาดแบบฝกึ ทกั ษะเพ่ือใช้ในการฝึกฝนทักษะความรตู้ ่างๆ หลังจากเรียน
ไปแล้ว เดก็ กอ็ าจจะลมื เลอื นความรทู้ เี่ รยี นไปได้ ซ่งึ อาจสง่ ผลให้นกั เรยี นไม่มีประสทิ ธภิ าพเท่าท่ีควร
ฐานิยา อมรพลัง (2558 : 75) ได้สรุปถึงความหมายของแบบฝึกทักษะ คือ งาน
กิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ครูจัดให้นักเรียนได้ฝึกหัดกระทา เพื่อทบทวนฝึกฝนเน้ือหาความรู้ต่างๆ ท่ีได้
เรียนไปแล้วให้เกิดความจา จนสามารถปฏิบัติได้ด้วยความชานาญ และให้ผู้เรียนสามารถนาไปใช้ใน
ชีวติ ประจาวนั ได้
วรรณภา ไชยวรรณ (2559 : 40) ได้สรุปความหมายและความสาคัญของแบบฝึกไดว้ ่า
แบบฝึก คือ แบบฝึกหัด หรือชุดฝึกที่ครูจัดให้นักเรียน เพ่ือให้มีทักษะเพิ่มข้ึนหลังจากที่ได้เรียนรู้เร่ืองนั้นๆ
มาบ้างแลว้ โดยแบบฝกึ ตอ้ งมที ศิ ทางตรงตามจุดประสงค์ ประกอบกจิ กรรมทน่ี ่าสนใจและสนุกสนาน
อกนษิ ฐ์ กรไกร (2559 : 18) ได้สรปุ ความหมายของแบบฝึกทักษะไวว้ ่า แบบฝึก-ทักษะ
หมายถึง สื่อที่สร้างขึ้นเพ่ือเสริมสร้างทักษะให้แก่นักเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดที่มีกิจกรรมให้นักเรียน
ทาโดยมกี ารทบทวนส่ิงทเี่ รียนผา่ นมาแล้วจากบทเรียน ให้เกดิ ความเขา้ ใจและเป็นการฝึกทักษะ และแก้ไขใน
จุดบกพรอ่ งเพ่ือใหน้ ักเรียนได้มีความสามารถและศักยภาพย่งิ ขนึ้ เข้าใจบทเรียนดีข้ึน
พินิจ จันทร์ซ้าย (2559 : 90) กล่าวถึงแบบฝึกทักษะว่า หมายถึง งาน กิจกรรม หรือ
ประสบการณท์ ่ีครูผสู้ อนจัดให้นกั เรยี นไดฝ้ ึกปฏิบัติเพื่อทบทวนความรทู้ ่ีเรียนมาแลว้ นามาปรบั ประยุกต์ใช้ใน
ชีวติ ประจาวัน สามารถฝึกฝนด้วยตนเองได้
ผ้รู ายงานได้ศึกษาความหมายและความสาคญั ของแบบฝึกทักษะแลว้ พอสรุปได้วา่ แบบฝึก
ทักษะ หมายถึง ชุดฝึกทักษะท่ีครูสร้างขึ้นให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแลว้ เพ่ือสร้างความเขา้ ใจ
และช่วยเพ่ิมทกั ษะความชานาญและฝกึ กระบวนการคิดให้มากข้ึน ทาให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนท่ี
มีต่อบทเรียน ฝึกให้เด็กมีความเช่ือมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได้ ทั้งยังมีประโยชน์ช่วยลดภาระ
การสอนของครู และยังชว่ ยพัฒนาตามความแตกตา่ ง
3.2 ลักษณะของแบบฝึกทด่ี ี
แบบฝึกเป็นเครื่องมือท่ีสาคัญท่ีจะช่วยเสริมสรา้ งทักษะให้แก่ผู้เรียน การสร้างแบบฝึกให้มี
ประสิทธิภาพจึงจาเป็นจะต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของแบบฝึก เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับระดับ
ความสามารถของนกั เรียน
สุวิทย์ มูลคา และสุนันทา สนุ ทรประเสริฐ (2560 : 60 -61) ได้สรปุ ลกั ษณะของแบบ
ฝึกท่ีดีควรคานึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ความครอบคลุม ความสอดคล้องกับ
เนื้อหา รูปแบบน่าสนใจ และคาสง่ั ชดั เจน และได้สรุปลกั ษณะของแบบฝึกไวด้ งั น้ี
1. ใช้หลกั จิตวทิ ยา
2. สานวนคอมพิวเตอร์
3. ให้ความหมายต่อชีวติ
4. คิดไดเ้ รว็ และสนุก
5. ปลุกความน่าสนใจ
6. เหมาะสมกับวัยและความสามารถ
7. อาจศึกษาได้ด้วยตนเอง
และได้แนะนาใหผ้ สู้ ร้างแบบฝึกใหย้ ึดลักษณะของแบบฝกึ ไว้ดงั นี้
1. แบบฝึกหัดท่ีดีควรมีความชัดเจนทั้งคาส่ังและวิธีทาคาส่ังหรือตัวอย่างวิธีทาที่
ใช้ไม่ควรยาวเกินไป เพราะจะทาให้เข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายเหมาะสมกับผใู้ ช้ท้ังน้ีเพื่อให้นักเรียนสามารถ
ศกึ ษาดว้ ยตนเองไดถ้ ้าตอ้ งการ
2. แบบฝึกหัดท่ีดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก
ลงทุนนอ้ ยใช้ไดน้ านๆ และทันสมัยอยู่เสมอ
3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกหัดควรเหมาะสมกับวัยและพ้ืนฐานความรู้ของ
ผู้เรยี น
4. แบบฝึกหัดท่ีดีควรแยกฝึกเป็นเร่ืองๆ แต่ละเร่ืองไม่ควรยาวเกินไปแต่ควรมี
กจิ กรรมหลายรปู แบบ เพอื่ เร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจและไม่น่าเบื่อหน่ายในการทา และเพ่อื ฝกึ ทักษะใด
ทกั ษะหน่ึงจนเกิดความชานาญ
5. แบบฝึกหัดที่ดีควรมีท้ังแบบกาหนดให้โดยเสรี การเลือกใช้คา ข้อความหรือ
รูปภาพในแบบฝึกหัด ควรเป็นสิ่งท่ีนักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความในใจของนักเรียนเพ่ือว่าแบบฝึกหัดที่
สร้างขึ้นจะได้ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ได้เร็วในการกระทาท่ี
ก่อใหเ้ กดิ ความพึงพอใจ
6. แบบฝึกหัดที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้ศึกษาด้วยตนเองให้รู้จักค้นคว้า
รวบรวมสิง่ ท่พี บเห็นบอ่ ยๆ หรือที่ตนเองเคยใช้จะทาให้นักเรยี นสนใจเร่ืองน้ันๆ มากย่ิงขึน้ และจะรูจ้ กั ความรู้
ในชวี ิตประจาวนั อยา่ งถกู ตอ้ ง มีหลกั เกณฑ์และมองเหน็ ว่าสิ่งทีเ่ ขาไดฝ้ กึ ฝนน้ันมคี วามหมายต่อเขาตลอดไป
7. แบบฝึกหัดท่ีดีควรจะสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนจะมี
ความแตกต่างกนั หลายๆด้าน เช่น ความตอ้ งการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปญั ญาและประสบการณ์
ฯลฯ ฉะนั้นการทาแบบฝึกหัดแต่ละเร่ือง ควรจัดทาให้มากพอและมีทุกระดับ ตั้งแต่ง่าย ปานกลาง จนถึง
ระดบั คอ่ นข้างยาก เพ่ือว่าทงั้ เด็กเก่ง กลาง และอ่อนจะไดเ้ ลือกทาได้ตามความสามารถ ท้งั น้เี พ่ือให้เด็กทุก
คนประสบความสาเร็จ ในการทาแบบฝึกหัด
8. แบบฝึกหัดท่ีดคี วรสามารถเรา้ ความสนใจของนักเรียนไดต้ ั้งแต่หนา้ ปกไปจนถึง
หน้าสดุ ท้าย
9. แบบฝึกหัดท่ีดีควรไดร้ บั การปรับปรุงไปค่กู บั หนงั สอื แบบเรยี นอยู่เสมอและควร
ใช้ไดด้ ที ัง้ ในและนอกบทเรยี น
10. แบบฝึกหัดที่ดีควรเป็นแบบท่ีสามารถประเมิน และจาแนกความเจริญงอก
งามของเด็กได้ด้วย
ฐานยิ า อมรพลัง (2558 : 78) ได้เสนอลกั ษณะทีด่ ีของแบบฝึก คอื แบบฝกึ ท่ีเรยี งลาดับ
จากง่ายไปหายาก มีรูปภาพประกอบ มีรูปแบบน่าสนใจ หลากหลายรูปแบบ โดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการ
จัดกจิ กรรมหรือจัดแบบฝึกใหส้ นุก ใชภ้ าษาเหมาะสมกบั วัย และ ระดับชัน้ ของนักเรียน มีคาสัง่ คาชี้แจงส้ัน
ชดั เจน เข้าใจงา่ ย มีตัวอยา่ งประกอบ มกี ารจดั กิจกรรม การฝึกทีเ่ รา้ ความสนใจ และแบบฝกึ นั้นควรทันสมัย
อยเู่ สมอ
วรรณภา ไชยวรรณ (2558 : 43) ได้อธิบายถึงลักษณะของแบบฝกึ ท่ีดี คือ ควรมีความ
หลากหลายรูปแบบ เพ่ือไม่ให้เกิดความเบ่ือหน่าย และต้องมีลักษณะที่เร้า ยั่วยุ จูงใจ ได้ให้คิดพิจารณา ได้
ศึกษาค้นคว้าจนเกิดความรู้ ความเข้าใจทักษะ แบบฝึกควรมีภาพดึงดูดความสนใจเหมาะสมกับวัยของ
ผู้เรียนตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ มีเน้อื หาพอเหมาะ
ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2558 : 20) ได้อธิบายถึงลักษณะของแบบฝึกหัดและแบบ
ฝึกทักษะทดี่ ไี ว้ว่า ดงั น้ี
1. จุดประสงค์
1.1 จดุ ประสงคช์ ดั เจน
1.2 สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรียนรู้ และ
กระบวนการเรียนรู้ของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
2. เน้ือหา
2.1 ถูกต้องตามหลักวิชา
2.2 ใช้ภาษาเหมาะสม
2.3 มคี าอธบิ ายและคาสัง่ ทช่ี ดั เจน ง่ายต่อการปฏบิ ัตติ าม
2.4 สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ นาผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบ
ยอดและหลกั การสาคญั ของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
2.5 เป็นไปตามลาดับข้ันตอนการเรียนรู้สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ และ
ความแตกต่างระหว่างบคุ คล
2.6 มีคาถามและกิจกรรมทท่ี ้าทายสง่ เสริมทักษะกระบวนการเรยี นรู้ของ
ธรรมชาตวิ ชิ า
2.7 มีกลยุทธ์การนาเสนอและการต้ังคาถามที่ชัดเจน น่าสนใจปฏิบัติได้
สามารถใหข้ ้อมูลย้อนกลบั เพือ่ ปรบั ปรุงการเรียนไดอ้ ย่างตอ่ เนื่อง
ผู้รายงานพอสรุปลักษณะของแบบฝึกท่ีดีได้ว่า แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพ ช่วยทาให้นักเรียน
ประสบความสาเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี และแบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือนผ้ชู ่วยท่ีสาคัญของครู ทาให้
ครลู ดภาระการสอนลงได้ ทาใหผ้ ู้เรยี นพฒั นาความสามารถของตนเพื่อความมน่ั ใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นครูยังจาเป็นต้องศึกษาเทคนิควิธีการ ข้ันตอนในการฝึกทักษะต่างๆ มีประสิทธิภาพที่สุด อันส่งผลให้
ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะต่างๆ ได้อย่างเต็มท่ีและแบบฝึกท่ีดีนั้นจะต้องคานึงถึงองค์ประกอบหลายๆด้าน
ตรงตามเนอื้ หา เหมาะสมกับวัย เวลา ความสามารถ ความสนใจ และสภาพปญั หาของผ้เู รยี น
3.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ
ยุพา ยิ้มพงษ์ (อ้างใน สุนันทา สนุ ทรประเสริฐ, 2558, หนา้ 3) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้
หลายขอ้ ด้วยกนั ดังต่อไปนี้
1. เป็นส่วนเพ่ิมเติมหรือเสรมิ หนงั สือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนทช่ี ว่ ยลดภาระ
ครูได้มาก เพราะแบบฝกึ เปน็ สงิ่ ที่จดั ทาขน้ึ อย่างเป็นระบบและมรี ะเบียบ
2. ช่วยเสริมทกั ษะแบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือที่ชว่ ยเด็กในการฝึกทกั ษะ แต่ท้ังน้จี ะตอ้ งอาศยั การ
สง่ เสริมและความเอาใจใส่จากครูผูส้ อนดว้ ย
3. ช่วยในเร่ืองความแตกต่างระหว่างบุคคล เน่ืองจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกต่าง
กัน การให้เด็กทาแบบฝึกหัดท่ีเหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบผลสาเร็จในดา้ น
จิตใจมากขึ้น ดงั น้ันแบบฝึกหัดจงึ ไม่ใช่สมดุ ฝึกที่ครจู ะให้เด็กลงมอื ทาหนา้ ต่อหน้า แต่เป็นแหล่งประสบการณ์
เฉพาะสาหรับเดก็ ทต่ี อ้ งการความชว่ ยเหลือพเิ ศษ และเปน็ เคร่ืองมือช่วยที่มีค่าของครทู ่จี ะสนองความ
ตอ้ งการเปน็ รายบุคคลในชั้นเรียน
4. แบบฝึกช่วยเสริมทักษะให้คงทน ลักษณะการฝึกเพ่ือชว่ ยให้เกดิ ผลดังกล่าวน้ัน ได้แก่ ฝกึ ทันที
หลังจากที่เด็กไดเ้ รียนรใู้ นเร่ืองนัน้ ๆ ฝกึ ซา้ หลาย ๆ คร้งั เน้นเฉพาะในเร่ืองที่ผิด
โดยสรปุ แบบฝกึ ท่ดี ีและมีประสิทธภิ าพ จะช่วยทาให้นักเรียนประสบผลสาเรจ็ ใน การฝกึ ทกั ษะ
ไดเ้ ป็นอย่างดี แบบฝึกที่ดีเปรียบเสมอื นผู้ชว่ ยท่ีดีของครู ทาให้ครูลดภาระการสอนลงทาให้ผู้เรียนสามารถ
พัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่และเพิ่มความม่ันใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี อีกท้ังแบบฝึกจะช่วยในเรอ่ื ง
ของความแตกต่างระหว่างบคุ คล โดยเฉพาะเด็กท่ีมีปญั หาในการเรียนรนู้ น้ั จาเปน็ ต้องมีการสอนต่างจากกลุ่ม
เดก็ ปกติท่ัวไป หรอื เสรมิ เพิม่ เติมให้เปน็ พิเศษ ฉะนนั้ แบบฝกึ จึงมีประโยชนม์ ากสาหรับเด็กที่มีปัญหาในการ
เรียนรู้ท่ีจะช่วยให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติเพ่ือให้เกิดทักษะทางภาษาได้มากข้ึน
ไพทูลย์ มูลดี (2559 : 52) ได้อธิบายประโยชน์ของแบบฝึกไว้ดังนี้ คือ แบบฝึกมีความสาคัญ
และจาเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้ดีขึ้นสามารถจดจา
เน้ือหาในบทเรียนและคาศัพท์ต่างๆ ได้คงทน ทาให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียนทราบความก้าวหน้า
ของตนเอง สามารถนาแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้ นามาวดั ผลการเรยี นหลังจากทเี่ รียนแล้ว
ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและนาไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที ซ่ึงจะมีผลทาให้ครู
ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลดภาระได้มาก และยังให้นักเรียนนาภาษาไปใช้สือ่ สารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วย
วรรณภา ไชยวรรณ (2559 : 41) ได้อธิบายถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ว่า
แบบฝึกช่วยในการฝึกหรือเสริมทักษะทางภาษา การใช้ภาษาของนักเรียนสามารถนามาฝึกซ้าทบทวน
บทเรียน และผู้เรียนสามารถนาไปทบทวนด้วยตนเอง จดจาเน้ือหาได้คงทน มีเจตคติท่ีดีต่อการเรียน
คอมพิวเตอร์ แบบฝึกถือเป็นอุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่งซ่ึงสามารถทดสอบความรู้ วัดผลการเรียนหรือ
ประเมินผลการเรียนก่อนและหลังเรียนไดเ้ ปน็ อย่างดี ทาให้ครูทราบปญั หาข้อบกพร่องของผู้เรียนเฉพาะจุด
ได้ นกั เรียนทราบความกา้ วหนา้ ของตนเอง ครปู ระหยดั เวลา คา่ ใช้จ่ายและลดภาระไดม้ าก
ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2560 : 21) ไดอ้ ธิบายถึงประโยชน์ของแบบฝกึ หัดและแบบ
ฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหา และการพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ในหนว่ ย
การเรยี นรู้และสามารถเรียนรไู้ ด้ โดยสรุปไดด้ งั น้ี
1. เป็นส่อื การเรยี นรู้ เพือ่ พฒั นาการเรยี นรู้ใหแ้ กผ่ ูเ้ รียน
2. ผู้เรียนมีสื่อสาหรับฝึกทักษะด้านการอ่าน การคิด การคิดวิเคราะห์ และการ
เขียน
3. เปน็ ส่อื การเรยี นรู้สาหรับการแก้ปัญหาในการเรียนร้ขู องผู้เรยี น
4. พฒั นาความรู้ ทกั ษะ และเจตคติด้านต่างๆ ของผูเ้ รยี น
จากประโยชน์ของแบบฝึกที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพช่วยทาให้นักเรียน
ประสบผลสาเรจ็ ในการฝึกทกั ษะไดเ้ ป็นอยา่ งดี
สวุ ทิ ย์ มูลคา และสุนันทา สนุ ทรประเสรฐิ (2560 : 53 - 54) ได้สรุปประโยชนข์ อง
แบบฝกึ ทักษะได้ดังน้ี
1. ทาใหเ้ ขา้ ใจบทเรียนดีขน้ึ เพราะเป็นเคร่ืองอานวยประโยชน์ในการเรียนรู้
2. ทาใหค้ รูทราบความเข้าใจของนกั เรยี นที่มีต่อบทเรยี น
3. ฝกึ ใหเ้ ด็กมคี วามเชอื่ ม่ันและสามารถประเมนิ ผลของตนเองได้
4. ฝึกให้เด็กทางานตามลาพงั โดยมคี วามรับผิดชอบในงานท่ีได้รบั มอบหมาย
5. ช่วยลดภาระครู
6. ชว่ ยให้เดก็ ฝกึ ฝนได้อยา่ งเต็มที่
7. ช่วยพฒั นาตามความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
8. ชว่ ยเสริมใหท้ ักษะคงทน ซงึ่ ลกั ษณะการฝกึ เพื่อชว่ ยให้เกิดผลดังกลา่ วนน้ั ได้แก่
8.1 ฝกึ ทันทีหลังจากที่เดก็ ได้เรียนรใู้ นเรอื่ งน้นั ๆ
8.2 ฝึกซ้าหลายๆครั้ง
8.3 เนน้ เฉพาะในเรอื่ งทผ่ี ดิ
9. เป็นเคร่อื งมือวดั ผลการเรยี นหลงั จากจบบทเรยี นในแตล่ ะครั้ง
10. ใช้เปน็ แนวทางเพอ่ื ทบทวนดว้ ยตนเอง
11. ชว่ ยใหค้ รูมองเห็นจดุ เด่นหรือปัญหาตา่ งๆของเดก็ ไดช้ ดั เจน
12. ประหยัดคา่ ใช้จา่ ยแรงงานและเวลาของครู
ผู้รายงาน ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประโยชน์ของแบบฝึกทักษะแล้ว พอสรุปได้ว่าแบบฝึกมี
ความสาคัญ และจาเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น
สามารถจดจาเน้ือหาในบทเรียนและคาศัพท์ต่างๆ ได้คงทน ทาให้เกิดความสนุกสนาน ในขณะเรียนทราบ
ความก้าวหน้าของตนเอง และครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของเด็กได้ชัดเจน สามารถนาแบบฝึก
ทักษะมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและนาไปปรับปรงุ
ได้ทนั ทว่ งที ซงึ่ จะมีผลทาให้ครูประหยัดเวลา ประหยดั ค่าใชจ้ า่ ย
3.4 หลกั การสร้างแบบฝกึ
วรรณภา ไชยวรรณ (2559 : 45) ไดส้ รปุ หลักการสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะดังน้ี
1. ความใกล้ชิด คือ ถ้าใช้ส่ิงเร้าและการตอบสนองเกิดข้ึนในเวลาใกล้เคียงกันจะ
สร้างความพอใจให้กบั ผเู้ รียน
2. การฝึก คือ การให้นักเรียนได้ทาซ้า ๆ เพื่อช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจท่ี
แม่นยา
3. กฎแห่งผล คือ การท่ผี ู้เรยี นไดท้ ราบผลการทางานของตนด้วยการเฉลยคาตอบ
จะช่วยให้ผเู้ รยี นทราบขอ้ บกพรอ่ งเพ่ือปรบั ปรงุ แก้ไขและเป็นการสร้างความพอใจแกผ่ เู้ รียน
4. การจงู ใจ คอื การสรา้ งแบบฝึกเรียงลาดับ จากแบบฝึกง่ายและสั้นไปสู่แบบฝึก
เรอ่ื งท่ยี ากและยาวขนึ้ ควรมภี าพประกอบและมีหลายรส หลายรปู แบบ
สุวิทย์ มูลคา และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2560 : 54 - 55) ได้สรุปหลักในการสร้าง
แบบฝึกว่าต้องมีการกาหนดเงื่อนไขที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถผ่านลาดับขั้นตอนของทุกหน่วยการ
เรียนได้ ถา้ นักเรียนได้เรียนตามอตั ราการเรียนของตนกจ็ ะทาให้นกั เรียนประสบความสาเรจ็ มากขึน้
3.5 ส่วนประกอบของแบบฝึก
สุวิทย์ มูลคา และสนุ ันทา สุนทรประเสริฐ (2560 : 61 - 62) ได้กาหนดส่วนประกอบ
ของแบบฝกึ ทักษะได้ดังน้ี
1. คู่มอื การใชแ้ บบฝกึ เปน็ เอกสารสาคญั ประกอบการใช้แบบฝึก วา่ ใช้เพอ่ื อะไร
และมีวธิ ใี ช้อยา่ งไร เช่น ใชเ้ ป็นงานฝกึ ท้ายบทเรียน ใช้เป็นการบา้ น หรอื ใชส้ อนซ่อมเสรมิ ประกอบด้วย
- ส่วนประกอบของแบบฝึก จะระบุว่าในแบบฝกึ ชดุ นี้ มีแบบฝกึ ท้งั หมดก่ี
ชุด อะไรบา้ ง และมีสว่ นประกอบอนื่ ๆ หรอื ไม่ เช่น แบบทดสอบ หรอื แบบบันทึกผลการประเมนิ
- สิ่งทีค่ รหู รอื นกั เรยี นต้องเตรียม (ถา้ มี) จะเปน็ การบอกให้ครูหรอื
นักเรียนเตรยี มตัวให้พรอ้ มล่วงหนา้ กอ่ นเรียน
- จดุ ประสงค์ในการใช้แบบฝกึ
- ขัน้ ตอนในการใช้ บอกข้อตามลาดบั การใช้ และอาจเขียน
ในรูปแบบของแนวการสอนหรือแผนการสอนจะชัดเจนย่งิ ข้ึน
- เฉลยแบบฝึกในแตล่ ะชุด
2. แบบฝกึ เป็นส่ือทีส่ ร้างขน้ึ เพื่อให้ผเู้ รยี นฝกึ ทักษะ เพ่อื ให้เกดิ การเรียนรู้
ทถ่ี าวรควรมอี งค์ประกอบ ดังน้ี
- ช่อื ชดุ ฝึกในแตล่ ะชดุ ยอ่ ย
- จดุ ประสงค์
- คาสั่ง
- ตวั อยา่ ง
- ชดุ ฝกึ
- ภาพประกอบ
- ขอ้ ทดสอบก่อนและหลงั เรียน
- แบบประเมนิ บนั ทึกผลการใช้
3.6 รปู แบบการสรา้ งแบบฝกึ
สุวิทย์ มลู คา และสนุ ันทา สุนทรประเสรฐิ (2560 : 62 - 64) ไดเ้ สนอแนะรปู แบบการ
สร้างแบบฝึก โดยอธิบายว่าการสร้างแบบฝึกรูปแบบก็เป็นสิ่งสาคัญในการท่ีจะจูงใจให้ผู้เรียนได้ทดลอง
ปฏิบัติแบบฝึกจึงควรมีรูปแบบที่หลากหลาย มิใช่ใช้แบบเดียวจะเกิดความจาเจน่าเบ่ือหน่าย ไม่ท้าทายให้
อยากรู้อยากลองจึงขอเสนอรูปแบบท่ีเป็นหลักใหญ่ไว้ก่อน ส่วนผู้สร้างจะนาไปประยุกต์ใช้ ปรับเปล่ียน
รูปแบบอนื่ ๆ กแ็ ลว้ แตเ่ ทคนคิ ของแตล่ ะคน ซึ่งจะเรยี งลาดับจากงา่ ยไปหายาก ดังน้ี
1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกท่ีเป็นประโยคบอกเล่า ให้ผู้เรียนอ่านแล้วใส่
เคร่ืองหมายถกู หรอื ผิดตามดลุ ยพนิ ิจของผเู้ รียน
2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกที่ประกอบด้วยตัวคาถามหรือตัวปัญหา ซึ่งเป็นตัวยืนไว้
ในสดมภ์ซ้ายมือ โดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อเพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาคาตอบที่กาหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจับคู่กับ
คาถามให้สอดคล้องกัน โดยใช้หมายเลขหรอื รหัสคาตอบไปวางไว้ท่ีว่างหน้าข้อความหรือจะใช้การโยงเส้นก็
ได้
3. แบบเติมคาหรือเติมข้อความ เป็นแบบฝึกท่ีมีข้อความไว้ให้ แต่จะเว้นช่องว่าง
ไว้ให้ผู้เรียนเติมคาหรือข้อความที่ขาดหายไป ซ่ึงคาหรือข้อความท่ีนามาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือ
กาหนดตวั เลือกให้เติมก็ได้
4. แบบหมายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบ โดยจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่
เปน็ คาถาม ซ่งึ จะต้องเปน็ ประโยคคาถามท่สี มบรู ณ์ ชัดเจนไม่คลมุ เครอื ส่วนท่ี 2 เปน็ ตวั เลอื ก คือคาตอบซ่ึง
อาจจะมี 3-5 ตวั เลือกก็ได้ ตัวเลอื กท้งั หมดจะมีตวั เลือกท่ถี ูกที่สดุ เพียงตัวเลือกเดียวส่วนทเ่ี หลือเป็นตวั ลวง
5. แบบอัตนัย คือความเรียงเป็นแบบฝึกที่ตัวคาถาม ผู้เรียนต้องเขียนบรรยาย
ตอบอย่างเสรีตามความรู้ความสามารถ โดยไม่จากัดคาตอบ แต่กาจัดคาตอบ แต่จากัดในเร่ืองเวลา อาจใช้
คาถามในรูปทว่ั ๆ ไป หรอื เป็นคาส่ังให้เขียนเรอื่ งราวตา่ งๆ ก็ได้
3.7 ขัน้ ตอนการสรา้ งแบบฝึก
สวุ ิทย์ มลู คา และสุนันทา สนุ ทรประเสรฐิ (2560 : 65) ได้เสนอแนะ
การสร้างแบบฝึกว่า ขั้นตอนการสร้างแบบฝึก จะคล้ายคลึงกับการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาประเภท
อ่ืนๆ ซึ่งมีรายละเอียดดงั นี้
1. วเิ คราะห์ปญั หาและสาเหตุจากการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน เชน่
- ปญั หาทีเ่ กดิ ข้ึนในขณะทาการสอน
- ปญั หาการผ่านจุดประสงค์ของนกั เรยี น
- ผลจากการสงั เกตพฤติกรรมที่ไมพ่ งึ ประสงค์
- ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
2. ศกึ ษารายละเอียดในหลักสูตร เพอื่ วเิ คราะหเ์ น้อื หา จุดประสงค์และกิจกรรม
3. พิจารณาแนวทางแกป้ ัญหาท่เี กดิ ข้ึนจากข้อ 1 โดยการสรา้ งแบบฝึก และเลือก
เนอื้ หาในส่วนทจ่ี ะสรา้ งแบบฝึกนั้น วา่ จะทาเรอ่ื งใดบ้าง กาหนดเป็นโครงเรอ่ื งไว้
4. ศกึ ษารูปแบบของการสรา้ งแบบฝกึ จากเอกสารตัวอย่าง
5. ออกแบบชุดฝึกแต่ละชดุ ใหม้ รี ูปแบบที่หลากหลายน่าสนใจ
6. ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด พร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียนให้
สอดคล้องกับเน้อื หาและจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
7. สง่ ให้ผูเ้ ชี่ยวชาญตรวจสอบ
8. นาไปทดลองใช้ แล้วบันทกึ ผลเพือ่ นามาปรบั ปรุงแก้ไขส่วนท่บี กพร่อง
9. ปรับปรงุ จนมปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ทต่ี ้งั ไว้
10. นาไปใช้จรงิ และเผยแพร่ต่อไป
ถวัลย์ มาศจรสั และคณะ (2561 : 21) ได้อธบิ ายขัน้ ตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ ดังนี้
1. ศกึ ษาเน้อื หาสาระสาหรบั การจดั ทาแบบฝึกหดั แบบฝึกทักษะ
2. วเิ คราะห์เนอ้ื หาสาระโดยละเอยี ดเพ่อื กาหนดจดุ ประสงค์ในการจัดทา
3. ออกแบบการจัดทาแบบฝึกหัด แบบฝึกทกั ษะตามจดุ ประสงค์
4. สรา้ งแบบฝกึ หดั และแบบฝกึ ทักษะและส่วนประกอบอ่ืนๆ เชน่
4.1 แบบทดสอบกอ่ นฝกึ
4.2 บัตรคาส่ัง
4.3 ข้ันตอนกิจกรรมท่ผี ้เู รยี นตอ้ งปฏบิ ัติ
4.4 แบบทดสอบหลังฝึก
5. นาแบบฝึกหดั แบบฝกึ ทักษะไปใชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
6. ปรบั ปรงุ พัฒนาใหส้ มบูรณ์
3.8 แนวคดิ หลกั การทเี่ กีย่ วข้องกบั แบบฝึกทกั ษะ
อกนิษฐ์ กรไกร (2559 : 17) ได้ดาเนินการสร้างแบบฝึกทักษะ ยึดหลักให้นักเรียนได้
เรียนรู้ด้วยตนเองตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ในความคาดหวัง ต้องการให้เด็กท่ีใช้แบบฝึกทักษะมี
พฤติกรรม ดังน้ี
1. Active Responding ใหน้ ักเรยี นมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างกระฉับ-
กระเฉง ไม่ว่าจะเป็นคิดในใจหรือแสดงออกมาด้วยการพูดหรือเขียน นักเรียนอาจเขียนรูปภาพเติมคาแต่ง
ประโยคหรือหาคาตอบในใจ
2. Minimal Error ในการเรียนแต่ละคร้ังเราหวังว่า นักเรียนจะตอบคาถามได้
ถูกต้องเสมอ แต่ในกรณีที่นักเรียนตอบคาถามผิด นักเรียนควรมีโอกาสฝึกฝนและเรียนรู้ในสิ่งที่เขาทาผิด
เพอื่ ไปสคู่ าตอบทีถ่ ูกตอ้ งต่อไป
3. Knowledge of Results เมื่อนักเรียนสามารถตอบถูกต้องเขาควรได้รับ
เสริมแรง ถ้านักเรียนตอบผิดเขาควรได้รับการช้ีแจง และให้โอกาสท่ีจะแก้ไขให้ถูกต้องเช่นเดียวกับ
ประสบการณท์ เี่ ปน็ ความสาเรจ็ สาหรับมนุษย์แลว้ เพียงได้รู้วา่ ทาอะไรสาเร็จก็ถือเป็นการเสรมิ แรงในตวั เอง
4. Small Step การเรียนจะต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ไปทีละน้อยด้วย
ตนเอง โดยให้ความรู้ตามลาดับขั้นและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใคร่ครวญตามซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของ
เด็กอยา่ งมาก แม้ท่ีเรียนอ่อนกจ็ ะสามารถเรียนได้
สุวิทย์ มูลคา และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2558 : 54 - 55) ได้อธิบายแนวคิดและ
หลักการสร้างแบบฝึกว่า การศึกษาในเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้ เป็นสิ่งท่ีผู้สร้างแบบฝึกมิควรละเลยเพราะ
การเรียนรู้จะเกิดข้ึนได้ต้องขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ของจิตและพฤติกรรมที่ตอบสนองนานาประการ โดย
อาศัยกระบวนการท่ีเหมาะสมและเป็นวธิ ีที่ดีท่ีสุด การศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้จากข้อมูลท่ีนักจิตวทิ ยาได้ทา
การค้นพบ และทดลองไว้แล้ว สาหรบั การสรา้ งแบบฝึกในสว่ นท่ีมีความสัมพันธ์กันดังนี้
1. ทฤษฎีการลองถูกลองผดิ ของธอรน์ ไดค์ ซงึ่ ได้สรปุ เปน็ กฎเกณฑ์การเรยี นรู้ 3 ประการ คือ
1.1 กฎความพร้อม หมายถงึ การเรียนรจู้ ะเกดิ ขึ้นเมอ่ื บุคคลพร้อมท่ีจะกระทา
1.2 กฎผลทีไ่ ดร้ บั หมายถึง การเรยี นรู้ท่ีเกดิ ขนึ้ เพราะบคุ คลกระทาซ้างา่ ย
1.3 กฎการฝึกหัด หมายถงึ การฝกึ หดั ใหบ้ ุคคลทากิจกรรมตา่ งๆ น้นั ผ้ฝู กึ จะต้อง
ควบคุมและจัดสภาพการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของตนเอง บุคคลจะถูกกาหนดลักษณะพฤติกรรมท่ี
แสดงออก
ดังนั้น ผู้สร้างแบบฝึกจึงจะต้องกาหนดกิจกรรมตลอดจนคาสั่งต่างๆ ใบแบบฝึกให้ผู้ฝึกได้
แสดงพฤติกรรมสอดคล้องกบั จุดประสงค์ท่ีผู้สรา้ งต้องการ
2. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์ ซ่ึงมีความเช่ือว่า สามารถควบคุมบุคคล
ให้ทาตามความประสงค์หรือแนวทางทีก่ าหนดโดยไม่ต้องคานึงถึงความรู้สึกทางด้านจติ ใจของบุคคลผู้นั้นว่า
จะรู้สึกนึกคิดอย่างไร เขาจึงได้ทดลองและสรุปว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ด้วยการกระทาโดยมีการเสริมแรง
เป็นตวั การ เป็นบุคคลตอบสนองการเร้าของสิ่งเร้าควบคู่กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม สงิ่ เรา้ นั้นจะรักษาระดับ
หรือเพม่ิ การตอบสนองใหเ้ ข้มข้ึน
3. วิธีการสอนของกาเย่ ซึ่งมีความเห็นว่าการเรียนรู้มลี าดับขั้น และผู้เรียนจะต้อง
เรยี นรู้เนอื้ หาที่ง่ายไปหายาก การสร้างแบบฝกึ จงึ ควรคานงึ ถงึ การฝึกตามลาดับจากง่ายไปหายาก
4. แนวคิดของบลูม ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความแตกต่าง
กันผ้เู รยี นสามารถเรยี นร้เู น้ือหาในหน่วยยอ่ ยต่างๆ ได้โดยใชเ้ วลาเรยี นทแ่ี ตกต่างกัน
4. งานวจิ ยั ท่เี กย่ี วข้อง
จากการทบทวนงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็น
สาคญั ทั้งในประเทศและตา่ งประเทศ พบวา่
Kahkone (2015) ได้ทาการศึกษาเก่ียวกับกิจกรรมการสอน โดยใช้วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบ
ศึกษารายกรณีเพ่ือพัฒนาและประเมินผลตามแนว Constructivism เร่ือง กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
โดยอาศัยกรอบของการสอนการวิจัยและพฒั นาหลกั สูตร พบว่า สอื่ การเรยี นการสอนทมี่ ีความสาคัญอย่าง
มากต่อการพัฒนา และการประเมินผลการเรียนการสอนตามแนว Constructivism เน่ืองจากนักเรียนมี
ความเข้าใจมโนมติท่ีคลาดเคล่ือนการนาเสนอมโนมติท่ีถูกต้องในรูปของเอกสาร การอ่าน และการฟัง
บรรยายน้ันยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นอกจากน้ีการวิจัยคร้ังน้ียังพบว่า การให้นักเรียนได้เผชิญกับ
สถานการณ์จริง มีส่วนในกิจกรรมการเรียนการสอน ได้ปรึกษาหารือและแลกเปล่ียนความคิดเห็นกันจะ
ช่วยให้สามารถเปล่ยี นมโนคตทิ ค่ี ลาดเคลื่อนของนกั เรียนได้
ถวลั ย์ มาศจรสั (2557, หน้า 148-149) ได้ทาการศึกษาสว่ นประกอบของแบบฝึกทักษะไว้วา่
ตอ้ งมจี ดุ ประสงค์ชัดเจนสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรยี นรู้และกระบวนการเรยี นร้ขู องกลมุ่
การเรยี นรู้ ในสว่ นของเนื้อหาต้องถูกต้องตามหลักวิชา ให้ภาษาเหมาะสม มคี าอธิบายและคาส่ังที่ชัดเจนง่าย
ต่อการปฏิบัติตาม สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ นาผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการ
สาคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นไปตามลาดับขั้นตอนการเรียนรู้ สอดคล้องกบั วิธีการเรยี นรู้ และความ
แตกต่างระหวา่ งบุคคล มคี าถามและกจิ กรรมทท่ี า้ ทายสง่ เสริมทักษะกระบวนการเรยี นรู้ของธรรมชาตวิ ชิ ามี
กลยุทธ์การนาเสนอ และการตั้งคาถามทช่ี ดั เจนน่าสนใจ ปฏิบัตไิ ด้ สามารถให้ข้อมูลย้อนกลบั เพอื่ ปรับปรุงการ
เรยี นรูข้ องผูเ้ รยี นได้อย่างต่อเนอ่ื ง
สมวงษ์ แปลงประสพโชค (2558, หน้า 26) ได้ทาการศึกษาหลักการให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดไว้
ดังน้ี แบบฝึกหัดและกิจกรรมควรเรียงจากง่ายไปยากหาคาตอบของแบบฝึกหัดบางข้อเพื่อให้นักเรียน
ตรวจสอบผลงาน และควรมีข้อแนะนาอธิบายสาหรับข้อที่ยาก ควรให้นักเรียนได้ทาแบบฝึกหัดในชั่วโมง
เรียน จะได้จาแนกข้อยากและมีโอกาสซักถาม หลีกเลี่ยงการให้แบบฝึกหัด ที่ซ้าซากและกิจกรรมที่เป็น
กิจวัตร ควรสอดแทรก เกม ปริศนา และกิจกรรมทดลองที่น่าสนใจ ควรมีแบบฝึกหัดแบบปลายเปิดที่
นักเรียนเลือกปัญหาด้วยตนเอง ควรอนุญาตให้นักเรียนทางานเป็นคู่หรือกลุ่มในบางโอกาส พยายาม
สง่ เสริมการทางานเป็นกลุ่มและลดการลอกงานกนั
ฉวีวรรณ กีรตกิ ร (2558, หนา้ 10) ได้ทาการศกึ ษาการส่งเสริมและพัฒนาทักษะโดยใช้ แบบ
ฝึกทักษะจะส่งผลถึงพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียนคือ ช่วยในการปรับพฤติกรรมการเรียน ส่งเสริมความ
เข้าใจความชานาญ การคิดในใจ และแกป้ ัญหาด้วยตนเองไดเ้ รว็ ถกู ตอ้ งและแมน่ ยา
ประทีป แสงเปยี่ มสุข (2559, หนา้ 34) ได้ทาการศึกษาประโยชน์ของแบบฝึกไวเ้ ช่นกันคอื แบบ
ฝึกเป็นอุปกรณ์ช่วยลดภาระของครู ช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ชัดเจน ชว่ ยให้
นักเรียนไดฝ้ กึ ทกั ษะในการใช้ภาษาให้ดขี ึน้ ชว่ ยในเรอื่ งความแตกต่างระหว่างบุคคล ทาให้นักเรียนประสบ
ผลสาเร็จในทางจิตใจมากขึ้น ช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน เป็นเครอ่ื งมอื วัดผลการเรียนหลังจาก
เรียนบทเรียนแล้ว ช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนได้ด้วยตนเอง ช่วยให้นักเรียนฝึกฝนได้เต็มท่ี
นอกเหนือจากท่ีเรียนในเวลาเรียนและช่วยให้ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้า ของตนเองด้วย
ยุพิน พิพธิ กลุ (2560, หน้า 13) ได้ทาการศึกษาข้อควรคานึงในการทาแบบฝึกวา่ การฝกึ จะให้
ได้ผลดีต้องคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ควรจะฝึกไปทลี ะเร่ือง เมื่อจบบทเรยี นหน่ึง และเม่ือเรียน
ไดห้ ลายบท กค็ วรจะฝึกรวบยอดอีกคร้งั ควรจะมกี ารตรวจสอบแบบฝึกแต่ละคร้ังที่ให้นักเรียนทาเพื่อ
ประมวลผลนักเรียน คัดเลือกแบบฝึกท่ีสอดคล้องกับบทเรียนและพอเหมาะไม่มากเกินไป คานึงถึง
ความยากง่าย และพึงตระหนักอยู่เสมอว่าก่อนที่จะให้นักเรียนทาโจทย์น้ันนักเรียนเข้าใจใน
วิธีการทาโจทย์น้ันโดยถ่องแท้แล้ว อย่าปล่อยให้นักเรียนทาโจทย์ตามตัวอย่าท่ีครสู อนโดยไม่เกิดความ
รเิ ริ่มสร้างสรรค์
สมทรง สวุ พานิช (2561, หนา้ 42) ได้ทาการศึกษาวิธีการใหท้ าแบบฝกึ หัดดังตอ่ ไปนี้ การให้
ฝกึ ปฏบิ ัตคิ วรจะมาหลงั การสอน เมื่อนกั เรยี นเขา้ ใจดแี ลว้ และควรให้ฝึกทุก ๆ ดา้ น โดยฝึกทาจากส่ิงท่ีง่ายไป
หาส่ิงที่ยาก ให้ระยะเวลาสั้น ๆ ในการฝึกแต่บ่อยคร้ังจะดีกว่าการฝึกติดต่อกัน เป็นเวลานาน เนื่องจาก
เดก็ แตล่ ะคนอาจจะใชว้ ิธกี ารทาทแ่ี ตกต่างกัน ดังนัน้ ครูตอ้ งตดิ ตามผลการฝกึ อยเู่ สมอ ควรใหง้ านตาม
ความสามารถ ตามความเหมาะสมเป็นกลมุ่ ๆ ครูควรจัดใหเ้ ด็กเกง่ ศกึ ษาปัญหาทางคณิตศาสตร์ประเภทลับสมอง
เพื่อใหเ้ ขาได้พบสิ่งแปลกใหม่ เปน็ การเร้าความสนใจ ไม่ควรปล่อยใหท้ าแบบฝึกหัดมาก ๆ ทกุ ครั้งไป ครตู ้อง
สรา้ งทศั นคติท่ดี ีต่อการให้แบบฝกึ หดั โดยให้เดก็ เหน็ ความสาคัญและให้ใช้เป็นส่ิงแสดงความก้าวหน้าของ
แต่ละคน ครูต้องแนะนาอย่างใกล้ชิดหากมีผิดพลาดครูควรแก้ไขเสียก่อนที่จะติดเป็นนิสัย ในการฝึกท่ี
ชัดเจน ครูต้องดูแลและจัดการฝึกให้เหมาะสมกับนักเรียนซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และ
ครูต้องสรรหากิจกรรมที่ ใช้ฝึกให้มีความหลากหลายให้นักเรียนไดฝ้ ึก
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2562, หน้า 495) ได้ทาการศึกษา การกาหนดเกณฑ์ E1/E2 ให้มคี ่าเทา่ ใด
น้ันควรพจิ ารณาตามความเหมาะสม โดยปกติเนือ้ หาที่เป็นความรู้ความจา มักจะต้ังไว้ 80/80, 85/85 หรือ
90/90 สว่ นเน้อื หาที่เปน็ ทกั ษะอาจตั้งไว้ ต่ากว่าน้ี เช่น 75/75 เป็นตน้ เมอื่ กาหนดเกณฑ์แล้วนาไปทดลอง
จริง อาจไดผ้ ลไมต่ รงตามเกณฑ์ แต่ไมค่ วรตา่ กวา่ เกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ รอ้ ยละ 5 เช่น ถา้ กาหนดไว้ 90/90 ก็
ควรได้ไมต่ า่ กว่า 85.5/85.5
ขน้ั ตอนการทดสอบประสทิ ธิภาพ เมื่อผลิตแบบฝึกเพ่ือเป็นต้นแบบแล้ว ต้องนา แบบฝกึ
ไปทดสอบประสทิ ธิภาพตามข้นั ตอนต่อไปน้ี ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ (2532, หนา้ 496-497)
1. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1:1 แบบเดี่ยว (Individual Tryout 1:1) เป็นการทดลองกับ
ผู้เรียนกลุ่มละ 1 คน โดยใช้เด็กเก่ง ปานกลาง อ่อน เพื่อค้นหาข้อบกพร่องต่าง ๆ เช่น ลักษณะของแบบ
ฝึก จานวนแบบฝึก ความสนใจของนักเรียนและ ความเหมาะสมในดา้ นเวลา เสร็จแลว้ ปรบั ปรงุ ให้ดีขนึ้
2. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1:10 แบบกลุ่ม (Small group Tryout 1:10) เป็นการทดลองกับ
ผู้เรียนกลุ่มละ 6-10 คน (คละผู้เรียนเก่งกับอ่อน) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต ตรวจผลงาน สัมภาษณ์
เพ่ือคน้ หาข้อบกพรอ่ งแลว้ นาไปปรบั ปรงุ แก้ไขให้ผเู้ ชย่ี วชาญตรวจและปรบั ปรงุ จนไดต้ ามเกณฑ์
3. ข้ันหาประสิทธิภาพ 1:100 แบบสนาม (Field Tryout 1:100) เป็นการทดลองกับ
ผู้เรียนกลุ่ม 40 - 100 คน ให้นักเรียนคละกันทั้งเก่งและอ่อน คานวณหาประสิทธิภาพของแบบฝึก ผลลัพธ์ท่ีได้
ควรใกลเ้ คยี งกบั ท่ีตั้งจากเกณฑ์พจิ ารณาประสิทธภิ าพดังกล่าว
จากการทบทวนงานวิจัยท้ังในประเทศและต่างประเทศ พบว่า การศึกษารูปแบบกิจกรรม
การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ผลจากการศึกษานักเรียนมีพัฒนาการใน
ด้านต่าง ๆ เข้าใจเน้ือหา และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น ซ่ึงส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนท่ีสูงขึ้น หลักและวิธีการให้ทาแบบฝึกทักษะข้างต้น ผู้ศึกษาขอสรุปวิธีการให้ทาแบบฝึกทักษะท่ีผู้
ศกึ ษาสร้างไวด้ ังน้ี คือต้องกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสาคัญของการฝึกทกั ษะ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะให้ผู้เรียนทา
แบบฝึกด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาตนเอง ทาด้วยความเข้าใจตามระดับความสามารถของตน กาหนด
ระยะเวลาส้ัน ๆ ในการฝึก แต่บ่อยคร้ัง ไม่ฝึกติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะผู้เรียนอาจเกิดความเบื่อหน่าย
และเม่ือยล้าได้ มีการอธบิ ายสาหรับขอ้ ท่ียาก รวมทง้ั การใหฝ้ ึกปฏิบตั คิ วรจะมาหลังการสอน เม่ือนักเรียน
เข้าใจดีแล้ว โดยฝึกทาจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก อีกทั้งครูต้องแนะนาอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพบ
ข้อผิดพลาดแล้วครูจะได้แก้ไขก่อนที่จะติดเป็นนิสัย ในการฝึก และแจ้งให้นักเรียนทราบว่าแบบฝึก
ทักษะจะเป็นการแสดงถึงความก้าวหน้าของนักเรียน เพื่อครูจะใช้เป็นแนวทางในการชว่ ยเหลือได้อย่าง
มีประสิทธิภาพตอ่ ไป
5. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
จากแนวคิด ทฤษฎี เอกสารทางวิชาการและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ผู้วิจัยได้นามาใช้ในการ
กาหนดตวั แปร และนาไปสรา้ งกรอบแนวคดิ ที่ใช้ในการศกึ ษา ดังตอ่ ไปนี้
5.1 ตวั แปรอสิ ระ คอื การจดั การเรยี นรูท้ ีเ่ น้นผู้เรยี นเป็นสาคญั ทเี่ นน้ พฒั นาการเรียนรู้
5.2 ตวั แปรตาม คือ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน วชิ าคอมพิวเตอร์ ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 ซง่ึ
กรอบแนวคิดในการวิจยั (Conceptual Framework of Study) แสดงไวด้ ังต่อไปน้ี
กรอบแนวคดิ ในการวิจยั (Conceptual Framework)
เร่ือง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการใช้งานโปรแกรม Paint
โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะของนกั เรยี นช้ัน ประถมศึกษาปที ี่ 2
ตวั แปรอิสระ (Independent Variables) ตัวแปรตาม (dependent Variables)
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนทเ่ี พิ่มขนึ้
การจดั การเรียนรู้ท่ีเนน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญ
โดยใช้แบบฝึกทักษะ
แผนภมู ทิ ี่ 1 แสดงกรอบแนวคิดในการวิจยั
จากแผนภูมิแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ผู้วิจัยได้กาหนดสมมติฐานเพ่ือความ
สอดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงคใ์ นการวจิ ัยซ่ึงแสดงในกรอบแนวคิดในการวจิ ัย
บทที่ 3
วธิ ีดาเนนิ การ
การทดลองในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
โดยใช้แบบฝึกทกั ษะของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 2 วชิ าคอมพวิ เตอร์ เรอ่ื งความรูเ้ บอื้ งตน้ เกี่ยวกับการ
ใชง้ านโปรแกรม Paint ซ่งึ ผ้รู ายงานไดด้ าเนนิ การตามข้นั ตอน ดงั ต่อไปน้ี
1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใชใ้ นการทดลอง
3. การสรา้ งและการหาคุณภาพของเครอื่ งมอื
4. แบบแผนการทดลองและขน้ั ตอนการดาเนินการทดลอง
5. การจดั กระทาข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมลู
6. สถิติท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 1 ปี
การศึกษา 2564 จานวน 80 คน
กล่มุ ตัวอยา่ ง
กลุ่มตวั อย่างทใี่ ชใ้ นการวิจยั ในครง้ั นี้ เป็นนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2/1 ภาคเรียนท่ี 1
ปีการศึกษา 2564 จานวน 28 คน โดยการสุม่ แบบเจาะจง
เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการทดลอง
เครอ่ื งมือ
เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ยั ในครง้ั น้ี แบ่งออกเปน็ 2 ชนิด ตามลกั ษณะการใช้ดังน้ี
1.1 ชุดแบบฝึกทักษะ วิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการใช้งาน
โปรแกรม Paint
1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ืองความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการใช้งาน
โปรแกรม Paint โดยใช้แบบฝกึ ทักษะของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ
4 ตัวเลอื ก
การสร้างและการหาคุณภาพของเครอื่ งมือ
1. วิธสี รา้ งเคร่อื งมือ
1.1 แบบทดสอบทเี่ น้นผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญ วิชาคอมพิวเตอร์ เรอื่ งความร้เู บือ้ งต้นเกี่ยวกับ
การใช้งานโปรแกรม Paint โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2 ผู้วิจัยได้ดาเนินการ
สรา้ งโดยมขี ้ันตอนการสร้างดังต่อไปนี้
1.1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระและมาตรฐาน
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วชิ าคอมพิวเตอร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 2
1.1.2 ศกึ ษาทฤษฎี หลักการ เอกสารงานวจิ ัยที่เกย่ี วขอ้ ง และแนวคดิ ในการสอนกลุ่ม
สาระการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ จากเอกสารตารา คู่มือครู แบบเรียนและเอกสารตารา การสอนท่ีเน้น
ผเู้ รียนเปน็ สาคญั โดยใชร้ ูปแบบ
1.1.3 วิเคราะห์เน้ือหาสาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี คาอธิบาย
รายวิชา การจัดสาระการเรียนรู้ โครงสร้างการจัดสาระการเรียนร้รู ายวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษา
ปีท่ี 2
2. การทดสอบเครอ่ื งมือ
2.1 นาแบบฝึกทักษะท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องความรู้เบื้องต้น
เกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม Paint โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ท่ีผู้วิจัย
สร้างข้ึนเสนอต่อกลุ่มงานวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ เพ่ือพิจารณาตรวจความเรียบร้อย เสนอแนะเพื่อ
ปรับปรงุ แก้ไขขอ้ บกพรอ่ งตามข้อเสนอแนะ
2.2 กล่มุ งานวิชาการ หรอื ผู้เชย่ี วชาญท่ีได้รับมอบหมาย ประเมินแบบฝึกทักษะโดยวิธี
ของ Likert เป็นแบบ Rating Scale มี 5 ระดับ ดงั ต่อไปนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545)
4.51 – 5.00 มคี ่าเทา่ กับ มีความเหมาะสมมากทส่ี ุด
3.51 – 4.50 มคี า่ เทา่ กบั มีความเหมาะสมมาก
2.51 – 3.50 มีค่าเท่ากบั มีความเหมาะสมปานกลาง
1.51 – 2.50 มคี ่าเท่ากับ มคี วามเหมาะสมน้อย
1.00 – 1.50 มีค่าเท่ากบั มคี วามเหมาะสมนอ้ ยที่สดุ
โดยค่าความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ย 3.50 ข้นึ ไปเปน็ เกณฑ์ตดั สินถือว่าเป็นแผนการ
จดั การเรียนร้ทู ่มี คี วามเหมาะสมและใชไ้ ด้
2.3 ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยหาค่าดัชนีความ
สอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence) ที่มคี า่ ตงั้ แต่ 0.50
2.4 นาแบบสอบถามวัดความพึงพอใจมาทดสอบความเช่ือถือได้ (Reliability) ด้วย
การคานวณหาค่าคงท่ีภายใน (Internal Consistency) โดยใช้สูตรการหาค่าสัมประสิทธ์ิของครอนบาค
(Cronbach ’s Alpha Coefficient)
การคานวณประสิทธภิ าพของแบบฝกึ
กระทาโดยใช้สตู รต่อไปน้ี
X
E1 = N x 100
A
Y
E2 = N x 100
B
E1 แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการคิดเป็นรอ้ ยละจากการตอบแบบฝึกหดั
ของชดุ การฝึกได้ถกู ต้อง
E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์คดิ เป็นร้อยละจากการทาแบบทดสอบ
หลังการฝึกแตล่ ะชดุ ได้ถูกต้อง
X แทน คะแนนรวมของผู้เรยี นจากแบบฝกึ หดั
Y แทน คะแนนรวมของการทดสอบหลังจากฝกึ
N แทน จานวนของผูเ้ รียน
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึก
B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังการฝกึ
E1 ได้จากการนาคะแนนงานทุกช้ินของนักเรยี นแตล่ ะคนรวมกันแลว้ หาคา่ เฉลยี่ เทยี บเปน็
ร้อยละ
E2 ไดจ้ ากการนาคะแนนผลการสอบหลังการทดลองของนักเรียนท้งั หมดรวมกัน แล้วหา
ค่าเฉลย่ี เทยี บเปน็ ร้อยละ
การสรา้ งแบบประเมนิ แบบฝึกทกั ษะ
1. แบบประเมินคณุ ภาพของแบบฝึกทักษะทใี่ ช้ในการสอน จะสรา้ งเพื่อให้ทุกคนที่ใชแ้ บบฝึก
ทักษะและผ้เู ชย่ี วชาญ ได้มีการประเมนิ ด้านเน้ือหาความเหมาะสมของแบบฝกึ กอ่ นทจ่ี ะมีการปรับปรุงมาใช้
จริงในวจิ ยั
2. สรา้ งแบบประเมนิ คณุ ภาพของแบบฝกึ ทักษะท่ใี ชใ้ นการสอน ดา้ นของเน้ือหา
3. แก้ไขปรบั ปรุงแบบประเมินทไ่ี ด้รบั คาแนะนาจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ
4. นาแบบประเมนิ ไปใช้เป็นเครือ่ งมือในการหาคุณภาพของแบบฝึกทักษะท่ใี ชใ้ นการสอนใน
รายวิชาที่สอน โดยกาหนดระดับคุณภาพคาถามแบบใชค้ าถามท่วี ดั ข้อมูลประเภทอนั ตรภาค (Interval
Scale) เรยี งจากมากไปหาน้อย เพ่ือวัดระดบั ความเห็นต่อกระบวนการตดั สินใจโดยแบ่งเปน็ 5 คะแนนใช้
มาตราวัดของไลเคิร์ท (Likert scale) ไดแ้ ก่ (ธานนิ ทร์ ศิลป์จารุ, 2557:336)
คะแนน 5 หมายถึง มากที่สุด
คะแนน 4 หมายถึง มาก
คะแนน 3 หมายถึง ปานกลาง
คะแนน 2 หมายถึง น้อย
คะแนน 1 หมายถึง น้อยท่สี ุด
โดยเกณฑ์การยอมรบั คณุ ภาพของการผลติ แบบฝกึ ทกั ษะท่ีใช้ในการสอนซึง่ พจิ ารณาจาก
คา่ เฉล่ียของคาถามแต่ละข้อ ข้อใดที่ได้คา่ เฉลีย่ “ดี ถงึ ดีมาก”จึงจะยอมรบั นอกจากนนั้ ค่าเฉลี่ยรวมต้อง
ไม่ตา่ กวา่ เกณฑ์ “ดี” ซ่ึงผ้วู จิ ัย ได้กาหนดค่าเฉล่ยี ดังน้ี (ธานินทร์ ศลิ ป์จารุ, 2557:336)
ค่าเฉลีย่ 4.50-5.00 หมายถึง มคี ุณภาพในระดบั ดีมาก
ค่าเฉล่ีย 3.50-4.49 หมายถึง มีคุณภาพในระดบั ดี
คา่ เฉลี่ย 2.50-3.49 หมายถงึ มคี ุณภาพในระดับปานกลาง
ค่าเฉลยี่ 1.50-2.49 หมายถงึ มคี ุณภาพในระดบั น้อย
คา่ เฉลย่ี 1.00-1.49 หมายถึง มคี ุณภาพในระดับนอ้ ยทีส่ ดุ
คา่ เฉลย่ี 1.00-1.49 หมายถงึ มคี ณุ ภาพในระดับดีน้อยที่สุด
แบบแผนการทดลองและข้ันตอนการดาเนินการทดลอง
1. แบบแผนการทดลอง
การศึกษาค้นคว้าครั้งน้ี เปน็ การวิจยั แบบกึ่งทดลอง (Quasi – experimental
Research) โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre – test Post – test Design (ล้วน
สายยศ และองั คณา สายยศ, 2538 : 249) โดยมีลักษณะการทดลองดังตาราง ดังนี้
ตารางท่ี 1 แบบแผนการทดลองแบบแบบ One Group Pre – test Post – test Design
กลุ่ม Pre-test Treatment Post-test
ทดลอง T1 X T2
T1 หมายถงึ การทดสอบกอ่ นเรยี น (Pre-test)
X หมายถงึ การจัดการเรียนรู้โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ
T2 หมายถงึ การทดสอบหลังเรยี น (Post-test)
2. ขนั้ ตอนการดาเนินการทดลอง
การดาเนนิ การทดลองคร้งั น้ี ผู้รายงานไดด้ าเนนิ การทดลองสอนด้วยตนเองกับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2/1 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 จานวน 28 คน ใช้เวลาในการทดลอง 20
ช่ัวโมง ทง้ั นีไ้ ม่รวมเวลาทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น โดยมขี ัน้ ตอนการดาเนนิ การทดลอง ดงั น้ี
2.1 ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองความรู้เบื้องต้น
เกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม Paint โดยใช้แบบฝึกทักษะ ก่อนเรียน (Pre – test) ด้วยแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ทีผ่ ู้รายงานสร้างขึ้น
2.2 ดาเนินการสอนตามตารางการเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องความรู้เบ้ืองต้น
เกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม Paint โดยแบบฝึกทักษะ ระหว่างวันท่ี 1 ส.ค. 2564 ถึง วันที่ 30 ก.ย.
2564
2.3 เมื่อดาเนินการสอนครบทุกหนว่ ยการเรยี นรแู้ ลว้ ทาการทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลังเรียน (Post – test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดียวกับที่ใช้
ทดสอบกอ่ นเรียน
การจัดกระทาขอ้ มลู และการวิเคราะหข์ ้อมูล
การศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานทาการวิเคราะห์ข้อมูล โดยดาเนินการจดั กระทากบั ข้อมูล และ
วิเคราะหข์ ้อมูล ดังน้ี
1. วิเคราะห์หาค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนนเฉล่ียท่ีได้
จากการทาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น
2. วิเคราะหห์ าประสิทธภิ าพของแบบฝึกทักษะวชิ าคอมพวิ เตอร์ เรือ่ งความรู้เบอื้ งต้น
เกี่ยวกบั การใช้งานโปรแกรม Paint โดยแบบฝึกทักษะชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 2
3. วเิ คราะห์หาคะแนนเฉล่ีย สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และรอ้ ยละของคะแนนเฉลี่ยที่
ไดจ้ ากการประเมินพฤตกิ รรมการทางานกจิ กรรมกลุ่ม และการทาแบบฝึกทกั ษะระหว่างเรยี น
4. วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องความรู้
เบอ้ื งต้นเกยี่ วกบั การใช้งานโปรแกรม Paint โดยแบบฝึกทักษะชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมสี ูตรดงั นี้
ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน ผลรวมของคะแนนทดสอบกอ่ นเรียน
ดัชนีประสทิ ธิผล =
(จานวนนักเรียน × คะแนนเต็ม) – ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อน
เรียน
สถติ ิท่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถติ ิพ้นื ฐาน ได้แก่
1. ร้อยละ (Percentage) ใชส้ ตู ร P
สูตร P f 100
N
เม่ือ P แทน รอ้ ยละ
f แทน ความถท่ี ีต่ ้องการแปลงใหเ้ ป็นรอ้ ยละ
N แทน จานวนความถที่ ง้ั หมด
2. ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) ของคะแนน โดยใช้สตู ร
สูตร X X
N
เมือ่ X แทน คา่ เฉล่ีย
X แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมดในกลุ่ม
N แทน จานวนคะแนนในกลุ่ม
3. การหาประสทิ ธภิ าพของวิธีการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สตู ร E1 / E2
สูตร 1 E1 X / N 100
A
เมอ่ื E1 แทน ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
X แทน คะแนนรวมของแบบฝกึ หดั หรืองาน
A แทน คะแนนรวมของแบบฝึกทุกชิน้ รวมกัน
N แทน จานวนผู้เรยี น
สตู ร 2 E2 F/ N 100
B
เม่อื E2 แทน ประสทิ ธิภาพของผลลพั ธ์
F แทน คะแนนเรียนของผลลัพธห์ ลังเรยี น
B แทน คะแนนเตม็ ของการสอบหลงั เรยี น
N แทน จานวนผ้เู รียน
4. สถิติพืน้ ฐานทีใ่ ช้ในการหาคณุ ภาพเครื่องมอื
∑
=
แทนค่า คอื ดชั นีความสอดคล้องระหวา่ ง -1 ถึง +1
∑ คอื ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของผู้เช่ยี วชาญท้งั หมด
คือ จานวนผู้เชยี่ วชาญท้ังหมด
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
การรายงานผลการวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะของ
นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 ในครัง้ น้ี ผ้รู ายงานได้เสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ตามลาดบั ขน้ั ดังนี้
1. สญั ลักษณ์ที่ใช้ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู
2. ลาดับขัน้ ในการเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมลู
1. สัญลักษณท์ ่ใี ชใ้ นการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผรู้ ายงานไดก้ าหนดสญั ลักษณ์ทใี่ ชใ้ นการแปลความหมายผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดงั น้ี
X แทน คะแนนเฉลยี่ ของกลุ่มเป้าหมาย
N แทน จานวนนกั เรียนกล่มุ เป้าหมาย
X แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
S.D. แทน ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
E1 แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการ
E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลัพธ์
2. ลาดับขนั้ ตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู
ผรู้ ายงาน ได้ดาเนินการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ตามลาดับขน้ั ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่องความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับการใช้
งานโปรแกรม Paint ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 2 ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80
ตอนท่ี 2 การวิเคราะห์ดัชนีประสิทธผิ ลของแบบฝกึ ทักษะ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปี
ที่ 2 เร่อื งความรเู้ บอ้ื งต้นเกี่ยวกบั การใช้งานโปรแกรม Paint
3. ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะหห์ าประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทักษะ เรอื่ งความรูเ้ บื้องต้นเกยี่ วกับการ
ใช้งานโปรแกรม Paint ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 ปรากฏผลดังตารางที่ 2
ดงั น้ี
ตารางที่ 2 แสดงคะแนนเฉลี่ย และร้อยละ ประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทกั ษะ เร่ืองความรู้เบอื้ งต้น
เกี่ยวกับการใชง้ านโปรแกรม Paint ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2/1
คะแนน N คะแนนเตม็ X รอ้ ยละ
81.16 81.16
1. การประเมินพฤติกรรมกลุ่มระหวา่ ง 28 คน 100
เรียนและการทาแบบฝึกทักษะ 60.6 60.6
2. การทาแบบทดสอบผลสมั ฤทธิ์ทางการ 28 คน 100
เรยี น
ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการจดั การเรียนรู้ (E1/E2 = 81.16/60.6)
จากตารางท่ี 2 พบวา่ คะแนนเฉลีย่ จากการประเมนิ พฤติกรรมกลุม่ ระหว่างเรียนและการทาแบบ
ฝึกทักษะของนักเรียนท่ีเรียนด้วย การจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ เรื่องความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการใช้งาน
โปรแกรม Paint โดยใช้แบบฝึกทักษะชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2/1 จานวน 28 คน เท่ากับ 81.16 จาก
คะแนนเต็ม 100 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.16 ของคะแนนเต็ม และคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เทา่ กับ 60.6 จากคะแนนเตม็ 100 คะแนน คดิ เป็นรอ้ ยละ 60.6 ของ
คะแนนเต็ม ดังน้ัน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ คอมพิวเตอร์ เร่ืองความรู้เบ้ืองต้น
เก่ียวกบั การใชง้ านโปรแกรม Paint ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 2/1 มปี ระสทิ ธิภาพ เท่ากับ 81.16/60.6 ซ่ึงสูง
กว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ทต่ี ัง้ ไว้
ตารางท่ี 3 เปรยี บเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน
ที่ คานาหน้าชือ่ ชอ่ื สกลุ คะแนน คะแนน สรุปผลการประเมิน
คุณลักษณะท่ีพึง
กอ่ น หลงั
ประสงคข์ อง
เรยี น เรยี น นักเรียน
ผ่าน
1 เด็กชาย ณัฏฐณภัทร ทศศะ 3 5 ผา่ น
2 เดก็ ชาย สุรดิษ บญุ ช่นื 4 6 ผา่ น
3 เด็กชาย จิรวฒั น์ ชนดี 2 5 ผ่าน
4 เด็กชาย ธันยวชิ ญ์ แสงชมภู 4 6 ผา่ น
5 เด็กชาย ธราธร คชลกั ษณ์ 6 6 ผา่ น
6 เด็กชาย วทิ ยา ไพรภธู ร 3 5 ผา่ น
7 เด็กชาย ยศพล โคตรมงคล 5 6 ผา่ น
8 เด็กชาย ภปู กรณ์ เหล็กกลา้ 2 5 ผ่าน
9 เดก็ ชาย
10 เดก็ ชาย สมมตอมรมารค พรมศิริ 2 6 ผา่ น
11 เดก็ ชาย ปยิ พนธ์ จาปาศรี ผ่าน
12 เดก็ ชาย กฤษดา อุมา 3 5 ผา่ น
13 เดก็ ชาย พชั รพล นามพงษ์ 4 7 ผา่ น
จตรุ ภัทร จันทโชติ 5 7
4 6
14 เดก็ ชาย กรวชิ ญ์ สามัญทิตย์ 35 ผ่าน
25 ผา่ น
15 เด็กชาย วิศวะ ปานกล้า 57 ผ่าน
45 ผ่าน
16 เด็กชาย พชร วงษา 56 ผ่าน
45 ผ่าน
17 เดก็ หญงิ วิชญาพร สงิ ภา 35 ผา่ น
25 ผา่ น
18 เดก็ หญงิ กมลชนก บญุ หาญ 46 ผา่ น
25 ผ่าน
19 เดก็ หญงิ ขวญั ฤดี โลหะกลุ 35 ผา่ น
36 ผ่าน
20 เด็กหญิง วนั วสิ า แป้นคุ้มญาติ 45 ผ่าน
46 ผา่ น
21 เด็กหญิง สุพิชญา พระพรม 56 ผ่าน
5.14 6.06 ผ่าน
22 เดก็ หญงิ กญั ญารัตน์ คาทอง
+0.92 -
23 เดก็ หญิง ธญั รดา นุเวช +17.89% -
24 เดก็ หญงิ พิมพว์ ลัญช์ จนั ทร์แรม
25 เด็กหญงิ สภุ ิชชา อนิ ทรโสม
26 เดก็ หญงิ ปวณี ธ์ ิดา นามประกอบ
27 เด็กหญงิ เนตรนภา ศิรชิ าเครื
28 เดก็ หญงิ เกวลี ศรีปราชญ์
ค่าเฉลี่ยผลรวมคะแนน
ผลตา่ งคะแนนพัฒนาการ
รอ้ ยละของคะแนนท่ีเพ่ิมขน้ึ
จากข้อมูลในตารางเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ผลปรากฎว่า
นักเรียนทุกคนมีผลคะแนนที่ดีขึ้นหลังจากใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนในภาพรวม ซ่ึงมีค่าเฉล่ีย
ผลรวมคะแนนก่อนเรียนเป็น 5.14 คะแนน และค่าเฉลี่ยผลรวมคะแนนหลังเรียนเป็น 6.06 คะแนน และมี
ค่าผลต่างคะแนนพัฒนาการ +0.92 คะแนน คิดเป็นร้อยละท่ีเพิ่มข้ึน 17.89% ซ่ึงผลการวิจัยนี้จะช่วย
ยกระดบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวชิ าของนกั เรยี นให้สูงขึ้นได้ต่อไป
ตารางที่ 4 ประสทิ ธภิ าพของการทาแบบฝกึ ทักษะตามเกณฑ์ 80/80
จานวนนกั เรียน คะแนนแบบฝกึ ทักษะ (E1) คะแนนวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน (E2)
ค่าคะแนนเฉล่ีย(คะแนนเต็ม) ร้อยละ คา่ คะแนนเฉลี่ย(คะแนนเต็ม) รอ้ ยละ
28 คน 81.16 81.16 6.06 60.6
จากตารางท่ี 4 พบว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะท่ีสร้างขึ้นมีค่าเท่ากับ 81.16/60.6
หมายความว่าแบบฝึกทักษะทาให้นักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้เท่ากับ 81.16 และมีประสิทธิภาพ
ทางการเรียนรู้หรือประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ในการเปล่ียนแปลงผลการเรียนรู้ของนักเรียนเท่ากับ
ร้อยละ 60.6 แสดงวา่ แบบฝกึ ทกั ษะ มปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 ตามวัตถุประสงค์ของการวจิ ยั และ
สามารถนาไปใช้ในการเรยี นรไู้ ด้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
ตารางท่ี 5 การวิเคราะห์ความคิดเห็นของผ้ทู รงคุณวฒุ ติ ่อแบบทดสอบทีใ่ ช้ในการเรยี นการสอน
ประมาณค่าความ ค่า
รายการขอความคดิ เห็น คดิ เหน็ ของ IOC แปลผล
ผ้ทู รงคุณวฒุ ิคนท่ี
ใช้ได้
12 3 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
1. ความสอดคล้องเหมาะสมกับหลกั สูตร +1 +1 0 0.7 ใช้ได้
2. ความสอดคล้องเหมาะสมกับธรรมชาติวิชา +1 0 +1 0.7 ใชไ้ ด้
ใช้ได้
3. ความสอดคล้องเหมาะสมกับวยั ของผู้เรยี น +1 +1 +1 1.0 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
4. ความสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบนั +1 +1 +1 1.0 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
และปญั หา
5. ความเหมาะสมตอ่ กระบวนการพัฒนาผูเ้ รยี น +1 0 +1 0.7
6. ความเหมาะสมของเนือ้ หา +1 +1 +1 1.0
7. ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร +1 +1 +1 1.0
8. ความเหมาะสมของการใช้ภาษา +1 +1 +1 1.0
9. ความเหมาะสมกับความสนใจของนักเรียน 0 +1 +1 0.7
10.ความเหมาะสมของรูปแบบ +1 +1 +1 1.0
คา่ IOC = 0.7+0.7+1.0+1.0+0.7+1.0+1.0+1.0+0.7+1.0 / 10
= 8.8/10 = 0.88
สรปุ วา่ แบบทดสอบการเรียนการสอนดงั กลา่ วน้ันใช้ได้
บทที่ 5
สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
การรายงานในครัง้ นี้ เป็นการใช้นวตั กรรม คอื แบบฝึกทกั ษะ ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2
สรปุ ผลการดาเนินงาน ดงั นี้
1. วัตถุประสงค์ในการศึกษา
2. กลุ่มเปา้ หมาย
3. เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการศกึ ษา
4. การดาเนนิ การศกึ ษา
5. สรุปผล
6. อภปิ รายผล
7. ข้อเสนอแนะ
1. วัตถุประสงคข์ องการศกึ ษา
1. เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ืองความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม Paint
ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 2
2. เพ่ือสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่องความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการใช้งานโปรแกรม Paint
ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 2 ใหม้ ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
ประชากร ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียน
ที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564 จานวน 80 คน
กลุ่มตวั อยา่ ง กลุ่มตัวอย่างท่ีใชใ้ นการวิจัยในคร้ังนี้ เป็นนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาค
เรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 จานวน 28 คน โดยการสุม่ แบบเจาะจง
3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นควา้
เคร่อื งมือท่ใี ช้ในการศึกษาคน้ คว้าครัง้ นี้มี 2 ชนดิ ประกอบดว้ ย
1. แบบฝึกทักษะเพอ่ื พัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนรู้
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เร่ืองความรเู้ บ้ืองต้นเก่ยี วกบั การใชง้ าน
โปรแกรม Paint โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 2 จานวน 1 ชดุ ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตวั เลือก
4. การดาเนินการศึกษา
การรายงานในครงั้ น้ี ผู้รายงานเป็นผู้ดาเนินการทดลองด้วยตนเองเอง เป็นการสอนตามปกติ ซ่ึง
ใชเ้ วลา
ในการทดลอง 20 ช่ัวโมง ทั้งนี้ไม่รวมการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ซ่ึงมีขั้นตอนในการดาเนินการ
ดงั นี้
4.1 ทดสอบก่อนเรียนกบั นักเรียนกลุ่มเปา้ หมายดว้ ยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน แบบ
ปรนยั ชนดิ 4 ตวั เลอื ก
4.2 จดั กิจกรรมการเรียนการสอน ด้วยแบบฝกึ ทกั ษะ จานวน 20 คร้ัง เวลา 20 ช่ัวโมง สัปดาห์
ละ 4 วนั วนั ละ 1 ชั่วโมง ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
4.3 เมอ่ื สน้ิ สดุ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแล้ว ไดท้ ดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ดว้ ย
แบบทดสอบชุดเดียวกับการทดสอบก่อนเรียน
5. สรุปผล
ในการทารายงานวิจัยในครั้งน้ี ผู้รายงานได้ใช้แบบฝึกทักษะ ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน สรุปผลไดด้ งั นี้
วิธีการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เร่ืองความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม Paint มี
ประสิทธิภาพของการสอนเท่ากับ 81.16/60.6 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ท่ีตั้งไว้ซ่ึงสอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์ท่ีตั้งไว้ จากข้อมูลในตารางเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ผล
ปรากฎว่านกั เรียนทกุ คนมีผลคะแนนทด่ี ีขึน้ หลังจากใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียนในภาพรวม ซ่ึงมี
ค่าเฉลย่ี ผลรวมคะแนนก่อนเรียนเปน็ 5.14 คะแนน และค่าเฉลีย่ ผลรวมคะแนนหลังเรียนเป็น 6.06 คะแนน
และมีคา่ ผลต่างคะแนนพัฒนาการ +0.92 คะแนน คดิ เป็นร้อยละทเี่ พิ่มขึ้น 17.89% ซงึ่ ผลการวิจยั นีจ้ ะช่วย
ยกระดบั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นในรายวชิ าของนกั เรยี นใหส้ งู ขน้ึ ได้ต่อไป
6. อภปิ รายผล
จากผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 พบ
ประเด็นสาคัญทคี่ วรนามาอภิปรายผล ดงั น้ี
1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม
Paint โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ ที่ผรู้ ายงานไดพ้ ฒั นา มปี ระสทิ ธิภาพเทา่ กับ 81.16/60.6 หมายถงึ นกั เรยี น
ท้ังหมดได้คะแนนเฉล่ียจากการประเมินพฤติกรรมการทางานกลุ่ม และการทาแบบฝึกทักษะ คิดเป็นร้อย
ละ 81.16 และได้คะแนนเฉล่ียจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน หลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 60.6
แสดงว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ เร่ืองความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม Paint
โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะ ท่ผี รู้ ายงานพัฒนาข้นึ มปี ระสิทธิภาพสงู กวา่ เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ท่ตี ้งั ไว้
2. ผลการใช้แบบฝึกทักษะมาช่วยสอน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 เป็นวิธีการเรียนรู้ท่ีได้ผล
น่าพอใจ สังเกตจากนักเรียนให้ความสนใจการเรยี นดี มคี วามรบั ผิดชอบในหน้าท่ี สิ่งทแี่ สดงถึงความสนใจ
ของนักเรียน คือ นักเรียนสามารถทาแบบฝึกทักษะท้ายแผนทุกแผน ได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์ดีทุกคน ท่ี
เป็นเชน่ นอี้ าจเป็นเพราะว่า การจัดการเรียนรโู้ ดยใช้แบบฝกึ ทักษะเป็นการจัดการเรยี นรู้ท่รี ่วมมือกันในการ
ทางาน นักเรียนทุกคนร่วมกันรับผิดชอบงาน และนาประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้จากการเรียนรู้มาสรุปเป็น
องคค์ วามรู้ของกลุ่มตนเอง มีการช่วยเหลือกันในการทางานกลมุ่
7. ขอ้ เสนอแนะ
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาไปใช้
1.1 การจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ เร่ืองความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับการใช้งานโปรแกรม Paint
โดยใช้แบบฝึกทกั ษะ เป็นการเรียนร้แู นวใหม่ ที่น่าสนใจและน่านาไปใช้ แม้ช่วงแรกนกั เรยี นอาจจะสับสน
บ้างในการเข้ากลุ่มหรือการปฏิบัติกิจกรรม ทาให้การจัดการเรียนรู้เกิดความล่าช้าบ้าง แต่เม่ือได้เรียน
ในช่วงต่อไป นักเรียนกม็ ีความชานาญในการเรียนรมู้ ากขึ้น กจิ กรรมก็ดาเนนิ ไปอย่างราบร่ืน
1.2 การเลือกเนื้อหาท่ีนามาจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นส่ิงสาคัญควรคานึงถึง เพศ วัย และ
ระดับความสามารถในทาแบบฝึกทักษะของนักเรียนด้วย หากเนื้อหาใดท่ีนักเรียนสนใจ นักเรียนจะเกิด
การเรียนรู้เพ่ิมมากขึ้น เพื่อช่วยให้ประสาทการเรียนรู้ของผู้เรียนต่ืนตัว พร้อมที่จะรับข้อมูลและการเรียนรู้
ต่างๆ ทีจ่ ะเกิดขนึ้ การรับรู้เป็นปัจจัยสาคญั ในการเรยี นรู้
2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้าคร้ังต่อไป
2.1 ควรพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ในกลุ่ม
ประสบการณอ์ น่ื ๆ และในระดบั ช้นั อืน่ ๆ
2.2 ควรพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะรูปแบบอื่นๆ
เพ่อื ทน่ี ักเรียนจะไดเ้ รียนดว้ ยวิธีการที่หลากหลาย
2.3 ควรพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะในเน้ือหาหรือ
เรือ่ งราวอน่ื ๆ ทน่ี ักเรยี นสนใจ
บรรณานุกรม
กรมวิชาการ. (2557). ครูผสู้ อนกับการวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรยี นการสอน. พิมพค์ รง้ั ที่ 2.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์คุรสุ ภาลาดพรา้ ว.
จตพุ ร เจริญชัย. (2557). การพัฒนากจิ กรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นผูเ้ รียนเป็นสาคญั
โดยใช้
แบบฝกึ ทักษะ ในรายวิชาคอมพิวเตอร์ สาหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 2.
วทิ ยานพิ นธ์
ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การสอนคอมพิวเตอร์. สานกั บัณฑติ ศึกษา
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ .
ชูชพี ออ่ นโคกสูง. (2558). ทฤษฎีการเรียนรู้โดยใชแ้ บบฝึกทักษะ (Theory of
Learning)
Gilgerdson Lanfon. วิทยานพิ นธป์ ริญญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขา
คอมพิวเตอร์เพ่ือการสอน. บณั ฑิตศึกษามหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ .
ทิศนา แขมมณ.ี (2558). การจดั การเรียนการสอนทเ่ี น้นผ้เู รียนเป็นศนู ยก์ ลาง : ผลการ
ใช้แบบฝกึ ทกั ษะ. วารสารครศุ าสตร์. จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. (มนี าคม –
มถิ ุนายน)
นภาวรรณ ประดบั คา. (2558). ผลการใช้แบบฝึกทกั ษะในกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ิชา
คอมพิวเตอร์
นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2. รายงานการศกึ ษาอสิ ระปรญิ ญาศึกษาศาสตร์
มหาบัณฑติ . บณั ฑติ ศึกษามหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น.
บุญชม ศรีสะอาด. (2558). วธิ ีการศึกษาสถิติเพอ่ื การวิจัยแบบฝึก เล่ม 2. มหาสารคาม :
ภาควชิ าพน้ื ฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
มหาสารคาม.
ปอเรยี ม แสงชาลี. (2559). ผลการสอนโดยใชก้ ารจดั กิจกรรมการเรียนตามรูปแบบแบบ
ฝกึ ทักษะ
และกจิ กรรมการเรยี นรูต้ ามรูปแบบของ สสวท. ทมี่ ีผลต่อการเรยี นรู้ตามแบบแผนของ
นกั เรยี นระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา
หลักสูตรและการสอน. บณั ฑิตศึกษา มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.
พมิ พพ์ ันธ์ เดชะคปุ ต.์ (2559). วธิ ปี ฏบิ ัติการเรยี นการสอนที่เนน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญ แนวคิด
วธิ แี ละ
เทคนคิ การสอนของครู. กรุงเทพมหานคร : พมิ พ์ท่บี ริษัทเดอะมาสเตอร์กรปุ๊ แมเนจเมน้ ท์
จากดั .
มาลี จุฑา. (2559). ทฤษฎีการเรยี นรู้ (Theory of Learning) De Cecco &
Crawford.
Skills exercises in education. มหาสารคาม : ภาควชิ าพืน้ ฐานการศึกษา คณะ
ศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ มหาสารคาม.
วราภรณ์ แตงมแี สง. (2559). การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนทเ่ี น้นผูเ้ รียนเป็นสาคญั
โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะในวชิ าการบริหารการศกึ ษา. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร
มหาบณั ฑติ สาขาวชิ า คอมพวิ เตอร์ศึกษา. บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ .
วารินทร์ รัศมพี รหม. (2560). ทฤษฎกี ารเรียนรู้ (Theory of Learning) De Cecco
&
Crawford. วิทยานิพนธป์ รญิ ญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขา
คอมพวิ เตอร์ศึกษา. บัณฑติ ศึกษามหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.
สงวน สทุ ธเิ ลศิ อรณุ . (2560). ทฤษฎกี ารเรียนรู้ (Theory of Learning) De Cecco
&
Crawford. วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต (ภาคพเิ ศษ) สาขา
คอมพิวเตอร์ศึกษา. บัณฑิตศกึ ษามหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.
ธนนิ ทร เล่ียมแกว้ . (2560). ทฤษฎีการเรียนรู้ (Theory of Learning) De Cecco
&
Crawford. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขา
คอมพวิ เตอร์ศึกษา. บณั ฑติ ศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น.
อดศิ ร ศริ ิ. (2561). การพฒั นากจิ กรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นผเู้ รยี นเป็นศนู ยก์ ลางโดย
ใช้
แบบฝกึ ทักษะ สาหรบั วิชาคอมพิวเตอร์ในระดับประถมศกึ ษาปที ่ี 2. วิทยานิพนธ์
ปริญญา