วิจัยในชนั้ เรยี น
การพฒั นาทักษะการเขยี นเรยี งความ โดยใช้แบบฝึกทักษะ สาหรบั นักเรยี น
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นมธั ยมวดั สงิ ห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
พรปวีณ์ กุณี
ตาแหนง่ ครูผชู้ ่วย
โรงเรยี นมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง จังหวดั กรงุ เทพมหานคร
สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ
การพัฒนาทกั ษะการเขียนเรยี งความ โดยใชแ้ บบฝึกทักษะ สาหรับนักเรียน
ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสงิ ห์ เขตจอมทอง กรงุ เทพมหานคร
พรปวีณ์ กุณี
ตาแหน่ง ครูผู้ช่วย
โรงเรยี นมธั ยมวัดสงิ ห์ เขตจอมทอง จังหวัดกรงุ เทพมหานคร
สานกั งานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต 1
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ
หวั ขอ้ บณั ฑิตนพิ นธ์ การพฒั นาทักษะการเขยี นเรียงความ โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ สาหรับนักเรยี น
ชอื่ -สกลุ ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นมธั ยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
สาขาวชิ า นางสาวพรปวณี ์ กุณี
ปีการศึกษา ภาษาไทย
2563
บทคดั ย่อ
การวิจัยเรื่องน้ีน้ีมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ ได้แก่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความ โดยใช้
แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์
เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร เพอ่ื เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ใิ นการเขียนเรียงความ โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะการ
เขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรุงเทพมหานคร และเพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะ
การเขียนเรียงความ จานวน 4 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 139 คน กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ได้จากการสุ่มอย่างง่าย
จานวน 25 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ แบบวัดผลสัมฤทธิ์
แบบวัดความพึงพอใจ และแผนการจัดการเรียนรู้ มีสถติ ทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู มี 2 ประเภท คือ สถิติ
ท่ีใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ได้แก่ การตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงตามเน้ือหา การหา
คุณภาพของเคร่ืองมือ (IOC) การวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (P) การหาค่าอานาจจาแนก ( R )
การวเิ คราะห์ค่าความเท่ียง (Rxx) การวิเคราะห์ประสิทธิผลของนวัตกรรม (E.I.) การหาประสิทธิภาพของ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ (E1/E2) และสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ได้แก่ t-test one sample ,
t-test Independent และ t-test Dependent
ผลของการวจิ ยั พบวา่
1. ผลการสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียน
มัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานครพบว่ามีจานวน 8 แผน จานวน 10 ช่ัวโมง มีผลการประเมิน
ความเหมาะสมเป็นไปตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้ 85/85 ±2.5 E1 = 85.52 , E2 = 86.8
2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ระหว่าง ก่อนเรียน – หลังเรียน พบว่า T= 36.45
sig= 0.00 มกี า้ วหนา้ เฉลยี่ (E.I.) มคี า่ = 92.17% ระดบั สงู (ด)ี
3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ต่อการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร กับเกณฑ์ (μ=3.5)
พบวา่ คา่ เฉลย่ี ความพึงพอใจทัง้ 10 ขอ้ ̅ =4.35, S.D=0.65, t=20.91, sig=0.00 พบว่าค่าเฉล่ยี กบั เกณฑ์
มีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.01* เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจรวมอยู่ใน
ระดับมาก ( x̅= 4.35 S.D.=0.65 ) จานวน 10 ข้อ เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่นักเรียนมีความ
พึงพอใจมากท่ีสุดเป็นลาดับสูงสุด คือ ข้อ 2, 8 และ 9 ดังนี้ ข้อ 2 ความรู้ ความสามารถของผู้สอน
( x̅= 4.46 S.D.= 0.79 ) ข้อ 8 แบบฝึกทักษะส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง พร้อมแนะนา
แหล่งความรู้เพิ่มเติม ( x̅= 4.46 S.D.= 0.51) และข้อ 9 แบบฝึกทักษะพัฒนาผู้เรียนให้เกิดแนวคิดเชิง
วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ ( x̅= 4.46 S.D.= 0.63 ) และลาดับต่าสุดมีความพึงพอใจอยู่ใน
ระดับความพงึ พอใจมาก คือ ข้อ 4 ความนา่ สนใจ ทันสมัย ( x̅= 4.06 S.D.=0.79 )
กิตตกิ รรมประกาศ
งานวจิ ัยฉบับนี้สาเร็จลุล่วงได้ดว้ ยความกรุณาช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากคณะครูกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ภาษาไทย โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ที่ได้กรุณาเสียสละเวลาอันมีค่าในการให้คาแนะนา ให้ความรู้ ข้อมูล
ข้อคิดและข้อเสนอแนะ ตลอดจนตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี ผู้วิจัยรู้สึก
ซาบซ้งึ และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสงู ไว้ ณ โอกาสน้ี
ขอกราบขอบพระคุณคุณครูจารุณี ไทยทองหลาง หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้การเรียนรู้
ภาษาไทย คุณครูอาทิติยา มาลาแวจันทร์ และคุณครูอิทธิโชค นาคสนอง คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทยโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ กรุงเทพมหานคร ที่ได้กรุณาให้คาแนะนาตลอดจนตรวจสอบเคร่ืองมือท่ี
ใช้ในการวจิ ัย และเปน็ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความถูกตอ้ ง และความเท่ียงตรงเชงิ เน้ือหาอย่างดยี ่ิง
ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ผู้ ร่วมทาวิจัยท่ีได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนและให้กาลังใจ
เปน็ อยา่ งดเี สมอมา
คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการศึกษาวิจัยน้ี ผู้วิจัยขอน้อมบูชาพระคุณบิดามารดาและ
บรู พาจารยท์ กุ ทา่ นที่ได้อบรมส่งั สอนวิชาความรูแ้ ละใหค้ วามเมตตาแก่ผ้วู ิจยั มาโดยตลอด ได้ชว่ ยเหลือและ
เป็นกาลังใจสาคัญท่ีทาให้วิจัยฉบับน้ีสาเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาและความ
ปรารถนาดีของทุกทา่ นเปน็ อย่างยิ่ง จงึ กราบขอบพระคุณและขอบคุณไวใ้ นโอกาสน้ี
พรปวณี ์ กุณี
สารบญั
เรื่อง หนา้
บทคัดยอ่ ................................................................................................................................ก
กติ ติกรรมประกาศ.................................................................................................................ข
สารบญั ...................................................................................................................................ค
บทที่ 1 บทนา........................................................................................................................1
ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา...................................................................1
คาถามการวิจยั .........................................................................................................3
วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ยั ................................................................................................3
สมมติฐานของการวจิ ยั .............................................................................................3
ขอบเขตการวิจัย......................................................................................................4
กรอบแนวคดิ การวิจัย..............................................................................................5
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ.....................................................................................................6
ประโยชน์ท่ไี ด้รับ......................................................................................................6
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวข้อง..............................................................................7
แนวคดิ ทฤษฎที ่เี ก่ียวข้อง........................................................................................8
เอกสารทเ่ี กี่ยวข้อง...................................................................................................20
งานวจิ ัยท่ีเกีย่ วขอ้ งในประเทศ.................................................................................27
งานวิจยั ท่ีเก่ยี วขอ้ งตา่ งประเทศ...............................................................................29
บทที่ 3 วธิ กี ารดาเนินงานวจิ ัย........................................................................................30
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง.......................................................................................30
ขัน้ ตอนการดาเนนิ งานวิจัย.......................................................................................31
เคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจัย...........................................................................................31
การสร้างและตรวจสอบคณุ ภาพเครอ่ื งมือวิจยั ..........................................................34
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ...............................................................................................35
สถิติท่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล...................................................................................36
สารบัญ (ต่อ)
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล..................................................................................................41
ตอนท่ี 1 ผลการสร้างแบบฝกึ ทกั ษะ..............................................................................42
ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทยี บ ผลสมั ฤทธก์ิ อ่ น-หลังเรยี น...............................................45
ตอนที่ 3 ผลการศึกษาความพงึ พอใจ.............................................................................46
บทท่ี 5 สรปุ อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ...........................................................................48
สรปุ ผลการวิจยั ..............................................................................................................48
อภิปรายผลการวจิ ัย.......................................................................................................49
ขอ้ เสนอแนะสาหรับการนาผลการวิจยั ไปใช้ประโยชน.์ ..................................................52
ข้อเสนอแนะสาหรับการทาวิจยั ในครงั้ ตอ่ ไป...................................................................52
บรรณนานุกรม
ภาคผนวก
ประวัติผู้วจิ ยั
บทที่ 1
บทนา
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กาหนดวิชาภาษาไทยเป็นกล่มุ สาระ
หลักในการจัดการศึกษา สาหรับนักเรียนในระดบั การศึกษาประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ และ
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ท้ังนี้เพอ่ื ให้นักเรียนเม่ือเรียนจบการศึกษาข้ันพื้นฐานมีความรู้ความสามารถ
ในการส่ือสารได้เป็นอย่างดีสามารถอ่าน เขียน ฟัง พูด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคิดสร้างสรรค์คิด
อย่างมีเหตุผล และคิดอย่างมีระบบ มีนิสัยรักการอ่าน การเขียน การแสวงหาความรู้และการใช้ภาษา
ตระหนักในวัฒนธรรมการใชภ้ าษาและความเปน็ ไทย ภมู ิใจและช่ืนชมในวรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่งเป็น
ภูมิปัญญาของคนไทย สามารถนาทักษะทางภาษามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
ถูกตอ้ งตามสถานการณแ์ ละบคุ คล
ทักษะทางภาษาไทยท้ังทักษะการฟัง ทักษะการดู ทักษะการพูด ทักษะการอ่านและทักษะ
การเขียนน้ันทักษะการเขียนถือเป็นทักษะที่มีความสาคัญและสลับซับซ้อนมาก เพราะในการสื่อสารด้วย
การเขียน ผู้เขียนต้องมีความรอบรู้ มีความคิด และส่ังสมประสบการณ์ต่าง ๆ ไว้มาก แล้วจึงถ่ายทอด
ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การเขียนในภาษาไทยมีหลายประเภทท้ังที่เป็นการเขียนตามรูปแบบ และ
การเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์
การเขียนเรียงความจัดเป็นการเขียนชนิดหนึ่งที่มีความสาคัญ และน่าสนใจมากในปัจจุบันน้ี
เพราะการเขียนเรียงความเป็นการเขียนที่ประกอบด้วยเนื้อหาสาระ และความคิดสร้างสรรค์ มีรูปแบบที่
ชัดเจนมีข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ และมีการใชส้ านวนภาษาท่ีสละสลวยสอดคล้องเกี่ยวเน่ืองกันตลอดท้ัง
เรื่อง ทาให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจพร้อมกับได้รับความรู้และแง่คิดที่มีประโยชน์สามารถนามา
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้ ดังที่ กองเทพ เคลอื บพณชิ กุล (2542 : 143) กล่าวว่า การเขียนเรียงความ
เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ผู้เขียนจะต้องมีภูมิรู้ในเร่ืองที่เขียนและเขียนตามรูปแบบท่ีกาหนดไว้เพื่อถ่ายทอด
ความหมายให้ผู้อ่านรู้เรื่องราวตามท่ีผู้เขียนต้องการ การเขียนเรียงความนั้นตอ้ งบรรจุความรู้ความคิดเห็น
หรอื ความรสู้ กึ ทต่ี นมีอยู่เสนอต่อผ้อู ่าน
จากผลการสอบประเมินการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรุงเทพมหานคร โดยใช้ข้อสอบการเขียนเรียงความ ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลการประเมินการ
เขยี นดังน้ี นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3/4 มีท้ังหมด 39 คน อยใู่ นเกณฑ์ดี 20 คน พอใช้ 19 คน ปรับปรุง
ไม่มีนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3/7 มีทั้งหมด 39 คน อยู่ในเกณฑ์ดี 28 คน พอใช้ 10 คน ปรบั ปรุง 1 คน
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3/9 มีทั้งหมด 36 คน อยู่ในเกณฑ์ดี 25 คน พอใช้ 11 คน ปรับปรุงไม่มี และชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 3/15 มีทั้งหมด 25 คน อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ 10 คน ปรับปรุง 15 คน จากผลการประเมิน
ข้างต้นจะเห็นได้ว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/15 ของโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรุงเทพมหานคร มีผลการประเมนิ ในส่วนของการเขียนอยใู่ นเกณฑ์พอใชแ้ ละปรับปรุงจานวนมาก
ปัญหาที่เห็นได้จากการประเมิน คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์
เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่ยังเขียนเรียงความไดไ้ ม่ดี และบางส่วนยังเขียนเรียงความไม่เป็น
ซ่ึงก็คือนักเรียนวางโครงเร่ืองไม่เป็นเร่ืองที่เขียนไม่ตรงกับหัวข้อที่ตัง้ ไว้ ขาดความรู้ และความคิดในเรื่องท่ี
เขียน การใชถ้ อ้ ยคาสานวนและการเรียบเรยี งประโยคไม่ถกู ตอ้ ง การเขยี นสะกดคาผดิ ไมร่ จู้ กั ยอ่ หนา้ เขยี น
คานาไม่ถูกต้องไม่สัมพันธ์กับชื่อเร่ือง และไม่สามารถเขียนสรุปความได้ โดยสาเหตุน้ันอาจจะมาจาก
นักเรียนไม่ชอบเขียนเรียงความ นักเรียนได้รับการฝึกฝนน้อยท้ัง ๆ ที่เป็นการเขียนท่ีมีความซับซ้อนต้อง
อาศัยท้ังความรู้และความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งสื่อที่ครูนามาใช้สอนเขียนเรียงความไม่หลากหลาย
ยากสาหรับนักเรียน และที่สาคัญครูมุ่งสอนให้นักเรียนเขียนเรียงความให้เป็นในขณะที่ฝึกเพียง 1 คร้ัง
ซึ่งทาให้นักเรียนเกิดความรู้สึกท้อแท้เบ่ือหน่ายและไม่ชอบเขียนเรียงความ จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น
สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัดของหลักสูตรโรงเรียน และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ของชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ในสาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 กล่าวถึงการใช้
กระบวนการเขียน เขียนส่ือสาร เขียนเรียงความย่อความ และเขียนเร่ืองราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียน
รายงานขอ้ มลู สารสนเทศ และรายงานการศึกษาคน้ คว้าอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
การสอนทักษะการเขียนเพ่ือให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ปัญหาสาคัญอยู่ท่ีการ
ขาดความรู้ ประสบการณ์ ความช่างสังเกต ความคิด การใชภ้ าษา และขาดการฝกึ ฝน ถึงแม้ว่าผ้เู ขียนจะมี
พนื้ ฐานของการเป็นผู้เขียนที่ดี แตถ่ ้าไม่ริเร่ิมท่ีจะเขียนและฝึกฝนอย่างสม่าเสมอก็คงไม่อาจเป็นผู้เขียนท่ีดี
ได้ เพราะการฝึกฝนย่อมช่วยเพ่ิมพูนทักษะการเขียนให้ดีข้ึน ซ่ึงนับได้ว่าเป็นการใช้กระบวนการเขียน
พฒั นางานเขียน และเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการเขียนที่ดี ซ่ึงมีงานวจิ ัยที่ทาเกี่ยวกับการเขียนเรียงความท่ี
นา่ สนใจเปน็ จานวนมากดงั น้ันจึงเป็นหนา้ ทีข่ องผู้สอนท่ีจะตอ้ งคิดหาวธิ ีการสอนใหม่ ๆ ท่ีหลากหลาย และ
เคร่ืองมือท่ีมีประสิทธิภาพมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนการสอนด้วยการสร้างค วามตระหนักให้
นักเรียนเห็นคุณค่าโดยการใช้สื่อการเรียนการสอน และแบบฝึกทักษะมาใช้ในการพัฒนาการสอนเพ่ือ
เปน็ การตอบสนองให้นกั เรียนเกิดการเรียนรอู้ ย่างมีประสิทธิภาพ และชว่ ยใหม้ ีพัฒนาการดีข้ึนซึง่ ผลสาเร็จ
ของการเขียนเรียงความน้ันขึ้นอยู่กับผู้สอนเป็นสาคัญที่สามารถจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียน ซ่ึงจะ
ช่วยส่งเสริมและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางด้านการเขียนเรียงความให้ดีข้ึน และควรส่งเสริมให้มีการ
แสดงออกในด้านการเขียนเรียงความให้มากข้ึน โดยจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะของ
นกั เรยี นชน้ั นน้ั ๆ
จากหลักการและเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน
เรียงความ โดยการจัดทาแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ เพ่ือพัฒนาความสามารถในการเขียน
เรียงความของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
ท่ีมปี ัญหาในการเขยี น และมีโอกาสฝกึ ฝนในการเขยี นเรียงความน้อย ให้มโี อกาสฝกึ ฝนมากข้นึ ซงึ่ จะสง่ ผล
ใหน้ กั เรยี นมี ความสามารถทางการเขียนเรียงความได้ดแี ละมปี ระสิทธิภาพยิ่งข้ึน
คาถามการวจิ ยั
1. แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนมธั ยมวัดสิงห์
เขตจอมทอง กรงุ เทพมหานครมีประสทิ ธภิ าพเป็นไปตามเกณฑห์ รอื ไม่
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร สูงกว่าก่อนเรียน
หรอื ไม่
3. นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
มคี วามพึงพอใจต่อแบบฝกึ ทักษะการเขยี นเรียงความอยใู่ นระดับใด
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1. เพ่ือพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับ
นกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นมธั ยมวัดสงิ ห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิในการเขียนเรียงความ โดยใชแ้ บบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
สาหรับนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนมัธยมวดั สิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
3. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขต
จอมทอง กรุงเทพมหานคร ท่มี ีตอ่ แบบฝึกทักษะการเขียนเรยี งความ
สมมตฐิ านของการวิจยั
1. แบบฝึกการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์
เขตจอมทอง กรุงเทพมหานครมปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85/85
2. ผลสัมฤทธ์ิการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรุงเทพมหานคร หลังเรยี นสงู กว่ากอ่ นเรียน
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร มีความ
พึงพอใจตอ่ แบบฝึกทกั ษะ
ขอบเขตของการวจิ ัย
1. ขอบเขตของประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
1) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์
เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา 2563 จานวน 4 ห้องเรียน มีนักเรียน
รวม 139 คน
2) กล่มุ ตวั อย่างท่ใี ช้ในการวจิ ัย ได้แก่ นกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3/15 จานวน 25 คน ที่ได้มา
จากการสุ่มแบบง่าย ของโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ในปี
การศกึ ษา 2563
2. ขอบเขตของเนื้อหา
แบบฝึกทักษะการศึกษาผลสัมฤทธ์ิการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะ สาหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร เน้ือหาที่นามาสร้าง
เป็นแบบฝึกทักษะ เรื่อง การพัฒนาความสามารถการเขียนเรียงความ ผู้วิจัยได้ศึกษาจากปัญหา
ก า ร เ ขี ย น เ รี ย งค ว า ม ข อ งนั ก เ รี ย น แ ล ะ สั งเ ค ร า ะ ห์ เ น้ื อ ห า จ า ก ห นั งสื อ ห ลั ก แ ล ะ ก า ร ใ ช้ ภา ษ า ไ ท ย
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี3 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ตลอดจน
พิจารณาคัดเลือกเน้ือหาตามจุดประสงค์วิชาภาษาไทย ท 23101 ที่มีสาระเกี่ยวกับการเขียน
เรียงความ ซึ่งได้แก่
แบบฝึกทกั ษะชดุ ที่ 1 เรยี งความคอื อะไร
1. เรียงความคอื อะไร
2. องคป์ ระกอบของเรยี งความ
แบบฝึกทกั ษะชุดที่ 2 การเขยี นคานา
1. เศรษฐกจิ พอเพยี ง
2. วนั หยุดยาวช่วงโควดิ
3. ความสามคั คีสร้างความมนั่ คง
แบบฝกึ ทกั ษะชดุ ท่ี 3 การเขยี นเน้ือเรื่อง
1. การเขียนเน้ือเรื่องจากหวั ข้อ
1. ครใู นอุดมคตขิ องฉัน
2. ปดิ เทอมของฉัน
2. การเขยี นเนื้อเร่ืองจากรูปภาพ จะมีท้ังหมด 2 ภาพ
2.1 ภาพคนกาลังดานา
2.2 ภาพเครือ่ งบินกาลงั ทาฝนเทียน
แบบฝึกทกั ษะชดุ ท่ี 4 การเขยี นสรปุ
1. พอ่ หลวงของปวงชน
2. ตามรอยพ่อเศรษฐกิจพอเพียง
3. รูใ้ ช้ รรู้ กั ษพ์ ลงั งาน
แบบฝกึ ทักษะชดุ ท่ี 5 การเขยี นเรียงความ
1. การเขียนเรียงความจากรปู ภาพ จะมที ัง้ หมด 2 ภาพ
1.1. ภาพในหลวงรัชการท่ี 9
1.2. ภาพแม่อ้มุ ลกู นอ้ ย
2. การเขียนเรยี งความจากหัวข้อทก่ี าหนดให้
2.1. ถ้าฉนั ไดเ้ ป็นนายกรัฐมนตรี
2.2. สร้างคนดี ให้คนดสี ร้างชาติ
3. ขอบเขตตวั แปร
1. ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความที่ผู้วิจัย
พฒั นาข้นึ
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธใิ์ นการเขยี นเรียงความ และความพึงพอใจของนกั เรียนที่
มีต่อแบบฝกึ ทกั ษะการเขยี นเรยี งความ
กรอบแนวคิด
กรอบแนวคิดการวิจัย
ตวั แปรต้น ตวั แปรตาม
การพฒั นาทักษะการเขยี น ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
เรียงความโดยใช้แบบฝกึ ทักษะ
ความพึงพอใจของนกั เรยี น
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
โรงเรียนมธั ยมวดั สงิ ห์ โรงเรยี นมัธยมวดั สิงห์
เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
ทม่ี ีตอ่ แบบฝกึ ทกั ษะ
นิยามศพั ท์เฉพาะ
1. การเขียนเรียงความ หมายถึง งานเขียนร้อยแก้วชนิดหน่ึงที่ผู้เขียนมุ่งถ่ายทอดเร่ืองราว ความรู้
ความคิด และทัศนคติในเรื่องใดเร่ืองหนึ่ง ด้วยถ้อยคาสานวนท่ีเรียบเรียงอย่างมีลาดับข้ันและ
สละสลวย โดยมีองคป์ ระกอบ 3 สว่ น
2. ทักษะการเขยี นเรียงความ หมายถึง ความเช่ยี วชาญ ชานาญ ในการเขยี นเรียงความ ซ่ึงทาให้งาน
เขยี นออกมาอยา่ งสละสลวย
3. แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนชนิดหน่ึงท่ีผู้วิจัยได้พัฒนาข้ึน มุ่งให้ผู้เรียนได้
ทบทวนความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความให้เกิดความชานาญมากขึ้น ท้ัง
ยังเพอื่ นาผลสัมฤทธิท์ ่ีได้จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะมาปรับปรุง แก้ไข และพัฒนา
แบบฝกึ ทักษะในลาดับตอ่ ไป
4. การพัฒนาแบบฝึกทักษะ หมายถึง การนาผลการจัดการเรียนรู้ท่ีได้จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้
แบบฝึกทักษะในครั้งท่ีผ่านมา แล้วนามาวิเคราะห์ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนจากนั้นนา
ผลการวิเคราะห์ท่ีได้มาใชใ้ นการแก้ไข ปรับปรงุ และพฒั นาแบบฝกึ ทักษะสืบต่อไป
5. การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ หมายถึง การจัดการเรียนรู้ตามแผนการสอนที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยครูจะสอนจากเน้ือหาที่กาหนดไว้ในแต่ละเร่ือง จากน้ัน
นาแบบฝกึ ทกั ษะการเขยี นเรียงความมาให้นักเรียนไดล้ งมือเขียนเพอื่ ฝึกทักษะนัน่ เอง
6. แบบทดสอบก่อน - หลงั เรียน หมายถงึ แบบทดสอบที่ผูว้ ิจยั ได้จัดทาขึ้น เพ่ือทดสอบความร้คู วาม
เข้าใจของนักเรียน เกี่ยวกับการเขียนเรียงความ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการเขียน
เรียงความ กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3
7. ผลสัมฤทธ์ิการเขียนเรียงความ หมายถึง คะแนนในการเขียนเรียงความ ท้ังก่อนเรียนและหลัง
เรียนวัดได้จากการทาแบบทดสอบการเขยี นเรยี งความ ซึ่งเป็นข้อสอบอัตนัยที่ผู้วิจัยสรา้ งขนึ้
8. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทกั ษะการเขียนเรยี งความ หมายถึง คณุ ภาพของแบบฝึกทักษะทช่ี ่วยให้
เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงมีประสิทธิภาพ ( E1 , E2 ) ของแบบฝึกเสริมตามเกณฑ์
85 / 85
9. ความพึงพอใจ หมายถึง ประสิทธิผลในการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึก
ทกั ษะการเขียนเรยี งความ กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ทม่ี ีความพงึ พอใจ
มาก ปานกลาง หรือน้อย
ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะได้รบั
1. สามารถเปน็ แนวทางเพื่อแกป้ ญั หาในการเขยี นเรยี งความได้
2. เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาวิจัย มีแนวคิดท่ีจะนาปัญหาไปต่อยอดท่ีใช้ในการแก้ปัญหาต่อไปสามารถพัฒนา
ผู้เรยี นให้มคี วามร้คู วามสามารถในดา้ นการเขยี นเรยี งความมากขน้ึ
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
การวิจัยเร่ือง การพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ผู้วจิ ยั ได้ศึกษา
หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี จากเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกย่ี วข้องต่าง ๆ เพือ่ เปน็ แนวทางในการวจิ ยั ดงั น้ี คือ
1. แนวคิด ทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ้ ง
1.1 แนวคดิ เกีย่ วกับหลกั การของการเขียนเรียงความ
1.2 แนวคดิ เกย่ี วกับการสรา้ งแบบฝกึ ทักษะ
1.3 แนวคดิ เก่ยี วกับการใช้แบบฝึกทักษะ
1.4 การทดสอบประสิทธภิ าพของแบบฝึกทกั ษะ
1.5 การหาประสทิ ธิภาพของแบบฝกึ ทักษะ
1.6 ทฤษฎีการเรียนรูข้ องกาเย่
2. เอกสารทเ่ี กย่ี วข้อง
2.1 หลักสูตรการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
2.2 หลักสตู รสถานศกึ ษา
3. งานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้องในประเทศ
3.1 การปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2
โรงเรียนนนทรวี ิทยา
3.2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์แิ ละเจตคติการเขียนเรียงความของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษา
ปีท่ี 6 ระหวา่ งกลุม่ ท่ีสอนโดยใชช้ ุดการฝกึ เขียนกบั กลุม่ ท่ไี มใ่ ช้ชุดการฝึกเขียน
3.3 การพฒั นาทักษะการเขยี นเรียงความดว้ ยแผนผังความคิดวิชาภาษาไทย ชน้ั มัธยมศึกษา
ปที ่ี 3 โรงเรียนเนนิ สงา่ วิทยา
3.4 การใชค้ าถามนาท่ีนักเรยี นสร้างขึน้ ช่วยในการพัฒนาการเรียนเรยี งความคดิ ในการเขยี น
เรยี งความ
3.5 การพัฒนาชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการเขียนเรียงความ สาหรับ
นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
3.6 การวจิ ัยที่เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 1
4. งานวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้องต่างประเทศ
4.1 การเขยี นเรียงความและรปู แบบของภาษาท่ีเปน็ ทางการของเฮนนง่ิ
4.2 การศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพและความสาคญั ระหวา่ งการเขยี นเรียงความในห้องเรียน
และการเขยี นเรยี งความนอกหอ้ งเรยี นของนสิ ติ ชน้ั ปีที่ 1 มหาวทิ ยาลยั วอชงิ ตันของคปิ
4.3 วธิ กี ารให้สง่ิ เร้าตอ่ เน่ืองกัน 3 อยา่ งโดยหมนุ เวยี นกันในการเขียนเรียงความ โดยใช้สงิ่ เรา้
ดา้ นการฟงั การไดเ้ ห็น และการสัมผสั กลุ่มตัวอย่างของคอฟกา
1. แนวคดิ ทฤษฎที ่เี ก่ยี วข้อง
1.1 แนวคิดเกยี่ วกับหลกั การของการเขยี นเรยี งความ
ความหมายของการเขยี นเรียงความ
การเขียนเรียงความเป็นทักษะการเขียนท่ีแสดงออกทางความคิดโดยอาศัยความรู้ที่ประมวลจาก
ทักษะการฟัง ทักษะการดู ทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียน ผู้ที่มีความสามารถในการ
เขียนเรยี งความนับว่าเป็นผู้ที่มพี ฒั นาการทางภาษาเป็นอยา่ งดี
ชัยนันท์ นันทพันธ์ ( 2534 : 4 ) สรุปความหมายของการเขียนเรียงความว่า คือ การเขียน
ถา่ ยทอดความคิด ความร้สู ึกใหผ้ ูอ้ ่ืนเขา้ ใจในลักษณะทีเ่ ป็นลายลักษณอ์ ักษร
ประพันธ์ เรืองณรงค์ ( 2545 : 134 ) กล่าวถึงความหมายของการเขียนเรียงความวา่ คืองานเขยี น
ประเภทร้อยแก้วท่ีถ่ายทอดเร่ืองราว ความรู้ ความคิด และทัศนคติ ด้วยการเรียงเรียงถ้อยคาที่สละสลวย
ตามรูปแบบของเรยี งความ
วชั รพงศ์ โกมุทธรรมวบิ ลู และคณะ ( 2546 : 175 ) สรปุ ความหมายของการเขียนเรียงความไว้ว่า
เป็นงานเขียนชนิดหน่ึงที่ผู้เขียนมีจุดประสงค์จะถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึก ดว้ ยถ้อยคาสานวนท่ี
ชัดเจน และทว่ งทานองท่นี ่าอา่ นให้ผอู้ า่ นเขา้ ใจ
เอกฉัท จารุเมธีชน ( 2539 : 123 ) ให้ความหมายของการเขียนเรียงความไว้ว่า การเขียน
เรียงความ คือการเขียนเรยี บเรียงถ้อยคาเป็นเร่ืองราวในลักษณะของการเขียนแบบร้อยแก้ว เพื่อถ่ายทอด
ความคิดของผเู้ ขียนใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจ
จากความหมายข้างต้น สรุปได้ว่า การเขียนเรียงความ หมายถึง การเรียงเรียงเร่ืองราวด้วยการ
เขียนแบบรอ้ ยแก้ว โดยใช้ถอ้ ยคา สานวนภาษาท่ีถูกต้องตามรูปแบบของการเขียนเรียงความ เพ่อื ถา่ ยทอด
ความรู้ ความคดิ ความรสู้ กึ ให้ผ้อู ่านเข้าใจ
องค์ประกอบในการเขยี นเรยี งความ
รัตนา สถิตานนท์ ( 2541 : 65 ) กล่าวถึงการเขียนเรียงความมีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ คานา
เน้ือเรื่อง และสรปุ โดยให้ความหมายไวว้ ่า
คานา คอื การเขียนเริ่มเร่อื งเพ่ือดงึ ดูดความสนใจใหผ้ อู้ ่านติดตามเรือ่ ง ควรเขยี นเพยี ง 1 ยอ่ หน้า
เน้ือเรื่อง คือ การเขียนให้ความรู้ ความคิดเห็น ข้อเท็จจริงท่ีไดจ้ ากการค้นคว้าหรือประสบการณ์
ต่าง ๆ โดยเขยี นตามลาดับโครงเรื่อง เนอื้ เร่อื งอาจมีหลายย่อหน้า แต่ต้องเขยี นตอ่ เน่ืองเปน็ เรื่องเดยี วกนั
สรุป คือ การเขียนเพ่ือให้เกิดความประทับใจ เป็นการสรุปประเด็นสาคัญของเรื่องด้วยการให้
ขอ้ คิด ซงึ่ อาจเขียนเป็นคาคม หรอื สภุ าษติ การเขียนสรุปควรเขยี นเพียง 1 ย่อหนา้
อัจฉรา ชีวพันธ์ และคณะ ( 2542 : 52-53 ) สรุปองค์ประกอบของการเขียนเรียงความว่ามี
4 สว่ น คอื ช่ือเร่ือง คานา เนอื้ เรือ่ ง และสรุป โดยกลา่ วว่า
ช่ือเรื่อง คือ การเขียนท่ีอยู่ส่วนบนสุดของเรียงความด้วยถ้อยคากะทัดรัด และเป็นจุดรวมสาคัญ
ของการเขยี นเรื่องในการเขียนเรียงความ
คานา คือ การเขียนอธิบายความเป็นมา หรือให้คาจากัดความ เป็นการเขียนท่ีบอกให้ผู้อ่านรู้ว่า
กาลังจะอ่านอะไร อาจเขียนในลักษณะของการต้ังคาถาม ยกข้อความ คาพูด หรือสุภาษิตก็ได้ และการ
เขียนคานาที่ดตี อ้ งมลี กั ษณะจงู ใจทาใหผ้ ้อู ่านอยากอา่ นเร่อื งต่อใหจ้ บ
เน้อื เร่ือง คือ การเขียนส่วนสาคัญท่ีสุดเพราะเป็นการบอกรายละเอียดของเร่ืองท่ีประกอบไปด้วย
ขอ้ เทจ็ จริ ง เหตผุ ล และความรู้ การเขียนเนอื้ เรอ่ื งทดี่ ตี อ้ งมีความสมั พันธ์กบั คานา และบทสรุป ซ่ึงจะเขียน
ใหม้ ีหลายย่อหนา้ กไ็ ด้
สรุป คือ การเขียนส่วนสุดท้ายท่ีเน้นเน้ือหาสาระสาคัญ ด้วยการฝ ากข้อคิด ความรู้สึก
ความประทับใจ หรือความรู้ให้กับผู้อ่าน ท่ีสาคัญคือต้องมีความสัมพันธ์กับคานา และเน้ือเรื่องอย่าง
ต่อเนื่อง
สรุปได้ว่า การเขียนเรียงความจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือคานา เนื้อเรื่อง และสรุป โดย
เขียนให้สมั พนั ธ์กับชือ่ เรอ่ื ง ซ่งึ เป็นจดุ รวมท่ีสาคญั ของการเขียนเรือ่ งในการเขยี นเรยี งความ
หลกั การเขยี นเรยี งความ
การเขียนเรยี งความทด่ี ีและเปน็ ลาดบั ขัน้ ตอนนนั้ จาเป็นตอ้ งปฏิบตั ิ ดังนี้
1. การเขยี นโครงเรอ่ื ง
การเขียนโครงเร่อื งจะชว่ ยใหผ้ ู้เขียนเขียนเร่อื งได้ตรงประเด็น ครอบคลมุ ไมอ่ อกนอกเรอ่ื ง
มีความสัมพันธ์กัน และเป็นไปตามลาดับขั้นตอน ดังน้ันในการเขียนเรียงความท่ีดีจึงควรวางโครงเร่ือง
ก่อนทจี่ ะเขยี น
ปรัชญา อาภากุล และการุณนั ทน์ รตั นแสนวงษ์ ( 2541 : 136-141 ) กล่าวถึงการเขยี น
โครงเรื่องไว้ดังน้ี
ขั้นท่ี 1 รวบรวมความคิดเก่ียวกับเรื่องที่จะเขียนเป็นข้อ ๆ เปน็ การร่างความคิดเก่ียวกับ
เรื่องท่ีจะเขียน ซึ่งอาจมาจากประสบการณ์ของตนเอง หรือได้จากการค้นคว้าเอกสาร หรือการสัมภาษณ์
บุคคลท่เี กย่ี วขอ้ งกบั เร่ืองท่เี ขยี น
ขั้นท่ี 2 นาความคิดที่ได้มาเลือก และจัดหมวดหมู่ โดยเลือกเฉพาะความคิดท่ีเก่ียวข้อง
อยู่ในขอบเขตของเรอ่ื งที่จะเขยี น
ข้ันที่ 3 จัดลาดับความคิด เมื่อเลือกและจัดหมวดหมู่แล้ว ให้นาประเด็นเหล่าน้ันมา
จัดลาดับ แล้วจดั หวั ขอ้ ยอ่ ยเพอื่ ขยายโครงเรอ่ื งให้ชดั เจน
สรุปได้ว่า ในการเขียนโครงเรื่องจะต้องมีการจัดลาดับโครงเรื่อง การวางหัวข้อใหญ่ให้มี
ความสาคัญเท่าเทียมกัน วางโครงเรื่องให้เป็นระเบียบ การเขียนหัวข้อย่อย การเขียนหัวข้อในโครงเร่ือง
ต้องไม่ซ้าซ้อนกัน และการจัดรูปแบบของโครงเร่ือง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เขียนเขียนโครงเรื่องได้ดีข้ึน การเขียน
โครงเรือ่ งที่ดี จะทาให้การเขยี นเรียงความง่ายข้ึน
2. การเขียนคานา
คานา จัดเป็นองคป์ ระกอบสาคัญในการเขยี นเรียงความ เปน็ การเรมิ่ ต้นความคิดของ
เร่อื งจึงตอ้ งเขียนให้น่าสนใจ ดึงดูดใจผู้อ่าน และควรเขียนให้มคี วามยาวเพยี ง 1 ย่อหนา้ เทา่ น้ัน
สนิท ตั้งทวี ( 2534 : 162-163 ) กล่าวถึงวิธีการเขียนคานา จะต้องเร่ิมคานาด้วยการ
ถาม การเล่าเร่ือง การยกคาพังเพย หรือสุภาษิต การอธิบายเรื่อง การนาข้อความของผู้มีชอ่ื เสียงมากล่าว
และด้วยการให้ความหมายของเรือ่ ง
ชัยนันท์ นันทพันธ์ ( 2534 : 7-8 ) กล่าวว่าการเขียนคานาที่ดีมีหลายลักษณะ โดยการ
เขียนคานาด้วยการยกคาพังเพย หรือสุภาษิตที่เก่ียวข้องกับเนื้อเรื่อง การอธิบายความหมายของเร่ือง
การเขียนข้ึนต้นด้วยคากล่าวของบุคคลสาคัญท่ีสัมพันธ์กับเน้ือเร่ือง จากการเล่าเรื่อง การอธิบายชื่อเร่ือง
กล่าวถึงจุดประสงค์ของเร่ืองท่ีเขียน กล่าวถึงความสาคัญของเร่ืองท่ีเขียน และการเขียนคานาด้วยคาถาม
หรอื ปญั หาท่ีนา่ สนใจ
ปรัชญา อาภากุล และการุณันทน์ รัตนแสนวงษ์ ( 2541 : 177-178 ) สรุปถึงวิธีการ
เขียนคานาดว้ ยการเขยี นนพดว้ ยข่าว การอธิบาย การเสนอความคิด การใชค้ าทท่ี าให้ผู้อา่ นเกิดความสนใจ
การบอกความสาคัญ การประชดประชัน หรือการเสียดสี การนาด้วยคาถาม ด้วยการสรุปใจความสาคัญ
ของเรื่อง และเขยี นนาดว้ ยสุภาษิต คาคม หรอื บทกวี
สรปุ ไดว้ า่ การเขยี นคานามหี ลายวิธี ผูเ้ ขียนตอ้ งเลือกใช้ให้เหมาะสมกบั เรอ่ื งท่ีเขยี น และต้องตรง
กับความรู้ ความถนดั และประสบการณข์ องผเู้ ขยี นจงึ จะทาใหเ้ ขยี นคานาได้ดี
3. การเขยี นเนื้อเรือ่ ง
สนิท ตั้งทวี ( 2541 : 163 ) กล่าววา่ เน้ือเร่ืองเป็นใจความส่วนใหญ่ของเรื่อง ก่อนเขียน
ผู้เขียนต้องวางโครงเรื่องก่อน โดยต้องเรียงลาดับก่อนหลังแล้วเขียนขยายความออกไปทีละตอน เมื่อจบ
ตอนหนึ่งก็ข้ึนย่อหน้าใหม่ ในแต่ละย่อหน้าต้องมีความสาคัญเพียงอย่างเดียว และทุกย่อหน้าต้องมี
ความสัมพันธ์เก่ียวข้องกัน ไม่วกวน ต้องรู้จักใช้ประโยคใจความสาคัญ ประโยคขยาย และรู้จักใช้สานวน
โวหาร สุภาษิตคาคม เพ่ือให้เน้ือเรื่องน่าอ่าน เนื้อความจะดีได้น้ันอยู่ท่ีการวางโครงเรื่องได้สอดคล้องกัน
ตงั้ แตต่ น้ จนจบมีการจัดลาดบั เรื่องไดอ้ ยา่ งเหมาะสม มีเนอื้ หาทเ่ี ต็มไปด้วยสาระ มีหลักฐานน่าเชอื่ ถือ และ
มีความคิดดี
ชยั นนั ท์ นนั ทพันธ์ ( 2534 : 9 ) กลา่ วถึงหลักการเขยี นเนอ้ื เรอื่ งท่ีดีไวด้ ังนี้
1. การเขียนเนื้อเร่ือง เขียนตามลาดับเน้ือความของเรื่องจากท่ีสาคัญน้อยไปสู่เร่ืองท่ี
สาคญั มาก และเขียนลาดบั จากเหตุและผล
2. การเขยี นย่อหน้า ในการเขยี นเรียงความเรอ่ื งหนงึ่ ๆ สามารถเขียนให้มหี ลายย่อหน้า
ได้
ทาให้ผู้อ่านมีเวลาพักสายตาและสมอง คืออ่านไม่รู้สึกเหน่ือยเร็ว และท่ีสาคัญเป็น
การเขียนท่ีประกอบด้วยประโยคหลายประโยค และต้องมีความสัมพนั ธก์ ัน เขียนถึง
เร่อื งเดยี ว มงุ่ แสดงใหผ้ ู้อ่านรู้ความคิดข้อเดยี ว
3. การเขียนประโยคเน้ือความ คือ ประโยคท่ีรวมข้อความท่ัวไปของย่อหน้าไว้ทั้งหมด
การวางประโยคเน้ือความอาจวางไว้ต้นประโยค ท้ายประโยค หรือท้ังต้นและท้าย
ประโยค ซ่ึงต้องคานึงถึงความสาคญั ของประโยค และย่อหนา้ แต่ละประโยคด้วย
สรุปได้ว่า การเขียนเนื้อเรื่องที่ดีต้องมีการวางโครงเรื่องตามลาดับขั้นตอน และการเขียนย่อหน้า
แต่ละย่อหน้าต้องมีใจความสาคัญเพียงอย่างเดียว มีข้อมูลในการเขียน มีการอ้างอิงที่เช่ือถือได้ และใช้
สานวนโวหารได้เหมาะสมกบั เร่ือง
4. การเขยี นสรุป
สนิท ต้งั ทวี ( 2528 : 164 ) กลา่ วถงึ การเขียนสรปุ ม่เี ป็นท่ีนิยม คอื การเขียนสรุปด้วยการ
ฝากข้อคิด การย้าให้เห็นความสาคัญ สรุปดว้ ยคาคม สุภาษิต เพ่ือนามาสนับสนุนความคิดให้เดน่ ชัด ด้วย
การสัง่ สอน และสรุปด้วยการแนะนา เชิญชวน
ชัยนันท์ นันทพนั ธ์ ( 2534 : 10 ) กล่าวถึงบทสรปุ ว่าอาจเปน็ การเขียนอย่างใดอยา่ งหนึง่
เช่น การฝากข้อคิดเหน็ การสรปุ สาระสาคัญท่ีผู้อา่ นควรทราบ การลงท้ายดว้ ยคาคม สภุ าษติ หรอื เป็นการ
ลงท้ายเพอื่ เปน็ การตอบคาถามในยอ่ หนา้ คานา
ปรชั ญา อาภากุล และการณุ ันทน์ รตั นแสนวงษ์ ( 2541 : 179-180 ) กลา่ วว่า การเขยี น
สรุปมีหลายรูปแบบ ซึ่งกค็ ือการสรปุ ด้วยคาถามทช่ี วนใหผ้ ู้อ่านคิดหาคาตอบให้สมั พันธ์กนั การแสดงความ
ประสงค์ของผ้เู ขยี น สรุปดว้ ยใจความสาคญั คากล่าว คาคม บทกวี และดว้ ยการเล่นคา
สรุปไดว้ ่า การเขียนสรุปท่ีดีสามารถทาได้หลายวธิ ี แต่ผูเ้ ขยี นจะต้องเลือกใหเ้ หมาะสมกบั เร่อื ง ไม่
ซา้ ซ้อนกับคานา ท่ีสาคัญผู้อ่านตอ้ งได้ข้อคิด และรสู้ ึกประทบั ใจเม่ืออ่านจบ
1.2 แนวคดิ เกีย่ วกบั การสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะ
แนวคิดในการสร้างแบบฝึกทกั ษะท่ีผู้วจิ ยั ไดน้ ามาเป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกทักษะคร้ังน้ีนั้น
นามาจากแนวคิดของ ผศ.ดร.ระพินทร์ โพธิ์ศรี (2550 ก : 5) คือการสร้างแบบฝึกทักษะ ประกอบด้วย
ข้ันตอนหลักๆ 5 ขั้น ดังนี้
1. วเิ คราะหป์ ญั หาและความต้องการในการเรียนรู้
2. ออกแบบแบบฝกึ ทกั ษะ
3. ตรวจสอบความถูกตอ้ งของแบบฝึกทักษะและแบบทดสอบหลังเรียน
4. ทดลองภาคสนาม
5. ทดลองหาประสทิ ธภิ าพ
1.3 แนวคิดเก่ยี วกบั การใช้แบบฝกึ ทกั ษะ
ความหมายของแบบฝึกทักษะ
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ( 2528 : 123 ) ให้ความหมายแบบฝึกว่า หมายถึง ลักษณะของ
แบบฝึกหัดที่ครอบคลุมกิจกรรมที่นักเรียนพึงกระทา และต้องใช้ควบคู่กับการเรียน มีลักษณะเป็นรูปเล่ม
หรอื แยกเปน็ แตล่ ะหนว่ ย
ประยงค์ งามจิตต์ ( 2533 : 45 ) กล่าวว่าแบบฝึกเป็นกิจกรรมรูปแบบหน่ึงที่ก่อให้เกิด
การเรยี นร้โู ดยทาใหผ้ เู้ รียนมคี วามชานาญ และมคี วามแม่นยาในบทเรยี นนน้ั ๆ
อ้อมน้อม เจริญธรรม ( 2533 : 45 ) ให้ความหมายแบบฝึกว่า เป็นแบบฝึกท่ีช่วยให้การ
สอนของครู และการเรียนของนักเรียนประสบผลสาเร็จเม่ือผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกหัดจนเกิดความเข้าใจ
เพราะเป็นแบบฝกึ ทกั ษะทใ่ี ช้ทางภาษาไทยไดท้ กุ ๆ ดา้ น
สรุปได้ว่า แบบฝกึ เป็นสอ่ื ประกอบการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนที่ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะ
เพิ่มเตมิ จนเกิดความชานาญและสง่ ผลให้นกั เรียนประสบความสาเรจ็ ในการเรียน
ลักษณะของแบบฝกึ ทกั ษะทด่ี ี
การสร้างแบบฝึกทักษะให้ได้คุณภาพนั้น ต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าลักษณะของแบบฝึกที่ดีที่มี
นักการศกึ ษาได้สร้างไว้ เพ่ือนามาเป็นข้อมูลในการสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะ
ศศิธร สุทธิแพทย์ ( 2520 : 72 ) กล่าวว่าแบบฝึกทักษะท่ีดีจะต้องใช้หลักจิตวิทยาใช้
สานวนภาษาง่าย ให้ความหมายต่อชีวิต คิดให้เร็วและสนุก ปลุกความสนใจ เหมาะสมกับวัยและ
ความสามารถ และสามารถศกึ ษาดว้ ยตนเองได้
นติ ยา ฤทธโิ ยธี ( 2520 : 42 ) กลา่ วถึงลักษณะแบบฝึกทักษะที่ดีไดว้ ่า จะตอ้ งเก่ียวข้อง
กับแบบฝึกที่เรียนมาแล้ว เหมาะสมกับระดับวัย หรือความสามารถ มีคาชี้แจงส้ัน ๆ ที่ทาให้เข้าใจวิธีทา
งา่ ยข้นึ ใชเ้ วลาไดเ้ หมาะสม เปน็ สิง่ ท่ีน่าสนใจ และทา้ ทายให้แสดงความสามารถ
สมชัย ไชยกุล ( 2526 : 14-15 ) สรุปถึงลักษณะท่ีดีจะต้องสร้างข้ึนเพ่ือฝึกส่ิงท่ีจะสอน
ไม่ใช่ทดสอบว่านักเรียนรู้อะไรบ้าง ควรเก่ียวข้องกับโครงสร้างเฉพาะของสิ่งท่ีสอนเรื่องเดียว เป็นส่ิงที่
นักเรียนพบเห็นอยู่แล้ว ข้อความที่นามาฝึกในแต่ละแบบฝึกควรส้ัน กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองท่ีพึง
ปรารถนา และแนบในแบบฝกึ ทเี่ ก่ียวกับโครงสรา้ งของหลกั ภาษา ไมค่ วรใช้คาศัพทม์ ากนัก
สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะท่ดี ที ่ีนกั การศึกษากล่าวมาจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน ซึ่งครูตอ้ งศึกษาและ
นามาใช้ในการสรา้ ง เพอ่ื ได้แบบฝึกทกั ษะทีด่ เี มอื่ นามาใชก้ บั ผเู้ รียนแล้วจะกอ่ ให้เกดิ ผลสาเร็จได้เป็นอย่างดี
ประโยชนข์ องแบบฝึกเสริมทกั ษะ
แพดต้ี ( Patty. 1963 : 469-473 ) กลา่ วถงึ ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะมี 10 ประการ คอื
1. เป็นส่วนเพ่ิมเติมหรือเสริมในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระ
ของครู
2. ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษา เป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยเด็กในการฝึกทักษะทางการใช้
ภาษาให้ดีข้ึน
3. ชว่ ยในเรื่องความแตกตา่ งระหว่างบุคคลโดยการให้เด็กทาแบบฝึกหัดท่ีเหมาะสมกับ
ความสามารถซ่งึ ช่วยใหเ้ ด็กประสบผลสาเร็จมากข้ึน
4. แบบฝกึ ช่วยเสริมทกั ษะทางภาษาคงทนมลี กั ษณะการฝึกท่ชี ว่ ยใหเ้ กิดผลดงั นี้
4.1 ฝกึ ทนั ทีหลังจากเด็กได้เรียนรู้เรือ่ งน้ัน ๆ
4.2 ซึกซา้ หลาย ๆ ครั้ง
4.3 เน้นเฉพาะเร่ืองทตี่ อ้ งการฝึก
5. แบบฝึกทีจ่ ะใชเ้ ป็นเคร่ืองวดั ผลการเรยี นจากบทเรียนในแต่ละครัง้
6. แบบฝึกจัดทาข้ึนเป็นรูปเล่ม เด็กสามารถรักษาไว้ใช้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วย
ตนเองต่อไป
7. การให้เด็กทาแบบฝึกหัดช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่น หรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้
ชัดเจน ซึง่ ช่วยใหค้ รูดาเนินการปรับปรุงแกไ้ ขปัญหานน้ั ๆ ไดท้ ันท่วงที
8. แบบฝกึ ทจ่ี ดั ข้ึนนอกเหนอื จากท่ีมอี ยใู่ นหนังสือเรียนจะช่วยใหเ้ ดก็ ฝึกฝนอย่างเต็มท่ี
9. แบบฝึกที่จัดพิมพไ์ ว้เรียบรอ้ ยแล้วจะชว่ ยให้ครูประหยัดท้ังแรงงานและเวลาในการท่ี
จะต้องเตรียมสร้างแบบฝึกอยู่เสมอในดา้ นผู้เรียนกไ็ ม่เสียเวลาในการลอกแบบฝกึ หัด
จากตาราเรยี นหรอื กระดานดา ทาให้มเี วลาฝึกทกั ษะต่าง ๆ มากขน้ึ
10. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและยังมีประโยชน์ช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีมี
ความชานาญและกิจกรรมการเรียนรูไ้ ดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ
ยุพา ยิม้ พงษ์ ( 2522 : 15 ) สรุปถงึ ประโยชน์ของแบบฝกึ ทักษะไวว้ า่
1. เป็นส่วนเพิม่ เตมิ หรอื เสรมิ หนงั สอื เรียนในการเรียนทกั ษะ
2. ช่วยส่งเสริมการใช้ทักษะการใช้ภาษาให้ดีย่ิงข้ึน แต่ต้องอาศัยการส่งเสริมและ
ช่วยเหลือจากครดู ้วย
3. ชว่ ยในเร่ืองความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลโดยการให้เด็กทาแบบฝึกหัดท่ีเหมาะสมกับ
ความสามารถซ่ึงชว่ ยใหเ้ ดก็ ประสบผลสาเรจ็ มากข้ึน
4. แบบฝึกช่วยเสรมิ ทักษะทางภาษาคงทนมลี ักษณะการฝึกท่ชี ่วยให้เกิดผลดังน้ี
4.1 ฝึกทนั ทหี ลังจากเด็กไดเ้ รียนรเู้ รอ่ื งนัน้ ๆ
4.2 ฝกึ ซ้าหลาย ๆ ครงั้
4.3 เนน้ เฉพาะเร่อื งทต่ี อ้ งการฝกึ
5. การให้เด็กทาแบบฝึกหัดช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่น หรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้
ชัดเจน ซ่ึงชว่ ยใหค้ รดู าเนนิ การปรบั ปรุงแก้ไขปัญหานัน้ ๆ ไดท้ นั ทว่ งที
6. แบบฝกึ ที่จัดพิมพ์ไว้เรียบรอ้ ยแล้วจะชว่ ยให้ครูประหยัดทง้ั แรงงานและเวลาในการท่ี
จะต้องเตรียมสรา้ งแบบฝึกอยเู่ สมอในดา้ นผู้เรียนก็ไม่เสียเวลาในการลอกแบบฝกึ หัด
จากตาราเรยี นหรือกระดานดา ทาให้มเี วลาฝึกทักษะต่าง ๆ มากขึน้
สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อท่ีมีประโยชน์ใช้ได้ผลดี ในการฝึกทักษะจะช่วยให้นักเรียนมี
พัฒนาการที่ดี มีความชานาญ เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประโยชน์ต่อครูผู้สอนทาให้
ทราบพัฒนาการทางทักษะน้ัน ๆ ของนักเรียน และเห็นข้อบกพร่องในการเรียน ซ่ึงจะได้แก้ไขปรับปรุงได้
ทนั ทว่ งที
1.4 การทดสอบประสทิ ธิภาพของแบบฝึกทกั ษะ
อรพรรณ พรสมี า ( 2530 : 115-116 ) กลา่ วถึงขัน้ ตอนการทดสอบประสิทธิภาพมดี ังน้ี
1. การทดสอบเดี่ยว คือ การทดลองใช้แบบฝึกทักษะกับนักเรียนที่เป็นตัวแทนของผู้ที่
จะเรียนจากแบบฝึก 1:1 หมายความว่า ในการทดลองแต่ละคร้ังประกอบด้วยผู้
ทดสอบ1 คน และนักเรียน 1 คน
2. การทดสอบแบบกลุ่มเล็ก คือ การทดลองใช้แบบฝึกท่ีปรับปรุงแล้วจากขั้นที่ 1 กับ
นักเรียนท่ีเป็นตัวแทนของผู้เรียนจากแบบฝึก 1 : 10 หมายความว่าในการทดลอง
แตล่ ะครั้งประกอบด้วยผ้ทู ดสอบ 1 คน และนักเรียนประมาณ 10 คน
3. การทดสอบภาคสนาม คือ การทดสอบขั้นสุดท้ายของกระบวนการทดสอบ
ประสทิ ธิภาพของแบบฝึก การทดสอบในขน้ั น้ีมวี ตั ถุประสงค์เพ่อื ใหผ้ ูส้ รา้ งมนั่ ใจไดว้ ่า
แบบฝึกที่สร้างข้ึนมานั้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้ และสามารถนาไปใช้
ในการฝึกได้
สรุปไดว้ ่า การทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะมคี วามจาเปน็ อยา่ งมากท่ีต้องมีการนาแบบ
ฝึกทักษะไปตรวจสอบคุณภาพ โดยวธิ ีการนาเอาแบบฝึกไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างแล้วนาข้อมูลท่ีไดม้ า
วิเคราะหว์ า่ แบบฝกึ ทีส่ รา้ งขึน้ มามีคุณภาพตามวัตถปุ ระสงคห์ รือตรงตามเกณฑ์ทกี่ าหนดไว้หรือไม่
1.5 เกณฑ์ในการหาประสทิ ธิภาพของแบบฝึกทักษะ
เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ใช้ผลการประเมินความแตกต่างของ
คะแนนจากการสอบหลังการฝึก โดยยึดตามเกณฑ์ท่ีว่า หลังการฝึกนักเรียนจะได้คะแนนสูงกว่าก่อนทา
การฝึกอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ โดยคานวณหาคา่ ที ( t-test แบบ Dependent Sample )
การกาหนดเกณฑ์ประสิทธภิ าพทาโดยการประเมินผลพฤตกิ รรมต่อเน่ือง ( กระบวนการ
) และพฤตกิ รรมขั้นสดุ ท้าย ( ผลลพั ธ์ ) โดยกาหนดคา่ ประสิทธภิ าพ E1 เป็นประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
E2 เป็นประสิทธภิ าพของผลลัพธ์ กาหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายวา่ ผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่
พึงพอใจ โดยเปลี่ยนให้เป็นเปอร์เซ็นต์ของผลเฉลี่ยของคะแนนทางาน และการประกอบกิจกรรมของ
ผเู้ รยี นทงั้ หมดตอ่ เปอร์เซน็ ต์ของผลการทดสอบหลงั เรียนของผู้เรียน
การกาหนดเกณฑป์ ระสิทธิภาพของแบบฝึกทกั ษะและการยอมรับประสิทธิภาพของแบบ
ฝกึ ทกั ษะมีผใู้ หเ้ กณฑไ์ วด้ ังนี้
เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต ( 2528 : 295 ) กล่าวถึงการกาหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของชุด
แบบฝึกทักษะนิยมตั้งไว้ 90/90 สาหรับเนื้อหาที่เป็นความรู้ความจา และเน้ือหาวิชาท่ีเป็นทักษะหรือเจต
คติไมต่ ่ากว่า 80/80
สรุปได้ว่า เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพเป็นการประเมินความแตกต่างของคะแนนจากการสอน
ก่อนและหลังการฝึกโดยถือเกณฑ์ว่าหลังฝึกนักเรียนจะได้คะแนนสูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถติ ิ โดยคานวณหาคา่ ที ( t-test แบบ Dependent Sample )
1.6 ทฤษฎกี ารเรยี นร้ขู องกาเย่
ทิศนา แขมมณี (2547, หน้า 72-76) ได้กล่าวถึงทฤษฎกี ารเรียนรู้ของกาเย่ไวว้ ่า ทฤษฎี
การเรียนรู้ของกาเย่เป็นทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มผสมผสาน ซ่ึงกานเย (Gagne) เป็นนักจิตวิทยาและนักการ
ศึกษาในกลุ่มผสมผสาน ระหว่างพฤติกรรมนิยมกับพุทธินิยม (Behavior Cognitivist) เขาอาศัยทฤษฎี
และหลัก การท่ีหลากหลาย เนื่องจากความรู้มีหลายประเภท บางประเภทสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ตอ้ งใช้ความคิดที่ลึกซึ้งบางประเภทมีความซับซ้อนมากจาเปน็ ต้องใชค้ วามสามารถในขั้นสูง กาเย่ ไดจ้ ัด
ข้ันการเรียนรู้ซึ่งเร่ิมจากง่ายไปหายาก โดยผสมผสานทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่ม พฤติกรรมนิยม และพทุ ธิ
นยิ มเข้าด้วยกัน
หลักการที่สาคญั ๆ ของกานเย่สรุปได้ดังน้ี (Gagne and Bries, 1974: 121-136 อ้างถึง
ใน ทศิ นา แขมมณี, 2547, หนา้ 72-76)
1. กาเย่ (Gagne) ได้จัดประเภทของการเรียนรู้ เป็นลาดับขั้น จากง่ายไปหายากไว้ 8
ประเภท ดงั น้ี
1.1 การเรียนรู้สัญญาณ (signal-learning) เป็นการ เรียนรู้ที่เกิดจากการ
ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นไปโดยอัตโนมัติอยู่นอกเหนืออานาจจิตใจ ผู้เรียน ไม่สามารถบังคับ
พฤติกรรมไม่ให้เกิดข้ึนได้ การเรียนรู้แบบน้ีเกิดจากการที่คนเรานาเอา ลักษณะการตอบสนองท่ีมี
อยู่แล้วมาสัมพันธ์กับสิ่งเร้าใหม่ท่ีมีความใกล้ชิดกับส่ิงเร้าเดิม การ เรียนรู้สัญญาณ เป็นลักษณะ
การเรยี นรูแ้ บบการวางเงื่อนไขของพาฟลอฟ
1.2 การเรียนรู้ส่ิงเร้า-การตอบสนอง (stimulus-response learning) เป็นการ
เรียนรู้ต่อเนื่องจากการเชื่อมโยงระหว่างส่ิงเร้าและการตอบสนอง แตกต่าง จากการเรียนรู้
สัญญาณ เพราะผู้เรียนสามารถควบคุมพฤติกรรมตนเองได้ ผู้เรียนแสดง พฤติกรรม เนื่องจาก
ไดร้ ับการเสริมแรงการเรียนรู้แบบนี้เป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีการเรียนรู้ แบบเช่อื มโยงของธอร์น
ไดค์ และการเรยี นรแู้ บบวางเงอ่ื นไข (operant conditioning) ของสกินเนอรซ์ ง่ึ เชื่อวา่ การเรียนรู้
เปน็ สิ่งทผ่ี ้เู รียนเป็นผู้กระทาเองมิใชร่ อให้ส่ิงเร้าภายนอกมากระทา พฤติกรรมที่แสดงออกเกิดจาก
สิง่ เรา้ ภายในของผู้เรยี นเอง
1.3 การเรยี นรู้การเชื่อมโยงแบบตอ่ เนอ่ื ง (chaining) เปน็ การเรียนรูท้ ่ีเชอื่ มโยง
ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองท่ีต่อเนื่องกันตามลาดับ เป็นพฤติกรรม ท่ีเกี่ยวข้องกับการ
กระทาการเคลือ่ นไหว
1.4 การเช่ือมโยงทางภาษา (verbal association) เป็นการ เรียนรู้ในลักษณะ
คล้ายกับการเรยี นรู้การเช่ือมโยงแบบต่อเน่ือง แต่เป็นการเรียนรู้เก่ียวกับการ ใช้ภาษา การเรียนรู้แบบการ
รับสง่ิ เรา้ -การตอบสนอง เปน็ พืน้ ฐานของการเรียนร้แู บบต่อเนอื่ ง และการเชื่อมโยงทางภาษา
1.5 การเรียนรู้ความแตกต่าง (discrimination learning) เป็นการเรียนรู้ท่ี
ผเู้ รียนสามารถมองเห็นความแตกตา่ งของสง่ิ ตา่ ง ๆ โดยเฉพาะความแตกตา่ ง ตามลกั ษณะของวตั ถุ
1.6 การเรียนรู้ความคิดรวบยอด (concept learning) เป็นการเรียนรู้ท่ีผู้เรียน
สามารถจัดกลุ่มส่ิงเร้าที่มีความเหมือนกันหรือแตกต่างกัน โดย สามารถระบุลักษณะท่ีเหมือนกันหรือ
แตกต่างกนั ไดพ้ รอ้ มทง้ั สามารถขยายความรู้ไปยังสิง่ อน่ื ท่ีนอกเหนอื จากท่ีเคยเหน็ มากอ่ นได้
1.7 การเรียนรู้กฎ (rule learning) เป็นการเรียนรู้ท่ีเกิด การรวมหรือเชื่อมโยง
ความคดิ รวบยอดต้งั แต่สองอยา่ งข้นึ ไป และตัง้ เปน็ กฎเกณฑ์ข้ึน 15 ผู้เรียนสามารถเรียนรู้กฎเกณฑ์จะช่วย
ให้ผเู้ รยี นสามารถนาการเรยี นรูน้ ั้นไปใชใ้ นสถานการ ต่าง ๆ กันได้
1.8 การเรยี นรกู้ ารแกป้ ัญหา (Problem solving) เปน็ การ เรียนรทู้ ่จี ะแกป้ ญั หา
โดยการนากฎเกณฑ์ต่าง ๆ มาใช้ การเรียนรู้แบบนี้เป็นกระบวนการท่ีเกิด ภายในตัวผู้เรียน เป็นการใช้
กฎเกณฑ์ในข้ันสูงเพ่ือการแก้ปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน และ สามารถนากฎเกณฑ์ในการแก้ปัญหานี้ไปใช้
กบั สถานการณท์ ค่ี ล้ายคลงึ กนั ได้
2. กาเยไ่ ด้แบง่ สมรรถภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ไว้ 5 ประการ
2.1 สมรรถภาพในการเรียนรู้ข้อเท็จจริง ( verbal information) เป็น
ความสามารถในการเรยี นรู้ข้อเท็จจริงตา่ ง ๆ โดยอาศัยความจาและความสามารถ ระลกึ ได้
2.2 ทักษะเชาว์ปัญญา (intellectual skills) หรือทักษะ ทางสติปัญญา
เป็นความสามารถในการใช้สมองคิดหาเหตุผล โดยใชข้ ้อมูล ประสบการณ์ ความรู้ ความคิดในด้านต่าง ๆ
นับตั้งแต่การเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นทักษะง่าย ๆ ไปสู่ทักษะ ท่ียากสลับซับซ้อนมากขึ้น ทักษะเชาว์
ปัญญาที่สาคัญท่ีควรได้รับการฝึกคือ ความสามารถ ในการจาแนก (discrimination) ความสามารถในการ
คิดรวบยอดเป็นรูปธรรม (concrete concept) ความสามารถในการให้คาจากัดความของความคิดรวบ
ยอด(defined concept) ความสามารถในการเข้าใจกฎและใช้กฎ (rules) และความสามารถในการ
แกป้ ัญหา (problem solving)
2.3 ยุทธศาสตร์ในการคิด (cognitive strategies) เป็นความสามารถของ
กระบวนการทางานภายในสมองของมนุษย์ ซึ่งควบคุมการเรียนรู้ การ เลือกรับรู้ การแปลความ และการ
ดงึ ความรู้ ความจา ความเข้าใจ และประสบการณ์เดิมออก มาใช้ ผู้มียุทธศาสตร์ในการคิดสูง จะมีเทคนิค
มีเคล็ดลับในการดึงความรู้ ความจา ความ และประสบการณ์เดิมท่ีสะสมเอาไว้ออกมาใช้อย่างมี
ประสิทธิภาพ สามารถแก้ปัญหา สถานการณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างดี รวมท้ังสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้
อยา่ งสรา้ งสรรค์
2.4 ทักษะการเคลื่อนไหว (motor skills) เป็นความสามารถ ความชานาญใน
การปฏบิ ัติ หรือการใช้อวัยวะสว่ นต่าง ๆ ของร่างกายในการทากิจกรรมต่าง ๆ ผู้ที่มที ักษะการเคลื่อนไหวที่
ดีนน้ั พฤตกิ รรมท่แี สดงออกมาจะมีลกั ษณะรวดเร็ว คลอ่ งแคลว่ และถกู ต้องเหมาะสม
2.5 เจตคติ (attitudes) เปน็ ความรสู้ กึ นึกคดิ ของบคุ คล ที่มีตอ่ ส่งิ ต่าง ๆ ซง่ึ มผี ล
ต่อการตดั สนิ ใจของบุคคลน้ันในการทีจ่ ะเลอื กกระทาหรอื ไม่กระทาสงิ่ ใดสิง่ หนงึ่
หลกั การจดั การศึกษา/การสอน
1. กาเย่ ได้เสนอรูปแบบการสอนอย่างเป็นระบบโดยพยายาม เช่ือมโยงการจัดสภาพ
การเรียนการสอนอันเป็นสภาวะภายนอกตัวผู้เรียนให้สอดคล้องกับ กระบวนการเรียนรู้ภายใน ซึ่งเป็น
กระบวนการท่ีเกิดขึ้นภายในสมองของคนเรา กานเย่อธิบายว่า การทางานของสมองคล้ายกับการทางาน
ของคอมพิวเตอร์
2. ในระบบการจัดการเรียนการสอน เพ่อื ใหส้ อดคลอ้ งกับกระบวนการเรียนรู้นั้น กาเย่ได้
เสนอระบบการสอน 9 ข้ัน ดงั นี้
ข้ันที่ 1 สร้างความสนใจ (gaining attention) เป็นขั้นท่ี ทาให้ผู้เรียนเกิดความ
สนใจในบทเรียน เป็นแรงจูงใจที่เกิดขึ้นทั้งจากสิ่งย่ัวยุภายนอกและแรง จูงใจที่เกิดจากตัวผู้เรียนเองด้วย
ครูอาจใช้วิธีการสนทนา ซักถาม ทายปัญหา หรือมีวัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนต่ืนตัว และมี
ความสนใจทีจ่ ะเรยี นรู้
ข้ันที่ 2 แจ้งจุดจุดประสงค์ (informing the learner of the objective) เป็น
การบอกให้ผู้เรียนทราบถึงเป้าหมายหรือผลท่ีจะได้รับจากการเรียนบทเรียน นั้นโดยเฉพาะเพ่ือให้ผู้เรียน
เห็นประโยชน์ในการเรียน เห็นแนวทางของการจัดกิจกรรมการเรียน ทาให้ผู้เรียนวางแผนการเรียนของ
ตนเองได้ นอกจากน้ันยังสามารถชว่ ยให้ครูดาเนนิ การ สอนตามแนวทางที่จะนาไปสู่จุดหมายไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
ข้ันท่ี 3 กระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิมที่จาเป็น (stimulating recall of
prerequisite learned capabilites) เป็นการทบทวนความรู้เดิม ที่จาเป็นต่อการเชื่อมโยงให้เกิดการ
เรียนรู้ความรู้ใหม่ เนื่องจากการเรียนรู้เป็นกระบวนการ ต่อเนื่อง การเรียนรู้ความรู้ใหม่ต้องอาศัยความรู้
เก่าเปน็ พืน้ ฐาน
ข้ันที่ 4 เสนอบทเรียนใหม่ (presenting the stimulus) เป็นการเร่ิมกิจกรรม
ของบทเรียนใหม่โดยใช้วัสดอุ ุปกรณ์ต่าง ๆ ทีเ่ หมาะสมมาประกอบการสอน
ข้ันที่ 5 ให้แนวทางการเรียนรู้ (providing learning guidance) เป็นการช่วย
ให้ผู้เรียนสามารถทากิจกรรมดว้ ยตวั เอง ครูอาจแนะนาวธิ ีการทากิจกรรม แนะนาแหล่งค้นคว้าเป็นการนา
ทางให้แนวทางใหผ้ ู้เรียนไปคิดเอง เป็นตน้
ข้ันท่ี 6 ให้ลงมือปฏิบัติ (eliciting the performance เป็นการให้ผู้เรียนลงมือ
ปฏิบัติ เพือ่ ช่วยใหผ้ เู้ รยี นสามารถแสดงพฤตกิ รรมตามจุดประสงค์
ขั้นที่ 7 ให้ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) เป็นข้ันท่ีครูให้ข้อมูลเก่ียวกับผลการ
ปฏบิ ัติกิจกรรมหรอื พฤติกรรมทผี่ ู้เรยี นแสดงออกวา่ มีความถกู ต้องหรอื อยา่ งไร และเพียงใด
ข้ันท่ี 8 ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ (assessing the
performance) เป็นข้ันการวัดและประเมินว่าผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตาม จุดประสงค์การเรียนรู้ของ
บทเรียนเพียงใด ซ่ึงอาจทาการวัดโดยการใช้ข้อสอบ แบบสังเกต การตรวจผลงาน หรือการสัมภาษณ์
แล้วแต่ว่าจุดประสงค์น้ันตอ้ งการวัดพฤตกิ รรมด้านใด แต่สิ่งที่สาคัญคือ เคร่ืองมือท่ีใช้วัดจะต้องมีคุณภาพ
มีความเช่ือถือได้ และมคี วามเทย่ี งตรง ในการวดั
ข้ันท่ี 9 ส่งเสริมความแม่นยาและการถ่ายโอนการเรียนรู้ ( enhancing
retention and transfer) เป็นการสรุป การย้า ทบทวนการเรียนท่ีผ่านมา เพื่อให้นักเรียนมีพฤติกรรม
การเรียนรู้ที่ฝังแน่นขึ้นกิจกรรมในขั้นน้ีอาจเป็นแบบฝึกหัด การ ให้ทากิจกรรมเพิ่มพูนความรู้ รวมท้ังการ
ให้ทาการบา้ น การทารายงาน หรือหาความรู้เพิ่ม เตมิ จากความรู้ท่ีไดใ้ นชน้ั เรียน
ภาคนี ชูอนิ แก้ว และคณะ (2552, หน้า 12-13) ได้กล่าวถึงทฤษฎกี ารเรียนรูข้ องกาเย่ไว้ว่าโรเบริ ์ต
กาเย่ (Robert Gagne') ได้นาเอาแนวความคิด 9 ประการ มาใช้ประกอบการออกแบบบทเรียน
คอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้บทเรียนท่ีเกิดจาก การออกแบบในลักษณะการเรียนการสอนจริง โดยยึดหลักการ
นาเสนอเน้ือหาและจดั กิจกรรมการเรียนรู้ จากการมีปฏสิ ัมพันธห์ ลักการสอนทั้ง ๙ ประการ ได้แก่
1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention) ก่อนท่ีจะเริ่ม การนาเสนอเน้ือหาบทเรียน ควร
มี การจูงใจและเร่งเร้า ความสนใจให้ผู้เรียนอยากเรียน เช่น การใช้ภาพกราฟิก ภาพเคล่ือนไหว หรือการ
ใช้เสียงประกอบบทเรียน ในส่วนบทนา
2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objectives) วัตถุ ประสงค์ของบทเรียนนับว่าเป็นส่วน
สาคัญยิ่งตอ่ กระบวน การเรียนร้ทู ่ผี เู้ รียนจะไดท้ ราบถงึ ความคาดหวงั ของ บทเรยี นจากผเู้ รียน
3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge) การทบทวนความรู้เดิมก่อนท่ีจะ
นาเสนอความรู้ใหม่แกผ่ ู้ เรียน เชน่ การทดสอบก่อนบทเรยี น (Pre-test)
4. นาเสนอเน้ือหา (Present the Content) หลัก สาคัญในการนาเสนอเนื้อหาของ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนคือ ควรนาเสนอภาพทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับเนอ้ื หา ประกอบกับคาอธิบายสัน้ ๆ
5. ช้ีแนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)ตามหลักการและเง่ือนไขการเรียนรู้
(Condition of Learning) ผู้เรียนจะจาเนื้อหาไดด้ ี เช่น ยกตวั อย่าง เปรยี บเทียบ
6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรยี น (Elicit Performance) เชน่ ถามคาถาม เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี น
ตอบในระหว่างเรียนบทเรียน ดังน้ัน การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพ มากน้อยเพียงใดน้ันเกี่ยวข้อง โดยตรง
กับระดับและขนั้ ตอน ของการประมวลผลข้อมลู
7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะกระตุ้น
ความสนใจจากผู้เรียนได้ มากข้ึน เช่น การตอบกลับเม่ือผู้เรียนตอบถูกต้องหรือผิด ในขณะเรียนหรือทา
แบบฝกึ หดั
8. ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance) การทดสอบความรู้ใหม่หลังจากศึกษา
บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เรียกว่าการทดสอบหลงั บทเรียน (Post-test)
9. สรุปและนาไปใช้ (Review and Transfer) การ สรุปและนาไปใช้ จัดว่าเป็นส่วน
สาคัญในขั้นตอนสุดท้าย ที่บทเรียนจะต้องสรุปมโนคติของเน้ือหาเฉพาะประเด็นสาคัญ ๆ รวมท้ัง
ข้อเสนอแนะต่าง ๆ
ดงั นั้นทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่ มีหลักการสอนท่ีสาคัญอยู่ 9 ชน้ั ไดแ้ ก่ 1) ขั้นเร่งเร้าความสนใจ
2) ชั้นช้ีแจงจุดประสงค์ 3) กระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิมที่จาเป็น 4) เสนอบทเรียนใหม่ 5) ให้
แนวทางการเรียนรู้ 6) ให้ลงมือปฏิบัติ 7) ให้ข้อมูลป้อนกลับ 8) ประเมินพฤติกรรม และ 9) สรุปผลการ
เรยี นรู้
2. เอกสารทเ่ี ก่ยี วข้อง
2.1 หลักสตู รการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
หลกั สูตรการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2544 (ฉบบั ปรับปรงุ พทุ ธศกั ราช 2551)
หลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2551)
มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้เป็นมนุษย์ท่ีมีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึก ในความ
เป็นพลเมืองไทย ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มี
ความรู้และทักษะพ้ืนฐาน รวมท้ังเจตคติท่ีจาเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบ วิชาชีพและการศึกษา
ตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพ้ืนฐานความเชื่อว่า ทุกคนมี ความสามารถเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองได้เตม็ ศกั ยภาพ
หลักการ
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน มีหลกั การสาคญั ดงั นี้
1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้
เป็นเป้าหมายสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บน
พ้ืนฐานของความเปน็ ไทยควบคู่กับความเป็นสากล
2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค
และมีคณุ ภาพ
3. เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีสนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้
สอดคล้องกบั สภาพและความตอ้ งการของทอ้ งถนิ่
4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นท้ังด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และ การจัดการ
เรียนรู้
5. เป็นหลกั สูตรการศกึ ษาทเ่ี นน้ ผูเ้ รียนเป็นสาคัญ
จดุ มงุ่ หมาย
หลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพใน
การศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็นจุดมุ่งหมายเพ่ือให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้น
พื้นฐาน ดงั น้ี
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมทพี่ ึงประสงค์ เหน็ คุณค่าของตนเอง มีวินยั และ ปฏบิ ตั ติ นตาม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาทตี่ นนับถือ ยึดหลกั ปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปญั หา การใชเ้ ทคโนโลยี และ มีทักษะชีวิต
3. มีสขุ ภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มสี ขุ นสิ ยั และรกั การออกกาลังกาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการ
ปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
โครงสรา้ งและคาอธบิ ายรายวิชากลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามหลักการ จุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้ จึงได้กาหนด
โครงสร้างของหลกั สูตรไว้ดังน้ี
1. ระดับช้ันและช่วงชั้น หลักสูตรได้กาหนดระดับช้ันไว้ 3 ระดับ ตามระดับพัฒนาการของผู้เรียน
โดยแบ่งเปน็
1. ระดบั ประถมศกึ ษา (ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 1-6)
2. ระดบั มัธยมศกึ ษา ตอนตน้ (ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1-3)
3. ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1-6)
2. สาระการเรียนรู้ ทางด้านหลักสตู รได้แบ่งสาระการเรียน 26 / 287 สาระการเรียนรู้ โดยกล่มุ แรก
เป็นสาระการเรียนรู้หลักที่สถานศึกษาต้องใช้ในการเรียนการสอน เพ่ือสร้างพื้นฐานทางความคิด
ซึ่งประกอบด้วย ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
กลุ่มที่สองประกอบด้วยสุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและ เทคโนโลยี และ
ภาษาต่างประเทศเปน็ สาระการเรียนร้ทู ่ีเสริมสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์ และ สร้างศักยภาพใน
การคิดและการทางานอยา่ งสร้างสรรค์
3. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมท่ีจัดให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของ ตนเองตาม
ศักยภาพ มุ่งเน้นเพิ่มเติมจากกิจกรรมที่ได้จัดให้เรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่ม โดย
แบง่ เปน็ กจิ กรรมแนะแนวและกจิ กรรมนักเรียน
4. มาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรการศึกษาขั้นพืน้ ฐานไดก้ าหนดมาตรฐานการเรียนรู้ ตามกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ 8 กลุ่ม ท่ีเป็นข้อกาหนดคุณภาพผู้เรียนด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ คุณธรรม
จริยธรรม และค่านิยมของแต่ละกลุ่ม แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ มาตรฐานการเรียนรู้ การศึกษา
ขนั้ พนื้ ฐานเป็นมาตรฐานการเรยี นรู้ในแตล่ ะกลุ่มสาระการเรยี นร้เู มื่อผูเ้ รยี นเรยี นจบ การศึกษาขน้ั
พ้ืนฐาน มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มสาระ การเรียนรู้เม่ือ
ผเู้ รียนเรียนจบในแต่ละช่วงชัน้ 2
5. เวลาเรียนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กาหนดเวลาในการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนา
ผู้เรียนไว้ คอื
1. ระดบั ประถมศึกษา ให้จัดเวลาเรียนเปน็ รายปี เฉล่ียวนั ละไมเ่ กิน 5 ชัว่ โมง มีเวลาเรียนไม่
เกนิ 1,000 ช่วั โมงต่อปี
2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ให้จัดเวลาเรียนเป็น รายภาค เฉลี่ยวันละไม่เกิน 6 ช่ัวโมง
คิดน้าหนักของรายวิชาท่ีเรียนเป็นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์ 40 ชั่วโมงต่อภาคเรียน มีค่า
นา้ หนักวชิ าเท่ากบั 1 หน่วยกติ มเี วลาเรียนไมเ่ กนิ 1,200 ชั่วโมงต่อปี
3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้จัดเวลาเรียนเป็นรายภาค เฉล่ียวันละไม่เกิน 6 ชั่วโมง
คิดน้าหนัก ของรายวิชาที่เรียนเป็นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์ 40 ชั่วโมงต่อภาคเรียน มีค่า
น้าหนกั วชิ าเทา่ กบั 1 หนว่ ยกิต มเี วลาเรยี นรวม 3 ปี ไม่น้อยกวา่ 3,600 ช่ัวโมงตอ่ ปี
หลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐานกาหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเกณฑ์ใน การกาหนด
คุณภาพของผู้เรียนเม่ือเรียนจบการศึกษาข้ันพื้นฐาน เพ่ือกาหนดไว้เป็นพ้ืนฐานใน การดารงชีวิตให้มี
คณุ ภาพ
สาระและมาตรฐานการเรียนรขู้ องกลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 มดี งั นี้
สาระท่ี 1 การอ่าน มาตรฐาน ท.1.1: ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพ่ือนาไปใช้
ตัดสนิ ใจ แกป้ ัญหาในการดาเนนิ ชวี ิตและมีนิสยั รกั การอ่าน
สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท.2.1: ใช้กระบวนการเขียนเขยี นสอ่ื สาร เขยี นเรยี งความ ย่อความ
และเขียนเร่ืองราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่าง
มปี ระสทิ ธิภาพ
สาระท่ี 3 การฟัง การดู การพูด มาตรฐาน ท.3.1: สามารถเลือกฟังและดูอย่างมี วิจารณญาณ
และพดู แสดงความร้สู ึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมวี จิ ารณญาณและสร้างสรรค์
สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษา มาตรฐาน ท.4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลัก ภาษาไทย
การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภมู ิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้ เปน็ สมบัติของ
ชาติ
สาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท.5.1: เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์
วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คณุ ค่าและนามาประยุกต์ใชใ้ นชีวติ จรงิ
สาระที่ 2: การเขียน
มาตรฐาน ท 2.ใช้กระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราวใน
รปู แบบตา่ งๆ เขียนรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค้นควา้ อย่างมีประสทิ ธภิ าพ
ตารางท่ี 1 สาระการเรยี นรแู้ กนกลางและตัวชว้ี ดั ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3
ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
1. คดั ลายมือตวั บรรจงครึง่ บรรทัด การคดั ลายมอื ตวั บรรจงคร่ึงบรรทดั ตามรปู แบบ
การเขียนตวั อักษรไทย
2. เขียนข้อความโดยใช้ถอ้ ยคาได้ถกู ตอ้ งตาม
ระดบั ภาษา การเขยี นข้อความตามสถานการณ์และโอกาส
ตา่ งๆ เช่น
- คาอวยพรในโอกาสตา่ งๆ
- คาขวัญ
- คาคม
- โฆษณา
- คตพิ จน์
- สุนทรพจน์
3. เขียนชวี ประวัตหิ รืออตั ชีวประวัตโิ ดยเล่า
เหตกุ ารณ์ ขอ้ คิดเห็นและทศั นคตใิ นเรอ่ื งต่างๆ การเขียนอัตชีวประวตั หิ รือชีวประวตั ิ
4. เขียนยอ่ ความ การเขยี นย่อความจากสอ่ื ตา่ งๆ เชน่ นิทาน
5. เขยี นจดหมายกจิ ธรุ ะ ประวัติ ตานาน สารคดีทางวชิ าการ พระราช
ดารัส พระบรมราโชวาท จดหมายราชการ
การเขยี นจดหมายกจิ ธรุ ะ
- เขียนจดหมายเชญิ วทิ ยากร
- จดหมายขอความอนุเคราะห์
- จดหมายแสดงความขอบคณุ
6. เขียนอธบิ ายชี้แจง แสดงความคดิ เหน็ และ การเขียนอธบิ าย ชี้แจง แสดงความคิดเห็นและ
โต้แยง้ อย่างมีเหตุผล โต้แย้งในเรื่องตา่ งๆ
ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
7. เขียนวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ และแสดงความรู้ การเขียนวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ และแสดงความรู้
ความคิดเหน็ หรือโตแ้ ย้งในเรอื่ งตา่ งๆ
ความคดิ เหน็ หรือโต้แย้งจากสื่อต่างๆ เชน่
8. กรอกแบบสมคั รงานพร้อมเขียนบรรยาย - บทโฆษณา
เก่ยี วกับความรู้และทักษะของตนเองทเ่ี หมาะสม - บทความทางวิชาการ
กับงาน
9. การรายงานการศึกษาค้นคว้าและโครงงาน การกรอกแบบสมัครงาน
10. มมี ารยาทในการเขียน การเขยี นรายงาน ไดแ้ ก่
- การเขยี นรายงานจากการศกึ ษาคน้ คว้า
- การเขียนรายงานโครงงาน
มารยาทในการเขยี น
2.2 หลกั สตู รสถานศึกษา
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
ทาไมต้องเรียนภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็น
เอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เปน็ เคร่ืองมือในการติดต่อสื่อสารเพ่ือ
สร้างความเข้าใจและความสมั พันธ์ทีด่ ตี ่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจธรุ ะ การงาน และดารงชวี ิตร่วมกัน
ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จาก
แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพ่ือพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์
ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนาไปใช้ใน
การพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากน้ียังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้าน
วัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้าค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คง
อยู่ค่ชู าตไิ ทยตลอดไป
เรยี นร้อู ะไรในภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชานาญในการใช้ภาษาเพ่ือการสื่อสาร การเรียนรู้
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ และเพื่อนาไปใชใ้ นชวี ติ จรงิ
1. การอ่าน การอ่านออกเสียงคา ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คาประพันธ์ชนิดต่างๆ การ
อ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากส่ิงท่ีอ่าน เพื่อนาไปปรับใช้ใน
ชีวติ ประจาวนั
2. การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคาและรูปแบบต่าง ๆ
ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การเขียนตามจินตนาการ
วิเคราะหว์ ิจารณ์ และเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์
3. การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น
ความรสู้ ึก พูดลาดับเรื่องราวตา่ งๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ท้ังเป็นทางการและไม่เป็น
ทางการ และการพูดเพ่อื โนม้ น้าวใจ
4. หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้อง
เหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่างๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศใน
ภาษาไทย
5. วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด
คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทาความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก
เพลงพ้ืนบ้านท่ีเป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียม
ประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพ่ือให้เกิดความซาบซ้ึงและภูมิใจในบรรพ
บุรษุ ท่ไี ด้ส่งั สมสบื ทอดมาจนถงึ ปัจจบุ นั
รายวชิ าภาษาไทยพืน้ ฐานชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3
ศึกษาวเิ คราะหแ์ ละฝึกปฏบิ ัติการอา่ น การเขียน การฟัง การดู การพูด หลักการใช้ภาษา
วรรณคดแี ละวรรณกรรมอย่างมีสมรรถนะ อา่ นบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองท่ีมีคุณค่าและนาไปใชอ้ า้ งอิง
อา่ นจับใจความจากสื่อต่าง ๆ ท่ีเปน็ เรื่องส้ัน ระบเุ หตุผลข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น อธิบายคาเปรียบเทียบ
การใช้บริบทในการอ่านคาที่มีหลากหลายความหมายจากงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ตีความคายากใน
เอกสารวิชาการโดยพิจารณาจากบริบทท่ีมีคา ประโยคและข้อความท่ีต้องใช้ช่วยพิจารณาความหมาย มี
มารยาทในการอ่าน ฝึกคัดลายมือได้ตามรูปแบบการเขียนอักษรไทย การเขียนส่ือสารแนะนาตนเอง
สถานที่ท่ีสาคัญและเขียนส่ือบนอิเล็กทรอนิกส์ การเขียนบรรยายประสบการณ์ การเขียนเรียงความเชิง
พรรณนา การย่อความการเขียนจดหมายส่วนตัว ขอความช่วยเหลือ แนะนา การเขียนรายงาน โครงงาน
มีมารยาทในการเขียนพูดสรุปใจความสาคัญของเร่ืองท่ีฟังและดู เล่าเรื่องย่อ พูดรายงานหรือประเด็นท่ี
ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆในชุมชนและท้องถิ่นของตน อธิบายลักษณะของเสียงในภาษาไทย การสร้าง
คาในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างของภาษาพดู และภาษาเขียน สรุปเนอ้ื หาวรรณคดแี ละวรรณกรรม
ที่อ่านเกี่ยวกับศาสนา ประเพณีพิธีกรรม สุภาษิตคาสอน บันทึกการเดินทาง วิเคราะห์คุณค่าและข้อคิด
จากวรรณคดีและวรรณกรรมท่องจาบทอาขยานและบทร้อยกรองทีม่ ีคณุ คา่
เพ่ือให้มองเห็นคุณค่าในการนาความรู้จากการอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูด หลักการใช้
ภาษาวรรณคดแี ละวรรณกรรม ไปใช้ในการตัดสนิ ใจแกป้ ัญหาและการดาเนินชวี ิตทถี่ ูกต้อง
โดยใช้กระบวนการสร้างความตระหนัก กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการเรียน
ภาษากระบวนการปฏิบตั ิ กระบวนการสร้างความคดิ รวบยอดและกระบวนการกลมุ่
สาระที่ 2 การเขยี น
มาตรฐาน ท 2.1 ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบ
ต่าง ๆเขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
ตวั ช้ีวัดสาระ การเรียนรู้แกนกลาง
1. คดั ลายมอื ตวั บรรจงคร่งึ บรรทัด
2. เขยี นข้อความโดยใช้ถอ้ ยคาไดถ้ ูกต้องตาม การคดั ลายมอื ตัวบรรจงคร่งึ บรรทดั ตามรูปแบบ
ระดับภาษา การเขยี นตวั อักษรไทย
การเขยี นข้อความตามสถานการณแ์ ละโอกาส
3. เขยี นชีวประวตั หิ รืออตั ชีวประวตั ิโดยเล่า ต่างๆ เชน่
เหตุการณ์ ข้อคิดเห็นและทัศนคติในเร่อื งตา่ งๆ
4. เขียนยอ่ ความ - คาอวยพรในโอกาสต่างๆ
- คาขวญั
5. เขียนเรียงความ/บทความทางวชิ าการ - โฆษณา
6. เขียนจดหมายกิจธรุ ะ การเขียนอตั ชีวประวัตหิ รอื ชีวประวัติ
การเขยี นย่อความจากสื่อตา่ งๆ เช่น นิทาน
ประวตั ิ ตานาน สารคดที างวชิ าการ พระราชดารสั
พระบรมราโชวาท จดหมายราชการ
การเขยี นเรยี งความเกีย่ วกบั ประสบการณ์ และ
เขยี นบทความจากการศึกษาคน้ คว้า
การเขียนจดหมายกจิ ธรุ ะ
- เขียนจดหมายเชิญวิทยากร
- จดหมายขอความอนเุ คราะห์
- จดหมายแสดงความขอบคณุ
ตัวชีว้ ดั สาระ การเรยี นรูแ้ กนกลาง
การกรอกแบบสมัครงาน
8. กรอกแบบสมัครงานพร้อมเขยี นบรรยาย
เก่ียวกับความรู้และทักษะของตนเองท่ีเหมาะสม การเขยี นรายงาน ได้แก่
กบั งาน - การเขยี นรายงานจากการศึกษาค้นคว้า
- การเขยี นรายงานโครงงาน
9. การรายงานการศึกษาค้นคว้าและโครงงาน
3. งานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วข้องในประเทศ
3.1 การปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนนนทรวี ิทยา
การวจิ ัยเรอื่ ง การปรยี บเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเขยี นเรยี งความของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2
โรงเรียนนนทรีวิทยา มีกลุ่มตัวอย่างจานวน 60 คน โดยใช้การสอนเรียงความแบบปกติกับการใช้แบบฝึก
การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่านักเรียนท่ีใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์มีผลสัมฤทธิ์ในการ
เขยี นเรียงความสงู กวา่ นกั เรยี นทเี่ รียนโดยใชก้ ารสอนเขยี นแบบปกติ อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่รี ะดบั 0.1
3.2 การเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิแ์ ละเจตคตกิ ารเขียนเรียงความของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปี
ท่ี 6 ระหว่างกลุ่มท่สี อนโดยใชช้ ุดการฝกึ เขยี นกับกลมุ่ ท่ไี ม่ใช้ชุดการฝกึ เขยี น
การวิจัย เร่ือง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิและเจตคติการเขียนเรียงความของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 6 ระหว่างกลุ่มที่สอนโดยใชช้ ุดการฝกึ เขยี นกับกลุ่มท่ีไม่ใช้ชดุ การฝกึ เขียน พบวา่ นกั เรยี น
ท่ีได้รับการสอนโดยใช้ชุดการฝึกเขียนเรียงความกับนักเรียนท่ีไม่ได้รับการสอนโดย ใช้ชุดการฝึกเขียน
เรียงความแตกต่างกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดับ 0.1
3.3 การพฒั นาทกั ษะการเขยี นเรยี งความดว้ ยแผนผังความคดิ วิชาภาษาไทย ช้ันมธั ยมศึกษา
ปีท่ี 3 โรงเรยี นเนนิ สง่าวิทยา
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความด้วยแผนผังความคิดวิชาภาษาไทย ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นเนนิ สงา่ วิทยา มีกลุม่ ตวั อยา่ งจานวน 39 คน ผลการวิจัยพบวา่ การพฒั นาทักษะ
การเขียนเรียงความด้วยแผนผังความคิดวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ผ่านทุกคน นักเรียนกลุ่มเก่ง
ทาคะแนนอยู่ในระดบั ดมี าก ผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับดี
3.4 การใช้คาถามนาท่ีนักเรยี นสร้างข้ึนช่วยในการพัฒนาการเรียนเรียงความคิด ในการเขียน
เรียงความ
การวิจัยเรื่อง การใชค้ าถามนาท่ีนักเรียนสร้างขึ้นชว่ ยในการพัฒนาการเรียนเรียงความคิด ในการ
เขียนเรียงความ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นวา่ คาถามที่นักเรียนสร้างข้ึนช่วยพัฒนาเร่ืองการเรียบเรียงความ
คิดในการเขียนเรียงความของนักเรียนได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยพิจารณาจากงานเขียนช้ินท่ี 1
กับงานเขียนช้ินที่ 5 ซ่ึงมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้เทคนิควิธีน้ียังเป็นการ
ท้าทายความ สามารถ และน่าสนใจ ทาให้นักเรียนได้เป็นคนเร่ิมต้นการเขียนเรียงความด้วยตัวของ
นกั เรยี นเอง ประกอบกบั บทบาทของครทู ีใ่ ห้การสนบั สนนุ ให้นกั เรยี นไดค้ ดิ เอง
3.5 การพัฒนาชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการเขียนเรียงความ สาหรับ
นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6
จากงานวิจัยเรื่องน้ีพบว่า ชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการเขียนเรียงความ
สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.09/87.42 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
80/80 ซึ่งเห็นได้ว่าชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ืองการเขียนเรียงความสาหรับนักเรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 มปี ระสิทธภิ าพเป็นไปตามเกณฑท์ ่ีกาหนด นอกจากนี้ยงั มผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นที่
สงู กว่าก่อนเรียนอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ 0.1
3.6 การวิจยั ท่ีเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปี
ท่ี 1
การวิจัยท่ีเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จะ
ใช้ในการเรียนซ่อมเสริม โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะและครูเป็นผู้สอน ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถใน
การเขียนเรียงความของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกตา่ งกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ
0.1
4. งานวจิ ัยท่ีเกีย่ วขอ้ งต่างประเทศ
4.1 การเขียนเรียงความและรูปแบบของภาษาท่เี ป็นทางการของเฮนนิง่
ได้ศึกษาเรื่องการเขียนเรียงความและรูปแบบของภาษาท่ีเป็นทางการ เพ่ือศึกษาดูว่า
ปัจจัยในการเขียนเรียงความมีอยู่ 3 อย่าง คือ การเขียน การอ่าน และการใช้ภาษานามาเขียนโดยให้
นักเรียนเขียนเรียงความ จดหมาย และหนังสือพิมพ์ ผลการวิจัยพบว่าการเขียนเรียงความเป็นการเขียนที่
มีโครงสรา้ งยุ่งยากทส่ี ุดในการเขียน 3 ประเภท รองลงมาคอื การเขียนจดหมาย และการเขียนหนงั สือพิมพ์
4.2 การศึกษาเปรยี บเทยี บคุณภาพและความสาคัญระหว่างการเขยี นเรยี งความในหอ้ งเรียน
และการเขยี นเรียงความนอกห้องเรยี นของนิสติ ชนั้ ปีที่ 1 มหาวทิ ยาลัยวอชิงตันของคปิ
ไดศ้ กึ ษาเรื่องการศึกษาเปรียบเทยี บคุณภาพและความสาคญั ระหว่างการเขียนเรยี งความ
ในห้องเรียนและการเขียนเรียงความนอกห้องเรียนของนิสิต ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยวอชิงตัน โดยรวม
การเขียนเรียงความ 6 เร่ือง ผลการวจิ ัยพบว่าประสิทธภิ าพของงานเขียนทั้งในห้องเรียนกับนอกห้องเรียน
ไม่แตกตา่ งกนั คา่ เฉลย่ี ของเรียงความนอกห้องเรยี นสูงกวา่ ในห้องเรยี นเพียงเล็กน้อย
4.3 วธิ ีการให้ส่ิงเร้าต่อเน่ืองกัน 3 อย่างโดยหมนุ เวียนกันในการเขียนเรียงความ โดยใช้สิ่งเร้า
ดา้ นการฟงั การได้เห็น และการสัมผัสกลุ่มตัวอยา่ งของคอฟกา
ได้ศึกษาวิจัยเรื่องวิธีการให้สิ่งเร้าต่อเนื่องกัน 3 อย่างโดยหมุนเวียนกันในการเขียนเรียงความ
โดยใชส้ ิ่งเร้าด้านการฟัง การได้เห็น และการสัมผัสกลุ่มตวั อย่างเป็นนักเรียนระดับ 4-5 พบว่า การเขียนท่ี
ไม่ได้ให้สิ่งเร้าจะทาให้ความสามารถทางการเขียนเรียงความดีกว่าการใช้ส่ิงเร้า 3 อย่าง โดยผู้วิจัยให้
ข้อคิดเห็นว่าการให้ส่ิงเร้าในรูปวัตถุที่ไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิด และส่งผลต่อการเขียน
เรียงความ
บทที่ 3
วธิ ีการดาเนินการวิจัย
การวิจัยในคร้ังนี้เป็นการพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน
เรียงความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/15 โรงเรียน
มัธยมวัดสิงห์เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนเรียงความ โดยใช้
แบบฝกึ ทักษะ สาหรับนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสงิ ห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
และเพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรุงเทพมหานคร ที่มีต่อแบบฝึกทกั ษะ
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
2. แบบแผนการวิจยั
3. วิธีดาเนินการวิจยั
4. เคร่ืองมือที่ใช้ในการวจิ ยั
5. ข้นั ตอนการสร้างเครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั
6. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
7. สถิติทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ประชากร คือ นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์
เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ทัง้ หมด 4 หอ้ ง จานวน 139 คน
กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/15 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียน
มัธยมวัดสิงห์เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร สุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย ได้กลุ่มตัวอย่าง
ท้ังหมด 25 คน
2. ขนั้ ตอนการดาเนินงานวจิ ยั
การวจิ ยั ในคร้ังนี้ มีขนั้ ตอนการดาเนินงาน 2 ระยะ ดังน้ี
ระยะท่ี 1 การพฒั นาแบบฝกึ ทกั ษะ มีรายละเอยี ดดงั นี้
1. ศึกษาแนวคดิ ทฤษฎแี ละกระบวนการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะ
2. วเิ คราะหห์ ลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พ.ศ. 2551 ในกลมุ่ สาระ
ภาษาไทย
3. ร่างแบบฝกึ ทกั ษะ
4. นาแบบฝึกทักษะไปตรวจสอบคณุ ภาพด้านความตรงตามเนื้อหา โดยผู้เช่ยี วชาญ
5. ปรบั ปรุงตามข้อเสนอแนะของผ้เู ชี่ยวชาญ
ระยะที่ 2 การศกึ ษาผลการทดลองใช้ มขี น้ั ตอนดงั นี้
1. ชีแ้ จงวัตถปุ ระสงค์การดาเนินงานวิจัยใหก้ ับกลุ่มตัวอยา่ ง
2. ทดสอบเรียนกบั กลุ่มตวั อยา่ ง
3. นาแบบฝึกทักษะมาเก็บรวบรวมขอ้ มูลกบั นกั เรียนกลุ่มตวั อยา่ ง
4. ทดสอบหลังเรยี นกับกล่มุ ตวั อยา่ ง
5. ศกึ ษาความพงึ พอใจของนกั เรียนหลังใชแ้ บบฝึกทักษะ
6. วเิ คราะห์ขอ้ มูล
7. เขียนรายงานการวจิ ยั
3. เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวิจัย
การวจิ ัยครงั้ นี้ผู้วิจัยใช้เครอ่ื งมอื ที่เก็บรวบรวมข้อมลู จานวน 3 ฉบับ ไดแ้ ก่
1. แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์
เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร จานวน 5 ชดุ คอื
แบบฝึกทกั ษะชุดที่ 1 เรยี งความคืออะไร
1. เรยี งความคอื อะไร
2. องค์ประกอบของเรียงความ
แบบฝึกทกั ษะชดุ ท่ี 2 การเขยี นคานา
1. เศรษฐกิจพอเพยี ง
2. วันหยุดยาวชว่ งโควดิ
3. ความสามัคคีสร้างความมน่ั คง
แบบฝกึ ทักษะชดุ ท่ี 3 การเขียนเนอ้ื เร่ือง
1. การเขยี นเนื้อเร่อื งจากหวั ข้อ
1.1 ครใู นอุดมคตขิ องฉัน
1.2 ปดิ เทอมของฉนั
2. การเขยี นเน้อื เรื่องจากรูปภาพ จะมีทง้ั หมด 2 ภาพ
2.1 ภาพคนกาลังดานา
2.2 ภาพเคร่ืองบนิ กาลังทาฝนเทยี ม
แบบฝึกทักษะชุดท่ี 4 การเขยี นสรุป
1. พ่อหลวงของปวงชน
2. ตามรอยพอ่ เศรษฐกจิ พอเพียง
3. รู้ใช้ ร้รู ักษพ์ ลังงาน
แบบฝกึ ทกั ษะชดุ ที่ 5 การเขียนเรียงความ
1. การเขยี นเรยี งความจากรูปภาพ จะมีท้ังหมด 2 ภาพ
1.1 ภาพในหลวงรัชการท่ี 9
1.2 ภาพแม่อุ้มลกู นอ้ ย
2. การเขยี นเรียงความจากหวั ขอ้ ที่กาหนดให้
2.1 ถ้าฉนั ได้เป็นนายกรฐั มนตรี
2.2 สร้างคนดี ใหค้ นดสี รา้ งชาติ
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
3. แบบสอบถสมความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขต
จอมทอง กรุงเทพมหานครต่อแบบฝกึ ทกั ษะการเขียนเรียงความ
4. แบบสอบถามความพงึ พอใจต่อแบบฝกึ ทักษะการเขียนเรียงความ มขี ้ันตอนดงั ต่อไปนี้
4.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ
4.2 กาหนดกรอบเน้ือหาความพึงพอใจ ได้แก่ ความพอใจในด้านเน้ือหา กระบวนการ
จัดการเรยี นรู้
4.3 เลือกประเด็นท่ีจะวัดความพึงพอใจ และกาหนดประเด็นที่จะวัดความพึงพอใจได้
เลอื กมาจากกรอบเนอื้ หา ทก่ี าหนดไวใ้ นครัง้ ท่ี 2 และไดท้ าการกาหนดคณุ ภาพ 5 ระดบั และ
ประเด็นความพงึ พอใจเป็นทางบวก
มคี วามพงึ พอใจมากทสี่ ดุ ให้คะแนน 5 คะแนน
มีความพึงพอใจมาก ให้คะแนน 4 คะแนน
มคี วามพงึ พอใจปานกลาง ใหค้ ะแนน 3 คะแนน
มคี วามพึงพอใจนอ้ ย ใหค้ ะแนน 2 คะแนน
มีความพึงพอใจนอ้ ยที่สดุ ให้คะแนน 1 คะแนน
การแปลความหมายการวัดความพึงพอใจ
กรณีวัดความพึงพอใจด้วยการวดั คุณภาพ 5 อันดับ สามารถแปลความหมายความพงึ พอใจได้
ดงั นี้
1.00 - 1.50 หมายถงึ พอใจน้อยท่ีสดุ
1.51 - 2.25 หมายถงึ พอใจน้อย
2.26 - 3.75 หมายถึง พอใจพอสมควร
4.76 - 4.50 หมายถงึ พอใจมาก
4.51- 5.00 หมายถึง พอใจมากทสี่ ดุ
4.4 จัดทาแบบวัดความพึงพอใจฉบบั รา่ ง
4.5 ให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตรวจสอบความแมน่ ตรงเชงิ เน้อื หา
4.6 นาไปใชจ้ รงิ
4. แผนการจดั การเรยี นรู้
ตารางท่ี 1 จานวนช่ัวโมงจาแนกตามแผน
แผนการจดั การเรยี นรู้ ช่อื แผน จานวนช่ัวโมง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 1 ความรูท้ วั่ ไปเก่ียวกบั การเขียนเรยี งความ 1
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 2 การเขียนคานา 1
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 3 การเขยี นเนอ้ื เรอื่ ง 1
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 4 การเขยี นเนือ้ เรือ่ งจากหัวขอ้ 1
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 5 การเขยี นเน้อื เรื่องจากรูปภาพ 1
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 6 การเขยี นสรปุ 1
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 7 การเขยี นเรยี งความจากรปู ภาพ 2
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 8 การเขียนเรียงความจากหวั ขอ้ 2
1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุงพุทธศักราช
2560) และหลักสูตรสถานศกึ ษา
2. ศึกษาแบบเรยี นวชิ าภาษาไทย เรอ่ื ง การเขียนเรยี งความ
3. ศกึ ษาเทคนิคและวธิ กี ารสอน
4. ศึกษาการวดั และการประเมนิ ผล
5. ใหผ้ เู้ ชีย่ วชาญประเมินความเหมาะสมของแผนการจดั การเรียนรู้
การสร้างเครอื่ งมือและการตรวจสอบคณุ ภาพของเครื่องมือ
การสร้างเคร่ืองมือในการวิจัยตามลาดับข้ันตอนของการสร้างแบบฝึกทักษะการเขีย นเรียงความ
รายวิชาภาษาไทย นักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นมธั ยมวดั สิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
1. แบบฝึกทกั ษะการเขียนเรยี งความ
1.1. การสรา้ งแบบฝึกทักษะการเขยี นเรยี งความ
1.2. ศึกษาหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. 2551
1.3. ศกึ ษาและวเิ คราะหเ์ นอื้ หา และมาตรฐานการเรยี นรู้
1.4. ศกึ ษาและสรา้ งแบบฝกึ ทักษะการเขียนเรียงความ
1.5. ออกแบบแบบฝึกทกั ษะการเขียนเรียงความ
1.6. กาหนดยทุ ธวธิ ีในการเรียน กาหนดเวลาในการจัดการเรียนรู้ เน้อื หากจิ กรรมการเรียนรู้
และการประเมนิ ผล
1.7. ตรวจสอบความถกู ตอ้ งแบบฝึกทักษะการเขียนเรยี งความ
1.8. ให้ผู้เช่ียวชาญ 3 – 5 คน ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสมท้ังหมดของแบบฝึกทักษะ
การเขยี นเรียงความ
1.9. ทดลองใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ เพ่ือตรวจสอบความเหมาะสมเกี่ยวกับ
เนือ้ หา กจิ กรรม ตลอดจนเลาการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมในแบบฝกึ ทักษะทก่ี าหนดไวข้ า้ งต้น
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน
เรียงความ มขี นั้ ตอนการสรา้ งดังต่อไปนี้
2.1 ศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวข้องของการสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ
2.2 นิยามทกั ษะและเน้ือหาท่ีจะวดั
2.3 จัดทาแบบทอสอบฉบับร่าง โดยการกาหนดคะแนนคะแนน เวลา และจานวนข้อท่ี
เหมาะสม
2.4 ทดลองกล่มุ ย่อยกบั นักเรียนที่ไม่ใช่กลุม่ ตวั อย่างประมาณ 5 คน เพอื่ ตรวจสอบความแม่น
ตรงเฉพาะหนา้
2.5 ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 – 5 คน ตรวจสอบความแม่นตรงของเน้ือหา และวิเคราะห์ความแม่น
ตรงของเนอื้ หา
2.6 ทดลองใช้แบบทดสอบ เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบ และปรับปรุงคุณภาพ
แบบทดสอบหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ หาค่าความยากง่าย และค่าอานาจจาแนก
ของขอ้ คาถามแต่ละขอ้
2.7 นาแบบทดสอบไปใช้ในการวิจยั
3. แบบวัดความพงึ พอใจตอ่ แบบฝกึ ทกั ษะ มีข้ันตอนการสรา้ งดงั ต่อไปนี้
3.1. ศกึ ษาเอกสารทีเ่ กี่ยวข้องของการสรา้ งแบบวดั ความพึงพอใจ
3.2. กาหนดกรอบเนอ้ื หาความพึงพอใจ
3.3. เลอื กประเด็นท่จี ะวัดความพงึ พอใจ และกาหนดวธิ ีการทจ่ี ะวัดความพงึ พอใจ
3.4. จัดทาแบบวัดความพึงพอใจฉบบั รา่ ง
3.5. ทดลองกบั กลมุ่ ย่อย 3 - 5 คน เพ่ือตรวจสอบความแม่นตรงเฉพาะหนา้
3.6. ให้ผู้เช่ียวชาญ 3 – 5 คน ตรวจสอบความแม่นตรงเฉพาะหน้า และความแม่นตรงของ
เนอื้ หา
3.7. ทดลองใชแ้ บบวดั ความพงึ พอใจ เพื่อวิเคราะห์ปรบั ปรุงคณุ ภาพแบบวัดความพึงพอใจ
3.8. นาแบบวดั ความพงึ พอใจไปใช้ในการวจิ ัย
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
1. แผนการทดลอง การวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยใช้แบบการทอลองโดยการทดสอบก่อนเรียน 1 คร้ัง
หลังเรียน 1 ครั้ง ของแต่ละแบบฝึกทักษะทง้ั 5 ชดุ โดยมีการใชแ้ ผนภมู ิดงั น้ี
ภาพแผนการทดลองแบบ One Group Pretest- Posttest Design
O1 หมายถึง การทดสอบทางการเรียน ก่อนใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ รายวิชา
ภาษาไทย นกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3
X1 หมายถงึ การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ รายวิชา
ภาษาไทย นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3
O2 หมายถึง การทดสอบทางการเรียน หลังใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ รายวิชา
ภาษาไทย นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3
2. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ผวู้ จิ ัยได้กาหนดการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลด้วยตนเองตามลาดบั ขั้นตอนการดาเนินงาน ดังนี้
1. ผวู้ ิจยั ไดเ้ ก็บข้อมุลการทดสอบก่อนเรยี นด้วยแบบทดสอบกอ่ นเรียนทีจ่ ดั ทาข้ึน
2. ผู้วจิ ัยได้ดาเนินกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ในแผนการ
จัดการเรียนรูแ้ ละใชแ้ บบฝกึ ทักษะการเขียนเรียงความ 5 ชดุ ในแต่ละชุดจะมี 2-4 แบบฝกึ ซึง่ ในแต่ละชุด
จะมีกจิ กรรมฝึกทักษะที่ใช้เวลาตามแผนการจดั การเรียนรู้
3. ทาการทาสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบหลังเรียนท่ีได้จัดทาข้ึนในการเก็บข้อมูล
ในแต่ละกระบวนการ ขั้นตอนข้อ 2.1 - 2.3 ในแบบฝึกท่ี 1 – 5 แล้วผู้วิจัยไดท้ าการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นดว้ ยแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนท่ไี ด้จัดทาขึน้ 30 ข้อ
สถิตทิ ่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล
1.สถิตทิ ี่ใชใ้ นการตรวจสอบคุณภาพของเครือ่ งมอื ครัง้ น้ี ไดแ้ ก่
การศึกษาคุณภาพเบ้ืองต้นของชุดการเรียนรู้ โดยคานวณหาค่าเฉลี่ย ( ̅) และส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) จากสตู ร (อนุวตั ิ คณู แกว้ , 2549 : 152) ดงั นี้
1. ค่าเฉลี่ย
×̅ = ∑
เมอ่ื ×̅ แทน คา่ คะแนนเฉลย่ี
∑ x แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด
n แทน จานวนกลมุ่ ตัวอย่าง
2. ค่าความเบ่ยี งเบนมาตรฐานจากสตู ร
เมอ่ื S.D. แทน คะแนนความเบย่ี งเบนมาตรฐาน
แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัว
∑ แทน ผลรวมของคะแนนแตล่ ะตัวยกกาลังสอง
แทน จานวนกล่มุ ตัวอย่าง
∑ 2
n
การหาคุณภาพของเคร่ืองมือ (IOC)
การหาดัชนคี วามสอดคลอ้ งระหว่างข้อสอบกับจุดประสงคเ์ ปน็ รายขอ้
กาหนดให้ สูตร IOC = ∑
IOC หมายถึง ความสอดคลอ้ งระหวา่ งวัตถุประสงคก์ ับแบบสอบถาม
ΣR หมายถึง ผลรวมของคะแนนจากผ้เู ช่ยี วชาญท้ังหมด
N หมายถงึ จานวนผู้เชี่ยวชาญ
โดยใหผ้ ู้เชยี่ วชาญ ใหค้ ะแนนดงั นี้
คะแนน +1 แนใ่ จวา่ ขอ้ สอบวัดตรงจุดประสงค์
คะแนน 0 ไมแ่ นใ่ จวา่ ขอ้ สอบวดั ตรงจดุ ประสงค์
คะแนน –1 แนใ่ จวา่ ขอ้ สอบวดั ไม่ตรงจดุ ประสงค์
เกณฑ์การตัดสินค่า (IOC) ถ้ามีค่า 0.50 ข้ึนไป แสดงว่า ข้อค้าถามน้ันวัดได้ตรงตามเน้ือหาน้ัน
แสดงวา่ ขอ้ คาถามข้อน้นั ใชไ้ ด้ (อนวุ ตั ิ คูณแกว้ , 2549 : 153)
การวิเคราะหค์ า่ ความยากง่าย (P)
คานวณหาความยากง่ายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นดงั นี้
P = R
N
เมือ่
P คือ คา่ ความยากง่าย
R คือ จานวนผเู้ รียนที่ทาขอ้ นัน้ ถูก
N คือ จานวนผู้เรียนทง้ั หมด
การหาค่าอานาจจาแนก ( R )
สูตรในการคานวณ
r RU - RL
N
R คอื ค่าอานาจจาแนก
RU คือ จานวนนกั เรียนในกลุม่ สงู ท่ตี อบถกู (กลุม่ สงู ใช้ประมาณร้อยละ 25 ของ
นกั เรยี นทง้ั หมด)
RL คือ จานวนนกั เรียนในกลุม่ ต่าที่ตอบถูก (กลุ่มต่าใชป้ ระมาณรอ้ ยละ 25 ของ
นกั เรยี นทง้ั หมด)
N คอื จานวนนกั เรียนในกลุม่ สงู หรอื กลุ่มตา่
เกณฑ์อานาจจาแนกที่ยอมรับได้จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0.20 – 1.00 ถ้าค่าอานาจจาแนกต่ากว่า
0.20 จะต้องปรบั ปรงุ แบบทดสอบขอ้ น้นั หรอื ตัดทง้ิ ไป (กรมวชิ าการ. 2545 : 68)
การวิเคราะหค์ ่าความเท่ยี ง (Rxx)
-1≤Rxx≤+1
คา่ Rxx ท่ีเหมาะสมตอ้ ง≥0.7
การหาประสิทธภิ าพของชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ (E1/E2)
สูตรท่ใี ช้ในการคานวณ E 1 / E 2 ใช้สตู รดงั นี้
เมอ่ื E 1 = ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
∑ 1 = คะแนนของผ้เู รยี นจากการตอบคาถามในกจิ กรรมหรือ
แบบฝึกหดั
A = คะแนนเตม็ ของกิจกรรมหรือแบบฝกึ หัด
N = จานวนผเู้ รยี น
เม่ือ E 2 = ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
∑ 2 = คะแนนรวมของผเู้ รียนจากการทดสอบหลงั เรยี น
B = คะแนนเต็มของการทดสอบหลงั เรยี น
N = จานวนผเู้ รยี น
ท้ังนี้ในการจัดทาแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ ที่เน้ือหาเป็นความรู้ ผู้วิจัยจึงได้กาหนด
เกณฑ์ไวท้ ี่ 85/85 เกณฑ์ 85/85 หมายถึง เมื่อเรียนจบชุดการเรียนรู้ในแตล่ ะเร่ืองแล้ว ผู้เรียนสามารถทา
แบบฝึกหัด ได้คะแนนเฉล่ีย 85% และสอบหลังเรียนได้เฉล่ีย 85% เป็นต้นไป จึงจะถือว่าชุดการเรียนรู้
เร่อื งนนั้ มีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์ประสทิ ธิผลของนวตั กรรม (E.I.)
E.I.= (post-pre)/(คะแนนเต็ม-pre)×100
Post คอื คะแนนหลงั เรียน
Pre คอื คะแนนก่อนเรียน
สถิตที่ใชใ้ นการเปรียบเทียบค่าเฉลยี่
t-test one sample
t= ̅ −
. .÷√
̅ คือ คา่ เฉลยี่ ของกลุม่ ตวั อย่าง
คอื ค่าเฉลีย่ ของประชากรหรอื เกณฑท์ ก่ี าหนดไว้
S.D. คอื ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
n คือ จานวนกลมุ่ ตวั อยา่ ง
t-test Independent Sample Group
สูตรที่ 1 t-test Independent Sample Group ในกรณี 12 = 22
t x1 x2 df n1 n2 2
sp 2 1 1
n1 n2
เม่อื 1̅ , ̅2 คือ คา่ เฉลยี่ ของกล่มุ ตัวอยา่ งกลุ่มที่ 1, 2
Sp2 n1 1s12 n2 1s22
n1 n2 2
2 คือ ความแปรปรวนร่วม (Pooled Variance)
1 , 2 แทน ขนาดกล่มุ ตวั อยา่ งกลมุ่ ที่ 1 และ 2
t - test Independent Sample Group กรณี 12 = 22 มขี อ้ ตกลงเบ้ืองต้นดังต่อไปนี้
1. กลุ่มตัวอย่างท้ังสองกลุ่มต้องเป็นอิสระจากกันและได้มาจากการสุ่มจากลุ่มประชากรที่มีการ
แจกแจงเปน็ โคง้ ปกติ
2. คุณลกั ษณะทีต่ อ้ งการศึกษาภายในกล่มุ ต้องเป็นอสิ ระจากกัน
3. ความแปรปรวนของประชากรทงั้ สองกลุ่มเทา่ กับ 12 = 22 แตไ่ ม่ทราบค่า
สูตรท่ี 2 t-test Independent Sample Group ในกรณี 12 22
t x1 x2 : df s12 s22 2
s12 s22 n1 n2
n1 n2
s12 s22
n1 n2
n11 n2 1
เม่ือ 1̅ , ̅2 แทน ค่าเฉลี่ยของกลมุ่ ตัวอย่างกลมุ่ ท่ี 1, 2
12, 22 แทน ความแปรปรวนของกลมุ่ ตวั อย่างกลมุ่ ท่ี 1, 2
1 , 2 แทน ขนาดของกลมุ่ ตัวอยา่ งกลุ่มท่ี 1, 2
t - test Independent Sample Group กรณี 12 22 มีข้อตกลงเบ้อื งต้นดงั ตอ่ ไปนี้
1. กลุ่มตัวอย่างท้ังสองกลุ่มต้องเป็นอิสระจากกันและต้องได้มาจากการสุ่มจากกลุ่ม
ประชากรทม่ี กี ารแจกแจงเปน็ โค้งปกติ
2. คุณลกั ษณะท่ีตอ้ งการศกึ ษาภายในกลุม่ ต้องเปน็ อิสระจากกนั
3. มีเหตุผลพอที่จะเช่ือได้ว่าความแปรปรวนของกลุ่มประชากรทั้งสองกลุ่มไม่เท่ากัน
(12 22 )
4. ขนาดของกล่มุ ตวั อย่างไมเ่ ท่ากัน (n1 n2 ) กไ็ ด้
t-test Dependent
D คือ ค่าความแตกต่างระหว่างก่อน-หลงั
n คือ จานวนกล่มุ ตวั อย่า
บทที่ 4
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะ
การเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรุงเทพมหานคร เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิในการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน
เรียงความ สาหรบั นกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี 3 โรงเรียนมัธยมวดั สิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานครและ
เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรงุ เทพมหานคร ที่มีต่อแบบฝกึ ทกั ษะการเขียนเรยี งความ แบง่ การนาเสนอออกเป็น 3 ตอน ดังนี้
ตอนท่ี 1 ผลการสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนมธั ยมวดั สงิ ห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ซง่ึ มีแบบฝกึ ทักษะทง้ั หมด 5 แบบฝกึ คอื
แบบฝึกทกั ษะชดุ ท่ี 1 เรยี งความคอื อะไร
1. เรยี งความคอื อะไร
2. องคป์ ระกอบของเรยี งความ
แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 การเขยี นคานา
1. เศรษฐกจิ พอเพียง
2. วนั หยุดยาวชว่ งโควิด
3. ความสามัคคสี รา้ งความมนั่ คง
แบบฝึกทักษะชดุ ที่ 3 การเขยี นเนือ้ เรอื่ ง
1. การเขยี นเน้อื เร่อื งจากหัวขอ้
1.1 ครใู นอุดมคติของฉัน
1.2 ปิดเทอมของฉัน
2. การเขียนเนื้อเรอื่ งจากรูปภาพ จะมที ง้ั หมด 2 ภาพ
2.1 ภาพคนกาลงั ดานา
2.2 ภาพเครื่องบินกาลงั ทาฝนเทียม
แบบฝกึ ทักษะชดุ ที่ 4 การเขยี นสรุป
1. พ่อหลวงของปวงชน
2. ตามรอยพอ่ เศรษฐกิจพอเพียง
3. รใู้ ช้ ร้รู ักษ์พลงั งาน
แบบฝึกทักษะชดุ ที่ 5 การเขยี นเรียงความ
1. การเขยี นเรียงความจากรปู ภาพ จะมีทง้ั หมด 2 ภาพ
1.1 ภาพในหลวงรชั การท่ี 9
1.2 ภาพแม่อมุ้ ลกู นอ้ ย
2. การเขยี นเรียงความจากหวั ข้อทก่ี าหนดให้
2.1 ถา้ ฉนั ไดเ้ ป็นนายกรัฐมนตรี
2.2 สร้างคนดี ใหค้ นดสี รา้ งชาติ
ตอนท่ี 2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทักษะการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะ
การเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรุงเทพมหานคร ระหวา่ งคะแนนก่อนเรียนกบั คะแนนหลังเรียน
ตอนที่3 การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
สาหรับนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสงิ ห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
ตอนที่ 1 ผลการสรา้ งแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3
โรงเรียนมธั ยมวัดสงิ ห์ เขตจอมทอง กรงุ เทพมหานคร
ตารางท่ี 1 จานวนชั่วโมง จาแนกตามแผน
แผนการจัดการเรยี นรู้ ช่ือแผน จานวนช่วั โมง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 1 ความรทู้ ัว่ ไปเก่ยี วกับการเขยี นเรยี งความ 1
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 2 การเขยี นคานา 1
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 การเขยี นเนอ้ื เรือ่ ง 2
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 4 การเขยี นสรปุ 1
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 5 การเขยี นเรยี งความจากรปู ภาพ 2
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 6 การเขยี นเรยี งความจากหัวขอ้ 2
ตารางท่ี 2 ผลการประเมินความเหมาะสมของนวตั กรรมตามความคิดเหน็ ของผเู้ ชี่ยวชาญ
รายการประเมิน คนที่ ผูเ้ ชยี่ วชาญ คนที่ ̅ SD. ระดบั ความ
1 5 เหมาะสม
ด้านเนอ้ื หา 5 คนท่ี คนท่ี คนท่ี
1. แผนการจดั การ 2 34
เรยี นร้คู รอบคลมุ 3
มาตรฐานการเรยี นรู้ 4 55 4 4.6 0.5477 มากท่ีสุด
และตวั ชว้ี ัด 5
2. เน้ือหาที่นาเสนอ 4 54 5 4.2 0.8366 มาก
เรยี งตามลาดับความ
ยากง่าย 5 43 4 4.2 0.8366 มาก
3. แบบฝึกทกั ษะตรง
ตามจุดประสงค์การ
เรียนรู้
ด้านการวัดผล 4 5 53 5 4.4 0.8944 มาก
5 5 45 4 4.6 0.5477 มากที่สุด
1. เกณฑก์ ารประเมนิ 4.4 4.6 4.6 4 4.4 4.4 0.1704 มาก
K P A มคี วาม
เหมาะสม
2. เกณฑ์การประเมิน
แบบฝกึ ทักษะมีความ
เหมาะสม
รวม
จากตารางที่ 2 พบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 มีคา่ เฉลี่ยอย่ใู นระดับมาก ที่คา่ เฉล่ีย 4.4 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.1704