ตารางที่ 3 ผลการหาประสิทธภิ าพ E1/E2
นกั เรยี น 1 E1 4 รวม E1 E2
10 23 6 5 50 20
คะแนนเตม็ 10 6
9 8 8
1 9 89 7
2 8 99 8 8 42 18
3 8 88 8
4 9 99 8 8 42 19
5 8 89 8
6 9 98 9 8 40 19
7 7 10 9 9
8 8 97 8 9 43 18
9 7 99 9
10 9 89 7 9 43 19
11 9 99 8
12 9 98 9 8 41 19
13 10 88 8
14 8 99 8 9 46 20
15 9 88 7
16 8 8 10 10 8 40 19
17 9 88 9
18 8 7 10 9 9 43 20
19 8 99 9
20 9 89 10 8 41 20
21 9 9 10 8
22 9 79 10 9 43 19
23 8 98 9
24 9 98 8 7 41 19
25 213 98 211
รวม 213 217 8 42 18
เกณฑ์ 85/85 9 45 20
9 41 18
10 44 19
7 41 19
9 44 20
8 43 20
8 42 19
9 47 19
9 42 20
10 46 20
10 44 19
9 43 20
215 1069 480
E1= 85.52 E2= 86.8
จากตารางท่ี 3 พบว่า คะแนนระหว่างเรียน E1= 85.52 และคะแนนหลังเรียน E2= 86.8 สรุปได้
วา่ ผลการหาคา่ ประสิทธิภาพคะแนนระหวา่ งเรียนและหลังเรยี นเปน็ ไปตามเกณฑ์ 85/85 ท่กี าหนดไว้
ตอนที่ 2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะ
การเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรงุ เทพมหานคร ระหวา่ งคะแนนกอ่ นเรยี นกับคะแนนหลังเรยี น
ตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทยี บค่าเฉลย่ี ผลสมั ฤทธ์ริ ะหวา่ งก่อน-หลังเรยี นโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ
การเขยี นเรยี งความ
คะแนน x̄ SD. D t sig
กอ่ นเรยี น 9.96 1.27 9.24 36.45 0.00
หลังเรยี น 19.20 0.71
**มีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
จากตารางที่ 4 สรุปได้ว่า จากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อน - หลังเรียนพบว่า T = 36.45
Sig = 0.00 แสดงวา่ คา่ เฉลี่ยระหวา่ งกอ่ น – หลังเรยี นแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดับ 0.01
ตารางท่ี 5 ผลการศกึ ษาความกา้ วหน้าของนักเรยี นตอ่ การใช้แบบฝกึ ทักษะ
นกั เรยี น ก่อนเรยี น หลงั เรยี น E.I ระดับความกา้ วหนา้
1 10 18 80.0 ดี
2 12 19 87.5 ดี
3 10 19 90.0 ดี
49 18 81.81 ดี
5 12 19 87.5 ดี
6 11 19 88.89 ดี
7 13 20 100 ดี
8 10 19 90.0 ดี
9 12 20 100 ดี
10 10 20 100 ดี
11 10 19 90.0 ดี
12 9 19 90.90 ดี
13 8 18 83.33 ดี
14 8 20 100 ดี
15 9 18 81.81 ดี
16 10 19 90.0 ดี
นกั เรียน กอ่ นเรยี น หลงั เรยี น E.I ระดับความก้าวหนา้
17 10 19 90.0 ดี
18 10 20 100 ดี
19 10 20 100 ดี
20 9 19 90.90 ดี
21 8 19 91.67 ดี
22 9 20 100 ดี
23 10 20 100 ดี
24 10 19 90.0 ดี
25 10 20 100 ดี
รวม ดี
̅ ̅ ̅ ̅ ̅ =9.96 ̅ ̅ ̅ ̅ ̅ ̅ =19.2 ̅ ̅ ̅.̅ ̅ .=92.17
จากตารางท่ี 5 สรุปได้ว่า ค่าประสิทธิผลของความก้าวหน้าของนักเรียนต่อการใช้แบบฝึกทักษะ
การเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 (E.I.) มีค่า= 92.17% แสดงว่ามีอัตราการ
พฒั นาการหรือความกา้ วหนา้ อย่ใู นระดับสงู (ดี)
ตอนที่ 3 การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
สาหรับนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสงิ ห์ เขตจอมทอง กรงุ เทพมหานคร
ตารางที่ 6 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้แบบฝึกทักษะ
การเขยี นเรียงความ กบั เกณฑ์ ( = 3.5 )
รายการ n ̅ S.D. ระดบั ความ t sig
พึงพอใจ
1. การเตรียมความพรอ้ มการเตรยี มสอน 25 4.26 0.79 มาก 20.68 0.00
2. ความรู้ ความสามารถของผสู้ อน 25 4.46 0.63 มาก 27.03 0.00
3. บคุ ลกิ ภาพโดยรวมของผสู้ อน 25 4.40 0.63 มาก 26.94 0.00
4. ความนา่ สนใจ ทนั สมยั 25 4.06 0.79 มาก 19.71 0.00
5. ความเหมาะสมกับระดบั ความรู้ ความสามารถ 25 4.40 0.63 มาก 26.94 0.00
ของผ้เู รยี น
6. การนาไปประยุกตใ์ ช้ในสถานการณ์อ่ืน ๆ หรือ 25 4.33 0.72 มาก 23.18 0.00
วชิ าอน่ื ๆ
7. กิจกรรมการเรียนการสอนเนน้ ผู้เรยี นเป็น 25 4.33 0.61 มาก 27.19 0.00
สาคัญ
รายการ n ̅ S.D. ระดบั ความ t sig
พงึ พอใจ
8. แบบฝกึ ทกั ษะสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรียนศกึ ษาคน้ คว้า
ด้วยตนเอง พรอ้ มแนะนาแหล่งความร้เู พ่มิ เตมิ 25 4.46 0.51 มาก 33.50 0.00
9. แบบฝึกทักษะพฒั นาผเู้ รยี นให้เกดิ แนวคดิ เชงิ
วเิ คราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ 25 4.46 0.63 มาก 27.03 0.00
10. มเี อกสารและสอื่ ประกอบในการเรยี นรู้
25 4.40 0.63 มาก 26.94 0.00
รวม 25 4.35 0.65 มาก 25.91 0.00
**มีนัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดับ 0.01
เกณฑ์การประเมิน
คะแนนเฉลย่ี 4.21 – 5.00 หมายถงึ พงึ พอใจมากที่สุด
คะแนนเฉล่ยี 3.41 – 4.20 หมายถึง พึงพอใจมาก
คะแนนเฉลยี่ 2.61 – 3.40 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง
คะแนนเฉลีย่ 1.81 – 2.60 หมายถึง พงึ พอใจน้อย
คะแนนเฉลย่ี 1.00 – 1.80 หมายถงึ พึงพอใจนอ้ ยทส่ี ุด
จากตารางที่ 6 จากการเปรียบค่าเฉล่ียความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้แบบฝึกทักษะการ
เขยี นเรยี งความ สาหรับนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 กับเกณฑ์ ( =3.5) พบว่า กับเกณฑ์ µ=3.51 พบวา่
ค่าเฉล่ียความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ พึงพอใจมากท่ีสุด มีค่าเฉลี่ย = 4.35 S.D=0.65 และค่า
sig=0.00 พบว่าคา่ เฉล่ียกับเกณฑม์ ีนัยสาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.01
บทที่ 5
สรุปผลการวิจยั อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การวิจัยเร่ืองนี้มีวัตถุประสงค์ ได้แก่ เพ่ือพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะ
การเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรุงเทพมหานครเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิในการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน
เรียงความ สาหรบั นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานครและ
เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง
กรุงเทพมหานคร ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียน
ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ปกี ารศึกษา 2563 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร จานวน 4
ห้องเรียน มีนักเรียนรวมทั้งหมด 139 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 3/15 จานวน 25 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี คือ แบบฝึกทักษะ
การเขียนเรียงความ แบบวัดความพึงพอใจและแผนการจัดการเรียนรู้ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลมี
2 ประเภท คือ สถิติท่ีใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ได้แก่ การตรวจสอบคุณภาพด้านความตรง
ตามเน้ือหา การหาคุณภาพของเครื่องมือ (IOC) การวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (P) การหาค่าอานาจ
จาแนก (R) การวิเคราะห์ค่าความเท่ียง (Rxx) การวิเคราะห์ประสิทธิผลของนวัตกรรม (E.I.) การหา
ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ (E1/E2) และสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ได้แก่ t-test
one sample , t-test Independent Sample และ t-test Dependent
สรปุ ผลการวจิ ยั
1. ผลการสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3
โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร พบว่ามีจานวน 8 แผน จานวน 10 ชั่วโมง
มผี ลการประเมินความเหมาะสมเป็นไปตามเกณฑ์ทกี่ าหนดไว้ 85/85 ±2.5 E1 = 85.52 , E2 = 86.8
2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียผลสัมฤทธ์ิระหว่าง ก่อนเรียน – หลังเรียน พบว่า T= 36.45
sig= 0.00 มกี ้าวหนา้ เฉลย่ี (E.I.) มคี ่า= 92.17% ระดับสงู (ดี)
3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ต่อการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร กับเกณฑ์
(μ=3.5) พบว่า ค่าเฉล่ียความพึงพอใจทั้ง 10 ข้อ ̅ = 4.35, S.D = 0.65, t = 20.91, sig = 0.00 พบว่า
ค่าเฉล่ียกับเกณฑ์มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01* เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่านักเรียนมีความ
พึงพอใจรวมอยู่ในระดับมาก (x̅= 4.35 S.D.=0.65 ) จานวน 10 ข้อ เม่ือพิจารณารายข้อ พบว่าข้อท่ี
นักเรียนมีความพึงพอใจมากท่ีสุดเป็นลาดับสูงสุด คือ ข้อ 2, 8 และ 9 ดังน้ี ข้อ 2 ความรู้ ความสามารถ
ของผู้สอน (x̅= 4.46 S.D.= 0.79 ) ข้อ 8 แบบฝึกทักษะส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นควา้ ดว้ ยตนเอง พร้อม
แนะนาแหล่งความรู้เพ่มิ เติม ( x̅= 4.46 S.D.= 0.51) และขอ้ 9 แบบฝึกทักษะพัฒนาผ้เู รยี นให้เกิดแนวคิด
เชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ (x̅= 4.46 S.D.= 0.63 ) และลาดับต่าสุดมีความพึงพอใจอยู่ใน
ระดบั ความพึงพอใจมาก คือ ขอ้ 4 ความน่าสนใจทนั สมยั (x̅= 4.06 S.D.=0.79 )
อภิปรายผล
1. แบบฝึกทกั ษะการเขียนเรยี งความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์
เขตจอมทอง กรุงเทพมหานครท่ีสรา้ งขนึ้ มา 5 ชุด คือ
แบบฝกึ ทักษะชดุ ท่ี 1 เรยี งความคืออะไร
1. เรยี งความคืออะไร
2. องคป์ ระกอบของเรียงความ
แบบฝกึ ทักษะชุดที่ 2 การเขยี นคานา
1. เศรษฐกิจพอเพยี ง
2. วันหยดุ ยาวช่วงโควิด
3. ความสามัคคีสร้างความม่นั คง
แบบฝกึ ทกั ษะชุดท่ี 3 การเขยี นโครงเรอื่ ง
1. การเขยี นโครงเรื่องจากหัวข้อ
1.1 ครูในอดุ มคติของฉัน
1.2 ปดิ เทอมของฉัน
2. การเขยี นโครงเรอื่ งจากรปู ภาพ จะมีทงั้ หมด 2 ภาพ
2.1 ภาพคนกาลงั ดานา
2.2 ภาพเคร่อื งบินกาลังทาฝนเทยี ม
แบบฝึกทกั ษะชดุ ที่ 4 การเขยี นสรุป
1. พ่อหลวงของปวงชน
2. ตามรอยพ่อเศรษฐกิจพอเพยี ง
3. รใู้ ช้ รู้รักษ์พลังงาน
แบบฝกึ ทักษะชุดที่ 5 การเขยี นเรยี งความ
1. การเขียนเรยี งความจากรปู ภาพ จะมีท้งั หมด 2 ภาพ
1.1 ภาพในหลวงรชั การที่ 9
1.2 ภาพแม่อุ้มลูกน้อย
2. การเขยี นเรียงความจากหัวขอ้ ทก่ี าหนดให้
2.1 ถา้ ฉันได้เปน็ นายกรัฐมนตรี
2.2 สร้างคนดี ใหค้ นดสี ร้างชาติ
มีประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเท่ากับ มาก 85.52/86.8 ซ่ึงเป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ คือ
85/85 ±2.5 อาจเน่ืองมาจากคณะผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างตามข้ันตอนของ ระพินทร์ โพธิ์ศรี
(2550 ก : 5) คอื การสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะ ประกอบด้วยข้ันตอนหลกั ๆ 5 ข้นั ดังน้ี
1. วิเคราะหป์ ญั หาและความต้องการในการเรยี นรู้
2. ออกแบบแบบฝึกทักษะ
3. ตรวจสอบความถูกตอ้ งของแบบฝกึ ทักษะและแบบทดสอบหลังเรียน
4. ทดลองภาคสนาม
5. ทดลองหาประสิทธิภาพ
ทาให้ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเป็นไปตามจุดประสงค์ของการวิจัยข้อที่ 1 คือการพัฒนา
ทักษะการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3
โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร พบว่ามีจานวน 8 แผน จานวน 10 ชั่วโมง
มีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดบั มากE1= 85.52 , E2= 86.8 ซงึ่ เป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกาหนด
ไว้ 85/85 ±2.5
ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยนิจ จันทร์มล (2535: 37) ได้ศึกษาเรื่องสร้างแบบฝึกทักษะการเขียน
เชิงสร้างสรรค์ ในชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 ซึ่งมีขัน้ ตอนการสรา้ งแบบฝึก โดยศึกษาเอกสารตาราตา่ ง ๆ และ
งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการสอนเขียนเชิงสร้างสรรค์ ดาเนินการสร้างแบบฝึก นาแบบฝึกไปให้อาจารย์ท่ี
ปรึกษาและผู้เช่ียวชาญพิจารณานาไปทดลองใช้กับนักเรียน จานวน 21 คน นามาวิเคราะห์ ปรับปรุง
แล้วนาไปทดลองภาคสนาม ดาเนินการทดลองโดยใช้แบบฝึกการเขียนเชงิ สร้างสรรค์ ตามแผนการสอนท่ี
สร้างข้ึนวันละ 3 คาบ ๆ ละ 20 นาที เป็นเวลา 60 คาบ เป็นการทดลองแบบ กลุ่มเดียว โดยทดสอบก่อน
เรียนและหลังเรียน ผลการทดลองพบว่าแบบฝึกการเขียนเชิง สร้างสรรค์มีประสิทธิภาพ 82.12/86.45
เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และมคี ะแนนผลสัมฤทธิ์ หลงั เรียนดว้ ยแบบฝกึ การเขยี นเชงิ สรา้ งสรรค์
สงู กว่ากอ่ นเรียนอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .01
2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนเรียน – หลังเรียน พบว่า T=36.45
sig= 0.00 มีก้าวหน้าเฉล่ีย(E.I.) มีค่า= 92.17% ระดับสูง (ดี) ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
ข้อที่ 2 คือเพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
สาหรับนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวดั สิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
สอดคล้องกับงานวิจัยของ พิณเพชร บูรณภิญโญ (2545: 83) ได้ศึกษาเรื่องการเปรียบเทียบ
ความสามารถด้านการเขียน เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีเรียนโดยใช้แบบฝึก
ภาพถ่ายและแบบฝึก ภาพการ์ตนู ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกภาพถ่าย แบบฝึกภาพ
การ์ตูนและไม่ใชแ้ บบฝึกมคี วามสามารถดา้ นการเขียนเชิงสร้างสรรค์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ที่ ระดับ .01และพบว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกภาพถ่ายและแบบฝึกภาพการ์ตูนมีความสามารถ
ดา้ นการเขียนเชงิ สรา้ งสรรคส์ ูงกวา่ นกั เรยี นทเ่ี รยี นโดยไม่ใช้แบบฝึก
3. ผลการศกึ ษาความพงึ พอใจของนักเรยี นที่มตี ่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการเขยี น
เรียงความ ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวดั สิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร พบว่า
นักเรียนมีความพงึ พอใจจานวน 10 ข้อ ผลรวมอยู่ในระดับมาก ( x̅= 4.35 S.D.=0.65) เมื่อพิจารณาเป็น
รายข้อ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจรวมอยู่ในระดับมาก ( x̅= 4.35 S.D.=0.65 ) จานวน 10 ข้อ
เมือ่ พิจารณารายขอ้ พบว่าข้อท่ีนกั เรยี นมีความพึงพอใจมากทสี่ ุดเปน็ ลาดบั สูงสุด คอื ขอ้ 2, 8 และ 9 ดงั นี้
ข้อ 2 ความรู้ ความสามารถของผู้สอน ( x̅= 4.46 S.D.= 0.79 ) ข้อ 8 แบบฝึกทักษะส่งเสริมให้ผู้เรียน
ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง พร้อมแนะนาแหล่งความรู้เพ่ิมเติม ( x̅= 4.46 S.D.= 0.51) และข้อ 9 แบบฝึก
ทักษะพัฒนาผู้เรียนให้เกิดแนวคิดเชิงวเิ คราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ ( x̅= 4.46 S.D.= 0.63 ) และ
ลาดับต่าสุด มีความพึงพอใจอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก คือ ข้อ 4 ความน่าสนใจ ทันสมัย ( x̅= 4.06
S.D.=0.79 )
ซ่ึงได้สอดคล้องกับงานวิจัยของ ปริภัทร์ เนืองเยาว์ เรื่องการสร้างเว็บบล็อกเพ่ือพัฒนาการเขียน
เรียงความเร่ือง “คาขวัญอาเภอของฉัน” โดยการศึกษาแบบการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองในรายวิชา
วรรณกรรมท้องถ่ินผลการวจิ ยั พบว่า ความพงึ พอใจของนักเรยี นที่มตี ่อการเรยี นจากเว็บบลอ็ กเฉลย่ี รวมทุก
ส่วนเท่ากับ 4.46 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานเฉลี่ยเท่ากับ 0.45 เมื่อนามาเทียบกับเกณฑ์ที่กาหนดไว้พบว่าอยู่
ในเกณฑม์ ากทีส่ ุด
จากผลสรุปโดยรวม แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรยี นมัธยมวัดสงิ ห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ท้ัง 5 ชุด ในจานวนทั้งหมด 25 คน ซ่ึงไดส้ งั เกตจาก
ผลคะแนนจาก แบบทดสอบและผลการพัฒนาทักษะการเขียนเขียนเรียงความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการ
เขียนเรียงความ ปรากฏว่านักเรียนมีพัฒนาการในความพร้อมในด้านต่าง ๆ ขึ้น เช่น ด้านสตปิ ัญญาสูงขึ้น
รู้จักวธิ ีการวางโครงเรื่อง การเขยี นคานา เนือ้ เรือ่ ง และสรุป โดยใชภ้ าษาทีส่ ละสลวยมากขน้ึ รู้จักการใชค้ า
เปรียบเทียบหรือการใช้โวหารเพื่อให้ผู้อ่านคิดตาม และมีมารยาทในการเขียน รวมทั้งทางด้านความคิด
สร้างสรรค์ รู้จักการเรียบเรียงความคิดของตนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะนักเรียนท้ังหมด 25 คน ซึ่งเป็น
นักเรยี นท่ีอยูช่ ั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/15 ซึ่งเป็นการเพ่มิ ประสบการณ์ในการเขียนเรียงความด้วยสอื่ การสอน
ประเภทน้ี การทน่ี ักเรียนไดม้ โี อกาสศึกษาด้วยความสามารถของตนเองยอ่ มเกดิ ความภาคภูมิใจ
ฉะนั้นการเรียนการสอนที่ดไี ด้นั้นไม่จาเป็นต้องยึดหลักการสอนโดยใชแ้ ต่ครูเป็นศูนย์กลางเท่านั้น
นักเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ โดยมีครูเป็นผู้เตรียมส่ือท่ีสอดคล้องกับเน้ือหา บทเรียน ให้มีความ
ง่ายแก่การเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด ครูเปน็ เพียงผู้แนะนา และอธิบายนักเรียนเมอื่ มี การถามหรอื ตอบ รวมไป
ถึงการหาสื่อมาเป็นสิ่งประกอบในการสอนได้ ดังเช่นหนังสือหรือแบบฝึกทักษะ โดยสามารถนามาเป็น
เคร่ืองมือในการส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของนักเรียนได้อย่างเหมาะสม และเกิดประโยชน์ใน
การสง่ เสรมิ ให้นกั เรียนมีความคิดสรา้ งสรรค์ กล้าคิด กล้าตอบ เพราะฉะนนั้ แบบฝึกทักษะไมเ่ พยี งแตจ่ ะให้
ความสนกุ สนานเพลิดเพลินแล้วยงั ทาใหน้ กั เรียนมีการรู้จกั ตนเอง แก้ปัญหาของตนเองได้อีกดว้ ย
ซง่ึ สอดคล้องกับทฤษฎกี ารเรียนรู้ของกาเย่ เนื่องจากกาเย่ได้จัดขั้นการเรียนรู้ซึ่งเร่ิมจากงา่ ยไปหา
ยากโดยผสมผสานทฤษฎกี ารเรยี นรู้ของกลุ่ม พฤตกิ รรมนิยม และพุทธนิ ิยมเข้าดว้ ยกัน
ข้อเสนอแนะ
การนาผลการวจิ ัยไปใช้ประโยชน์
1. ในการใช้แบบฝึกทักษะโดยให้มีประสิทธิผลนั้น ครูต้องตระหนักถึงการแนะนาให้
นักเรียนเข้าใจวิธีการเรียนรู้ และควรมีการบันทึกปัญหาและข้อบกพร่องขณะทางานของนักเรียน เพื่อมา
แก้ไขจุดบกพร่องในตอนต่อ ๆ ไปและเพือ่ ให้รู้ผลลัพธ์ในการพฒั นาแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความและ
ความก้าวหน้าของนักเรียนแตล่ ะคนอย่างตอ่ เนอื่ ง
2. ควรใชเ้ ปน็ แบบฝกึ หรอื ใชเ้ ปน็ ตัวอยา่ งในการจัดทาการเรยี นการสอนท่ีเปน็ เน้อื หาอื่นๆ
ที่อยู่ในวชิ าภาษาไทยหรือในวิชาอ่ืน ๆ ที่มีปัญหาและควรนาวิธีการสอนด้วยการนาเอาแบบฝึกทักษะไปใช้
สอนในกลุม่ สาระการเรยี นรอู้ ื่นบ้าง
3. ควรให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะในทุก ๆ ขั้นตอน และมี
การต่อยอดของการทากิจกรรม เพ่ือใหน้ กั เรยี นมีการพฒั นาการได้อย่างตอ่ เนอ่ื ง
ขอ้ เสนอแนะการวิจยั ครง้ั ต่อไป
1. ในปัจจุบันการจัดการศึกษานั้นจะให้ความสาคัญในการจัดการศึกษาแบบบูรณาการ
ฉะนั้นควรมกี ารพัฒนาแบบฝกึ ทกั ษะทีเ่ ออื้ ตอ่ การบูรณาการกบั สาระอื่น ๆ ได้ดว้ ย
2. เพื่อต้องการให้แบบฝึกนั้นมีประโยชน์ต่อนักเรียนได้มาก และมีประสิทธิผลในการ
เรียนรู้เมื่อแบบฝกึ ทักษะน้ไี ด้จัดทาขนึ้ เพื่อศึกษาและทดลองใช้กับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3/15 ควรมี
การปรบั เนือ้ หาแบบฝกึ เพ่อื สามารถใชไ้ ดก้ ับเนื้อหาในเร่ืองอ่นื ๆ ชนั้ หรอื แมแ้ ต่ช่วงชนั้ อื่น ๆ ไดด้ ้วย
3. ควรมีการศึกษาหรือวิจัยในเร่ืองของการเขียนเรียงความของประชากรหรือกลุ่ม
ทดลอง ช่วงช้ันที่ 2 ในโรงเรียนอื่นด้วย เพื่อทาการเปรียบเทียบและสามารถทราบถึงข้อมูลที่ได้อย่าง
หลากหลาย และข้อมูลท่ีไดท้ ั้งหมดน้ันจะสามารถใชใ้ นแนวทางในการกาหนดแผนงาน และแม้แตใ่ นเร่ือง
ของการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ เพ่ือใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนในวิชา
ภาษาไทย
บรรณานกุ รม
บรรณานุกรม
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2563). หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานพทุ ธศกั ราช 2551.
กรุงเทพฯ: กรมวชิ าการ
จรรยา ศรพี ันธะบุตร. (2533). การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิและเจตคตกิ ารเขียนเรยี งความของ
นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6 ระหว่างกลุม่ ทสี่ อนโดยใชแ้ บบฝกึ กบั ไม่ใชแ้ บบฝึกการเขยี น.
ปรญิ ญานพิ นธ.์ กศ.ม. ขอนแกน่ : มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น. ถา่ ยเอกสาร
จตุพร ชาดง. (2547). การพัฒนาทักษะการเขยี นเรียงความด้วยแผนทค่ี วามคดิ ภาษาไทย
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3. ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. (หลักสูตรและการสอน). มหาวทิ ยาลัย
มหาสารคาม. ถ่ายเอกสาร
ชยั นนั ท์ พรหมวงศ.์ (2528). ชดุ การสอนในระดับประถมศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัย
ธรรมาธริ าช
ชาญชัย ยมดษิ ฐ์. (2533). กจิ กรรมการเขียนเรยี งความ สารพัฒนาหลักสตู ร. 96: 21-24: มกราคม
ชวาล แพรตั กลุ . (2520). เทคนิคการวัดผล. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญการพมิ พ์
นติ ยา ฤทธิโยธี. (2520). การทาและการใชแ้ บบฝึกหัดเสรมิ ทักษะ เอกสารเผยแพร่ความรกู้ ารสอน
ภาษาไทย. กรุงเทพฯ: หนว่ ยศึกษานเิ ทศก์ กรมสามญั ศกึ ษา.
ประทปี ศริ ิบงกช. (2530). การปรียบเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเขยี นเรยี งความของนักเรียน
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 โดยใช้การสอนเรียงความแบบปกตกิ บั การใชแ้ บบฝึกเขยี นเชิง
สร้างสรรค์. ปรญิ ญานิพนธ.์ กศ.ม. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ. ประสาน
มิตร. ถา่ ยเอกสาร
ประพนั ธเ์ รืองณรงค์. (2545). กล่มุ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย ช่วงชนั้ ที่ 3 (ม.1-ม.3) เลม่ 1.
กรุงเทพฯ: ประสานมติ ร.
ปรชั ญา อาภากุล และการณุ นั นท์ รตั นแสนวงษ.์ (2541). ศลิ ปะการใชภ้ าษา การพูด การเขยี น.
พิมพค์ รั้งที่ 2 กรุงเทพฯ: ศูนย์เทคโนโลยีการศกึ ษาฝา่ ยเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ศรปี ทมุ .
สนิท ต้ังทวี. (2528). ความรแู้ ละทกั ษะทางภาษา. กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร์.
อนนั ต์ ศรโี สภา. (2529). การวัดผลทางการศกึ ษา. พมิ พค์ รัง้ ที่ 3. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาภานชิ
จากัด.
องิ อร อมาตยกุล. (2535). การศกึ ษาความสามารถทางการเขยี นเรียงความของนกั เรยี นชัน้
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 สงั กดั กรมสามญั ศกึ ษา เขตการศกึ ษา 1. ปรญิ ญานิพนธ.์ กศ.ม. กรงุ เทพฯ: บณั ฑิต
วิทยาลยั มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมิตร. ถ่ายเอกสาร
ประวตั ผิ ู้วิจัย
ช่อื -สกุล พรปวณี ์ กุณี
วันเดอื นปีเกิด 24 พฤศจิกายน 2537
ทอี่ ยู่ บ้านเลขท่ี 186/1 หมู่ 3 ตาบลปา่ แมต
อาเภอเมืองแพร่ จงั หวัดแพร่ ไปรษณยี ์ 54000
ประวตั ิการศกึ ษา
พ.ศ. 2549 สาเรจ็ การศึกษาชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6
โรงเรยี นเทศบาลวัดเหมอื งแดง
พ.ศ. 2552 สาเร็จการศึกษาช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3
โรงเรยี นนารรี ตั น์จงั หวดั แพร่
พ.ศ. 2555 สาเรจ็ การศึกษาระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6
โรงเรยี นนารรี ัตน์จงั หวดั แพร่
พ.ศ. 2561 ปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์