ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี
๔หนงั สืออา่ นเพิม่ เตมิ วิชาภาษาไทย
เลา่ เร่ือง
นิตยา ทองดียง่ิ
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ นื ฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ ม.๔
หนงั สืออา่ นเพ่ิมเตมิ วิชาภาษาไทย
เล่าเรือ่ ง เมืองกนั ตงั
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๔
กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ ืนฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑
หนงั สืออา่ นเพ่ิมเตมิ วิชาภาษาไทย
เล่าเรอื่ ง เมืองกนั ตงั
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๔
กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ ืนฐาน
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
ผเู้ รยี บเรียง/ออกแบบ : นิตยา ทองดียงิ่
คานา
ห นั ง สื อ อ่ า น เ พิ่ ม เ ติ ม วิ ช า ภ า ษ า ไ ท ย เ ล่ า เ ร่ื อ ง
เมืองกันตงั ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี ๔ เป็ นหนังสือท่ีจัดทาข้ ึนสาหรับนักเรียน
ใชฝ้ ึกทักษะการอ่าน การเขียน และทักษะการแต่งบทรอ้ ยกรอง รวมท้ังเป็ น
หนังสือสาหรับใหค้ รูผูส้ อนใชใ้ นการจัดการเรียนรูส้ าระการเรียนการสอน
รายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้นั พ้ นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
เ น้ ื อ ห า ใ น ห นั ง สื อ เ ล่ ม น้ ี มี ท้ั ง ห ม ด ๓ เ รื่ อ ง ไ ด้ แ ก่
เร่ืองที่ ๑ ตานานสานใจ เรื่องท่ี ๒ ไพเราะโคลงกานท์ และเร่ืองท่ี ๓ เล่าขาน
วัฒนธรรม โดยใช้ข้อมูลท้องถ่ินอาเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซ่ึงใ ห้ผู้เรียน
ไดศ้ ึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ท้ังตานาน นิทานพ้ ืนบา้ น ประวตั ิสถานท่ีท่ีสาคัญ
ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่น รวมถึงวฒั นธรรมประเพณีต่าง ๆ ของคนอาเภอกันตัง
ตลอดจนเป็ นการสง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนอนุรกั ษ์ความเป็ นทอ้ งถ่ินและมีจติ สานึกรกั
บา้ นเกิดของตน
ขอขอบคุณครอบครัว “ทองดีย่ิง” ท่ีคอยให้คาปรึกษา
ใหค้ าแนะนาและใหก้ ารสนับสนุนช่วยเหลือตลอดการทาหนังสืออ่านเพ่ิมเติม
เล่มน้ ีใหส้ าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผู้จัดทาหวังเป็ นอย่างยิ่งว่า หนังสืออ่าน
เพม่ิ เติมเลม่ น้ ีจะเป็ นประโยชน์แกก่ ารจดั การเรียนการสอนต่อไป
นิตยา ทองดียง่ิ
แนวทางการใชห้ นงั สือ
หนังสืออ่านเพิ่มเติมวิชาภาษาไทย เล่าเร่ือง เมืองกันตัง
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ ๔ จดั ทาข้ ึนตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ ืนฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยมุ่งพัฒนาทักษะของผูเ้ รียนในทักษะดา้ นการอ่าน
ทกั ษะดา้ นการเขียน และทกั ษะการแต่งบทรอ้ ยกรองใหม้ ีความชานาญมาก
ยิ่งข้ ึน ในแต่ละบทเรียนผู้เรียนจะทราบถึงข้อมูลท้องถ่ินที่ ผู้เรียบเรียง
นาสอดแทรกในบทต่าง ๆ จากน้ันจะเร่ิมเขา้ สู่เน้ ือหาทางดา้ นหลักวิชาการ
เพื่อใหผ้ ู้เรียนได้ทราบถึงองค์ประกอบ และหลักการทัว่ ไปในเร่ืองต่าง ๆ
โดยสามารถนาองค์ความรูไ้ ปใชไ้ ดจ้ ริง ผูส้ อนสามารถประเมินความเขา้ ใจ
และความสามารถของผูเ้ รียนในประเด็นต่าง ๆ ไดด้ ว้ ยกิจกรรมทา้ ยเรื่อง
ต้งั แต่เรื่องท่ี ๑ เร่ืองท่ี ๒ และเรื่องที่ ๓
ห นั ง สื อ อ่ า น เ พ่ิ ม เ ติ ม วิ ช า ภ า ษ า ไ ท ย เ ล่ า เ รื่ อ ง
เมืองกันตงั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ ๔ เป็ นเพียงส่วนหนึ่งในการนาไปใชเ้ ป็ นสื่อ
ประกอบการ จัดก ารเ รี ยนการ สอ น โดยผู้สอน สามารถ เพ่ิมเติ ม
หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเรียนรูไ้ ด้ตามความเหมาะสม เพื่อเป็ นการ
เสริมสรา้ งการเรียนการสอนในมิติท่ีหลากหลาย รวมไปถึงหนังสือเล่มน้ ีได้
บรู ณาการเน้ ือหาเขา้ กบั ทอ้ งถิ่นอาเภอกนั ตงั จงั หวดั ตรงั อนั จะทาใหน้ ักเรียน
ไดต้ ระหนัก เห็นคุณค่า และอนุรกั ษ์ความเป็ นทอ้ งถ่ินผ่านการเรียนการสอน
อีกท้ังสามารถนาความรู้และทักษะต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒ นา
การอ่าน การเขียน อันเป็ นพ้ ืนฐานสาคัญในการเรียนบทเรียนต่อไป
ในรายวชิ าอ่ืน ๆ ไดใ้ นอนาคต
คาแนะนาสาหรบั ครู
การวางแผนสาหรบั ครใู นการจดั การเรียนรภู้ าษาไทย ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ ๔
๑. ศึกษาหลักสูตรและเอกสารที่เกี่ยวขอ้ งกับหลักสูตร เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจ
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ช้ ีวดั
๒. ศึกษาพ้ ืนฐานความรูค้ วามสามารถในด้านการอ่านจับใจความ
การแต่งบทรอ้ ยกรองประเภทโคลงส่ีสุภาพ การเขียนเรียงความ และความรู้
พ้ ืนฐานอ่ืน ๆ ที่นักเรียนมีก่อนเริ่มบทเรียน เพ่ือจะไดเ้ ตรียมความพรอ้ ม
ในการสอนและจดั กิจกรรมการเรียนรอู้ ยา่ งมีประสิทธิภาพท่ีสุด
๓. ครูควรสอนเรียงลาดับตามบทในหนังสือเล่มน้ ี เน่ืองจากได้มีการ
จัดลาดับเน้ ือหาท่ีสอดคลอ้ งกัน โดยลาดับจากง่ายไปยากท้ังในส่วนของ
บทอ่าน เกร็ดความรใู้ นทอ้ งถิ่น ความรทู้ วั่ ไป และกิจกรรมทา้ ยบท
โครงสรา้ งหนงั สือ
กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย รายวิชา ท ๓๑๑๐๑
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๔ เวลา ๘ ชวั ่ โมง
ภาคเรยี นที่ ๑ ปี การศกึ ษา ๒๕๖๔
ช่ือเร่ือง มาตรฐาน/ตวั ช้ ีวดั เวลา
๒
เรื่องที่ ๑ สาระท่ี ๑ การอ่าน
๓
ตานานสานใจ ท ๑.๑ ม.๔/๒ ตีความ แปลความ และขยาย
๓
ความ เรื่องท่ีอ่าน
ท ๑.๑ ม.๔/๙ มมี ารยาทในการอา่ น
เร่ืองท่ี ๒ สาระที่ ๑ การอ่าน
ไพเราะโคลงกานท์ ท ๑.๑ ม.๔/๖ ตอบคาถามจากการอ่านประเภท
ต่าง ๆ ภายในเวลาท่ีกาหนด
สาระท่ี ๒ การเขียน
ท ๒.๑ ม.๔/๔ ผลิตงานเขียนของตนเองใน
รูปแบบต่าง ๆ
สาระที่ 4 หลกั การใชภ้ าษาไทย
ท ๔.๑ ม.๔/๔ แต่งบทรอ้ ยกรอง
เร่ืองท่ี ๓ สาระท่ี ๒ การเขียน
เล่าขานวฒั นธรรม ท ๒.๑ ม.๔/๒ เขียนเรียงความ
ท ๒.๑ ม.๔/๘ มมี ารยาทในการเขียน
สารบญั หนา้
เรอ่ื งท่ี ๒
๖
๑ ตานานสานใจ ๑๕
ตานานน่ารู้ คูเ่ มอื งเกา่ ๑๙
การจบั ใจความสาคญั ๒๐
อา่ นเพม่ิ เสริมความรู้ ๒๓
กิจกรรมทา้ ยบท ๒๘
๓๓
๒ ไพเราะโคลงกานท์ ๓๙
สถานท่ี...น่าเลง้ ๔๓
ความรทู้ วั่ ไปเกย่ี วโคลงส่ีสุภาพ ๔๔
อา่ นเพิ่มเสริมความรู้ ๔๘
กิจกรรมทา้ ยบท
๔๗
๓ เลา่ ขานวฒั นธรรม ๕๙
วฒั นธรรมน่ารู้ อยคู่ ูเ่ มอื งตรงั
การเขียนเรยี งความ
อ่านเพิม่ เสรมิ ความรู้
กจิ กรรมทา้ ยบท
บรรณานุกรม
แผนท่ีอาเภอกนั ตงั
(ที่มา : https://images.app.goo.gl/RJgi1x71Pie49XCy9)
เมืองพระยารษั ฎา ชาวประชาใจกวา้ ง
หมูยา่ งรสเลิศ ถ่ินกาเนิดยางพารา
เดน่ สงา่ ดอกศรตี รงั ปะการงั ใตท้ ะเล
เสน่หห์ าดทรายงาม น้าตกสวยตระการตา
คาขวญั ประจาจงั หวดั ตรงั
ตานานสานใจ
เรือ่ งท่ี มาตรฐานและตวั ช้ ีวดั
ท ๑.๑ ม.๔/๒ ตีความ แปลความ
๑
และขยายความเร่ืองท่ีอา่ น
ท ๑.๑ ม.๔/๙ มีมารยาทในการอ่าน
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
๑. นักเรยี นสามารถจบั ใจความสาคญั จากเรอื่ งที่อ่านได้
๒. รรู้ กั ษ์มรดกวฒั นธรรมในทอ้ งถิ่น
ตานานน่ารู้ ค่เู มืองเก่า
คาสาปถึง ลกู รกั
เมื่อนานแสนนานมาแลว้ มีครอบครัวหน่ึง คือ ตาพุดยายทอง
และลูกชาย นับถือศาสนาพุทธ พวกเขาต้งั บา้ นเรือนอยูท่ ่ีบ้านพระม่วง
อาเภอกันตัง จังหวดั ตรัง อยู่มาวันหนึ่งมีพ่อคา้ เรือสาเภาชาวมาเลย์
เขา้ มาคา้ ขายท่ีท่าเรือจงั หวดั ตรงั ลูกชายของตาพุดยายทอง ก็ไดม้ าชม
สินคา้ ในเรือเหมือนกบั คนอื่น ๆ
เม่ือพ่อค้าเห็นเด็กชายเขา้ ก็เกิดความรักความเอ็นดู พ่อค้า
จงึ เอย่ ปากชวนเด็กชายไปอยทู่ ี่เมอื งไทรบุรีดว้ ยกนั
“พ่อหนุ่มน้อย ฉันรูส้ ึกถูกชะตากับเธอเหลือเกิน ฉันจะรับเธอ
เป็ นลกู บุญธรรมแลว้ ไปอยกู่ บั ฉนั ท่ีเมอื งไทรบุรีดว้ ยกนั นะ”
เด็กชายตอบกลบั “ท่านจะรบั ขา้ เป็ นลูกบุญธรรมจริง ๆ หรือขอ
ครบั หากขา้ ไปจากที่นี่ แลว้ พอ่ กบั แมข่ องขา้ ล่ะขอครบั ”
“จริงสิ ฉนั รสู้ ึกถูกชะตะกบั เธอต้งั แต่แรกเห็น เธอไม่ตอ้ งเป็ นหว่ ง
พ่อกับแม่ของเธอนะ ฉันจะไปคุยกบั ท่านท้ังสองใหเ้ อง” เด็กชายรบั คา
พอ่ คา้ และเดินทางไปเมอื งไทรบุรี
๒
(ท่ีมา : http://www.iamtrang.com/?p=4190)
ตลอดระยะเวลาท่ีเด็กชายได้จากบา้ นเมืองของตนไปอยู่ท่ีเมือง
ไทรบุรี เด็กชายช่วยพอ่ คา้ ทางานอยา่ งขยนั ขนั แข็ง
อยมู่ าวนั หนึ่ง เจา้ พระยาเมอื งไทรบุรีไดม้ าเหน็ เด็กชายก็เกิดความรกั
ความเอ็นดู จึงขอเด็กชายจากพอ่ คา้ ไปเล้ ียงเป็ นบุตรบุญธรรม
“ขา้ ขอหนุ่มน้อยผูน้ ้ ีมาเป็ นบุตรบุญธรรมของขา้ ไดห้ รือไมท่ ่านพ่อคา้
เม่ือแรกพบ ขา้ ก็เกิดความรักความเอ็นดูข้ ึนมาทันทีทันใด” เจา้ พระยา
เอย่ ถาม
พอ่ คา้ จึงรบั คาดงั น้ัน “พะยะค่ะ”
พระราชาจงึ รบั เด็กชายมาเล้ ียงดูเป็ นบุตรบุญธรรม โดยใหเ้ ข้านับถือ
ศาสนาอิสลาม เจา้ พระยาไดเ้ ล้ ียงดูเด็กชายเป็ นอยา่ งดี ทาใหเ้ ด็กชายหลง
ระเริงลืมตนวา่ เป็ นใคร เมือ่ เด็กชายโตข้ ึนมีอายุสมควรแก่การมีเหยา้ มีเรือน
เจา้ พระยาก็ใหแ้ ต่งงานกับลูกสาวของตน หลังจากน้ัน เมื่อแต่งงานแลว้
ฝ่ ายหญิงก็คิดท่ีจะไปเยี่ยมพ่อแม่ของสามี หล่อนคอยรบเรา้ จนสามียอม
พาไป
“ท่านพ่ี น้องอยากจะไปเย่ียมเยียนบิดามารดาของท่านพี่ท่ี บา้ น
พระม่วง จังหวดั ตรัง ท่านพี่พาน้องไปเย่ียมท่านท้ังสองไดไ้ หมคะ นะคะ
ท่านพ่ี น้องอยากไปเยี่ยมท่านท้งั สองจริง ๆ ท่านพี่จะไดถ้ ือโอกาสน้ ีไปดูแล
ท่านท้งั สองดว้ ยหลงั จากที่ไมไ่ ดก้ ลบั ไปเสียนาน”
ชายหนุ่มตอบรบั ทนั ที “ไดส้ ิ พ่ีจะใหท้ หารตกแต่งเรือสาเภา แลว้ ให้
คนออกเดินทางไปลว่ งหน้าเพื่อท่ีจะแจง้ ขา่ วใหบ้ ิดามารดาของพ่ีทราบ”
(ท่ีมา : https://www.okmuslim.com/?p=38906) ๓
อีกฝั่งหนึ่ง เม่ือสองตายายรูข้ ่าวว่าลูกชายกบั ลกู สะใภจ้ ะมาเยือน
ก็ดีใจยงิ่ นัก
“ตาพุด ข้าดีใจยิ่งนักท่ีลูกชายของเราจะกลับมาเยี่ยมพร้อม
กบั ลกู สะใภ้ ป่ านน้ ีคงจะโตเป็ นหนุ่มรูปงามสง่าราศีเหลือเกิน” ยายทอง
เอย่ พรอ้ มแววตาเป็ นประกาย
“ลกู ขา้ ก็ตอ้ งสง่าราศีเหมือนขา้ ไงยายทอง ที่เขาเรียกกันวา่ ลกู ไม้
หล่นไม่ไกลตน้ ฮ่าฮ่าฮ่า” ตาทองหัวเราะชอบใจและชวนยายทองไป
เตรียมขา้ วปลาอาหารมาตอนรบั ลกู
ต า ย า ย จึ ง ไ ด ้จั ด เ ต รี ย ม ข ้า ว ข อ ง ม า ก ม า ย ไ ว ้ค อ ย ต ้อ น รั บ
โดยเฉพาะหมูย่าง เพราะคิดวา่ ลูกชายยงั คงอยากกินเหมือนสมยั ท่ีเคย
อยกู่ บั ตน
คร้ันถึงวันกาหนด สองสามีภรรยาก็แล่นเรือมาถึงปากน้ากันตัง
เม่ือลูกชายเดินทางมาถึง และพบว่าพ่อและแม่ของตนอดอยากยากไร้
เห็นดังน้ันแล้วรับสภาพพ่อแม่ของตนไม่ได้ จึงรีบล่องเรือ กลับไป
รฐั ไทรบุรี โดยไมด่ ูดาดูดีพอ่ และแมข่ องตน
(ท่ีมา : http://www.kantangcity.go.th/travel/detail/28/data.html) ๔
สองตายายเห็นลูกชายรังเกียจตนก็เกิดความน้อยอกน้อยใจ และเสียใจ
เป็ นอันมาก จึงเอาหมูย่างไปวางท่ีหวั เรือ แลว้ สาปแช่งวา่ “ขา้ ขอสาปแช่ง
หากเจา้ เด็กนัน่ เป็ นลกู ชายของเราท้งั สองจริง ๆ ขอใหม้ ีอนั เป็ นไป แลว้ ออก
จากท่าเรือไมไ่ ด!้ ”
เม่ือส้ ินคาสาปแช่งของสองตายาย ก็เกิดพายุอย่างลูกใหญ่ ไดพ้ ดั
เรือของลกู ชายลกู สะใภอ้ บั ปางลง
อาหารท่ีเตรียมไวบ้ นหัวเรือก็จมลงทะเล ข้าวของท้ังหมด
ล่องลอยกลายเป็ นเกาะต่าง ๆ ในน่านน้าแห่งน้ ี เช่น หมยู า่ งกลายเป็ นเกาะ
สุกร ส่วนเรือสาเภากลายเป็ นตานานที่ไดร้ บั ขนานนามว่า หมู่เกาะเภตรา
หรือที่มีความหมายถึงหมู่เกาะเรือสาเภา นอกจากน้ันมีเกาะไข่ เกาะกลว้ ย
เกาะเขาหินตา เกาะเขาหนิ ยาย เกาะไก่ เป็ นตน้
นิตยา ทองดียงิ่
ผูใ้ หข้ อ้ มูล : บุญนา ทองดียง่ิ อายุ ๕๙ ปี บา้ นเลขท่ี ๙๔ หมทู่ ี่ ๘ ตาบล
เขาวเิ ศษ อาเภอวงั วเิ ศษ จงั หวดั ตรงั
(ที่มา : https://sites.google.com/site/thxngtheiywthalethiy/keaa-phetra) ๕
การจบั ใจความสาคญั
การอา่ นจบั ใจความเป็ นหวั ใจสาคญั ในการอ่านหนังสือทุกชนิด
หากผู้อ่านไม่สามารถจับใจความได้ ส่งผลให้ไม่สามารถมองเห็น
รายละเอียดปลีกยอ่ ยของเน้ ือความในหนังสือท่ีอ่านได้ ดังน้ันผูอ้ ่านตอ้ งทา
ความเขา้ ใจในเร่ืองท่ีอ่าน จึงจะสามารถจบั ประเด็นของเร่ืองหรือจบั ใจความ
สาคญั ของเรื่องที่ผแู้ ต่งตอ้ งการที่จะส่ือได้
ใจความสาคญั
ใจความสาคญั หมายถึง ใจความท่ีสาคัญ และเด่นที่สุดในย่อ
หน้า เป็ นแก่นของย่อหน้า ท่ีมีความครอบคลุมเน้ ือความในประโยคอื่น ๆ
ในยอ่ หน้าน้ัน หรือประโยคที่สามารถเป็ นหวั เร่ืองของยอ่ หนา้ น้ันได้ ซ่ึงในแต่
ละย่อหน้าจะมีประโยคใจความสาคัญเพียงประโยคเดียว หรือไม่เกิน ๒
ประโยค
ใจความรอง หรือพลความ
ใจความรอง หรือพลความ (พน-ละความ) หมายถึง ใจความ
หรือประโยคท่ีขยายความ ประโยคใจความสาคญั เป็ นใจความสนับสนุน
ใจความสาคัญใหช้ ัดเจนย่ิงข้ ึน อาจเป็ นการอธิบายใหร้ ายละเอียด ใหค้ า
จากัดความ ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบ หรือแสดงเหตุผลอย่างถี่ถ้ว น
เพ่ือสนับสนุนความคิดน้ัน ๆ
การอ่านที่ต้องการแยกแยะเรื่องที่อ่านใหไ้ ด้ว่าส่วนใดเป็ น
ใจความหรือขอ้ ความที่สาคญั ที่สุด และส่วนใดเป็ นขอ้ ความประกอบการจบั
ใจความจะช่วยใหผ้ ูอ้ ่านเขา้ ใจว่าผูเ้ ขียนตอ้ งการสื่ออะไรอย่างถูกตอ้ งโดย
ผูอ้ ่านตอ้ งใชค้ วามสามารถทางภาษาประสบการณ์หรือภูมิหลงั ในด้านการ
แปลความหมายของคา ขอ้ ความ เพ่อื จบั ใจความไดร้ วดเร็วข้ ึน
๖
ลกั ษณะของใจความสาคญั
๑
ใจความสาคญั เป็ นขอ้ ความท่ีทาหน้าที่คลุมใจความของขอ้ ความอ่ืน ๆ
ในตอนน้ันๆ ไดห้ มดขอ้ ความ นอกน้ันเป็ นเพยี งรายละเอียดหรือส่วนขยาย
ใจความสาคญั เท่าน้ัน
๒
ใจความสาคญั ของขอ้ ความหนึ่ง ๆ หรือยอ่ หน้าหน่ึง ๆ ส่วนมาก
จะมเี พียงประการเดียว
๓
ใจความสาคญั ส่วนมากมลี กั ษณะเป็ นประโยค อาจจะเป็ นประโยคเดียว
หรือประโยคซอ้ น ก็ไดแ้ ต่ในบางกรณีใจความสาคญั ไมป่ รากฏเป็ นประโยค
เป็ นเพียงใจความที่แฝงอยใู่ นขอ้ ความตอนน้ัน ๆ
๔
ใจความสาคญั ท่ีมีลกั ษณะเป็ นประโยคสว่ นมากจะปรากฏอยตู่ น้ ขอ้ ความ
ในการอา่ นใดๆ ก็ตามจุดมุง่ หมาย เพอ่ื จบั ใจความสาคญั ของขอ้ ความท่ีไดอ้ ่าน
ดงั น้ันถา้ รูจ้ กั สงั เกตประโยคที่เป็ นใจความสาคญั ของขอ้ ความแต่ละขอ้ ความและ
รจู้ กั แยกใจความหลกั ออก จากใจความรองไดก้ ็จะทาใหเ้ ราเขา้ ใจ ในสิ่งที่อา่ น
ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและรวดเร็ว
๗
จุดมุ่งหมายของการอา่ นจบั ใจความสาคญั
การอ่านจับใจความสาคัญแต่ละคร้ัง ผูอ้ ่านควรมีจุดมุ่งหมายใน
การอ่าน ซึ่งจุดมุง่ หมายอาจแตกต่างกนั ไป ดงั น้ ี
๑. สามารถบอกรายละเอียดของเร่ืองราวที่อา่ นไดอ้ ยา่ งชดั เจน
๒. สามารถปฏิบตั ิตามคาสงั่ และคาแนะนาได้
๓. เพ่ือฝึกการอา่ นเร็วและสามารถตอบคาถามไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
๔. สามารถสรุปหรือยอ่ เร่ืองท่ีอา่ นได้
๕. อ่านแลว้ สามารถคาดการณ์ และหาความจริง แสดงขอ้ คิดเหน็ ได้
การพิจารณาตาแหน่งใจความสาคญั
๑. ประโยคใจความสาคญั อยตู่ อนตน้ ของยอ่ หนา้
๒. ประโยคใจความสาคญั อยตู่ อนกลางของยอ่ หนา้
๓. ประโยคใจความสาคญั อยตู่ อนทา้ ยของยอ่ หน้า
๔. ประโยคใจความสาคญั อยตู่ อนตน้ และตอนทา้ ยของยอ่ หนา้
๕. ผูอ้ ่านสรุปข้ ึนเอง จากกานอ่านท้งั ยอ่ หน้า (ในกรณีใจความสาคญั หรือ
ความคิดสาคัญอาจอยู่รวมในความคิดย่อย ๆ โดยไม่มีความคิดท่ี เป็ น
ประโยคหลกั )
๘
วิธีการจบั ใจความสาคญั
๑ อ่านคร่าว ๆ ใหเ้ ห็นภาพรวมว่าเรื่องท่ีอา่ น
เป็ นเร่ืองเกี่ยวกบั อะไร
๒ อ่านโดยละเอียดพรอ้ มทาความเขา้ ใจ
แลว้ ควรอา่ นใหต้ อ่ เนื่องกนั
๓ ตดั รายละเอียดทีไ่ ม่จาเป็ นออก
๔ จบั ใจความแตล่ ะยอ่ หนา้
๕ นาประเด็นสาคญั ของแตล่ ะยอ่ หนา้ มา
พิจารณาร่วมกนั เพ่ือใหเ้ ห็นแนวคิดของ
เร่ืองไดช้ ดั เจนทส่ี ุด
๖ เรียบเรียงโดยใชส้ านวนภาษาของตนเอง
๙
ตวั อยา่ งการอา่ นจบั ใจความ
ตวั อยา่ งท่ี ๑
ขนมเคก้ เมืองตรงั
ขนมเคก้ จงั หวดั ตรัง ถือเป็ นอาหารพ้ ืนเมืองท่ีมีรสชาติหอมหวาน นุ่ม
เน้ ือละเอียด และมีรูปแบบที่เป็ นเอกลักษณ์เฉพาะ คือ ขนมเคก้ มีลักษณะ
รูปทรงวงแหวนมีรตู รงกลาง สูตรการทาขนมเคก้ ท่ีตกทอดสืบมาหลายชัว่ อายุ
คน ลูกหลานชาวตรังและนักท่องเท่ียวนิยมนาไปเป็ นของฝากแก่เพื่อนฝูง
ญาติมิตร ผูห้ ลกั ผูใ้ หญ่ จนกลายเป็ นของฝากประจาจงั หวดั ตรงั ใครมาเมือง
ตรังเป็ นตอ้ งซ้ ือติดมือกลบั ไป ความจริงขนมเคก้ เมืองตรัง ไม่ได้เริ่มตน้ นับ
หนึ่งจากขนมเคก้ เมืองตรัง แต่เป็ นการพฒั นา มาจากขนมไข่ ของหมู่คนจีน
ทัว่ ๆ ไปตามหวั เมืองต่าง ๆ ที่คนจีนไหหลาอพยพมาต้ังรกราก คนตรังยุค
แรก เรียกวา่ ขนมไข่ไก่ นิยมใส่ขนั หมากไปขอเมีย ไปไหวเ้ มีย จุดกาเนิดของ
การผลิตขนมเคก้ เป็ นของกินคู่กบั กาแฟ ซึ่งชาวจีนไหหลาเรียกว่า "ขนมเก็ก”
และพัฒนาต่อมาเป็ นลาดับ โดยสูตรในการทาขนมเค้กท้ังหมด ยังค ง
ส่วนประกอบหลกั ของขนมไข่ของคนจีนทวั่ ๆ ไป ปัจจุบนั จงั หวดั ตรังมีการทา
ขนมเคก้ เป็ นกิจการในครัวเรือนท่ีมีการผลิตกนั อย่างแพร่หลาย มีรสต่างๆ
หลากหลาย เช่น รสกาแฟ รสใบเตย เค้กสามรส เค้กส่ีรส เค้กนมสด
เคก้ มะพร้าว เคก้ เผือก เคก้ ส้ม เคก้ ชาเขียว เคก้ ขนุน เค้กล้ ินจ่ี เคก้ เนย
เคก้ พุทรา เคก้ ผลไม้ เคก้ งาดา เคก้ อบกรอบ เป็ นต้น ขนมเคก้ เมืองต รัง
จึงเป็ นท่ีรูจ้ กั ของคนทัว่ ประเทศ เป็ นของฝากที่เป็ นเอกลกั ษณ์ จากเมืองตรัง
ท่ีใครไดร้ บั แค่เหน็ กลอ่ งก็บอกไดว้ า่ น่ีเป็ นขนมเคก้ เมืองตรงั ก็เพราะขนมชนิด
น้ ีบรรจุกลอ่ งแบบไมเ่ หมอื นใคร
๑๐
ตวั อยา่ งการอา่ นจบั ใจความ
ใจความสาคญั ของเรือ่ ง
ขนมเคก้ จงั หวดั ตรัง ถือเป็ นอาหารพ้ ืนเมือง มีรูปแบบท่ีเป็ น
เอกลกั ษณเ์ ฉพาะ คือ ขนมเคก้ มีลกั ษณะรูปทรงวงแหวนมีรูตรงกลาง ซ่ึงมี
สูตรการทาขนมเคก้ ท่ีตกทอดสืบมาหลายชวั่ อายุคน จนกลายเป็ นของฝาก
ประจาจงั หวดั ตรงั ใครมาเมืองตรงั จะตอ้ งซ้ ือติดมือกลบั ไป ช่ือเดิมคนตรงั
ยุคแรก เรียกวา่ ขนมไข่ไก่ ส่วนชาวจีนไหหลาเรียกว่า "ขนมเก็ก” นิยมใส่
ขนั หมากไปขอเมีย ไปไหวเ้ มียหรือเป็ นของกินคู่กบั กาแฟ ขนมเคก้ จงั หวดั
ตรงั จงึ เป็ นอีกหน่ึงกิจการคา้ ขายอยา่ งหน่ึงท่ีสาคญั และเป็ นท่ีรูจ้ กั ของคนทวั่
ประเทศ
นิตยา ทองดียงิ่
๑๑
ตวั อยา่ งการอา่ นจบั ใจความ
ตวั อยา่ งท่ี ๒
หมูยา่ งเมืองตรงั …ตานานอาหารของฮ่องเต…้ สูส่ ามญั ชน
ตน้ กาเนิดของหมยู า่ งเกิดข้ ึนในประเทศจีน ประมาณหน่ึงพนั ปี มาแลว้ ใน
สมยั ราชวงศ์ถงั การคน้ พบวิธีการยา่ งหมูน้ันเป็ นการบงั เอิญ คือ ในขณะที่พ่อ
ครวั ในพระราชวงั กาลงั ปรุงอาหาร ไดท้ าหมชู ้ ินหน่ึงตกลงไปในเตาถ่าน จนเน้ ือ
สุกและหนังไหม้ พ่อครัวไดล้ องหยิบมาชิมจึงรูส้ ึกว่าหมูช้ ินน้ั นมีรสชาติหอม
กรอบอร่อยกว่าเดิมมาก จึงทาใหเ้ ขาเร่ิมมีความคิดว่า การนาหมูมาย่างเป็ น
อาหารจะอร่อยกวา่ การนาไปใชท้ าอาหารอย่างอ่ืน ดงั น้ันพ่อครวั จึงไดท้ ดลอง
นาหมูมาย่างแลว้ นาข้ ึนถวายฮ่องเต้ ปรากฏว่าฮ่องเตโ้ ปรดมาก เน่ื องจากหมู
ยา่ งสุกพอเหมาะ หนังจะมีสีเหลืองดุจทองคาสุกอร่าม ฮ่องเตจ้ ึงต้ังชื่อหมยู า่ งน้ ี
วา่ "หมูทอง” ทาใหช้ าวจีนใชช้ ื่อน้ ีเรียกมาจนถึงปัจจุบนั เม่ือเวลาผ่านมานาน
นับพันปี วิชาการหมูย่างก็ได้เผยแพร่โดยการสืบทอดตระกูลของพ่อ ครัว
จนกระทัง่ มาถึงมณฑลกวางตุง้ ซ่ึงเป็ นมณฑลที่ชาวเมืองมีฝีมือในการปรุง
อาหาร จะเห็นไดจ้ ากอาหารจีนท่ีมีรสอร่อยที่สุดจะปรุงโดยพ่อครวั ชาวกวางตุง้
ท้งั ส้ ิน ดงั น้ันจากเดิมหมูยา่ งซ่ึงเป็ นอาหารเฉพาะของฮ่องเตก้ ็เริ่มแพร่หลายมา
เป็ นอาหารของสามญั ชน แต่ถือวา่ หมยู า่ งเป็ นอาหารระดบั ฮ่องเต้ เมื่อประมาณ
1000 ปี ก่อนน้ ี ชาวจีนในมณฑลกวางตุง้ ซึ่งอยใู่ กลท้ ะเล ไดเ้ ร่ิมอพยพออกจาก
ประเทศโดยทางเรือ เพ่ือเสาะหาแผ่นดินทางทะเลใตค้ ือประเทศไทย ซ่ึงรา่ ลือ
กนั วา่ มคี วามอุดมสมบรู ณก์ วา่ ประเทศจีนมาก จึงไดล้ งเรือกนั มาผจญภยั พรอ้ ม
กนั ท้งั หมู่บา้ นและมีบางส่วนไดเ้ ดินทางเขา้ มาประเทศไทย โดยข้ ึนฝัง่ ท่ีอาเภอ
กนั ตงั หรือปากแมน่ ้าตรงั และไดม้ าบุกเบิกต้งั รกรากอยทู่ ี่จังหวดั ตรงั ชาวจีนที่
อพยพมาน้ ีมหี ลายอาชีพสว่ นใหญ่จะมาบุกเบิกทาไร่พริกไทย จึงไดต้ ้งั ชื่อจงั หวดั
ตรงั วา่ "เมอื งพริกไทย”
๑๒
ตวั อยา่ งการอา่ นจบั ใจความ
ชาวจีนเหล่าน้ ีจึงไดม้ ีการเล้ ียงหมูพันธุ์เล็ก ซึ่งไดน้ าลงเรือมาดว้ ยใน
ตาบลทับเที่ยง ปัจจุบันคืออาเภอเมือง จังหวัดตรัง ปรากฏว่าได้ผลดีมาก
ต่อมาไดม้ ีคนกลุ่มหน่ึงนาหมูมาชาแหละขาย ซึ่งก็คือตน้ ตระกูลของรา้ นฟอง
จนั ทร์ หลงั จากน้ันรา้ นฟองจนั ทรไ์ ดร้ บั ชาวจนี คนหน่ึงมาจากมณฑลกวางตุง้ ช่ือ
นายซุน่ มีความสามารถในการยา่ งหมูมาก หมทู ่ียา่ งจะมีรสชาติกลมกล่อมและ
หนังท่ีกรอบ สมยั น้ันจงั หวดั ตรงั มีผูท้ ี่ยา่ งหมไู ดเ้ พียงคนเดียวเท่าน้ัน ต่อมาเมื่อ
นายซุน่ มีอายุมากข้ ึนก็ไดฝ้ ึกผชู้ ่วยข้ ึนมา วิชาการยา่ งหมจู ึงไดแ้ พร่หลายจากรุ่น
สู่รุ่นต้ังแต่น้ันมา หมูย่างน้ันเดิมเป็ นอาหารท่ีใชใ้ นการเซ่นไหวข้ องหมู่คนจีน
ในงานศพ งานมงคล งานเทศกาลต่าง ๆ และประกอบพิธีกรรมสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ
หรือการบนบานสานกลา่ วตามวถิ ีชีวติ ซ่ึงยงั สืบทอดมาจนถึงปัจจุบนั ต่อมาหมู่
คนจีนในเมืองตรังนิยมนาหมูย่างมากินกับกาแฟ เป็ นปกติวิสัยมานานแลว้
ความนิยมกระจายมาสู่หมู่คนตรังช้นั กลางที่เป็ นขา้ ราชการ นักธุรกิจ ในเขต
เมืองตรงั และชานเมืองเป็ นลาดบั จนกลายเป็ นวฒั นธรรมการกินกาแฟกับหมู
ย่างในยามเชา้ ท่ีไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน หมูย่างเมืองตรังจึง
กลายเป็ นเอกลักษณ์ของจงั หวดั ตรัง หมูย่างเมืองตรัง อาหารพ้ ืนเมืองจากที่
นิยมกันคับแคบในวงจากัด ไดร้ ับการส่งเสริมและสนับสนุนจากหอการคา้
จังหวัดตรัง ด้วยการจัดงานเทศกาลหมูย่างเมืองตรังข้ ึนต้ังแต่ ปี ๒๕๓๓
ต่อเน่ื องทุกปี จนถึงปัจจุบัน ประกอบกับการได้โหนกระแสนโยบายกา ร
ท่องเท่ียวของรัฐบาล จึงกลายเป็ นสินคา้ ท่ีมีชื่อเสียงไปทวั่ ประเทศ กลายเป็ น
ของแปลกของโปรด ของประจาบา้ นประจาเมอื งในท่ีสุด
๑๓
ตวั อยา่ งการอา่ นจบั ใจความ
ใจความสาคญั ของเรือ่ ง
ตน้ กาเนิดของหมูยา่ งเกิดข้ ึนในประเทศจีน ประมาณหนึ่ งพนั ปี
มาแลว้ ในสมัยราชวงศ์ถัง ซ่ึงการคน้ พบวิธีการย่างหมูน้ันเป็ นเรื่องบังเอิญ
แต่ความบังเอิญน้ันนามาสู่การคน้ พบอาหารที่มีความแปลกใหม่ น้ันคือ
หมูย่าง เมื่อฮ่องเตไ้ ดล้ องชิมก็โปรดปรานมากจึงต้ังช่ือว่า หมูทอง มีรสชาติ
อร่อย สุกพอเหมาะ หนังจะมีสีเหลืองดุจทองคา วิธีการทาหมูย่างเริ่ม
แพร่หลายมาเป็ นอาหารสามญั ชน ต่อมาไดต้ น้ ตระกูลตระกูลหน่ึงนาหมูมา
ชาแหละขาย แลว้ รบั ชาวจีนท่ีมีความสามารถในการยา่ งหมมู าก หมูที่ยา่ งจึง
มีรสชาติกลมกล่อมและหนังกรอบอร่อย ชาวจีนคนเดิมจึงถ่ายทอดวิชาการ
หมยู า่ งใหร้ ุ่นสูร่ ุน่ ต้งั แต่น้ันมาหมยู า่ งจึงเป็ นอาหารท่ีคนจีนในเมืองตรงั นามา
กินคู่กับกาแฟในยามเช้าจนเป็ นปกติวิสัย ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใคร
เหมือน หมูย่างเมืองตรังจึงกลายเป็ นเอกลกั ษณ์ของจังหวดั ตรัง กลายเป็ น
สินคา้ ที่มีช่ือเสียงไปทวั่ ประเทศ
นิตยา ทองดียงิ่
๑๔
(ที่มา : https://www2.edtguide.com/index.php)
อ่านเพม่ิ เสรมิ ความรู้
ตรงั ยทุ ธจกั รความอรอ่ ย
(ท่ีมา : https://phichittourism.com) ขนมจีบสงั ขยา เป็ นขนมจีบที่มี
หน้าตาคลา้ ยกะหรี่ป๊ับ แต่ที่เรียกว่าขนม
จีบ เน่ืองจากข้ันตอนในการทาจาใชม้ ือ
จบั จีบโดยรอบไม่ใหไ้ สท้ ะลกั ออกมาตอน
เขา้ เตาอบจุดเด่นของขนมจีบสังขยา คือ
ตัวไส้สังขยาที่มีกลิ่นหอม หวานมัน
อดั แน่นมาเต็มช้ ิน บางรา้ นเลือกใชเ้ ฉพาะ
ไข่เป็ ดไล่ทุ่ง ซึ่งเป็ นเป็ ดที่เล้ ียงตามทอ้ ง
น า แ ล ะ ป ล่ อ ย ใ ห้ห า อ า ห า ร เ อ ง ต า ม
ธรรมชาติ มาทาเป็ นไสส้ ังขยาเท่าน้ันมี
กลิ่นหอมและรสชาติท่ีน่ากิน
ติ่มซา อาหารเช้ายอดฮิตท่ี
ตอ้ งหา้ มพลาดลอง ต่ิมซาหากินได้ง่าย
มากในช่วงเชา้ ท่ีเมืองตรงั มีหลากหลาย
เมนูติ่มซาใหเ้ ลือก ท้ังซาลาเปา ขนบจีบ
ฮะเก๋า เตา้ ฮูป้ ลา กุ่ยช่าย ปอเป๊ี ยะทอด
ปอู ดั ยดั ไส้ มะระยดั ไส้
(ท่ีมา : http://oknation.nationtv.tv/blog/ilovetrang)
๑๕
อ่านเพิม่ เสรมิ ความรู้
ตรงั ยทุ ธจกั รความอรอ่ ย
หมี่หนาเหลี่ยว หรือ หลอหมี่ (ท่ีมา : https://www.posttoday.com/life/travel)
เป็ นอาหารจีนฮกเก้ ียนมีรสอร่อยกลมกล่อม
หน้าตาคล้ายราดหน้า มีวัตถุดิบใส่ผสม
รวมกันมากว่า 20 ชนิด นาโดย เสน้ หม่ี
เหลือง (คลา้ ยโกยซีหมี่) เน้ ือปู เน้ ือหมู ตบั
หมู ไข่ไก่ กะหลา่ ปลี เห็ดหอมเป็ นต้น เดิม
ชาวตรงั จะนิยมกินหม่ีหนาเหลี่ยวกันเฉพาะ
ในวนั พิธีสาคญั และวนั งานส่งศพของชาวจีน
ที่เปรียบเป็ นการส่งผูต้ ายสู่สวรรค์ เนื่องจาก
ห ม่ี ห น า เ ห ลี่ ย ว น้ั น ต้อ ง ป รุ ง กัน น า น แ ล ะ
พถิ ีพิถนั ในการทามาก
โกป๊ี หรือกาแฟควบคู่กับอาหาร
เชา้ หากจะใหเ้ ขา้ ถึงอารมณ์คนตรงั จริง ๆ
ตอ้ งสัง่ เป็ นโกป๊ี ร้อน จะเสิร์ฟมาในแก้ว
โบราณ ไม่มีหู เห็นช้ันของกาแฟแยกกับ
น้ าข้นชัดเจน ก่อนกินก็ขนให้เข้ากัน
หวานมันอร่อย หรือใครไม่กินก็กาแฟ
ก็สงั่ เป็ นชารอ้ นแทนได้
(ที่มา : https://www.wongnai.com/restaurants)
๑๖
อิ่มจงั ตรงั อยคู่ รบ
ตรงั ยทุ ธจกั รความอรอ่ ย
เล่ากนั วา่ เมื่อไอเ้ กลอไปวงั เกลอ หรือเยยี่ มเยอื นไอเ้ กลอเขา ก็ไดข้ อง
ฝากเป็ นมูสงั ติดมือกลับบา้ นไปหน่ึงตัว โดยไอเ้ กลอเขาบอกไอเ้ กลอเลเชิง
หยอกกนั ตามประสาเกลอวา่ มสู งั เป็ นสตั วเ์ ล้ ียงง่าย มนั กินเพยี งข้ ีไก่ก็อยไู่ ด้
แลว้ ดว้ ยวถิ ีชีวติ คนอยทู่ ะเลท่ีไมเ่ คยรูจ้ กั มสู งั จึงนาไปขงั ไวใ้ นคอกไก่ตามคา
ของไอเ้ กลอ แต่แลว้ ก็ตอ้ งสูญเสียไก่ไปท้งั เลา้ เพราะถูกมูสงั กนิ ต่อมาเมื่อไอ้
เกลอเขามา วงั เกลอบา้ ง ควายเล หรือปทู ะเลขนาดใหญ่ก็เป็ นของแปลกใหม่
ที่ไอเ้ กลอ้ เลฝากใหเ้ พ่ือนหอบห้ ิวหลบบา้ น พรอ้ มท้งั คาแนะนาเชิงหยอกจาก
อีกเช่นกนั ว่า เจา้ ควายเลตวั น้ ีกินน้าเย่ียวเป็ นอาหาร และถา้ ถูกมนั ฟัน ก็ให้
แขบกดั เขาอีกขา้ งของมนั ทันที เมื่อหลบถึงเริน ไอเ้ กลอเขาก็จบั เจา้ ควายเล
ใส่โคมเอาไว้ บอกใหภ้ รรยาไปเยยี่ วใส่โคม เพ่ือเล้ ียงเจา้ ควายเลตามคาของ
ไอเ้ กลอเล คร้นั เวลามุง้ ม้ งิ นางก็ไปใหอ้ าหารสตั วเ์ ล้ ียงตามท่ีสามีบอก ปหู รือ
ควายเลของไอเ้ กลอ เมื่อมีอะไรเขา้ ใกลต้ วั มนั ก็จะหนีบเอาโดยสญั ชาตญาณ
ป้องกนั ตวั นางจึงตอ้ งเรียกสามีใหม้ าช่วย ไอเ้ กลอเขาก็แขบกม้ หน้าลง เพื่อ
จะกดั เขาอีกขา้ งของมนั ทนั ที ตามคาแนะนาของไอเ้ กลอ ก็เลยถูกกา้ มอีกขา้ ง
หน่ึงของเจา้ ควายเลหนีบแกม้ เขา้ ให้ ในขณะท่ีกา้ มอีกขา้ งหน่ึงก็ยงั ไม่ปล่อย
สุดทา้ ยเมื่อไอเ้ กลอท้งั สองมาพบกนั อีกประโยคที่สพั ยอกกนั ว่า “มึงเสียไก่
แคต่ วั สองตวั เป็ นไหรไป...กูท้งั เจบ็ ท้งั หมินจงั เสีย”
กณภทั ร ทองดียงิ่
๑๗
ศพั ทป์ ักษใ์ ตน้ ่ารู้
คาศพั ท์ ความหมาย
เกลอ เพื่อนสนิท, เพือ่ นรกั
มูสงั อีเหน็
โคม กะละมงั
แขบ รีบ, เร็ว
หลบ กลบั
เริน บา้ น, ที่อยอู่ าศยั
มุง้ ม้ ิง เวลาพลบคา่ , โพลเ้ พล้
๑๘
กิจกรรมทา้ ยเร่ือง
คาสงั่ : ใหน้ ักเรียนจบั ใจความสาคญั จาก ตานานน่ารู้ คู่เมอื งเก่า
“คาสาปถึง ลกู รกั ”
……………………………………………………………………………………………………………………………….……
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………….……
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………….……
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………….……
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………….……
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
๑๙
ไพเราะโคลงกานท์
เรื่องท่ี มาตรฐานและตวั ช้ ีวดั
ท ๑.๑ ม.๔/๖ ตอบคาถามจากการอา่ นประเภท ต่าง ๆ
๒
ภายในเวลาที่กาหนด
ท ๒.๑ ม.๔/๔ ผลิตงานเขียนของตนเองในรปู แบบต่าง ๆ
ท ๔.๑ ม.๔/๔ แต่งบทรอ้ ยกรอง
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. ผูเ้ รียนแต่งคาประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพไดถ้ ูกตอ้ งตามฉันทลักษณ์
และมคี วามไพเราะท้งั ในดา้ นภาษา และความหมาย
2. ผเู้ รียนมที กั ษะในการใชภ้ าษาเพ่ือผลิตงานเขียนบทรอ้ ยกรองประเภทโคลง
สี่สุภาพไดด้ ว้ ยตนเอง
3. ผู้เรียนเห็นคุณค่าของการแต่งคาประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ และ
สามารถบอกคุณคา่ ของบทรอ้ ยกรองได้
เลง้ น้ ี...ทีก่ นั ตงั
กนั ตงั มที ี่ต้งั รษั ฎา
เรอื นเกา่ เหน็ นานมา ใครร่ ู้
รวบรวมส่ิงงามตา สูงคา่
เลอคา่ พระยาผู้ สสู่ รา้ งเมืองตรงั
พารา
อดีตดงั ทวั่ ท้งั เรง่ เรา้
ริเรมิ่ ยางพารา เกิดคา่ มากนา
ปลูกลองเพอื่ นามา หน่ึงตน้ ริมทาง
ยงั อยดู่ ีมีเคา้ ศรทั ธา
คู่ไว้
กลางชุมชนท่ีน้ ี ลือเลื่อง
ศาลนี่เทพมารดา กล่าวฟ้องบนบาน
นามศาลเคง่ จิวมา
เป็ นที่รวมคนไหว้
๒๑
กาลอาทิตยบ์ า่ ยคลอ้ ย เอนกาย
ลงนัง่ คลายสบาย บ่อรอ้ น
มากมายเกลื่อนของขาย จบั จา่ ย
ไหลรนื่ ธาราซอ้ น แงไ่ มส้ มบรู ณ์
เสียงรถ
ปนู ฉึกฉึกใครเ่ ฝ้า เล่นรอ้ ง
เทียบท่าชาลางด รปู ร่าง
เดินชมทวั่ สวยสด แต่สรา้ งนานมา
ทรงเกา่ สมยั ตอ้ ง
นิตยา ทองดีย่งิ
๒๒
สถานท.่ี ..น่าเลง้
ณ ท่ีน่ี ชาวตรังเรียกว่า “ควนรัษฎา” (ที่มา : https://chill.atimeonline.com/post/2861)
หรือที่รูจ้ กั กันโดยทัว่ ไปว่า “จวนเก่าเจา้ เมือง
ตรัง” เป็ นบา้ นพักอดีตของเจา้ เมืองตรัง คือ
พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี สถานท่ีน้ ี
ท่ีมีลักษณะอนั โดดเด่น คือเป็ นเรือนไม้ ๒ ช้นั
เก่าแก่ รูปทรงป้ันหยา สีฟ้าหม่น ซ่อนตัวอยู่
ท่ามกลางตน้ ไมใ้ หญ่ที่แสนร่มรื่น อันเป็ นแบบ
บ้านพักของในรูปแบบของเจ้าเมือง หรือ
ขา้ หลวง ตัวแทนต่างพระเนตรพระกรรณฯ ท่ี
ดูแลหวั เมอื งปักษ์ใต้ ในสมยั รชั กาลที่ ๕ ถึงตน้
รชั กาลท่ี ๖ ที่ประเทศไทยยงั มีการแบ่งเขตการ
ปกครองสว่ นภูมภิ าคแบบ “มณฑเทศาภิบาล”
พพิ ิธภณั ฑพ์ ระยารษั ฎา
นุประดิษฐม์ หิศรภกั ดี
(ท่ีมา : https://thai.tourismthailand.org/Attraction) ภายในพิพิธภัณฑ์มีเคร่ืองใช้ไมส้ อย
ชุดเฟอร์นิเจอร์ ตูโ้ ต๊ะ ท่ีสัง่ ต่อโดยฝีมือช่าง
ชาวจีน และเตียงนอนแบบยุโรปสมัย ร.๕
ซึ่งแต่ละช้ ินลว้ นล้าค่า มีภาพเก่าหลายภาพท่ี
ปรากฏภายในพิพิธภัณฑ์แห่งน้ ี การแบ่ง
สดั ส่วนในการจดั หอ้ งแต่ละหอ้ ง และหุ่นข้ ีผ้ ึง
รูปท่านพระยารัษฎาฯ หากมีโอกาสมาที่
กนั ตงั แลว้ ควรแวะมาศึกษาขอ้ มูลท่ีน่าสนใจ
ในอดีตของกนั ตงั เพราะที่น่ีคือแหล่งเรียนรูท้ ี่
น่าศึกษาอย่างย่ิง สมกับท่ีเป็ นพิพิธภัณฑ์ที่
ทรงคุณค่าของชาวตรงั และเมอื งตรงั
๒๓
สถานีรถไฟกนั ตงั
ณ ที่นี่ คือสถานีรถไฟกนั ตัง สุดปลายทาง (ท่ีมา : https://chill.atimeonline.com/post/2861)
รถไฟสายอนั ดามนั สถานีรถไฟกนั ตงั เป็ นสถานี
ท่ีเก่าแก่แห่งหนึ่งของไทยที่อยู่คู่กบั ทางรถไฟสาย
ใตม้ าต้งั แต่แรกเริ่มสรา้ ง เปิ ดใชง้ านเม่ือวนั ที่ ๑
เมษายน ๒๔๕๖ แต่ก่อนมีชื่อว่าสถานีรถไฟตรงั
ก่อนที่จะมีการยา้ ยตัวจังหวัดไปอยู่ที่ตาบลทับ
เที่ยง สถานีตรังจึงเปลี่ยนชื่อเป็ นสถานีกันตัง
ซึ่งภารกิจหลักของสถานี กันตังคือการโดย สา ร
และมที างแยกเขา้ สทู่ ่าเรือกนั ตงั เพื่อใชป้ ระโยชน์
ในการขนส่งสินคา้ จากต่างประเทศ โดยเฉพาะ
อุปกรณ์ในการก่อสรา้ งทางรถไฟ หรือแมแ้ ต่ตัว
รถไฟเองท่ีนาเขา้ มาจากประเทศทางฝั่งยุโรป
เช่น เยอรมนี องั กฤษ สหรฐั อเมริกา หรือแม้แต่
อินเดีย
ดา้ นทิศใตข้ องสถานีจะมีมีป้ายเล็ก ๆ เพื่อให้
เป็ นจุดสนใจของสถานี ‘สุดทางรถไฟฝัง่ อัน
ดามัน’ ซ่ึงในบรรดาจงั หวดั ที่ทางรถไฟสายใต้
พาดผ่านจะเป็ นจังหวัดติดชายฝั่งอ่าวไทย
ท้งั น้ัน ก็มีเพียงจงั หวดั ตรงั ที่เดียวในชายฝัง่ อนั
ดามนั ท่ีทางรถไฟมาถึง คุณค่าของสถานีรถไฟ
กันตังไ ม่ใช่แ ค่ เ ป็ น สถา นี ร ถไ ฟ สุ ดสา ย
ป ล า ย ท า ง แ ต่ ยัง ท ร ง คุ ณ ค่ า ท า ง ด้า น
สถาปัตยกรรม นับเป็ นสถานีรถไฟเล็กๆ ท่ีมี
ความสวยงามเป็ นพิเศษ จึงไม่มีขอ้ กงั ขาที่กรม
ศิลปากรข้ ึนทะเบียนให้สถานี กันตังเป็ น
(ที่มา : https://chill.atimeonline.com/post/2861) โบราณสถานเมอื่ พ.ศ. ๒๕๓๙
๒๔
ตน้ ยางพาราตน้ แรก ณ ที่ น่ี คื อ ยา งพาร าต้นแรก ของ
ของประเทศไทย ประเทศไทย ซึ่งมีการนาตน้ ยางพาราเขา้ มา
ปลูกในประเทศไทย ต้ังแต่สมยั ที่ยงั ใช้ชื่อว่า
(ที่มา : http://wisawa-travel.myreadyweb.com/) "สยาม" ประมาณกนั วา่ เป็ นหลงั พ.ศ.๒๔๒๕
ซ่ึงช่วงน้ัน ไดม้ ีการขยายเมล็ดกลา้ ยางพารา
จากพันธุ์ ๒๒ ต้น นาไปปลูกในประเทศ
ต่าง ๆ ของทวีปเอเชียและมีหลกั ฐานเด่นชดั
วา่ เม่ือปี พ.ศ.๒๔๔๒ พระยารษั ฎานุประดิษฐ์
มหศิ รภกั ดี เป็ นผูเ้ หมอื นหน่ึง"บิดาแหง่ ยาง"
เป็ นผู้ท่ีได้นาต้นยางพารามาปลูกท่ีอาเภอ
กนั ตงั จงั หวดั ตรงั เป็ นคร้งั แรก
จากน้ั น พระยารัษฎานุ ประดิษฐ์
มหิศรภกั ดี ไดส้ ่งคนไปเรียนวิธีปลูกยางเพ่ือ
มาสอนประชาชน พรอ้ มกันน้ันท่านก็สัง่ ให้
กานัน ผู้ใหญ่บ้าน นาพันธุ์ยางไปแจกจ่าย
และสง่ เสริมใหร้ าษฎรปลูกทวั่ ไป ซึ่งในยุคน้ัน
อาจกล่าวไดว้ ่าเป็ นยุคต่ืนยาง ต่อมาราษฎร
ไดน้ าเขา้ มาปลูกเป็ นสวนยางมากข้ ึนและไดม้ ี
การขยายพ้ ืนที่ปลูกยาวไปในจงั หวดั ภาคใต้
รวม ๑๔ จงั หวดั การพฒั นาอุตสาหกรรมยาง
ของประเทศไดเ้ จริญรุดหน้าเร่ือยมาจนทาให้
ประเทศไทยเป็ นประเทศที่ผลิตและส่งออก
ยางไดม้ ากที่สุดในโลก
(ที่มา : http://www.kantangcity.go.th/travel/detail/32)
๒๕
สวนอุทยาน ณ ที่นี่ คือวนอุทยานบ่อน้าร้อนกันตัง
บอ่ น้ารอ้ นกนั ตงั เป็ นบริเวณท่ีอดุ มไปดว้ ยบ่อน้ารอ้ นธรรมชาติ
ใตผ้ ิวดินมาสู่การพฒั นาเป็ นแหล่งท่องเท่ียว
(ท่ีมา : https://www.chillpainai.com) เชิงสุขภาพในปัจจุบนั โดยไดร้ บั การจัดต้งั ให้
เป็ นวนอุทยาน เม่ือวนั ท่ี ๙ มิถุนายน พ.ศ.
๒๕๔๙ สภาพทวั่ ไป วนอุทยานฯ แห่งน้ ีต้ังอยู่
ในเขตป่ าสงวนแห่งชาติป่ าเขาหวาง ป่ าควน
แคง และป่ าน้าราบ มีเน้ ือท่ีประมาณ ๕๐๐
ไร่ มีลกั ษณะภูมิประเทศเป็ นพ้ ืนท่ีราบเชิงเขา
ผสมผสานกับสภาพป่ าเป็ นดงดิบช้ ืน และ
บางส่วนเป็ นป่ าพรุที่มีน้าท่วมขงั ตลอดปี อีก
ท้งั มีพ้ ืนท่ีบางส่วนเป็ นพรุน้ารอ้ นมีน้าไหลผุด
จากใตด้ ินตลอดเวลา พืชพรรณและสัตวป์ ่ า
จดั วา่ ค่อนขา้ งมีสภาพป่ าที่สมบูรณป์ านกลาง
จุดเด่นของ “บ่อน้ารอ้ นกนั ตัง” คือ
มสี ว่ นผสมของกามะถนั น้อยมากไม่ถึง ๑%
จึงแทบจะไม่มีกลิ่นเลย แต่มีแคลเซียมมาก
ถึง ๗๕% ซ่ึงเป็ นเพียงแห่งเดียวของ
ประเทศไทย ทาใหเ้ หมาะสาหรบั การนาไป
บาบัดผูท้ ี่ป่ วยเป็ นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
เนื่องจากแคลเซียมชว่ ยกระตุน้ กาไหลเวียน
ของโลหิตได้ดี ตลอดจนยังได้มีการนา
น้ าแร่ไปทาเป็ นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
สาหรบั ใหบ้ ริการแก่นักท่องเท่ียวที่มาเยอื น
ดว้ ย
๒๖
(ที่มา : https://www.trangtravel.com)
ศาลเจา้ เกง่ จิวโฮยกว้ น
ณ ที่นี่ ศาลเจา้ เก่งจิวโฮยกว้ น
อ ง ค์ เ จ ้า แ ม่ ทั บ ทิ ม ศ า ล เ จ ้า ไ ห ห ล า
(เก่งจิวโฮยกว้ น) ศาลเจา้ แห่งน้ ีเป็ น
ศูนยร์ วมความเลื่อมใสความศรัทธา
ของคนกันตังเช้ ือสายจีน คอยหล่อ
หลอมสานสรา้ งสามคั คีความสมั พนั ธ์
อนั ดีระหวา่ งกนั ของชาวกนั ตงั ช่วยใน
การสรา้ งบา้ นพฒั นาเมืองกนั ตงั ใหม้ ี
ความเจริญรุ่งเรืองนับแต่อดีตจนถึง
ปัจจุบนั
(ที่มา : https://oer.learn.in.th/search_detail/result/174831)
เอกลักษณ์โดดเด่นของชาวกนั ตัง (ที่มา : https://oer.learn.in.th/search_detail/result)
โดยเฉพาะวฒั นธรรมของคนหลากหลาย
หลายเช้ ือชาติ ศาสนา ในการอยู่ร่วมกัน ๒๗
ด้วยความโอบออ้ มอารี แมว้ ่าจะมีความ
แตกต่างกนั ทางดา้ นความเช่ือก็ตาม ความ
เช่ือและความศรัทธา มีความผูกพันกับ
จิตใจและความรูส้ ึกนึกคิด เป็ นเคร่ืองมือท่ี
ช่วยประสานพลงั แรงกายแรงใจของคนใน
สังคมใหป้ ฏิบัติดีต่อกัน ก่อเกิดความรัก
ความสามัคคี มีน้าใจไมตรีเอ้ ืออารีต่อกนั
อันจะนามาซ่ึงการอยู่ร่วมกันอย่า งมี
ความสุข
ความรูท้ วั ่ ไปเก่ียวกบั โคลงสส่ี ุภาพ
โคลงสี่สุภาพ เป็ นคาประพนั ธ์ประเภทรอ้ ยกรองชนิดหน่ึง ที่นิยมแต่ง
กนั มาต้ังแต่สมัยโบราณ ซ่ึงปรากฏอยู่ในวรรณคดีหลายเร่ือง เช่น เรื่อลิลิตพระลอ
ลิลิตตะเลงพ่าย โคลงนิราศนรินทร์ โครงเรื่องพาลีสอนน้อง โคลงโลกนิติ โคลงนิราศ
พระบาท ลิลิตเพชรมงกุฎ เป็ นตน้
โคลงส่ีสุภาพ มีลกั ษณะบงั คบั ท่ีพิเศษกวา่ บทรอ้ ยกรองอื่น ๆ คือ มีการ
บงั คบั ตาแหน่งของรูปวรรณยุกตเ์ อกและรูปวรรณยุกต์โท หรือที่เรียกว่า คาเอกคาโท
ซึ่งโคลงสี่สุภาพมีลกั ษณะบงั คบั หรือฉนั ทลกั ษณท์ ี่ควรทราบ ดงั น้ ี
๑. คณะ คือ กลุม่ หรือชุดของคาท่ีเรียงเรียงไวต้ ามลกั ษณะของรอ้ ยกรอง
แต่ละประเภท โคลงสี่สุภาพในบทหนึ่ง จะประกอบไปดว้ ย ๔ บาท แต่ละบาทจะมี
๒ วรรค เรียกวา่ วรรคหนา้ และวรรคหลงั
๒. คาหรือพยางค์ คือ หน่วยยอ่ ยที่สุดของการแต่งบทรอ้ ยกรอง คาหรือ
พยางค์ มคี วามหมายเดียวกนั ในบทรอ้ ยกรอง คือ เสียงที่สามารถเปล่งออกมาในคร้งั
หนึ่ง ๆ ๑ พยางค์ เท่ากับ ๑ คา ซึ่งในโคลงสี่สุภาพวรรคหน้าจะมี ๕ คา ส่วนวรรค
หลงั ของบาทท่ี ๑-๓ จะมวี รรคละ ๒ คา สว่ นบาทที่ ๔ ในวรรคหลงั จะมี ๔ คา
๓. วรรค คือ ส่วนหน่ึงของบาท ในโคลงสี่สุภาพหน่ึงบทมี ๔ บาท แต่ละ
บาทจะมี ๒ วรรค เรียกวา่ วรรคหน้าและวรรคหลงั
๔. บาท คือ องคป์ ระกอบหน่ึงของบท โคลงสี่สุภาพหนึ่งบทมี ๔ บาท
โดยจะเขียนบาทละ ๑ บรรทดั
๕. บท คือ ชุดของคาที่เรียงเรียงไวต้ ามบญั ญตั ิแหง่ ฉนั ทลักษณ์ เช่น
ความรกั ฉนั ที่ได้ เจอมา
เป็ นรกั ท่ีงามตา แต่ตน้
ปล้ ืมใจอยทู่ ุกครา มรี กั ดีเฮย
คนท่ีคอยชว่ ยลน้ ไมร่ า้ ยต่อเรา
กณภทั ร ทองดียง่ิ
๒๘
ความรูท้ วั ่ ไปเกี่ยวกบั โคลงสีส่ ุภาพ
๖. คาสรอ้ ย คือ คาที่กาหนดข้ ึนใหล้ งทา้ ยวรรค บาทหรือบท ซ่ึงใน
โคลงส่ีสุภาพ คาสรอ้ ยน้ันจะกาหนดใหล้ งทา้ ยบาท ๑ กับบาท ๓ โดยคาหน้า
มกั จะเป็ นคาที่มีความหมายที่สอดคลอ้ งกบั คาก่อนหน้า ส่วนคาหลงั มกั เป็ นคาท่ี
ทาใหค้ วามหมายมีความชดั เจนมากยิ่งข้ ึน นิยมใหล้ งทา้ ยดว้ ยคา ดังน้ ี เฮย แฮ
ฮา รา ฤา นา เป็ นต้น ท้ังน้ ี หากผู้ประพันธฺคิดว่าบทประพันธ์ของ ตนน้ัน
มีความหมายครบถว้ นสมบูรณ์แลว้ ก็อาจจะไม่จาเป็ นตอ้ งมีคาสรอ้ ยปรากฏอยู่
ก็เป็ นได้
๗. คาเอกคาโท คือ คากาหนดบงั คบั เสียง อนั เป็ นลกั ษณะพิเศษ
ของโคลง คาเอก คือ คาท่ีกากบั ดว้ ยรูปวรรคยุกตเ์ อก เช่น แก่ ค่า ใส เฉพาะคา
เอกน้ ีในโคลงอนุญาตใหใ้ ชค้ าตายแทนได้ ซึ่งคาตาย คือ คาท่ีสะกดในแม่ กก
กด กบ เช่น ปิ ด ฉาก เป็ นตน้ ส่วนคาโท คือ คาท่ีกากับดว้ ยรูปวรรณยุกต์โท
เชน่ รอ้ ง ไห้ ตม้ ขา้ ว โคลงส่ีสุภาพ กาหนดบงั คบั ใหแ้ ต่ละบทตอ้ งใชค้ าเอกคาโท
นอกจากน้ ีในบางกรณีก็อาจจะมีการจงใจสรา้ งคาที่เรียกว่า “คา
เอกโทษ” คือ การนาคาท่ีปกติใชว้ รรณยุกตโ์ ทกากบั มาใชว้ รรณยุกต์เอกกากบั
แทน เพ่ือใชแ้ ทนที่คาเอก ในตาแหน่งบงั คบั ของโคลง เช่น คาวา่ มัน่ ดดั แปลง
มาจากคาว่า หม้ัน หรือคาว่า เคี่ยว ดัดแปลงมาจากคาว่า เข้ ียว เป็ นต้น
และ “คาโทโทษ” คือ การนาคาท่ีปกติใชว้ รรณยุกตเ์ อกกากบั มาใชว้ รรณยุกตโ์ ท
กากบั แทน เพ่ือใหใ้ ชแ้ ทนคาโทในตาแหน่งบงั คบั เช่น เหลน้ ดดั แปลงมาจาก
คาวา่ เล่น หรือคาวา่ ผู้ ดดั แปลงมาจากคาวา่ พู่ เป็ นตน้
๒๙
ความรูท้ วั ่ ไปเกี่ยวกบั โคลงสส่ี ุภาพ
๘. สัมผัส คือ ขอ้ กาหนดทางฉันทลักษณ์ โคลงสี่สุภาพมีการ
กาหนดสมั ผสั นอก ซ่ึงเป็ นสมั ผสั สระเท่าน้ัน มีรายละเอียด ดงั น้ ี
๘.๑ สัมผัสระหว่างวรรค คือ สัมผัสที่เกิดข้ ึนจากวรรค
หนึ่งไปยงั อีกวรรคหน่ึง มีลกั ษณะดงั แผนผงั ต่อไปน้ ี
ตวั อยา่ ง จากเรื่อง ผไู้ มร่ า้ ยต่อใจ ดงั น้ ี
เอาใจใส่ทุกคร้งั ชอบใจ
คนที่คอยหว่ งใย อยขู่ า้ ง
โลกฉนั ยง่ิ สดใส เพราะพี่ เคียงมา
พีไ่ มท่ ้ ิงใหร้ า้ ง ไมช่ ้าหมองไป
นิตยา ทองดียง่ิ
สามารถเขียนอธิบายสมั ผสั ระหวา่ งวรรคได้ ดงั น้ ี
๑. คาสุดทา้ ยของวรรคหลงั ในบาท่ี ๑ สมั ผสั กบั คาสุดทา้ ยของวรรคหน้า
ในบาทท่ี ๒ และคาสุดทา้ ยของวรรคหนา้ ในบาทท่ี ๓
๒. คาสุดทา้ ยของวรรคหลังในบาทที่ ๒ สัมผัสกับคาสุดทา้ ยของวรรค
หน้าในบาทท่ี ๔
๓๐
ความรูท้ วั ่ ไปเกี่ยวกบั โคลงส่ีสุภาพ
๘.๒ สมั ผัสระหว่างบท คือ สมั ผสั ที่เกิดข้ ึนจากบทหนึ่งไปยงั อีก
บทหนึ่ง มีลกั ษณะดงั แผนผงั ต่อไปน้ ี
ตวั อยา่ ง จากเรื่อง ผไู้ มร่ า้ ยต่อใจ ดงั น้ ี ชอบใจ
เอาใจใส่ทุกคร้งั อยขู่ า้ ง
เพราะพ่ี เคียงมา
คนท่ีคอยหว่ งใย ไมช่ ้าหมองไป
โลกฉนั ยงิ่ สดใส สาคญั
พ่ไี มท่ ้ ิงใหร้ า้ ง
ในใจมีพีด่ ว้ ย นิตยา ทองดียง่ิ
สามารถเขียนอธิบายสมั ผสั ระหวา่ งบทได้ ดงั น้ ี
คาสุดทา้ ยของบาทท่ี ๔ ในบทก่อนหน้า สัมผัสกับคาท่ี ๑ ๒ หรือ ๓
ของบาทท่ี ๑ ในวรรคหนา้ ของบทถดั ไป
๓๑
ความรูท้ วั ่ ไปเกี่ยวกบั โคลงสส่ี ุภาพ
สามารถเขียนอธิบายลกั ษณะบงั คบั ของรปู วรรณยุกตไ์ ด้ ดงั น้ ี
บทรอ้ ยกรองประเภทโคลง จะมีลกั ษณะบงั คบั เพ่ิมเติมจากบทรอ้ ยกรอง
อ่ืน ๆ เน่ืองจากมีการบงั คบั คาที่มีรูปวรรณยุกตเ์ อกและโท ซึ่งจะบงั คบั ใหม้ ีรูป
วรรณยุกตเ์ อก จานวน ๗ ที่ และคาที่มีวรรณยุกตโ์ ท จานวน ๔ ที่ ดงั น้ ี
๑) บาทท่ี ๑ วรรคหน้า บงั คบั คาเอกคาที่ ๔ และคาโทคาที่ ๕
๒) บาทท่ี ๒ วรรคหน้า บังคับคาเอกคาท่ี ๒ และวรรคหลัง
บงั คบั คาเอกคาที่ ๑ และคาโทคาท่ี ๒
๓) บาทท่ี ๓ วรรคหน้า บังคับคาเอกคาท่ี ๓ และวรรคหลัง
บงั คบั คาเอกคาท่ี ๒
๔) บาทที่ ๔ วรรคหน้า บังคบั คาเอกคาที่ ๒ และคาโทคาท่ี ๕
ส่วนวรรคหลงั บงั คบั คาเอกคาท่ี ๑ และบงั คบั คาโทคาที่ ๒
๓๒
ความรูท้ วั ่ ไปเกี่ยวโคลงสสี่ ุภาพ
อ่านเพิ่มเสริมความรู้
โคลงนิราศพระยาตรงั
อยุทธยาโสภิตโพน้ มาแปลง เป็ นฤๅ
ฤๅวา่ บุญเพรงแสดง พระสรา้ ง
สิงหาสน์พมิ านแสยง สยบโลกย์
แสงสุวรรณพรา่ งพรา้ ง พระพร้ ิมพรายตา ฯ
พรายพรายพระพทุ ธแกว้ มรกต
ศรีสุวรรณแจม่ จรด รุง่ เรา้
พหิ ารเลื่อนมุขลด รุจเิ รข เรืองแฮ
ไตรโลกยเ์ ล็งคา่ เชา้ นอบนอ้ มกรถวาย ฯ
ดิเรกกรุงเกียรติเจา้ จกั รพาฬ
จงู จติ รพลเมอื งสถาน ส่ฟู ้า
กลั ยางคน์ ิคมชาญ ชายช่ืน ชมแฮ
โสภิตภพเลื่องหลา้ แหลง่ ลว้ นฦๅเกษม ฯ
เสนาะสารเสาวนิศนอ้ ง ราพนั แถลงนา
ปางนิราแรมขวญั เนตรไว้
อกเรียมตระลึงศลั ย์ สุดสิ่ง รกั แม่
แสนกระซิกโศกไข้ ขุน่ ไขใ้ จเรียม ฯ
๓๓
ความรูท้ วั ่ ไปเก่ียวโคลงสสี่ ุภาพ
แอบองคน์ าริศนอ้ ม แนบทรวง
ลบู อุทรเซร็นดวง สวาดิไหม้
อา้ โฉมวมิ ลพวง มาเลศ เรียมเอย
ควรเตรียกกายเรียมไว้ หวา่ งหอ้ งทรวงสมร ฯ
องคแ์ ผลง เจา้ ฤๅ
เกษนีอมเรศเอ้ ือม หลากหลา้
ฤๅสุเรนทรชุมแปลง ลองรูป ฤๅแม่
ลาลงธรณิศแลง พ่ีแลว้ เนาใด ฯ
หลีกสุเรนทรยวลหนา้ ฉมสมร ปองแม่
โอษฐอ์ อ้ น
สิบทิศทิพยรสฉอ้ ง เนืองเนตร กูเอย
พา่ งพิโดรทรวงอร เคร่าชา้ วนั เห็น ฯ
งอนธุชรถจนั ทร ติดตา อยแู่ ม่
งามแมง่ อนสมรคอ้ น พิศพ้ นื
เพ็ญภาคย์ พี่ฤๅ
เดาะดวงดุจเด็จต้งั ยอบเชา้ คืนงาย ฯ
พนู ดาตรูงตฤษณา
ลาทรวงทิพยสุธา พระยาตรงั
คลาแมค่ ลาฤๅล้ ืน
๓๔
อา่ นเสรมิ เพิ่มความรู้
พระยาตรงั กวีในประวตั ศิ าสตร์
พระยาตรัง หรือบรรดาศักด์ิในตาแหน่งเจา้ เมืองตรังว่า “พระยาตรังค-
ภูมาภิบาล” เป็ นกวียิ่งใหญ่ผู้หน่ึงในยุครัตนโกสินทร์ ผลงานของท่าน
เป็ นคาประพนั ธป์ ระเภทโคลง โดยฉ้ พาะโคลงด้นั นิราศตามเสด็จลาน้าน้อย
และโคลงพระยาตรัง หรือนิราศถลาง ไดร้ บั การยกย่องจากกวีรุ่นหลัง ๆ
วา่ มสี านวนไพเราะเทียบเท่าโคลงสมยั อยุธยาโบราณ
ผลงานวรรณกรรมของท่าน โดยเฉพาะที่เป็ นคาประพันธ์
ประเภทโคลง อาทิ โคลงด้ันนิราศตามเสด็จทัพลาน้าน้อยและโคลงนิราศ
พระยาตรัง หรือท่ีเรียก “โคลงนิราศถลาง” ได้รับการยกย่องนับถือ
ในหมู่กวีรุ่นหลังเป็ นอันมาก อย่างไรก็ตาม แมว้ ่างานวรรณกรร มของ
พระยาตรงั จะเป็ นท่ีรูจ้ กั ในหมู่ผูร้ ักงานกวีนิพนธ์โดยทัว่ ไป แต่ดา้ นประวตั ิ
ชีวิตของท่านน้ันกลับไม่ปรากฏเรื่องราวชัดเจนนัก ท่ีทราบแน่ นอน
จากเน้ ื อความในโคลงด้ันนิ ราศตามเสด็จทัพลาน้ าน้อยว่า ท่าน เป็ น
ชาวเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งหยิ่งทะนงในความเป็ นปราชญ์ของตนเอง
สูงดงั คาโคลง
กรุงศรีธรรมราชหมา้ ย เมธี พอ่ ฮา
แสวงอยุธยาขู คูพ่ รอ้ ง
เฉลิมบาทนฤบดี โดยเสด็จ เศิกแฮ
นิราศเรื่องพอ้ งหนา้ ณรงค์
๓๕
สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพทรงพระนิพนธป์ ระวตั ิ
พระยาตรงั ส้นั ๆ ไวเ้ ม่อื พ.ศ. ๒๔๖๐ ถือเป็ นการเผยแพร่ประวตั ิของพระยา
ตรงั คร้งั แรก และมผี อู้ า้ งอิงอยเู่ สมอถึงปัจจุบนั ความวา่
“พระยาตรงั คนน้ ีเป็ นกวมี ีชื่อเสียงคน ๑ เมอื่ ในรชั กาลที่ ๒ ไดแ้ ต่ง
โคลงนิราศไวเ้ ร่ืองหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “นิราศพระยาตรงั ” พวกกวีแต่ก่อนยก
ยอ่ งกนั เขา้ ไวใ้ นตารา กบั แต่งโคลงด้นั ยอพระเกียรติรชั กาลท่ี ๒ ไวอ้ ีกเร่ือง
๑ เม่ือเร็ว ๆ น้ ีพบเพลงยาวนิราศพระยาตรังแต่ง ว่าดว้ ยคร้ังไปวางตรา
เป็ นผูว้ ่าราชการเมืองตรัง สานวนพระยาตรงั แต่งกลอนสูแ้ ต่งโคลงไม่ได้
แต่ไดค้ วามในเรื่องประวตั ิของพระยาตรงั ในเพลงยาวน้ัน ประกอบกับที่ได้
ทราบคาบอกเล่า เขา้ ใจว่าพระยาตรังคนน้ ีเป็ นชาวนคร จะเป็ นเช้ ือแถว
อย่างไรทางเจา้ พระยานครพัฒน เป็ นพระญาติกับกรมพระราชวังบวร
มหาศักดิพลเสพ ได้เป็ นตาแหน่งพระยาตรังเม่ือรัชกาลท่ี ๒ คร้ังน้ัน
ยกเมืองตรงั ข้ ึนเป็ นเมืองตรีมาข้ ึนกรุงเทพฯ เห็นจะเป็ นดว้ ยเหตุน้ ี พระยา
ตรังจึงไม่ถูกกับเจา้ พระยานครน้อย เม่ือพระยาตรังออกไปวางตรา
พาภรรยาไปดว้ ย ภรรยาเป็ นญาติเจา้ พระยานครน้อย พกั อยู่เสียที่เมือง
นคร ไม่ ออกไปเมืองตรงั ดว้ ย เขา้ ใจวา่ พระยาตรงั วา่ ราชการเมืองอยู่เพียง
ส้ ินรัชกาลที่ ๒ แลว้ ตอ้ งกลับเขา้ มาอยู่ในกรุงเทพฯ เมืองตรังกลับเป็ น
เมืองข้ ึนเมืองนครต่อไป”
๓๖
คร้ันถึง พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ทรงปราบดาภิเษกเสวยราชสมบตั ิ ณ กรุงเทพมหานคร พระยาตรัง
ก็ได้เข้าไปถวายตัวทาราชการโดยพักอาศัยอยู่กับพระยาภักดีภูธร (ฉิม)
ผู้ เ ป็ น ลุ ง ข อ ง ท่ า น ต่ อ ม า ไ ม่ น า น นั ก เ จ้ า จ อ ม ม า ร ด า นุ้ ย ใ ห ญ่
ซ่ึงมีศักด์ิเป็ นน้า ได้ช่วยเหลือจนท่านได้รับพระราชทานเจ้าหญิงเกษณี
เป็ นภรรยา ดังความในโคลงด้ันนิราศตามเสด็จทัพลาน้าน้อย ซ่ึงพระยาตรัง
แต่งเมอื่ พ.ศ. ๒๓๓๐ วา่
ไปจอดทอดทพั เวน้ วงั ทอง
ถวลิ หวนั่ พรนั่ แปรใจ จากไท้
ออกนางรบั ทลู สนอง เสนอราช โปรดแม่
ชาวเพื่อนวงั ไจไ้ จ้ จบั ขวญั ฯ
สนิทสนมวลิ าศลอ้ ม ลาเพา พ่เี อย
อาบอบคนั ธโสรมสุง สะอา้ น
ฉลองโอษฐเร่งนงเยาว์ ยงั เวศ พน่ี า
นางชะแมเ่ ถา้ คา้ น คาทลู ฯ
สว่ นในโคลงนิราศพระยาตรงั หรือโคลงนิราศถลาง ซ่ึงเป็ นผลงาน
ท่ีท่านแต่งบรรยายการศึกกบั พมา่ เม่ือตน้ รชั กาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๕๒ ท่านก็ใชช้ ่ือ
แทนตนเองวา่ “ตรงั ” ในโคลงบทสุดทา้ ย ความวา่
รอ้ ยยสี่ ิบหกช้ ิน แบบฉบบั โคลงแฮ
นิราศตรงั ไปรบั เศิกสู้
ฉลางบอกแหง่ เหตุทพั พกุ ามติด ฉลางนา
ควรแกส่ า่ ปราชญผ์ ู้ อา่ นอา้ งอวยผล ฯ
๓๗
ดา้ นผลงานวรรณกรรมของพระยาตรงั เท่าที่ปรากฏในปัจจุบนั เรียงตามลาดบั
การประพนั ธ์ ต้งั แต่คร้งั กรุงธนบุรีถึงสมยั รชั กาลท่ี ๒ แหง่ กรุงรตั นโกสินทร์
ดงั น้ ี
๑. เพลงยาวพระยาตรงั เป็ นเพลงยาวราพนั รกั เขา้ ใจวา่ แต่ง
เมอ่ื สมยั วยั หนุ่ม
๒. เพลงยาวนมสั การพระบรมธาตุ นิราศไปตรงั แต่งเม่ือคร้งั ไป
วางตราเป็ นเจา้ เมอื งตรงั
๓. โคลงด้นั นิราศตามเสด็จทพั ลาน้านอ้ ย แต่งเมื่อคร้งั ตามเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไปตีเมอื งทวาย พ.ศ. ๒๓๓๐
๔. โคลงนิราศพระยาตรงั หรือโคลงนิราศถลาง แต่งเมือ่ ตน้
รชั กาลท่ี ๒ พ.ศ. ๒๓๕๒ คราวพมา่ ยกทพั มาตีเมืองถลางและหวั เมืองชายทะเล
๕. โคลงด้นั เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้
นภาลยั แต่งทูลเกลา้ ฯ ถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๑
๖. โคลงกวโี บราณ เป็ นผลงานการรวบรวมโคลงของกวที ี่มี
ชื่อเสียงในสมยั อยุธยา ตลอดจนผลงานการแต่งโคลงกลบทและโคลงกระทู้
เทียบแบบโบราณของพระยาตรงั
นอกจากน้ ี ยงั ปรากฏวา่ พระยาตรงั ไดแ้ ต่งวรรณกรรม “มหาชาติ
กณั ฑม์ ทั รี” ไวอ้ ีกเรื่องหน่ึง แต่ยงั ไมพ่ บตน้ ฉบบั
๓๘
กิจกรรมทา้ ยเรื่อง
1) ใหน้ ักเรียนอ่านบทรอ้ ยกรองเร่ือง “เลง้ น้ ี....ท่ีกนั ตัง” แลว้ บอกว่า
พบสถานท่ีกี่แหง่ พรอ้ มท้งั ระบุรายละเอียดสถานท่ีท่ีพบพอสงั เขป
2) ใหน้ ักเรียนอ่านบทรอ้ ยกรองเรื่อง “โคลงนิราศพระยาตรงั ” พรอ้ ม
ท้งั บอกคุณค่าของเร่ือง
3) ใหน้ ักเรียนแต่งบทรอ้ ยกรองประเภทโคลงสี่สุภาพ ในประเด็น
“สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนของฉัน” จานวน ๕ บท พรอ้ มระบุช่ือ
เรื่องอยา่ งสรา้ งสรรค์
๓๙