The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ผลงานสร้างสรร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ีัรัชนก เทียมแสน, 2025-11-21 01:44:29

โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ผลงานสร้างสรร

โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ผลงานสร้างสรร

กโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 2ผลงานสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่าโดยกชกมล โชควุฒิขจรจีระนันท์ พุ่มพฤกษีชลลดา ทิมทองณัฐพงศ์ มูลสวัสดิ์ธนดล เรืองอยู่ธนากร มาเกิดธรรมจักร สัพศรีธัญวลัย สัตตาคมปาริชาติ ซื่อสัตย์พัชรมัย สวัสดิ์ดิเรกศาลรัชชา พนมเขตลินดา หนองหงอกวรากร อิ่มเสมอโสภิตา กลิ่นหอมครูประจำวิชานางกิ่งดาว สวัสดีครูที่ปรึกษานางอมรรัตน์ วัฒนากูลนายดนัย จันทร์ศรีโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลป์ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประเภทวิชา ศิลปกรรมปีการศึกษา 2565


กบทคัดย่อโครงงานเรื่อง : ผลงานสร้างสรรค์ เริงสราญงานวัดป่าผู้จัดทำโครงงาน : นางสาวกชกมล โชควุฒิขจร นางสาวธัญวลัย สัตตาคมนางสาวจีระนันท์ พุ่มพฤกษี นางสาวปาริชาติ ซื่อสัตย์นางสาวชลลดา ทิมทอง นางสาวพัชรมัย สวัสดิ์ดิเรกศาลนายณัฐพงศ์ มูลสวัสดิ์ นางสาวรัชชา พนมเขตนายธนดล เรืองอยู่ นางสาวลินดา หนองหงอกนายธนากร มาเกิด นายวรากร อิ่มเสมอนายธรรมจักร สัพศรี นางสาวโสภิตา กลิ่นหอมอาจารย์ที่ปรึกษา : นางอมรรัตน์ วัฒนากูล นายดนัย จันทร์ศรีปีการศึกษา : 2565โครงงานการสร้างสรรค์ เรื่อง เริงสราญงานวัดป่า มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี 2. เพื่อสร้างสรรค์การแสดง ชุด เริงสราญงานวัดป่า โดยรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้จากเอกสาร งานวิจัย การสัมภาษณ์และลงพื้นที่สังเกต โดยคณะผู้ศึกษาดำเนินการศึกษา 5 ขั้นตอนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CDASP Model คือ ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking: วิเคราะห์ประเด็นการคิดอย่างเป็นระบบ ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop: ออกแบบและพัฒนาภายในกลุ่ม ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess: ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติ ขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share: แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม ขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud: ปรับปรุงและชื่นชมผลการสร้างสรรค์มาจากแนวคิด เทศกาลงานบุญเดือน 5 เดือน 12 ณ วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี แบ่งรูปแบบการแสดงเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง กล่าวถึง การพบเจอกันของชาวบ้าน และเชิญชวนกันเข้าไปภายในงานเทศกาลงานบุญเดือน 5 เดือน 12 เพื่อชมการละเล่นมหรสพสมโภชภายในงานและกราบไหว้หลวงพ่อโต ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน กล่าวถึงมหรสพสมโภชภายในงาน โดยมีการละเล่นเพลงอีแซว การแสดงลิเกที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยแต่งเนื้อเพลงบรรยายบรรยากาศภายในงาน และยึดเอาเอกลักษณ์ การร้องอีแซว สื่อถึงมหรสพ แต่ไม่มีขนบขั้นตอนของ การแสดงลิเกและอีแซว ช่วงที่ 3 น้อมสักการหลวงพ่อโต กล่าวถึง ชาวบ้านพร้อมใจกันกราบ สักการะหลวงพ่อโต ด้วยความเคารพศรัทธา ผลงานสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า จึงเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่คณะผู้ศึกษามีความภาคภูมิใจและพร้อมถ่ายทอดสู่ชุมชน


ขกิตติกรรมประกาศโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่องผลงานสร้างสรรค์ เริงสราญงานวัดป่า ได้รับควา ม อนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากบุคคลหลายท่านในการให้ความรู้ คำปรึกษา ข้อเสนอแนะทางวิชาการ ตลอดจนสละเวลาอันมีค่าเพื่อให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่องเริงสราญงานวัดป่าสำเร็จลงด้วยดีกราบขอบพระคุณ คุณครูอมรรัตน์ วัฒนากูล และคุณครูดนัย จันทร์ศรี ครูที่ปรึกษาโครงงาน และคุณครูกิ่งดาว สวัสดี ครูประจำวิชา ที่กรุณาให้คำปรึกษา ความรู้ ข้อเสนอแนะ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานเพื่อให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์ กราบขอบพระคุณ นางวรรณา แก้วกว้าง อาจารย์วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีนายณรงค์เดช หมอกเมฆ ครูวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีดร.ถนัด ยันต์ทอง อาจารย์พิเศษวิทยาลัยสงฆ์ สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิและนางเกลียว เสร็จกิจ (ขวัญจิต ศรีประจันต์) ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน-อีแซว) กรุณาให้ความรู้เพื่อเป็นข้อมูลสู่การสร้างสรรค์ กราบขอบพระคุณคณะกรรมการร่วมพิจารณาผลงานทุกท่านที่ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ ตลอดจนแนวทางสู่การสร้างสรรค์งานให้มีความสำเร็จอย่างมีคุณภาพ กราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ดร.วาสนา บุญญาพิทักษ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลป สุพรรณบุรีรวมทั้งผู้บริหารทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกและให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน จนทำให้โครงงานมีความสำเร็จและสมบูรณ์คุณค่าและประโยชน์ของโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้ขอมอบแด่บิดา มารดา ครู อาจารย์และครูภูมิปัญญาทุกท่าน ตลอดจนดำรงไว้ซึ่งคุณค่าอันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาไปคณะผู้จัดทำ


คสารบัญเรื่อง หน้าบทคัดย่อ กกิตติกรรมประกาศ ขสารบัญ คสารบัญภาพ งสารบัญตาราง ฉสารบัญแผนภูมิ ซบทที่ 1 บทนำ 11.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 11.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 41.3 ขอบเขตของโครงงาน 41.4 วิธีดำเนินการ 41.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 61.6 กรอบแนวคิดสร้างสรรค์ 61.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 7บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 82.1 ประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี 82.2 มหรสพในงานบุญเดือน 5และเดือน 12วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี 102.3 แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ 122.4 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP MODEL 182.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 20บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา 233.1 ขั้นตอนการดำเนินการศึกษา 233.2 ขั้นตอนการดำเนินการศึกษาตามรูปแบบ CDASP MODEL 27


งสารบัญ(ต่อ) เรื่องหน้าบทที่ 4 ผลการศึกษา 284.1 แนวคิดและแรงบันดาลใจ 284.2 รูปแบบการแสดง 304.3 องค์ประกอบการแสดง 304.4 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ 474.5 การวิเคราะห์ท่ารำ 964.6 ผลการประเมินผลงานสร้างสรรค์เริงสราญงานวัดป่า 103บทที่ 5 สรุป ข้อเสนอแนะ และอภิปรายผล 1065.1 สรุปผลการศึกษา 1065.2 อภิปรายผล 1075.3 ข้อเสนอแนะ 108บรรณานุกรม 109ภาคผนวกก. รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ 111ภาคผนวกข. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 113ภาคผนวกค. ตัวอย่างผลงาน เอกสารที่เกี่ยวข้อง และภาพการดำเนินการ 116ประวัติคณะผู้ศึกษา 120


จสารบัญภาพภาพที่ หน้าภาพที่ 2.1 รูปแบบการเรียนการสอน CDASP Model วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี 19ภาพที่ 4.1 ภาพการแต่งกายชาวบ้านผู้ชาย 31ภาพที่ 4.2 ภาพการแต่งกายชาวบ้านผู้หญิง 32ภาพที่ 4.3 ภาพการแต่งกายพ่อเพลงอีแซว 32ภาพที่ 4.4 ภาพการแต่งกายแม่เพลงอีแซว 33ภาพที่ 4.5 ภาพการแต่งกายลิเกชาย 34ภาพที่ 4.6 ภาพการแต่งกายลิเกหญิง35ภาพที่ 4.7 ภาพหาบ 42ภาพที่ 4.8 ภาพกระป๋าย่านลิเภา 42ภาพที่ 4.9 ภาพรูปวาดหลวงพ่อโต 43ภาพที่ 4.10 ภาพธงสีงานวัด 43ภาพที่ 4.11 ภาพดอกบัว 44ภาพที่ 4.12 ภาพเสื่อ 44ภาพที่ 4.13 ภาพพวงมาลัย , พานทอง 45ภาพที่ 4.14 ภาพตะกร้า 45ภาพที่ 4.15 ภาพเตาถ่าน , หม้อดิน , ถาดขนมเบื้อง , กระบวย 46ภาพที่ 4.16 ภาพแคร่ 46ภาพที่ 4.18 ท่ารำแม่บทใหญ่ “ ท่าสอดสร้อยมาลา” 97ภาพที่ 4.19 ท่ารำแม่บทใหญ่ “ ท่าภมรเคล้า ” 97ภาพที่ 4.20 ท่ารำแม่บทใหญ่ “ ท่าผาลาเพียงไหล่” 98ภาพที่ 4.21 ท่ารำแม่บทใหญ่ “ ท่าบังพระสุริยา ” 98ภาพที่ 4.22 ลักษณะการเดินด้วยอิริยาบถธรรมชาติ 99ภาพที่ 4.23 ลักษณะการมองด้วยอิริยาบถธรรมชาติ 99ภาพที่ 4.24 ลักษณะการอาเจียนด้วยอิริยาบถธรรมชาติ 100ภาพที่ 4.25 ลักษณะการชี้ด้วยอิริยาบถธรรมชาติ 100ภาพที่ 4.26 ลักษณะการมองด้วยอิริยาบถท่ารำที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ 101ภาพที่ 4.27 ลักษณะการอายด้วยอิริยาบถท่ารำที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ 101ภาพที่ 4.28 ลักษณะการส่งจูบด้วยอิริยาบถท่ารำที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ 102


ฉสารบัญตารางตารางที่ หน้าตารางที่ 3.1 ตารางแผนภูมิแสดงระยะเวลาในการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรม 25ตารางที่ 3.2 ตารางงบประมาณการจัดทำโครงงานการแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า 26ตารางที่ 4.1 ตารางสรุปโครงสร้างเพลงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า 41ตารางที่ 4.2 ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง 48ตารางที่ 4.3 ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง (ต่อ) 49ตารางที่ 4.4 ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง (ต่อ) 50ตารางที่ 4.5 ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง (ต่อ) 51ตารางที่ 4.6 ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง (ต่อ) 52ตารางที่ 4.7 ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง (ต่อ) 53ตารางที่ 4.8 ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง (ต่อ) 54ตารางที่ 4.9 ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง (ต่อ) 55ตารางที่ 4.10 ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง (ต่อ) 56ตารางที่ 4.11 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน 57ตารางที่ 4.12 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 58ตารางที่ 4.13 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 59ตารางที่ 4.14 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 60ตารางที่ 4.15 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 61ตารางที่ 4.16 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 62ตารางที่ 4.17 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 63ตารางที่ 4.18 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 64ตารางที่ 4.19 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 65ตารางที่ 4.20 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 66ตารางที่ 4.21 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 67ตารางที่ 4.22 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 68ตารางที่ 4.23 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 69ตารางที่ 4.24 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 70ตารางที่ 4.25 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 71ตารางที่ 4.26 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 72ตารางที่ 4.27 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 73


ชสารบัญตาราง(ต่อ)ตารางที่ หน้าตารางที่ 4.28 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 74ตารางที่ 4.29 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 75ตารางที่ 4.30 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 76ตารางที่ 4.31 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 77ตารางที่ 4.32 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 78ตารางที่ 4.33 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 79ตารางที่ 4.34 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 80ตารางที่ 4.35 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 81ตารางที่ 4.36 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 82ตารางที่ 4.37 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 83ตารางที่ 4.38 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 84ตารางที่ 4.39 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 85ตารางที่ 4.40 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 86ตารางที่ 4.41 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 87ตารางที่ 4.42 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 88ตารางที่ 4.43 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 89ตารางที่ 4.44 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 90ตารางที่ 4.45 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 91ตารางที่ 4.46 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 92ตารางที่ 4.47 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 93ตารางที่ 4.48 ช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน (ต่อ) 94ตารางที่ 4.49 ช่วงที่ 3 น้อมสักการหลวงพ่อโต 95ตารางที่ 4.50 ช่วงที่ 3 น้อมสักการหลวงพ่อโต (ต่อ) 96ตารางที่ 4.51 ผลการประเมินคุณภาพผลงานสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า 103


ซสารบัญแผนภูมิ แผนภูมิที่หน้าแผนภูมิที่ 1.1 กรอบแนวคิดการสร้างสรรค์6



1บทที่ 1บทนำ1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาเมืองสุพรรณบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยดังปรากฏชื่อเรียกเมืองนี้มาแต่เดิมว่า “สุพรรณภูมิ” ในจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 (จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช) ซึ่งจารึกขึ้นในราว ต้นพุทธศตวรรษ ที่ 19 และยังปรากฏชื่อในจารึกลานทองวัดส่องคบ จังหวัดชัยนาท ซึ่งจารึกเมื่อ พ.ศ. 1951 ในรัชกาลสมเด็จพระรามราชาธิราช สมัยกรุงศรีอยุธยา ชี้ให้เห็นว่าเมืองนี้ยังคงมี พัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง เมืองสุพรรณภูมิเปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองสุพรรณบุรีเมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด จากหลักฐานในพงศาวดารที่เขียนขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาที่ 1 สมัยอยุธยาตอนปลายได้เรียกชื่อเมืองนี้ว่า “สุพรรณบุรี” สันนิษฐานว่าตัวเมืองเก่านั้นคงเป็นเมืองที่มีชื่อเรียกว่า “สุพรรณภูมิ” ซึ่งน่าจะสร้างขึ้น ครั้งแรกตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 มีความสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยาแบบเครือญาติมาจนกระทั่งเจ้านครอินทร์หรือสมเด็จพระนครินทราธิราช ผู้ครองเมืองสุพรรณภูมิเสด็จไปครองกรุงศรีอยุธยา เมืองสุพรรณภูมิจึงได้ลดฐานะลงมาเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงศรีอยุธยา และอาจเป็นช่วงเวลานี้เองที่เมืองถูกลดขนาดลงมาอยู่เฉพาะฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำเมืองสุพรรณบุรีคงถูกรื้อทำลายไปในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งในเขตภาคกลางด้านทิศตะวันตกของประเทศไทย ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มแม่นํ้าท่าจีน หรือแม่น้ำสุพรรณบุรีไหลผ่านตามแนวยาวของจังหวัดสุพรรณบุรีจากเหนือจรดใต้ เเละในจังหวัดสุพรรณบุรียังมีสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์นั่นก็คือ “วัดป่าเลไลยก์”วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ หรือแม่น้ำท่าจีน ปูชนียวัตถุที่สำคัญมากที่สุดคือหลวงพ่อโต ที่มีขนาดใหญ่โตมาก สูง 23.48 เมตร เทียบเท่ากับตึก 8 ชั้น(พระศรีธวัชเมธี (บรรณธิการ), 2561 , 20) ตามหลักฐานเดิมสันนิษฐานกันว่า อยู่ในราวสมัยอู่ทองมีอายุเป็นพันปีขึ้นไป หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระพุทธรูปโบราณอีกองค์หนึ่งของโลกซึ่งสร้างมาแต่สมัยทวาราวดี(พุทธศตวรรษที่ 18-19) (พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, 2545 , 45) นับเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างมาแต่สมัยใดแต่มีข้อความในหนังสือ พงศาวดารกล่าวถึงการสร้างวัดนี้ ไว้ตอนหนึ่งว่า “ขณะนั้นพระเจ้ากาแต เป็นเชื้อสาย พระนเรศร์หงสาวดีเมื่อได้เสวยราชสมบัติแล้วทรงแล้วมาบูรณะวัดป่าเลไลยก์ (พระศรีธวัชเมธี ชนะ, 2545 , 28) วัดลานมะขวิด แขวงเมืองพันธุมบุรี” เมืองพันธุมบุรีก็คือชื่อเดิมชื่อหนึ่งของเมืองสุพรรณบุรี จากหลักฐานนี้พอสันนิษฐานได้ว่าเดิมวัดป่าเลไลยก์มีชื่อว่าวัดลานมะขิด แล้วมาบูรณะใหม่เปลี่ยนชื่อเป็นวัดป่าเลไลยก์ตามนามพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ที่เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์(พระใบฎีกาวิเชียร แดงประเสริฐ , 2564, 36)


2วัดป่าเลไลยก์ (ป่าเลไลย์) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1369 เดิมทีมีชื่อว่า “วัดลานมะขวิด” โดยมีการเอาชื่อ “หมู่บ้านลานมะขวิด” มาตั้งเป็นชื่อเป็นวัดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ต่อมาเมื่อสมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระวินิจฉัยว่าวัดป่าเลไลยก์สร้างขึ้นในสมัย อู่ทอง โดยสันนิษฐานจากลักษณะของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานภายในพระวิหารประจำวัด ที่เรียกนามกันว่า “พระป่าเลไลยก์” แต่เดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ต่อมาองค์พระได้ชำรุดหักพังลง เมื่อภายหลังได้มีการปฏิสังขรณ์องค์พระขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนเป็นพระปางป่าเลไลยก์ จึงเปลี่ยนแปลงครั้งไหนไม่ปรากฏหลักฐานแน่ ครั้นถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 4 วัดป่าเลไลยก์มีความ รกร้าง ไม่มีพระสงฆ์ปกครองดูแล จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาบดินทร์ไปสร้าง วัดป่าเลไลยก์ร่วมกันกับหลวงพ่อกล่ำ เจ้าอาวาสวัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรีได้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุร่วมกันกับหลวงพ่อกล่ำขึ้นใหม่เกือบหมดทั้งวัด ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะวัดป่าเลไลยก์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของเมืองไทย เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป เป็นที่รู้จักของประเทศไทย เพราะนอกจากจะเป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระ ป่าเลไลยก์อันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแล้ว วัดนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในฐานะเป็นดินแดนแห่งวรรณคดีเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ที่เป็นวรรณคดีของไทยอีกด้วย ตัวละครเรื่องขุนช้าง ขุนแผน และนางพิมพิลาไลย มีประวัติเกี่ยวเนื่องกับวัดป่าเลไลยก์ จึงเป็นวัดที่รู้จักกันแพร่หลายในทุก ๆ ปีชาวเมืองสุพรรณบุรีจะมาร่วมกันนมัสการหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ เป็นงานเทศกาล เรียกกันว่างานไหว้พระวัดป่า วัดจะได้รับการประดับไฟสวยงาม ภายในงานมีการออกร้านขายของและมหรสพสมโภชมากมาย เช่น เพลงอีแซว ฯลฯ ตลอดทั้งคืนนับได้ว่าเป็นงานสำคัญของเมืองสุพรรณบุรี งานเทศกาลนี้จัดให้มีปีละ 2 ครั้ง กำหนดวันขึ้น 6 , 7 , 8 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12 แต่ละครั้งรวม 5 วัน 5 คืน สืบเนื่องกันมาหมื่นพรหมสมพัตสร (เสมียนมี) กวีและจิตรกรในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้มีโอกาสไปไหว้พระวัดป่าเลไลยก์ในหน้าเทศกาลเดือน 12 และได้แต่งนิราศสุพรรณบรรยายความสนุกสนานของงานไหว้พระวัดป่าเลไลยก์ไว้ดังนี้“แล้วไหว้พระวัดป่าฯ น่าสนุก ที่ความทุกข์รันทดค่อยปลดเปลื้อง มาประชุมกันทั่วพวกรั้วเมือง ดูแน่นเนื่องแนวน้ำออกคล่ำไป เดือนสิบสองเจ็ดค่ำค่อยสำเหนียก มาพร้อมเพรียกประทับท่าเคยอาศัยเป็นพวกพวกหญิงชายสบายใจ ไม่มีร้ายแผ้วพ้นพวกคนพาล ครั้นพลบค่ำย่ำแสงพระสุริย์ศรี พวกนารีร้องเพลงวังเวงหวาน วิเวกโหวยโหยให้อาลัยลาญ เสียงประสานแช่ซ้องร้องแก้กันบ้างร้องส่งปี่พาทย์ระนาดฆ้อง เสียงหนอดหน่องโหน่งเหน่งเพลงขันขันมโหรีรี่เรื่อยเฉี่อยฉ่ำครัน ทั้งโอดพ้นไพเราะเสนาะนวล”


3จากนิราศดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการมาไหว้พระที่วัดป่าเลไลยก์ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน ในเดือน 12 ซึ่งเป็นหน้าน้ำ ทุก ๆ คนก็จะมาพร้อมกันด้วยความศรัทธาในทุก ๆ ปี เมื่อถึงเวลาตกเย็นก็จะมีมหรสพมากมาย เช่น เพลงอีแซว ปี่พาทย์ นอกจากนี้ยังมีบทเกริ่นเพลงอีแซวของ นางเกลียว เสร็จกิจ (แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์) ศิลปินแห่งชาติกล่าวถึงเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์จังหวัดสุพรรณบุรี ไว้ดังนี้ บรรจงจีบสิบนิ้วขึ้นหว่างคิ้วทั้งคู่ เชิญรับฟังกระทู้แล้วเพลงไทยเชิญสดับรับรสกลอนสดเพลงอีแซว ฝากลำนำตามแนวเพลงอีแซวยุคใหม่เพลงอีแซวยุคใหม่ผิดกับสมัยโบราณ ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานนับวันจะสูญหายถ้าขาดผู้ส่งเสริมเพลงไทยเดิมคงสูญ ถ้าพ่อแม่เกื้อกูลลูกก็อุ่นหัวใจอันว่าเพลงพื้นเมืองเคยรุ่งเรืองมานาน สมัยครูบัวผันและอาจารย์ไสวประมาณร้อยกว่าปีตามที่มีหลักฐาน ที่ครูบาอาจารย์หลายหลายท่านกล่าวไว้ทั้งปู่ย่าตายายท่านก็ได้บอกเล่า การละเล่นสมัยเก่าที่เกรียวกราวเกรียงไกรในฤดูเทศกาลก็มีงานวัดวา ทอดกฐินผ้าป่าก็เฮฮาพาไปถึงยามตรุษสงกรานต์ก็มีงานเอิกเกริก งานนักขัตฤกษ์ก็เอิกเกริกยิ่งใหญ่ประชาชนชุมนุมทั้งคนหนุ่มคนสาว ทั้งผู้แก่ผู้เฒ่าต่างก็เอาใจใส่ชวนลูกชวนหลานมาร่วมงานพิธี ถือเป็นประเพณีและศักดิ์ศรีคนไทยที่จังหวัดสุพรรณก็มีงานวัดป่า คนทุกทิศมุ่งมาที่วัดป่าเลไลยก์ปิดทองหลวงพ่อโตแล้วก็โมทนา บุญกุศลรักษาพาชีวาสดใสได้ทำบุญสุนทานก็เบิกบานอุรา สุขสันต์หรรษาถ้วนหน้ากันไปได้ดูลิเกละครเวลาก็ค่อนคืนแล้ว เพลงฉ่อยเพลงอีแซวก็เจื้อยแจ้วปลุกใจ หนุ่มสาวชาวเพลงต่างบรรเลงล้อมวง เอ่ยทำนองร้องส่งตั้งวงรำร่ายร้องเกี้ยวพาราสีบทกวีพื้นบ้าน เป็นที่สนุกสนานสำราญหัวใจเพลงพวงมาลัยบ้างก็ร่ายเพลงฉ่อย ทั้งลูกคู่ลูกค่อยต่างก็พลอยกันไปจากข้อมูลดังกล่าว คณะผู้ศึกษาเห็นถึงความสำคัญของเทศกาลงานบุญเดือน 5 เดือน 12ที่จัดขึ้น ณ วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีอันเป็นที่เคารพนับถือของประชาชน ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คณะผู้ศึกษา นำเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีมานำเสนอในรูปแบบการแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า เพื่อเป็นการพัฒนางานสร้างสรรค์ด้านนาฏดุริยางคศิลป์สู่ชุมชน


41.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1.2.1 เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์จังหวัดสุพรรณบุรี1.2.2 เพื่อสร้างสรรค์การแสดง ชุด เริงสราญงานวัดป่า1.3 ขอบเขตของโครงงาน 1.3.1 ขอบเขตด้านเนื้อหา ประวัติความเป็นมาของเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี1.3.2 ขอบเขตด้านกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครั้งนี้ คือ พระสงฆ์ คณะกรรมการวัดป่าเลไลยก์ และกลุ่มชุมชนในวัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี1.3.3 ขอบเขตด้านระยะเวลาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาได้กำหนดระยะเวลาการดำเนินการ ในภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 1.4 วิธีดำเนินการในการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตำราที่เกี่ยวข้องและการศึกษาภาคสนาม โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้1.4.1 เก็บรวบรวมข้อมูล1) ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี 2) การสัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิศิลปินแห่งชาติเกี่ยวกับเทศกาลงานบุญเดือน 5 เดือน 12 วัดป่าเลไลยก์และเพลงพื้นบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี1.4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา1) แบบสัมภาษณ์ มุ่งประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหา ประวัติความเป็นมาของเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี


51.4.3 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนาโดยประมวลข้อมูลทางเอกสาร ตำรา หนังสือการสัมภาษณ์ และการสร้างสรรค์ของคณะผู้ศึกษา โดยเสนอเป็นขั้นตอนดังนี้บทที่ 1 บทนำ1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน1.3 ขอบเขตของโครงงาน 1.4 วิธีดำเนินการ1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับบทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง2.1 ประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี2.2 มหรสพในงานบุญเดือน 5และเดือน 12วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี2.3 แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.5 แนวคิดตามรูปแบบกระบวนการ CDASP Modelบทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา3.1 ขั้นตอนดำเนินการศึกษา3.2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CDASP Modelบทที่ 4 ผลการดำเนินงาน4.1 แนวคิดและแรงบันดาลใจ4.2 รูปแบบการแสดง 4.3 องค์ประกอบการแสดง4.4 ผลการประเมินผลงานสร้างสรรค์เริงสราญงานวัดป่าบทที่ 5 สรุป ข้อเสนอแนะ และอภิปรายผล5.1 สรุปผลการศึกษา5.2 อภิปรายผล5.3 ข้อเสนอแนะ


61.5 นิยามศัพท์เฉพาะ การแสดงสร้างสรรค์ หมายถึง การคิดค้นท่ารำ และการแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่าที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ความเชื่อ ค่านิยมเริง หมายถึง ความรู้สึกสนุกสนานเบิกบานใจ บันเทิงใจ ระเริง ร่าเริง รื่นเริงสราญ หมายถึง ความสุข สุขสบาย ความสบายกาย สบายใจ ไร้ความกังวลงานวัดป่า หมายถึง เทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี1.6 กรอบแนวคิดสร้างสรรค์การสร้างสรรค์กรอบแนวความคิด เพื่อนำไปเก็บข้อมูล เกี่ยวกับการวิเคราะห์และสร้างสรรค์ การแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า โดยแยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อนำไปเก็บข้อมูลดังต่อไปนี้ แผนภูมิที่ 1.1 กรอบแนวคิดการสร้างสรรค์ ที่มา : คณะผู้ศึกษา ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา- ประวัติที่มา - ประเพณีเทศกาลงานบุญเดือน5 เดือน12 แนวคิดและทฤษฏีงานสร้างสรรค์แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ทฤษฏีงานสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์องค์ประกอบการแสดง - การแต่งกาย- ดนตรีประกอบการปสดง- ฉาก- การออกแบบการแต่งกาย- การออกแบบดนตรี- การออกแบบฉาก----แรงบันดาลใจ - แนวคิดหลัก - แนวคิดในการสร้างสรรค์ - การออกแบบการสร้างสรรค์กระบวนท่ารำ- การออกแบบการเคลื่อนไหวการแสดงสร้างสรรค์ ชุดเริงสราญงานวัดป่า


71.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ1. ได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี2. ได้รับความรู้ด้านแนวทางการสร้างสรรค์ในงานนาฏศิลป์การแสดง ชุด เริงสราญงานวัดป่าสาขาวิชานาฏศิลป์ไทย3. ได้เสนอการแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า เผยแพร่ในโอกาสต่าง ๆ และส่งเสริมการแสดงท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักแก่บุคคลทั่ว ๆ ไปเพื่อรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สืบไป


8บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องของ การสร้างสรรค์งาน แนวคิดทางวัฒนธรรม รวมถึงเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีโดยนำเสนอตามหัวข้อดังต่อไปนี้2.1 ประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี2.2 มหรสพในงานบุญเดือน 5และเดือน 12วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี2.3 แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์2.4 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP MODEL2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง2.1 ประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี2.1.1 วัดป่าเลไลยก์ (ป่าเลไลย์) เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 249 บ้านรั้วใหญ่ ถนนมาลัยแมน หมู่ที่ 2 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ไร่ 3 งาน 46 ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือ จดถนน มาลัยแมน และที่ดินเอกชน ทิศใต้และทิศตะวันออก จดที่ดินเอกชน และทางรถไฟ ทิศตะวันตก จดที่ดินเอกชน และคลองชลประทาน อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย พระอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2468 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงไทย หลังคา 3 ชั้น ศาลาการเปรียญ กว้าง 18 เมตร ยาว 54 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2514 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทย 2 ชั้น หอสวดมนต์ 1 หลัง พระวิหาร กว้าง 21.30 เมตร ยาว 31.10 เมตร เป็นอาคาร ก่ออิฐถือปูน ไม่มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ หน้าบันประดิษฐ์รูปลายไทยปูนปั้น ปั้นเป็นรูปพระมหามงกุฎประดิษฐานบนพระแท่น มีฉัตรทองคู่ประดับซ้ายขวาอันเป็นเครื่องหมายตราประจำรัชกาลที่ 4 สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 1437 ปูชนียวัตถุมีพระประธาน ประจำอุโบสถ และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางป่าเลไลยก์ ชาวบ้านเรียกว่า “พระป่าเลไลยก์” สูง 23.58 เมตร วัดรอบพระวรกายใหญ่ 11.20 เมตร สร้างก่ออิฐถือปูน สร้างประมาณ ปี 1215 ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารใหญ่ วัดป่าเลไลยก์ (ป่าเลไลย์) ตั้งเมื่อ พ.ศ. 1369 เดิมชื่อ “วัดลานมะขวิด” โดยเอาชื่อ “หมู่บ้านลานมะขวิด” มาตั้งเป็นชื่อ เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแต่สมัยโบราณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระวินิจฉัย ว่าคงจะสร้างขึ้นในสมัยอู่ทอง โดยสันนิษฐาน จากลักษณะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ที่ประดิษฐานภายในพระวิหารประจำวัด ที่เรียกนามกันว่า “พระป่าเลไลยก์” แต่เดิมคงเป็น


9พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ต่อมาองค์พระชำรุดหักพังลงชนชั้นหลัง ที่มาปฏิสังขรณ์องค์พระขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนเป็น พระปางป่าเลไลยก์แต่จะเปลี่ยนแปลงครั้งไหน ไม่ปรากฏหลักฐาน ครั้นสมัยกรุงศรีอยุธยาสมเด็จ พระเจ้าอู่ทอง ได้โปรดให้ขุนหลวงพะงั่ว (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1)ไปรักษาเมืองสุพรรณบุรี ในปี พ.ศ. 1893 และได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดป่าเลไลยก์เป็นการใหญ่ ครั้นถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 4 วัดนี้ รกร้างไม่มีพระสงฆ์ปกครองดูแล จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาบดินทร์ไปสร้างวัดป่าเลไลยก์ ร่วมกันกับหลวงพ่อกล่ำ เจ้าอาวาสวัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุ ขึ้นใหม่เกือบหมดทั้งวัด ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะวัดป่าเลไลยก์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2468 ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2561 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร การบริหาร และการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือรูปที่ 1 หลวงพ่อกล่ำ พ.ศ. 2421 รูปที่ 2 เจ้าอธิการสุด พ.ศ.2547 รูปที่ 3 พระครูโพธาภิรัต (สอน) พ.ศ.2456- 2475 รูปที่ 4 พระครูรักขิตวันมุนี (พร) พ.ศ.2475 - 2480 รูปที่ 5 พระครูโพธาภิรัต (โต๊ะ) พ.ศ.2480 - 2483 รูปที่ 5 พระวิสุทธิสารเถร (ถิร) พ.ศ.2494 -2527 รูปที่ 7 พระธรรมมหาวีรานุวัตร (ฉลอง) พ.ศ.2527-ปัจจุบัน การศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. 2527 และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ.2527 ปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีประจำจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.25422.1.2 ประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีในทุก ๆ ปีชาวเมืองสุพรรณบุรีจะมาร่วมกันนมัสการหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ เป็นงานเทศกาล เรียกกันว่างานไหว้พระวัดป่า วัดจะได้รับการประดับด้วยไฟไม้คบซึ่งเป็นการ นำผ้ามาพันไม้แล้วจุ่มด้วยน้ำมันจุดเพื่อประดับตามต้นไม้ ภายในงานมีการออกร้านขายของ และมหรสพสมโภชมากมาย เช่น เพลงอีแซว โดยจะมีคณะอีแซวหลายคณะ กระจายอยู่ภายในงาน งานก็จะจัดจนถึงเช้าเพราะชาวในสมัยนั้นไม่มีไฟการเดินกลับนั้นยากลำบาก ชาวบ้านจึงนอนค้างแรมกันที่วัด นับได้ว่าเป็นงานสำคัญของเมืองสุพรรณบุรี งานเทศกาลนี้จัดให้มีปีละ 2 ครั้ง กำหนดวันขึ้น6 , 7 , 8 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12 แต่ละครั้งรวม 5 วัน 5 คืน สืบเนื่องกันมา หมื่นพรหมสมพัตสร (เสมียนมี) กวีและจิตรกรในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้มีโอกาสไปไหว้พระวัดป่าเลไลยก์ในหน้าเทศกาลเดือน 12 และได้แต่งนิราศสุพรรณบรรยายความสนุกสนานของงานไหว้พระวัดป่าเลไลยก์ไว้ ดังนี้


10“แล้วไหว้พระวัดป่าฯ น่าสนุก ที่ความทุกข์รันทดค่อยปลดเปลื้อง มาประชุมกันทั่วพวกรั้วเมือง ดูแน่นเนื่องแนวน้ำออกคล่ำไป เดือนสิบสองเจ็ดค่ำค่อยสำเหนียก มาพร้อมเพรียกประทับท่าเคยอาศัยเป็นพวกพวกหญิงชายสบายใจ ไม่มีร้ายแผ้วพ้นพวกคนพาล ครั้นพลบค่ำย่ำแสงพระสุริย์ศรี พวกนารีร้องเพลงวังเวงหวาน วิเวกโหวยโหยให้อาลัยลาญ เสียงประสานแช่ซ้องร้องแก้กัน บ้างร้องส่งปี่พาทย์ระนาดฆ้อง เสียงหนอดหน่องโหน่งเหน่งเพลงขันขันมโหรีรี่เรื่อยเฉี่อยฉ่ำครัน ทั้งโอดพ้นไพเราะเสนาะนวล” จากนิราศดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการมาไหว้พระที่วัดป่าเลไลยก์ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน ในเดือน 12 ซึ่งเป็นหน้าน้ำ ทุก ๆ คนก็จะมาพร้อมกันด้วยความศรัทธาในทุก ๆ ปี เมื่อถึงเวลาตกเย็นก็จะมีมหรสพมากมาย เช่น เพลงอีแซว ปี่พาทย์2.2 มหรสพในงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี2.2.1 เพลงอีแซวจังหวัดสุพรรณบุรี นางเกลียว เสร็จกิจ ได้กล่าวว่าที่เคยได้เรียนรู้และสืบทอดเพลงอีแซวจากแม่บัวผัน จันทร์ศรีศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน ประจำปีพุทธศักราช 2533 จึงสามารถสันนิษฐานว่าเพลงอีแซวมีกำเนิดอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเพลงร้องที่เกิดมาพร้อม ๆ กับเพลงร้อง พื้นบ้านอื่น ๆ ที่นิยมร้องเล่นกันน่าจะเป็นเพลงร้องที่มีกำเนิดมาจากการร้องเพลงยั่ว คือ ร้องยั่วกัน คล้ายเพลง กลองยาว เป็นบทร้องแบบทางสั้นนายคล้าย แสงสี ศิลปินเพลงพื้นบ้านอีกท่านหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะมี การคลี่คลาย หรือปรับแปลงมาจากการร้องเพลงเหย่ยของชาวกาญจนบุรีก็น่าจะเป็นได้ เพราะเมื่อเปรียบเทียบลักษณะคำประพันธ์ของเพลงทั้งสองแล้ว มีความใกล้เคียงกันมากจนสามารถใช้เนื้อร้องแทนกันได้ อย่างไรก็ดีไม่ว่าเพลงอีแซวจะคลี่คลายหรือปรับแปลงจากเพลงยั่ว หรือเพลงเหย่ย ตามคำบอกเล่า และการสันนิษฐาน ยังมีสิ่งหนึ่งที่เป็นที่มาของเพลงอีแซว กล่าวคือมีเครื่องดนตรีของชาวอีสานชิ้นหนึ่งที่นำเข้าสู่สุพรรณบุรี เครื่องดนตรีชิ้นนี้ คือ “แคน” ซึ่งอาจนำมาเผยแพร่ในเรื่องของการค้าขายพ่อเพลงหรือนักแสดงเห็นว่ามีท่วงทำนองที่แปลกและไพเราะ สามารถเป่าให้เข้ากับบทร้องเพลงพื้นบ้านดั้งเดิมได้จึงนํามาเป่าประกอบ


11นางทุเรียน สุนทรวิภาต ได้กล่าวว่า ท่านเคยเรียกว่านางแซวเสียด้วยซ้ำ ซึ่งต่อมาก็คือ เพลงอีแซวนั้นเอง ส่วนคําว่าอีแซวนั้นไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นคนแรกที่เรียก เพราะไม่มีการบันทึกหรือจดจําข้อมูลได้อย่างแม่นยำที่น่าเชื่อถือพอนายบัวเผื่อน โพธิ์พักตร์ ได้กล่าวว่าที่เรียกกันว่าเพลงอีแซวนั้น เพราะ “ยืนร้องแซวกันทั้งคืน”เป็นที่น่าสังเกตว่าพ่อบัวเผื่อน ท่านใช้คำว่า “แซว” มาอธิบายว่าเป็นเชิงร้องหยอกล้อ คำว่าแซวนี้มีปรากฏในภาษาพูดที่เป็นภาษาถิ่นของชาวอีสานเช่นเดียวกัน ซึ่งหมายถึงการพูดหยอกล้อต่อกันเพื่อให้เกิดความสนุกสนานในกลุ่มหรืออาจแสดงถึงความนัยแฝงในเชิงเกี้ยวพาราสี นั่นเป็นสิ่งที่แสดงว่าเพลงอีแซว น่าจะมาจากการร้องเพื่อหยอกล้อหรือเกี้ยวพาราสีกัน ระหว่างชายหญิง โดยอาจใช้คำว่าแซวบทเกริ่นเพลงอีแซวของ นางเกลียว เสร็จกิจ (แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์) ศิลปินแห่งชาติกล่าวถึงเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี ไว้ดังนี้ บรรจงจีบสิบนิ้วขึ้นหว่างคิ้วทั้งคู่ เชิญรับฟังกระทู้แล้วเพลงไทยเชิญสดับรับรสกลอนสดเพลงอีแซว ฝากลำนำตามแนวเพลงอีแซวยุคใหม่เพลงอีแซวยุคใหม่ผิดกับสมัยโบราณ ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานนับวันจะสูญหายถ้าขาดผู้ส่งเสริมเพลงไทยเดิมคงสูญ ถ้าพ่อแม่เกื้อกูลลูกก็อุ่นหัวใจอันว่าเพลงพื้นเมืองเคยรุ่งเรืองมานาน สมัยครูบัวผันและอาจารย์ไสวประมาณร้อยกว่าปีตามที่มีหลักฐาน ที่ครูบาอาจารย์หลายหลายท่านกล่าวไว้ทั้งปู่ย่าตายายท่านก็ได้บอกเล่า การละเล่นสมัยเก่าที่เกรียวกราวเกรียงไกรในฤดูเทศกาลก็มีงานวัดวา ทอดกฐินผ้าป่าก็เฮฮาพาไปถึงยามตรุษสงกรานต์ก็มีงานเอิกเกริก งานนักขัตฤกษ์ก็เอิกเกริกยิ่งใหญ่ประชาชนชุมนุมทั้งคนหนุ่มคนสาว ทั้งผู้แก่ผู้เฒ่าต่างก็เอาใจใส่ชวนลูกชวนหลานมาร่วมงานพิธี ถือเป็นประเพณีและศักดิ์ศรีคนไทยที่จังหวัดสุพรรณก็มีงานวัดป่า คนทุกทิศมุ่งมาที่วัดป่าเลไลยก์ปิดทองหลวงพ่อโตแล้วก็โมทนา บุญกุศลรักษาพาชีวาสดใสได้ทำบุญสุนทานก็เบิกบานอุรา สุขสันต์หรรษาถ้วนหน้ากันไปได้ดูลิเกละครเวลาก็ค่อนคืนแล้ว เพลงฉ่อยเพลงอีแซวก็เจื้อยแจ้วปลุกใจ หนุ่มสาวชาวเพลงต่างบรรเลงล้อมวง เอ่ยทำนองร้องส่งตั้งวงรำร่ายร้องเกี้ยวพาราสีบทกวีพื้นบ้าน เป็นที่สนุกสนานสำราญหัวใจเพลงพวงมาลัยบ้างก็ร่ายเพลงฉ่อย ทั้งลูกคู่ลูกค่อยต่างก็พลอยกันไป


122.3 แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์การแสดงชุด เริงสราญงานวัดป่า เป็นการแสดงสร้างสรรค์ จึงต้องมีแนวคิดในการสร้างสรรค์ลีลาท่าทางในการแสดง ประกอบด้วย ความหมายและแนวคิดการสร้างสรรค์ โดยพิจารณาจากต้นแบบ มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ นำมาเป็นตัวกำหนดรูปแบบของการนำเสนอ การแสดงสร้างสรรค์ ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการออกแบบ คณะผู้ศึกษาได้ค้นคว้าข้อมูลเพื่อประกอบการสร้างสรรค์การแสดงประกอบไปด้วยหัวข้อ ดั้งนี้2.3.1 ความหมายการสร้างสรรค์ ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ นักวิชาการได้นิยามความหมายของ ความคิดสร้างสรรค์ ไว้มากมาย ดังนี้ มาลินี อาชายุทการ (2556, น.3) ได้กล่าวว่า ความหมายของคำว่า Choreogaphy มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ดังนี้ Chores - Dance, Gaphy - Wite และกล่าวถึงนาฏศิลป์สร้างสรรค์ ว่านาฏศิลป์สร้างสรรค์ หมายถึง การแสดงการฟ้อนรำให้แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร การทำการฟ้อนรำให้วิจิตรพิสดารในแนวทางหรือหลักการที่เป็นข้อมูลใหม่ แปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบใครพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (2554, น.159) ได้ให้ความหมายว่า ศิลปะแห่งการละคร หรือการฟ้อนรำ การสร้างสรรค์ ตามการให้คําจํากัดความของราชบัณฑิตยสถาน (2554) ได้ให้ความหมายไว้ว่า สร้างให้มีให้เป็นขึ้น (มักใช้เป็นนามธรรม) มีลักษณะริเริ่มในทางที่ดี เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะสร้างสรรค์ นอกจากนี้การสร้างสรรค์ผลงานทางนาฏศิลป์ ยังรวมถึงการประยุกต์ ซึ่งคำนิยาม กล่าวว่า เป็นการนำความรู้ในวิทยาการต่าง ๆ มาปรับให้เป็นประโยชน์ การสร้างสรรค์และการประยุกต์ ในทางนาฏศิลป์แล้วไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด จึงเป็นการสร้างขึ้นใหม่ จากความรู้พื้นฐานดั้งเดิม นำความคิดใหม่มาปรับเปลี่ยน แต่งเติม ในรูปแบบใหม่ เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมเพียงเพ็ญ ทองกล่ำ (2553, น.65) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ คือกระบวนการอันหนึ่ง ซึ่งเราใช้เมื่อเรามีความคิดใหม่ ๆ มันเป็นการผสมผสานของความคิด หรือความคิดต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยผสมรวมตัวกันมาก่อน การระดมสมอง (brainstorming) เป็นรูปแบบหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ มันทำงานด้วยกันรวบรวมความคิดต่าง ๆ ที่กู่ก้องดังออกมาโดยใครบางคน ผสมรวมกันกับของเรา เพื่อสร้างสรรค์ความคิดใหม่อันหนึ่ง คุณได้ใช้ประโยชน์ความคิดนั้นของคนอื่นในฐานะแรงกระตุ้น ความคิดใหม่ต่าง ๆ ได้รับการก่อตัวขึ้นมา โดยการผสมผสานรวมตัวของความคิดที่มีอยู่ในใจเรา กับความคิดที่ดังขึ้นของคนอื่น โดยไม่มีการใช้เทคนิคพิเศษใด ๆ ความคิดสร้างสรรค์ยังคงเกิดขึ้นมา แต่โดยปกติแล้วมันจะเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ ความบังเอิญหรือโอกาสที่เกิดขึ้น ทำให้เราคิดถึงบางสิ่ง


13บางอย่างในทางที่แตกต่าง และเราได้พบการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ความเปลี่ยนแปลง บางอย่างมันเกิดขึ้นมาอย่างช้า ๆ โดยผ่านการใช้ความคิดสติปัญญาอันบริสุทธิ์ และความก้าวหน้าเชิงตรรกะ การอาศัยความก้าวหน้าโดยความบังเอิญหรือในเชิงตรรกะ หลายครั้งต้องใช้เวลานานมาก สำหรับการผลิตเพื่อพัฒนาและปรับปรุงศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์ (2539, น.45-46) ได้กล่าวว่า คำว่าการสร้างสรรค์ไว้ว่า การที่นักสร้างสรรค์ผู้หนึ่งมีการวางแผนการทำงานและแบ่งการทำงานออกเป็นส่วนย่อย ๆ นั้นเราถือได้ว่านักสร้างสรรค์ผู้นั้นเป็นผู้ที่มีการเตรียมการและทำการวางแผนไว้อย่างดีนักสร้างสรรค์ประเภทนี้ได้มีการเตรียมการ ทำงานล่วงหน้าก่อนลงมือทำงานสร้างสรรค์ มีการศึกษาหลักการหาข้อมูล เตรียมการอย่างดี ได้วางแผนกำหนดขั้นต่างๆอย่างละเอียดที่จะทำให้การทำงานสร้างสรรค์นั้นเป็นการทำงาน ที่ประสบความสำเร็จและให้ประสบการณ์มากที่สุด เป็นการทำงานที่จะต้องถูกจดจำโดยที่ไม่ต้องพบกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค ที่จะทำให้การทำงาน ไม่สะดวกหรือผิดขั้นตอนและมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นนักสร้างสรรค์ ประเภทนี้จะสนุกสนานกับการทำงานมากและจะได้ประสบการณ์ในการสร้างสรรค์อย่างมากด้วย วิรุณ ตั้งเจริญ (2547, น.99) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ ในภาพรวมของสังคม จะเป็นการกล่าวถึง สิ่งที่สำคัญกับการมีอิสรภาพ การคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ และเลยไปถึง สังคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์มวลวัตถุอย่างไรก็ตามการกล่าวถึง ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้มีความสัมพันธ์แค่เพียงการผลิตวัตถุเท่านั้นแต่ความคิดสร้างสรรค์ได้กินความกว้างขวางไปสู่การดำรงชีวิตรวมทั้งการเลือกสรรอีกด้วย ฉันทนา เอี่ยมสกุล (2554, น.83-86) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งจำเป็นในสังคมปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกอนาคตเนื่องจากความคิดสร้างสรรค์ เป็นความสามารถพิเศษของมนุษย์ในการจินตนาการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในด้านผลผลิต รวมทั้งกระบวนการแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์ประโยชน์และจรรโลงสังคมประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า และเป็นประโยชน์ต่อชาวโลกในวงการศึกษาถือว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์ จึงได้มีการศึกษาค้นคว้ากันมาอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปเกี่ยวกับความเชื่อและแนวคิดต่าง ๆ การสร้างสรรค์มีความสำคัญต่องานศิลปะทุกแขนงการสร้างสรรค์เป็นส่วนที่แสดงถึงกระบวนการแนวคิดและเทคนิคในการแสดงโดยมีการ บันทึกรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ อย่างละเอียดชัดเจนพัฒนาการด้านการสร้างสรรค์เป็นการแสดง ถึงภูมิหลังของศิลปินในแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับความคิดรูปแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการด้านการ สร้างสรรค์จากอดีต


14ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬรักษ์ (2547, น.65) ได้กล่าวว่า “นาฏยประดิษฐ์ หมายถึงการคิด การออกแบบ และการสร้างสรรค์ แนวคิด รูปแบบ กลวิธีของนาฏศิลป์ชุดหนึ่งที่ผู้แสดงคนเดียวหรือหลายคน ทั้งนี้รวมถึง การปรับปรุงผลงานในอดีต นาฏยประดิษฐ์จึงเป็นการทำงานที่ครอบคลุม ปรัชญา เนื้อหา ความหมาย ท่ารำ ท่าเต้น การแปรแถว การตั้งซุ้ม การแสดงเดี่ยว การแสดงหมู่ การกำหนดดนตรี เพลง เครื่องแต่งกาย ฉาก และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญในการแสดงทำให้นาฏศิลป์ชุดหนึ่ง ๆ สมบูรณ์ตามที่ตั้งใจไว้ผู้ออกแบบนาฏยศิลป์ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Choreographer”กชกร ชิตท้วม (2558, น.84) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการในการคิด ที่มีความหลากหลายแปลกใหม่โดยนำหลักการหรือทฤษฎีมาใช้เป็นตัวกำหนดเพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่หรือรูปแบบความคิดใหม่ จากการศึกษาความคิดสร้างสรรค์นราพงษ์ จรัสศรี (2559, น.40) ได้กล่าวว่า “นาฏศิลป์ร่วมสมัย” ไว้ว่า นาฏศิลป์ร่วมสมัยหากมองตามคำรียกไว้เฉพาะแล้วนั้น จะแปลว่าการเต้นรำที่เป็นสมัยใหม่เสมอ นาฏศิลป์ร่วมสมัย หมายถึง การสร้างงานอะไรก็ตามที่นำมาทำในสมัยปัจจุบันแม้จะเป็นของเก่าที่มีอยู่เดิมแต่หากได้ นำมาเสนอใหม่โดยใช้เทคนิคใหม่ในสมัยปัจจุบัน แล้วก็ถือเป็นงานร่วมสมัย เป็นลักษณะของ โมเดิร์นแดนซ์ (Modern Dance) หรือ คอนเทมโพรารี่แดนซ์(Contemporary Dance) ซึ่งตาม คำศัพท์ “ร่วมสมัย” อาจหมายถึงการนำงานระหว่างสองสมัยมารวมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบ เทคนิค แนวคิด และวิธีการนำเสนอของศิลปินแต่ละคน ซึ่งก็จะไม่มีรูปแบบที่ตายตัวแน่นอน ปิยะพล รอดคำดี (2559, น.23) ได้กล่าวว่า \"นาฏศิลป์ร่วมสมัย” ไว้ว่า นาฏศิลป์ร่วมสมัยคือศิลปะการแสดง ระบำ เล่นละครฟ้อนเชิงหรือการร้องเพลงที่มีการสร้างสรรค์ ประดิษฐ์และออกแบบลีลาท่าทาง ให้มีเนื้อหาเรื่องราว มีการออกแบบเสื้อผ้า ออกแบบอุปกรณ์การแสดงให้เหมาะสมกับยุคสมัยนั้นๆ อีกทั้งจะต้องทำให้ผู้ชม สามารถเข้าใจได้โดยง่ายไม่ว่าจะเป็น ผู้ชมในรุ่นอดีต หรือผู้ชมรุ่นใหม่เพราะเป็นการนำเสนอเรื่องราว ทั้งเก่าและใหม่ ที่ต้องทำให้เหมาะสม ทันสมัยต่อสังคม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้นจากข้อมูลดังกล่าว สรุปได้ว่า นักวิชาการได้นิยามความหมายของ ความคิดสร้างสรรค์ ไว้มากมาย ความคิดสร้างสรรค์ คือ กระบวนการอันหนึ่ง ซึ่งเราใช้เมื่อเรามีความคิดใหม่ ๆ เป็นการผสมผสานของความคิดต่าง ๆ ส่วนความคิดสร้างสรรค์ ในภาพรวมของสังคม จะเป็นการกล่าวถึง สิ่งที่สําคัญกับการมีอิสรภาพ การคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ และเลยไปถึง สังคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์มวลวัตถุ อย่างไรก็ตามการกล่าวถึงความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้มีความสัมพันธ์แค่เพียงการผลิตวัตถุเท่านั้นแต่ความคิดสร้างสรรค์ได้กินความ กว้างขวางไปสู่การ


15ดํารงชีวิตรวมทั้งการเลือกสรรอีกด้วย การสร้างสรรค์มีความสำคัญ ต่องานศิลปะทุกแขนง เป็นส่วนที่เเสดงถึงกระบวนการเเนวคิดเเละเทคนิคในการเเสดงความคิดสร้างสรรค์เป็น ผู้สร้างสรรค์จะต้องมีการเตรียมการและทําการวางแผนมีการศึกษาหลักการ หาข้อมูล อย่างละเอียดที่จะทําให้การทํางานสร้างสรรค์นั้นเป็นการทำงานที่ประสบความสําเร็จและให้ประสบการณ์มากที่สุด2.2.2 แนวคิดการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทย จากความหมาย ของความคิดสร้างสรรค์ส่งผลให้เกิดแนวคิดในการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ ต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ดังนี้ 1) แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของครูเฉลย ศุขะวณิช ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง พ.ศ. 2530 และผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย ได้กล่าวถึงการคิดสร้างสรรค์ท่ารำ ทางนาฏศิลป์ไทยว่า เป็นลักษณะของการตีบทหรือใช้ภาษานาฏศิลป์ในท่ารำของไทยที่เป็นแบบแผนมาตั้งแต่เดิม คือ กลอนตำรารำ และบทเพลง เพลงเร็ว โดยใช้กลวิธีที่จะสร้างสรรค์ให้ได้ท่ารำที่เหมาะสม สวยงาม ผู้สร้างสรรค์ท่ารำต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้1.1 จังหวะและทำนองเพลง เชื่องช้า หรือรวดเร็ว มีลักษณะอ่อนหวาน หรือคึกคักสนุกสนาน 1.2 จังหวะและทํานองเพลงที่มีสําเนียงต่างชาติ ก็ต้องเอาลีลาท่ารําของชาติ มาประดิษฐ์ให้กลมกลืนกันเป็นลีลาของนาฏศิลป์ไทย 1.3 เมื่อรู้จักทำนองและจังหวะของเพลงจึงกำหนดท่ารำให้เข้ากับจังหวะของเพลงโดยยึดหลักความสำคัญขอเพลงกับท่า ความสัมพันธ์ระหว่างความหมายของบทร้องกับท่ารำ 1.4 ลักษณะเพศชาย (ตัวพระ) เพศหญิง (ตัวนาง) เช่น ตัวพระในพม่า รำขวาน ลีลาท่ารำจะต้องมีลักษณะกระฉับกระเฉงเข้มแข็งตามท่วงทำนองของนักรบ ส่วนตัวนาง ได้แก่ ฟ้อนม่านมงคล ลีลาท่ารำจะต้องมีลักษณะอ่อนโยน นุ่มนวล เป็นต้น1.5 การสร้างสรรค์ระบำพื้นเมือง ต้องศึกษาท่ารำที่เป็นแม่ท่าหลักของ ท้องถิ่น แล้วนำมาสร้างสรรค์เชื่อมท่ารำ ให้ครอบคลุมความหมายของเนื้อหาในระบำชุดนั้น ๆ โดยคัดเลือกแม่ท่าหลักมาใช้ไม่ควรไปลอกเลียนแบบลีลาท่ารำของภาคอื่น ๆ มาปะปนในผลงานการสร้างสรรค์ ท่ารำ เช่น ไปนำเอาลีลาท่ารำของภาคใต้มาบรรจุในภาคเหนือ หรือนำลีลาท่ารำของ ภาคเหนือมาบรรจุในเชิงต่าง ๆ ของอีสาน


161.6 การสร้างสรรค์ท่ารำให้คำนึงถึงจุดมุ่งหมายของระบำ รำ ฟ้อน ในชุดนั้นด้วย เช่น ระบำชุดนี้มีจุดมุ่งหมายให้เป็นผู้หญิงล้วน (ตัวนาง) ก็ต้องหลีกเลี่ยงท่ารำที่มีการ ยกเท้า แบะเหลี่ยม กันเข่า ซึ่งเป็นลีลาท่าทางของตัวพระโดยสิ้นเชิง 1.7 การเชื่อมท่ารำ สามารถทำได้หลายวิธี คือ การเล่นเท้าในขณะที่มีบท เอื้อนทำนองยาว ๆ การวิ่งแปรแถว ตั้งซุ้ม ยืนพักท่านิ่ง ใส่ลีลาเชื่อมท่าและยืนตั้งแม่ท่ายืดยุบตาม จังหวะอยู่กับที่ (พจน์มาลย์ สมรรคบุต. 2538, น. 98-100)จากข้อมูลดังกล่าว สรุปได้ว่า การคิดสร้างสรรค์ท่ารำทางนาฏศิลป์ไทย คือ ลักษณะของการตีบทหรือใช้ภาษานาฏศิลป์ในท่ารําของไทยที่เป็นแบบแผน มาตั้งแต่เดิม โดยใช้กลวิธีที่จะสร้างสรรค์ให้ได้ท่ารําที่เหมาะสม สวยงาม ลักษณะผู้เเสดงจะมีทั้งเพศชาย (ตัวพระ) เพศหญิง (ตัวนาง) ผู้สร้างสรรค์ท่ารําจะต้องคํานึงถึง จังหวะทำนองเพลงเชื่องช้าหรือรวดเร็วเเละทํานองเพลงที่มีสําเนียงต่างชาติเมื่อรู้จักทํานองเพลงและจังหวะของเพลงจึงต้องกําหนดท่ารําให้เข้ากับจังหวะของเพลง โดยยึดหลักความสําคัญของเพลงกับท่ารำ และยังมีการสร้างสรรค์ระบําพื้นเมือง จะต้องศึกษาท่ารําที่เป็นแม่ท่าหลักของ ท้องถิ่น แล้วนํามาสร้างสรรค์เชื่อมท่ารํา ให้ครอบคลุมความหมายของเนื้อหาในระบําชุดนั้น ๆ การสร้างสรรค์ท่ารําให้คํานึงถึง จุดมุ่งหมายของระบํา รํา ฟ้อน ในชุดนั้นด้วย เเละอีก 1 อย่าง คือ การเชื่อมท่ารํา สามารถทําได้หลายวิธี คือ การเล่นเท้าในขณะที่มีบทเอื้อนทํานองยาว ๆ การวิ่งแปรแถว ตั้งซุ้ม ยืนพักท่านิ่ง ใส่ลีลาเชื่อมท่าและยืนตั้งแม่ท่ายืดยุบตาม จังหวะอยู่กับที่ ถ้าเราคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้การเเสดงมีความสมบูรณ์ 2) แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของคุณครูจำเรียง พุธประดับ หลักเกณฑ์ และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ไทยของคุณครูจำเรียง พุธประดับ ประกอบด้วย 2.1 มีการกำหนดความคิด มีการกำหนดชัดเจนว่า นาฏศิลป์ชุดนี้คิดค้นเพื่ออะไร และเพื่อใคร เช่น งานเกี่ยวกับพระราชพิธีและรัฐพิธี การสร้างสรรค์ชุดระบำแทรกในการแสดง เพื่อเพิ่มสีสันให้กับการแสดงละครการแสดงละคร การสร้างสรรค์ชุดการแสดงที่เกี่ยวข้อง กับเอกลักษณ์ของชาวเหนือ ชาวใต้ชาวอีสานเป็นต้น หรือเป็นการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ ชุดใหม่ ๆ ขึ้น เพื่อความก้าวหน้าของวงการนาฏศิลป์โดยตรง 2.2 ข้อมูลที่ใช้ในการสร้างสรรค์งาน คือ ความรู้ต่าง ๆ ที่สืบค้นได้และนำมาพิจารณาเพื่อใช้ประกอบความคิดให้เป็นรูปเป็นร่าง และข้อมูลที่เป็นตัวกระตุ้นหรือเสริมให้ผู้สร้างสรรค์ เกิดจินตนาการและเกิดแรงบันดาลใจสามารถคิดสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ได้


172.3 มีการกำหนดขอบเขต เป็นการกำหนดให้การแสดงครอบคลุมเนื้อหา สาระ และควรคำนึงถึง รูปแบบของการแสดง จำนวนผู้แสดง เวลาที่ใช้ในการแสดง ขนาดของพื้นที่ การแสดงงบประมาณในการจัดการแสดง 2.4 มีการกำหนดให้อยู่ในรูปแบบจารีตประเพณี และเป็นการผสมระหว่าง จารีตประเพณีกับการแสดงร่วมสมัย (พจน์มาลย์ สมรรคบุต. 2538, น. 158-159) จากข้อมูลดังกล่าว สรุปได้ว่าการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ไทยต้องมีการกำหนดความคิด เกี่ยวกับการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ว่าสร้างสรรค์ผลงานเพื่ออะไรและเพื่อใคร รวมถึงการสร้างสรรค์ผลงานชุดใหม่ๆเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าของวงการนาฏศิลป์โดยตรง ข้อมูลที่ใช้ในการสร้างสรรค์งานที่สืบค้นมาจะเป็นตัวกระตุ้นให้คณะผู้ศึกษาเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ การกำหนดขอบเขต แสดงถึงการครอบคลุมเนื้อหาสาระ รูปแบบการแสดง เวลาในการแสดง จำนวนผู้แสดงและขนาดของพื้นที่ในการจัดการแสดงและการกำหนดให้อยู่ในรูปแบบจารีตประเพณีเป็นการผสมกันระหว่างจารีตประเพณีกับการแสดงร่วมสมัยเข้าด้วยกัน3) แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของคุณครูสถาพร สนทอง ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ กล่าวว่าการที่เป็นนักสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ที่ดีควรจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้3.1 เป็นผู้ที่มีความรู้ในวิชานาฏศิลป์อย่างลึกซึ้ง3.2 เป็นผู้มีนิสัยเป็นนักคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา 3.3 เป็นผู้คิดค้นและพัฒนาในด้านการแสดงให้มีสิ่งแปลก ๆ ใหม่อยู่เสมอ 3.4 ต้องมีความรู้เกี่ยวกับดนตรีและทำนองเพลงต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี 3.5 มีความรู้ ความคิด ความสามารถในเรื่องการออกแบบเครื่องแต่งกาย 3.6 เป็นผู้มีความรู้เรื่องของอารมณ์ต่าง ๆ ของการแสดง3.7 ต้องศึกษาพัฒนาความรู้ให้กว้างขวางทั้งในด้านวรรณคดี ด้านภูมิศาสตร์ และด้านประวัติศาสตร์ด้วย3.8 ต้องเป็นผู้มีสุนทรียะ รู้จักเลือกใช้แม่ท่าที่สวยงามไปใช้ในการสร้างสรรค์ท่ารำโดยหลีกเลี่ยงท่ารำที่ซ้ำ ๆ3.9 ในการสร้างสรรค์ท่ารำ การเชื่อมท่าเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะส่งผลให้ผู้คิดสร้างสรรค์ท่ารำนำประสบการณ์ที่ได้ฝึกปฏิบัติมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่แปลกใหม่ ให้มีคุณภาพที่ถูกต้องได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้แล้วการเชื่อมท่ารำสามารถใช้กับการแสดงทั้งที่เป็นรำเดี่ยว และการแสดงที่มีลักษณะเป็นหมู่คณะด้วย 3.10 การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ สามารถปรับปรุง แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยึดถือเป็นแบบตายตัว งานศิลปะจึงพัฒนาได้ (สิทธา สว่างศรี. 2558 น. 132-137)


18จากข้อมูลดังกล่าว สรุปได้ว่า การสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏศิลปะ เป็นการคิดการสร้างสรรค์ผลงาน และแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากข้อมูล รวมถึง การนำผลงานในอดีตมาปรับปรุง โดยนำแนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์มาปรับปรุงสร้างสรรค์ ซึ่งผู้ที่จำสร้างสรรค์ผลงานด้านนาฏศิลป์นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้พื้นฐานมากพอสมควร โดยการสร้างสรรค์งานด้านนาฏศิลป์นั้น มีการพัฒนาเกี่ยวเนื่องกันในหลายปัจจัย และเป็นผลงานที่สร้างขึ้นจากแนวคิด จิตนาการทางความคิด ผ่านท่ารำที่มีการคิดขึ้นมาใหม่จะเป็นการสร้างสรรค์ที่สมบูรณ์2.4 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP MODELนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CDASP MODEL เป็นนวัตกรรมที่คิดค้น พัฒนา สร้างสรรค์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาด้านวิชาการให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม โดยสังเคราะห์งานวิจัยนำมาสู่การออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เป็นเอกลักษณ์ของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ซึ่งนำอักษรย่อภาษาอังกฤษของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี COLLEGE OF DRAMATIC ARTS SUPHANBURI (CDASP) มาออกแบบเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับคณะครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาเป็นผู้คอยชี้แนะ และให้คำปรึกษา อนึ่งหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลป์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 กำหนดให้ผู้เรียนมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรการเรียนรู้สร้างสรรค์ตามแนวคิด STEAMEducation มุ่งเน้นให้ผู้เรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีการศึกษา 2562 – 2563 มีศักยภาพสามารถสร้างนวัตกรรม STEAM Education ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่นำศิลปะ(นาฏศิลป์ ดนตรี) มาบูรณาการกับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ให้มีความทันสมัย แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของนาฏดุริยางคศิลป์ศาสตร์เก่าแก่ของไทยและถือได้ว่าเป็นมรดกของชาติให้ก้าวทันสังคมในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งยังเป็นแนวทางหรือแบบอย่างใน การจัดการเรียนรู้สำหรับสถานศึกษา ที่มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ด้วยตนเองภายหลังจากการลงมือปฏิบัติจริงนำมาสู่นวัตกรรม STEAM โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CDASP MODELซึ่งมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ คือขั้นตอนที่ 1(C)Collect&Criticalthinkingระบุปัญหา รวบรวมข้อมูล คิดอย่างเป็นระบบกล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะต้องระบุปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งที่ตนเองประสบปัญหาด้านนาฏดุริยางคศิลป์รวบรวมปัญหาที่พบ วิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนแนวทางการแก้ปัญหา และวางแผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ


19ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop : ออกแบบและพัฒนาภายในกลุ่มกล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหาด้านนาฏดุริยางคศิลป์ แล้วนำแนวทางมาออกแบบรูปแบบนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา พัฒนารูปแบบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบนวัตกรรมภายในกลุ่มตนเองขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess : ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติกล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนลงมือสร้างสรรค์ชิ้นงานเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาความสามารถ รวมถึงประเมินชิ้นงานของกลุ่มว่ามีความพร้อม จุดเด่น จุดด้อย ส่วนใดบ้างเพื่อให้การลงมือปฏิบัติเป็นไปตามจุดมุ่งหมายและสอดคล้องตามแนวคิด STEAMขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share : แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่นักเรียนแต่ละกลุ่มนำชิ้นงานมาแสดงให้คุณครู และสมาชิกในสายชั้นได้รับชม พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะจากคุณครูและเพื่อนในสายชั้นเพื่อนำ ความคิดเห็น ไปปรับปรุงผลงาน ทั้งนี้ผลงานดังกล่าวจะมีคณะครูด้านนาฏดุริยางคศิลป์และคณะครูภาควิชาศึกษาทั่วไปเป็นผู้ประเมินชิ้นงาน STEAM Educationขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud : ปรับปรุงและชื่นชมกล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนนำความคิดเห็นจากครูและสมาชิกในสายชั้นไปปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุดและชื่นชมผลงาน ทั้งนี้ผู้เรียนยังต้องนำผลงานเผยแพร่สู่ชุมชนหรือสังคมภาพที่ 2.1 รูปแบบการเรียนการสอน CDASP Model วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี


20จึงกล่าวได้ว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้CDASP MODEL เป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมนาฏดุริยางคศิลป์ ตามแนวคิด STEAM Education สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา นำมาสู่การยกระดับคุณค่า ทางศาสตร์วิชาชีพสู่สังคมและชุมชน 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ การแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ ตะวัน มีแสง และคณะ (2562 : บทคัดย่อ) ศิลปนิพนธ์ การแสดงสร้างสรรค์ชุด อัญมณีนิลเพื่อศึกษาเรื่องอัญมณีนิล อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี สู่การแสดงสร้างสรรค์ชุด อัญมณีนิล ในรูปแบบของนาฏศิลป์ร่วมสมัย ผลการวิจัยพบว่า อัญมณีนิลเป็นแร่อัญมณีที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต มีสีดำเข้ม ลักษณะทึบ เนื้อเนียน แน่น เมื่อผ่านการเจียระไนจะเกิดความเงางาม วาวเป็นประกาย ถูกพบในสายแร่ที่เกิดจากการกัดเซาะของหินภูเขาไฟปะทุและถูกพัดพาไปตามช่องน้ำ แล้วสะสมรวมตัวเป็นแร่ที่เกิดจากกระบวนการแปรสภาพของหินและตกผลึก ในสภาพแวดล้อมที่มีอลูมิเนียม อยู่เป็นจำนวนมาก อัญมณีนิล สามารถนำมาพัฒนาในรูปแบบผลิตภัณฑ์มากมายหลายชนิด จากอัญมณีนิลของจังหวัดกาญจนบุรี ทำให้คณะผู้ศึกษาเกิดแนวคิดที่จะสร้างสรรค์งานประกอบกับมีโครงการ OTOP นวัตวิถีเพื่อส่งเสริม รายได้เป็นการพัฒนาชุมชนจึงทำให้อัญมณีนิลเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ไทย ร่วมสมัย เพื่อนำเสนอมูลค่าเกี่ยวกับทรัพยากรทางธรรมชาติด้านอัญมณีนิลของจังหวัดกาญจนบุรี ให้เห็นถึงความงดงามและคุณค่าของอัญมณีตลอดจนความเป็นสิริมงคลของอัญมณีทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่สร้างสรรค์การแสดงชุด อัญมณีนิลนี้ขึ้นธนพร พรหมจันทร์ดา และคณะ (2559 : บทคัดย่อ) ศิลปนิพนธ์ เรื่องศรีสักการตำนานเเขมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของชาวไทยเชื้อสายเขมร วัฒนธรรมประเพณีไหว้เเขของชาวไทยเชื้อสายเขมรวัดสุพรรณบุรีสร้างสรรค์การเเสดงชุด ศรีสักการตำนานเเข เพื่อสืบทอด เเละอนุรักษ์ประเพณีไหว้พระเเขของชาวไทยเชื้อสายเขมรบ้านสามทอง ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี นำเสนอผลงานสร้างสรรค์การเเสดงชุด ศรีสักการตำนานเเข มีขอบเขตการศึกษาคือ กลุ่มชาวไทยเชื้อสายเขมรบ้านสามทอง ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีการสืบทอดอนุรักษ์ประเพณีไหว้พระเเขของชาวไทยเชื้อสายเขมร จังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งการรวบรวมองค์ความรู้นำเสนอเป็นเอกสารทางวิชาการ ตลอดจนการนำเสนองานในรูปเเบบการแสดง จากการศึกษาพบว่า ประเพณีว่าไหว้พระเเขของชาวไทยเชื้อสายเขมร กระทำในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ของทุกปี โดยพร้อมใจมาร่วมพิธีไหว้พระเเขด้วยความศัทธา เอกลักษณ์สำคัญของพิธีไหว้พระแข คือ การเสี่ยง


21ทายเทียนที่เกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำฝนที่จะตกในฤดูกาลของเเต่ละปีเเละในทุกปี จะได้รับคำทำนายที่เเม่นยำเป็นผลให้ชาวบ้านได้ตระเตรียมการดำรงชีวิตในปีต่อไป กระบวนท่ารำชุดศรีสักการตำนานเเข เป็นการสร้างสรรค์ที่เกิดจากประเพณีไหว้พระเเขของชาวไทยเชื้อสายเขมร บ้านสามทอง ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เเสดงให้เห็นถึงท่าทางการเคลื่อนไหว ของร่างกาย ศีรษะ ลำตัว แขน ขา การใช้สายตาที่เชื่อมโยง ใช้จินตนาการผ่านการแสดงออกของท่ารำ นับเป็นการสร้างสรรค์ที่สื่อให้เห็นถึงความหมายต่างๆ นำเสนอผ่านกระบวนท่ารำตลอดจนเป็นเเนวทางการสร้างสรรค์งานด้านนาฏศิลป์ไทยในโอกาสต่อไปจณิสตา บุตรผล และคณะ (2563 : บทคัดย่อ) ศิลปนิพนธ์ เรื่องการแสดงสร้างสรรค์ นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยชุด ลายเหมย จากการศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดสุพรรณบุรี คนจีนได้อพยพเข้ามาในจังหวัดสุพรรณบุรีช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 โดยประกอบอาชีพใช้แรงงาน รับจ้าง ค้าขาย ด้วยความขยันอดทน มุ่งมั่น พากเพียร จนสามารถสร้างตัวจนมี ฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เปรียบเสมือนดอกเหมยซึ่งเป็นดอกไม้มงคลของจีน เป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็ง มั่นคง แต่ยังคงซึ่งความงามและบริสุทธิ์ เป็นแนวทางให้ผู้สร้างสรรค์ นำเอาดอกเหมยมาใช้เป็นชื่อชุดการแสดง โดยการแสดงแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 ย้ายถิ่นสร้างฐาน ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางเพื่อสื่อถึงการอพยพจากแผ่นดินจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอำเภอ เมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ช่วงที่ 2 อุตสาหะ ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางเพื่อสื่อให้เห็นถึงการทำงานของชาวจีนใน จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยความขยันอดทน จนเกิดความมั่งคั่งร่ำรวย ช่วงที่ 3 ประสบสุขสันต์ ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทาง ที่มีความกระฉับกระเฉงรวดเร็วอันเกิดจากการประสบความสำเร็จในชีวิตซึ่งในผลงานสร้างสรรค์ ชุด ลายเหมย ได้คิดค้นลีลาท่าทางที่มาจากนาฏศิลป์ไทย ท่าทางเทียบเคียงจากนาฏศิลป์จีนและท่าทางที่คิดสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ณัฐพล คชกฤษ และคณะ (2564 : บทคัดย่อ) โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพการแสดงสร้างสรรค์การแสดงชุด ภูริทัตสักการสำราญนาคิน ผลการศึกษาพบว่า การสร้างสรรค์ การแสดง ชุด ภูริทัตสักการสำราญนาคิน มีแนวคิด ในการแสดงดังนี้ ช่วงที่ 1 คณะผู้จัดทำได้กำหนดให้มีตัวเอกทั้งหมด 4 ตัว โดยเปิดฉากการแสดงตัวเอกทั้ง 4 ตัว จะไม่ถือเครื่องดนตรีแต่ละชนิดออกมา โดยรอจังหวะเพลง และทำนองจึงร่ายรำ พร้อมกับเหล่านางระบำออกมาร่ายรำ ช่วงที่ 2 เหล่านางระบำ 4 ตัวหายเข้าไป พร้อมกับถือเครื่องดนตรีออกมาให้ตัวเอก คณะผู้จัดทำได้แบ่ง นางระบำ ออกเป็น 2 ฝั่งได้แก่ นางระบำฝั่งไทย และ ฝั่งลาว ช่วงที่ 3 นางระบำได้หายเข้าไป โดยเหลือนางนาค ตัวเอก 4 ตัว พร้อมจบการแสดงด้วยท่ารำตามแบบภาพจิตรกรรมฝาผนังที่คณะผู้จัดทำ


22ได้นำมาทำการแสดงในชุดนี้ คณะผู้จัดทำได้มีการออกแบบเครื่องแต่งกาย โดยอ้างอิงจากภาพจิตกรรม คณะผู้จัดทำได้มีการจัดการแสดง โดยอัดวิดีโอเผยแพร่ลงบนสื่อออนไลน์จากการศึกษางานวิจัย สรุปได้ว่าการสร้างสรรค์การแสดงด้านนาฏศิลป์ สำหรับนำมาเป็นข้อมูล สำหรับการสร้างสรรค์นั้น คณะผู้ศึกษาได้พบแนวทาง แนวคิด และวิธีการสร้างสรรค์เพื่อหาความเป็นเอกลักษณ์ของผลงาน โดยศึกษาในเรื่องของรูปแบบกระบวนการคิดคิดการสร้างสรรค์ นำมาวิเคราะห์ รวบรวม ช้อมูล เพื่อสร้างผลงานสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์ และสมบูรณ์ที่สุด


23บทที่ 3วิธีการดำเนินการการดำเนินการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่องการแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า เป็นการดำเนินการเพื่อศึกษาประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีรวมถึงเพื่อสร้างสรรค์ท่ารำประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า โดยคณะผู้ศึกษาดำเนินการศึกษา 5 ขั้นตอนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CDASP Model โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้3.1 ขั้นตอนการดำเนินการศึกษา3.2 ขั้นตอนการดำเนินการศึกษาตามรูปแบบ CDASP MODEL3.1 ขั้นตอนการดำเนินการศึกษา3.1.1 คณะผู้ศึกษาดำเนินการศึกษาประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีโดยศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และการสัมภาษณ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อนำมาวิเคราะห์ในการศึกษาจากแหล่งข้อมูล ดังนี้1) ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากแหล่งข้อมูล ดังนี้(1) หอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ(2) หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี(3) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี(4) วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี(5) ศูนย์สารสนเทศ วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี2) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ 3.1.2 คณะผู้ศึกษาใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและศิลปินแห่งชาติ เกี่ยวกับเทศกาลงานบุญ เดือน 5 เดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 4 ท่าน (1) ดร.ถนัด ยันต์ทอง อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต อาจารย์พิเศษวิทยาลัยสงฆ์ สุพรรณบุรี ศรีสุวรรณภูมิ(2) นางวรรณา แก้วกว้าง ตำแหน่ง อาจารย์ วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี(3) นายณรงค์เดช หมอกเมฆ ตำแหน่ง ครู วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี(4) นางเกลียว เสร็จกิจ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน -อีแซว)


243..1.3 การลงภาคสนามเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีโดยมีขั้นตอน ดังนี้(1) การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับ เทศกาลงานบุญเดือน 5 เดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี (2) อุปกรณ์ช่วยในการบันทึกข้อมูล เช่น เครื่องบันทึกภาพนิ่ง เครื่องบันทึกเสียง เป็นต้น3.1.4 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการคิดวิเคราะห์เชิงพรรณนา และวิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน โดยประมวลข้อมูลทางเอกสาร ตำรำ หนังสือ การสัมภาษณ์ และการสร้างสรรค์ของคณะผู้ศึกษา


253.1 ตารางแผนภูมิแสดงระยะเวลาในการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรมระยะเวลากิจกรรมปีการศึกษา 2565 หมายเหตุมิย. กค. สค. กย. ตค. พย. ธค. มค. กพ. มีค.1.กำหนดหัวข้อ2.ศึกษาประวัติความเป็นมา3.ทำบทที่ 14.ศึกษาข้อมูล5.เก็บรวบรวมข้อมูล6.ทำบทที่ 27.วางแผนการดำเนินการ8.ทำบทที่ 39.เริ่มทำบทเพลงประกอบการแสดง10.สร้างสรรค์รูปแบบการแสดง11.คัดเลือกผู้แสดง12.จัดหาเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ประกอบการแสดง13.ออกแบบท่ารำ14.ทำบทที่ 415.ทำบทที่ 5การแสดงสร้างสรรค์ ชุดเริงสราญงานวัดป่าหมายเหตุ : กรณีนอกเหนือจากที่กำหนดสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์


263.2 ตารางงบประมาณการจัดทำโครงงานการแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่ารายการ หน่วย จำนวนเงิน1. งบดำเนินการ - ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป เก็บข้อมูล2. ค่าวัสดุสำนักงาน - การจัดทำรูปเล่ม 3. ค่าวัสดุการแสดง - ค่าของที่ระลึกมอบให้ นางเกลียว เสร็จกิจ คนละ 15 บาท x จำนวน 24 คน- ค่ารถจ้างเหมา คนละ 10 บาท xจำนวน 14 คน- กระดาษ a4 ผงหมึกเครื่องพิมพ์ ฯลฯ- ค่าจ้างนักแสดง- ค่าชุดในการแสดงค่าอุปกรณ์ในการแสดง360 บาท140 บาท1,000 บาท5,000 บาทหมายเหตุ : กรณีนอกเหนือจากที่กำหนดให้นักศึกษาชี้แจงเหตุผลในการเบิก-จ่าย กับทางครูที่ปรึกษา


273.2 ขั้นตอนการดำเนินการศึกษาตามรูปแบบ CDASP MODEL3.2.1 ขั้นตอนที่ 1(C) Collect & Critical thinking : การวิเคราะห์ประเด็น การคิดอย่างเป็นระบบ1) คณะผู้ศึกษาดำเนินการศึกษาดำเนินการศึกษาประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และการสัมภาษณ์ นางเกลียว เสร็จกิจ ดร.ถนัด ยันต์ทอง นางวรรณา แก้วกว้างนายณรงค์เดช หมอกเมฆ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อนำมาวิเคราะห์ในการศึกษาจากแหล่งข้อมูล ดังนี้2) คณะผู้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลประวัติความเป็นมาของเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี และได้มีแนวคิดมาจากเทศกาลนี้เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรม เทศกาล จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คณะผู้ศึกษานำเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 มาสร้างสรรค์การแสดงในรูปแบบการแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า3.2.2 ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop : ออกแบบและพัฒนาภายในกลุ่มคณะผู้ศึกษาดำเนินการออกแบบโครงสร้างของท่ารำในการรำประกอบการแสดง โดยลักษณะของท่ารำที่เป็นรูปแบบของการแสดงสร้างสรรค์ ออกแบบท่ารำจากนาฏยศัพท์ นาฏศิลป์ไทย เพื่อให้สอดคล้องกับอารมณ์เพลงของผู้บรรเลง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับดนตรีและทำนองเพลงของคณะผู้ประพันธ์เพลง โดยมีรูปแบบการแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า ดังนี้ช่วงที่ 1 ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง กล่าวถึง ชาวบ้าน ชาย หญิง พบเจอกันและเชิญชวนกันเข้าไปภายในงานเทศกาลงานบุญเดือน 5 เดือน 12 ณ วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อกราบไหว้หลวงพ่อโตและชมการละเล่นมหรสพสมโภชภายในงานช่วงที่ 2 ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน กล่าวถึง มหรสพสมโภชภายในงาน โดยมีการละเล่นเพลงอีแซวการแสดงลิเกที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ วัดป่าเลไลยก์จังหวัดสุพรรณบุรี โดยแต่งเนื้อเพลงบรรยายบรรยากาศภายในงาน และยึดเอาเอกลักษณ์ การร้องอีแซวและลิเกเข้ามาร้อง สื่อถึงมหรสพ แต่ไม่มีขนบขั้นตอนของการแสดงลิเกและอีแซว ช่วงที่ 3 น้อมสักการหลวงพ่อโตกล่าวถึง ชาวบ้านพร้อมใจกันกราบ สักการะหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยความเคารพศรัทธาคณะผู้ศึกษาได้ดำเนินการออกแบบเครื่องแต่งกายประกอบการแสดง และแสดง ความคิดเห็นกันภายในกลุ่ม การพัฒนารูปแบบการแสดงภายในกลุ่ม โดยคณะผู้ศึกษาเริ่มออกแบบกระบวนท่ารำที่ได้ฝึกซ้อม เพื่อทำการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างกลุ่ม


283.3 ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess : ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติ3.3.1 คณะผู้ศึกษาดำเนินการสร้างสรรค์การแสดงที่ได้ศึกษาจากประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีและเริ่มทดลองฝึกซ้อมท่ารำกับเพลงที่ใช้ในการแสดง เพื่อปรับปรุงท่ารำให้มีความเหมาะสมกับการแสดง โดยฝึกซ้อมกับเพลงที่ใช้ในการแสดง เพื่อให้นักแสดงเกิดความคุ้นเคยและชำนาญในท่ารำและบทเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง3.3.2 คณะผู้จัดทำดำเนินการประเมินท่ารำที่ใช้ในการแสดงสร้างสรรค์ โดยการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทบทวนและหาข้อบกพร่องของท่ารำ และส่งให้ครูที่ปรึกษาเพื่อประเมินความเหมาะสมของท่ารำที่ใช้ในการแสดง ชุด เริงสราญงานวัดป่า3.4 ขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share : แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม3.4.1 คณะผู้จัดทำดำเนินการนำเสนอ โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ การแสดงสร้างสรรค์ชุด เริงสราญงานวัดป่า ในการสัมมนาวิชาการของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 ณ วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบการนำเสนอเป็นการแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า และการสร้างสรรค์การแสดงประกอบดนตรี โดยมีคณะผู้ศึกษาได้ทำการคัดเลือกไว้เป็นผู้แสดงในการแสดงสร้างสรรค์3.5 ขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud : ปรับปรุงและชื่นชม3.5.1 คณะผู้ศึกษาได้นำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ชมการแสดงสร้างสรรค์เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข พัฒนาและต่อยอดการแสดงสร้างสรรค์ในการแสดงครั้งถัดไป


29บทที่ 4ผลการดำเนินการโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่อง การแสดงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่า มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการเพื่อศึกษาประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12วัดป่าเลไลยก์จังหวัดสุพรรณบุรีรวมถึงเพื่อสร้างสรรค์ท่ารำประกอบการแสดงด้านนาฏดุริยางคศิลป์สร้างสรรค์ชุดเริงสราญงานวัดป่า ที่สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศ วิถีชีวิตของชาวบ้านในเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีโดยนำเสนอตามหัวข้อดังต่อไปนี้4.1 แนวคิดและแรงบันดาลใจ4.2 รูปแบบการแสดง4.3 องค์ประกอบของการแสดง4.4 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ 4.5 การวิเคราะห์ท่ารำ 4.6 ผลการประเมินผลงานสร้างสรรค์เริงสราญงานวัดป่า4.1 แนวคิดและแรงบันดาลใจในทุก ๆ ปีชาวเมืองสุพรรณบุรีจะมาร่วมกันนมัสการหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์เป็นงานเทศกาล เรียกกันว่า งานไหว้พระวัดป่า วัดจะได้รับการประดับไฟสวยงาม ภายในงานมีการออกร้านขายของ และมหรสพสมโภชมากมาย เช่น ลิเก เพลงอีแซว ตลอดทั้งคืนนับได้ว่าเป็นงานสำคัญของเมืองสุพรรณบุรี งานเทศกาลนี้จัดให้มีปีละ 2 ครั้ง กำหนดวันขึ้น 6 , 7, 8 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12 แต่ละครั้งรวม 5 วัน 5 คืน สืบเนื่องกันมาเป็นเวลานานหมื่นพรหมสมพัตสร (เสมียนมี) เป็นกวีและจิตรกรในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้มีโอกาสไปไหว้พระวัดป่าเลไลยก์ในหน้าเทศกาลเดือน 12 และได้แต่งนิราศสุพรรณบรรยาย ความสนุกสนานของงานไหว้พระวัดป่าเลไลยก์ไว้ดังนี้\"แล้วไหว้พระวัดป่าฯ น่าสนุก ที่ความทุกข์รันทดค่อยปลดเปลื้อง มาประชุมกันทั่วพวกรั้วเมือง ดูแน่นเนื่องแนวน้ำออกคล่ำไป เดือนสิบสองเจ็ดค่ำค่อยสำเหนียก มาพร้อมเพรียกประทับท่าเคยอาศัยเป็นพวกพวกหญิงชายสบายใจ ไม่มีร้ายแผ้วพ้นพวกคนพาล ครั้นพลบค่ำย่ำแสงพระสุริย์ศรี พวกนารีร้องเพลงวังเวงหวาน วิเวกโหวยโหยให้อาลัยลาญ เสียงประสานแช่ซ้องร้องแก้กันบ้างร้องส่งปี่พาทย์ระนาดฆ้อง เสียงหนอดหน่องโหน่งเหน่งเพลงขันขันมโหรีรี่เรื่อยเฉี่อยฉ่ำครัน ทั้งโอดพ้นไพเราะเสนาะนวล”


30จากบทความดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการมาไหว้พระที่วัดป่าเลไลยก์ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน ในเดือน 12 ทุก ๆ คนก็จะมาพร้อมกันด้วยความศรัทธาในทุก ๆ ปี เมื่อถึงเวลาตกเย็นก็จะมีมหรสพมากมาย เช่น เพลงอีแซว ปี่พาทย์ จากข้อมูลดังกล่าว คณะผู้ศึกษาเห็นถึงความสำคัญของเทศกาลงานบุญเดือน 5 และในเดือน 12 ที่จัดขึ้น ณ วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีอันเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คณะผู้ศึกษา นำเทศกาลงานบุญเดือน 5และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีมานำเสนอในรูปแบบการแสดงสร้างสรรค์ชุดเริงสราญงานวัดป่า เพื่อเป็นการพัฒนางานสร้างสรรค์ด้านนาฏดุริยางคศิลป์สู่ชุมชน 4.2 รูปแบบการแสดง รูปแบบการแสดงผลงานสร้างสรรค์ เริงสราญงานวัดป่า คณะผู้ศึกษาแบ่งรูปแบบการแสดงเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 “ไหว้พระวัดป่าพาครื้นเครง” กล่าวถึงการพบเจอกันของชาวบ้าน และเชิญชวนกันเข้าไปภายในงานเทศกาลงานบุญเดือน 5 เดือน 12 ณ วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อชมการละเล่นมหรสพสมโภชภายในงานและกราบไหว้หลวงพ่อโตช่วงที่ 2 “ลานบรรเลงเพลงพื้นบ้าน” กล่าวถึง มหรสพสมโภชภายในงาน โดยมีการละเล่นเพลงอีแซว การแสดงลิเกที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยแต่งเนื้อเพลงบรรยายบรรยากาศภายในงาน และยึดเอาเอกลักษณ์ การร้องอีแซวสื่อถึงมหรสพ แต่ไม่มีขนบขั้นตอนของการแสดงลิเกและอีแซวช่วงที่ 3 “น้อมสักการหลวงพ่อโต” กล่าวถึง ชาวบ้านพร้อมใจกันกราบสักการะหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยความเคารพศรัทธา4.3 องค์ประกอบของการแสดง4.3.1 การคัดเลือกผู้แสดง ผู้แสดงคือ ผู้ที่สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละคร เพื่อถ่ายทอดเรื่องราว และความรู้สึกนึกคิด มาสู่ผู้ชมได้ตามแนวคิดของผู้สร้างสรรค์สำหรับผลงานสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่าคณะผู้ศึกษาได้กำหนด ดังนี้1) ใช้ผู้แสดงจำนวน 15 คน ผู้แสดงหญิงจำนวน 6 คน ผู้แสดงชายจำนวน 9 คน คณมีการกำหนดแนวทางการคัดเลือกผู้แสดง ดังนี้ (1) มีพื้นฐานทางด้านนาฏศิลป์ไทย มีไหวพริบดีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้(2) มีทักษะในการรำทั้งในจังหวะที่ช้าและเร็วตามทำนองเพลง(3) มีรูปร่างที่สมส่วน ความคล่องแคล่ว สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสวยงาม


314.3.2 เครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกาย มีความสำคัญในการบ่งบอกถึงฐานะ บุคลิกลักษณะของตัวละคร อาชีพ ของตัวละคร ยุคสมัย เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ที่ทำให้การแสดงมีความสมบูรณ์และสมจริงมากขึ้น ในการแสดงสร้างสรรค์ชุด เริงสราญงานวัดป่า คณะผู้ศึกษาได้ดำเนินการออกแบบเครื่องแต่งกาย ดังนี้1) การแต่งกายชาวบ้านผู้ชาย ประกอบด้วย (1) เสื้อผ้ามันแขนสั้นสีครีม (2) โจงกระเบนสีน้ำตาล(3) ผ้าขาวม้าคาดเอว (4) สร้อยพระ(5) กำไลข้อมือสีทอง ภาพที่ 4.1 ภาพการแต่งกายชาวบ้านผู้ชายที่มา : คณะผู้จัดทำ


322) การแต่งกายชาวบ้านผู้หญิง(1) เสื้อผ้าไหมแขนกระบอกสีน้ำเงิน (2) โจงกระเบนสีน้ำตาล(3) ผ้าสไบสีขาว (4) สร้อยทอง (5) กำไลข้อมือสีทอง (6) ดอกแก้วติดผมภาพที่ 4.2 ภาพการแต่งกายชาวบ้านผู้หญิงที่มา : คณะผู้จัดทำ3) การแต่งกายพ่อเพลงอีแซว(1) เสื้อคอกลมลายดอกแขนสั้นสีแดง (2) โจงกระเบนผ้าไหมสีแดง(3) ผ้าขาวม้าคาดเอว (4) สร้อยพระ (5) กำไลข้อมือสีทองภาพที่ 4.3 ภาพการแต่งกายพ่อเพลงอีแซวที่มา : คณะผู้จัดทำ


334) การแต่งกายแม่เพลงอีแซว(1) เสื้อผ้าไหมแขนกระบอก (2) โจงกระเบนผ้าไหมสีม่วง(3) ผ้าสไบสีครีม (4) สร้อยทอง(5) กำไลข้อมือสีทอง (6) ต่างหูสีทอง(7) ดอกไม้ติดผมภาพที่ 4.4 ภาพการแต่งกายแม่เพลงอีแซวที่มา : คณะผู้จัดทำ


345) การแต่งกายลิเกชาย (1) ขนนก (2) ผ้าโพกหัว(3) แถบคาดหน้า (4) ดาวหลัง(5) เสื้อคอกลม (ผ้าไหมสีฟ้า) (6) สนับเพลาลิเก(7) ผ้านุ่ง (ผ้าไหมสีฟ้า) (8)เสื้อกั๊กเพชร(9) ทับทรวง (10) สังวาลย์(11) แถบข้อมือเพชร (12) หัวเข็มขัดเพชร(13) สายเข็มขัดเพชร (14) กำไลข้อเท้าเพชร(15) ถุงเท้ายาวสีขาว ภาพที่ 4.5 ภาพการแต่งกายลิเกชายที่มา : คณะผู้จัดทำ


356) การแต่งกายลิเกหญิง(1) ดอกไม้เพชร (2) มงกุฎเพชร(3) สร้อยคอเพรช (4) ต่างหูเพชร(5) กำไลข้อมือเพชร (5) ชุดลิเกผู้หญิง (สีฟ้า)ภาพที่ 4.6 ภาพการแต่งกายลิเกหญิงที่มา : คณะผู้จัดทำ


364.3.3 เพลงและดนตรีประกอบการแสดง คณะผู้ศึกษา โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพการประพันธ์เพลงประกอบการแสดงสร้างสรรค์ชุด เริงสราญงานวัดป่า แบ่งช่วงดนตรีออกเป็น 5 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 คณะผู้ศึกษานำทำนอง รัวฉิ่งพระฉัน มาเป็นวรรคต้นของเพลงโดยใช้เครื่องดนตรีสากล เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ในช่วงที่1เพื่อสร้างบรรยากาศเสมือนก่อนจะเข้าวัด เปรียบเสมือนให้ผู้ชมและผู้ฟังยืนอยู่หน้าวัด ต่อมาเป็นการเข้าสู่ทำนองหลักเพลงเริงสราญงานวัดป่า ที่เป็นทำนองที่มีจังหวะกระชับเป็นทำนองที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ให้ความรู้สึกสนุกสนานร่าเริง ให้บรรยากาศเหมือนผู้ชมผู้ฟังได้เห็นสภาพแวดล้อมของเทศกาลงานบุญวัดป่าเลไลยก์ว่ามีบรรยากาศเป็นอย่างไรจะบรรเลงทำนองนี้ 2 รอบ เพื่อนำเข้าสู่ช่วงต่อไปทำนองเกริ่น- - - - - - - ร - ม - ซ - ล - ท - - - - - - - ล - - ซ ล - ซ - ซทำนองหลัก- - ด ร - ฟ - ซ - - ฟ ซ - ล - ดํ - - ซ ล - ดํ - รํ - ฟํ รํ- ดํ ล - ดํ- - รํ ดํ - ล - ซ - ฟ ร - ด ร ฟ ซ - - ล ดํ - ล - ซ - ล ซ - ฟ ซ ล ดํ- ซ ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ฟ ซ ล - ล ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ล ดํ รํ- รํฟํรํ - ดํ - รํ - ฟํ รํ - ดํ ล - ซ - - ด ร - ฟ - ซ ล ซ ดํล - ซ - ฟช่วงที่ 2 คณะผู้ศึกษา นำเอกลักษณ์ลิเก คือ ทำนองเพลง\"ราชนิเกลิง\"มาร้อยเรียงใหม่ โดยนำช่วงรับร้องสั้นๆมาทั้งหมด 3 จุด โดยให้ตะโพนประกอบจังหวะหน้าทับราชนิเกลิง จึงนำทำนองเพลงที่สร้างสรรค์ขึ้น มาเรียบเรียงใหม่และเพิ่มเครื่องดนตรีสากลในช่วงทำนองนี้แต่ทั้งนั้นทำนอง ช่วงที่แสดงถึงการแสดงลิเกจะไม่ปรากฏการร้องราชนิเกลิงแต่อย่างใดคณะผู้จัดทำมีความประสงค์ ผู้ชมผู้ฟังรับรู้บรรยากาศเสมือนว่าท่านได้ชมลิเกอยู่ในช่วงท้ายมีการบรรเลงรัวใบไม้ร่วงเพื่อเป็นเชื่อมทำนองทั้ง 2 ให้มีความสอดคล้องเพื่อไปสู่ช่วงต่อไปทำนองลิเก 1- - - - - - - - - - - - - - - ดํ - - - - - - - - ฟํ รํ ดํ ล - ซ - ฟ- - - - - - - - - - - - - - - ด - - - - - - - - ร ด ล ด - ร - ฟ- - - - - ด - ฟ - ซ - ล - ท - ดํ ดํ รํ ดํ ดํ ดํ รํ ดํ ดํ ฟํ รํ ดํ ล - ซ - ฟทำนองลิเก 2- - ด ร - ด - ฟ - - ด ร - ฟ - ซ - - ด ร - ฟ - ซ ล ซ - - ฟ ร - ฟ- - ด ร - ด - ฟ - - ด ร - ฟ - ซ - - ดํ ดํ - - - ด - - ด ด - ด - ฟ


37ทำนองหลัก- - ด ร - ฟ - ซ - - ฟ ซ - ล - ดํ - - ซ ล - ดํ - รํ - ฟํ รํ- ดํ ล - ดํ- - รํ ดํ - ล - ซ - ฟ ร - ด ร ฟ ซ - - ล ดํ - ล - ซ - ล ซ - ฟ ซ ล ดํ- ซ ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ฟ ซ ล - ล ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ล ดํ รํ- รํฟํรํ - ดํ - รํ - ฟํ รํ - ดํ ล - ซ - - ด ร - ฟ - ซ ล ซ ดํล - ซ - ฟช่วงที่ 3 เป็นการบรรเลง ระนาดเอก ซออู้ ซอด้วง ขลุ่ยเพียงออ เป็นทำนองโดยทำนองนี้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ คล้ายกับการด้นสด (Improvise) โดยให้ระนาดเอกล้อนำจากนั้น ขลุ่ยเพียงออ จึงล้อนำ ซออู้และซอด้วง อีกครั้งหนึ่ง ในช่วงนี้ใช้จังหวะอัตรา สองชั้น ประกอบหน้าทับลาวด้วยกลองแขกเหมือนการที่ให้ความรู้สึกเหมือนทุกท่านได้เดินผ่านร้านค้าต่างๆภายในงาน แต่ยัง มีการแว่วสำเนียงเสียงร้องเพลงอีแซว จากนั้นตะโพนจึงบรรเลงหน้าทับลาว นักร้องเกริ่นทำนองเพลง อีแซวขึ้นมา โดยจะมีคำร้องว่า\"...ที่จังหวัดสุพรรณบุรีก็มีงานวัดป่า คนทุกทิศมุ่งมาที่วัดป่าเลไลยก์ปิดทองหลวงพ่อโตแล้วก็โมทนา บุญกุศลรักษาชีวาสดใสได้ทำบุญสุนทานก็เบิกบานอุรา สุขสันต์หรรษาถ้วนหน้ากันไปได้ดูลิเกละครเวลาก็ค่อนคืนแล้ว เพลงฉ่อยเพลงอีแซวก็เจื้อยแจ้วปลุกใจ...”ในระหว่างที่ลูกคู่ร้องรับในวรรคสุดท้าย นักดนตรีจะบรรเลงรับในทำนองรับลูกคู่แล้วดนตรีหยุด เพื่อใช้ระฆังราวเชื่อมเข้าสู่ทำนอง ที่เป็นตัวแทนของเพลงอีแซว ซึ่งเป็นทำนองที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยประพันธ์จากการร้องเกริ่นเพลงอีแซวในอัตราจังหวะชั้นเดียว ประกอบหน้าทับสองไม้บรรเลงด้วยกลองแขก โดยทำนองนี้บรรเลงจำนวน 2 รอบ เมื่อจบจากการละเล่นเพลงอีแซว จะเป็นการบรรเลงสลับกันระหว่างกลองแขกและตะโพน โดยประกอบด้วยอัตราจังหวะชั้นเดียวกลองแขกบรรเลงหน้าทับสองไม้และตะโพนบรรเลงหน้าทับวรเชษฐ์ โดยเป็นการทอนจังหวะลงมาและเหลือเพียงตะโพน ในทำนองช่วงนี้สื่อถึงบรรยากาศพ่อค้าแม่ค้าที่นำสินค้าต่างๆมาขายภายในงานจากนั้นจึงบรรเลงทำนองหลักเพลงเริงสราญงานวัดป่าขึ้นอีกครั้ง โดยมีการปรับให้มีเล่นจังหวะในช่วงต้นเพลงรอบแรกและบรรเลงในเสียงนี้จำนวน 2 รอบ แล้วเปลี่ยนบันไดเสียง (Transpose) โดยขยับขึ้นมา 1 ช่วงเสียง เพื่อให้ทำนองไปถึงจนสูงสุด (Peak) โดยบรรเลง 2 รอบ ในรอบที่ 2 จะกระชับจังหวะขึ้นเป็นทำนองที่ก้าวเข้าใกล้สู่บทสรุปของเพลงเมื่อครบ 2 รอบ ทำนองเพลงจะหยุด เพื่อส่งเข้าทำนองช่วงต่อไป


38ทำนองอีแซว 1บรรเลงทำนองอีแซว 1 โดยมีระนาดเอก ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ยเพียงออระนาดเอก- - - - - - - - - - - - - - - ดํ - - - - - - - - ร ด ล ด - ร - ฟ- - - - - - - - ซ ฟ ด ฟ - ซ - ล - - - ดํ - - - - ซ ล ด ล ซ ฟ - ซซอด้วง และซออู้- - - - - - ดํ ลํ - - ดํ ซ ลํ ฟ ซ ลํ - ฟ ซ ล - ดํ - รํ - ซ - ฟ - ร - ดขลุ่ยเพียงออฟ ซ ฟ ล ซ ล ดํ ฟ มํ รํ ดํ ล ซ ฟ ซ ล ฟ ซ ฟ ล ซ ล ดํ รํ ฟํ รํ ซํฟํ รํ ฟํ รํ ดํซอด้วง และซออู้- - - - - ด - ล - - ด ซ ล ฟ ซ ล - ฟ ซ ล - ด - ร - ซํ - ฟ - ร - ดตะโพนบรรเลงหน้าทับเพลงลาว 3 จังหวะ แล้วร้องทำนองอีแซว ตามลักษณะการเล่นเพลงอีแซว และมีการร้องรับลูกคู่เป็นระยะบทร้องอีแซวหญิง: ที่จังหวัดสุพรรณนั้นมีงานวัดป่า ชาย: คนทุกทิศมุ่งมาที่วัดป่าเลไลยก์ (รับ)หญิง: ปิดทองหลวงพ่อโตแล้วก็โมทนา หญิง: บุญกุศลรักษาพาชีวาสดใสหญิง: ได้ทำบุญสุนทานก็เบิกบานอุรา หญิง: สุขสันต์หรรษาถ้วนหน้ากันไปหญิง: ได้ดูลิเกละครเวลาก็ค่อนคืนแล้ว(รับ) หญิง: เพลงฉ่อยเพลงอีแซวก็เจื้อยแจ้วปลุกใจ (รับ)ทำนองอีแซว 2วงดนตรีบรรเลงรับทำนองอีแซว 2 จำนวน 2 รอบ ลักษณะทำนองลูกล้อลูกขัด(ซ ซ ล ซ ฟ ซ ล ด) ซ ซ ล ซ ฟ ซ ล ด (ซ ล ด ร ฟ ร ด ล) ซ ล ด ร ฟ ร ด ล(ซ ล ด ล ซ ฟ - ซ) ซ ล ด ล ซ ฟ - ซ (ด ร ฟ ซ ด ล ซ ฟ) ด ร ฟ ซ ด ล ซ ฟตะโพนบรรเลงหน้าทับวรเชษฐ์ (ป๊ะเท่งป๊ะ) และกลองแขกบรรเลงหน้าทับสองไม้ อัตราจังหวะ ชั้นเดียว สลับกันและทอนลงเป็นจังหวะ แล้วจึงกลับมาบรรเลงทำนองหลักอีกครั้ง แต่ในรอบแรกมีการเล่นจังหวะ ดังนี้


39ช่วงที่ 4 ด้วยแรงสัทธาผู้คนที่ตั้งใจมากราบนมัสการหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์คณะผู้ศึกษาจึงสร้างสรรค์ทำนองให้เกิดความกระชับจังหวะยิ่งขึ้นขึ้นเปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่ประตูโบสถ์และเมื่อทำนองหยุดลงจึงมีการบรรเลงฆ้องวงใหญ่และระฆังราวบรรเลงเลียนเสียงระฆังวัดเพื่อให้ความรู้สึกสงบร่มเย็น โดยจะบรรเลงเลียนเสียงระฆังจำนวน 3 ครั้ง บทสวดบูชาหลวงพ่อโตก็จะดังขึ้นโดยทำนองนี้เป็นทำนองที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เมื่อสวดจบ ฆ้องวงใหญ่บรรเลงเลียนเสียงระฆังต้องเนื่องจากบทสวด 3 ครั้ง และจึงจบด้วยเสียงฆ้องเพื่อให้รู้สึกความสงบ สุขใจ และอิ่มใจ เมื่อใช้เกิดความรู้สึก สงบ สุขใจ รวมถึงอิ่มเอมเมื่อบรรเลงจบแล้วคีย์บอร์ดจึงบรรเลงสร้างบรรยากาศ ฆ้องวงใหญ่ตีเป็นคู่11 คือ โน้ตเรต่ำ (รฺ) และ โน้ตซอลกลาง (ซ)กล่าวคือ ลูกฆ้อง ลูกที่ 1 และ ลูกที่ 11 บรรเลงเป็นระยะห่าง ๆ เพื่อเลียนแบบเสียงระฆัง โดยบรรเลงตลอด หลังจากนั้นผู้ขับร้องจะเริ่มสวดบทสวดบูชาหลวงพ่อโตพร้อมกับเสียงฆ้องและคีย์บอร์ด กำหนดผู้ขับร้องเป็นโทนเสียงผู้ชายบทสวดบูชาหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์“…โตเสนโต วะระธัมเมนะสัฏฐาเน สิเว วะเรโตสังอะกาสิ ชันตูนังโตสะจิตตัง นะมามิหัง...” เมื่อสวดจบฆ้องวงใหญ่บรรเลงเลียนเสียงระฆังต่อเนื่องจากบทสวด 3 ครั้ง เมื่อฆ้องวงใหญ่บรรเลงครบ 3 รอบทำนองหลัก (เล่นจังหวะ)- - ด ร - ฟ - ซ ซ - ฟ ซ - ล - ดํ ดํ - ซ ล - ดํ - รํ - ฟํ รํ- ดํ ล - ดํแล้ววงดนตรีจึงบรรเลงทำนองหลักตามเดิม 1 รอบ- - ด ร - ฟ - ซ - - ฟ ซ - ล - ดํ - - ซ ล - ดํ - รํ - ฟํ รํ- ดํ ล - ดํ- - รํ ดํ - ล - ซ - ฟ ร - ด ร ฟ ซ - - ล ดํ - ล - ซ - ล ซ - ฟ ซ ล ดํ- ซ ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ฟ ซ ล - ล ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ล ดํ รํ- รํ ฟํ รํ - ดํ - รํ - ฟํ รํ - ดํ ล - ซ - - ด ร - ฟ - ซ ล ซ ดํ ล - ซ - ฟทำนองหลัก (เปลี่ยนเสียง)จากนั้นวงดนตรีจึงบรรเลงเปลี่ยนบันไดเสียง 1 ช่วงเสียง 2 รอบ- - ร ม - ซ - ล - ซ - ล - ท – รํ - - ล ท - รํ - มํ ซํ มํ - - รํ ท - รํ- - มํ รํ - ท - ล - ซ ม - ร ม ซ ล - - ท รํ - ท - ล - ท ล - ซ ล ท ร- ล รํ ท - ล - ท - รํ ท - ล ซ ล ท - ท รํ ท - ล - ท - รํ ท - ล ท รํ มํ- ม ซ ม - รํ - มํ - ซํ ม - รํ ท - ล - - ร ม - ซ - ล ท ล รํ ท - ล - ซ


40ช่วงที่ 5 หลังจากฆ้องวงใหญ่บรรเลง 3 ครั้ง ขลุ่ยเพียงออเป่าทำนองหลักโดยมีตะโพน เป็นเครื่องประกอบจังหวะบรรเลงหน้าทับสองไม้(ระบำ) ฉิ่งบรรเลงอัตราจังหวะ 2 ชั้น เปรียบเสมือนช่วงที่หลังจากการไหว้พระเสร็จแล้ว ผู้คนจึงชวนกันออกจากโบสถ์เพื่อได้ชมมหรสพและเที่ยวงาน ในห้องสุดท้ายวงดนตรีบรรเลงรับจากขลุ่ยในทำนองเดียวกับในช่วงที่เสียงเปลี่ยนแล้วจึงบรรเลงทำนองหลักอีกหนึ่งครั้ง โดยเพิ่มความเร็วขึ้นแล้วจึงบรรเลงทำนองจบหนึ่ง เปรียบเสมือนผู้คนมาเที่ยว เริ่มเก็บของและเริ่มม้วนเสื่อเพื่อเตรียมกลับบ้าน จากนั้นจึงบรรเลงทำนองจบ เพื่อให้จิตนาการ ถึงช่วงชุนลมุนในช่วงที่ตลาดวายและผู้คนกำลังรีบเดินกลับบ้านจะถึงว่าจบการบรรเลงดนตรีสร้างสรรค์ชุด เริงสราญงานวัดป่าทำนองหลักขลุ่ยเพียงออบรรเลงทำนองหลัก 1เที่ยว แล้วดนตรีบรรเลงรับวรรคท้าย จากขลุ่ยเพียงออ อีก 1 รอบ- - ร ม - ซ - ล - ซ - ล - ท - รํ - - ล ท - รํ - มํ ซํ มํ - - รํ ท - รํ- - มํ รํ - ท - ล - ซ ม - ร ม ซ ล - - ท รํ - ท - ล - ท ล - ซ ล ท ร- ล รํ ท - ล - ท - รํ ท - ล ซ ล ท - ท รํ ท - ล - ท - รํ ท - ล ท รํ มํ- ม ซ ม - รํ - มํ - ซํ ม - รํ ท - ล - - ร ม - ซ - ล ท ล รํ ท - ล - ซทำนองจบ 1หลังจากนั้นบรรเลงทำนองจบ 1 จำนวน 4 รอบ- ล ท รํ - ซ ล ท - รํ ท ล ซ ม - ซทำนองจบ 2หลังจากนั้นบรรเลงทำนองจบ 2 จำนวน 8 รอบ โดยเร่งจังหวะขึ้นเมื่อครบแล้วจึงถือว่า จบเพลงรํ ท ล ซ- ทำนองจบ 2


Click to View FlipBook Version