วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณโครงงานพัพัพัฒพัฒนาสมรรถนะวิวิวิวิชาชีชีชีชีพม้ม้ม้ม้าเเห่ห่ห่ห่เเหล่ล่ล่ล่เข้ข้ข้ข้าโบสถ์ถ์
โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ กฤษฎา พุกพันธ์ ณัฐธิดา อุณพันธุ์ ณัฐนันท์ ประจบ ณัฐวุฒิ ประเมนาโพธิ์ ธนัยชนก เพียรพิทักษ์ ปนัสยา สราวรรณ ปุณณ์ภัสสร อินทร์ทองน้อย พงษ์สกร สุภศรี สิริยากร อ้อยตาลอรนุช คงวัฒนา ไอซ์ อินทชาติครูประจำวิชานางกิ่งดาว สวัสดีครูที่ปรึกษาว่าที่ร้อยตรีอลัมพล สังฆเศรษฐีนางสาวพิมสิริ วงศ์ชูชัยสถิตโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลป์ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประเภท วิชาศิลปกรรม ปีการศึกษา 2566
กชื่อโครงงาน : ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์รายวิชา : โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ปรึกษา : ว่าที่ร้อยตรีอลัมพล สังฆเศรษฐี นางสาวพิมสิริ วงศ์ชูชัยสถิตปีการศึกษา : ปีการศึกษา 2566บทคัดย่อโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 2) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาหาข้อมูล ได้แก่ เอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการลงพื้นที่ภาคสนาม ผลของการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ พบว่า ประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประเพณีที่ชาวบ้านมีความเชื่อสืบต่อกันมาอย่างช้านาน โดยมีความเชื่อที่ว่า เมื่อผู้ชายที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จะบวชเพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ที่ได้เลี้ยงดูมา และเป็นการเชิญชวนญาติพี่น้องให้มาเข้าร่วมเพื่อเป็นการแสดงความยินดีกับครอบครัวของนาค รูปแบบการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ คณะผู้ศึกษาได้ศึกษากระบวนการสร้างสรรค์โดยแบ่งการแสดงออกได้เป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 แหล่นาค ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางเป็นการแสดงสื่ออารมณ์ ให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์และแสดงถึงความเคารพต่อบิดา มารดา เพื่อเป็นการ ขอขมาลาโทษในสิ่งที่เคยทำไม่ดีช่วงที่ 2 เชิญชวน ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางในการสื่ออารมณ์เพื่อเป็นการเชิญชวนชาวบ้านให้ไปร่วมขบวนแห่นาค และมีการเต้นหน้านาคที่มีการเกี้ยวกันระหว่างชาย และหญิงช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค ผู้แสดงใช้ม้าประดิษฐ์ที่ใช้ในการแห่นาค เพื่อทดสอบร่างกายและจิตใจของนาค ว่ามีความพร้อมในการอุปสมบทหรือไม่ หลังจากนั้นนาคจะทำการโปรยทานเพื่อสื่อให้เห็นถึงการที่นาค จะละจากทางโลกเพื่ออุปสมบทผลการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพทำให้ทราบถึงประวัติที่มาของประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน เครื่องแต่งกาย เพลงและดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง กระบวนแถวและกระบวนท่ารำนำเสนอในรูปแบบการแสดงสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นถึงลำดับขั้นตอนของการบวชนาคของชาวไทพวนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
ขกิตติกรรมประกาศโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่อง การแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ ได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดีจากบุคคลหลายท่านในการให้ความรู้ คำปรึกษา และข้อเสนอแนะทางรายวิชาการ ตลอดจนถึงการเสียสละเวลาอันมีค่าเพื่อให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ การแสดงสร้างสรรค์ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์สำเร็จลงได้ด้วยดีกราบขอบพระคุณ นายสมเกียรติ ชาวโพหลวง อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านโพธิ์ศรี ตำบลบางปลาม้าอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และนายสีลา วงพันธุ์ชาวบ้านบ้านโพธิ์ศรีตำบลบางปลาม้าอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ที่กรุณาให้ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับประเพณีบวชนาคของชาวไทพวนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี กราบขอบพระคุณ คณะกรรมการ การสอบโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ที่ร่วมพิจารณาผลงานทุกท่านที่ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะตลอดจนแนวทางสู่การสร้างสรรค์งาน ให้มีความสำเร็จอย่างมีคุณภาพกราบขอบพระคุณ คุณครูที่ปรึกษาโครงงาน ว่าที่ร้อยตรีอลัมพล สังฆเศรษฐีและครูพิมสิริ วงศ์ชูชัยสถิต ครูประจำวิชา ครูกิ่งดาว สวัสดีที่กรุณาให้ความรู้ คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ และอำนวยความสะดวกในการศึกษาเพื่อให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ บรรลุตามเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่วางไว้กราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ดร.วาสนา บุญญาพิทักษ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีรวมทั้งผู้บริหารทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวก และให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ จนทำให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพมีความสำเร็จและสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดกราบขอบพระคุณบิดา มารดา และทุกคนในครอบครัวที่ให้การสนับสนุนทุนทรัพย์ และคอยผลักดันให้ความช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจที่สำคัญยิ่งในทุกด้านคณะผู้จัดทำ
คสารบัญเรื่อง หน้าบทคัดย่อ กกิตติกรรมประกาศ ขสารบัญ คสารบัญภาพ จสารบัญตาราง ซบทที่ 1 บทนำ1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของโครงงาน 11.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 21.3 ขอบเขตของโครงงาน 21.4 วิธีการดำเนินการ 31.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 41.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1 ประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์ไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 52.2 ประวัติความเป็นมาของประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้าจังหวัดสุพรรณบุรี72.3 หลักการสร้างสรรค์การแสดง 242.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 28บทที่ 3 วิธีการดำเนินการ 3.1 ขอบเขตของโครงงาน 303.2 วิธีการดำเนินการทำโครงงาน 33
งสารบัญ (ต่อ)เรื่อง หน้าบทที่ 4 ผลการดำเนินการ4.1 แนวคิดการแสดงการสร้างสรรค์ 374.2 รูปแบบการแสดง 374.3 การคัดเลือกนักแสดง 374.4 อุปกรณ์ประกอบการแสดง 384.5 เครื่องแต่งกาย 444.6 เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง 604.7 รูปแบบการแปรแถว 724.8 กระบวนการท่ารำ 76บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอนะ5.1 สรุปผลการศึกษา 975.2 อภิปรายผล 985.3 ข้อเสนอแนะ 99บรรณานุกรม 100ภาคผนวก 101
จสารบัญภาพภาพที่ หน้าภาพที่ 2.1 นายสมเกียรติ ชาวโพหลวง ชาวไทพวนบ้านโพธิ์ศรี จังหวัดสุพรรณบุรี 8ภาพที่ 2.2 เครื่องอัฐบริขารและเครื่องกองบวช 10ภาพที่ 2.3 การปลงผมนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 11ภาพที่ 2.4 การอาบน้ำนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 11ภาพที่ 2.5การขอขมาลาบวชต่อบิดา มารดา อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 12ภาพที่ 2.6เริ่มพิธีสู่ขวัญนาคและทำขวัญนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี13ภาพที่ 2.7การแห่นาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 14ภาพที่ 2.8การวันทาเสมาอำเภอบางปลาม้าจังหวัดสุพรรณบุรี 15ภาพที่ 2.9 การรับผ้าไตรจากบิดา มารดา อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 16ภาพที่ 2.10 นาครับผ้าไตรเพื่อนำไปนุ่งห่มหลังอุโบสถ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี17ภาพที่ 2.11 การนุ่งห่มสบง จีวร อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 17ภาพที่ 2.12การอุปสมบทพระใหม่ ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 18ภาพที่ 2.13 บรรยากาศพิธีบวชนาคของชาวไทพวนในอดีต อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี20ภาพที่ 2.14 บรรยากาศการบวชนาคของชาวไทพวนในปัจจุบัน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี21ภาพที่ 2.15 บทแหล่นาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 22ภาพที่ 2.16 เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแหล่นาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี23ภาพที่ 2.17 เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแห่นาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี23
ฉสารบัญภาพ (ต่อ)ภาพที่ หน้าภาพที่ 4.1 บาตร 39ภาพที่ 4.2 ตาลปัตร 39ภาพที่ 4.3 บายศรีทำขวัญนาค 40ภาพที่ 4.4 ผ้าไตร 40ภาพที่ 4.6 เครื่องสังฆทาน 41ภาพที่ 4.7 กระบุง 42ภาพที่ 4.8 สัปทน 42ภาพที่ 4.9 หมอนแห่นาค 43ภาพที่ 4.10 เหรีญโปรยทาน 43ภาพที่ 4.11 ม้าประดิษฐ์ที่ใช้ในการแห่นาค 44ภาพที่ 4.12เสื้อม่อฮ่อมสีม่วง ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นบิดา 45ภาพที่ 4.13ผ้าคาดเอวสีแดง ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นบิดา 45ภาพที่ 4.14กางเกงแสล็คสีดำ ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นบิดา 46ภาพที่ 4.15 รองเท้าหนังสีดำ ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นบิดา 46ภาพที่ 4.16สร้อยพระใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นบิดา 47ภาพที่ 4.17 เสื้อป้าวใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นมารดา 47ภาพที่ 4.18ผ้าซิ่นลายมัดหมี่ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นมารดา 48ภาพที่ 4.19รองเท้าคัชชูไม่มีส้น ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นมารดา 48ภาพที่ 4.20กำไลข้อมือเงินดุนลายใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นมารดา 49ภาพที่ 4.21สร้อยคอเงินดุนลายใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นมารดา 49ภาพที่ 4.22ต่างหูเงินดุนลายใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นมารดา 50ภาพที่ 4.23เข็มขัดเงินดุนลายใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นมารดา 50
ชสารบัญภาพ (ต่อ)ภาพที่ หน้าภาพที่ 4.24 เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นหมอทำขวัญนาค 51ภาพที่ 4.25กางเกงขายาวสีขาว ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นหมอทำขวัญนาค 51ภาพที่ 4.28 เสื้อครุยนาคใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นนาค 53ภาพที่ 4.29 ผ้าสบงสีขาว ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นนาค 53ภาพที่ 4.30 รัดประคดใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นนาค 54ภาพที่ 4.31 สร้อยพระ ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นนาค 54ภาพที่ 4.32 แว่นตาสีดำ ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นชาวบ้าน (ชาย) 55ภาพที่ 4.33 เสื้อแขนสั้นลายสก๊อตใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นชาวบ้าน (ชาย) 55ภาพที่ 4.36แว่นตาสีดำ ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นชาวบ้าน (หญิง) 57ภาพที่ 4.37 ที่คาดผม ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นชาวบ้าน (หญิง) 57ภาพที่ 4.38 พวงมาลัยดอกไม้คล้องคอใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นชาวบ้าน (หญิง) 58ภาพที่ 4.39 ต่างหูดอกไม้ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นชาวบ้าน (หญิง) 58ภาพที่ 4.40เสื้อแขนสั้นลายดอกใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นชาวบ้าน (หญิง) 59ภาพที่ 4.41 กระโปรงบอลลูน ใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นชาวบ้าน (หญิง) 59ภาพที่ 4.42เข็มขัดใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นชาวบ้าน (หญิง) 60ภาพที่ 4.43 รองเท้าส้นเตี้ยใช้สำหรับนักแสดงที่รับบทเป็นชาวบ้าน (หญิง) 60
ซสารบัญตารางตารางที่ หน้าตารางที่ 3.1 ตารางแสดงระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 31ตารางที่ 3.2 ตารางแสดงงบประมาณการจัดทำโครงงาน 32ตารางที่ 4.3เครื่องดนตรีปี่พาทย์เครื่องคู่ประกอบการแสดงสร้างสรรค์ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ 60ตารางที่4.4 เครื่องดนตรีปี่พาทย์เครื่องคู่ประกอบการแสดงสร้างสรรค์ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์(ต่อ) 61ตารางที่4.5 เครื่องดนตรีปี่พาทย์เครื่องคู่ประกอบการแสดงสร้างสรรค์ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์(ต่อ) 62ตารางที่4.6 เครื่องดนตรีปี่พาทย์เครื่องคู่ประกอบการแสดงสร้างสรรค์ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์(ต่อ) 63ตารางที่4.7 เครื่องดนตรีปี่พาทย์เครื่องคู่ประกอบการแสดงสร้างสรรค์ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์(ต่อ) 64ตารางที่4.8 เครื่องดนตรีปี่พาทย์เครื่องคู่ประกอบการแสดงสร้างสรรค์ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์(ต่อ) 65ตารางที่ 4.9เครื่องดนตรีสากลประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ 65ตารางที่ 4.10เครื่องดนตรีสากลประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์(ต่อ) 66ตารางที่ 4.11เครื่องดนตรีสากลประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์(ต่อ) 67ตารางที่ 4.12เครื่องดนตรีสากลประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์(ต่อ) 68ตารางที่ 4.13 เครื่องดนตรีสากลประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์(ต่อ) 69ตารางที่ 4.14 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 1 แหล่นาค 76ตารางที่ 4.15 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 2 เชิญชวน 77ตารางที่ 4.16 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 2 เชิญชวน (ต่อ) 78ตารางที่ 4.17 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 2 เชิญชวน (ต่อ) 79ตารางที่ 4.18 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 2 เชิญชวน (ต่อ) 80ตารางที่ 4.19ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 2 เชิญชวน (ต่อ) 81ตารางที่ 4.20 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 2 เชิญชวน (ต่อ) 82ตารางที่ 4.21 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 2 เชิญชวน (ต่อ) 83ตารางที่ 4.22 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 2 เชิญชวน (ต่อ) 84
ฌสารบัญตาราง (ต่อ)ตารางที่ หน้าตารางที่ 4.23 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค 85ตารางที่ 4.24 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 86ตารางที่ 4.25 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 87ตารางที่ 4.26 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 88ตารางที่ 4.27 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 89ตารางที่ 4.28 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 90ตารางที่ 4.29 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 91ตารางที่ 4.30 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 92ตารางที่ 4.31 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 93ตารางที่ 4.32 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 94ตารางที่ 4.33 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 95ตารางที่ 4.34 ตารางกระบวนท่ารำช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค (ต่อ) 96
1บทที่ 1บทนำ1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของโครงงานจังหวัดสุพรรณบุรีมีประเพณีและวัฒนธรรมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นแบบแผน แสดงให้เห็นถึงธรรมเนียม จารีต ประเพณีที่มีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญงอกงามทางวัฒนธรรม เนื่องจากจังหวัดสุพรรณบุรีมีแม่น้ำท่าจีนไหลผ่าน จึงเป็นเส้นทางของคมนาคมทำให้มีผู้คนต่างเชื้อชาติอพยพเข้ามา ทำให้จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการคมนาคมได้อย่างดี และทำให้ง่ายต่อการค้าขาย จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานหลายเชื้อชาติเช่น ชาวกระเหรี่ยง ชาวไทยเชื่อสายจีน ชาวมอญ ชาวลาวครั่ง ชาวลาวเวียง ชาวลาวพวน ชาวไทยทรงดำ และชาวไทพวน ชาวไทพวนอพยพเข้ามาตั้งรกรากในสุพรรณบุรีในสมัยต้นรัตนโกสินทร์โดยสาเหตุการอพยพมาจากการโดนกวาดต้อนและเข้ามาเองด้วยความสมัครใจ ชาวไทพวนเดิมตั้งชื่ออาณาจักรของตนเองว่า “พวน” ที่เมือง “เชียงขวาง” เมื่อครั้งที่ชาวพวนถูกกวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทย เพื่อมาหาแหล่งที่อยู่ใหม่ตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีจนถึงในสมัยรัตนโกสินทร์(อภิรัชศักดิ์ รชนีวงศ์ , 2551) ปัจจุบันนี้ชาวไทพวนแม้จะผสมกลมกลืนวัฒนธรรมไทยไปมากแล้ว หากแต่ยังคงเอกลักษณ์วัฒนธรรม ชาวไทพวนบางอย่างในประเพณีต่าง ๆ อาทิเช่น ประเพณีกำฟ้า ที่ชาวไทพวนทำเพื่อสักการะเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเพณีลงช่วง ที่ชาวไทยพวนนิยมทำกันเพื่อให้หนุ่มสาวออกมาพูดคุยกันเพื่อเกี้ยวพาราสีกัน ประเพณีห่อข้าวยามดิน ที่ชาวไทพวนทำเพื่อเป็นการทำทานให้แก่สัมภเวสีและประเพณีการบวชนาคของชาวไทพวน ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างช้านานประเพณีการบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน นิยมจัดขึ้นเมื่อผู้ชายในชุมชนมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จะมีการบวชเพื่อทดแทน คุณบิดามารดา ก่อนที่จะบวชนั้นจะให้ผู้ที่จะบวชเข้าวัดเพื่อหัดท่องขานนาค ประมาน 7 วัน ในช่วงเช้าของวันถัดมาจะเป็นพิธีปลงผมนาคโดยในช่วงเที่ยงจะใช้แตรวงมหโหรีหรือวงหมอลำแห่นาคกลับบ้าน หลังจากนั้นจะเป็นการอาบน้ำทำขวัญนาค หมอทำขวัญนาคจะนุ่งขาวห่มขาวแบบพราหมณ์ มีบายศรีที่ทำกันเอง หรือบายศรีสำเร็จรูป (คือบายศรีที่ทำไว้ให้ยืมกัน) 5 ชั้น เมื่อเวลาทำขวัญนาค นาคก็จะแต่งชุดขาวสวมเสื้อนาคคลุมสีขาว นั่งพนมมือฟังหมอทำขวัญไปตลอดจนถึงเวลาเวียนเทียน การเวียนเทียนเป็นตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ และกินเลี้ยงในช่วงเย็น วันที่สองจะเป็นพิธีอุปสมบท (สมเกียรติ ชาวโพหลวง , สัมภาษณ์ วันที่14 สิงหาคม 2566) ซึ่งจุดเด่นในพิธีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีนี้อยู่ที่การแห่นาคก่อนเข้าอุโบสถ จะมีการประดิษฐ์ม้าจำลองแทนการใช้ม้าจริงเพื่อให้นาคขี่ เป็นการระลึก
2ถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะที่ทรงออกผนวช โดยขี่ม้าที่ชื่อว่า “ม้ากัณฐกะ” เดินทางออกจากวังเพื่อแสวงหาหนทางแห่งการดับทุกข์อีกทั้งเป็นการทดสอบจิตใจของนาคว่ามีความอดทนพร้อมที่จะบวชเป็นพระหรือไม่ เนื่องจากการขี่ม้าจำลองนั้นจะมีคนแบกม้า และขย่มไปตามจังหวะของดนตรีขณะแห่วนรอบอุโบสถ ระหว่างนี้นาคจะต้องหว่านข้าวตอกดอกไม้พร้อมเงินไประหว่างทางด้วยจึงถือได้ว่าประเพณีบวชนาค เป็นประเพณีสำคัญของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างพระพุทธศาสนาและวิถีชีวิตของคนในชุมชน จากข้อมูลข้างต้น คณะผู้จัดทำโครงงานมีความสนใจในประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีเนื่องจากเป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างช้านานมีความโดดเด่นในเรื่องของการแหล่นาคที่ใช้ภาษาไทพวนในการแหล่ เพื่อสอนให้นาครำลึกถึงพระคุณของบิดามารดาที่ได้ให้กำเนิดมา และในเรื่องของการขี่ม้าจำลองขณะแห่นาคเข้าอุโบสถ ในขณะที่แห่นาคก็จะมีดนตรีบรรเลงขึ้นเพื่อความสนุกสนาน คณะผู้ศึกษาจึงได้จัดทำโครงงาน โดยสร้างสรรค์ การแสดง ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณี การบวชนาค อีกทั้งยังเป็นการเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาและเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีอีกด้วย1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน1.2.1 เพื่อศึกษาประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี1.2.2 เพื่อสร้างสรรค์การแสดง ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์1.3 ขอบเขตของโครงงาน1.3.1 ขอบเขตด้านเนื้อหาศึกษาประเพณีการบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 1.3.2 ขอบเขตของกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครั้งนี้ คือ ผู้นำชุมชนและชาวไทพวนที่อาศัยในชุมชน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี1.3.3 ขอบเขตด้านสถานที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 1.3.4 ขอบเขตด้านระยะเวลาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่อง ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์คณะผู้ศึกษาได้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ ปีการศึกษา 2566
31.4 วิธีการดำเนินงานในการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการศึกษาภาคสนาม โดยมีวิธีการดำเนินงาน ดังนี้1.4.1 เก็บรวบรวมข้อมูล1) ศึกษาค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต และ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี2) การสัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลจาก ผู้นำชุมชน ผู้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชน พระสงฆ์1.4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา1) แบบสัมภาษณ์ มุ่งประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหา ประวัติประเพณีบวชนาคของชาวไทพวนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 1.4.3 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนาโดยประมวลข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ และการวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสร้างสรรค์ของคณะผู้ศึกษา โดยเสนอเป็นขั้นตอน ดังนี้บทที่ 1 บทนำ1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1.3 ขอบเขตของโครงงาน 1.4 วิธีการดำเนินงาน 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับบทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง2.1 ประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์ไทพวน อำเภอบางปลาม้า ในจังหวัดสุพรรณบุรี2.2 ประวัติความเป็นมาของประเพณีบวชนาค อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี2.3 หลักการสร้างสรรค์การแสดง2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 วิธีการดำเนินการ 3.1 ขอบเขตของโครงงาน 3.2 วิธีการดำเนินการทำโครงงาน บทที่ 4 ผลการดำเนินการ
4 4.1 แนวคิดการแสดงการสร้างสรรค์ 4.2 รูปแบบการแสดง4.3 การคัดเลือกนักแสดง4.4 อุปกรณ์ประกอบการแสดง4.5 เครื่องแต่งกาย4.6 เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง4.7 รูปแบบการแปรแถว4.8 กระบวนท่ารำ บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการศึกษา 5.2 อภิปรายผล 5.3 ข้อเสนอแนะ1.5 นิยามศัพท์เฉพาะการแสดงสร้างสรรค์ หมายถึงการคิดค้นท่ารำ และการแสดงสร้างสรรค์ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ความเชื่อ และค่านิยมม้าแห่ หมายถึง ม้าที่นำมาประกอบการแห่รอบโบสถ์ ทั้งม้าจริง และม้าที่ประดิษฐ์ขึ้นแหล่ หมายถึง การสั่งสอนนาคให้รู้จักบุญคุณพ่อแม่ และการขอขมาลาบวชโบสถ์ หมายถึง สถานที่ที่ไว้ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ หมายถึง การใช้ม้าจำลองในการแห่นาคเข้าโบสถ์ของชาวไทพวน1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ1.5.1 ได้ความรู้เรื่องประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี1.5.2 ได้การแสดงสร้างสรรค์ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์1.5.3 ได้อนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมของไทย
5บทที่ 2เอกสารที่เกี่ยวข้องในการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรถนะวิชาชีพในครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องการสร้างสรรค์งาน แนวคิดทางวัฒนธรรมรวมถึงประวัติความเป็นมาของประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี โดยนำเสนอตามหัวข้อดังนี้2.1 ประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์ไทพวน อำเภอบางปลาม้า ในจังหวัดสุพรรณบุรี2.2 ประวัติความเป็นมาของประเพณีบวชนาค อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี2.3 หลักการสร้างสรรค์การแสดง2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง2.1 ประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์ไทพวนในจังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดสุพรรณบุรี มีคำขวัญว่า “สุพรรณบุรี เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง” โดยมีคำว่า“รุ่งเรืองเกษรตกรรม” เป็นคำขวัญประจำจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งแสดงให้เห็นถึงตัวตนของจังหวัด ในฐานะเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำในพื้นที่ของภาคกลาง เมืองสุพรรณบุรีที่สร้างขึ้นในสมัยอู่ทองนั้นตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือแม่น้ำท่าจีน ยังมีคูและกำแพงเมืองปรากฏอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้แต่ตัวเมืองในปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลท่าพี่เลี้ยงทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ สันนิฐานว่าคงย้ายมาเมื่อสมัยรัตนโกสินทร์จากการศึกษาพบว่ากลุ่มคนชาติพันธุ์ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่มีบางส่วนที่อพยพมาโดยความตั้งใจเพื่อมาหาแหล่งที่อยู่ใหม่ที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าที่อยู่เดิมชาติพันธุ์ คือ กลุ่มชนที่เข้ามาอยู่ร่วมกันในประเทศ มีอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกันและมีความรู้สึกผูกพันในเรื่องของภาษา วัฒนธรรม จารีตและประเพณี หรือกลุ่มคนที่มีเชื้อสายมาจากที่เดียวกัน เช่น ลาวเวียง ลาวครั่ง ลาวโซ่ง ลาวแง้ว และลาวพวน นอกจากนี้ยังสามารถนำบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มได้โดยการแต่งงานหรือประเพณีพิธีกรรมอื่นๆตามที่สังคมนั้นกำหนด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันมักจะมีความรู้สึกนึกคิดที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ และสืบทอดทางวัฒนธรรม ทำให้สิ่งนี้เป็นการเสริมสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่มชนชาติพันธุ์กลุ่มชาติพันธุ์ไทพวนในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ โดยพบว่า มีการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาเพราะศึกสงครามแบบหนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือถูกกองทัพไทยกวาดต้อนมาเพราะเมืองพวนแพ้สงครามซึ่งมีไทยเป็นคู่กรณี หรือบางกลุ่มย้ายถิ่นฐานด้วยความสมัครใจเพื่อหาแหล่งทำกินที่สมบูรณ์ การย้ายถิ่นฐานของชาวไทพวนเริ่มต้นตั้งแต่
6สมัยกรุงธนบุรีเรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเก้าเจ้าอยู่หัว แต่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดจะเข้ามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทร์คิดแข็งขืนต่อประเทศไทยยกทัพไปปราบปราม และชักชวนให้ชาวไทพวนจากเชียงขวางและลาวเวียงจากเวียงจันท์ให้มากับกองทัพไทย เจ้าอนุวงศ์ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหาวีรกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรล้านช้างและประเทศลาว เนื่องจากเป็นพระมหากษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชชาติลาวจากการเป็นประเทศราชอาณาจักรสยามพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ประทานเมืองจำปาสักให้เจ้าราชบุตรโย้ ราชโอรสของเจ้าอนุวงศ์ปกครอง ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อมา เจ้าอนุวงศ์เห็นว่าเป็นช่วงเปลี่ยนแผ่นดินจึงคิดแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับไทยอีกต่อไป จึงระดมกำลังรวมกับเจ้าราชบุตรโย้ซึ่งครองจำปาสักยกทัพมาตีสยามทางด้านภาคอีสานของไทยในปัจจุบัน พร้อมทั้งแสวงหาพันธมิตรจากหลวงพระบางและหัวเมืองล้านนาแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง เนื่องจากหัวเมืองดังกล่าวฝักใฝ่กับฝ่ายไทยมากกว่า เมื่อกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ยกทัพมาถึงเมืองนครราชสีมาเห็นจะทำการไม่สำเร็จจึงตัดสินใจเผาเมืองนครราชสีมาทิ้งและกวาดต้อนเชลยตามรายทางกลับไปเวียงจันทน์ ระหว่างทางเชลยที่ถูกกวาดต้อนก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้กองทัพลาวที่ทุ่งสำริดจนเสียกำลังทหารลาวส่วนหนึ่งด้วย ด้านฝ่ายไทยซึ่งทราบข่าวค่อนข้างช้าก็ได้ส่งกองทัพภายใต้การนำของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์และเจ้าพระยาบดินทรเดช ขึ้นมาปราบปราม กองทัพเจ้าอนุวงศ์สู้ไม่ได้จึงแตกพ่าย ตัวเจ้าอนุวงศ์และราชวงศ์เชื้อสายก็ต้องหนีภัยไปพึ่งจักรวรรดิเวียดนาม ฝ่ายสยามจึงยึดกรุงเวียงจันทน์ไว้โดยยังมิได้ทำลายเมืองลงแต่อย่างใด และได้แต่งตั้งกองทหารจำนวนหนึ่งรักษาเมืองไว้เท่านั้น ในปี พ.ศ. 2371 เจ้าอนุวงศ์ได้กลับมายังกรุงเวียงจันทน์โดยมากับขบวนราชทูตเวียดนามพามาเพื่อ ขอสวามิภักดิ์สยามอีกครั้ง แต่พอสบโอกาสเจ้าอนุวงศ์จึงนำทหารของตนฆ่าทหารไทยที่รักษาเมืองจนเกือบทั้งหมดและยึดกรุงเวียงจันทน์คืน กองทัพสยามจึงถอนกำลังเพื่อรวบรวมกำลังพล และยกทัพมาปราบปรามเจ้าอนุวงศ์อีกครั้ง ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์เมื่อสู้กองทัพไทยไม่ได้จึงไปหลบภัยที่เมืองพวน (แขวงเชียงขวางในปัจจุบัน)แต่เจ้าน้อยเมืองพวนกลับจับตัวเจ้าอนุวงศ์และพระราชวงศ์ที่เหลืออยู่ส่งลงมากรุงเทพ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธเจ้าอนุวงศ์มากจึงทรงให้คุมขังเจ้าอนุวงศ์ประจานกลางพระนคร จนสิ้นพระชนม์(บ้านจอมยุทธ , 2543)ประวัติศาสตร์ของชาวพวนในประเทศไทยมีการอพยพหลายระลอกที่สะท้อนว่า ชาวไทพวน ที่อพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งรากฐานในประเทศไทยนั้นมาจากแขวงเมืองเชียงขวาง เมืองพวน เมืองหัวพัน และเมืองซำเหนือซำใต้ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นที่สังเกตได้ว่า ชาวไทพวนจะสร้างบ้านเรือนแน่นหนาบริเวณคลองโดยไม่ได้รวมกันเป็นกลุ่ม เนื่องจากในอดีตการกวาดต้อน
7ผู้คนในฐานะเชลยสงครามเลยมีการกระจายให้ผู้คนไปอยู่อาศัยตามหมู่บ้านต่างๆเพื่อป้องกันการรวมกัน อันเป็นเหตุแห่งการกระด่างกระเดื่องทางการปกครอง (อภิรัชศักดิ์ รชนีวงศ์, 2551)ในระยะแรกเมื่อชาวไทพวนอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยจะอยู่บริเวณภาคกลางได้แก่สระบุรีลพบุรีปราจีนบุรีสุพรรณบุรีโดยชาวไทพวนในจังหวัดสุพรรณบุรีส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในอำเภออู่ทอง และ อำเภอบางปลาม้า ส่วนถิ่นฐานของชุมชนชาวไทพวนจะบอกเล่าประเพณี และภาษาพวนอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่งาน บวชนาค และกำเกียงกำฟ้าที่สะท้อนถึงวิถีความเชื่อของคนไทพวน นอกจากนั้นชาวพวน มีนิสัยรักความสงบ มีความโอบอ้อมอารีเป็นชาวพุทธที่ยึดมั่น ในศาสนา รักอิสระ มีความขยันขันแข็งในการการประกอบอาชีพ มีความผูกพันในระบบเครือญาติเคารพผู้อาวุโส เป็นชาติพันธุ์ที่มีการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม และมีเอกลักษณ์ของตนเองมานานไม่ว่าจะเป็นคำสอน นิทาน วรรณคดีความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรม ศิลปกรรม และภูมิปัญญาต่างๆ จึงถือได้ว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีทุนทางสังคมที่ควรไว้แก่การฟื้นฟูอนุรักษ์ต่อไป (เกศรี วิวัฒนปฐพ 2565, หน้า. 65)ชาวไทพวนมีวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณืที่โดดเด่น โดยเฉพาะด้านภาษาพวนที่ยังคงใช้ในการสื่อสารกันในชุมชนควบคู่ไปกับการใช้ภาษาไทย ด้านอาหารนิยมใช้ปลาร้า และนำมาเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารหลายประเภท ด้านการแต่งกาย นิยมแต่งกายด้วยผ้าหม้อห้อม และผ้าซิ่นในปัจจุบันในบางพื้นที่มีการประยุกต์เสื้อผ้าให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ชาวไทพวนหลายพื้นที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ทั้งยังร่วมมือกันกับหลายภาคส่วนในการประยุกต์หัตถกรรมท้องถิ่นให้มีความทันสมัยมากขึ้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และประเพณีให้คงอยู่สืบต่อไป (บังอร ปิยะพันธ์, 2529)จากการศึกษาข้อมูลสรุปได้ว่า ชาวไทพวนอพยพเข้ามาในประเทศไทยในสมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีด้วยกัน 2 สาเหตุ 1.จากการทำมาหากิน 2.จากการทำสงคราม โดยในปัจจุบันชาวไทพวนในภาคกลางได้อาศัยอยู่ในจังหวัด สระบุรี ลพบุรี ปราจีนบุรี และสุพรรณบุรีโดยจังหวัสุพรรณบุรีชาวไทพวนส่วนใหญ่นิยมอาศัยอยู่ในอำเภออู่ทอง และ อำเภอบางปลาม้า ซึ่งชาวไทพวนในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้น ยังคงรักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมและประเพณีของชาวไทพวนไว้คงเดิม แม้อาจจะมีเปลี่ยนไปบ้างตามยุคตามสมัยแต่ก็ยังคงมีประเพณีสำคัญต่างๆให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน2.2 ประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ มีพญานาคผู้หนึ่งได้แปลงร่างเป็นมนุษย์เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุ อยู่มาวันหนึ่งได้เผลอนอนหลับ ร่างจึงกลับกลายเป็นพญานาคดั่งเดิม ภิกษุอื่นไปพบเข้าก็เกิดความเกรงกลัว เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเรียกมาตรัสถาม ได้ความว่าเพราะเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงปลอมตัวมาบวช พระพุทธองค์ทรงดำริว่าสัตว์ดิรัจฉานไม่อยู่ในฐานะควรจะบวช จึงโปรดให้ลงเพศบรรพชิตกลับไปเป็นนาคดั่งเดิม แต่ภิกษุนั้น
8มีความอาลัย จึงขอฝากชื่อนาคไว้ในพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงมีคำเรียกขานคนที่ต้องการจะบวช ว่า \"นาค\" สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้(อาทิตย์ จันสุภาเสน , 2554 ) โดยคุณคุณสมเกียรติ ชาวโพหลวงได้ให้สัมภาษณ์ว่า การใช้ม้าในการแห่นาคเป็นการอ้างอิงจากพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าได้ขี่ม้า “กัณฑกะ” ออกมาผนวชเพื่อแสวงหาหนทางแห่งการดับทุกข์และได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือมีความเชื่อว่าการที่เพื่อนของนาคนอนราบลงที่พื้นเพื่อรับนาคออกจากโบสถ์นั้น จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดที่หลังได้ หรืออีกความเชื่อว่าเป็นการอิงจากพระพุทศาสนาที่พระพุทธเจ้าได้ประสูติและมีใบบัวมารองรับเท้าเอาไว้ไม่ให้เท้าแตะพื้น ส่วนในเรื่องประเพณีบวชนาค ก็จะมีการสู่ขวัญหรือเรียกขวัญ นิยมบวชนาคพร้อมกันหลายๆคน เพราะว่าในการจัดงานเเต่ละครั้งก็จะใช้ค่าใช้จ่ายเยอะ จึงนิยมบวชพร้อมกันหลายๆคน เมื่อนาคบวชเป็นพระเเล้ว ในการเลือกวันที่จะสึกต้องดูฤกษ์ เชื่อกันว่าช่วงเดือน 3 นั้นจะสึกไม่ได้ และเชื่อกันว่าถ้าจะสึกเเล้วมีคนตายจะต้องไปสึกที่อื่น เพื่อเป็นการแก้เคล็ด (นายสมเกียรติ ชาวโพหลวง, สัมภาษณ์ วันที่ 14 สิงหาคม 2566)ภาพที่ 2.1 นายสมเกียรติ ชาวโพหลวง ชาวไทพวนบ้านโพธิ์ศรี จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : คณะผู้ศึกษา, 2566
9ชาวไทพวนแม้จะผสมกลมกลืนวัฒนธรรมไทยไปมากแล้ว หากแต่ยังคงเอกลักษณ์วัฒนธรรมพวนบางอย่างในประเพณีต่างๆ เช่น การบวชนาคหรือการอุปสมบท โดยประเพณีการบวชนาค เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน เมื่อผู้ชายมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จะบวชเพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ที่ได้เลี้ยงดูมา สมัยก่อนเมื่อจะบวชผู้ที่จะบวชต้องเข้าวัดก่อน ประมาณ 7 วัน เพื่อหัดท่องขานนาคให้คล่องก่อนบวช (พงษ์ พันธุ์ศิริ, 2557) ในวันบวชพระอุปัชฌาย์ต้องตรวจดูว่ามีเครื่องอัฐบริขาครบตามพระวินัย และจัดเตรียมชุดเครื่องบวชให้เรียบร้อยเมื่อมีการบวชนาค พ่อแม่หรือว่าญาติพี่น้อง คณะเจ้าภาพจะไหว้วานญาติสนิทหรือว่าเพื่องฝูงให้ไปเรียนเชิญญาติพี่น้อง สมัยก่อนยังไม่มีการพิมพ์บัตรเชิญ จึงต้องเดินทางไปบอกกล่าวด้วยตนเอง ภาษาไทพวนเรียนกว่า “ไปเฮี้ยพี่น้อง” คือ การไปเชิญพี่น้องมาร่วมบุญร่วมกุศลในการบวชลูกชาย เมื่อใกล้วันสุกดิบจะมีการจัดเตรียมข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ เช่น เครื่องกองบวช เครื่องอัฐบริขาร เครื่องครัวที่จำเป็น เครื่องบายศรี และมีการพาขวัญที่จะต้องเข้าพิธีสู่ขวัญนาค เรียกว่าสู่ขวัญนาคแบบไทพวน ในวันสุกดิบญาติพี่น้อง จะมาช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ เครื่องอัฐบริขาร หรือการจัดกองบวช จัดเตรียมบายศรีที่ทำไว้เพื่อเตรียมสู่ขวัญ สำหรับทางด้านแม่ครัว หรือผู้ที่ถนัดทางด้านการทำอาหาร จะไปช่วยในการเตรียมวัตถุดิบ หรือว่าสิ่งต่างๆ ที่จะใช้ในการปรุงอาหารสำหรับเลี้ยงญาติพี่น้อง และผู้มาร่วมงานบุญ (รชพรรณ ฆารพันธ์, 2564)ในอดีตชายไทยที่จะบวชนั้นส่วนใหญ่จะบวชในช่วงเข้าพรรษาและอยู่จำพรรษา ระยะเวลา 3 เดือนแต่ปัจจุบันเนื่องจากว่าภารกิจการทำงาน ภาวะเศรษฐกิจ หรือว่าภารกิจต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย บางคนจึงบวชแค่ 3 วัน 7 วัน 15 วัน หรือ 1 เดือน ตามความสะดวกหรือเท่าที่สามารถลางานมาได้การจัดงานบวชหรืองานอุปสมบทที่ใช้บริเวณบ้านเป็นสถานที่จัดงานบวช เพราะมีความสะดวก ด้านพื้นที่ การเดินทาง และการจัดเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ (รชพรรณ ฆารพันธ์, 2564)2.2.1 ลำดับขั้นตอนประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้าจังหวัดสุพรรณบุรีการจัดงานบวชมีขั้นตอนและพิธีการหลายอย่างตั้งแต่การเตรียมตัว จนถึงการบวชพระซึ่งจะต้องทำให้ถูกต้องตามลำดับขั้นตอน จากการศึกษาประเพณีการบวชนาคของชาวไทพวนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วย 9 ขั้นตอน ดังนี้1) เตรียมเครื่องอัฐบริขารและเครื่องกองบวชในการบวชต้องจัดเตรียมเครื่องอัฐบริขารให้พร้อมเพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่สำคัญสำหรับพระภิกษุกต้องมีไว้ใช้เครื่องอัฐบริขารและเครื่องกองบวช ได้แก่ ไตรครอง (สบง จีวร อังสะ สังฆาฏิ รัดอก รัดประคด ผ้ากราบ) ไตรอาศัย (ผ้าอาบน้ำ สบง จีวร อังสะ) ไตรถวายอุปัชฌาย์- คู่สวด (แล้วแต่ถวาย) ต้นเทียนพร้อมกรวย อุปัชฌาย์-คู่สวด บาตร ถลกบาตรครบชุด (มีดโกน หินรับมีด หม้อกรองน้ำ เข็มด้าย) ตาลปัตร ขาตั้งตาลปัตร ถุงย่าม เสื้อคลุมนาค ผ้านุ่งนาค (สบงขาว) อังสะ/สไบขาว เสื่อ หมอนหนุน ที่นอนพระ ผ้าห่มนอน ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ร่ม รองเท้า ปิ่นโต สัปทน พานแว่นฟ้าพร้อมดอกไม้
10ครอบไตร อาสนะ เทียนแพ/แพขมา ชุดโกนผม(พานกรรไกร ใบมีดโกร ขมิ้น)เหรียญโปรยทาน เครื่องสังฆทาน-ชุดไทยธรรมภาพที่2.2 เครื่องอัฐบริขารและเครื่องกองบวชที่มา : รชพรรณ ฆารพันธ์ , 25642) เรียนเชิญญาติพี่น้องด้วยการ์ดเชิญหรือบอกกล่าวด้วยตนเองเพื่อเป็นการเชิญแขกมาร่วมแสดงความยินดี โดยใช้การ์ดเชิญหรือจะเป็นการบอกกล่าวด้วยตนเองก็ได้ เพื่อให้แขกได้ทราบกำหนดการบวช 3) ปลงผมนาคและอาบน้ำนาคขั้นตอนการปลงผมนาคจะเริ่มโดยการให้บิดา มารดา และญาติผู้ใหญ่หรือผู้ที่มาร่วมงานบุญทำการขลิบผมให้นาคเป็นปฐมฤกษ์ จากนั้นพระสงฆ์จะทำการโกนผมนาคตามประเพณีกับประเพณีการบวช ผมนาคที่โกนแล้วจะห่อด้วยใบบัวแล้วนำไปลอยที่แม่น้ำหรือวางไว้ใต้ร่มโพธิ์ โดยเชื่อว่าจะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข โดยในขั้นตอนนี้มีอุปกรณ์ที่ใช้ได้แก่ พาน กรรไกร ใบมีดโกน ขมิ้น ขัน ผ้าขาวม้า
11ภาพที่ 2.3 การปลงผมนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : คณะผู้ศึกษา , 10 พฤศจิกายน 2566ภาพที่ 2.4 การอาบน้ำนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : คณะผู้ศึกษา , 10 พฤศจิกายน 2566
124) นาคจะกล่าวคำขอขมาลาบวชต่อบิดา และมารดาบิดา มารดา และญาติผู้นั่งลงบนเก้าอี้ นาคนั่งคุกเข่าลงข้างหน้าพนมมือตั้งนโม 3 จบตามด้วยคำขอขมาก่อนล้างมือล้างเท้าให้บิดา และมารดา โดยในขั้นตอนนี้มีอุปกรณ์ดังนี้พวงมาลัยดอกมะลิ ธูปเทียนแพ น้ำสะอาด-น้ำอบ ดอกมะลิสดภาพที่ 2.5การขอขมาลาบวชต่อบิดา มารดา อำเภอบางปลาม้าจังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : คณะผู้ศึกษา , 10 พฤศจิกายน 2566
135) เริ่มพิธีสู่ขวัญนาคและทำขวัญนาคนาคนั่งหน้าบายศรี หมอทำขวัญนาคจะทำการอ่านคำทำขวัญนาค มีเนื้อความอธิบายถึงชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เริ่มเป็นตัวจนเติบใหญ่ โดยในขั้นนี้มีอุปกรณ์ ดังนี้ บายศรี เครื่องอัฐบริขาร ภาพที่ 2.6เริ่มพิธีสู่ขวัญนาคและทำขวัญนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มา : รชพรรณ ฆารพันธ์, 2564
146) การแห่นาคจากบ้านไปวัดและ แห่นาควนรอบอุโบสถมีการตั้งขบวนแห่นาคไปยังอุโบสถ เวียนรอบอุโบสถ 3 รอบ พร้อมด้วยเครื่องอัฐบริขารที่ใช้ในการบวชและของที่จะถวายพระ โดยขั้นตอนนี้มีอุปกรณ์ ดังนี้ เครื่องอัฐบริขาร เครื่องกองบวช และม้าที่ใช้ในการแห่ภาพที่ 2.7การแห่นาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : คณะผู้ศึกษา , 10 พฤศจิกายน 2566
157) การทำพิธีวันทาเสมานาคจะจุดธูปเทียนที่เสมาหน้าอุโบสถแล้วนั่งขุกเข่าพนมมือกล่าวคำวันทาเสมาและกราบ ปักดอกไม้ธูปเทียน ณ ที่จัดเตรียมไว้ เมื่อวันทาเสมาเสร็จแล้วนำนาคมาที่หน้าอุโบสถนาคทำการโปรยทานเสร็จแล้วจึงจูงมือนาคเขาบวช ในขั้นตอนนี้มีอุปกรณ์ดังนี้ ดอกไม้ ธูปเทียน เหรียญโปรยทานภาพที่ 2.8การวันทาเสมาอำเภอบางปลาม้าจังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : รชพรรณ ฆารพันธ์, 2561
168) พิธีบรรพชาอุปสมบทเมื่อถึงกำหนดพระสงฆ์ที่ได้รับอาราธนาในพิธีบวชมี พระอุปัชฌาย์ พระคู่สวด และพระอันดับจะเข้าอุโบสถนั่งตามที่คณะสงฆ์กำหนดเริ่มพิธีโดยบิดา มารดา หรือญาติผู้ใหญ่เข้ามานั่งข้างหน้านาคเพื่อมอบผ้าไตรให้นาคเข้าทำพิธีบวช เมื่อพระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์เสร็จแล้วเจ้าภาพถวายของพระอันดับ พระใหม่ถวายพระอาจารย์และพระคู่สวด ต่อจากนั้นพระอุปัชฌาย์จะบอกให้พระใหม่มานั่งรับประเคนของบริวาลที่ด้านหน้า พระใหม่จะออกมานั่งพับเพียบอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ทอดผ้ากราบไว้ข้างหน้า ในขั้นตอนนี้มีอุปกรณ์ ดังนี้ เครื่องอัฐบริขารและเครื่องกองบวชภาพที่ 2.9 การรับผ้าไตรจากบิดา มารดา อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : เกียรติศักดิ์ สุวรรณมัจฉา , 2566
17ภาพที่ 2.10 นาครับผ้าไตรเพื่อนำไปนุ่งห่มหลังอุโบสถ อำเภอบางปลาม้าจังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : เกียรติศักดิ์ สุวรรณมัจฉา , 2561ภาพที่2.11 การนุ่งห่มสบง จีวร อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : เกียรติศักดิ์ สุวรรณมัจฉา , 2561
189) การกรวดน้ำพระใหม่และบิดา มารดา และญาติผู้ใหญ่ จะกรวดน้ำโดยใช้เต้ากรวดน้ำ เมื่อพระอุปัชฌาย์นั้นเริ่มบทสวดอนุโมธนา พระใหม่บิดา มารดา และญาติผู้ใหญ่ก็จะกรวดน้ำพร้อมกัน หลังจากกรวดน้ำเสร็จ นั่งพนมมือรับพรจากพระสงฆ์ เสร็จแล้วพระใหม่กราบ 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีบวช หลังจากนั้นพระพี่เลี้ยงจะนำพระใหม่ออกจากอุโบสถทางประตูหน้า พระใหม่ควรสะพายบาตรด้วยไหล่ขวา มือซ้ายถือตาลปัตร ในขั้นตอนนี้มีอุปกรณ์ ดังนี้ เต้ากรวดน้ำ บาตร ตาลปัตรภาพที่ 2.12การอุปสมบทพระใหม่ ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : เกียรติศักดิ์ สุวรรณมัจฉา , 2561 2.2.2 อุปกรณ์ที่ใช้ในประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีเครื่องอัฐบริขารเป็นอุปกรณ์การบวชนาคที่สำคัญต่อการอุปสมบทเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่พระภิกษุต้องใช้หลังจากการอุปสมบท โดยก่อนที่นาคจะได้รับการอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์จะต้องมีวัสดุอุปกรณ์มากมายก่อนที่จะได้รับการอุปสมบท โดยมีอุปกรณ์ ดังนี้ 1) เครื่องอัฐบริขารและเครื่องกองบวช ได้แก่ ไตรครอง (สบง จีวร อังสะ สังฆาฏิ รัดอก รัดประคด ผ้ากราบ) ไตรอาศัย (ผ้าอาบน้ำ สบง จีวร อังสะ) ไตรถวายอุปัชฌาย์ - คู่สวด ต้นเทียนพร้อมกรวย อุปัชฌาย์- คู่สวด บาตร ถลกบาตรครบชุด (มีดโกน หินรับมีด หม้อกรองน้ำ เข็มด้าย) ตาลปัตร ขาตั้งตาลปัตร ถุงย่าม เสื้อคลุมนาค ผ้านุ่งนาค (สบงขาว) อังสะ/สไบขาว เสื่อ หมอนหนุน ที่นอนพระ ผ้าห่มนอน ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ร่ม รองเท้า ปิ่นโต สัปทน พานแว่นฟ้าพร้อมดอกไม้ครอบไตร อาสนะ เทียนแพ/แพขมา ชุดโกนผม (พานกรรไกร ใบมีดโกร ขมิ้น)
191) เหรียญโปรยทาน เครื่องสังฆทาน - ชุดไทยธรรม2) พาน กรรไกร ใบมีดโกน ขมิ้น ขัน ผ้าขาวม้า3) พวงมาลัยดอกมะลิ ธูปเทียนแพ น้ำสะอาด - น้ำอบ ดอกมะลิสด4) บายศรี เครื่องอัฐบริขาร5) ม้าที่ใช้ในการแห่กระบวนการ และขั้นตอนในการประดิษฐ์ม้าแห่ ในการบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จะมีการใช้ม้าปลอมที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ในการแห่นาควนรอบอุโบสถ ม้าที่จะประดิษฐ์ขึ้นมาจะต้องมีความแข็งแรงพอเพื่อที่จะสามารถรองรับน้ำหนักของนาคได้ จึงได้มีอุปกรณ์และวิธีการประดิษฐ์ ม้าแห่ขึ้น ขั้นตอนการประดิษฐ์ม้าแห่มีขั้นตอน ดังนี้(1) การทำโครงร่างของตัวม้า ตัดไม้ไผ่ทั้งลำยาวประมาณ 4 เมตรจำนวนสองท่อน ใช้สำหรับเป็นคานหาม ตัดไม้ไผ่ทั้งลำยาวประมาณ 80 เซนติเมตรจำนวนสองท่อน (ใช้สำหรับยึดขาม้า) ตัดไม้ไผ่ทั้งลำยาวประมาณ 40 เซนติเมตรจำนวนสี่ท่อน (ใช้สำหรับทำขาม้า) ตัดไม้ไผ่ทั้งลำยาวประมาณ 50 เซนติเมตรจำนวนหนึ่งท่อน (ใช้สำหรับทำตัวม้า) ตัดไม้ไผ่ลำเล็กๆที่มีแขนงแยกออกมายาวประมาณ 80 เซนติเมตร(ใช้สำหรับทำคอม้า) ไม้ไผ่ผ่าซีกขนาดประมาณ 2 นิ้วยาวประมาณ 70 เซนติเมตร (ใช้สำหรับทำแผงคอของม้า)ไม้ไผ่ผ่าซีกขนาดประมาณ 2 นิ้วยาวประมาณ 30 เซนติเมตร (ใช้สำหรับทำหน้าส่วนจมูกม้า) ไม้ตอกยาวพอประมาณใช้สำหรับผูกยึดมัดลำตัวม้าและส่วนต่างๆ(2) การประกอบตัวม้า ใช้หญ้าแฝกหญ้าคาโดยการหุ้มโครงไม้ไผ่ทำให้แลดูเป็นส่วนของเนื้อม้าโดยให้เหมาะสมกับขนาดของตัวม้าและอาจใช้ใบตองแห้งมาเสริมในบางส่วนของตัวม้าทำให้แลดูเป็นม้าที่สมบูรณ์(3) การตกแต่งตัวม้า ใช้ผ้าห่มตัวม้าเดิมเป็นหญ้าแฝกหญ้าคาเย็บติดให้สวยงามตกแต่งอันมาด้วยผ้าเขาม้าติดกระดาษสีที่เป็นรูปต่างๆ ให้สวยงาม ติดห่างผมม้าที่ทำจากเชือกไมลอนถักเป็นเปียไม้ไผ่ตบแต่งเป็นบังเหียนตบแต่งตาม้าหูม้าด้วยกระดาษสีไม้ไผ่ตบแต่งที่คอของม้าด้านหน้าของม้าด้วยก้านดอกไม้เต่าลังและการดอกไม้ดอกตะวันที่ตกแต่งจานด้วยหลอดและแมงดา(4) การทำชฎา ใช้ไม้ไผ่ศาลแบบหลายชะลอมครึ่งใบตกแต่งด้วยกระดาษลวดลายต่าง ๆยอดบนประดับด้วยการดอกไม้ดอกตะวันที่ตกแต่งเก้าหลอดและแมงดาจำนวนสี่ก้าน การตัดกระดาษให้เป็นลวดลายให้พึงระวังอย่าตัดจนค่ะจนเสียรูปร่างช่วงการตกแต่งควรแขวนไว้ที่สูงเพราะถือว่าชฎาคือของสูงอย่างหนึ่ง6)ดอกไม้ ธูปเทียน และเหรียญโปรยทาน7) เต้ากรวดน้ำ บาตร ตาลปัตร
202.2.3 การแต่งกายประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีเสื้อป้าวไทพวน เป็นผ้าฝ้ายสองชั้นย้อมให้เป็นสีคราม หรืออาจจะย้อมให้เป็นสีดำ และชาวไทพวนก็ยังมีเสื้อป้าวที่เป็นสีขาว นิยมใส่เฉพาะคนที่มีความถือตัว เพราะไม่ต้องระวังว่าเสื้อจะสกปรกเหมือนกับชาวบ้านที่ต้องทำมาหากิน โดยชาวบ้านทั่วไปนิยมใส่เสื้อป้าวที่มีสีทึบ เพราะดูแลรักษาง่ายกว่าเสื้อป้าวที่เป็นสีขาว ด้านในของเสื้อป้าวจะซับในด้วยผ้าฝ้ายเนื้อบางสีแดง ดำ คราม หรือน้ำตาล ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล ปกคอเสื้อเป็นผ้าพื้นไม่มีลวดลายเย็บด้วยแถบผ้าสีต่างๆ ให้เป็นชั้นที่ปลายคอเสื้อ อีกด้านหนึ่งไม่เย็บลาย มีสายผูกเสื้อนิยมผ้าที่เป็นสีแดง นำมาเย็บเป็นสาย ที่ปลายสายผูกเสื้อจะตกแต่งด้วยด้ายสีต่างๆ เป็นพู่เล็กๆ เสื้อตัวด้านในของไทพวน มีความคล้ายกับเสื้อเอี๊ยมของจีน โดยจะมีการผูกปมที่หลังบริเวณคอ และเอว ปัจจุบันชาวไทพวนเชียงขวางจะนิยมสวมเสื้อยืด หรือเสื้อตัวในแทน เนื่องจากเสื้อป้าวนั้นเป็นเสื้อที่ปิดบริเวณหน้าอกได้ไม่หมด จึงต้องมีการใส่เสื้อซ้อนด้านใน (อดิศักดิ์ สาสิริ, 2555) ไทพวนสุพรรณบุรีเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่มีรูปแบบของเครื่องแต่งกายชัดเจน จึงออกแบบมาจากชุดไทพวนเชียงขวางดั้งเดิม คือสวมเสื้อป้าว นุ่งซิ่นมัดหมี่เลือกใช้สีม่วงเพื่อสร้างเอกลักษณ์แก่ ชาวไทพวนในจังหวัดสุพรรณบุรีไม่ให้ซ้ำกับเสื้อป้าวของจังหวัดอื่นๆ (ชมรมไทยพวนแห่งประเทศไทย,2556)ภาพที่ 2.13 บรรยากาศพิธีบวชนาคของชาวไทพวนในอดีตอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : ถนัด ยันต์ทอง , 2560
21ภาพที่ 2.14 บรรยากาศการบวชนาคของชาวไทพวนในปัจจุบัน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : นิตยา เทียนชัย, 25652.2.5 เครื่องดนตรีที่ใช้ในประเพณีบวชนาคของชาวไทพวนเครื่องดนตรีที่ใช้ในการแหล่นาค และการแห่นาคของชาวไทพวน ในปัจจุบันดนตรีที่ใช้ในการแหล่นาค และแห่นาคของชาวไทพวน ได้ผสมกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมไทย โดยคุณสมเกียรติชาวโพหลวง ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ดนตรีที่ใช้ในการแห่นาคของชาวไทพวน มีความคล้ายคลึงกับของคนไทยเนื่องจากชาวไทพวนได้รับวัฒนธรรม ประเพณีการแห่นาคของคนไทย และชาวไทพวนยังมีดนตรีที่ใช้ในการแหล่นาคที่บ่งบอกถึงความแตกต่างจากที่อื่นๆ (นายสมเกียรติ ชาวโพหลวง , สัมภาษณ์ วันที่ 14 สิงหาคม 2566)
221) บทแหล่นาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบรีภาพที่ 2.15 บทแหล่นาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : คณะผู้ศึกษา , 2566จากการสัมภาษณ์นายสมเกียรติ ชาวโพหลวง ผู้ใหญ่บ้านบ้านโพธิ์ศรีอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า ในขั้นตอนของการทำขวัญนาค จะมีการแหล่เพื่อสั่งสอนนาค จะใช้บทที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ตัวอย่างบทแหล่นาคที่ใช้ ดังนี้“สี่ ๆ สุมังคละสังกาศราชไชยโยโพธิยา มูเล สากะยานัง นันทิวัตตะโน เอวะเมวะไชยโย ไชยมังคะลัง อุตตะมะโยค อุตตะมะเกญญา อุตตะมะ ไชยเมนุมาสราช เฮืองฮมอุต ตะมะอุดมไชยภีร์ฮมซมซอบ ประกอบด้วย 12 ราศรี ในคัมภีร์ ท่านกล่าวไว้ พระแก่นไท้เทศนา จัตตาโร ธัมมา อันว่าพระพรทั้งสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พะละ จงมาราชธะนา ภาลจำเริญเต้าแก่โตเจ้านาค ทั้ง 1 ทั้ง 2 ทั้ง 3 ทั้ง 4 ทั้ง 5 ทั้ง 6 ทุกเมื่อ ทุกยามทุกปีทุกเดือนทุกวันทุกคืนทุกชาด อนึ่ง ฝูงข้าทั้งหลาย หมายมีท้าวพระยาและขุนหมื่น ชมชื่นพร้อมสะมัคคา ภายในมีสมเด็จราชครูเป็นเค้า” (สีลา วงศ์พันธุ์, สัมภาษณ์วันที่ 14 สิงหาคม 2566)
232) เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแห่นาคของชาวไทพวนในอดีตภาพที่ 2.16เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแหล่นาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : คณะผู้ศึกษา , 2566ในอดีตนั้น หากมีประเพณีการบวชนาคเครื่องดนตรีที่ใช้ในการแห่นาคนั้น ชาวไทพวนจะใช้เครื่องดนตรี จำนวน 5 ชนิด ประกอบด้วยกลองสองหน้า ฉิ่ง ฉาบ แทมโบริน และคาเบล (สมเกียรติ ชาวโพธิ์หลวง , สัมภาษณ์ วันที่ 14 สิงหาคม 2566)3) เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแห่นาคของชาวไทพวนในปัจจุบันภาพที่ 2.17เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแห่นาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : คณะผู้ศึกษา , 2566
24จากวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนที่เปลี่ยนไป ทำให้ในปัจจุบันหากมีประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน จะนิยมใช้เป็นแตรวง เป็นเครื่องดนตรีสากลหลากหลายชนิดในการแห่นาค ประกอบด้วย ทรัมเป็ต ทรอมโบน กลองใหญ่ ทิมพานี เบลไรร่า ฉาบ ไซโลโฟน สแน เฟรนช์ฮอน คอร์เน็ต และไทรแองเกิล2.3 หลักการสร้างสรรค์การแสดงการแสดงชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ เป็นการแสดงสร้างสรรค์จึงต้องมีแนวคิดเพื่อเป็นกระบวนการริเริ่มการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์เพื่อนำมาเป็นแนวทางการสร้างสรรค์ผลงาน โดยมีผู้จำแนกแนวคิดต่าง ๆ ไว้ดังนี้2.3.1 ความหมายของการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ความคิดสร้างสรรค์เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสำคัญของการสร้างสรรค์โดยการนำวัฒนธรรมที่หลากหลายมาประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดสิ่งใหม่จากวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมที่มีอยู่ นักวิชาการได้นิยามความหมายของการสร้างสรรค์ไว้มากมาย ดังนี้สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (2557, หน้า. 34) ได้ให้ความหมายของนาฏยประดิษฐ์ หรือการแสดงสร้างสรรค์ไว้ว่า เป็นการคิดการออกแบบและการสร้างสรรค์แนวคิดรูปแบบกลวิธีของนาฏยประดิษฐ์ชุดหนึ่งที่หมายถึงการแสดงแบบหมู่ หรือเดี่ยว หรือหลายคน ทั้งนี้รวมถึงการปรับปรุงผลงานในอดีต จึงเป็นการทำงานที่ควบคุม ปรัชญา เนื้อหา ความหมาย ท่ารำ ท่าเต้น การแปรแถวการตั้งซุ้ม การกำหนดดนตรีเพลง เครื่องแต่งกาย ฉากและอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ที่สำคัญพีรพงศ์เสนไสย์(2557, หน้า. 34) ได้ให้ความหมายของนาฏยประดิษฐ์ หรือการแสดงสร้างสรรค์ไว้ว่า เป็นกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์เป็นลักษณะของความคิดที่ประกอบไปด้วย อารมณ์ ความรู้สึก และการรับรู้เข้าใจในเหตุและผล จึงเกี่ยวข้องทั้งด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์ ในเชิงรูปธรรมจะเน้นถึงการรู้การเข้าใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏที่เป็นไปตามธรรมชาติในเชิงนามธรรม จะเน้นตอบสนองความรู้สึก อารมณ์ ความพอใจ ประสบการณ์หรือความสามารถเฉพาะตัวของผู้คิด โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงหรือการอธิบายเป็นสำคัญ การผลิตที่ปรากฏในการตอบสนองทางอารมณ์ และความรู้สึกชานนท์ ทัสสะ (สัมภาษณ์ วันที่ 30 สิงหาคม 2566) ได้ให้ความหมายของนาฏยประดิษฐ์ หรือการแสดงสร้างสรรค์ไว้ว่า นาฏยประดิษฐ์คือ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในเชิงสร้างสรรค์ เป็นการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาใหม่ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นการแสดงที่คิดขึ้นใหม่เสมอไป สามารถนำผลงานที่เคยมีนำมาปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันและสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงเรื่องความสามารถของผู้แสดงด้วยว่า ผู้แสดงสามารถที่จะเข้ากับบทบาทของการแสดงสร้างสรรค์ได้หรือไม่
25จากการศึกษาข้อมูลสรุปได้ว่า แนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลปะเป็นกระบวนการคิด เพื่อริเริ่มแนวคิดการแสดงสร้างสรรค์แบบใหม่ และเป็นความสามารถของแต่ละบุคคลที่สามารถคิดได้อย่างแปลกใหม่ โดยได้แรงบัลดาลใจมาจากสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจ รวมถึงการนำผลงานในอดีตมาปรับปรุง โดยนำแนวคิดการสร้างสรรค์มาร่วมด้วยและนำงานนาฏศิลป์มาปรับปรุง ซึ่งผู้ที่จะสามารถสร้างผลงานด้านนาฏศิลป์สร้างสรรค์ได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้พื้นฐานมากพอสมควร และรวมถึงการแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ได้โดยกระบวนการทางความคิดที่เกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่สวยงามและไม่ซ้ำแบบ2.3.2 วิธีการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ นาฏศิลป์สร้างสรรค์เป็นการออกแบบงานนาฏศิลป์สร้างสรรค์ สามารถดำเนินการได้หลากหลายวิธีแต่ต้องคำนึงถึงประสบการณ์การของนักนาฏยประดิษฐ์และจะต้องมีแบบแผนเพื่อพัฒนาจากพื้นฐานด้านนาฏศิลป์มากพอ เพื่อให้การแสดงมีความสมบูรณ์มากขึ้นผู้มีทักษะในการคิดด้านนาฏศิลป์สร้างสรรค์ได้กล่าวไว้ดังนี้สุรพล วิรุฬห์รักษ์(2547, หน้า. 225) ได้กล่าวว่านาฏยประดิษฐ์ หรือนาฏศิลป์สร้างสรรค์มีวิธีการดำเนินงาน 7 ขั้นตอนดังนี้ 1) การคิดให้มีนาฏยศิลป์คือ การมีนาฏศิลป์เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมหรือพิธีการ 2) การกำหนดความคิดหลัก คือ การสร้างสรรค์งานด้านนาฏยศิลป์เพื่อให้ผลงานเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้สร้างสรรค์3) การประมวลข้อมูล คือ การรวบรวมข้อมูลมาเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์4) การกำหนดขอบเขต คือ การกำหนดว่านาฏยศิลป์ชุดนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาสาระอะไรบ้างและอย่างไรบ้าง5) การกำหนดรูปแบบ คือ การกำหนดเป้าหมายหรือกำหนดขอบเขต6) การกำหนดองค์ประกอบอื่นๆ คือ การกำหนดแนวคิดหรือรูปแบบ ขององค์ประกอบอื่นๆที่จะใช้ในการแสดง7) การออกแบบนาฏยศิลป์ คือ การออกแบบท่าทางการเคลื่อนไหวการจับกลุ่มให้เป็นไปตามการออกแบบทางนาฏยประดิษฐ์ของตนคณะศิลปนาฏดุริยางค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (2561, หน้า. 108) การวิจัยเรื่องกระบวนการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ ชุด สักการะเทวราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา กระบวนการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์สร้างสรรค์ ชุด สักการะเทวราช บันทึกเป็นองค์ความรู้ด้านนาฏศิลป์ไทยดำเนินการวิจัย โดยการศึกษาจากเอกสาร สัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์การ
26แสดง ขั้นตอนการสร้างสรรค์งาน บันทึกกระบวนท่ารำ และจัดประชุมกลุ่มย่อยผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อยืนยันข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ขั้นตอนการสร้างสรรค์งานมี 6 ขั้นตอน ดังนี้1) การสร้างแนวคิดของการแสดง คือ การดำเนินการค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา และการสัมภาษณ์ สรุปสาระเป็นกรอบแนวทางในการสร้างสรรค์งาน2) สร้างสรรค์ทำนองเพลง คือ การสร้างสรรค์ดนตรีประกอบการแสดงโดยเน้นให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึก โดยมีการผสมผสานระหว่างดนตรีไทย และเสียงจากเครื่องดนตรีอิเล็กโทรนิคไฟฟ้า3) การคัดเลือกผู้แสดง คือ การคัดเลือกผู้แสดงที่มีความรู้ ความสามารถ ในการแสดงนาฏศิลป์ไทย4) การออกแบบกระบวนท่ารำ คือ การประดิษฐ์ท่ารำที่นำนาฏยศัพท์ และภาษาท่ามาใช้ในการสื่อความหมายในการแสดง5) การนำเสนอผลงานต่อผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะครูอาจารย์ เพื่อขอข้อเสนอแนะจากคุณครูทุกท่าน6) เผยแพร่การแสดงสู่สาธารณชน และบุคคลที่สนใจในเรื่องของการแสดงสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการต่อยอดให้กับการแสดงชุดต่อๆ ไปวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี และคณะครู (2557, หน้า. 26) ได้กล่าวว่าขั้นตอนในการสร้างนาฏศิลป์สร้างสรรค์ ประกอบด้วย 8 ขั้นตอน ดังนี้1) กำหนดวัตถุประสงค์ ในที่นี้หมายถึง ชุดการแสดงที่สร้างสรรค์นั้นสร้างขึ้นเพื่อ วัตถุประสงค์ใด ต้องการสะท้อนให้เห็นคุณค่า เอกลักษณ์ ที่เป็นจุดสำคัญของชุดการแสดงอย่างไร สื่อความหมายให้ชัดเจนในด้านใด จึงเหมือนเป็นสิ่งเริ่มต้นของการวางทิศทางในการทำงานเพื่อให้บรรลุยังผลสัมฤทธิ์ปลายทางที่เรากำหนดไว้ 2) การรวบรวมข้อมูล นำองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องมาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ ทั้งนี้การสร้างสรรค์ด้านศิลปะ ย่อมมีที่มาหรือที่เราเรียกว่าแรงบันดาลใจ ไม่ได้เกิดขึ้นมา อย่างไร้จุดหมาย อาจเป็นกระบวนการที่นำเอาสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วมาประยุกต์หรือปรับเปลี่ยน จากนามธรรม หรือ รูปธรรมให้ได้ผลลัพธ์ใหม่ตามวัตถุประสงค์ ดังนั้นข้อมูลหรือองค์ความรู้ ที่เกิดขึ้นจะมีด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ ข้อมูลที่เป็นพื้นฐานที่มีจริง เกิดขึ้นจริง และสืบทอด ให้เห็น ส่วนข้อมูลอีกด้านหนึ่งคือข้อมูลที่เป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นหรือเสริมให้การประดิษฐ์ชุดนั้นไปในรูปแบบหนึ่ง ข้อมูลแรงบันดาลใจมักมีที่มาทางภูมิหลังแตกต่างกันไปตามที่เราจะเลือกเน้นในความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น3) การกำหนดขอบเขต ในที่นี้หมายถึง การกำหนดแนวเรื่อง เนื้อหาสาระที่จะนำเสนอในรูปแบบของการแสดง จำนวนผู้แสดง ระยะเวลาในการแสดง องค์ประกอบในการแสดง
27มีส่วนสำคัญให้การสร้างสรรค์มีความสมบูรณ์ครบถ้วน รวมถึงงบประมาณที่สนับสนุนการทำงานสร้างสรรค์ทุกอย่างมีข้อจำกัด มีปัจจัยที่เข้ามากระทบได้ตลอดเวลา ด้วยระบบการทำงานเป็นกลุ่ม หากไม่กำหนดขอบเขตของการสร้างสรรค์ จะทำให้การแสดงขาดเอกภาพ ไม่ตอบสนองเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ หรือมิฉะนั้นก็ทำออกมาไม่สำเร็จตามที่มุ่งหวัง4) การกำหนดรูปแบบ รูปแบบในที่นี้หมายถึง เป็นการแสดงแบบอนุรักษ์ดั้งเดิม หรือสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ มีกลิ่นอายของความเป็นนาฏศิลป์ หรือผสมผสานในแนวร่วมสมัย ทั้งนี้ต้องศึกษาจากรูปแบบการแสดงที่เป็นพื้นฐานดั้งเดิมของสิ่งที่เราจะนำมาให้ถ่องแท้ เหมาะสมกลมกลืนเป็นเอกภาพโดยยึดจากบทการแสดง ดนตรีที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์เป็นสำคัญด้วย เพราะตามหลักการรูปแบบที่สร้างขึ้น ต้องตอบวัตถุประสงค์เบื้องต้นให้ชัดเจนและตรงประเด็นที่สุด จึงจะถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่มีความสมบูรณ์แบบ5) การกำหนดผู้แสดง ผู้แสดงเปรียบเสมือนผู้สื่อสารทางด้านนามธรรมไปสู่รูปธรรม ก่อให้เกิดภาพของการแสดงดังที่จินตนาการสร้างสรรค์ไว้ โดยเฉพาะการแสดงด้านนาฏศิลป์ไทยนับเป็นศาสตร์แห่งความอ่อนช้อยงดงาม จำเป็นต้องเลือกและคัดสรรผู้แสดงที่มีความเหมาะสมกับแนวคิดของกระบวนท่าทางที่สร้างสรรค์ ผู้แสดงควรมีทักษะ ปฏิภาณไหวพริบ เฉพาะตัวที่สามารถสื่อสารท่ารำ หรือท่าทางในการแสดงได้อย่างสอดคล้อง สามารถเชื่อมโยง หรือนำผู้ชมให้คล้อยตามอารมณ์ของการแสดง ตลอดจนช่วยให้การแสดงประสบความสำเร็จได้ด้วยดี6) การออกแบบกระบวนแถว หรือในภาษาที่เราเรียกว่า การแปรแถว เป็นการนำเสนอให้เห็นวิธีการเคลื่อนไหวของผู้แสดง โดยเฉพาะในการแสดงประเภทระบำ ถือว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดมิติในการมองเห็นของผู้ชมที่มีต่อการชมการแสดงอย่างหลากหลาย กระบวนแถวที่สลับสับเปลี่ยนจะเน้นความสมดุลของเวทีเป็นหลัก นิยมใช้รูปทรงทางเรขาคณิต ได้แก่ เส้นตรง เส้นแนวเฉียง วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม สลับฟันปลา แถวคู่ แถวซ้อน ฯลฯ สิ่งที่ควรคำนึงในการออกแบบกระบวนแถว คือ จังหวะ ทำนองเพลงมีความสั้นยาว เพียงพอกับท่ารำที่จะไปสู่แถวนั้นๆ และมีความซับซ้อนหรือไม่ ที่สำคัญในการเคลื่อนแถวจากรูปแบบหนึ่งไปสู่รูปแบบหนึ่ง ต้องคำนึงถึงสีสันของเสื้อผ้าที่ผู้แสดงสวมใส่ กรณีที่มีเป็นคู่สีควรคำนึงถึงหลักการดังกล่าวนี้ด้วย7) การออกแบบเครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกายผู้แสดงนับเป็นจุดสนใจที่ช่วยเสริมสร้างให้การแสดงน่าชมและเป็นที่สนใจของผู้ชมอย่างยิ่ง เสมือนสีสันแห่งอาภรณ์ความงดงาม ที่ทำให้กระบวนท่าทางด้านนาฏศิลป์ไทยเด่นชัดอย่างครบองค์ประกอบ หากพิจารณาโดยทั่วไปพบว่า เครื่องแต่งกายนั้น ถือว่าเป็นจุดแรกของการที่ผู้ชมได้เห็นและสามารถรับรู้ความรู้สึกว่า สวยงาม ชื่นชอบ ชวนให้ติดตามถึงชุดการแสดงที่กำลังจะเริ่มต้น การออกแบบเครื่องแต่งกายมีข้อควรระวังในเรื่องของการวางสีสัน ให้เข้ากับเรื่องราว แนวคิด ตลอดจนเทคนิคด้านแสงสี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
28มีการทดลองเพื่อให้เกิดความลงตัว เหมาะสม ไม่ฉูดฉาด หรือขาดจุดเด่นลงไป ความรู้เรื่องสีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันวัสดุอุปกรณ์เครื่องแต่งกายมีมากมาย หลายรูปแบบลักษณะ ล้วนแล้วมีการสร้างสรรค์ที่แปลกตา ทั้งในด้านรูปทรง สีสัน รวมถึงขนาด หากเรานำมาใช้ในการแต่งกายควรพิจารณาอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงความถูกต้อง ให้ตรงตามแนวคิดของชุดการแสดงเป็นสำคัญ8) การออกแบบฉาก แสง สี และอุปกรณ์ ในการสร้างสรรค์ชุดการแสดง สิ่งที่เสริมสร้างมิติแห่งความสมจริง ก่อให้เกิดจินตนาการของผู้ชม คือ ระบบฉาก แสง สี และอุปกรณ์ในการออกแบบนั้นผู้รับผิดชอบต้องศึกษาถึงองค์ประกอบต่างๆ ร่วมกัน สิ่งที่ควรคำนึง คือ การออกแบบต้องเป็นการเสริมให้ชุดการแสดงมีความชัดเจนขึ้น สวยงามได้บรรยากาศตามเรื่องราวที่แสดงอย่างสัมพันธ์กัน ฉากเข้ากับเรื่องราวหรือชุดการแสดง ระบบแสงสีให้บรรยากาศ อารมณ์และส่งเสริมความเด่นของผู้แสดง อุปกรณ์การแสดงมีตรงตามชุดการแสดงอย่างถูกต้อง มีสัดส่วนและขนาดที่เหมาะสม ไม่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่อการแสดงทั้งในท่านิ่งและท่าเคลื่อนไหว นับว่ารายละเอียดดังกล่าวมานี้ ส่งผลถึงความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของการสร้างสรรค์ผลงานด้านนาฏศิลป์ไทยจากการศึกษาข้อมูลขณะผู้ศึกษาสามารถสรุปได้ว่า การสร้างสรรค์ผลงานด้านนาฏศิลป์ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของศาสตร์นาฏศิลป์ ซึ่งผู้ที่จะสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์จะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับรูปแบบการแสดงมากพอ การแสดงสร้างสรรค์นาฏศิลป์มีหลายปัจจัยสิ่งที่จะทำให้งานสร้างสรรค์ออกมาสมบูรณ์แบบมีองค์ประกอบอยู่หลายปัจจัย อาทิ เครื่องดนตรี ทำนองเพลง เครื่องแต่งกาย การออกแบบท่ารำ การแปรแถว จำนวนผู้แสดง เป็นการผสมสผานระหว่างประเพณีกับการแสดงร่วมสมัยเข้าด้วยกัน การสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์จึงจะสมบูรณ์2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกศรี วิวัฒนปฐพี และคณะ (2566 : บทคัดย่อ) บทความวิชาการนี้มีประเด็นถกเถียงเชิงวิชาการว่าไทพวนเป็นใคร มีตัวตนทางวัฒนธรรมอย่างไร เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อใด ทำไมจึงมาสวามิภักดิ์ต่อรัฐไทย ทั้งที่รากเหง้าของไทพวนอยูที่เมืองเชียงขวางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้วิจัยจึงกำหนดประเด็นไปที่การศึกษาแบบเจาะจงกลุ่มไทพวนในภาคอีสานจำนวน 48 คนโดยเลือกจากกลุ่มผู้สูงอายุ ได้แก่ ไทพวนบ้านบูฮม และบั้นกลาง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ไทพวนบ้านหม้อ ตำบลบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ ไทพวนบ้านสระแอ อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคายไทพวนบ้านถ่อน บ้านกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ ไทพวนบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ไทพวนเหล่านี้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรี ประเด็นสำคัญที่ค้นพบแตกต่างจากคนทั่วไปคือ การมีอัตลักษณ์เฉพาะตน และมีตัวตนทางวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม ทั้งด้านความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรมและผลผลิตทางวัฒนธรรม พวกเขามีอัตลักษณ์ร่วม คือ ความสามัคคีรักพวกพ้อง
29มนัญชยา เพชรูจี(2563 : บทคัดย่อ) บทความวิจัยเรื่อง“ประทีปปูรณมีธารา” การสร้างสรรค์นาฏศิลป์เพื่อรับใช้พิธีกรรม และความเชื่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์และออกแบบการแสดงนาฏศิลป์ ประทีป ปูรณมีธารา ซึ่งอยู่ในรูปแบบของงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้แนวคิดและทฤษฎีในการสร้างสรรค์ทางด้านนาฏศิลป์ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนาฏศิลป์ไทย และการปฏิบัติการ โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์แล้วนำมาสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์ตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์นาฏศิลป์เพื่อรับใช้พิธีกรรมและความเชื่อ ชุดประทีปปูรณมีธารา ประกอบไปด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) แนวความคิด 2) นักแสดง 3) การออกแบบทำนองเพลง 4) การออกแบบกระบวนท่า 5) การออกแบบเครื่องแต่งกาย 6) การออกแบบการใช้พื้นที่เวทีการแสดง การแสดงชุดนี้สะท้อนรูปแบบของการแสดง เพื่อรับใช้พิธีกรรมความเชื่อและความประณีตละเอียดละออในการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ตั้งแต่ แนวคิด ความหมายของการเคลื่อนไหวอวัยวะ ความหมายของการใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง การใช้พื้นที่ องค์ประกอบทุกด้านของการแสดง และกระบวนท่ารำ โดยผลจากการวิจัย เชิงสร้างสรรค์นี้ได้นำมาซึ่งการแสดงชุด “ประทีปปูรณมีธารา” อันจะเป็นแนวทางหนึ่ง ของการสร้างสรรค์นาฏศิลป์เพื่อรับใช้พิธีกรรมและความเชื่อต่อไป ผลการประเมินความคิดเห็นจากการศึกษางานวิจัยสามารถสรุปได้ว่า จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทพวน คณะผู้ศึกษาได้พบแนวทาง และวิธีการสร้างสรรค์โดยศึกษาในเรื่องของประเพณีการบวชนาคของชาวไทพวน นำมาวิเคราะห์รวบรวมข้อมูลเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ ที่มีการสืบทอดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อนำมาสร้างสรรค์การแสดง ลีลาท่ารำ เครื่องดนตรี เครื่องแต่งกาย การแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแหล่แห่เข้าโบสถ์อันมีรายละเอียด ขั้นตอนของการสร้างสรรค์ดังกล่าวในบทต่อไป
30บทที่ 3วิธีการดำเนินการการดำเนินการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่องการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ เป็นกรณีศึกษาประวัติของกลุ่มชาติพันธุ์ไทพวน และประเพณีบวชนาค ของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงเพื่อสร้างสรรค์ท่ารำประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์โดยการจัดทำโครงงานประเภทการสร้างสรรค์การแสดงมีขั้นตอนดังต่อไปนี้3.1 ขอบเขตของโครงงาน3.1.1 ด้านเนื้อหา3.1.2 ระยะเวลาในการจัดทำโครงงาน3.1.3 พื้นที่การจัดทำโครงงาน3.2 วิธีการดำเนินการทำโครงงาน3.2.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล3.2.2 การวิเคราะห์ข้อมูล3.2.3 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล3.1 ขอบเขตของโครงงาน3.1.1 ด้านเนื้อหาการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาดำเนินการศึกษาประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์ไทพวนและประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีโดยสร้างสรรค์ การแสดง ชุดม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ มีเนื้อหาประกอบด้วย ประวัติความเป็นของประเพณีบวชนาค ของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีศึกษาเครื่องแต่งกาย ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ท่ารำประกอบการแสดง รูปแบบการแสดง และอุปกรณ์การแสดง โดยศึกษาค้นคว้าจากการลงพื้นที่ภาคสนาม เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ประกอบด้วย3.1.2 ระยะเวลาในการจัดทำโครงงานการจัดทำโครงงาน ประเภทสร้างสรรค์การแสดง ผู้จัดทำโครงงานได้กำหนดเวลา ในการจัดทำโครงงาน ปีการศึกษา 2566
31ตารางที่ 3.1 ตารางแสดงระยะเวลาในการปฏิบัติงานระยะเวลากิจกรรมปีการศึกษา 2566 หมายเหตุมิ.ย ก.ค ส.ค ก.ย ต.ค พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ1. กำหนดหัวข้อ2. ศึกษาประวัติความเป็นมา3. ทำบทที่ 14. ศึกษาข้อมูล5. เก็บรวบรวมข้อมูล6. ทำบทที่ 27. วางแผนการดำเนินงาน8. ทำบทที่ 39. เริ่มทำบทเพลงประกอบการแสดง10.สร้างสรรค์รูปแบบการแสดง11. คัดเลือกผู้แสดง12. จัดหาเครื่องแต่งกายอุปกรณ์ประกอบการแสดง13. ออกแบบท่ารำ14. ทำบทที่ 415. ทำบทที่ 516. นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ชุดม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์
32ตารางที่ 3.2 ตารางแสดงงบประมาณการจัดทำโครงงานรายการ หน่วย จำนวนเงิน1. งบดำเนินการ - ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปลงพื้นที่ภาคสนาม- ค่าน้ำมันรถ คนล่ะ 80 บาท x จำนวน 11 คน 880 บาท2. ค่าวัสดุสำนักงาน - การจัดทำรูปเล่ม - ค่ากระดาษ A4 ผงหมึก เครื่องพิมพ์คนล่ะ 200 บาท x จำนวน 11 คน2,200 บาท3. ค่าวัสดุการแสดง - องค์ประกอบต่างๆ - ค่าชุดการแสดง 250 x จำนวน 11 คน- ค่าอุปกรณ์การแสดง 150 x จำนวน 11 คน2,750 บาท1,750 บาท4. ค่าการดูแลนักแสดง - การดูแลนักแสดงที่มาซ้อม - ค่าอาหารและน้ำ 80 x จำนวน11 คน880 บาท5. ค่าเพลงที่ใช้ในการแสดง - เพลงที่ใช้ในการแสดง - ค่าทำเพลงในการแสดง 500 x จำนวน 11 คน5,500 บาทการจัดทำโครงงานการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ ในครั้งนี้ ใช้งบประมาณในการจัดทำโครงงานรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,960 บาท (หนึ่งหมื่นสามพันเก้าร้อยหกสิบบาทถ้วน)
333.1.3 พื้นที่การจัดทำโครงงานการกำหนดพื้นที่ในการศึกษาการจัดทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่อง ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์คณะผู้ศึกษาได้จัดทำโครงงานได้ลงพื้นที่ภาคสนามในการเก็บข้อมูล ได้แก่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากเป็นอำเภอที่มีชาวไทพวนอาศัยอยู่ อีกทั้งยังมีประเพณีการบวชนาคที่เป็นเอกลักษณ์ที่สามารถศึกษาข้อมูลด้านประวัติความเป็นมาของประเพณีการบวชนาค เครื่องแต่งกาย และเครื่องดนตรีในประเพณีการบวชนาคของชาวไทพวนได้3.2 วิธีการดำเนินการทำโครงงาน3.2.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการจัดทำโครงงงานสมรรถนะวิชาชีพ เรื่อง ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ประเภทสร้างสรรค์การแสดง-บรรเลง-ขับร้อง โดยศึกษาดังนี้1) ห้องสมุดวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี2) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี 3) หอสมุดแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสุพรรณบุรี3.2.2 การวิเคราะห์ข้อมูลคณะผู้ศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลจากการลงพื้นที่ภาคสนาม เอกสาร และงานวิจัยเกี่ยวข้อง ได้แก่ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชาวไทพวน และการลงพื้นที่ภาคสนามหมู่บ้าน บ้านโพธิ์ศรี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี โดยการนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ และได้นำข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแสดง มานำเสนอในรูปแบบของการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์1) นายสมเกียรติ ชาวโพหลวง อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านโพธิ์ศรี บ้านเลขที่ 58 หมู่ 12 อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี2) นายสีลา วงพันธุ์ชาวบ้านในชุมชน บ้านโพธิ์ศรี หมู่ 1 อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี3.2.3 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล กระบวนการสร้างสรรค์การแสดง ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ โดยมีการดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้1) การกำหนดหัวข้อการศึกษาเกี่ยวกับประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้าจังหวัดสุพรรณบุรี2) สร้างสรรค์ดนตรีที่จะใช้ประกอบการแสดง
343) คัดเลือกผู้แสดงชายจำนวน 14 คน ได้แก่ - นาค จำนวน 1 คน- บิดาของนาค จำนวน 1 คน- หมอทำขวัญนาค จำนวน 1 คน- คนถือสัปทน จำนวน 1 คน- คนแบกหาบ จำนวน 1 คน- คนแบกม้าประดิษฐ์ในการการแห่นาค จำนวน 5 คน- ชาวบ้านที่มาร่วมงาน จำนวน 4 คน 4) คัดเลือกผู้แสดงหญิงจำนวน 7 คน- มารดาของนาค จำนวน 1 คน- คนถือสังฆทาน จำนวน 1 คน- คนถือหมอน จำนวน 1 คน- ชาวบ้านที่มาร่วมงาน 4 คน5) ออกแบบเครื่องแต่งกาย โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่ภาคสนาม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี6) นำเสนอผลงานการแสดงสร้างสรรค์ต่อคณะกรรมการ และเผยแพร่สู่สาธารณชน
35บทที่ 4ผลการดำเนินการการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ การแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ ในครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาได้ใช้ระเบียบวิธีการจัดทำเชิงคุณภาพ โดยศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ นำข้อมูลที่ได้มานำมาวิเคราะห์และดำเนินงานตามวิธีการจัดทำโครงงาน โดยนำเสนอตามหัวข้อดังนี้วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี1.1 ประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์ไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี1.2 ประวัติความเป็นมาของประเพณีบวชนาค อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อสร้างสรรค์การแสดง ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์2.1 แนวคิดการสร้างสรรค์การแสดง2.2 รูปแบบการแสดง2.3 การคัดเลือกผู้แสดง2.4 วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง2.5 เครื่องแต่งกาย2.6 เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง2.7 รูปแบบการแปรแถว2.8 กระบวนท่ารำ
36วัตถุประสงค์ข้อที่ 1เพื่อศึกษาประเพณีบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี1.1 ประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์ไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีกลุ่มชาติพันธุ์ไทพวนในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ โดยพบว่า มีการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาเพราะศึกสงครามแบบหนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือถูกกองทัพไทยกวาดต้อนมาเพราะเมืองพวนแพ้สงครามซึ่งมีไทยเป็นคู่กรณี หรือบางกลุ่มย้ายถิ่นฐานด้วยความสมัครใจเพื่อหาแหล่งทำกินที่สมบูรณ์ การย้ายถิ่นฐานของชาวไทพวนเริ่มต้นตั้งแต่ สมัยกรุงธนบุรีเรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเก้าเจ้าอยู่หัว แต่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดจะเข้ามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทร์คิดแข็งขืนต่อประเทศไทยยกทัพไปปราบปราม และชักชวนให้ชาวไทพวนจากเชียงขวางและลาวเวียงจากเวียงจันท์ให้มากับกองทัพไทย เจ้าอนุวงศ์ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหาวีรกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรล้านช้างและประเทศลาว เนื่องจากเป็นพระมหากษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชชาติลาวจากการเป็นประเทศราชอาณาจักรสยาม (บ้านจอมยุทธ , 2543)1.2 ประวัติความเป็นมาของประเพณีบวชนาคชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ มีพญานาคผู้หนึ่งได้แปลงร่างเป็นมนุษย์เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุ อยู่มาวันหนึ่งได้เผลอนอนหลับ ร่างจึงกลับกลายเป็นพญานาคดั่งเดิม ภิกษุอื่นไปพบเข้าก็เกิดความเกรงกลัว เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเรียกมาตรัสถาม ได้ความว่าเพราะเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงปลอมตัวมาบวช พระพุทธองค์ทรงดำริว่า สัตว์ดิรัจฉานไม่อยู่ในฐานะควรจะบวช จึงโปรดให้ลงเพศบรรพชิตกลับไปเป็นนาคดั่งเดิม แต่ภิกษุนั้นมีความอาลัย จึงขอฝากชื่อนาคไว้ในพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงมีคำเรียกขานคนที่ต้องการจะบวชว่า \"นาค\" สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้(อาทิตย์ จันสุภาเสน, 2554 ) ส่วนการใช้ม้าในการแห่นาค จากการสัมภาษณ์คุณสมเกียรติชาวโพหลวง ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านโพธิ์ศรี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ในปัจจุบันจะใช้การประดิษฐ์ม้าจำลองแทนการใช้ม้าจริงเพื่อให้นาคขี่ เป็นการระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะที่ทรงออกผนวช โดยขี่ม้าที่ชื่อว่า “ม้ากัณฐกะ” เดินทางออกจากวังเพื่อแสวงหาหนทางแห่งการดับทุกข์อีกทั้งเป็นการทดสอบจิตใจของนาคว่ามีความอดทน พร้อมที่จะบวชเป็นพระหรือไม่ เนื่องจากการขี่ม้าจำลองนั้นจะมีคนแบกม้า และขย่มไปตามจังหวะของดนตรีขณะแห่วนรอบอุโบสถ ระหว่างนี้นาคจะต้องหว่านข้าวตอกดอกไม้พร้อมเงินไประหว่างทางด้วย จึงถือได้ว่าประเพณีบวชนาค เป็นประเพณีสำคัญของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างพระพุทธศาสนา และวิถีชีวิตของคนในชุมชน(นายสมเกียรติ ชาวโพหลวง, สัมภาษณ์ วันที่ 14 สิงหาคม 2566)
37วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อสร้างสรรค์การแสดง ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์2.1 แนวคิดในการสร้างสรรค์การสร้างสรรค์การแสดง ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์คณะผู้ศึกษาได้รับแรงบันดาลใจ มาจากประเพณีบวชนาคของชาวไทพวนที่มีการปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาอย่างช้านาน มีความโดดเด่นในการขี่ม้าจำลองขณะแห่นาคเข้าอุโบสถที่มีความสนุกสนานในการโยกตัวม้าตามจังหวะของดนตรี อีกทั้งสอดแทรกความเชื่อในพระพุทธศาสนาของชาวไทพวน คณะผู้ศึกษาจึงได้ศึกษาข้อมูล และนำมาจัดทำเป็นการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ม้าแห่แหล่เขาโบสถ์ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ สืบสานประเพณีการบวชนาค เป็นการเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจได้มาศึกษาและเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี2.2 รูปแบบการแสดงจากการศึกษาเรื่องของประเพณีการบวชนาคของชาวไทพวน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่าในปัจจุบันมี 9 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การเตรียมเครื่องอัฐบริขารและเครื่องกองบวช2) การเรียนเชิญญาติพี่น้อง 3) การปลงผมและอาบน้ำนาค 4) นาคกล่าวขอขมาลาบวช 5) การทำขวัญนาค 6) การแห่นาค 7) การทำพิธีวันทาเสมา 8) การบรรพชาอุปสมบท และ 9) การกรวดน้ำ คณะผู้ศึกษาได้นำขั้นตอนที่ 5) การทำขวัญนาค และขั้นตอนที่ 6) การแห่นาค มาจัดทำการแสดง ในรูปแบบของนาฏศิลป์สร้างสรรค์ออกแบบท่ารำจากนาฏยศัพท์และภาษาท่าให้มีความสอดคล้องกับอารมณ์ของเพลง โดยแบ่งรูปแบบการแสดงออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 แหล่นาค ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางเป็นการแสดงสื่ออารมณ์ ให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์และแสดงถึงความเคารพต่อบิดา มารดา เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษในสิ่งที่เคยทำไม่ดีช่วงที่ 2 เชิญชวน ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางในการสื่ออารมณ์เพื่อเป็นการเชิญชวนชาวบ้านให้ไปร่วมขบวนแห่นาค และมีการเต้นหน้านาคที่มีการเกี้ยวกันระหว่างชาย และหญิงช่วงที่ 3 ขบวนแห่นาค ผู้แสดงใช้ม้าประดิษฐ์ที่ใช้ในการแห่นาค เพื่อทดสอบร่างกายและจิตใจของนาค ว่ามีความพร้อมในการอุปสมบทหรือไม่ หลังจากนั้นนาคจะทำการโปรยทานเพื่อสื่อให้เห็นถึงการที่นาคจะละจากทางโลกเพื่ออุปสมบท 2.3 การคัดเลือกผู้แสดงการแสดงสร้างสรรค์ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์คณะผู้ศึกษาได้กำหนดผู้แสดงตามรูปแบบของการแสดง ใช้ผู้แสดงทั้งหมด จำนวน 23คน ดังนี้2.3.1 นักแสดงชายจำนวน 16 คน ประกอบด้วย1) นาค จำนวน 1 คน
382) บิดาของนาค จำนวน 1 คน3) หมอทำขวัญนาค จำนวน 1 คน4) คนถือสัปทน จำนวน 1 คน5) คนแบกกระบุงเหรียญโปรยทาน จำนวน 2 คน6) คนแบกม้าประดิษฐ์ในการการแห่นาค จำนวน 6 คน7) ชาวบ้านที่มาร่วมงาน จำนวน 4 คน 2.3.2 นักแสดงหญิงจำนวน 7 คน ประกอบด้วย1) มารดาของนาค จำนวน 1 คน2) คนถือสังฆทาน จำนวน 1 คน3) คนถือหมอน จำนวน 1 คน4) ชาวบ้านที่มาร่วมงาน จำนวน 4 คนนอกจากนี้ การแสดงสร้างสรรค์ชุด ม้าแห่แหล่เข้าโบสถ์ยังมีการกำหนดแนวทางการคัดเลือกผู้แสดง ดังนี้ 1. มีพื้นฐานทางด้านนาฏศิลป์และมีไหวพริบที่ดีรวมทั้งมีทักษะในการรำทั้ง ในจังหวะที่ช้าและเร็วตามทำนองเพลง2. รูปร่าง ผู้แสดงจะต้องมีรูปร่างสมส่วนและมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันเพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสง่างาม2.4 วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง2.4.1 บาตรภาพที่ 4.1 บาตรที่มา : คณะผู้ศึกษา , 2566บาตร คือ ภาชนะชนิดหนึ่งสำหรับพระภิกษุสามเณรใช้รับอาหารบิณฑบาต
392.4.2 ตาลปัตรภาพที่ 4.2 ตาลปัตรที่มา : คณะผู้ศึกษา , 2566ตาลปัตรคือ พัดด้ามยาวทำด้วยใบตาล ผ้า หรือไหม สำหรับพระใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ2.4.3 บายศรีทำขวัญนาคภาพที่ 4.3 บายศรีทำขวัญนาคที่มา : คณะผู้ศึกษา , 2566บายศรีคือเครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญต่าง ๆ ในพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ ทำด้วยใบตอง รูปทรงคล้ายกระทง นำมาต่อเป็นชั้น ๆ ลดขนาดให้เป็นทรงสอบขึ้นไป มีเสาปักตรงกลางเป็นแกนสำหรับเสียบไข่ขวัญที่ปลายยอด และมีเครื่องสังเวยวางอยู่ในบายศรี