การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน DEVELOPMENT OF LEARNING MANAGEMENT USING A PROBLEM -BASED MODEL จัดทำโดย นางสาวณัฐทริชา สระแก้ว วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี คลิกที่นี่เพื่อใส่ข้อความ
หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน นักศึกษาไม่ส่งการบ้าน ผู้วิจัย นางสาวณัฐทริชา สระแก้ว สาขาวิชา เครื่องกล อาจารย์ที่ปรึกษา นายณัฐกิตติ์ แสงทอง ครูพี่เลี้ยง นายกิตติพงษ์ สีหานาม อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร บัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (.................................................................) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์ที่ปรึกษา) .................................................................................. กรรมการ (อาจารย์ประจำสาขา/หลักสูตร/คณะครุศาสตร์) .................................................................................. กรรมการ (ครูพี่เลี้ยง) .................................................................................. กรรมการ (รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ/หัวหน้าหมวด) .................................................................................. กรรมการ (คลิกที่นี่เพื่อใส่ข้อความ)
ชื่อเรื่อง นักศึกษาไม่ส่งการบ้าน ผู้วิจัย นางสาวณัฐทริชา สระแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษา นายณัฐกิตติ์ แสงทอง อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม คลิกที่นี่เพื่อใส่ข้อความ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ งานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้มีจุดมุ่งหมาย หาสาเหตุ การไม่ส่งงาน / ไม่ส่งการบ้าน ในรายวิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1/1 สาขาวิชา ช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพหนองคาย โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตการสัมภาษณ์ ข้อมูลด้านการเรียนของแต่ละวิชา และการตอบแบบสอบถามจากนักเรียนการใช้แรงจูงใจเสริมแรง โดยให้คำชมเชยแก่นักเรียน รวมทั้งดูแลด้านการเรียนให้มีความรับผิดชอบ สนใจเรียนและติดตามจาก ผู้ปกครอง คุณครูที่เข้าสอนแต่ละวิชา ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อการมาเรียน และการเรียน มากขึ้นมีความเอาใจใส่ต่อการเรียน รับผิดชอบ และสนใจเรียนมากขึ้น ทำให้บรรยากาศการเรียน ภายในห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีความตั้งใจเรียนมากขึ้น มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ขาดเรียน หรือมาสาย ทำงานที่ได้รับมอบหมาย และส่งงานตรงกำหนดเวลา รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วย ความเต็มใจ
กิตติกรรมประกาศ การศึกษางานวิจัยในครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์จากครูแผนกวิชาช่างยนต์และคณะ ครูในวิทยาลัยการอาชีพกระนวน ที่ได้ให้ความช่วยเหลือ ให้ความรู้ ความคิด ให้คำแนะนำ คำปรึกษา ตลอดจนการตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ เป็นอย่างดี จนการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ ผู้วิจัย ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการ วิทยาลัยการอาชีพกระนวน ที่ให้การ สนับสนุนในการทำวิจัย กรุณาให้ความอนุเคราะห์ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ ความคิดที่มีประโยชน์ และ อำนวยความสะดวกในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นอย่างดี และความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากนักเรียน ในระดับชั้นนักเรียนชั้น ปวช.1/1 แผนกวิชาช่างยนต์ทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการวิจัย และเก็บข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จนกระทั่งการศึกษาวิจัยครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ นางสาวณัฐทริชา สระแก้ว
สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ค บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความสำคัญและที่มา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 1.3 สมมติฐานการวิจัย 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.5 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 2 4 5 2 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 2.1 พฤติกรรม ( Behavior ) 2.2 พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) 2.3 พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบปัญหาเป็นฐาน 2.5 ความหมายของวิธีการสอนปัญหาเป็นฐาน 2.6 ความสามารถในการอ่านจับใจความ 2.7 กระบวนการอ่านจับใจความ 2.8 องค์ประกอบของการอ่านสรุปใจความ 2.9 ความพึงพอใจ 2.10 ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2.11 ลักษณะสำคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน 2.12 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน 2.13 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 6 7 8 8 9 9 12 13 15 17 18
บทที่ สารบัญ (ต่อ) 2.14 งานวิจัยในประเทศ 2.15 งานวิจัยต่างประเทศ 2.16 กรอบแนวคิดการวิจัย หน้า 18 20 21 3 4 วิธีการดำเนินงาน 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 แบบแผนการวิจัย 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 3.5 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ผลการวิจัย 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลวิจัย 4.2 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 22 22 23 23 24 31 32 33 40 40 41 42 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 46 5.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5.2 สมมติฐานของการวิจัย 5.3 สรุปและอภิปราย 5.4 ข้อเสนอแนะ 46 46 47 บรรณานุกรม 48
ภาคผนวก ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ภาคผนวก ค แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ภาคผนวก ง แบบวัดความพึงพอใจ ภาคผนวก จ คะแนนจากกลุ่มตัวอย่าง ภาคผนวก ฉ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ภาคผนวก ช ประวัติผู้วิจัย
สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตารางที่ 1 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 42 วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักเรียนชั้น ปวช.1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที และระดับนัยสำคัญทางสถิติ 43 ของการทดสอบเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนและหลังเรียนของนักเรียน... (n = 28) ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบ t และระดับนัยสำคัญทางสถิติ 43 ของการทดสอบเปรียบเทียบเกณฑ์ร้อยละ 75 กับคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน ตารางที่ 4 การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 44 เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ของนักเรียนชั้น ปวช.1 (n = 28)
บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบปัญหาเป็นฐาน คือ คะแนนเก็บก่อนสอบปลายภาค ซึ่งคิดเป็น ร้อยละ 60 ของคะแนนโดยทั้งหมด ร้อยละ 60 นั้นผู้วิจัยได้เก็บคะแนนโดยการสอบเป็น รายจุดประสงค์และการส่งงานของนักเรียน ดังนั้นการทำใบงานและการบ้านส่งครูของนักเรียนจึงเป็น เรื่องที่สำคัญมากในการเรียนการสอนเพราะนอกจากจะมีคะแนนในส่วนของใบงานและการบ้านแล้ว ยังมีผลต่อการเรียนในชั่วโมงถัดไปด้วย เนื่องจากใบงานจะเป็นการประเมินความรู้ความเข้าใจใน บทเรียนของนักเรียนว่ามีมากน้อยเพียงใดอีกทั้งยังเป็นการวัดพฤติกรรมความรับผิดชอบของนักเรียน ได้อีกทางหนึ่ง ถ้าหากนักเรียนไม่ได้ทำใบงานที่ครูมอบหมายให้นักเรียนก็จะขาดคะแนนเก็บในส่วน นั้นและครูก็ไม่สามารถประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนได้ ในช่วงแรกของการสอน ครูได้ใช้ใบงานและใบความรู้มอบหมายให้กับนักเรียนทุกคน ประกอบการสอนในแต่ละชั่วโมง โดยที่ใบงานและใบความรู้ที่มอบหมายให้นักเรียนเก็บเป็นของ ตนเอง แต่ใบงานบางเรื่องต้องนำมาเรียนต่อในชั่วโมงต่อไป ซึ่งเมื่อถึงชั่วโมงเรียนต่อไปแล้วนักเรียน ไม่ได้นำมา เมื่อครูถามถึงสาเหตุ นักเรียนตอบว่าอยู่บ้านลืมเอามา ครูสังเกตได้ว่านักเรียนที่ไม่ทำงาน ส่งนั้นมีค่อนข้างมาก อาจเป็นเพราะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในช่วงแรกครูให้นักเรียนทำงาน ทุกครั้งและให้ทำการบ้านเก็บเป็นคะแนนเก็บทุกครั้งนักเรียนที่ขาดเรียนในชั่วโมงใดชั่วโมงหนึ่งไปก็ มักจะตามเพื่อนไม่ทันแล้วก็นำไปสู่การไม่ส่งการบ้านในที่สุดหรือนักเรียนบางคนมาโรงเรียนแต่ไม่เคย ทำงานส่งเลย ซึ่งสังเกตได้จากสมุดส่งงานของนักเรียน ครูจึงตั้งข้อสังเกตได้ว่าใบงานใดที่มอบหมาย ให้นักเรียนทำแล้วส่งท้ายชั่วโมง จำนวนนักเรียนที่ส่งงานในครั้งนั้นก็จะมีมาก จากการที่ผู้สอนได้ตรวจสอบในรายวิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ของนักเรียนในระดับชั้น ปวช.1/1 สาขาวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพหนองคายพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ ส่งงาน ส่งการบ้านไม่ตรงเวลาที่ครูผู้สอนกำหนด ทำให้ครูผู้สอนไม่สามารถวัดความรู้ หรือติดตาม ความก้าวหน้าของนักเรียนได้ ในบางรายวิชาอาจมีผลต่อคะแนนเก็บของนักเรียนด้วย ดังนั้นผู้วิจัยซึ่ง ในฐานะที่เป็นทั้งครูผู้สอนและครูประจำวิชาเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงได้ ทำการวิจัยเพื่อ ศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนในระดับชั้น ปวช.1/1 สาขาวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพหนองคาย เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาของนักเรียนในเรื่องการไม่ส่งงาน ไม่การบ้านต่อไป
2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2.1 เพื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องยนต์ แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.1) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้าง และชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ ปัญหาเป็นฐาน ก่อนเรียนและหลังเรียน 2.3 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการสอนแบบชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับ นักเรียนชั้น ปวช.1 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 2.4 เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบกิจกรรมการ เรียนรู้ วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์สำหรับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) 3. สมมติฐานของการวิจัย 3.1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้าง และชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน แบบปัญหาเป็นฐาน ก่อนเรียนและหลังเรียน 3.2 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการสอนแบบชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีนสำหรับ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4. ขอบเขตของการวิจัย 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.1.1 ประชากร สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ประเภทวิชาช่างยนต์สาขาวิชา ช่างยนต์วิทยาลัยการอาชีพหนองคาย ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้อง รวม 17 คน ประกอบด้วย ปวช.2/1 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม 4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) ประเภทวิชาช่างยนต์ สาขาวิชา ช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพหนองคาย ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง รวม 28 คน ประกอบด้วย ปวช.1/1
4.2 ตัวแปรที่ใช้ในงานวิจัย 4.2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 4.2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 4.2.2.2 ความสามารถในการแก้ปัญหา 4.2.2.3 ความพึงพอใจ 4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ตรงตามมาตรฐานสมรรถนะและคำอธิบายรายวิชาหลักสูตร ประกาศนียบัตร (ปวช.) พุทธศักราช 2565 ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง วิชา งานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน หน่วยที่ 3-6 โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 4.3.1 เรื่อง ฝาสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.2 เรื่อง ห้องเผาไหม้ จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.3 เรื่อง ปะเก็นฝาสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.4 เรื่อง เสื้อสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.5 เรื่อง ลิ้น จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.6 เรื่อง เพลาลูกเลี้ยว จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.7 เรื่อง กลไกบังคับลิ้น จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.8 เรื่อง ลูกสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.9 เรื่อง แหวนลูกสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.10 เรื่อง ก้านสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.11 เรื่อง เพลาข้อเหวี่ยง จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.12 เรื่อง ล้อช่วยแรง จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.13 เรื่อง แบริ่ง จำนวน 7 ชั่วโมง 4.3.14 เรื่อง อ่างน้ำมันเครื่อง จำนวน 7 ชั่วโมง 4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 16 ครั้ง ครั้งละ 7 ชั่วโมง รวม 112 ชั่วโมง เดือน พฤษภาคม 2566 – เดือน มกราคม 2567
5. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย 5.1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุดกิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ชุดกิจกรรมประกอบคำบรรยาย ชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้เป็นกลุ่ม และชุดกิจกรรมแบบ รายบุคคลโดยชุดกิจกรรมแต่ละประเภทจะมีความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้สอนเลือกใน เลือกใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงผลสั ม ฤ ท ธิ์ ท างก ารเรีย น ย่ อ ม ห ม าย ถึ ง ความสามารถของบุคคลที่เกิดจากผลของความรู้ ความจำ ความเข้าใจและทักษะต่างๆ ในเนื้อหาที่ได้ เรียนรู้มาแล้วและสามารถวัดได้ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.3 ความสามารถในการอ่านจับใจความ หมายถึง ความสามารถในการแก้ไขปัญหา กล่าวคือ การสร้างกิจกรรมเพื่อให้นักศึกษาสามารถคิดแก้ไขปัญหาได้ มีกิจกรรมของความคิดที่ทำให้ บรรลุวัตถุประสงค์ และต้องเป็นปัญหาที่ควบคุมให้บรรลุเป้าหมายได้ การคิดแบบมีกลไกในการใช้ สมองในการควบคุมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในข้อมูลการแก้ไขปัญหาอาจใช้การจินตนาการหรือการ สร้างคำถามเพื่อการแก้ไขปัญหาได้ตรงตามวัตถุประสงในแผนการสอนต้องมีเหตุผลยกประกอบด้วย 5.4 ความพึงพอใจ หมายถึง ความสามารถในการแก้ไขปัญหาในด้านความพึงพอใจ ผู้เรียนต้องตอบสนองต่อบทเรียนที่สามารถแก้ไขปัญหาได้และต้องมีสิ่งจูงใจในการเรียน ต้องจัด บรรยากาศในชั้นเรียนให้มีความเหมาะสมในการเรียนการสอน ที่นักเรียนมีความชอบ ผู้สอนต้องสร้าง ความประทับใจแก่นักศึกษาเพื่อสร้างความประทับใจแก่นักศึกษา ต้องศึกษาพฤติกรรมที่จะสร้าง ความประทับใจแก่นักศึกษาในระยะยาว 5.5 ประสิทธิภาพของนวัตกรรม 75/75 หมายถึง การสร้างประสิทธิภาพตามเกณฑ์ต้อง คำนึงถึงพฤติกรรมก่อนเรียนและประเมินพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ต้องประเมินพฤติกรรมย่อยๆ ของ ผู้เรียนโดยมีกระบวนการต่างๆ ที่เกิดจากการทำกิจกรรมกลุ่ม งานที่มอบหมายและกิจกรรมอื่นใดที่ ผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อบรรลุจุดประสงค์ และต้องประเมินพฤติกรรมครั้งสุดท้ายหรือประเมินผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยพิจารณาจากการสอบ ต้องมีชุดการสอนตามเกณฑ์ที่กำหนด และตรงตามจุดประสง ของแผนการสอน เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความพึงพอใจของนักศึกษา จากการกำหนดการหา ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการทำกิจกรรมในชั้นเรียน
6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6.1 การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 6.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ สำหรับนักศึกษาระดับ ปวช.1 ก่อนเรียนและหลังเรียน 6.3 เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหา วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบชุด กิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษาระดับ ปวช.1 หลังเรียนสูงกว่าตามเกณฑ์ร้อยละ 75 6.4 ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักศึกษา ปวช.1
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซ ลีน ที่ใช้แนวความคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารตำรา งานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการวิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. ความสามารถในการคิดวะเคราะห์ 4. ความพึงพอใจ 5. ประสิทธิภาพของนวัตกรรม 80/80 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. กรอบแนวคิดการวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 1.1 พฤติกรรม ( Behavior ) พฤติกรรม หมายถึง ปฏิกิริยาหรือกิจกรรมทุกชนิดของสิ่งมีชีวิตแม้ว่าจะสังเกตได้หรือไม่ ก็ตาม เช่น คน สัตว์ มีนักพฤติกรรมศาสตร์บางคนได้ให้ความหมายไว้ว่า พฤติกรรมมีความหมาย กว้างขวางครอบคลุมไปถึงพฤติกรรมของสิ่งที่ไม่มีชีวิตด้วย เช่น การไหลของน้ำ คลื่นของน้ำทะเล กระแสลม ที่พัด การปลิวของฝุ่นละออง การเดือดของน้ำ เป็นต้น สิ่งที่กล่าวมาเป็นการเคลื่อนไหว ของสิ่งไม่มีชีวิต แต่มีการเปลี่ยนแปลงจากลักษณะหนึ่งไปยังอีกลักษณะหนึ่ง เลยถือว่าคล้าย ๆ กับ เป็นปฏิกิริยาหรือเป็นกิจกรรมที่ปรากฏออกมาจากสิ่งนั้นจึงนับว่าเป็นกิจกรรมด้วย การศึกษาเรื่องพฤติกรรมส่วนใหญ่จะมุ่งศึกษาเฉพาะพฤติกรรมของคนส่วนพฤติกรรมของ สัตว์กระทำเป็นบางครั้งเพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบให้เข้าใจในพฤติกรรมของคนได้ดียิ่งขึ้น 1.2 พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) พฤติกรรมภายนอก หมายถึง ปฏิกิริยาของบุคคลหรือกิจกรรมของบุคคลที่ปรากฏ ออกมาให้บุคคลอื่นได้เห็น ทั้งทางวาจาและการกระทำท่าทางอื่น ๆ ที่ปรากฏออกมาให้เห็นได้ พฤติกรรมที่ปรากฏออกมาให้เห็นภายนอกนั้นเป็นสิ่งที่คนมองเห็นตลอดเวลา เป็นปฏิกิริยาที่คนเราได้ แสดงออกมาตลอดเวลาของการมีชีวิต ถ้าลำดับตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งนอนหลับจะเห็นว่าได้แสดง พฤติกรรมออกมาตลอดเวลาพฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้าสังคมใดที่ประเมินคุณภาพของคนว่าเป็นคนดี มีระเบียบวินัย สุภาพ ซื่อสัตย์ ทารุณ เป็นต้น ล้วน แต่ประเมินคุณภาพของพฤติกรรมภายนอกทั้งสินถ้าไม่แสดงออกมาสังคมก็ไม่ทราบว่าบุคคลนั้นเป็น คนอย่างไร พฤติกรรมที่คนแสดงออกมาให้เห็นภายนอกจึงนับว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม สังคมชอบตัดสินคนด้วยพฤติกรรมภายนอกดังนั้นพฤติกรรมที่ เราเห็นได้ทราบอาจไม่ใช่พฤติกรรมที่แท้จริงของเขาและไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงคือการกระทำไม่ตรง กับความคิดความรู้สึก บางคนอาจสวมหน้ากากเข้าหากันหรือแสดงไปตามบทบาทที่เขาเป็นบางครั้ง จึงกำหนดไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริงเพราะไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงออกมาทั้งหมด 1.3 พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) พฤติกรรมภายในหมายถึงกิจกรรมภายในที่เกิดขึ้นในตัวบุคคล ซึ่งสมองทำหน้าที่ รวบรวมสะสมและสั่งการซึ่งเป็นผลจากการกระทำของระบบประสาทและกระบวนการเปลี่ยนแปลง ทางด้านชีวเคมีของร่างกาย พฤติกรรมภายในมีทั้งรูปธรรมและนามธรรมที่เป็นรูปธรรมคนอื่นจะ สังเกตเห็นไม่ได้แต่จะใช้เครื่องมือทางการแพทย์ทดสอบได้สัมผัสได้ เช่น การเต้นของหัวใจการหดและ การขยายตัวของกล้ามเนื้อ การบีบของลำไส้ การสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย เป็นต้น ที่เป็นนามธรรม ได้แก่ ความคิด ความรู้สึก เจตคติ ความเชื่อ ค่านิยม ซึ่งจะอยู่ในสมองของคนบุคคลภายนอกไม่สาม รถจะมองเห็นได้ หรือสัมผัสได้เพราะไม่มีตัวตน และจะทราบว่าเขาคิดอย่างไรก็ต่อเมื่อเขาแสดง ออกมา เช่น การแสดงอาฆาตมาดร้าย ใช้คำพูดข่มขู่หรือระทำดังที่คิดไว้ พฤติกรรมภายในจะมี เหมือนกันหมดทุกวัยไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เพศชาย เพศหญิง หรือต่างเชื้อชาติ ส่วนที่จะแตกต่างกันจะ อยู่ที่จำนวนปริมาณหรือคุณภาพเท่านั้น พฤติกรรมภายในมีความสำคัญต่อคนเป็นคุณสมบัติที่ทำให้คนเหนือกว่าสัตว์ คนมีแนวคิดที่มี ระบบและคาดการณ์ในสิ่งต่าง ๆ ในอนาคตได้ พฤติกรรมภายในของคนมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม ภายนอกที่แสดงออกมาบางสถานการณ์ก็ไม่อาจสอดคล้องกันได้ เช่น บางครั้งไม่พอใจในการกระทำ ของผู้อื่นก็อาจจะทำเฉยเพราะไม่กล้าต่อว่าหรือทำร้ายเขาเพราะถ้ากระทำอะไรลงไปอาจทำให้เกิด การทะเลาะวิวาทกันขึ้นได้ มนุษย์จะแสดงพฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอกตั้งแต่เกดจนตาย พฤติกรรมที่แสดง ออกมาอาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเลี้ยงดูและอบรมจากครอบครัวหรือในทางตรงกันข้ามอาจสืบ เนื่องมาจากการขาดการเลี้ยงดูและอบรมจากครอบครัวหรือในทางตรงกันข้ามอาจสืบเนื่องมาจากการ ขาดการเลี้ยงดูอบรมจากครอบครัวจึงทำให้มีปัญหาอยู่มาก
ในแต่ละช่วงของชีวิตจะมีพัฒนาการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องปรับพฤติกรรมให้เข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนนั้น ๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทุก ๆ ด้าน เมื่อขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นตัวกำหนด พฤติกรรมของคนจึงทำให้ตนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ยาก เช่น บางชุมชนมีพฤติกรรมการรับประทาน อาหารสุก ๆ ดิบ ๆเป็นต้น 1.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบปัญหาเป็นฐาน เงื่อนไขที่สนับสนุนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐานประกอบไปด้วย เงื่อนไข 3 ประการ 1. ชุดกิจกรรมประกอบคำบรรยาย เป็นชุดกิจกรรมที่ใช้สอนผู้เรียนเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อให้รู้ และเข้าใจในเวลาเดียวกัน มุ่งขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สื่อที่ใช้ได้แก่ รูปภาพ แผนภูมิสไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพยนตร์เทปบันทึกเสียงหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้ 2. ชุดกิจกรรมแบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดกิจกรรมสำหรับให้ผู้เรียนเรียนร่วมกันเป็นกลุ่ม เล็กๆประมาณ 5-7 คนโดยใช้สื่อการสอนที่บรรจุไว้ในชุดกิจกรรมแต่ละชุด มุ่งฝึกทักษะในเนื้อหาวิชา ที่เรียนให้ผู้เรียนมีโอกาสทำงานร่วมกันชุด กิจกรรมนี้มักใช้ในการสอนแบบศูนย์การเรียนและการสอน แบบกลุ่มสัมพันธ์ 3. ชุดกิจกรรมแบบรายบุคคลหรือชุดกิจกรรมตามเอกภาพ เป็นชุดกิจกรรมสำหรับเรียน ด้วยตนเองเป็นรายบุคคล คือ ผู้เรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความสามารถและความสนใจของ ตนเอง อาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือเรียนที่บ้านก็ได้ผู้เรียนสามารถประเมินการเรียนได้ด้วยตนเองอีก ด้วย จากทัศนะของครูดังกล่าว สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ชุด กิจกรรมประกอบคำบรรยาย ชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้เป็นกลุ่ม และชุดกิจกรรมแบบรายบุคคล โดยชุดกิจกรรมแต่ละประเภทจะมีความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้สอนเลือกในเลือกใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ 1.5 ความหมายของวิธีการสอนปัญหาเป็นฐาน การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยเริ่มต้นจากปัญหา ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวและพบเจอในชีวิตประจำวัน เพราะผู้เรียนจะรับทราบและเข้าถึง ผู้เรียนได้ง่าย และสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นโดยใช้กระบวนการทำงานแบบกลุ่ม เพื่อให้เกิดการ แก้ปัญหาดังกล่าว ทำให้ตัวของปัญหานั้นคือจุดสำคัญของการจัดการเรียนรู้รูปแบบนี้ โดยลักษณะ สำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานนั้น ประกอบด้วย
1. ต้องมีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาและใช้ปัญหานั้นมาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ 2. ปัญหาที่นำมาใช้ ต้องมาจากสิ่งใกล้ตัวผู้เรียน และผู้เรียนมีโอกาสพบเจอ 3. ผู้เรียนเรียนรู้และเลือกเฟ้นวิธีการและประเมินผลด้วยตัวเอง 4. เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย เพื่อประโยชน์ในการค้นหาความรู้ และรับส่งข้อมูลร่วมกัน 5. เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการความรู้และทักษะกระบวนการต่างๆเข้าด้วยกัน 6. ความรู้ที่จะเกิดขึ้น เมื่อจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานแล้ว เท่านั้น 7. ใช้การประเมินผลตามสภาพจริง โดยพิจารณาความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของผู้เรียน 1.6 ความสามารถในการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความสำคัญ คือ การอ่านโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเก็บสาระสำคัญ ความรู้ ข้อมูล ที่น่าสนใจ และแนวความคิดหรือทัศนะของผู้เขียนของเรื่องที่อ่าน อีกทั้งยังเป็นการอ่านที่ ต้องการแยกแยะเรื่องที่อ่านให้ได้ว่าส่วนใดเป็นใจความหรือข้อความที่สำคัญที่สุด และส่วนใด เป็น ข้อความประกอบ การจับใจความจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไรอย่าง โดยผู้อ่านต้อง ใช้ความสามารถทางภาษา ประสบการณ์หรือภูมิหลังในด้านการแปล ความหมายของคำข้อความ เพื่อ จับใจความได้รวดเร็วขึ้น ใจความสำคัญจึงหมายถึงหมายถึงใจความที่เป็นแก่นของย่อหน้าที่สามารถ ครอบคลุมเนื้อความในย่อหน้านั้น จะเป็นใจความหรือประโยคเดี่ยว ๆ ได้โดยไม่ต้องมีประโยคอื่น ประกอบ ในแต่ละย่อหน้าจะมีประโยคใจความ สำคัญเพียงประโยคเดียว อย่างมากไม่เกิน 2 ประเป็น ใจความสำคัญและเด่นที่สุดในย่อหน้า ฉวีลักษ์ บุญยะกาญจน (2524 : 16) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่าการ อ่านเป็นสิ่งจำเป็นและให้ประโยชน์แก่มนุษย์ทุกด้านทุกโอกาส ทั้งในด้านการศึกษาหาความรู้การ ประกอบอาชีพ และการพักผ่อนหย่อนใจ การอ่านช่วยส่งเสริมความรู้ความคิดของคนเราให้เพิ่มพูน ขึ้น นอกจากนั้น ณรงค์ ทองปาน (2526 : 5) ได้กล่าวว่าการอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เกิด การเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้อ่าน ซึ่งสอดคล้องกันกับสุนันทา มั่น เศรษฐวิทย์ (2539 : 1) ที่กล่าวไว้ว่าการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการเสาะแสวงหาความรู้และใช้ วิธีอ่านที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคนและการอ่านยังมีความสำคัญในด้านอื่นๆ อีกดังนี้ 1.7 กระบวนการอ่านจับใจความ ชลธิชา กลัดอยู่ (2542, หน้า 25-26) กล่าวว่า การอ่านจับใจความมี 2 ลักษณะคือ 1. การอ่านเพื่อจับใจความส่วนรวม หมายถึง การทำความเข้าใจเนื้อหาสำคัญของ ข้อความและเนื้อเรื่องที่อ่าน เพื่อให้มองเห็นความสัมพันธ์และรายละเอียดของเนื้อหานั้น ๆ และเข้าใจ
จุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่องนั้น 1 ได้ การอ่านประเภทนี้ทำได้โดยการพลิกคูและการกวาคสายตาผ่าน หัวข้อต่าง ๆ เพื่อให้ทราบว่าแต่ละหัวข้อนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและมีการดำเนินไปสู่ จุดมุ่งหมายด้วยวิธีเชื่อโยงเนื้อหาและแนวความคิดตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ อย่างไร 2. การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ หมายถึง เป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจกับ ความสำคัญของเรื่องที่อ่าน ผู้อ่านที่ชำนาญจะไม่อ่านทุกตัวอักษร ในขณะเดียวกันผู้ที่ไม่ชำนาญต้อง อ่านอย่างพินิจพิจารณาจึงจะสามารถจับใจความได้ ความสำคัญนี้มิได้จำกัดแต่เพียงเนื้อเรื่องเท่านั้น นักอ่านที่ดีต้องเก็บเนื้อหาสาระที่สำคัญของเรื่องหนึ่งได้หลายแง่มุม เช่น การเก็บความรู้เกี่ยวกับเนื้อ เรื่องที่สำคัญ เก็บแนวคิดหรือทัศนคติของผู้เขียน ตลอดจนจุดมุ่งหมาที่สำคัญของเรื่อง อาจจะมีอยู่ หลายประการ น้ำหนักความสำคัญอาจแตกต่างกันไป พันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ (2542, หน้า 51) ได้จำแนกประเภทของการอ่านจับใจความไว้ 2 ลักษณะคือ 1. อ่านเพื่อจับใจความส่วนรวม เป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาที่สำคัญของ ข้อความ เรื่อง หรือหนังสือ เพื่อมองเห็นความสัมพันธ์ของรายละเอียด และจะทำให้เข้าใจจุดมุ่งหมาย สำคัญของความหรือเรื่องนั้น ได้ โดยการกวาดสายตาผ่านหัวข้อต่างหนึ่งอย่างรวดเร็ว 2. การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ เป็นการอ่านที่ต่อเนื่องกับการอ่านขั้นแรก โดยอ่าน ละเอียดทุกตัวอักษร เพื่อจับใจความได้ตลอดทั้งเรื่อง ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม เพื่อจับใจความให้ได้มาก ที่สุด ใจความสำคัญมิได้หมายจำกัดเพียงแค่เนื้อเรื่องที่สำคัญเท่านั้น อาจเก็บสาระสำคัญของเรื่อง พนิตนันท์ บุญพามี (2542 หน้า 78) กล่าวถึงการอ่านจับใจความว่าสามารถจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ การอ่านโดยละเอียด คือ การอ่านเพื่อเก็บความที่เป็นสาระประเด็นต่าง ๆ อย่างละเอียด ตลอดเรื่อง สามารถรับรู้ทำความเข้าใจเรื่องได้อย่างกระจ่างแจ้งในขณะที่ลักษณะที่สองคือ การอ่าน โดยสรุป คือ การอ่านเก็บความเฉพาะที่เป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง ผู้อ่านสามารถรับรู้ทำความเข้าใจ เนื้อหาสำคัญของเรื่องได้ ธิดา โมสิกรัตน์ และนภาลัย สุวรรณธาดา (2544. หน้า 569) กล่าวถึงประเภทของการอ่าน จับใจความว่ามี 2 แบบ คือ 1.การอ่านจับใจความรวมเป็นการอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อสำรวจว่า ใจความสำคัญของ เรื่องนั้นมีลักษณะหรือจุดมุ่งหมายอย่างไร รายละเอียดของเนื้อหามีความสัมพันธ์กันอย่างไร หนังสือ เล่มนั้นมีคุณค่าที่จะเสียเวลาอ่านอย่างละเอียดหรือไม่และควรจะซื้อ หรือยืมหนังสือเล่มนั้นหรือไม่การ อ่านจับใจความรวมเป็นขั้นการอ่านขั้นต้นที่จะเลือกอ่านหนังสือเล่มนั้นต่อไปวิธีการอ่านคือการดูและ สังเกตรูปเล่มหนังสือ ส่วนประกอบต่าง ๆ ของหนังสือเพื่อดูว่าเป็นหนังสือแนวใดน่าสนใจเพียงใด ต่อจากนั้นก็ตรวจดูสารบัญ ดูหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อยอย่างคร่าว ๆ เพื่อมองการลำดับเนื้อหาว่าจะ ดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างไร มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันอย่างไร และโครงร่างส่วนรวมของ
หนังสือชี้ให้เห็นว่าเป็นหนังสือที่มีสาระตรงตามที่เราต้องการ เมื่อพิจารณาส่วนต่าง ๆ ของหนังสือแล้ว เราก็จะสรุปความคิดเห็นได้ว่าหนังสือเล่มนั้นมีลักษณะอย่างไร มีจุดมุ่งหมายอย่างไร และเรื่องใด น่าสนใจเป็นพิเศษ การอ่านจับใจความรวม เป็นวิธีการอ่านที่เรามักใช้ในการเลือกหนังสือวิชาการ หนังสือสารคดีต่าง ๆ อาทิ สารคดีท่องเที่ยว สารคดีชีวประวัติ จดหมายเหตุ หรือบันทึกความทรง จำเป็นต้น 2. การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นการอ่านแล้วสรุปใจความสำคัญ หรือข้อความที่สำคัญ ด้วยการจดบันทึกย่อ หรือจดจำไว้ในสมอง หรือด้วยการขีดเส้นใต้ไว้ในหนังสือนั้น ใจความสำคัญที่ ผู้อ่านได้รับ อาจมีหลายลักษณะตามแต่จะต้องการ เช่น เป็นสาระสำคัญของเนื้อเรื่อง เป็นความรู้หรือ ข้อมูลที่ผู้อ่านสนใจ เป็นแนวคิดหรือทรรศนะของผู้เขียน หรือเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่องอย่างไรก็ ตามการอ่านจับใจความสำคัญจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นเชิง วิจารณ์หรือวิเคราะห์งานเขียนเป็นส่วน ๆ ได้อย่างถี่ถ้วน รวมทั้งยังทำให้ผู้อ่านสนใจศึกษาเรื่องนั้นเป็น พิเศษ ถ้าผู้อ่านมีความสนใจในเรื่องทำนองนั้นมาก่อนแล้ว กรมวิชาการ (2543, หน้า 57-58) ได้จำแนกการอ่านมี 7 ลักษณะ คือ 1. การอ่านคร่าว ๆ ใช้เมื่อต้องการสำรวจว่าจะอ่านหนังสือนั้นต่อไปหรือไม่ 2. อ่านเก็บแนวคิด ใช้เมื่อต้องอ่านหนังสือหรือเอกสารนั้นแล้วทำบันทึกย่อไว้ทบทวน ภายหลังหรือจะสรุปสาระสำคัญข้อความ 3. อ่านแบบตรวจตรา คือการอ่านวิธีหนึ่งรวมกับการอ่านวิธีที่ 2 และอ่านเฉพาะส่วน ที่สำคัญที่ต้องการเป็นหลัก 4. อ่านอย่างศึกษาค้นคว้า การอ่านวิธีนี้ใช้วิธีที่ 3 เป็นหลักแต่มิได้อ่านเพ่งเล็งเฉพาะเป็น บางจุดเพราะการศึกษาค้นคว้านั้นต้องอ่านอย่างละเอียดทุกบททุกตอน หากละเลยบางตอนก็อาจจะ เกิดผลเสียได้ 5. อ่านเชิงวิเคราะห์หรืออ่านตีความ ใช้การอ่านวิธีที่ 4 เป็นหลัก คือ อ่านอย่างละเอียด แล้วแยกแยะส่วนต่าง ๆ ให้ได้แล้วหาความสัมพันธ์ 6. อ่านเก็บข้อมูล วิธีนี้ใช้เมื่อจะอ่านหนังสือหรือเอกสารหลาย ๆ เล่ม จะได้เปรียบเทียบ คัดเลือกและนำเฉพาะส่วนที่ต้องการมาใช้ต่อไป วิธีนี้ใช้กันมากในการทำรายงานทำวิทยานิพนธ์ หรือการวิจัย 7. อ่านโดยใช้วิจารณญาณการจะใช้วิธีนี้ได้ผู้อ่านจะต้องมีความสามารถในการอ่านวิธี ต้น ๆได้เสียก่อนเพราะการอ่าน โดยใช้วิจารณญาณจะต้องอาศัยวิธีทั้งหมดข้างต้นร่วมกันอย่างมี ประสิทธิภาพ แล้วจึงจะเกิดปัญญาสันนิษฐานหาเหตุผลได้
1.8 องค์ประกอบของการอ่านสรุปใจความ มณีรัตน์ สุขโชติรัตน์ (2548, หน้า 240-242) ได้จำแนกประเภทของความสามารถ ในการอ่านจับใจความ ออกเป็นทักษะย่อย ๆ ดังนี้ 1. การอ่านตามอักษร คือ การอ่านที่ผู้อ่านทำความเข้าใจเนื้อหาสาระที่ผู้เขียนกล่าว ออกมาโดยตรง จำแนกเป็นทักษะย่อย ๆ ได้ ดังนี้ 1.1 การชี้สรรพนามที่ใช้แทนคำนาม 1.2 การหาความจริงจากเรื่อง 1.3 การไปตามทิศทาง 1.4 การหาประโยคสำคัญ 1.5 การตั้งหัวข้อเรื่อง 1.6 การเก็บใจความสำคัญของเรื่อง 1.7 การเก็บรายละเอียดสำคัญ 1.8 การเรียงลำดับเหตุการณ์ 1.9 การเปรียบเทียบ 1.10 การชี้อุปนิสัยของบุคคลในเรื่อง 2. การอ่านตีความ คือ การอ่านที่ผู้อ่านต้องแสวงหาความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในข้อความ ที่ปรากฏอยู่ ซึ่งผู้เขียน ไม่ได้กล่าวออกมาโดยตรง เพื่อประเมินค่าสิ่งที่ผู้เขียนเขียน โดยใช้ความรู้ และประสบการณ์รวมทั้งความสามารถในการอ่านตามอักษร จำแนกเป็นทักษะย่อย ๆ ได้ดังนี้ 2.1 การกล่าวสรุป 2.2 การสรุปกฎ 2.3 การคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้า 2.4 การเข้าใจสำนวนภาษา 2.5 การตั้งหัวข้อเรื่อง 2.6 การเก็บใจความสำคัญ 2.7 การเก็บรายละเอียดสำคัญ 2.8 การเรียงลำดับเหตุการณ์ 2.9 การเปรียบเทียบ 2.10 การเข้าใจความสัมพันธ์ของเหตุและผล
2.11 การชี้อุปนิสัยของบุคคลในเรื่อง 3. การอ่าน โดยใช้วิจารณญาณ หมายถึง การอ่านที่ผู้อ่านต้องใช้ความสามารถในการ พิจารณาตัดสิน เพื่อประเมินค่าสิ่งที่ผู้เขียนเขียน โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ รวมทั้ง ความสามารถในการอ่านตามอักษรและการอ่านตีความ จำแนกเป็นทักษะย่อย ๆ ได้ดังนี้ 3.1 การแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น 3.2 การแยกเรื่องที่เป็นจริงกับเรื่องเพ้อฝัน 3.3 การหาเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง 3.4 การพิจารณาโฆษณาชวนเชื่อ 3.5 การพิจารณาเหตุผลที่ทำให้ชวนเชื่อ 3.6 การพิจารณาความเหมาะสมและคุณค่า การยอมรับความคิด 3.7 การชี้วัตถุประสงค์ของผู้แต่ง 3.8 การแสดงความรู้สึกและการจับความรู้สึก 4. การอ่านขั้นนำไปใช้ หมายถึง การอ่านที่ผู้อ่านสามารถที่จะนำความรู้ ประสบการณ์และ ข้อคิด ต่าง ๆ ที่ได้จากอ่านนั้นไปใช้กับสถานการณ์อื่นในทำนองเดียวกันต่อไป จากประเภทของการอ่านจับใจความดังกล่าวสามารถสรุป การจับใจความ มีหลายประเภท เช่น การอ่านจับใจความสำคัญอ่านแบบส่วนรวมการอ่านเพื่อศึกษาหาข้อมูลดังนั้น ผู้อ่านควรจะทำ ความเข้าใจกับประเภทของการอ่านให้ชัดเจนว่าสารนั้นต้องการจะสื่ออย่างไรจึงจะมีความชัดเจนมี จุดมุ่งหมายในการอ่านหรือศึกษาเพื่ออะไรต้องการอ่านจับใจความในส่วนใดแล้วเลือกวิธีการอ่านแบบ ใดจึงจะสอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหาหรือแนวทางประเภทของการอ่านจับใจความได้เหมาะสม 1.9 ความพึงพอใจ กชกร เป้าสุวรรณ และคณะ(2550 : 13) กล่าวถึง ความพึงพอใจ หมายถึง สิ่งที่ควรจะ เป็นไปตามความต้องการ ความพึงพอใจเป็นผลของการแสดงออกของทัศนคติของบุคคลอีกรูปแบบ หนึ่งซึ่งเป็นความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจที่มีประสบการณ์ที่มนุษย์เราได้รับอาจจะมากหรือน้อยก็ได้ และเป็นความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ แต่ก็เมื่อสิ่งใดนั้นสามารถ ตอบสนองความต้องการหรือทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายได้ก็จะเกิดความรู้สึกบวก เป็นความรู้สึกที่พึง พอใจ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งนั้นรู้สึกผิดหวัง ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกทางลบเป็นความรู้สึกไม่ พอใจ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2554 : 775) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ ว่า หมายถึง พอใจ ชอบใจ
อับราฮัม มาสโลว์(Abraham Maslow, 1970 อ้างถึงใน ณัฐธิดา จาตุวัฒน์และธัชชัย ลีลา อนันตวงษ์, 2556) เป็นนักจิตวิทยาที่ได้นําเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจของมนุษย์โดยเสนอแนวคิด ว่าการจูงใจของมนุษย์จะเป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างเป็นระบบลำดับขั้นตอนความต้องการนี้ เรียกว่า“Hierarchy of Needs” ซึ่งสามารถจัดแบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ความต้องการทางกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ซึ่ง ความต้องการดังกล่าวถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีพอยู่ ได้แก่ ความต้องการด้านปัจจัย 4 เพื่อการดำรงชีวิตได้ของมนุษย์จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใฝ่หาสิ่งเหล่านี้มาสนองตอบความต้องการ ของตนเองอยู่ตลอดเวลา หากมนุษย์ขาดสิ่งเหล่านี้ไปการตอบสนองให้กับความต้องการของร่างกาย จะเป็นสิ่งที่ใช้จูงใจมนุษย์ได้ 2.ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) จะเกิดขึ้นเมื่อความความต้องการทาง ร่างกายได้รับการตอบสนองแล้ว มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น ความ มั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงในหน้าที่การงาน ความเป็นอิสระจากความกลัว เป็นอิสระจากการถูก บังคับขู่เข็ญจากผู้อื่น ซึ่งเป็นความต้องการที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองความต้องการประเภทนี้จะ เริ่มขึ้นตั้งแต่วัยทารกจนกระทั่งวัยชรา 3.ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Social or Belonging Needs) เมื่อ ความต้องการในขั้นที่ 1 และ 2 ได้รับการตอบสนองแล้ว มนุษย์จะมีความต้องการให้เป็นที่รักของคน อื่น มีความต้องการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น ต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การต่าง ๆ และ ต้องการให้ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 4.ความต้องการที่จะมีฐานะเด่นในสังคม (Esteem of Status Needs) เป็นความต้องการที่ จะมีความมั่นใจในตนเองในด้านความสามารถ ต้องการให้ผู้อื่นเห็นว่าตนเองมีความสามารถ มีคุณค่า เป็นที่ยอมรับยกย่องจากผู้อื่น รวมถึง ความต้องการมีฐานะเด่นในสังคม เป็นที่สรรเสริญ นับหน้าถือ ตาของบุคคลทั่วไปในสังคม 5.ความต้องการที่จะรู้จักตนเองอย่างแท้จริงและพัฒนาตนเองได้เต็มที่ตามศักยภาพของตน (Self-actualization or Self Realization Needs) เป็นความต้องการขั้นสูงสุดของมนุษย์เป็นความ ต้องการที่ต้องรู้จักตนเองกล้าที่จะตัดสินใจเลือกทางเดินของตนเอง ปรารถนาที่จะ เป็นคนดีที่สุดเท่าที่ จะมีความสามารถทำได้เป็นกระบวนการที่มนุษย์ต้องการที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ตามศักยภาพ ของตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่มีจุดจบตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งจะเป็นความต้องการที่เกิดขึ้น หลังจากที่ความต้องการทั้ง 4 ด้าน ได้รับการตอบสนองแล้ว มาสโลว์ (2513 : 69) ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกที่ดี ที่ชอบ ที่พอใจหรือที่ประทับใจของ บุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้รับโดยสิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ บุคคลทุกคนมีความต้องการหลายสิ่งหลายอย่าง และมีความต้องการหลายระดับ ซึ่งหากได้รับการ
ตอบสนองก็จะก่อให้เกิดความพึงพอใจ การจัดการเรียนรู้ใด ๆ ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจ การเรียนรู้นั้นจะต้องสนองความต้องการของผู้เรียน ทฤษฎีเกี่ยวกับความต้องการที่ส่งผลต่อความพึง พอใจ ที่สำคัญสรุปได้ดังนี้ทฤษฎีลำดับชั้นของความต้องการ Maslow (Needs - Herarchy Theory) เป็นทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมของ มนุษย์ 1.10 ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 75 ตัวแรก หมายถึง ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional Behavior) คือประเมินผล ต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย พฤติกรรมย่อยของผู้เรียน เรียกว่า “กระบวนการ” (Process) ที่เกิดจาก การประกอบกิจกรรมกลุ่ม ได้แก่การทำโครงการ หรือทำรายงานเป็นกลุ่ม และรายงานบุคคล ได้แก่ งานที่มอบหมายและกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอน 75 ตัวที่สอง หมายถึง ประเมินพฤติกรรมสุดท้าย (Terminal Behavior) คือประเมิน ผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียนโดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่ ประสิทธิภาพของ สื่อหรือชุดการสอนจะกำหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่พึง พอใจ โดยกำหนดให้ของผลเฉลี่ยของคะแนนการทำงานและการประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมด ต่อร้อยละของผลการประเมินหลังเรียนทั้งหมด การสร้างประสิทธิภาพตามเกณฑ์ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมก่อนเรียนและประเมินพฤติกรรม อย่างต่อเนื่อง ต้องประเมินพฤติกรรมย่อยๆ ของผู้เรียนโดยมีกระบวนการต่างๆ ที่เกิดจากการทำ กิจกรรมกลุ่ม งานที่มอบหมายและกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อบรรลุจุดประสงค์ และต้อง ประเมินพฤติกรรมครั้งสุดท้ายหรือประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยพิจารณาจากการสอบ ต้องมี ชุดการสอนตามเกณฑ์ที่กำหนด และตรงตามจุดประสงของแผนการสอน เพื่อที่จะปรับเปลี่ยน พฤติกรรมความพึงพอใจของนักศึกษา จากการกำหนดการหาค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการทำ กิจกรรมในชั้นเรียน 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1 ลักษณะสำคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน เป็นการวดพฤติกรรม 3 กลุ่มพฤติกรรมด้วยกันคือ 1. พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถ และความคิด รวมทั้งการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ อันเป็นผลจากการเรียนการสอน ซึ่งพฤติกรรม ด้านความรู้และความคิด ประกอบด้วยพฤติกรรมย่อย 6 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1.1 ความรู้ ความจำ หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่จะรักษาไว้ ซึ่งเรื่องราว ต่าง ๆ ที่ได้รับจากการเรียนการสอนและประสบการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งที่สัมผัสกับประสบการณ์ นั้น ๆ และสามารถถ่ายทอดออกมาได้ถูกต้อง
1.2 ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการแปลความ ตีความและสรุปความ เกี่ยวกับสิ่งที่ได้พบ ซึ่งเป็นเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับรู้และสามารถสื่อความเข้าใจ ที่ตนมี อยู่นั้นไปสู่ผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง 1.3 การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้ ทฤษฎี หลักการ กฎเกณฑ์ และวิธีการต่าง ๆ ซึ่งได้รับจากการเรียนรู้ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริงใน ชีวิตประจําวันหรือสถานการณ์ใหม่ที่คล้ายคลึงกันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 1.4 การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการจำแนกเรื่องราว ข้อเท็จจริงหรือ เหตุการณ์ใด ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ และสามารถบอกได้ว่าส่วนย่อย ๆ นั้นแต่ละส่วนสำคัญอย่างไร ส่วนใดสำคัญที่สุด แต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและมีหลักการใดร่วมกันอยู่ 1.5 การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้าด้วย กันให้เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ได้ผลผลิตที่แปลกใหม่ และดีไปกว่าเดิม พฤติกรรมด้านนี้เน้นให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ 1.6 การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการวินิจฉัย ตีราคาสิ่งต่าง ๆ หรือ เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมีหลักเกณฑ์ เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป สรุป พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธพิสัย คือ พฤติกรรมย่อยด้านความรู้ ความ จำเป็นพฤติกรรมที่มีระดับต่ำสุด ถือเป็นพฤติกรรมขั้นพื้นฐาน ส่วนพฤติกรรมย่อยด้านความ เข้าใจการนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่าเป็นพฤติกรรมที่สูงขึ้น ตามลำดับในการเรียนการสอนโดยหลักทั่วไปนั้น ต้องการให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมสูงกว่า ความรู้ ความจำคือเป็นการพัฒนาให้เกิดความคิด 2. พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการเปลี่ยนแปลง ทางด้านจิตใจ เจตคติ ค่านิยม ความสนใจ ความชื่นชมของบุคคลต่อสิ่งต่าง ๆ ประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย 5 ขั้น ดังนี้ 2.1 การรับรู้ เป็นความสามารถในการฉับไวต่อการรับรู้สิ่งเร้าต่าง ๆ ได้มากในเวลา จำกัด 2.2 การตอบสนอง เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าใน ลักษณะของความยินยอม เต็มใจและพอใจ 2.3 การสร้างคุณค่าหรือค่านิยม เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความรู้สำนึก ในคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ จนเกิดการยอมรับ และเชื่อถือในสิ่งนั้น
2.4 การจัดระบบคุณค่าหรือค่านิยม เป็นการนำค่านิยมมาจัดให้เป็นระบบโดยอาศัย กระบวนการจัดพวกหาความสัมพันธ์ และกำหนดค่านิยมที่เด่น และสำคัญแล้วนำกระบวนการนั้นมา สร้างระบบค่านิยมที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ต่อไป 2.5 การสร้างลักษณะนิสัย เป็นความสามารถในการจัดระบบค่านิยมที่บุคคล ยึดถืออยู่ จนสามารถควบคุมพฤติกรรมและทำให้เกิดบูรณาการทางความเชื่อ ความคิด เจตคติและ ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นลักษณะนิสัยประจำตัวของบุคคลแต่ละคน 3. พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถ ในการใช้กลไกทางกายและทางสมองได้สัมพันธ์กันจนสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงาน อย่างมีจุดหมาย ซึ่งแบ่งออกเป็นพฤติกรรมย่อย ๆ 7 ขั้น ดังนี้ 3.1 การรับรู้ เป็นการรับรู้โดยประสาทสัมผัสเกี่ยวกับรูปธรรม เช่น วัตถุ สิ่งของและ นามธรรม เช่น คุณสมบัติหรือความสัมพันธ์ 3.2 การเตรียมพร้อม เป็นความพร้อมทั้งทางใจ ความพร้อมทางกายและความ พร้อมทางอารมณ์ 3.3 การเลียนแบบ เป็นการทำตามหรือเลียนแบบ 3.4 การปฏิบัติได้ เป็นพฤติกรรมตอบสนองที่พัฒนาจนเป็นนิสัย 3.5 การตอบสนองที่ซับซ้อน เป็นการแสดงออกที่ซับซ้อนตามกระบวนการปฏิบัติ อย่างไม่ลังเล และเป็นไปโดยอัตโนมัติ 3.6 การดัดแปลง เป็นขั้นที่ทดลองหาวิธีอื่นมาปฏิบัติหลังจากที่ได้ปฏิบัติวิธีเดิม จนชำนาญแล้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น 3.7 การริเริ่ม เป็นการประยุกต์สิ่งที่ได้ดัดแปลงแล้ว เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้น 2.2 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน รสริน พันธุ (2550 : 37) กล่าวว่า ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของ การเรียนการสอนหรือความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการได้รับการฝึกฝน สั่งสอนในด้านความรู้ และทักษะที่ได้พัฒนาขึ้นตามลาดับขั้นในวิชาต่าง ๆ ศิริพร สะอาดล้วน (2551 : 28) กล่าวว่า ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นผลรวม ของมวลประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ ในด้านของทักษะ ความรู้ ความสามารถ ซึ่งผลการ เรียนรู้นั้นสามารถแสดงออกมาได้และสามารถที่จะวัดได้ สุพัตรา เกษมเรืองกิจ (2551 : 32) กล่าวว่า ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและทักษะทางวิชาการรวมทั้งสมรรถภาพทางสมอง ด้านต่าง ๆ ที่ได้จากการอบรมสั่งสอนและวัดได้โดยอาศัยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย
สิริสรณ์ สิทธิรินทร์ (2554 : 18) กล่าวว่า ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จทางการเรียนของบุคคลที่วัดได้จากระบวนการทดสอบหรือกระบวนการที่ไม่ต้องอาศัยการ ทดสอบด้วยวิธีการอย่างหลากหลาย เช่น การตรวจผลงานของผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรม เป็นต้น กูด (Good, 1993 : 7 อ้างถึงใน รสริน พันธุ, 2550 : 42) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ คือ การทาให้ สำเร็จ (accomplishment) หรือประสิทธิภาพทางด้านการกระทาที่กำหนดให้ หรือในด้านความรู้ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การซึ้งความรู้ (knowledge attained) การพัฒนาทักษะใน การเรียน ซึ่งอาจจะพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้ คะแนนที่ได้จากงานที่ครูมอบหมายให้ หรือ ทั้งสองอย่าง ชนิดา ยอดสาลี และ กาญจนา บุญส่ง (2559 : 13) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ หรือ ทักษะที่ต้องใช้สติปัญญาและสมรรถภาพทางสมองที่ได้รับมาจากการสั่งสอน แสดงออกมาในรูป ความสำเร็จสามารถ วัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย ด้านทักษะพิสัย และใช้แบบทดสอบความสามารถใน การเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่เรียน ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้ง ปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของ สมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่า เรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่างๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่ จะทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.1 งานวิจัยในประเทศ จุฑามาศ คาโส และคณะ (2551, บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนา ชุดกิจกรรมการสร้างความรู้ด้วยตนเอง เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง รายวิชาสาระเพิ่มเติม กลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1) ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ 80.66/82.10 ผลการทดลองใช้ชุดกิจกรรม พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนมีพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มเฉลี่ยร้อยละ 86.85 ผลการประเมินหนังสือเล่มเล็กอยู่ใน ระดับดีผลการศึกษาความพึงพอใจพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมในระดับมากที่สุด
สุดารัตน์ คำราช และคณะ (2551, บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุด กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมด้านความมีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า (1) ชุดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมด้านความวินัยในตนเอง ตามความคิด เห็ของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน มีความเหมาะสมในระดับมาก (2) ชุดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมด้านความมีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ประสิทธิภาพเท่ากับ 80.69/79.94 (3) นักเรียนมีวินัยในตนเองหลังการใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมด้านความ มีวินัยในตนเอง สูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนมีผลคะแนน การประเมินพฤติกรรมด้านความมีวินัยในตนเองหลังการใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ด้านความมีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ประเมินตนเอง โดยเพื่อน และโดยครู สูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการประเมินพฤติกรรมของ นักเรียนหลังใช้ชุดกิจกรรมตามการประเมินตนเองเพื่อนและครู มีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 (4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมด้านความ มีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมาก สุพรรณ เกียรติเจริญ (2547) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การสร้างชุดกิจกรรมแบบศูนย์ การเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง สิ่งเสพติด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 พบว่า การสร้างชุดกิจกรรมแบบศูนย์การเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเรื่อง สิ่ง เสพติด ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพถึง 80/80 ทุกชุด และเมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนโดยวิธีการสอนแบบศูนย์การเรียนแบบปกติ ทั้ง 10 ชุด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ0.1 จุฑามาศ ตลับเพชร และคณะ (2549, บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุด กิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ เรื่อง ชีวิตปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างและหา ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ เรื่อง ชีวิตปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อมกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ชุดกิจกรรมมี ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ตั้งไว้ (80/80) คือ 81.67/83.96, 82.50/83.96, 80.83/83.96 และ 86.67/83.96 2) การทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ เรื่อง ชีวิตปลอดภัย ใส่ใจ สิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ชุด กิจกรรมมี ประสิทธิภ าพ สูงกว่าเกณ ฑ์ ตั้งไว้ (80/80) คือ 81,43/83.43, 83.14/82.39, 80.86/82.00 และ 84.00/82.00 3) การศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนด้วยชุด กิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ เรื่อง ชีวิตปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการ เรียนด้วยชุดกิจกรรมทั้ง 4 ชุด อยู่ในระดับมาก ร้อยเอกประมินทร์ธรรมนิตยากุล (2558) การศึกษาครั้งนี้มีวุตถุประสงค์เพื่อทราบว่า ปัจจัยใดที่มีผลต่อระยะเวลาที่ใช้ในการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์จากการประเมินความคิดเห็นของผู้เข้า รับการฝึกอบรมในการนำหลักสูตรฝึกอบรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในการจัดการเรียนการ สอนไปใช้ฝึกอบรมพบว่าโดยภาพรวมมีความคิดเห็นระดับมาก เนื่องจากการพัฒนาสื่อในการฝึกอบรม ได้พิจารณาจัดทำโดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และเนื้อหา เพื่อช่วยในการถ่ายทอด ความรู้และความสนใจของผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของสมชาย ความสำคัญของ สื่อประกอบการฝึกอบรม ต้องให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระและกิจกรรมของหลักสูตรฝึกอบรม ทองแดง สุกเหลืองและคณะ (2550)ได้ทำวิจัย เรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรม ว่านักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยความสำคัญทางสถิติที่ระดับ 01 นักเรียนมีพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มเฉลี่ย 86.85 ผลการประเมินหนังสือเล่มเล็กอยู่ในระดับดี 3.2 งานวิจัยต่างประเทศ ทานการ์ด (Tankard, 1974 : 46 – 88) ได้ให้ความเห็นว่า ความสำเร็จของการนำ หลักสูตร ไปใช้อยู่ที่การวางแผนการทดลองใช้ ซึ่งมีองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้ 1. รายละเอียดของโครงการ 2. ปรัชญาและจุดมุ่งหมาย 3. แผนการนำไปใช้และการดำเนินการ ผู้เกี่ยวข้องในการนำหลักสูตรไปใช้ ซึ่งมีศึกษานิเทศก์ ครูใหญ่ ผู้บริหาร ระดับต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่จะต้องร่วมมือกันดำเนินงานตั้งแต่การทำโครงการปรับปรุงหลักสูตร กำหนดจุดมุ่งหมาย จัดเนื้อหาแผนการนำไปทดลองใช้ และการประเมินผล ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการ นำไปทดลองใช้ จะต้องบันทึกไว้ทั้งหมด เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการแก้ไขปรับปรุงหลักสูตร แอนเดอร์สัน (Anderson 1982 หน้า 4795-A) ได้สร้างชุดการเรียนด้วยตนเองเพื่อหา ประสิทธิภาพตามเขตที่ตั้งไว้และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาบำรุงรักษารถยนต์ของผู้ที่ ฝึกอบรมเป็นครูปวช. 3 โดยใช้ชุดการเรียนด้วยตนเองกับการสอนแบบบรรยายผลการวิจัยพบว่ามี ความแตกต่างกันอย่างปีใดสำคัญจากกลุ่มที่สอดโดยใช้ชุดการเรียนด้วยตนเองและการสอนแบบ บรรยายทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการวางแผนการสอนวิธีการสอนแต่ไม่มีความแตกต่างกันใน ด้านทัศนคติที่มีต่อวิชาและผู้ฝึกโดยมากชอบการเรียนด้วยตนเอง
กิลล์ (Giles, 1975) ได้ทำการวิจัย เรื่อง คุณค่าของชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนใน ระดับประถมศึกษา พบว่า ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับ ประสบการณ์จากกิจกรรม และสื่อการสอนต่างๆ ที่ครูจัดไว้เป็นการสนองความต้องการของ นักเรียน ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น ส่วนการสอนตามปกติ ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปตามแผนการสอนที่กำหนดไว้ ครูผู้สอนมีบทบาทในการเรียน การสอนโดยเป็นผู้บรรยายอธิบาย ควบคุมให้เป็นไปตามแผนการสอนโดยไม่คำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียนเรียนรู้สูงขึ้นด้วยไม่มีความเป็นอิสระต่อการทำกิจกรรม ทำให้ นักเรียนไม่มีความกระตือรือร้นและไม่อยากรู้ไม่อยากเห็นในสิ่งที่เรียนในบทเรียนนั้นๆ 3.3 กรอบแนวคิดการวิจัย ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล (2543) มองว่า การวิจัยในชั้นเรียน อาศัยกรอบแนวคิด จากการวิจัยการสอนโดยให้ความสำคัญกับ 1) ตัวแปรพื้นฐานของครูและนักเรียน ตัวแปรบริบทในชั้น เรียนและนอกชั้นเรียน 2) ตัวแปรกระบวนการ คือ กระบวนการและพฤติกรรมการสอนของครู พฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ซึ่งล้วนส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน ชี้วัดได้จาก 3) ตัวแปรที่สังเกต ได้จากผลระยะใกล้ในระหว่างและสิ้นสุดการเรียนกับผลระยะยาวในภายหน้า มีกระบวนทัศน์ในการ แสวงหาความรู้ ครอบคลุมแนวคิดปฏิฐานนิยม ปรากฏการณ์นิยม และเชิงวิพากษ์ซึ่งมีเป้าหมาย สำคัญ คือ มุ่งทำความเข้าใจปัญหาสถานการณ์เพื่อนำผลการศึกษาไปสู่การทดลองปฏิบัติต่อไป และ มุ่งปฏิบัติเพื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขสถานการณ์ปัญหานั้น
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบปัญหาเป็นฐาน วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม ของนักเรียนชั้น (ปวช.1) ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และ การวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้น (ปวช.1) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยการอาชีพหนองคาย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอาชีวะ ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 28 คน 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1.1 ประชากร ได้แก่ สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) สาขาวิชา ช่างยนต์วิทยาลัยการอาชีพหนองคาย ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง รวม 28 คน ประกอบด้วย ปวช.1/1 1.1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) สาขาวิชาช่างยนต์วิทยาลัยการอาชีพหนองคาย ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง รวม 28 คน ประกอบด้วย ปวช.1/1 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม
2. แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็น การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ OGP-P Design (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2538 : 249) และแบบกลุ่มเดี่ยวสอบหลัง (OGP-O Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60 - 61) ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม ตัวแปรตาม แบบแผนการวิจัย หมายเหตุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ทักษะการอ่านจับใจความ One Group Posttest – Only Design - ความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรม One Group Posttest - Only Design - 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 3.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนของรูปแบบปัญหาเป็นฐาน วิชางาน เครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) จำนวน 6 แผนการจัดการ เรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 7 ชั่วโมง รวม 112 ชั่วโมงต่อโรงเรียน 3.1.2 การสอนของรูปแบบปัญหาเป็นฐาน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนงาน เครื่องยนต์แก๊สโซลีน จำนวน 16 การสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนรู้ละ 7 ชั่วโมง รวม 112 ชั่วโมงต่อโรงเรียน
3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 3.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์ แก๊สโซลีน ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ 3.2.2 แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เรียน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วน เครื่องยนต์แก๊สโซลีน เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะการอ่านจับใจความที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ 3.2.3 แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนของรูปแบบการ ใช้ปัญหาเป็นฐาน เรียน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เป็นแบบมาตราส่วน ประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยของเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนของรูปแบบใชปัญหาเป็นฐาน เรื่องโครงสร้างและ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 2) วิธีสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 4) แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ 5) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบวิธีสอนแบบใช้ปัญหา เป็นฐาน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบวิธีสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 7 ชั่วโมง รวม 112 ชั่วโมงต่อโรงเรียน ตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรหลักสูตรประกาศนียบัตร วิชาชีพ. พุทธศักราช 2562. ประเภทวิชาอุตสาหกรรม หนังสือเรียนงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 1.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นเรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรม การเรียนรู้ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ กำหนดไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1.3.1 เรื่อง ฝาสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.2 เรื่อง ห้องเผาไหม้ จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.3 เรื่อง ปะเก็นฝาสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.4 เรื่อง เสื้อสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.5 เรื่อง ลิ้น จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.6 เรื่อง เพลาลูกเลี้ยว จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.7 เรื่อง กลไกบังคับลิ้น จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.8 เรื่อง ลูกสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.9 เรื่อง แหวนลูกสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.10 เรื่อง ก้านสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.11 เรื่อง เพลาข้อเหวี่ยง จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.12 เรื่อง ล้อช่วยแรง จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.13 เรื่อง แบริ่ง จำนวน 7 ชั่วโมง 1.3.14 เรื่อง อ่างน้ำมันเครื่อง จำนวน 7 ชั่วโมง 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 4 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีนและการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้ คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยดัชนี ความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 1.5 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของ นำแผนการ จัดการเรียนรู้ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2
ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 17 คน คละความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการ เรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2. การสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์ แก๊สโซลีน แบ่งกลุ่ม 4 กลุ่มกิจกรรมการเรียนรู้ รวม 16 ชั่วโมงต่อโรงเรียน ตามขั้นตอนดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับหลักสูตรหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ. พุทธศักราช 2562. ประเภทวิชาอุตสาหกรรม หนังสือ เรียนงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วน เครื่องยนต์แก๊สโซลีน คู่มือการสอนงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน รวมทั้งเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 2.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมของการสอนของ รูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 2.3 การพัฒนาการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่องโครงสร้างและ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน จำนวน 14 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 2.3.1 เรื่อง ฝาสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.2 เรื่อง ห้องเผาไหม้ จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.3 เรื่อง ปะเก็นฝาสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.4 เรื่อง เสื้อสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.5 เรื่อง ลิ้น จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.6 เรื่อง เพลาลูกเลี้ยว จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.7 เรื่อง กลไกบังคับลิ้น จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.8 เรื่อง ลูกสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.9 เรื่อง แหวนลูกสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.10 เรื่อง ก้านสูบ จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.11 เรื่อง เพลาข้อเหวี่ยง จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.12 เรื่อง ล้อช่วยแรง จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.13 เรื่อง แบริ่ง จำนวน 7 ชั่วโมง 2.3.14 เรื่อง อ่างน้ำมันเครื่อง จำนวน 7 ชั่วโมง โดยแต่ละกลุ่มที่สร้างและพัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบดังนี้ 1) คำชี้แจง 2) จุดประสงค์ การเรียนรู้ 3) ใบความรู้ และ 4) ใบกิจกรรม
2.4 นำการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 4 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน และการวัดผลและประเมินผล เพื่อ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดย พิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็น ฐาน มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็น ฐาน มีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็น ฐาน โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 2.5 ปรับปรุงแก้ไขการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามข้อเสนอแนะของ ผู้เชี่ยวชาญ นำชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 17 คน คละความสามารถ เพื่อดู ความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 2.6 นำการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วน เครื่องยนต์แก๊สโซลีน ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนภาษาอังกฤษ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วน เครื่องยนต์แก๊สโซลีน ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ ตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลทางการศึกษาในเรื่องการวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ 3.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง งานบำรุงรักษารถยนต์ จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ 3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เป็น แบบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกโดยวัดผลการเรียนรู้ 4 ด้าน ตามแนวคิดของคอล์ฟเฟอร์ (Klopfer, 1971) คือ 1) ด้านความรู้ความจำ 2) ด้านความเข้าใจ 3) ด้านการนำความรู้ไปใช้ จำนวน 20 ข้อ
3.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 4 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนงานบำรุงรักษารถยนต์ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่าง ข้อคำถามและจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้วนำไปทดสอบกับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่ผ่านการเรียนด้วยการสอนของรูปแบบใช้ ปัญหาเป็นฐาน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน แล้วนำคะแนนการทดสอบมา วิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยมีความยากง่ายระหว่าง 0.21 – 0.75 และอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.65 3.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ ที่คัดเลือกไว้ มา วิเคราะห์ หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยคำนวณจากสูตร KR -20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ตั้งแต่ 0.72 3.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนงานเครื่องยนต์แก๊สฌซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน กลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์ แก๊สโซลีน เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอน ดังนี้
4.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่านจับใจความ และการ วัดประเมินทักษะการอ่านจับใจความ และวิธีสร้างแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ 4.2 สร้างแบบประเมินการอ่านจับใจความ เป็นแบบมาตรส่วนประเมินค่า 3 ระดับ คือ 3 2 และ 1 โดยแบ่งพฤติกรรมที่จะวัดและประเมิน ออกเป็น 4 ทักษะ คือ 1) การตอบ คำถามจากเรื่องที่อ่าน 2) การบอกความสำคัญของเรื่องที่อ่าน 3) การบอกข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน 4) การแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน 4.3 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนงานงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน และการวัดผลและประเมินผล เพื่อ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบประเมินทักษะการอ่านจับ ใจความ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อคำถามกับเนื้อหา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมิน โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 4.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญ เสนอแนะ แล้วนำไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักศึกษาประกาศนียบัตรชั้นปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 17 คน แล้วนำแบบประเมินมาหาคุณภาพ 4.6 หาคุณภาพของแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เรื่องโครงสร้างและ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ ttest) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.73 - 0.78 4.7 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่าได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบประเมิน เท่ากับ .86 4.8 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไป พิมพ์เป็นฉบับจริงเพื่อนำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป
5. แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธี ของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 5.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดความพึง พอใจตามวิธีของ ลิเคิร์ท (Likert) และวัดความพึงพอใจที่มีต่อการสอนของรูปแบบใชปัญหาเป็นฐาน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 5.2 สร้างแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นแบบวัดมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามวิธีของไลเคิร์ท (Likert, s Scale) โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ 5 4 3 2 และ 1 ซึ่งหมายถึง มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 1 ฉบับ พิจารณาโดยรวม 3 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้สึกต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) ด้านการแสดงออกต่อการ สอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) ด้านการเห็นประโยชน์ของการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็น ฐาน 5.3 นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการสอนของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เสนอ ต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเหมาะสมของข้อความ และความเที่ยงตรง (Validity) จำนวน 4 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน และการวัดผลและประเมินผล เพื่อ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบวัดความพึงพอใจต่อการสอน ของรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อคำถามและเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้ คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความไม่เหมาะสมและไม่ สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบวัด โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 5.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดความพึงพอใจตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้วนำไป ทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 25 คน แล้วนำแบบวัดความพึงพอใจมาหา คุณภาพ
5.5 หาคุณภาพของแบบวัดความพึงพอใจเป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.67 5.6 นำแบบวัดความพึงพอใจที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (หรือราย ด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่า ได้ค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบวัดความพึงพอใจ มีค่าเท่ากับ 0.88 5.7 นำแบบวัดความพึงพอใจที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็นฉบับจริงเพื่อ นำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วน เครื่องยนต์แก๊สโซลีน เพื่อนำมาสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการ เรียน ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2562 เกี่ยวกับ งานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 2. ศึกษาวิธีสร้างและเขียนแบบทดสอบโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและ ทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 4. เลือกนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 5. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน และประเมินความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) 6. สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน และ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 7. สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ คัดเลือกคุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 8. สร้างแบบวัดความพึงพอใจและประเมินความเหมาะสม 9. นำไปใช้จัดกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แจงกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติได้อย่าง ถูกต้อง 10. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้าง และชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน กับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัย
และผู้ช่วยนักวิจัยเป็นผู้ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เอง ใช้เวลา .... ชั่วโมงโดยผู้วิจัยดำเนินการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน และแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน.... ชุด/ แผน รวม .... ชั่วโมง โดยระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูผู้สอนและผู้ช่วยผู้วิจัยจะทำการสังเกต พฤติกรรมด้านทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนไปด้วย 12. เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับ นักศึกษากลุ่มเดิมในแต่ละวิทยาลัย ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชางานเครื่องยนต์ แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน แบบประเมินทักษะการทดสอบ และแบบ วัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชา วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน แบบ ประเมินทักษะการอ่านจับใจความ และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้วัดหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 13. หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้าง และชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 75/75 14. นำคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบ ประเมินทักษะการคำนวณ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 15. นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ 6. การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาชุดวิธีการสอนแบบจิ๊กซอว์ วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) ได้ดำเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของวิธีการสอนแบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน วิชางาน เครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 75/75 ด้วยค่า ประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2) 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชางานบำเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้วนำคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test Dependent Sample
3. วิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความของนักศึกษาประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.1) โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน หลัง เรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำคะแนนมาทดสอบ สมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test for One Sample เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด คือ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 4. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 ที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน หา คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำคะแนนการประเมินมาเทียบกับเกณฑ์การประเมิน โดยหาค่าเฉลี่ยใช้เกณฑ์การแปลความหมายคะแนนแบบมาตราส่วนประมาณค่าของลิเคิร์ท โดย พิจารณาค่าเฉลี่ย ดังนี้ 4.51–5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก ที่สุด 3.51–4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก 2.51–3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับปาน กลาง 1.51–2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับน้อย 1.00–1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับน้อย ที่สุด 7. สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง Spread the news ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การคำนวณ แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ แบบวัดความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรม การเรียนรู้ โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 220-221) IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
1.2 การหาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม โดยใช้สูตร ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 195) N R p = f Ru Rl r − = เมื่อ P แทน ค่าความยาก R แทน ค่าอำนาจจำแนก R แทน จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด (Ru+Rl) N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ (ซึ่งเท่ากับ 2f) f แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Ru แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก Rl แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อนั้นถูก 1.3 การหาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นด้วยสูตร KR-20 ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 223) − − − = tt 2 s pq 1 n 1 n KR 20 : r เมื่อ tt r แทนค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n แทนค่า จำนวนข้อของแบบทดสอบทั้งฉบับ P แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบถูกในข้อนั้น q แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบผิดในข้อนั้น S 2 แทนค่า ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ
1.4 การหาค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ของแบบวัดความพึงพอใจที่มี ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยใช้t-test โดยใช้ สูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 96-97) N S S X X t 2 L 2 H H L + − = เมื่อ t แทน อำนาจจำแนก XH แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มสูง XL แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มต่ำ 2 SH แทน ความแปรปรวนของกลุ่มสูง 2 SL แทน ความแปรปรวนของกลุ่มต่ำ N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำซึ่งมีจำนวนเท่ากัน 1.5 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบวัดความพึงพอใจและแบบประเมินทักษะ การอ่านจับใจความชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) ใช้สูตร ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 225-226) − − = 2 2 i S S 1 n 1 n α เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด/แบบประเมิน n แทน จำนวนข้อของแบบวัด/แบบประเมินทั้งฉบับ 2 Si แทน ความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ 2 S แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ
2. สถิติพื้นฐาน ดังนี้ 2.1 ร้อยละ (Percentage) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 : 29) 100 N f p = เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 : 29) N x X = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรคำนวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 :123) ( ) N(N 1) N X X S.D. 2 2 − − = เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 3.การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เรื่อง Spread the news สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
3.1 หาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้(E1/E2) ตามเกณฑ์75/75 การหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตร ดังนี้(เผชิญ กิจระการ, 2544 : 49) 100 A N X E1 = เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรือ แบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชุดรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 100 B N x E2 = เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ x แทน คะแนนรวมของแบบแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 75 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จาก กิจกรรมกลุ่ม การปฏิบัติการทดลองและการทดสอบย่อยด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เรื่อง การคำนวนเชิงตัวเลข สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำ กว่า ร้อยละ 75 75 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนรู้ตามการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การคำนวนเชิงตัวเลข สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อย ละ 75
3.2 การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้(E.I) ใช้สูตร ดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, 2544 : 49) คะแนนรวมจากแบบทดสอบหลังเรียน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อน เรียน ผลคูณของคะแนนเต็มกับจำนวนคน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อน เรียน 4. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน 4.1 การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความ หลังเรียนกับเกณฑ์ ใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ One Samples (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 165-167) n S X μ t − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบนัยสำคัญ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนคะแนนในแต่ละกลุ่ม S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน μ แทน ค่าเฉลี่ยของประชากร ดัชนีประสิทธิผล =
4.2 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ Dependent Samples (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 68) (N 1) N D ( D) D t 2 2 − − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบนัยสำคัญ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่ แทน ผลรวม df แทน ความเป็นอิสระมีค่าเท่ากับ N – 1
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มุ่งการเรียนรู้ใช้วิธีการสอนแบบปัญหาเป็นฐาน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ตามหลักสูตร ปวช.1 วิทยาลัย การอาชีพหนองคาย ผู้วิจัยได้ทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนชั้น ปวช.1 วิทยาลัยการอาชีพ หนองคายที่ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ผลการศึกษาและเปรียบเทียบ เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้การใช้กิจกรรมเป็นฐาน การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ n แทน จำนวนนักเรียน X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง (Mean) S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) df แทน ระดับชั้นความเป็นอิสระ (Degree of freedom) MD แทน ค่าเฉลี่ยของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบหลังเรียน กับการทดสอบก่อนเรียน S.D.D แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบ หลังเรียนกับการทดสอบก่อนเรียน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการที่ได้จากการประเมินพฤติกรรมกลุ่ม ประเมินผลงานนักเรียน และการทดสอบย่อยของแต่ละแผน
E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียนทุกคน % แทน ร้อยละ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตจากการแจกแจงแบบที (t-distribution) P แทน ความน่าจะเป็นสำหรับบอกนัยสำคัญทางสถิติ * แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ** แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยลำดับผลการวิเคราะห์ข้อมูล ได้ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้การใช้ปัญหาเป็นฐาน ฃ วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ลำดับขั้นตอนใน การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางาน เครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการ สำหรับนักศึกษา ปวช.1 ก่อนเรียนและหลังเรียน ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการวิชางาน เครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ของนักศึกษา ปวช.1 หลังเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ตอนที่ 4 ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้จัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับ นักศึกษา ปวช.1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้การใช้ปัญหาเป็นฐาน วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักเรียน ชั้น ปวช.1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ วิชางานเครื่องยนต์แก๊ส โซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักเรียนชั้น ปวช.1 ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 รายการการประเมิน จำนวนนักเรียน คะแนนเต็ม คะแนนรวม คะแนนเฉลี่ย ประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 คะแนนกระบวนการ ระหว่างเรียน (E1) 28 60 1,582 53.4 86.66 คะแนนวัดผลสมฤทธิ์ ทางการเรียนหลัง เรียน (E2) 28 20 545 18.12 89.10 จากตารางที่ 1 พบว่า จัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ วิชางานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สำหรับนักเรียนชั้น ปวช.1 มีประสิทธิภาพ 86.66/89.10 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75/75