ความหมายอัซการ (บทรำลึกถึงอัลเลาะห์) เช้า-เย็นأذكار الصباح و อัซการ (บทร าลึกถึงอัลเลาะห์) ยามเช้า และ ยามเย็น แปลและเรียบเรียงโดย :بنت صاحلเพจ Translate2Thaiถอดบทความ บรรยายศาสนา ชวนคิด[ศิษย์เก่า ม. อะมีเราะห์ นูเราะห์ บินต์อับดุรเราะห์มานสาขาอิสลามศึกษา คณะศิลปศาสตร์กรุงริยาฎ ประเทศซาอุดิอาระเบีย]
“เป้าประสงค์(สิ่งที่ถูกต้องการ) จากการร าลึก (ซิเกร) คือ‘การมีหัวใจจดจ่อ’ อยู่กับมันและ ควรให้สิ่งนี้เป็น ‘เป้าหมายของผู้ที่ร าลึก’เขาควรมุ่งมั่น เพื่อให้หัวใจอยู่ในสภาพเช่นนั้นพึงใคร่ครวญถึง ‘ค าที่กล่าว’และใช้สติปัญญา ‘พิจารณาความหมาย’ ของมัน“การใคร่ครวญในระหว่างการร าลึก (ซิเกร)” เป็นสิ่งที่พึงมีเช่นเดียวกับ “การใคร่ครวญขณะอ่านอัลกุรอาน”เพราะทั้งสองมีเป้าหมายร่วมกันในแง่ของการเข้าถึงความหมายนั่นคือ ‘การพิจารณาใคร่ครวญ และ จดจ่ออยู่กับความหมายของค ากล่าว’ไม่ใช่เพียงกล่าวค าออกมา ..[ จากหนังสือ อัลอัซการ : อิหม่าม อัน-น่ะวะวีย์]
เวลาของการอ่านอัซการนักวิชาการมีความเห็นต่างกันในเรื่องเวลา แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่า อัซการยามเช้า เริ่มตั้งแต่เวลาฟัจญ์รฺขึ้น (แสงอรุณจริงขึ้นหรือเข้าเวลาละหมาดศุบห์) และมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องเวลาสิ้นสุดของยามเช้า เวลาเริ่มและสิ้นสุดของยามเย็นผู้ศรัทธาควรให้ความส าคัญกับการอ่าน อัซการยามเช้า :ตั้งแต่ หลังฟัจญ์ร ฺขึ้น (เข้าเวลาละหมาดศุบห์) จนถึง ... ดวงอาทิตย์ขึ้นแต่หากพลาดช่วงนี้ไป ก็ยังสามารถกล่าวได้ จนถึง ... เวลาก่อนเข้าเวลาละหมาดซุห์รี่เล็กน้อย และควรอ่าน อัซการยามเย็น : ตั้งแต่ หลังละหมาดอัศรี่ จนถึง ... มัฆริบ (ดวงอาทิตย์ตก)แต่หากพลาดช่วงนี้ไป ก็ยังสามารถกล่าวได้จนถึง ... ⅓ ของกลางคืน[ หวังว่าเป็นทัศนะที่ใกล้เคียงความถูกต้องที่สุด ] ยกเว้นเฉพาะบางบทที่มีการระบุชัดเจน ว่าให้กล่าว “ในตอนกลางคืน” ดังนั้น ... สิ่งที่มีระบุว่าให้กล่าวใน ⋆.˚ ☾ .⭒˚ เวลากลางคืน ➡️ ก็กล่าวใน เวลากลางคืน ⋆⁺₊✧ ⊹ สิ่งที่มีระบุว่าให้กล่าวใน ₊⁺☀︎₊⁺⋆. เวลากลางวัน ➡️ ก็กล่าวใน เวลากลางวัน . . ⟡ . ₊ชัยค์มุฮัมมัด อิบนุ ซอและห์ อัล อุษัยมีน กล่าวว่า :“ส าหรับการกล่าวอัซการที่พลาดไป เนื่องจากลืม ฉันหวังว่า ผู้ที่กล่าวชดเชยในภายหลัง จะได้รับผลบุญเช่นเดียวกัน”วิธีการอ่าน :ِهِْم / ــِه / ِفيْوا ايلََذٰ / هَحَبصَْا / أَنْحَبصَْأ เป็นส านวนที่ใช้อ่านใน ยามเช้าاَهْا / ِفيَِة / ــهَلْيَِّذه اللْٰ ََس / همَا / أَنْيسَْمَأ เป็นส านวนที่ใช้อ่านใน ยามเย็น
สารบัญเรื่อง หน้าขอความรู้ที่เป็นประโยชน์ ริสกีที่ดี และ การงานที่ถูกตอบรับ .......................................................................... 2บทที่คัดมาแล้วว่า มีเนื้อหาที่เน้นเกี่ยวกับ “การขอความคุ้มครอง ป้องกัน” ไม่มีสิ่งใดเป็นภัยแก่เขา ............................................................................................................................................. 5อายะห์อัลกุรซีย์.......................................................................................................................................................... 8ซูเราะห์ที่ใช้ในการขอความคุ้มครอง ....................................................................................................................... 13ขอให้ปลอดภัย พ้นจากทุก ๆ ความชั่วร้าย ........................................................................................................... 17บทที่ “อ่านแล้วได้ผลบุญทวีคูณ” ( اذلْكضَر الم ف َُ19 ) ........................................................................................ اعท่านนบี صلى الله عليه وسلم มักกล่าวเมื่อเข้าสู่เวลาเช้า หลังตื่นนอน ......................................................................................... 22ท่านนบี صلى الله عليه وسلم จะกล่าว เมื่อเข้าสู่เวลาเย็น ................................................................................................................... 23ขอให้ปลอดภัย ครอบคลุม ครบถ้วนทุกด้านของชีวิต .......................................................................................... 29ร้องขอความช่วยเหลือ “อิสติฆอซะห์” ด้วยพระนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด [ مْوُّيَالقُّ32 ] ............................................ الح َขอให้ตั้งมั่นในการเป็นมุสลิม ...................................................................................................................................... 37อัลเลาะห์ทรงประกันสวรรค์ให้................................................................................................................................... 39เพื่อให้ได้รับการปลดปล่อยจากนรก ......................................................................................................................... 42 ท าหน้าที่ “ขอบคุณอัลเลาะห์”.................................................................................................................................... 44 ขอความคุ้มครองจากอัลเลาะห์.................................................................................................................................... 47นายของการขออภัยโทษ [ارَفِْتغْاالسُدذيَ50 ] ................................................................................................................. سขอให้พ้นจากความกลัดกลุ้ม ทุกข์ใจ ทั้งเรื่องในดุนยาและอาคิเราะห์............................................................... 52ขอให้พ้นจากต้นตอของคุณลักษณะที่ท าให้หมดก าลังใจ ท้อแท้ไม่อยากท าความดี....................................... 53ความประเสริฐของการร าลึก ด้วย ‘ถ้อยค าแห่งเตาฮีด’ [ دِْحيْوَّ اتلُةَِمَ 55َ ] ............................................................ كความประเสริฐของการตัสเบี๊ยะห์ในยามเช้าและยามเย็น ...................................................................................... 56 ความหมายศ่อละหวาตและสลามของอัลเลาะห์ที่มีต่อท่านนบี............................................................................ 57
- เริ่มต้นวันใหม่ด้วย 3 สิ่งสำคัญ -“โอ้อัลเลาะห์ แท้จริงฉันขอพระองค์ท่าน ซึ่งความรู้ที่เป็นประโยชน์ขอริสกี (ปัจจัยยังชีพ) ที่ดีและ ขอการงานที่ถูกตอบรับ ” (1 ครั้ง หลังละหมาดศุบห์)- 1 -
ขอความรู้ที่เป็นประโยชน์ ริสกีที่ดี และ การงานที่ถูกตอบรับ (หลังละหมาดศุบห์)«َا للُهَّمْذِّنإكَُلَأْسَأ مِْعل افِعَا ن ا ، و َكينةهل السَّبََ، فأوجبَْالقلَهو ما باَش َُافعَّانلُمْال ِعلواكنلوبَُالقبا َِشُِِهلل تعاىل، وإذا لم يواإلخباتََشوعُواخلوليس بناِفٍع؛َمَىلع بين آدٌةَّجُِن فقط، فهو حساذىلع الله بانلاِفِع.َدَّوللك قي“โอ้อัลเลาะห์ แท้จริงฉันขอพระองค์ท่านซึ่งความรู้ที่เป็นประโยชน์คือ ความรู้ที่เข้าถึงหัวใจ ท าให้รู้สึกสงบ อ่อนน้อมต่ออัลเลาะห์ (ความรู้ที่ท าให้ใจเกิดความอ่อนน้อมอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงรู้ผิวเผิน แต่ท าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวคนที่ได้รับความรู้นั้น กระตุ้นให้เขาลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องตามความรู้ที่ได้รับ ท าให้เกิดความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อพระองค์) เพราะหากความรู้ไม่ได้เข้าถึงหัวใจ อยู่แค่ที่ปาก (หรือค าพูด) หรือไม่น าพาสู่ ‘การปฏิบัติ’จะไม่ถือว่า ความรู้นั้นเป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์ แต่มันจะกลายเป็น “หลักฐานมัดตัว” (หลักฐานที่ย้อนกลับมากล่าวโทษตนเอง) ในวันกิยามะห์ ท่านนบี จึงเน้น “ขอความรู้ที่เป็นประโยชน์” เท่านั้นท่านนบี صلى الله عليه وسلم ไม่ได้กล่าวว่า ‘ความรู้ที่ถูกต้อง’ แต่เลือกใช้ค าว่า ‘ความรู้ที่เป็นประโยชน์’ ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งกว่า เพราะ ‘ความรู้ที่ถูกต้อง’ อาจไม่ถูกน าไปใช้...จึงไม่เกิดประโยชน์แต่ ความรู้จะเป็นประโยชน์ได้ ต้องมี 2 เงื่อนไข : 1) ความรู้นั้นต้อง ‘ถูกต้อง’ 2) ต้อง ‘มีการปฏิบัติ’ ตามความรู้นั้นด้วย (เพราะความรู้มีเป้าหมายเพื่อการปฏิบัติ)“ ความรู้ที่เป็นประโยชน์” คือ ความรู้ที่ช่วยน าพาเราเข้าใกล้ชิดอัลเลาะห์ความรู้ที่ ท าให้เราได้รู้จักหนทางไปสู่พระองค์และ โลกหน้า (อาคิเราะห์)َو بذيَط قاْزِر ا ، نواعِن:َزقذالرَّب؛ ألنذ، وقيد بالطي أي: حالال،بٌذٍب حالٍل،طي كسََِمن مُوهوما يكونٍب حراٍم، واهللُكسََِمن مُ، وهوما يكونوخبيثٌِبِم األسباَا، وِمن أعظ بذطيَّإالُلَتعاىل ال يقب.ِلَكْاملأاعِء ِطيبُُِّة إلجابِة ادلَِجبوُالمขอริสกี(ปัจจัยยังชีพ) ที่ดี : ขอรายได้ที่ได้มาอย่างถูกต้อง ตามหลักศาสนา (หะล้าล) ไม่ใช่จากสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือเป็นบาปและจะต้องขอริสกีที่ \"ดี\" เพราะว่าริสกีนั้นมี 2 ประเภท :1)َطذ يب : สิ่งที่ได้มาจากรายได้ที่ถูกต้องตามศาสนา (หะล้าล)2)َبخِْ يث : สิ่งที่ได้มาจากรายได้ที่หะรอม (ต้องห้าม)การที่เรากินอาหารที่ดี เป็นหนึ่งในเหตุผลส าคัญที่จะท าให้ค าขอถูกตอบรับ - 2 -
َو الَّبَقَتُم الَمَع «. حسنا ثيبين وتأجرين عليهأجراُأي: عندك؛ فتและ ขอการงานที่ถูกตอบรับ ” : คือ ขอให้การงานต่าง ๆ ของฉัน ไม่ว่าจะเป็นการท าอิบาดะห์ และ การปฏิบัติดีต่อผู้อื่น ( تَالَامَعُم ( ถูกตอบรับจากพระองค์ ขอพระองค์ทรงตอบแทนผลบุญอันยิ่งใหญ่และดีงามแก่ฉันท่านนบี صلى الله عليه وسلم กล่าวถึง ‘ริสกีที่ดี การงานที่ถูกตอบรับ’ หลังการกล่าวถึง ‘ความรู้ที่เป็นประโยชน์’ เนื่องจากความรู้ที่เป็นประโยชน์นั้น จะนำไปสู่ “การปฏิบัติ” การงาน ‘จะถูกตอบรับ’ จากอัลเลาะห์ได้นั้น ต้องมีครบ 2 เงื่อนไข นั่นคือ :1) บริสุทธิ์ใจต่ออัลเลาะห์) ( إلِاْخ الص َ2) การปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบี صلى الله عليه وسلم ا) ُلمَتَابَ عة(เพราะถึงแม้การงานจะถูกต้อง (สอดคล้องกับบทบัญญัติศาสนา) แต่อาจไม่ถูกตอบรับ หากมีสิ่งมาขัดขวางไม่ให้การงานนั้นถูกตอบรับ เช่น คนที่ไปหาหมอดู(โดยมีเจตนาเพื่อไปสอบถามสิ่งเร้นลับ) เขาจะไม่ได้รับผลบุญจากการละหมาดเป็นเวลา 40 วัน ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะละหมาด ด้วยความอิคลาศ และปฏิบัติตามท่านนบี صلى الله عليه وسلم หรือการกินสิ่งหะรอมที่อาจท าให้การงานไม่ถูกตอบรับ แม้ว่า การงานนั้นจะ \"ใช้ได้\" แต่... จะถูกรับหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะ ‘การตอบรับ’ นั้น ขึ้นอยู่กับอัลเลาะห์ท่านหญิงอุมมุ สะละมะห์ (ภรรยาของท่านนบี) เล่าว่า ท่านนบีมักจะกล่าวดุอาอ์นี้อยู่เป็นประจ า หลังจากละหมาดศุบห์ เพราะดุอาอ์บทนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง ขนาด ท่านนบีصلى الله عليه وسلم ที่อัลเลาะห์ทรงประทานความรู้และมอบริสกีที่ดี (หะล้าล) ให้แก่ท่าน อีกทั้งพระองค์ยังทรงตอบรับการงานของท่านอยู่แล้ว ท่าน ยังขอดุอาอ์บทนี้ คนทั่วไปก็ยิ่งจ าเป็นต้องขอเรื่องเหล่านี้มากกว่าท่านเสียอีกหากมันมากเกินไป หรือไม่สามารถอ่านมันได้ครบ อย่าได้ละเลย- 3 -╭─────────────────..·✦·..───────────────╮
– ไม่มีสิ่งใดเป็นภัยแก่เขา –( ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นกับเขา )“ ด้วยพระนามของอัลเลาะห์ ผู้ที่ไม่มีสิ่งใดบนแผ่นดินและชั้นฟ้าสามารถท าอันตรายได้ เมื่อมีการกล่าวร าลึกถึงพระนามของพระองค์และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ทรงรอบรู้ยิ่ง ”(3 ครั้ง ช่วงกลางวันและกลางคืน)- 4 -
ไม่มีสิ่งใดเป็นภัยแก่เขา ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นกับเขา (3 ครั้ง ช่วงกลางวันและกลางคืน)» ِم ا ِهللْاسِبِيَّْالََ ُ ُُّض الي ِمِهْاسَعَمٌءْرِض ََش َِِْف األاِءَمال ِِف السََّوَوِْميالسََّوُهِْليَالعُعُم « “ด้วยพระนามของอัลเลาะห์: คือ ฉันขอความช่วยเหลือ ขอพึ่งพิง และขออัลเลาะห์ทรงปกป้อง คุ้มครองจากทุกสิ่งที่จะเป็นอันตราย และฉันเอาบ่าร่อกะห์ (ความจ าเริญ) ในยามเช้า หรือ ยามเย็นของฉัน ด้วยการกล่าวพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์โดยเชื่อมั่นและศรัทธาผู้ที่ไม่มีสิ่งใดบนแผ่นดินและชั้นฟ้าสามารถทำอันตรายได้ เมื่อมีการกล่าวรำลึกถึงพระนามของพระองค์(ด้วยความเชื่อมั่นและ เจตนาอันบริสุทธิ์)หมายถึง ผู้ที่ขอความคุ้มครองด้วยพระนามของอัลเลาะห์จะไม่ได้รับอันตรายจากความทุกข์ยากหรือภัยพิบัติใด ๆ เพราะเขาอยู่ในการปกปักรักษาจากผู้ทรงอ านาจ ผู้ทรงเกรียงไกร ผู้ทรงปรีชาสามารถเหนือทุกสิ่ง (ไม่มีสิ่งใด) ๐ \"บนแผ่นดิน\" หมายถึง ผู้ใดก็ตามในหมู่ชาวโลกที่จะท าอันตรายเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ญิน สัตว์ แมลงร้าย๐ \"ในชั้นฟ้า\" หมายถึง เขาจะไม่ได้รับอันตรายที่มาจากฟ้า เช่น ลมพายุรุนแรง หินที่ตกลงมาจากฟ้า ฯลฯ ⟡彡เขาจะได้รับความปลอดภัยจากบ่าร่อกะห์ของพระนามของอัลเลาะห์ และการอยู่กับพระนามของพระองค์เสมอและพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ทรงรอบรู้ยิ่ง” ผู้ใดก็ตามที่อ่านดุอาอ์บทนี้3 ครั้ง (เช้า-เย็น) อัลเลาะห์จะทรงปกป้องคุ้มครองเขาให้พ้นจากภยันตรายที่มาจากฟากฟ้าและแผ่นดิน ตามที่ท่านนบีصلى الله عليه وسلم ได้กล่าวว่า :“ผู้ใดกล่าวดุอาอ์นี้3 ครั้ง (ในเวลากลางคืน) ☾จะไม่มีบะลาอ์(ภยันตราย) ใด ๆ มาประสบกับเขา อย่างกะทันหัน(ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว อย่างไม่มีสาเหตุ) จนถึงเวลาเช้า และผู้ใดที่กล่าวดุอาอ์นี้ในเวลาเช้า ☀︎ (หลังจากแสงอรุณขึ้น) 3 ครั้ง ก็จะไม่มีบะลาอ์ใด ๆที่เกิดขึ้นกับเขาอย่างกะทันหัน โดยไม่มีสาเหตุจนถึงเวลากลางคืน(ช่วงเวลาหลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว...) ”[ บันทึกโดย : อะบูดาวู๊ด ( 5088 ) ]- 5 -
มีชายคนหนึ่งได้ฟังอะบาน อิบนุ อุษมานรายงานหะดีษนี้(จากพ่อของเขา อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน) แต่ เขาเห็นว่าอะบานเองกลับเป็นอัมพาต เขาจึงแปลกใจ (ทั้ง ๆ ที่หะดีษบอกว่า \"ใครที่กล่าวดุอาอ์นี้จะไม่ประสบภัยบะลาอ์อย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ท าไมเขาป่วย?) อะบานจึงกล่าวว่า : “ เหตุใดจึงมองฉันเช่นนั้น?! ขอสาบานต่ออัลเลาะห์ฉันไม่ได้โกหกเกี่ยวกับอุษมาน (พ่อของฉันที่เล่าหะดีษให้ฉันฟัง) และก็ไม่ได้โกหกเกี่ยวกับท่านนบี صلى الله عليه وسلم) หะดีษนี้เป็นตามที่ฉันเล่า) แต่วันนั้น (ที่ฉันเป็นอัมพาต) ฉันโกรธ แล้วฉันลืมกล่าวดุอาอ์นี้ (อย่างที่ฉันเคยกล่าวมันตามปกติ) อัลเลาะห์จึงให้สิ่งที่ถูกก าหนดแก่ฉันประสบกับฉัน (สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน คือสิ่งที่พระองค์ทรงก าหนดไว้ให้ฉันแล้ว) ” [ บันทึกโดยอัต-ติรมิซีย์ : หนังสือ َعَّادلَ وات” บทว่าด้วยค าวิงวอนเมื่อยามเช้าและยามเย็น” (3310) บันทึกโดยอิบนุ มาญะห์ : หนังสือ ءاعَُّادل” บทว่าด้วยสิ่งที่คนหนึ่งพึงวิงวอน ยามเช้าและยามเย็น” (3859) และอัล-อัลบานีย์ได้ตัดสินว่าเป็นหะดีษศ่อเฮี๊ยะห์]หะดีษบทนี้แสดงให้เห็นถึง อีหม่าน ความศรัทธาอย่างมั่นคงในเรื่อง “การก าหนดลิขิตของอัลเลาะห์ (ก่อดัร)” ของตาบิอีน (ชนรุ่นหลังศ่อฮาบะห์) การยอมรับในก าหนดลิขิตของอัลเลาะห์อย่างแท้จริงว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากพระองค์เกิดขึ้นได้เพราะพระองค์ทรงก าหนด ซึ่งจะไม่มีผู้ใดมาขัดขวางได้ ผู้ศรัทธาจึงต้องขอความช่วยเหลือจากอัลเลาะห์ เพื่อเผชิญกับบททดสอบหากผู้ใดกล่าวดุอาอ์นี้ 3 ครั้ง ทั้งกลางคืนและกลางวัน ด้วยอีหม่านและอิคลาศย่อมไม่มีสิ่งใดเป็นอันตรายแก่เขาได้หมายเหตุ : - ดุอาอ์ไม่ใช่แค่ถ้อยค า แต่ต้องมาพร้อมกับเจตนาอันบริสุทธิ์และความศรัทธา- การก าหนดให้มีดุอาอ์ในตอนเช้าและเย็น เพื่อให้มุสลิมไม่ประมาทเลินเล่อและ ตระหนัก นึกเสมอว่า ‘เขาเป็นบ่าวของอัลเลาะห์’ และ ‘ต้องพึ่งพาพระองค์’ ตลอดเวลา- ผลของดุอาอ์นั้นขึ้นอยู่กับระดับของ ‘อีหม่าน (ศรัทธา)’ รวมถึง ‘ความนอบน้อม (คุชัวะอ์)’‘ความจดจ่อ (มีสมาธิ)’ พร้อมด้วย ‘ความอิคลาศ (บริสุทธิ์ใจ)’ และ ‘ความเชื่อมั่น (ย่ะกีน)’ ของผู้ที่กล่าวหากมีเรื่องเหล่านี้ ผลของดุอาอ์ย่อมเกิดขึ้น- 6 -
– อายะห์อัลกุรซีย์–َُّ ﴿ ٱّللَِٰهلإَٓالَوُهَِّالإ ٱلَُّمُح ٱل وُّيَۚ قُهُذُخْأَتَال ٌةَِسنَالَوٌمْوَۚ ن َِِّفهلۥ ام ٱ ِت ََٰوَٰملسَِِّف َو اَم ٱَأل ِضْۚ رْنَم اَذ ٱِيَّْلْشَيُعَفُهَدِْعنَِّالإِإِب نِِهْ ۚ ذِْديْيَأْي ََْا بَمُمَلْعَيْمُهَفْلَا خَمَوْۚ ِم هَوِْيُُيَال ِمِهِْٓعلٍْء ِمنََشِْبَونُطَءٓاَا شَِمبَِّالۚ إ ُهُِّسيْرُكَِسعو ٱ ِت ََٰوَٰملسََّوْض َرَْۚاأل ْوُئَيَالَو اَمُهُظِْحفُهُۚ دَوَوُه ٱ ُِّلَعْل ٱِْظيَعْل ﴾ُم“ อัลเลาะห์นั้น คือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่ถูกเคารพสักการะ โดยเที่ยงแท้ นอกจากพระองค์เท่านั้นผู้ทรงมีชีวิต ผู้ทรงด ารงอยู่ ผู้ทรงค ้าจุ้น (ทรงบริหารกิจการทั้งมวล)โดยที่การง่วงนอน และการนอนหลับใด ๆ จะไม่เอา (ไม่สามารถครอบง า) พระองค์สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้า และ สิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ใครเล่าคือ ผู้ที่จะขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่น ณ ที่พระองค์ได้ นอกจากด้วยการอนุมัติของพระองค์พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา (ปัจจุบันและอนาคต) และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา (อดีต)และพวกเขาจะไม่ล้อมสิ่งใดจากความรู้ของพระองค์ไว้ได้(ไม่สามารถที่จะรู้ได้อย่างครอบคลุม) นอกจากสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์เท่านั้นกุรซีย์(ที่วางพระบาท) ของพระองค์นั้นกว้างขวางทั่วชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินและการพิทักษ์รักษามันทั้งสอง (ชั้นฟ้าและแผ่นดิน) ก็ไม่เป็นภาระหนักอึ้งส าหรับพระองค์และพระองค์นั้นคือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ”(1 ครั้ง เช้า-เย็น)- 7 -
อายะห์ อัลกุรซีย์ (1 ครั้ง เช้า-เย็น)َُّ ﴿ ٱّللَِٰهلإَٓالَوُهَِّالإ ٱلَُّمُح ٱ ل وُّيَ“อัลเลาะห์นั้นคือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ถูกเคารพสักการะ ۚ قโดยเที่ยงแท้) นอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิตผู้ทรงดำรงอยู่ ผู้ทรงค ้าจุน (ทรงบริหารกิจการทั้งมวล)ُهُذُخْأَتَال ٌةَِسنَالَوٌمْوَن โดยที่การง่วงนอน และการนอนหลับใด ๆ จะไม่เอา ۚ (ไม่สามารถครอบงำ) พระองค์คือ เป็นไปไม่ได้เลยที่พระองค์จะมีคุณลักษณะของ ‘ความบกพร่อง’เช่น การนอนหลับ การง่วงนอน (ลักษณะของความอ่อนแอ)َِِّف ۥ هلام ٱ ِت ََٰوَٰمَّلس ِِف َو اَم ٱَألْสิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้า และ สิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้น ۚ رِضเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ْنَم اَذ ٱِيَّْلْشَيُعَفُهَدِْعنَِّالإِإِب نِِهْใครเล่า คือ ผู้ที่จะขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่น ณ ที่ ۚ ذพระองค์ได้นอกจากด้วยการอนุมัติของพระองค์เท่านั้นคือ ไม่มีผู้ใดเลยที่จะมีสิทธิ์ขอความเมตตาความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ หรือ ผ่อนปรน เช่น ขอให้ไม่ถูกลงโทษ ให้แก่ผู้อื่น(ชะฟาอะห์) จากพระองค์ ได้ นอกจากต้องได้รับอนุญาตจากพระองค์ก่อนเท่านั้นِْديْيَأْي ََْا بَمُمَلْعَيِْمهْمُهَفْلَا خَۚ ومพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขาหมายถึง พระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ใน ‘ปัจจุบัน’ ที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าพวกเขา และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า (อนาคต)และสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง สิ่งที่ผ่านมาแล้วใน ‘อดีต’- 8 -
และพวกเขาจะไม่ล้อมสิ่งใดจากความรู้ของพระองค์ไว้ได้นอกจากสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์เท่านั้น: คือ ความรู้ที่ถูกรู้ได้เกี่ยวกับสรรพสิ่ง มนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้อย่างครอบคลุม ครบถ้วน นอกจากสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ที่จะให้รู้ َو ِْيُُيَال ِمِهِْٓعلٍْء ِمنََشِْبَونُط َءٓاَا شَِمبَِّالۚ إ กุรซีย์(ที่วางพระบาท) ของพระองค์นั้นกว้างขวางทั่วชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินความหมายที่มีน ้าหนักมากที่สุดที่นักอรรถาธิบายอัลกุรอาน ในยุคสะลัฟ (บรรพชนในยุค 300 ปีแรก) ระบุไว้คือ ‘อัลกุรซีย์หมายถึงที่วางพระบาท (เท้า) ของอัลเลาะห์’ ตามรายงานของอิบนุ อับบาสโดยชาวสะลัฟจะยืนยันคุณลักษณะตามที่มีระบุในอัลกุรอานและหะดีษ โดย ๐ ไม่ตีความ ๐ ไม่บิดเบือน ๐ ไม่เปลี่ยนความหมาย ๐ ไม่ปฏิเสธ๐ ไม่เพิ่มเสริมหรือลดทอน ๐ ไม่เปรียบเทียบกับสิ่งถูกสร้าง ๐ ไม่ถามถึงวิธีการว่าเป็นอย่างไร (โดยมอบหมายความรู้เรื่อง \"วิธีการ”ให้แก่อัลเลาะห์) เราจะศรัทธาว่า มันคือความจริง มีอยู่ ณ ที่อัลเลาะห์ตามความเหมาะสมกับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ โดยไม่คล้ายกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์(ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่าไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์)ُهُِّسيْرُكَِسعو ٱ ِت ََٰوَٰملسََّو ْض َرَْۚاأل และการพิทักษ์รักษามันทั้งสอง (ชั้นฟ้าและแผ่นดิน)ก็ไม่เป็นภาระหนักอึ้งสำหรับพระองค์การดูแลรักษาฟ้าและแผ่นดิน ไม่ได้เป็นภาระหรือท าให้พระองค์เหน็ดเหนื่อยหรือสร้างความยากล าบาก ใด ๆ แก่พระองค์และพระองค์นั้นคือผู้ทรงสูงส่งหมายถึง พระองค์ทรงเป็นผู้ที่สูงส่งอยู่ ‘เหนือสรรพสิ่ง’ ที่พระองค์ทรงสร้าง และ ‘เหนือสิ่งที่ถูกตั้งขึ้นมาเทียบเคียงกับพระองค์’ (บรรดาสิ่งที่พวกมุชริกีน (ผู้ตั้งภาคี) เอามาเป็น “ภาคี” หรือ “คู่เทียบ” กับอัลเลาะห์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ” (พระองค์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด และไม่มีสิ่งใดใหญ่ยิ่งไปกว่าพระองค์ ความยิ่งใหญ่ของพระองค์นั้นสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ และไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดจะเทียบเทียมพระองค์ได้)ْوُئَيَالَو اَمُهُظِْحفُهُ ۚ دَوَوُه ٱ ُِّلَعْلٱِْظيَعْلُم ﴾ - 9 -
อัลเลาะห์ ทรงบรรยายลักษณะของพระองค์เอง ว่า พระองค์ คือ ...► ผู้ทรง เป็นผู้ที่ถูกเคารพสักการะโดยแท้จริง ที่ไม่มีผู้ใดคู่ควรแก่การสักการะ (อิบาดะห์) นอกจากพระองค์► พระองค์ทรงมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่มีจุดเริ่มต้น (ไม่ถูกน าหน้า ด้วยความไม่มีหรือ ไม่เคยมีความไม่มีมาก่อน (คือ ไม่เคยผ่านสภาพ “ไม่มีอยู่” แล้วค่อยกลายมาเป็น “มีชีวิต” ) และไม่มีจุดจบ (ไม่ดับสูญ) (ไม่ตามมาด้วยความดับสูญ และไม่มีการสูญสิ้น)► และพระองค์ทรงด ารงอยู่ด้วยพระองค์เอง โดยไม่ต้องการผู้ใด และทรงเป็นผู้บริหารจัดการในทุกเรื่องของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ทั้งเรื่องริสกี (ปัจจัยยังชีพ) และอื่น ๆ ดังนั้น สิ่งถูกสร้างทั้งปวงต่างต้องต้อง (พึ่ง) พระองค์และส่วนหนึ่งจาก “ความสมบูรณ์ของชีวิตและการด ารงอยู่ (การจัดการดูแล) ของพระองค์” ถึงขนาดที่ ...► พระองค์ไม่ถูกครอบง าด้วยอาการง่วง (ไม่ง่วง) พระองค์ทรงครอบครองทุกสิ่งในจักรวาลเพียงพระองค์เดียว► ไม่มีผู้ใดสามารถขอความช่วยเหลือจากพระองค์ให้แก่ผู้อื่นได้(َالشَفَاعة ) นอกจากหลังจากที่พระองค์ทรงอนุมัติ ► พระองค์ทรงรู้เรื่องราวทั้งหมดของบ่าว — สิ่งที่ผ่านไปแล้วและที่จะมาถึง► และทุกสิ่ง (บรรดาผู้ที่อยู่ต ่ากว่าพระองค์ทั้งหมด (เช่น มนุษย์มลาอิกะห์ ญิน ฯลฯ) ไม่รู้สิ่งใดเลย นอกจากสิ่งที่พระองค์ทรงสอนให้แก่พวกเขา ตามพระประสงค์ของพระองค์เท่านั้น (คือ พระองค์จะประสงค์ให้ใครรู้เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับพระองค์)และเนื่องด้วย ‘ความยิ่งใหญ่และอ านาจ’ อันกว้างขวางของพระองค์ “กุรซีย์” (ที่วางพระบาท) ของพระองค์นั้น กว้างขวางครอบคลุมชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและแม้ว่าฟากฟ้าและแผ่นดินจะกว้างใหญ่และยิ่งใหญ่ แต่ การพิทักษ์รักษาทั้งสองก็ไม่เป็นภาระหนัก หรือยากล าบาก ส าหรับพระองค์เลย แต่เป็นเรื่องสะดวกง่ายดายส าหรับพระองค์► พระองค์ทรงมีความสูงส่งอย่างสมบูรณ์เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล พระองค์สูงส่งโดย ‘ตัวตนของพระองค์เอง )هِبذات ‘)โดย ‘อ านาจ’ ของพระองค์)هِرْبقه )และโดย ‘ความสมบูรณ์ของคุณลักษณะ’ ของพระองค์) لِ )كما صفاتِهเหมือนที่พระองค์ยังทรงมี“ความยิ่งใหญ่โดยสมบูรณ์” ทั้งใน ตัวตน คุณลักษณะ และอ านาจของพระองค์“อายะห์ อัลกุรซีย์” เป็นอายะห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอัลกุรอาน และเป็นเกราะป้องกันมนุษย์จากชัยฏอนและญินกระทั่งพวกมัน (เหล่าญินและชัยฏอน) เองก็รู้ถึงเรื่องนี้จากหะดีษของ อุบัยย์ อิบนุ กะอ์บ ความว่า วันหนึ่งเขาสังเกตว่าผลอินทผลัมเริ่มหายไปจากที่ตากอินทผลัมทีละหน่อย เขาจึงรู้สึกสงสัยและตัดสินใจเฝ้าเวรยามในเวลากลางคืนเพื่อหาสาเหตุ จู่ ๆ มีเด็กชายคนหนึ่งที่อายุใกล้บรรลุศาสนภาวะ (ไม่เด็กและไม่โต) เข้ามาที่ตากอินทผลัม เขาก็ได้ให้สลามเด็กคนนั้น เด็กคนนั้นตอบสลาม- 10 -
หลังจากนั้นอุบัยย์ก็กล่าวถามว่า : “เจ้าเป็นมนุษย์หรือญิน?” (เหมือนกับว่าแปลกใจในรูปลักษณ์ของเด็กคนนี้หรือแปลกใจว่าท าไมเขาถึงเข้ามาในสถานที่ตากอินทผลัมนี้ได้?!) เด็กคนนั้นตอบว่า : “ฉันเป็นญิน” อุบัยย์จึงกล่าวว่า “เอามือของเจ้ามาดูสิ”แล้วญินก็ให้ดู ปรากฎว่ามือของเขาเหมือนมือสุนัขและมีขนเหมือนสุนัข ญินจึงอธิบายว่า \"พวกเรา (ญิน) ถูกสร้างมาเช่นนี้แหละ\" (เป็นรูปลักษณ์หนึ่งที่ญินแสดงออกมาให้มนุษย์เห็น ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ญินถูกสร้างเช่นนี้เพราะลักษณะตัวตนที่แท้จริงของญิน มนุษย์ไม่สามารถเห็นได้) จากนั้น ญินก็กล่าวว่า : “พวกญินรู้กันดีว่า ไม่มีใครในหมู่เราที่แข็งแกร่งไปกว่าฉัน” แล้วอุบัยย์ถามต่อว่า : “เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่?” เขาตอบว่า : “พวกเราได้ข่าวมาว่าเจ้าชอบท าทาน (ศ่อดะเกาะห์) เลยมารับเอาทานและอาหารจากเจ้า” อุบัยย์กล่าวถามว่า : “อะไรจะปกป้องพวกเราจากพวกเจ้าได้?”ญินตอบว่า : “เจ้าอ่านอายะห์ อัลกุรซีย์(อายะห์หนึ่งจากซูเราะห์อัลบะเกาะเราะห์) หรือไม่?” อุบัยย์ตอบว่า : “อ่าน”ญินจึงกล่าวว่า : “ถ้าเจ้าอ่านในตอนเช้า (หลังจากแสงอรุณขึ้นจนถึงตะวันคล้อย) เจ้าจะได้รับการคุ้มครองรักษาให้ปลอดภัยจากพวกเรา (ญิน) ไปจนถึงตอนเย็น (ผลของมันครอบคลุมทั้งวัน) และถ้าเจ้าอ่านในตอนกลางคืน (คือหลังดวงอาทิตย์ตก) เจ้าก็จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากพวกเรา จนถึงตอนเช้า (ตลอดช่วงคืนนั้น)” อุบัยย์จึงไปเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น (รวมถึงเรื่องที่ญินกล่าวกับเขาเกี่ยวกับอายะห์อัลกุรซีย์) ให้ท่านร่อซู้ล صلى الله عليه وسلم ฟัง ท่านร่อซู้ลจึงกล่าวว่า: “เจ้าสกปรกนั่นน่ะ พูดจริงแล้ว แม้ว่าเขาจะมีนิสัยที่ไม่ดี”(ญินสามารถแปลงกายเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ และบางตนก็สามารถพูดความจริงบ้าง แต่โดยนิสัยเป็นจอมโกหก)[ อัลฮากิมได้บันทึก (หะดีษนี้) ไว้ในหนังสือ كَرْدَتْسالم ىلع ُْي َْحِْحي* الصَّ*คือ หนังสือที่รวบรวมหะดีษตามเงื่อนไขของอัลบุคอรีย์และมุสลิมที่ทั้งสองท่านยังไม่ได้บันทึกไว้(2091) ]เมื่อใดก็ตามที่เราอ่านอัซการแล้ว แต่ไม่ได้รับผลตามที่หวังหรือตามที่ศาสนาได้กล่าวไว้(เช่น ไม่สามารถป้องกันอันตราย หรือ ขับไล่ญินได้) ให้เราย้อนกลับมา ต าหนิติเตียน และ ตรวจสอบตนเอง เสียก่อน ปัญหาที่อัซการไม่เห็นผล เกิดจาก ‘ความไม่สมบูรณ์ของผู้กล่าว’ เช่น ไม่อิคลาศ ไม่แน่ใจว่าจะถูกตอบรับไม่จดจ่อขณะอ่าน ดังนั้น แก้ไขที่ตัวเราเองก่อน ... โดย > กลับไปอ่านอัซการ ๐ ด้วยความอิคลาศ (บริสุทธิ์ใจ) ๐ ด้วยความมั่นใจว่าอัลเลาะห์จะตอบรับ และ ๐ ด้วยหัวใจที่จดจ่อ (จริงจังกับการขอ)พึงรู้ว่า ญินบางส่วนเป็นมุสลิม และในกลุ่มมุสลิมเองก็มีพวกที่ฝ่าฝืน พวกเขาเองก็อ่านอัลกุรอาน ดังนั้น พวกเขาอาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากการอ่านของคนอื่น- 11 -
ซูเราะห์ที่ใช้ในการขอความคุ้มครอง –ส่งเสริมให้อ่าน “ซูเราะห์อัลอิคลาศ และสองซูเราะห์ที่ใช้ขอความคุ้มครอง (อัลฟะลัก และอันนาส)” ในเวลาเช้าและเย็น ทั้ง 3 เป็นเกราะป้องกันจากความชั่วร้ายทั้งปวง รายงานจากอับดุลเลาะห์ อิบนุ คุบัยบ์ ว่า : “พวกเราได้ออกไปในคืนที่ฝนตกมากและมืดมาก ตามหาท่านร่อซูลุลเลาะห์ صلى الله عليه وسلم เพื่อให้ท่านมาน าละหมาดให้แก่พวกเรา ฉันได้พบกับท่าน ท่านนบี صلى الله عليه وسلم จึงถามว่า : \"พวกเจ้าละหมาดแล้วหรือยัง?” อับดุลเลาะห์เล่าว่า : “ฉันไม่ได้ตอบอะไร” (ไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงเงียบไว้) ท่านจึงกล่าวว่า : “จงอ่าน ” แต่ฉันไม่ได้อ่านอะไร แล้วท่านก็กล่าวอีกว่า :“จงอ่าน” ฉันก็ยังไม่อ่านอะไร จากนั้น ท่านกล่าว (เป็นครั้งที่ 3) ว่า : “จงอ่าน” ฉันจึงถามว่า : “ให้ผมอ่านอะไรครับ ท่านร่อซูลุลเลาะห์?” ท่านจึงกล่าวว่า : “ จงอ่าน : ﴾ٌدَحَأاهللَُوُهْلُ ق) ﴿ ซูเราะห์อัลอิคลาศ) และซูเราะห์ทั้งสองที่ใช้ขอความคุ้มครอง ) ِْي َْتَذذوَعُمْال) )คือซูเราะห์อัลฟะลัก ﴾ ِقَلَفْالبذَِربُوذُعَأْلُق ﴿ และซูเราะห์อันนาส ﴾ ﴿ق اِس َُّانلبذَِربُوذُعَأْใน ) لเวลาเย็น และเวลาเช้า ให้อ่านซูเราะห์เหล่านี้ 3 ครั้ง (เช้า 3 ครั้ง เย็น 3 ครั้ง) ซูเราะห์เหล่านี้จะเพียงพอส าหรับเจ้า จากทุกสิ่งทุกอย่าง ” (หมายถึง: มันจะปกป้องเจ้า จากทุกความชั่วร้าย และจากอันตรายทั้งปวง)[ บันทึกโดย อะบู ดาวู๊ด (5082) อัต-ติรมิซีย์ (3575) และอัน-น่ะซาอีย์ (5428)อัน-น่ะวะวีย์, อิบนุหะญัร, ชัยค์อิบนุ บาซ และอัล-อัลบานีย์ต่างรับรองหะดีษนี้ว่าถูกต้องหรือดี]د ٤ ﴾ ٌحَ“َا أจงกล่าวเถิดو فُكُهلَُنك ُْ(มุฮัมมัดَم يَْولَ ٣) พระองค์คืออัลเลาะห์ دلَْوُم يَْولِل ََِْم يَْد ٢ لُผู้ทรงเอกمصََّّلل الَُّاะ ١١อัลเลาะห์นั้นทรงدٌحََّلل أَُّو اَهُلْ ُقเป็นที่พึ่ง﴿٢พระองค์ไม่ประสูติ และไม่ทรงถูกประสูติ٣ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์٤ ”- 12 -
ซูเราะห์อัลอิคลาศ และ ซูเราะห์ที่ใช้ขอความคุ้มครองทั้งสอง (อัลฟะลักและอันนาส) (3 ครั้ง เช้า-เย็น) ﴿َُّاّللَوُهْلُقٌدَحَأ ١ أي: الفرد الي ال نظري هل، وال يطلق هذا اللفظ ىلع أحد ِف اإلثبات إال ىلع اهلل تعاىل؛ ألنه الاكمل ِف مجيع صفاته وأفعاهل.َُّاّللُدَمَّالص ٢ صمد إيله ِف احلاجات؛ أي: يقصدُهو الي يىلع قضائها، لكونه قادرا قال الزجاج رمحه اهلل: الصمد السيد الي انتىه إيله السؤدد، فال سيد فوقه، وقيل: هو املستغين عن لك أحد، واملحتاج إيله لك أحدَْودلُيْمَلَوِِلَْيْمَل ٣ أي: ليس هل ودل وال وادل وال صاحبة.ٌدَحَا أ وُفُكَُهلْنَكُيْمَلو ٤َ ﴾ . ونظريا وندا أي:مثال “ “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พระองค์คืออัลเลาะห์ ผู้ทรงเอกะ หมายถึง ผู้เดียวที่ไม่มีผู้ใดเหมือนหรือเทียบเคียงได้พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบในทุกคุณลักษณะและการกระท าของพระองค์อัลเลาะห์นั้นทรงเป็นที่พึ่ง : ผู้ที่ถูกพึ่งพิงในความต้องการ หรือ ถูกมุ่งหน้าไปหาในความจ าเป็นหรือเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ที่ผู้อื่นหันหน้าเข้าหา เพื่อขอความช่วยเหลือในความจ าเป็นต่าง ๆเพราะพระองค์ทรงสามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้คือ เจ้านาย ผู้ซึ่งความเป็นนายสูงสุดจบลงที่พระองค์ไม่มีผู้ใดสูงส่งไปกว่าพระองค์อีกแล้ว หรืออีกความหมายหนึ่ง...คือ ผู้ที่ไม่ต้องพึ่งพาใครเลย แต่ทุกคนกลับต้องพึ่งพาพระองค์พระองค์ไม่ประสูติและไม่ทรงถูกประสูติ คือ ผู้ที่มิได้ให้ก าเนิด และมิได้ถูกให้ก าเนิดหมายถึง พระองค์ไม่มีบุตร ไม่มีบิดา และไม่มีคู่ครองและไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ ” คือ ไม่มีผู้ที่เหมือนกัน เทียบเท่าพระองค์ب ٣﴾ََق٥وَذادََِإسٍَقحََغِساَذَِإذَشٍدَِسناْحَوِمَذَش ٢َنْقَِمَلوَخَ٤ماَِدذَشقََعُْلناِْفِمِ١ا ِتَثقاِفََّلَّنلفَْلااذَشبذَرَنِْبمذُِووَعُ َل أْ ُ ﴿ ق“ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ฉันขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ ١ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่พระองค์ทรงสร้าง ٢และจากความชั่วร้ายแห่งความมืดของเวลากลางคืน เมื่อมันแผ่คลุม ٣และจากความชั่วร้ายของบรรดาผู้เสกเป่าในปมเงื่อน ٤ และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉา เมื่อเขาอิจฉา ٥ ”- 13 -
ِق ﴿َلَفْالذبَِربُوذُعَأْلُق ١{ أمر؛ أي: آمرك أن تقولْلُ}ق .... :{ أي: أجلأ وأعتصم وألوذُوذُعَ}أ .َقَلَا خَمذْ َش َِمن ٢ بََقَاوَِذإٍِسقََغذْ َش َِمنو ٣َ وهذا ختصيص بعد تعميم؛ أي: من َش ما يكون ِف الليل، حْي يغىش انلاس انلعاس، وتنترش فيه األرواح الرشيرة، واحليوانات املؤذية.و ))الغاسق(( الليل إذا أقبل بظلمته.و ))الوقب(( ادلخول؛ وهو دخول الليل بغروب شمس.ِدَقُعْا ِت ِِف الَاثَّفَّانلذْ َش َِمنو ٤َ أي: من َش السواحر الاليت يستعن ىلع سحرهن بانلفث ِف عقد اخليط، اليت يعقدنها ىلع السحر.َدسََا حَِذا ِس ٍد إَحذْ َش َِمنو ٥َ ﴾واحلاسد هو الي ُيب زوال انلعمة عن املحسود، فيسىع ِف زواهلا، بما يقدر عليه من األسباب.وقال شيخ اإلسالم ابن تيمية: ))احلسد كراهة نعمة اهلل ىلع الغري((.فاحلسد يشمل اتلمين لزوال انلعمة، أوالسيع ِف إذاإزاتلها، أو الكراهة هلا ىلع الغري. أما لو تمىن أن يرزقه اهلل تعاىل مثل ما أنعم ىلع اآلخرين، فهذا ليس من احلسد بل هو من الغبطة.ويدخل ِف احلاسد العائن؛ ]ألن العْي[ ال تصدر إال من حاسد َشير الطبع، خبيث انلفس.“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ฉันขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณหมายถึง ข้าสั่งเจ้า (นบีมุฮัมมัด) ให้กล่าวว่า... “ฉันขอความคุ้มครอง”หมายถึง “ฉันขอพึ่งพิง ขอปกป้อง”ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่พระองค์ทรงสร้างซึ่งรวมถึง ทุกสิ่งที่อัลเลาะห์ทรงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ญิน หรือสัตว์และจากความชั่วร้ายแห่งความมืดของเวลากลางคืนเมื่อมันแผ่คลุมเป็นการระบุเฉพาะ หลังจากการกล่าวอย่างครอบคลุม )تعميم بعد ختصيص)คือ ขอความคุ้มครองจาก ‘ความชั่วที่เกิดขึ้นในยามค ่าคืน’ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และกลางคืนเข้ามาพร้อมกับความมืดมิด ช่วงเวลาที่ผู้คนง่วงนอน วิญญาณร้ายและสัตว์อันตรายจะกระจายตัว (ปรากฎตัว)และจากความชั่วร้ายของบรรดาผู้เสกเป่าในปมเงื่อนหมายถึง จาก ‘ความชั่วร้ายของพวกผู้หญิงท าไสยศาสตร์’ (หมอผีหญิง) ที่ใช้การเป่าพ่นมนต์ร้ายลงไปในปมเชือกที่พวกนางผูกไว้ในการท าคุณไสยและจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉา เมื่อเขาอิจฉา” : “ผู้อิจฉาริษยา” คือ ผู้ที่อยากให้ความโปรดปรานที่ผู้อื่นมีนั้นหายไปและ พยายามท าให้มันสูญไป ด้วยสาเหตุที่เขาสามารถท าได้อิบนุตัยมียะห์ กล่าวว่า : “ความอิจฉาริษยา คือ การเกลียดชัง ความโปรดปรานของอัลเลาะห์ที่มีต่อผู้อื่น” ดังนั้น ‘ความอิจฉาริษยา’จึงครอบคลุมถึง : • การหวังให้ความโปรดปรานของผู้อื่นหายไป• หรือ พยายามท าให้มันสูญไป• หรือแม้แต่เพียง เกลียดที่คนอื่นมีความโปรดปราน สิ่งดี ๆ นั้นส่วนถ้าผู้ใด ปรารถนาให้อัลเลาะห์ให้เขามีเหมือนสิ่งที่พระองค์ให้แก่ผู้อื่น – นั่นไม่ใช่ ความริษยา َ)حَ)سد แต่เรียกว่า \"การยินดีปรารถนาหวังที่จะมี” غ) ِْبَ)طة และค าว่า “ผู้อิจฉา” นั้นยังรวมถึงผู้ที่ท าร้ายด้วยสายตาอิจฉา (อัยน์) ด้วย เพราะ “อัลอัยน์” ( اَلعْ ي ( ْนั้น จะไม่ออกมาจากผู้ใด นอกจากผู้อิจฉาริษยาที่มีนิสัยและจิตใจชั่วร้าย- 14 -
نلاِس ٣ َِّهل اَِنلاِس ٢ إَّمِل ِك انلاِس ١َ َّب اذرَِذ بُعوَُل أْ ُ ﴿ قساَِّنَْاِس اخلَوْسَوْالذِمن ٤ اِس ْ َش ََّانلِورُدِِف صُِس ُوْسَوُِي يَّال ٥ اِسَّانلَِة وَِّنْاجلَِمن ٦ ﴾“ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ฉันขอความคุ้มครองต่อพระผู้อภิบาลแห่งมนุษย์ชาติ١ พระราชาแห่งมนุษยชาติ٢ พระเจ้าแห่งมนุษยชาติ٣ ให้พ้นจากความชั่วร้ายของผู้กระซิบกระซาบ ผู้ถอยกลับ (มันจะล่าถอย เมื่อมนุษย์ร าลึกถึงอัลเลาะห์) ٤ ผู้ที่กระซิบกระซาบในหัวอกของมนุษย์٥ จากหมู่ญินและมนุษย์ ٦ ”﴿ اِسَّانلذبَِربُوذُعَأْلُق ١أي: أعتصم به، وأتلجئ إيله، وأحترز به، أحترز به من حاذر،ُما أخاف وأذلك هذه اللكمة يهَحقيقةَّفإنن يعصمك منهَاهلروب مما ختافه إىل م . اِسَِّل ِك انلم ٢ اِس ََِّ انلَإ ٣ِ هلاِس ( يقول:معبود انلاس، الي هلَِّ انلَِهلوقوهل: ) إالعبادة دون لك َشء سواه. اِسَّنَْاِس اخلَوْسَوْالذِمن ٤َ ْ ش َقال الزجاج :يعين: الشيطان ذا الوسواس، اخلناس الرجاع؛ وهو الشيطان جاثم ىلع قلب اإلنسان، فإذا ذكر اهلل تعاىل خنس، وإذا غفل وسوساِسَّانلِورُدِِف صُِس ُوْسَوُِي يَّال ٥ اِسَّانلَِةوَِّنْاجلَِمن ٦ ﴾“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ฉันขอความคุ้มครองต่อพระผู้อภิบาลแห่งมนุษยชาติหมายถึง : ฉันขอให้พระองค์ปกป้อง จากทุกสิ่งที่ฉันกลัวและระแวดระวัง เพราะความจริงแล้วค านี้หมายถึง “การหนีจากสิ่งที่เรากลัวไปยังผู้ที่สามารถปกป้องเราได้” พระราชาแห่งมนุษยชาติ พระเจ้าแห่งมนุษยชาติหมายถึง : ผู้ที่มนุษย์จะต้องอิบาดะห์(เคารพสักการะ) — ผู้ที่คู่ควรแก่การอิบาดะห์โดยไม่มีสิ่งอื่นใดเลย นอกจาก พระองค์ที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะบูชาให้พ้นจากความชั่วร้ายของผู้กระซิบกระซาบผู้ถอยกลับ (มันจะล่าถอย เมื่อมนุษย์ร าลึกถึงอัลเลาะห์)ตามค าอธิบายของอัซ-ซัจญาจ: “ผู้กระซิบกระซาบ” คือชัยฏอนที่เกาะติดอยู่บนหัวใจของมนุษย์เมื่อมนุษย์ร าลึกถึงอัลเลาะห์“มันก็จะถอยกลับ” (หายไป) แต่เมื่อมนุษย์เผลอหรือหลงลืมมันก็จะกระซิบกระซาบ (ยั่วยุให้ท าชั่ว)ผู้ที่กระซิบกระซาบในหัวอกของมนุษย์: “การกระซิบของชัยฎอน” นั้น เป็นค าพูดที่ซ่อนเร้น ที่มันจะไปถึงหัวใจ (เป็นที่เข้าใจ) โดยไม่ได้ยินเสียง(คือ เป็นการพูดในใจที่ไม่ได้ยินเสียง แต่เข้าใจ)จากหมู่ญินและมนุษย์”: หมายถึง “ผู้ที่จะมากระซิบกระซาบนั้น” มาจากชัยฏอนที่เป็นทั้งญินและมนุษย์- 15 -
อะบูหุร็อยเราะห์ รายงานว่า มีชายคนหนึ่งมาหาท่านร่อซูลุลเลาะห์ صلى الله عليه وسلم แล้วกล่าวว่า :“โอ้ท่านร่อซูลุลเลาะห์ผมได้รับความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวดจากแมงป่อง (ถูกแมงป่องกัด) เมื่อคืนนี้”ท่านร่อซูลุลเลาะห์ صلى الله عليه وسلم จึงกล่าวว่า: “ ถ้าเจ้ากล่าวค าเหล่านี้ในตอนเย็นว่า :ُوذُعَأَقَلَا خَمذْ َش َا ِت ِمنَّامَِّ اتلا ِت اّللََِّلمِكَب(แมงป่องนั้น) มันก็คงจะไม่ท าอันตรายเจ้า ” [ บันทึกโดย : มุสลิม (2709) ](เพราะเขาเพิ่งถูกแมงป่องกัดมา จึงอาจหมายความว่า “มันจะไม่กัดเลยแต่แรก” (คือ ไม่ถูกกัดหรือถูกท าร้ายเลย) หรือ “ถึงแม้มันกัด แต่ก็จะไม่เป็นอันตรายใด ๆ” — ซึ่งทั้งสองความหมายให้ผลเดียวกัน คือ ไม่มีอันตรายเกิดขึ้น ดังนั้น ใครที่กล่าวดุอาอ์นี้ ใน... ตอนเช้า → จะได้รับการคุ้มครองจนถึงเย็น (จนกระทั่งเวลาเย็น)? ตอนเย็น → จะได้รับการคุ้มครองจนถึงเช้า (คือ จะไม่มีสิ่งใดท าอันตรายแก่เขาได้ในคืนนั้น)(สามารถกล่าวดุอาอ์นี้ หลังจากดวงอาทิตย์คล้อย (หลังซุห์รี่) เช่นเดียวกับในตอนเช้า หากกล่าวมันในช่วงเช้าก็ได้เช่นกัน) เป็นการกระท าง่าย ๆ แต่กลับให้การปกป้องจากอันตรายทุกกรณี— ไม่เพียงจากสัตว์มีพิษเท่านั้น แต่รวมถึง...อันตรายทั้งจาก มนุษย์ชัยฏอน สัตว์มีพิษ แมลงร้าย สัตว์ดุร้าย (สัตว์ที่มีเขี้ยวและมักจะจู่โจมมนุษย์หรือสัตว์อื่น เพื่อล่าเหยื่อ เช่น สิงโต ) หรือจากสิ่งที่น่ากลัวทั้งหลายก็ตาม‘ผู้ใดกล่าวดุอาอ์นี้ เมื่อเข้าสู่เวลาเย็น (หลังละหมาดอัศริจนถึงอะซานมักริบ) 3 ครั้ง — จะไม่มีพิษหรือการกัดต่อยใด ๆ ของสัตว์มีพิษทุกชนิด (เช่น งูแมงป่อง) ท าอันตรายเขาได้ในคืนนั้นเลย’ สุฮัยล์อิบนุ อะบีซอและห์(หนึ่งในผู้รายงานหะดีษนี้) กล่าวว่า : ‘คนในครอบครัวของเราได้เรียนรู้ดุอาอ์นี้และพวกเขาก็จะกล่าวมันทุกคืน แล้วเด็กหญิงคนหนึ่งในครอบครัวถูกสัตว์มีพิษกัด แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ เลย (จากพิษของสัตว์มีพิษนี้) เพราะพวกเขากล่าวดุอาอ์นี้)’ [ หนังสือ : َنَتائَِج األْفَِْ اكر ِف خترْيَج أَحاِدي ِث َْاألْ ذاكر) 2/358) ของอิบนุหะญัร อัล อัสก่อลานีย์ [نُْابَحَجَرالعْسَقَيّن[ [ الِการร าลึกถึงอัลเลาะห์ ทั้งยามเช้าและยามเย็น เปรียบเสมือนเกราะป้องกันศ่อฮาบะห์และตาบิอีนต่างเอาใจใส่ในการน าค าสอนของท่านนบี صلى الله عليه وسلم ไปปฏิบัติจริงในชีวิตดุอาอ์นี้มีผลจริง และไม่ใช่เพียงค ากล่าวเปล่า ๆหากกล่าวด้วย “ความเชื่อมนั่” ในการขอคุ้มครองจากอัลเลาะห์และ “สม ่าเสมอ”“ ฉันขอความคุ้มครอง ด้วยพระด ารัสของอัลเลาะห์ที่สมบูรณ์แบบ (ให้ปลอดภัย) จากความชั่วร้ายของสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงสร้าง ”สิ่งที่ท่านนบี صلى الله عليه وسلم กล่าว เป็นความจริง เพราะมาจากอัลเลาะห์ผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง- ขอให้พ้นจากความชั่วร้ายของสิ่งที่อัลเลาะห์ทรงสร้าง -- 16 -
ขอให้ปลอดภัย พ้นจากทุก ๆ ความชั่วร้าย (3 ครั้ง เช้า-เย็น)«ُوذُعَأ ا ِتَِلمب ا ِهلل ا ِت ِكََّامَّاتلهُوأسماؤُلةبه املزنَُّتُِلما ِت ا ِهلل\"، ويه ك، \"بكَوأستجريُُ: أعت ِصم، أي: الوافيا ِت ِف أداِء معانيها، أو الاكمال ِت اليت الاحلُسىن َِذ بها،ذتعوُ، أو انلافعا ِت للمَص ِف َش ٍء منها وال عيبَْنقَّا ِهلل باتلماِم؛ ألنُِصف الكمُما وَّاحلافظا ِت هل من اآلفا ِت، وإن ه ال ِمِف الك َُِب، كما يكونقِص والعيَّمن انلٌِف الكِمِه َشءُيكونبهاُرادُوال يُواثلناءُراد بها املدحُيٌذلك ِصفةَّانلاِس، وقيل: إنَكما ِتٌَّص؛ ألنناقُرَ، واآلخٌّهما تامُِْي: أحدوصوفَبْي مُقْرَالفجوَُص ِف َشٍءمنها بوجٍهمن الوقَاهلل تعاىل ال ن ِه أصالِْمن ذََش اَم َقَلَخ «“ฉันขอความคุ้มครอง ด้วยพระดำรัสของอัลเลาะห์ที่สมบูรณ์แบบ: “ด ารัสของอัลเลาะห์” หมายถึง ► อัลกุรอาน หรือ ► คัมภีร์ต่าง ๆ ที่ถูกประทานลงมาและพระนามของพระองค์อันงดงาม คือ ถ้อยค าที่สมบูรณ์ครบถ้วนในการถ่ายทอดความหมายของมัน และคุณลักษณะอันสูงส่งของพระองค์หรือ ► ค าที่สมบูรณ์แบบ ไร้ข้อบกพร่องต าหนิใด ๆ ► ค าที่เป็นประโยชน์และเยียวยารักษาแก่ผู้ที่ขอความคุ้มครองด้วยกับมัน จากอันตรายต่าง ๆ (ให้ปลอดภัย) จากความชั่วร้ายของสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงสร้าง ” (ครอบคลุมทุกสิ่งถูกสร้าง)“ ดุอาอ์(ค าวิงวอน) และ การขอความคุ้มครอง นั้น เปรียบเสมือน “อาวุธ”และอาวุธนั้น (จะมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น) ก็ขึ้นอยู่กับ “ผู้ใช้” มิใช่เพียงเพราะ ‘ความคมของอาวุธ’ ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ 1) ‘อาวุธนั้น (ดุอาอ์) สมบูรณ์ปราศจากต าหนิ’ 2) ‘แขนของผู้ใช้อาวุธนั้น (ผู้ขอ) แข็งแรง’และ 3) ‘ไม่มีสิ่งขัดขวาง’ มันย่อมสามารถพิชิตศัตรูได้(ดุอาอ์นั้นก็จะได้ผล)แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด (จาก 3 นี้) บกพร่อง... ผลลัพธ์(ประสิทธิภาพ) ของอาวุธนั้นก็จะบกพร่องตามไปด้วย ” [ อัดดาอ์ วัดดะวาอ์- فِالشا ادلواء عن سأل ملن فِالاك اجلواب : - อิบนุ่ล ก็อยยิม [ُنْاب َّيِزْوم اجلَذيَ ة ق) [ หน้า 35) ] สาเหตุที่ท าให้อัซการไม่ได้ผลอาจมาจาก จิตใจไม่อยู่กับดุอาอ์ (ไม่มีสมาธิ) ปากพูดขอ แต่ใจมัวไปคิดถึงเรื่องอื่น ท่องเฉย ๆ โดยไม่รู้ความหมาย ปากกล่าวแต่หัวใจไม่ได้รู้สึก วอกแวก ไม่ได้จดจ่อ ไม่ตั้งใจขอจริง ๆ สงสัย ไม่มั่นใจว่ามันได้ผลไหมหรือ อ่านเพื่อลองดูว่าดุอาอ์นั้นนี้จะช่วยได้หรือ จะได้ผลจริงหรือไม่ การบริโภคสิ่งหะรอม ท าบาปดุอาอ์ที่ทรงพลัง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คำที่ถูกกล่าว” เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับ “สภาพหัวใจของผู้กล่าว”เพราะแม้ดุอาอ์นั้นจะถูกต้อง แต่หากผู้กล่าว โดยไม่มีสมาธิ หรือ แบบลองดู(ไม่มั่นใจ)ก็เหมือน “มีดาบดีแต่ไม่มีแรง” หรือไม่รู้จักใช้ ผลย่อมไม่เกิด ในทางกลับกัน หากคนถือดาบนั้น มีความ “แน่วแน่” “เข้าใจความหมาย” และวิงวอนขอด้วย “ใจจริง”... แม้ถ้อยคำจะสั้นหรือง่าย ย่อมมีพลังมากกว่า ˎˊ˗⟡- 17 -. ── ────·········✦. ──
- ซิเกรที่มีผลบุญทวีคูณ -“ มหาบริสุทธิ์แด่อัลเลาะห์และด้วยการสรรเสริญสดุดีแด่พระองค์ตาม ‘จ านวนสิ่งถูกสร้างของพระองค์’ตาม ‘ความพึงพอพระทัย’ ของพระองค์ตาม ‘น ้าหนักของบัลลังก์’ ของพระองค์และ ตามจ านวน ‘น ้าหมึกที่จดค าด ารัส’ ของพระองค์ ”(3 ครั้ง ช่วงกลางวันและกลางคืน)ตัสเบี๊ยะห์นี้รวมไว้ซึ่ง ‘คุณลักษณะของความสมบูรณ์แบบ’ และ ‘คุณลักษณะของอัลเลาะห์’ท าให้มันประเสริฐกว่าการตัสเบี๊ยะห์อื่น ๆ- 18 -
บทที่ “อ่านแล้วได้ผลบุญทวีคูณ” (عفَمضا ُال الذكر) (3 ครั้ง ช่วงกลางวันและกลางคืน)«َانَحْبس ا ِهلل َُو ِدهِْمَِِب َدَدَع ِقِهْلَخ ، خلق،ُا، أو مما سي ٍق،واكن هذا املخلوق موجودخملوذعدد لكه الرب منيما يستحقَّيشمل ذلك، بل أخرب أنٍفعدد خلقيبلغ هذا العدد الي لو اكن ِف العددماٌسبيح هو تسبيحَّالتلقُيزيد لكره، وجتدد املخلوقات ال ينتيه، فيه ال تزال ختخملوقات جديدة. ا ِبمده، أو:س ذتلبُاهلل مُحذسبُ: ُيتمل أن يكون املعىن: أه هو الي هدى للك، هوَّسبحان اهلل وِبمده أمحده، فإنمنا كيف نذكره.َّالي أرشد إيله، هو الي عل“มหาบริสุทธิ์แด่อัลเลาะห์และด้วยการสรรเสริญสดุดีแด่พระองค์ตาม ‘จำนวนสิ่งถูกสร้างของพระองค์’ หมายถึง “ฉันให้ความบริสุทธิ์ (ตัสเบี๊ยะห์)* ในสภาพที่มีการสรรเสริญพระองค์” ตามจ านวนสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วหรือที่จะมีขึ้นใหม่ ในอนาคตคือ อย่างไม่มีสิ้นสุด เพราะพระองค์ยังคงทรงสร้างสิ่งใหม่อยู่เสมอ* ความหมายของ * ‘ตัสเบี๊ยะห์’ (َانَحْبُ هلل ِا س (คือ การให้ความบริสุทธิ์และปฏิเสธความบกพร่องและความไม่สมบูรณ์ออกจากอัลเลาะห์รวมถึงการปฏิเสธภาคีในด้านรุบูบียะห์ (ความเป็นพระผู้อภิบาล ปกครองจัดการของพระองค์) ด้านอุลูฮียะห์ (การเป็นพระเจ้าที่คู่ควรแก่เคารพสักการะแต่เพียงผู้เดียว) และด้านอัล-อัสมาอ์วัศศิฟาต (พระนามและคุณลักษณะของอัลเลาะห์)َو اِضَر ِسِهْفَن ، ا سبيح ِبيث يكون بالغَّفاملقصود أن يكون هذا التفس بالنسبة هللَّرضا انل ا بعدد خلقه،، وكذلك أيض ٍ ىلع عبادهقادر قدره، واهلل ذو فضلُال يٌفذلك َشءورمحٍة، حيث جعل ذلك يبلغ هذا القدر.ตาม ‘ความพึงพอพระทัย’ ของพระองค์ ความหมายคือ การสรรเสริญนี้มีความยิ่งใหญ่ จนบรรลุถึง “ความพอพระทัย” ส าหรับพระองค์— ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถประเมินค่าได้และอัลเลาะห์ทรงเมตตาต่อบ่าวของพระองค์ที่พระองค์ทรงท าให้การกล่าวถ้อยค าแห่งการสรรเสริญเช่นนี้มีค่าถึงเพียงนั้นَوَةَنِز ِشِهْرَع ، ابنأثقل املخلوقات ىلع اإلطالق هو العرش، وقد ذكر هذا املعىن احلافظ ٌُ القيم ه أثقل املخلوقات ىلع اإلطالق؛ إذلو اكن َشءَّ، حيث يقول: \"وأنسبيح،َّمنه لوزن به التَأثقلตาม ‘น ้าหนักของบัลลังก์’ ของพระองค์ อิบนุ่ล ก็อยยิมกล่าวว่า : “บัลลังก์ของอัลเลาะห์คือ สิ่งที่มีน ้าหนักมากที่สุดในบรรดาสิ่งถูกสร้าง หากมีสิ่งใดที่หนักกว่ามัน แน่นอนว่าท่านนบีจะกล่าวถึงสิ่งนั้นในซิเกร (ตัสเบี๊ยะห์) นี้”َوَادَِمدَكـلِـَمـ اِتـِه « َّ واحلافظ ابن القيم ذكرأن هذاييعم األقسام اثلالثة ويشملها؛َّفإن َ مداد َكماته النهاية لقدره، وال لصفته، وال لعدده[7]. فالحظ هناك: عدد َ خلقه، ورضا نفسه، ةنِوز عرشه،مداد اللكمات هذا يشمل ذلك هيَك : และ ตามจำนวน ‘น ้าหมึกที่จดคำดำรัส’ ของพระองค์”อิบนุ่ล ก็อยยิมกล่าวว่า: วลีนี้เป็นการสรรเสริญที่ครอบคลุมลักษณะทั้ง 3 ประเภทก่อนหน้า (จ านวนสิ่งที่ถูกสร้าง ความพอพระทัยของพระองค์และน ้าหนักแห่งบัลลังก์ของพระองค์ไว้)เพราะ “หมึกที่จดค าด ารัสของพระองค์” ไม่มีสิ้นสุด ทั้งในด้านปริมาณคุณลักษณะ และจ านวน- 19 -
รายงานจากท่านหญิงญุวัยรียะห์ (ภรรยาของท่านนบี صلى الله عليه وسلم ( ว่า แท้จริงท่านได้ออกไปจากที่นางอยู่ในตอนเช้าตรู่ (ในขณะที่นบีได้ละหมาดศุบห์และท่านหญิงอยู่ในที่ละหมาดของนาง) แล้วท่านนบีได้กลับมาตอนสาย ๆ ในสภาพที่นางก็ยังนั่งอยู่ (ยังเห็นนางนั่งอยู่ที่เดิม ตั้งแต่ศุบห์) ท่านนบี صلى الله عليه وسلم จึงถามนางว่า : “เธอยังอยู่ในสภาพเดิมเหมือนตอนที่ฉันแยกจากเธอไปอย่างนั้นรึ?” ท่านหญิงตอบว่า: จ้ะ ท่านนบีصلى الله عليه وسلم จึงกล่าวว่า : “ หลังจากที่ฉันแยกจากเธอไป (ตอนเช้าตรู่)ฉันได้กล่าว 4 ประโยคนี้ 3 ครั้ง ถ้าน าไปชั่งน ้าหนักกับสิ่งที่เธอได้กล่าวมา(ทั้งหมด ตั้งแต่เช้า) มันก็จะมีน ้าหนักเท่ากัน ”[ คือ ถ้า 4 ประโยคนี้ย่อมมีน ้าหนักเท่ากับสิ่งที่นางได้กล่าวทั้งหมดนั้น หรือมีน ้าหนักมากกว่า][ บันทึกโดย : มุสลิม (2726) ]หะดีษนี้ได้รวมซิเกรบทหนึ่งจากอัซการ (บทร าลึกถึงอัลเลาะห์) อันยิ่งใหญ่ที่ท่านนบี صلى الله عليه وسلم สอนและแนะน าประชาชาติของท่าน เพราะมันครอบคลุม , เป็น 1 ในถ้อยค าสรุป َجَواِمُع َِ(اللكم ค าสั้นแต่มีความหมายครอบคลุม )ในการสรรเสริญอัลเลาะห์ ท่านอิบนุ่ล ก็อยยิมกล่าวว่า : ‘ซิเกรนี้ได้รวมความหมายของ การให้ความบริสุทธิ์, ให้ความยิ่งใหญ่ และการสรรเสริญ ที่คู่ควรกับอัลเลาะห์ ไว้’ จากนั้น ท่านก็กล่าวว่า :‘ความหมายก็คือ ในตัสเบี๊ยะห์นี้(ซิเกรนี้) มีคุณลักษณะของความสมบูรณ์ และความยิ่งใหญ่ที่ประเสริฐกว่าบทอื่น และถ้าน าซิเกรบทอื่นมาชั่งเทียบน ้าหนักกับมันแล้ว( ค านี้) ย่อมมีน ้าหนักเท่ากัน และหนักยิ่งกว่า’และในบันทึกของอัต-ติรมีซีย์(3555) และ อัน-น่ะซาอีย์(1352) ใช้ส านวน :- 20 -«َانَحْبس ا ِهلل َُدَدَع ِقِهْلَخَانَحْبُ، س ا ِهلل َدَدَع ِقِهْلَخ ،َانَحْبس ا ِهلل َُدَدَع ِقِهْلَخ ، َانَحْبُس ا ِهلل اِضَر ِسِه ،ْفَنَانَحْبُس ا ِهلل اِضَر ِسِه ،ْفَنَانَحْبُس ا ِهلل اِضَر ِسِه ،ْفَن َانَحْبُسَةَنِا ِهلل زَانَحْبُِشِه ، سْرَعَةَنِا ِهلل زَانَحْبُِشِه ، سْرَعَةَنِا ِهلل ز ِشِه ،ْرَعَانَحْبُسَادَا ِهلل ِمدَانَحْبُاِتِه ، سَِـمََكَادَا ِهلل ِمدَانَحْبُاِتِه ، سَِـمََكَادَا ِهلل ِمد اِتِه «َِـمََكชัยค์ อิบนุ อุซัยมีน กล่าวว่า สิ่งส าคัญคือ เรากล่าวแต่ละค า (4 ค า) 3 ครั้ง รวมเป็น 12 ครั้ง [ 516/6 ي ْصاحل ال رياض شح[ َ
ในตัสเบี๊ยะห์นี้มี ► การรู้จักอัลเลาะห์► การสรรเสริญพระองค์ด้วยการตัสเบี๊ยะห์(ให้ความบริสุทธิ์แด่พระองค์)และ ► ให้ความยิ่งใหญ่กับพระองค์พร้อมด้วยการกล่าวสรรเสริญพระองค์ และหากได้เพิ่มการกล่าวสรรเสริญนี้กับการตัสเบี๊ยะห์ (ให้ความบริสุทธิ์แด่พระองค์) อย่างสมบูรณ์ที่สุด พร้อมทั้งตัวคนที่กล่าว ได้‘ตระหนักถึงความหมาย’ ดังกล่าวนี้ขณะตัสเบี๊ยะห์ … ให้ใจจดจ่ออยู่กับความหมาย ➡️ มันจะกลายเป็นความพิเศษ ✨ ที่ไม่มีในซิเกรบทอื่น ซึ่งนับเป็นความกรุณา และความโปรดปรานของอัลเลาะห์ที่พระองค์จะทรงประทานให้แก่ใครก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และสิ่งนี้เองยังบ่งบอกถึง ผลของความเข้าใจ ... โดย คนที่มีความเข้าใจย่อมได้รับผลตอบแทนยิ่งใหญ่จากการกระท าเล็ก ๆ นี้ สิ่งที่ปรากฏในบริบทของหะดีษ คือ : ท่านนบีصلى الله عليه وسلم กล่าวบทนี้‘หลังจากละหมาดศุบห์’ซึ่งอิหม่ามอัน-น่ะวะวีย์ก็ได้กล่าว ในหนังสือ ‘อัลอัซการ’ ของท่าน ว่า : ซิเกรนี้‘ ไม่มีเวลาเฉพาะเจาะจง ’ (ในการกล่าว) ... นั่นคือ ให้มุสลิมกล่าวมันได้ตลอดเวลา และไม่ได้จ ากัดแค่ ตอนต้นของวัน เท่านั้น โดยสาเหตุดังกล่าวคือ ไม่มีรายงานจากท่านว่า ท่านนบีเจาะจงเวลาไว้และการที่ท่านกล่าวในตอนต้นของวัน ไม่ได้หมายความว่า จะต้องกล่าวในเวลานี้เท่านั้นในการท าอิบาดะห์เราควรให้ความส าคัญทั้ง ๐ คุณภาพ ๐ ความสม ่าเสมอ ๐ ปริมาณ ตามความเหมาะสมบางครั้งอาจต้องเน้น ‘ปริมาณ’ (เช่น เพื่อให้เคยชินกับการร าลึก) .. เน้น ‘ความสม ่าเสมอ’ (เพื่อสร้างนิสัย).. บางครั้งควรเน้น ‘คุณภาพ’ เพื่อให้เกิดผลลึกซึ้งในจิตใจ (คือ ท าด้วยความตั้งใจ ความเข้าใจ) แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว “คุณภาพ” ควรเป็นสิ่งที่เราให้ความส าคัญมากกว่า เพราะชีวิตของเรานั้นสั้น และเวลามีอยู่อย่างจำกัด เราจึงต้องใช้อย่างคุ้มค่าและให้เกิดประโยชน์สูงสุด การสะสมผลบุญความดีให้คู่ควรกับสวรรค์นั้นต้องเป็นความดีที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนสูง…ดังนั้น เราจึงต้องมี “ความเข้าใจ” ถึง คุณค่าของการรำลึกนี้- 21 -
ท่านนบี صلى الله عليه وسلم มักกล่าวเมื่อเข้าสู่เวลาเช้า หลังตื่นนอน (1 ครั้ง ในช่วงเช้า)«َا للُِ هبَّمَك اَنْحَبصَْأ متعلق بمحذوف؛ فكأنه يريد: بنعمتك أصبحنا، أو ِبفظك ... أو بذكرك ... ، وكذلك اتلقدير ِف قوهل: ))وبك أمسينا((. ِظكِْمك وِحفَنا ِف نِعْحَبا ِح فأصبنا ِف الصَّْلَأي: دختِك،َّولِك وقوَِبكْيَذتحرُِهامبَينِمورْغَمدرتِك،ُبْي بإرادتِك وقذتقلُوم“โอ้อัลเลาะห์เราใช้ชีวิตในยามเช้า ด้วย (ความโปรดปราน การปกปักรักษา หรือการร าลึกถึง) พระองค์ท่านหมายถึง : พวกเราได้เข้าสู่เวลาเช้า➜ ภายใต้ความโปรดปราน การปกปักรักษา คุ้มครอง ของพระองค์ท่าน➜ อยู่ท่ามกลาง ‘ความโปรดปราน’ ของพระองค์ท่าน➜ พวกเราเคลื่อนไหวได้ ด้วย ‘พลังและอ านาจ’ ของพระองค์ท่าน➜ ผันเปลี่ยนไปตาม ‘พระประสงค์’ และ ‘เดชานุภาพ’ ของพระองค์ท่านَوَأِكَبْمَنْيَس ا شيئِتك وإرادِتك،َِتك وبمَدرُنا بقُأي: وإمساؤและเราใช้ชีวิตในยามเย็น ด้วยพระองค์ท่านหมายถึง : การที่พวกเราอยู่ในยามเย็นได้ก็ด้วย ‘อ านาจและพระประสงค์’ ของพระองค์ท่านَوَيََْنِكَب ا، َوِكَبْوُمَنُت يكون ِف معىن احلال؛ أي: مستجريين ومستعيذين بك ِف مجيع األوقات، وسائر األحوال، ِف اإلصباح واإلمساء، واملحيا واملمات. ِمكْأي: باس ، يِع أحواِنلاا ىلع هذا ِف مجَُحانلُّستِمرَأي: ينا،ُميتُي يَّييناوهو الْ ُي ُيَّهو الاهللََّوأوقاتِنا؛ ألنเรามีชีวิตอยู่และเราตาย ด้วยพระองค์ท่านหมายความว่า เราอยู่ในสภาพของผู้ที่ขอความคุ้มครองและขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในทุกเวลา (ตลอดเวลา) และในทุกสภาพการณ์ทั้งในเวลาเช้าและเวลาเย็น ทั้งขณะมีชีวิตและเมื่อถึงเวลาจากโลกนี้ไป — สภาพของเราจะคงเป็นเช่นนี้ในทุกสถานการณ์ทุกขณะเพราะอัลเลาะห์คือ ผู้ที่ทรงท าให้เรามีชีวิต และทรงท าให้เราตายَِو إَْيلكَُشُّالنْو «ُและฟื้นคืนชีพกลับคืนสู่พระองค์ท่าน ” ر: ในวันกิยามะห์เราจะถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมากลับไปยังการตัดสินและการพิพากษาของพระองค์(เพราะการตื่นนอนในยามเช้า เหมือนกับ การฟื้นคืนชีพจากความตาย)“ โอ้อัลเลาะห์เราใช้ชีวิตในยามเช้า ด้วยความโปรดปรานการรักษา หรือการร าลึกถึงพระองค์ท่าน และเราใช้ชีวิตในยามเย็น ด้วยอ านาจและพระประสงค์ของพระองค์ท่าน เรามีชีวิตอยู่และเราตาย ด้วยพระนามของพระองค์ท่าน และฟื้นคืนชีพกลับคืนสู่พระองค์ท่าน ”- 22 -
และเมื่อถึงเวลาเย็น ท่านนบีจะกล่าวว่า : (1 ครั้ง ในช่วงเย็น)«َا للُِ هبَّمكََأْم اَنْيسَ:“โอ้อัลเลาะห์เราใช้ชีวิตในยามเย็น ด้วยพระองค์ท่านคือ พวกเราได้เข้าสู่เวลาเย็น อยู่ภายใต้ความโปรดปรานและท่ามกลาง ‘การปกปักรักษา’ ของพระองค์ท่านَِوبَك اَنْحَبصَْโอ้อัลเลาะห์เราใช้ชีวิตในยามเช้า ด้วยพระองค์ท่าน أَوَيََْنِكَب ا، َوِكَبْوُمَنُت، َِو إَْيلَك الُِْصريَم «เรามีชีวิตและเราตาย ด้วยพระองค์ท่านและยังพระองค์ท่าน คือ บั้นปลาย (ที่เราจะกลับคืนสู่)” (... ที่ปวงบ่าวต้องกลับไปยังพระองค์ เพื่อรับการตอบแทนในทุกการงานของพวกเขา)เพราะ การมีชีวิตอยู่ในยามเย็น คือ ‘การเข้าสู่ความตาย’ซึ่งก็คือ ‘การนอนหลับในเวลากลางคืน’ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นความหมายของค าว่า : “ ไม่มีพลังอำนาจใด ๆ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่งนอกจากด้วย อำนาจของอัลเลาะห์ เท่านั้น ”เพราะสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ไม่สามารถด ารงอยู่ได้ด้วยตนเองหากอัลลาะห์มิทรงประค ับประคองและด ารงไว้“ โอ้อัลเลาะห์เราใช้ชีวิตในยามเย็นด้วยความโปรดปราน การปกปักรักษาของพระองค์ท่าน และเราใช้ชีวิตในยามเช้า ด้วยพระองค์ท่านเรามีชีวิตอยู่และเราตาย ด้วยพระนามของพระองค์ท่านและยังพระองค์ท่าน คือ บั้นปลายที่เราจะกลับคืนสู่ ”- 23 -
» اَنْحَبصَْأَوَحَبصَْأ ْ ََس )مَأَاوَنْيسَْمَأ ( كُْلُِ الم ِّلل ، ُدْـماحلََو ِ ِّلل“เราเข้าสู่ยามเช้า (เราเข้าสู่ หรือ อยู่ในยามเย็น)โดยที่อำนาจการปกครองเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลเลาะห์และการสรรเสริญทั้งหลายเป็นสิทธิของพระองค์ นี่คือ การอธิบายถึงสภาพของผู้กล่าวว่า: “เราเข้าสู่ยามเช้า-เย็นแล้ว และเรารู้ (ตระหนัก) ว่า การครอบครอง (กรรมสิทธิ์) และการสรรเสริญทั้งหมดนั้นเป็นของอัลเลาะห์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น(ผู้ทรงเอกะ) ไม่ใช่ของใครอื่น เราจึงต้องหันกลับเข้าหา พึ่งพาพระองค์ และขอความช่วยเหลือจากพระองค์ และให้การอิบาดะห์ การสรรเสริญ และการขอบคุณ แด่พระองค์เป็นการเฉพาะَالَـهٰإلِإَّالُاهلل ُهَدْحَوَال ْيَِش َكَُـهَله«َحدَواهللَُّإالََِهل»ال إ ،اهللَُّإالٍِّبقَعبودَفال م»َُهليكََ»ال َش ِته، وأسمائِهَّلوهيُِته، وأَّبوبيُِف روِصفاتِه، وال ِف أفعا ِهل،ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ถูกเคารพสักการะ โดยเที่ยงแท้)นอกจากอัลเลาะห์แต่เพียงผู้เดียวไม่มีผู้ใดเป็นหุ้นส่วน (ภาคี) ร่วมกับพระองค์ในความเป็นพระผู้อภิบาล ปกครองจัดการของพระองค์(รุบูบียะห์) ในการเป็นพระเจ้า คู่ควรแก่การได้รับการเคารพบูชา (อุลูฮียะห์) ในพระนามและคุณลักษณะของพระองค์ และไม่มีผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระท าของพระองค์ َُهلكُْلُالم ، َوَُهلُدْمَاحل ، َوَوُه َىلعَُذٍءْلك َرٌَْش ِديَقفيهُذرصفه واملتُِن فهومالكما ِف الكوفلكُّاإلرادةِ،ُّدرةِ، تامُالقُه اكملَّ؛ ألنอำนาจการปกครองเป็นของพระองค์และ การสรรเสริญทั้งมวล เป็นสิทธิ์ของพระองค์พระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง” ทุกสิ่งในจักรวาลนี้พระองค์ คือ ผู้ทรงปกครองและทรงกระท า ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ เพราะพระองค์ทรงเดชานุภาพ อ านาจ และทรงมีพระประสงค์อันสมบูรณ์ “ เราเข้าสู่ยามเช้า (เราเข้าสู่ยามเย็น)โดยที่อ านาจการปกครองเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลเลาะห์และการสรรเสริญทั้งหลายเป็นสิทธิของพระองค์ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะ นอกจากอัลเลาะห์แต่เพียงผู้เดียว ไม่มีผู้ใดเป็นหุ้นส่วน (ภาคี) ร่วมกับพระองค์อ านาจการปกครองเป็นของพระองค์และ การสรรเสริญทั้งมวลเป็นสิทธิ์ของพระองค์พระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง ”- 24 -
ذبَركَُلَأْسَأَْريَخ اَم ِِفْٰه اَذ ِمْوَايل (ٰه ِةَلْيَِّذه الل (، أي: اخلريات اليت حتصل ِف هذا ايلوم - أو هذه الليلة - من خريات ادلنيا واآلخرة؛ أما خريات ادلنيا فيه حصول انلعم واألمن والسالمة من طوارق الليل وحوادثه ... وَنوها، وأما خريات اآلخرة فيه حصول اتلوفيق إلحياء ايلوم والليلة بالصالة والتسبيح، وقراءة القرآن ... وَن و ذلك. َوَْريَخ اَمُهَدْعَب )َو َْريَخَم اَهَدْعَا ب ( َألَسَّمُأي: أسألك اخلريات اليت تعقب هذا ايلوم أو هذه الليلة. ثصلى الله عليه وسلم يت فيها،َِّة الَيلَّاللريََخيعين فيها،نُسكَُما يَْفيها،وخريُنشأَا يَمريََ: خ فيهاُعَقَما يَْوخري ِمننا بها فيهاِْمرُيت أَّالعبادا ِت ال ، و َعاذَذَش استهاوَ ذِمن َش يايل.َّها ِمن اللَعدَما ب“โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ฉันวิงวอนขอต่อพระองค์โปรดประทานความดีของวันนี้และความดีที่มีอยู่ในวันนี้ (ในคืนนี้)หมายถึง ขอความดีงามทั้งหลาย ‘ ที่เกิดขึ้น ’ ในวันนี้(หรือ คืนนี้)— ไม่ว่าจะเป็นความดีในโลกนี้และ โลกหน้า‘ความดีในโลกนี้’ เช่น การได้รับความโปรดปรานต่าง ๆ ความปลอดภัยพ้นจากภัยอันตราย หรือ อุบัติเหตุ ฯลฯส่วน ‘ความดีส าหรับโลกหน้า’ เช่น การได้รับความช่วยเหลือ(เตาฟีก) ท าให้กลางวันและกลางคืนมีชีวิตชีวา ด้วยการละหมาดกล่าวสดุดี (ตัสเบี๊ยะห์) , การอ่านอัลกุรอาน ฯลฯและความดีของสิ่งที่อยู่ในวันถัดไป (และความดีของสิ่งที่อยู่คืนถัดไป) หมายถึง : ความดีทั้งหลายที่ตามมาหลังจากวันนี้ (หรือคืนนี้)จากความดีจากบรรดาการอิบาดะห์ที่เราได้รับค าสั่งให้กระท าَوْوُعَأِبُذِْمنكََمذََش ا ٰهِم ِِفْْوا ايلََذ(ٰه ِذهِ ِةَلْيَّالل ( َوَمذَهَش َُدْعَا ب(َوذَش ََم اَهَدْعَا ب ( และฉันขอความคุ้มครองจากความชั่วร้ายของสิ่งที่อยู่ในวันนี้ (ในคืนนี้) และจากความชั่วของสิ่งที่อยู่ในวันถัดไป (และจากความชั่วร้ายของสิ่งที่อยู่ในคืนถัดไป)“ โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ฉันวิงวอนขอต่อพระองค์โปรดประทานความดีของวันนี้(ของคืนนี้) และความดีของสิ่งที่อยู่หลังจากวันนี้(หลังจากคืนนี้ หรือ คืนถัด ๆ ไป) และฉันขอความคุ้มครองจากความชั่วร้ายของสิ่งที่อยู่ในวันนี้ (ในคืนนี้) และจากความชั่วของสิ่งที่อยู่ในวันถัด ๆ ไป(และจากความชั่วร้ายของสิ่งที่อยู่ในคืนถัด ๆ ไป) ”(1 ครั้ง เช้า-เย็น)- 25 -
ْوُعَأذبَرِلسََكْالَِمنِكَبُذ ، هُكْرَبيغ تْنَي ال يَََّّشِء الالُركَتَوُ،وهِلسََالكَِمنَعاذَاستَّمُثدرةِ ىلع فِعِلهوهو عدم انبعاث انلفس للخري معُالقَمع، خبالف العاجز؛ فإنه ظهوراالستطاعة، فال يكون معذورامعذور لعدم القوة وفقدان االستطاعة. โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ท่านจาก ‘ความเกียจคร้าน’ ‘ความเกียจคร้าน’ คือ การไม่ท าในสิ่งที่สมควรท า ทั้งที่สามารถท าได้ นั่นคือ การที่จิตใจไม่กระตือรือร้นไปสู่ความดีไม่ขวนขวายท าความดี ทั้ง ๆ ที่มีความสามารถที่จะท าได้ َوْوُِ س ِءَِكربْالأراد به ما يورثه كرب السن من ذهاب العقل، واتلخبط ِف الرأي، وغري ذلك مما يسوء به احلال. وَعاذَاست ِمن وِءُِ س ،ال ِكربََوُوهَُِكرب ذنالس ي ذَّال يذؤدي إىل عِف َُض ِب ابلد ِنهاَوذ ةِ،َّالقو ماَّوإن عاذَاست منه؛ لِكونِه ِمن دواِءَاأل يتَّال ال َواءَد ا،َهلُرادُوالم وِءِسُبَِال ِكرب ما هُثذرَوُيَُِكرب ذنذِب الس ِمنهاَذ ،ِلْقَالع และ ให้พ้นจาก ‘ความเลวร้ายของความแก่ชรา’หมายถึง ความชราที่น าไปสู่การมีร่างกายที่อ่อนแอ หรือสิ่งที่มาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น เช่น การเสื่อมถอยของสติปัญญา (ความจ าเลอะเลือน) สับสนในความคิด และอื่น ๆ ที่ท าให้สภาพของคนหนึ่งแย่ลง เมื่อแก่ชรา ขอความคุ้มครองจากมัน เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มียารักษา ذبَرْوُعَأُذِكَبٍْب ِمن اَذَِِف ،ِ ع ارَّانلٍَب واَذَِِفِ ع ْربَالق «َّص عذايب انلاروالقرب،من بْي سائر أعذبة يوموإنما خالقيامة؛ لشدتهما، وعظم شأنهما؛ أما القرب: فألنه أول مزنل من منازل اآلخرة؛ فإن من سلم فيه سلم ِف اجلميع؛ وأما مذسلانلار: فإن عذابها شديد، نعوذ باهلل من ذلك، ياربيم.ذسل هَتَاستِعاذَتمَخَّمُث صلى الله عليه وسلم ِمَ، لِِعظِْربَوالقِارَّانلَِذ ِمنُّعوَّباتلِهما؛رْمَأ اَّنازِل أم اآلخرةِ،َِزنٍل ِمن مَمُلَّه أوَّفألنالقربَُ َُس،ه أيَدْامنه فما بعَن َنَوماٍَّب وأم .ذاَعساويِه أيُُّ، وال يٌديدَها شَذابَعَّفإنُارَّانلโอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ท่าน ให้พ้นจาก ‘การลงโทษในนรก’ และ‘การลงโทษในหลุมฝังศพ’ ” : เจาะจงทั้งสองจากบรรดาการลงโทษต่าง ๆ ในวันกิยามะห์ เนื่องจากความรุนแรงและเป็นเรื่องใหญ่ ► หลุมฝังศพ — คือ ที่ (สถานี) แรกจากสถานีต่าง ๆ แห่งอาคิเราะห์ ผู้ใดปลอดภัยที่นั่น เขาย่อมปลอดภัยในสถานีต่อ ๆ ไปทั้งหมด ... สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็จะง่ายขึ้น ~ ► นรก — คือ การลงโทษของมันรุนแรง และไม่มีการลงโทษใดเทียบเท่า – ขอความคุ้มครองต่ออัลเลาะห์ให้พ้นจากมัน ขอพระองค์ให้เรารอดพ้นปลอดภัยจากมันด้วยเถิด... – “ โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ท่านจาก ‘ความเกียจคร้าน’และ จาก ‘ความเลวร้ายของความแก่ชรา’ โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ท่าน ให้พ้นจาก ‘การลงโทษในนรก’และ ‘การลงโทษในหลุมฝังศพ’ ”- 26 -
َ» ا للُهْذإّنَّمَأْسكَُلَأَالعَوْف َوَالعاِفَيَة ةَِاآل ِخرَا وَيْنُِِّف ادل،َةَساحمُوالمَةَأي: املغِفرَ» ا للُهْذإّنَّمَأْسكَُلَأَالعَوْف َوَالعاِفَيَةِفِْْديِينَْوْنُدَيَاي نيا واآل ِخرةِ،ُّأي: ِف ادلَأَو ِْلْه َو اَمِيلْ ل،وَوايل وعمْأي: أم ةِوَجارذاتلَما ِف معىن ذلك من ِع، وِري ابلي ذلك ْغ“โอ้อัลเลาะห์แท้จริงฉันขอการอภัยโทษ จากพระองค์ท่าน คือ ขอให้พระองค์ให้อภัย ไม่เอาโทษ และขอความรอดพ้นปลอดภัย ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอาฟิยะห์ หมายถึง การที่อัลเลาะห์ทรงปกป้องบ่าวของพระองค์จากโรคภัยไข้เจ็บและความทุกข์ยากต่าง ๆ (บททดสอบ) โอ้อัลเลาะห์แท้จริงฉัน ขอการอภัยโทษ จากพระองค์ท่านและ ขอความรอดพ้น ปลอดภัยทั้งในเรื่องศาสนาของฉัน และในเรื่องดุนยาของฉัน อาฟิยะห์ในศาสนา : ขอการปกป้องจากทุกสิ่งที่ท าให้ศาสนาของบ่าวเสื่อมเสีย หรือเป็นอันตรายต่อศาสนาของเขา อาฟิยะห์ในโลกนี้ : ขอปกป้องจากทุกสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตในโลกนี้ และ ขอให้แก่ครอบครัวของฉัน หมายถึง : ขอพระองค์ทรงปกป้องภรรยา ลูกหลาน เครือญาติของฉัน คนในครอบครัวจากทุกสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตในโลกนี้ เช่น โรคภัยไข้เจ็บและความทุกข์ยากต่าง ๆ (บททดสอบ) และ ทรัพย์สินของฉัน ความเสียหายทั้งต่อทรัพย์การงาน การค้าขาย และอื่น ๆ เช่น การจมน ้า ไฟไหม้ การลักขโมยและภัยรูปแบบอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย “ โอ้อัลเลาะห์แท้จริงฉันขอการอภัยโทษจากพระองค์ท่าน และความรอดพ้นปลอดภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้าโอ้อัลเลาะห์แท้จริงฉันขอการอภัยโทษจากพระองค์ท่านและ ขอความรอดพ้น ปลอดภัยทั้งในเรื่องศาสนาและในเรื่องดุนยาของฉัน และแก่ครอบครัวของฉัน และ ทรัพย์สินของฉัน ”- 27 -
َا للُهْاسَّمَعْ ُُتَرْو ا ِيتْ ْظَِ ِب أي: احف ،عايَه؛من المُين نرش ُْسوؤَما يَّلكَواعَْوَرْآِمنِيتْئين ذ أي: ْوطمين ذذمَوأ ِمنذلك ما ينُيفُي ب ُذسبُوي يل ،َعَزَالفโอ้อัลเลาะห์ขอพระองค์ทรงปกปิดข้อบกพร่องของฉัน: คือ ปกปิดสิ่งที่เป็นข้อต าหนิของฉัน ที่ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้และขอให้ฉันปลอดภัยจากความหวาดกลัว หมายถึง โปรดปลอบประโลมฉันและปกป้องฉันจากทุกสิ่งที่ท าให้ฉันหวาดกลัวและเป็นเหตุให้ฉันตกใจ َا للُهْاحَّمِينْْظَف ِمْن َبِْي َْيَّيَدَوِْمنِفْْلَخَ، وَعْن ِمَيْيِينْ َوَعْنَِشمِيلْا ، َوِْمنِْقْوَف ْ أي: ينظَاحف من ذنلك ِجهٍة م ِك ُي أن ين َُصيبُي منها ،ٌروهْمكโอ้อัลเลาะห์โปรดปกป้องฉันจาก เบื้องหน้าของฉันจาก เบื้องหลังของฉัน จากทางด้านขวาของฉันและจากทางด้านซ้ายของฉัน และจากด้านบนของฉัน หมายถึง โปรดคุ้มครองจากภยันตราย ความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นกับฉัน ในขณะที่เผลอไม่ทันระวัง จากทิศทั้งหก (จากทุกทิศทาง) ‘ทางด้านบน’ : หมายถึง ภัยพิบัติที่ลงมา ฟ้าผ่า หรือการลงโทษโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘จากชัยฏอน’ ที่มักจะมารบกวนบ่าวผู้ศรัทธา َوُعَأِْ وبُذَمَظَعَِتك َأَتْغُأْنَال ِمْنِيتَْْحت «\"، أي:َتالْغُأْتِك \"أنَدرُتِك وقَّمِتك، وقوَظَيم بعَتْوأحُأَْأي: أجليت\"،َْ، \"من حتِلكَْيب أو أهسَ ف َُأن ُيِة؛َّحتيَِّجلهِة اتلاَالِك منَِف والهْدي ِد اخلسَِف حتَغَما بالَّوإنبهةِ ابلالِءوالرش َّ ذَّل ِشدและฉันขอความคุ้มครอง ด้วยกับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน จากการที่ฉันถูกทำลาย โดยไม่รู้ตัว จากทางเบื้องล่างของฉัน (ธรณีสูบ การถูกสูบลงพื้นดิน)” หมายถึง : การที่ฉัน (หรือครอบครัวของฉัน) จะถูกแผ่นดินสูบอย่างฉับพลัน หรือ ความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยไม่ทันตั้งตัว ‘ทางเบื้องล่าง’ ที่แยกออกมากล่าวเฉพาะ นั้น เนื่องจากความรุนแรงของภัยพิบัติ ความเลวร้ายและน่าสะพรึงกลัวที่สุดของมันโอ้อัลเลาะห์ขอพระองค์ทรงปกปิดข้อบกพร่องของฉัน และขอให้ฉันปลอดภัยจากความหวาดกลัวโอ้อัลเลาะห์โปรดปกป้องฉันจาก เบื้องหน้าของฉันจาก เบื้องหลังของฉัน จากทางด้านขวาของฉัน และจากทางด้านซ้ายของฉัน และจากด้านบนของฉันและฉันขอความคุ้มครอง ด้วยกับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน จากการที่ฉันถูกท าลายโดยไม่รู้ตัว จากทางเบื้องล่างของฉัน (ธรณีสูบ) ”- 28 -
“ โอ้อัลเลาะห์ผู้ทรงรู้ในสิ่งที่ซ่อนเร้นและเปิดเผย ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินโอ้พระผู้อภิบาลทุกสิ่ง และ ครอบครองทุกสิ่ง ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะ นอกจากพระองค์ท่านฉันขอความคุ้มครอง ปกป้องด้วยพระองค์ท่าน จากความชั่วร้ายของตัวฉันเองและจากความชั่วร้ายของชัยฏอนและการตั้งภาคี(แผนล่อลวง กลอุบาย กับดัก) ของมัน”«َا للُهَّمْيَالغَِلـماعََِب وةَِادَهَّالش ، والغيب: املعدوم، والشهادة: املوجود املدرك كأنه يشاهده. وقيل: الغيب ما َغب عن العباد، والشهادة ما شاهدوه، وقيل: الغيب الَس، والشهادة العالنية، وقيل: الغيب اآلخرة، والشهادة ادلنيا، وقيل: اعلم الغيب والشهادة؛ أي: اعلم ما اكن وما يكون. “โอ้อัลเลาะห์ ผู้ทรงรู้ในสิ่งที่ซ่อนเร้นและเปิดเผย ‘َالغْ يب ‘ หมายถึง สิ่งที่ไม่ปรากฏหรือสิ่งที่ไม่มีอยู่ต่อการรับรู้ (สิ่งเร้นลับ) หรือ สิ่งที่ซ่อนเร้นจากปวงบ่าว (สิ่งที่พวกเขาไม่รู้)‘َّالشَهَادة ‘ หมายถึง สิ่งที่มีอยู่สามารถรับรู้ได้ราวกับว่าผู้คนเห็นมันสิ่งที่พวกเขามองเห็น บางคนว่า : ‘َالغْ يب ‘ คือ อาคิเราะห์ ส่วน ‘َّالشَهَادة ‘ คือ ดุนยา ‘ْيَالغَِلـماعََِب وةَِادَهَّالش ‘ หมายถึง ผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งที่เคยเกิดขึ้น และสิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดٰمالسََّا ِطرَف ا ِتو ِض َْرَاألَ ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ، وคือ ผู้ทรงให้ฟ้าและแผ่นดินมีขึ้น โดยไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อนٍَء وَْش َُذلكَّبَرُهَكِْليَم ، اهللَّلك َشٍءومليكه، يعين: أني: يارب -تبارك وتعاىل-هوربييرصف فيها،ه سيدها،ومالكها،واملتَّهذه املخلوقات، بمعىن: أنهذامناهرةوابلاطنة، فلكيَّم الظَعذوهو املريب خلقه بأنواع انلمعاّن الربوبية، فهو السيد، املالك، املترصف، املدبر لشؤونها، َّ فال ُيرج تهمن ربوبيٌَشءโอ้พระผู้อภิบาล และ ผู้ทรงครอบครองทุกสิ่ง คือ ผู้ทรงอภิบาลสิ่งถูกสร้างทั้งหมด ทรงเป็น เจ้านาย (دذي (السَّทรงเป็น ผู้ปกครอง (كِالَالم (และทรงเป็นผู้บริหารจัดการ (ذرصفَ َ تُ (المทุกสิ่ง พระองค์ทรงดูแลสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ด้วยความเมตตาและความโปรดปราน ทั้งหมดนี้คือความหมายของ “อัรรุบูบียะห์”ة)َّيِبْوُبُّالر — (ไม่มีสิ่งใดพ้นจากการอภิบาลของพระองค์ได้เลยكِْليَم คือ ผู้ครอบครองโดยแท้จริง- 29 -
تَْنَأَِّالإََِهلإَالْنَأُدَهْشَฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ถูกสักการะ ، أโดยเที่ยงแท้) นอกจากพระองค์ท่านْوُعَأِسْْفَنذْ َش َِمنِكَبُذ ، إنما استعاذ بربه من َش انلفس؛ ألن انلفس أمارة بالسوء، ميالة إىل الشهوات والذلات الفانية. ٍن، واملراد هاهنا املعىن اجلامع لقوةوانلفس هلامعاالغضب والشهوة ِف اإلنسان، وهلذا قال - صىل اهلل عليه وسلم -: ))ومن َش نفس((. وأما نفس انليب فمجبولة ىلع اخلري، ويه نفس مطمئنة، فكيف يتصور منها الرش حىت استعاذ من َشها؟ جيوز أن يكون املراد منه ادلوام واثلبات ىلع ما يه عليه، أو املراد تعليم األمة وإرشادهم إىل طريق ادلاعء، وهو األظهر. ฉันขอความคุ้มครอง ปกป้องด้วยพระองค์ท่าน จากความชั่วร้ายของตัวฉันเองคือ ขอให้พ้นจาก “นัฟซู (จิตใฝ่ชั่ว)” ของตน เพราะจิตใจของมนุษย์นั้นมักจะชักชวนสั่งใช้ไปท าความชั่ว َ)أَّمَارِة بالسُّْ)وء และ โน้มเอียงไปสู่กิเลสและความสุขความเพลิดเพลินที่ชั่วครู่ชั่วยาม (ไม่ยั่งยืน) ค าว่า س ) ْفَ ) ن ในที่นี้ หมายถึง จิตที่รวมของ “พลังความโกรธ” และ“พลังแห่งอารมณ์ความอยาก” َ)شْهَ )وة ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ เหตุนี้เองท่านนบีจึงกล่าวขอความคุ้มครองจาก “ความชั่วของจิตใจของฉันเอง ” แต่... ‘จิตใจของท่านนบี صلى الله عليه وسلم ‘ นั้น เป็น ‘จิตใจที่ดีงาม โดยธรรมชาติ’ และเป็น ‘จิตใจที่สงบมั่นคง َ)نْفُمئَِطْس مَّنة( ดังนั้น จึงอาจหมายความว่า— ท่านขอให้พระองค์ทรง ท าให้จิตใจมั่นคงอยู่ในสภาพที่ดีเสมอ หรืออาจหมายถึง — ท่านนบีصلى الله عليه وسلم ขอเช่นนี้ เพื่อสอนและชี้แนะประชาชาติของท่านให้รู้จักวิธีการดุอาอ์ (วิงวอน) ที่ถูกต้อง(ซึ่งเป็นความหมายที่ชัดเจนและถูกต้องที่สุด)ِن َو اَطْيَّالشذْ َش َِمنَو ِكِهَِْش ِكِه(ََ)َش ، دُعَالشيطان اسم إلبليس من شطن إذا بعد؛ سيم به؛ ألنه بمن الرمحة. وقيل: من شاط؛ أي: بطل؛ سيم به ألنه مبطل، واأللف وانلون فيه للمبالغة. قوله: ((وشركه)) أي: شرك الشيطان، يروىهذا على وجهين؛ أحدهما: ِش ْركهبكسرالشين وسكون الراء؛ ومعناهما يدعو لهالشيطان، ويوسوس لهمن اإلشراك باهللسبحانه، والثاني: و َش َركهبفتح الشين والراء،يريد حبائل الشيطان ومصايده. และจากความชั่วร้ายของชัยฏอนและการตั้งภาคี (แผนล่อลวง กลอุบาย กับดัก) ของมัน ชัยฏอน เป็นชื่อของอิบลีส มาจากรากศัพท์ َنَطَش ซึ่งหมายถึง“อยู่ห่างไกล” เพราะมันอยู่ห่างไกลจากความเมตตาของอัลเลาะห์ค าว่า “شكه “َมีรายงานการอ่านไว้2 แบบ : ِك (1ْ ه ش) َِกัสเราะห์) หมายถึง การตั้งภาคีต่ออัลเลาะห์ นั่นคือ สิ่งที่ชัยฏอนเรียกร้องและชักชวนให้ท า “ ขอให้รอดพ้นจากสิ่งที่ชัยฏอนชักชวนสู่การตั้งภาคีหรือจากการกระท าที่น าไปสู่การตั้งภาคี” เพราะชัยฏอนเรียกร้องให้มนุษย์ท าชิรก์2) ََ كهِش) َฟัตฮะห์) หมายถึง กับดักและกลลวงของชัยฏอน— คือ บ่วงและกลวิธีต่าง ๆ ที่มันใช้หลอกล่อและท าให้มนุษย์หลงผิด“ ขอให้รอดพ้นจากกลลวง ที่มันใช้หลอกให้ท าบาป หรือ ท าชิรก์” - 30 -
َوَأْنَأِسْْفَنَىلعََِفَُتْقُسْو ءاَّ أي: أكتسب. ه، ويستعيذباح واملساء، فهو يسأل ربوهذا يقوهل ِف الصَّا، ي ىلع نفسه سوءبه من أن جير غبات، أواملزاوالت،يٍن من املقارفات، أوإبداء الر؟ بأي لوٍبأي اعتبارأو َنو ذلك مما يصدر من اإلنسان، أو ما يستتبعه من غوائل أفعاهل، وء.\"َّ ىلع نفسه هذا السُّتسوؤه، فيكون هو الي جرٍفيقع ِف أمورจากการที่ฉันทำความชั่วต่อตัวเอง: ขออย่าให้ฉันดึงความชั่วมาสู่ตนเอง— ไม่ว่าความชั่วนั้นจะเกิดขึ้นในรูปแบบใดก็ตามจะเป็นการกระท าที่ไม่ถูกต้อง หรือผลร้ายที่ตามมาจากการกระท าของตน ซึ่งสุดท้ายอาจน าตนไปสู่สิ่งที่ท าให้ต้องเดือดร้อนเสียใจ นั่นคือ การดึงความชั่วมาสู่ตัวเองِإُهَّرُجَأْوَِلـٍم أ «ْسُمَหรือชักนำ (ความชั่ว) นำไปกระทำต่อมุสลิมคนอื่น” ىل: หรือดึงมันไปสู่คนอื่นหรือท าให้มันลุกลามไปถึงมุสลิมคนอื่น“ขออย่าให้ฉันท าชั่วต่อตนเอง หรือ น าพาไปสู่มุสลิมคนอื่น ”หากเรานำความหมายของอัซการเหล่านี้มาปฏิบัติจริง ๆเราจะไม่ทำไม่ดีต่อตนเอง – หรือต่อเพื่อนมนุษย์–บางคนกล่าวอัซการบทนี้ทุกเช้า-เย็นทว่า การกระทำของเขากลับ ‘ ขัดแย้งกับสิ่งที่กล่าว ’เขาขอความคุ้มครองจากความชั่ว แต่กลับเป็นผู้เผยแพร่มันเสียเอง บทนี้ได้รวม การขอความคุ้มครองจากความชั่ว ทั้งจาก “สาเหตุ” และ “ผลลัพธ์” ของมันเพราะความชั่วทั้งหมดมี ‘สาเหตุ’ มาจาก : 1) จิตใจของมนุษย์เอง (นัฟซู) และ 2) ชัยฏอน ส่วน ‘ผลลัพธ์’ ของความชั่วนั้น : 1) จะกลับมาท าร้ายตัวผู้กระท าเอง และ 2) ท าร้ายพี่น้องมุสลิมคนอื่น“ โอ้ ผู้ทรงมีชีวิต ผู้ทรงด ารงอยู่ ผู้ทรงค ้าจุนด้วยความเมตตาของพระองค์ท่านฉันวิงวอนขอความช่วยเหลือโปรดปรับปรุงกิจการงานของฉันทั้งหมดให้ดีและโปรดอย่าได้ปล่อยให้ฉันพึ่งพาตนเองแม้เพียงชั่วพริบตา ”(1 ครั้ง เช้า-เย็น)- 31 -
«َيَُّا ح ، هَشٍء غريُُّىن لكْفَه، ويَدْحَابلقاِء وُأي: دائِم . “โอ้ ผู้ทรงมีชีวิต: ผู้ทรงด ารงอยู่เป็นนิรันดร์เพียงผู้เดียว และทุกสิ่งอื่น ๆนอกเหนือจากพระองค์ย่อมสูญสิ้น ผู้ทรงมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุดในทุกด้าน — การมีอยู่ของพระองค์ ไม่มีจุดเริ่มต้น และ ไม่มีวันสิ้นสุด (หรือดับสูญ)อัลเลาะห์นั้นทรงมีชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุด ปราศจากข้อบกพร่องใด ๆَيَا قْوُّيُمؤوِنُِري شدبَبتُقومَي يَّبذاتِه، الُأي: القائمِريه،ِلِ غ األقواَهما ىلع أكَثُومُُّّح والقيوالِهللُمَاألعظُمْاالسผู้ทรงดำรงอยู่ ผู้ทรงค ้าจุน: ผู้ด ารงอยู่ด้วยพระองค์เอง , ผู้บริหารจัดการกิจการทั้งปวงของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ทรงค ้าจุน ทรงท าให้สิ่งถูกสร้างทั้งหลายด ารงอยู่ได้พระองค์ทรงดูแลสรรพสิ่ง ทั้งการกระท าของพวกเขา การเป็น การตาย และปัจจัยยังชีพของพวกเขา สิ่งถูกสร้างทั้งหลายไม่อาจคงอยู่ได้เลย หากปราศจากการค ้าจุนของพระองค์นักวิชาการบางท่าน เช่น อิบนุ่ล ก็อยยิม กล่าวว่า ทั้งสองพระนามนี้คือ “พระนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” (َاألُمْاالسْعُمَظ ( ของอัลเลาะห์ِبَْمحَرِتكََأْس ِغَتْيُث بُ أيَُشٍء أطلَّت لكَيت وِسعَِّتك ال: برمحَهللَُِمنك يا أَاإلاعنة .ด้วยความเมตตาของพระองค์ท่าน ฉันวิงวอนขอความช่วยเหลือ: ด้วยความเมตตาของพระองค์ท่าน (ที่ครอบคลุมทุกสิ่ง) ฉันวิงวอนขอความช่วยเหลือ (จากพระองค์?? โอ้อัลเลาะห์) การร้องขอความช่วยเหลือแบบ “อิสติฆอซะห์” [ ةَاثَِتغْ [ االسไม่ใช่การขอแบบธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการร้องขออย่างจริงจังที่เกิดขึ้นเมื่อตกอยู่ในภาวะคับขัน เหมือนเรือที่ก าลังจะอับปางกลางทะเล ? ?และผู้โดยสารต่างส่งสัญญาณ ร้องขอให้ช่วยชีวิต- 32 -
ِيلِْْلحصَْأِّنْْأَشُهََُّك ، أي: مجيع أمري: ِف بييت، وأهل، وجرياّن، وأصحايب، وعمل، ودراسيت، ويف نفس، وقليب، وصحيت...ِف لك َشء يتعلق يب، اجعل يا رب الصالح والعافية حظي ونصييب . โปรดปรับปรุงกิจการงานของฉันทั้งหมดให้ดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องในบ้าน ครอบครัว เพื่อนบ้าน มิตรสหาย การงานการเรียน สุขภาพ จิตใจ และทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวฉันคือ ขอพระองค์ให้ความดีงามและความปลอดภัยเป็นส่วนของฉัน (เป็นสิ่งที่ดีที่พระองค์ก าหนดให้ฉันได้รับ)เพราะทุก ๆ สิ่ง ล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์มิใช่เพราะบ่าวสมควรได้รับหรือมีเกียรติใด ๆَوِينِْْكلَتْس َال ِْفَنَِىلإ ٍْي َْعَةَفْرَط «أي ال تُتكين لضعف وعجزي حلظة واحدة، بل أصحبين العافية دائما، وأعين بقوتك وقدرتك، فإن من تولك ىلع اهلل كفاه، ومن استعان باهلل أاعنه، والعبد ال غىن به عن اهلل طرفة عْي . และโปรดอย่าได้ปล่อยให้ฉันพึ่งพาตนเองแม้เพียงชั่วพริบตาคือ อย่าปล่อยฉันไว้ เนื่องจากความอ่อนแอและไร้ความสามารถของฉัน แม้เพียงชั่วขณะ แต่โปรดให้ความปลอดภัยอยู่กับฉันเสมอ และขอพระองค์ทรงช่วยเหลือฉัน ด้วยเดชานุภาพ อ านาจของพระองค์ เพราะผู้ใดที่มอบหมายต่ออัลเลาะห์ พระองค์ก็จะเป็นที่พอเพียงแล้วส าหรับเขา และผู้ใดที่ขอความช่วยเหลือจากพระองค์พระองค์ก็จะทรงช่วยเหลือเขา แท้จริงแล้วบ่าวไม่อาจอยู่ได้ โดยปราศจากอัลเลาะห์ แม้เพียงชั่วพริบตาเดียว– ไม่มีทางที่บ่าวจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์–หัวใจของมนุษย์จะมีชีวิตที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อ ‘หลุดพ้นจากสิ่งอื่นนอกจากอัลเลาะห์’ ความเศร้าโศก และความทุกข์ใจเป็นสิ่งที่ขัดขวางสภาพของหัวใจที่มีชีวิต (หัวใจที่สงบอยู่กับอัลเลาะห์) และท าให้หัวใจว้าวุ่น ไม่สงบดังนั้น ท่านนบี صلى الله عليه وسلم จึงขอความช่วยเหลือจากอัลเลาะห์ ด้วยพระนาม (َُّ الح ( เพื่อขจัดสิ่งที่ขัดแย้งกับสภาพของหัวใจที่มีชีวิต และด้วยกับพระนาม (َالقُّيْوم ( เพื่อให้หัวใจมั่นคงอยู่บนหนทางแห่งความส าเร็จดุอาอ์นี้เป็นหนึ่งในดุอาอ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเป็นดุอาอ์ที่รวมไว้ซึ่ง‘ความเป็นบ่าว’ ของอัลเลาะห์และ ‘การตะวัสสุ้ล’ (َّاتل لُّسَ( وขอผ่าน ’พระนามและคุณลักษณะ’ ของพระองค์ (*ตะวัสสุ้ล คือ การสร้างความใกล้ชิดอัลเลาะห์ โดยใช้หรืออาศัยการงานที่ดี อิบาดะห์ เช่น การขอดุอาอ์ โดยใช้พระนามของอัลเลาะห์ที่สวยงาม และ คุณลักษณะอันสูงส่งของพระองค์ เป็นสาเหตุ (สื่อกลาง) ให้ดุอาอ์ถูกตอบรับ)- 33 -
► “โปรดปรับปรุงกิจการงานของฉันทั้งหมดให้ดี” เป็นถ้อยค าที่สั้นแต่ครอบคลุม ( مَِاِمع اللكَوَج ( หากบ่าวได้รับการตอบรับค าขอนี้ อัลเลาะห์จะทรง ‘ท าให้กิจการทุกอย่างของเขาดี’ พระองค์จะทรงท าให้ความสัมพันธ์ของเขากับพระองค์อยู่ในสภาพที่ดีและสมบูรณ์ที่สุด และเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจะไม่ประสบกับความหลงผิด การถูกชักจูงหรือครอบง าจากชัยฏอน, จิตใจของเขาจะสงบ ความเจ็บป่วย โรคภัยทั้งหลายก็จะถูกขจัดออกไป นอกจากนี้... พระองค์จะทรงปกป้องเขาจากสิ่งที่ท าให้ชีวิตหม่นหมอง - ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ในชีวิตนี้- ทั้งในความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวทุกความสัมพันธ์ของเขาจะเป็นไปในทางที่ดีและน่าพอใจ แต่หากอัลเลาะห์ทรง ‘ปล่อยให้เขาพึ่งตนเอง’ ทุกด้านของชีวิตจะเริ่มมีปัญหา เขาจึงจ าเป็นต้องขอความช่วยเหลือ และ ขอให้พระองค์ทรงท าให้เขามั่นคง ไม่ให้ถูกทิ้งไว้อยู่กับตนเอง แม้เพียงพริบตาเดียว — ทั้งในเรื่องศาสนา การท ามาหากิน และชีวิตประจ าวันอย่าได้หลงในกำลังความสามารถ หรือ ประสบการณ์ทางโลกของตนไม่ว่าจะเป็นก าลังทางร่างกาย หรือทางจิตใจ หรือแม้แต่ในเรื่องการอิบาดะห์เพราะแม้เพียงชั่วขณะ หากพระองค์ทอดทิ้งเรา ก็เป็นความพินาศได้เช่น ชีวิตที่ดูแข็งแรง หากสมองขาดเลือด แม้เพียงเสี้ยววินาทีก็อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้หรือในเรื่องอิบาดะห์ อย่าคิดว่าตนแน่วแน่ มีศรัทธาที่เข้มแข็งพอที่จะไม่ตกอยู่ในฟิตนะห์เพราะทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับอัลเลาะห์ล้วนต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพระองค์ ดังนั้น เมื่อผู้ศรัทธากล่าวดุอาอ์นี้ทั้งใน ยามเช้า และ ยามเย็น— เขาจะไม่เย่อหยิ่ง ไม่หลงตน ไม่ดูถูกผู้อื่นเพราะเขารู้ว่าทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของอัลเลาะห์เขาจึงถ่อมตนต่อพระองค์และอ่อนโยนต่อเพื่อนมนุษย์โดยรู้ว่า “ความดีทั้งหมดมาจากการที่พระองค์ทรงช่วยเหลือเขา”- 34 -
“ พวกเราได้มีชีวิตอยู่ในยามเช้านี้(พวกเราได้มีชีวิตอยู่ในยามเย็นนี้)โดยที่อ านาจการปกครองเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลเลาะห์พระผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลกโอ้อัลเลาะห์แท้จริงฉันขอความดีงามที่อยู่ในวันนี้การเปิดทางของวันนี้และการช่วยเหลือรัศมีความจ าเริญ (บ่าร่อกะห์) และทางน าของวันนี้(ของคืนนี้)(ที่อยู่ในคืนนี้การเปิดทางของคืนนี้และการช่วยเหลือ รัศมีความจ าเริญ (บ่าร่อกะห์) และทางน าของของคืนนี้) และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความชั่วร้ายของสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้(ในคืนนี้)และความชั่วร้ายของสิ่งที่มีอยู่หลังจากวันนี้หรือวันถัด ๆ ไป(ที่มีอยู่หลังจากคืนนี้หรือคืนถัด ๆ ไป) ”- 35 -
«َاوَنْحَبصَْأَحَبصَْْ ََس أ )مَأَاوَنْيسَْمَأ ( ِ ِّللكُْلُمْالِمْي ََْالَعْالذبَر ، “พวกเราได้มีชีวิตอยู่ในยามเช้านี้(พวกเราได้มีชีวิตอยู่ในยามเย็นนี้) โดยที่อำนาจ การปกครองเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลเลาะห์พระผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก َا للْذِّنإَّمُهَْريَخكَُلَأْسَأ ِمْوا ايلََذٰه ) ِةَلْيَِّذه اللٰه (ُهَحْتَف ) اَهَحْتَف (، أي: الظفر ىلع املقصود.โอ้อัลเลาะห์ แท้จริงฉันขอความดีงามที่อยู่ในวันนี้ (ในคืนนี้) การเปิดทางของวันนี้ (การเปิดทางของคืนนี้)คือ ทางแห่งชัยชนะหรือได้รับในสิ่งที่ตั้งใจไว้จากพระองค์ท่านَوُهَ ْرصَنَ،وْوُنُهَر ، َوُهَتَكَرَب َ،وُاهَدُه ، (َوَهَ ْرصَن ا َ، وْوُنَهَر ا ، َوَهَتَكَرَب ا َ،وَاهَدُه ا( أي: انلرصة ىلع العدو. نوره : أي: باتلوفيق إىل العلم والعمل.بركته : بتيسري الرزق احلالل الطيب. هداه : اثلبات ىلع متابعة اهلدى وخمالفة اهلوى. และการช่วยเหลือ รัศมีความจำเริญ (บ่าร่อกะห์)และทางนำของวันนี้ (และการช่วยเหลือ รัศมีความจำเริญ (บ่าร่อกะห์) และทางนำของของคืนนี้) رص َْن : การช่วยเหลือในการเอาชนะศัตรูرْوُن : การเตาฟีก (ช่วยเหลือ) ในด้านความรู้และการปฏิบัติةَكَرَب : ความสะดวกในเรื่องปัจจัยยังชีพ (ริสกี) ที่หะล้าลและดีงามىَدُه : การมั่นคง ยืนหยัดในการปฏิบัติตามทางน า ทางที่ถูกต้องและไม่ท าตามอารมณ์ความอยาก (ىَوَ (هَوْوُعَأْا ِفيَمذْ َش َِمنِكَبُذ ِه ) اَهِْفي ( ، َوُهَدْعَا بَمذََش ) اَهَدْعَب ( «และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความชั่วร้ายของสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้(ในคืนนี้) และความชั่วร้ายของสิ่งที่มีอยู่หลังจากวันนี้ หรือวันถัด ๆ ไป (ที่มีอยู่หลังจากคืนนี้ หรือคืนถัด ๆ ไป) ”- 36 -
ขอให้ตั้งมั่นในการเป็นมุสลิม (3 ครั้ง เช้า-เย็น)اَنْحَبصَْ» أ ) اَنْيسَْمَأ ( َىلعَِم ،َالْرةِ اإلسْفِط“เราเข้าสู่ยามเช้า (เราเข้าสู่ยามเย็น) โดยยึดมั่นอยู่บน ‘ศาสนาอิสลาม’\"ฟิฏเราะห์\" หมายถึง ศาสนาอิสลามที่แท้จริง (ในบางครั้งอาจหมายถึง ‘ซุนนะห์’ หรือ ‘ธรรมชาติที่อัลเลาะห์ทรงสร้าง’ )و ِص َ َىلعََالِْإلخِة اَِمََك ويه َكمة الشهادة: أشهد أن ال هلإ إال اهلل، عبده ورسوهل. وأن حممدا ِحي ِدْوَّاتلُمةَيه َكُت َكمةَيذمُ، وسٍِّبقُعبودَه المَِّهلل تعاىل بأنُها ال تكونَّال ِص؛ ألنْاإلخَحي ِد َكمةْاتلو رونةْقَمإذا اكنتَّْال ِص إالَا للخ سببال ِص،ْباإلخด้วย ‘ถ้อยคำแห่งความอิคลาศ’(ค าปฏิญาณตน ةَادَهَّالشُةَِمَك َด้วยความบริสุทธิ์ใจ صَالِْخ( إ นั่นคือค าว่า \"َالَِهلإ إَّالاهللَُ، وَأَّنَُحمَّم دَا عْبُدُهَوَرُسْوُُ\" هل(ไม่มีพระเจ้าใด (ที่ถูกเคารพสักการะ โดยเที่ยงแท้) นอกจากอัลเลาะห์และมุฮัมมัดเป็นบ่าวและร่อซู้ลของพระองค์)โดยที่มันถูกเรียกว่า ‘ถ้อยค าแห่งความอิคลาศ’ ( صَالِْإلخاُةَِمَ ( َك เพราะมันคือปัจจัยที่ท าให้รอดพ้นจากนรก (เมื่อกล่าวด้วยความบริสุทธิ์ใจ)َ َىلعَوِنِْدي اَنذيِبَنٍدَّمَُمَحم - َّلَسَِه وْيَلَعاهللَُّىلَص - ، ليِم انل ذيب أي: ديْعَه، وهذامن تُّه َكن صلى الله عليه وسلم ُِريهمنََلغِلبالقوذاحلقِنُّيََكونوا ىلع طريقِته ِف اتلديْأنسِلمْيَُالمَ َُس،، وما هو أينُ، وبما هو أحسَِلَوالعملغريه، قال انلووي رمحه اهلل ِف الظاهرأنه قاهلا تعليماบนศาสนาของนบีของเรา มุฮัมมัด صلى الله عليه وسلمคือ ศาสนาทั้งหมดของท่าน และสิ่งนี้เป็นการสอนของท่านนบี صلى الله عليه وسلمแก่มุสลิมคนอื่น ๆ เพื่อให้พวกเขาด าเนินตามแนวทางของท่านในการปฏิบัติศาสนาอย่างถูกต้อง ทั้งในค าพูดและการกระท าโดยเลือกในสิ่งที่ดีที่สุด และ ง่ายที่สุดท่านนบีกล่าวค านี้เสียงดัง เพื่อให้คนอื่นได้ยินและเรียนรู้ (สอนอุมมะห์)“ เราเข้าสู่ยามเช้า (เราเข้าสู่ยามเย็น) โดยยึดมั่นอยู่บน ‘ศาสนาอิสลาม’ ด้วย ‘ถ้อยค าแห่งความอิคลาศ’บนศาสนาของนบีของเรา มุฮัมมัด صلى الله عليه وسلمและตามแนวทางของ นบีอิบรอฮีม บิดาของเราในฐานะที่เป็น ‘หะนีฟ’ (ผู้ที่มุ่งเข้าหาอัลเลาะห์) และ‘มุสลิม’ (ผู้ที่ยอมจ านนต่อพระองค์) และเขา (อิบรอฮีม) ไม่ได้อยู่ในบรรดาผู้ตั้งภาคี”- ขอให้ตั้งมั่นในการเป็นมุสลิม - -(3 ครั้ง เช้า-เย็น)- 37 -
َوَىلعَِبَِة أَِّملْيَِ نا إْبَرا ِهْيَและตามแนวทางของนบีอิบรอฮีม บิดาของเรา مท่านนบี صلى الله عليه وسلم ได้เจริญรอยตามท่านนบีอิบรอฮีมในหลักของศาสนา ด้วยกับการเตาฮีด (การให้เอกภาพแด่อัลเลาะห์) ِنَحْيْسُام ف ا ِلم ، ในฐานะที่เป็น ‘หะนีฟ’ และ ‘มุสลิม’หะนีฟ : ผู้ที่มุ่งเข้าหาอัลเลาะห์ ผู้ที่หันเหออกจากสิ่งอื่นนอกจากพระองค์(เอียงออกจากศาสนาที่ผิด ไปสู่ศาสนาแห่งสัจธรรม ศาสนาของอัลเลาะห์)มุสลิม : ผู้สวามิภักดิ์ ยอมจ านนต่ออัลเลาะห์َوَمَا اكَِ ن ِمُرش ْالمَن ِكَْและเขา (อิบรอฮีม) ไม่ได้อยู่ในบรรดาผู้ตั้งภาคี” » يْ: เขายอมตาม สวามิภักดิ์ ศิโรราบ อย่างสมบูรณ์ต่ออัลเลาะห์ และศาสนาของพระองค์ พร้อมยอมจ านนต่อพระองค์ โดยไม่สนใจสิ่งอื่นทั้งหมดนี้เป็นการรวมเอาหลักฐานทั้งสองไว้ด้วยกัน ทั้งตามหลักศาสนาอิบรอฮีม (ْنيِة احلََّالِمل ِف را ِهِْة اإلبَّيْيِم ةَّ ( ي (ที่เป็นศาสนาที่หันเหออกจากการตั้งภาคีสู่ศาสนาที่ถูกต้อง) ที่มาก่อน และตามสาร (หลักค าสอนของศาสนาอิสลามที่น าโดย) ท่านนบีมุฮัมมัดที่มาภายหลัง — เพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของการเริ่มด้วยกับ ‘ความเป็นบิดาแห่งศรัทธาของนบีอิบรอฮีม (บทบาทของนบีอิบรอฮีมในฐานะบิดาทางจิตวิญญาณ หรือ แบบอย่างแห่งศรัทธา) ที่ครอบคลุมถึงหมู่ชนแห่งคัมภีร์ทั้งผู้มาก่อนและภายหลัง โดยการเริ่มต้นของการเป็นนบีจากนบีอาดัมเชื่อมโยงกับนบีอิบรอฮีม ด้วยหัวข้อใหญ่ ๆ และรายละเอียดต่าง ๆ ของค าสอนศาสนา๐ ‘ อัลหะนีฟี่ยะห์’ คือ ศาสนาแห่งเตาฮีด การยอมจ านนต่ออัลเลาะห์ละทิ้งการตั้งภาคีและปฏิเสธทุกสิ่งที่ถูกสักการะบูชานอกจากอัลเลาะห์ คือ ศาสนาของบรรดานบีทั้งหมดความเชื่อมั่น หลักศรัทธาของบรรดาร่อซู้ลทั้งหมด ซึ่งก็คือ ‘อิสลาม’ นั่นเองหากเรากล่าว จนกลายเป็น กิจวัตรประจ า ทั้งยามเช้า และ ยามเย็น จะท าให้เรา..○ ได้‘ฟื้นฟูความศรัทธาในหัวใจให้สดใหม่’ อยู่เสมอและ ○ ‘เตือนตนเองให้ยึดมั่นอยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง~ หากเรามีสติ เข้าใจ รักษาการกล่าวอัซการนี้ พร้อมทั้งปฏิบัติตามความหมาย เราจะยังคงดำรงอยู่บนเส้นทางที่เที่ยงตรง ( مِْقيَتْسُذرصاط المال ( ไม่หลงผิด ไม่ว่าจะด้านพฤติกรรมภายนอก การใช้ชีวิต(เช่น ไม่เลียนแบบคนต่างศาสนา) หรือ ด้านความเชื่อภายในจิตใจ (เช่น ไม่ตั้งภาคี)- 38 -
อัลเลาะห์ทรงประกันสวรรค์ให้ (3 ครั้ง เช้า-เย็น)«ِْضيِ ر ا ِهلل َبُت بَر ا ، أي: قنعت به، واكتفيت به، ولم أطلب معه غريه. : فال هلإ غريه وال رب سواه فهو ريب ومعبودي “ฉันพอใจที่อัลเลาะห์เป็นพระผู้อภิบาล: ฉันพอใจและพระองค์เพียงพอแล้วส าหรับฉัน ฉันไม่ร้องขอผู้อื่นนอกจากพระองค์ เพราะไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่ถูกสักการะโดยเที่ยงแท้นอกจากพระองค์และไม่มีพระผู้อภิบาลอื่นใด นอกจากพระองค์พระองค์คือพระผู้อภิบาลและผู้ที่ฉันสักการะบูชาَِإل واِبَالْسِْم ِدي نا ، ِف غري طريقَعْ؛ بمعىن لم أس أي: رضيت باإلسالم دينااإلسالم، ولم أسلك إال ما يوافق َشيعة حممد صلى الله عليه وسلم.พอใจที่อิสลามเป็นศาสนาหมายถึง ฉันไม่เคยพยายามแสวงหาหนทางที่นอกเหนือจากหนทางอิสลามและไม่ด าเนินไปแนวทางใดที่นอกเหนือจากสิ่งที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของท่านนบีมุฮัมมัด صلى الله عليه وسلمَو ٍدَّـمَـحُِمب - َمَّلَسَِه وْيَلَعاهللَُّىلَص - يِبَและพอใจที่ท่านนบีมุฮัมมัด صلى الله عليه وسلم เป็นนบี” » ا نสิ่งนี้รวมถึง การยอมจ านนต่อท่านนบี صلى الله عليه وسلم อย่างสมบูรณ์ เชื่อฟังท่านโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ถึงขั้นที่ท่านนบี صلى الله عليه وسلم เป็นผู้ที่ มีสิทธิ์เหนือเขา (ผู้ศรัทธา) มากกว่าตัวของเขาเอง “ ใครก็ตามที่พอใจที่ ‘อัลเลาะห์เป็นพระผู้อภิบาล’ พอใจ ‘ที่อิสลามว่าเป็นศาสนา’ และพอใจที่ ‘มุฮัมมัดว่าเป็นนบี’ สวรรค์จะถูกประกันไว้ส าหรับเขา (สวรรค์ย่อมเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับ) ”[ บันทึกโดยมุสลิม (1884) รายงานจากอะบูสะอี๊ด อัลคุดรีย์ โดยเป็นหะดีษ َمْرُفْ وع ถึงท่านนบี صلى الله عليه وسلم[ “ ฉันพอใจที่อัลเลาะห์เป็นพระผู้อภิบาลพอใจที่อิสลามเป็นศาสนาและพอใจที่ท่านนบีมุฮัมมัด صلى الله عليه وسلم เป็นนบี”(3 ครั้ง เช้า-เย็น)- อัลเลาะห์ทรงประกันสวรรค์ให้-- 39 -
ท่านนบี صلى الله عليه وسلم ได้แจ้งข่าวดีว่า ผู้ที่ พอใจที่อัลเลาะห์คือพระเจ้า ผู้ทรงดูแล ผู้ครอบครองและผู้จัดการแก้ไข “การพอใจที่อัลเลาะห์ทรงเป็นพระผู้อภิบาล” รวมถึง 1) การพอใจในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาใช้แก่เขา 2) การพอใจในสิ่งที่พระองค์ทรงก าหนดไว้ส าหรับเขา ตามที่ที่อิบนุ่ล ก็อยยิมกล่าวไว้ พอใจกับทุกบทบัญญัติอิสลาม ( ةَعْيَِ ش ( َทั้งค าสั่งและข้อห้าม ยอมรับในฐานะเป็นศาสนา ความศรัทธาและเป็นแบบแผนของชีวิต ด้วยการเชื่อฟังและปฏิบัติตาม เมื่ออัลเลาะห์ทรงตรัส หรือทรงตัดสิน หรือทรงบัญชาหรือทรงห้าม — เขาก็จะพอใจยอมรับ และไม่รู้สึกตะขิดตะขวง (อึดอัดใจ) แม้แต่น้อยต่อค าตัดสินของอัลเลาะห์ เขาจะยอมจ านนต่อพระองค์อย่างสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าค าตัดสินนั้นจะขัดกับ ความต้องการของตนเอง เขาจะไม่หันไปสนใจศาสนาอื่นใดหรือรับเอาแนวคิดมุมมอง ความเชื่อจากศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะมาจากปรัชญาที่หลงผิด หรือคัมภีร์ที่ถูกบิดเบือน เมื่อเขาพอใจที่อิสลามเป็นศาสนา พอใจที่ท่านมุฮัมมัดเป็นร่อซู้ลและนบีของอัลเลาะห์ยอมรับในสิ่งที่ท่านได้น ามาและถ่ายทอดมาถึงเขา เชื่อฟังท่านและปฏิบัติตามซุนนะห์ของท่านรวมถึง การยอมจ านนต่อท่านนบีصلى الله عليه وسلم อย่างสมบูรณ์เชื่อฟังโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ— ผู้ใดกล่าวค าวิงวอน (ดุอาอ์) นี้ เป็นสิทธิส าหรับอัลเลาะห์ที่พระองค์จะให้เขาได้เข้าสวรรค์แม้ดุอาอ์นี้ จะเป็นคำที่กล่าวได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับปฏิบัติได้ยากโดยเฉพาะ เมื่อบททดสอบและสิ่งที่อัลเลาะห์ทรงก าหนดขัดกับความอยาก หรือความต้องการของตนเอง(َهَوْفَّ س انل ى ( ณ ตอนนั้นเองจะรู้แน่ชัดว่า \"ความพอใจ” ที่กล่าวออกมา อาจไม่ได้อยู่ในใจจริง ๆ ดังนั้น \"ความพอใจนี้(ที่อัลเลาะห์เป็นพระผู้อภิบาลมีอิสลามเป็นศาสนา และพอใจที่มุฮัมมัดว่าเป็นนบี)ควรเป็น ‘สภาพของหัวใจ’ ที่มั่นคงอยู่กับเราเสมอ ‘ไม่ใช่เพียงคำพูด’- 40 -
- เพื่อให้ได้รับการปลดปล่อยจากนรก -“ โอ้อัลเลาะห์ แท้จริงฉันเข้าสู่ยามเช้า (ฉันได้เข้าสู่ยามเย็น)ขอพระองค์ทรงเป็นพยานและขอมลาอิกะห์ ผู้เทิน (แบก) บัลลังก์ของพระองค์ท่าน และ มลาอิกะห์ของพระองค์ท่าน (ทั้งหมด) ตลอดจนสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างเป็นพยานว่า...แท้จริงพระองค์ท่าน คือ อัลเลาะห์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ถูกเคารพสักการะ โดยเที่ยงแท้) นอกจากพระองค์ท่าน พระองค์ท่านแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีผู้ใดเป็นหุ้นส่วน (ภาคี) กับพระองค์ท่านและแท้จริง มุฮัมมัดเป็นบ่าว และ ร่อซู้ล ของพระองค์ท่าน ”(4 ครั้ง เช้า-เย็น)- 41 -
เพื่อให้ได้รับการปลดปล่อยจากนรก (4 ครั้ง เช้า-เย็น)«َاْذت ِّنح ُْ َصبْمهلل إَأ )تُْيسَْمَأ (َكُِدهْشُأا ىلع هذا اإلقرار شهدك( يعين: أجعلك شاهدُ)أهللٌك أنت اهلل، فهو إشهادَيبالوحدانية لك؛ ألن -تبارك َي وتعاىل- هادة،هلذه الشٌىلع هذا اتلوحيد،وهو إقرار“โอ้อัลเลาะห์แท้จริงฉันเข้าสู่ยามเช้า (ฉันเข้าสู่ยามเย็น)ขอพระองค์ท่านทรงเป็นพยาน: เป็นพยานต่อค าประกาศยืนยันการให้เอกภาพ (เตาฮีด) แด่พระองค์เพราะพระองค์คือพระเจ้าเพียงผู้เดียวที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะเป็นการขอให้อัลเลาะห์เป็นพยานในการยืนยันเตาฮีดของตนเอง َوِشكَْرَعَةَلمحََُِدهْشُأَوكََتالئِكََميثم عطف العام عليه يدليوذكراخلاص -أعين: بالكروختصيصهيإفراد اخلاص - ته،يَىلع مزيوَشفه، وماكنتهَوِْيمجَِقكَْلَخَع،وسائريفجميع اخللق يشمل املالئكة،واإلنس، واجلناملخلوقات، فهو حينما يقول مثل هذا يشهد عليه فل،وُي يص بذلكاملخلوقات ِف العالم العلوي والعالم السُيمحلة العرش، ومالئكة الرمحن، ثم بعد ذلك جاء بهذا يَرص فيما يقوهل:ٍرض يتبٍب حاالعموم، فهذا ُيتاج إىل قل بماذا يشهد هؤالء؟ ىلع أي َشٍء؟และขอมลาอิกะห์ ผู้เทิน (แบก) บัลลังก์ของพระองค์ท่านและ มลาอิกะห์ของพระองค์ท่าน (ทั้งหมด)คือ มลาอิกะห์ที่ถูกมอบหมายให้แบกบัลลังก์ของอัลเลาะห์ โดยพระองค์มิต้องพึ่งพาพวกเขา แต่ทรงให้เกียรติพวกเขาในการท าหน้าที่นี้ ซึ่งในวันกิยามะห์จะมี8 มลาอิกะห์ (อาจจะหมายถึง 8 ท่าน หรือ 8 แถว จ านวนจริงอัลเลาะห์เท่านั้นที่รู้ ซึ่งถือเป็นเรื่องเร้นลับ ( ب ْيَم الغْ( ِعلเราศรัทธาตามที่อัลกุรอานกล่าวไว้ โดยไม่จ าเป็นต้องลงลึกในรายละเอียด และ การกล่าวถึงสิ่งเฉพาะ (มลาอิกะห์ผู้เทินบัลลังก์)แล้วจึงเชื่อมด้วยกล่าวถึงโดยรวม (มลาอิกะห์ทั้งหมด) คือ การแยกสิ่งเฉพาะออกมากล่าวไว้ต่างหาก แสดงถึงเกียรติและสถานะอันสูงส่งตลอดจนสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง เป็นพยานว่า...: ทุกสิ่งนั้นรวมถึงมลาอิกะห์มนุษย์ ญิน และสิ่งถูกสร้างทั้งหมด ทั้งในโลกเบื้องบนและเบื้องล่างเป็นพยานถึงการเตาฮีดของเขาการกล่าวเน้นเฉพาะมลาอิกะห์ผู้เทินบัลลังก์และมลาอิกะห์ทั้งหมดแล้วจึงกล่าวโดยรวมถึงสิ่งถูกสร้างทั้งหมด เป็นถ้อยค าที่ต้องออกมาจากหัวใจที่ตื่นรู้และเข้าใจว่าตนให้สิ่งใดเป็นพยานและต่อสิ่งใด..اهللُتَْنَأكََّنَأ َالَِٰهلإتَْنَأَِّالإแท้จริงพระองค์ท่าน คือ อัลเลาะห์ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ถูกเคารพสักการะ โดยเที่ยงแท้)นอกจากพระองค์ท่าน- 42 -
َكَدْحَوْيَِش ََالكََلكَพระองค์ท่านแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีผู้ใดเป็นหุ้นส่วน (ภาคี) กับพระองค์ท่านเป็นการย ้าความหมายของค าว่า “ُاهللَِّالإَِٰهلإَ“الك”َدْحَو “เป็นการเน้นย ้าด้าน ‘การยืนยัน’ ( اتَبْ( إث(ยืนยันการอิบาดะห์ให้แก่อัลเลาะห์เพียงผู้เดียว)“كََلكَْيَِش ََال “เป็นการเน้นย ้าด้าน ‘การปฏิเสธ’ (ْفَ( ن(ปฏิเสธการมอบสิทธิ์ในการอิบาดะห์ต่อผู้อื่น)َو دَّمَُحمَّنَأَوَكُدْبَا عْوُسَركَُل «قالُم هنا العبودية، يمكن أن يَيفقد -واهلل تعاىل أعلم-: ه صلى الله عليه وسلم، كما ُيصل لليهوديمن أجل أال ُيصل الغلو ِبِقصارىوانلَيและแท้จริงมุฮัมมัดเป็นบ่าวและร่อซู้ลของพระองค์ท่าน”: การกล่าวว่าท่านเป็น ‘บ่าว’ ก่อน ‘ร่อซู้ล’ เพื่อป้องกันการยกย่องอย่างเลยเถิด เหมือนที่ชาวยิวและชาวคริสต์ท ากับบรรดานบีของพวกเขา“ ผู้ใดกล่าว (บทนี้) ยามเช้าหรือยามเย็น : อัลเลาะห์จะทรงปลดปล่อย ¼ ของเขาให้พ้นจากไฟนรกและใครที่กล่าว 2 ครั้ง อัลเลาะห์จะทรงปลดปล่อย ½ (ครึ่งหนึ่ง) ของเขาให้พ้นจากไฟนรกและใครที่กล่าว 3 ครั้ง อัลเลาะห์จะทรงปลดปล่อย ¾ ของเขาให้พ้นจากไฟนรกและใครที่กล่าว 4 ครั้ง อัลเลาะห์จะทรงปลดปล่อยเขาให้พ้นจากไฟนรก ”[ บันทึกโดยอะบู ดาวู๊ด (5069) อัล-อัลบานีย์ได้ให้สถานะหะดีษนี้ว่าเป็น หะดีษอ่อน (ฎ่ออีฟ) ใน ฏ่ออีฟ อะบี ดาวู๊ด ]ค าว่า “ปลดปล่อย” ในภาษาอาหรับ มักใช้ในความหมายของ การ “ปล่อยทาสให้เป็นอิสระ”แต่ในบริบทนี้หมายถึง อัลเลาะห์ทรงปลดปล่อยบ่าวของพระองค์ให้พ้นจากการเป็นเชลยของไฟนรกคือ การรอดพ้นจากความอัปยศและการลงโทษในนรก- 43 -
- ทำหน้าที่ ‘ขอบคุณอัลเลาะห์’ -ท าหน้าที่ ‘ ขอบคุณอัลเลาะห์’ ทั้งในกลางวันและกลางคืน (3 ครั้ง เช้า-เย็น)«َامهلل َحَبصَْا أَْ ََس م )مَأ ( ٍةَمْنِعِْمنِيبْباح، امهلل أي: يا اهلل، ما أصبح يب من نعمٍة، ُيتمل أن يكون املعىن:أي: حْي يدخل ِف الصََّّ ما أصبح يب من نعمٍة يعين: با حما حصل يل ِف الص ، ما باح، ما وقع يل ِف يب ِف الصََّّحلباح،َّالص م ِف هذا الصباح:َعما أصبح يب من نعمٍة،ما نزل يب من انلذ“โอ้อัลเลาะห์ ไม่ว่าความโปรดปรานใด ๆ ที่ฉันได้รับ ในเช้านี้(ในเย็นนี้)หมายถึง ความโปรดปรานใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นหรือประทานลงมา หรือ สิ่งใดที่ยังคงได้รับอยู่กับฉันต่อเนื่องมาจนถึงเช้านี้ หรือเย็นนีْ้وَأ ٍدَحَأِب ِْمنِقكَْلَخ ا ذلك من اهلليم اليت حتصل لإلنسان، وحتصل لعموم اخلالئق، لكَعذنلأوبأحٍد من خلقك، فمنك وحدك، ال َشيكَ وحده دون ما سواه : لك،ٍْي.عُفرد دون َشي ٍك، وال مَّمنك ىلع سبيل اتلٌمنك وحدك، حاصلหรือบ่าวคนใดจากบรรดาสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างได้รับ: หมายถึง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่อยู่กับตัวฉัน หรืออยู่กับสิ่งถูกสร้างอื่น ๆ ความโปรดปรานทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ใด หรือกับสิ่งถูกสร้างใดก็ตาม (ครอบคลุมสิ่งถูกสร้างทุกประเภท)“ โอ้อัลเลาะห์ไม่ว่าความโปรดปรานใด ๆ ที่ฉันได้รับ ในเช้านี้ (ในเย็นนี้)หรือบ่าวคนใดจากบรรดาสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างได้รับล้วนมาจากความโปรดปรานของพระองค์ท่าน แต่เพียงผู้เดียว ไม่มีผู้ใดเป็นหุ้นส่วน (ภาคี) ร่วมกับพระองค์ท่านดังนั้น การสรรเสริญทั้งมวล เป็นสิทธิของพระองค์ท่านและการขอบคุณ เป็นสิทธิของพระองค์ท่าน ”(3 ครั้ง เช้า-เย็น)- 44 -
َكَدْحَوكَِْمنَفْيَِش ََالكََلكَล้วนมาจากความโปรดปรานของพระองค์ท่านแต่เพียงผู้เดียวไม่มีผู้ใดเป็นหุ้นส่วน (ภาคี) ร่วมกับพระองค์ท่านُدْمَْاحلكََلَف ، َوُرْكُّالشكََل « قابلةُكر؛ وهو ما يكون ىلع مُّضاف إيلك، والشُفاملحامد تسان والقلب واجلوارح؛ باللسان حينماذاجلميل االختياري بالقول باللكره، وذكره،ُِبمد اهلل، وشيلهج اللسان ا بالقلب ُوكذلك أيض هُواإلنعام، فال يكون قلبَحينما يستحُض هذا اإلفضال؛ عاًفُما أعطاه اهلل ، وأصبح مُعنه، حينما يرى اإلنسان َغفالعمة، ويقول: )احلمد هلل(،ذيستحُض هذه انلดังนั้น การสรรเสริญทั้งมวล เป็นสิทธิของพระองค์ท่านและการขอบคุณ เป็นสิทธิของพระองค์ท่าน ” : หมายถึง การที่การสรรเสริญทั้งหมดเป็นของอัลเลาะห์แต่เพียง ผู้เดียวและ ‘การขอบคุณ’ นั้นคือ การตอบแทนที่ดีงามที่กระท า ด้วยความสมัครใจ ซึ่งแสดงออกได้ทั้ง 3 ทาง คือ1) ด้วยลิ้น : กล่าวสรรเสริญ ขอบคุณ และกล่าวร าลึกถึงพระองค์2) ด้วยหัวใจ : ตระหนักรู้และนึกถึงการประทานความโปรดปรานจากอัลเลาะห์ไม่เผลอเรอหรือหลงลืม (ว่าพระองค์คือผู้ทรงประทาน)3) ด้วยอวัยวะ : ใช้กระท าสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย“ ผู้ใดกล่าว... (ดุอาอ์นี้).... ในยามเช้า ผู้นั้นย่อมถือว่าเขาได้ท าหน้าที่ ‘ขอบคุณ’ พระองค์ส าหรับวันนั้นแล้วและ เช่นเดียวกัน หากเขากล่าว ในยามเย็น เขาก็ถือว่าได้ท าการ ‘ขอบคุณ’ พระองค์ส าหรับคืนนั้นแล้ว ”[ บันทึกโดย อันน่ะซาอีย์(7) ใน والليلة ايلوم عمل อิบนุหะญัร อัล อัสก่อลานีย์ได้ให้ตัดสินว่าเป็น หะดีษหะซัน และ อัล-อัลบานีย์ได้ตัดสินว่าเป็น หะดีษฎ่ออีฟ ]อิบนุตัยมียะห์กล่าวว่า : “ทุกสิ่งที่เป็นความโปรดปรานแก่บรรดาสิ่งถูกสร้าง มาจากพระองค์เพียงผู้เดียวไม่มีผู้ใดเป็นหุ้นส่วน (ภาคี) ร่วมกับพระองค์เลย และเหตุนี้เอง พระองค์จึงทรงรวมระหว่างการขอบคุณ )ُّالشْ) كرและ การยืนยันเอกภาพของพระองค์)َاتلْوِحْيد ) เข้าด้วยกัน”ดุอาอ์นี้เริ่มด้วยการกล่าวถึง ‘เตาฮีด’ ‘การสรรเสริญ’ และ ‘ขอบคุณ’ อัลเลาะห์ … เมื่อความโปรดปรานมีมากจนนับไม่ถ้วน …แล้วเราจะสามารถ ‘ ขอบคุณอัลเลาะห์ ’ ให้ครบได้อย่างไร ?พระองค์ทรงเมตตาให้เรามีการ ‘ ขอบคุณ ‘ด้วย “ถ้อยคำสั้น ๆ ง่าย ๆ” ที่เพียงเอ่ยออกมานับเป็นความโปรดปราน (เนี๊ยะมะห์) ของพระองค์ที่มีต่อเรา ~ อัลฮัมดุลิ้ลลาห์ ~- 45 -
- ขอความคุ้มครองจากอัลเลาะห์-“ โอ้อัลเลาะห์ โปรดให้ความปลอดภัยแก่ร่างกายของฉัน (ขอให้ฉันมีสุขภาพร่างกายที่ดี)โอ้อัลเลาะห์ โปรดให้ความปลอดภัยแก่การได้ยินของฉันโอ้อัลเลาะห์ โปรดให้ความปลอดภัยแก่การมองของฉันไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะ นอกจากพระองค์ท่านโอ้อัลเลาะห์ แท้จริงฉันขอความคุ้มครอง ต่อพระองค์ท่านให้พ้นจาก ...→ ‘การปฏิเสธศรัทธา’ (หลังจากที่ได้มีศรัทธาแล้ว)และ → ‘ความยากจน’ — ทั้งในจิตใจและทรัพย์สินโอ้อัลเลาะห์ ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ท่านให้พ้นจาก → ‘การลงโทษในหลุมฝังศพ’ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะ นอกจากพระองค์ท่าน ”(3 ครั้ง เช้า-เย็น)- 46 -