~ 80 ~
การวิเคราะหก์ ารจัดการเรียน
รายวชิ า สุขศึกษา พลศกึ ษา ทช
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
คร้ัง ตัวช้วี ดั เนือ้ หา
ที่
1 ระบบต่างๆของร่างกาย 1. โครงสร้าง หนา้ ที่การทางานและการดแู ลรกั ษาระบบ
1. อธบิ ายกระบวนการทางานของ อวัยวะท่สี าคัญของร่างกาย 5 ระบบ
ระบบอวยั วะในรา่ งกายที่สาคัญ 5 - ระบบหายใจ
ระบบ ได้อยา่ งถูกต้อง - ระบบย่อยอาหาร
2. บอกวิธีการดูแลป้องกันความ - ระบบขับถ่าย
ผดิ ปกติของระบบ - ระบบสืบพันธ์ุ
3. วางแผนและปฏบิ ตั งิ านตามแผนเพ่ือ - ระบบต่อมไร้ท่อ
สร้างเสรมิ พัฒนาการของตนเองและ -ระบบประสาท
ครอบครัว 2. การวางแผนและปฏบิ ัตติ นเมอื่ มีการเสรมิ สร้าง
พัฒนาการ
2 ปัญหาเพศศึกษา 1. การสื่อสาร/การต่อรองและการขอความช่วยเหลือ
1.อธิบายขัน้ ตอนการสอื่ สารเพอ่ื ขอ เกยี่ วกบั ปัญหาทางเพศ
ความช่วยเหลือเกย่ี วกบั ปัญหาทางเพศ 2. การจัดการกับอารมณ์และความต้องการทางเพศ
2. อธบิ ายวธิ ีการจัดการกบั อารมณ์และ 3. ความเช่ือผดิ ๆ เรื่องเพศท่ีสง่ ผลตอ่ สขุ ภาพทางเพศ
ความต้องการทางเพศไดอ้ ย่างเหมาะสม 4. วิเคราะหก์ ารนาเสนอสอื่ ท่ีส่งผลให้เกดิ ปญั หาทางเพศ
3. วเิ คราะห์ความเชื่อผิด ๆ เรื่องเพศที่ 5. ระบุกฎหมายทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการลว่ งละเมินทางเพศและ
สง่ ผลตอ่ สุขภาพทางเพศ กฎหมายคุ้มครองเดก็ และสตรี
4. อิทธิพลของสื่อต่าง ๆ ทสี่ ง่ ผลใหเ้ กดิ
ปัญหาทางเพศ
5. กฎหมายที่เกยี่ วข้องกับการลว่ ง
นรู้
31003
ย
วิเคราะห์เนอื้ หา จานวน รปู แบบการจัดการเรยี นรู้
งา่ ย ปานกลาง ยาก ชวั่ โมง ตนเอง รายงาน พบกล่มุ เข้าคา่ ย อบรม
10
10
ครั้ง ตัวชวี้ ดั เนื้อหา
ที่
ละเมิดทางเพศและกฎหมายคุ้มครอง
เดก็ และสตรี
3 อาหารและโภชนาการ 1. โรคขาดสารอาหารไดแ้ ก่ โรคลักปิดลักเปดิ โรคคอหอย
1. อธบิ ายปญั หา สาเหตุ อาการ และ พอก โรคเอ๋อ โรคตาฟาง โรคโลหติ จาง
การปอ้ งกันโรคขาดสารอาหาร 2. หลกั การสุขาภบิ าลอาหาร
2. บอกหลักการและปฏบิ ตั ิตนตามหลกั - การปนเป้ือน
สขุ าภิบาลอาหารไดอ้ ยา่ งเหมาะสม - การปรุงและจาหน่าย
3. จัดโปรแกรมอาหารที่เหมาะสม - ผู้ประกอบการ จาหนา่ ยอาหาร
สาหรับครอบครัว ผู้สูงอายุและผ้ปู ว่ ย - สุขลกั ษณะทั่วไปบรเิ วณแผงจาหนา่ ย
- สขุ ลักษณะอาหารถุง
3. การจดั โปรแกรมอาหารท่ีเหมาะสมสาหรบั บุคคลต่าง ๆ
- ตนเองและครอบครัว
- ผ้สู ูงอายุ ผ้ปู ว่ ย
4 เสริมสร้างสุขภาพ
1. มีส่วนร่วมในกจิ กรรมสรา้ งเสรมิ 1. การรวมกลุ่มเพื่อสร้างเสรมิ สขุ ภาพ เชน่ กลุ่มออกกาลัง
สขุ ภาพของชุมชนอยา่ งสม่าเสมอ กาย เล่นกีฬา บาเพ็ญประโยชน์ และนันทนาการ เป็นตน้
2. อธบิ ายวธิ ีการของการออกกาลังกาย 2. การออกกาลังกายท่ีเหมาะสมกบั บคุ คลและวัยต่าง ๆ
เพ่ือสขุ ภาพได้อย่างถูกต้อง
5 โรคทีถ่ ่ายทอดทางพันธุกรรม
1. อธบิ ายโรคที่ถา่ ยทอดทางพนั ธุกรรม 1. โรคท่ีถา่ ยทอดทางพันธกุ รรม สาเหตุ อาการ การปอ้ งกนั
วิเคราะห์เนื้อหา จานวน รปู แบบการจัดการเรียนรู้
งา่ ย ปานกลาง ยาก ช่วั โมง ตนเอง รายงาน พบกลมุ่ เขา้ ค่าย อบรม
10
12
12
น
ครัง้ ตัวชีว้ ัด เนื้อหา
ที่
2. ปฏิบตั ิตนในการป้องกนั โรคติดต่อ และการรักษา
โรคที่เป็นปัญหาต่อสขุ ภาพและโรคที่ - โรคทัลลัสซเี มีย
เป็นปญั หาสาธารณสขุ - โรคภูมิแพ้
3. วเิ คราะหผ์ ลกระทบของพฤติกรรม - โรคขาดสารไอโอดีน
สขุ ภาพทมี่ ตี ่อการปอ้ งกนั โรค 2. การวางแผนร่วมกบั ชุมชนเพ่อื ป้องกันและหลกี เลี่ยง
4. แนะนาข้อมลู ขา่ วสารและแหล่ง โรคติดต่อและโรคทเี่ ปน็ ปญั หาสาธารณสุข
บริการเพื่อปอ้ งกันโรคแกค่ รอบครัว 3. ผลกระทบของพฤติกรรมสุขภาพท่ีมีผลต่อการป้องกนั
และชุมชน โรค
4. ข้อมูล ข่าวสาร และแหล่งบรกิ ารเพ่ือการป้องกนั โรค
6 ปลอดภยั จากการใชย้ า 1. หลักการและวิธีการใช้ยา เช่น การใช้โดยไมจ่ าเปน็
1. อธิบายหลกั การและวิธีการใชย้ าท่ี 2. ความเชื่อเกีย่ วกับการใชย้ า
ถูกต้อง - ยาบารุงกาลัง
2. วเิ คราะห์ผลกระทบจากความเชื่อท่ี - ยาที่ทาจากอวัยวะสัตว์ เชน่ อุ้งตีนหมี ดีงู สมองลงิ ยา
ผิดเกย่ี วกับการใชย้ า ดองงเู ห่า
3. จาแนกอันตรายท่เี กิดจากใชย้ า การ 3. การวเิ คราะห์อันตรายจากการใชย้ า
ป้องกนั และการช่วยเหลอื ได้อย่าง การปอ้ งกัน และการชว่ ยเหลือ
ถูกต้อง 4. การแนะนาในการเลือกใช้ขอ้ มูล ข่าวสาร เกย่ี วกบั การใช
4. แนะนาข้อมูลขา่ วสารและความรู้ที่ ยา
ถูกต้องเกย่ี วกับการใชย้ าแก่ครอบครัว
และชมุ ชน
วเิ คราะห์เน้ือหา จานวน รปู แบบการจัดการเรียนรู้
งา่ ย ปานกลาง ยาก ช่วั โมง ตนเอง รายงาน พบกลมุ่ เขา้ ค่าย อบรม
8
ช้
คร้ัง ตัวชีว้ ดั เนอ้ื หา
ท่ี
7 ผลกระทบจากสารเสพติด 1. การวเิ คราะหป์ ญั หา สาเหตุ ผลกระทบและการแพร่
1. วเิ คราะห์ปัญหา สาเหตุ และการ ระบาดของสารเสพติด
แพรร่ ะบาดของสารเสพติด 2. การมีส่วนร่วมในการป้องกันสงิ่ เสพคิดในชุมชน
2. วเิ คราะหผ์ ลกระทบของสารเสพตดิ ที่ 3. กฎหมายที่เกีย่ วข้องกับสิง่ เสพตดิ
มตี ่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และ
ประเทศ
3. มีส่วนร่วมณรงค์ ป้องกันสง่ิ เสพติด
ในชุมชนอย่างสมา่ เสมอ4. แนะนา
สาระสาคญั ของกฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับ
สงิ่ เสพตดิ แก่ครอบครัวและผอู้ ืน่
8 ทกั ษะชีวิตเพ่ือสุขภาพจิต 1. ความหมาย ความสาคัญของทักษะชีวติ 10 ประการ
1. บอกความหมายและความสาคัญ 2. ทักษะชีวติ ทจ่ี าเป็น 3 ประการ
ทกั ษะชีวิตได้ทั้ง 10 ประการ - ทักษะการตระหนกั รู้ในตน
2. บอกทักษะชีวติ ทจี่ าเปน็ ได้อย่างน้อย - ทกั ษะการจดั การกับอารมณ์
3 ประการ - ทกั ษะการจัดการความเครยี ด
3. ประยุกต์ใช้ทักษะชีวิตในการทางาน 3. การประยกุ ต์ใช้ทักษะชีวิตในการทางานการปรบั ตัวและ
การปรับตวั และการแกป้ ัญหาชวี ติ การแก้ปัญหาชีวติ
ครอบครัวได้อยา่ งเหมาะสม 4. การแนะนากระบวนการทักษะชีวิตในการแกป้ ัญหากับ
4. แนะนากระบวนการทักษะชีวิตใน ผู้อ่ืน
การแก้ปัญหาแก่ครอบครวั และผ้อู น่ื
วิเคราะห์เนอ้ื หา จานวน รปู แบบการจัดการเรยี นรู้
งา่ ย ปานกลาง ยาก ชวั่ โมง ตนเอง รายงาน พบกลมุ่ เข้าคา่ ย อบรม
8
10
ครง้ั ตัวชว้ี ัด เนื้อหา
ที่
แผนการเรยี นรู้ รายวชิ า สุขศึกษา พลศึกษา ทช31003
คร้ังท่ี 1 การศึกษาคน้ คว้าด้วยต
รายวชิ า/หัวเรื่อง ตัวชว้ี ดั เนือ้ หา การจัดก
1. ระบบตา่ งๆ ของ 1. อธิบายกระบวนการ 1. โครงสร้าง หน้าที่ การ 1.ขั้นนาเขา้ สบู่ ท
ร่างกาย ทางานของระบบอวัยวะ 1.ครชู แี้ จงจุดประ
ในร่างกายทีส่ าคัญ 6 ทางานและการดูแลรักษา 2.ครูสนทนากับผ
ระบบไดอ้ ย่างถูกต้อง ระบบอวัยวะทส่ี าคัญของ ตนเอง
2. บอกวิธีการดูแลป้องกนั ร่างกาย 6 ระบบ ข้นั ท่ี 2 แสวงหา
ความผดิ ปกติของระบบใน - ระบบหายใจ - ครบู อกถึงแหล
ร่างกาย 5 ระบบ - ระบบยอ่ ยอาหาร ขอ้ มูล
- ระบบขับถ่าย - ครูมอบหมายงา
3. วางแผนและปฏบิ ัติตน - ระบบสืบพนั ธุ์ ด้วยตนเองเกย่ี วก
ตามแผนเพ่ือสร้างเสรมิ - ระบบตอ่ มไร้ทอ่
พัฒนาการของตนเองและ - ระบบประสาท ข้ันท่ี 3 การปฏ
ครอบครัว
2. การวางแผนและปฏบิ ัติ
วเิ คราะห์เนอ้ื หา จานวน รูปแบบการจัดการเรยี นรู้
ง่าย ปานกลาง ยาก ชว่ั โมง ตนเอง รายงาน พบกลุ่ม เขา้ ค่าย อบรม
3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ข้อคดิ เห็น[NW1]: แผนคร้ัง 1
ตนเอง วัด/ประเมินผล
1. แบบฝึกหัด
การแผนการเรียนรู้ สอ่ื /แหล่งเรียนรู้ 2. การนาเสนองานใน
ทเรียน สอ่ื รูปแบบต่าง ๆ เชน่
ะสงค์การเรียนรู้ 1.ใบงาน/ใบความรู้ รายงาน
ผ้เู รยี นถงึ วิธีการศึกษาด้วย 2. หนงั สอื เรียน
3. รูปภาพ
แหล่งเรียนรู้
าข้อมลู และจัดการเรียนรู้ 1. ห้องสมดุ
ลง่ เรยี นรู้ทใี่ ช้ในการศกึ ษาหา 2. โรงพยาบาล
3. ภูมิปญั ญาท้องถิ่น
านใหผ้ ูเ้ รียนศึกษาคน้ คว้า แหล่งเรียนรู้ในชมุ ชน
กับระบบตา่ ง ๆ ในรา่ งกาย 4. อินเทอรเ์ นต็
ฏิบัติและการนาไปใช้
รายวิชา/หัวเร่ือง ตัวชี้วดั เน้อื หา การจัดก
ตน เพอ่ื การเสริมสรา้ ง - สรปุ ผลการศึกษ
พัฒนาตน รายงานส่งตามก
ข้ันที่ 4 การประ
- ใบงาน/ใบความ
- รายงานผลการ
การแผนการเรยี นรู้ สอ่ื /แหลง่ เรยี นรู้ วัด/ประเมนิ ผล
ษาคน้ คว้าและจัดทาเปน็
กาหนดเวลา
ะเมินผลการเรียนรู้
มรู้
รศึกษาคน้ ควา้
~7~
ใบงาน
คาสงั่ ใหผ้ เู้ รยี นศึกษาคน้ คว้าและจดั ทาเป็นรายงาน ตามหัวขอ้ เร่ืองทีค่ รูกาหนดกลุม่ ละ 1 เร่อื ง โดยมี
สว่ นประกอบของรายงานตามหัวขอ้ ทีก่ าหนด
กลุ่มท่ี 1 ระบบหายใจ
กลุ่มท่ี 2 ระบบยอ่ ยอาหาร
กลมุ่ ที่ 3 ระบบขบั ถา่ ย
กลุ่มที่ 4 ระบบสบื พันธุ์
กล่มุ ที่ 5 ระบบต่อมไร้ท่อ
กล่มุ ที่ 6 ระบบประสาท
ส่วนประกอบของรายงาน
1. ปก
2. คานา
3. สารบญั
4. เนื้อหา (ตามท่ีไดร้ บั เปน็ รายกลมุ่ )
5. ประโยชน์ที่ไดร้ บั
6. ข้อคดิ เหน็ ข้อเสนอแนะ
7. หนังสืออา้ งองิ
ใบความรู้ เรอื่ ง ระบบต่างๆ ของรา่ งกาย
1.ระบบหายใจ
มนุษยท์ ุกคนต้องหายใจเพอ่ื มีชวี ิตอยู่ การหายใจเข้า อากาศผ่านไปตามอวัยวะของระบบหายใจตามลาดบั ดงั น้ี
1.จมกู (Nose)
จมกู ส่วนนอกเปน็ ส่วนทย่ี ื่นออกมาจากตรงก่ึงกลางของใบหนา้ รปู รา่ งของจมูกมลี กั ษณะเป็นรูปสามเหลยี่ ม
พีระมดิ ฐานของรูปสามเหลี่ยมวางปะ ติดกับหนา้ ผากระหวา่ งตาสองขา้ ง สนั จมกู หรือดั้งจมูก มีรูปร่างและขนาด
~8~
ตา่ งๆกัน ย่นื ตัง้ แตฐ่ านออกมาขา้ งนอกและลงขา้ งลา่ งมาสดุ ทปี่ ลายจมูก อกี ดา้ นหน่ึงของรปู สามเหลี่ยมหอ้ ยตดิ กับริม
ฝปี ากบนรู จมกู เปดิ ออกส่ภู ายนกทางด้านนี้ รูจมูกทาหน้าที่เปน็ ทางผ่านของอากาศท่หี ายใจเขา้ ไปยังชอ่ งจมูกและ
กรองฝุ่นละอองด้วย
2. หลอดคอ (Pharynx)
เมอ่ื อากาศผา่ นรจู มกู แล้วกผ็ า่ นเข้าสู่หลอดคอ ซ่ึงเปน็ หลอดต้ังตรงยาวประมาณยาวประมาณ 5 " หลอดคอติดตอ่
ทงั้ ชอ่ งปากและช่องจมูก จึงแบง่ เปน็ หลอดคอส่วนจมูก กบั หลอดคอส่วนปาก โดยมเี พดานออ่ นเปน็ ตวั แยกสองส่วน
นอ้ี อกจากกนั โครงของหลอดคอประกอบดว้ ยกระดูกออ่ น 9 ช้นิ ดว้ ยกัน ชนิ้ ที่ใหญท่ ีสุด คอื กระดูกธัยรอยด์ ท่เี รา
เรียกว่า "ลกู กระเดือก" ในผชู้ ายเหน็ ไดช้ ดั กวา่ ผู้หญิง
3. หลอดเสียง (Larynx)
เปน็ หลอดยาวประมาณ 4.5 cm ในผูช้ าย และ 3.5 cm ในผู้หญิง หลอดเสียงเจรญิ เติบโตขน้ึ มาเรอ่ื ยๆ ตามอายุ
ในวยั เรมิ่ เปน็ หนุ่มสาว หลอดเสยี งเจริญขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ โดยเฉพาะในผูช้ าย เนอ่ื งจากสายเสยี ง (Vocal cord) ซ่งึ อยู่
ภายในหลอดเสยี งนยี้ าวและหนาขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ เกนิ ไป จงึ ทาให้เสยี งแตกพร่า การเปลยี่ นแปลงน้ีเกิดจากฮอรโ์ มน
ของเพศชาย
4. หลอดลม (Trachea)
เป็นส่วนทีต่ ่ออกมาจากหลอดเสียง ยาวลงไปในทรวงอก ลกั ษณะรูปรา่ งของหลอดลมเปน็ หลอดกลมๆ
ประกอบด้วยกระดกู ออ่ นรปู วงแหวน หรือรปู ตัว U ซงึ่ มีอยู่ 20 ช้นิ วางอยูท่ างด้านหลังของหลอดลม ชอ่ งวา่ ง
ระหว่างกระดูกออ่ นรปู ตัว U ทวี่ างเรยี งตอ่ กันมีเน้ือเยอ่ื และกล้ามเนอื้ เรียบมายดึ ตดิ กนั การท่หี ลอดลมมีกระดูกออ่ น
จงึ ทาใหเ้ ปดิ อย่ตู ลอดเวลา ไม่มีโอกาสท่จี ะแฟบเขา้ หากันได้โดยแรงดนั จากภายนอก จึงรบั ประกนั ได้ว่าอากาศเข้าได้
ตลอดเวลา หลอดลม ส่วนทีต่ รงกบั กระดูกสันหลังช่วงอกแตกแขนงออกเปน็ หลอดลมแขนงใหญ่ (Bronchi) ข้างซ้าย
และขวา เมอ่ื เขา้ สปู่ อดก็แตกแขนงเปน็ หลอดลมเล็กในปอดหรอื ที่เรยี กว่า หลอดลมฝอย (Bronchiole) และไปสุดที่
ถุงลม (Aveolus) ซึ่งเป็นการทอ่ี ากาศอยู่ ใกล้กับเลือดในปอดมากทีส่ ุด จงึ เป็นบรเิ วณแลกเปลยี่ นกา๊ ซออกซิเจน กบั
คารบ์ อนไดออกไซด์
5. ปอด (Lung)
ปอดมีอยู่สองขา้ ง วางอย่ใู นทรวงอก มีรปู ร่างคลา้ ยกรวย มปี ลายหรอื ยอดช้ขี นึ้ ไปข้างบนและไปสวมพอดกี บั ช่อง
เปดิ แคบๆของทรวงอก ซ่งึ ชอ่ งเปดิ แคบๆน้ีประกอบขึ้นดว้ ยซโี่ ครงบนของกระดูกสนั อกและกระดกู สันหลงั ฐานของ
ปอดแตล่ ะขา้ งจะใหญ่และวางแนบสนทิ กบั กระบังลม
ระหวา่ งปอด 2 ขา้ ง จะพบว่ามหี ัวใจอยู่ ปอดขา้ งขวาจะโตกว่าปอดขา้ งซ้ายเล็กนอ้ ย และมอี ยู่ 3 ก้อน ส่วนข้าง
ซ้ายมี 2 ก้อน
หนา้ ท่ขี องปอดคอื การนากา๊ ซ CO2 ออกจากเลือด และนาออกซิเจนเข้าสเู่ ลือด ปอดจงึ มรี ูปร่างใหญ่ มลี กั ษณะ
ยดื หยุน่ คล้ายฟองนา้
6. เย่อื หมุ้ ปอด (Pleura)
เป็นเยือ่ ทบ่ี างและละเอยี ดออ่ น เปียกชน้ื และเปน็ มันลนื่ หมุ้ ผิวภายนอกของปอด เย่ือหุม้ นี้ ไมเ่ พยี งคลมุ ปอด
เทา่ นนั้ ยงั ไปบุผวิ หนังดา้ นในของทรวงอกอีก หรือกล่าวได้อกี อย่างหน่ึงว่า เยอ่ื หุ้มปอดซ่ึงมี 2 ชนั้ ระหว่าง 2 ช้ันนี้มี
ของเหลวอยนู่ ดิ หน่อย เพื่อลดแรงเสียดสี ระหวา่ งเย่ือห้มุ มโี พรงวา่ ง เรยี กวา่ ช่องระหว่างเยื่อหมุ้ ปอด
~9~
กระบวนการในการหายใจ
ในการหายใจนัน้ มีโครงกระดูกส่วนอกและ กลา้ มเน้ือบรเิ วณอกเปน็ ตวั ช่วยขณะหายใจเข้า กล้าม เนอ้ื หลายมัด
หดตวั ทาให้ทรวงอกขยายออกไปข้างหน้า และยกขึน้ บน ในเวลาเดียวกันกะบงั ลมจะลดต่าลง การกระทาท้ังสองอย่าง
น้ที าให้โพรงของทรวงอกขยาย ใหญม่ ากข้นึ เมอื่ กลา้ มเน้ึอหยุดทางานและหยอ่ นตวั ลง ทรวงอกยุบลงและความดันใน
ชอ่ งทอ้ งจะดันกะบังลม กลบั ข้ึนมาอยู่ในลักษณะเดมิ กระบวนการเขน่ นที้ าให้ ความดนั ในปอดเพ่ิมขน้ึ เมอ่ื ความดัน
ในปอดเพิ่มขน้ึ สูง กว่าความดันของบรรยากาศ อากาศจะถูกดนั ออกจาก ปอด ฉะนั้นจงึ สรปุ ไดว้ ่า ปัจจัยประการแรก
ทท่ี าให้ อากาศมกี ารเคลื่อนไหวเข้าออกจากปอดได้นนั้ เกิด จากความดนั ท่ีแตกตา่ งกันนนั่ เอง
การแลกเปล่ียนก๊าซและการใชอ้ อกซิเจน
เมอื่ เราหายใจเขา้ อากาศภายนอกเขา้ สู่อวยั วะ ของระบบหายใจไปยังถุงลมในปอด ท่ผี นังของถุงลมมหี ลอดเลือด
~ 10 ~
แดงฝอยตดิ อยู่ ดังนน้ั อากาศจึงมโี อกาสใกล้ชิดกบั เม็ดเลือดแดงมากออกชิเจนก็จะผ่านผนังนี้เข้าส่เู ม็ดเลือดแดง และ
คารบ์ อนไดออกไชดก์ จ็ ะออกจากเมด็ เลือดผ่านผนงั ออกมาส่ถู งุ ลม ปกติในอากาศมีออกชิเจนร้อยละ 20 แต่อากาศท่ี
เราหายใจมอี อกซเิ จนรอ้ ยละ 13
~ 11 ~
2.ระบบยอ่ ยอาหาร
การย่อยอาหาร (Digestion) หมายถงึ การแปรสภาพของสารอาหารท่ีมโี มเลกลุ ใหญแ่ ละละลายนา้ ไมไ่ ด้ ให้เป็น
สารอาหารทม่ี โี มเลกลุ เล็กลงจนสามารถละลายนา้ และดูดซมึ เข้าสู่กระแสเลือดนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ โดยอาศยั
กระบวนการทางเชิงกลและกระบวนการทางเคมี
ระบบยอ่ ยอาหารประกอบดว้ ยอวยั วะหลาย ๆ อวัยวะ ไดแ้ ก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตบั อ่อน
ลาไสเ้ ลก็ ลาไส้ใหญ่ ซ่งึ อวัยวะบางอวยั วะไม่มกี ารย่อยแต่เกยี่ วข้องกบั ทางเดินอาหาร
การย่อยอาหารเปน็ กระบวนการทท่ี าให้อาหารท่มี โี มเลกุลใหญ่ มีขนาดเล็กลงจนสามารถซึมเข้าสู่เซลลไ์ ด้
การยอ่ ยมี 2 ลกั ษณะคอื
1. การยอ่ ยเชงิ กล เปน็ การย่อยอาหารโดยไมใ่ ช้เอ็นไซม์มาชว่ ย เปน็ การบดเค้ยี วใหอ้ าหารมขี นาดเล็กลง ไดแ้ ก่
การบดเค้ียวอาหารในปาก
2. การย่อยทางเคมี เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอน็ ไซม์ (หรอื นา้ ยอ่ ย) มาช่วย ทาให้โมเลกลุ ของอาหารมขี นาด
เล็กลง เชน่ การเปลีย่ นโมเลกุลของแป้งเป็นน้าตาล
สารและเอนไซมท์ ี่เกี่ยวข้องกบั การย่อยในกระเพาะอาหาร
~ 12 ~
1. HCl มี pH อยรู่ ะหวา่ ง 0.9-2.0
2. Pepsinogen เป็น Proenzyme ต้องได้รบั HCl จงึ เปลี่ยนเป็นเพปซิน (Pepsin) สาหรับยอ่ ยโปรตนี เป็น
เพปไทด์ ซึ่งประกอบด้วยกรดอะมโิ น 4-12 โมเลกุล
3. Prorennin เป็น Proenzyme ต้องไดร้ ับ HCl จงึ เปล่ยี นเป็นเรนนิน (Rennin) สาหรับยอ่ ยโปรตีนใน
นา้ นม
4. Lipase สรา้ งขึน้ ในปริมาณน้อยมาก เพราะสภาพเปน็ กรดของกระเพาะอาหาร
5. Gastrin เป็นฮอรโ์ มนท่ีสรา้ งจากเซลลใ์ นกระเพาะอาหาร ทาหนา้ ทีก่ ระตุ้นให้ Parietal Cell หลัง่ HCl
ออกมา
การย่อยอาหารจะเรมิ่ ตง้ั แต่อาหารเขา้ สรู่ า่ งกายโดยผา่ น ปาก ลิน้ ฟัน ตอ่ จากน้นั อาหารจะถูกลนื ผา่ นลาคอไป
ตามอวัยวะต่าง ๆ ตามลาดับดังนี้
~ 13 ~
3. ระบบขับถ่าย
การขบั ถ่ายเป็นระบบกาจัดของเสียจากรา่ งกาย และช่วยควบคมุ ปรมิ าณของน้าในร่างกายใหส้ มบรู ณป์ ระ
กอยดว้ ย ไต ตับ และลาไส้ เป็นตน้
ไต มหี น้าทขี่ บั ส่งิ ท่ีรา่ งกายไม่ได้ใช้ออกจากร่างกาย อยดู่ า้ นหลังของชอ่ งท้อง
ลาไสใ้ หญ่ มีหน้าที่ขบั กากอาหารทีเ่ หลือจากการยอ่ ยของระบบยอ่ ยอาหารออกมาเปน็ อจุ จาระ
โครงสรา้ งของระบบขับถา่ ย
~ 14 ~
ไตเป็นอวยั วะที่กรองของเสียเพอ่ื กาจัดของเสยี ออกจากรา่ งกาย ไตของคนมี 1 คู่ อยู่ในช่องทอ้ งสองข้าง
ของกระดูกสนั หลังระดับเอว มีรูปร่างคล้ายเมลด็ ถ่ัว ต่อจากไตท้ังสองขา้ งมีทอ่ ไตทาหน้าท่ลี าเลียงน้าปสั สาวะจากไต
ไปเก็บไว้ทีก่ ระเพาะปัสสาวะ กอ่ นจะขบั ถา่ ยออกมานอกร่างกายทางท่อปสั สาวะเป็นน้าปัสสาวะน่นั เอง
การดแู ลรกั ษาระบบขับถ่าย
เคีย้ วอาหารให้ละเอียด และรบั ประทานอาหารทชี่ ว่ ยในการขับถ่าย คอื อาหารท่ีมกี าก
ใย เช่น ผัก ผลไม้ และควรดืม่ นา้ ให้มาก
การกาจดั ของเสียออกทางไต
ไต เปน็ อวยั วะทลี่ ักษณะคลา้ ยถว่ั มขี นาด
ประมาณ 10 กวา้ ง 6 เซนตเิ มตร และหนาประมาณ 3 เซนตเิ มตร มสี ี
แดงแกมน้าตาลมเี ย่ือหุ้มบางๆ ไตมี 2 ขา้ งซ้ายและขวา บริเวณด้านหลัง
ของช่องท้อง ใกลก้ ระดูกสนั หลังบริเวณ
เอว บริเวณส่วนท่เี วา้ เป็นกรวยไต มีหลอด
ไตตอ่ ไปยงั มีกระเพาะปสั สาวะ
โครงสร้างไต ประกอบดว้ ย
เน้อื เย่อื 2 ช้ัน หน่วย
ไต ชนั้ นอก เรียกว่า คอร์ดเทกซ์ ช้ันใน
เรียกว่าเมดัลลา ภายในไต
ประกอบด้วย หน่วยไต มลี ักษณะเป็นทอ่ ขดอยู่หลอดเลือดฝอยเปน็ กระจุกอยู่เต็มไป
หมด ไตเป็นอวัยวะท่ที างานหนกั วนั หนึง่ ๆ เลอื ดทีห่ มุนเวียนในร่างกายต้องผ่าน
มายังไต ประมาณในแต่ละนาทีจะมีเลอื ดมายังไตที่ 1200 มลิ ลิลติ ร หรอื วนั
ละ 180 ลิตร ไตจะขบั ของเสียมาในรูปของนา้ ปัสสาวะ แล้วสง่ ต่อไปยงั กระเพาะ
ปัสสาวะ มีความจปุ ระมาณ 500 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร รา่ งกายจะรสู้ ึกปวดปัสสาวะเมอื่ น้าปสั สาวะไหลสกู่ ระเพาะ
ปัสสาวะประมาณ 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร ใน 1 วัน คนเราจะขับปสั สาวะออกมาประมาณ 1 – 1.5 ลติ ร
การกาจัดของเสียออกทางผวิ หนงั ในรูปของเหง่ือ เหงื่อประกอบไปดว้ ยนา้ เปน็ ส่วนใหญ่ เหงอื่ จะถูกขบั
ออกจากรา่ งกายทางผวิ หนงั โดยผา่ นตอ่ มเหง่ือซึ่งอยู่ใต้ผิวหนงั ตอ่ มเหง่ือมี 2 ชนดิ คือ
1. ต่อมเหง่อื ขนาดเล็ก มอี ยู่ทวั่ ผวิ หนงั ในร่างกาย ยกเว้นท่ารมิ ฝีปากและอวัยวะสบื พนั ธ์ุ ตอ่ มเหง่ือขนาด
เลก็ มีการขบั เหง่ือออกมาตลอดเวลา เหงอ่ื ทีอ่ อกจากต่อมขนาดเล็กนป้ี ระกอบดว้ ยน้าร้อยละ 99 สารอ่ืนๆ รอ้ ยละ
1 ไดแ้ ก่ เกลอื โซเดียม และยเู รยี
2. ต่อมเหง่อื ขนาดใหญ่ จะอยทู่ ่ีบริเวณ รกั แร้ รอบหวั นม รอบสะดือ ช่องหสู ว่ นนอก อวัยวะเพศ
บางสว่ น ตอ่ มนี้มที ่อขบั ถ่ายใหญ่กวา่ ชนิดแรกต่อมน้ีจะตอบสนองทางจิตใจ สารที่
ขับถ่ายมักมีกลิ่น ซ่งึ กค็ ือกลิ่นตวั เหงื่อ จะถกู ลาเลียงไปตามท่อท่ีเปดิ อยู่ ที่เรยี กวา่ รู
เหง่อื
การกาจดั ของเสียออกทางลาไสใ้ หญ่
กากอาหารท่เี หลอื กจากการย่อย จะถกู ลาเลียงผ่านมาที่ลาไสใ้ หญ่ โดย
ลาไส้ใหญ่จะทาหน้าที่สะสมกากอาหารและจะดดู ซึม สารอาหารท่มี ีประโยชน์ ต่อ
ร่างกายได้แก่ นา้ แร่ธาตุ วิตามนิ และกลโู คส ออกจากกากอาหาร ทาให้กาก
อาหารเหนยี วและข้นจนเปน็ ก้อนแขง็ จากนั้นลาไส้จะบีบตัวเพ่ือให้กากอาหาร
เคลอื่ นท่ีไปรวมกนั ที่ลาไสต้ รง และขบั ถา่ ยสภู่ ายนอกรา่ งกายทางทวารหนกั ท่ี
~ 15 ~
เรียกวา่ อจุ จาระ
การกาจัดของเสยี ทางปอด
กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ กา๊ ซและน้าซง่ึ เกดิ จากการเผาผลาญอาหารภายในเซลลจ์ ะถูกสง่ เขา้ สเู่ ลอื ด
จากน้นั หัวใจจะสบู เลือดที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซดไ์ ปไวท้ ี่ปอด จากนัน้ ปอดจะทาการกรองกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์
เก็บไว้ แล้วขบั ออกจากร่างกายโดยการหายใจออก
ประโยชนข์ องการขบั ถา่ ยของเสียตอ่ สขุ ภาพ
การขบั ถ่ายเป็นระบบกาจดั ของเสยี รา่ งกายและชว่ ยควบคุมปริมาณของน้าในรา่ งกายให้สมบรู ณ์
ประกอบด้วย ไต ตับและลาไส้ เป็นตน้ การปฏบิ ัติตนในการขบั ถ่ายของเสียใหเ้ ปน็ ปกตหิ รือกจิ วัตรประจาวนั เปน็
ส่งิ จาเปน็ อย่างยิ่งต่อสขุ ภาพอนามยั ของมนษุ ย์ เราไม่ควรใหร้ ่างกายเกิดอาการท้องผูกเป็นเวลานานเพราะจะทาให้
เกดิ เป็นโรครดิ สีดวงทวารหนักได้
การปัสสาวะ ถอื เป็นการขับถ่ายของเสียประการหนึง่ ที่ร่างกายเราขบั เอาน้าเสียในรา่ งกายออกมาหาก
ไม่ขับถา่ ยออกมาหรือกล้ันปสั สาวะไว้นานๆ จะทาใหเ้ กดิ เป็นโรคน่วิ ในไตหรอื ทาใหก้ ระเพาะปัสสาวะอกั เสบและไต
อกั เสบได้
การด่มื น้า การรบั ประทานผกั ผลไมท้ ุกวัน จะชว่ ยใหร้ ่างกายขับถ่ายไดส้ ะดวกขนึ้ การด่ืมน้าและ
รบั ประทานทานอาหารที่ถูกสขุ ลักษณะ ตลอดจนการรบั ประทานอาหารทม่ี ีเส้นใยอาหารเป็นประจาจะทาใหร้ า่ งกาย
ขับถา่ ยของเสยี อย่างปกติ
4.ระบบสืบพันธ์ุ
ระบบสบื พนั ธุ์เพศชาย
ระบบสืบพนั ธุ์เพศชายประกอบด้วยอวยั วะตา่ งๆ ดงั นี้
1. อัณฑะ (Testis) และถงุ อัณฑะ (Scrotum)
อณั ฑะ มลี ักษณะรปู รา่ งคลา้ ยไขฟ่ องเล็ก ยาว 3-4 Cm หนาประมาณ 2-3 Cm หนกั ประมาณ 50 กรมั อัณฑะมี
2 ข้างและขนาดใกลเ้ คยี งกนั อยู่ภายในถุงอัณฑะ ซงึ่ ทาหนา้ ทป่ี รับอณุ หภูมิภายในถุงอัณฑะให้เหมาะแกก่ าร
เจริญเติบโตของอสจุ ิ คือ ประมาณ 34 องศาเซลเซยี ส ภายในอัณฑะประกอบดว้ ยหลอดสรา้ งตัวอสจุ ิ มลี กั ษณะเป็น
ท่อเล็กๆขดเรยี งกันอยู่มากมาย เพ่อื ทาหน้าท่สี ร้างตวั อสจุ ิ (Sperm) นอกจากนั้นยงั มเี ซลลท์ ท่ี าหน้าท่ีสร้างฮอรโ์ มน
เพศชาย ซงึ่ ควบคมุ ลักษณะต่างๆของเพศชาย เชน่ เสียงหา้ ว มหี นวดเครา
2. หลอดเก็บตัวอสุจิ
เปน็ ที่พกั ของตวั อสุจทิ ี่สร้างจากหลอดสรา้ งตัวอสุจจิ ะอยู่บริเวณด้านบนของอัณฑะตอ่ เชือ่ มกบั หลอดนาตัวอสุจิ3.
หลอดนาตวั อสุจิ
อยู่ต่อจากหลอดเก็บอสจุ ิ ทาหนา้ ทีล่ าเลียงอสจุ ไิ ปเกบ็ ไวท้ ตี่ อ่ มสร้างน้าเลี้ยงอสุจิ
4. ต่อมสร้างนา้ เลี้ยงอสุจิ(seminal vesicle)
อยูต่ ่อจากหลอดนาตวั อสจุ ิ ทาหนา้ ทส่ี ร้างอาหารใหแ้ ก่ตัวอสุจิ สว่ นมากเปน็ น้าตาลฟรักโตส และสารประกอบ
อนื่ ๆทีท่ าให้เกิดสภาพทีเ่ หมาะกบั ตวั อสจุ ิ
5. ต่อมลกู หมาก(prostate gland)
อยบู่ รเิ วณตอนตน้ ของท่อปัสสาวะ ทาหน้าที่หลัง่ สารบางชนดิ ทเี่ ปน็ เบสอย่างอ่อน เข้าไปในท่อปสั สาวะปนกับนา้
เลย้ี งอสจุ ิ และสารทท่ี าใหต้ ัวอสจุ แิ ข็งแรงและวอ่ งไว
6. ต่อมคาวเปอร์ (Cowper gland)
~ 16 ~
มหี นา้ ทห่ี ล่ังสารของเหลวใสๆไปหล่อล่นื ท่อปสั สาวะในขณะเกิดการกระต้นุ ทางเพศ
7. อวัยวะเพศชาย (penis) เป็นกลา้ มเน้ือทห่ี ดและพองตัวไดค้ ลา้ ยฟองนา้ ในวลาปกตจิ ะอ่อนและงอตวั อยู่ แต่เมือ่
ถกู กระตนุ้ จะเเขง็ ตัวเพราะมเี ลอื ดมาคั่งมาก ภายในจะมที อ่ ปัสสาวะทาหนา้ ทเ่ี ป็นทางผ่านของตวั อสจุ ิและนา้ ปัสสาวะ
ขน้ั ตอนในการสร้างตัวอสุจิและการหล่งั นา้ อสุจิ มดี ังนี้
เริ่มจากหลอดสร้างตัวอสุจิ ซึง่ อย่ภู ายในอัณฑะสรา้ งตวั อสจุ ิออกมา จากนน้ั ตวั อสุจิจะถูกนาไปพักไวท้ ห่ี ลอด
เก็บอสจุ ิก่อนจะถกู ลาเลยี งผา่ นไปตามหลอดนาตวั อสจุ ิ เพ่ือนาตวั อสจุ ิไปเก็บไวท้ ต่ี ่อมสร้างนา้ เลี้ยงตัวอสุจิรอการหล่ัง
ออกสู่ภายนอก ตอ่ มลูกหมากจะหลง่ั สารเขา้ ผสมกบั น้าเล้ยี งอสจุ ิเพ่ือปรบั สภาพใหเ้ หมาะสมกบั ตวั อสจุ ิก่อนท่จี ะหลงั่
น้าอสจุ อิ อกสภู่ ายนอกทางทอ่ ปัสสาวะ
โดยปกติเพศชายจะเรม่ิ สรา้ งตัวอสจุ ไิ ด้เมื่ออายุประมาณ 12 - 13 ปี และจะสร้างไปจนตลอดชีวิต สว่ นการ
หลง่ั น้าอสจุ ิในแตล่ ะคร้งั จะมขี องเหลวออกมาเฉล่ยี ประมาณ 3 - 4 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตรและมตี วั อสุจเิ ฉลยี่ ประมาณ
350 - 500 ลา้ นตวั สาหรบั ชายทเี่ ปน็ หมันจะมีตวั อสุจนิ ้อยกว่า 30 - 50 ลา้ นตวั ต่อลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร หรือมีตวั
อสจุ ิ
ทผี่ ิดปกตมิ ากกว่าร้อยละ 25 ตวั อสุจิทีห่ ลั่งออกมาจะเคลื่อนทไ่ี ดป้ ระมาณ 3 - 4 มลิ ลเิ มตรตอ่ นาที และมชี วี ิตอยู่
นอกร่างกายไดป้ ระมาณ 2 ชั่วโมง แตจ่ ะมชี วี ิตอย่ใู นมดลกู ของเพศหญิงได้นานประมาณ 24 - 48 ชวั่ โมง
อวัยวะสืบพันธภุ์ ายในของชาย
อวยั วะสบื พันธุ์ภายในของชาย ไดแ้ ก่ อัณฑะ (testis) ทอ่ จากอัณฑะ เซมนิ ลั เวสิเคลิ (seminal vesicle)ตอ่ ม
ลกู หมาก (prostate gland) รวมทงั้ ทอ่ ปสั สาวะ
อณั ฑะ รูปรา่ งคลา้ ยเมด็ ขนุน ค่อนข้างแบน ขนาดยาว ๔ เซนติเมตร กว้าง ๒.๕ เซนติเมตร หนา ๒
เซนตเิ มตร อยู่ในถงุ อัณฑะทงั้ สองข้าง มีปลอกหุ้มสีขาว ภายในเปน็ หลอดเลก็ ขดไปมา หลอดนเี้ ป็นทสี่ ร้างตวั อสจุ ิ
~ 17 ~
เชงิ กรานผ่าซกี แสดงอวัยวะสบื พนั ธุภ์ ายนอกและภายในของชาย
ทอ่ จากอณั ฑะ สว่ นต้นประกอบด้วยหลอดเล็กๆขดกันไปมาเรียกวา่ เอปดิ ิไดมิส รูปรา่ งคล้ายตวั ลกู นา้ แก่ๆ ส่วนบนโต
ส่วนลา่ งแคบ อย่ชู ิดกบั ขอบหลงั ของอณั ฑะ ตอ่ จากเอปิดิไดมสิ กเ็ ปน็ ท่ออสจุ ิ (ductus deferens) เร่มิ ตน้ ท่ปี ลายลา่ ง
ของเอปิดิไดมิส ยาวทง้ั หมด ๔๕ เซนตเิ มตร ส่วนแรกขดไปขดมาอยภู่ ายในถุงหุ้มอัณฑะ ตอ่ ไปจงึ ทอดเปน็ ท่อยาว ๓๐
เซนตเิ มตร ผ่านมาท่ีส่วนลา่ งของหน้าทอ้ ง แลว้ แทงผ่านผนังหนา้ ท้องเฉียงเข้าสชู่ อ่ งเชิงกรานไปอยู่ชดิ กบั ด้านหลงั
กระเพาะปสั สวะ ตอนท่ีอย่ชู ิดกับดา้ นหลังกระเพาะปสั สาวะน้ี ท่ออสุจจิ ะโตขึ้นเลก็ นอ้ ยแลว้ เรียวเล็กลงเป็นทอ่ เลก็
รว่ มกับท่อจากเซมินัลเวสเิ คลิ เปน็ ทอ่ ฉีดอสุจิ
ดา้ นหลังของอณั ฑะข้างซ้าย แสดงทอ่ ของเอปดิ ไิ ดมสิ และทอ่ อสุจสิ ่วนตบั
เซมนิ ัลเวสิเคิล เป็นตอ่ มรปู รา่ งคลา้ ยถงุ ยาวๆ ผนงั ไมเ่ รยี บ ยาวประมาณ ๕ เซนติเมตร อยชู่ ิดกบั ดา้ นหลงั
ของกระเพาะปัสสาวะ เซมนิ ลั เวสิเคลิ มีปลายล่างเรยี วเล็กลงไปรว่ มกับท่ออสจุ ิเปน็ ทอ่ ฉีดอสจุ ิ
ท่อฉีดอสุจิ เปน็ ท่อขนาดเล็กเกดิ จากการรวมของท่ออสจุ ิระหว่างทอ่ จากเซมินัลเวสิเคิล ยาวน้อยกว่า ๒.๕
เซนตเิ มตร ผา่ นต่อมลูกหมากไปเปิดสทู่ ่อปัสสาวะส่วนในต่อมลูกหมาก
ต่อมลูกหมาก บางส่วนเป็นตอ่ ม บางส่วนเป็นกล้ามเนือ้ เรยี บ ห้มุ ล้อมรอบส่วนตน้ ของท่อปสั สาวะในชาย
รูปรา่ งคล้ายพีระมิดเอายอดลง ขนาดสงู ๓ เซนติเมตร กว้าง ๔ เซนตเิ มตรและหนา ๒ เซนติเมตร ตอ่ มนี้มีท่อเล็กๆ
จานวนมากไปเปิดสู่ทอ่ ปสั สาวะสว่ นในตอ่ มลกู หมาก มหี น้าทหี่ ลง่ั สารน้าเลย้ี งตวั อสจุ แิ ละมีสารชนิดหน่งึ เรยี กวา่ กรด
ฟอสฟาเทส (phosphates acid)ซ่งึ ในการพสิ ูจนก์ ารข่มขืนกระทาชาเรา เจา้ หน้าทจี่ ะตรวจหาสารน้ีได้ แมจ้ ะไม่พบ
ตัวอสจุ ใิ นช่องคลอดของหญิงก็ตามนอกจากนั้นยงั มีต่อมเล็กๆ สรา้ งนา้ เมือกมาสู่ท่อปัสสาวะอกี ด้วย
อวัยวะสบื พันธุ์ภายนอกของชาย วัยวะสบื พันธุ์ภายนอกของชาย ไดแ้ ก่ ถงุ อัณฑะ (scrotum) และลึงค์
ถงุ อัณฑะ เป็นถุงของผิวหนัง ซง่ึ ภายในมีอัณฑะ เอปดิ ไิ ดมิส และสว่ นตน้ ของท่ออสุจิอยู่ สีของผวิ หนงั มักจะ
เขม้ กว่าส่วนอืน่ ของร่างกายทั่วไป ในผใู้ หญม่ ขี นยาวขึ้นอยูห่ ่างๆตรงกลางเปน็ สันของผวิ หนังเรยี กว่า รอยประสานของ
ถงุ อัณฑะ ถงุ อัณฑะมีรูปรา่ งแตกต่างกนั ในแต่ละบคุ คล แมใ้ นคนเดยี วกนั ก็ยงั แตกต่างกันได้ในภาวะแวดลอ้ มตา่ งๆ
กนั ซึ่งข้นึ อยู่กับการหดตวั หรือการหย่อนตัวของกลา้ มเนอื้ เรียบในชนั้ พังผดื ใตห้ นัง ถา้ กล้ามเนือ้ หดตัวก็ทาให้ถุง
อัณฑะเล็กลงและยน่ ในขณะอากาศหนาวเย็น ถ้ากล้ามเนื้อหย่อนตัวก็ทาให้ถงุ อัณฑะหยอ่ นยานและเรียบในขณะ
อากาศร้อนหรือออกกาลัง ทง้ั น้เี พือ่ รักษาอุณหภมู ิทเี่ หมาะสมให้กับอณั ฑะทจ่ี ะสรา้ งตวั อสจุ ิ
ลาลึงคต์ ดั ตามขวาง แสดงสว่ นประกอบของลาลงึ ค์
~ 18 ~
ลงึ ค์ ภายในประกอบดว้ ยเนื้อเย่ือที่แขง็ ตัวได้ (erectile tissue) ๓ แท่ง ภายในเน้อื เยื่อที่แข็งตัวได้น้ี มีรูพรุนคลา้ ย
ฟองน้า เม่อื มีเลือดมาคั่งในรูพรุนนี้เองทาใหล้ งึ คม์ ีขนาดโตข้ึนและแขง็
เนื้อเยอ่ื ทแ่ี ข็งตวั ได้ ๒ แท่งทางด้านบนเรียกว่า คอร์ปสั คาเวอร์โนซุม (corpus cavern sum)มีพงั ผดื สีขาว
หมุ้ เป็นปลอกลึงค์ ภายในประกอบด้วยเนื้อเยือ่ ท่แี ข็งตัวได้
เนอ้ื เยื่อทแ่ี ข็งตัวได้ ๒ แทง่ ทางด้านบนเรียกว่า คอร์ปสั คาเวอร์โนซุม (corpus cavern sum)มพี งั ผดื สีขาว
ห้มุ เป็นปลอกลงึ ค์ ภายในประกอบด้วยเน้ือเย่อื ทแ่ี ข็งตวั ได้ (erectile tissue) ๓ แทง่ ภายในเนื้อเยื่อทแ่ี ขง็ ตัวไดน้ ้ี มีรู
พรุนคลา้ ยฟองน้า เมือ่ มีเลอื ดมาค่งั ในรูพรนุ นเ้ี องทาใหล้ งึ ค์มขี นาดโตข้ึนและแขง็
เนอื้ เยือ่ ที่แข็งตวั ได้ ๒ แท่งทางด้านบนเรียกว่า คอร์ปสั คาเวอร์โนซมุ (corpus cavern sum)มพี ังผืดสขี าว
หุ้มเปน็ ปลอกหนา ปลายหนา้ ของแท่งเป็นรปู กรวย ปลายหลงั แยกกันไปยึดติดที่กระดูก แท่งลา่ งเรียกว่า คอร์ปัสส
ปอนยโิ อซุม และเป็นสว่ นทม่ี ีท่อปสั สาวะผา่ นโดยตลอด ปลายหน้าของแทง่ ล่างนจี้ ะแผก่ วา้ งออกเป็นสว่ นหัวของลึงค์
และหุม้ ปลายหน้าของคอรป์ ัสคาเวอร์โนซมุ ปลายหลงั จะโปง่ ออกเป็นกระเปาะตดิ กบั แผ่นเยื่อตา่ กวา่ กระดกู หัวหน่าว
เน้ือเย่อื ท่ีแข็งตัวได้ ท้ัง ๓ แท่ง ถกู ห่อหุ้มด้วยผวิ หนงั โดยรอบ เย่อื ใตห้ นงั หลวม และไม่มไี ขมันหนงั จึงร่นได้ ท่ีหัวของ
ลึงคม์ หี นังหุ้มปลายลงึ คด์ ้วย
ปลายลงึ ค์ผา่ ซกี ตามยาว แสดงสว่ นประกอบภายใน
อวัยวะสบื พันธภ์ุ ายในของหญงิ
ได้แก่ รังไข่ (ovary) ทอ่ นาไขห่ รือท่อมดลกู (uterine tube)มดลกู (uterus) ชอ่ งคลอด (vagina) และ
อวัยวะสืบพนั ธุ์ภายนอกรวมท้ังตอ่ มนมด้วย
รงั ไข่ อยู่ในช่องเชงิ กรานทั้งสองข้าง รปู ร่างคลา้ ยเม็ดขนุน ค่อนขา้ งแข็ง แบน ยาว ๒.๕ -๓.๕ เซนติเมตร
หนาประมาณ ๑.๓ เซนตเิ มตร มีเยอ่ื บชุ อ่ งทอ้ งยึดขอบของรังไข่ไวก้ ับปีกมดลูก ในหญงิ โสด แกนตามยาวของรงั ไขจ่ ะ
อยู่ ณแนวดิ่ง และในหญิงเคยมบี ุตรแล้ว มักจะอยู่ ณ แนวนอน รงั ไข่ มหี นา้ ที่สร้างไข่
ดา้ นหลังของอวยั วะสืบพนั ธุภ์ ายในของหญงิ
~ 19 ~
ทอ่ นาไข่หรือทอ่ มดลูก เปน็ ทอ่ ซง่ึ เปน็ ทางนาไข่ท่สี รา้ งจากรังไขไ่ ปสโู่ พรงมดลกู แตล่ ะท่อ
ยาวประมาณ ๑๐ เซนตเิ มตร ปลายหน่งึ เปดิ ส่ชู ่องท้องใกล้ๆ กับรังไข่ รเู ปิดกวา้ งเพยี ง ๒ มลิ ลเิ มตร
พ้นจากรเู ปิด ท่อรับไขผ่ ายกว้างออกและแยกเป็นแฉกๆ เรียกวา่ ฟมิ เบรีย (fimbriae) อีกปลายหน่งึ
เปิดเขา้ สู่มมุ บนของโพรงมดลูก ขนาดของท่อมดลูกไม่เท่ากัน ปลายท่ีอย่ใู กลร้ ังไขจ่ ะกวา้ งยาวท่สี ดุ
และคดเคี้ยวเลก็ น้อย สว่ นทีอ่ ยชู่ ิดกับมดลูกจะมีขนาดเลก็ ลง ส้ันและแคบ
มดลูก เปน็ อวยั วะทมี่ ีผนงั เปน็ กล้ามเนื้อเรียบหนาย่ืนจากช่องคลอดขน้ึ บนไปข้างหน้า จงึ อยู่
เหนอื กระเพาะปัสสาวะสว่ นบน ๒/๓ ของมดลูกเรียกว่า ตวั มดลูก รูปร่างคลา้ ยไข่ แต่คอ่ นข้างแบน
จากหน้าไปหลงั และมปี ลายมนทเี่ รยี กว่าก้นมดลูกขนาดตวั มดลูกยาว ๕ เซนติเมตร กวา้ ง ๕
เซนติเมตร หนา ๒.๕ เซนตเิ มตร สว่ นลา่ ง ๑/๓ เป็นรูปทรงกระบอก และขนาดเล็กกวา่ มดลกู
เรยี กว่า คอมดลูก ยาว ๒๕ มิลลิเมตร เสน้ ผ่าศูนย์กลาง ๒.๕ มิลลเิ มตร ยน่ื ผ่านหนังหน้าของช่อง
คลอดส่วนบน ส่วนของคอมดลูกทย่ี น่ื ลงไปในช่องคลอด เรียกวา่ ปากมดลูก ตรงรอยต่อระหว่างตวั
มดลูกกับคอมดลกู จะคอดลงเล็กนอ้ ย กว้างประมาณ ๑ เซนติเมตร เรียกว่า รอยคอดของมดลกู
โพรงมดลกู เม่ือเปรียบเทียบกับขนาดของมดลูกแล้วจะมขี นาดเล็ก เนื่องจากผนังมดลกู
หนามาก เมือ่ มองจากขา้ งหน้าโพรงมดลกู จะมรี ปู เปน็ สามเหล่ียมแต่แคบมากเพราะผนังหน้าและ
ผนังหลังของมดลูกเข้ามาชิดกัน
ชอ่ งคอมดลกู ตดิ ตอ่ จากมุมลา่ งของโพรงมดลกู ถงึ รูเปิดเขา้ สชู่ อ่ งคลอด รูปร่างคลา้ ยกระสวย
ซึง่ ปลายทัง้ สองแคบมากกว่าสว่ นกลาง
ระหว่างการตงั้ ครรภ์ ตวั มดลกู ขยายโตข้ึนได้อย่างมากมาย หลังจากการคลอดบตุ ร มดลูกก็หด
ตวั เลก็ ลงทนั ที แต่กย็ ังใหญ่กว่าขนาดปกติ หลงั จากน้ันมดลูกก็ค่อยๆ หดตัวลงอย่างชา้ ๆเรียกว่า
มดลูกเขา้ อู่ จนถึงปลายสปั ดาหท์ ี่ ๘ หลงั คลอดจึงจะมขี นาดกลับมาเท่ากบั ปกติ
ตัวมดลกู มีเยอ่ื บุมดลูกเรยี บและหนาเทา่ กนั โดยตลอดแตจ่ ะหนามากขน้ึ ในระยะทา้ ย ก่อนมี
เลือดประจาเดอื นทุกเดือน (๒๘ วนั )ในระยะแรกของรอบประจาเดอื น เยือ่ บมุ ดลูกจะค่อยๆมเี ลือด
เลย้ี งมากข้ึน ต่อมมดลกู ก็โตขึ้น ต่อไปส่วนผวิ ของเย่ือบุของมดลกู ก็ลอกหลุด จึงมเี ลือดประจาเดอื น
ออก เมอื่ เลือดประจาเดือนหมด เย่ือบมุ ดลูกก็กลบั งอกข้นึ มาใหม่จากเยอ่ื บุมดลูกสว่ นลกึ ที่ยัง
เหลืออยู่ วนเวียนกันเชน่ นี้ตลอดไปเปน็ รอบประจาเดือน
ชอ่ งคลอด โดยทวั่ ไปยาว ๙ เซนตเิ มตร ปลายบนต่อกับคอมดลกู ปลายล่างเปดิ ท่ีบรเิ วณ
อวัยวะสืบพนั ธุ์ภายนอกทอดเฉยี งขนึ้ บนไปทางหลงั ผนังหน้าและผนังหลงั เข้ามาอยชู่ ดิ กนั ยกเว้นท่ี
ปลายบนมีคอมดลูกสอดเข้ามา ส่วนบนจงึ เป็นส่วนกวา้ งที่สุด คอมดลูกสอดเข้าชอ่ งคลอดผา่ น
สว่ นบนของผนงั หนา้ ผนังหนา้ จึงยาว ๗.๕ เซนติเมตร และผนังหลงั ยาวประมาณ ๙ เซนตเิ มตร
ปลายล่างเปิดสเู่ วสตบิ ูล (vestibule) ซึ่งเปน็ ช่องระหวา่ งแคมเล็ก (labia minora) ในหญิง
สาวมีเย่ือบางๆ รูปพระจนั ทร์เสยี้ วหรอื รปู แผน่ กลมปดิ บางส่วนของปากช่องคลอด เรยี กว่า เยอื่
พรหมจารี แตใ่ นหญงิ ทค่ี ลอดบตุ รแลว้ มกั จะเหลอื เป็นขอบกะรงุ่ กะรงิ่ อยรู่ อบช่องคลอด
~ 20 ~
อวัยวะสืบพนั ธ์ภุ ายนอกของหญิง
มดลกู ผา่ ใหเ้ หน็ ภายใน
เชิงกรานผา่ ซกี แสดงใหเ้ หน็ อวัยวะสบื พันธ์ภุ ายนอกและภายในของหญงิ
5.ระบบต่อมไร้ท่อ
ระบบต่อมไร้ทอ่ ต่อมไร้ท่อ ( endocrine gland ) เป็นตอ่ มที่ผลิตสารออกมาแล้วไม่มที ่อลาเลยี งออกมา
ภายนอก ต้องอาศยั การลาเลียงไปกบั น้าเลือด ในสตั ว์ที่ไม่มเี ลอื ดกจ็ ะแพรผ่ า่ นไปตามเนื้อเย่ือ สารทสี่ ร้างขึ้น
เรยี กว่า ฮอร์โมน ( hormone ) ซึง่ มผี ลตอ่ เนื้อเย่อื หรืออวัยวะเฉพาะอย่าง เรียกอวยั วะที่ฮอรโ์ มนไปมีผล
เรยี กว่า "อวยั วะเปา้ หมาย" การสงั เกตวา่ ต่อมใดเป็นไร้ท่อจะสงั เกตได้จากลักษณะตอ่ ไปน้ี
ตอ่ มไรท้ อ่ ทาหน้าท่ีควบคุมอวัยวะในร่างกายให่ทางานประสานกนั ซึง่ ระบบนที้ าหน้าที่นอกเหนอื ไปจากการทางาน
ของระบบประสาท โดยอวัยวะที่สาคญั ในระบบต่อมไร้ท่อ มีดังน้ี
1.ต่อมใต้สมอง ทาหน้าทผี่ ลติ ฮอร์โมน ทคี่ วบคมุ การเจรญิ เตบิ โตของร่างกาย ซ่งึ หากมีฮอรโ์ มนมากเกนิ ไปจะ
ทาใหร้ า่ งกายโตผดิ ปกติ แต่หากมฮี อรโ์ มนน้อยกจ็ ะทาให้เตี้ย นอกจากน้ียังชว่ ยเพิ่มปรมิ าณนา้ ตาลในเลอื ด กระตุ้น
การสรา้ งเซลล์สืบพนั ธ์ุและควบคุมการปสั สาวะไม่ให้มากเกินไปอีกดว้ ย
2.ต่อมไทรอยด์ อยตู่ รงคอใต้ลูกกระเดอื ก ทาหน้าท่ผี ลติ ฮอร์โมนมีไอโอดีนเป็นองค์ประกอบสาคญั
ซึ่งช่วยในการเจริญเตบิ โตของกระดกู สมอง และประสาท
~ 21 ~
3.ต่อมพาราไทรอยด์ มีอยู่ 4 ต่อมเล็ก ๆ สองข้างของต่อมไทรอยด์ ทาหน้าทคี่ วบคุมกระบวนการทางเคมี
ของแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัส ท่จี ะนามาใชใ้ นร่างกายและการเจริญเตบิ โตของกระดกู
4.ต่อมหมวกไต มรี ูปรา่ งคล้ายสามเหล่ียมครอบอยู่ตรงสว่ นบนของไตทั้ง 2 ข้าง ทาหนา้ ที่ควบคมุ และ
กระตนุ้ ให้หวั ใจเตน้ เร็วข้ึน ควบคุมแรงดนั ของเลือด การหดตัวของเสน้ เลือด
5.ตับอ่อน เป็นต่อมทม่ี ีท่อและไร้ทอ่ ส่วนทีเ่ ป็นต่อมไร้ท่อทาหนา้ ท่ผี ลิตฮอร์โมนที่ควบคุมระดบั น้าตาลในเส้น
เลอื ด
6.ต่อมเพศ ในเพศชาย คือ อัณฑะ ในเพศหญงิ คือ รงั ไข่ ซ่ึงทาหน้าทส่ี รา้ งเซลลส์ บื พันธแุ์ ละฮอรโ์ มน
การทางานของระบบต่อมไร้ทอ่
ตอ่ มไร้ท่อชนิด ต่าง ๆ จะผลติ ฮอรโ์ มน แล้วฮอร์โมนเกอื บทัง้ หมดจะถูกขนส่งไปส่อู วัยวะทว่ั รา่ งกายโดย
ระบบไหลเวยี นโลหิต แต่จะออกฤทธ์ิหรอื มผี ลต่ออวยั วะหรือเซลล์บางตวั เท่าน้นั
การดแู ลและเสริมสร้างระบบต่อมไร่ท่อ
1.เลอื กรบั ประทานอาหารทมี่ ีประโยชนต์ ่อร่างกาย กนิ อาหารให้ครบ 5 หมู่
2.ออกกาลงั กายอย่างสม่าเสมอและใหเ้ หมาะสมกบั วัย
3.พกั ผ่อนใหเ้ พยี งพอกบั วยั สภาพรา่ งกาย ไมท่ างานหนักจนเกนิ ไป
4.ทาจิตใจใหร้ ่างเรงิ แจ่มใสอยู่เสมอ
5.เมื่อเกิดความผิดปกตติ ่อระบบตอ่ มไร้ท่อควรรบี ไปพบแพทย์ในทนั ที เพอื่ ตรวจสขุ ภาพ และรกั ษาอย่าง
ทนั ทว่ งที
ต่อมไรท้ ่อตามความสาคัญต่อชีวิต
1. Essential endocrine gland เป็นตอ่ มไร้ทอ่ ที่จาเป็นมาก ถา้ ขาดแลว้ ทาให้ตายได้ ไดแ้ กต่ ่อม
ดงั ต่อไปนี้
1.1 ตอ่ มพาราไทรอยด์ ( parathyroid )
1.2 ตอ่ มหมวกไตชน้ั นอก ( adrenal cortex )
1.3 ต่อมไอส์เลตของตับอ่อน ( islets of Langerhans )
2. Non - Essential endocrine gland เปน็ ต่อมทไี่ ม่จาเป็นหรอื จาเปน็ น้อยมากตอ่ ร่างกาย ได้แกต่ ่อม
ดงั ต่อไปนี้
2.1 ต่อมใต้สมอง ( pituitary )
2.2 ตอ่ มไทรรอยด์ ( thyroid )
2.3 ตอ่ มหมวกไตชั้นใน ( adrenal medulla )
2.4 ตอ่ มไพเนยี ล ( pineal )
2.5 ต่อมไทมสั ( thymus )
2.6 ตอ่ มเพศ ( gonads )
จดุ กาเนิดของตอ่ มไร้ท่อ
ตอ่ มไร้ท่อ ( endocrine gland ) เปน็ ตอ่ มท่ีทาหน้าท่ใี นการลาเลยี งฮอรโ์ มน และปลอ่ ยสกู่ ระแส
เลือด เส้นเลอื ดท่นี าเลือดออกจากตอ่ มไร้ท่อ จึงมีความสาคัญมาก เพราะเป็นตวั นาฮอร์โมนจากต่อม ต่อมไร้
ท่อมีการเปลี่ยนแปลงมาจาก เนอื้ เยอ่ื ทงั้ 3 ชั้น คือ เอกโทเดริ ์ม ( ectoderm ) มโี ซเดิร์ม( mesoderm )
และ เอนโดเดริ ม์ ( endoderm )
6.ระบบประสาท
ระบบประสาท (nervous system) คือ ระบบการตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ ของสัตว์ ทาใหส้ ตั วส์ ามารถ
~ 22 ~
ตอบสนองตอ่ สิ่งต่างๆ รอบตัวอยา่ งรวดเร็ว ชว่ ยรวบรวมขอ้ มูลเพ่ือให้สามารถ
ตอบสนองได้ สัตว์ชัน้ ต่าบางชนดิ เช่น ฟองน้า ไมม่ ีระบบประสาท สัตวไ์ มม่ ีกระดกู สันหลงั บางชนดิ เริ่มมี
ระบบประสาท สตั ว์ช้นั สงู ขึน้ มาจะมโี ครงสร้างของระบบประสาทซบั ซ้อนยงิ่ ข้นึ ระบบประสาทของมนุษยแ์ บง่
ออกเป็น 2 สว่ น คอื ระบบประสาทสว่ นกลางและระบบประสาทรอบนอก
ระบบประสาทส่วนกลาง
ระบบประสาทส่วนกลาง(the central nervous system หรอื somatic nervous system ) เป็น
ศูนยก์ ลางควบคุมการทางานของรา่ งกาย ซึง่ ทางานพรอ้ มกันทัง้ ในด้านกลไกและทางเคมภี ายใต้
อานาจจิตใจ ซึง่ ประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง โดยเสน้ ประสาทหลายลา้ นเสน้ จากทวั่ รา่ งกายจะส่ง
ขอ้ มลู ในรปู กระแสประสาทออกจากบริเวณศนู ย์กลาง มอี วยั วะทเี่ กย่ี วข้องดงั นี้
1. สมอง (brain) เป็นส่วนทใี่ หญ่กว่าส่วนอ่นื ๆ ของระบบประสาทสว่ นกลาง ทาหนา้ ทค่ี วบคมุ การทา
กิจกรรมท้ังหมดของรา่ งกาย เป็นอวยั วะชนิดเดียวที่แสดงความสามารถดา้ นสติปัญญา การทากิจกรรมหรือการ
แสดงออกต่างๆ สมองของสตั วม์ ีกระดูกสนั หลงั ที่สาคญั แบง่ ออกเป็น 3 ส่วนดงั น้ี
1.1 เซรีบรัมเฮมสิ เฟียร์(cerebrum hemisphere) คือสมองส่วนหนา้ ทาหนา้ ทค่ี วบคมุ พฤติกรรมที่
ซับซ้อนเกี่ยวกับความรสู้ ึกและอารมณ์ ควบคมุ ความคิด ความจา และความเฉลยี วฉลาด เชื่อมโยงความรู้สกึ ต่างๆ
เชน่ การได้ยนิ การมองเห็น การรับกลนิ่ การรับรส การรับสมั ผสั เป็นต้น
1.2 เมดัลลาออบลองกาตา(medulla oblongata) คือส่วนท่ีอยตู่ ดิ กับไขสันหลัง ควบคมุ การทางาน
ของระบบประสาทอัตโนวัติ เชน่ การหายใจ การเต้นของหัวใจ การไอ การจาม การกะพริบตา ความดนั
เลือด เป็นต้น
1.3 เซรีเบลลัม(cerebellum) คอื สมองสว่ นทา้ ย เป็นส่วนทีค่ วบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและการ
ทรงตัว ช่วยใหเ้ คลื่อนไหวได้อยา่ งแมน่ ยา เช่น การเดนิ การวง่ิ การขี่จกั รยาน เป็นตน้
2.ไขสันหลัง (spinal cord) เป็นเนื้อเย่ือประสาทท่ที อดยาวจากสมองไปภายในโพรงกระดูกสนั
หลงั กระแสประสาทจากส่วนตา่ งๆ ของรา่ งกายจะผ่านไขสันหลงั มที ั้งกระแสประสาทเขา้
~ 23 ~
และกระแสประสาทออกจากสมอง และกระแสประสาทที่ติดต่อกับไขสันหลงั โดยตรง
3. เซลล์ประสาท (neuron) เปน็ หนว่ นทเ่ี ล็กทส่ี ุดของระบบประสาท เซลลป์ ระสาทมีเยื่อหุ้ม
เซลลไ์ ซโทพลาสซึมและนวิ เคลยี สเหมือนเซลลอ์ น่ื ๆ แตม่ รี ปู รา่ งและลกั ษณะแตกตา่ งออกไป เซลลป์ ระสาท
ประกอบด้วยตัวเซลล์และเสน้ ใยประสาททมี่ ี 2 แบบคือ เดนไดรต(์ dendrite) ทาหน้าท่ีนากระแสประสาทเข้าส่ตู ัว
เซลลแ์ ละแอกซอน(axon)ทาหน้าที่นากระแสประสาท
ออกจากตัวเซลลไ์ ปยังเซลลป์ ระสาทอ่นื ๆ เซลลป์ ระสาทจาแนกตามหน้าทีก่ ารทางานได้ 3 ชนดิ คอื
3.1 เซลล์ประสาทรบั ความรูส้ ึก รับความรู้สกึ จากอวัยวะสัมผสั เชน่
จมกู ตา หู ผิวหนัง สง่ กระแสประสาทผา่ นเซลล์ประสาทประสานงาน
3.2 เซลลป์ ระสาทประสาน เปน็ ตัวเชอ่ื มโยงกระแสประสาทระหวา่ งเซลล์รับความรูส้ ึกกับ
สมอง ไขสนั หลัง และ เซลลป์ ระสาทสั่งการ พบในสมองและไขสนั หลังเท่าน้นั
3.3 เซลล์ประสาทส่งั การ รับคาสั่งจากสมองหรอื ไขสันหลงั เพ่ือควบคมุ การทางานของอวยั วะ
ต่างๆ
~ 24 ~
การทางานของระบบประสาทสว่ นกลาง
สง่ิ เรา้ หรอื การกระตุ้นจัดเป็นข้อมูลทเ่ี ส้นประสาทนาไปยังระบบประสาทส่วนกลางเรยี กว่า “กระแส
ประสาท” เปน็ สัญญาณไฟฟ้าท่ีนาไปสู่เซลล์ประสาททางด้านเดนไดรต์ และเดินทางออก
อย่างรวดเรว็ ทางด้านแอกซอน แอกซอนสว่ นใหญม่ ีแผ่นไขมันหุ้มไวเ้ ปน็ ช่วงๆ แผน่ ไขมนั น้ีทาหน้าทีเ่ ปน็ ฉนวน
และทาใหก้ ระแสประสาทเดินทางได้เรว็ ข้ึน ถา้ แผน่ ไขมนั นี้ฉีกขาดอาจทาให้
กระแสประสาทช้าลง ทาใหส้ ูญเสียความสามารถในการใช้กลา้ มเนื้อ เนอ่ื งจากการรับคาสั่งจากระบบ
ประสาทส่วนกลางไดไ้ มด่ ี
ระบบประสาทรอบนอก
~ 25 ~
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system) ทาหน้าท่ีรบั และนาความรูส้ ึกเข้าสูร่ ะบบ
ประสาทส่วนกลาง ไดแ้ ก่ สมองและไขสนั หลัง จากนนั้ นากระแสประสาทสัง่ การจากระบบประสาทสว่ นกลางไปยงั
หนว่ ยปฏบิ ัติงาน ซึ่งประกอบดว้ ยหน่วยรับความรู้สกึ และอวัยวะรบั สมั ผัส รวมทง้ั เซลลป์ ระสาทและเส้นประสาทที่
อยู่นอกระบบประสาทส่วนกลาง
ระบบประสาทรอบนอกจาแนกตามลักษณะการทางานได้ 2 แบบ ดังนี้
1. ระบบประสาทภายใต้อานาจจิตใจ เปน็ ระบบควบคุมการทางานของกลา้ มเนอ้ื ทบี่ งั คับไดร้ วมทง้ั การ
ตอบสนองตอ่ สงิ่ เร้าภายนอก
2. ระบบประสาทนอกอานาจจิตใจ เปน็ ระบบประสาทท่ีทางานโดยอตั โนวัติ มศี ูนยก์ ลางควบคมุ อย่ใู น
สมองและไขสนั หลงั ได้แก่ การเกิดรีเฟลกซ์แอกชัน (reflex action) และเม่ือมีสง่ิ เร้ามากระตนุ้ ที่อวัยวะรบั สมั ผสั
เชน่ ผวิ หนัง กระแสประสาทจะสง่ ไปยังไขสนั หลงั และไขสนั หลงั จะสั่งการตอบสนองไปยงั กลา้ มเนื้อโดยไม่ผ่านไปท่ี
สมอง ดงั รปู เมอ่ื มเี ปลวไฟมาสมั ผัสทีป่ ลายน้ิว กระแสประสาทจะถูกส่งผา่ นไปยังไขสนั หลังโดยไม่ผา่ นไปยงั
สมอง ไขสนั หลงั ทาหนา้ ท่ีส่งั การใหก้ ลา้ มเนื้อทีแ่ ขนเกดิ การหดตวั เพื่อดงึ มือออกจากเปลวไฟทนั ที
ระบบประสาทภายใต้อานาจจติ ใจ ระบบประสาทนนอกอานาจจิตใจ
การเกาเม่ือมอี าการคนั การกะพรบิ ตาเมื่อมีส่งิ รบกวน
การเคลือ่ นไหวของรา่ งกาย เชน่ การเดิน การเตน้ ของหวั ใจ
การวง่ิ การยกมือ การเขยี นหนงั สือ การวาดภาพ การบบี ตัวของกระเพาะอาหาร
เปน็ ตน้ การยกเท้าเม่ือเหยียบตะปู
การกระตุกมือเมื่อสมั ผัสวตั ถุร้อน
~ 26 ~
พฤตกิ รรมของมนษุ ยท์ ่ีตอบสนองต่อส่งิ เรา้
พฤตกิ รรมการตอบสนองต่อสงิ่ เร้าของมนุษยเ์ ป็นปฏิกิรยิ าอาการทแ่ี สดงออกเพื่อการตอบโต้ตอ่ ส่งิ เร้าท้งั ภายในและ
ภายนอกรา่ งกาย เช่น
- ส่ิงเรา้ ภายในรา่ งกาย เชน่ ฮอร์โมน เอนไซม์ ความหวิ ความต้องการทางเพศ เป็นตน้
- สิ่งเรา้ ภายนอกร่างกาย เชน่ แสง เสยี ง อุณหภูมิ อาหาร น้า การสัมผัส สารเคมี เปน็ ต้น
กริ ิยาอาการทีแ่ สดงออกเพอ่ื ตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ ภายนอกอาศยั การทางานท่ปี ระสานกนั ระหวา่ งระบบประสาท
ระบบกล้ามเน้ือ ระบบต่อมไรท้ อ่ และระบบตอ่ มมีทอ่ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
1. การตอบสนองเมอ่ื มแี สงเป็นสงิ่ เร้า
- เมอื่ ไดร้ ับแสงสว่างจ้า มนุษย์จะมีพฤติกรรมการหรตี่ าเพื่อลดปริมาณแสงที่ตาไดร้ บั
2. การตอบสนองเมื่ออุณหภูมิเปน็ สิ่งเรา้
- ในวันที่มอี ากาศร้อนจะมีเหง่ือมาก เหง่ือจะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายเพือ่ ปรับอณุ หภูมิ
ภายในร่างกายไมใ่ หส้ งู เกินไป
- เม่อื มีอากาศเย็นคนเราจะเกดิ อาการหดเกร็งของกลา้ มเน้ือ หรือ เรยี กวา่ ”ขนลุก”
3. เมื่ออาหารหรอื นา้ เขา้ ไปในหลอดลมเกดิ พฤติกรรมการไอหรือจาม เพื่อขับออกจากหลอดลม
4. การเกิดพฤตกิ รรมแบบรีเฟลกซ์ เป็นพฤติกรรมการตอบสนองหรือตอบโต้ทนั ทเี พ่ือความปลอดภัย
จากอันตราย เชน่
- เมือ่ ฝนุ่ เข้าตามีพฤติกรรมกะพรบิ ตา
- เมอ่ื สัมผัสวัตถุร้อนจะชกั มือจากวตั ถรุ ้อนทันที
- เมอ่ื เหยียบหนามจะรีบยกเทา้ ใหพ้ ้นหนามทันที
บันทึกหลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ผลการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
กจิ กรรมการเรียนรู้
นกั ศึกษามีความกระตือรอื รน้ ในการค้นควา้ หาข้อมูลดว้ ยตนเอง สามารถอธบิ ายหลักการทางานของระบบ
ตา่ ง ๆ ในรา่ งกายได้
สภาพปญั หาที่พบ
นกั ศึกษาเขียนหรืออ่านช่อื อวัยวะบางชนดิ ไม่ถูกต้องเนื่องจากเป็นคาทบั ศัพท์ภาษาต่างประเทศ
วธิ กี ารแก้ปัญหา
จัดหาส่อื คลิปวดิ ีโอประกอบการเรยี นรใู้ หน้ กั ศึกษาดูหรือฟัง-
ขอ้ เสนอแนะ
~ 27 ~
-
ลงช่อื …………………………………….ผบู้ นั ทึกหลังการสอน
(นางสาวนลิ ฎา วชริ เมธ)ี
ตาแหนง่ ครูผชู้ ว่ ย
ความเห็นของผบู้ ริหาร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ….................................................
ผู้อานวยการ กศน.อาเภอสูงเมน่ รักษาการในตาแหน่ง
ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอเดน่ ชัย
~ 28 ~
แผนการเรยี นรู้ รายวิชา สุขศึกษา พลศึกษา ทช 31003
หนว่ ยการเรยี นรู้ ปัญหาเพศศึกษา เร่ือง คนยุคใหมใ่ ส่ใจเร
รายวชิ า/หวั เร่ือง ตัวชี้วดั เนอื้ หา การจัดกระ
1.ทักษะการจดั การปัญหา 1. อธบิ ายขน้ั ตอนการ 1. การส่อื สาร / การต่อรอง ขน้ั ที่ 1 กาหน
ทางเพศและการ สอื่ สารเพื่อขอความ และการขอความช่วยเหลือ ความต้องการ
พัฒนาการทางเพศ ช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหา เกี่ยวกบั ปญั หาทางเพศ 1.1 ครูทักท
2.ปัญหาทางเพศในเด็ก ทางเพศ
และวยั รุ่น 2. การจดั การกับอารมณแ์ ละ เปิดประ
3. การจัดการกบั อารมณ์ 2. อธิบายวิธกี ารจดั การกับ ความต้องการทางเพศ ของวัยร
และความต้องการเพศ อารมณ์และความ ขั้นท่ี 2 แสว
4.คาเชื่อทผ่ี ดิ ๆ ทางเพศ ต้องการทางเพศได้อย่าง 3.ความเช่ือผิดๆ เร่อื งเพศที่ จัดการเรียนร
5.กฎหมายท่เี กยี่ วข้องกบั เหมาะสม ส่งผลต่อสขุ ภาพทางเพศ 2.1 ครูทบท
การละเมดิ ทางเพศ 4.อทิ ธิพลของส่ิงต่างๆ ที่ส่งผล พูดคุยก
3.วเิ คราะห์ความเช่ือผดิ ๆ ให้เกิดปัญหาทางเพศ เก่ยี วกบั
เรื่องเพศทสี่ ง่ ผลต่อสขุ ภาพ 5 กฎหมายท่เี กย่ี วขอ้ งกับการ เพศของ
ทางเพศ ล่วงละเมิดทางเพศและ โดยยกป
4.วิเคราะหก์ ารนาเสนอส่ือท่ี กฎหมายคุม้ ครองเดก็ และสตรี แตง่ กาย
ส่งผลให้เกิดปัญหาทางเพศ สายเดย่ี
เส้ือคับ
2.2 แบ่งกล่มุ
กลุ่มย่อ
ศึกษาเร
ขน้ั ท่ี 3 การป
นาไปใช้
3.1 ให้ตัวแท
3 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
รื่องเพศ ครั้งท่ี 2 พบกลุ่ม
ะบวนการเรียนรู้ สอ่ื /แหลง่ เรยี นรู้ การวัดและประเมนิ ผล
สอ่ื
นดสภาพปัญหา - หนังสอื 1. ใบงาน / ใบความรู้
รในการเรยี นรู้ - แผน่ พับ / แผน่ ปลวิ 2. แบบทดสอบ
ทายนักศึกษา และ - ใบงาน ใบความรู้ 3. สงั เกตการมสี ว่ นร่วม
ะเดน็ การทาแท้ง - อินเทอร์เนต็
รุ่น
วงหาข้อมลู และ แหลง่ เรยี นรู้
รู้ - หอ้ งสมดุ
ทวนความรู้ โดยครู - โรงพยาบาล /
กับนกั ศกึ ษา โรงพยาบาลสง่ เสรมิ
บพฤตกิ รรมทาง สุขภาพชุมชน
งวัยรนุ่ ในปจั จุบนั
ปัญหาวัยรนุ่ หญิง
ยไม่เหมาะสม เช่น
ยว กางเกงเอวตา่
ฯลฯ
มผู้เรียนออกเป็น
อย จานวน 5 กลุม่
ร่ืองท่ีครกู าหนดให้
ปฏบิ ัติและการ
ทนกลุ่มออกมา
รายวิชา/หวั เร่ือง ตัวช้วี ดั ~ 29 ~
เนือ้ หา การจัดกระ
นาเสนอ
ใหก้ ลมุ่ อ
3.2 ครูและผ
เน้ือหาส
เร่อื งแล
ของเรื่อ
ขัน้ ที่ 4 การป
4.1 แบบทด
สังเกตก
ะบวนการเรียนรู้ สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้ การวัดและประเมินผล
อผลงานทีค่ ้นคว้า
อ่นื ฟัง
ผู้เรียนชว่ ยกันสรุป
สาระสาคญั ของ
ละจดสาระสาคัญ
อง
ประเมินผล
ดสอบ ใบงาน
การณ์มสี ่วนร่วม
~ 30 ~
ใบความรู้ เร่ือง คนยุคใหมใ่ ส่ใจเรือ่ งเพศ
พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคาวา่ “เพศ” หมายถงึ “รปู ท่แี สดงใหร้ ้วู ่า
หญงิ หรือชาย ทว่ั ไป คาวา่ “เรอ่ื งเพศ” หรอื ในภาษาอังกฤษเรียกว่า เซก็ ส์ (sex) หมายถึง ลกั ษณะทางกายภาพ
ทีบ่ อกวา่ เปน็ เพศชาย หรอื หญงิ บางครง้ั หมายถงึ แรงขบั หรือสญั ชาตญาณตามธรรมชาติของมนษุ ย์ท่ีแสดงออกเปน็
พฤติกรรม บางครั้งหมายถึงพฤติกรรมทางเพศ หรือการมีเพศสัมพันธ์
เพศศึกษา หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ทจี่ ะทาให้ผเู้ รียนมีความรู้ความเข้าใจ และมพี ฤติกรรมทางเพศ
อย่างถูกต้อง
การจดั การเรียนรูเ้ พศศึกษารอบด้าน หมายถึง การจัดการเรยี นรูท้ ี่มลี ักษณะดงั น้ี
1.สอนใหเ้ หน็ ว่า เรือ่ งเพศเปน็ เรือ่ งธรรมชาติ ความต้องการทางเพศเป็นเรอ่ื งปกติ และเป็นส่วนหนง่ึ ของ
ชวี ิตทม่ี สี ขุ ภาวะ
2.สอนให้เห็นว่า การไม่มเี พศสัมพันธ์ คอื วธิ ที ี่ได้ผลท่สี ุดต่อการป้องกันการตัง้ ครรภไ์ ม่พงึ ประสงค์
โรคตดิ ต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทง้ั เอดส์
3.สอนใหต้ ระหนกั ถงึ การใหค้ ุณค่า และตระหนักถงึ ส่งิ ท่ีตนเองใหค้ ุณคา่ ควบคู่ไปกบั ความเขา้ ใจวา่
ครอบครัว และชมุ ชนที่เราอยู่ใหค้ ุณค่าต่อสง่ิ นนั้ อย่างไร
4.ให้สาระทห่ี ลากหลายเกี่ยวกับเร่ืองเพศ ไมว่ า่ จะเปน็ พฒั นาการ ธรรมชาตใิ นเรอ่ื งเพศของมนุษย์
สัมพนั ธภาพ ทกั ษะสว่ นบคุ คล การแสดงออกในเรอื่ งเพศ สขุ ภาพทางเพศ มิติดา้ นสังคมวฒั นธรรมของเร่ืองเพศ
5.ใหข้ อ้ เท็จจริงตรงไปตรงมาไมป่ ดิ บังในเรื่องการทาแทง้ การสาเร็จความใครด่ ้วยตนเอง ความพึงพอใจ
และรสนิยมทางเพศแบบตา่ งๆ
6.ใหข้ อ้ มลู ทางบวกเกย่ี วกบั เรื่องเพศ การแสดงออกทางเพศ ควบคู่ไปกบั ผลดีของการรกั ษาพรหมจรรย์
7.สอนให้รวู้ ่า การใชถ้ งุ ยาง และสารหลอ่ ล่นื อย่างถกู ต้อง จะทาใหส้ ามารถลดความเสยี่ งตอ่ การตั้งครรภ์
ไมพ่ ึงประสงค์ และการเกดิ โรคติดทางเพศสัมพนั ธ์ แมว้ ่าจะไมป่ ระกันความเสีย่ งได้ 100%
8.สอนให้รวู้ า่ การใชว้ ิธีการคุมกาเนิดสมยั ใหมส่ ามารถปอ้ งกันการต้งั ครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้อยา่ งไร
9.ให้ขอ้ มูลท่ถี ูกต้องชดั เจนเก่ียวกับโรคติดตอ่ ทางเพศสมั พันธ์ และเอดส์ รวมทง้ั การหลีกเล่ียงความเสี่ยง
ไดอ้ ยา่ งไรบ้าง
10.สอนใหต้ ระหนกั วา่ คาสอน และคณุ ค่าทางศาสนาทบี่ ุคคลยดึ ถือมสี ่วนกาหนดการดาเนินชวี ิต และ
การแสดงออกทางเพศของบคุ คลอย่างไร และให้โอกาสผูเ้ รียนได้สารวจความคดิ ความเชื่อของตน และครอบครวั
ตอ่ เร่ืองนี้
11.สอนให้เห็นว่า เมื่อเด็ก/วัยร่นุ หญงิ ตัง้ ครรภไ์ ม่ต้งั ใจ และไม่พร้อมมที างเลอื กไม่วา่ จะเป็นการอ้มุ ครรภ์
จนครบกาหนดคลอด และเลย้ี งดทู ารก หรอื เม่ือคลอดแลว้ หาทางใหท้ ารกแกผ่ ูอ้ ปุ ถัมภอ์ ่ืน หรือยตุ กิ ารตง้ั ครรภด์ ้วย
การทาแทง้ หากไม่พรอ้ มจริงๆ
การวางตวั ตอ่ เพศตรงขา้ ม
การวางตวั ตอ่ เพศตรงข้าม หมายถึง การทีช่ ายหรือหญงิ ประพฤติปฏบิ ัติต่อกนั เพอื่ สร้างสัมพนั ธภาพทด่ี ี
ระหวา่ งกนั ในแบบเพ่ือน แบบพ่ีน้อง หรือแบบครู่ กั ภายใตส้ ภาพแวดล้อมตลอดจนขนบธรรมเนยี มประเพณีและ
วัฒนธรรมใน สังคมนน้ั ๆ
การวางตวั ตอ่ เพศตรงขา้ มแบบเพ่ือน
การวางตัวตอ่ เพศตรงขา้ มแบบเพ่ือน บคุ คลควรปฏิบัติต่อเพศตรงข้ามในดา้ นการพดู การแสดงกิริยา
ทา่ ทาง และความประพฤติอื่น ๆ ที่ใหเ้ กียรติซ่งึ กันและกนั เช่น ฝา่ ยชายไมล่ ว่ งเกินฝ่ายหญิงหรอื ที่เรียกว่า แตะ๊ อง๋ั
~ 31 ~
เพราะธรรมชาติของผชู้ ายแล้วมักถูกเน้ือต้องตวั ผหู้ ญิง ซึง่ บางครงั้ ผหู้ ญงิ จะคดิ ไมถ่ ึง การพูดคาสุภาพต่อกัน ควร
ช่วยเหลอื กนั ในสงิ่ ท่ีพอจะชว่ ยกันได้ รูจ้ ักแสดงความขอบคุณเมอื่ ไดร้ บั ความชว่ ยเหลอื จากเพศตรงข้าม ไม่ทาให้
เพือ่ นอับอาย เพราะเราไม่เอาเปรียบซง่ึ กนั และกันเป็นทป่ี รึกษาซึ่งกันและกนั มีความจรงิ ใจตอ่ กัน ไม่นินทากันลบั
หลัง มีความหว่ งใยและเอ้ืออาทรตอ่ กนั เป็นต้น ถา้ ปฏบิ ตั ิต่อกนั ไดเ้ ช่นนี้จะทาใหม้ ีสัมพนั ธภาพที่ดรี ะหว่างเดียวกนั
และ เพศตรงขา้ ม
การวางตัวต่อเพศตรงขา้ มแบบพ่ีน้อง
มีทง้ั ฝา่ ยชายเป็นพี่ฝ่ายหญิงเป็นนอ้ งและฝ่ายชายเปน็ น้องฝ่ายหญงิ เป็นพซ่ี ง่ึ การปฏิบตั ิ โดย ทัว่ ไปกเ็ หมือน ๆ กับ
การวางตวั แบบเพ่ือน แต่คนเป็นพต่ี ้องเสยี สละมากกว่า มคี วามเอน็ ดูต่อน้อง ปกป้องน้อง ช่วยเหลอื น้อง ให้
คาแนะนาสง่ั สอนน้องตามสมควร ทาตวั เป็นแบบอย่างทดี่ ีแกน่ ้อง วางตัวใหเ้ ป็นท่เี คารพนับถอื ของน้อง สาหรับคน
ทเ่ี ปน็ น้องก็ตอ้ งใหค้ วามเคารพนบั ถือพี่ เช่อื ฟงั ชว่ ยเหลือพี่เมือ่ มโี อกาสนอกจากนีแ้ ลว้ ยังมีการคบกนั แบบคูร่ ักที่
แฝงมาในคราบของพน่ี ้อง ซึ่งฝา่ ยหนึ่งอาจไม่รวู้ า่ อกี ฝ่ายหน่งึ ไม่ไดค้ ิดแบบพนี่ ้อง หรอื อาจจะรู้กันท้ังสองฝ่าย แต่
บอกวา่ เปน็ พ่นี อ้ งเพ่ือปดิ บังผูใ้ หญ่ แต่การคบกนั แบบพน่ี ้องหรือแบบคูร่ ักนั้นผใู้ หญ่จะมองออกเพราะพฤติกรรมท่ี
แสดงออกต่อกนั นน้ั จะมีความแตกต่างกันอย่างชดั เจน
การวางตวั ต่อเพศตรงขา้ มแบบครู่ ัก
การคบกนั แบบครู่ ักอาจจะเริ่มต้นมาจากการคบกันแบบเพ่ือนหรือการคบกนั แบบพน่ี ้อง มาก่อน แลว้ ก็
แปรเปลี่ยนมาเปน็ แบบค่รู ัก หรืออาจจะคบกนั แบบคู่รักเลยก็ได้ อาจจะชอบพร้อม ๆ กัน หรอื ฝา่ ยหนง่ึ ฝา่ ยใดเปน็
ฝา่ ยชอบก่อน แต่สว่ นมากฝา่ ยชายมักจะแสดงออกกอ่ น เพราะมีความกลา้ มากกว่าฝ่ายหญิง แต่ในสังคมปจั จบุ นั
เรมิ่ แปรเปลยี่ นไปมากแล้ว เพราะฝา่ ยหญิงมคี วามกลา้ ขน้ึ ความเขนิ อายน้อยลง ซง่ึ ถอื เป็นส่ิงที่ไม่ถูกต้อง เพราะ
เปน็ การทาลายจารีตประเพณีอันดงี ามของสังคมไทย
การวางตวั โดยทั่วไปกจ็ ะเหมือนกับการวางตวั แบบเพอื่ น แตก่ ็จะมคี วามพเิ ศษ ความละเอียดลกึ ซึง้ เพิม่ ขน้ึ
ไป เชน่ ช่วยเหลอื ตอ่ กันมากขึ้น เสียสละต่อกนั มากข้ึน ห่วงใยเอื้ออาทรกันมากขึ้น คานึงถงึ ความรูส้ กึ ของอีกฝ่าย
หนงึ่ มากขึ้น เปน็ ตน้
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
1. ขนาดและความสูง : ในวัยเดก็ ทัง้ เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายจะมีความกวา้ งของไหล่และสะโพกใกล้
เคียงกนั แต่ เมอื่ เขา้ ส่วู ยั รุน่ ผูช้ ายจะมอี ตั ราเรว็ ในการเจริญเติบโตของไหลม่ ากทสี่ ดุ ทาใหว้ ยั รนุ่ ผูช้ ายจะมไี หล่
กวา้ งกวา่ ในขณะที่วัยรุ่นผู้หญงิ มีอัตราการเจรญิ เติบโตของสะโพกมาก กวา่ ผู้ชาย นอก จากนีก้ ารท่ีวยั นม้ี ีการ
เจรญิ เติบโตสูงใหญ่ได้รวดเร็ว โดยเฉพาะท่ี คอ แขน ขา มากกว่าทีล่ าตวั จะทาให้วัยรนุ่ รสู้ กึ วา่ ตวั เองมรี ูปร่าง
เก้งกา้ งน่าราคาญ และการเจริญเติบโตหรอื การขยายขนาดของร่างกายในแต่ละสว่ น อาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกนั
หรอื ไมเ่ ป็นไปตามขนั้ ตอน เชน่ รา่ งกายซีกซา้ ยและซีกขวาเจริญเติบโตมขี นาดไม่เท่ากันในระยะแรกๆ ซง่ึ เปน็ เหตุ
ทาใหเ้ ด็กตกอยูใ่ นความวติ กกังวลสูงได้ จงึ ควรใหค้ วามมน่ั ใจกบั วัยนี้
2. ไขมันและกลา้ มเนื้อ : เดก็ ผ้ชู ายและเดก็ ผ้หู ญงิ มีความหนาของไขมนั ทีส่ ะสมอยูใ่ ตผ้ ิวหนังใกล้เคียงกนั
จนกระทัง่ อายุประมาณ 8 ปี จะเร่ิมมีการเจริญเตบิ โตอย่างรวดเรว็ วยั รุน่ ชายจะมีกาลงั ของกลา้ มเนือ้ มากกว่า
วยั รนุ่ ผู้หญงิ พละกาลังของกลา้ มเนื้อจะแข็งแรงขน้ึ หลัง จากนัน้ วัยร่นุ ชายจะมีไขมนั ใต้ผวิ หนังบางลง พรอ้ มๆกับ
มกี ล้ามเน้ือเพ่ิมมากข้ึนและแขง็ แรงข้นึ ซึ่งจะทาให้วยั รุ่นชายดูผอมลงโดยเฉพาะทข่ี า น่อง และแขน สาหรบั
วัยรุน่ หญงิ ถงึ แมว้ ่าจะมีการเพ่ิมขึ้นของกล้ามเนอ้ื แตข่ ณะเดียวกันจะมีการสะสมของไขมันใตผ้ ิวหนังเพิ่มขน้ึ อีกโดย
ท่นี า้ หนักจะ เพ่ิมได้ถึงร้อยละ 25 ของน้าหนัก โดยเฉพาะไขมนั ที่สะสมที่เตา้ นมและสะโพก ประมาณร้อยละ 50
ของ วัยรนุ่ หญิงจะรสู้ ึกไมพ่ อใจในรูปลกั ษณ์ของตน และมักคดิ วา่ ตวั เอง "อว้ น" เกนิ ไป มีวัยรุ่นหลายคนทพ่ี ยายาม
ลดนา้ หนกั จนถงึ ข้ันท่มี รี ูปร่างผอมแห้ง
~ 32 ~
3. โครงสรา้ งใบหนา้ ชว่ งนีก้ ระดูกของจมกู จะโตขึ้น ทาให้ดง้ั จมูกเป็นสนั ข้นึ กระดูกขากรรไกลบนและ
ขากรรไกรลา่ งเติบโตเรว็ มากในระยะนี้ เช่นเดยี วกบั กลอ่ งเสยี ง ลาคอ และกระดกู อยั ลอยด์ และพบวา่ ในวัยรุน่ ชาย
จะเจริญเติบโตเรว็ กวา่ วัยร่นุ หญงิ ชดั เจน เปน็ เหตุให้วยั ร่นุ ชายเสียงแตก
4. การเปลยี่ นแปลงของระดับฮอร์โมน ท้ังฮอรโ์ มนการเติบโต (growth hormone) และ ฮอรโ์ มนจาก
ต่อมธัยรอยด์มอี ิทธพิ ลต่อการเจริญเติบโต รวมทั้งฮอรโ์ มนทางเพศ นอกจากระดบั ฮอรโ์ มนจะมีผลโดยตรงต่อการ
เจรญิ เติบโตทางรา่ งกาย และอวัยวะเพศในวัยรนุ่ แลว้ ตัวของมันเองยังสง่ ผลถงึ ความร้สู ึกทางอารมณ์และจติ ใจ
ปฏกิ ิรยิ าการเรยี นรู้ ฯลฯ ในวัยรุน่ อีกด้วย วัยร่นุ ทจ่ี ะผ่านช่วงวกิ ฤตนี้ได้ นอกจากจะตอ้ งปรบั ตัวให้เข้ากับสภาพ
รา่ งกายท่ีเปล่ยี นไปแลว้ ยังต้องเขา้ ใจและควบคุมอารมณค์ วามร้สู ึกที่พลุ่งพลา่ นขนึ้ จากการเปล่ยี นแปลงของระดบั
ฮอรโ์ มนต่างๆ อีกดว้ ยโดยเฉพาะต่อมไขมนั ใต้ผิวหนงั และต่อมเหงื่อจะทาหน้าทีเ่ พิม่ มากขึ้น เปน็ สาเหตทุ าใหเ้ กดิ
ปัญหาเร่ือง "สิว" และ "กล่ินตัว" แตเ่ นื่องจากวัยน้จี ะใหค้ วามสนใจเก่ียวกบั ร่างกายที่มกี ารเปล่ียนแปลงอย่าง
รวดเร็ว และมีความระแวดระวังตวั เองมาก จึงทาใหว้ ยั รุน่ พยายามทีจ่ ะรกั ษา "สวิ " อยา่ งเอาเป็นเอาตาย ทั้งๆที่
"สวิ " จะเปน็ ปัญหาในชว่ งวยั นี้แค่ระยะสั้นๆ เทา่ น้ัน
5. การเปลย่ี นแปลงของอวยั วะเพศ วยั รุ่นหญงิ มีการเจรญิ เติบโตอย่างรวดเรว็ ในชว่ งระยะ 1 ปี กอ่ นที่
จะมีประจาเดอื น โดยเฉพาะการเจรญิ เติบโตของเต้านม ซ่ึงเรมิ่ มีการขยายในขนาดเม่ืออายปุ ระมาณ 8-13ปี และ
จะใชเ้ วลา 2-2 ปคี ร่ึง จงึ จะเจริญเติบโตเต็มที่ ในชว่ งอายุ 11-13 ปี วัยรนุ่ หญิงส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) จะ มรี ูปรา่ ง
เปน็ สาวเตม็ ตัว ดังนัน้ ในช้นั ประถมตอนปลายหรือมัธยมตน้ จะเห็นว่าวยั ร่นุ สาวจะมีรูปรา่ งสงู ใหญเ่ ปน็ สาวน้อย
แรกรุ่น ในขณะท่ีพวกผชู้ ายยังดูเป็นเดก็ ชายตัวเลก็ ๆ ทั้งๆ ทเ่ี ดก็ ผหู้ ญิงเคยตวั เล็กกว่าเด็กผชู้ ายมาตลอด ทาให้เดก็
สบั สนและเปน็ กงั วลกับสภาพรา่ งกายได้
การมีรอบเดอื นคร้ังแรก จะมีเม่อื อายปุ ระมาณ 12-13 ปี การท่ีมปี ระจาเดอื นแสดงให้เห็นวา่ มดลกู และ
ช่องคลอดไดเ้ จริญเติบโตเตม็ ที่ แต่ในระยะ 1-2 ปี แรกของการมีประจาเดือน มกั จะเป็นการมปี ระจาเดอื นโดยไม่มี
ไข่ตก รอบเดือนในชว่ งปีแรกจะมาไมส่ ม่าเสมอ หรอื ขาดหายไปได้ และเม่ือมปี ระจาเดือนแล้ว พบว่าเดก็ ผหู้ ญิงยัง
สูงต่อไปอกี เล็กนอ้ ยไปได้อีกระยะหนึง่ และจะเติบโตเต็มที่เมอื่ ประมาณอายุ 15-17 ปี การมรี อบเดือนครงั้ แรกอาจ
ทาให้รสู้ ึกพอใจและภูมใิ จท่เี ป็นผู้หญิงเตม็ ตัว หรืออาจจะร้สู กึ ในทางลบ คือ หวนั่ ไหว หวาดหว่ันหรือตกใจได้
เชน่ กนั โดยทว่ั ไปการมีรอบเดือนครั้งแรกจะเพ่ิมความใกล้ชิดระหว่างวยั รนุ่ หญิงกับ มารดาถ้าเคยไวว้ างใจกนั มา
กอ่ น แต่วยั รนุ่ หญิงบางคนจะปกปดิ ไมก่ ล้าบอกใคร เพราะเข้าใจไปวา่ อวัยวะเพศฉีกขาด หรอื เปน็ แผลจากการ
สารวจตัวของวัยรุ่นเอง ใน ชว่ งนว้ี ัยรุ่นจะกงั วลหมกมุ่นกับรปู ร่างหน้าตา และมักใชเ้ วลาอยหู่ น้ากระจกนานๆ เพื่อ
สารวจรปู ร่าง สว่ นเว้าสว่ นโค้งหรือใช้กระจกส่งดูบริเวณอวยั วะเพศดว้ ยความอยากรู้ อยากเหน็ ซึ่งก็ไม่ใช่
พฤติกรรมท่ีผิดปกติแต่อยา่ งใด
สาหรับวัยรุน่ ชาย ซงึ่ จะเรม่ิ มกี ารเจริญเตบิ โตของลูกอัณฑะ เม่ือเขา้ สูช่ ่วงอายุ 10-13 ปี คร่งึ และจะใช้
เวลานาน 2 - 4 ปี กวา่ ที่จะเติบโตและทางานได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะทรี่ ูปรา่ งภายนอกจะมกี ารเจรญิ เติบโต
เปล่ยี นแปลงช้ากวา่ วัยรุน่ หญิง ประมาณ 2 ปี คอื ประมาณอายุ 12-14 ปี ในขณะทีเ่ พ่ือนผู้หญิงท่ีเคยตวั เลก็ กวา่
กลับเจริญเติบโตแซงหนา้ ทาให้วยั รุ่นชายมคี วามวิตกกังวลเก่ียวกับรูปร่าง ความสูง ได้มาก เมือ่ เตบิ โตเข้าส่วู ัยรุ่น
ตอนกลางช่วงวยั 14-16 ปี ลูกอณั ฑะเจรญิ เติบโตและทางานไดเ้ ตม็ ท่จี ึงสามารถพบภาวะฝนั เปยี กได้ บางคนเข้าใจ
ผดิ คดิ วา่ ฝนั เปยี กเกดิ จากการสารวจความใครด่ ้วยตวั เอง หรือเปน็ ความผิดอย่างแรง หรือทาใหส้ ภาพจิตผิดปกติ
หรือบางรายวติ กกงั วลไปกับจนิ ตนาการหรือความฝนั เพราะบางคร้งั จะเป็นความคิด ความฝนั เกี่ยวข้องกับคนใน
เพศเดยี วกัน ซ่ึงก็ไมถ่ ือว่าเป็นเร่อื งท่ผี ิดปกติอย่างใด
การเปล่ียนแปลงทางอารมณ์ สงั คม
~ 33 ~
ผลจากการเปล่ยี นแปลงทางร่างกายจะทาให้เกดิ ผลกระทบต่ออารมณแ์ ละจติ ใจไดอ้ ย่าง ตรงไปตรงมา ท้งั
ความวติ กกงั วล หงุดหงิด หมกม่นุ ไม่พอใจในรปู รา่ งท่เี ปล่ียนไป
1. ความวิตกกังวลเกี่ยวกบั การเปลี่ยนแปลงของรา่ งกาย เดก็ ผชู้ ายทเี่ ข้าสวู่ ยั รนุ่ ช้า จะมีความวิตก
กงั วลสงู เก่ียวกับความแข็งแรงของรา่ งกาย ซึง่ อาจจะไม่ม่นั ใจในความเปน็ ชาย ร้สู ึกวา่ ตัวเองไมส่ มบูรณ์มกั ลูก
ลอ้ เลยี น กล่ันแกลง้ จากเพ่ือนๆ ท่รี ปู รา่ งใหญโ่ ตกวา่ มีความภาคภูมใิ จในตนเองในระดับต่าและร้สู ึกวา่ ตัวเองมีปม
ด้อยฝงั ใจไปได้อีก นาน วัยรุ่นหญงิ ท่โี ตเร็วกว่าเพ่ือในวัยเดยี วกัน (early mature) มกั จะรสู้ ึกอึดอัดและรสู้ กึ เคอะ
เขนิ ประหม่าอายต่อสายตาและคาพูดของเพศตรงข้าม ในขณะทส่ี ภาพอารมณ์ จิตใจยงั เปน็ เด็ก
2. ความวิตกกังวลกับอารมณ์เพศที่สงู ข้ึน การ เปลยี่ นแปลงของระดบั ฮอรโ์ มนทางเพศ ซึ่งจะ
ส่งผลทาให้วัยรนุ่ เกดิ อารมณ์เพศข้นึ มาไดบ้ อ่ ย วยั รุน่ หลายคนทีม่ ีกิจกรรมส่วนตัวท่ีเบีย่ งเบนความสนใจ ทาให้
สามารถควบคุมอารมณ์ไดอ้ ย่างดี โดยเฉพาะในวยั ร่นุ ทช่ี อบเล่นกฬี ากลางแจง้ เป็นประจาวยั นีจ้ ะมีความสนใจ
อยากรู้อยากเห็นอยแู่ ล้วเปน็ ทุน และเม่ือมาผสมกับการที่มรี ะดบั ฮอร์โมนทางเพศเพิ่มสูงขึ้น จะทาใหเ้ ด็กเรยี นรู้ท่ี
จะหัดสาเรจ็ ความใครด่ ว้ ยตนเอง อยากรู้อยากเห็นกิจกรรมทางเพศผใู้ หญ่ควรเข้าใจถงึ ความรูส้ ึกนกึ คดิ รว่ มกบั
ความอยากรอู้ ยากเหน็ ของวยั ร่นุ ควรให้ความรู้ในเรื่องเพศท่ีถูกต้อง และถือวา่ ความรูส้ ึกในวยั น้ีเป็นเร่ืองธรรมดา
เป็นธรรมชาตอิ ยา่ งหน่งึ การที่วยั รุ่นจะสาเรจ็ ความใครด่ ว้ ยตนเองน้นั ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย และไม่ถือวา่ เป็น
เร่ืองที่ผิดศลี ธรรม ถ้ากระทาอยา่ งระมดั ระวงั เปน็ สว่ นตัว และไมท่ าให้ผู้อ่ืนเดือดรอ้ น เป็นตน้
3. ความวิตกกังวลกลัวการเป็นผูใ้ หญ่ วยั น้ีจะมคี วามคดิ วิตกกังวล กลวั จะไม่เป็นทย่ี อมรับจาก
คนรอบข้าง มกั จะ กลวั ความรบั ผิดชอบ ซง่ึ จะรู้สึกวา่ เปน็ ภาระท่ีหนักหนา ยงุ่ ยาก บางครัง้ อยากจะเปน็ เด็ก อยาก
แสดงอารมณส์ นกุ สนาน รา่ เริง เบกิ บาน
4. ความวิตกกังวลในความงดงามทางรา่ งกาย ไม่ ว่าวยั รนุ่ หญงิ หรือชายกจ็ ะมคี วามรูส้ กึ
ต้องการให้คนรอบขา้ ง ช่ืนชมเกีย่ วกบั รปู ลกั ษณภ์ ายนอกของตน สมเพศ สมวยั น่นั เปน็ เพราะวา่ เด็กจะสานึกวา่
ความสวยงามทางกายเป็นแรงจงู ใจ ทาให้คนยอมรบั ทาให้เพ่อื นยอมรบั เขา้ ไปในกลุม่ ได้งา่ ย เป็นวิถที างหนึ่งที่จะ
เข้าสสู่ ังคมและเป็นทดี่ ึงดูดใจของเพศตรงขา้ ม ช่วงนีจ้ ะเหน็ ว่าวยั รนุ่ จะสนอกสนใจ พถิ ีพิถันในการเลือกเสื้อผา้ การ
หวผี ม เอาใจใส่ตอ่ การออกกาลงั กาย สนใจคณุ คา่ ทางอาหาร เคร่ืองประดบั สุขภาพอนามัย การวางตัวให้สม
บทบาททางเพศ การวางตวั ในสังคม และความสนใจในแต่ละเร่อื งอาจอยู่ได้ไม่นาน
การเปล่ียนแปลงทางจิตใจ
1.ความรักและความหว่ งใย ความ รู้สึกอยากท่ีจะถกู รัก และยงั อยากไดร้ บั ความเอาใจใส่ ห่วงใยจาก
บคุ คลทีม่ ีความสาคญั ต่อเด็ก แต่มกั จะมีข้อแมว้ ่าจะตอ้ งไมใ่ ช่การแสดงออกของพ่อแม่ท่ที ากับเขาราวกับเดก็ เล็กๆ
ไมต่ ้องการความเจ้าก้ีเจา้ การ ไมต่ ้องการให้แสดงความห่วงใยอยู่ตลอดเวลา
2. เป็นอิสระอยากทาอะไรได้ด้วยตัวของตัวเอง อยาก ทาในส่ิงที่ตัวเองคดิ แลว้ วา่ ดี อยากมีส่วนในการ
ตดั สนิ ใจ อยากท่ีจะทาตวั ห่างจากพ่อแม่ หา่ งจากคาสั่งการเจริญเติบโตในการทางานของสมอง ทาใหเ้ ด็กวยั น้ีเร่มิ มี
ความคดิ อา่ นเปน็ ของตนเอง เรม่ิ มีความคิดแบบนามธรรม (abstract thinking) การแยกจากพ่อแม่ในเกือบทุก
รปู แบบ บางคร้ังอาจทาใหว้ ัยรุ่นเกดิ ความร้สู กึ สบั สน สองจิตสองใจ และอาจมีความร้สู กึ "สูญ เสีย" ในความรัก
ความเอาใจใส่จากพอ่ แม่ แต่ถ้าพวกเขายอมรบั การดูแลหรือยอมทาตามคาสงั่ ของพ่อแม่ ก็จะไปขดั กับความ
ตอ้ งการที่จะเปน็ เดก็ โต เป็นอิสระของตนเองทต่ี ้องการพึ่งพาตนเอง การใหก้ ารเลย้ี งดจู ึงต้องอาศยั ความเข้าใจ
และเคารพในสทิ ธิส่วนบคุ คลดว้ ย
3. ต้องการเป็นตวั ของตัวเอง ความ ตอ้ งการท่ี ยอมรบั ในสิ่งที่มาจากตวั ของตวั เขาทาให้พวกเขามน่ั ใจ
ในตวั เอง พ่อแม่คงต้องสง่ เสริมใหเ้ ดก็ ไดช้ ่วยเหลือตวั เองให้มากทีส่ ดุ เทา่ ที่จะทาได้ ตามวัย เพราะในการฝึกเด็กน้ัน
~ 34 ~
นอกจากจะทาใหเ้ ด็กไดใ้ ชม้ ือได้อยา่ งคล่องแคลว่ แล้ว ยงั ชว่ ยทาให้เดก็ ไดห้ ดั คิด หดั ตดั สินใจในการกระทาส่ิงตา่ งๆ
ดว้ ย
4. อยากรู้, อยากเห็น, อยากลอง การ ลองผดิ ลองถกู และคอยสงั เกตดจู ากปฏิกริ ิยาของคนรอบข้าง
เพื่อตัดสนิ วา่ สงิ่ ท่ีทาน้ัน ดเี ลวเปน็ อยา่ งไรวัยทีโ่ ตข้ึน เมื่อความสามารถเพิ่มขึ้น ร่างกายเจรญิ เตบิ โตขนึ้ มา สิง่
รอบตัวต่างๆ ทีน่ า่ สนใจ และท้าทายความสามารถก็จะเร่มิ เขา้ มาเพ่ือทดลองการสนับสนุนส่งเสริมเด็กให้คง สภาพ
อยากรู้ อยากเหน็ อยากลองและไดม้ ีโอกาสทดลองสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ในขอบเขตทเ่ี หมาะสมเพิม่ ขึน้ ตามวัย จะทา
ให้เด็กก้าวเข้าสู่วัยรนุ่ ด้วยความภาคภูมิใจท่ีตนเองเคยมปี ระสบการณ์ ต่างๆ มาบา้ งสิ่งเหล่านีจ้ ะมาเสรมิ ความ
ภาคภูมิใจในตนเองดังน้นั จะเหน็ วา่ การฝึกสอน และให้โอกาสเดก็ ได้ทดลองทาในส่ิงที่ถูกต้อง ควรฝึกสอนมาตั้งแต่
เด็ก และควรค่อยๆ สอนถึงอันตรายในหลายส่ิงหลายอยา่ งทมี่ อี ยู่ในสงั คม และวิธีการแก้ไข เรยี นรทู้ ัง้ ส่งิ ที่ดแี ละเลว
การฝกึ ใหเ้ ด็กได้ลองในสิง่ ท่นี ่าลอง แต่สนอใหห้ ัดย้ังตวั เองในสิง่ ท่อี นั ตรายจงึ เปน็ วธิ ีทีส่ าคัญมาตั้งแตว่ ยั
เรียน แต่ ในทางตรงกันข้ามในกลุม่ วยั รุน่ ท่ีไมเ่ คยถูกฝึกใหล้ องคดิ ลองทาก่อน จะเกิดความสับสน ว่นุ วาย
ใจขาดความรู้ ขากทกั ษะ ขาดการฝึกฝน ขาดการลองทาผิดทาถกู มาก่อน จงึ ทาใหก้ ลุ่มนี้ตกอยูใ่ นกลมุ่ ที่มีอนั ตราย
สูง และในกลุ่มเด็กวัยร่นุ ท่ีพ่อแมป่ ล่อยปละละเลย หรือไม่เคยสอนใหย้ ับยง้ั ช่ังใจมาก่อน นึกอยากทาอะไรกจ็ ะทา
ไมเ่ คยต้องผิดหวงั ไม่เคยสนใจว่าการกระทาของตวั จะสง่ ผลกระทบตอ่ ผ้คู นรอบขา้ งอย่างไร พฤติกรรม อยากลอง
ของ มกั จะมสี ูงสุดในช่วงวัยร่นุ ตอนกลาง เป็นเด็กก็ไม่ใช่ เป็นผใู้ หญ่กไ็ ม่เชงิ แนวความคดิ และการยับยัง้ ตัวเอง
มีไมม่ ากพอ
5. ความถูกต้อง ยุติธรรม โดยเฉพาะเมื่อเขา้ ส่วู ัยรนุ่ ตอนกลาง มกั จะถือวา่ ความยุติธรรมเป็นลกั ษณะ
หนงึ่ ของความเป็นผูใ้ หญ่ วัยรุ่นจึงใหค้ วามสาคัญอย่างจรงิ จังกบั ความถูกต้อง ยตุ ธิ รรมตามทศั นะของตนเปน็ อย่าง
ย่ิง และอยากจะทาอะไรหลายๆ อย่าง เพ่ือเรยี กรอ้ งความยตุ ิธรรม ทงั้ ในแง่บุคคลและสงั คมส่วนรวม จงึ มกั จะเหน็
ภาพวยั รุ่นถกเถียงกันเร่ืองของสิง่ ตา่ งๆ ที่เกิดข้ึนรอบตวั
6. ความต่ืนเต้น ท้าทาย ความตอ้ งการหาประสบการณ์แปลกๆ ใหมๆ่ เกลียดความจาเจซา้ ซาก วยั
รุน่ กลมุ่ น้ีจะสรา้ งความต่นื เตน้ ทา้ ทายกบั การที่กระทาผดิ ต่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ของทางบ้านและกฏของสงั คมนัน่ เปน็
เพราะว่าเปน็ ความตนื่ เตน้ และความรูส้ กึ วา่ ถูกทา้ ทาย แนวทางการเล้ียงดเู ด็กฝึกใหเ้ ด็กได้มี โอกาสทางานที่ท้า
ทายความสามารถทลี ะนอ้ ยอย่ตู ลอดเวลา จะส่งผลทาให้เด็กได้พฒั นาความเชี่ยวชาญขึ้นมาได้ แก้ปัญหาได้
7.ต้องการการยอมรับว่าเป็นสว่ นหน่ึงของบา้ น ของกล่มุ เพอื่ น พ้ืน ฐานการเลีย้ งดูท่ียอมรบั และมี
ความรักความผูกพันระหวา่ งพ่อแม่เดก็ จะมีผลทาให้เด็กเกดิ ความรูส้ ึก ดังท่ีกลา่ วมาน้ีอย่างง่ายดาย จากการฝึกฝน
ให้โอกาสเด็กในการตัดสินใจลงมือกระทาหรอื แสดงความคิดเห็นใน เรอ่ื งต่างๆ และรับฟังพยายามทาความเข้าใจ
ตาม ถา้ เบ่ยี งเบนก็ช่วยแก้ไข ถ้าถกู ตอ้ งก็ชมเชยและชนื่ ชม ส่งิ เหลา่ นจี้ ะไปกระตนุ้ ให้เดก็ เกดิ ความรู้สกึ เป็นที่
ยอมรบั จากบคุ คลภายใน บ้าน ซง่ึ จะสง่ ผลทาให้เดก็ อยากเปน็ ทีย่ อมรับจากเพอื่ น จากครูและจากคนอนื่ ๆ ต่อๆ ไป
จึงเปน็ เหตผุ ลจูงใจกระทาความดมี ากข้นึ ๆ
แต่ ในกรณตี รงกนั ข้าม ถา้ เด็กคนใดเกดิ มาในครอบครัวทีย่ ุ่งเหยิง ทาใหพ้ ่อแมไ่ ม่มปี ญั หาพอท่ีจะดแู ลเด็ก
กลับจะต้องสง่ เด็กมาฝากใหญ้ าตเิ ล้ียงเป็นภาระ ไมม่ ใี ครเป็นธรุ ะจัดการอะไรใหอ้ ย่างออกนอกหน้า ถา้ ไมจ่ าเป็นก็
ไม่ค่อยอยากจะรบั รู้ รบั ฟงั เร่ืองของเด็ก ถงึ เวลาจะนานกไ็ มร่ ูว้ ่าใครจะให้ความอบอุ่นเมตตาหรือรักได้ มีความรู้สึก
โดดเดย่ี ว ไมเ่ ป็นที่ต้องการของใครแม้แตค่ นเดยี วในบ้านไม่วา่ จะถูกหรอื ทาผดิ ทาดีหรอื ทาชว่ั ก็ไมม่ ีคนเหน็ คนทัก
หาคนท่ีหวงั ดีจริงจังในการแนะนาตกั เตอื นอดทนช่วยฝึกสอนก็ไม่มี ในลักษณะเช่นนี้เดก็ จะมชี วี ิตทเ่ี ลื่อนลอย ไม่
รู้สกึ ว่าตวั เองเป็นสมาชิกภายในบา้ น เป็นคนหน่งึ ภายในครอบครวั ไม่มีใครรับฟงั ปัญหา หรือไม่รู้วา่ จะปรึกษาใคร
เม่อื เตบิ โตไปโรงเรียนก็มักจะพกพาเอาความรู้สึกโดดเดยี่ ว ว้าเหวน่ ้ไี ปท่ีโรงเรียน ความที่ทกั ษะไม่ได้ถูกฝึกสอนมา
ตัง้ แตท่ ่ีบ้านจึงทาให้ผลการเรียนไมด่ ี และมักจะแยกตวั ออกจากกลุ่มเพ่ือน
~ 35 ~
การควบคุมอารมณท์ างเพศ
การจดั การกบั อารมณเ์ พศอาจแบ่งตามความรุนแรงได้เปน็ 3 ระดบั ดังน้ี
ระดับที่ 1 การควบคุมอารมณท์ างเพศ อาจทาได้ 2 วิธี คอื
1. การควบคมุ จิตใจตนเอง พยายามขม่ ใจตนเอง มใิ หเ้ กดิ อารมณท์ างเพศได้ หรือถ้าเกิดอารมณ์ทางเพศ ก็
ใหพ้ ยายามขม่ ใจไว้ไม่ให้เกิดอารมณ์ทางเพศ เพ่ือใหอ้ ารมณ์ทางเพศค่อยๆ ลดลงจนสูส่ ภาพอารมณ์ท่ปี กติ
2. การหลกี เลยี่ งจากส่ิงเรา้ ส่ิงเร้าภายนอกที่ยั่วยุอารมณ์ทางเพศหรือยวั่ กเิ ลส ย่อมทาให้เกิดอารมณ์ทาง
เพศได้ ดงั นั้น การตดั ไฟเสยี แต่ตน้ ลม คือหลีกเลีย่ งจากสง่ิ เรา้ เหล่านั้นเสยี ก็จะช่วยใหไ้ มเ่ กิดอารมณ์ได้ เชน่ ไม่ดูส่ือ
ลามกต่างๆไม่เทย่ี วกลางคนื เปน็ ตน้
ระดับท่ี 2 การเบีย่ งเบนอารมณท์ างเพศ
ถา้ เกดิ อารมณ์ทางเพศจนไม่อาจควบคมุ ได้ควรใช้วธิ ีการเบี่ยงเบนเปลยี่ นใหไ้ ปสนใจ ในสิ่งอน่ื แทนที่จะ
หมกมนุ่ อยู่กบั อารมณ์ทางเพศเช่น ไปออกกาลงั กาย ประกอบกิจกรรมนันทนาการตา่ งๆให้สนกุ สนานเพลดิ เพลนิ ไป
ทางานตา่ งๆเพื่อให้จิตใจมงุ่ ทง่ี าน ไปพูดคุยสนทนากับคนอ่นื เปน็ ต้น
ระดับที่ 3 การปลดปลอ่ ยหรือระบายอารมณ์ทางเพศ
ถ้าเกดิ อารมณ์ทางเพศระดบั มากจนเบยี่ งเบนไม่ได้ หรือสถานการณ์นัน้ อาจทาให้ไมม่ ี โอกาสเบ่ียงเบน
อารมณ์ทางเพศกอ็ าจปลดปล่อย หรือระบายอารมณท์ างเพศดว้ ยวธิ ีการทเี่ หมาะสมกับสภาพของวยั รนุ่ ซง่ึ เปน็
นกั เรยี นโดยทาได้ 2 ประการ คอื
1. โดยการฝนั นนั่ ก็คอื การฝันเปียก (Wet Dream)ในเพศชาย ซ่ึงการฝันนเ้ี ราไมส่ ามารถบังคบั ใหฝ้ นั หรอื
ไม่ใหฝ้ ันได้ แต่จะเกิดขึน้ เองเม่ือเราสนใจหรือมคี วามรู้สึกในทางเพศมากจนเกินไปหรืออาจเกิดการสะสมของน้าอสุจิ
มีมากจนลน้ ถุงเกบ็ นา้ อสจุ ธิ รรมชาติก็จะระบายน้าอสุจอิ อกมาโดยการให้ฝนั เกีย่ วกับเรอื่ งเพศจนถึงจุดสุดยอด และมี
การหลั่งนา้ อสจุ ิออกมา
2. การสาเร็จความใคร่ดว้ ยตนเองหรืออาจเรียกอีกอยา่ งหนึ่งว่าการช่วยเหลอื ตัว เอง(Masturbation)ทาได้
ท้งั ผหู้ ญงิ และผู้ชาย ซ่งึ ผชู้ ายแทบทุกคนมักมปี ระสบการณใ์ นเร่ืองนีแ้ ต่ผู้หญงิ นนั้ มเี ป็นบางคนที่มีประสบการณ์ ใน
เรือ่ งนี้ การสาเร็จความใคร่ด้วยตนเองเป็นเร่ืองธรรมชาตขิ องคนเรา เมื่อเกดิ อารมณท์ างเพศจนหยุดย้ังไม่ได้ เพราะ
การสาเรจ็ ความใคร่ดว้ ยตนเองไม่ ทาใหต้ นเองและผู้อืน่ เดือดร้อน แตไ่ ม่ควรกระทาบ่อยนัก
วิธคี วบคุมอารมณ์ทางเพศ
1. ใหค้ วามสนใจกบั การศึกษาเลา่ เรียน เพ่ือความก้าวหน้า และ ความสาเรจ็ ในการดาเนินชีวิตใน
อนาคต
2. หลีกเลีย่ งการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศจากส่อื ต่างๆที่เปน็ สิง่ เรา้ ทาใหเ้ กดิ อารมณ์ทางเพศเชน่ หนงั สอื ต่างๆ
การดูภาพยนตร์หรือวดี ีโอที่ย่ัวยอุ ารมณท์ างเพศ หรอื ไม่ควรอยตู่ ามลาพงั กบั เพื่อนต่างเพศในท่ีลบั ตาคน
3. สนใจเขา้ รว่ มกิจกรรมตา่ งๆเช่นดนตรี กีฬา หรือ วาดรปู เพื่อจะได้เบี่ยงเบนความสนใจจากอารมณ์
ทางเพศและยงั ทาให้สุขภาพกายและสุขภาพ จิตดีด้วย
ข้อคิดดๆี เก่ยี วกบั ความสมั พนั ธเ์ ร่ืองเพศ
การมเี พศสัมพันธ์ นอกจากเป็นวถิ ีทางธรรมชาตอิ ย่างหนงึ่ ของมนษุ ย์ ยงั มีผลพลอยได้เกิดข้นึ ตามมาอีกดว้ ย
นกั วชิ าการท่ชี ่างสรรหาเร่อื งวิจยั ระบุวา่ ผลพลอยได้จากการมีเพศสมั พนั ธ์ สะทอ้ นออกมาทางกระบวนการทาง
ชีววทิ ยา ดังน้ี
1. เซก็ ซ์คือการบารุงความงาม การทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบวา่ ขณะผหู้ ญงิ มีเพศสัมพันธ์ เธอจะหลั่ง
ฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมาปริมาณมาก ซง่ึ ทาให้เส้นผมเป็นเงางามและผิวพรรณนมุ่ นวล
2. เพศสมั พนั ธ์ที่อ่อนโยนและผ่อนคลาย ช่วยลดการอกั เสบทางผวิ หนงั เช่น สวิ และผนื่ ตา่ งๆ เหง่ือท่ีไหล
~ 36 ~
ออกมาเป็นตวั ชะลา้ งรขู ุมขน ทาใหผ้ วิ ผอ่ งใส
3. เพศสมั พันธช์ ่วยเผาผลาญแคลอรที ่ีคุณกินเขา้ ไปชว่ งมอื้ ค่าอันโรแมนติก
4. เซ็กซค์ ือการออกกาลังกายที่ปลอดภยั ท่ีสดุ ทง้ั ชว่ ยยดื เส้นยืดสายและทาใหก้ ล้ามเน้ือตึงในทุกๆ สว่ น
ของรา่ งกาย อกี ทั้งน่าสนุกกว่าจ๊อกกิ้งหรือวา่ ยน้าสัก 20 เทีย่ วเป็นไหนๆ แถมยังไม่ต้องใชร้ องเทา้ กฬี าแพงๆ
5. เซ็กซ์ชว่ ยลดความตึงเครยี ดไดด้ ยี ่งิ กจิ กรรมทางเพศชว่ ยทาใหร้ ่างกายหล่งั สารเอนดอร์ฟนิ ส์ในกระแส
เลอื ดทาให้คุณรูส้ ึกดีขึ้น
6. มเี ซ็กซบ์ ่อยๆ คุณยิ่งไดร้ ับสารเคมที ่ชี ื่อ ฟโี รโมนส์ (Pheromones) มากยง่ิ ข้ึน
7. กลนิ่ ตวั ท่ีถูกขับออกมาขณะมีความตอ้ งการทางเพศ เป็น 'นา้ หอม' ที่ชว่ ยกระต้นุ ใหเ้ พศตรงข้ามคึกคกั
ไดอ้ ย่างเหลือเช่ือ
8. จบู กันทุกวันลดอาการฟนั ผุ การจูบกระตุ้นน้าลายใหข้ บั น้าลายออกมา จึงชว่ ยชะล้างฟันของคณุ ให้
สะอาด
9. เซก็ ซแ์ ก้ปวดหัวตลอดกระบวนการทางเพศจะชว่ ยผ่อนคลายความตงึ เครยี ดซ่ึงไปปดิ กั้นหลอดเลือดใน
สมองไว้
10. ร่วมเพศบ่อยๆ ชว่ ยแก้อาการคดั จมูก เพราะเซก็ ซเ์ ป็นยาแอนต้ีฮสิ ตามีนจากธรรมชาติ แก้อาการแพ้
ฝนุ่ แพ้ละอองไดด้ ี
11. เซก็ ซจ์ ะเปน็ ยานอนหลับทม่ี ปี ระสิทธภิ าพดกี วา่ แวเลี่ยม (Valium) หลายเท่า
วัฒนธรรมทางเพศ หมายถึง วฒั นธรรมท่มี ีอิทธพิ ลต่อพฤตกิ รรมทางเพศ ได้แก่ ระเบียบ จารตี
ประเพณี ศลี ธรรมและจริยธรรมอันดีงามของคนไทยในด้านความประพฤตเิ ก่ียวกบั เพศซ่ึงเป็นทยี่ อมรบั นับถือและ
สืบทอดปฏิบัติต่อเนือ่ งกันมายาวนาน ต้ังแตส่ มยั โบราณจนถึงปัจจุบันซง่ึ ไดส้ ่งผลให้ครอบครวั และสงั คมไทยมีความ
สงบสุขรม่ เยน็
วัฒนธรรมทางเพศของคนไทยถือวา่ เป็นมรดกอนั มีค่าของสงั คมไทยทท่ี ุกคนควรอนรุ ักษ์แบะ
ประพฤติปฏิบัติตามซ่ึงมีดังนี้
1. ชายหญิงควรมอี ภสิ ทิ ธ์แิ ละศักด์ิศรีเทา่ เทียมกนั ตามหลักสิทธมิ นษุ ยชน ในสมยั ก่อนผู้ชายจะมสี ทิ ธแิ ละ
ศกั ดิศ์ รเี หนือกวา่ ผู้หญงิ มาก เม่อื เป็นสามภี รรยากัน ภรรยาต้องคอยปรนนบิ ัติสามีเป็นอย่างดี ถ้าสามเี ปน็ เจา้ นายท่ี
สงู ศกั ด์แิ ลว้ ก็ต้องดูแลเปน็ พิเศษ การแสดงความคิดเหน็ การตัดสินใจทาไดน้ ้อยเพราะสามีมีอานาจสทิ ธข์ิ าด ภรรยา
มักจะต้องเช่ือฟงั สามี ซง่ึ ถอื ว่าขาดความเสมอภาคทางเพศต่อมาสถานภาพสตรีเพม่ิ ขน้ึ เป็นลาดบั เมอื่ ประเทศไทย
เข้าสู่ยคุ ประชาธปิ ไตย ผู้หญงิ มีการศึกษามากขึ้น สงั คมเปดิ โอกาสให้ผูห้ ญงิ ทางานหารายได้เล้ียงครอบครัวมาก
ขึ้น มบี ทบาททางการศึกษามากขนึ้ จนเปน็ ทีย่ อมรบั กันว่าผู้ชายและผู้หญงิ ควรมีสทิ ธิและศกั ดิศ์ รีเท่าเทียมกัน
ยกเวน้ บางเร่ืองเทา่ นัน้ ที่เป็นเรือ่ งของเพศซ่งึ มคี วามแตกตา่ งกัน เชน่ ตารวจตอ้ งทางานหนักจบั ผ้รู า้ ยซึ่งเป็นการ
เส่ยี งภัย ทหารตอ้ งทาหน้าท่สี ู้รบป้องกันประเทศเป็นงานหนักและเสยี่ งภยั เปน็ ต้น 2. ผู้ชายควรให้เกียรติและ
ชว่ ยปกป้องอันตรายใหแ้ กผ่ ู้หญิงผชู้ ายเปน็ เพศท่ีแขง็ แรงและรปู ร่างใหญโ่ ตกวา่ ผ้หู ญิงสามารถทางานหนักได้จงึ
ควรชว่ ยดูแลช่วยเหลืออยา่ ใหผ้ ้หู ญิงต้องทางานหนักเกนิ ไปโดยเฉพาะทางร่างกายเมื่อมภี ัยอนั ตรายผชู้ ายจะตอ้ งทา
หน้าที่คุ้มครองป้องกนั หรอื แม้จะยงั ไม่เกิดภยั อันตรายก็ควรจะชว่ ยดูแลคมุ้ ครองมิให้ภยั อันตรายเกิดข้ึนกบั
ผหู้ ญงิ ถ้ามที ่ีนัง่ จานวนจากดั ไมเ่ พยี งพอต้องให้ผหู้ ญิงน่งั ก่อน ถา้ จะตกั อาหารหรือทาสิง่ ใดที่ต้องทาทลี ะคนหรือ
ครงั้ ละนอ้ ยคน ควรให้ผู้หญงิ ไดท้ าก่อน ยกเว้นบางเรื่องท่ีเป็นอันตราย
ผู้ชายก็ควรทาก่อนแล้วแต่สถานการณ์
3. การแสดงความชอบหรือความสนใจเพศตรงขา้ มควรปฏิบัติตามจารีตประเพณขี องสงั คมไทยอยา่ ง
เครง่ ครัด
~ 37 ~
ความสนใจเพศตรงขา้ มเป็นเร่ืองปกติของคนเมื่อเขา้ สูว่ ยั รนุ่ วยั หน่มุ สาว แตใ่ นสงั คมแตล่ ะสังคมมักมีจารตี
ประเพณี อนั ดงี าม แตใ่ นสังคมแตล่ ะสงั คมมักมีจารตี ประเพณีอันดีงาม ดังนัน้ การชอบหรอื สนใจเพศตรงข้าม ควร
ปฏบิ ัติตามจารีตประเพณีของสังคมน้ันๆ ในวัยเรยี นควรคบเพือ่ นต่างเพศแบบเพื่อนจะดีกว่า แตถ่ ้าจะคบกันแบบ
ค่รู กั ก็ต้องอยูใ่ นกรอบประเพณีอนั ดงี าม และให้พอ่ แมห่ รือผปู้ กครองรบั รู้ และต้องเชอ่ื ฟังปรึกษาพ่อแม่ ผู้ปกครอง
ด้วยเพราะวยั รุน่ นนั้ ไม่บรรลุนิติภาวะ ยังผ่านโลกมานอ้ ยอาจรเู้ ทา่ ไม่ถงึ การณ์ หรือทาผดิ พลาดข้นึ ได้
4. ท้ังผ้หู ญิงและผู้ชายไม่ควรถูกเนือ้ ต้องตัวกันจนเกินความจาเป็นดูแลว้ ไม่เหมาะสม การถกู เน้ือต้องตวั กเพศ
ตรงขา้ มเกนิ ความจาเป็น โอบกอด หนุนตัก ลบู ไล้เน้อื ตัว จบั ของสงวนกอดคอ ซง่ึ ผเู้ ป็นคู่รกั และเปน็ นักเรยี นไม่
ควรทาอย่างยิ่ง ไม่ควรเลียนแบบละคร เพราะถา้ ล่วงเกนิ โดยฝ่ายหญิงไม่พอใจ เปน็ การกระทาทไี่ ม่ควรทาอยา่ ง
ย่ิง เพราะจะทาใหผ้ หู้ ญงิ เสอ่ื มเสีย
5. ผูห้ ญิงไมค่ วรแตง่ ตัวเปิดเผยสัดส่วน ในสังคมปัจจบุ ันการแตง่ ตังของผหู้ ญงิ บางคนไมร่ ดั กุม เปน็ การย่วั กเิ ลส
ผู้ชายอาจก่อให้เกดิ อนั ตรายต่อตนเอง เช่น การถูกกระทาการอนาจาร หรือขม่ ขนื
6. ไมม่ ีเพศสัมพันธ์กอ่ นวยั อันควรและเม่ือยังไม่ไดแ้ ต่งงานกัน ในสงั คมปจั จุบันมวี ัยรนุ่ จานวนไมน่ ้อยท่ีมี
เพศสมั พันธ์แล้ว ซึ่งไมเ่ หมาะสม เพราะเปน็ การขัดตอ่ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนยี นอันดีงามของไทย ซงึ่ บางรายพอ่
แม่หรือผูป้ กครองก็ไมร่ ู้แต่บางรายพ่อแม่รู้ กต็ ้องช่วยกนั แกไ้ ขปญั หาตอ่ ไป เป็นการสร้างความหนักใจแก่ผปู้ กครอง
แลว้ ยังทาให้เสือ่ มเสยี ต่อวงศ์ตระกูลถ้าเกิดต้งั ครรภ์ขน้ึ มาจะต้องเสียอนาคตแบะเกดิ ปัญหาสังคมในระยะยาว
7. การเลอื กคู่ครองต้องเป็นไปโดยความสมคั รใจ ในสมยั ก่อนอาจมีการแต่งงานกนั โดยไม่ไดส้ มัครใจ อาจเปน็
ฝ่ายชายไม่สมัครใจแตเ่ ป็นพ่อแมเ่ ห็นชอบ หรอื ฝา่ ยหญิงไม่สมัครใจแต่เพราะพ่อแมเ่ ห็นชอบ ฝ่ายชายใชอ้ ทิ ธิพล
เพราะพ่อแม่ต้องการปลดหนี้ แตใ่ นสมยั ปจั จุบันการมคี ู่ครองในลกั ษณะดังกล่ามไมม่ ีอีกแลว้ นับว่าเป็นการสรา้ ง
ความเสมอภาคทางเพศอย่างหนึง่ ดว้ ย
8. ชายหญงิ ที่จะอยู่ด้วยกันแบบสามภี รรยาต้องมพี ธิ ีแต่งงานทถ่ี กู ต้องตามจารตี ประเพณขี องไทย
เป็นความชาญฉลาดของบรรพบุรษุ ไทยทส่ี ร้างระเบยี บประเพณีก่อนทจี่ ะอยูก่ ินกนั แบบสามภี รรยาที่ฝา่ ยชายตอ้ ง
ส่งผใู้ หญไ่ ปสขู่ อหญงิ สาว เมือ่ ผใู้ หญ่ฝ่ายหญงิ ยนิ ยอมแลว้ จึงกาหนดวันหมนั้ และวนั แต่งงานต่อไป การแต่งงานจะมี
พิธีรดน้าสงั ขเ์ พื่อความเปน็ สิริมงคลแก่ครอบครวั ใหม่ และเป็นการประกาศใหส้ ังคมรับรู้ถึงการอยู่กินแบบสามี
ภรรยานอกจากพธิ แี ตง่ งานแล้วทง้ั คูจ่ ะตอ้ งไปจดทะเบียนสมรสกนั ณ ท่ีว่าการอาเภอ สาหรบั
ต่างจงั หวัด และ ณ สานักงานเขตสาหรบั กรงุ เทพมหานคร เพอื่ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
9. สามภี รรยาควรยึดคา่ นยิ มในการครองคู่แบบครอบครัวผวั เดียวเมยี เดยี ว
ครอบครวั แบบผัวเดยี วเมียเดียวเปน็ วฒั นธรรมทาฃเพศท่เี หมาะสมและสอดคลอ้ งกบั หลักมนษุ ยธรรมและสทิ ธิ
มนุษยชนซ่ึงถือได้วา่ เปน็ รากฐานและหลักประกันอนั มน่ั คงของชวี ติ ครอบครวั อยา่ งแท้จริง รวมทงั้ มคี วามปลอดภัย
ตอ่ โรคเอดส์ อกี ทั้งยงั สง่ ผลต่อการเลยี้ งดูบุตรให้สมบูรณ์และไดร้ บั การศกึ ษาอย่างเต็มท่ีตามศักยภาพและความ
สนใจของบุตร
10. สามีภรรยาต้องไมก่ ระทารุนแรงต่อกัน สามีบางคนเมื่อไม่พอใจหรอื ทะเลาะกนั ก็จะทารา้ ยภรรยา ในทาง
ตรงกันข้าม ภรรยาอาจทารุนแรงต่อสามีกไ็ ด้ แต่กจ็ ะมนี ้อยกว่านอกจากนีก้ ารกระทารนุ แรงด้วยวาจาและการ
ทอดทิ้งกันไมค่ วรอย่างยิ่ง ถา้ มีปญั หาควรแก้กนั ดว้ ยสันตวิ ิธีดกี วา่ อาจเปน็ เพราะสงั คม ใจปจั จบุ ันสภาพสงั คมที่
ตอ้ งแข็งขันอาจทาใหเ้ กิดความเครียด อาจแสดงออกโดยการกระทาท่ีรุนแรง หลายรายถงึ ขนั้ ฆา่ กนั ตาย
หรอื ฆ่าอีกฝ่ายแล้วตวั เองตายตาม นบั เป็นความลม้ เหลวทนี่ ่าหดหู่อย่างยิ่ง ต้องพยายามใหก้ าลงั ใจซ่งึ กนั และกัน
การดาเนินชีวิตคู่อยา่ งมีความสุข
ชวี ิตคทู่ ่หี วานชน่ื และสขุ สมจนเรียกวา่ “ถอื ไมเ้ ทา้ ยอดทอง กระบองยอดเพชร”นัน้ ไม่ไดเ้ ปน็ ปาฏิหาริย์ท่เี กดิ ขึน้ โดย
~ 38 ~
คนเพยี งคนเดียว หากแตเ่ ป็นความร่วมใจท่ีจะพัฒนาตนเองของทง้ั สองฝ่าย เพอ่ื ประคองใหค้ รอบครัวดารงอยู่ได้
อยา่ งมีความสขุ และยืนยาว ซ่ึงการครองคู่อยา่ งมีความสขุ น้ันมีเคลด็ ลบั ดแู ลที่หลากหลาย ดงั น้คี อื
1.เร่มิ ชีวิตคู่ดว้ ยความรัก และเตมิ ความรกั ใหก้ ันอยา่ งสมา่ เสมอ หวานกันเร่ือยๆ เช่น อย่าลืมกระซิบคาพดู
แสนหวานใหเ้ ขาฟงั จูงมอื กันยามเดินข้ามถนน หรอื แมแ้ ต่บอกเขาวา่ เขาพชิ ติ ใจคุณได้อย่างไร ท่สี าคญั อยา่ ลมื
แสดงความรักของคณุ ใหเ้ ขารู้ ลองซอ้ื ดอกไม้ ขนม หรือแอบสง่ โปสต์การด์ เพราะจะทาให้คณุ ร้สู ึกดีที่ได้แสดง
ความรกั แกค่ นท่ีคณุ รักอย่างสม่าเสมอ
2. จงเป็นเพอื่ นทร่ี ักกัน เพราะเม่ือรักกันใหมๆ่ ก็คดิ วา่ จะเป็นสามภี รรยาที่ดีต่อกนั และกนั แต่ความเป็นสามี
ภรรยากันน้นั เปลย่ี นแปลงได้ แยกจากกนั ได้ ไม่คอ่ ยจีรงั ยง่ั ยืน ความเป็นเพ่ือนตา่ งหากที่ยัง่ ยนื กว่า เพราะเมื่อคุณ
เปน็ เพ่อื นรักกนั แล้ว คุณก็จะพยายามเขา้ ใจกัน ไว้ใจกัน ช่วยเหลือเกอื้ กูลกัน และให้อภัยกนั เสมอในยามท่ีฝ่ายใด
ฝา่ ยหนึ่งเกดิ ทาอะไรผิดพลาดขนึ้ มา ตราบใดที่ความรักฉันหน่มุ สาวของคุณก็ยังคงดารงอยู่ ตราบนนั้ ความเป็น
เพอ่ื นค่ชู ีวติ จะมากขนึ้ เร่ือยๆ ตามกาลเวลาทีผ่ ่านไป
3. จงซอื่ สัตยต์ อ่ ความรู้สึกของคุณเองและคนรักของคุณ เพราะความซอื่ สตั ยต์ ่อความรู้สกึ หมายถึง การ
อธบิ ายความร้สู กึ ของคุณอยา่ งตรงไปตรงมาแกค่ นรกั อยา่ ปิดบงั ความร้สู ึก ถ้าคณุ รู้สึกว่าเขาทาให้คณุ รู้สึกเจบ็ ปวด
หรือโกรธเคอื ง จงบอกเขาอย่างไมต่ ้องอาย เพราะความรกั เป็นเร่ืองของการใหเ้ กียรติซ่ึงกันและกัน และดูแล
ความรู้สกึ ของกันและกนั ตลอดเวลา
4. หากจิ กรรมทาร่วมกัน ขอ้ น้งี ่ายมาก เพราะความสุขเกิดข้นึ ไดเ้ มื่อไดท้ ากจิ กรรมร่วมกนั โดยหากจิ กรรมท่ี
ทงั้ คู่สามารถทาด้วยกันแลว้ มีความสขุ อาจเปน็ กิจกรรมทีเ่ ป็นกจิ วัตรประจาวัน เชน่ ทานข้าว ดโู ทรทศั น์ หรอื จะ
เปน็ กจิ กรรมทีม่ คี วามสนใจร่วมกัน เชน่ ปลกู ตน้ ไม้ เล่นกีฬา ฟงั เพลง หรืองานบ้านก็เปน็ กิจกรรมได้ อยา่ งเชน่ การ
ทากบั ข้าว ล้างรถ ท่ที ้งั สองฝ่ายตา่ งทาด้วยความเตม็ ใจ ไมเ่ ร่งรอ้ น และมีความรู้สึกสนุกเมื่อไดช้ ว่ ยกนั ทา ไม่รสู้ ึกว่า
เปน็ ภาระหน้าท่ี
5. รักษาสขุ ภาพร่างกายให้แข็งแรงดแี ละฟิตอยู่เสมอ ออกกาลังกาย ควบคุมการรับประทานอาหารให้ได้
พลงั งาน และคณุ คา่ ท่เี หมาะสมตอ่ การดาเนินชวี ติ พักผ่อนกันอยา่ งพอเพยี ง พยายามหาเวลาไปพกั ผ่อนสุดสปั ดาห์
เป็นประจา เชอ่ื ไหมว่าคนเรานั้น ถา้ รา่ งกายสมบรู ณแ์ ล้ว อะไรต่อมิอะไร ไม่วา่ จะเปน็ งานหนักหรอื ความเครียด ก็
จะลดลง ทาให้ไม่มีปัญหาครอบครัวตามมา นอกจากนี้ควรมองโลกในแง่ดี เพราะจะทาให้สุขภาพจิตของคุณดขี น้ึ
มคี วามสุข ไมเ่ ศร้าหมอง เปน็ ผลดีตอ่ คู่ชีวิตที่ต้องใชช้ วี ติ รว่ มกนั อย่างมาก
เคล็ดลบั ในการใช้ชีวติ ค่ทู ดี่ ีคงไม่ได้แคม่ ีไวอ้ ่าน หากแตค่ ุณลองเริม่ ต้นสรา้ งปาฏิหารยิ ์แหง่ รักด้วยตัวคณุ เสยี
แตว่ ันน้รี ับรองว่าคณุ จะเปน็ อีกคหู่ นึง่ ท่ีไดช้ ื่อวา่ เปน็ คูท่ ี่ “ถอื ไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร”
ทมี่ า: http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000028321
~ 39 ~
ใบงาน
คาสัง่ ให้นกั ศึกษาร่วมกันศึกษาค้นควา้ เรื่องต่อไปน้ี และตัวแทนกล่มุ นาเสนอรายงานหน้าช้นั ตามหัวขอ้ ท่ี
กาหนด
1. การปรับตัวทางเพศ
2. การปรับตัวทางด้านรา่ งกาย
3. การปรบั ตวั ทางด้านจิตใจ
4. ความรกั ระหวา่ งเพศ
5. ความรักในวยั รนุ่
6. การควบคุมอารมณ์ทางเพศ
7. การวางตัวต่อเพศตรงขา้ ม
8. ขอ้ คิดเกย่ี วกบั เพศสัมพันธ์
9. วัฒนธรรมทางเพศ
10. การดาเนนิ ชวี ิตคูอ่ ย่างมคี วามสขุ
~ 40 ~
บันทกึ หลังการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ผลการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
นกั ศกึ ษาให้ความสนใจและมีความกระตือรือรน้ ในการเรียน มีการสนทนาถึงตัวอย่างเกี่ยวกับปัญหาเรือ่ ง
เพศตา่ งๆที่ไดพ้ บเห็นในสื่อสังคมออนไลน์
สภาพปญั หาท่ีพบ
-
วธิ กี ารแกป้ ัญหา
-
ข้อเสนอแนะ
-
ลงชอ่ื …………………………………….ผูบ้ ันทกึ หลงั การสอน
(นางสาวนลิ ฎา วชิรเมธ)ี
ตาแหน่ง ครผู ูช้ ว่ ย
ความเห็นของผูบ้ ริหาร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ….................................................
(นางสาวอรณุ ี พันธ์ุพาณชิ ย)์
ผู้อานวยการ กศน.อาเภอสูงเมน่ รกั ษาการในตาแหน่ง
ผู้อานวยการ กศน.อาเภอเดน่ ชัย บนั ทึกหลงั การพบกลมุ่
คร้ังที่ ………….. วันท่ี……. เดือน ……………. พ.ศ…………..
กิจกรรมการเรียนรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………
ส่ิงที่ไดร้ บั จากการเรียนรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
~ 41 ~
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
บนั ทึกหลงั การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
กิจกรรมการเรียนรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
สภาพปญั หาท่ีพบ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วิธีการแก้ปัญหา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ข้อเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………
ลงช่ือ…………………………………….ผบู้ นั ทึกหลงั การสอน
(………………..………………)
ตาแหน่ง………………………………………
ลงช่ือ….................................................ผู้อานวยการสถานศึกษา