~ 42 ~
แผนการเรียนรู้ รายวชิ า สุขศกึ ษา พลศึกษา ทช3100
-+ลาย
ครัง้ ท่ี 3 การศึกษาค้นคว้าด้วยต
รายวชิ า/หัวเรื่อง ตัวชี้วดั เนือ้ หา การจ
อาหารและโภชนาการ
1. อธบิ ายปญั หา สาเหตุ 1. โรคขาดสารอาหาร ไดแ้ ก่ ครูมอบหมายให้ผ
เสรมิ สร้างสุขภาพ
อาการ และการป้องกัน โรคลกั ปดิ ลกั เปิด โรคคอ งานตามที่กาหนด
โรคขาดสารอาหาร หอยพอก โรคเออ๋ โรคตา ขั้นที่ 1 กาหนดส
2. บอกหลักการ และปฏบิ ตั ิ ฟาง โรคโลหิตจาง - ครูสนทนากบั ผ
2. หลักการสุขาภบิ าลอาหาร
ตนตามหลกั สุขาภิบาลได้ ขน้ั ท่ี 2 แสวงหา
- ครบู อกถึงแหล
อย่างเหมาะสม - การปนเปือ้ น ขอ้ มลู
3. จดั โปรแกรมอาหารท่ี - การปรุงและจาหนา่ ย - ครูมอบหมายงา
- ผ้ปู ระกอบการจาหนา่ ย คน้ คว้าดว้ ยตนเอ
เหมาะสมสาหรับครบครัว
ผูส้ ูงอายุ และผู้ป่วย อาหาร
- สขุ ลักษณะทวั่ ไป
บรเิ วณแผงจาหนา่ ย ขั้นท่ี 3 การปฏ
- สรปุ ผลการศึกษ
- สขุ ลกั ษณะอาหารถึง ส่งตามกาหนดเว
3. การจดั โปรแกรมที่ ขั้นท่ี 4 การประ
- ใบงาน/ใบความ
เหมาะสมสาหรบั กลุ่ม - แบบทดสอบ
บคุ คลต่างๆ
- ตนเองและครอบครัว
- ผ้สู ูงอายุ
- ผปู้ ว่ ย
1. มสี ่วนร่วมในกิจกรรม 1. การรวมกลุ่ม เพอื่ ครมู อบหมายให้ผ
สร้างเสริมสขุ ภาพของ เสรมิ สรา้ งสขุ ภาพ เชน่ งานตามท่ีกาหนด
03 ระดับมธั ยมศึกษาตอนป
ตนเอง
จัดการแผนการเรยี นรู้ สอ่ื วัด/ประเมินผล
ผู้เรียนแต่ละคนปฏิบตั ิตามใบ สอ่ื 1. ใบงาน
ด - หนงั สือ 2. ส่งงานตาม
สภาพปัญหาการเรียนรู้ - แผน่ พับ / แผ่นปลิว กาหนด
ผู้เรยี นถงึ วิธกี ารศึกษาด้วยตนเอง - ใบงาน ใบความรู้
- อินเตอรเ์ น็ต
าขอ้ มูลและจัดการเรียนรู้
ล่งเรยี นรูท้ ีใ่ ช้ในการศกึ ษาหา แหล่งเรียนรู้
านใหผ้ ู้เรียนไปทาการศึกษา - หอ้ งสมุด
อง - โรงพยาบาล /
โรงพยาบาลส่งเสรมิ
ฏิบัติและการนาไปใช้
สขุ ภาพชุมชน
ษาคน้ คว้าและจัดทาเปน็ รายงาน
วลา
ะเมนิ ผลการเรียนรู้
มรู้
ผเู้ รียนแต่ละคนปฏบิ ัตติ ามใบ สอ่ื 1.ใบงาน
ด - หนังสือ 2 . ส่ ง ง า น ต า ม
~ 43 ~
รายวชิ า/หัวเรื่อง ตัวชีว้ ดั เนือ้ หา การจ
ขน้ั ที่ 1 กาหนดส
ชุมชนอยา่ งสมา่ เสมอ กลุ่มออกกาลังกาย เลน่ - ครสู นทนากับผ
2. อธิบายวิธีการของการ กีฬา บาเพญ็ ประโยชน์
และนนั ทนาการ เป็นตน้ ขน้ั ที่ 2 แสวงหา
ออกกาลงั กาย เพ่ือ 2. การออกกาลงั กานที่ - ครบู อกถึงแหล
สุขภาพได้อย่างถกู ต้อง เหมาะสมกบั บคุ คลและ ขอ้ มลู
วยั ต่างๆ - ครมู อบหมายงา
ค้นคว้าดว้ ยตนเอ
ขั้นที่ 3 การปฏ
- สรุปผลการศกึ ษ
สง่ ตามกาหนดเว
ขัน้ ที่ 4 การประ
- ใบงาน/ใบความ
- แบบทดสอบ
จัดการแผนการเรยี นรู้ สอ่ื วัด/ประเมนิ ผล
สภาพปัญหาการเรียนรู้ - แผ่นพบั / แผน่ ปลวิ กาหนด
ผเู้ รียนถงึ วิธีการศกึ ษาด้วยตนเอง - ใบงาน ใบความรู้
าขอ้ มูลและจัดการเรียนรู้ - อินเตอร์เน็ต
ล่งเรยี นรู้ท่ใี ช้ในการศึกษาหา
แหล่งเรียนรู้
านให้ผู้เรยี นไปทาการศึกษา - หอ้ งสมุด
อง - โรงพยาบาล /
โรงพยาบาลส่งเสริม
ฏบิ ัติและการนาไปใช้ สขุ ภาพชมุ ชน
ษาค้นคว้าและจดั ทาเปน็ รายงาน
วลา
ะเมินผลการเรียนรู้
มรู้
~ 44 ~
ใบความรู้ เรอื่ ง อาหารและโภชนาการ
อาหารและโภชนาการ
อาหาร หมายถึง สารซึ่งอาจเป็นของแข็งหรือของเหลวท่ีรับประทานเขา้ ไปแลว้ ไม่เปน็ พิษหรอื โทษ
ต่อร่างกาย แตม่ ปี ระโยชน์ตอ่ รา่ งกาย
โภชนาการ หมายถึง อาหารทีเ่ รารับประทานเขา้ ไป แลว้ ร่างกายนาเอาไปใช้ เพอ่ื การทาหน้าท่อี ยา่ ง
สมา่ เสมอของอวยั วะทสี่ าคญั เช่น หวั ใจ ปอด เปน็ ตน้ นอกจากน้ยี งั นาไปใชเ้ พื่อสรา้ งความเจริญเติบโตของ
รา่ งกาย การซอ่ มแซมสว่ นที่สึกหรอของรา่ งกาย เราสามารถแบง่ อาหารออกเปน็ ประเภท โดยอาศัยหลกั ทาง
โภชนาการ ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วติ ามิน เกลอื แร่ และน้า ซึง่ มีส่วนสาคญั ต่อการทางานของ
รา่ งกายไม่ยิง่ หย่อนไปกวา่ กนั โดยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เม่ือรับประทานเข้าไปร่างกายจะเผาผลาญทา
ใหเ้ กิดพลงั งานได้ ส่วนพวกวิตามิน เกลือแร่ และน้า จะเปน็ องคป์ ระกอบท่ีมคี วามสาคัญในการทาให้วงจรการ
ทางานตา่ งๆ ของร่างกาย ดาเนนิ ตอ่ ไปได้เปน็ ปกติ
โภชนาการกบั สุขภาพ การท่คี นเราจะมสี ุขภาพดีขนึ้ อยู่กับปัจจัยหลายๆ อยา่ ง ซง่ึ ส่วนใหญ่จะอยูภ่ ายใต้
การควบคมุ ของตัวเอง สว่ นท่ีนอกเหนือการควบคุมมีน้อย เชน่ กรรมพนั ธ์ุ ดงั นั้นถา้ เราควบคุมปจั จยั ตา่ งๆ ไดเ้ ชน่
การเล้ียงดูตงั้ แต่เด็ก การดาเนินชีวิตอย่างถูกต้อง คนสว่ นใหญ่ชว่ ยกนั รกั ษาส่ิงแวดลอ้ ม ในครอบครวั มีความสงบ
สุขดีคือมสี ุขภาพจิตดี และส่ิงทส่ี าคัญอีกประการหน่งึ คือ การเอาใจใสเ่ ร่ืองโภชนาการ ถ้าสามารถควบคุมส่ิง
เหลา่ นไี้ ดห้ มด สขุ ภาพดีถ้วนหนา้ กค็ งจะไม่เกินความเปน็ จริง
ความสาคัญของอาหารกบั สุขภาพ
กิจกรรมของมนุษยใ์ นแต่ละวันจาเปน็ ต้องใช้พลังงาน และสารอาหารที่รา่ งกายไดร้ ับจากการรบั ประทานอาหารใน
แตล่ ะมอื้ การรจู้ กั เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกบั ความต้องการของรา่ งกาย จะชว่ ยใหร้ ่างกาย
เจริญเติบโตอย่างเต็มท่สี มบูรณ์ และมีสุขภาพรา่ งกายทแี่ ข็งแรง
1.โภชนาการเป็นการศึกษาความสัมพนั ธร์ ะหว่างอาหารกบั กระบวนการต่างๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั สุขภาพ และ
การเจริญเตบิ โตของสงิ่ มีชวี ติ หากสภาพรา่ งกายไดร้ บั อาหารทมี่ สี ารอาหารครบ และเพียงพอต่อความต้องการ
ร่างกายสามารถนาสารอาหารเหลา่ น้นั ไปใช้ได้อย่างเต็มที่ เรียกวา่ ภาวะโภชนาการที่ดี แต่ถา้ รา่ งกายได้รบั
สารอาหารที่ไมค่ รบถ้วน และไม่เพยี งพอต่อความต้องการของร่างกาย จะเรียกวา่ ภาวะโภชนาการทไี่ ม่ดี หรือทุพ
โภชนาการ
2.ภาวะโภชนาการตา่ เปน็ สภาวะของรา่ งกายทข่ี าดอาหาร ได้รับสารอาหารต่ากว่าทร่ี ่างกายต้องการ
หรอื รับประทานอาหารไม่ไดเ้ นอื่ งจากสาเหตุต่างๆ ทาให้เกิดโรคขาดสารอาหาร
3.ภาวะโภชนาการเกนิ เป็นสภาวะของร่างกายที่ได้อาหาร และสารอาหารเกินความต้องการของรา่ งกาย
ทาให้เกิดการสะสมจนเกดิ โทษแก่ร่างกาย
~ 45 ~
ผลทางรา่ งกายของภาวะโภชนาการ
1.ขนาดของรา่ งกาย ปจั จยั ท่มี อี ิทธิพลต่อขนาดของร่างกาย ได้แก่ พันธุกรรม และส่ิงแวดลอ้ ม พนั ธกุ รรม
เป็นส่งิ ท่ไี ม่สามารถเปล่ียนแปลงได้ แตส่ ภาพแวดล้อม เชน่ การรบั ประทานอาหาร เราสามารถปรับปรุงได้ โดย
เลือกรับประทานอาหารให้เพียงพอ และเหมาะสมตอ่ ความต้องการของรา่ งกาย ก็จะทาให้การเจริญเตบิ โตของ
ร่างกายเป็นปกติ
2.ภมู ติ ้านทานโรค ผูท้ ีไ่ ด้รบั สารอาหารครบถว้ นตามความต้องการของร่างกาย จะทาให้รา่ งกายสามารถ
สร้างภูมิค้มุ กนั โรคต่างๆได้ หรอื หากไดร้ ับเชือ้ โรค กส็ ามารถฟ้ืนตวั ได้เร็ว
3.ไม่แกก่ ่อนวัย และอายุยืน เมอื่ ร่างกายมภี มู ิคมุ้ กันโรค ความเสี่ยงทจ่ี ะเสียชีวติ ก่อนวัยอันสมควรกล็ ด
น้อยลง
ผลต่อสตปิ ัญญา และอารมณ์
การรูจ้ ักเลอื กรับประทานอาหารทีด่ ีมปี ระโยชน์ มีสว่ นใหเ้ กิดพฒั นาการทางดา้ นสมอง มีสติปญั ญาท่ี
เฉลียวฉลาด อารมณ์แจ่มใส กระตอื รือร้น ปรบั ตัวเข้ากบั สังคมได้ง่าย ผดิ กับผทู้ รี่ บั ประทานอาหารไมม่ ีประโยชน์
จะทาใหร้ ่างกายออ่ นแอ พัฒนาการทางด้านสติปัญญาลดน้อยลง อารมณ์หดหู่ ไม่แจม่ ใส จนบางครง้ั อาจไม่
สามารถดาเนินชวี ติ รว่ มกบั ผอู้ ื่นได้อย่างปกติสุข
การบรโิ ภคอาหารเพื่อสุขภาพ
1.รบั ประทานอาหารใหค้ รบ 5 หมูท่ กุ วนั ไม่รับประทานอาหารท่ซี ้าซาก ควรรับประทานอาหารที่
หลากหลาย เพอ่ื ให้ได้สารอาหารครบตามทต่ี ้องการ
~ 46 ~
~ 47 ~
2.รับประทานอาหารทีส่ ะอาดและปลอดภยั เพ่ือปอ้ งกนั การปนเปอื้ นของส่ิงที่เปน็ พิษที่มอี ยใู่ นอาหาร
ท่อี าจก่อให้เกิดอันตรายต่อตวั ผบู้ ริโภค อาหารปนเปอ้ื นได้จากหลายสาเหตุ คอื จากเชอ้ื โรค และพยาธติ า่ งๆ
สารเคมีที่เปน็ พษิ หรือสารปนเปือ้ น หรือโลหะหนักทเี่ ปน็ อนั ตราย ท้ังนี้อาจเกดิ จากกระบวนการผลติ ปรงุ
ประกอบ และจาหน่ายอาหารทไ่ี ม่ถูกสุขลักษณะ หรือส่งิ แวดล้อมท่ีไม่เหมาะสม เช่น แผงลอยริมบาทวิถี การใช้
สารปรงุ แต่งอาหารไม่ได้มาตรฐาน การใช้สารเคมีในการถนอมอาหาร การใชส้ ารเคมีกาจัดศัตรพู ชื ในปริมาณมาก
เป็นตน้ หลกั การในการเลือกกนิ อาหารท่ีสะอาด ปราศจากการปนเปือ้ น ควรเลอื กกนิ อาหารที่สด สะอาด ผลติ จาก
แหล่งทีเ่ ชื่อถือได้ มเี ครื่องหมายรบั รองคุณภาพ มีกลิ่น รส และสีสันตามธรรมชาติ ในการปรงุ อาหารในครวั เรือน
ควรเลอื กซื้ออาหารท่ีสด สะอาด มาปรงุ ลา้ งทาความสะอาด ก่อนนาไปปรุงประกอบ ใชภ้ าชนะอุปกรณท์ ีส่ ะอาด
ปลอดภยั ล้างเก็บถูกสุขลักษณะ มพี ฤติกรรมบรโิ ภคทีถ่ ูกสุขลกั ษณะ คือ ล้างมือก่อนบรโิ ภค ใชช้ ้อนกลาง การ
เลอื กซ้ืออาหารปรงุ สาเรจ็ อาหารถุง ควรเลอื กซือ้ จากรา้ นจาหน่ายอาหาร หรือแผงลอยที่ถกู สขุ ลกั ษณะ ปรุงสกุ
ใหม่ มีการปกปิดป้องกันแมลงวัน บรรจใุ นภาชนะทีสะอาดปลอดภยั มกี ารใช้อุปกรณ์หยิบจับ หรือตกั อาหารแทน
การใชม้ ือ
3.รบั ประมานอาหารไขมนั พอเหมาะ เพอ่ื ปอ้ งกนั การสะสมไขมันมากเกนิ ไป
4.รบั ประทานอาหารทมี่ เี ส้นใยอาหารอย่างสมา่ เสมอ เพอ่ื ชว่ ยระบบการขบั ถ่าย และลดไขมนั ในเลือด
ควรกินใยอาหารอย่างสม่าเสมอ ใยอาหารทาให้การขับถา่ ยอจุ จาระเป็นไปตามปกติ และป้องกนั โรคหลายชนิดด้วย
5.ระมดั ระวังการรบั ประทานอาหารทมี่ สี ารก่อมะเร็ง เชน่ อาหารประเภททอด ยา่ ง เผา หรืออาหารท่ี
ไหม้เกรียม
6.ลดปรมิ าณ และระดบั การรับประทานอาหรรสจัด เช่น หวานจัด เปร้ียวจัด เคม็ จัด เผ็ดจดั เพราะจะ
ทาให้เกิดการระคายเคืองต่อเย่ือบุทางเดนิ อาหาร และอาจก่อโรค เชน่ โรคอว้ น โรคเบาหวาน โรคไต โรคกระเพาะ
เปน้ ต้น
7.หลกี เล่ยี งเคร่ืองดมื่ ทม่ี แี อลกอฮอล์ และน้าอัดลม เพราะเส่ยี งต่อการเปน็ โรคตา่ งๆ เช่น โรคตบั แข็ง
โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคมะเร็ง ฟนั ผุ โรคเบาหวาน เป็นตน้ การดมื่ เครอื่ งด่ืมท่ีมีแอลกอฮอลน์ าไปสู่การเกดิ
อุบัตเิ หตุบนท้องถนนการเจ็บป่วยด้วยโรคตา่ งๆ เชน่ ความดนั โลหติ สูง ตับแข็ง โรคกระเพาะ เปน็ ต้น เครอื่ งดื่มที่มี
แอลกอฮอล์ ไดแ้ ก่สุรา เบยี ร์ ไวน์ บรน่ั ดี กระแช่ ฯลฯ จึงควรหลกี เลยี่ งเครือ่ งดื่มดงั กลา่ ว ระวังเร่ืองดม่ื เหล้า แมว้ ่า
เหล้าทีก่ นิ จะถูกเผาผลาญให้กาลงั งานได้ก็จรงิ แต่เราไม่จัดเหลา้ เป็นสารอาหาร เพราะผลทไ่ี ด้ไมค่ ุ้มกบั อันตรายที่
เหลา้ คกุ คามสุขภาพ คนตดิ เหลา้ มกั เป็นโรคขาดสารอาหารได้หลายชนดิ เชน่ โรคขาดโปรตนี และแคลอรี โรค
เหนบ็ ชา เมอื่ กินเหลา้ ไปนานๆ ตับถกู ทาลาย ยิง่ ทาให้การขาดสารอาหารรนุ แรงมากข้นึ
โรคขาดสารอาหาร
โรคขาดสารอาหาร คือ โรคท่ีเกิดจากภาวะโภชนาการบกพรอ่ ง ทาให้รา่ งกายขาดสารอาหาร บางชนดิ
สารอาหารมีหลายชนดิ แตล่ ะชนิดมีหน้าทแี่ ตกตา่ งกันออกไป บางชนดิ ร่างกายต้องการมาก บางชนิดรา่ งกาย
ตอ้ งการน้อย หากรบั ประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการก็จะเปน็ โรคขาดสารอาหารได้ ซงึ่ อาจเกิดจากสาเหตุ
ต่างๆ ดงั น้ี
สาเหตุทท่ี าให้เกิดโรคขาดสารอาหาร
1.รับประทานอาหารไมเ่ พยี งพอ เกดิ ขน้ึ เน่ืองจากปัจจัยตา่ งๆ เช่น ความยากจน ไม่มเี งินซือ้ อาหารมา
รับประทาน ความ หา่ งไกลความเจรญิ การเดินทางไปซอ้ื อาหารมารับประทานลาบาก จงึ รบั ประทานแตอ่ าหารที่
หาได้ในท้องถนิ่ ของตน ขาดแคลนอาหาร เน่อื งจากอยูใ่ นภาวะสงคราม เกดิ อุทกภยั ผลผลติ ต่า เปน็ ตน้
2.รับประทานอาหารไม่ถกู ตอ้ ง เกิดเน่ืองจากขาดความรเู้ กี่ยวกับการรบั ประทานอาหารท่ถี ูกหลกั
โภชนาการ ไม่มีความรวู้ า่ อาหาร ชนิดใดให้ประโยชนอ์ ย่างไรและป้องกนั โรคใด หรอื มีนิสัยการรับประทานอาหาร
~ 48 ~
ไม่ถูกตอ้ ง เลอื กรับประทานเฉพาะอาหารที่ชอบ หรือมี ความเชอื่ ผิดๆเกีย่ วกับการรบั ประทานอาหารตามขนม
ธรรมเนียมประเพณใี นท้องถ่นิ นนั้ ๆ
3.มีความผดิ ปกติของรา่ งกาย เชน่ มโี รคประจาตวั เก่ียวกับระบบย่อยอาหาร ทาให้ดูดซมึ อาหารบางชนิด
ได้น้อย หรือมอี าการ แพ้อาหารบางชนดิ เช่นอาหารทะเล ไข่ เปน็ ตน้
โรคขาดสารอาหารท่ีสาคญั และพบเห็นบ่อยในประเทศ มีดังน้ี
1.โรคท่ีเกิดจากการขาดสารโปรตีนและแคลอรี เป็นโรคท่ีเกดิ จากรา่ งกายได้รับสารอาหารประเภท
โปรตนี คาร์โบไฮเดรต และไขมนั น้อยเกินไป หรอื สารอาหารเหล่านี้มีคณุ ภาพไม่ดี โรคนพ้ี บได้บ่อยในเด็กที่มีอายุ
ตา่ กวา่ 6 ปี โดยเฉพาะทารกและเดก็ กอ่ นวยั เรยี น อนั เน่ืองมาจากการขาดดูแลเอาใจใสเ่ รือ่ งการกินอาหารหรอื ไม่มี
ความรู้ทางโภชนาการ หรือการนานมขน้ หวาน และนมผงผสม ทีม่ ีสารอาหารน้อยเกนิ ไปสาหรับเดก็ มาใหเ้ ด็กทาน
อาการของโรค รา่ งกายจะผอมแห้ง จะมกี ารบวมที่ท้อง หน้า ขา ศรี ษะโต ผิวหนังเหี่ยว การแก้ไขให้ป้องกันโดย
การดม่ื นมวัว หรอื นมถ่ัว เหลอื ง เพม่ิ ข้ึนเพราะนา้ นมเปน็ อาหารทีป่ ระกอบดว้ ยสารอาหารท่ีสมบูรณ์ที่สุด
2.โรคขาดวิตามนิ ท่พี บมากในประเทศไทยเปน็ โรคที่เกดิ จากวติ ามนิ เอ บีหนึง่ บสี อง ซี
- ขาดวติ ามนิ เอ ทาให้เกิดโรค ตาฟาง ตาบอกกลางคนื ป้องกันกินอาหารประเภทไขมนั และผกั ใบเขยี ว
ใบเหลอื ง เช่น มะละกอ คะน้า ตาลงึ ไข่ นม มะม่วงสกุ ผักบงุ้
- ขาดวติ ามินบี 1 ทาให้เกดิ ใจสน่ั โรคหัวใจโตและเต้นเรว็ หอบ เหนอื่ ย โรคเหนบ็ ชา การปอ้ งกนั ทาได้
โดยการกนิ อาหารที่มวี ิตามินบีหน่งึ เปน็ ประจา เชน่ ขา้ วซ้อมมือ ถั่วเมลด็ แหง้ และควรหลีกเล่ยี งอาหารท่ีทาลาย
วติ ามนิ บีหนง่ึ เช่น ปลารา้ หอยดิบ หมาก เมีย่ ง ใบชา
- ขาดวิตามินบี 2 ทาใหเ้ กิดโรค ปากนกกระจอก เปน็ แผลท่ีปาก แก้ไขได้โดยกินอาการประเภท นมสด
น้าเต้าหู้ ถวั เหลือง เปน็ ต้น
- ขาดวติ ามนิ ซี ทาใหเ้ กดิ โรค ลกั ปดิ ลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน แก้ไขไดโ้ ดยทางอาหารที่มรี สเปร้ยี ว
ส้ม มะนาว มะขาม มะเขือเทศ เปน็ ต้น
3.โรคขาดแร่ธาตุ ถา้ รา่ งกายขาดสารแร่ธาตกุ จ็ ะทาหน้าของอวยั วะผิดปกตแิ ละจะทาใหเ้ กดิ โรคต่างๆ
- ขาดธาตุ แคลเชียม จะเปน็ โรคกระดูกอ่อน กระดูกไม่แขง็ แรง มักจะเปน็ ในเด็กและหญิงให้นมบุตร
อาการของโรคจะทาใหข้ ้อต่อกระดกู บวม ขาโคง้ โก่ง กลา้ มเนอ้ื หยอ่ น กระดูกซ่โี ครงดา้ นหนา้ รอยตอ่ นนู ทาให้อก
เป็นสันเรียกวา่ อกไก่ การปอ้ งกนั การขาดธาตุ แคลเชียม ให้กนิ อาหารประเภท นมสด ปลาทกี่ ินได้ทั้งกระดูก
กระดูกอ่อน ผกั สีเขยี ว และควรเสรมิ ด้วยนา้ มันตบั ปลา
- ขาดธาตเุ หลก็ จะเปน็ โรคโลหติ จาง รา่ งกายอ่อนแอ เบื่ออาหาร ความต้านทานโรคตา่ เปลือกตาขาวซดี
ลิน้ อักเสบ เล็บเปราะ การปอ้ งกนั การขาดธาตเุ หล็ก ให้รับประทานอาหารจาพวกเคร่ืองใน เชน่ ตับ หวั ใจ เลอื ด
เนอ้ื สตั ว์ ผักใบเขยี ว เปน็ ตน้
- ขาดธาตุไอโอดีน ไดแ้ ก่โรคคอหอยพอก ต่อมไทรอยดบ์ วม และถ้าเป็นในเด็ก จะทาให้ร่างกายแคระ
สติปญั ญาเสือ่ ม หรือทีเ่ รยี กวา่ โรคเออ๋ ป้องกนั ได้ โดยกินอาหารทะเล ของเค็ม เกลือสมทุ ร (เกลอื ท่ีมาจากทะเล)
กนิ
~ 49 ~
~ 50 ~
~ 51 ~
ทจ่ี ดั รปู แบบ: ซา้ ย
ใบงาน
คาสงั่ จงอธบิ ายและตอบคาถามดังต่อไปน้ี
1. อาหาร หมายถึง...................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
2. โภชนาการ หมายถึง...........................................................................................................................
............................................................................................................................................................
3. จงอธิบายความหมายของโรคขาดสารอาหาร พร้อมทง้ั ยกตัวอย่าง คาอธิบาย ลักษณะและอาการของโรค
ขาดสารอาหาร จานวน 1 โรค
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
4. จงบอกวธิ เี ลือกรบั ประทานอาหารเพื่อใหม้ สี ุขภาพดมี าอย่างน้อย 3 ขอ้
.........................................................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
................................................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………….......
.....................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………........
…………………………………………………………………………………………………………………………………………........
5. จงยกตวั อย่างเมนูอาหารและอธบิ ายว่าได้รบั สารอาหารประเภทใดบ้าง
............................................................................................................................................................
~ 52 ~
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
บนั ทกึ หลังการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
- นักศกึ ษาให้ความสนใจเกี่ยวกับการเลือกรบั ประทานอาหารและการควบคุมอาหารเพ่อื ใหม้ รี ปู ร่างและ
ผวิ พรรณทดี่ ี มีการแสดงความเห็นเกีย่ วกบั อาหารชนิดต่าง ๆ และแนะนาเมนูอาหารที่ควรรบั ประทาน
สภาพปญั หาท่ีพบ
- มีการแพรร่ ะบาดของโรคโควิด 19 ทาใหน้ ักศึกษาไมส่ ามารถมาพบกลุม่ ได้
วิธีการแกป้ ญั หา
- ปรบั วธิ ีการสอนเป็นรปู แบบออนไลน์
ข้อเสนอแนะ
- ให้นกั ศกึ ษาทากจิ กรรมส่งเสรมิ โภชนาการที่ดีมากขึ้น เชน่ การบนั ทกึ ขอ้ มูลโภชนาการของตนเอง การ
ทาส่ือประชาสัมพนั ธ์การดูแลโภชนาการท่ีดี
ลงช่ือ…………………………………….ผบู้ ันทึกหลงั การสอน
(นางสาวนิลฎา วชริ เมธี)
ตาแหน่ง ครูผู้ชว่ ย
ความเห็นของผ้บู รหิ าร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ….................................................
(นางสาวอรณุ ี พันธ์ุพาณิชย์)
ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอสูงเม่น รกั ษาการในตาแหน่ง
ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอเด่นชัย
~ 53 ~
แผนการเรยี นรู้ รายวิชา สขุ ศกึ ษา พลศึกษา ทช31003
คร้ังที่ 4 การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
รายวิชา/หัวเร่ือง ตัวชี้วดั เน้ือหา การจัดก
โรคทีถ่ ่ายทอดทาง 1. อธิบายโรคท่ถี ่ายทอดทาง 1. โรคท่ถี า่ ยทอดทาง ครูมอบหมายใหผ้
พันธุกรรม
พันธุกรรม พันธุกรรม สาเหตุ อาการ ใบงานตามท่ีกาห
2. ปฏบิ ตั ติ นในการป้องกัน การป้องกันและการรักษา ข้ันท่ี 1 กาหนดส
โรคติดตอ่ โรคที่เป็นปัญหา - โรคลสั ซีเมีย - ครูสนทนากบั ผ
ตอ่ สขุ ภาพ และโรคทีเ่ ปน็ - โรคภูมแิ พ้ ตนเอง
ปญั หาสาธารณสขุ - โรคขาดสารไอโอดนี
ข้นั ท่ี 2 แสวงหา
3. วเิ คราะห์ผลกระทบของ 2. การวางแผนรว่ มกบั ชมุ ชน - ครบู อกถึงแหล
พฤติกรรมสุขภาพทีม่ ตี ่อ ขอ้ มลู
การปอ้ งกันโรค เพอื่ ป้องกนั และหลกี เลย่ี ง - ครมู อบหมายงา
โรคติดตอ่ และโรคทีเ่ ป็น ค้นคว้าดว้ ยตนเอ
4. แนะนาขอ้ มลู ข่าวสาร ปัญหาสาธารณสุข
และแหลง่ บรกิ ารเพื่อ
3. ผลกระทบของพฤติกรรม
ปอ้ งกันโรคแกค่ รอบครัว สขุ ภาพท่ีมีต่อการปอ้ งกนั ข้ันท่ี 3 การปฏ
และชมุ ชน - สรุปผลการศกึ ษ
โรค
4. ข้อมูล ข่าวสารและแหล่ง รายงานส่งตามก
บริการเพื่อการป้องกันโรค ข้ันที่ 4 การประ
- ใบงาน/ใบความ
1. - แบบทดสอ
ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
ง/พบกลุ่ม
การแผนการเรยี นรู้ สอ่ื วัด/ประเมนิ ผล
ผู้เรียนแตล่ ะคนปฏิบัตติ าม สอ่ื 1. ดจู ากรายงาน
2. สงั เกตพฤติกรรม
หนด - หนังสือ 3. การมสี ว่ นร่วม
4. การนาเสนอหน้าชั้น
สภาพปัญหาการเรียนรู้ - แผ่นพับ / แผ่นปลิว
ผูเ้ รยี นถงึ วิธกี ารศึกษาด้วย - ใบงาน ใบความรู้ เรยี น
- อินเตอรเ์ น็ต
าขอ้ มูลและจัดการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้
ล่งเรยี นรู้ที่ใชใ้ นการศึกษาหา - ห้องสมุด
านใหผ้ ้เู รยี นไปทาการศึกษา - โรงพยาบาล /
อง โรงพยาบาลสง่ เสริม
สขุ ภาพชุมชน
ฏิบัติและการนาไปใช้
ษาค้นคว้าและจัดทาเปน็
กาหนดเวลา
ะเมินผลการเรียนรู้
มรู้
อบ
~ 54 ~
.ใบความรู้ เรอื่ ง โรคทีถ่ ่ายทอดทางพันธุกรรม
โรคทถี่ า่ ยทอดทางพันธุกรรม
โรคทางพันธกุ รรม หรือ โรคถา่ ยทอดทางพันธกุ รรม เป็น โรคท่ีเกิดข้ึนโดยมีสาเหตมุ าจากการถ่ายทอด
พนั ธกุ รรมของฝ่งั พอ่ และแม่ หากหน่วยพันธุกรรมของพ่อและแม่มีความผดิ ปกติแฝงอยู่ โดยความผิดปกติเหล่านี้
เกิดขึ้นมาจากการผ่าเหล่าของหนว่ ยพนั ธกุ รรมบรรพบรุ ุษ ทาให้หนว่ ยพนั ธุกรรมเปลีย่ นไปจากเดิมได้
โรคมะเรง็
มะเรง็ คือ กลุ่มของโรคทเ่ี กดิ เนอื่ งจากเซลล์ของร่างกายมคี วามผิดปกติ ท่ี DNA หรอื สารพันธกุ รรม สง่ ผลให้เซลล์
มีการเจรญิ เตบิ โต มีการแบง่ ตัวเพือ่ เพิ่มจานวนเซลล์ รวดเร็ว และมากกว่าปกติ ดังนน้ั จงึ อาจทาให้เกดิ ก้อนเน้ือ
ผดิ ปกติ และในที่สดุ กจ็ ะ ทาให้เกดิ การตายของเซลลใ์ นก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลอื ดไปเล้ยี ง เพราะการ
เจรญิ เติบโตของหลอดเลือด ถ้าเซลล์พวกน้ีเกดิ อยูใ่ นอวยั วะใดกจ็ ะ เรยี กช่ือ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเชน่ มะเรง็ ปอด
มะเร็งสมอง มะเรง็ เต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็ง เม็ดเลือดขาว มะเรง็ ต่อมน้าเหลือง และมะเร็งผิวหนงั
อาการและการแสดงออกของโรคมะเร็ง
1.ไมม่ ีอาการใดเลยในชว่ งแรกขณะท่ีร่างกายมเี ซลล์มะเร็งเป็นจานวนน้อย
2. มอี าการอย่างใดอย่างหน่งึ ตามสัญญาณอันตราย 8 ประการ ทีเ่ ป็นสญั ญาณเตือน วา่ ควรไปพบแพทย์ เพ่ือการ
ตรวจคน้ หาโรคมะเร็ง หรือสาเหตุอ่นื ๆ ทีท่ าใหม้ สี ญั ญาณ เหล่าน้ี เพอื่ การรักษาและแก้ไขทางการแพทยท์ ่ีถูกต้อง
กอ่ นท่จี ะกลายเป็นโรคมะเร็ง หรือเปน็ มะเรง็ ระยะลกุ ลาม
3. มอี าการปว่ ยของโรคทวั่ ไป เช่น อ่อนเพลยี เบือ่ อาหาร นา้ หนักลด รา่ งกายทรุดโทรม ไม่สดช่ืน และไม่แจม่ ใส
4. มีอาการที่บง่ บอกว่า มะเร็งอยู่ในระยะลุกลาม หรอื เปน็ มาก ข้ึนอยู่กับว่าเป็นมะเร็ง ชนิดใดและมีการกระจาย
ของโรคอยูท่ ่สี ว่ นใดของร่างกายทสี่ าคญั ท่สี ุดของอาการในกลุ่ม น้ี ได้แก่ อาการเจ็บปวด ที่แสนทกุ ขท์ รมาน
สัญญาณอันตราย 8 ประการ ของโรคมะเร็ง
1.มีการเปลีย่ นแปลงของระบบขบั ถ่ายอจุ จาระ และปัสสาวะ เชน่ ถ่ายอุจจาระเป็นสดี า หรือปสั สาวะเป็นเลือด
2. กลืนอาหารลาบาก หรือมีอาการเสยี ด แน่นท้องเปน็ เวลานาน
3. มีอาการเสยี งแหบ และไอเรอ้ื รงั
4. มเี ลอื ดหรอื ตกขาวทผ่ี ิดปกติ เช่น มกี ลิ่นเหมน็
5. แผลซง่ึ รักษาแล้วไม่ยอมหาย
6. มีการเปล่ียนแปลงของหดู หรอื ไฝตามร่างกาย
7. มีกอ้ นที่เต้านมหรือสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกาย
8. หูอื้อหรือมีเลือดกาเดาไหล
การป้องกนั มะเร็ง
1. รบั ประทานผักตระกูลกะหล่าให้มาก เชน่ กะหล่าปลี กะหล่าดอก ผกั คะน้า หัวผักกาด บรอคโคล่ี ฯลฯ
เพ่ือป้องกันโรคมะเรง็ ลาไส้ใหญ่ ลาไสส้ ่วนปลาย กระเพาะอาหาร และอวยั วะระบบทางเดนิ หายใจ
2..รับประทานอาหารทีม่ กี ากมากเช่น ผกั ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมลด็ ธัญพชื อนื่ ๆเพื่อป้องกันมะเร็ง
ลาไส้ใหญ่
3.รบั ประทานอาหารท่ีมเี บต้า- แคโรทีน และ ไวตามนิ เอ สูงเชน่ ผกั ผลไม้ สเี ขยี ว-เหลอื งเพื่อป้องกัน
มะเร็งหลอดอาหาร กล่องเสียง และปอด
~ 55 ~
4.รบั ประทานอาหารท่ีมีไวตามินซสี ูง เช่น ผกั ผลไม้ตา่ ง ๆ เพื่อปอ้ งกันมะเรง็ หลอดอาหาร และ กระเพาะ
อาหาร
5.ควบคุมน้าหนักตัวโรคอว้ นมีความสมั พนั ธ์กบั โรคมะเร็งมดลกู ถุงน้าดี เต้านม และลาไสใ้ หญ่ การออก
กาลงั กายและการลดรับประทานอาหารทีใ่ ห้ พลงั งานสูง จะช่วยป้องกันมะเร็ง เหล่านี้ได้
พฤติกรรมการกินลดการเสี่ยงโรคมะเร็ง
1.ไม่รับประทานอาหารทมี่ รี าขึน้ อาหารท่ีมรี าขึ้นโดยเฉพาะสีเขียว-เหลือง จะมีสารอัลฟาทอกซนิ
ปนเปือ้ นซ่ึงอาจเปน็ สาเหตุของโรคมะเรง็ ตับ
2. ลดอาหารไขมันอาหารไขมันสูงจะทาใหเ้ ส่ียงต่อการเป็น มะเรง็ เต้านม ลาไส้ใหญแ่ ละต่อมลกู หมาก
3.ลดอาหารดองเค็ม อาหารป้ิง-ย่าง รมควัน และอาหารท่ถี นอมด้วยเกลือไนเตรท- ไนไตร์ทอาหารเหล่านี้
จะทาให้เสี่ยงต่อ มะเร็ง หลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลาไส้ใหญ่
4.ไมร่ บั ประทานอาหารสุกๆ ดบิ ๆ เชน่ ก้อยปลา ปลาจ่อม ฯลฯจะทาให้เป็นโรคพยาธใิ บไม้ตับ และเสี่ยง
ต่อการเป็นมะเร็งของท่อน้าดีในตับ
5.หยุดหรือลดการสบู บุหรีก่ ารสบู บหุ ร่ี จะทาใหเ้ ส่ยี งต่อการเปน็ มะเรง็ ปอด กล่องเสียง ฯลฯ การเคยี้ ว
ยาสูบจะเสย่ี งตอ่ การเป็นมะเร็งชอ่ งปาก และช่องคอ
6.ลดการดื่มแอลกอฮอล์ดมื่ แอลกอฮอล์ จะเสย่ี งต่อการเป็นมะเรง็ ตับ ถ้าทงั้ ด่ืมและสูบบหุ รี่จะเสี่ยงตอ่
การ เป็นมะเร็งช่องปาก ช่องคอ กล่องเสยี ง และหลอดอาหาร
7. อย่าตากแดดตากแดดจัดมากเกินไป จะเส่ียงต่อการเกิด มะเรง็ ผิวหนงั
ตาบอดสี (Color blindness)
เปน็ ภาวะการมองเห็นผิดปกติ โดยมากเปน็ การตาบอดสตี ัง้ แต่กาเนดิ และมกั พบในเพศชายมากกวา่
เพราะเปน็ การถ่ายทอดทางพันธกุ รรมแบบลกั ษณะดอ้ ยบนโครโมโซม ผ้ทู ่เี ป็นตาบอดสสี ่วนใหญจ่ ะไม่สามารถแยก
ความแตกต่างระหว่างสเี ขยี วและสแี ดงได้ จงึ มปี ญั หาในการดูสัญญาณไฟจราจร รองลงมาคอื สีน้าเงนิ กบั สเี หลอื ง
หรอื อาจเห็นแต่ภาพขาวดา และความผดิ ปกตนิ จี้ ะเกิดข้ึนกับตาทัง้ สองข้าง ไมส่ ามารถรกั ษาได้
ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia)
โรคฮีโมฟเี ลยี คือ โรคเลอื ดออกไหลไม่หยดุ หรอื เลือดออกง่ายหยุดยาก เป็น โรคทางพันธุกรรม ทพ่ี บมาก
ในเพศชาย เพราะยนี ทกี่ าหนดอาการโรคฮโี มฟีเลยี จะอยูใ่ น โครโมโซม X และถ่ายทอดยีนความผิดปกตนิ ้ใี หล้ ูก
สว่ นผหู้ ญิงหากได้รบั โครโมโซม X ท่ผี ิดปกติ กจ็ ะไม่แสดงอาการ เนอ่ื งจากมี โครโมโซม X อีกตวั ข่มอยู่ แตจ่ ะแฝง
พาหะแทน
ลกั ษณะอาการ คือ เลอื ดของผู้ปว่ ยฮโี มฟเี ลยี จะไม่สามารถแข็งตัวได้ เนือ่ งจากขาดสารที่ทาใหเ้ ลือดแข็งตัว
อาการท่ีสังเกตได้ เช่น เลอื ดออกมากผิดปกติ เลือดกาเดาไหลบอ่ ย ขอ้ บวม เกดิ แผลฟกช้าข้นึ เอง แต่โรคฮโี มฟเี ลยี
นี้ สามารถรักษาได้ โดยการใชส้ ารช่วยใหเ้ ลือดแข็งตวั ทดแทน
โรคทาลัสซีเมีย ( Thalassemia )
โรคทาลัสซีเมีย เปน็ โรคเลอื ดจางท่ีมสี าเหตมุ าจากมคี วามผิดปกตทิ างพนั ธกุ รรม ทาใหม้ กี ารสรา้ ง
โปรตีนท่ีเปน็ ส่วนประกอบสาคัญของเม็ดเลือดผดิ ปกติ จงึ ทาใหเ้ มด็ เลอื ดแดงมีอายุสนั้ กว่าปกติ แตกง่าย ถูกทาลาย
ง่าย ผูป้ ว่ ยทเี่ ป็นโรคนี้จงึ มีเลอื ดจาง โรคน้พี บไดท้ ัง้ หญงิ และชายปรมิ าณเท่าๆ กัน ถ่ายทอดมาจากพอ่ และแมท่ าง
พนั ธกุ รรมพบไดท้ วั่ โลก และพบมากในประเทศไทยดว้ ยเช่นกนั
~ 56 ~
ในประเทศไทยพบผู้ป่วย โรคทาลัสซเี มียร้อยละ 1 คอื ประมาณ 6 แสนคน แต่พบผู้เปน็ พาหะถึงรอ้ ยละ
30-40 คือประมาณ 20-25 ลา้ นคน ดังนนั้ ถ้าหากผเู้ ปน็ พาหะมาแต่งงานกัน และพบยีนผิดปกติรว่ มกัน ลูกก็อาจ
เป็น โรคทาลสั ซีเมยี ได้ ทง้ั นี้ โรคทาลัสซเี มีย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แอลฟาธาลสั ซีเมีย และ เบต้าธาลสั ซเี มยี
ซึ่งก็คือ ถ้ามีความผดิ ปกติของสายแอลฟา กเ็ รยี กแอลฟาธาลัสซเี มีย และถ้ามคี วามผิดปกติของสายเบต้าก็เรยี ก
เบตา้ ธาลัสซเี มีย
ผูป้ ่วย โรคทาลสั ซีเมยี จะมอี าการซีด ตาขาวสีเหลือง ตัวเหลอื ง ตบั ม้ามโตมาตัง้ แต่เกดิ ผิวหนงั ดาคล้า
กระดูกใบหน้าจะเปลย่ี นรปู มีจมูกแบน กะโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มนูนสงู กระดูกเปราะ หักง่าย เจรญิ เตบิ โตช้า
กวา่ คนปกติ ส่วนอาการน้นั อาจจะไม่รุนแรง หรอื อาจรนุ แรงจนถึงแก่ชีวิตเลยกไ็ ด้ คนท่ีมีอาการมากจะมีอาการ
เลอื ดจางมาก ตอ้ งให้เลอื ดเป็นประจา หรอื มีภาวะติดเช้ือบ่อย ๆ ทาใหเ้ ปน็ ไข้หวดั ได้บอ่ ย
ขอ้ แนะนาสาหรับผปู้ ่วย โรคทาลสั ซีเมยี คอื ให้ทานอาหารทมี่ ีกรดโฟลกิ สงู เช่น ผกั ใบเขยี ว เน้อื สตั ว์ ให้
มาก ๆ เพ่ือนาไปใช้สร้างเมด็ เลือดแดง
โรคคนเผือก (Albinos)
ผทู้ เ่ี ป็น โรคคนเผือก คือ คนท่ีไม่มีเม็ดสีทีผ่ ิวหนัง จะมผี วิ หนัง ผม ขน และม่านตาสซี ดี หรือขี าว เพราะ
ขาดเมด็ สีเมลานิน หรือมนี ้อยกว่าปกติ ทาให้ทนแสงแดดจ้าไมค่ ่อยได้
โรคดกั แด้
ผ้เู ปน็ โรคดักแด้ จะมีผิวหนังแห้งแตก ตกสะเก็ด ซง่ึ แตล่ ะคนจะมีความรุนแรงของโรคต่างกนั บางคนผิว
แห้งไม่มาก บางคนผิวลอกท้ังตวั ขณะทีบ่ างคนหากเป็นรนุ แรงกม็ ักจะเสยี ชวี ิตจากการติดเชือ้ ทีเ่ ข้าทางผิวหนัง
โรคท้าวแสนปม (neurofibromatosis)
เป็นโรคผวิ หนงั ทถ่ี ่ายทอดโดยโครโมโซม ลักษณะที่พบคอื ร่างกายจะมีตุ่มเตม็ ไปท่ัวรา่ งกาย ขนาดเล็กไป
จนใหญ่ แบ่งเปน็ 2 ชนิด คือชนิดท่ีพบบ่อย พบประมาณ 1 ใน 2,500 ถึง 3,500 คน โดยพบอาการอย่างน้อย 2
ใน 7 อาการตอ่ ไปน้คี ือ มปี านสกี าแฟใส่นมอย่างนอ้ ย 6 ตาแหน่ง, พบกอ้ นเน้อื งอกตามผิวหนงั 2 ต่มุ ขึ้นไป, พบ
กระทีบ่ รเิ วณรักแรห้ รือขาหนีบ, พบเน้ืองอกของเส้นประสาทตา, พบเน้ืองอกของม่านตา 2 แห่งขึน้ ไป, พบความ
ผิดปกตขิ องกระดูก และมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคน้ี
สว่ น โรคท้าวแสนปม ประเภทที่ 2 พบไดน้ อ้ ยมาก ราว 1 ใน 50,000 ถงึ 120,000 คน ผ้ปู ว่ ยจะไม่มี
อาการทางผวิ หนงั แต่จะพบเนอื้ งอกของหูช้ันใน และมีประวตั คิ นในครอบครัวเปน็ โรคนี้
โรคลูคเี มีย (Leukemia)
โรคลคู เี มยี หรอื โรคมะเร็งเมด็ เลือดขาว เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของไขกระดูก ทาใหม้ ีการสร้าง
เมด็ เลอื ดขาวจานวนมากในไขกระดูก จนเบยี ดบงั การสร้างเมด็ เลือดแดง ทาให้เกดิ ภาวะโลหติ จาง สว่ นเม็ดเลือด
ขาวที่สรา้ งนัน้ ก็เปน็ เม็ดเลือดขาวตัวออ่ น จึงไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ จึงเปน็ ไข้บ่อย ซึ่งสาเหตุของการเกดิ
โรคลูคเี มีย มีหลายปัจจยั ทง้ั พนั ธกุ รรม กมั มนั ตภาพรงั สี การติดเชื้อ เปน็ ต้น
อาการของผู้ป่วย ลูคเี มีย จะแสดงออกมาในหลายรูปแบบ เชน่ มไี ข้สงู เปน็ หวัดเรื้อรงั หน้ามืด วงิ เวยี น
ศรี ษะ ออ่ นเพลยี ตัวซีด เซลล์ลูคีเมียจะไปสะสมตามอวัยวะตา่ ง ๆ เช่น ตบั มา้ ม ต่อมน้าเหลอื ง ทาให้เกดิ อาการ
บวมโต บางคนเป็นรนุ แรง ทาใหถ้ งึ แกช่ วี ติ ได้
การรักษา โรคลูคีเมีย ทาได้โดยให้ยาปฏิชีวนะ เพอื่ ลดจานวนเมด็ เลือดขาว หรอื อาจใชเ้ คมีบาบัด เพ่อื ให้
ไขกระดูกกลับมาทาหน้าท่ตี ามปกติ
โรคเบาหวาน
~ 57 ~
โรคเบาหวาน คอื ภาวะทีร่ ่างกายมีระดับน้าตาลในเลอื ดสงู กว่าปกติ เนื่องจากขาดฮอร์โมนอนิ ซูลิน ทั้งน้ี
โรคเบาหวาน ถือเปน็ โรคเรื้อรังชนิดหนึง่ และเป็น โรคทางพันธกุ รรม โดยหากพ่อแมเ่ ปน็ เบาหวาน ก็อาจถ่ายทอด
ไปถึงลูกหลานได้และนอกจากพนั ธุกรรมแลว้ สงิ่ แวดลอ้ ม วิธกี ารดาเนนิ ชวี ติ การรบั ประทานอาหาร
กม็ สี ่วนทาให้เกิดโรคเบาหวานได้เชน่ กัน
อาการทัว่ ไปของผทู้ เี่ ปน็ โรคเบาหวาน คือจะปสั สาวะบ่อย เนื่องจากน้าตาลทีอ่ อกมาทางไตจะดึงเอาน้า
จากเลือดออกมาด้วย จึงทาให้มปี สั สาวะมากกว่าปกติ เมื่อถ่ายปสั สาวะมาก ก็ทาให้รู้สกึ กระหายน้า ต้องคอยดื่ม
น้าบ่อย ๆ และดว้ ยความที่ผูป้ ่วย โรคเบาหวาน ไม่สามารถนาน้าตาลมาเผาผลาญเปน็ พลงั งาน จึงหนั มาเผาผลาญ
กล้ามเน้อื และไขมันแทน ทาใหร้ า่ งกายผ่ายผอม ไมม่ ีไขมนั กล้ามเน้อื ฝ่อลบี อ่อนเปล้ีย เพลยี แรง นอกจากนี้
การมนี ้าตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ จงึ ทาให้อวยั วะต่าง ๆ เกิดความผดิ ปกติ และนามาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย
โดยเฉพาะ โรคไตวายเร้ือรงั หลอดเลอื ดตีบตีน อมั พฤกษ์ อมั พาต ตอ้ กระจก เบาหวานขน้ึ ตา ฯลฯ
การป้องกนั โรคทางพันธุกรรม
โรคทางพันธกุ รรม ไมส่ ามารถรกั ษาให้หายขาดได้ เนอ่ื งจากกจะติดตวั ไปตลอดชีวติ ทาได้แตเ่ พียงบรรเทา
อาการไม่ให้เกดิ ขน้ึ มากเท่าน้ัน ดังน้ันการปอ้ งกัน โรคทางพันธกุ รรม ทีด่ ีทส่ี ุด คอื กอ่ นแตง่ งาน รวมท้ังก่อนมบี ุตร
คสู่ มรสควรตรวจรา่ งกาย กรองสภาพทางพนั ธุกรรมเสียก่อน เพ่ือทราบระดับเส่ยี ง อีกทง้ั โรคทางพนั ธกุ รรม บาง
โรค สามารถตรวจพบได้ในชว่ งกอ่ นต้ังครรภ์ จงึ เป็นทางหนึ่งที่จะชว่ ยใหท้ ารกทีจ่ ะเกิดมา มีความเสีย่ งในการเป็น
โรคทางพันธกุ รรมนอ้ ยลง
โรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้ หรือโรคแพ้ (Allergy) หมายถึง โรคทเ่ี กดิ ข้ึนกบั ผทู้ ม่ี ีอาการไวผิดปกติต่อสิง่ ซง่ึ สามารถก่อใหเ้ กดิ
ภมู แิ พ้ (Allergen) ซง่ึ ธรรมชาติสารเหล่านี้อาจไมก่ ่อใหเ้ กิดภมู ิแพก้ บั คนปกติทัว่ ไป
อาการของโรค
โรคภมู แิ พ้อาจเกดิ ขนึ้ ได้กับทุกระบบของร่างกาย บางคนอาจมีอาการภูมแิ พใ้ นระบบใดระบบหนงึ่ หรือหลาย
ระบบ โรคภมู ิแพน้ ัน้ เปน็ โรคท่ีสามารถพสิ ูจนห์ าสาเหตุของโรคและสามารถรักษาให้หายได้ ผปู้ ่วยบางคนเร่ิมจาก
อาการแพอ้ ากาศเรื้อรงั เย่อื จมกู อักเสบ เม่ือไมไ่ ดใ้ สใ่ จรกั ษา ตอ่ มาอาจกลายเปน็ โรคหอบหืด โรคผื่นคันผวิ หนัง
เชน่ เป็นลมพิษ ปวดศีรษะเรื้อรงั โรคอ่อนเพลยี ต่างๆ เปน็ ตน้
การปอ้ งกนั และรกั ษา
วิธรี ักษาโรคภูมแิ พ้ทีดีทส่ี ุดคอื การคน้ หาสาเหตุของการแพ้นัน้ ให้พบ เชน่ การสอบถามประวัตแิ ละอาการ
ของโรค พรอ้ มทัง้ วิเคราะหส์ ภาพแวดลอ้ มรอบๆ ตวั เชน่ บา้ น รถยนต์ โรงเรียน สัตวเ์ ลยี้ ง งานอดเิ รก ตรวจ
ร่างกายและทดสอบทางผวิ หนัง เม่อื ทราบว่าแพ้สารใดแล้ว ควรหลกี เลีย่ งสารท่ีให้เกดิ ภูมิแพท้ ่ีถกู ต้องและอาการ
ของโรคภูมิแพก้ จ็ ะทเุ ลา
ในทางปฏบิ ตั นิ น้ั การหลีกเล่ียงสารกอ่ ภูมิแพน้ ัน้ ทาไดย้ าก เพราะชีวิตประจาวนั นั้นต้องเผชิญกับสารกอ่
ภูมิแพ้กระจายอยู่รอบๆ ตัว เช่นฝนุ่ บ้าน ไรฝนุ่ เชื้อรา และอน่ื ๆ เมือ่ เปน็ เช่นนี้การรักษาอาการของโรคอนั เป็น
ปญั หาเฉพาะหน้าจงึ เปน็ ส่ิงจาเป็นและได้มักจะไดผ้ ลดี แพทยอ์ าจใหร้ บั ประทานยาแพ้แพ้ แก้หอบ แกไ้ อรว่ มด้วย
เปน็ ตน้
ฉีดวคั ซนี ให้ร่างกายเกิดภมู ิต้านทาน
มีวธิ กี ารรกั ษาโรคภูมแิ พอ้ ีกประการหน่งึ ท่ีเปน็ การรักษาได้ผลดพี อสมควร ไดแ้ ก่การหาสาเหตุของโรคภูมิแพ้
ใหพ้ บแลว้ นาสารก่อภูมิแพท้ ่ีตรวจพบนี้นามาผลติ วคั ซนี ใหผ้ ู้ปว่ ย เพ่ือใหร้ า่ งกายสร้างภูมิต้านทานสารทแ่ี พ้ (อิมมู
~ 58 ~
โนบาบัด) คือ รกั ษาให้ร่างกายเกิดภูมติ ้านทานสารทแี่ พ้ หรอื ท่ีเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า การรกั ษาเพื่อ ลดภมู ไิ ว คือให้
รา่ งกายลดความไวตอ่ สารที่ก่อให้เกดิ โรค
โรคขาดสารอาหาร หมายถงึ โรคท่เี กดิ ข้นึ จากการขาดสารอาหารทคี่ วรได้รับอย่างพอเพียงในภาวะหนงึ่ ๆ ซึง่ มี
สาเหตตุ ่างกนั ดังนี้
1. ไดร้ บั ปริมาณน้อยเกนิ ไปจากการขาดความรู้ทจ่ี ะเลือกรับประทานอาหารท่ีมคี ณุ ค่าหรอื จากภาวะทาง
เศรษฐกิจ
2. ร่างกายมีความตอ้ งการมากขึน้ เช่น ในภาวะเจ็บปว่ ย ฟืน้ ไข้
3. ความอยากอาหารน้อย การย่อยอาหารไมด่ ี
4. มีการทาลายแหลง่ สร้างอาหารในร่างกาย
5. ยาหรือสารบางชนิดที่มผี ลต่อระบบย่อยอาหารของร่างกาย
โรคขาดสารอาหารที่พบมาก ได้แก่
1. โรคขาดโปรตีนและแคลอรี
2. โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
3. โรคเหนบ็ ชา
4. โรคกระดกู ออ่ น
5.โรคคอพอก
6. โรคตาฟาง
7. โรคลกั ปิดลักเปิด
1.โรคขาดโปรตีนและแคลอรี เป็นโรคทีเ่ กดิ จากร่างกายได้รบั สารอาหารประเภทโปรตีน
คารโ์ บไฮเดรต และไขมันที่มีคุณภาพดไี ม่เพียงพอ เป็นโรคทพี่ บบอ่ ยในเดก็ ที่มอี ายุต่ากวา่ 6 ปี โดยเฉพาะทารก
และเดก็ ก่อนวยั เรยี น อนั เนื่องมาจากการเลย้ี งดูทไ่ี มเ่ อาใจใสเ่ รงิ่ การกินอาหารหรือไมม่ ีความร้ทู างโภชนาการดีพอ
ลกั ษณะอาการของโรคมี 2 รปู แบบ คือ ควาซิออร์กอร์ ( Kwashiorkor ) และมาราสมัส ( Marasmus )
1.1.ควาชิออร์กอร์ เป็นลกั ษณะอาการทเี่ กดิ จากการขาดสารอาหารประเภทโปรตนี อย่างมาก มกั เกิด
กบั ทารกทเี่ ลย้ี งดว้ ยนมขน้ หวาน นมผงผสม และให้อาหารเสริมประเภทข้าวหรอื แปง้ เปน็ ส่วนใหญ่ ทาให้
ร่างกายขาดโปรตนี สาหรับการเจริญเติบโตและระบบต่าง ๆ บกพรอ่ ง ทารกจะมีอาการซีด บวมทห่ี น้า ขา และ
ลาตวั เส้นผมบางเปราะและรว่ งหลุดงา่ ย ผิวหนงั แห้งหยาบ มีอาการซึมเศร้า มีความต้านทานโรคต่า ตดิ เชื้อ
ง่าย และสติปญั ญาเสื่อม
1.2.มาราสมัส เปน็ ลกั ษณะอาการที่เกดิ จากการขาดสารอาหรประเภท โปรตนี คารโ์ บไฮเดรตและ
ไขมันผู้ท่ีเป็นโรคนจ้ี ะมีอาการคลา้ ยกบั เป็นควาชิออร์กอร์แตไ่ ม่มีอาการบวมทีท่ ้อง หน้า และขา นอกจากน้ี
รา่ งกายจะผอมแห้ง ศรีษะโตพงุ โร ผวิ หนังเห่ียวยน่ เหมือนคนแก่ ลอกออกเป็นชั้นได้ และท้องเสียบอ่ ยอย่างไรก็
ตาม อาจมีผ้ปู ่วยจานวนไม่น้อยท่มี ีลักษณะท้ังควาชิออร์กอร์ และมาราสมสั ในคนเดยี วกนั ได้ ประเภทควาชิ
ออร์กอรแ์ ละมาราสมัส
จากการสารวจพบว่า ทารกและเดก็ กอ่ นวัยเรียนในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื เป็นโรคขาดโปรตีน และ
แคลอรมี ากทีส่ ดุ นอกจากน้ีจากรายงานสถานภาพโภชนาการในประเทศไทยของกองโภชนาการ กรมอนามัย
ยังพบอกี ว่าในหญงิ มคี รรภ์และหญงิ ใหน้ มบุตรโดยเฉพาะในชนบทมีภาวะโภชนาการไม่ดีตัง้ แตก่ ่อนต้งั ครรภ์ มี
อาการต้ังครรภ์ตง้ั แต่อายยุ งั น้อย และขณะตัง้ ครรภ์งดกนิ อาหารประเภทโปรตีน เพราะเช้ือว่าเป็นของแสลงทา
ให้ได้รับพลังงานเพียงร้อยละ 80 และโปรตนี รอ้ ยละ 62 - 69 ของปริมาณที่ควรได้รับ
การขาดสารอาหารประเภทโปรตีนเป็นปัญหาสาคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ใน
~ 59 ~
กลุ่มเดก็ ตั้งแตว่ ยั ทารกจนถงึ วัยรนุ่ ดว้ ยเหตุน้เี พ่อื แกไ้ ขปญั หาดังกล่าวจึงได้มกี ารสง่ เสรมิ ใหเ้ ลีย้ งทารกด้วยนม
มารดามากขึ้น และสง่ เสริมใหเ้ ด็กดมื่ นมวัวน้านมถัว่ เหลืองเพ่มิ ข้นึ เพราะน้านมเปน็ สารอาหารที่สมบูรณท์ ่สี ุด
เน่อื งจากประกอบดว้ ยสารอาหารต่าง ๆ ครบทง้ั 5 ประเภท
นอกจากนใี้ นปัจจุบันยังมีหน่วยงานหลายแห่งไดศ้ กึ ษาคน้ คว้าหาวิธีการผลติ อาหารทใ่ี หค้ ุณค่าโปรตีนแตม่ ี
ราคาไม่แพงนัก ให้คนทมี่ ีรายไดน้ ้อยได้กินกันมากข้นึ สถาบนั ค้นคว้าพัฒนาผลติ ภณั ฑ์อาหาร มหาวิทยาลยั
เกษตรศาตรไ์ ดค้ ้นคว้าทดลองผลติ อาหารโปรตีนจากพชื เพ่ือทดแทนโปรตีนจากสตั ว์ เช่น ใช้ผลติ ภัณฑจ์ ากถั่ว
เหลอื งท่ีเรียกว่า โปรตนี เกษตร ท่ีผลิตในรูปของเนื้อเทยี ม และโปรตนี จากสาหร่ายสเี ขียว เปน็ ตน้
2.โรคขาดวิตามนิ
โรคขาดวิตามินท่ีพบในประเทศไทยสว่ นมากเปน็ โรคที่เกดิ จากการขาดวิตามนิ เอ วิตามนิ บีหน่ึง วติ ามนิ บีสอง
และวติ ามนิ ซี ซ่ึงมรี ายละเอียดดังน้ี
2.1.โรคขาดวิตามินเอ เกิดจากอาหารท่มี ีไขมนั ต่าและมวี ติ ามนิ เอน้อยคนทีข่ าดวิตามนิ เอ ถ้าเป็นเด็ก
การเจริญเตบิ โตหยดุ ชะงัก สุขภาพอ่อนแอ ผิวหนังหยาบแหง้ มตี มุ่ สาก ๆ เหมอื นหนังคางคกเนื่องจากการอักเสบ
บริเวณกน้ แขน ขา ข้อศอก เข่า และหน้าอก นอกจากนี้จะมีอาการอักเสบในช่องจมกู หู ปาก ตอ่ มน้าลาย
เยอ่ื บุตาและกระจกตาขาวและตาดาจะแหง้ ตาขาวจะเป็นแผลเป็นทเ่ี รียกว่า เกล็ดกระด่ี ตาดาขุ่นหนาและ
ออ่ นเหลวถ้าเปน็ รนุ แรงจะมผี ลทาให้ตาบอดได้ ถา้ ไม่ถงึ กบั ตาบอดกอ็ าจจะมองไมเ่ ห็นในทส่ี ลัวหรอื ปรบั ตาใน
ความมดื ไมไ่ ด้ เรียกวา่ ตาฟาง หรอื ตาบอดกลางคืน
การรกั ษาและป้องกนั โรคขาดวติ ามินเอ ทาได้โดยการกนิ อาหารท่มี ีไขมนั และอาหารจาพวกผลไม้ ผกั
ใบเขยี ว ผักใบเหลอื ง เชน่ มะละกอ มะม่วงสุก ผักบุ้ง คะน้า ตาลงึ มนั เทศ ไข่ นม สาหรบั ทารกควรไดก้ ิน
อาหารเสริมท่ีผสมกับตบั หรือไข่แดงบด
2.2.โรคขาดวิตามินบีหนึ่ง เกิดจากการกินอาหารที่มีวติ ามินบตี ่าและกนิ อาหารทไ่ี ปขัดขวางการดดู ซึม
วิตามนิ บหี นึง่ คนทข่ี าดวติ ามินบีหน่ึงจะเป็นโรคเหน็บชาซึง้ จะมอี าการชาท้ังมอื และเท้า กลา้ มเน้ือแขนและขาไม่
มีกาลงั ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการบวมร่วมดว้ ย ถ้าเป็นมากจะมีอาการใจส่นั หัวใจโตและเต้นเรว็ หอบ เหนอ่ื ย
และอาจตายได้ถ้าไมไ่ ดร้ ับการรักษาทนั ท่วงที
การรักษาและป้องกนั โรคขาดวติ ามินบีหนึ่ง ทาได้โดยการกินอาหารทม่ี ีวิตามินบหี นงึ่ ให้เพียงพอและเป็น
ประจา เชน่ ข้าวซอ้ มมือ ตับ ถ่ัวเมลด็ แห้ง และเน้ือสตั ว์ และควรหลกี เล่ยี งอาหารที่ทาลายวิตามินบีหนง่ึ
เชน่ ปลาร้าดิบ หอยดิบ หมาก เม่ยี ง ใบชา เปน็ ตน้
2.3.โรคขาดวิตามินบีสอง เกดิ จากการกนิ อาหารที่มีวติ ามนิ บี สองไม่เพยี งพอ คนท่ีขาดวิตามินบีสอง
มักจะเป็นแผลหรอื รอยแตกท่ีมมุ ปากท้ังสองข้างหรือซอกจมกู มเี กลด็ ใสเล็ก ๆ ลน้ิ มีสีแดงกว่าปกตแิ ละเจบ็ หรอื มี
แผลทีผ่ นังภายในปากร้สู กึ คนั และปวดแสบปวดรอ้ นท่ีตา อาการเหล่านเี้ รยี กว่า เปน็ โรคปากนกกระจอก คนท่ี
เปน็ โรคน้ีจะมีอาการ อ่อนเพลีย เบอื่ อาหาร และอารมณ์หงดุ หงิด
การรักษาและป้องกนั โรคขาดวติ ามินบีสอง ทาได้โดยการกินอาหารทีม่ ีวติ ามินบสี องให้เพยี งพอและเป็น
ประจา เชน่ นมสด นมปรุงแตง่ นมถ่ัวเหลอื ง น้าเต้าหู้ ถัว่ เมล็ดแห้งข้าวซ้อมมอื ผัก ผลไม้ เป็นต้น
2.4.โรคขาดวิตามินซี เกดิ จากการกินอาหารที่มีวิตามนิ ซีไม่เพยี งพอ คนทขี่ าดวติ ามินซีมักจะเจบ็ ปว่ ย
บ่อย เน่อื งจากมคี วามต้านทานโรคต่า เหงือกบวมแดง เลอื ดออกง่าย ถ้าเป็นมากฟันจะโยกรวน และมี
เลือดออกตามไรฟันงา่ ย อาการเหล่านเ้ี รยี กว่าเปน็ โรคลักปดิ ลักเปดิ
การรักษาและป้องกนั โรคขาดวติ ามนิ ซี ทาได้โดยการกินอาหารที่มีวิตามินซใี ห้เพียงพอและเป็นประจา
เชน่ ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะเขือเทศ ฝรั่ง ผกั ชี เป็นตน้ จากทีก่ ล่าวมาจะเห็นได้วา่ โรคขาดวิตามิน
สว่ นมากมกั จะเกี่ยวกับวิตามินประเภทละลายไดใ้ นน้า เช่น วติ ามนิ บี วิตามินอี และวติ ามนิ เค มักจะไมค่ ่อย
~ 60 ~
เป็นปญั หาโภชนาการ ท้งั นเ้ี พราะวิตามนิ เหล่าน้บี างชนิดร่างกายของคนเราสามารถสงั เคราะหข์ น้ึ มาเเองได้ เชน่
วิตามินดี ผทู้ ี่ออกกาลงั กายกลางแจ้งและไดร้ ับแสงอาทติ ย์เพียงพอ รังสอี ัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตยส์ ามารถ
เปล่ยี นสารที่เป็นไขมันชนิดหนงึ่ ใตผ้ วิ หนงั ท่ีเป็นวติ ามินดไี ด้ วติ ามนิ เค ร่างกายสามารถสงั เคราะห์ไดจ้ าก
แบคทีเรียในลาไสใ้ หญ่
3.โรคขาดแร่ธาตุ แรธ่ าตนุ อกจากจะเป็นสารอาหารท่ีชว่ ยในการควบคุมการทางานของอวยั วะต่าง ๆ
ในรา่ งกายให้ทาหน้าท่ปี กตแิ ล้ว ยังเปน็ สว่ นประกอบทส่ี าคัญของร่างกายอีกด้วย เชน่ เป็นสว่ นประกอกบของ
กระดูกและฟนั เลอื ด กล้ามเน้อื เป็นต้น ดังทีก่ ล่าวแล้ว ดงั นนั้ ถ้าร่างกายขาดแร่ธาตกุ อ็ าจจะทาให้การทา
หนา้ ที่ของอวยั วะผดิ ปกติ และทาให้เกดิ โรคต่าง ๆ ได้ ดังน้ี
3.1.โรคขาดธาตุแคลเซยี มและฟอสฟอรัส เกดิ จากการกินอาหารท่ีมีแคลเซียมยมและฟอสฟอรัสไม่
เพียงพอ คนทข่ี าดแคลเซียมและฟอสฟอรสั จะเปน็ โรคกระดกู อ่อน มักเป็นกบั เด็ก หญงิ มีครรภ์และหญิงให้นม
บตุ ร ทาให้ข้อต่อกระดูกบวม ขาโค้งโกง่ กล้ามเน้ือหย่อน กระดูกซโ่ี ครงด้านหน้ารอยต่อนูน ทาให้หน้าอกเป็นสนั ที่
เรยี กวา่ อกไก่ ในวยั เด็กจะทาใหเ้ จริญเติบโตช้า โรคกระดดู อ่อนนอกจากจะเกดิ การขาดแร่ธาตทุ ง้ั สองแล้ว ยังเกิด
จาการได้รบั แสงแดดไมเ่ พยี งพออีกด้วย
การรกั ษาและป้องกนั โรคขาดธาตุแคลเซยี มและฟอสฟอรสั ทาได้โดยการกินอาหารท่มี ีแคลเซียมและ
ฟอสฟอรสั ให้มากและเปน็ ประจา เชน่ นมสด ปลาท่ีกินไดท้ งั้ กระดูก ผักสเี ขียว น้ามันตับปลา เปน็ ต้น
3.2.โรคขาดธาตเุ หลก็ เกิดจากการกนิ อาหารท่ีมธี าตเุ หลก็ ไม่เพยี งพอหรือเกดิ จากความผิดปกตใิ น
ระบบการย่อยและการดูดซมึ คนท่ขี าดธาตุเหล็กจะเปน็ โรคโลหติ จาง เนื่องจากร่างกายสรา้ งเฮโมโกลบินได้นอ้ ย
กวา่ ปกติ ทาให้ร่างกายออ่ นเพลีย เบื่ออาหาร มีความต้านทานโรคต่า เปลอื กตาขาวซีด ลนิ้ อกั เสบ เลบ็ บาง
เปราะ และสมรรถภาพในการทางานเส่อื ม
การรักษาและปอ้ งกนั โรคขาดธาตเุ หลก็ ทาไดโ้ ดยการกนิ อาหารท่ีมธี าตุเหลก็ และโปรตีนสงู เปน็
ประจา เช่น ตับเคร่ืองในสัตว์ เนอ้ื สัตว์ ผักสเี ขียว เป็นตน้
3.3.โรคขาดธาตุไอโอดีน เกดิ จากการกินอาหารที่มไี อโอดีนต่าหรืออาหารทมี่ ีสารขัดขวางการใช้
ไอโอดีนในร่างกาย คนท่ีขาดธาตไุ อโอดีนจะเป็นโรคคอพอก และตอ่ มไทรอยดบ์ วมโต ถ้าเปน็ ตง้ั แต่เดก็ จะมีผล
ตอ่ การพัฒนาทางร่างกายและจติ ใจ ร่างกายเจริญเตบิ โตช้า เตย้ี แคระแกร็น สติปญั ญาเสื่อม อาจเปน็ ใบห้ รอื
หหู นวกดว้ ย คนไทยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉยี งเหนือจะเป็นโรคนี้กันมาก บางทเี รยี กโรคนี้วา่
โรคเอ๋อ การรกั ษาและป้องกันโรคขาดธาตไุ อโอดีน ทาได้โดยการกนิ อาหารทะเลให้มาก เช่น กงุ้ หอย ปู ปลา
เป็นตน้ ถ้าไมส่ ามารถหาอาหารทะเลไดก้ ค็ วรบริโภคเกลืออนามัย ซ่งึ เป็นเกลือสมุทรผสมไอโอดีนทีใ่ ชใ้ นการ
ประกอบอาหารแทนได้ นอกจากน้คี วรหลกี เลยี่ งอาหารท่มี ีสารขัดขวางการใช้ไอโอดีน เช่น พืชตระกลู กระหล่า
ปลี ซงึ่ กอ่ นกนิ ควรตม้ เสยี ก่อน
~ 61 ~
ใบงาน
คาสั่ง ใหผ้ เู้ รียนทาการศึกษาค้นวา้ ตามหัวต่อไปนี้กล่มุ ละ 1 เรอ่ื งและสรปุ สง่ เปน็ รายงาน
1. ให้นักศึกษาแบ่งกลุม่ แล้วไปศึกษาตามประเด็น ดังนี้
กลุ่มท่ี 1 ศึกษาโรคทาลสั ซีเมีย
กลมุ่ ท่ี 2 ศกึ ษาโรคลูคีเมีย
กลมุ่ ท่ี 3 ศึกษาโรคมะเรง็
กลุ่มที่ 4 ศึกษาโรคภูมแิ พ้
กลมุ่ ท่ี 5 ศกึ ษาโรคขาดสารไอโอดนี
แล้วใหน้ กั ศึกษามานาเสนอกลุ่มละ 5 นาที อาจนากรณตี วั อย่างโรคทางพันธกุ รรมที่ผเู้ รียนและคนใน
ครอบครวั เป็นมารายงานหน้าช้ัน แล้วเพอ่ื นๆ รว่ มวิจารณ์ สรปุ
2. ใหน้ ักศึกษาจัดทารายงานในรูปแบบดงั นี้
2.1 ปก
2.2 คานา
2.3 สารบัญ
2.4 เนือ้ หา
- สาเหตุของโรค
- ลกั ษณะอาการของโรค
- วิธกี ารป้องกนั รกั ษาโรค
- ข้อมลู สถิตขิ องโรคต่างๆ ทเี่ กดิ ข้นึ ในชุมชน/สังคม/ประเทศ
- ผลกระทบของพฤติกรรมสุขภาพที่มีต่อการป้องกนั โรค
2.5 สรปุ
2.6 บรรณานุกรม
บนั ทึกหลงั การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
นกั ศึกษาแสดงความเห็นใจและแสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกับประสบการณ์ท่ีเคยไดพ้ บหรอื เคยอ่านเร่ืองราว
ของผทู้ ่ปี ว่ ยเป็นโรคต่างๆ และแสดงความตระหนักในการดูแลสขุ ภาพใหม้ ากขน้ึ เพ่ือลดความเสี่ยงในการเกดิ โรค
ต่าง ๆ
สภาพปญั หาท่ีพบ
~ 62 ~
มกี ารแพร่ระบาดของโรคโควดิ 19 ทาให้นกั ศกึ ษาไมส่ ามารถมาพบกลุ่มได้
วธิ กี ารแกป้ ัญหา
ปรับวิธกี ารสอนเป็นรปู แบบออนไลน์
ขอ้ เสนอแนะ
-
ลงช่อื …………………………………….ผบู้ ันทึกหลงั การสอน
(นางสาวนลิ ฎา วชริ เมธ)ี
ตาแหน่ง ครผู ู้ชว่ ย
ความเห็นของผู้บรหิ าร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื ….................................................
(นางสาวอรุณี พันธุ์พาณิชย)์
ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอสงู เม่น รักษาการในตาแหน่ง
ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอเดน่ ชัย
~ 63 ~
แผนการเรยี นรู้ รายวชิ า สขุ ศกึ ษา พลศึกษา ทช31003
ครัง้ ท่ี 5 การศกึ ษาคน้ คว้าด้วยต
รายวชิ า/หัวเร่ือง ตัวชี้วัด เนื้อหา การจัดก
ปลอดภัยจากการใช้ยา
1. อธบิ ายหลักการและ 1. หลักการและวิธีใช้ยา เช่น ครูมอบหมายใหผ้
วิธีการใชย้ าท่ีถกู ต้อง การใช้โดยไมจ่ าเป็น ใบงานตามที่กาห
2. วเิ คราะห์ กระทบจาก 2. ความเช่ือเกยี่ วกับการใช้ยา ขน้ั ท่ี 1 กาหนดส
ความเช่ือท่ีผดิ เก่ียวกบั 3. การวิเคราะห์อันตรายจาก - ครูสนทนากบั ผ
การใช้ยา ตนเอง
การใช้ยา การป้องกันและ
3. จาแนกอันตรายทเี่ กิดจาก การช่วยเหลือ
การใช้ยา การป้องกนั 4. การแนะนาในการเลือกใช้ ขน้ั ท่ี 2 แสวงหา
และการช่วยเหลอื ได้อยา่ ง ข้อมูลขา่ วสารเก่ยี วกับการ - ครบู อกถึงแหล
ถกู ต้อง ใช้ยา ข้อมูล
- ครูมอบหมายงา
4. แนะนาข้อมูลข่าวสาร
คน้ คว้าดว้ ยตนเอ
และความรู้ที่ถกู ต้อง
เกีย่ วกบั การใช้ยาแก่ ข้ันที่ 3 การปฏ
ครอบครัวและชุมชน - สรปุ ผลการศึกษ
รายงานส่งตามก
ขน้ั ที่ 4 การประ
- ใบงาน/ใบความ
1. - แบบทดสอบ
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ตนเอง
การแผนการเรยี นรู้ สอ่ื วัด/ประเมินผล
ผู้เรียนแตล่ ะคนปฏบิ ัตติ าม สอ่ื 1.ดูจากรายงาน
2.การมีส่วนร่วมในการ
หนด - ใบความร้/ู ใบงาน ทากิจกรรม
สภาพปัญหาการเรียนรู้ - หนงั สือ
ผเู้ รียนถงึ วิธกี ารศกึ ษาด้วย - แผ่นพบั / แผน่ ปลิว
- ใบงาน ใบความรู้
าขอ้ มูลและจัดการเรียนรู้ - อนิ เตอรเ์ น็ต
ล่งเรยี นรทู้ ่ีใช้ในการศกึ ษาหา แหล่งเรียนรู้
านให้ผู้เรยี นไปทาการศึกษา - หอ้ งสมดุ
อง - โรงพยาบาล /
โรงพยาบาลสง่ เสริม
ฏบิ ัติและการนาไปใช้
สขุ ภาพชุมชน
ษาคน้ คว้าและจัดทาเป็น
กาหนดเวลา
ะเมนิ ผลการเรียนรู้
มรู้
บ
~ 64 ~
ใบความรู้ เรือ่ ง ยาสามัญประจาบา้ น
ยาสามญั ประจาบ้าน หมายถึง ยาแผนปัจจุบนั หรือยาแผนโบราณท่ีกระทรวงสาธารณสขุ ประกาศใหเ้ ป็นยาสามัญประจาบ้าน
โดยมงุ่ หมายท่จี ะใหป้ ระชาชนไดใ้ ช้ยาเหล่านร้ี กั ษาอาการเจ็บป่วยเลก็ ๆน้อยๆ และไม่มีอาการรนุ แรง เช่น ไอ ปวดศรี ษะ ถูก
น้าร้อนลวก ทอ้ งอืดทอ้ งเฟ้อ ถูกมดี บาด เป็นตน้
ยาสามัญประจาบา้ น เรยี กอีกช่ือหนึ่งว่า ยาตาราหลวง เป็นยาท่ีสามารถหาซอื้ ได้ มจี าหน่ายตามร้านขายยาทัว่ ไป สว่ นใหญ่
จะมีราคาถูก สามารถซ้ือได้โดยไม่ตอ้ งมีใบสงั่ แพทย์
ยาสามัญประจาบา้ น คอื ยาทีก่ ระทรวงสาธารณสุขพจิ ารณาคดั เลือกว่าเปน็ ยาที่เหมาะสมทจ่ี ะให้ประชาชนหาซ้ือมาใชไ้ ด้
ด้วยตนเอง เพอ่ื การดแู ลรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กนอ้ ยที่มักจะเกิดขึน้ ได้ จดั เป็นยาท่ีมีความปลอดภัยสูง หากใช้อย่างถูกต้องก็
จะไมม่ อี นั ตรายเกิดขึน้ ประกอบกบั ราคาย่อมเยา หาซ้ือไดท้ วั่ ไป เพราะกระทรวงสาธารณสขุ ตอ้ งการใหย้ าสามัญประจาบ้าน
กระจายไปทั่วประเทศ ทาให้ประชาชนดูแลตนเองได้อย่างท่ัวถงึ จงึ ไมบ่ ังคบั ให้ขายในร้านขายยาเหมือนยาอ่นื ๆ ทัง้ นี้ ยา
สามัญประจาบ้านมีทั้งยาแผนปัจจบุ นั และยาแผนโบราณ ยาสามัญประจาบ้านมีทงั้ หมด 53 ชนดิ นามาใชก้ ับโรคหรอื อาการ
ของโรคได้ 16 กลุ่ม ดงั นี้
1ยาแก้ปวดท้อง ทอ้ งอืด ท้องเฟ้อ ยาสามญั ประจาบ้านในกลมุ่ น้คี ือ ยาแก้ท้องอืดท้องเฟอ้ ยาธาตนุ ้าแดง ยาเม็ดแก้ท้องอืด
ทอ้ งเฟอ้ โซดามนิ ต์ ยาขับลม ย.าน้าแก้ท้องอดื ท้องเฟอ้ โซเดียมไบคารบ์ อเนต ยาทาแก้ทอ้ งอืดท้องเฟอ้ ทิงเจอรม์ หาหิงค์ ยา
เม็ดลดกรดอะลูมนิ า-แมกนเี ซีย ยาน้าลดกรดอะลมู นิ า-แมกนเี ซีย
2.ยาบรรเทาปวดลดไข้ มยี าเมด็ บรรเทาปวดลดไขแ้ อสไพรนิ ยาเมด็ บรรเทาปวดลดไข้พาราเซตามอลขนาด 500 ม.ก.และ
ขนาด 325 ม.ก.และยาน้าบรรเทาปวดลดไข้พาราเซตามอล ปลาสเตอร์บรรเทาปวด
3.ยาดม หรือยาทาแก้วงิ เวยี นหน้ามืด คัดจมกู ได้แก่ ยาดมแกว้ ิงเวียนเหล้าแอมโมเนยี หอม ยาดมแกว้ งิ เวยี น แก้คัดจมูก ยา
ทาระเหยบรรเทาอาการคัดจมูกชนิดขผ้ี ง้ึ
4.ยาแกเ้ มารถ เมาเรือ ไดแ้ ก่ ยาแก้เมารถเมาเรือไดเมนไฮดริเนท
5.ยาสาหรบั โรคปากและลาคอ ไดแ้ ก่ ยากวาดคอ ยารกั ษาลิ้นเป็นฝ้าเยนเช่ียนไวโอเลต ยาแกป้ วดฟนั ยาดมบรรเทาอาการ
ระคายคอ
6.ยารกั ษาแผลติดเช้อื ไฟไหม้ น้าร้อนลวก คือ รักษาแผลน้าร้อนลวกฟีนอล ยารกั ษาแผลตดิ เชอ้ื ซลิ เวอร์ ซลั ฟาไดอาซีนครีม
7.ยาสาหรับโรคผิวหนัง มี ยารักษาหดิ เหาเบนซลิ เบนโซเอต ยารักษาหิดขผี้ ึ้งกามะถนั ยารักษากลากเกล้ือน น้ากัดเท้า ยา
รักษาโรคผิวหนังเรือ้ รงั ยาทาแก้ผดผื่นคนั คาลาไมน์ ยารักษาเกลอ้ื นโซเดียมไทโอซัลเฟต
8.ยาแก้ท้องเสีย มี ยาแก้ทอ้ งเสยี ผงน้าตาลเกลือแร่
9.ยาบรรเทาอาการปวดกลา้ มเน้ือ แมลงกัดต่อย คอื ยาหม่องชนิดขผ้ี งึ้
10. ยาระบาย ประกอบดว้ ย ยาระบายกลเี ซอรีนชนิดเหน็บทวารหนักสาหรับเด็ก ยาระบายกลเี ซอรนี ชนดิ เหนบ็ ทวารสาหรับ
ผู้ใหญ่ ยาระบายแมกนเี ซยี ยาระบายมะขามแขก ยาระบายโซเดยี มคลอไรดช์ นิดสวนทวาร
11.ยาถ่ายพยาธิลาไส้ มียาถ่ายพยาธิตัวกลมมีเบนดาโซล ใชถ้ ่ายพยาธติ ัวกลม ได้แก่ พยาธเิ สน้ ด้าย พยาธิปากขอ พยาธิ
ไสเ้ ดอื น พยาธเิ ขม็ หมุด พยาธิแสม้ ้า
12.ยาแก้แพ้ ลดน้ามูก มยี าเมด็ แก้แพล้ ดน้ามูกคลอร์เฟนริ ามีน
13.ยาแก้ไอ ขบั เสมหะ ประกอบดว้ ย ยาน้าแก้ไอขบั เสมหะสาหรับเด็ก ยาแก้ไอน้าดา
14.ยาสาหรบั โรคตา มี ยาหยอดตาซัลฟาเซตาไมด์ ยาล้างตา
15.ยาใส่แผล ยาล้างแผล มี ยาใสแ่ ผลทิงเจอรไ์ อโอดนี ยาใสแ่ ผลทงิ เจอรไ์ ทเมอรอซอล ยาใสแ่ ผลโพวโิ ดนไอโอดนี ยาไอโซ
โบรฟิลแอลกอฮอล์ ยาเอทธิลแอลกอฮอล์ น้าเกลือล้างแผล
16.ยาบารุงรา่ งกาย ไดแ้ ก่ ยาเม็ดวิตามนิ บีรวม ยาเม็ดวติ ามนิ ซี ยาเม็ดบารงุ โลหติ เฟอรร์ ัสซัลเฟต ยาเม็ดวติ ามินรวม ยา
นา้ มนั ตับ
~ 65 ~
อนั ตรายจากการใช้ยา
1. การดื้อยาและการต้านยา (Drug Resistance and Drug Tolerance)
การดือ้ ยา เปน็ ภาวะท่เี ชอื้ โรคต่างๆทีเ่ คยถกู ทาลายดว้ ยยาชนดิ หนง่ึ ๆ สามารถปรับตวั จนกระท่ังยานัน้ ไม่สามารถ
ทาลาย ได้อีกต่อไป เชือ้ โรคที่ด้อื ยาแลว้ จะสามารถถ่ายทอดคุณสมบัตนิ ้ไี ปยังเช้อื โรครุ่นตอ่ ไป ทาให้การใชย้ าชนดิ เดิมไม่
สามารถ ใช้ทาลายหรอื รักษาโรคได้ ดงั นนั้ จึงควรใช้ยาให้ครบตามขนาดของยาท่ีแพทย์กาหนดและไม่ควรซอ้ื ยามาใช้เอง
ตัวอย่าง ยาทม่ี ักเกดิ การดื้อยาได้แก่ ยาต่อต้านเชื้อ (Antibacterals) เชน่ ยาซลั ฟา เพนนซิ ิลิน เตตราไซคลิน สเตรบ็ โตไมซิน
เปน็ ตน้
การต้านยา มีความหมายคล้ายการดอ้ื ยา แตก่ ารต้านยามผี ลมาจากร่างกายของผู้ใช้ยา ไม่ใชเ่ ปน็ การปรบั ตวั ของเชอ้ื
โรค รา่ งกายจะสร้างเอน็ ไซม์หรือใช้ระบบภูมคิ ุ้มกนั ขึน้ มาทาลายยา ทาให้การรักษาไม่ได้ผล ต้องใชย้ าในปรมิ าณทเ่ี พ่มิ ขึ้น ซึง่
กอ่ ใหเ้ กิดอาการติดยา เชน่ บาร์บทิ ูเรท มอร์ฟีน เป็นต้น
2. การใช้ยาในทางท่ผี ดิ และการติดยา (Drug Abuse and Drug Dependence) การใช้ยาในทางท่ผี ดิ หมายถงึ
การนายามาใชด้ ้วยตนเอง และนายามาใชโ้ ดยมิใชเ่ ปน็ การรักษาโรค เปน็ การใชย้ าไม่ถูกต้อง และไม่ยอมรับในทางยา
การติดยา มักเป็นผลจากการนายามาใช้ในทางท่ผี ิด เชน่ แอมเฟตามนี เพอ่ื กระต้นุ สมองทาใหร้ ้สู กึ แจ่มใส ไมง่ ่วง
หรือเพือ่ ลดความอว้ น เมอื่ ใช้ติดตอ่ กนั นานๆจะมผี ลต่อร่างกายและจติ ใจ ใหม้ ีความตอ้ งการยาอยูเ่ สมอ และปรมิ าณเพม่ิ ขึน้
เรื่อยๆ ถ้าขาดยาอาจทาให้ถึงตายได้ เชน่ เมือ่ ติดยาแอเฟตามนี จะทาให้เกดิ อาการปวดท้อง อาเจยี น และเสียชวี ิต เพราะ
อาการผิดปกติของหัวใจและหลอดเลอื ด
3. การแพย้ า (Drug Allergy or Hypersensitivity) เปน็ ปฏกิ ิรยิ าทีเ่ กดิ ขนึ้ เม่ือร่างกายไดร้ บั ยาชนดิ ใดชนิดหน่ึงแลว้
รา่ งกายจะสร้างภูมิคุ้มกนั เพ่อื ตอ่ ต้านยาชนิดน้ัน เม่ือร่างกายไดร้ บั ยาชนิดเดมิ อกี ตวั ยาจะไปทาปฏิกริ ยิ ากับภูมคิ ุ้มกัน ทาให้
เกดิ การแพ้ยา โดยจะมีอาการดังตอ่ ไปน้ี มไี ข้ ช็อก หอบ หืด คดั จมูก ไอจาม ลมพษิ โลหิตจาง หรืออาจเสียชีวิตได้จงึ ไมค่ วร
ซื้อยามารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์
4. ผลค้างเคยี ง (Side Effect) เป็นอาการปกติทางเภสชั วิทยาที่เกิดควบคกู่ บั ผลทางรกั ษาทางยา ซงึ่ เกดิ ข้ึนไดก้ บั ทุก
คน และมีความรนุ แรงต่างกนั เชน่ การใชแ้ อนทฮี ีสตามีน มีผลในการลดน้ามกู ลดอาการแพ้ แต่อาจมผี ลค้างเคยี งคือ ทาให้
งว่ งนอน ซึมเซา ควรหลกี เล่ยี งการทางานกับเครอื่ งจักร และการขับรถ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุ ไดง้ า่ ย
5. พิษของยา (Toxic Effect) เก่ียวขอ้ งกับฤทธ์ิทางเภสชั วิทยาในระดบั ที่รนุ แรงจนถึงข้ันเปน็ พิษเป็นผลของยาทใี่ ช้
ถ้ายงั เพิม่ ขนาดใช้ยา อาการพษิ กย็ งิ่ เพม่ิ ขึน้ จนอวัยวะน้นั ๆ พิการหรือเส่อื มสภาพไป หรอื การใชย้ าในระยะเวลานาน
ติดต่อกัน แม้จะใช้ในขนาดปกติ ก็เกิดเป็นพิษได้ เนอ่ื งจากพิษของยาเอง เช่น คลอแรมเฟนคิ อล สเตยี รอยด์ แอสไพริน ถ้าใช้
นาน ๆ ดเชอ้ื ไดง้ ่าย ๆ พษิ ของยาอื่น ๆ อาจมีผลตอ่ ระบบประสาท ระบบหวั ใจ ระบบไหลเวียนของโลหิต นอกจากนย้ี าบาง
ชนดิ ซ่ึงมารดาใช้ขณะตั้งครรภ์ จะมีผลตอ่ เด็กในครรภ์ขั้นรนุ แรงได้
การเสือ่ มและหมดอายขุ องยา
ยาทุกอย่างมีการเสอื่ มอายุได้ทั้งสิ้น ซงึ่ อาจจะเปลย่ี นไปเปน็ สารที่มอี ันตรายโดยตรง หรืออาจไมม่ ีอันตรายโดยตรง
แตท่ าใหค้ วามรุนแรงของยาลดลง ซง่ึ อาจทาใหร้ ักษาโรค หรอื อาการไม่ได้ผลเตม็ ที่ และเชือ้ โรคด้ือยา จงึ ควรสังเกตการเสื่อม
ของยา เช่น
1. สังเกตกาหนดวนั หมดอายุทภ่ี าชนะบรรจยุ า โดยใชค้ าว่า Exp. หรือ Exp.Date หรอื Used Before หรือ
Potency Guaeanteed to. แลว้ ตามด้วยวนั เดือน ปี
2. ยาทไ่ี มไ่ ดบ้ อกวันหมดอายุท่ภี าชนะบรรจุของยา อาจบอกวันผลติ โดยใชค้ าว่า Mfd.Date หรือ Manfd.Date
หรือ Manu.Date แลว้ ตามด้วยวัน เดือน ปี และอาจบอกระยะเวลาของคุณภาพยาไว้ หากไมก่ าหนดไวไ้ ม่ควรใช้ยาที่เก็บไว้
นานเกิน 5 ปี
~ 66 ~
3. สังเกตการเปล่ยี นแปลงของยา เชน่ ลักษณะสี กลิน่ รส เปน็ ต้น นอกจากนใ้ี นการซื้อยาด้วยตนเอง
เราอาจได้รบั ยาปลอม หรือยาผิดมาตรฐาน ซ่งึ อาจกอ่ ใหเ้ กิดอนั ตรายต่อสุขภาพได้เชน่ กัน
อนั ตรายท่เี กิดจากการใชย้ าปลอม ยาผิดมาตรฐาน และยาเส่ือมคณุ ภาพ
ยาปลอม ยาผดิ มาตรฐาน และยาเสอื่ มคุณภาพ เป็นยาท่ีกฎหมายกาหนดไว้ว่าห้ามผลิต ห้ามนาเข้า และห้ามขาย
หากผใู้ ดฝ่าฝนื ก็จะตอ้ งได้รับโทษตามกฎหมาย ท้ังนีเ้ นื่องจากการใช้ยาทไ่ี ม่ได้คุณภาพมาตรฐานนน้ั จะทาใหเ้ กิดอนั ตรายแก่
ผ้ใู ช้ยาท่ีไมไ่ ดค้ ุณภาพมาตรฐาน พอจะสรุปส้นั ๆ ไดด้ ังน้ี
1. ถ้าผปู้ ่วยไดร้ ับยาทม่ี ีตวั ยานอ้ ยกว่าท่ีควร หรือไมม่ ีตวั ยาเลย ก็จะทาใหป้ ริมาณยาท่ไี ดร้ ับน้ันน้อยจนไม่มผี ลในการ
รักษา จะทาให้โรคไม่หายเกิดลกุ ลามมากข้ึน ถ้าเปน็ โรคร้ายแรงอาจถึงตายได้ และถ้าเป็นยาปฏิชวี นะก็จะทาให้เชื้อโรคดอ้ื ยา
การรักษาจะยุ่งยากมากข้นึ
2. ถ้าผูป้ ว่ ยไดร้ บั ยาที่มตี วั ยามากเกนิ ไป กจ็ ะทาใหเ้ ส่ียงตอ่ พษิ ภยั ของยามากข้ึน
3. ถ้าผูป้ ว่ ยไดร้ ับยาที่มตี ัวยาเปน็ ยาอน่ื กจ็ ะทาให้การรักษาไมไ่ ดผ้ ล เชน่ เดียวกับได้รับยาท่ีตวั ยาน้อยและยังอาจ
ไดร้ บั พิษจากยาที่ปนปลอมมาอกี ด้วย
4. ยาท่ีหมดอายุ นอกจากจะไม่มีฤทธใิ์ นการรักษาแลว้ ยาทหี่ มดอายุแลว้ บางตวั ยังเปน็ พิษต่อร่างกายด้วย เช่น เต
ตราซยั คลนิ ท่หี มดอายุจะเป็นพิษต่อไต
5. ยาท่เี ปลยี่ นแปลงสภาพไปไมค่ วรใช้ เชน่ แอสไพรินทีเ่ ก็บไว้นาน ๆ จะมผี ลึกของกรดซาลิซิลคิ ซึ่งมีความเปน็ กรด
สูง ระคายเคืองกระเพาะมาก และไม่ให้ผลในการบรรเทาปวดลดไข้
ข้อแนะนาในการหลีกเลย่ี งการใช้ยาปลอม ยาผดิ มาตรฐาน และยาเสอ่ื มคณุ ภาพ กค็ อื ซ้ือยากบั เภสัชกรโดยตรง ไม่
ซอ้ื ยาท่ีบรรจุในภาชนะทีไ่ ม่มีฉลากแสดงชอื่ ยา บรษิ ัทก็ซอ้ื ยากับเภสัชกรโดยตรง ไม่ซื้อยาท่ีบรรจุไม่มีฉลากแสดงชื่อยา
บรษิ ทั ผู้ผลิต หมายเลขทะเบียนยา ไมซ่ ้ือยาชุด ยาที่มีลกั ษณะไมน่ ่าไวว้ างใจ และยาท่ีมผี ู้นามาเร่ขาย
บทความโดย : นาย สมเกียรติ พิกุลแก้ว, รร.สตรีสมทุ รปราการ489 ถ.สุขุมวิท ปากน้า อ.เมอื งสมุทรปราการ
จ.สมทุ รปราการ 10270, วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2545
~ 67 ~
บันทึกหลงั การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
~ 68 ~
ผลการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
นักศึกษาแสดงความเหน็ ใจและแสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกับประสบการณ์ท่ีเคยได้พบหรอื เคยอ่านเรื่องราวของผทู้ ่ี
ป่วยเป็นโรคต่างๆ และแสดงความตระหนักในการดแู ลสุขภาพให้มากขึ้นเพ่ือลดความเสี่ยงในการเกดิ โรคต่าง ๆ
สภาพปัญหาท่ีพบ
มกี ารแพรร่ ะบาดของโรคโควิด 19 ทาใหน้ ักศึกษาไม่สามารถมาพบกลมุ่ ได้
วธิ กี ารแก้ปญั หา
ปรบั วิธกี ารสอนเป็นรปู แบบออนไลน์
ขอ้ เสนอแนะ
-
ลงช่ือ…………………………………….ผู้บันทกึ หลังการสอน
(นางสาวนลิ ฎา วชิรเมธ)ี
ตาแหน่ง ครูผู้ชว่ ย
ความเห็นของผ้บู ริหาร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………...................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ….................................................
(นางสาวอรณุ ี พนั ธุพ์ าณิชย์)
ผู้อานวยการ กศน.อาเภอสูงเม่น รักษาการในตาแหน่ง
ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอเดน่ ชัย
~ 69 ~
แผนการเรียนรู้ รายวิชา สุขศกึ ษา พลศึกษา ทช31003
หน่วยการเรยี นรู้ ทกั ษะชีวิตเพ่ือสขุ ภาพจิต
รายวิชา/หัวเรื่อง ตัวชีว้ ดั เนอื้ หา การจัดก
- ผลกระทบจาก 1. วิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ 1. การวเิ คราะห์ปัญหา สาเหตุ ขัน้ ท่ี 1 กา
สารเสพตดิ
และการแพรร่ ะบาดของสาร ผลกระทบ และการแพร่ระบาดของ การเรียนรู้
- ทักษะชีวิตเพ่ือ
สุขภาพจติ เสพติด สาร เสพตดิ 1. ครสู นทน
2. วเิ คราะห์ผลกระทบของ 2. การมีส่วนร่วมในการปอ้ งกันสง่ิ ปัญหายาเส
สารเสพติดทมี่ ีต่อตนเอง เสพติดในชมุ ชน ขน้ั ท่ี 2 แส
ครอบครัว ชุมชนและ 3. กฎหมายทเี่ กยี่ วข้องกับสิ่งเสพติด จัดการเรียน
ประเทศ 4. ความหมาย ความสาคัญของ 1. ครูแจกซ
3. มสี ่วนร่วมรณรงค์ ทกั ษะชีวิต 10 ประการ บอกว่ายา ส
ปอ้ งกัน สง่ิ เสพติดในชมุ ชน 5. ทักษะชีวิตทีจ่ าเปน็ 3 ประการ ตา่ ง ๆ เปน็
อย่างสม่าเสมอ - ทกั ษะการตระหนักรู้ในตน จงึ เฉลยวา่ ผ
4. แนะนาสาระสาคัญของ - ทักษะการจดั การกับอารมณ์ 2. ครูและผ
กฎหมายที่เกยี่ วข้องกับส่งิ - ทักษะการจัดการกับความ ยาน้ันมคี ณุ
เสพตดิ แก่ครอบครัวและ
ผอู้ ่ืน เครียด และการรับ
6. การประยกุ ตใ์ ช้ทกั ษะชีวติ ในการ อา่ นฉลากย
5. บอกความหมายและ ทางาน การปรบั ตัว และการ อยา่ งไรบา้ ง
ความสาคัญของทกั ษะชีวิต แกป้ ัญหาชีวิต ขัน้ ท่ี 3 กา
ได้ทั้ง 10 ประการ 7.การแนะนากระบวนการทักษะชีวิต นาไปใช้
6. บอกทักษะชีวติ ท่จี าเปน็ ในการแก้ปญั หากับผู้อื่น 1. ครใู ห้ผ้เู ร
ไดอ้ ยา่ งน้อย 3 ประการ คน และให้บ
7. ประยุกตใ์ ช้ทักษะชีวติ ใน ยา วิธีการใช
การทางาน การปรับตัวและ การใชย้ าไม
การแกป้ ัญหาชีวติ ครอบครัว ตัวแทนกลุ่ม
ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
คร้ังที่ 7 พบกลุ่ม
กระบวนการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรยี นรู้ การวัดและประเมนิ ผล
าหนดสภาพปัญหา สอ่ื 1. ใบงาน
1. หนังสือเรยี น 2. บนั ทกึ การเรยี นรู้
นากับผู้เรียนถงึ เรื่อง 2. CD 3. แบบทดสอบ
สพตดิ ในชุมชน 3. รปู ภาพ 4. สงั เกตจากการมสี ่วน
สวงหาข้อมูลและ 4. ยาประเภทต่าง ๆ ร่วม
นรู้ 5. ขา่ วจากหนังสอื พมิ พ์ 5. สงั เกตการแสดงความ
ซองยาให้ผ้เู รยี นแล้ว แหล่งเรียนรู้ คดิ เห็น
สี ขนาดและรูปรา่ ง 1. หอ้ งสมดุ
นยาอะไรบา้ ง จากนั้น 2. โรงพยาบาล, สถานี
ผู้เรยี นตอบถูกหรือไม่ อนามยั
ผู้เรยี นช่วยกันสรุปว่า 3. สานักงานสาธารณสขุ
ณและโทษอยา่ งไรบ้าง 4. สถานีตารวจ
บประทานยาโดยไม่
ยาจะเกดิ อนั ตราย
ง
ารปฏบิ ัติและการ
รียนแบ่งกลุ่ม ๆ ละ 3
บอกถงึ สรรพคุณของ
ช้ อันตรายทีเ่ กดิ จาก
มถ่ กู ต้อง แล้วให้
มนาเสนอผล
รายวิชา/หัวเรื่อง ตัวชว้ี ัด ~ 70 ~
ไดอ้ ย่างเหมาะสม เนอื้ หา การจัดก
8. แนะนากระบวนการ
ทักษะชีวิตในการแก้ปัญหา การศกึ ษาให
แก่ครอบครัว เพื่อนและ - ยาสามญั
ผู้อื่น - ยาแก้ไข
- ยาทาภา
- ยาหยอด
- ยารักษา
4. ครูใหผ้ ูเ้ ร
สมมุติในสถ
- การต่อร
กรณีเท
- การต่อร
กรณีถกู
เครอื่ งด
5. ครูและผ
สาระสาคัญ
ขั้นที่ 4 การ
เรยี นรู้
1. วัดผลปร
กระบวนการเรียนรู้ สื่อ/แหลง่ เรียนรู้ การวัดและประเมินผล
หเ้ พอื่ นฟัง เชน่
ญประจาบา้ น
ข้ แกป้ วดทั่วไป
ายนอก
อดตา
าโรคกระดกู
รยี นแสดงบทบาท
ถานการณต์ า่ ง ๆ เช่น
รองและการปฏิเสธ
ทย่ี วกลางคนื
รองและการปฏเิ สธ
กชักชวนเสพสิ่งเสพตดิ
ดื่มผสมแอลกอฮอล์
ผเู้ รยี นรว่ มกันสรปุ
ญและจดบนั ทึก
รประเมินผลการ
ระเมินผล
~ 71 ~
ใบงาน
คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1. ทา่ นสามารถจัดการกับอารมณ์โกรธไดอ้ ยา่ งไร
2. ความเครยี ดสง่ ผลต่อสุขภาพอย่างไรและเราสามารถจัดการกับความเครียดไดอ้ ย่างไร
3. การตระหนักรู้ในตนเองมผี ลต่อการดาเนนิ ชีวติ อย่างไร
4. ใหเ้ ขยี นคาขวญั เกย่ี วกับยาเสพติด คนละ 1 คาขวัญ
5. ให้อธบิ ายถงึ ความหมายและประเภทของสิ่งเสพติดใหโ้ ทษ
6. ให้อธบิ ายถึงสาเหตุ ลักษณะอาการ และผลเสยี ของสง่ิ เสพตดิ
7. จงอธบิ ายถงึ การป้องกนั ส่ิงเสพตดิ ให้โทษ
ใบความรู้เรือ่ ง การจัดการกับอารมณ์
อารมณ์ หมายถึง การแสดงออกของภาวะจติ ใจทีไ่ ดร้ ับการกระทบหรือกระตุ้นใหเ้ กิดมีการแสดงออกต่อสิ่งท่ีมา
กระตุ้น อารมณ์สามารถจาแนกออกได้ 2 ประเภทใหญ่
1. อารมณ์สุข คอื อารมณ์ท่ีเกิดขึน้ จากความสบายใจ หรือ ได้รบั ความสมหวัง
2. อารมณ์ทกุ ข์ คอื อารมณท์ ีเ่ กิดขึ้นจากความไมส่ บายใจ หรือ ได้รบั ความไม่สมหวงั
~ 72 ~
อารมณพ์ ืน้ ฐานของคนเรา ได้แก่ โกรธ กลวั รังเกียจ แปลกใจ ดใี จ และเสยี ใจ ซ่งึ เปน็ อารมณ์พนื้ ฐานที่มีในสัตว์
เลีย้ งลกู ดว้ ยนม สัมพนั ธก์ ับ การทางานของระบบลิมบิก (limbic system)ในสมองส่วนกลาง ในคนเรานั้นพบว่า
ยังมีการทางานของ สมองสว่ นหน้า บริเวณ prefrontal มาเกยี่ วขอ้ งดว้ ย โดยมีการเช่ือมโยงกับระบบ ลิมบิกท่ี
ซบั ซ้อนจึงทาใหค้ นเรามลี ักษณะ อารมณ์ความรูส้ ึก ทห่ี ลายหลากมากกว่าในสัตวเ์ ลยี้ งลกู ด้วยนม
องคป์ ระกอบของอารมณ์
อารมณจ์ ะประกอบไปดว้ ยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
1. องคป์ ระกอบดา้ นสรีระ (Physiological dimension) หมายถงึ การเปลีย่ นแปลงต่าง ๆ ทางร่างกายที่
จะตอ้ งเกดิ ข้ึน ควบค่กู ับ ปฏกิ ิรยิ าทางอารมณ์ เชน่ หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกตามร่างกาย หรอื ใบหน้ารอ้ นผ่าว
เปน็ ต้น อารมณ์ท่ีก่อใหเ้ กดิ การเปลีย่ นแปลงทางสรีระไดม้ ากท่สี ดุ คือ อารมณก์ ลัว และ อารมณ์โกรธ อารมณก์ ลัว
จะก่อใหเ้ กดิ การหลัง่ ของฮอรโ์ มน แอดรนี าลีนจากต่อมแอดรนี ัล (Adrenal gland) ส่วนอารมณ์โกรธ จะ
กอ่ ให้เกิดการหลง่ั ของฮอร์โมน นอร์แอดรนี าลีน (Noradrenalin)
2. องคป์ ระกอบทางด้านการนึกคิด (Cognitive dimension) หมายถึง การมีปฏิกิรยิ าดา้ นจิตใจทีเ่ กิดขึ้น ต่อ
สถานการณ์ ทก่ี าลงั เป็นอยแู่ ละเกดิ เป็นอารมณข์ ้ึนมา เช่น ชอบ -ไมช่ อบ หรือ ถกู ใจ- ไม่ถกู ใจ เป็นตน้
3. องค์ประกอบทางด้านการมีประสบการณ์ (Experiential dimension) หมายถงึ การเรียนรู้ที่เกิดข้นึ ภายใน
จิตใจของแตล่ ะ บุคคลซง่ึ จะมีความแตกต่างกันไป
การตอบสนองทางอารมณ์ ประกอบดว้ ยปจั จัยต่างๆ ดังน้ี
1. ปฏกิ ริ ยิ าทางอารมณ์ เช่น การวง่ิ หนจี ากสงิ่ ทเ่ี รากลัว
2. การตอบสนองทางระบบประสาทอสิ ระ เช่น หัวใจเตน้ แรงขึน้ และเหงื่อออก บรเิ วณฝา่ มือเมื่อตกใจกลวั
3. พฤติกรรมทแี่ สดงออกมา เช่น การยิ้ม หน้านว่ิ ควิ้ ขมวด
4. ความรสู้ กึ เช่น ความโกรธ ความปตี ิ ความเศร้าโศก
การเปล่ยี นแปลงทางสรรี วทิ ยาท่ีเกดิ ข้นึ ระหว่างท่ีอามรณ์รุนแรงเปน็ ผลจากการกระตุ้น ของระบบประสาทเสรี
เพื่อเป็นการเตรยี มพร้อม สาหรบั ภาวะฉุกเฉนิ
ปจั จบุ ันเชอ่ื ว่า ระบบประสาทส่วนกลางของการตอบสนองทางอารมณ์ ถูกควบคุมโดย และ ซึ่งประกอบด้วย และ
อารมณ์ยังข้ึนอย่กู บั สารส่งต่อ พลังประสาท ในสมองปจั จุบันน้ีเป็นท่ยี อมรับกนั ว่า “อาการซึมเศร้าเกีย่ วข้องกบั
ระดับของ ที่ลดลง ยาท่ีทาให้ระดับของ ลดลง จะทาใหเ้ กิดอาการซึมเศร้า ส่วนยาต้านซึมเศร้า ทาให้ระดบั ของ
สูงขึ้น
การแสดงออกทางอารมณ์
ก. การแสดงออกทางอารมณโ์ ดยกาเนิด การแสดงอารมณ์พื้นฐานเป็นสิ่งที่มีมาต้ังแต่กาเนิด เด็กทุกชาติทกุ
ภาษาจะร้องไห้เมอื่ เจบ็ ปวดหรอื เสยี ใจ และหัวเราะเม่อื สุขใจ จากการศึกษาเด็กทต่ี าบอดหรือหูหนวกต้งั แต่แรก
เกิดพบว่า การแสดงออกของสหี น้า ท่าทาง และท่วงทกี ิริยาหลายๆ อย่าง ซึ่งเราเอาไปสัมพนั ธ์กับอารมณ์ชนดิ
ต่างๆ ได้รับการพัฒนาโดยความสุกสมบรู ณ์ การแสดงออกของอารมณ์เหล่าน้เี กิดขน้ึ ในช่วงอายทุ ีเ่ หมาะสม แม้ว่า
จะไม่มีโอกาสสังเกตไดใ้ นคนอ่ืนได้เขียนหนังสอื ซึง่ พมิ พ์ในปี 1872 ทา่ นกล่าววา่ วธิ แี สดงออกของอารมณ์เปน็
กระสวนที่ถูกถ่ายทอดทางพนั ธกุ รรม และแต่เดิมมีคณุ ค่าเพอ่ื ความอยรู่ อด ของชีวติ บางอยา่ ง เช่น การแสดง
ความรังเกียจ หรอื การไม่ยอมรับ เกดิ จากการทีอ่ ินทรยี พ์ ยายามขจัดเอาสงิ่ ที่ไมด่ ีหรือไมน่ า่ พงึ พอใจ ซ่งึ ไดก้ ินเข้า
ไปแลว้ การแสดงสีหน้าบางอยา่ งดูเหมอื นจะมีความหมายสากล โดยมไิ ดค้ านึงถึงวัฒนธรรมในที่ซง่ึ คนเราไดร้ บั
การเลย้ี งดู เม่ือเอาภาพแสดงสหี นา้ ของความสุข ความโกรธ ความเสียใจ ความรังเกียจ ความกลัว และความ
ประหลาดใจ มาแสดงต่อคนชาวอเมริกัน บราซลิ ซลิ ี อาเจนตินา และญีป่ ุน่ คนเหล่านีไ้ ม่มคี วามยากลาบากใน
การบอกความแตกต่างของอารมณ์แตล่ ะชนดิ พวกชาวเขาและชาวเกาะที่อยูห่ ่างไกลความเจรญิ ก็บอกไดเ้ ช่นกนั
~ 73 ~
ข. บทบาทของการเรยี นรใู้ นการแสดงออกทางอารมณ์ แม้วา่ การแสดงออกของอารมณบ์ างอย่างมมี าต้ังแต่
กาเนิดเป็นสว่ นใหญแ่ ลว้ แต่อารมณก์ ็อาจได้รบั การดดั แปลงมากมายโดยการเรียนรู้ ตัวอยา่ ง ความโกรธ อาจ
แสดงออกมาโดยการต่อสโู้ ดยการใช้ภาษาท่ีก้าวร้าว หรือโดยการลกุ ออกไปนอกห้อง แน่นอนการออกจากห้อง
หรอื การใชค้ าหยาบมใิ ช้การแสดงความโกรธ ซง่ึ มมี าตั้งแต่แรกเกิดการแสดงออกทางอารมณ์ทางสหี น้าและท่าทาง
อาจแตกต่างกันในแต่ละวฒั นธรรม ตัวอยา่ ง ชาวจีนมีการแสดงออกทางอารมณบ์ างอย่างแตกต่างจากชาตอิ ่นื ๆ
อย่างมาก การตบมอื แสดงถึงความกังวลใจ หรือความผิดหวัง การเกาหูและแก้มบง่ ถงึ การมคี วามสุข การแลบลน้ิ
ออกมาแสดงถึงความประหลาดใจ ในสงั คมตะวันตก การตบมอื หมายถึงความสขุ การเกาหแู สดงถงึ ความกังวล
และการแลบลนิ้ บง่ ถึงการยั่วโทสะ
การควบคุมอารมณ์และการจัดการอารมณ์
1. เราควรหม่ันฝกึ ให้มสี ติ คือระลึกรอู้ ยูเ่ สมออย่าประมาทในการดาเนนิ ชีวิต เม่ือมอี ะไรเข้ามากระทบทา
ให้เราเกิดความคิดและอารมณท์ ่ีไมด่ ี ก็ควรจะใช้สตใิ นการขบคดิ พจิ ารณา เพื่อใหเ้ ราเท่าทนั และไมต่ กเป็นทาส
ของอารมณน์ น้ั วิธคี วบคมุ อารมณ์ของเราอาจทาได้หลายวิธี ไดแ้ ก่
2.ใหม้ ีสตอิ ยเู่ สมอเพือ่ ควบคมุ อารมณ์ทร่ี ุนแรงให้คลายลง พยายามควบคมุ มันให้ได้โดยใช้ “สติ” หรือ
หลักธรรมะเข้ามาช่วยในการเผชิญกบั เหตุการณห์ รือปญั หาตา่ ง ๆ ก็จะทาให้เหตุการณ์หรอื ปญั หาต่าง ๆ นั้น
เปน็ ไปในทางท่ดี ีข้นึ ได้ ในทางตรงกนั ข้ามหากผใู้ ดใช้อารมณ์มากหรอื รนุ แรงเกินไป ก็อาจจะทาให้เหตุการณห์ รือ
ปัญหาต่าง ๆ ทเ่ี ผชญิ อยู่กลบั เลวร้ายลงไปไดเ้ ชน่ กัน
3.ใชค้ าพดู แสดงความร้สู กึ แทนการกระทา เช่น โกรธเพือ่ นทผ่ี ดิ นัด ไมค่ วรแสดงออกโดย การตาหนิดุด่า
แต่ควรใช้คาพดู แทนว่า “ฉันโกรธมากที่เธอผดิ นัดเม่ือวาน เป็นตน้
4.ให้ยดื เวลาออกไปกอ่ นทีจ่ ะตัดสินใจทาอะไรลงไป หรอื พยายามหลีกเลีย่ งสถานการณ์ทกี่ อ่ ให้เกดิ
อารมณ์รุนแรง รอใหอ้ ารมณ์ลดความรุนแรงลงแลว้ จึงกลบั มาเผชญิ เหตกุ ารณน์ ั้นอกี คร้ัง ก็จะทาให้เรามีสติมากขนึ้
ในการตดั สนิ ใจกระทาสิ่งต่าง ๆ ลงไป
5.ใช้การขม่ ใจ การใหอ้ ภยั และมองโลกในแงด่ ี พยายามฝึกมองสิง่ ที่เกิดข้นึ ต่าง ๆ ในดา้ นดเี สมอถ้าทาได้
จะทาใหเ้ รามีอารมณท์ ่ีเปน็ สุขมากย่ิงขน้ึ
6. เมื่อมเี รื่องทุกขใ์ จหรือเครยี ดควรปรึกษาเพอ่ื นสนิทที่ไวใ้ จไดห้ รอื ผู้ใหญ่ ทเี่ ราให้ความเคารพนบั ถือ
หากคนเรามีแตค่ วามทุกขเ์ ก็บสะสมไวม้ ากเกินไป สกั วันหน่ึงก็อาจจะกลายเปน็ โรคประสาท หรือโรคจิตต่อไปได้
จึงควรปลดปล่อยความทกุ ข์ที่มอี ยู่ออกไปเสียบ้าง
ความเครยี ดเปน็ เร่ืองพน้ื ฐานประจาชวี ิต ไม่ว่าคุณจะเป็นคนประเภทไหน ฐานะอย่างไร มอี านาจมากแค่
ไหน รูปงามหรอื ไม่ มีความสบาย เพียงใด ไม่อาจหลีกเลยี่ งมันได้ ความเครยี ดมาในหลายรปู แบบ เช่นการสอบไล่
คร้ังสาคญั อุบตั เิ หตุทางรถยนต์ การเข้าแถวรอเปน็ เวลานาน วนั ทอี่ ะไรๆกด็ จู ะไม่ถูกต้องสักอย่าง ความเครยี ด
ขนาดปานกลางอาจเป็นแรงกระตุน้ เป็นแรงจูงใจเป็นท่ีต้องการใหม้ ีในบางครั้ง แต่ถ้าหากเครียดมาก อาจก่อ
ปัญหาท้ังทางร่างกาย ทางจติ ใจ และทางพฤติกรรม
วธิ ีการจัดการกบั ความเครยี ด
วิธกี ารจดั การกบั ความเครยี ดสามารถทาได้หลายวิธี ข้ึนอยู่กบั สถานการณแ์ ละวธิ ีการท่ีจะยอมรับเอาไปใช้
1. การเล่นดนตรี ฟังเพลงกเ็ ป็นการช่วยลดความเครียดได้ เพราะดนตรแี ละเพลงทาให้เราเพลิดเพลนิ ทา
ให้ลืมเรื่องที่เครียด
2. การนวด เพราะการนวดทาใหไ้ ดส้ มั ผัสส่วนทีเ่ ครียด ทาให้กลา้ มเนือ้ ส่วนนัน้ ผอ่ นคลายลง
3.ม่งุ แต่สง่ิ ทเ่ี ปน็ ปัจจุบัน คนเรามีอดตี ทไี่ มน่ ่าพอใจเป็นทุกขด์ ว้ ยกันทุกคน ถ้านึกถงึ อดีตทีไ่ ม่พอใจ
บอ่ ย ๆ จะทาใหเ้ กิดทุกขเ์ ครยี ดได้และอย่าคิดถงึ อนาคตเพราะยังมาไม่ถงึ
~ 74 ~
4. สรา้ งนิสัยสดชน่ื ยิม้ แย้มเสมอ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ทอ่ี ยู่ใกลเ้ คียง
5. หลีกเลย่ี งการสรา้ งศตั รู เพราะการมีศัตรูจะทาให้เราตอ้ งหวาดระแวง กลัวต่าง ๆ นานา เมื่อน้ัน
ความเครียดกจ็ ะตามมา
6. การใช้ยาลดความเครียด การใชย้ านนั้ จะต้องไดร้ ับคาแนะนาจากแพทยเ์ ท่านน้ั เช่น ยาพวกบาบติ เรท
ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ เป็นต้น
แหล่งข้อมูล http://www.vcharkarn.com/vcafe/14209/1
http://www.novabizz.com/NovaAce/Emotional/Emotional.htm
~ 75 ~
ใบความรู้ เรอ่ื ง สารเสพติด
ความหมายของยาเสพติด
ยาเสพติด หมายถึง สารใดกต็ ามทเี่ กดิ ขน้ึ ตามธรรมชาติ หรือสารทีส่ งั เคราะหข์ น้ึ เมอ่ี นาเข้าสรู่ ่างกาย ไม่
วา่ จะโดยวธิ รี ับประทาน ดม สูบ ฉดี หรอื ด้วยวธิ ีการใด ๆ แล้ว ทาใหเ้ กิดผลต่อร่างกายและจิตใจ
นอกจากนีย้ ังจะทาให้เกดิ การเสพตดิ ได้ หากใช้สารนนั้ เปน็ ประจาทกุ วนั หรอื วันละหลาย ๆ ครั้ง
ลักษณะสาคัญของสารเสพตดิ จะทาใหเ้ กดิ อาการ และอาการแสดงต่อผเู้ สพดงั นี้
๑. เกิดอาการดื้อยา หรอื ต้านยา และเมอื่ ตดิ แลว้ ต้องการใช้สารนน้ั ในประมาณมากขึ้น
๒. เกิดอาการขาดยา ถอนยา หรอื อยากยา เมอ่ื ใช้สารนัน้ เท่าเดมิ ลดลง หรือหยุดใช้
๓. มคี วามต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจ อยา่ งรนุ แรงตลอดเวลา
๔. สขุ ภาพร่างกายทรุดโทรมลง เกดิ โทษต่อตนเอง ครอบครัว ผอู้ ื่น ตลอดจนสงั คม และ
ประเทศชาติ
ความหมายตามกฎหมาย
ยาเสพติดให้โทษ หมายความว่า สารเคมี หรือวัตถชุ นิดใดๆ ซ่ึงเมอื่ เสพเข้าสูร่ ่างกายไม่ว่าจะโดย
รับประทาน ดม สบู ฉดี หรือดว้ ยประการใดๆ แล้ว ทาใหเ้ กิดผลตอ่ ร่างกายและจิตใจในลกั ษณะสาคญั
เช่น ต้องเพมิ่ ขนาดการเสพเรือ่ ยๆ มีอาการถอนยา เมอ่ื ขาดยามีความต้องการเสพท้ังทางรา่ งกายและจติ
อย่างรนุ แรงอยตู่ ลอดเวลาและสขุ ภาพโดยทัว่ ไปจะทรุดโทรมลง กลบั ให้รวมถงึ พืช หรือ สว่ นของพืชที่เป็น
หรอื ใหผ้ ลผลติ เป็นยาเสพติดให้โทษ หรืออาจใชผ้ ลติ เปน็ ยาเสพตดิ ให้โทษและสารเคมี ทีใ่ ช้ใน
การผลิตยาเสพตดิ ใหโ้ ทษดงั กล่าวดว้ ย ทั้งน้ีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา แตไ่ มห่ มายความถึง ยาสาคัญประจาบ้านบางตารับตามที่กฎหมายว่าด้วยยาท่มี ี ยาเสพตดิ ให้
โทษผสม อย
สารเสพติด หมายถึงสิ่งที่เสพเข้าไปในร่างกายแล้วทาให้ร่างกายต้องการสารน้ันในปริมาณที่เพ่ิมข้ึนไม่
สามารถหยุดได้ มีผลทาให้ร่างกายทรดุ โทรมและสภาวะจติ ใจผิดปกติ
ยาเสพติด หมายถึง สารหรือยาท่ีอาจเป็นผลติ ภัณฑ์ธรรมชาติ หรือจากการสงั เคราะห์ ซ่งึ เม่ือเสพเข้าสู่
ร่างกายไมว่ ่าจะโดย การกนิ ดม สบู ฉีด หรือ ด้วยประการใด ๆ แลว้ จะทาให้เกิดผล ต่อรา่ งกายและจติ ใจ
ในลกั ษณะสาคัญ เชน่
- ต้องเพ่มิ ขนาดการเสพขนึ้ เร่ือยๆ
- มีอาการอยากยาเมื่อขาดยา
- มคี วามต้องการเสพทัง้ ร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงและต่อเน่ือง
- สขุ ภาพโดยทั่วไปจะทรดุ โทรมลง
ประเภทของยาเสพติด
ยาเสพติด แบ่งไดห้ ลายรปู แบบ ตามลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
1. แบง่ ตามแหลง่ ทเ่ี กิด ซึง่ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื
1.1 ยาเสพตดิ ธรรมชาติ (Natural Drugs) คอื ยาเสพตดิ ทผ่ี ลติ มาจากพชื เชน่ ฝนิ่ กระท่อม กญั ชา เปน็
ตน้
~ 76 ~
ฝิ่น กระทอ่ ม
1.2 ยาเสพติดสงั เคราะห์ (Synthetic Drugs) คือยาเสพตดิ ท่ีผลติ ขึ้นดว้ ยกรรมวิธีทางเคมี เชน่ เฮโรอนี
แอมเฟตามีน เปน็ ต้น
เฮโรอนี ยาบ้า
2. แบง่ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ.2522 ซ่งึ จะแบง่ ออกเปน็ 5 ประเภท คอื
2.1 ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ประเภทที่ 1 ไดแ้ ก่ เฮโรอีน แอลเอสดี แอมเฟตามีน หรือยาบ้า ยาอีหรือยาเลิฟ
2.2 ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ประเภทที่ 2 ยาเสพติดประเภทนส้ี ามารถนามาใช้เพ่ือประโยชนท์ างการแพทยไ์ ด้
แตต่ อ้ งใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ และใช้เฉพาะกรณีท่ีจาเปน็ เท่านั้น ได้แก่ ฝิน่ มอร์ฟนี โคเคน หรอื
โคคาอีน โคเคอนี และเมทาโดน
2.3 ยาเสพติดใหโ้ ทษ ประเภทที่ 3 ยาเสพตดิ ประเภทนเี้ ป็นยาเสพติดให้โทษทีม่ ยี าเสพติดประเภทที่ 2
ผสมอยดู่ ว้ ย มปี ระโยชน์ทางการแพทย์ การนาไปใชเ้ พ่ือจดุ ประสงค์อ่ืน หรอื เพือ่ เสพติด จะมีบทลงโทษ
กากับไว้ ยาเสพติดประเภทน้ี ไดแ้ ก่ ยาแกไ้ อ ท่ีมตี ัวยาโคเคอนี ยาแก้ทอ้ งเสีย ที่มฝี ิ่นผสมอย่ดู ้วย ยาฉีด
ระงบั ปวดต่าง ๆ เชน่ มอร์ฟีน เพทดิ นี ซง่ึ สกดั มาจากฝิ่น
2.4 ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ประเภทที่ 4 คอื สารเคมีท่ใี ชใ้ นการผลิตยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ประเภทท่ี 1 หรือ
ประเภทท่ี 2 ยาเสพตดิ ประเภทนีไ้ มม่ ีการนามาใช้ประโยชน์ในการบาบดั โรคแต่อย่างใด และมบี ทลงโทษ
กากับไว้ดว้ ย ได้แกน่ ้ายาอะเซตคิ แอนไฮไดรย์ และ อะเซติลคลอไรด์ ซงึ่ ใชใ้ นการเปลี่ยนมอรฟ์ ีนเปน็
เฮโรอีน สารคลอซไู ดอีเฟครนี สามารถใช้ในการผลติ ยาบ้าได้ และวตั ถอุ อกฤทธต์ิ ่อจติ ประสาทอีก 12
ชนิด ที่สามารถนามาผลติ ยาอีและยาบ้าได้
2.5 ยาเสพติดใหโ้ ทษประเภทที่ 5 เปน็ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษท่มี ิไดเ้ ข้าข่ายอย่ใู นยาเสพติดประเภทท่ี 1 ถงึ 4
ได้แก่ ทุกส่วนของพืชกัญชา ทกุ ส่วนของพืชกระท่อม เหด็ ขคี้ วาย เปน็ ต้น
~ 77 ~
มอรฟ์ ีน ยาอี กัญชา
3. แบ่งตามการออกฤทธิ์ตอ่ จิตประสาท ซงึ่ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
3.1 ยาเสพติดประเภทกดประสาท ไดแ้ ก่ ฝน่ิ มอร์ฟนี เฮโรอนี สารระเหย และยากล่อมประสาท
3.2 ยาเสพติดประเภทกระตนุ้ ประสาท ได้แก่ แอมเฟตามีน กระท่อม และ โคคาอนี
3.3 ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี ดเี อ็มพี และ เหด็ ขี้ควาย
3.4 ยาเสพตดิ ประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน กล่าวคือ อาจกดกระต้นุ หรือ หลอนประสาทไดพ้ รอ้ ม ๆ กัน
ตวั อย่างเชน่ กญั ชา
สารระเหย โคเคน เห็ดขีค้ วาย
4. แบ่งตามองคก์ ารอนามัยโลก ซ่งึ แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 9 ประเภท คือ
4.1 ประเภทฝิ่น หรือ มอรฟ์ นี รวมทงั้ ยาที่มฤี ทธิ์คล้ายมอร์ฟนี ไดแ้ ก่ ฝนิ่ มอร์ฟนี เฮโรอีน เพทดิ ีน
4.2 ประเภทยาปิทเู รท รวมทั้งยาท่ีมฤี ทธิท์ านองเดียวกนั ไดแ้ ก่ เซโคบาร์ปิตาล อะโมบาร์ปิตาล พาราลดี
ไฮด์ เมโปรบาเมท ไดอาซีแพม เป็นต้น
4.3 ประเภทแอลกอฮอล ไดแ้ ก่ เหลา้ เบยี ร์ วิสกี้
4.4 ประเภทแอมเฟตามีน ได้แก่ แอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน
4.5 ประเภทโคเคน ไดแ้ ก่ โคเคน ใบโคคา
4.6 ประเภทกญั ชา ได้แก่ ใบกญั ชา ยางกัญชา
4.7 ประเภทใบกระท่อม
4.8 ประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี ดีเอน็ ที เมสตาลนี เมลดั มอน่ิงกลอรี่ ต้นลาโพง เห็ดเมาบาง
ชนดิ
4.9 ประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจาก 8 ประเภทข้างตน้ ได้แก่ สารระเหยต่าง ๆ เช่น ทินเนอร์ เบนซนิ น้ายา
ล้างเล็บ ยาแกป้ วด และบหุ รี่
พฤติกรรมของผู้ติดสิง่ เสพติด
1. ไม่สนใจส่งิ แวดลอ้ ม ชอบแยกตวั เอง
2. แตง่ กายไม่เรยี บรอ้ ย สกปรก
3. สีหนา้ แสดงความวติ ก ซมึ เศร้า ไม่กลา้ ท่จี ะสู้หนา้ คน
~ 78 ~
4. เมื่อขาดยา มีอาการกระวนกระวาย หายใจลึก กลา้ มเนอื้ กระตุก ทุรนทุราย คล้มุ คลั่ง
การป้องกันการเสพยาเสพติด
1. เลือกคบเพอ่ื นที่ดี หลกี เล่ียงการคบเพือ่ นที่ติดสิ่งเสพติด
2. ไม่ทดลอง ส่งิ เสพตดิ ทกุ ชนดิ
3. เลน่ กฬี า ออกกาลงั กาย หากิจกรรมนันทนาการเล่นเม่ือมเี วลาว่าง
4. สถาบันการศึกษาควรให้การอบรมเกยี่ วกบั โทษของยาเสพตดิ
5. ควรมคี วามอบอุ่นแกค่ รอบครัว ดูแลสมาชกิ ในครอบครัว อยา่ งใกล้ชดิ
โทษของยาเสพติด
โทษเนอ่ื งจากการเสพสิ่งเสพติดแบ่งออกได้ ดงั นี้
1. โทษต่อร่างกาย สิง่ เสพติดทาลายทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ทาให้สมองถูกทาลาย ความจาเสื่อม
ดวงตาพร่ามัว่ น้าหนักลด ร่างกายซูบผอม ตาแหง้ เหม่อลอย ริมฝีปากเขียวคล้า เครยี ด เป็นตน้
2. โทษต่อผใู้ กล้ชิด ทาลายความหวังของพอ่ แมแ่ ละทกุ คนในครอบครวั ทาใหว้ งศต์ ระกูลเส่ือมเสยี
3. โทษต่อสงั คม เกิดปญั หาทางด้านอาชญากรรม สญู เสียแรงงาน ส้ินเปลอื งค่าใชจ้ ่ายในการ
ปราบปรามและการบาบัดรักษา
4. โทษต่อประเทศไทย ทาลายเศรษฐกจิ ของชาติ
การปอ้ งกนั อนั ตรายจากสารเสพติด
1. การป้องกนั ตนเอง ต้องออกกาลังกายสม่าเสมอ รบั ประทานอาหารทีม่ ีประโยชน์ และพกั ผอ่ นให้
เพยี งพอ เลอื กคบเพอ่ื นที่ไม่มวั่ สมส่งิ เสพติด
2. การป้องกันในครอบครวั ตอ้ งให้ความรกั ความเข้าใจ และอบรมส่ังสอนให้รถู้ ึงโทษของส่งิ เสพตดิ
3. การป้องกนั ในสถานศกึ ษา ควรใหค้ วามรูซ้ งึ่ ส่ิงเสพติด จดั นทิ รรศการและการรณรงคต์ ่อต้านสงิ่ เสพ
ตดิ ไปศกึ ษาดงุ าน ณ สถานบาบัดผ้ตู ิดยาเสพติด
4. การป้องกันในชุมชน ควรจดั สถานท่ีออกกาลังกาย และจัดกลมุ่ แมบ่ ้านให้ความรู้เร่ืองส่ิงเสพตดิ
บนั ทกึ หลงั การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
ผลการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
นักศกึ ษาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางหรอื นโยบายจัดการเรื่องปญั หายาเสพติด และสาเหตุทีท่ าให้
มผี ู้เสพรายใหม่ มีความสนใจและกระตือรือร้นในการทากิจกรรมการเรียนรู้
สภาพปญั หาท่ีพบ
มีการแพร่ระบาดของโรคโควดิ 19 ทาให้นักศกึ ษาไม่สามารถมาพบกลุ่มได้
วธิ ีการแก้ปัญหา
ปรับวธิ ีการสอนเปน็ รปู แบบออนไลน์
ข้อเสนอแนะ
-
ลงชื่อ…………………………………….ผ้บู ันทกึ หลงั การสอน
~ 79 ~
(นางสาวนิลฎา วชริ เมธี)
ตาแหน่ง ครูผู้ช่วย
ความเห็นของผู้บริหาร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่อื ….................................................
(นางสาวอรณุ ี พันธพ์ุ าณิชย์)
ผู้อานวยการ กศน.อาเภอสงู เม่น รักษาการในตาแหน่ง
ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอเดน่ ชัย