ความหมาย ความเป็ นมา
และความสําคญั ของพลศึกษา
การพลศึกษาในยโุ รปยคุ โบราณ
การพลศึกษาในยโุ รปยคุ ปัจจุบนั
การพลศึกษาในอเมริกา
การพลศึกษาในเอเชีย
การพลศึกษาในประเทศไทย
การพลศึกษาในสมยั อตุ สาหกรรมใหม่
ประวตั แิ ละววิ ฒั นาการแนวคดิ ทางพลศึกษาและกฬี า
ต้งั แต่สมยั โบราณมาแล้วเราจะเหน็ ว่าพลศกึ ษามคี วามเก่ยี วข้องกบั ชีวติ การ
เป็นอยู่ และวฒั นธรรมของคนทุกชาตไิ ม่ทางตรงกท็ างอ้อม หรืออกี นยั หน่งึ
กจิ กรรมการออกกาํ ลังกายเกอื บจะเป็นชีวติ ประจาํ วนั เลยทเี ดยี ว บางทกี ารออก
กาํ ลังกายเป็นผลอนั เน่ืองมาจากความจาํ เป็น ในการท่จี ะด้นิ รนทาํ มาหากนิ เพ่อื การ
มชี ีวติ อยู่ และบางคร้ังกอ็ อกกาํ ลงั กายเพ่ือให้มสี ขุ ภาพสมบรู ณแ์ ละมชี ีวติ อยู่อย่าง
ปกติ วตั ถุประสงคข์ องการพลศกึ ษาจะถกู เปล่ียนแปลงไปตามกาลสมยั
เร่ือยมาต้งั แต่ต้นจนกระทง่ั ปัจจุบนั
ในปัจจุบนั น้ีพลศกึ ษาต้องการท่จี ะส่งเสริมให้บุคคลได้มกี ารพัฒนา
1. ทางด้านร่างกาย (Physical Development)
2. ทางด้านจิตใจ (Mental Development)
3. ทางด้านอารมณ์ (Emotional Development)
4. ทางด้านสงั คม (social Development)
เพ่ือให้มีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์ ความเปล่ียนแปลงท่ไี ด้มองเหน็ ความสาํ คัญ
ของการพลศึกษาน้ี กเ็ ป็นผลเน่ืองจากคุณประโยชน์ท่เี กดิ ข้นึ จากกจิ กรรมพลศกึ ษา
พลศึกษาในเชิงร่างกาย กค็ ือ การทาํ ให้ร่างกายมพี ลังท่เี ป็นรปู ธรรม
ประกอบด้วย
เช่น ข้อมือ สามารถยกส่งิ ของหนักได้
การว่ิงระยะส้นั 50 เมตร ในเวลาท่กี าํ หนด
เช่น การก้มตัว เข่าตงึ ไปหยิบของบนพ้ืน
เช่น การโยกลาํ ตัวหลบหลีกส่งิ กดี ขวาง
เช่น การเดนิ เรว็ หรือว่ิงระยะทางไกล เป็นเวลานาน
เช่น การท่เี หง่ือออกจากร่างกาย และการจับชีพ
จรตามเกณฑท์ ่กี าํ หนด
กค็ ือ พละ 5 แปลว่าธรรมอนั เป็นกาํ ลัง ท่สี ถติ ยใ์ นจิตใจคน มีพลังเป็น
นามธรรม ประกอบด้วย
- ศรัทธา - ความเช่ือ คอื เช่ือว่าจิตของคนมพี ลังแฝงทุกขณะ
- วริ ิยะ - ความเพยี ร คอื คนมคี วามมุ่งม่นั ต้ังใจฝึกฝน ฝึกซ้อม ให้สาํ เรจ็ ได้
- สติ - ความระลึกได้ คือการร้ตู วั ทกุ ขณะ ว่ากาํ ลังเคล่ือนไหว
- สมาธิ - ความต้งั จติ ม่ัน คือ การนาํ จติ ไปจดจ่อกบั การเคล่ือนไหวในขณะน้ัน
- ปัญญา - ความร้ชู ัดแจ้ง คือ น้อมนาํ ความคดิ วิธคี ดิ ว่าขณะท่เี คล่ือนไหว ต้อง
แก้ปัญหาขณะน้นั และคดิ การณล์ ่วงหน้าเสมอ
เพ่ือให้มองเหน็ เน้ือในใจความของคาํ น้อี ย่างถ่องแท้ในความหมาย ๓ ระดบั จาก
คาํ ว่า “คือ” ให้ภาษาท่สี ้นั กระชับและกว้างๆ จากคาํ ว่า “เป็ น” ให้ภาษาพ้นื ฐานท่เี ข้าใจได้และ
แยกย่อยอย่างง่ายๆ และ “หมายถงึ ” ให้ภาษาท่ขี ยายความ ท่แี ตกคาํ ออก และเพ่ิมคาํ ท่สี าํ คญั
ดงั น้ี
- พลศึกษา คือ ศาสตร์และศิลป์ ในการเรียนร้รู ่างกายและจติ ใจ
- พลศึกษา เป็ น ช่ือสาระการเรียนร้แู ขนงหน่ึงท่บี ังคับเรียนตามหลักสตู ร เป็นการเรียนรู้
เก่ยี วกบั การเคล่ือนไหวของร่างกายและจติ ใจอย่างถูกวธิ ี หรือหากจะเพ่ิมรายละเอยี ดมากข้นึ ขอขยายความว่า
- พลศึกษา หมายถงึ สาระการเรียนร้แู ขนงหน่ึง ท่วี ่าด้วยการเรียนรู้เร่ืองการเคล่ือนไหวท่ตี ้อง
บังคับร่างกายและควบคุมจิตใจ เพ่ือก่อให้เกดิ การใช้พลังงานอย่างถูกวิธแี ละมปี ระสทิ ธภิ าพ ตลอดจนมคี วามรู้
เก่ยี วกบั การออกกาํ ลังกาย และใช้กฬี าเป็นส่อื ในการเรียนรู้
แล้วถามต่อว่า เรียนพลศกึ ษาไปทาํ ไม กจ็ ะต้องมกี ารสร้างวิธคี ดิ ให้กบั ผู้เรียนเช่นกนั ว่าทุกเร่ืองท่เี รียนร้มู ี
เป้ าหมายปลายทางท้งั ส้นิ ดงั น้ี
- เรียนพลศึกษา เพอื่ ให้ร่างกายและจติ ใจมกี ารเคล่ือนไหวท่ถี ูกวธิ แี ละถูกต้อง จนก่อเกดิ
ความแขง็ แรงในร่างกายและความแขง็ แกร่งในจติ ใจ เม่อื เคล่ือนไหวสม่าํ เสมอ จะมสี มรรถภาพทางร่างกายและ
จิตใจท่ดี ตี ่อไป
เนน้ กิจกรรมทางกีฬา จดั ในรูปแบบการเล่นกีฬานานาชนิด การแข่งขนั กีฬา
นานาชาติ เพื่อมวลมนุษยชาติ ซ่ึงในแถบเอเชียจะเห็นข้นั ตอนการแข่งขนั กีฬาจากประเทศ
กลุ่มเลก็ ไปสู่ประเทศกลุ่มใหญ่ อยา่ งเช่นประเทศในแถบกบลุ่มเอเชีย มีกีฬาซีเกมส์
(Southeast Asian Games หรือ SEA Games) มีประเทศในแถบ
เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ขยายเป็นกีฬาเอเชียนเกมส์ (Asian Games) หรือเรียกวา่
"Asiad" คือกลุ่มประเทศในทวปี เอเชีย จากน้นั สู่ทวั่ โลกคือกีฬาโอลิมปิ ก
(Olympic Games) ช้ีใหเ้ ห็นวา่ มีการววิ ฒั นาการในรูปแบบกีฬาแขง่ ขนั เพ่ือ
ความเป็นเลิศ มาหลายคร้ังหลายคราอยา่ งต่อเน่ือง
กีฬาเป็ นสิง่ ที่สรา้ งความเชื่อมนั่ มิตรภาพ ความผูกพนั ธ์ ซึ่ง
เป้ นบ่อเกิดแห่งความสมั พนั ธใ์ นระดบั ต่างๆ
การพลศึกษาในยโุ รปยุคโบราณ
1. การพลศึกษาในสมัยกรีก (Physical Education in Greek)
ประเทศกรีกในสมยั โบราณเป็นประเทศท่มี คี วามเจริญร่งุ เรือง
ทางศลิ ปะ ปรัชญา การปกครอง และการพลศึกษาเป็นอนั มากวิชาการ
เหล่าน้ันเป็นมรดกตกทอดมาถึงชาติต่างๆ ในปัจจุบันชาวกรีกได้พยายาม
ต่อส้สู ่งิ แวดล้อมภายนอกต่างๆ เพ่ือปรับปรุงร่างกายให้สมบูรณ์และมี
อนามยั ดีอยู่เสมอ จุดประสงค์อนั แรงกล้าน้ีจะมีอยู่ตลอดชีวิตของเขา ซ่ึง
อทิ ธพิ ลต่อระบบการศึกษาและการปกครอง
ในประเทศกรีก การพลศึกษา มีส่วนสาํ คญั ของการศึกษาในวัยเดก็
การพลศึกษาและดนตรีได้เป็นท่ยี อมรับกนั ว่าเป็นส่วนสาํ คญั ของการศึกษามาก
ท่สี ดุ ท่จี ะทาํ ให้มีการพัฒนาในตวั ของเดก็ การเล่นดนตรีจะช่วยส่งเสริมเดก็ ให้
ฉลาดมเี ชาว์และไหวพริบดี และการพลศึกษากเ็ พ่ือส่งเสริมความสมบูรณแ์ ขง็ แรง
ของร่างกาย และนอกจากน้ันการพลศึกษายังพัฒนาความมีนา้ํ ใจเป็นนักกฬี า
ความมีระเบียบวินัย ความมีร่างกายแขง็ แรง มคี วามยุติธรรม มีความกล้าหาญ
สปารตา (Sparta)
ยึดถอื พลศึกษาเป็นส่วนสาํ คัญในหลักการบริหารบ้านเมืองอย่างม่ันคง
เป็นนครท่เี ก่งกล้าในการรณณรงค์สงคราม จุดประสงค์ท่สี าํ คญั ของการพลศกึ ษากเ็ พ่ือท่จี ะ
สร้างกาํ ลังของกองทพั ให้เข้มแขง็ ทางกายโดยเข้มงวด หากปรากฏว่าร่างกายแขง็ แรงสมบูรณด์ ี
ทางการกจ็ ะมอบหมายให้มารดาเล้ียงดูอบรมส่งั สอน เพ่ือเป็นเดก็ ดมี ีระเบียบวินัยอดทนกล้า
หาญต่อไป พอเดก็ อายุ 7 ปี กต็ ้องเข้าโรงเรียนรับการฝึกสอนให้เล่นกฬี า
เอเธนส (Athens)
เป็นรัฐทม่ี ีอดุ มคตขิ ัดแย้งกบั สปาร์ตา รัฐน้ีมปี ระชาธปิ ไตยและเสรีภาพท่เี ฟ่ื องฟูท่สี ดุ
ชาวเอธนสต์ ่างกระหายและมคี วามต้องการอย่างแรงกล้าในการท่จี ะออกกาํ ลังกาย เพ่ือจะ
พัฒนาเยาวชนของเขาให้แขง็ แรง ให้ร้จู กั คุณค่าของความสาํ เรจ็ ของชีวิต มีชีวติ ท่เี ตม็ ไปด้วย
ความพร้อมและความแขง็ แรง อดุ มคตขิ องชาวเอเธนส์ คอื การฝึกคนให้ร้จู กั ถงึ ความ
สมดุลของชีวติ ในด้านศีลธรรมในด้านจติ ใจอนั ดีเย่ียม และพัฒนาร่างกายให้มีความสมบูรณ์
แขง็ แรงและสวยงามไปพร้อมกบั การเรียนวชิ าพลศกึ ษา
การส่งเสริมพลศึกษาในเอเธนส์ จะเร่ิมต้งั แต่ 7 ปี ดงั ได้กล่าวแล้ว พออายุได้ 16 ปี
กจ็ ะไปเข้าฝึกพลศกึ ษาในสถานท่เี รียกว่า ยมิ เนเซีย (Gymnasia) ไปตลอดชีวิต สถานท่นี ้รี ัฐ
เป็นผู้สร้างและอดุ หนุนทางการเงนิ ตลอดจนจัดเจ้าหน้าท่ขี องรัฐมาเป็นผู้ดาํ เนินงานและ
ควบคุมสถานท่สี ร้าง มีท้งั สนามเล่นและโรงฝึก
เอเธนสไ์ ด้มีการเปล่ียนแปลงไปมาก มคี วามคดิ เหน็ ในด้านปรัชญาและการศกึ ษา
ขดั แย้งกนั บ้างกเ็ หน็ ว่าควรหันไปใช้แบบของสปารต์ า บ้างกว็ ่าควรสนบั สนุนให้ประชาชนมี
สทิ ธ์มิ เี สยี งในการปกครองของประเทศมากข้นึ ฯลฯ ในยุคน้ไี ด้มนี ักปราชญ์เกดิ ข้ึนมากมาย
และมคี วามคดิ เหน็ ในด้านปรัชญา การศกึ ษาต่างๆ กนั ออกไป
โซเครตสิ (Socrates)
เหน็ ว่าการพลศกึ ษาและการออกกาํ ลังกายถอื เป็นส่วนสาํ คัญในการท่จี ะทาํ ให้
ร่างกายมีสขุ ภาพดแี ละมีชีวติ อยู่ได้ตามปกติสขุ
พลาโต (Plato)
เหน็ ว่าการเรียนและออกกาํ ลังกายทางด้านพลศึกษาน้นั มีความจาํ เป็นและสาํ คัญ
ท้งั ผู้หญิงและผู้ชาย และมคี วามเหน็ ว่าการเล่นพลศึกษา ดนตรีเป็นการศึกษาท่มี ีส่วน
สมั พันธต์ ่อกนั ในด้านการช่วยกล่อมเกลาจิตใจและอารมณใ์ นด้านจริยธรรม คุณธรรม
ต่างๆ ของคนให้เป็นคนดที ่สี งั คมต้องการ
อรสิ โตเตลิ (Aristotle)
ยอมรับว่าพลศกึ ษามีความสาํ คัญและเป็นส่งิ จาํ เป็นสาํ หรับมนุษยชาติ อริสโตเติล
ได้ยา้ํ คุณค่าของการออกกาํ ลังกาย แต่มใิ ห้มุ่งแต่การสงครามอย่างเดยี ว และมคี วามเหน็
ว่าสขุ ภาพทางจิตข้นึ อยู่กบั พัฒนาการทางพลศึกษาของแต่ละบุคคล คนท่ไี ด้รับการฝึกหัด
ทางพลศึกษาถูกต้องจะเป็นคนมนี สิ ยั ดี ร้จู กั ยบั ย้งั ความช่ัวต่างๆ ได้ดี
กาเลน(Galen)
เช่ือว่าพลศกึ ษาเป็นสขุ ศาสตร์อย่างหน่ึงท่จี ะช่วยให้คนมสี ขุ ภาพสมบูรณ์ และมสี ่วนช่วย
ในด้านการแพทยด์ ้วย
2. การพลศึกษาในยุคโรมนั รุ่งเรือง ชาวโรมนั นิยมพลศึกษามาก ถือวา่ พล
ศึกษาเป็นสิ่งจาํ เป็นแก่ชีวิตประจาํ วนั ชาวโรมนั ฝึกฝนใหบ้ ุตรตนมีร่างกายแขง็ แรง
สมบูรณ์ ใหม้ ีความสามารถใชเ้ ชิงดาบ โลห่ ์ แหลน ในการสู้รบบนหลงั มา้ รวมท้งั
การตอ่ สู้ประเภทอื่น มีสนามฝึ กหดั กีฬาเรียกวา่ “แคมปัสมาร์ตีอุส” เป็นสนามกวา้ ง
ใหญ่อยนู่ อกตวั เมือง และมีสถานฝึ กแข่งวา่ ยน้าํ สาํ คญั เรียกวา่ “เธอร์มา” ท้งั มีสนาม
กีฬามโหฬารในกรุงโรมจุคนไดถ้ ึง 200,000 คน เรียกวา่ “โคลีเซียม” ชาวโรมนั ทุก
คนตอ้ งการเป็นทหารในยามศึกสงคราม
3. การพลศึกษาในยุคโรมนั มดื ในสมยั น้ีไม่มีอะไรนอกจากการตกต่าํ ล่ม
จมของอาณาจกั รโรมนั ซ่ึงพ่ายแพ้แก่เผ่าติวตนั การพินาศของอาณาจักรโรมัน
น้ีนักประวัตศิ าสตร์ได้มีความเหน็ ว่าเน่ืองมาจากสาเหตุหลายประการ แต่ท่ี
สาํ คัญท่สี ดุ กค็ ือความเส่อื มทรามท้งั ทางด้านร่างกายและจติ ใจของประชาชน
พลเมอื ง ชีวิตความเป็นอยู่ชาวโรมนั ในระยะหลังๆ ส่วนใหญ่เตม็ ไปด้วยความ
ฟ้ ุงเฟ้ อสลุ ุ่ยสรุ ่ายไม่มีระเบยี บวินัย
4. การพลศึกษาในยุคสมยั ศกั ดินาสวามภิ กั ด์ิ เป้ าหมายทางพลศกึ ษา เพราะ
เป้ าหมายของยุคน้ีกเ็ พ่ือต้องรักษาตัวรอดเทา่ น้ัน ไม่มคี วามมุ่งหมายอ่นื ใดเลย มุ่งแต่
เฉพาะพัฒนาส่วนบุคคล ซ่ึงเป็นเร่ืองของยุคท่ตี ้องการใช้ความชาํ นาญ ความแขง็ แกร่ง
ความแขง็ แรง เพ่ือรักษาตัวเองและหมู่คณะให้มชี ีวติ รอดอยู่ได้ ฉะน้ันพลศกึ ษาจึงเป็นส่งิ
สาํ คญั ย่งิ
5. การพลศึกษาในยคุ สมยั ฟ้ ื นฟูวิทยาการ (Renaissance) ยุคน้ไี ด้มวี ิทยาการทาง
วทิ ยาศาสตร์และการศกึ ษาเปล่ียนโฉมหน้าไปจากเดมิ มแี นวคิดใหม่เกดิ ข้นึ โดยเช่ือว่าร่างกาย
และจติ ใจเป็นอนั หน่งึ อนั เดยี วกนั จะแบ่งแยกไม่ได้ การศึกษาท่ดี ีน้ันจะต้องมีการพัฒนาท้งั ด้าน
จติ ใจและร่างกายไปพร้อมกนั ในสมัยน้มี ีนักการศึกษาทม่ี ีความเช่ือในลัทธปิ รัชญาต่างๆ กนั ไป
หลายคน
เหน็ ว่าร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กนั นกั เรียนทุกคนควรจะได้เล่นกฬี าเพ่ืออกกาํ ลัง
กายเป็นประจาํ ทุกวนั ทา่ นผู้น้ีเป็นบุคคลแรกท่ใี ห้มกี ารเรียน เพ่ือการพฒั นาท้งั ร่างกายและ
จิตใจพร้อมๆ กนั ได้จดั กจิ กรรมออกกาํ ลังกายเข้าไว้ในหลักสตู รของโรงเรียน
การพลศึกษาในยโุ รปยุคปัจจุบนั ต้งั แต่สมัยฟ้ื นฟูวิทยาการเป็นต้น
มา ประเทศในยุโรป เช่น องั กฤษ เยอรมณี สวีเดน เดนมาร์ก ได้พากนั
ฟ้ื นฟูส่งเสริมการพลศึกษาของตนให้เจริญก้าวหน้าไปได้ไกลมาก
1. การพลศึกษาในองั กฤษ
องั กฤษเป็นประเทศท่ไี ด้ช่ือว่าเป็นแหล่งกาํ เนิดของกฬี ากลางแจ้ง นบั เป็นประเทศ
หน่ึงท่ที าํ ให้การพลศกึ ษาได้มีความเจริญร่งุ เรือง และแพร่หลายไปท่วั ประเทศต่างๆ ทว่ั โลก
กษตั ริยอ์ งั กฤษหลายองค์ทรงเป็นนกั การพลศึกษาและนกั กฬี า
กฬี าท่ชี าวองั กฤษนิยมเล่นได้แก่ ฟุตบอล รักบ้ฟี ุตบอล ข่มี ้า ล่าสตั ว์
เทนนสิ กอล์ฟ คริกเก้ต แข่งเรือ เป็นต้น ชาวองั กฤษเป็นชาติรักกฬี าเป็นชีวติ จติ ใจ คิด
เกมสก์ ฬี าสมัยปัจจุบันหลายอย่าง และถงึ กบั กล้ากล่าวว่า
“ ศึกวอเตอร์ลูน้ันแพ้ชนะกนั ทส่ี นามโรงเรียนอตี นั แล้ว”
อนั หมายถงึ ดุก๊ เวลลิงตันแม่ทพั บกองั กฤษรบชนะ พระเจ้า นโปเลียนท่วี อเตอร์ลู กเ็ พราะ
เป็นนกั กฬี าเอกของโรงเรียนอตี นั มาแล้ว
2. การพลศึกษาของเยอรมณี
เยอรมณเี ป็นประเทศท่ไี ด้ช่ือว่าเป็นแหล่งกาํ เนดิ ของยิมนาสติก มีชาวเยอรมันช่ือ
Friedrich Ludwig John (ค.ศ. 1778 – ค.ศ. 1852 : 440 – 441)
เป็นนกั ปฏวิ ตั กิ ารพลศกึ ษาคนสาํ คัญ จอห์นเหน็ ว่าท่ชี าตเิ ยอรมนั นีพ่ายแพ้แก่พระเจ้าน
โปเลียนในสงคราม กเ็ พราะชาวเยอรมนั อ่อนแอและขาดความแขง็ แรง จึงรวบรวมเดก็ หนุ่มมา
ฝึกให้เป็นคนแขง็ แกร่ง โดยสอนให้เล่นกระโดดสงู กระโดดไกล กระโดดคาํ้ ว่งิ ปี นป่ ายวิธตี ่าง ๆ
เพ่ือนาํ ไปใช้ประโยชน์ในสงครามกู้ชาติต่อไป สมาคมทาํ นองน้แี ผ่สาขากว้างออกไป
3. การพลศึกษาของสวีเดน
นกั การพลศึกษาคนสาํ คญั ของสวเี ดน คือ เปอ เฮนริด ลิงก์
(Per Henrik Ling) (ค.ศ. 1776 – ค.ศ. 1839 : 450)
ลิงกถ์ ือวา่ พลศึกษาเป็นวทิ ยาศาสตร์แขนงหน่ึง และคน้ ควา้ ทางพลศึกษาตามหลกั กายวภิ าค กบั
สรีรวทิ ยา ลิงกอ์ าศยั หลกั สองประการน้ี คน้ หาขอ้ มลู ฐานและตรวจสอบผลจากการออกกาํ ลงั กายท่ีมีต่อ
หวั ใจ ปอด กลา้ มเน้ือลิงกก์ เ็ ห็นวา่ พลศึกษาเป็นส่ิงจาํ เป็นแก่คนทุกประเภท อีกคนร่างกายอ่อนแอกย็ งิ่ จาํ เป็น
มาก แมค้ นพิการทางกายกย็ อ่ มออกกาํ ลงั กายได้ แต่การออกกาํ ลงั กายจะตอ้ งใหเ้ ป็นไปตามความแตกต่าง
ของแต่ละบคุ คล ฉะน้นั กีฬาแต่ละชนิด ยอ่ มจะเหมาะสมกบั คนเป็นคนๆ ไป
4. การพลศึกษาของเดนมารก์
อีมนั นูเอล ฮนั เซิน (Emanuel Hansen)
กล่าวสรปุ ว่า เดนมาร์กเป็นประเทศหน่ึงท่เี จริญทางด้านพลศึกษาไม่แพ้ประเทศอ่นื
ๆ ในทวปี ยุโรปด้วยกนั มนี กั การพลศกึ ษาคนสาํ คัญๆ เช่น นัคทกิ ลั กบั โยฮันเนส เป็น
กาํ ลังความคิดสาํ คญั ในการส่งเสริมพลศกึ ษา นคั ทกิ ลั เป็นผู้ริเร่ิมการพลศกึ ษาจนได้เปิ ด
โรงเรียนฝึกหัดพลศกึ ษาข้ึน
5.การพลศึกษาในสหรฐั อเมริกา
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศก้าวหน้าทางพลศกึ ษารวดเรว็ มาก ดัลเลย์ ซาเจิน และ
เอมยี ์ มอร์ริส โฮแมนส์
(Dudley Sargent)
( Amy Morris Homans) (ค.ศ.1889 : 470–471)
ในการฝึกหัดครกู ารเป็นผู้นาํ ของ โจเซฟห์ ลี (Joseph Lee) ในด้านเก่ยี วกบั การจดั สนามเดก็ เล่นและ
ในการพลศกึ ษาท่มี รี ปู แบบทางด้านพัฒนาการ การสร้างสรรค์ และการมศี ลิ ปะอย่างแท้จริงในหลาย ๆ อย่าง
ลูเธอร์ กลู คิ (Luther Gulick)
ได้ทาํ ให้เกดิ แนวคดิ ในบทบาทของการพลศกึ ษาข้ึนมาใหม่ ต้ังแต่ตอนปลาย
ศตวรรษท่ี 19 จนถงึ ตอนต้นศตวรรษท่ี 20 งานด้านมนุษยว์ ทิ ยา และงานด้านประวัตศิ าสตร์
ต่อมาแนวโน้มของการพลศกึ ษาเร่มิ ข้นึ จากสงคราม เน้นความสาํ คัญของสมรรถภาพร่างกาย
ของประชาชนพลเมอื งชาวอเมริกนั อกี ท้งั สร้างสมรรถภาพทางกายกบั เดก็ เยาวชน นักการพล
ศกึ ษาเร่ิมเหน็ ความสาํ คัญของพลศกึ ษามาต้งั แต่สมัยสงครามโลกคร้ังท่ี 1 ส้นิ สดุ ลงแล้ว เพราะ
ในสงครามคร้ังน้นั ทหารอเมริ กนั เสยี ชีวติ ไปมาก
การพลศึกษาในเอเซีย
การพลศกึ ษาในเอเซียคงจะคล่ีคลายขยายมานานแล้ว ประเทศจีนกบั อนิ เดยี เป็น
ศูนย์ อารยธรรมตะวนั ออกมาแต่โบราณกาล และมวี ธิ อี อกกาํ ลังกายของตน ส่วนประเทศใน
เอเซียอ่นื ๆ เช่น ญ่ีป่ ุน ไทย กค็ งจะได้รับอทิ ธพิ ลพลศึกษามาจากแหล่งกลางบ้าง
1. พลศึกษาในประเทศจีน
ชาวจีนมีส่วนร่วมในกจิ กรรมพลศกึ ษาบ้าง เช่น ข่มี ้า ยงิ ธนู ใช้ง้าว ในศตวรรษท่ี 5
การพลศกึ ษาในประเทศจีนขยายตวั กว้างขวางข้ึน ซ่ึงมพี ระจีนองค์หน่ึงเขยี นหนังสอื เร่ือง
การออกกาํ ลังกายแบบ “คองฟู” เป็นเร่ืองว่าด้วยวธิ บี รหิ ารร่างกาย ใช้เทคนคิ การหายใจ
เข้าออกช่วงยาว ๆ เช่ือว่าเป็นทางป้ องกนั โรคภยั ไข้เจบ็ ได้
2. การพลศึกษาในประเทศอินเดีย
ประเทศอนิ เดีย (สพุ ิตร สมาหิโต, ม.ป.ป.; ซิงเกอร์, เมอร์ฟ่ี และเทนแนนต์
(Singer, Murphy and Tennant, 1993)
เป็นอกี ประเทศหน่งึ ท่มี ีการพัฒนาศาสตร์ในสาขาจติ วทิ ยาการกฬี าค่อนข้างรวดเรว็
ในช่วงเวลาไม่นาน สถาบันการศกึ ษาต่างๆ ในประเทศอนิ เดยี ได้ผลิตผู้นาํ ทาง จิตวทิ ยากฬี า
หลายคนอนิ เดีย เป็นประเทศท่มี คี วามเช่ือค่อนข้างสงู ในแง่ความสมั พันธร์ ะหว่างกายและ
จิตใจโดยใช้กจิ กรรมท่เี รียกว่า โยคะ มาเป็นตวั เช่ือมและเกอื บจะกล่าวได้ว่า ต้นกาํ เนิดใน
องค์ความร้ทู างด้านจติ วทิ ยาการกฬี าในประเทศอนิ เดียได้เร่ิมมาจาก โยคะ
3. การพลศึกษาในประเทศพม่า
พม่าเป็นประเทศท่นี ยิ มกฬี ากลางแจ้ง มกี ฬี าชินลงหรือท่ปี ระเทศไทยเรียกว่า
กฬี าตระกร้อเป็นกฬี าท่นี ิยมมาก การพลศึกษาเพ่ิงจะได้รับความสนใจมากข้นึ ในยุคน้ี
ในปัจจุบันชาวพม่านยิ มกฬี าประเภทตะกร้อ ฟุตบอล ว่งิ ว่ายนาํ้
4. การศึกษาในประเทศญีป่ ่ ุน
ประเทศญ่ปี ่ ุนนบั ว่าพัฒนาการพลศกึ ษาไปได้ไกลและกระทาํ ได้รวดเรว็ กว่าประเทศอ่นื
ในเอเชีย จะได้สมญานามว่า “ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย” ในสมัยโบราณญ่ปี ่ ุนนิยมกฬี าฟันดาบ มวย
ปลาํ้ ยงิ ธนูและใช้พลศกึ ษาฝึกทหารนกั รบท่เี รียกว่า “ซามูไร” ให้เป็นผู้มรี ่างกายแขง็ แรง อดทน
จิตใจเข้มแขง็ มวี ินัย พวกซามูไรต้องบาํ เพญ็ ตนตามหลัก “บูชิโด” อนั เป็นบทบัญญัตเิ ก่ยี วกบั
เกยี รตยิ ศและจริยธรรมของทหารอศั วิน
5.การพลศึกษาในประเทศไทย
การพลศกึ ษาในประเทศไทย จะเร่มิ กนั มาแต่เม่อื ใดน้ัน ไม่มีเอกสารหรือหลักฐาน
แน่นอน แต่พอสรุปท่วั ไปได้ว่าชาวไทยเล่นกฬี า เช่น กระบ่กี ระบอง ฟันดาบ มวยไทย ตะกร้อ
มาต้ังแต่โบราณกาลแล้ว กฬี าเหล่าน้ดี ูจะเป็นของคู่บ้านคู่เมอื ง และเป็นมรดกประจาํ ชาตติ ก
ทอดสบื ต่อกนั มาอย่างน้อยกต็ ้ังแต่สมยั สโุ ขทยั ตามหลักฐานทางประวตั ศิ าสตร์ ปรากฎว่า
กษตั ริย์ไทยและชาวไทยรักการกฬี ากลางแจ้งมาต้งั แต่เดมิ แล้ว ในสมัยกรงุ สโุ ขทยั พ่อขนุ
รามคาํ แหงมหาราช ทรงนิยมกฬี าฟันดาบ กระบ่กี ระบอง ข่มี ้า ล่าสตั ว์ ใช้ของ้าว ชนช้าง ดังท่ี
ทรงสามารถกระทาํ ยุทธหัตถชี นะศกึ ขุนสามชนเจ้าเมอื งฉอด ศลิ ปะกฬี าต่าง ๆ
1. การจดั และการบริหารการพลศึกษาในประเทศไทย
การจัดและการบริหารการพลศกึ ษาในประเทศไทยของกระทรวงธรรมการน้ัน อาจ
กล่าวได้ว่า ได้เร่ิมจดั ทาํ กนั มาต้ังแต่ปี พ.ศ. 2440 กล่าวคือในปี น้กี ระทรวงธรรมการได้
เร่ิมจดั ให้มีการแข่งขันกรีฑาข้ึนท่ที ้องสนามหลวงเป็นคร้ังแรก เม่ือวนั ท่ี 11 มกราคม
2440 ในโอกาสท่พี ระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสดจ็ นวิ ตั จิ ากยุโรป ในการ
แข่งขันกรีฑาคร้ังน้ ี
ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมพี ระราชดาํ าริให้จัดต้งั
โรงเรียนฝึกหัดครูข้นึ เป็นแห่งแรก เม่ือวันท่ี ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ ท่โี รงเรียนเล้ียง
เดก็ และตกึ ป้ันหยา ถนนบาํ รงุ เมือง เรียกว่า “โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์” เป็นโรงเรียน
หลวงสงั กดั กรมศึกษาธกิ าร ประเภทโรงเรียนสอนวิชาพิเศษ ดาํ รงอยู่ได้ ด้วยเงิน
งบประมาณแผ่นดนิ
พ.ศ.๒๔๔๑
ไดม้ ีประกาศใชห้ ลกั สูตรตามโครงการการศึกษาของไทยฉบบั แรกในรัชสมยั ของ
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ในหลกั สูตรกาํ หนดใหผ้ เู้ รียนตอ้ งเรียนวชิ าพลศึกษา
(ในสมยั น้นั เรียกวา่ “วชิ ากายกรรม” หรือ “วชิ าดดั ตน” หรือ วชิ าการฝึกหดั ร่างกาย” หรือ “วชิ ากาย
บริหาร”)
ซ่ึงในขณะน้นั ยงั ไม่มี ผใู้ ดมีความรู้ที่จะสามารถสอนวชิ าพลศึกษาในหลกั สูตรน้ีได้ ดงั น้นั
เจา้ พระยาธรรมศกั ด์ิมนตรี
ซ่ึงขณะน้นั มีบรรดาศกั ด์ิเป็นหลวงไพศาลศิลปศาสตร์ จึงไดแ้ ต่งตาํ รากายกรรมข้ึนมา ซ่ึงนบั วา่
เป็นตาํ ราพลศึกษาเล่มแรกของไทย เพอ่ื ช่วยใหค้ รูสามารถนาํ ไปเรียนดว้ ยตนเองแลว้ นาํ มาสอนนกั เรียน
นอกจากน้ีเจา้ พระยาธรรมศกั ด์ิมนตรีไดท้ ุ่มเท ในการบรรยายในที่ประชุมครู และเขียนบทความเกี่ยวกบั
ความรู้ แนวคิดต่าง ๆ เช่น วธิ ีสอนพลศึกษา คุณค่าของ พลศึกษาและกีฬา ลกั ษณะของน้ าใจนกั กีฬา
ประโยชนข์ องน้ าใจนกั กีฬาและอ่ืน ๆ อีกเป็นจ านวนมากตีพมิ พ์ ในวารสารสามคั ยาจารยส์ มาคม ชื่อ
“วทิ ยาจารย”์ เพือ่ ใหค้ รูไดศ้ ึกษาหาความรู้เพม่ิ เติมพอที่จะสามารถสอนพลศึกษา ในโรงเรียนไดต้ ่อไป
วนั ที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๗
เจ้าพระยาธรรมศักด์ิมนตรีเป็นผู้มีส่วนสาํ คญั ในการก่อต้ังองคก์ รท่มี ี บทบาท
สาํ คญั ต่อการฝึกหัดครูพลศึกษาของไทยท่มี ีช่ือเรียกว่า “สามัคยาจารยส์ มาคม” จึงได้
จดั ต้งั “สามคั ยาจารย์ สโมสรสถาน” ข้นึ บริเวณสวนกุหลาบวิทยาลัย เพ่ือฝึกซ้อมการ
เล่นกฬี าและการออกกาํ ลังกายชนิดต่าง ๆ ท้งั ในร่มและกลางแจ้ง ท้งั กฬี าไทยและ
สากล จงึ ทาํ ให้มีผู้สมัครเข้าเรียนและอบรมเป็นจาํ นวนมาก สามารถนาํ ความรู้ไปสอน
วิชาพลศึกษาในโรงเรียนได้
ในปี พ.ศ.๒๔๔๘
โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ซ่ึงมีหลักสตู รการเรียนการสอน ๒ ปี กม็ ีการบรรจุวิชา
กายบริหารอยู่ในหลักสตู ร เพ่ือให้ครทู ่สี าํ เรจ็ จากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์สามารถสอนวิชา
พลศึกษาได้ด้วย แต่จาํ นวนครู พลศึกษายงั ไม่เพียงพอ
ปี พ.ศ.๒๔๕๒
เจ้าพระยาธรรมศักด์ิมนตรี จึงได้ผลักดนั ให้มกี ารจัดต้ังสถานศึกษาวิชาพล
ศึกษา สาํ หรับครขู ้นึ เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ในสามคั ยาจารยส์ โมสรสถาน เรียกว่า
“สโมสรกายบริหาร” เพ่ือฝึกหัดครู ให้มีความรู้พิเศษในวิชาการจัดระเบียบแถว การดดั
ตน การฝึกยมิ นาสติกและกฬี าต่าง ๆ ในตอนเยน็ และตอนค่าํ เพ่ือจะได้นาํ ความรู้ไป
สอนนักเรียนตามหลักสตู รต่อไป ซ่ึงผู้มาเรียนได้แก่ครูท่สี อนในโรงเรียนต่าง ๆ ใน
ระดบั ประถม ศึกษาและมัธยมศึกษา
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒
กระทรวงธรรมการได้จัดต้งั สถานศกึ ษาวชิ าพลศกึ ษาสาํ หรับครขู ้ึนเป็นคร้ังแรก ณ
สามัคยาจารย์สมาคม ในบริเวณสวนกุหลาบวทิ ยาลัยเรียกว่า “สโมสรกายบริหาร”
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖
ได้ปรับปรงุ โรงเรียนน้ีเป็นเอกเทศข้นึ เรียกว่า พลศึกษากลางมคี วามมุ่งหมายเพ่ือ
ช่วยส่งเสริมการพลศึกษา การกฬี าต่าง ๆ ในข้ันแรกได้อาศัยสถานท่อี าคารของโรงเรียน
มัธยมวัดราชบรู ณะ (โรงเรียนสวนกุหลาบวทิ ยาลัย) และแต่งต้งั ให้หลวงเชษฐ์พลศิลป
(ม.ล.เลก็ อศิ รางกูร) เป็นผู้อาํ นวยการสอนและอาจารยผ์ ู้ฝึกสอน
‰�ª Çæ.». Ùˆ ˉ Ù
กระทรวงธรรมการได้จดั สร้างโรงเรียนพลศกึ ษาข้นึ ใหม่ในบริเวณเดยี วกนั น้ันเอง ได้มีการ
ปรับปรงุ และเปล่ียนแปลงให้เหมาะสมแก่กาลสมยั และได้มีการให้การอนุมตั ทิ างพลศึกษา
ข้นึ
คณะพลศึกษา มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
เป็นส่วนงานหน่ึงของมหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ แรกเร่ิมจดั ต้งั เป็น โรงเรียนพลศึกษา
กลาง สงั กดั กระทรวงธรรมการ ในปี พ.ศ. 2462 ซ่ึงคณะพลศึกษา มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒน้นั
มีประวตั ิความเป็นมาที่ยาวนานกวา่ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ในอดีตมีท่ีทาํ การอยทู่ ี่
กรีฑาสถานแห่งชาติ (สนามศุภชลาศยั ) และเคยมีฐานะเป็น วทิ ยาเขต หน่ึงของ มหาวทิ ยาลยั ศรีนคริ
นทรวโิ รฒ
−ď² .ş.ţ ť▌ů
กระทรวงศึกษาธิการ(เดิมกระทรวงธรรมการ) ไดแ้ กไ้ ขระเบียบการฝึกหดั ครู โดยกาํ หนด
วา่ ช้นั ครูมูลพลศึกษา ใหเ้ รียกวา่ “ผสู้ อนพลศึกษาช้นั ตรี” (พ.ต.) ครูประถมพลศึกษา ใหเ้ รียกวา่
“ผสู้ อนพลศึกษาช้นั โท” (พ.ท.) และครูมธั ยมพลศึกษา ใหเ้ รียกวา่ “ผสู้ อนพลศึกษาช้นั เอก” (พ.อ.)
ปี พ.ศ. ๒๔๗๕
ไดม้ ีการเปล่ียนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย และมีการประกาศใช้
แผนการศึกษาชาติ ซ่ึงไดก้ าํ หนดความมุ่งหมายของการจดั การศึกษาไว้ ๓ ส่วน คือ
๑) จริยศึกษา- อบรมใหม้ ี ศิลธรรมอนั ดีงาม
๒) พทุ ธิศึกษา-ปัญญาใหม้ ีความรู้
๓) พลศึกษา-ฝึกหดั ใหเ้ ป็นผมู้ ีร่างกายบริบรู ณ์ เพือ่ สนอง เจตนารมณ์ของแผนการศึกษาชาติ
จึงจดั ต้งั กรมพลศึกษาข้ึนเมื่อวนั ที่ ๙ ธนั วาคม พ.ศ.๒๔๗๖ โดยมี
อาํ มาตย์เอก พระยาประมวญวชิ าพลู (วงษ์ บุญ-หลง)
รักษาการในตาํ แหน่งอธิบดีในระยะเริ่มแรก และในวนั ที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๗ จึงไดแ้ ต่งต้งั
นาวาโทหลวงศุภชลาศัย ร.น. (บุง ศุภชลาศัย)
มาดาํ รงตาํ แหน่งอธิบดีกรมพลศึกษา เป็นคนแรก และไดย้ า้ ยโรงเรียนพลศึกษากลางมาสงั กดั กรม
พลศึกษา
‰�ª Çæ.». 2 4 7 7
ได้เปล่ียนช่ือกองพลศกึ ษาเป็นกองกายบริหาร กองน้ีมีหน้าท่ผี ลิตครพู ลศกึ ษาออกไป
สอนพลศกึ ษาในโรงเรียนต่างๆ จดั ทาํ ตาํ ราวิชาพลศกึ ษาท่สี อนคือ กระบ่กี ระบอง กระโดดคา้ํ
กระโดดห้อยโหน ดดั ตนทา่ มอื เปล่า มวยไทย มวยฝร่ัง (มวยสากล) ว่ายนา้ํ จดั อตั ราเวลาเรียน
วิชาพลศึกษาในโรงเรียนต่าง ๆ ให้เหมาะสมกบั เพศและวยั
**** ความรูเ้ สริม ***** นอกสไลด์
ปี พ.ศ. 2477 กรมพลศึกษาได้จัดพมิ พ์กตกิ าบาสเกตบอลขนึ้ โดยอาจารย์
นพคุณ พงษ์สุวรรณ เป็ นผู้แปล และท่านเป็ นผู้เชี่ยวชาญในกฬี า
บาสเกตบอลเป็ นอย่างยง่ิ
ในปี พ.ศ. 2478
ได้จัดต้งั กรมพลศกึ ษาข้ึน เม่ือวนั ท่ี 9 ธนั วาคม พ.ศ. 2476 จุดประสงค์ของการต้ัง
กรมพลศึกษาข้ึน ในระยะแรกน้ีพระยาประมวลวชิ าพลู (วงษ์ บุญหลง) ได้เป็นผู้รักษาการ
ในตาํ แหน่งอธบิ ดีกรมพลศึกษาอยู่จนส้นิ พ.ศ. 2476 ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 นาวาโท
หลวงศุภชลาศยั ร.น. รองผู้บัญชาการทหารเรือได้มาดาํ รงตาํ แหน่งอธบิ ดกี รมพลศึกษา
เป็นคนแรก ท่านนับได้ว่าเป็น
“ บดิ าแห่งการพลศึกษาของเมืองไทย”
ได้ เป็ นผ้ ูวางรากฐานการพลศึกษาดังปรากฏอยู่จนทุกวันน้ ี
‰�ª Çæ.». 2 4 7 8
กรมพลศกึ ษาได้เร่ิมสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนสหศึกษาข้ึนใหม่ในกรีฑาสถาน
แห่งชาติ ในปี น้กี ระทรวงธรรมการได้วางระเบยี บสารวตั รนักเรียนข้นึ นอกจากน้นั ยังได้
เปิ ดการแข่งขันกฬี าต่าง ๆ มากประเภทข้ึน โดยใช้สนามโรงเรียนบ้านสมเดจ็ เจ้าพระยา
สวนกุหลาบวิทยาลัยสตรีวิทยา เป็นท่แี ข่งขนั ส่วนการแข่งขนั กรีฑาใช้สนามท่โี รงเรียนหอวงั
ในปี พ.ศ. 2479
ได้เปิ ดการอบรมวชิ าชีพพลศกึ ษาส่วนกายบริหารแก่นกั กฬี าท่จี งั หวดั ต่างๆ จังหวดั
ละ 1 คน เป็นเวลา 9 เดือน โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอนๆ ละ 3 เดอื น ให้กองทพั บกเป็นผู้
อบรมตอนหน่ึงกองทพั เรือเป็นผู้อบรมตอนหน่งึ และกรมพลศึกษาเป็นผู้อบรมตอนหน่งึ
แล้วส่งไปเป็นครใู นโรงเรียนฝึกหัดครขู องจงั หวัดน้ัน ๆ เพ่ือช่วยส่งเสริมการพลศกึ ษาใน
จังหวัด ได้ออกระเบียบการรับสมัครและกาํ หนดหลักสตู รของโรงเรียนพลศกึ ษากลาง โดย
รับนักเรียนจบช้ันมัธยมปี ท่ี 6 อายุ 15 ปี
ในปี พ.ศ. 2480 ********** ความรู้เสริม นอกสไลด์**********
ปี พ.ศ. 2479 ได้ มีการจดั การแข่งขนั ประจาํ ปี ทีน่ ครนิวยอร์ก จากการ
แข่งขนั นีท้ าํ ให้มคี วามเข้าใจเกย่ี วกบั การแข่งขนั วอลเลย์บอลดขี นึ้ โดยมีสมาชิกเข้า
ร่วมจาํ นวนมาก
ได้เปิ ดให้มกี ารอบรมพลศกึ ษาส่วนกายบริหารแก่นกั เรียนจงั หวดั ต่างๆ อกี 75 คน
เช่นเดียวกบั คร้ังก่อน นอกจากน้ันยังได้ออกข้อบังคบั การแข่งขนั กฬี าโรงเรียนของกระทรวง
ธรรมการข้นึ เป็นคร้ังแรกเพ่ือคอยควบคุมความประพฤตขิ องนกั เรียนท่มี าดูกฬี า
การประท้วงการส่งนกั กฬี าเข้าแข่งขนั การแบ่งร่นุ นักกฬี า
ในปี พ.ศ. 2481
กองกายบริหารได้เพ่ิมแผนกข้นึ ใหม่อกี แผนกหน่ึง คอื แผนกโรงเรียนฝึกหัดครู
พลศกึ ษา กองกายบริหารได้จดั ทาํ แบบแปลนโรงฝึกพลศกึ ษาไว้ให้แก่จังหวัดต่าง ๆ จะ
สร้างโรงฝึกพลศกึ ษา และได้ทาํ พิธเี ปิ ดสนามเดก็ เล่นโฮ้วป่ าในสวนลุมพินีเม่อื วันท่ี 15
พ.ย. 2481 นอกจากน้กี องกฬี าได้จัดการแข่งขนั กฬี านกั เรียนทุกประเภท มนี ักกฬี าจาก
จังหวัดฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ลพบุรีมาร่วมแข่งขนั ด้วย
พ.ศ.๒๔๘๑ กรมพลศกึ ษาจึงได้ย้ายท่ที าํ การกรม จากกระทรวงธรรม
การ มาท่ที าํ การใหม่บริเวณกรีฑาสถานแห่งชาติ(สนามศภุ ชลาศัย)
ในปี พ.ศ. 2482
ได้ย้ายโรงเรียนพลศึกษากลางจากโรงเรียนสวนกุหลาบวทิ ยาลัยมาอยู่ท่อี าคารทาํ การกรม
พลศกึ ษา กรีฑาสถานแห่งชาติ โดยใช้ช้ันล่างเป็นห้องเรียน ส่วนในด้านการแข่งขันกฬี านักเรียน
ได้มีนกั กฬี าเพ่ิมข้นึ คือ จากชลบุรี นครปฐม นนทบุรี และสมุทรปราการ ในด้านกฬี าประชาชน
ได้จดั ให้มกี ารแข่งขนั ตะกร้อข้ามตาข่าย หมากรกุ ไทยและฟุตบอล กบั ได้เปิ ดการแข่งขันกรีฑา
ประชาชนหญงิ ข้ึนเป็นคร้ังแรก