ในปี พ.ศ. 2483
กรมพลศกึ ษาได้ต้ังเงนิ อดุ หนุนการพลศึกษาข้ึนเพ่ือซ้ือเคร่ืองกฬี าท่จี าํ เป็นส่งไปให้
จงั หวดั ต่างๆ
ในปี พ.ศ. 2484
ได้เปิ ดอบรมครพู ลศึกษา 104 คน เป็นเวลา 2 เดือน ท่โี รงเรียนพลศกึ ษากลาง
กรีฑาสถานแห่งชาติ ได้ปรับความเข้าใจในเร่ืองประมวลการสอนวชิ าพลศึกษา พ.ศ. 2482
ให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถตดั สนิ กฬี าทุกอย่างท่กี รมจดั ต้ังข้นึ ได้ ในระหว่างท่ปี ระเทศอยู่
ในภาวะสงครามโลกคร้ังท่ี 2 น้นั กระทรวงศกึ ษาธกิ ารได้จดั ให้นกั เรียนทุกคนฝึกพลศกึ ษา
45 นาทที ุกวนั หลังจากเลิกเรียนแล้ว
ในปี พ.ศ. 2485
กองกฬี าได้วางนโยบายหาทางส่งเสริมให้มีการแข่งขันกฬี าระหว่างอาํ เภอ ระหว่าง
จังหวดั และระหว่างประเทศข้ึน เพ่ือเป็นการส่งเสริมกฬี าสมคั รเล่นและได้ฟ้ื นฟูกฬี าไทย
และการเล่นพ้ืนเมอื ง กบั ได้อบรมผู้ตดั สนิ และเจ้าหน้าท่จี ัดการแข่งขันกฬี าข้นึ ในเดือน
พฤศจิกายนปี เดียวกนั ได้เกดิ อทุ กภยั คร้ังใหญ่ในจงั หวดั พระนคร – ธนบุรี กาํ หนดการ
แข่งขันกรีฑาและกฬี าระหว่างน้นั จึงต้องงดไป
พ.ศ.๒๔๙๓
เป็นปี ท่ีการฝึกหดั ครูพลศึกษาของไทยเริ่มเขา้ สู่ยคุ ของการพฒั นาเพอ่ื เขา้ สู่ระบบใหม่ เป็นคร้ังแรก โดยโรงเรียน
พลศึกษากลาง ที่มีแต่เดิมน้นั ไดเ้ ปลี่ยนเป็น “โรงเรียนฝึกหดั ครูพลศึกษา” จดั การเรียนการสอน แบบเตม็ เวลา โดยรับนกั เรียน
ชายที่จบช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ ๖ (หลกั สูตรท่ีใชส้ มยั น้นั ) เป็นผรู้ ับทุนจากจงั หวดั ต่าง ๆ จงั หวดั ละ ๒ คน จาก ๗๐ จงั หวดั ทวั่
ประเทศ นกั เรียนรุ่นแรกมีเพียง ๙๘ คน เป็นนกั เรียนประจาํ ตลอดระยะเวลา เรียนตามหลกั สูตร ๕ ปี เมื่อเรียนจบหลกั สูตร
ออกไปรับราชการตามจงั หวดั ต่าง ๆ ท่ีตนเองรับทุนมา ไดม้ ีการปรับปรุง หลกั สูตรและเพิ่มวชิ าเรียนใหม่ตามหลกั สากล
โดยมีขอ้ กาํ หนดและระเบียบตามหลกั สูตรใหม่น้ีวา่
ผทู้ ี่สอบวิชาต่าง ๆ ผา่ นไดต้ ามหลกั สูตรช้นั ปี ท่ี ๑ จะไดร้ ับประกาศนียบตั รผสู้ อนพลศึกษาตรี (พ.ต.)
ผทู้ ่ีสอบวิชาต่าง ๆ ผา่ นไดต้ ามหลกั สูตรช้นั ปี ที่ ๓ จะไดร้ ับประกาศนียบตั รผสู้ อนพลศึกษาโท (พ.ท.)
ผทู้ ี่สอบวชิ าต่าง ๆ ผา่ นไดต้ ามหลกั สูตรช้นั ปี ท่ี ๕ จะไดร้ ับประกาศนียบตั รผสู้ อนพลศึกษาเอก (พ.อ.)
ในปี พ.ศ. 2507
ได้ต้ังองคก์ ารส่งเสริมกฬี าแห่งประเทศไทยข้ึน เพ่ือส่งเสริมกฬี าของประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2509
เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกฬี าเอเช่ียนเกมสค์ ร้ังท่ี 5 ข้นึ ในกรงุ เทพฯ
มปี ระเทศสมาชิกเข้าร่วมการแข่งขัน 14 ประเทศ กฬี าแข่งขนั มี 15 ประเภท และมีนกั กฬี าจาก
ประเทศต่างๆ เข้าร่วมแข่งขันเป็นจาํ นวนมาก รัฐบาลได้ให้เงนิ ช่วยเหลือ
ในปี พ.ศ. 2510
องค์การส่งเสริมกฬี าแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มกี ารแข่งขนั กฬี าเขตข้นึ เป็นคร้ังแรก ท่ี
กรงุ เทพฯ ได้แบ่งออกเป็น 5 เขต มกี ฬี าท่แี ข่งขนั 15 ประเภท
ในปี พ.ศ. 2513
มีหลกั สูตรผลิตครูพลศึกษาระดบั ปริญญาตรีของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
เรียกวา่ หลกั สูตรปริญญาวทิ ยาศาสตร์บณั ฑิต (ศึกษาศาสตร์-พลศึกษา)
ในปี พ.ศ. 2514
มีหลกั สูตรผลิตครูพลศึกษาระดบั ปริญญาตรีและคณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง
เรียกวา่ หลกั สูตรศิลปะศาสตร์บณั ฑิต (ศึกษาศาสตร์) วชิ าเอกการสอนพลานามยั
ในปี พ.ศ. 2515
กรมพลศึกษาไดเ้ ปิ ดวทิ ยาลยั พลศึกษาข้ึนที่จงั หวดั มหาสารคาม และใน
ปี พ.ศ. 2516 ไดเ้ ปิ ดวทิ ยาลยั พลศึกษาข้ึนท่ีจงั หวดั ยะลา
(ถนอมวงศ์ กฤษณ์เพช็ ร.2538, ฟอง เกิดแกว้ .2526: 17-25, และอุธรณ์ ปิ คุณยนั ต.์ 2517)
3. สถาบันอุดมศึกษาทผ่ี ลติ ครูพลศึกษาในปัจจุบัน
1. คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย หลักสตู รปริญญาตรี ครศุ าสตร์
บัณฑติ โท, เอก
2. คณะพลศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หลักสตู รปริญญาตรี โท, เอก
การศึกษาบณั ฑติ การศึกษามหาบณั ฑติ และ การศึกษาดุษฎบี ณั ฑติ
3. คณะศึกษาศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ หลักสตู รปริญญาตรี วทิ ยาศาสตรบัณฑติ
4. คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง หลักสตู รปริญญาตรีศลิ ปศาสตร
บัณฑติ และปริญญาโท
5. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ หลักสตู รปริญญาตรี ปริญญาวทิ ยา
ศาสตรบณั ฑติ (พลานามยั ), ปริญญาโท
6. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปริญญา
ศลิ ปศาสตรบณั ฑติ (ศกึ ษาศาสตร์พลศกึ ษา)
7. คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลักสตู รปริญญาตรีศกึ ษาศาสตร
บณั ฑติ และปริญญาโท
8. ภาควชิ าพลศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบูรพา เปิดหลักสตู รระดบั
ปริญญาตรีถงึ ปริญญาเอก
9. ภาควชิ าพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทกั ษิณ เปิ ดหลักสตู รระดบั
ปริญญาตรี, โท
10. ภาควิชาพลศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร เปิดหลักสตู รระดบั
ปริญญาตรี ถงึ ปริญญาเอก
11. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
12. สถาบนั การพลศกึ ษา
13. สถาบนั ราชภัฏ
นอกจากน้ียังมกี ารจัดพลศึกษาในระบบการศึกษาในสถาบนั ต่างๆ เช่น
กระทรวงกลาโหม ได้แก่
- โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
- โรงเรียนนายเรอื อากาศ
- โรงเรียนนายร้อยตาํ รวจสามพราน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ได้แก่ โรงเรียนต่างๆ และวทิ ยาลัยต่าง ๆ ท่วั ประเทศ
กระทรวงมหาดไทย ได้แก่ โรงเรียนเทศบาลทว่ั ประเทศ
กระทรวงสาธารณสขุ ได้แก่ วทิ ยาลัยพยาบาลต่างๆ และสาํ นักงานคณะกรรมการการ
อดุ มศกึ ษา
ความสาํ คญั ของการพลศกึ ษาและกีฬา
ความสําคัญของการพลศึกษา พลศึกษาเปนวิชาหน่ึงที่มี
ความจําเปนอยางยิ่งตองจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนและในทุก
ระดบั และเปนสวนสําคัญสวนหน่ึงในขบวนการจัดการศึกษาเพราะ
เปนการพัฒนาสวนตาง ๆ ของนักเรียนไปสูเปาหมายท่ีแทจริง เพ่ือ
ความเจรญิ งอกงามทางการศึกษาสว นจุดมงุ หมายของกีฬา
ความสาํ คญั ของพลศกึ ษาและกฬี า 4 ดา น
1. พฒั นาการทางดานรา งกายหรือทางดา นสรรี ะ
2. พฒั นาการทางดา นจิตใจหรือสตปิ ญญา
3. พฒั นาการทางดานอารมณ
4. พัฒนาการทางดานสังคม
1. พัฒนาการทางดานรางกาย(Physical Development)
คือ ความตองการใหเปนบุคคลที่มีรางกายแข็งแรงมีสุขภาพสมบูรณ
อยูเสมอ เพราะการเคลื่อนไหวหรือการออกกําลังกายน้ันดานสรีระ
จะทําใหระบบประสาทกับระบบกลามเนื้อ (Neuromuscular)
ทํางานสัมพันธกันอยางมีประสิทธิภาพ ทําใหเกิดความแข็งแรง ความ
อดทน กําลัง ความเร็ว ความคลองตัว ปฏิกิริยาตอบสนอง ความ
ยืดหยุน ความสมดุลที่รวมเรียกวา สมรรถภาพทางกาย (Physical
Fitness)
2. พัฒนาการทางดานจิตใจ (Mental Development)
คอื ความตอ งการใหสติปญญาความเชื่อมั่นในตนเอง เปนคนมีเหตุผล
รูจักใชสติปญญาไตรตรอง ตัดสินใจไดเด็ดขาด ถูกตองและรวดเร็ว
สามารถแกไขปญหาเฉพาะหนาไดดี ส่ิงเหลาน้ีจะเกิดขึ้นในขณะเลน
กีฬาเพราะตองใชไหวพริบ สติปญญา การแกไขปญหา และการ
ตัดสนิ ใจอยูตลอดเวลา
3.พัฒนาการทางดานอารมณ(Emotional Development)
คือ ความตองการใหเปนคนท่ีรูจักการควบคุมอารมณ มีความ
ยับย้ังช่ังใจ อดทน อดกลั้น ไมโกรธงาย ภูมิใจตนเองเม่ือประสบ
ความสําเร็จในการกีฬา มีการปรับตัวใหเขากับผูอ่ืน มีความเชื่อมั่นใน
ตนเอง และรูจักการควบคมุ อารมณ เลน หรือแขงขันกีฬาใหรูแพรูชนะ
รอู ภัย เพ่อื จะไดอยูใ นสงั คมอยางมคี วามสุข
4. พัฒนาการทางดานสังคม (Social Development) คือ
ความตองการใหผูเรียนฝกการปรับตัวใหเขากับผูอ่ืน เปนเรื่อง
เก่ียวกบั มนุษยสมั พนั ธ การอยรู ว มกนั ในสังคมประชาธปิ ไตย มารยาท
และประเพณีตาง ๆ ส่ิงเหลานี้นักเรียนจะไดรับการฝกการเปนผูนํา
และผตู าม (Leadership)
เปา หมายของวชิ าพลศกึ ษา
1. ดานสตปิ ญ ญา ความรู ความสามารถ เขาใจกฎ กตกิ า
การแขงขนั ความรใู นชว่ั โมงที่มกี ารสอนพลศึกษา ผูเรยี นจะไดร ับ
ความรแู ละทักษะตาง ๆ
2. ดา นสุขภาพและสมรรถภาพ จะชวยการพฒั นารา งกาย
สขุ ภาพดีข้ึน หรอื สมรรถภาพใหม คี วามแข็งแรงสมบูรณข ึน้ อีกทั้งเปน
การสงเสรมิ ความเจรญิ เติบโตทางกาย
3. ดา นทักษะ ทักษะ หมายถงึ ความสามารถในกิจกรรมที่
กระทําอยา งถูกตอ ง มปี ระสิทธิภาพ เปลอื งแรงงานแตน อ ย แตมีผลงาน
มาก กลไกสวนตาง ๆ ของรา งกาย
4. ดานเจตคติ เจตคตเิ ปนพฤตกิ รรมเกยี่ วของกับลักษณะ
ทาที ความรู อารมณ และคา นิยมของบคุ คลท่แี สดงออกมา
5. ดานมนุษยสัมพันธ ทําใหเปนผูมีมนุษยสัมพันธที่ดี มี
คุณธรรม มีนํ้าใจเปนนักกีฬา มีความสุภาพออนโยน มีความรักสามัคคี
รว มมอื กัน และเคารพสิทธิผูอนื่
6. ดานอารมณและสังคม ดานอารมณ คือ ใหมีอารมณ
แจมใส เบิกบาน สนุกสนาน ราเริง สามารถควบคุมอารมณของ
ตนเองไดเ ปน อยา งดี
7. ดานดุลยภาพแหงอายุจริงกับอายุสุขภาพ สําหรับการ
ดํารงชีวติ ที่มคี วามสขุ และสมบูรณ
ขอบขายของวชิ าพลศึกษา
พลศึกษาในโรงเรียน ควรจัดใหเด็กไดมีการเจริญเติบโต
และพัฒนาไดเต็มท่ี พรอมทั้งเนนถึงการสรางเสริมสภาพรางกาย
จติ ใจ สงั คม และอารมณข องแตละบุคคล ส่ิงเหลาน้ีจะทําใหสําเร็จ
ไดโดยการรูจักเลือกกิจกรรมทางพลศึกษา เพ่ือใหเขาเกิดมีความ
พรอ มทง้ั ทางรางกายและจติ ใจ ควรจะเลอื กกจิ กรรมอยางกวา ง
ขอบขา ยกจิ กรรมพลศกึ ษาและ
วัตถปุ ระสงคข องแตล ะกจิ กรรม
1. กิจกรรมการเลนเบ็ดเตล็ด (Low organization games)
ไดแก กิจกรรมทุกอยาง ต้ังแตการเลนท่ีไมมีกฎกติกา และการจัด
มากมายเหมือนเกมกีฬาใหญ ๆ การเลน เบ็ดเตล็ด
2. กิจกรรมการเลนเปนนิยายและการเลนเลียนแบบ
(Mime Tics and Story Play) คือ การเลนเปนนิทานหรือนิยาย
ตลอดการเลียนแบบสิ่งตาง ๆ เพ่ือใหเด็กเกิดจินตนาการหรือฝกคิด
การเลน เปน นิยาย
3. กิจกรรมเขาจังหวะ (Rhythmic Activities) ไดแก
กิจกรรมตาง ๆ ตั้งแตทักษะการเคลื่อนไหวเดิน กระโดด เขยง
กระโดดเขยง กระโดดสลับเทา กระโดดหนา หลัง ขาง สลับเทา
ตบมือ (ใหเขาจังหวัดดนตรี) เลนเกมพรอมกับรองเพลง (Singing
Games) เคล่ือนไหวไปตามเนื้อเพลง (Motion Songs) การเตนรํา
พื้นเมอื ง
4. กิจกรรมทดสอบสมรรถภาพของตนเอง (Self Testing
Activities) ไดแ ก กิจกรรมเพื่อเพม่ิ ความอดทนแขง็ แกรง
5. กิจกรรมการเลนนําไปสูกีฬาใหญหรือเกมนํา (Lead Up
Games) คอื การเลนกีฬาเล็ก ๆ ท่ีพาไปสเู กมใหญ ๆ ใชทักษะเบื้องตน
ใหเ กิดความชํานาญ
6. กิจกรรมเกมและกีฬา (Games and Sport) คือ
เกมกีฬาท่ีมีกฎกติกาบงไว เลนเปนทีมหรือเปนชุด เกมใหญนี้มี
เกมกีฬา กรีฑา
7. กิจกรรมอยคู า ยพักแรมและเดนิ ทางไกล (Camping and
Outing Activities) กิจกรรมเหลานี้เด็กตองใชความอดทน ความ
รว มมือ และความสามคั คีอยางมาก
8. กิจกรรมท่ีชวยแกไขความบกพรองทางกาย (Adaptive
Activities) ไดแก กิจกรรมตาง ๆ ท่ีสามารถแกไขความบกพรองทาง
กายของเด็ก ซึง่ รา งกายไมสมบรู ณเหมือนเดก็ อน่ื
ความหมายสมรรถภาพทางกาย
สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) หมายถึง สภาวะ
ของรางกายท่ีอยูในสภาพท่ีดีเพ่ือที่จะชวยใหบุคคลสามารถทํางาน
ไดอยางมีประสิทธิภาพ บุคคลที่มีสมรรถภาพทางกายท่ีดี ก็จะ
สามารถปฏิบัติภารกิจตาง ๆ ในชีวิตประจําวัน การออกกําลังกาย
การเลนกีฬา และการแกไขสถานการณตาง ๆ ไดเปนอยางดี (สุ
พติ ร สมาหโิ ต, 2548:5)
ชนิดของสมรรถภาพทางกาย
สมรรถภาพทางกายแบงออกเปน 2 ชนิด คือ
สมรรถภาพทางกายท่ีสัมพันธกับสุขภาพ (Health Related
Physical Fitness) และสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธกับทักษะ
(Skill-Related Physical Fitness)
องคประกอบสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธกับสุขภาพ
(Health Related Physical Fitness) สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ
กับสุขภาพเปนสมรรถภาพทางกายท่ีชวยลดอัตราความเส่ียงของการ
เกิดปญหาทางดา นสขุ ภาพตา ง ๆ ซ่ึงประกอบดว ย
1. ความแข็งแรงของกลา มเน้ือ (Muscular Strength)
2. ความอดทนของกลามเนือ้ (Muscular Endurance)
3. ความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ
(Cardio Respiratory Endurance)
4. ความออ นตวั (Flexibility)
5. องคประกอบของรา งกาย (Body Composition)
องคประกอบสมรรถภาพทางกายท่ีสัมพันธกับทักษะ (Skill-
Related Physical Fitness) สมรรถภาพทางกายท่ีสัมพันธกับทักษะ
(Skill-Related Physical Fitness) หรือ (Performance Related
Physical Fitness) เปนสมรรถภาพทางกายท่ีจําเปนจะตองใชสําหรับ
การเลนกีฬา ซ่ึงจะทําใหการเลนกีฬามีประสิทธิภาพมากท่ีสุด โดยจะ
ประกอบดวยสมรรถภาพทางกายท่ีสัมพันธกับสุขภาพควบคูกับ
องคป ระกอบดานอ่นื ๆ ดังน้ี
1. ความเร็ว (Speed)
2. กําลังของกลา มเน้ือ (Muncie Power)
3. ความคลอ งแคลววอ งไว (Agility)
4. การทรงตัว (Balance)
5. เวลาปฏบิ ตั ิกิรยิ า (Reaction Time)
6. การทํางานทปี่ ระสานกนั (Coordination)
บญั ญตั ิ 10 ประการ
สาํ หรับการเลน กฬี าและออกกําลังกาย
1. การประมาณตน สภาพรางกายและความเหมาะสม
กับกีฬาชนิดตาง ๆ ของแตละคนไมเหมือนกัน แมในคนคนเดียว
ในชวงเวลาหนึ่งกับอีกชวงเวลาหน่ึงก็แตกตา งกันไดการจะไดผลเพ่ิม
ของสมรรถภาพจากการฝกซอมเบาเกินไปก็ไดผลนอยหรือไมไดผล
แตการฝกซอมหนักเกินไปนอกจากไมไดผลแลวยังเปนอันตรายแก
สุขภาพอยางยิง่
2. การแตงกาย มสี วนเกีย่ วขอ งท้งั ในดา นการเคลื่อนไหว
ความอดทนและจิตวิทยา กีฬา แตอยางยอมมีแบบเครื่องแตงกาย
ที่เหมาะสม ทั้งเสื้อ กางเกงและรองเทา ในดานการเคล่ือนไหว
เสื้อผาท่ีรุมราม รองเทาที่ไมเหมาะกับเทาหรือสภาพของสนาม
ยอมทาํ ใหก ารเคลื่อนไหวไมคลองตวั เทาทค่ี วร และยังเปนตนเหตุให
เกดิ อุบตั ิเหตดุ วย
3. เลือกเวลา ดิน ฟา อากาศ ทุกคนควรกําหนดเวลา
ฝกซอมที่แนนอนไว แตควรเปนเวลาเดียวกันทุกวัน เพราะมีผลตอ
การปรับตัวของรางกาย การฝกซอมตามสะดวกโดยไมมีการ
กําหนดเวลาแนนอน ทําใหเหน่ือยเร็วและไดปริมาณนอยกวาใน
อากาศเยน็
4. สภาพของกระเพาะอาหาร ในเวลาอิ่มจัดกระเพาะ
อาหารซ่ึงอยูใตกระบังลมจะเปนตัวทําใหการขยายของปอดเปนไป
ไมไดดีเทาที่ควร เพราะกระบังลมไมอาจหดตัวตํ่าลงไดมาก ใน
ขณะเดียวกันการไหลเวียนเลือด จะตองแบงเลือดสวนหนึ่งไปใชใน
การยอ ยและดูดซึมอาหาร ทําใหเลอื ดไปเลยี้ งกลามเนือ้ ลดนอ ยลง
5. การดื่มน้ํา น้ําไมใชอาหารแตมีความจําเปนมากใน
การออกกําลังกาย เพราะถารางกายสูญเสียนํ้าไปมากปริมาณหนึ่ง
สมรรถภาพจะลดต่ําลงเนื่องจากการระบายความรอนออกจาก
รา งกายขัดขอ ง และถาเสยี มากตอ ไปกจ็ ะเปน อันตรายตอรางกาย
6. ความเจ็บปวย ความเจ็บปวยทุกชนิดทําใหสมรรถภาพ
ของรางกายลดลง และรางกายตองการพักผอนอยูแลว การออกกําลัง
ท่ีเคยทําอยูยอมเปนการเกินกวาท่ีสมรรถภาพรางกายจะรับได และ
อาจทําใหเกิดอันตรายรายแรงตอชีวิตเฉพาะอยางยิ่งการเปนไขซ่ึง
รางกายมอี ุณหภูมสิ งู กวา ปกติ
7. ความเจ็บปวยระหวางการออกกําลังกาย เปนท่ี
แนนอนวาระหวางการออกกําลังใด ๆ ก็ตามโอกาสจะเกิดอุบัติเหตุ
มีไดมากกวาการอยูเฉย ๆ ยิ่งเปนการเลนกีฬาท่ีมีการปะทะกันดวย
แลว โอกาสเกิดอบุ ัตเิ หตยุ ิ่งมมี ากข้นึ
8. ดานจิตใจ ในระหวางการฝกซอมและออกกําลัง
จําเปนตองทําจิตใจใหปลอดโปรง คิดถึงประโยชนที่ไดรับจากการ
ฝกซอมหรือออกกําลัง ต้ังใจปฏิบัติตามทาทางเทคนิคตาง ๆ และ
คดิ แกไ ขการปฏบิ ตั ทิ ี่ผิด
9. ความสมํ่าเสมอ ผลเพิ่มของสมรรถภาพตาง ๆ
นอกจากจะขึ้นอยูกับปริมาณความหนักของการฝกซอม และออก
กําลังแลว ยังข้นึ อยกู ับความสมํ่าเสมอดว ย
10. การพักผอน หลังการฝกซอมและการออกกําลัง
รางกายเสียพลังงานสํารองไปมาก จําเปนตองมีการชดเชยรวมทั้ง
ตองซอมแซมส่ิงสึกหรอและสรางเสริมใหแข็งแรงยิ่งขึ้น ขบวนการ
เหลานจ้ี ะเกิดขึ้นในระหวา งการพกั ผอน