The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดการความรู้ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ 04042564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by makkawan.2509, 2021-04-20 01:09:40

การจัดการความรู้ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ 04042564

การจัดการความรู้ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ 04042564

คำนำ

สถาบนั การพัฒนาชมุ ชน กรมการพฒั นาชุมชน ไดด้ าเนนิ การจัดการความรโู้ ดยการถอดองค์ความรู้จากศูนย์ภูมิรักษ์
ธรรมชาติ ของอาจารยป์ ญั ญา ปลุ ิเวคินทร์ หวั หน้าศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ซ่ึงตั้งอยู่บ้านท่าด่าน ตาบลหินต้ัง อาเภอเมือง
นครนายก จงั หวดั นครนายก ในพนื้ ท่ี 14 ไร่ หา่ งจากเข่อื นขุนด่านปราการชลหรือเข่ือนคลองท่าด่าน 200 เมตร และ
ถอดบทเรียนฐานเรียนรู้ต่างๆของครูพาทา (วิทยากรประจาฐานเรียนรู้) ของศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ซ่ึงได้อบรมโครงการ
อบรมสรา้ งวิทยากรจิตอาสาพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักสูตร 4 วัน 3 คืน เพ่ือต้องการใช้เป็น
เครื่องมือในการส่งเสริมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้กับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ได้นาไปพัฒนาผู้นาชุมชน กลุ่ม
องคก์ ร เครือข่าย ในเร่ืองการจัดการความรู้ของชุมชน

การจัดการความรู้เลม่ นี้ ไดถ้ อดบทเรยี นองคค์ วามร้ตู ่างๆ โดยใชก้ ระบวนการพัฒนาคน จากทฤษฎีเตาหลอมเหล็ก
เป็นเคร่ืองมือในการจัดการความรู้ มีการออกแบบเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและนาเสนอเป็นรูปแบบเล่าเร่ืองพร้อมภาพประกอบ
ทาให้เข้าใจวิธีการ กระบวนการต่างๆในการจัดการความรู้ได้ง่ายข้ึน เจ้าหน้าท่ีพัฒนาชุมชนและผู้ที่สนใจสามารถศึกษา
เรียนรู้ได้ดว้ ยตนเอง ซ่งึ เชอ่ื ว่าการจดั การความรู้เลม่ นจ้ี ะเปน็ ประโยชน์ และเป็นเครื่องมือสาคัญในการเสริมสร้างองค์กรให้
มขี ีดสมรรถนะสงู พฒั นาคน ให้เก่ง พฒั นางานใหม้ คี ุณภาพตอ่ ไป

สถาบันการพัฒนาชมุ ชน
31 มีนาคม 2564

สำรบัญ

- ตารางฝึกอบรม............................................................................................................................................................................................................
- ทฤษฎีเตาหลอมเหล็ก นายธนวัฒน์ ป่นิ แกว้ ผอู้ านวยการสถาบนั การพัฒนาชุมชน......................................................... 1
- เรอ่ื งเล่าจากบา้ น "พอ่ " ศนู ยภ์ มู ริ ักษธ์ รรมชาต.ิ .................................................................................................................................................. 2
- โครงการศนู ย์ภูมริ กั ษ์ธรรมชาติ ตาบลหนิ ต้ัง อาเภอเมอื ง จงั หวดั นครนายก..................................................................................................... 3
- ศนู ยภ์ ูมิรักษธ์ รรมชาติ สถานทีร่ วบรวมขอ้ มูลและกจิ กรรมตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ............................ 4
- การอบรมสร้างวทิ ยากรจิตอาสาพฒั นาชุมชนตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง............................................................................................ 5

- กจิ กรรมเดินชมพ้ืนที่ คอื การสารวจสถานในจุดเรียนร้ขู องศูนยภ์ ูมิรกั ษธ์ รรมชาต.ิ .......................................................... 6

- พพิ ธิ ภณั ฑ์ท่ีจัดแสดงในศูนย์ภูมิรกั ษ์ธรรมชาต.ิ ..................................................................................................................................... 15
- พิพิธภัณฑร์ ะบบแสง สีเสยี ง......................................................................................................................................................................... 15
- พพิ ิธภณั ฑธ์ รรมชาติท่มี ชี ีวิต............................................................................................................................................................................ 21
- ถอดองค์ความรูจ้ ากฐานเรยี น ฐานที่ 1 ฐานหม่ ดนิ โดย ครูมตู .ู ........................................................................................... 26
- ถอดองค์ความรจู้ ากฐานเรยี น ฐานที่ 2 ฐานปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อยา่ ง โดย ครูแบงค.์ ..................... 32
- ถอดองค์ความร้จู ากฐานเรียน ฐานท่ี 3 ฐานสรา้ งฝายชะลอน้าและคลองใส้ไก่ โดย ครแู บงค์................................. 36
- ถอดองค์ความรูจ้ ากฐานเรยี น ฐานท่ี 4 ฐานคันนาทองคา โดย ครูแนน........................................................................... 40
- ถอดองค์ความรจู้ ากฐานเรยี น ฐานที่ 5 ฐานปุ๋ยนา้ หมัก 7 รส โดย ครูหน่งึ ................................................................. 42
- ถอดองค์ความรู้จากฐานเรียน ฐานที่ 6 ฐานปยุ๋ อินทรยี ์ชวี ภาพ (ปุ๋ยแหง้ ) โดย ครูแบงค์ ...................................... 46
- ถอดองคค์ วามรจู้ ากฐานเรียน ฐานท่ี 7 ฐานคนมนี ้ายา โดย ครูจอย................................................................................... 51
- ถอดองค์ความรจู้ ากฐานเรียน ฐานท่ี 8 ฐานคนรกั ษ์สุขภาพ โดย ครูโอ๋......................................................................... 54
- ถอดองคค์ วามรูจ้ ากฐานเรยี น ฐานที่ 9 ฐานฅนมไี ฟ โดยครหู นึ่ง...................................................................................... 57
- ถอดองค์ความรู้จากฐานเรยี น ฐานที่ 10 ฐานปลกู ผกั ในแปลงแบบผ่าท้องชา้ งโดย ครูแนน.................................... 65
- ถอดองค์ความรจู้ ากฐานเรยี น ฐานที่ 11 ฐานคนเอาถา่ น โดย ครแู นน.......................................................................... 70
- ถอดองค์ความรกู้ จิ กรรมหน้าเสาธงและกจิ กรรมเอามอื้ ตรวจแปลง(ครพู าทา).................................................................. 73

@@@@@@@@@@@@@



1

นายธนวัฒน์ ป่ินแก้ว ผู้อานวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน ได้นาทฤษฎีเตาหลอมเหล็กมาใช้การพัฒนาคน
ขบั เคล่อื นงานการจัดการความรู้ เพอื่ การเก็บรวบรวมองคค์ วามรจู้ ากครัวเรอื นเป้าหมายท้ังท่ีสาเร็จ และครัวเรือนท่ีมีข้อจากัด
ในการดาเนนิ งาน “พฒั นาพื้นท่ีตน้ แบบการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตตามหลักทฤษฎใี หม่ ประยุกตส์ ู่ โคก หนอง นาโมเดล”

ในการพัฒนา “คน” เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการ “พัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลัก
ทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นาโมเดล” นั้น จาเป็นอย่างย่ิงในการนาทฤษฎีเตาหลอมเหล็กมาใช้ในการพัฒนา
เพือ่ ไปเป็น ครพู าทา นาครัวเรอื นเปา้ หมายไปสู่การสาเร็จตามเป้าหมาย ได้

2

เรอื่ งเล่าจากบา้ น "พอ่ " ศนู ย์ภมู ิรกั ษธ์ รรมชาติ

เผยแพร่: 9 เม.ย. 2550 09:25 โดย: MGR Online

“...เศรษฐกิจพอเพยี ง ต้องทาให้พอเพยี ง ถ้าไมพ่ อเพยี งไปไม่ได้ แต่ถ้าพอเพยี งสามารถนาพาประเทศได้ดี ไปได้ด.ี ..”

กระแสพระราชดารสั พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว

ทกุ พื้นท่ีในผืนแผน่ ดินไทย พระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั ทรงเหยียบย่างไปอย่างท่วั ถงึ แมว้ า่ ในบางพ้นื ทจ่ี ะเปน็
แหล่งทรุ กนั ดาร แต่หาก มพี สกนกิ รของพระองค์ จะพานกั อาศยั อยู่ไมว่ า่ จะห่างไกลหรอื ต้องเดนิ ทางด้วยความยากลาบากเช่น
ไร พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว มิเคยทรงทอดทง้ิ ประชาชนของพระองค์

นบั เป็นเวลาหลาย 10 ปี ท่ีพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัตพิ ระราชกรณียกิจเพือ่ พสกนกิ รชาวไทยอย่างไม่
รู้จักเหนด็ เหนอื่ ย ด้วยทรงมีพระประสงคใ์ หป้ ระชาชนไทยยึดหลัก “พอเพียง” ใหส้ ามารถพ่งึ พาตนเองได้

“ศูนยภ์ มู ริ กั ษ์ธรรมชาติ” เปน็ อีกหน่ึงในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดารทิ เ่ี ร่ิมดาเนนิ การมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545
โดยความร่วมมอื ของสมาคมนักเรยี นเกา่ วชิราวธุ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ และมูลนิธิชัยพฒั นา

ปัญญา ปลุ เิ วคนิ ทร์ หัวหน้าศูนย์ภูมริ ักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นผู้ลงแรง ลงใจบุกเบิกศูนย์แหง่ น้ี เลา่ ให้ฟังว่า ศูนย์ภมู ิ
รักษ์ธรรมชาติ ต้งั อยู่ในพื้นที่ของบา้ นทา่ ด่าน ต.หนิ ตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก เนอ้ื ทรี่ วมทั้งสน้ิ 14 ไร่

“ทด่ี นิ 14 ไรซ่ ่ึงเป็นที่ตง้ั ของศนู ยภ์ มู ริ กั ษ์ฯ เป็นท่ีดนิ ของพระเจา้ อยู่หัว ที่ทรงใช้ทุนทรพั ย์สว่ นพระองค์ซอ้ื เอาไว้ ดว้ ย
พระองคเ์ ห็นวา่ จ.นครนายกเป็นจังหวดั ท่มี ีแหล่งทอ่ งเท่ียวเยอะ ประกอบกับมกี ารก่อสรา้ งเข่อื นขุนดา่ นปราการชล หรอื เขื่อน
คลองท่าดาน ซึง่ เปน็ พระราชดาริของในหลวงอีกเช่นกนั อย่ใู กล้กบั ท่ดี นิ ผืนนเี้ พยี ง 200 เมตร พระองค์จึงทรงซื้อเอาไว้ โดย
มีพระประสงคใ์ หอ้ นุรกั ษพ์ น้ื ทดี่ งั กลา่ วไว้ เพราะต่อไปในอนาคตพนื้ ที่รอบๆ เข่ือนขุนด่านฯ จะกลายเป็นรีสอร์ตเสียหมด”

สมาคมศษิ ยเ์ ก่าวชริ าวธุ ฯ จึงได้ขออนุญาตจากมลู นธิ ิชัยพัฒนา ใช้ทด่ี ิน 14 ไรข่ องพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั
จดั สร้างเป็นสถานทรี่ วบรวมข้อมลู แนวพระราชดาริและทฤษฎีการพฒั นาในพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว ซงึ่ ต่อมาสมเดจ็
พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนธิ ชิ ยั พฒั นา ทรงมีพระราชานุญาตพระราชทานตามทีเ่ สนอ
ในปี 2545 ซึ่งต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระราชทานช่อื โครงการดังกล่าววา่ “ศูนยภ์ มู ิรักษธ์ รรมชาติ”

สาหรับพ้นื ที่ในศนู ยภ์ มู ิรกั ษ์ธรรมชาติ ทั้ง 14 ไร่ จัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดว้ ยกัน ประกอบด้วย สว่ นทเี่ ปน็
พพิ ิธภณั ฑเ์ พื่อแสดงแนวคดิ และทฤษฎีการพัฒนาตนเองของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัว ซ่ึงอยู่ในอาคารจัดแสดงดว้ ยระบบ
แสง สี เสยี ง เก่ียวกบั แนวพระราชดาริและพระราชกรณยี กจิ ต่างๆ ท่ีในหลวงทรงบาเพ็ญตลอดระยะเวลาทผ่ี ่านมา อาทิ
การจัดการป่าต้นน้า การทาฝนหลวง หรอื การบริหารชมุ ชนโดยยึดหลัก “บวร” เป็นต้น

3

“กอ่ นจะเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์ ด้านหน้าพพิ ิธภัณฑจ์ ะมีรูปหลอ่ ของในหลวงขนาดเทา่ พระองคจ์ รงิ ใหท้ ุกคนได”้ มอง”พระองค์ท่าน เรา
ต้องการใหท้ ุกคน 'มอง' ไม่ใช่แค่ 'เหน็ ' ทาไมพระองคส์ วมรองพระบาทผ้าใบ ทาไมพระองคใ์ ชด้ นิ สอในการจดบนั ทึก ทาไมพระองค์จงึ ต้องสะพาย
กลอ้ งตลอดเวลา และทาไมพระองคจ์ ึงมสี มุดจดบันทึกอยู่ในมอื ตลอดเวลา พระจริยวตั รของพระองค์ สะทอ้ นแนวพระราชดารขิ องพระองค์ เราต้องการ
ใหท้ กุ คนมองพระองค์เพ่อื ซึมซับอย่างเข้าใจ และนาไปปฏบิ ัติตาม” อ.ปัญญาอธบิ าย

ส่วนท่ี 2 เปน็ การจัดนทิ รรศการบรเิ วณใกล้เคียงกบั อาคารพิพิธภณั ฑ์ เพ่ือใหผ้ ้เู ยย่ี มชมศูนยฯ์ เข้าใจแนวพระราชดารไิ ดอ้ ยา่ งชัดเจน อาทิ
การใช้พลงั งานจากแสงอาทติ ย์ การใช้หญ้าแฝกยดึ หน้าดนิ หรอื แนวพระราชดาริ “แกล้งดิน” และ "แก้มลิง" รวมถึงการบาบดั น้าเสียด้วยกงั หัน
น้าชัยพัฒนา หรอื แมแ้ ต่การกาจัดของเสยี ท่อี อกจากร่างกายคน ก็ใชแ้ นวพระราชดารใิ นการจดั การ

“ภายในศนู ยฯ์ เรานาเอาแนวพระราชดาริของพระองค์มาใชท้ งั้ หมด ซงึ่ เราสามารถใชบ้ รหิ ารจัดการทรพั ยากรตา่ งๆ อย่างได้ผลจริงๆ คดิ ดูแล้ว
กนั แมแ้ ตเ่ รอื่ งขี้ เยย่ี ว พวกเรายังต้องใหใ้ นหลวงมาคดิ แก้ปัญหาให้ ในหลวงคดิ ไว้ต้งั แตป่ ี 2522 ช่วงนัน้ คนขยายจากกรุงเทพมหานครไปอยู่ จ.
นนทบรุ ีเยอะ ไม่สามารถแกป้ ัญหาเรื่องขี้เยีย่ วกันได้ ในหลวงตอ้ งไปคิดแก้ให้ เอามาหมกั ไว้ในถงั ปลอดเชอื้ 15 วันหมดกลนิ่ 28 วนั ปลอดเชอื้ เอา
ไปใชร้ ดตน้ ไม”้

สาหรบั ส่วนท่ี 3 เปน็ แปลงสาธิตภายนอกอาคาร จาลองป่าและภมู ปิ ระเทศ 4 ภาค สอดแทรกแนวคดิ ในการพฒั นา “ดนิ นา้ ปา่ ” รวมถึง
การจัดแสดงเกษตรทฤษฎใี หม่ และชีวิตท่ีพอเพยี งตามแนววิถีไทย ซ่ึงในส่วนนี้จะเนน้ ให้ผเู้ ข้าเยีย่ มชม ได้ “Play and Learn” ในจดุ ตา่ งๆ
ไปพรอ้ มกบั การบรรยายถึงแนวพระราชดาริเกษตรทฤษฎใี หมใ่ ห้เขา้ ใจไปพรอ้ มๆ กัน

“ศนู ยฯ์ แหง่ น้ี มจี ดุ ม่งุ หมายหลัก คือการสรา้ ง 'คน' เราจงึ มีหลกั สตู รทีร่ บั จดั อบรมใหแ้ กผ่ ู้ทีส่ นใจ โดยหลกั สูตรของศูนยฯ์ จะให้
แลกเปลีย่ นเรยี นร้เู ศรษฐกจิ พอเพียงแนวคดิ ของพระองคท์ ่านให้เรยี นรูเ้ กษตรกรรมธรรมชาตทิ าอย่างไร ให้พบกับคนท่ปี ระสบความสาเรจ็ จาก
เศรษฐกจิ พอเพยี ง จากทุกวงการ เพราะแนวคิดของพระองคส์ ามารถใช้ไดก้ บั คนทุกวงการ บางคนพลกิ กลบั จากความลม้ เหลวในระบอบทุนนิยม 360
องศา แล้วสามารถประสบความสาเร็จได้ เอาประสบการณม์ าถ่ายทอดใหฟ้ ัง เพราะสง่ิ ทีด่ ที ีส่ ดุ ทจ่ี ะให้คนนาไปใช้คอื การสรา้ งตวั อย่างของความสาเร็จ

"นอกจากนนั้ เราจะฝกึ ใหพ้ งึ่ ตนเอง อะไรทเี่ คยซอื้ กใ็ หท้ าเอง และไมใ่ ช่ทาเองแบบผลติ ภณั ฑธ์ รรมชาตลิ า้ สมยั แต่เราเอาภูมิปญั ญาดง้ั เดิม
เตมิ ด้วยวิทยาการสมยั ใหม่ เชน่ การทาน้ายาล้างจาน ยาสระผม เราสทู้ ้องตลาดได้ สุดทา้ ยคือ บันได 5 ข้ันสูเ่ ศรษฐกจิ พอเพียง"
ปัจจุบนั “ศนู ย์ภมู ริ กั ษธ์ รรมชาต”ิ ได้ดาเนนิ การไปเกอื บ 100% โดยมกี าหนดสง่ มอบศูนยฯ์ ใหแ้ กม่ ูลนิธิชยั พฒั นาในเดือนเมษายน 2550
โดย อ.ปญั ญา เปิดเผยวา่ หลังการส่งมอบให้มลู นธิ ชิ ยั พัฒนา ในเบอื้ งตน้ คงตอ้ งขอสนับสนนุ งบประมาณดาเนินการจากมูลนธิ ฯิ เป็นค่าจา้ ง
บคุ ลากร และค่าบรหิ ารจัดการระยะหน่งึ ก่อน แต่หลงั จากนน้ั 1 ปี เชือ่ วา่ ศนู ยภ์ มู ิรกั ษธ์ รรมชาติจะสามารถสรา้ งรายไดเ้ ล้ยี งตวั เอง และนาเงิน
ทลู เกลา้ ฯ ถวายคืนพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวได้ จากการจดั อบรมใหบ้ คุ คลตา่ งๆ และการจาหนา่ ยผลติ ภัณฑ์ท่ีเปน็ ผลผลติ ของศนู ยฯ์ เอง

“ผมต้องการให้ทุกคนเกิดความตระหนกั และตน่ื ตวั เพราะทุกคนควรจะรูว้ า่ อนาคตของโลกมันส้ันลง โลกมันร้อนเพราะมนุษยม์ ันผลาญ
ทรพั ยากรหมด พระองค์ทรงงานหนักขนาดน้ี เราจะน่งิ เฉยกันอยหู่ รอื จะปล่อยใหพ้ ระองค์ทรงงานหนักอีกสักกีป่ ี”

4

“...ทฤษฎใี หม.่ ..ยืนยนั วา่ การทาเกษตรกรรมตอ้ งยดื หยุ่น เหมือนชวี ติ ของคนเราทุกคนตอ้ งมียดื หยนุ่ ...”
กระแสพระราชดารสั พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัว
การก่อสร้างศูนยภ์ มู ิรกั ษธ์ รรมชาติ ไดร้ บั งบประมาณจากสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ โดยผทู้ ี่เข้ามาดูแลเป็นหัวเร่ยี วหัวแรงในการ

ดาเนินการนัน้ “ปญั ญา ปุลเิ วคินทร์” คือผู้ที่มสี ่วนผลักดันให้ศูนย์ฯ แห่งนเ้ี ป็นแหล่งเรียนรูท้ ี่มชี วี ติ
ปจั จบุ นั คนท่ัวไปรจู้ ัก อ.ปญั ญาในฐานะ “ หัวหน้าศูนย์ภมู ริ กั ษ์ธรรมชาติ ” แตเ่ จ้าตัวบอกว่าไม่มตี าแหนง่ ใดต่อท้ายช่ือ เพราะ

ขณะนีศ้ นู ย์ฯยังไม่ไดส้ ่งมอบให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา เขาจึงเปน็ เพียงคนทางานทอ่ี ยใู่ นศนู ย์เท่าน้ัน หลงั การส่งมอบแล้วจึงจะถือเป็นคน
ของมูลนธิ ิฯ

เมือ่ ถูกถามวา่ เข้ามาทางานท่ศี นู ย์ฯ แห่งนี้ได้อย่างไร อ.ปัญญาย้อนความหลังกลับไปด้วยรอยยมิ้ ใหฟ้ งั
“แตก่ ่อนผมทางานอย่ทู ีธ่ นาคารแห่งหน่ึง ตอนนั้นชว่ งประมาณปี 2539 เร่ิมรูส้ ึกอยากลาออกจากงานเพราะว่าธนาคารผดุ โครงการ
ต่างๆ ให้เกษตรกรกู้มากมาย เราร้สู ึกวา่ ทาแบบน้เี กษตรกรเจ๊งแน่ๆ เพราะธนาคารสนใจแต่จะปล่อยกู้ แต่ไมไ่ ด้มองวา่ มนั ทาลายชีวิตของ
เกษตรกรอย่างไร เกษตรกรกไ็ มค่ ิด เขยี นหนงั สอื ไม่ไดแ้ ปะโป้งกู้ก็เอา เราไมอ่ ยากจะทางานตรงน้ัน เร่มิ เบื่อและรู้สกึ ว่าเราโกหกประชาชน”
อ.ปัญญา บอกว่า แมอ้ ยากจะลาออก แต่ก็คดิ หนักเพราะด้วยอายุท่ีมากแล้ว หากลาออกจากงานการหางานใหมค่ งไม่ใช่เร่ืองง่ายนัก
ระหว่างน้ัน อ.ปัญญาไดศ้ ึกษาแนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั เก่ยี วกบั เศรษฐกิจพอเพียง
“เหมือนคนจนตรอกไม่มีท่ีไป อยากลาออกจากงานกก็ ลัว แต่ผมไปอ่านเจอพระราชดารัสของในหลวงที่ตรสั ว่า การทีเ่ ราจะทางานกบั
ชาวบ้านน้ัน เราต้องคิดว่าชาวบ้านเปน็ ครูแลว้ เราไปเรียนรู้จากชาวบา้ น ความคดิ ผมเลยเปล่ียน อยากลงไปเรียนรู้กับชาวบ้านให้มากขึ้น จึงขอ
ยา้ ยสายงาน ไม่เอาแลว้ ตาแหน่งผู้จัดการธนาคาร ขอไปทางานในสายพัฒนาชนบท ส่งเสริมอาชีพชุมชน โดยผมศึกษาเรื่องเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ของในหลวง และนาเอาไปเผยแพร่ใหช้ าวบ้านได้เรียนรู้ ขณะเดยี วกันผมก็สนุกกบั การไดเ้ รียนรจู้ ากชาวบ้านไปด้วย”
ทส่ี ุดความอดึ อัดในการทางานอยใู่ นธนาคารก็ถึงจุดส้ินสดุ ในปี 2546 เมื่อไดท้ ราบว่าสมาคมนกั เรียนเก่าวชิราวุธฯ กาลังดาเนินการ
ศนู ย์ภูมริ ักษ์ฯ โดย อ.ปญั ญา สนใจจะมาร่วมทางานด้วย จึงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากงานประจาท่ที าอยู่
“ลาออกแล้วกย็ ังมีเรอื่ งกังวลอกี เพราะผมไม่รู้จะบอกกับแมอ่ ยา่ งไรดี ตอนนน้ั ผมมีเงินเดือน 5 หม่ืนกว่า สง่ ให้แม่ทกุ เดือน เดอื น
ละ 2 หมน่ื โบนสั ออกทกี ็ให้แม่เป็นกอ้ นใหญ่ๆ ลาออกจากงานแล้วผมก็ยังส่งเงินให้แมเ่ หมอื นเดิมอยหู่ ลายเดอื น คดิ หาทางท่ีจะบอกว่าเรา
ลาออกจากงานแลว้
"จนวนั หนึ่งผมสบโอกาสจงึ บอกกับแม่ ผมลาออกจากงานแลว้ นะ แม่ฟังก็ยังเฉยๆ คงคดิ ว่าผมไดง้ านใหม่เงนิ เดอื นเยอะกว่าเดิม ท่านก็
ถามผมวา่ แลว้ หางานใหมไ่ ด้หรือยัง ผมก็บอกแม่ไปวา่ ไดแ้ ล้วแม่ แม่กถ็ ามอีกวา่ เงินเดือนเท่าไหร่ละ่ พอผมบอกไม่มีเงินเดอื น เทา่ นั้นแหละ
แมด่ ่าผมเป็นชดุ เลย โตจนอายุ 50 กว่าแล้วทาอะไรไมร่ ู้จกั คิด แก่ไปจะทาอย่างไรงานเก่าก็ดีอยู่แลว้ เรียกว่าทุกถ้อยคาถาโถมใส่ผมเป็นชุดๆ
"ผมลงไปกราบที่ตกั แม่ บอกกับท่านวา่ งานทีผ่ มไปทา ผมทาถวายในหลวง ทาใหม้ ลู นธิ ิชยั พฒั นา แมห่ ยดุ วา่ ผมเลย...ท่านเงยี บ
แล้วก็ยกมือขนึ้ มาลูบหัวผม บอกกบั ผมว่า แม่มลี ูกชาย 4 คน ถ้าจะให้ลกู ชายของแม่ไปทางานชว่ ยพระองค์สกั คน คงไม่เป็นไรหรอก”

5

นบั จากวันนน้ั อ.ปญั ญา ทางานทกุ อยา่ งในศูนยฯ์ ท้งั ลงแรงขดุ ดินถางหญ้า ปลกู ตน้ ไม้ และเป็นวิทยากรกระพือแนวพระราชดาริ
ใหแ้ ก่ผูท้ ่ีเข้ามาเย่ียมชมศนู ย์ฯ อย่างไม่รูจ้ ักเหน็ดเหนือ่ ย ความรู้สึกหนง่ึ คอื “ศรัทธา” ของตนเองทีม่ ีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั
สว่ นอกี ความรสู้ กึ หนึ่งทผ่ี ลักดนั ให้มีกาลังใจทางานอย่างเหลือเฟือ คอื “ศรทั ธาของแม”่ ทม่ี ตี อ่ พระเจ้าอยู่หัว

ไม่เพียงเทา่ นนั้ เนือ่ งจากงบประมาณของสมาคมนกั เรยี นเก่าวชิราวุธฯ ตั้งไวส้ าหรบั การก่อสร้าง แตไ่ ม่ได้ถูกจดั สรรไว้สาหรับการ
ดาเนนิ งานทีต่ ้องว่าจ้างคนงานเข้ามาดูแลพน้ื ที่ นอกเหนือจากการกอ่ สรา้ ง อ.ปัญญา กเ็ อาทนุ ทรัพย์ส่วนตัวมาจ่ายใหก้ บั คนงานท่ีทางาน
อยใู่ นศนู ย์ฯ ดว้ ย

ปจั จบุ นั รายไดจ้ ากการจัดอบรมและจาหน่ายผลติ ภัณฑ์ภายในศูนย์ฯ สามารถหมนุ เวียนนามาจา่ ยคา่ แรงใหก้ ับคนงานไดแ้ ล้ว แต่
ในช่วงแรกของการก่อตั้งศูนยฯ์ เปน็ เวลานบั ปีทีค่ นงานรว่ ม 10 ชีวติ ท่ีเข้ามาทางานเป็นประจาที่ศูนย์ฯ ไมไ่ ด้รบั ค่าแรง แต่กลับไม่มใี คร
หนหี ายไปไหน ยงั คงเขา้ มาทางานตามปกติแม้ไม่มีผลตอบแทนก็ตามที
สารวย เพมิ่ สาราญ

อายุ 47 ปี ซงึ่ ถือเปน็ เซียนสมุนไพรประจาศูนยฯ์ เล่าใหฟ้ งั วา่ คนงานท่ีเข้ามาทางานทศี่ ูนย์ฯ ลว้ นเป็นคนในพืน้ ท่ี แรกๆ เขา้
มาไดร้ ับคา่ จ้างรายวันตามปกติ แตต่ อ่ มาไม่มีค่าจา้ ง แตท่ กุ คนกย็ งั มาทางาน ใครทาอะไรไดก้ ็ทา ปลกู ตน้ ไม้ ขุดดนิ ถางหญ้า ทกุ คนจะ
ชว่ ยกนั ทาด้วยความเต็มใจ

“พวกเราท่มี าทางานท่ีศนู ย์ส่วนหน่ึงเพราะใจรัก ตอนนน้ั เราก็คิดว่าทาให้พ่อจะเป็นไร กท็ ่ีน่ีเป็นบา้ นของพ่อ และเราเองกอ็ ยากทา
ให้พอ่ คดิ ดูวา่ โอกาสท่จี ะไดท้ างานถวายพระองค์แบบน้ีไมใ่ ช่เร่ืองง่าย เมอื่ มีโอกาสกอ็ ยากจะทาอย่างเต็มที่ แลว้ ทาไปแลว้ ท่ดี นิ ตรงนี้ก็ยังอยู่
ใหล้ ูกใหห้ ลานรุน่ หลงั ไดเ้ ขา้ มาศึกษา”

สว่ นเรื่องค่าตอบแทนทไ่ี ม่มใี นระหว่างนนั้ สารวย บอกว่า หากยดึ ตามแนวพระราชดารใิ นหลวง กไ็ ม่เดอื ดรอ้ นอะไร พืช ผัก
ผลไมท้ ป่ี ลูกไวใ้ นศูนยฯ์ อ.ปญั ญา อนุญาตให้คนงานเก็บเอาไปกิน เหลอื แลว้ เอาไปขายเอาเงินมาแบง่ กนั ได้ ขณะเดยี วกันกร็ วมกลมุ่ กนั ซื้อ
ผลไม้ในพ้ืนที่มาแปรรปู เช่น มะดันแช่อิ่ม มะมว่ งแชอ่ ิ่ม จาหน่ายในราคายอ่ มเยาให้กบั คนท่ีมาเยย่ี มชมทศ่ี ูนย์ฯ เป็นรายไดพ้ ออย่พู อกนิ

“ผมถอื เป็นโอกาสในชวี ิตผม ทจี่ ะได้ทางานใหพ้ อ่ ในบา้ นของพ่อ และถ้าในชีวติ ผมไดเ้ ห็นพระองคส์ ักครั้งคงเป็นความรู้สึกต้อง
จดจาไปชั่วชวี ติ ”

ขณะท่ี นเรศศกั ด์ิ เช้อื คนแขง็ หรือ “กิ” บณั ฑิตจบใหม่จากมหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ซึ่งหลังการส่งมอบศูนย์ฯ เขาจะเป็นหนง่ึ ใน
พนักงานของมูลนิธิชัยพัฒนา เล่าวา่ ในระหว่างฝกึ ปฏบิ ตั ิงานนอกพน้ื ท่ี ตามหลักสูตรส่งเสริมการเกษตร ของมหาวิทยาลยั ขอนแก่น ได้
พบกบั อ.ปัญญา ต่อมา อ.ปญั ญาชกั ชวนใหม้ าทางานทศ่ี ูนย์ฯ จึงตกลงใจมาทางานทันที

“ผมยงั ไม่รูเ้ ลยด้วยซา้ ว่า จะไดร้ บั เงินเดือนเทา่ ไหร่ตอนตกลงมาทางานที่ศนู ยฯ์ แตเ่ ป็นความใฝฝ่ ันของผมที่อยากจะทางานรบั ใช้ใต้
เบื้องพระยคุ ลบาท ได้ทางานอยู่ในที่ของพระองคก์ เ็ หมือนไดใ้ กลช้ ิดกบั พระองค์ วนั นี้ถึงแม้วา่ ผมจะไม่ได้ทางานในบรษิ ัทใหญ่ เงินเดอื น
ไมส่ งู แตท่ กุ คนในครอบครวั รูส้ ึกภมู ใิ จ และไม่เคยมีใครบน่ ผมเลยทเ่ี ลอื กมาทางานกับมูลนิธิชัยพัฒนา”

6

โครงการศูนยภ์ มู ิรักษธ์ รรมชาติ ตาบลหินตง้ั อาเภอเมอื ง จังหวัดนครนายก

มูลนิธิชัยพัฒนาได้จัดซื้อท่ีดินจานวน 14 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2532 สมาคม
นักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เห็นสมควรที่จะได้รับใช้เบื้องยุคลบาทเผยแพร่แนวพระราชดาริให้
กวา้ งขวางและลึกซ้งึ ออกไป ในกจิ กรรมท่ีจะเข้าถึงสาธารณะชนจานวนมากได้ จงึ ขออนญุ าตจากมูลนิธิชัยพัฒนา ใช้ท่ีดินเป็นที่
รวบรวมขอ้ มลู และมกี ิจกรรมทแี่ สดงใหเ้ ห็นโครงการอันเน่อื งมาจากพระราชดาริที่เป็นรูปธรรมชัดเจนเกิดเป็น " โครงการศูนย์
นันทนาการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ " เพื่อเสนอแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการเกษตร ปศุสัตว์ ส่ิงแวดล้อมและพลังงาน ตลอดจนการสาธิตความ
เป็นอยู่วิถีไทยด้วยเทคโนโลยีท่ีเหมาะสม อีกทั้งยังจัดกิจกรรมต่างๆ ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ที่คาดว่าจะมา
ทอ่ งเท่ยี วโครงการเขอ่ื นขนุ ดา่ นปราการชล ได้เขา้ ร่วมปฏบิ ตั ดิ ้วย ซง่ึ ทางสมาคมฯ ไดร้ ับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จ
พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อวันที่ 16
กรกฎาคม 2545 ให้ดาเนินการตามที่เสนอโดยการก่อสร้างอาคารตา่ งๆ ประกอบดว้ ยอาคารนิทรรศการ ต้อนรับนักท่องเท่ียว
อาคารห้องประชุม ร้านค้าและลานนิทรรศการ เป็นต้น โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ไดพ้ ระราชทานชือ่ โครงการว่า "ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ" เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2545 และเมื่อวันที่ 3
มิถุนายน 2551 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จรับมอบศูนย์
ภมู ริ กั ษธ์ รรมชาตจิ ากสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวธุ วทิ ยาลัยพรอ้ มเปดิ ศนู ยภ์ ูมิรักษธ์ รรมชาติ อย่างเป็นทางการ
พระราชดาริ / พระราชดารสั

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดาริให้
สานกั งานมลู นิธิชยั พัฒนารว่ มกับสมาคมนกั เรยี นเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ดาเนินการจัดทาศูนย์นิทรรศการและแสดงแนวคิดและ
ทฤษฎีการพัฒนาในด้านตา่ งๆ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อาทิ
ด้านการเกษตร ด้านปศุสัตว์ ด้านส่ิงแวดล้อม และด้านพลังงานเพ่ือเผยแพร่แนวพระราชดาริให้กว้างขวางและลึกซึ้ง
ตลอดจนสาธติ ความเป็นอยูว่ ิถีไทยด้วยเทคโนโลยที ี่เหมาะสม
วัตถุประสงคโ์ ครงการ / เปา้ หมาย

1. เพอื่ เผยแพร่แนวคิดและทฤษฎี การพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร ดา้ นการจดั การเกษตร ปศุสตั ว์ ส่ิงแวดลอ้ มและพลังงาน

2. สาธิตความเป็นอยูว่ ถิ ไี ทยดว้ ยเทคโนโลยที ีเ่ หมาะสม
3. บรกิ ารการฝึกอบรมหลกั สูตรเศรษฐกจิ พอเพยี งให้แกป่ ระชาชนสว่ นราชการ และสถาบนั การศึกษาตา่ งๆ
4. ประสานงานกบั ประชาคมต่างๆ

7

ลกั ษณะโครงการ / กิจกรรม
โดยไดด้ าเนนิ การเพือ่ เผยแพรแ่ นวคิดเปน็ 4 ส่วนใหญ่ๆ ดงั น้ี
1. เปิดให้ทกุ ภาคส่วนเขา้ มาศึกษาดงู าน โดยไมม่ ีวันหยุด
2. จัดใหม้ กี ารอบรมเพอื่ เผยแพร่แนวคิดเรอื่ งปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง ใหแ้ กส่ ่วนงานต่างๆ
3. ออกบรรยายให้แก่สว่ นงานต่างๆทสี่ นใจ
4. เข้ารว่ มขับเคลอื่ นเศรษฐกจิ พอเพยี ง กับเครือขา่ ยต่างๆท่วั ประเทศ

ศนู ย์ภมู ริ กั ษธ์ รรมชาติ สถานทรี่ วบรวมข้อมูลและกิจกรรมตามโครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดาริ

สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้ กรมสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดาริ ให้
สานกั งานมลู นธิ ชิ ยั พัฒนา ร่วมกับสมาคมนักเรยี นเก่าวชิราวุธวทิ ยาลยั ดาเนนิ การจัดทาศูนย์นิทรรศการ และแสดงแนวคดิ
และทฤษฎีการพัฒนาในดา้ นตา่ งๆ ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัว อาทิ ด้านการเกษตร ดา้ นปศุสัตว์ ด้านสิ่งแวดลอ้ ม
และดา้ นพลงั งาน เพอ่ื เผยแพรแ่ นวพระราชดารใิ หก้ ว้างขวางและลึกซึ้ง ตลอดจนสาธติ ความเป็นอยู่วถิ ีไทยด้วยเทคโนโลยที ี่
เหมาะสม เป็นสถานท่ีรวบรวมข้อมูลและกิจกรรมทีแ่ สดงให้เห็นโครงการอนั เนื่องมาจากพระราชดาริ ซงึ่ แนวทางการพัฒนา
ตามพระราชดารขิ องพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั จะทรงมุ่งการพัฒนาด้วยการแก้ไขปรับปรงุ คณุ ภาพของ คน ดนิ น้า ป่า
อย่างเป็นระบบ การดาเนินงานและกจิ กรรมภายในศูนยภ์ ูมิรักษ์ธรรมชาติ ประกอบดว้ ย

1. พพิ ธิ ภณั ฑร์ ะบบแสง สเี สยี ง เป็นอาคารนิทรรศการจดั แสดงแนวคิดโครงการอนั เนอ่ื งมาจาก พระราชดาริ โดย
แบ่งแสดงแนวคิดการบรหิ ารจัดการเปน็ 4 สว่ น คือ การบริหารจัดการดนิ การบริหารจดั การน้า การบรหิ ารจัดการปา่ และ
การบริหารจัดการมนุษย์ ประกอบดว้ ยเร่ืองของ ดิน หญา้ แฝก นา้ ฝนหลวง กงั หนั น้าชัยพฒั นา การบาบดั นา้ เสียบงึ
มักกะสัน ทฤษฎใี หม่ และศนู ยศ์ ึกษาการพฒั นาอนั เน่อื งมาจากพระราชดารแิ ละปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

2. พพิ ิธภณั ฑท์ ม่ี ชี วี ติ เป็นการจาลองแนวทางการพัฒนาตามแนวพระราชดารติ า่ งๆ มาจัดแสดง ใหเ้ หน็ จริง ดว้ ยการ
จาลองป่า และภมู ปิ ระเทศของประเทศไทยทั้ง 4 ภาค โดยสอดแทรกปัญหาและแนวทางการจดั การเกีย่ วกบั การปรบั ปรุง และ
พัฒนาท่ดี ิน การอนรุ กั ษ์แหล่งต้นนา้ ลาธาร และป่าตน้ นา้ อาทิ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง รวมถงึ การจดั แสดง
เกษตรทฤษฎใี หม่ และชวี ิตทพ่ี อเพียงกบั วถิ ีชวี ติ ของคนไทย รวมท้งั ยังมฐี านเรียนรเู้ พ่ือใช้ฝกึ ปฏิบัติสาหรับผู้เขา้ รบั การ
ฝกึ อบรม ไดแ้ ก่ การเตรยี มแปลงผกั นาข้าว เตาถา่ น อิฐประสาน บา้ นดิน และธนาคารตน้ ไม้ เป็นตน้

3. การศกึ ษาดูงานและการฝกึ อบรมตามหลกั สูตรเศรษฐกจิ พอเพยี ง โดยอาศัยภูมิปัญญาในทอ้ งถิ่น นาไปสู่การใช้
ทรัพยากร ธรรมชาติใหเ้ กดิ ประโยชนส์ ูงสุด และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างย่ังยนื เชน่ หลักสูตร บา้ นดิน การทานา การ
สีข้าว เป็นต้น

8

นอกจากนี้ยังมกี ารนาเสนอวิถีชวี ิต และภูมิปัญญาชาวบา้ นในท้องถ่นิ ต่างๆ ซ่ึงจะเปน็ “อาศรมปัญญา” โดยการ
รวบรวมผูม้ คี วามเชีย่ วชาญในหลากหลายสาขา ถอื เป็นปราชญช์ าวบา้ นทจี่ ะหมุนเวียนมาชว่ ยคิดชว่ ยถา่ ยทอดความรู้ใหก้ ับผสู้ นใจ
เชน่ สมนุ ไพร นวดแผนโบราณ ปลาสวยงาม ช่างฝมี ือ เป็นตน้

โครงการอบรมสรา้ งวทิ ยากรจติ อาสาพัฒนาชมุ ชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง หลกั สูตร 4 วนั 3 คนื จานวน 60 คน
กจิ กรรมในวนั แรก การเรยี นรกู้ ารอยรู่ ว่ มกนั หรือท่ีเราเรยี กว่า กิจกรรมละลายพฤติกรรม(สามารถปรับเปล่ียนวิธกี ารเล่นได้
ตามความเหมาะสมกบั พน้ื ท)ี่

ชว่ งเชา้ มคี วามสาคญั อยา่ งย่ิงสาหรบั ผทู้ ่มี าอบรมในการอยู่รว่ มกนั เปน็ การเปิดใจให้รับคนอ่นื อยูก่ นั ไดอ้ ย่างมีความสขุ ตลอด

การฝกึ อบรม 4 วนั 3 คืน โดยใช้วธิ ีเล่นเกมส์การร้จู ักกัน ใหล้ กุ ข้นึ รายงานตัวทลี ะคน บอกช่อื สกลุ ช่ือเลน่ บอกทาไมถงึ
ได้มาอบรม บอกความสามารถของตนเองในกสิกรรมธรรมชาติ และแรงบนั ดาลในการมาอบรมเพอ่ื ออกเป็นวทิ ยากรจติ อาสา

- ลาดบั ต่อไปให้น่งั แบบคละกนั ใหอ้ ย่คู นละจงั หวัดคนละพน้ื ทีไ่ ม่ให้อยูด่ ว้ ยกัน แล้วให้นบั 1 ถงึ 3 ไลล่ าดับจาก
คนน่ังอยู่หวั แถวดา้ นซ้ายมือ นับไปทางด้านขวามอื นับไปเรอื่ ยๆ จนจบคนที่ 60 คน แล้วให้คนนับ 1 ไปนัง่ ด้วยกัน ให้
นับ 2 ไปน่ังดว้ ยกัน และนบั 3 ไปนั่งด้วยกนั กจ็ ะได้เปน็ 3 ทมี ๆละ 20 คน แบง่ เปน็ กลุ่มสี 3 สี 1.สแี ดง 2.สนี า้
เงิน 3.สีเขียว แล้วจะมพี ิธมี อบผ้าพันคอ (คลา้ ยกิจกรรมค่ายลูกเสอื )

- เม่อื ได้ 3 กลุ่มสแี ล้ว ใหแ้ ตล่ ะสนี งั่ ล้อมวงกัน เพื่อให้เหน็ หน้ากนั ชัดเจน ใหค้ ดั เลอื กกันเองในกลุม่ สี โดยให้
คดั เลอื ก ผใู้ หญ่บา้ น 1 คน ผชู้ ว่ ยผ้ใู หญ่บา้ น 2 คน เลขาฯ (คอยจดบันทึก) 1 คน และนอ้ งเล็ก (คอยตรวจสอบคนใน
กลมุ่ ให้ครบ) 1 คน เสร็จแลว้ ใหร้ ่วมกันต้ังชือ่ หมู่บา้ น คาขวัญหมู่บา้ น(บรรจทุ ่าเตน้ รว่ มกันเพือ่ ให้เกดิ ความสนกุ และความสุข)
และให้เลขาฯ เขียนลงในกระดาษฟลิปชารต์ พร้อมเขยี นรายช่ือสมาชิกทกุ คน (20 คน) ลงใสก่ ระดาษอีกใบ และวทิ ยากร
ครูกระบวนการ ใหแ้ ตล่ ะหมบู่ ้านออกไปนาเสนอดา้ นหนา้ พร้อมทา่ เตน้ สรา้ งความสขุ และความคนุ้ เคยกัน และต่อไปเปน็
การเลอื กกานันตาบล โดยวทิ ยากรครกู ระบวนการใหผ้ ใู้ หญ่บา้ นทง้ั 3 หมบู่ า้ น ออกไปด้านหน้า แล้วให้แตล่ ะคนแสดง
วสิ ยั ทศั นถ์ า้ ไดร้ บั การเลอื กเป็นกานนั ตอ้ งการทาอะไรให้เกิดประโยชนท์ ส่ี ดุ ในการอยูร่ ว่ มกนั และยกมอื เลือกกานัน ทเ่ี หลือ
เป็นสารวตั รกานนั

- ครกู ระบวนการ สอนแนะวธิ ตี บมือใสร่ ะหัส 3:3:7 เสร็จแล้วใหท้ ุกคนสร้าง กฎ กติกาการอยู่ร่วมกันและ
ตอ่ ไปเป็นการเก็บอายุ โดยวิทยากรครกู ระบวนการให้ถามทุกคนว่าตอ้ งการอยรู่ ่วมกัน ทางานร่วมกัน ต้องการอายเุ ทา่ ไหร่
เชน่ ต้องการอายุ 20 ปี กใ็ ชว้ ิธยี กมือ เสรจ็ แลว้ รีบนาใส่หมอ้ ดิน เก็บไวท้ ีห่ น้าห้งิ พระ รอการคนื อายใุ นวันสุดทา้ ย

และแล้วก็เข้าสู่ พธิ สี าคญั คือ พธิ ีมอบผ้าพันคอ ทาพธิ ีให้ศกั ดิ์สทิ ธิ์ตอ่ หน้าพระบรมฉายาลกั ษณ์ เปน็ อันเสรจ็ พธิ ี

9

ชว่ งบ่าย
กจิ กรรมเดนิ ชมพนื้ ที่ คอื การสารวจสถานในจุดเรียนรู้ของศูนยภ์ มู ิรักษธ์ รรมชาติ มคี วามสาคญั มากเพอื่ ให้แต่ละ

กลุ่มไดด้ วู า่ ศนู ย์ภมู ริ กั ษธ์ รรมชาติ มฐี านเรียนรอู้ ะไรบา้ ง (มี 23 จดุ ) และเพ่ือให้กลมุ่ สแี ต่ละกลมุ่ ได้จดจาสถานที่ เพ่อื
สร้างความค้นเคยสถานท่ี ไมใ่ หห้ ลง

10

จดุ ท่ี 1 โกดงั ผลติ ภณั ฑ์ เปน็ สถานที่เกบ็ รวบรวมผลิตภัณฑ์ท่ผี ลิตได้ในศูนย์ภูมริ ักษ์ฯ เพือ่ ขายเป็นรายได้ภายใน
ศูนยฯ์ ณ จุดน้เี ป็นเรือ่ งของการลดคา่ ใชจ้ ่ายภายในครวั เรือน ซึง่ อยู่ 1 ใน 3 เสาเขม็ ทพี่ ระองค์ทา่ นเน้น คือ การพออยู่
พอกนิ พอใช้ เราสามารถลดรายจา่ ยได้ถึง 70 % ซ่ึงจะมีทง้ั ผลิตภัณฑ์ทใ่ี ชก้ ับรา่ งกายและผลติ ภณั ฑท์ ี่ใช้กบั สงิ่ ของเรา
สามารถทาเองไดง้ า่ ยๆ

จดุ ที่ 2 นา้ แดดเดยี ว

นา้ แดดเดียวเป็นเกร็ดความรู้เกี่ยวกบั การนาน้ามาตากแดดเพยี งวันเดียว เพือ่ ให้แสงแดดชว่ ยจดั เรียงโมเลกลุ ของน้า
จะมีลักษณะเป็นผลกึ ครสิ ตัล สามารถดดู ซมึ เอาแรธ่ าตุ สารอาหาร และออกซเิ จน เข้าสู่ร่างกายไดม้ ากข้ึน และยงั
ชว่ ยขับของเสียออกจากร่างกาย แตถ่ ้าคนื เดอื นหงายสามารถนาตากแสงจันทรไ์ ด้กลายเปน็ นา้ สุริยนั จนั ทรา

11

จุดท่ี 3 หญ้าแฝก

หญา้ แฝกมหี ลายสายพันธ์ุ แต่สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ แฝกลมุ่ กบั แฝกดอน แตท่ ีน่ ยิ มกัน ได้แก่ แฝกลุ่ม
เพราะรากมคี วามยาวกว่าแฝกดอนและสามารถอยู่ไดท้ ้งั น้าทว่ มและแลง้ หญ้าแฝกจะชว่ ยยึดการพงั ทลายของหน้าดิน ทาให้
ดินดีเก็บความช้นื และยังช่วยดกั ตะกอนไมใ่ ห้ไหลลงไปทับถมยังแหล่งน้าต่างๆ ระบบรากจะยาวมากตรงลงในแนวดิง่ แตกกอ
ออกด้านข้าง เรียกว่ากาแพงท่มี ชี ีวติ

12

จุดท่ี 4 การห่มดิน การทาให้ดินดี

“ อย่าปลอกเปลือกเปลอื ยดนิ ใหห้ ่มดิน” เป็นการใชธ้ รรมชาติให้เกิดประโยชน์สงู สดุ
หลกั การ
– ประหยดั
– เรียบงา่ ย
– เอาธรรมชาติมาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์
– สามารถอธบิ ายหลักวิชาการได้
การหม่ ดิน คอื การนาเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้า ท่แี หง้ มาคลุมบรเิ วณโคนต้น
ประโยชนข์ องการห่มดนิ
1. เป็นที่อยูอ่ าศยั ของจุลนิ ทรีย์
2. เป็นอาหารใหส้ ัตว์หนา้ ดิน เช่นไส้เดือน กิง้ กอื ฯลฯซ่ึงช่วยพรวนดนิ และถ่ายมลู เป็นปยุ๋ ใหพ้ ืช
3. เก็บรักษาความช้ืน
4. เม่อื ยอ่ ยสลายจะกลายเปน็ ฮิวมสั ซง่ึ เป็นป๋ยุ ใหก้ ับพชื
ประโยชนข์ องจลุ นิ ทรยี ์
1. ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ซ่ึงในอากาศมีกา๊ ชไนโตรเจนอย่ถู งึ 78%
2. ช่วยยอ่ ยสลายซากพืช ซากสตั ว์
3. ชว่ ยยอ่ ยแร่ธาตุท่ีอยู่ในหนิ ลูกรัง ทราย เชน่ ธาตุอาหาร กลุม่ เหลก็ แมงกานสี สงั กะสี ฟอสฟอรสั เปน็ ตน้
4. ชว่ ยผลิตฮอรโ์ มนให้พชื ช่วยผลิตสารป้องกนั โรคพชื
5. ช่วยผลิตสารป้องกันโรคพืช

13

จุดท่ี 5 การบาบัดอุจจาระ ปัสส าวะ “ เร่ืองข้ี ข้ี ”

เปน็ วธิ ีการเอาธรรมชาติมาใช้ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ ูงสุด ในปี พ.ศ. 2522 กรุงเทพมหานคร ไดข้ ยายเมอื งไปทางจังหวดั
นนทบรุ ี แลว้ ปญั หาที่พระองคท์ ่านเลง็ เหน็ คอื ของเสยี จากตัวคน โดยใชก้ ระบวนการหมัก 15 วัน หมดกลิ่น 28 วนั
หมดเชอ้ื อณุ หภมู ิ 60 – 70 c

14

จุดท่ี 6. โซนไม้ไผ่

โซนไมไ้ ผ่ มีรบั สง่ั จากสมเด็จพระเทพฯ ว่า ตอ้ งการใหม้ โี ซนหน่ึงในการจดั แสดงแนวคดิ เรื่องของไผ่ เพราะไผ่มี
ความสาคญั กับวิถีชีวติ คนไทยตั้งแตเ่ กดิ จนถึงตาย สอดคลอ้ งกับแนวคดิ ของในหลวงเรอ่ื งของ พออยู่ พอกนิ พอใช้

15

จุดท่ี 7 – 23 เปน็ การเรยี นรใู้ นพน้ื ทข่ี องพพิ ธิ ภณั ฑ์ ส่วนที่ 2 พพิ ธิ ภณั ฑธ์ รรมชาตทิ มี่ ชี วี ติ

พพิ ธิ ภณั ฑท์ จี่ ดั แสดงในศนู ยภ์ มู ริ กั ษธ์ รรมชาติ ไดจ้ ดั แสดงพิพธิ ภณั ฑถ์ าวรไว้ 2 สว่ น ดงั นี้
1. พพิ ธิ ภณั ฑร์ ะบบแสง สเี สยี ง เปน็ อาคารนิทรรศการจัดแสดงแนวคิดโครงการอนั เนือ่ งมาจากพระราชดาริ โดย
แบง่ แสดงแนวคิดการบรหิ ารจัดการเป็น 4 ส่วน คือ การบรหิ ารจดั การดิน การบรหิ ารจัดการนา้ การบริหารจัดการป่า และ
การบรหิ ารจัดการมนษุ ย์

(1) ดนิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไดพ้ ระราชทานวิธีการจัดการกับดินเปรย้ี วจดั ให้สามารถเพาะปลูกพชื ได้
ดว้ ยโครงการ “แกล้งดิน” โดยการทาใหด้ นิ แหง้ และเปยี กสลับกนั ไปเพ่ือเร่งปฏิกิรยิ าทางเคมีทางดิน ซ่ึงจะไปกระต้นุ ให้สาร
ไพไรทท์ าปฏิกริ ยิ ากบั ออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกามะถนั ออกมา ทาให้ดนิ เปน็ กรดจดั สุดขีด จนถึงจุดที่พชื ไมส่ ามารถ
เจรญิ งอกงามได้ จากนัน้ จงึ มาวธิ กี ารปรับปรุงดินดังกลา่ วให้ สามารถปลูกพชื ได้ โดยการปรับปรงุ ดิน มี 3 วธิ ี ตามสภาพของ
ดนิ และตามความเหมาะสม คอื

1. ใชน้ า้ ชะล้างความเป็นกรด เมื่อลา้ งดนิ เปรยี้ วใหค้ ลายลงแล้วดินจะมีค่า pH เพม่ิ ข้นึ อีกทั้งสารละลาย
เหลก็ และอลูมนิ ั่มท่ีเป็นพิษเจอื จางลง จนทาให้พืชสามารถเจรญิ เติบโตไดด้ ี โดยเฉพาะถ้าหาก ใช้ปุ๋ยไนโตรเจน และ
ฟอสเฟตช่วยก็สามารถใหผ้ ลผลติ ไดด้ ี

2. การนาปนู ผสมคลุกเคลา้ กบั หน้าดิน เช่นปนู มารล์ ซงึ่ ปริมาณของปนู ที่ใชข้ น้ึ อยกู่ ับความรุนแรงของความ
เปน็ กรดของดนิ

3. การใชป้ นู ควบคไู่ ปกับการใช้น้าชะล้างและควบคุมระดับนา้ ใต้ดนิ เปน็ วิธกี ารทีส่ มบูรณท์ ีส่ ดุ จะใช้ไดผ้ ล
มากในพ้นื ที่ทีด่ นิ เปน็ กรดจดั รุนแรงและถกู ปลอ่ ยทิ้งเป็นเวลานาน

16

แนวทางการจดั การ
1. ป้องกนั การแพรก่ ระจายดนิ เค็ม โดยวธิ ีวศิ วกรรม เชน่ การสร้างโพลเดอร์ และการจดั ทาระบบระบายน้า
ผิวดินและนา้ ใต้ดิน เพื่อควบคุมการเคล่ือนที่ของเกลือและโดยทางชวี วธิ ี เช่นการปลกู ปา่ เพอ่ื ป้องกนั การแพร่กระจายดินเค็ม
ในบรเิ วณพน้ื ท่รี ับนา้ เพ่อื ลดการเพม่ิ เติมนา้ ในแหล่งน้าใต้ดนิ
2. การแกไ้ ขโดยการลา้ งดิน และปรบั ปรงุ ดิน โดยการลา้ งด้วยน้า ทง้ั แบบต่อเน่ือง และแบบเปน็ ชว่ งเวลา
รว่ มกบั การปรบั ปรงุ ดนิ ใช้ปุ๋ยอนิ ทรีย์ ไดแ้ ก่ ปยุ๋ หมกั ปยุ๋ คอกและป๋ยุ พชื สด ควบคไู่ ปกบั การนาพนั ธข์ุ ้าวทนเค็ม และพชื ทน
เค็มอนื่ ๆ มาปลกู เชน่ กระเจ๊ยี บแดง หน่อไมฝ้ รั่ง คาฝอย มะเขือเทศ มันเทศ หรือทาการเกษตรแบบผสมผสาน
(2) หญ้าแฝก เนื้อหาทแี่ สดงไวใ้ นพพิ ิธภัณฑร์ ะบบแสง สี เสยี ง ในส่วนนีไ้ ดแ้ ก่ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั
ทรงศกึ ษาและวิเคราะหพ์ บวา่ “หญ้าแฝก” สามารถนามาใช้ประโยชน์ในการอนุรักษด์ ินและนา้ ปอ้ งกนั การชะล้างพังทลาย
ของดนิ เปรียบเสมอื นกาแพงทีม่ ชี วี ิต ชว่ ยรักษาความชุม่ ช่ืนอุดมสมบรู ณ์ของดินสาหรบั การปลูกพชื และรกั ษาสงิ่ แวดลอ้ มไวไ้ ด้
จงึ ทรงพระราชทานพระราชดาริใหเ้ กษตรกรใช้หญ้าแฝกแก้ไขปญั หาต่างๆ เหลา่ น้ัน เพราะขน้ั ตอนการดาเนินงานเปน็ วิธีการ
แบบงา่ ยๆ ประหยดั และที่สาคัญคอื เกษตรกรสามารถดาเนนิ การเองได้โดยไม่ต้องให้การดแู ลภายหลังการปลูกมากนกั เป็น
การนาไปส่กู ารพฒั นาระบบเกษตรกรรมในเขตพืน้ ท่ีการเกษตรนา้ ฝนท่ีมัน่ คงและยัง่ ยืน ทง้ั ยงั สามารถนาวิธกี ารนไ้ี ปใชใ้ น
พื้นท่ีอืน่ ๆ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและอนรุ กั ษ์สภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ หญา้ แฝกเปน็ พืชทมี่ ีระบบรากลกึ
เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในแนวดิง่ มากกวา่ ออกทางด้านข้าง และมีจานวนรากมาก จึงเป็นพชื ทที่ นแลง้ ได้ รากหญ้าแฝกจะ
ประสานติดต่อกันแน่นหนา เหมอื นตาข่าย หรือกาแพงใต้ดิน สามารถกกั เก็บนา้ และความชื้นและปอ้ งกันการกดั เซาะของนา้
ท่ที าใหเ้ กิดร่องขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ซ่งึ เกดิ ขึ้นจากด้านล่างของแนวลาดชันย้อนข้นึ มาด้านบน เมื่อถึงแนวหญ้าแฝกกจ็ ะ
หยุดเพยี งเทา่ นั้น ซึ่งกรณดี งั กลา่ วคันดินไม่สามารถจะหยุดยงั้ ได้

17

(3) นา้ เนือ้ หาท่ีแสดงไว้ในพิพิธภณั ฑ์ระบบแสง สี เสียง ในสว่ นน้ี ไดแ้ ก่ โครงการพฒั นาแหลง่ นา้ เพื่อการ
รกั ษาตน้ นา้ ลาธารอันเนื่องมาจากพระราชดาริ โดยการสรา้ งฝายเกบ็ กกั นา้ บริเวณต้นน้าลาธารเปน็ ชั้นๆ พร้อมระบบกระจาย
น้าจากฝายต่างๆไปสู่พน้ื ท่ีสองฝ่งั ของลาธาร ทาใหพ้ น้ื ดินชมุ่ ชนื้ และป่าไม้ตามแนวสองฝง่ั ลาธารจะเขียวชอุ่มตลอดปี ลักษณะ
เปน็ ป่าเปียก สาหรบั ป้องกนั ไฟป่าเป็นแนวกระจายไปทว่ั บริเวณต้นนา้ ลาธาร ทาให้ทรัพยากรธรรมชาติมคี วามอุดมสมบรู ณ์
ไว้ต่อไป

ฝายชะลอความชมุ่ ชื้น (Check Dam) เปน็ แนวพระราชดารทิ ฤษฏกี ารพฒั นาและฟืน้ ฟปู า่ ไม้ โดยการใช้
ทรัพยากรทเี่ อื้ออานวยสัมพนั ธ์ซงึ่ กนั และกนั ให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั ทรงตระหนกั ถึงความสาคัญ
ของการอยรู่ อดของปา่ ไม้ ซ่ึงตวั แปรแห่งความอยรู่ อดของป่าไม้นน้ั ก็คือ “นา้ ” ทรงใชเ้ ครื่องมือทีจ่ ะยังประโยชนใ์ นการอนุรักษ์
ฟ้นื ฟปู า่ ไม้ท่ไี ด้ผลดที ีส่ ดุ กด็ ้วยการสร้างฝายชะลอความชุ่มชน้ื ก้นั ลาห้วยลาธารขนาดเล็กในบริเวณท่ีเปน็ ต้นนา้ หรือพ้นื ที่ ท่ีมี
ความราดชันสูง และหาชว่ งท่ีน้าไหลแรงกส็ ามารถชะลอการไหลของนา้ ให้ชา้ ลง และกักเก็บตะกอนไมใ่ ห้ไหลลงไปทับถมลาน้า
ตอนล่าง ซ่ึงเป็นวธิ ีการอนุรกั ษ์ดนิ และนา้ ได้ดมี ากวธิ กี ารหนึ่ง

โครงการฝนหลวง เกดิ ขนึ้ จากพระราชดาริสว่ นพระองคใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ในปี พ.ศ. 2495
เม่ือคราวเสด็จพระราชดาเนินเยย่ี มพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ได้ทรงรบั ทราบถงึ ความเดือดร้อน ความทกุ ข์ยากของ
ราษฎรและเกษตรกรทข่ี าดแคลนนา้ อุปโภคบริโภคและการเกษตรอันเนือ่ งมาจากภาวะภยั แลง้ ขน้ั ตอนการทาฝนหลวงจากเมฆ
อุ่นจากการทที่ รงตดิ ตามผลการทดลองควบคกู่ ับปฏบิ ตั ิการและทรงวิเคราะห์วจิ ัยติดตามปฏบิ ัติการทดลองอยา่ งใกลช้ ิด รวมท้ัง
สนพระทยั ศึกษาจากเอกสารวิชาการ จงึ ทรงสามารถพัฒนากรรมวิธี “การทาฝนจากเมฆอุ่น” ท่ที รงสรปุ ข้ันตอนกรรมวิธีใน
ปี พ.ศ. 2516 แล้วพระราชทานใหไ้ ปเปน็ หลกั ในการปฏิบัติการสืบเน่อื งมา โดยมี 3 ขัน้ ตอน คอื ขั้นตอนท่ี 1 กอ่ กวน
เปน็ การดดั แปรสภาพอากาศขณะนัน้ เพือ่ เร่งหรือเสรมิ การเกดิ และกอ่ รวมตัวของเมฆด้วยการกอ่ กวนสมดลุ (Equilibrium)
หรือเสถียรภาพ (Stability) ของมวลอากาศเป็นแห่งๆ โดยการโปรยสารเคมปี ระเภทดูดความชน้ื แล้วทาใหอ้ ุณหภูมสิ งู ขึ้นใน
ท้องฟา้ ที่ระดบั ใกล้เคียงกบั ระดับกลน่ั ตวั เนื่องจากการไหลพาความรอ้ นในแนวตัง้ (Exothermic chemicals) ซึ่งเป็น
ระดบั ฐานเมฆของแตล่ ะวนั และโปรยสารเคมี ประเภทท่เี มือ่ ดูดซับความชื้นแล้วทาให้อุณหภมู ิลดต่าลง

18

ขนั้ ตอนท่ี 2 เลย้ี งใหอ้ ว้ น เป็นการดดั แปรสภาพอากาศและเมฆขณะนัน้ เพอ่ื เรง่ หรอื เสริมการก่อตวั ของเมฆให้ขนาดใหญ่
หนาแน่น และมปี รมิ าณหยดน้ามากย่ิงข้ึน ดว้ ยการกระตุ้นหรอื เรง่ การเจรญิ เติบโตของก้อนเมฆท่กี ่อตัวดว้ ย การโปรยสารเคมี
ประเภทที่เมือ่ ดูดซับความชน้ื ขน้ั ตอนท่ี 3 โจมตเี ปน็ การดดั แปรสภาพอากาศในกอ้ นเมฆทีร่ วมหนาแนน่ แลว้ โดยตรงหรือ
บริเวณใตฐ้ านเมฆหรอื บริเวณทต่ี อ้ งการชกั นาเมฆฝนทีต่ กอยแู่ ลว้ เคลอ่ื นเข้าสู่เปน็ การบังคับหรือเหนีย่ วนาใหเ้ มฆทแ่ี ก่ตัวจัด
แล้วตกเปน็ ฝนลงสพู่ ้ืนท่ีเป้าหมายหวังผลท่วี างแผนกาหนดไว้

กังหนั นา้ ชยั พฒั นา เครื่องกลเตมิ อากาศหมนุ ช้าแบบทนุ่ ลอย สทิ ธิบตั รในพระปรมาภไิ ธย ของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ภูมพิ ลอดุลยเดช การขยายตวั ของเมอื ง และปริมาณทีอ่ ยู่อาศัยของประชาชนเพ่ิมข้นึ อยา่ งรวดเร็ว
ทาใหเ้ กิดแหลง่ น้าเสยี เป็นที่รวมของเชือ้ โรคนานาชนิดกระจายอยตู่ ามสถานท่ีตา่ งๆเป็นจานวนมาก ซ่ึงเป็นพ้ืนท่ีปดิ ไม่มที าง
ระบายออกทาใหย้ าก แก่การรวบรวมนา้ เสียเหลา่ น้ันเพ่อื นาไปบาบัดในโรงบาบดั นา้ เสียและตอ้ งเสียค่าใช้จา่ ยสูง วิธกี ารบาบดั
น้าเสยี ที่ไดผ้ ลทสี่ ุดก็คือ การเพม่ิ ออกซิเจนให้กบั นา้ ซงึ่ จะช่วยใหจ้ ุลนิ ทรยี ย์ อ่ ยสลายสิ่งสกปรกในนา้ ได้ อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
เปน็ กระบวนการบาบัดน้า เสียทางชวี ภาพท่ไี ดร้ บั ความนยิ มอยา่ งมาก เพราะเปน็ วธิ ที ไี่ ดผ้ ลและเสยี ใชค้ ่าใช้จ่ายในการบาบัด
นอ้ ย

(4.) ทฤษฏใี หม่ เน้อื หาท่แี สดงไวใ้ นพพิ ธิ ภัณฑร์ ะบบแสง สี เสียงในสว่ นนี้ ได้แก่
“…ทฤษฎีใหม่…ยืดหยุ่นได้ และตอ้ งยดื หยุ่นเหมอื นชวี ิตของคนเราทกุ คนตอ้ งมยี ืดหยุน่ ..”
(พระราชดารสั เม่อื วันท่ี 14 กรกฎาคม 2541
ณ ศนู ย์ศกึ ษาการพัฒนาหว้ ยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดาริ อาเภอชะอา จ.เพชรบุร)ี

ปญั หาทีส่ าคญั ทีส่ ดุ อยา่ งหนง่ึ ของเกษตรกรไทย คอื การขาดแคลนน้าเพอื่ การเพาะปลกู เน่ืองจากพืน้ ที่การเกษตร
สว่ นใหญข่ องประเทศทาการเกษตรโดยอาศยั นา้ ฝนซ่ึงทาการเพาะปลูกไดเ้ พยี งปลี ะครั้งเท่านัน้ ยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหาย
อนั เน่อื งมาจากความแปรปรวนของ ดนิ ฟา้ อากาศ และฝนทง้ิ ช่วง แม้จะมีการขุดบ่อหรือสระเก็บนา้ ไว้ใชบ้ ้างแต่ก็มขี นาดและ
ปรมิ าณเกบ็ กักไม่แนน่ อน หรือมีปัจจยั อ่ืนที่เป็นปัญหาทาให้มนี า้ ใช้ไมเ่ พียงพอ รวมท้ังระบบการปลกู พืชก็ไม่มหี ลักเกณฑใ์ ดๆ
สว่ นใหญแ่ ล้วปลูกพชื เพียงชนิดเดยี ว

19

ดว้ ยเหตุน้ี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั รชั กาลที่ 9 จึงไดพ้ ระราชทานพระราชดาริ เพ่ือชว่ ยเหลอื เกษตรกรท่ปี ระสบความ
ยากลาบากดังกล่าวให้สามารถผ่านพ้นชว่ งเวลาวกิ ฤติได้ โดยเฉพาะการขาดแคลนน้า โดยไม่เดือดร้อนและยากลาบากมากนกั
พระราชดารินท้ี รงเรียกว่า “ทฤษฏใี หม่” อนั เป็นแนวทางหรอื หลกั การในการบริหารจดั การ ที่ดนิ และน้าเพื่อการเกษตร
ขนาดเลก็ ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สดุ โดย

1. บริหารและจัดแบ่งทด่ี ินแปลงเล็กออกเปน็ สัดสว่ นทช่ี ดั เจนเพ่อื ประโยชน์สงู สดุ ของเกษตรกร
2. คานวณโดยหลักวิชาการเกี่ยวกบั ปรมิ าณนา้ ที่จะกกั เกบ็ ให้พอเพียงตอ่ การเพาะปลกู ได้อยา่ งเหมาะสมตลอดท้ังปี
3. วางแผนอย่างสมบรู ณ์แบบสาหรบั เกษตรกรรายยอ่ ย
ทฤษฏใี หมข่ นั้ ตน้ การจัดการพ้ืนที่ ท่ีอยอู่ าศัยและพ้นื ที่ทากิน โดยแบ่งพ้ืนที่ออกเปน็ 4 ส่วน ตามอัตราสว่ น
30 : 30: 30 :10 ของพื้นทซ่ี ึง่ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวทรงคานวณและคานึงจากอตั ราถือครองทดี่ นิ เฉล่ียครัวเรอื น
ละ 15 ไร่ แต่ก็ไมใ่ ชห่ ลกั ตายตัวเกษตรกรจะมที ี่ดินนอ้ ยหรือมากกว่านก้ี ส็ ามารถนาอัตราส่วนน้ีไปปรบั ใชไ้ ด้ พนื้ ทสี่ ว่ นท่ี 1
ประมาณ 30% เน้อื ท่ีเฉลย่ี 4.5 ไร่ ใหท้ าการขุดสระ ความลกึ ประมาณ 4 ม. เก็บกกั น้าฝนไว้ใหใ้ ช้ในการเพาะปลกู ซ่ึง
จะสามารถจุน้าได้ประมาณ 19,200 ลบ.ม. ราษฎรสามารถนานา้ จากสระน้ีไปใชไ้ ด้ตลอดปีท้งั ยังสามารถเลยี้ งปลาและปลูก
พชื น้า พืชรมิ สระนา้ เพ่ือเพิ่มรายได้ใหก้ บั ครอบครัวอีกทางหนง่ึ พืน้ ทส่ี ว่ นที่ 2 ประมาณ 30% ประมาณ 4.5 ไร่ ให้
ปลกู ข้าวในฤดฝู น พนื้ ทส่ี ่วนที่ 3 ประมาณ 30% ประมาณ 4.5 ไร่ ใหป้ ลกู ไม้ผล ไมย้ นื ต้น ไม้ฟืน พชื ผกั พชื ไร่ พืช
สมนุ ไพร เพอ่ื ใชเ้ ปน็ อาหารประจาวนั หากเหลือบริโภคกน็ าไปจาหนา่ ยตามแต่สภาพของพื้นท่ีและสภาวะการตลาดพ้ืนทส่ี ว่ น
4 ประมาณ 10 % มีเน้อื ท่ีประมาณ 1.5 ไร่ จดั เปน็ ท่ีอยูอ่ าศัย ถนนหนทาง คนั คู ลานบ้าน กองปยุ๋ หมัก โรงเพาะเห็ด
คอกสัตว์ แปลงผักสวนครวั ปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ตัดขายและอื่นๆ นอกจากนถ้ี ้าหากจัดใหม้ แี หลง่ น้าขนาดใหญค่ อยเติมน้า
ใหแ้ กส่ ระน้าขนาดเล็กทข่ี ุดไว้ในสว่ นแรกอยู่เสมอ กจ็ ะทาใหแ้ นวทางปฏิบตั ิของเกษตรทฤษฏใี หม่มีความสมบรู ณ์ย่ิงข้ึน
ทฤษฏใี หมข่ นั้ กา้ วหนา้ เปน็ การรวมพลังของเกษตรกรในรปู ของการรวมกลุ่มหรือสหกรณ์ในการดาเนนิ งานด้าน
ต่างๆ รวมกนั โดยมีหน่วยราชการ มลู นธิ ิ และภาคเอกชน เขา้ มามสี ่วนร่วมกจิ กรรมตา่ งๆ นนั้ ได้แก่ การผลิตการตลาด
การเปน็ อยู่ สวัสดกิ าร และการศกึ ษาทฤษฏีใหม่
ขน้ั ที่ 3 เมอ่ื เกษตรกรรวมกลุ่มกันผลติ และ
จาหน่ายจนเป็นฝกึ แผ่น ก็ควรตดิ ต่อหาแหล่ง
เงนิ ทนุ เช่น ธนาคาร เพอ่ื การจดั ตงั้ และบรหิ าร
โรงสี การจัดตั้งและบริหารสหกรณ์ และเพอื่ ชว่ ย
การลงทนุ ตา่ งๆ ท่ีก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อสังคม
และการพัฒนาคุณภาพชวี ติ ที่ดีข้ึน

20

(5.) ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เน้อื หาทแี่ สดงไวใ้ นพิพิธภัณฑ์ระบบแสง สี เสียงในสว่ นน้ไี ด้แก่
เศรษฐกิจพอเพียง ช้ถี งึ แนวการดารงอยแู่ ละปฏบิ ัตติ นของประชาชนในทุกระดบั ตงั้ แต่ระดบั ครอบครัว

ระดบั ชมุ ชน จนถึงระดับรฐั ทั้งในการพฒั นาและบริหารประเทศใหด้ าเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนา
เศรษฐกิจเพอ่ื ใหก้ า้ วหน้าทนั ต่อโลกยุคโลกาภวิ ตั น์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถงึ ความ
จาเปน็ ท่ีจะตอ้ งมี ระบบภมู คิ ุ้มกันในตัวท่ดี ีพอสมควร ตอ่ การมผี ลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปล่ียนแปลง ทัง้ ภายนอกและ
ภายใน ทงั้ นี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมดั ระวังอย่างยงิ่ ในการนาวิชาการต่างๆมาใช้ ในการ
วางแผนและการดาเนินการ ทกุ ข้ันตอน และขณะเดยี วกันจะต้องเสรมิ สรา้ งพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหนา้ ที่
ของรฐั นักทฤษฏี และนักธุรกจิ ในทกุ ระดับใหม้ ี
สานึกในคุณธรรม ความซ่อื สัตยส์ ุจริต และใหม้ ีความ
รอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวิตดว้ ยความอดทน ความ
เพียร มีสตปิ ัญญาและความรอบคอบ เพื่อใหส้ มดลุ
และพร้อมต่อการรองรบั การเปลีย่ นแปลงอย่างรวดเร็ว
และกว้างขวางท้ังดา้ นวตั ถุ สังคม สิง่ แวดลอ้ ม และ
วัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เปน็ อย่างดี

21

2. พพิ ธิ ภณั ฑธ์ รรมชาตทิ มี่ ชี วี ติ เปน็ พน้ื ทแี่ สดงแนวคิดในรูปแบบแปลงสาธติ แนวคดิ และทฤษฎตี า่ งๆ ใน
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวรชั กาลที่ 9 ซง่ึ แบ่งออกเปน็ 4 โซนด้วยกนั คือ

(2.1) โซนภาคเหนอื แสดงแนวคิดด้านการอนุรักษท์ รพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม ซึง่ แสดงแนวคดิ ไว้

ทั้งหมด 5 แนวคิดดว้ ยกนั

แนวคดิ ที่ 1. ปา่ 3 อยา่ งประโยชน์ 4 อยา่ ง เปน็ แนวคิดการพฒั นาควบคูก่ ันระหว่างการอนุรักษแ์ ละฟื้นฟู
ทรัพยากรป่าไมแ้ ละการพัฒนาด้านเศรษฐกจิ และสงั คม เพ่ือปอ้ งกนั ไมใ่ หป้ ระชาชนบุกรกุ และใช้ประโยชนจ์ ากทรัพยากรป่าไม้
เพอื่ นามาใช้ประโยชน์โดยสง่ เสรมิ ให้มปี ลูกป่าเพอื่ นามาใชป้ ระโยชน์ ซึ่งเรยี กแนวคดิ นว้ี า่ “ปลูกปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4
อยา่ ง” ปา่ อยา่ งที่1 ปา่ ไมใ้ ชส้ อย เป็นปา่ ทีป่ ลูกเพือ่ ใช้ประโยชน์ เช่น สรา้ งท่อี ย่อู าศัย ป่าอย่างที่ 2 ป่าไมผ้ ล เปน็ ปา่ ปลกู
เพือ่ บรโิ ภค ป่าอยา่ งท่ี 3 ป่าไม้พลงั งาน เชน่ ไม้โตเรว็ ที่ใชเ้ ป็นเช้ือเพลงิ หรือไมท้ ี่นาไปใชเ้ ป็นพลังงานทดแทน เม่อื ปลูกป่า
ทง้ั 3 อยา่ งแลว้ จะไดป้ ระโยชนอ์ ยา่ งท่ี 4 เปน็ ของแถมคือการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรดินและนา้

แนวคดิ ท2่ี . หญา้ แฝก พืชในพระราชดาริ “กาแพงท่ีมชี ีวิตในการอนุรักษแ์ ละคืนชีวติ สธู่ รรมชาติ” หญ้า
แฝกเป็นพืชทม่ี ีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยป้องกนั การชะลา้ งพงั ทลายของหน้าดิน และอนรุ ักษค์ วามช่มุ ช้นื ใตด้ นิ เอาไว้ อกี ทงั้
เป็นพืชพืน้ บ้านของไทย วิธกี ารปลกู กใ็ ชเ้ ทคโนโลยีแบบง่าย ๆ เกษตรกรสามารถปลกู ได้ดว้ ยตนเอง จึงถือเปน็
พระมหากรุณาธิคณุ อยา่ งย่ิงที่พระราชดารใิ หด้ าเนินการศึกษา ทดลองเกยี่ วกับหญ้าแฝก

22

แนวคดิ ที่ 3. ปา่ เปยี กกนั ไฟ แนวคดิ พระราชดาริ เป็นทฤษฎีการพัฒนาป่าไมโ้ ดยการใช้ทรพั ยากรนา้
ใหเ้ กิดประโยชนส์ งู สุดในการสรา้ งแนวกันไฟ เป็นการคดิ ท่ีทรงตระหนักถงึ คณุ ค่าวา่ ทกุ สรรพสิ่งในภาวะ สภาพแวดล้อม
ของมนษุ ย์นั้นจะเก้ือกลู ซ่ึงกันและกันได้หากรจู้ ักนามาใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ เชน่ พระราชดาริ “ป่าเปยี ก” เพือ่ ป้องกันไฟไหม้
ซ่งึ เป็นมรรควธิ ีท่ีทรงคิดคน้ ขึ้นจากหลกั การแสนง่ายแต่ไดป้ ระโยชนม์ หาศาล

ซงึ่ วิธกี ารปา่ เปียกมีด้วยกนั 6 วธิ กี าร วธิ ีการท่ี 1 ทาระบบป้องกนั ไฟไหม้ป่า โดยทาแนวคลองส่งน้า
และ แนวพืชชนิดตา่ งๆ ปลกู ตามแนวคลอง วิธีการท่ี 2 สร้างระบบการควบคุมไฟป่าดว้ ยแนวป้องกนั ไฟปา่ เปียก โดยอาศยั
นา้ ชลประทานและน้าฝน วิธีการท่ี 3โดยการปลกู ต้นไม้โตเรว็ คลุมรอ่ งนา้ เพอื่ ใหค้ วามชุ่มชน้ื คอ่ ยๆทวีขึ้นและแผ่ขยายออกทั้ง
สองดา้ นของร่องนา้ วธิ กี ารที่ 4 โดยการสร้างฝายชะลอความชมุ่ ช้ืน วิธีการท่ี 5 การสบู น้าไปในระดับสูงทสี่ ุดเท่าทจ่ี ะทาได้
แลว้ จงึ คอ่ ยๆปลอ่ ยน้าลงมาหรือการตะบนั น้าเป็นการใช้แรงดันน้าจากท่สี ูง
ปลอ่ ยลงไปโดยใช้ CHECK วาวล์ เพม่ิ แรงดันของนา้ หรือเรยี กว่า “ภเู ขาป่า”
ให้กลายเปน็ “ปา่ เปียกท่ีสามารถปอ้ งกันไฟป่าได้” วิธีการที่ 6 ปลกู ตน้ กล้วย
เป็นแนวกันไฟ

แนวคดิ ที่ 4 ฝายชะลอความชมุ่ ชน้ื โดยการสร้างฝายกั้นน้าท่ีเรยี กว่า ฝายชะลอความชมุ่ ช้ืน เพื่อปิดกัน้
ร่องนา้ หรือลาธารขนาดเลก็ เป็นระยะๆ เพื่อใหเ้ กบ็ กักน้าและตะกอนดินไว้บางส่วนโดยนา้ ท่เี ก็บไวจ้ ะซึมเขา้ ไปสะสมในดิน ทา
ใหด้ นิ แผ่ความชุ่มชน้ื ใหก้ ับผนื ป่าและสรรพสิ่ง

23

แนวคดิ ที่ 5 ปลกู ป่าในใจคน เปน็ พระราชดารสั ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ท่พี ระราชทานกับ
เจา้ หนา้ ที่กรมป่าไม้ทจี่ งั หวดั เชียงใหม่ความว่า “เจ้าหนา้ ทก่ี รมปา่ ไมค้ วรจะปลูกตน้ ไม้ลงในใจคนเสียกอ่ น แลว้ คนเหลา่ น้ัน
กจ็ ะพากันปลูกตน้ ไมล้ งบนแผ่นดนิ และรกั ษาด้นไม้เหลา่ น้ันด้วยคนเอง”

(2.2) โซนภาคกลาง แสดงแนวคดิ เกษตรทฤษฎีใหม่

ภาคกลาง แสดงแนวคิดเกษตรทฤษฎใี หม่ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวทรงมีพระราชดารขิ น้ึ ครงั้ แรก

ที่ วดั มงคลชยั พัฒนา อาเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรเี กษตรทฤษฎใี หมเ่ ปน็ ทฤษฎีในการบริหารจัดการทรพั ยากรทด่ี นิ
ของเกษตรกร เพอื่ ใหเ้ กษตรกรสามารถใช้ประโยชนจ์ ากพ้นื ท่ขี องตนเองได้คมุ้ ค่าสงู สุดและที่สาคญั สามารถพึง่ พาตนเองได้
โดยแบ่งพืน้ ทใี่ นแปลงหน่ึงแปลงออกเป็น 4 ส่วนดว้ ยกนั มสี ูตรวา่ 30 : 30 : 30 : 10 ซึ่งแบง่ ดงั นี้ 30 % แรกเปน็
พน้ื ท่นี ้า 30 % ทส่ี องเป็นพนื้ ทนี่ าขา้ ว 30 % ทส่ี ามเป็นพน้ื ท่ปี ลกู ผกั ผลไมแ้ ละสมุนไพรตา่ งๆ 10 % สดุ ทา้ ยเป็น
พนื้ ที่ปลูกบา้ น ทีอ่ ยู่อาศยั และโรงเรอื น

24

ทศี่ ูนยภ์ มู ริ ักษธ์ รรมชาตไิ ดแ้ สดงแนวคดิ เรื่องของบ้านดินซึง่ เป็นบ้านทางเลอื กที่ช่วยในการอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการพงึ่ ตนเองในศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ได้แสดงแนวคดิ บ้านท่ีอย่อู าศัยเปน็ บ้านดิน ซงึ่ เป็นบ้าน
ทางเลอื กอกี ทางของคนอยากมีบา้ น บ้านดนิ ประหยดั งบประมาณ ประหยัดทรพั ยากร อยู่อาศยั แล้วดตี อ่ ต่อสุภาพ ที่สาคัญ
การสร้างบ้านดนิ ยังเป็นกจิ กรรมกระชับความสัมพันธ์ระหวา่ งครอบครัวกับคนในชุมชนได้ด้วย ในศนู ยภ์ มู ริ ักษช์ าตมิ ีบ้านดนิ
2 หลงั หลงั ท่แี รก สรา้ งดว้ ยวิธีการปั้น หลงั ทส่ี องสรา้ งด้วยวธิ ีการกอ่

(2.3) โซนภาคอสี าน แสดงแนวคดิ ด้านการอาชพี เสริมภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ (อสี าน) แนวคดิ ของ

พระเจ้าอยู่หัว เกิดจากภาคอีสานมีพ้ืนทีช่ ลประทานนอ้ ยทาให้เกษตรกรมีอปุ สรรคในการทาการเกษตร เมอ่ื เกดิ ภาวะฝนแลง้
ดังนัน้ พระองค์ทา่ นจงึ ทรงส่งเสรมิ อาชีพให้แก่ราษฎรภาคน้ี

โดยใชส้ ื่อเรอ่ื งนี้ คือ ธนาคารขา้ ว
 มพี น้ื ที่ทานามาก
 ฝน – ฟ้าดี ไดข้ ้าวมาก
 ฝน – ฟา้ ไม่ดี ไมไ่ ด้ทานา

25

พระองคท์ รงมีดาริใหจ้ ดั ตั้งธนาคารขา้ วข้ึน ปที ่ีได้ขา้ วมากเก็บในธนาคารขา้ ว สว่ นปีท่ีไม่ได้ทานา ก็มากู้ข้าวจาก
ธนาคารใช้หน้คี นื เป็นขา้ วโดยคิดดอกเบย้ี ราคาถูกๆเพราะเป็นชาวนาด้วยกนั 1. โรงเพาะเห็ด 2. การเล้ียงปศสุ ัตว์ เชน่ เปด็
ไก่ ปลา ฯลฯ 3. การแปรรปู ผลผลิต ผลิตภณั ฑ์ในครัวเรอื น เชน่ น้ายาอเนกประสงค์ สบู่ แชมพู ฯลฯ 4. การทาป๋ยุ ใช้
เอง

(2.4) โซนภาคใต้ แสดงแนวคดิ เรื่องพลังงานทดแทน

ทั้งนเ้ี หตผุ ลทที่ างศูนย์แบง่ การแสดงแนวคิดและทฤษฎีออกเป็นภาคตา่ งๆนน้ั ด้วยแนวคิดและทฤษฎี
ต่างๆ ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั มีมากมายเพ่อื ความสะดวกในการจะจาของผู้เขา้ เย่ียมชมศูนย์ภูมิรกั ษธ์ รรมชาติมีแนวคิด
อยทู่ งั้ หมด 5 อย่าง ไดแ้ ก่ 1. เตาถา่ น โดยใชเ้ ศษกง่ิ ยางพารา ไมผ้ ล ทาเปน็ ถา่ น และได้นา้ ส้มควันไม้ 2. โครงการแก้ม
ลิง พระองคท์ า่ นเปรียบเทยี บว่า ลงิ เมือ่ เขากินผลไมห้ รอื กลว้ ย เขาจะเก็บตุนไวท้ ่แี ก้ม แล้วคอ่ ยๆเอาออกมากินทีละน้อย
เปรยี บเหมอื นโครงการแกม้ ลิง เป็นโครงการทีท่ าแหลง่ น้าขนาดเลก็ หรือคลองซอยตา่ งๆ เปน็ แหล่งระบายนา้ และใชเ้ มอ่ื เข้าฤดู
แล้ง 3.การพฒั นาแหล่ง ทานาข้าว “ลุ่มน้าปากพนัง” จงั หวัดนครศรีธรรมราช ซงึ่ เดมิ ลมุ่ นา้ ปากพนงั เปน็ แหล่งผลิตข้าวที่
สาคญั ของภาคใต้ ตอ่ มามกี ารทาลายป่าชายเลน การใช้สารเคมี การเลย้ี งกุ้ง ทาให้สภาพแวดล้อมเปลย่ี น ดนิ เปรย้ี ว ทานาไม่
ไดผ้ ล ดงั น้ันพระองคจ์ งึ ลงไปแก้ปัญหาดนิ เปรย้ี ว เพอ่ื พลิกฟืน้ ล่มุ น้าปากพนงั ใหก้ ลับมาทานาได้อีก โดยใช้ทฤษฎแี กลง้ ดนิ
คอื การปล่อยน้าเข้านาแล้วกักน้าไวเ้ สรจ็ แล้วสูบน้าออกจากนาให้หมด ปลอ่ ยใหด้ นิ แหง้ แล้วสบู น้าเข้านาอกี แลว้ กป็ ล่อยเช่นเดมิ
ทาหลายๆ ครง้ั เพอ่ื แกล้งให้ดนิ เปรี้ยวสดุ ขีด แล้วลา้ งความเปร้ยี วโดยใช้น้าหรอื ใช้ปูนขาวหรือใช้นา้ สลบั ดว้ ยการใสป่ ูนขาว 4.
การป้ันอฐิ จากดนิ ในทอ้ งถน่ิ เปน็ การนาเอาทรัพยากรในพื้นทีม่ าใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด โดยมีสว่ นผสมคอื ดนิ 3 สว่ น
ซีเมนต์ 1 ส่วน และน้าพอประมาณ 5. การทาน้ามนั ไบโอดีเซลจากน้ามนั พชื โดยกาหนดเป็นโซนปลูกพชื น้ามัน ซง่ึ ต่อไป
จะจัดตัง้ เป็นฐานงานผลิตไบโอดเี ซล

26

ถอดองคค์ วามรจู้ ากฐานเรยี นรู้ โดยวทิ ยากรประจาฐานศูนยภ์ มู ริ ักษธ์ รรมชาติ หรอื ครพู าทาประจาฐานเรยี นรู้

หลกั สตู ร วิทยากรจิตอาสาพฒั นาชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง

ฐานที่ 1 ฐานหม่ ดนิ โดย ครูมตู ู

วธิ กี ารเรยี นรู้ ใช้วธิ ีการบรรยาย 10 นาที แลว้ ให้ทกุ คนในกลมุ่ สี

ไดพ้ ดู เร่อื งทีท่ กุ คนไดท้ าการห่มดนิ มาวา่ ห่มดนิ

กันอย่างไร คนละ 3 นาที พดู เวยี นไปเรอื่ ยๆจนครบทุกคน

ศาสตร์การเลี้ยงดินดว้ ยการห่มดนิ ของพระราชา
ในหวั ขอ้ นี้ เราจะมาเรียนรูศ้ าสตรพ์ ระราชาข้อหนึ่ง ทจ่ี ะชว่ ยปลดลอ็ คความสาเรจ็ ในการทาเกษตรได้ นัน่ ก็คอื การ

เล้ยี งดนิ ดว้ ยศาสตร์การห่มดินของในหลวงรชั กาลที่ 9
เช่ือวา่ หลายทา่ นนา่ จะเคยไดย้ ินคาน้ี “เล้ียงดนิ ให้ดนิ เลย้ี งพชื ” แต่เอ๋.. เราเล้ียงดินได้ด้วยหรือ?? ถา้ เล้ยี งไดก้ ็

แปลว่าดนิ มันต้องมชี วี ิตนะสิ แลว้ เราจะเลยี้ งมันอยา่ งไร ตอ้ งใช้อะไรบา้ ง แลว้ ทายากไหม คาถามเหล่าน้จี ะไดร้ ับคาตอบ
หรือไม่ ก่อนอ่นื เราจะตอ้ งรกู้ ่อนวา่ ดินที่ดีน้ันเป็นอยา่ งไรและสงั เกตได้จาก
อะไรบ้างใน 4 สว่ นประกอบของดนิ ท่ีดตี ามธรรมชาติ

1 อนิ ทรีย์วตั ถุ 3-5% /หรือสงิ่ มีชีวิตเลก็ ๆ 1-2%
2 นา้ หรือความชน้ื 25%
3 อากาศ 25%
4 แร่ธาตุหรอื สารอาหาร 45%

27

เราจะมาขยายแตล่ ะขอ้ กนั เลย
- อินทรีย์วัตถุ กค็ อื เศษซากพชื , ซากสัตว์, มลู สตั ว์ ทย่ี อ่ ยสลายแล้ว และสิง่ มชี ีวิตเล็กๆ กอ็ ย่างเช่น จลุ นิ ทรีย์, เช้อื รา,
ไสเ้ ดือน, แมงมุม และมด สิง่ มีชวี ิตเหลา่ นีจ้ ะคอยเกอื้ กลู ผลประโยชนใ์ หก้ บั พืช
- ความชืน้ ก็คอื น้า ซึง่ น้าเปน็ หวั ใจสาคญั ของทกุ ชวี ิต แน่นอนวา่ ถา้ พืน้ ท่ใี ดไม่มนี า้ หรือไมม่ ีความช้นื อยู่เลย ก็จะไมม่ ี
สิ่งมีชีวิตใดเตบิ โตอย่ไู ด้เช่นกัน
- อากาศ บางท่านอาจจะสงสัยวา่ .. ดินต้องมอี ากาศดว้ ยหรอ? ถา้ เลา่ ยอ้ นกลับไปในช่วงที่เรียนอยปู่ ระถม ในการทดลอง
วทิ ยาศาสตร์ คณุ ครูให้นาดินมาโรยลงในนา้ และสงั เกตการเปลี่ยนแปลง จาไดแ้ ม่นเลยว่าพยายามสังเกตหลายอย่างมาก แตก่ ็
ตอบไม่ถกู สกั ที สุดทา้ ยคณุ ครูกเ็ ฉลยว่า “เราจะเหน็ ฟองอากาศลอยขน้ึ มา” เป็นอะไรที่เหน็ ได้ชดั เจนมาก น่ีจงึ เปน็ ข้อพสิ ูจน์
หน่ึงท่ีบ่งบอกวา่ ในดนิ กม็ อี ากาศอยู่ดว้ ย
- สารอาหารตอ้ งบอกก่อนวา่ ..ดินเป็นเพียงโครงสร้างที่เอาไวย้ ึดเกาะ แตไ่ ม่ไดท้ าให้ต้นไม้โต ส่งิ ทจี่ ะทาใหต้ ้นไม้โตได้นน้ั ก็
คอื สารอาหาร ซง่ึ มันก็มาจาก อินทรียว์ ตั ถุ, ปยุ๋ และจลุ นิ ทรีย์ ตัวอยา่ งเชน่ การปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ ตน้ ผกั จะลอยอยใู่ น
นา้ โดยใช้โครงสร้างพลาสติกในการยดึ เกาะและเติบโตด้วยสารอาหารจากปุ๋ยท่ีละลายอย่ใู นน้า โดยทไ่ี มต่ อ้ งใชด้ นิ แมแ้ ตน่ อ้ ย
“การเล้ยี งดนิ ดว้ ยการหม่ ดิน เปน็ การสรา้ งระบบนเิ วศให้ฟนื้ กลับคนื มาอย่างสมบรู ณอ์ ีกครั้ง”
วธิ กี ารเลย้ี งดนิ ดว้ ยศาสตร์ “การหม่ ดนิ ”
ขน้ั ตอนแรก การปรุงอาหารเลย้ี งดนิ โดยการนามูลสัตว์หรือปยุ๋ หมัก มาโรยรอบๆบริเวณตรงพุ่มใตต้ ้นไม้ เพ่ือเป็นประโยชน์
ดังตอ่ ไปนี้
กระตนุ้ ให้จุลินทรีย์สร้างอาหารสาหรับพชื ปรบั ปรงุ โครงสร้างดนิ ใหด้ ี ร่วนทรยุ ขน้ึ ช่วยดดู ซบั ธาตุอาหารไวใ้ หแ้ กพ่ ชื **
อธบิ ายเสริม ปกติแลว้ เวลาที่เราใสป่ ยุ๋ ตน้ พืชจะไม่ไดน้ าปยุ๋ นั้นไปใชไ้ ดท้ งั้ หมด ปุ๋ยบางอยา่ งพชื ดดู ไปไดช้ ้า อาจถกู การชะลา้ ง
จากน้าฝนหรือนา้ ทเ่ี รารดไปก่อนได้ ชว่ ยปรบั คา่ กรด-ด่าง ของดินให้เหมาะสมกับการเติบโตของพชื ชว่ ยกาจัดและตอ่ ต้าน
เช้อื โรคในดิน ทาให้พชื ตา้ นทานโรคและแมลงไดด้ ี
ขนั้ ตอนที่ 2 การห่มดนิ ในขน้ั ตอนนเ้ี ราจะนาศาสตร์การห่มดนิ ของพระราชา ในหลวงรชั กาลที่9 มาปรบั ใช้ โดยการนาฟาง
ขา้ วหรอื เศษพืชทีห่ าไดง้ า่ ย เช่น ใบไม้ ก่ิงไม้ หญา้ แหง้ วชั พืชตา่ งๆ มาคลมุ ให้ทวั่ บริเวณทรงพมุ่ ท่ีเราได้โรยมลู สัตว์ไว้แล้ว
ความหนา1 ฝา่ มือและหา่ งจากโคนตน้ ประมาณ 1 คบื เพอ่ื รกั ษาความช้นื และความรอ้ นหนา้ ดนิ ทาใหส้ ิ่งมชี ีวติ เล็กๆในดนิ
เกิดการขยายตวั มากข้ึน
ขนั้ ตอนที่ 3 ใหค้ อยรกั ษาความชน้ื ภายใตฟ้ างเอาไว้ โดยการรดนา้ ตามปกติ เพื่อเพิ่มจานวนสงิ่ มชี ีวติ เลก็ ๆในบริเวณนั้นให้มี
มากๆ และเสรมิ ด้วยนา้ หมกั จุลนิ ทรยี ์ ไม่ต้องเยอะ ซึ่งทเี่ ราเรยี กว่า แห้งชาม น้าชาม เชน่ จุลนิ ทรีย์สงั เคราะหแ์ สง ท่ีทาได้
งา่ ยในเวลา 1 เดอื น เพอื่ ใหจ้ ลุ นิ ทรีย์ทาการย่อยอาหารบริเวณน้นั ออกมาใหก้ ับพืช

28

การเชค็ ความสมบรู ณจ์ ากรากพชื
การหม่ ดนิ จะทาให้รากพชื บางส่วนงอกขนึ้ มาหาอาหารบนดิน ซง่ึ รากพืชนน้ั สามารถบ่งบอกถึงความสมบรู ณข์ องตน้

พืชได้ โดยการเปิดหน้าดนิ เลก็ นอ้ ยแล้วสังเกตทีป่ ลายราก ถา้ ปลายรากยาวอวบสดใสมีจานวนมากแสดงว่าต้นสมบูรณ์ดี แตถ่ ้า
ปลายรากเรียวเล็กกแ็ สดงว่าความสมบูรณ์ยังนอ้ ย
ประโยชนข์ องฟางขา้ ว
เปน็ อาณาจกั รของสตั ว์ ท่ีเป็นมิตรกบั ต้นพชื ช่วยปรบั โครงสรา้ งของดินใหเ้ กดิ ความสมดลุ ช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืช
ชว่ ยเพมิ่ ปริมาณอินทรียว์ ัตถุในดิน และชว่ ยรกั ษาความชืน้ หน้าดนิ
มคี ากลา่ วหนง่ึ วา่
“ฟางข้าวเปรยี บเสมอื นรถมอื หนึง่ ส่วนมูลววั มูลควายเปรยี บเสมือนรถมือสอง”
วัว-ควาย พวกมันกนิ หญ้ากนิ ฟางไปบารงุ ร่างกาย สว่ นทีเ่ หลือกข็ บั ถา่ ยออกมา ประโยชนจ์ ึงเหลืออยนู่ ้อยเมือ่ เทยี บกบั ฟางที่
ยงั ไม่ได้ถกู นาไปใชง้ านเลย

ดงั คากลา่ วอกี คาหนึง่ วา่
“ต้องใชม้ ูลวัวมลู /ควาย 10 สว่ น จึงจะเทียบเท่าฟาง 1 สว่ น”
ถ้าหากเรานาฟางข้าวมาใช้ 130 กิโลกรมั เมื่อมนั ยอ่ ยสลายแล้ว เราจะได้สารอาหารโดยประมาณดงั น้ี

N ไนโตรเจน 8 ขดี
P ฟอสฟอรัส 1 ขีด
K โพแทสเซยี ม 2 กิโลกรัม
SiO2 ซิลิกา 13 กโิ ลกรมั
เราจะสงั เกตเหน็ ไดว้ า่ ฟางขา้ วนน้ั มธี าตสุ ลิ กิ าอยมู่ ากทเี ดยี ว ซึง่ จะชว่ ยสรา้ งความแขง็ แรงและความทนทานตอ่ โรคแมลงใหก้ บั ต้น
พชื ไดอ้ ยา่ งดี

อยา่ ปลอกเปลอื ก เปลอื ยดนิ .....ให.้ ..หม่ ดนิ …เลย้ี งดนิ ใหด้ นิ เลยี้ งพชื
การหม่ ดิน คืออะไร การหม่ ดิน คอื เป็นการปอ้ งกันการระเหยของความชืน้ ทอ่ี ยใู่ นดนิ และเปน็ ท่อี าศัยของ

จุลินทรยี ์ท่มี ีประโยชน์ จลุ นิ ทรีย์ชอบอยใู่ นท่มี ดื ที่มีความชุ่มชื้น ซง่ึ จะทาให้จลุ นิ ทรยี ์ทางานและขยายตวั ไดอ้ ย่างมี
ประสทิ ธิภาพ และจะทาให้ดนิ มีความสมบูรณ์

การห่มดนิ เป็นวิธกี ารป้องกนั หญา้ ทีข่ ึ้นในพื้นที่เราไดด้ ว้ ย เพราะหญา้ โดนคลุมไว้กไ็ ม่สามารถเจริญเติบโตได้
การหม่ ดิน เปน็ วิธีการเพ่ิมอินทรยี วตั ถใุ ห้กับดนิ หรอื เปน็ การปรับปรุงดินกอ่ นการเพาะปลูก ดินที่ดีสงั เกตจะมเี ชื้อรา

29

เกดิ ขึ้นและตอ้ งใชร้ ว่ มกบั น้าหมักชีวภาพจะทาให้ดนิ มีความสมบูรณ์ยิ่งขึน้ ปลูกหญา้ แฝกด้วย ใบแฝกกต็ ดั มาหม่ ดินไดก้ เ็ ป็นการดี
การหม่ ดนิ เพอื่ ให้จลุ ินทรยี ์ในดนิ มคี วามอดุ มสมบูรณ์ถ้าเปลอื ยดินไว้จะทาใหจ้ ุลินทรีย์ตายต้นไมจ้ ะไมส่ ามารถเจรญิ เติบ

ปญั ญาธรรมชาตริ กั ดนิ ต้องปรบั ปรงุ
เร่ืองการหม่ ดนิ สรุปวา่ เป็น “ปญั ญาธรรมชาติ” “รกั ดนิ ต้องปรับปรุง รักท้องทุ่งตอ้ งใช้อินทรยี วัตถุไปปรับปรงุ ดนิ ”
ช่วงก่อนปี 2553-2554 มีการศกึ ษาและใหค้ วามสาคัญในเร่อื งน้ี อ.วิวฒั น์ ศลั ยกาธร กลา่ วไว้วา่ พืชพันธุ์หรือต้นไม้ไม่ว่า
พชื ชัน้ สงู พชื ช้นั ต่า ไม้ใหญไ่ ม้เลก็ กต็ ้องการความสมดลุ ทางธรรมชาตเิ ชน่ เดยี วกันทง้ั สิน้ บางครง้ั สิ่งท่ีเขาขาดไปเราก็สามารถแต่ง
เตมิ ธรรมชาติใหเ้ ขาได้เชน่ กันโดยไม่ทง้ิ ความจริงของธรรมชาตเิ ชน่ การหม่ ดิน
นกั วิชาการเสรมิ อีกว่า การรักษาดินโดย (1) ไม่ซ้าเติมดนิ คืนจุลนิ ทรียใ์ ห้ดินชว่ ยปลุกพระแม่ธรณคี ืนชีพ (2) ต้องมี
ความเขา้ ใจในพื้นทแ่ี ตล่ ะแหง่ แล้วลงมอื ทาอย่างมีความหวงั ใบไม้แหง้ ก่ิงไม้แห้งที่ลว่ งหลน่ ยามแลง้ อยา่ กวาดออกไปปลอ่ ยใหล้ ว่ ง
หลน่ มาห่มดนิ ใหค้ อ่ ยๆเรยี กความช้ืนเพ่ิมข้นึ มา(3) ยามท่ฝี นฟา้ คะนองเทนา้ มาให้กจ็ าบังหนา้ ดินไม่ให้ถูกกระแทกอยา่ ง
รนุ แรง แถมยงั กักเกบ็ นา้ ไวใ้ ห้หน้าดนิ ได้นาน (4) เมอ่ื มีความชนื้ ความอบอุน่ เหล่าส่ิงมีชีวิตตวั เล็กตัวน้อยก็จะมาอาศยั อยูส่ รา้ ง
กิจกรรมตามธรรมชาติแลว้ จะนามาการฟนื้ แผน่ ดิน
ตอ่ มามกี ารศึกษาเรยี นรู้ต่อยอดจากประสบการณ์นาแนวคิดการทาเกษตรผสมผสานตามแนวปรชั ญาเศรษฐกจิ
พอเพียงของในหลวงมาปรับใช้ โดยการปรับคณุ ภาพดินด้วยการ “ห่มดนิ ” ด้วยฟางขา้ ว เปน็ ต้น เพอื่ ทาให้ดินมชี วี ิต การ
รกั ษาไม้ยนื ตน้ เดิมทมี่ ีอย่ใู นพ้ืนทสี่ วน และเสรมิ พนั ธไุ์ ม้ใหมท่ เ่ี หมาะสมกับพชื เดิมท่มี ีอยู่ ดว้ ยแนวคิดการปลกู พืช 5 ระดับ
คือ พืชใต้ดนิ พืชเล้ือย พชื พ้นดิน พชื ยนื ต้นระดบั กลาง และไมย้ ืนต้นระยะยาว ในพ้ืนท่เี ดียวกนั

ดนิ เป็นทรพั ยากรธรรมชาติทม่ี ีความสาคัญอยา่ งยง่ิ ต่อสิ่งมีชวี ติ เพราะคนเราใช้ทรพั ยากรดินเป็นทัง้ ทอ่ี ยูอ่ าศัย เปน็

แหล่งสร้างอาหาร เคร่อื งนุง่ ห่ม และยารักษาโรค แถมยังใชเ้ ป็นแหล่งกักเก็บนา้ เพ่ือการอุปโภค บริโภค จงึ กล่าวได้ว่า ดิน
เปน็ ทรัพยากรขนั้ มลู ฐาน เป็นตวั การใหม้ นษุ ยเ์ กบ็ เกย่ี วผลประโยชนจ์ ากทรพั ยากรอ่นื ๆ ไดเ้ พ่ิมมากขน้ึ อย่างมหาศาล
การเกษตรทีไ่ ม่ทาลายธรรมชาติ ไม่ทาลายดนิ ไมใ่ ชส้ ารเคมีที่เปน็ อันตรายตอ่ ดนิ และให้ความสาคัญกับการปรบั ปรุงดนิ
เปน็ หัวใจสาคัญทจ่ี ะรกั ษาดนิ เอาไว้ได้
การ “ห่มดิน” หรือ “คลมุ ดิน” โดยใชฟ้ าง เศษหญ้า หรอื ใบไมท้ ส่ี ามารถย่อยสลายไดเ้ องตามธรรมชาติ และใส่อาหาร
ใหแ้ ก่ดิน ดว้ ยการใส่ป๋ยุ อินทรยี ์ชีวภาพลงไป เพือ่ ให้อาหารแก่ดนิ แล้วดนิ จะปลอ่ ยธาตุอาหารให้พืช โดยกระบวนการยอ่ ย
สลายของจุลนิ ทรยี เ์ รียกหลักการน้ีว่า “เลี้ยงดนิ ให้ดนิ เล้ยี งพชื ”

การปฏิบัติเช่นน้ี จะทาให้ดนิ กลบั มามชี ีวติ เปน็ การ “คนื ชวี ิตใหแ้ ผน่ ดิน”

30

ประโยชนข์ องการหม่ ดนิ
1 เปน็ ทีอ่ ยู่อาศยั ของจุลินทรีย์
2 เปน็ อาหารใหส้ ตั วห์ น้าดิน เช่น ไส้เดอื น กิ้งกอื ฯลฯ ซึง่ ชว่ ยพรวนดนิ และถา่ ยมลู เป็นปยุ๋ ให้พชื
3 เกบ็ รกั ษาความชน้ื
4 เมอ่ื ยอ่ ยสลายจะกลายเปน็ ฮิวมสั ซึง่ เปน็ ปุ๋ยใหก้ บั พชื

ประโยชนข์ องจลุ นิ ทรยี ์
1 ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ซ่ึงในอากาศมกี า๊ ชไนโตรเจนอยถู่ งึ 78%
2 ช่วยย่อยสลายซากพชื ซากสตั ว์
3 ช่วยยอ่ ยแรธ่ าตุท่อี ยใู่ นหนิ ลกู รงั ทราย เชน่ ธาตุอาหาร กลมุ่ เหลก็ แมงกานสี สงั กะสี ฟอสฟอรสั เป็นตน้
4 ช่วยผลติ ฮอร์โมนให้พืช
5 ชว่ ยผลติ สารป้องกนั โรคพชื

วธิ กี ารหม่ ดนิ
หม่ ดนิ ดว้ ยฟาง เศษหญา้ หรอื ใบไม้ รอบโคนต้นไมป้ ระเภทไมย้ ืนตน้ โดยเวน้ ใหห้ า่ งจากโคนต้นไม้ 1 คืบ หม่

หนา 1 คบื ถงึ 1 ฟตุ ทาเปน็ วงเหมอื นโดนทั โรยดว้ ยป๋ยุ คอก (มูลสตั ว์) บาง ๆ และรดด้วยนา้ หมกั ชวี ภาพผสมน้าเจือ
จาง อตั ราส่วน 1 : 50-100

ห่มดนิ ในทดี่ นิ ผนื ใหมท่ ่เี พ่ิงขดุ ปรบั พนื้ ที่ หรอื ดินที่เสือ่ มสภาพ เพ่อื ปรับปรุงคุณภาพของดินกอ่ นเรม่ิ การเพาะปลูก ด้วยการ
ห่มฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ ให้หนาอย่างน้อย 1 ฟุต ทงั้ แปลง โรยดว้ ยปุ๋ยคอก แลว้ ราดรดด้วยน้าหมักชีวภาพผสมน้า
เข้มข้น อัตราสว่ น 1 : 10

31

โดยวิธนี ้ี เป็นการระเบิดดนิ ทแ่ี ห้งแข็ง ให้มีความชุม่ ชนื้ (ฟางห่มคลุมดนิ เพอ่ื ลดการระเหยของนา้ ในดิน ปยุ๋ คอกที่ใสเ่ พอ่ื เพิม่
อนิ ทรียวัตถุ น้าหมักทาหนา้ ทย่ี ่อยสลายทั้งปุ๋ยและฟาง ให้กลายเปน็ อินทรียวัตถไุ ดเ้ ร็วข้นึ ) ซงึ่ วธิ นี ี้อาจต้องใชเ้ วลา 3 เดอื น
ขึ้นไป โดยยงั ไม่ควรปลูกพชื ใด ๆ เพราะนา้ หมกั ทเี่ ขม้ ข้นอาจทาให้ตน้ ไมต้ ายได้
เครอื่ งมอื 1 ฟาง ใบไม้ ใบหญา้ หรือใบพืชอ่ืนๆ

2 ปุ๋ยแห้ง และ ปุ๋ยนา้ หมักรสจดื
3 จอบ เสยี ม
4 สอื่ สารสนเทศ ดงั น้ี

สภาพแวดลอ้ ม อยู่ในสถานท่ีจริง ได้ฝึกปฏบิ ตั จิ ริง แบบ on the Jop training
เงอื่ นเวลา 45 นาที เน่อื งจากเวลาในการเรียนร้มู ีจากดั หรือเวลานอ้ ย ทาให้วิทยากรหรอื ครจู ะตอ้ งใช้วธิ ีการ
แลกเปล่ยี นเรยี นรู้

32

ฐานท่ี 2 ปลกู ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง และปลกู ไม้ 5 ระดบั โดย ครแู บงค์

หลกั สตู ร วิทยากรจติ อาสาพัฒนาชมุ ชนตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยาย 10 นาที โดยให้แบง่ ออกเปน็ 2 กลุ่ม กล่มุ ท่ี 1

ให้พูดเร่อื งปลกู ป่า 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อย่าง และกลมุ่ ที่ 2 ให้พดู
เร่ืองปลูกไม้ 5 ระดับ สง่ ตวั แทนในกลุ่มสๆี ละ 2 คน ไดอ้ อกไปนาเสนอ

หลกั การปลกู ปา่ 3 อยา่ งประโยชน์ 4 อยา่ ง
พระราชดารกิ ารพัฒนาปา่ ไม้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช ในการผสมผสานการอนรุ กั ษ์

ดิน นา้ และการฟ้ืนฟทู รพั ยากรปา่ ไม้ ควบคูก่ บั ความต้องการดา้ นเศรษฐกจิ
ปลกู ปา่
1. ปา่ ไม้ใช้สอย คือ ไมโ้ ตเรว็ เช่น สะเดา ไมไ้ ผ่
2. ปา่ ไม้เศรษฐกิจ คอื เช่น ไมส้ กั ประดู่ พะยูง
3. ปา่ ไม้กนิ ได้ คอื ไม้ผล เชน่ กลว้ ย มะม่วง และผักกินใบต่าง ๆ
ได้ประโยชน์
1. ไม้ใชส้ อย สาหรบั ใชใ้ นครวั เรอื น เช่น นามาสร้างบา้ น ทาเลา้ เป็ด เล้าไก่ ด้ามจอบเสยี ม ทาหัตถกรรม หรือกระทง่ั ใช้
เป็นเชือ้ เพลิง (ฟนื ) ในการหุงต้ม
2. เปน็ แหล่งรายได้ของครวั เรือน เปน็ พืชทีส่ ามารถนามาจาหนา่ ยได้ ซงึ่ ควรปลกู พชื หลากหลายชนดิ เพ่อื ลดความเสี่ยงเรื่อง
ราคาตกต่าและไม่แนน่ อน
3. นามาเปน็ อาหาร นามาเป็นอาหาร ทัง้ พืชกนิ ใบ กินผล กนิ หัว และเป็นยาสมุนไพร
4. ประโยชน์ในการชว่ ยอนรุ กั ษ์ดนิ และน้า การปลูกพชื ทีห่ ลากหลายอย่างเปน็ ระบบ จะชว่ ยสร้างสมดลุ ของระบบนิเวศ ช่วย
ปกป้องผิวดินใหช้ ุ่มชนื้ ดดู ซบั น้าฝน

33

เทคนคิ การปลกู ปา่
แบ่งป่าออกเป็น 5 ระดบั ตามชัน้ ความสงู ของตน้ ไมแ้ ละระบบนเิ วศของปา่ ดังน้ี
1. ไมร้ ะดับสูง อาทิ ตะเคยี น ยางนา มะคา่ โมง สะตอ มะพรา้ ว ฯลฯ
2. ไม้ระดับกลาง อาทิ ผักหวานปา่ ต้วิ พลู ก้าลงั เสือโคร่ง กล้วย ฯลฯ
3. ไม้พ่มุ เตี้ยอาทิ ผักหวานบ้าน มะนาว พรกิ ไทย, ย่านาง, เสาวรส ฯลฯ
4. ไม้เรี่ยดิน อาทิ หนา้ วัว ผักเสยี้ น มะเขือเทศ สะระแหน่ง ฯลฯ
5. ไม้หัวใต้ดิน อาทิ ขา่ ตะไคร้ ขมิน้ ไพล เผอื ก มนั บกุ กลอย ฯลฯ

ขอ้ คานงึ ในการปลกู ปา่ 3 อยา่ ง
1. การปลูกช่วงแรกควรเลือกปลกู ไม้เบิกนา เช่น แค มะรุม สะเดา กล้วย
ออ้ ย ไผ่ ข้าวและพืชผกั ทั้งนี้ เพราะเปน็ พชื อาหารและไมใ้ ช้ สอยเล็กๆ
นอ้ ยๆ ทโ่ี ตและใหผ้ ลผลติ เร็ว สามารถคลมุ ดนิ และดดู ซับ ความช่มุ ชื้น
โดยควรเน้นปลูกพชื กินได้ ท่โี ตไวเพอ่ื เปน็ แหล่งอาหาร และไมใ้ ชส้ อย
2. ไม้ปลกู เพ่อื อย่อู าศยั หรือไม้เศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือไมร้ ะดบั สูง ควรปลูกในปที ี่ 2
3. ไม้สมุนไพร สว่ นใหญ่จะเปน็ ไม้พมุ่ เต้ีย ไมเ้ รี่ยดิน และไม้หวั ใตด้ นิ มกั จะเจริญเติบโตได้ดี ในท่ีรม่ และรม่ ราไร
4. นาข้าวควรเลือกทาในพนื้ ท่ีให้เหมาะสม สามารถให้ผลผลิตเพียงพอ ตลอดทงั้ ปี
5. ควรขุดร่องน้าขนาดเล็กเพื่อเก็บน้าและความชุ่มชนื้ แก่ต้นไม้ อกี ทั้ง สามารถใชเ้ ลีย้ งปลาเพ่อื เป็นอาหาร และหมนุ เวียนน้า
ไปสบู่ อ่ ขนาดใหญ่

แนวคดิ การปลกู ป่า 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง
เปน็ แนวคดิ ของการผสมผสานการอนุรกั ษแ์ ละฟน้ื ฟทู รัพยากรปา่ ไม้ ควบคู่กันไปกบั การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม โดย
ส่งเสรมิ ใหช้ าวบา้ นไดต้ ระหนักและเห็นคณุ คา่ จากปา่ ไม้ที่ปลูกโดยจาแนกตามการใชป้ ระโยชน์ดงั น้ี

ประโยชน์เพื่อให้ “พออย”ู่ คือการปลกู ต้นไม้ที่ใช้เนอ้ื ไม้และไม้เชิงเศรษฐกจิ ใหเ้ ปน็ ป่า ไมก้ ลมุ่ นเ้ี ป็นไม้อายยุ าวนานซึ่งจะ
เน้นประโยชนใ์ นเนื้อไม้ไดเ้ พื่อสรา้ งบ้าน ทาเครอื่ งเรอื น และถือไดว้ า่ เปน็ การออมทรัพย์เพ่ือสรา้ งความมนั่ คงในอนาคตต้นไม้
กลมุ่ นี้ ได้แก่ ตะเคยี นทอง ยางนา แดง สัก ประดู่ พะยอม พะยงู เปน็ ต้น

ประโยชนเ์ พ่อื ให้ “พอกนิ ” คอื การปลกู ต้นไม้ที่กนิ ไดร้ วมทั้งเป็น สมุนไพร ไมใ้ นกลุม่ นี้ เช่น แค มะรมุ ทเุ รียน สะตอ
ผักหวาน ฝาง แฮ่ม กลว้ ย ฟักข้าว เป็นต้น

34

ประโยชน์เพือ่ “พอใช”้ คอื การปลูกต้นไม้สาหรบั ใชส้ อยในครวั เรือน อาทิ เผาถ่าน ทางานหตั ถกรรมหรอื ทาน้ายาซักลา้ งไม้
ในกลุม่ น้ี เช่น ประคาดคี วาย หวาย ไผ่ หมเี หม็น เปน็ ตน้

ประโยชนเ์ พือ่ “พอรม่ เยน็ ” คอื ประโยชน์อยา่ งท่ี 4 ท่เี กดิ จากการ ปลูกป่า 3 อย่าง “พอร่มเย็น” คือป่าทัง้ 3 อย่างจะ
ช่วยฟน้ื ฟรู ะบบนิเวศดินและนา้ ใหก้ ลบั มาอุดมสมบรู ณ์ ร่มรืน่ เยน็ ฉ่าขน้ึ มา

หลกั การที่ 1 การสรา้ ง “ปา่ เปียก”

วธิ ที ี่ 1 ทาระบบปอ้ งกันไฟไหม้ปา่ โดยใช้แนวคลองสง่ นา้ และแนวพชื ชนิดต่างปลูกไว้ตามแนวคลอง
วธิ ที ่ี 2 สรา้ งระบบการควบคุมไฟปา่ ด้วยป่าเปียก โดยอาศยั ชลประทานและนา้ ฝน
วธิ ที ี่ 3 ปลกู ตน้ ไม้โตเร็วคลุมแนวร่องนา้ เพ่อื ให้เกดิ ความชุ่มชน้ื แผข่ ยายออกไปท้ังสองรอ่ งนา้ ซึ่งจะชว่ ยปอ้ งกันไฟปา่ เน่ืองจาก
ไฟป่าจะเกดิ ขึน้ หากขาดความชุ่มชน้ื ของสภาพปา่
วธิ ที ่ี 4 สร้างฝายชะลอความชุ่มชน้ื หรอื ท่ีเรยี กว่า “Check Dam” เพื่อปดิ ก้ันรอ่ งนา้ หรอื ลาธารขนาดเลก็ ๆ เพื่อใชเ้ ก็บกัก
นา้ และตะกอนดนิ ไว้บางส่วน โดยน้าทเ่ี กบ็ ไว้จะซมึ เข้าไปสะสมในดนิ ทาให้ความชมุ่ ชืน้ ขยายเข้าไปทง้ั สองดา้ นจนกลายเปน็ ปา่
เปยี ก
วธิ ีที่ 5 สบู น้าจากท่ีสงู แลว้ ปลอ่ ยให้ไหลลงมาทลี ะนอ้ ย เพ่ือช่วยเสรมิ การปลกู ปา่ บนพื้นที่สงู ในรูป “ภเู ขาปา่ ” ให้กลายเป็น
ปา่ เปียกช่วยป้องกันไฟปา่ ได้
วิธีที่ 6 ปลกู ตน้ กล้วย ซึง่ สามารถอุ้มน้าไว้ได้มากกว่าพชื ชนิดอน่ื ในพื้นทีท่ ี่กาหนดใหเ้ ปน็ ช่องวา่ งของป่ากว้าง 2 เมตร เพอ่ื
เป็นแนวปะทะกบั ไฟป่า

ทฤษฎีการปลกู ปา่ โดยไมต่ อ้ งปลกู ตามหลักการฟน้ื ฟสู ภาพป่าด้วยวัฏจกั รธรรมชาติ (Natural Reforestation) การปลกู ป่า
โดยไม่ต้องปลกู มี 3 วธิ ีดังน้ี
ปลอ่ ย ถ้าเลือกพื้นที่เหมาะสมแลว้ ควรทิ้งป่าไว้ตรงน้ัน ไม่ต้องไปปรับสภาพอน่ื ใดป่าจะเตบิ โตข้ึนมาเปน็ ปา่ สมบรู ณ์ไดเ้ อง
ปละ ในสภาพป่าเตง็ รัง ป่าเสื่อมโทรมไม่ต้องไปทาอะไรเพราะตอไมจ้ ะแตกกิ่งออกมาอกี ถึงแม้ตน้ ไมส่ วยแตจ่ ะกลายเป็น
ตน้ ไมใ้ หญ่ได้
ประคบั ประคอง ไม่รังแกป่าหรือต้นไม้ เพยี งแตค่ ุ้มครองให้เจรญิ เติบโตตามธรรมชาติเทา่ นน้ั

หลกั การท่ี 2 ปลกู ปา่ ในทสี่ ูง

ใชไ้ ม้จาพวกทมี่ เี ม็ดทัง้ หลาย ข้นึ ไปปลูกบนยอดทสี่ งู เมือ่ โตมีเมลด็ พนั ธุ์ โดยจะลอยตกลงมาแล้วงอกในที่ต่าต่อไป เปน็ การ
ขยายพันธโุ์ ดยธรรมชาติ

35

หลกั การท่ี 3 ปลกู ปา่ ธรรมชาติ
ปลูกต้นไม้ด้ังเดิม ศึกษากอ่ นว่าพันธพุ์ ชื พนั ธไุ์ มด้ ้ังเดมิ มีอะไร เปน็ อย่างไรแลว้ ปลกู เพ่ิมเติมตามทีเ่ หมาะสม
งดปลกู ไม้ตา่ งถ่นิ ไมค่ วรนาไม้แปลกปลอมหรือพันธุ์ต่างถิ่นเขา้ มาปลกู โดยยงั ไม่ได้ศกึ ษาอย่างแนช่ ดั

ขอ้ คานงึ ในการปลกู ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง
ไมเ้ บกิ นา ไม้สะเดา มะรุม แค กลว้ ย ออ้ ย และพืชผักอายุส้ัน ควรหามาปลูกกอ่ นเพ่อื สร้างแหล่งอาหารให้กบั ครอบครวั
ไมเ้ พือ่ อยอู่ าศยั ควรปลกู หลงั จากปลูกไม้ในขอ้ ที่ 1 ประมาณ 1-2 ปี ไม้สมุนไพร จะเจริญเตบิ โตได้ดเี ม่ือมีความรม่ รื่น
เพียงพอ นาขา้ ว กาหนดพนื้ ที่ใหเ้ หมาะสมหากมีพ้ืนทเ่ี พียงพอ เพื่อเก็บขา้ วไว้กนิ ระหว่างปีโดยไมต่ อ้ งซื้อ ร่องน้า ควรขุดร่อง
น้าขนาดเล็กเพอื่ ใหค้ วามชุ่มชื้นกบั พืน้ ดินและต้นไม้ ซึ่งจะทาให้สามารถเลยี้ งปลาธรรมชาติเพ่ือใชเ้ ปน็ อาหาร โดยขดุ ให้
เชอ่ื มตอ่ กับบอ่ ขนาดใหญ่ปลูกต้นไม้ให้หลากหลาย เพ่ือใชป้ ระโยชนไ์ ดห้ ลากหลาย ช่วยลดคา่ ใช้จ่าย สรา้ งความม่ันคงซึ่งเปน็
การเสริมสรา้ งภูมิคุม้ กันในครอบครัวและชุมชน

วธิ ีการปลกู ตน้ ไม้ แบบหลมุ พอเพยี ง.....ปลกู ทกุ อยา่ งในหลมุ เดยี ว ลดภาระการรดนา้ ปลกู ซา้

หลุมพอเพยี ง คือ การปลกู พืชหลายอย่างในหลมุ เดยี ว หลุมทีว่ ่าน้ีไม่ไดส้ ภาพเป็นหลุมลึก ๆ แตเ่ ป็นการปลูกพืช
เป็นกลุ่ม ขนาดทน่ี ่าลองทาคือ ขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลาง 1 เมตร แต่สาหรบั คนทม่ี ีพ้นื ท่ีว่าง เพอื่ เตรยี มปลกู พชื อาจจะทา
หลายๆหลุม ขนาดทก่ี าลังพอแรง คือขนาดกวา้ ง 80 – 100 เซนตเิ มตร จะทาวงกลมหรือสเ่ี หลี่ยมก็ได้ ระยะห่างระหวา่ ง
หลมุ 4x4 เมตร ถา้ มีพ้ืนท่ี 1 ไร่ จะได้ 100 หลมุ หรอื ถา้ ไมม่ ที ่ีเปน็ ผืนก็สร้างหลุมไว้ตามหวั ไร่ปลายนา มุมบ้าน หลงั
ครัว ขอบบ่อนา้ รมิ ทางเดิน ได้หมด

หลุมพอเพียง เปน็ วธิ ีการบริหารจัดการส่ิงท่ีอยู่ในหลุม เร่ิมจากเตรยี มพ้ืนท่ตี ามขนาดท่ีกาหนด แล้วกป็ ลกู หญ้าแฝก
เปน็ รูปวงกลมหรือเปน็ ล็อกสเ่ี หลยี่ ม จากนน้ั ปลกู ไมใ้ นหลุมนี้ ลงได้ถึง 4 – 5 ประเภทในหลุมเดยี ว เพอื่ ลดภาระการรดน้า
ปลกู ซ้า และเก้อื ต่อการกาจัดศัตรพู ืชเพราะใหท้ ุกอย่างเกือ้ กลู อันเอง

ตน้ ไมท้ จ่ี ะปลกู ในหลมุ แบง่ เปน็ 5 ประเภท

1. ไม้พเี่ ลยี้ ง เปน็ ไมท้ ใี่ หร้ ม่ เงา เก็บนา้ เก็บความชน้ื โดยเฉพาะช่วงรอ้ นหรอื หน้าแล้ง เช่น กล้วยน้าวา้ กลว้ ยหอม
ควรปลูกทางทศิ ตะวนั ตก เพราะชว่ ยบังแสงชว่ งบา่ ยทอ่ี ากาศรอ้ นจดั เปน็ พเี่ ลีย้ งใหพ้ ชื ทไี่ ม่ชอบแดดจัดมาก ได้กล้วยเครือแรก
เม่ือปลูก 1 ปี กต็ ดั ทิ้ง ปลอ่ ยหน่อใหม่ให้ทางาน

2. ไม้ฉลาด เป็นไมข้ ้ามปี ทส่ี ามารถเอาตัวรอดได้ดี เก็บผลไดน้ านพอสมควร เช่น ชะอม ผกั หวาน มะละกอ ผกั
ติ้ว ผักเม็ก เร่มิ เกบ็ กินได้ต้งั แต่ 1 เดือนไปเรอ่ื ยๆ

36

3. ไม้ปญั ญาออ่ น หรอื ไมร้ ายวนั เป็นไมล้ ้มลุกปลูกง่าย ตายเรว็ ตอ้ งคอยปลกู ใหม่ ดูแลรดนา้ ทุกวัน แต่เกบ็
ผลไดเ้ รว็ ได้ทกุ วัน เช่น พรกิ มะเขือ กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ขา่ ฟกั ทอง แตงไทย แตงกวา ผกั บงุ้ จีน คะนา้ เป็นต้น
เร่ิมเก็บกินไดต้ ัง้ แต่ 15 วัน

4. ไมบ้ านาญ เปน็ ไมผ้ ลยนื ต้น ใช้เวลาปลูก 2 - 4 ปี แตเ่ มอื่ ใหผ้ ลผลติ แล้ว เกบ็ กนิ เก็บขายไดเ้ รื่อย ๆ เช่น
ขนนุ มะมว่ ง มะนาว กระทอ้ น เงาะ ทเุ รยี น มังคุด ยางพารา เปน็ ต้น ในหลุมหน่ึงควรเลอื กปลกู แค่ประเภทเดยี ว

5. ไม้มรดก เป็นกลมุ่ ไม้ใช้สอยทีอ่ ายยุ ืน ใชเ้ วลาปลูกนาน เก็บไวเ้ ปน็ มรดกใหล้ กู หลาน ตัดขาย กไ็ ดเ้ งนิ กอ้ นใหญ่
หรอื จะเอาไว้ใชซ้ ่อมแซมบา้ นก็ได้ เช่น ประดู่ สกั ทอง ยางนา สะเดา พะยูง ชงิ ชนั ไมพ้ วกนเ้ี ปน็ ไมใ้ หญ่ ปลูกฝัง่ ตรงข้าม
กบั ต้นกล้วย

พน้ื ท่ใี ต้รม่ เงาหรอื บรเิ วณหลุมทม่ี ีการเตรียมดนิ ใส่ปุ๋ยปรบั ปรุงดินรดนา้ และดแู ล ยังสามารถใชป้ ระโยชนไ์ ด้อีกมาก
แทนท่ีจะปลอ่ ยให้วัชพชื ขนึ้ เป็นภาระทีต่ อ้ งคอยกาจัด การปลกู พืชบางอย่างทมี่ ีกลิน่ เฉพาะ ชว่ ยไล่แมลงศัตรพู ชื นอกจากนนั้
ยงั เป็นกุศโลบายท่ีทาให้พชื หลักทีต่ ้องการปลูก เชน่ ไม้ผล ไม้ยืนตน้ ไม้ปา่ ยนื ต้น เจรญิ เตบิ โตและมโี อกาสรอดสงู เพราะผู้
ปลกู จะคอยห่วงใย หม่นั ดูแล ทาให้พืชหลกั ดงั กล่าวเจริญเติบโตดีกว่าปกตอิ กี ดว้ ย และหากพืชชนิดใด ชนิดหน่ึงจะ
เบียดเบียนพชื อ่ืนมากเกินไปก็คอยควบคุมให้เหมาะสม ตดั แตง่ ทรงพุ่ม จัดพชื หรอื เถาเลอื้ ยใหเ้ หมาะสม สาหรับพืชพ่เี ลี้ยงก็
ไม่ตอ้ งมาก ในหนึ่งหลมุ ปลูกกล้วยเพียง ๑ -๒ ตน้ เทา่ นั้น คอื ตน้ ที่กาลังให้เครอื อีกหนึง่ ต้นสารองไว้สาหรบั เครอื ตอ่ ไป
นอกน้ันใหข้ ดุ หน่อไปขายหรือไปปลกู ทีอ่ ืน่

การปลูกหญา้ แฝกล้อมต้นไม้หลักไม่วา่ จะอยใู่ นรูปแบบหลมุ พอเพียงหรอื ไม้เด่ียวรากหญา้ แฝกจะเป็นรา่ งแหในแนวดงิ่
ช่วยยดึ ดินให้คงรปู เปรียบเสมือนกระถางธรรมชาติ เพราะปมรากแฝกจะ ช่วยเพ่มิ ธาตอุ าหารในดนิ ช่วยดูดซับนา้ ในดนิ ไว้
แทนท่ีจะซมึ หายลงใตด้ ินอยา่ งรวดเรว็ กอแฝกท่ีเบียดชดิ ชว่ ยดกั ตะกอนดนิ ซ่งึ รวมปุ๋ยท่ใี ส่ และ ใบแฝกทีต่ ดั มาคลมุ ดินยังชว่ ย
รกั ษาดนิ ให้ชมุ่ ชื้นในทส่ี ุดกย็ อ่ ย

เครอ่ื งมอื 1 พนั ธุไ์ ม้ หรือเมลด็ พันธ์ุ ทีจ่ ะปลูก
2 ป๋ยุ น้าหมกั รสจืด และป๋ยุ แห้ง (แหง้ ชาม น้าชาม)
3 ฟาง หรอื เศษใบไม้
3 จอบ เสียม

สภาพแวดลอ้ ม อยูใ่ นสถานท่ีจริง ได้ฝึกปฏบิ ตั จิ รงิ แบบ on the Jop training

เงอ่ื นเวลา 45 นาที เนื่องจากเวลาในการเรียนรูม้ จี ากดั หรือเวลาน้อย ทาให้วิทยากรหรือครูจะตอ้ งใช้วธิ กี าร
แลกเปลีย่ นเรียนรู้

37

ฐานท่ี 3 ฐานสร้างฝายชะลอนา้ และคลองใสไ้ ก่ โดย ครแู บงค์

หลกั สูตร วทิ ยากรจติ อาสาพฒั นาชุมชนตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง

วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ิธกี ารบรรยาย 10 นาที แลว้ ให้ทกุ คนซกั ถามพดู กนั

ในกลุ่มสี ฝึกปฏิบัติจริง ไดถ้ ือจอบ ถอื เสยี ม มาช่วยกนั

ขดุ คลองไส้ไกเ่ พอื่ สรา้ งชมุ่ ชื้นใหก้ ับพ้ืนท/่ี ตน้ ไม้

ฝายชะลอนา้ หรอื ฝายชะลอความชมุ่ ชนื้
ซ่ึงหมายถงึ ส่ิงก่อสร้างทข่ี วางทางกัน้ ลาน้าขนาดเล็กในบริเวณตน้ น้า หรอื พ้ืนทที่ ม่ี คี วามลาดชนั สงู เพอื่ ให้

น้าทไ่ี หลมาแรงสามารถท่จี ะชะลอการไหลชา้ ลง และเก็บกกั ตะกอนเพื่อไม่ให้ลงไปสบู่ รเิ วณลุม่ นา้ ตอนล่าง
ประเภทของฝายชะลอนา้ หรอื ฝายชะลอความชมุ่ ชน้ื แบ่งได้ 2 ประเภท

1. ฝายต้นน้าลาธารหรือฝายชะลอความชุ่มชน้ื เปน็ ฝายท่กี กั เกบ็ นา้ ให้ไหลชา้ ลงและสามารถซมึ ลงใตผ้ ิว
ดิน เพือ่ สร้างความชุม่ ชืน้ ใหแ้ ก่พืน้ บริเวณนนั้

2. ฝายดกั ตะกอนดิน ทราย เปน็ ฝายที่ดกั ตะกอนดินและทรายไม่ใหไ้ หลลงสู่แหล่งน้าเบอื้ งลา่ ง
รปู แบบของฝาย สามารถแบง่ ออกได้ 3 แบบ

1. แบบท้องถิน่ เบ้อื งต้นหรือท่เี รยี กกนั ทัว่ ไปวา่ “ฝายแมว้ ” เปน็ การก่อสรา้ งด้วยวัสดุที่มีอย่ตู ามธรรมชาติ
เช่น กง่ิ ไม้ ทอ่ นไม้ ขนาบดว้ ยก้อนหนิ ขนาดต่างๆ ในลาห้วย หรือร่องน้า โดยจะสามารถดกั ตะกอน ชะลอการ
ไหลของนา้ และเพมิ่ ความชุ่มชน้ื ให้แกบ่ รเิ วณพื้นท่ีรอบๆ ฝายได้

38

2. แบบเรยี งดว้ ยหนิ คอ่ นข้างถาวร เปน็ การก่อสร้างด้วยการเรยี งหินเป็นผนงั กน้ั น้าจะก่อสร้างบรเิ วณ
ตอนกลางและตอนล่างของลาห้วยหรือร่องน้า จะสามารถดกั ตะกอนและเกบ็ กักนา้ ในช่วงฤดูแล้งไดบ้ างส่วน

3. แบบคอนกรตี เสรมิ เหล็ก เปน็ การกอ่ สร้างแบบถาวร สว่ นมากจะดาเนินการในบริเวณตอนปลายของ
ลาหว้ ยหรือรอ่ งนา้ ทาให้สามารถดกั ตะกอนและเก็บกักน้าในฤดูแล้งได้ดี ค่าก่อสร้างขึ้นอย่กู ับขนาดของลาห้วย ซึ่ง
ควรมีความกว้างไมเ่ กนิ ๕ เมตร

ประโยชนข์ องฝายชะลอนา้
1. ชว่ ยเก็บกกั น้า
2. ช่วยลดความรุนแรงของการเกดิ ไฟปา่
3. ช่วยลดการพังทลายของหนา้ ดินและลดความรุนแรงของกระแสนา้ ในลาหว้ ย
4. ช่วยกักเก็บตะกอนและวัสดตุ ่างๆทไี่ หลลงมากบั น้าในลาห้วย
5. ชว่ ยเพม่ิ ความหลากหลายทางชวี ภาพ
6. เปน็ ท่อี ยอู่ าศัยของสตั วน์ า้ และใช้เป็นแหลง่ น้าเพอ่ื การอุปโภคบรโิ ภค

วธิ กี ารทาฝายชะลอน้า

1. แนวทางการกอ่ สรา้ งฝายตน้ น้าลาธาร/ฝายชะลอนา้
1 การเลอื กสถานทก่ี อ่ สรา้ ง
ในการเลือกจุดท่ีกอ่ สรา้ งฝายตน้ น้าลาธารปจั จยั สาคัญท่คี วรคานงึ ถึงคอื ประโยชนท์ ่จี ะได้รบั จากฝาย ไมว่ า่ จะเปน็

ดา้ นการอนรุ ักษต์ ้นนา้ ด้านนิเวศวทิ ยาป่าไม้ ด้านเกษตรกรรม ตลอดจนดา้ นชุมชน นอกจากนีก้ ารกาหนดพ้ืนทท่ี จ่ี ะก่อสรา้ ง
ยงั ต้องขนึ้ อยูก่ บั สภาพพ้ืนทีค่ วามจาเป็น และความเหมาะสมอ่นื ๆ ประกอบอกี ด้วย

2 การเลอื กวสั ดสุ าหรบั กอ่ สรา้ ง
รปู แบบของฝายตน้ น้าลาธาร สามารถแบ่งแยกออกตามวัสดุทใี่ ชใ้ นการก่อสร้างเปน็ 2 แบบด้วยกนั คอื วัสดุ
ท่หี าไดจ้ ากธรรมชาติ เชน่ เศษไม้ ปลายไม้ และเศษวชั พชื หินขนาดตา่ งๆท่หี าไดใ้ นพน้ื ที่ และวสั ดทุ ่ีจะตอ้ งจดั ซอื้ เชน่
ปูนซีเมนต์ เหลก็ เสน้ กรวด ทราย การเลอื กวสั ดแุ ตล่ ะชนิดข้ึนอยู่กบั ชนดิ ขนาดและวตั ถุประสงค์ รวมทั้งสภาพพ้ืนท่ี
ปรมิ าณน้า และปจั จัยตา่ งๆ ในแต่ละจดุ

39

3 การกาหนดขนาดของฝาย
ขนาดของฝายไม่มกี ารกาหนดขนาดตายตัว ข้นึ อยกู่ บั ปัจจยั ต่าง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี

3.1 พ้นื ทร่ี บั น้าของแต่ละลาหว้ ย
3.2 ความลาดชันของพื้นที่
3.3 สภาพของดนิ /การชะลา้ งพังทลายของดิน
3.4 ปรมิ าณนา้ ฝน
3.5 ความกว้าง-ลึกของลาหว้ ย
3.6 วตั ถุประสงคข์ องการกอ่ สรา้ ง
4. วธิ กี ารกอ่ สรา้ ง
การกอ่ สร้างฝายแต่ละฝายขนึ้ อยู่กับชนิดและวสั ดทุ ่ีใช้ ถา้ เป็นฝายผสมผสาน เชน่ ฝายเศษไม้ และฝาย
กระสอบทราย เปน็ เพียงการนาวัสดดุ งั กล่าวมาวางกองรวมกันเพ่อื ขวางรอ่ งห้วย โดยใช้หลักเสาไม้ หรอื เสาคอนกรตี ปกั ยดึ ให้
ลกึ พอสมควรก็เพียงพอ เนอ่ื งจากฝายดังกลา่ วส่วนใหญ่จะอย่ใู นระดบั ตน้ ๆ ของลาหว้ ย ซ่ึงมีปริมาณนา้ และความรนุ แรงของ
การไหลไม่มาก จึงไม่จาเป็นต้องการความแข็งแรงนกั ประกอบกับฝายดังกล่าวมีวัตถปุ ระสงค์เพียงเพื่อกรองตะกอนไวเ้ พียง
บางสว่ นเท่านน้ั ไม่มีการเก็บกกั นา้ จงึ สามารถสรา้ งได้ทั่ว ๆ ไปไม่มขี ้อกาหนดมากนกั
สว่ นฝายกงึ่ ถาวร และฝายถาวร เชน่ ฝายหนิ เรยี งและฝายคอนกรีตเสริมเหลก็ น้นั ในการกอ่ สร้างควรเนน้
เร่ืองความแข็งแรงเป็นหลัก ควรมกี ารวางฐานรากทแี่ ขง็ แรงให้เพยี งพอ โดยการเจาะลกึ ลงไปในพื้นทรี่ ่องหว้ ยใหถ้ ึงดินแข็งหรอื
ช้นั หินประมาณ 1 เมตร และมีสนั ฝายลกึ เข้าไปในผนังร่องหว้ ยท้ังสองดา้ นอย่างนอ้ ยขา้ งละ 1.00 - 1.50 เมตร ทั้งน้ี
ขึ้นอยกู่ ับสภาพของดนิ ในแต่ละหว้ ยด้วย หรอื อาจใช้วิธีการอยา่ งอน่ื เพื่อเสริมความแข็งแรงของตัวฝายให้มากข้ึนก็ได้ อนึ่งในการ
กอ่ สรา้ งฝายแตล่ ะชนดิ ถา้ เป็นฝายกึง่ ถาวรหรอื ฝายถาวรท่ีมกี ารเก็บกักนา้ ควรคานึงถึงทางระบายน้าหรอื ทางนา้ ลน้ ให้
เพยี งพอกันกบั ปริมาณนา้ ทไ่ี หลผา่ น ไม่เช่นนัน้ อาจจะกระทบกระเทอื นกบั โครงสรา้ งของฝายนนั้ ๆ ได้
การจดั การนา้ บนพนื้ ทสี่ ูงตามศาสตรพ์ ระราชา(ฝายชะลอน้า)
วัตถปุ ระสงค์
1. อธบิ ายเรื่องฝายชะลอนา้ แตล่ ะรูปแบบ
2. อธิบายการสรา้ งฝายแต่ละรูปแบบ
3. อธบิ ายประโยชนข์ องฝายชะลอนา้
กจิ กรรม
1. ศกึ ษารูปแบบฝายชะลอน้า ฟงั บรรยายพร้อมเอกสาร

40

2. ศกึ ษาวิธกี ารสร้างฝายแต่ละรูปแบบ ฟังบรรยายพรอ้ มเอกสาร 3. ลงมอื ปฏบิ ัติการสร้างฝายชวั่ คราว

สอื่ การสอน

1. เอกสารความรู้ 2. ปา้ ยข้อมลู อุปกรณ์ 3. ไมไ้ ผ่ 4. มดี

5. ก้อนหิน 6. คอ้ น 7. เชอื ก

การประเมนิ ผล

1. สามารถอธบิ ายเรอ่ื งฝายชะลอนา้ แต่ละรปู แบบได้

2. สามารถอธิบายการสร้างฝายแตล่ ะรปู แบบได้ 3. สามารถอธบิ ายประโยชน์ของฝายชะลอนา้

คลองไสไ้ ก่

- คลองไส้ไก่ คอื การขุดร่องน้าในทด่ี นิ เป็นหนง่ึ ในรปู แบบหลุมขนมครกเพ่อื กกั เก็บน้าและกระจายความช่มุ ชื้นไป
ทว่ั บรเิ วณพนื้ ท่ีเพาะปลกู

- คลองไสไ้ ก่ คอื การขุดรอ่ งน้าในทดี่ นิ เปน็ หน่ึงในรปู แบบหลุมขนมครกเพือ่ กักเก็บน้าและกระจายความชมุ่ ชน้ื ไป
ทั่วบริเวณพื้นท่ีเพาะปลกู เปรยี บเสมอื นลาธารที่มีความคดเคย้ี ว มีการไหลตกกระทบ นา้ ท่ไี หลผา่ นจะซมึ ลงสู่พ้นื ดนิ ทาให้
เกดิ ความชมุ่ ช้ืน
วธิ ขี ดุ คลองไสไ้ ก่

ให้ขุดเปน็ รอ่ งโดยมีความกว้างและความลึก 50 เซนติเมตรโดยนาดนิ ทีไ่ ดจ้ ากการขดุ มาถมในฝงั่ ตรงข้ามของแหล่งนา้
ทไ่ี หลมาทาคันดินให้กว้าง 1 เมตรแล้วปลกู แฝกเพอ่ื ลดการพังทลายของคันดนิ ปลกู ไม้ผลและผักสวนครวั ไวเ้ ปน็ แหลง่ อาหาร

นอกจากนใี้ ห้ขุดหลุมเลก็ ๆ (หลมุ ขนมครก) เพ่ือใหน้ ้าที่ไหลมาตกในหลุม เปน็ การชะลอน้าท่ีไหลผ่านไมใ่ ห้ไหลแรง
เกินไป รวมถึงการทาฝายเลก็ ๆ เปน็ ระยะ ๆ เพื่อชะลอน้า ทาให้นา้ ซึมลงใต้ดนิ ได้มากทีส่ ุด และยงั เป็นการลอ็ กตะกอน
ดินทเ่ี กิดจากการทบั ถมกันของใบไม้และอินทรียวัตถุต่าง ๆ ซึ่งอุดมดว้ ยธาตุอาหารทจี่ าเป็นแก่พชื

41

การขดุ คลองไสไ้ กม่ ี 3 แบบ คอื
1. คลองไส้ไกบ่ นพ้ืนทล่ี าดเอยี งทเ่ี ปน็ ภเู ขา
จะขดุ คลองไส้ไกเ่ พ่ือรับน้าจากบรเิ วณพ้นื ทล่ี าดชันให้ลงมาสู่คลองไส้ไก่ เพ่อื ให้นา้ ไหลเอ่ือย ๆ ซมึ ลงดินให้มากท่ีสุดแลว้ ไหล
ผา่ นไปยงั พน้ื ทีต่ า่ สดุ
2. คลองไสไ้ กบ่ นพื้นทเี่ นนิ
จะขดุ คลองไส้ไกเ่ พ่อื เปล่ยี นทางนา้ ใหไ้ หลมายังพ้ืนที่เพาะปลูก เพอ่ื ให้เกดิ ความชุม่ ชนื่ ของพ้ืนท่ี
3. คลองไส้ไกบ่ นพน้ื ทร่ี าบลมุ่
จะขดุ คลองให้คดโคง้ ให้น้าไหลเอื่อยแลว้ ค่อย ๆ ไหลแบบเคล่ือนตวั ตลอดเวลา นอกจากกระจายความชุ่มช้นื แล้วยังทาให้อากาศ
เข้ามาแทรกในนา้ ทาให้นา้ ไม่เน่า
ประโยชนข์ องคลองไสไ้ ก่

กกั เกบ็ น้าให้ซมึ ลงดิน
เปลี่ยนทางน้าให้กระจายสู่พื้นท่เี พาะปลกู
ล็อกตะกอนดนิ หรือธาตุอาหาร
ป้องกันการพงั ทลายของหน้าดิน
เครอ่ื งมอื จอบ เสียมและใจ
สภาพแวดลอ้ ม อยู่ในสถานทจ่ี รงิ ได้ฝกึ ปฏิบตั จิ รงิ แบบ on the Jop training
เงอ่ื นเวลา 45 นาที เนอ่ื งจากเวลาในการเรยี นรมู้ จี ากัดหรือเวลาน้อย ทาใหว้ ิทยากรหรือครจู ะต้องใช้วิธกี าร
แลกเปลย่ี นเรียนรู้

42

ฐานท่ี 4 ฐานคันนาทองคา โดย ครแู นน (ครพู าทา)

หลกั สตู ร วิทยากรจิตอาสาพัฒนาชมุ ชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใช้วธิ ีการบรรย าย 40 นาที แลว้ ให้ทุกคน

ในกลมุ่ สไี ด้เล่าประสบการณ์ของตนเองมาเล่ากัน
ฟงั หมุนเวียนจนครบทุกคน ตลอดจนมีการซักถามกันดว้ ย

ครแู นน บอกวา่ “คันนาทองคา สาคญั ไฉน”
คนั นาทองคา คอื เทคนคิ การปรบั พนื้ ทีแ่ ปลงเกษตรเพ่อื การใชป้ ระโยชนส์ ูงสุดเพ่ือปลูกผกั ปลกู พืช ปลูกป่า 3 อย่าง

ประโยชน์ 4 อย่าง ไมว่ า่ จะเปน็ พชื ผัก ผลไม้ หรอื แม้กระทั่งเลย้ี งสตั ว์บนคันนา ทาใหไ้ ด้กินไดใ้ ช้ตลอดทั้งปี และเปน็ ส่วน
หน่งึ ในการออกแบบพืน้ ทีด่ ้วย โคก หนอง นา โมเดล คันนาทองคาเปน็ การน้อมนาศาสตรพ์ ระราชา เกษตรทฤษฎใี หม่vอง
ในหลวงรชั กาลที่ 9 มาปรบั ใช้ให้เหมาะสมกบั พน้ื ทหี่ รือเรียกว่าการออกแบบตามภูมิสังคม เพื่อให้เกิดการใช้พ้ืนท่ีทม่ี ีอยู่ให้
เกดิ ประโยชนส์ งู สุด

หวั คนั นาทองคา ไมไ่ ดพ้ ่งึ จะเกดิ ขน้ึ มา แต่มีมาตัง้ แตใ่ นอดีต ชาวนาสมัยกอ่ นนั้นนิยมปลูกพิษผกั บนคันนา ดังนั้น

หัวคนั นาสมัยก่อนจึงมีvนาดทใ่ี หญ่ตา่ งจากปัจจบุ นั ที่มีขนาดเล็กลงจากแต่กอ่ นมาก และไม่นยิ มปลกู พืชผักบนหวั คันนากัน
เพราะคิดวา่ เสียพน้ื ท่ีการทานาแต่รู้หรือไม่วา่ การปลูกพืชผกั บนคันนาน้นั จะชว่ ยใหช้ าวนาประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ยคา่ อาหารไปไดม้ าก
เพราะต้องมาควกั สตางคไ์ ปซอ้ื และทส่ี าคญั ไดก้ ินอาหารปลอดสารเคมีเอาง่ายๆวา่ ทีช่ าวนา รอผลผลิตจากขา้ วถ้าไม่ปลูกพืชผัก
อย่างอนื่ ก็จะได้แตข่ ้าวมีรายได้จากบา่ วฤดูกาลละ 1-2 ครงั้ เทา่ นน้ั ในระหว่างทีร่ อต้องใช้เงินเกบ็ แตถ่ ้าปลูกพืชผกั บนคันนา
เลยี้ งปลาในนาข้าว ชาวนา

กส็ ามารถลดรายจ่ายในเร่อื งอาหารนอกจากจะกินแล้วยังสามารถแจก แบง่ ปันขายได้อกี ด้วยตามทฤษฎบี ันได 9 ขั้น
สคู่ วามพอเพยี ง

43

โดยมหี ลกั ในการทาคน้ นาทองคา ดงั น้ี
1. ยกคันนาให้สงู อย่างนอ้ ย 1 เมตร เพราะฝนตกลงมาในพ้นื ทีจ่ ะสามารถเกบ็ กักนา้ ได้เทา่ กบั ความสูง ความกวา้ ง

ความยาวของคันนา เช่นพ้นื ที่ 1 ไร่ มขี นาด 1,600 ตารางเมตร เม่ือยกคันนาสูง 1 เมตร จะสามารถเก็บน้าได้ 1,600
ลูกบาศก์เมตร

2. ทาคนั นากว้างอย่างนอ้ ย 2 เมตร การสร้างคนั นากวา้ งและใหญ่ นอกจากจะทาหนา้ ทีเ่ หมอื นเขอ่ื นช่วยเกบ็ น้าไว้
ในนาได้แล้ว ยงั สามารถปลูกทุกอย่างทต่ี อ้ งการได้

3. หม่ ดนิ ดว้ ยฟางตามหลัก อย่าปอกเปลอื ก เปลอื ยดนิ ใหห้ ม่ ดิน

4. ร่องทีไ่ ด้จากการขดุ ดินกลายเป็น คลองไสไ้ ก่ สามารถใช้เลยี้ งปลาในนาขา้ วได้
ปลกู หญา้ แฝกและปน้ั หวั คันนา
ปลกู หญ้าแฝกโดยรอบหนองและคลองใส่ไก่ ปั้นหวั คันนา ใหม้ ีความสูงอย่างน้อย 1 เมตร บนคนั นากวา้ ง 1 เมตร
และทางกวา้ ง 2 เมตร บนคันนาปลกู พน้ื ผักโดยรอบทงั้ ไม้ผล ผักสวนครัว จนพืชสมนุ ไพร คนกลายเป็นหัวคันนาทองคา
เพราะป้ันหัวคันนาสูงในคนั นาจึงเปรียบเสมือนเข่ือนขนาดย่อมไวเ้ ก็บกกั น้า นอกจากน้ียงั เป็นทอ่ี ยอู่ าศัยของสตั ว์น้าอกี ดว้ ย

เครอ่ื งมอื 1 ฟาง ใบไม้ ใบหญา้ เศษไมเ้ ลก็ ๆ
2 ปุ๋ยแหง้ , ขว้ี ัวแห้ง
3 พันธตุ์ ้นไม้ 5 ระดบั /พนั ธปุ์ ลา ชนิดตา่ ง ๆ
4 จอบ เสยี ม

สภาพแวดลอ้ ม ถา้ อยใู่ นสถานทจ่ี ริง จะได้ฝึกปฏิบตั ิจริง แบบ on the Jop training
เงอื่ นเวลา 45 นาที เนือ่ งจากเวลาในการเรียนรมู้ จี ากดั หรอื เวลานอ้ ย ทาใหว้ ทิ ยากรหรือครูจะตอ้ งใช้วิธีการ
แลกเปลี่ยนเรยี นรู้

44

ฐานท่ี 5 ฐานปยุ๋ นา้ หมกั 7 รส โดย ครหู นงึ่

หลกั สูตร วิทยากรจิตอาสาพัฒนาชุมชนตามหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง

วธิ กี ารเรยี นรู้ ใช้วธิ กี ารบรรยาย 40 นาที แลว้ ให้ทกุ คน

ในกล่มุ สี ได้เล่าประสบการณ์ของตนเอง

มาเล่ากันฟงั หมุนเวียนจนครบทกุ คน ตลอดจนมีการซักถาม

สมนุ ไพร 7 รส
วัตถปุ ระสงค์
1. อธิบายจลุ นิ ทรยี ์ คณุ สมบัติ ประเภทและประโยชน์จุลนิ ทรยี ์ได้
2. อธิบายคณุ สมบัติ 7 รส ว่ามรี สอะไรบา้ ง
3. อธิบายวธิ ีการทานา้ หมักชีวภาพ
4. อธิบายวธิ กี ารนานา้ หมกั ไปใช้
กจิ กรรม
1. ศึกษาเอกสาร ชีทความรู้ ป้ายขอ้ มลู และฟังบรรยาย
2. ลงมือปฏิบตั ติ ามข้ันตอนการทานา้ หมกั ชวี ภาพ
3. สรุปวิธกี ารทานา้ หมกั ชวี ภาพ

45

จลุ นิ ทรยี ค์ อื อะไร จลุ นิ ทรีย์ คอื ส่ิงท่มี ีชีวติ เล็กๆ ไมส่ ามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ตอ้ งใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์สอ่ งดูจึงจะ
มองเหน็ มอี ยู่ทวั่ ไปในน้า ในอากาศ ในดนิ หรอื แมก้ ระทัง่ ตวั คนเรากม็ ี เปน็ สิ่งมชี ีวิตเซลลเ์ ดยี ว สามารถแบ่งเซลล์ขยายตวั
เพ่มิ ประชากรไดอ้ ย่างมากมายในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าหากอยู่ในภาพทม่ี คี วามสมดุลย์และเหมาะสม คงเคยได้ยนิ กนั ว่ามบี ริษทั ที่
ผลติ นมเปรยี้ วออกมาแพรห่ ลายในทอ้ งตลาด โฆษณาว่าในนมเปรยี้ วนน้ั มจี ุลนิ ทรียท์ ่ีเหมาะสมในการย่อยสลาย หรือการชว่ ย
ยอ่ ยทาให้ระบบย่อยอาหารและการขบั ถ่ายของมนษุ ย์ดขี น้ึ ถ้าบอกอย่างน้ีแลว้ คงพอจะเห็นภาพและเขา้ ใจในจลุ ินทรีย์มากขนึ้

คณุ สมบตั ขิ องจลุ ินทรยี ์
โดยทว่ั ไปจลุ ินทรีย์คือตัวที่ทาการย่อยสลายอนิ ทรยี ์วัตถทุ มี่ ีอยู่ในธรรมชาตใิ หม้ ขี นาดเลก็ ลงเปน็ สารละลายเป็นธาตุ
อาหารสะสมไวใ้ นดินในระบบนิเวศนว์ ทิ ยาที่สมบรู ณแ์ ล้ว จะประกอบด้วยพืช (ผู้ผลิต), สัตว์ (ผ้บู ริโภค) และจลุ นิ ทรยี ์
(ผ้ยู อ่ ยสลาย)ทั้ง 3 อย่าง จะพึง่ พาอาศยั กนั เป็นลูกโซ่อาหารซ่งึ กันและกนั
ประเภทของจลุ นิ ทรยี ์
1. จลุ ินทรียก์ ล่มุ ท่ีเปน็ ประโยชน์ทางานในเชงิ สร้างสรรค/์ หมกั สงั เคราะห์กลน่ิ หอมเช่นยีสต์ท่ใี ชใ้ นการหมักแป้งข้าว
หมาก เตา้ เจ้ยี ว แลคโตบราซิลลสั ในยาคูลท์
2. จุลินทรยี ์กลุ่มทาลาย(กลุ่มท่เี ป็นเช้อื โรค) ทางานในเชงิ ทาลาย/บดู เน่า ทาให้เกิดกลน่ิ เหมน็
3. จุลนิ ทรยี ์กลมุ่ เปน็ กลาง
น้าหมกั สมนุ ไพร 7 รส
น้าหมกั สมุนไพร 7 รส เปน็ สตู รท่ผี สมขนึ้ มาจากสมนุ ไพรที่มรี สจดื ขม ฝาด เมาเบอื่ เปรี้ยว หอมระเหย และ
เผ็ดรอ้ น หรอื อาจกล่าวได้ว่าเป็นสตู รทีร่ วมรสของสมนุ ไพรทม่ี ีคณุ สมบตั ิในการกาจัดแมลงศตั รูพชื เข้าไวใ้ นสตู รเดยี วกัน เพื่อ
เพ่มิ ประสิทธภิ าพในการป้องกันกาจัดแมลงศตั รูพืชผกั ซึง่ มีความหลากหลายและสามารถพัฒนาความตา้ นทานสารกาจัดแมลง
ได้ภายในเวลาไม่นาน ดังนนั้ การรวมพษิ ของพืชที่มผี ลตอ่ ระบบการทางานของแมลงศัตรูพืชเอาไว้ภายในสูตรเดียว จึงเป็นอีก
หน่ึงวธิ ที ่จี ะลดปญั หาการดื้อยาของแมลงลงได้
โดยการทานา้ หมักสมุนไพร 7 รสนน้ั เป็นการเลอื กเอาสมุนไพรรสต่างๆ มาทานา้ หมกั จุลนิ ทรยี ช์ วี ภาพ เพือ่
ประโยชน์ทางการเกษตร ซึง่ สามารถใชไ้ ด้กับนาข้าว และพืชผกั ทกุ ชนิด
นา้ หมกั สมนุ ไพร 7 รส ประกอบดว้ ย
1. สมนุ ไพรรสจดื ได้แก่ ใบกล้วย ผกั บุง้ รางจืด และพชื สมนุ ไพรท่มี ีรสจดื ทกุ ชนิด
สรรพคณุ : จะเป็นปยุ๋ บารุงดิน ใหด้ นิ มคี วามร่วนซุย โปรง่ และทาใหด้ ินไม่แขง็ และสามารถใชบ้ าบดั นา้ เสยี ไดด้ ว้ ย
2. สมนุ ไพรรสขม ได้แก่ ใบสะเดา บอระเพ็ด ใบขี้เหลก็ และพืชสมนุ ไพรท่ีมีรสขมทกุ ชนดิ
สรรพคุณ : สามารถฆ่าเช้ือแบคทีเรีย เพื่อสร้างภมู ิคุ้มกันให้กบั พชื

46

3. สมนุ ไพรรสฝาด ได้แก่ ปลกี ลว้ ย เปลอื กมงั คุด เปลือกฝร่ัง มะยมหวาน และพืชสมุนไพรทมี่ ีรสฝาดทุกชนดิ

สรรพคณุ : ฆ่าเช้ือราในโรคพืชทุกชนดิ

4. สมนุ ไพรรสเมาเบอื่ ได้แก่ หัวกลอย ใบ/เมลด็ สบูด่ า ใบนอ้ ยหน่า และพืชสมุนไพรท่มี ีรสเมาเบือ่ ทุกชนิด

สรรพคณุ : ฆ่าเพล้ีย หนอนและแมลง ในพชื ผกั ทกุ ชนดิ

5. สมนุ ไพรรสเปรยี้ ว ได้แก่ มะกรดู มะนาว กระเจย๊ี บ และพชื สมนุ ไพรท่ีมรี สเปร้ียวทกุ ชนิด

สรรพคุณ : ไล่แมลงโดยเฉพาะ

6. สมนุ ไพรรสหอมระเหย ได้แก่ ตะไคร้หอม ใบกะเพรา ใบเตย และพชื สมุนไพรทม่ี ีรสหอมระเหยทุกชนิด

สรรพคณุ : จะเป็นน้าหมักที่เปลยี่ นกลิน่ ของต้นพืช เพือ่ ป้องกันไมใ่ ห้แมลงไปกดั กินทาลาย

7. สมนุ ไพรรสเผด็ รอ้ น ไดแ้ ก่ พริก ขงิ ข่า และพชื สมนุ ไพรทีม่ รี สเผด็ รอ้ นทกุ ชนดิ

สรรพคุณ : ไลแ่ มลง และทาให้แมลงแสบร้อน

++วธิ กี ารทา ++

1. ใช้วตั ถุดิบทเี่ ป็นที่มาของแตล่ ะรส อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ สับใหล้ ะเอียดๆ รวมแลว้ ให้ไดจ้ านวน 3 กโิ ลกรัม +

กากนา้ ตาล จานวน 1 ลติ ร + น้าเปลา่ จานวน 10 ลติ ร

2. เทนา้ เปลา่ ใสถ่ งั พลาสติกแล้วเทกากน้าตาลลงไป คนเรือ่ ยๆจนกากนา้ ตาลละลายเป็นเน้ือเดียวกันกับนา้ จากนนั้

จึงเทวตั ถุดิบท่ีสับละเอียดแล้วตามลงไป คนใหเ้ ข้ากนั อีกครงั้ ปดิ ฝาให้สนทิ ตั้งไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 3 เดอื น

จงึ สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้

++ การใชป้ ระโยชน์ ++

ใชใ้ นอัตราสว่ นเดยี วกนั สาหรับพชื ผกั นาข้าวและไม้ผลทกุ ชนิด คือน้าหมกั 1 ลิตร+นา้ เปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นใหท้ ่วั

คอื ถา้ เป็นพืชผกั ทัว่ ไปฉดี พ่นทุก 3 วนั /ถา้ เป็นไม้ผล ฉีดพ่นทกุ 7 วนั

นา้ หมกั ชวี ภาพ

นา้ หมกั ชวี ภาพเปน็ ผลิตภัณฑ์ท่ีมลี กั ษณะเปน็ ของเหลวสีนา้ ตาลโดยการสกัดอินทรยี ์วัตถจุ ากพชื ผักและผลไมโ้ ดยวธิ ี

ธรรมชาติ อาจมีชื่อเรยี กที่แตกตา่ งกันไป เช่น น้าหมักพืช น้าสกัดชีวภาพ นา้ หมักสมนุ ไพร นา้ เอ็นไซม์ น้าจลุ นิ ทรีย์

นา้ หมักโปรไบโอตกิ ซง่ึ สามารถทาใช้ในครัวเรือนได้ ดังนี้

การทานา้ หมกั ชวี ภาพ สว่ นผสม

1) เศษผกั /เศษอาหาร/เศษผลไม้ 3 กิโลกรัม

2) กากนา้ ตาล/น้าตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม

3) นา้ 10 ลติ ร


Click to View FlipBook Version