47
วธิ กี ารทา
1) สับเศษผัก/เศษอาหาร/เศษผลไม้ ใหล้ ะเอยี ด
2) ละลายกากนา้ ตาล/นา้ ตาลทรายแดง กบั น้า แลว้ นาเศษอาหาร/เศษผกั /เศษผลไม้ ทีส่ บั ใหล้ ะเอียดแล้ว
คลกุ เคล้าใหเ้ ขา้ กัน
3) นาส่วนผสมที่คลกุ เคลา้ กันเสรจ็ เรียบรอ้ ยเทใส่ถังหมกั ที่เตรยี มไว้เว้นชอ่ งว่าง ประมาณ 1/4 ของถงั หมกั ท้ิงไว้
ประมาณ 90 วัน หรือ 3 เดือน จึงนาน้าหมักไปใชป้ ระโยชน์
กอ่ นนานา้ หมกั ไปใชป้ ระโยชนส์ งั เกต ดงั น้ี
1. สี ของน้าหมกั จะมสี นี า้ ตาลเข้ม หรืออาจมรี าขาวขนึ้ บนผิวหนา้ ของน้าหมัก
2. กลิน่ ของนา้ หมักจะออกเปรย้ี ว
3. รสชาด ของน้าหมกั จะมรี สเปร้ยี ว
4. ค่าความเป็นกรด-ดา่ ง (pH) ประมาณ 3
การนาไปใชป้ ระโยชน์
อัตราสว่ น การใชป้ ระโยชน์
นา้ หมักชีวภาพ 100 % มีความเขม้ ขน้ มากสามารถทาให้พืชตายได้
น้าหมกั ชีวภาพ 1 สว่ นต่อนา้ 10 สว่ น ลดกลิน่ กองขยะ คอกสัตว์ และหอ้ งนา้
นา้ หมกั ชวี ภาพ 1 ส่วนตอ่ น้า 200 สว่ น ใชร้ ดน้าพืชผกั ตน้ ไม้
น้าหมักชวี ภาพ 1 สว่ นต่อนา้ 500 สว่ น เหมาะสาหรบั การล้างพนื้ คอกสตั ว์เลี้ยง
เครอ่ื งมอื สอ่ื การสอน
ปา้ ยความรู้ กระดานดา เอกสาร/ซที เอกสารความรู้
อปุ กรณ์ / วตั ถดุ บิ
๑. สมนุ ไพรรสตา่ งๆ
๒. ความหวาน เช่น น้าตาลทรายแดง
กากน้าตาล
๓. ถงั หมกั ชนดิ มีฝาปดิ
๔. มีด เขียง ไม้พาย
48
การประเมนิ ผล
๑. สามารถอธิบายสมนุ ไพรแตล่ ะรสได้
๒. สามารถอธิบายคุณสมบัติ ๗ รสได้
๓. สามารถอธิบายและทานา้ หมกั ชีวภาพได้
๔. สามารถอธบิ ายวิธกี ารนาไปใชไ้ ด้
๕ อธบิ ายจุลินทรยี ์ คณุ สมบตั ิ ประเภท และประโยชนจ์ ลุ ินทรยี ์ได้
สภาพแวดลอ้ ม อย่ใู นสถานทจ่ี รงิ ได้ฝกึ ปฏิบตั จิ รงิ แบบ on the Jop training
เงอ่ื นเวลา 45 นาที เนอื่ งจากเวลาในการเรียนรมู้ ีจากดั หรอื เวลาน้อย ทาใหว้ ิทยากรหรือครจู ะตอ้ งใช้วิธกี าร
แลกเปลีย่ นเรียนรู้
49
ฐานที่ 6 ฐานปยุ๋ อนิ ทรยี ช์ วี ภาพ (ปยุ๋ แหง้ ) โดย ครแู บงค์
หลกั สูตร วิทยากรจติ อาสาพัฒนาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ิธีการบรรยายพรอ้ มกับการปฏบิ ตั ิจริงรวม 45 นาที
แลว้ ให้ทุกคนในกลุ่มสีได้ลงมือปฏบิ ัตจิ รงิ พรอ้ มกับการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปพร้อมๆกนั
ปุ๋ยหมกั ชวี ภาพ
การทาปุ๋ยหมักชวี ภาพเปน็ การลดตน้ ทนุ การผลติ ให้แกเ่ กษตรกร อกี ทัง้ บางสว่ นหากมีมากสามารถแบ่งจาหนา่ ยเพ่อื
สร้างอาชพี เสริมและรายไดแ้ ก่เกษตรกรอกี หน่งึ ทาง ซง่ึ สามารถนาวัสดุท่ีมีในพ้นื ท่ใี ช้เพื่อการทาปยุ๋ หมกั ชวี ภาพได้ ดงั นี้ คอื
สว่ นผสม 1 กระสอบ
1. มลู สัตว์ แกลบดิบ 1 กระสอบ
2. แกลบดบิ 2 กิโลกรัม
3. ราหยาบละเอยี ด 1 กระสอบ
4. อน่ื ๆ เช่น กากถ่วั , เศษใบไม้ (ถา้ มี) ใส่จนพอหมาด
5. ผสมนา้ หมกั ชีวภาพ 1 สว่ น ต่อนา้ 10 ลิตร
50
วธิ กี ารทา
1. นาส่วนผสมตั้งแต่ ข้อ 1 ถึง 4 คลกุ เคลา้ ใหเ้ ข้ากัน
2. เกล่ยี กองปุ๋ยท่ีผสมเข้ากนั แลว้ ออกบางๆ รดดว้ ยนา้ หมกั ชวี ภาพ ทีผ่ สมต่อนา้ 10 บนกองปุ๋ยให้ช่มุ พอหมาด
(ความช่นื ประมาณ 30-35%)
3. คลกุ ใหเ้ ข้ากันอีกคร้ัง
4. เมื่อคลกุ เขา้ กันเสร็จเรียบร้อย กรณีที่ 1 ใสใ่ นถุงกระสอบ กองทงิ้ ไวเ้ วน้ ชอ่ งวา่ ง เพ่อื ระบายอากาศบางส่วน
ระหว่างกอง กรณีท่ี 2 กองไวใ้ นที่รม่ ใช้กระสอบหรือพลาสตกิ คลุมกอง ป๋ยุ ท้งิ ไว้ กลับทุก 5-7 วนั ซงึ่ ท้งั 2 กรณี
จะต้องรอใหป้ ๋ยุ เย็นก่อน (ความรอ้ นของกองปุย๋ เทา่ กบั อากาศ ) จงึ จะนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
51
การทาปุย๋ หมกั แบบไมก่ ลับกอง “ วศิ วกรรมแม่โจ้ ”
ความจาเปน็ ของการผลติ ปุ๋ยอินทรยี ์
ในการเพาะปลูกของเกษตรกรสิง่ ทม่ี ีความจาเปน็ และสาคัญที่สุด คือความอดุ มสมบรู ณข์ องดิน ความอดุ มสมบรู ณข์ อง
ดินจะไดม้ าจากการทมี่ ีอินทรยี วัตถุสะสมอยใู่ นดินอยมู่ าก จลุ นิ ทรยี ด์ ินจะใช้อนิ ทรีย์วตั ถุเป็นสารอาหาร แล้วปลดปล่อยแรธ่ าตุ
ทจี่ าเป็นใหแ้ ก่พืชในปรมิ าณที่พืชตอ้ งการอยา่ งเพียงพอ ซ่งึ ได้แก่ ธาตุอาหารหลกั (ไนโตรเจน-N ฟอสฟอรสั -P2O5 และ
โพแทสเซียม-K2O) ธาตอุ าหารรอง (ซัลเฟอร์ แคลเซียม และแมกนีเซยี ม) และจลุ ธาตุ (แมงกานีส ทองแดง โบรอน
โมลิบดินัม เหล็ก คลอรีน และสังกะส)ี ดังนั้น การเติมความอุดมสมบรู ณใ์ หก้ ับดนิ วิธหี นึง่ คือการใช้ปุ๋ยหมักหรือ ปยุ๋
อนิ ทรยี ์ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิม่ แรธ่ าตุให้กบั พืชแลว้ ปยุ๋ อนิ ทรยี ์ยงั ช่วย ลดความเป็นกรดของดินที่เกดิ จากการใช้ป๋ยุ เคมแี ละ
ยาฆ่าหญา้ อยา่ งยาวนาน ได้อีกดว้ ย
นอกจากนี้ ในอดีตกอ่ นทีจ่ ะมกี ารผลิตปุ๋ยเคมขี นึ้ ในโลก เกษตรกรในประเทศไทยกไ็ ด้มีการสร้างความอุดมสมบรู ณ์
ใหก้ ับดินในการเพาะปลูก โดยการใชม้ ลู สตั วต์ ่างๆ เช่น มูลโค มูลกระบอื และมลู ไก่ เปน็ ตน้ ประเทศไทย ในขณะนน้ั
สามารถส่งออกข้าวเป็นที่ 1 ของโลกมาโดยตลอด ทั้งๆทไี่ มม่ ีปุ๋ยเคมีใช้
แต่ปจั จบุ ัน ภายหลงั จากการ “ปฏิวัติเขียว” หรือการนาปยุ๋ เคมีเขา้ มาจาหนา่ ยในประเทศไทยประมาณ เม่ือปพี .ศ.
2503 การเกษตรกรรมของไทยก็ไดใ้ ช้ป๋ยุ เคมสี ารเคมีและยาฆ่าหญา้ อย่างหนัก โดยลืมทีจ่ ะเตมิ ความอดุ มสมบูรณ์ใหก้ บั ดนิ
อย่างแตก่ อ่ น การใชป้ ๋ยุ เคมีและสารเคมีอย่างยาวนาน 40-50 ปี ไดท้ าใหด้ นิ เพาะปลูกเสอื่ มสภาพลงอยา่ งมาก
กลายเปน็ ดินทแ่ี น่น แข็ง และ เปน็ กรด รากพืชไมส่ ามารถชอนไชหาอาหารได้ดีความเป็นกรดของดนิ ทาให้เกดิ การละลาย
ของธาตอุ ะลมู ิเนียมออกมาแล้วดูดซึมเข้าทางรากพชื ทาให้พืชไม่แข็งแรงกลายเป็นโรคงา่ ยและเชือ้ ราทเ่ี ปน็ โรคพืชบางชนิดยัง
ทางาน ไดด้ ีในดินทเี่ ปน็ กรดอกี ด้วย ทาให้เกษตรกรต้องใช้ปยุ๋ เคมแี ละสารเคมเี พ่ิมมากขนึ้ ทุกปีทาใหม้ ีตน้ ทนุ สูงขึ้นและ
52
ในขณะเดียวกนั การเผาทาลายเศษพืชในแตล่ ะครง้ั กส็ ่งผลให้อนิ ทรียวัตถุและจลุ นิ ทรยี ์ดนิ ที่มีอยู่นอ้ ยพลอย
สลายตัวหายไป อีก เพอื่ ให้ความอดุ มสมบรู ณข์ องดินกลบั คืนมาเกษตรกรจึงควรงดการ เผาเศษพชื และนาเศษพืชมาผลติ
เป็นปุย๋ อนิ ทรีย์คุณภาพดีแล้วนาไปปรบั ปรงุ บารงุ ดินเพอ่ื เพิ่มอินทรยี ์วตั ถเุ พ่ิมความอดุ มสมบูรณ์ใหก้ บั ดนิ ท่ีจะสง่ ผลให้การ
ใชป้ ุ๋ยเคมแี ละสารเคมลี ดลง ซึ่งหมายถึงต้นทุนการผลิตก็จะลดลง ผลผลิต เพิ่มมากขน้ึ มผี ลกาไรมากข้นึ ดินเพาะปลกู จะ
กลับมาเป็นดิน ดาที่ฟู นุ่ม โครงสร้างเมด็ ดนิ จะร่วนซุยข้ึน มไี สเ้ ดือนกลับคืนมาทช่ี ว่ ยการชอนไช ของรากพชื พชื ก็จะ
กลบั มาแขง็ แรง เกษตรกรและประชาชนจะมสี ขุ ภาวะท่ีดี จากการลดควันพิษจากการเผาและลดการใชส้ ารเคมี
ปัจจุบนั เกษตรกรจานวนมากเรม่ิ หนั กลับมาลดต้นทนุ ทางการเกษตร โดยทาการหมกั ปยุ๋ อินทรีย์สาหรบั ใชใ้ นพืน้ ทข่ี อง
ตนเอง แต่ปัญหาทีพ่ บส่วนใหญค่ อื จะต้องใชแ้ รงงานคนจานวนมากในการกลับกองปุย๋ ทุกๆ 7 วนั ซง่ึ เป็นวธิ ีท่ียุ่งยาก และ
เสียคา่ ใช้จา่ ยมาก ทาใหท้ าง ผศ.ธรี ะพงษ์ สว่างปญั ญางกูร มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ ได้คิดคน้ วธิ กี ารทาปุย๋ หมกั ที่ง่าย ประหยัด
และได้ผลดขี ึน้ มา โดยเรยี กนวัตกรรมใหม่น้ีว่า “วศิ วกรรมแม่โจ้” ข้นั ตอนวธิ กี ารเปน็ เช่นไรติดตามไดใ้ นฉบับน้ีเลยครับ
ขนั้ ตอนท่ี 1 นาเศษขา้ วโพดหรอื ฟางขา้ ว 4 สว่ นกบั มลู สัตว์ 1 สว่ นโดยปรมิ าตร วางสลับกนั เปน็ ชน้ั บางๆ สงู ไม่เกนิ ช้ันละ
10 เซนตเิ มตร จานวน 15 - 17 ช้ัน รดนา้ แตล่ ะชน้ั ให้มคี วามชนื้ ข้นึ กองเป็นรูปสามเหลย่ี มท่ีมีความสูงไมต่ ่ากว่า 1.50
เมตร ฐานกวา้ ง 2.5 เมตร ส่วนความยาวของกองจะยาวเท่าไรกไ็ ดข้ น้ึ อยู่กบั ปริมาณเศษพืชและมูลสตั ว์ที่มี ความสาคัญของ
การที่ต้องทาเปน็ ชนั้ บาง ๆ 15 - 17 ชนั้ ก็เพ่อื ให้จลุ ินทรีย์ทม่ี อี ยู่ในมูลสตั ว์ได้ใชท้ ัง้ ธาตคุ าร์บอน (มอี ยู่ในเศษพชื ) และ
ธาตุไนโตรเจน (มใี นมูลสัตว์) ในการเจรญิ เติบโตและสร้างเซลล์ของจลุ ินทรีย์ ซึ่งจะทาให้การยอ่ ยสลายวัตถดุ บิ เป็นไปได้
อยา่ งรวดเร็ว โดยการวางกองปุ๋ยหมกั สามารถวางไวก้ ลางแจง้ ไดเ้ ลย ไมต่ อ้ งมกี ารปิดคลุม
53
ขนั้ ตอนที่ 2 รกั ษาความชนื้ ภายในกองปยุ๋ ให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา (มคี ่าประมาณรอ้ ยละ 60 – 70) โดยมี
2 ข้นั ตอนดังนี้
ขน้ั ตอนที่ 1 รดน้าภายนอกกองปุ๋ยทกุ เชา้ (ถา้ ฝนตกก็ให้งดขัน้ ตอนน)ี้
ขนั้ ตอนที่ 2 ใชไ้ ม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถงึ ขา้ งลา่ งแลว้ กรอกนา้ ลงไประยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทา
ขั้นตอนท่ีสองนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาหา่ งกัน 10 วัน เมื่อเตมิ น้าเสร็จแล้วให้ปดิ รูเพอื่ ไมใ่ ห้สูญเสียความรอ้ นภายในกองป๋ยุ
ขน้ั ตอนท่สี องนี้แม้ว่าอยู่ในชว่ งของฤดูฝนกย็ ังต้องทา เพราะนา้ ฝนจะไมส่ ามารถไหลซึมเขา้ ไปในกองป๋ยุ ได้ การที่ฝนไม่
สามารถชะล้างเข้าไปในกองป๋ยุ ไดเ้ กษตรกรจึงสามารถผลติ ปุ๋ยอินทรียด์ ้วยวิธนี ใี้ นฤดฝู นได้ดว้ ย
ภายในเวลา 5 วันแรก กองป๋ยุ จะมคี ่าอณุ หภูมสิ ูงขึ้นมาก บางคร้ังสงู ถึง 70 องศาเซลเซียส ซ่ึงเปน็ เร่ืองปกตสิ าหรบั กองปยุ๋
ทีท่ าไดถ้ กู วิธี อนั เกิดจากกจิ กรรมการย่อยสลายของจลุ ินทรยี ์ และความร้อนสงู น้ียังเป็นสภาวะแวดล้อมท่เี หมาะสมกบั การ
ทางานของจลุ ินทรีย์ในกองปยุ๋ อกี ด้วย หลงั จากนน้ั อุณหภูมิจะคอ่ ย ๆ ลดลงจนมคี ่าอณุ หภมู ปิ กตทิ อ่ี ายุ 60 วนั
54
ขนั้ ตอนที่ 3 เมอ่ื กองปุ๋ยมีอายคุ รบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปยุ๋ จะมีความสงู เหลอื เพียง 1 เมตร แลว้ ทาปุย๋ อินทรยี ์
ใหแ้ ห้งเพอ่ื ให้จลุ นิ ทรยี ส์ งบตัวและไมใ่ หเ้ ปน็ อันตรายต่อรากพืช วธิ กี ารทาปุ๋ยอินทรีย์ให้แหง้ อาจทาโดยท้ิงไว้ในกองเฉยๆ
ประมาณ 1 เดือน หรอื อาจแผ่กระจายในทรี่ ม่ อากาศถ่ายเทใหม้ ีความหนาประมาณ 20 – 30 ซม. แล้วเกลี่ยไปมา ซง่ึ จะ
แห้งภายในเวลา 3 – 4 วนั กส็ ามารถนาไปใช้บารุงพชื และปรบั ปรุงดนิ ในพืน้ ที่ของเกษตรกรไดท้ ันที หรือจะนามาปน่
ละเอียดเพอื่ จาหนา่ ยสรา้ งรายไดก้ ็เขา้ ที
ขอ้ หา้ มของการผลติ ปยุ๋ อนิ ทรียว์ ธิ ี “วศิ วกรรมแมโ่ จ้ ”
1. หา้ มข้นึ เหยยี บกองปุ๋ยใหแ้ น่น หรือเอาผ้าคลุมกองปยุ๋ หรือเอาดินปกคุลมดา้ นบนกองปุย๋ เพราะจะทาใหอ้ ากาศไม่
สามารถไหลถ่ายเทได้สะดวก
2. ห้ามละเลยการดูแลความชื้นทง้ั 2 ขนั้ ตอน เพราะถา้ กองปุ๋ยแห้งเกินไปจะทาให้ตอ้ งใช้ระยะเวลาหมักนานขึ้น
และป๋ยุ มคี ุณภาพต่า
3. ห้ามวางเศษพืชหนาเกินไป เพราะจะทาใหจ้ ลุ ินทรยี ท์ ม่ี ใี นมลู สัตวไ์ มส่ ามารถเขา้ ไปย่อยสลายเศษพชื ได้
4. ห้ามทากองปุย๋ ใต้ต้นไม้ เพราะความร้อนของกองปยุ๋ จะทาให้ต้นไม้ตายได้
5. หา้ มระบายความรอ้ นจากกองป๋ยุ เพราะความรอ้ นจะช่วยให้จลุ ินทรีย์ทางานไดด้ มี ากขึน้ และยงั ชว่ ยให้เกิดการ
ไหลเวียนของอากาศผา่ นกองปุ๋ยอีกดว้ ย
เครอื่ งมอื 1 วัสดตุ ามรายละเอียดของความต้องการผลิตปุ๋ยอินทรีย์
2 สถานทเี่ ก็บ/ลานตาก ปยุ๋
3 จอบ เสยี ม
สภาพแวดลอ้ ม อยู่ในสถานท่จี รงิ ได้ฝกึ ปฏิบัติจริง แบบ on the Jop training
เงอ่ื นเวลา 45 นาที เนือ่ งจากเวลาในการเรียนรมู้ จี ากดั หรอื เวลานอ้ ย ทาให้วิทยากรหรือครูจะต้องใช้วธิ ีการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้
55
ฐานที่ 7 ฐานคนมีนา้ ยา โดย ครจู อย
หลกั สูตร วิทยากรจติ อาสาพฒั นาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยายสาธติ และปฏบิ ัตพิ รอ้ มกัน 40 นาที แลว้ ให้
ทกุ คนในกลมุ่ สี ได้ลงมอื ปฏิบัตจิ นไดน้ ้ายาสระผมสูตรมะกรูด
จดุ เดน่ ใช้วิธบี รรยายแบบสนกุ สนาน มลี ูกเลน่ ในการบรรยาย
มีการตงั้ คาถาม พรอ้ มแจกรางวัลเป็น แชมพู คนละ 1 ขวด
วนั น้ี จะมาฝกี ปฏบิ ตั กิ ารทาแชมพู 2 แบบ คือ ทานา้ มะกรูดไว้สระผม และทาแชมพมู ุก จากวัสดทุ ห่ี าซื้อไดต้ าม
รา้ นที่มวี ัสดแุ ชมพโู ดยเฉพาะ
แชมพมู ะกรดู 100 %
ผวิ มะกรูด มีนา้ มนั คณุ สมบัติ ทาใหผ้ มลื่น นุม่
คณุ สมบัติ ปอ้ งกันรงั แค คนั ศีรษะ
ใต้ผวิ มะกรดู มสี ีเทา) มสี าร “แทนใน” คุณสมบัติ ชว่ ยทาความสะอาดหนังศรษี ะ
นา้ มะกรูด (มรี สเปร้ยี ว)
56
การทาแชมพมู ะกรดู 100 %
ขนั้ ตอนการทา
1. นามะกรดู มาปงิ้ ไฟ (อ่อนๆ)
2. ผา่ เป็นช้ินเล็กๆ แกะเอาเม็ดออก
3. นาเน้ือมะกรดู ๑ สว่ น ผสมกบั นา้ สะอาด ๑ ส่วน นามาป่ันรวมกัน
4. นาเนือ้ มะกรูดทป่ี ั่นแลว้ มาค้นั ด้วยผ้าขาวบาง จะได้เนือ้ มะกรดู เขม้ ขน้
5. นามาอนุ่ บนเสาไฟพอเป็นไอ
6. ปล่อยใหเ้ ยน็ นาไปสระผม เก็บรกั ษาในตู้เย็น
แชมพมู กุ
ส่วนผสม
1. หวั เช้อื แชมพู 1400 กรัม
2. สารใหค้ วามนุ่ม ( SME 29) 60 กรัม
3. น้าสมุนไพร 400 กรัม
4. น้าสะอาด 100 กรัม
5. เกลือผง (ผงขน้ ) 30 กรัม
6. สารกนั เสีย 2 ซซี ี
7.นา้ หอม 10 ซีซี
วธิ ที า
1. นาสมุนไพรต้มน้าใหเ้ ดอื ด กรองกากออก พกั ไวใ้ หเ้ ย็น
2. นาเกลอื ( ผงขน้ ) มาละลายในนา้ สะอาดท่ีเตรยี มไว้
3. เท SME 29 ใส่ในน้าสมุนไพรที่เตรียมไว้แลว้ คนให้เข้ากนั
4. นา SME 29 ที่ผสมกบั น้าสมนุ ไพรเรียบร้อยแล้วเทลงไป
ในหวั เช้อื แชมพมู ุกแลว้ คนให้เข้ากนั
5. เตมิ นา้ หอมและสารกนั เสีย แลว้ คอ่ ยๆปรบั ความข้นดว้ ยนา้ เกลอื
6. บรรจภุ าชนะ
57
เครอ่ื งมอื 1 ผลมะกรูดออ่ น
2 เคร่อื งป่นั
3 เตาแก๊ส สาหรบั ย่างผลมะกรูด
4 ผ้าขาวบาง
5 ชุดทาแชมพมู ุก (มีขายตามท้องตลาดหรอื ติดต่อ ครแู หม่ม)
6 กาละมงั , ไม้คน
สภาพแวดลอ้ ม อยใู่ นสถานทีจ่ ริง ไดฝ้ กึ ปฏบิ ัติจรงิ แบบ on the Jop training
เงอื่ นเวลา 45 นาที เนอื่ งจากเวลาในการเรียนรมู้ จี ากัดหรือเวลานอ้ ย ทาใหว้ ิทยากรหรอื ครจู ะต้องใชว้ ิธีการแลกเปลีย่ น
เรียนรู้
58
ฐานท่ี 8 ฐานคนรกั ษส์ ขุ ภาพ โดย ครโู อ๋
หลกั สูตร วิทยากรจิตอาสาพัฒนาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
วธิ ีการเรียนรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยายสาธติ และปฏบิ ตั ิพรอ้ มกัน 40 นาที แลว้ ให้
ทุกคนในกลุ่มสี ได้ร่วมกจิ กรรมดว้ ย
การแชม่ อื แชเ่ ทา้
มอื และเท้า เป็นท่ที ี่ร่างกายขบั พษิ ออก ซง่ึ การแช่มือแช่เท้าเปน็ การใช้ฤทธิข์ องน้าอุ่นและสมนุ ไพร คลายกล้ามเน้อื
เพ่อื ให้รา่ งกายได้ขับพิษออกได้อยา่ งเต็มที่ และชว่ ยปรับสมดุลรา่ งกาย หากปฏิบัติอย่างตอ่ เน่ือง จะช่วยกระตนุ้ การไหลเวียน
โลหติ ลดอาการชาท่ปี ลายมอื และเท้าและความเจ็บปวดตา่ งๆ บนรา่ งกาย ช่วยให้หลับสบาย วิธกี ารทาไม่ยาก ใช้เวลาไม่นาน
การแชม่ อื แชเ่ ทา้ มอื และเท้าของคนเราเป็นอวยั วะทใี่ ชร้ ะบายเอาพษิ ออกจากรา่ งกายและใช้รับส่ิงที่มปี ระโยชน์เขา้ มาในรา่ งกาย
เมอ่ื คนเราใชม้ อื และเท้าในกิจวตั รประจาวนั มากกว่าส่วนอนื่ กลา้ มเน้ือที่มอื และเท้าจะเกดิ อาการเกรง็ คา้ ง ของเสียท่ีจะระบาย
ออกทางมือและเท้ากจ็ ะไม่สามารถระบายออกได้ และสง่ิ ทเ่ี ปน็ ประโยชนก์ ็ไมส่ ามารถเขา้ มาได้ เพราะกล้ามเน้อื ทเี่ กร็งคา้ งจะ
ขวางทางระบายของพษิ จงึ มีศาสตร์ของการขดู กัวซา การกดจุด และการแชม่ ือแช่เทา้ เพื่อทาการคลายเส้นเอน็ ท่เี กรง็ ค้าง
การแชม่ อื -แชเ่ ท้า เป็นทางเลือกอีกทางท่ีสะดวก สามารถทาได้ดว้ ยตนเองในระยะเวลาท่ีไมม่ ากนัก การแช่มือ-แชเ่ ท้า ควร
ใชส้ มุนไพรฤทธ์ิที่เหมาะกบั ตนเอง ถ้าผู้ปว่ ยมีอาการร้อนเกินควรใชส้ มนุ ไพรฤทธเ์ิ ย็น เช่น ย่างนาง ใบเตย เบญจรงค(์ ออ่ ม
แซบ) หญา้ ปกั กิ่ง รางจืด ผกั บงุ้ บวั บก เปน็ ต้น ถา้ ผูป้ ว่ ยมีอาการเย็นเกินใหใ้ ชส้ มุนไพรฤทธิร์ อ้ น เชน่ ขมิ้น ขงิ ตะไคร้
ไพร ใบมะกรูด เป็นต้น เลอื กสมุนไพรอย่างใดอยา่ งหน่ึงหรือหลายอยา่ งรวมกันให้ได้ประมาณ 1 กามอื ต้มกับนา้ 1-2
ลติ รจนเดอื ด แลว้ ผสมกับนา้ ธรรมดาใหอ้ นุ่ แค่พอรสู้ ึกสบาย ถ้าไมม่ สี มุนไพรเลย กใ็ ช้น้าเปลา่ ต้มใหเ้ ดอื ดแลว้ ผสมนา้ ธรรมดา
ใหอ้ ุน่ ก็ได้ จากน้ันแชม่ ือและเทา้ แคพ่ อทว่ มข้อมอื ข้อเท้า 3 นาที แลว้ ยกขนึ้ จากน้าอ่นุ 1 นาที ทาซา้ จนครบ 3 รอบ ใน
การแช่แตล่ ะรอบไม่ควรแช่เกนิ 3 นาที ถา้ แชเ่ กิน 3 นาทีมกั จะพบวา่ มอี าการออ่ นเพลยี หรอื ไม่สบายในรา่ งกาย เพราะพิษ
จะเคลอื่ นออกได้แค่ประมาณ 3 นาที ถา้ แช่ต่ออีก หลงั จากนน้ั พิษของน้าอุน่ จะเคลอ่ื นเข้าทารา้ ยร่างกาย โดยสามารถทาวัน
ละประมาณ 1-2 คร้งั ถา้ ใชส้ มนุ ไพรฤทธเ์ิ ยน็ ต้มแลว้ ร้สู กึ ไม่สบายกป็ รับใช้สมนุ ไพรฤทธิ์รอ้ นต้มได้ถ้ารู้สกึ สบายกว่า
การแชม่ ือแชเ่ ทา้ จะชว่ ยกระต้นุ การไหลเวียนของเลอื ดจากปลายเท้าไปทั่วร่างกาย ทาให้ลดอาการเม่ือยลา้ เกดิ การผอ่ นคลาย
ร่างกายและจิตใจ ส่วนคนท่ปี วดปลายเท้า มอี าการชาหรอื ปวดขา ปวดเขา่ สามารถแชเ่ พ่ือลดอาการอักเสบ (ยกเว้นในขณะที่
บวมอกั เสบหรือมกี ารติดเช้ือ) ลดปวดได้ การแช-่ มือแชเ่ ทา้ กไ็ ม่ไดห้ มายความวา่ ทุกคนจะรู้สกึ ดขี ้นึ ไดอ้ ยา่ งมากในทนั ที บางคน
กด็ ีข้ึนอย่างรวดเรว็ บางคนกค็ ่อยๆดีข้ึน แตว่ ธิ นี ก้ี เ็ ป็นสว่ นหนึ่งในการช่วยระบายพษิ ออกจากร่างกายได้
59
ประโยนช์ของการแช่มือแช่เทา้ :
• ลดการเกร็งคา้ งของกลา้ มเน้ือบริเวณมอื และเท้า
• ลดอาการเจบ็ ปวดของกล้ามเนือ้ และข้อกระดกู ลดอาการชาที่ปลายมือ บริเวณขาและแขน
• ลดอาการอักเสบ
• ระบายพิษ ดที อ็ กซ์
• กระตุ้นการไหลเวยี นเลอื ด
มือและเท้าของคนเราเปน็ อวัยวะทใี่ ชร้ ะบายเอาพษิ ออกจากร่างกาย เมอ่ื เราใชม้ ือและเท้าในกจิ วตั รประจาวนั มากกว่า
ส่วนอนื่ กลา้ มเนอ้ื ท่มี อื และเทา้ จะเกิดอาการเกรง็ ค้าง การขูดกวั ซา และการแช่มือแช่เทา้ เป็นประจานัน้ จะทาใหค้ ลายการ
เกร็งค้าง เพ่ิมการไหลเวยี นเลือด และระบายพษิ ได้
วิธกี ารแช่
1. เลอื กสมนุ ไพร ใช้สมนุ ไพรฤทธิท์ ี่เหมาะกบั ตนเอง ถ้าร่างกายรอ้ น ควรใชส้ มนุ ไพรฤทธ์ิเยน็ ถา้ ร่างกายเยน็ เกิน
ให้ใช้สมนุ ไพรฤทธิ์ร้อน หากไม่มีสมุนไพร ใช้แค่น้าเปลา่ ก็ได้ อ่านเพ่มิ เติมเรือ่ ง ฤทธ์ริ ้อน-เยน็ ได้ ท่นี ่ี
2. นาสมนุ ไพรประมาณ 1 กามอื ตม้ กบั น้า 1-2 ลิตร จนเดอื ดประมาณ 5 นาที แล้วผสมกับน้าธรรมดาให้
เท่าที่รู้สกึ สบาย (หรอื ผสมใหอ้ ุ่นจดั จะได้ผลดี หากทนไดไ้ ม่ตอ้ งฝนื มาก)
3. แช่มือและเท้าในภาชนะทเี่ ตรียมไว้ ใหร้ ะดบั นา้ ทว่ มข้อมอื ข้อเทา้ แช่ 3 นาที แลว้ ยกข้ึนจากนา้ อุ่นพักไว้ 1 นาที
แล้ว ทาซ้าอกี 2 รอบ สามารถเติมนา้ รอ้ นเพ่มิ ได้ หากนา้ เรม่ิ เย็นลง
ควรร:ู้ ในการแชแ่ ตล่ ะรอบไมค่ วรแชน่ านเกนิ ไป ถา้ แชน่ านเกนิ เวลาทแ่ี นะนา คอื 3 นาที มกั จะพบวา่ มีอาการ
อ่อนเพลยี หรือไม่สบายในรา่ งกาย เนอ่ื งจากอุณหภูมิของร่างกายเร่มิ ขน้ึ สูง
60
เครอื่ งมอื
สภาพแวดลอ้ ม อยใู่ นสถานทจ่ี รงิ ได้ฝกึ ปฏิบัตจิ รงิ แบบ on the Jop training
เงอ่ื นเวลา 45 นาที เนอ่ื งจากเวลาในการเรียนรู้มีจากดั หรือเวลานอ้ ย ทาใหว้ ิทยากรหรือครจู ะตอ้ งใช้วธิ ีการแลกเปลี่ยน
เรยี นรู้
61
ฐานเรียนรทู้ ่ี 9 ฐานฅนมไี ฟ โดยครหู นง่ึ
หลกั สตู ร วิทยากรจติ อาสาพฒั นาชุมชนตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใช้วธิ ีการบรรยายสาธิตและปฏบิ ัติพรอ้ มกัน 40 นาที แลว้ ให้
ทุกคนในกลมุ่ สี ได้ร่วมซักถามถงึ การทาน้ามนั ไบโอดีเซล ในประเดน็
ความจาเปน็ ในการทา ประหยัดจรงิ หรอื ไม่
“…น้ำมันปำลม์ ทรำบวำ่ ดเี ปน็ นำ้ มันท่ีดีใช้งำนได้ ใชบ้ รโิ ภคแบบใช้น้ำมันมำทอดไข่ได้ มำท้ำครัวได้
เอำนำ้ มนั ปำล์มมำใสร่ ถดเี ซลได้ กำ้ ลงั ของน้ำมันปำล์มนีดมี ำกได้ผล เพรำะว่ำเมื่อได้มำใสร่ ถดเี ซล
ไม่ต้องทำ้ อะไรเลย ใส่เขำ้ ไป แล่นไป คนที่แลน่ ตำมบอกวำ่ หอมดี…”
- พระราชดาํ รสั ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร -
การทา้ นา้ มนั ไบโอดีเซล
1. หลกั การและความสาคญั (หวั ใจสาคญั : เพอื่ ทาใหส้ ามารถพึ่งตนเองไดด้ า้ นพลังงาน)
ประวัติ “นา้ มนั ไบโอดเี ซล”
แนวความคิดในการนาไบโอดเี ซลมาเป็นเช้อื เพลงิ นั้น เกิดข้นึ ในปี 1987 เม่อื ดร.รูดอลฟ์ ดีเซล ได้คิดค้นและ
สรา้ งเครื่องยนตด์ เี ซลเคร่อื งแรกข้ึนมา แรงจูงใจของเขาคือการนาเสนอเครื่องจกั รใหก้ ับบริษัทขนาดเล็กต่าง ๆ ซง่ึ เป็นจุดทท่ี า
ให้เขาพยายามคดิ คน้ สร้างเครื่องยนตท์ ม่ี ีประสทิ ธิภาพมากกว่าเครอ่ื งยนต์ไอน้าขนาดใหญ่
และมีราคาแพง รวมถงึ เคร่อื งยนตป์ ระเภทเผาไหม้ภายในซ่ึงผลิตขึน้ โดย นิคลอส ออตโต้ ในปี 1876
เคร่อื งยนต์ต้นแบบของ ดร.ดเี ซลนน้ั สามารถทางานด้วยกาลังของเครอ่ื งยนต์เองเปน็ ครั้งแรกทเ่ี มือง ออกซเ์ บริ ์ก
(เยอรมัน) เม่ือวนั ท่ี 10 สิงหาคม 1893 ซ่ึงภายหลังถูกประกาศให้เปน็ "วันไบโอดีเซลนานาชาติ"
หลังจากที่ได้ทาการทดลองเกย่ี วกบั เชอ้ื เพลงิ หลายๆครั้งนัน้ เขาไดแ้ สดงใหเ้ ห็นถึงสมรรถนะของเครอื่ งยนต์ประเกท
"จุดระเบดิ ดว้ ยการอดั " ท่ีมคี วามเสถียรในงานแสดงเครือ่ งยนต์โลกท่ีกรงุ ปารีสในปี 1900
ซึ่งไดร้ ับรางวัลกรงั ปรีซ์ (รางวัลสูงสุด) เน่ืองจากเครือ่ งยนต์น้ันทางานไดโ้ ดยใช้ นา้ มนั ถว่ั เพยี งอยา่ งเดียว
ดร.ดเี ซล กล่าวไวใ้ นปี 1912 ขณะบรรยายวา่ "การนาน้ามนั จากผกั มา
ใช้เปน็ เชอื้ เพลงิ ในปจั จบุ ันนั้น อาจดูไมใ่ ช่
เร่ืองท่สี ลกั สาคญั เท่าไหร่ แต่ในอนาคดนา้ มันเหลา่ น้ี
อาจมีความสาคัญเทยี บเทา่ กบั นา้ มนั ปโิ ตรเลียมและนา้ มันถ่านหนิ ใน
ปัจจุบัน"
62
ประวัติ “น้ามันไบโอดีเซลในไทย”
ปี พ.ศ. 2526
พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดารใิ ห้
มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกดั นา้ มันปาลม์ ขนาดเลก็ ทีส่ หกรณ์นคิ มอา่ วลึก จงั หวัดกระบแ่ี ละทรงพระกรุณา
โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ งโรงงานสกดั นา้ มนั ปาล์มบริสุทธ์ิขนาดเลก็ กาลังผลิตวนั ละ 110 ลติ ร ทีศ่ นู ย์ศกึ ษาการพัฒนาพกิ ุลทองอัน
เนื่องมาจากพระราชดาริ จังหวดั นราธิวาส
ปี พ.ศ. 2528
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชดาเนนิ พรอ้ มดว้ ย
สมเด็จพระกนิษฐาธริ าชเจา้ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี ทอดพระเนตร โรงงานสกดั น้ามันปาล์ม
สาธติ ทมี่ หาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์และมีพระราชดารสั ใหไ้ ปทดลองสร้างโรงงานใหก้ ล่มุ เกษตรกรท่มี ีความพร้อมในพื้นทจ่ี ริง
ปี พ.ศ. 2529
มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์จัดสร้างโรงงานสกดั น้ามันปาล์มทดลองข้ึนท่สี หกรณน์ ิคมอ่าวลกึ จงั หวัดกระบี่
ปี พ.ศ. 2531
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มพี ระราชกระแสใหส้ ร้าง
โรงงานแปรรปู น้ามันปาล์มขนาดเลก็ ครบวงจร ทีศ่ นู ยศ์ กึ ษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนอ่ื งมาจากพระราชดาริจงั หวดั นราธิวาส
ซงึ่ แลว้ เสร็จในปี พ.ศ. 2533
ปี พ.ศ. 2543
โครงการสว่ นพระองคส์ วนจิตรลดาและกองงานสว่ นพระองค์ วังไกลกงั วล อาเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรขี ันธ์
เริ่มการทดลองนาน้ามนั ปาลม์ มาใช้เปน็ เชื้อเพลิงสาหรบั เครื่องยนตด์ เี ซล จากการทดสอบพบวา่ น้ามันปาลม์ บรสิ ุทธิ์ 100%
สามารถใช้เป็นน้ามนั เชื้อเพลิงสาหรบั เคร่อื งยนต์ดเี ซล โดยไม่ต้องผสมกบั น้ามันเช้ือเพลงิ อื่น ๆ หรืออาจใชผ้ สมกับนา้ มนั
ดเี ซลไดต้ ั้งแต่ 0.01% ไปจนถงึ 99.99%
ปี พ.ศ. 2544
เมื่อวันท่ี 9 เมษายน พ.ศ. 2544 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถ
บพิตร ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหค้ ุณอาพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองคย์ น่ื จดสิทธบิ ตั ร "การใช้นา้ มัน
ปาล์มกลน่ั บริสทุ ธเิ์ ป็นน้ามนั เช้อื เพลงิ สาหรับเคร่ืองยนต์ดเี ซล"
63
และโครงการน้ามันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากนา้ มันปาล์ม ไดร้ ับเหรยี ญทองประกาศนยี บัตรสดดุ ีเทิดพระเกยี รติคุณ
พรอ้ มถว้ ยรางวัล พระอจั ฉรยิ ภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวไม่เพยี งประจักษ์ในหมพู่ สกนกิ รชาวไทยเท่าน้ัน แตย่ ังขจร
ขจายไปในเวทีนานาชาติอีกดว้ ย
น้ามันไบโอดเี ซล (Biodiesel) ทางเลอื กหน่งึ ของพลงั งานทดแทน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไดจ้ ากการนาน้ามนั พืชชนดิ
ตา่ งๆ หรอื นา้ มันสัตว์มาสกัดเอายางเหนียวและสง่ิ สกปรกออก จากน้ันนาไปผ่านกระบวนการทางเคมโี ดยการเตมิ แอลกอฮอล์
เชน่ เอทานอลหรอื เมทานอล และมตี วั เร่งปฏกิ ริ ิยา เช่น โซเดียมไฮดรอกไซต์ (โซดาไฟ) ภายใต้สภาวะที่มอี ุณหภมู ิสงู เพ่ือ
เปลย่ี นโครงสร้างน้ามันจาก Triglycerides เปน็ Organic Acid Esters เรยี กว่า “ไบโอดเี ซล” และได้กลีเซอรอล
เปน็ ผลพลอยได้ ใช้เป็นวัตถุดิบสาหรบั อตุ สาหกรรมยา เคร่ืองสาอาง
วัตถปุ ระสงคข์ องกระบวนการดงั กล่าวคอื ชว่ ยปรับปรุงคณุ สมบตั ิของน้ามันในเรอ่ื งความหนดื
ใหเ้ หมาะสมกับการใช้งานกบั เครอ่ื งยนตด์ ีเซลและเพิ่มคา่ Cetane number
การใชไ้ บโอดเี ซลสามารถลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นผลจากการเผาไหม้ในเครอ่ื งยนตไ์ ด้ส่วนหนงึ่ เน่ืองจาก
องคป์ ระกอบของไบโอดีเซลไม่มธี าตกุ ามะถนั แตม่ ีออกซเิ จนเปน็ องค์ประกอบ ประมาณ 10%
โดยน้าหนกั จึงชว่ ยการเผาไหมไ้ ดด้ ีขนึ้ และลดมลพษิ ซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอนมอนนอกไซด์ ฯลฯ
นอกจากนีไ้ บโอดีเซล มคี ณุ สมบตั ิในการหล่อลื่นดกี ว่านา้ มันดเี ซล นา้ มันเชอ้ื เพลิงชนิดน้ี ในระดบั ชุมชนสามารถ
ทาการผลติ ไดจ้ ากพืชน้ามันในท้องถ่ิน เชน่ น้ามนั สบดู่ า หรือโดยการใชน้ ้ามนั ประกอบอาหารทใ่ี ชแ้ ลว้
จากกิจการต่าง ๆ ในครัวเรือน ร้านอาหาร กลมุ่ ผลิตผลติ ภัณฑ์ OTOP หรือโรงงานอุตสาหกรรม อาหารในชุมชนซึ่งจะ
เปน็ การเพ่ิมมลู ค่าของผลผลติ ทางการเกษตร หรอื เป็นการเพ่ิมคุณค่าของน้ามันทใี่ ช้แล้ว และชว่ ยลดปรมิ าณของเสียทจี่ ะทาให้
เกดิ มลพิษต่อสิ่งแวดล้อมในชมุ ชนอกี ดว้ ย
2. สถานที่
64
2.1 โครงสร้างประจาฐานเรยี นรู้
ฐานการทานา้ มนั ไบโอดเี ซล เป็นฐานท่ีใชก้ ารบรรยายและอธบิ ายขน้ั ตอนการทาน้ามนั ไบโอดีเซล โดยไมไ่ ดส้ าธติ
จรงิ เน่ืองจากเวลาจากดั (การทาจริงตอ้ งใชเ้ วลาหลายวัน) แตใ่ ชก้ ารอธิบายข้นั ตอนการทาจากวสั ดแุ ละอปุ กรณจ์ ริง และ
ตวั อยา่ งผลที่ได้ จงึ มโี ครงสรา้ งของฐานเรียนรู้ ดังนี้
1) โต๊ะตัวยาว สาหรบั ตั้งตัวอย่างวัสดุตามขัน้ ตอนการทาน้ามันไบโอดเี ซล
และพ้ืนท่สี าหรับตั้งตัวอย่างหม้อและถังแก๊ส
2) ป้ายขอ้ มูลบอกข้ันตอนการทาน้ามนั ไบโอดีเซล
3) พ้ืนท่ีน่งั ฟงั บรรยาย สาหรับผเู้ ขา้ รับการเรียนรู้ในฐาน พร้อมเก้าอน้ี ั่ง
2.2 ขนาดพน้ื ท่ี
จุดบรรยายและอธบิ ายขั้นตอนการทาน้ามนั ไบโอดีเซล พื้นทน่ี ง่ั ฟังบรรยาย สาหรับผู้เข้ารับการเรยี นรใู้ นฐาน
ขนาดโดยประมาณ 4 x 1 เมตร ขนาดโดยประมาณ 5 x 4 เมตร
2.3 ตวั อย่างแผนผงั จดุ เรียนรู้
2.4 สอื่ การสอน
1) ปา้ ยบอกชอื่ ฐานเรียนรู้
2) ป้ายขอ้ มลู
3) เอกสารความรู้
65
2.5 วสั ดอุ ปุ กรณป์ ระจาฐาน สาหรบั อธบิ ายและแสดงใหด้ ูประกอบการอธบิ าย
1) หม้อสแตนเลส และถังแก๊ส 2) ขวดนา้ มันที่ใช้แล้ว 3) ขวดน้ามันตามผลลัพท์ท่ีได้ตามขน้ั ตอน
4) แอลกฮอล์ 5) ตาชงั่ 6) โซเดยี มไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ)
7) เทอร์โมมิเตอร์ 8) ไมพ้ าย 9) อปุ กรณ์ประจาตวั วทิ ยากร
- ถงุ มือ ผา้ ปิดจมูก และหน้ากากปอ้ งกนั
สารเคมี
3. วทิ ยากรหลกั เปน็ ผู้บรรยายและอธิบายขัน้ ตอนการทาน้ามนั ไบโอดีเซล
4. วธิ กี ารนาเสนอ/กจิ กรรม
4.1 แนะนาตัววทิ ยากร
4.2 อธบิ ายประวัติความเป็นมาและความสาคัญ ของน้ามนั ไบโอดีเซล
4.3 อธิบายส่วนผสม วัสดแุ ละอุปกรณก์ ารทาน้ามันไบโอดีเซล
4.4 อธิบายวิธีทาน้ามนั ไบโอดีเซล
4.5 อธบิ ายประโยชนแ์ ละการนาไปใช้
4.6 เปิดโอกาสให้ถามข้อสงสัย และแลกเปลยี่ นความรู้ ประสบการณ์การทาและการใช้นา้ มันไบโอดีเซล
5. เทคนคิ ประจาฐาน
ใชก้ ารเรียนรู้ผา่ นการฟงั บรรยายและอธิบายข้ันตอนการทาน้ามันไบโอดเี ซล โดยมีตวั อยา่ งผลทไ่ี ดใ้ นแตล่ ะขั้นตอนมา
ประกอบการอธบิ าย เพือ่ ให้เหน็ ภาพจริงและเข้าใจได้ง่ายข้ึน โดยไม่ตอ้ งสาธิตจรงิ เนือ่ งจากขน้ั ตอน
การทาน้ามันไบโอดีเซล ตอ้ งใชก้ ารผสมและทิ้งระยะเวลาสารเคมใี นการทาปฏกิ ริยาเป็นเวลานาน จึงต้องทาไว้ล่วงหน้าแล้วนา
ผลมาแสดงประกอบการอธบิ าย และมีป้ายข้อมูลที่เป็นภาพเขา้ ใจงา่ ย
66
6. ปญั หา/อปุ สรรค
- ไมม่ ตี วั อยา่ งในการอธบิ ายถึงการนาไปใช้ อาทิ นาน้ามันไบโอดเี ซลทผ่ี ลิตได้ ไปเติมรถทใ่ี ชน้ ้ามนั ดเี ซล แล้ว
สามารถสตารท์ ติด ทาให้ขาดความน่าเชื่อถือ ถึงการนาไปใช้ไดจ้ รงิ
- การอธิบายถงึ ประโยชนท์ ี่ยงั คลมุ เครอื ไม่แน่ชัด ยังไมส่ ามารถสรปุ ไดว้ ่าเป็นประโยชนส์ ูงสุดหรือยัง เนอื่ งจาก
ตอนนีก้ ารทานา้ มันไบโอดีเซลเอง มีคา่ ใช้จ่ายสูงกวา่ การซือ้ น้ามันดเี ซลจากปม๊ั มาใช้
7. แนวทางแกไ้ ขปญั หา/ขอ้ เสนอแนะ
จากปญั หาและอปุ สรรคขา้ งตน้ มกี ารแกป้ ญั หาดงั กล่าว ด้วยการใหผ้ ู้เข้ารบั การเรียนรใู้ นฐานนี้ แลกเปล่ยี นความรู้และ
ประสบการณก์ นั จะทาใหผ้ เู้ คยปฏบิ ตั เิ ล่าและการันตีว่าสามารถนาไปใช้ไดจ้ ริง และมีประโยชนอ์ ย่างไร
ข้อเสนอแนะ : วทิ ยากรควรหาขอ้ มูลเพิ่มเตมิ และทาความเขา้ ใจประโยชนก์ ารทาน้ามนั ไบโอดเี ซล
ใหไ้ ดอ้ ย่างลกึ ซงึ้ และเกบ็ รวบรวมข้อมูลประสบการณ์ผู้ทร่ี ่วมแลกเปลีย่ นเรียนรใู้ นฐาน ไวเ้ ป็นข้อมลู ศึกษาตอ่ ไป เพราะ
ประโยชนข์ องการใชน้ า้ มนั ไบโอดเี ซล มปี ระโยชน์ท่ีอาจจะยงั เหน็ ไม่ชดั และมคี วามแตกต่างกันในบริบท
ของแตล่ ะคนทีจ่ ะมองเหน็ ประโยชน์ได้แตกต่างกัน อาทิ คนท่อี ยบู่ นพน้ื ทห่ี า่ งไกล บนภเู ขา ท่ีหาปม๊ั นา้ มนั ไดย้ าก และคนท่ี
รกั สงิ่ แวดล้อม มองวา่ นา้ มนั ที่ใช้แลว้ จะเปน็ ขยะทกี่ าจดั ไดย้ าก หากลงแม่นา้ ไปจะทาให้แม่นา้ เน่าเสยี หรอื เป็นการเตรียมตัว
ในอนาคตท่รี าคาน้ามนั จะพงุ่ สงู ข้ึน หรือน้ามันขาดแคลน เปน็ ต้น
8. ขอ้ มลู ประจาฐาน
สตู รการทานา้ มนั ไบโอดเี ซลจากนา้ มนั พชื หรอื นา้ มนั สตั วท์ ใ่ี ชแ้ ล้ว
น้ามันพืช,สัตว์ (ลิตร) เมทลิ แอลกอฮอล์ (เมทานอล) โซเดียมไฮดรอกไซต์ (โซดาไฟ)
(ลติ ร) (กรัม)
120
75 อัตราคานวณ (15 – 20%) อตั ราคานวณ (6 – 6.25%)
60
30 24 800
25 15 500
7.5 12 400
3.75 6 200
5 150
1.5 50
0.75 25
67
วธิ กี ารทานา้ มนั ไบโอดเี ซล
1) นาน้ามันพชื หรือนา้ มนั สัตวท์ ี่ใช้แล้ว กรองเอาเศษอาหารที่ปนออก แล้วยกขนึ้ ดั้งไฟ
- หากมนี ้าผสมอย่ใู นน้ามัน (ลกั ษณะขาวขน้ ) ตอ้ งตม้ น้ามันในอุณหภูมิประมาณ 110 องศา
นานประมาณ 10 นาที แลว้ ดบั ไฟ (ขณะตม้ จะมีฟองนา้ ผดุ ข้นึ และมีเสยี งดังก้นหม้อ)
- หากไมม่ ีนา้ ปน (นา้ มนั มลี ักษณะใส) ต้มนา้ มนั ทีอ่ ณุ หภูมิ 57 องศา แลว้ ดับไฟ ความร้อนจะข้นึ ถงึ 60 องศา
2) นาเมทลิ แอลกอฮอล์ ใสล่ งในภาชนะคลา้ ยแกลลอนทม่ี ีฝาปิด และนาโซดาไฟใส่ลงไป ปิดฝาแลว้ เขย่าจน
ละลายหมด ณ เวลาใกลเ้ คยี งกับน้ามนั อุณหภูมิท่ี 60 องศา (ระหว่างเขย่า ควรหยดุ เปิดฝาคลายใหไ้ อร้อนระเหยออกจาก
แกลลอน แล้วจึงเขย่าอีกครั้ง) ข้ันตอนนคี้ วรทาดว้ ยความระมดั ระวัง อยา่ สมั ผัสส่วนผสมนี้หรือสดู ดมไอระเหย และอย่าทาให้
เกดิ ประกายไฟ ควรทาในสถานท่อี ากาศถ่ายเทไดด้ ี (หากมกี ารสมั ผัสให้ล้างน้าสะอาดทันท)ี
3) เม่ืออณุ หภมู นิ า้ มนั ที่ต้ม 60 องศาพอดแี ล้ว ใหย้ กนา้ มนั ลงจากเตา แลว้ นาส่วนผสมของขอ้ 2
เทผสมลง แล้วกวนใหเ้ ขา้ กนั เป็นเนื้อเดยี วกัน พกั ทิ้งไวค้ ้างคืน
4) ตอนเช้าจะพบวา่ มฝี ้าลอยอยู่บนผิวหน้าให้ตักออก แล้วพกั ของเหลวใสตอนบน (ไบโอดีเซล)
ไว้ประมาณ 7 วัน ค่อยนาไปใช้เตมิ เป็นเชอื้ เพลิงแทนน้ามนั ดีเซล ส่วนชนั้ ล่างเปน็ ของแข็งสีน้าตาล คือ กลีเซอรนี สามารถ
นาไปทาเป็นสบธู่ รรมชาตเิ พ่อื ใชล้ า้ งทาความสะอาดพ้นื หรอื ทาเป็นเช้อื เพลิงติดไฟ
เพม่ิ เตมิ : เมอื่ ผสมสว่ นผสมเข้ากันแล้ว หลงั จากกวนสว่ นผสม ผลที่ได้ คือ
- ไดเ้ ป็นของเหลวคล้ายเจล โดยไมม่ ีการแยกตัว หมายความว่า “โซดาไฟมากไป”
- ไดเ้ ป็น 3 ส่วน คือ ไบโอดเี ซล (ส่วนบน), น้ามันทีย่ งั ไมท่ าปฏกิ รยิ า (ส่วนกลาง), กลีเซอรนี (ส่วนล่าง)
หมายความว่า “โซดาไฟนอ้ ยไป”
- หากใช้โซดาไฟที่ช้ืน หรือมนี ้าปนอยู่ กจ็ ะได้ สว่ นที่ 4 คือ สบู่
และควรทดสอบหาคา่ ของโซดาไฟ ตามความเหมาะสมของน้ามนั แตล่ ะแหล่งท่ีได้มา ในจานวนท่นี ้อยกอ่ น เพื่อป้องกันความ
เสียหาย เนื่องจากคณุ สมบตั ิของน้ามันทีแ่ ตกต่างกัน
ขอ้ ควรระวงั ในการใชง้ านโซดาไฟ
ถงึ แม้โซดาไฟ จะใช้งานกนั มากในวงการอตุ สาหกรรมต่าง ๆ แต่กม็ ีขอ้ ควรระวังเก่ียวกับการใช้งานเนื่องจากเปน็
สารเคมี ดังน้ันเวลาใช้งานจึงควรระมัดระวังเป็นพเิ ศษ
1) ละอองของโซเดียมไฮดรอกไซต์หรือโซดาไฟ ทาใหเ้ กิดการอักเสบทีเ่ ยื่อบุระบบทางเดินหายใจ หากสูดเอาไอหรือ
ฝุ่นโซดาไฟเขา้ ไป อาจมีผลใหเ้ กิดการระคายเคอื ง และอักเสบที่ปอด
68
2) การสัมผสั กบั ผวิ หนังท่ีมคี วามเข้มขน้ สูงจะทาให้เกดิ เป็นแผลพุพอง และเป็นแผลเป็นได้ หรอื การสัมผัสกบั ไอของ
โซเดียมไฮดรอกไซต์ เป็นเวลานานจะทาใหผ้ ิวหนงั แหง้ แตกสะเกด็ เปน็ แผลได้ ระวงั อยา่ ใหโ้ ซดาไฟ
ถูกผวิ หนงั
3) เม่ือสัมผสั กบั ตาจะทาให้เกดิ อาการระคายเคอื ง ทาลายเนื้อเย่ือ แผลพุพอง เป็นต้อหินหรือตอ้ กระจกและอาจตา
บอดได้
4) เมอ่ื เข้าสปู่ าก และทางเดินอาหารจะทาให้เกดิ การกัดกร่อนอยา่ งรุนแรงตอ่ เนื้อเยื่อทางเดนิ อาหาร
ทาใหเ้ ปน็ แผลทช่ี ่องปาก และลาคอไหม้ ปวดท้อง ทอ้ งเสยี อาเจียน วงิ เวียน จนถงึ ตายได้ และอาจจะกลายเปน็
มะเร็งในระยะเวลา 10 - 20 ปไี ด้
5) ขณะใชง้ าน ควรสวมผา้ ปิดจมกู สวมถุงเท้า ถงุ มือ แว่นตากนั สารเคมี และสวมชดุ ป้องกันสารเคมี
ใหเ้ รยี บร้อย
การใชน้ า้ มนั ไบโอดเี ซล ควรหมนั่ ตรวจไสก้ รองดีเซล และเปล่ยี นตามกาหนด หรือถา่ ยนา้ จากกรองดักนา้ บอ่ ย ๆ เพ่ือ
ป้องกนั การอุดตันของสบู่ หากเคร่ืองยนต์มอี าการสะดดุ ใหต้ รวจสอบระบบท่อน้ามัน และไส้กรองนา้ มันดีเซล
เครอ่ื งมอื 1. รายละเอียดตามรายการวัสดุ หนา้ 62
2. ใชเ้ ทคนคิ การบรรยายไปพร้อมปฏบิ ัติจรงิ ไปดว้ ย
สภาพแวดลอ้ ม อย่ใู นสถานทอ่ี ากาศปลอดโปรง่ อากาศถา่ ยเทได้สะดวก ไดฝ้ กึ ปฏิบตั ิจรงิ แบบ on the Jop training
เงอื่ นเวลา 45 นาที เนือ่ งจากเวลาในการเรยี นรมู้ ีจากัดหรอื เวลาน้อย ทาใหว้ ทิ ยากรหรอื ครูจะต้องใชว้ ิธีการแลกเปลยี่ น
เรียนรู้
69
ฐานท่ี 10 ฐานปลกู ผกั ในแปลงแบบผา่ ทอ้ งช้าง หรอื เพอรม์ าคลั เจอร์ (Permaculture) โดย ครแู นน
หลักสตู ร วิทยากรจิตอาสาพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
วิธกี ารเรียนรู้ ใช้วธิ กี ารบรรยาย 40 นาที แล้วใหท้ ุกคน
ในกล่มุ สที ุกคน ได้พูดแลกเปล่ียนเรียนรูร้ ว่ มกัน
ใครมีความรู้ด้านปลกู ผักแบบทตี่ นเองถนดั ก็มาเลา่ สกู่ ันฟงั
และคนไหนทีย่ งั ไมม่ ีความรู้ ก็ให้ซักถามกนั เพือ่ ให้ได้ความรู้
จนครบทกุ คน
ครูแนน เล่าว่า การปลกู ผกั ต้องเตรียมแปลงแบบผา่ ท้องช้าง เป็นการขดุ ดินในแปลง ขนาด 3 x 6 เมตร ลึก
1 เมตร แล้วใส่ ทอ่ นไม/้ เศษไม้ /เศษอาหารทิ้งแลว้ ใส่ถ่านเป็นก้อนๆ จงึ คลา้ ยกบั การผ่าท้องช้าง หรือทเ่ี รยี กว่า
เพอรม์ าคลั เจอร์ (Permaculture) และเราเรียกวา่ “วธิ ปี ลกู ผักทีแ่ ทบจะไมต่ อ้ งรดน้า ทาคร้งั เดียวปลูกไดห้ ลายปี”
ถา้ เราออกแบบระบบการเกษตรให้เหมอื นกับรูปแบบทเ่ี กดิ ขึน้ ตามธรรมชาติ เรากจ็ ะได้ระบบการเกษตรท่สี อดคล้อง
และเป็นมติ รกับธรรมชาติ ทั้งยงั ไดผ้ ลิตผลสูงและมีความยั่งยืนมากกวา่ ระบบที่เห็นธรรมชาตเิ ป็นศัตรทู ต่ี อ้ งต่อสู้ เอาชนะ
ควบคุมใหไ้ ดอ้ ย่างใจเรา
70
เพอรม์ าคลั เชอร์ เปน็ เร่อื งของแนวคดิ วิธคี ิด การออกแบบ เพอ่ื ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยงั่ ยืนทสี่ ดุ นาเรื่องการ
ออกแบบพลงั งานในธรรมชาติมาใช้ร่วมกบั การทาการเกษตรอยา่ งสร้างสรรค์ จึงเป็นเกษตรทางเลอื กหน่ึงทม่ี ีลูกเลน่ มีสีสันท่ี
ไปเชอ่ื มกับศาสตร์อนื่ ๆ เช่น สถาปัตยกรรมศาสตร์ วศิ วกรรมศาสตร์ จึงไม่ใชแ่ คเ่ รื่องเกษตร แต่ตอ้ งสนใจเร่ืองสิ่งแวดล้อม
หมน่ั คน้ คว้าและเรียนรเู้ กี่ยวกับระบบนเิ วศวิทยา จนมองเห็นวา่ ถา้ เราออกแบบระบบการเกษตรใหเ้ หมือนกับรปู แบบท่ีเกิดข้ึน
ตามธรรมชาติ เรากจ็ ะไดร้ ะบบการเกษตรท่ีสอดคล้องและเป็นมิตรกบั ธรรมชาติ ท้งั ยงั ได้ผลิตผลสงู และมคี วามย่งั ยนื มากกว่า
ระบบทเ่ี ห็นธรรมชาติเปน็ ศัตรทู ต่ี อ้ งตอ่ สู้ เอาชนะ ควบคมุ ใหไ้ ดอ้ ยา่ งใจเรา !!!
'เพอร์มาคลั เชอร์' คอื อะไร
เพอร์มาคัลเชอร์ (permaculture) เปน็ แนวคิดและวถิ ีทางการเกษตรทเ่ี น้นเรอื่ งความยั่งยนื ของชวี ิตและ
ส่งิ แวดลอ้ ม เกดิ ข้ึนในต่างประเทศเมือ่ กวา่ 30 ปีทแ่ี ล้ว องคค์ วามร้แู บบฝร่งั นี้ ไม่ไดจ้ ากัดอยู่เพยี งการทาการเกษตร แต่
ครอบคลุมถึงการออกแบบวถิ ีการดารงชวี ติ ท่เี ก่ยี วข้องกับระบบเกษตรกรรม รวมถึงการใช้ชีวติ ของผู้คนในรปู แบบทส่ี อดคล้องกบั
วถิ ธี รรมชาติ
เพอรม์ าคัลเชอร์ (Permaculture) อาจยังฟงั ดเู ป็นคาศัพทใ์ หมส่ าหรับคนไทย หากเราลองค้นในกเู กล้ิ เป็น
ภาษาไทย อาจยังไมเ่ จอเนือ้ หาความรู้เกย่ี วกบั เพอร์มาคัลเชอรม์ ากนัก แต่ถา้ พดู ถึงชวี ิตความเป็นอยแู่ บบพอเพียง หรือเกษตร
ผสมผสาน คนไทยคงจะฟงั ดคู นุ้ หมู ากกว่า
เพอร์มาคัลเชอร์ กไ็ ม่ได้มีแนวคิดแตกต่างไปจากสองคาไทยด้านบนมากนัก เรียกไดว้ า่ เปน็ คาท่ีชาวตา่ งชาติเริ่มนามาให้
ไดร้ ู้จกั กัน ตง้ั แตร่ าวปีค.ศ. 1978 โดย Bill Mollison ชาวออสเตรเลีย และ Masanobu Fukuoka ชาวญีป่ ุน่ ไดต้ ้งั
คาถามและคดิ คน้ แนวคิดน้ี ในเวลาไลเ่ ลีย่ กนั ในสถานท่หี ่างกันไกลคนละทวปี เนื่องจากความเปล่ยี นแปลงของโลกและของ
ส่งิ แวดล้อมตามธรรมชาติทพ่ี วกเขาคุ้นเคยใกลช้ ิด กาลงั ค่อยๆเปลีย่ นไปในแบบท่ีพวกเขาคิดว่าไมค่ วรจะเป็น ในขณะเดยี วกนั ก็
เปน็ การรักษาวัฒนธรรมของแต่ละทอ้ งถิน่ ให้คงอยูส่ ืบไป ไมใ่ ชแ่ ค่นาองค์ความรู้ดงั กล่าวน้ีไปใชป้ ลกู พชื ผกั ทาการเกษตรอยา่ ง
เดียวเท่าน้นั แตแ่ นวคดิ เพอร์มาคัลเชอรย์ ังสามารถนาไปปรับใช้ได้ทุกอาชีพ ตั้งแต่วิศวกรพลงั งาน ไปจนถงึ สถาปนิก
มั่นคงถาวร + เกษตรกรรม !!!
เพอรม์ าคลั เชอร์ เกิดจากการรวมคาสองคา คือ Permanent ท่ีแปลวา่ มั่นคงถาวร กบั Agriculture ที่แปลว่า
เกษตรกรรม คานีค้ ิดค้นขน้ึ โดย Bill Morrison และ David Holmgren นกั นิเวศวิทยาและลกู ศิษยช์ าวออสเตรเลีย
เพ่ือใช้เรยี กระบบการทาการเกษตรท่คี ดิ คน้ ข้ึนจากประสบการณก์ ารคน้ คว้าและเรียนรเู้ กย่ี วกับระบบนเิ วศวทิ ยา จนมองเหน็ วา่
ถ้าเราออกแบบระบบการเกษตรใหเ้ หมือนกับรูปแบบท่เี กิดข้ึนตามธรรมชาติ เราก็จะไดร้ ะบบการเกษตรที่สอดคลอ้ งและเป็น
มิตรกบั ธรรมชาติ ทัง้ ยังไดผ้ ลิตผลสูงและมคี วามยั่งยืนมากกว่าระบบที่เห็นธรรมชาตเิ ปน็ ศัตรทู ต่ี ้องต่อสู้ เอาชนะ ควบคุมใหไ้ ด้
อยา่ งใจเรา
71
นอกจากจะเปน็ ระบบการเพาะปลูก ทมี่ กี ารจัดวางรปู แบบ เพื่อการสร้างทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเหมาะสม แล้ว
ยังอาจจะเรียกได้วา่ เพอร์มาคลั เชอร์ เปน็ วถิ ที างการเกษตร เพ่ือชวี ิตและสิ่งแวดล้อม ซง่ึ จะเอ้อื อานวย ให้แกแ่ ผน่ ดนิ น้า พืช
สตั ว์ และมนุษย์ มีชวี ิต อยรู่ ว่ มกนั อย่างกลมกลืน สมดุล มีความสขุ ไดอ้ ย่างตอ่ เนือ่ ง และยนื นาน
ในปลายทศวรรษที่ 1960 บลิ มิลลิสนั และเดวดิ ฮอลเกรนเร่ิมพัฒนาแนวคดิ เกี่ยวกบั ระบบการเกษตรท่ีมีเสถยี รภาพ
ในรฐั เกาะทางใตข้ องรัฐแทสเมเนีย นีเ่ ป็นผลมาจากความเสย่ี งของการใช้วิธีการอตุ สาหกรรมเกษตรอย่างรวดเร็ว ในมุมมองของ
พวกเขาวิธีการเหล่านี้ขน้ึ อยูก่ บั ทรพั ยากรทีไ่ ม่สามารถทดแทนได้ เปน็ พิษต่อแผ่นดินและน้า ลดความหลากหลายทางชีวภาพ
และลดพ้ืนทห่ี น้าดนิ อดุ มสมบูรณ์นับพันล้านตันจากภูมิประเทศอดุ มสมบูรณ์ก่อนหนา้ น้ี วิธีการออกแบบท่ีเรียกว่า
permaculture เปน็ คาตอบของพวกเขาและเปน็ คร้ังแรกที่เผยแพรต่ อ่ สาธารณชนด้วยการตพี ิมพ์หนังสือ Permaculture
One ในปี 1978
เน้นการพ่งึ พาตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองสุดๆ ไปเลยทีเดยี ว !
แนวคิดดังกล่าว จงึ เปน็ การอนรุ ักษแ์ ละปรบั ใช้วิถชี ีวติ ของคนในแต่ละพน้ื ท่ี ท่ีมสี งิ่ แวดล้อมทางกายภาพ และทาง
วฒั นธรรมทแ่ี ตกต่างกันไป ใหอ้ ย่ไู ด้ด้วยการผลติ ปัจจยั 4 ได้แก่ อาหาร เส้ือผา้ ท่อี ยู่อาศยั และยารักษาโรค ให้ไดด้ ว้ ย
ตวั เองให้มากท่ีสดุ ไม่ว่าสภาพสังคมและเศรษฐกจิ ในยุคปัจจุบันจะเปล่ียนแปลงไปมากเทา่ ใดกต็ าม ในภาพรวมน้ัน ผปู้ ฏิบตั ิ
เพอร์มาคัลเชอร์ จึงดูเหมอื นปลาทีว่ ่ายทวนกระแสน้า ในโลกที่ทุกวนั นี้ มนุษยเ์ ราหา่ งไกลจากการผลิตปัจจัย 4 ด้วยตัวเอง
ออกไปทกุ ที
นน่ั หมายถึง เพอรม์ าคลั เชอร์ คือระบบหลักการออกแบบการเกษตรและสงั คม ทเี่ ลียนแบบมาจากระบบนิเวศน์
ธรรมชาติ หรอื ไม่ก็เปน็ การนารูปแบบและลกั ษณะทพ่ี บเหน็ ไดจ้ ริงในธรรมชาติ มาใช้เลยโดยตรงโดยไม่ตอ้ งสร้างเลียนแบบ
ขน้ึ ใหม่
72
แต่ทจี่ รงิ แล้ว เพอร์มาคลั เชอรไ์ ม่ใชเพียงระบบเกษตร แตเ่ ป็นระบบการออกแบบทด่ี นิ ซึง่ สว่ นใหญ่จะนามาใชใ้ น
การออกแบบฟาร์มเกษตร แต่ก็สามารถประยกุ ต์ใชเ้ พอรม์ าคัลเชอร์ในการออกแบบเมอื ง หรอื อ่นื ๆ ได้ หลักการพื้นฐานใน
การออกแบบของเพอร์มาคลั เชอรป์ ระกอบด้วย 8 เรอื่ ง คอื (1) ทต่ี ้งั แบบสมั พนั ธภาพ (2) แตล่ ะองคป์ ระกอบมหี ลาย
บทบาทหน้าท่ี (3) หนา้ ทีส่ าคญั ต้องมหี ลายองคป์ ระกอบร่วมกนั (4) ใช้พลงั งานอย่างมปี ระสิทธภิ าพ (5) ใช้ประโยชน์
จากทรพั ยากรชีวภาพ (6) นาพลงั งานธรรมชาตมิ าใช้ประโยชน์ (7) ใชพ้ ้ืนท่ีอย่างเขม้ ข้น โดยการปลกู พืชและเล้ยี งสัตว์
อย่างหลากหลายร่วมกัน (8) ใช้ชายขอบและลวดลายธรรมชาติ
เพอรม์ าคลั เชอร์จงึ ครอบคลุมเนอื้ หาท่ีหลากหลาย เชน่ การออกแบบเชิงนิเวศน์ นเิ วศน์วิศวกรรม การออกแบบที่อยู่
ร่วมกับสิง่ แวดล้อม การกอ่ สร้างและการจัดการนา้ แบบบรู ณาการ ท่ีจะนาไปส่สู ถาปัตยกรรมอย่างยัง่ ยืน การสร้างท่อี ยอู่ าศัยที่
ซ่อมบารงุ รกั ษาตวั เองและสร้างตวั เองข้นึ ใหม่ได้ และระบบการเกษตรทยี่ ืมรูปแบบนิเวศน์ในธรรมชาติมาใช้
จดุ เดน่ ของ เพอร์มาคลั เชอร์
คือการปรบั ปรุงภูมิสถาปตั ย์และนาเรอื่ งการออกแบบพลังงานในพืน้ ทม่ี าใช้รว่ มกบั การทาการเกษตร ซึ่งเป็นการ
อธิบายทเี่ ป็นวิชาการและวทิ ยาศาสตร์ ในขณะที่เกษตรย่ังยืนแบบไทยท่ีเน้นวิถแี ห่งการพ่ึงตนเอง จะเป็นลกั ษณะภูมิปัญญา
ดงั้ เดมิ มคี วามสัมพันธ์เกย่ี วเน่อื งกับมิตทิ างจิตวิญญาณ นอกจากนน้ั เพอรม์ าคัลเชอร์ ยังเปน็ ระบบการดาเนนิ ชีวิตท่ีอาศัย
พลังงานที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษใหม่ขึ้น และเป็นระบบทนี่ าทรพั ยากรธรรมชาติท่มี ีอย่ทู ั่วไปมาใชผ้ ลิต
อาหาร โดยไมท่ าลายสิ่งมีชีวติ อืน่ บนโลก เหตนุ เ้ี อง จงึ ไมจ่ าเปน็ วา่ เฉพาะเกษตรกรเทา่ น้ันท่ีควรนาเพอร์มาคัลเชอร์ไปใช้ แต่
ใครๆ กส็ ามารถนาแนวคดิ นไ้ี ปประยุกต์ใช้ได้ ไม่วา่ จะทาอะไร หรอื อยทู่ ีไ่ หนในโลก
มาเร่ิมจากเพอร์มาคลั เจอร์แบบงา่ ยๆ กนั เถอะ !!!
ดว้ ยการใชท้ ่อนซุงหรือพวกก่ิงไม้ เศษใบไม้ใบหญ้าต่างๆ ตา่ งๆ มากองเป็นฐานและกอ่ เป็นแปลงผกั ใหส้ ูงขนึ้ เพื่อใช้
ในการปลูกผกั ซ่ึงประโยชน์ของการปลกู ผักโดยวธิ ีนกี้ ็คอื ว่า พชื ผกั ท่เี ราปลูกนัน้ จะได้รับสารอาหารจากกงิ่ ไมเ้ ศษไมท้ ีเ่ รากองไว้
ด้านล่าง เปน็ การชว่ ยให้อาหารและความชน้ื ตามธรรมชาติ โดยทเี่ ราน้ันแทบจะไม่ตอ้ งรดน้าเลย หรอื ใชน้ ้าน้อยมากในการรด
73
วิธกี ารปลกู ผกั แบบทหี่ ลายคนอาจจะไม่เคยทามากอ่ น เปน็ วิธกี ารของชาวต่างประเทศเขาทากันมานานแลว้ ซง่ึ มี
ประโยชน์มากๆ เพราะวา่ เป็นการชว่ ยลดปริมาณการใชน้ า้ แต่ก็ยังปลูกผกั ได้ พ้ืนที่ไหนน้าแล้งๆ หรอื นา้ น้อยก็ลองเอาไป
ประยุกตใ์ ชก้ ันดูครับ วธิ กี ารทาน้ันก็แสนจะง่ายดาย หลายวิธี ตามสภาพพื้นดนิ และความตอ้ งการของผปู้ ลกู ครบั
ท้ายสุดการปลูกผักแบบ Hugelkulture หรือ เพอร์มาคัลเจอร์ เราจะตอ้ งทาใหแ้ ปลงผักแบบกองสมุ นี้ ให้สูงเขา้ ไว้
ครับ โดยให้สูงอยา่ งน้อย 2 เมตรเพอื่ ใหไ้ ด้กองปลกู ผกั ที่ไม่ต้องรดน้าเลยตลอดหน้าแล้งในปีท่ี 2 ซง่ึ ถ้ากอง Hugelkulture
ยิง่ สงู มาก จะมีคุณสมบัตใิ นการดูดซับความช้ืนทีด่ จี นไม่ตอ้ งรดน้าเลยทเี ดยี วครบั
เครอื่ งมอื 1 เศษถ่าน ก่ิงไมห้ รอื ตน้ ไม้ที่หักโคน่ หรอื ต้นไม้ท่ีตายเอง เศษไม้เลก็ ๆ เศษอาหารทิง้ แล้ว
2 จอบ เสียม
สภาพแวดลอ้ ม อยใู่ นสถานทีจ่ ริง ไดฝ้ ึกปฏบิ ตั จิ ริง แบบ on the Jop training
เงอ่ื นเวลา 45 นาที เนือ่ งจากเวลาในการเรียนรูม้ จี ากดั หรือเวลาน้อย ทาให้วทิ ยากรหรือครจู ะต้องใช้วิธีการ
แลกเปลีย่ นเรยี นรู้
74
ฐานท่ี 11 ฐานคนเอาถา่ น โดย อ.นฤปนาท ทองสดี า (อ.แนน แหง่ ศนู ยภ์ มู ริ กั ษฯ์ )
หลกั สูตร วิทยากรจิตอาสาพัฒนาชุมชนตามหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ ีการบรรยาย 40 นาที แลว้ ให้ทุกคน
ในกลุม่ สที ุกคน ไดพ้ ูดแลกเปลี่ยนเรียนรู้รว่ มกัน
ใครมคี วามรู้ดา้ นเผาถา่ นแบบท่ีตนเองถนดั กม็ าเล่าสู่กนั ฟัง
และคนไหนทีย่ งั ไม่มีความรู้ ก็ให้ซักถามกันเพอื่ ให้ได้ความรู้จนครบทุกคน
ทม่ี า : เตาเผาถา่ นถงั นา้ มนั 200 ลติ รถงั ครี่ง
เตาตน้ แบบไดม้ าจากประเทศญปี่ ุน่ คนคิดคอื อวิ าซากิ โดยอาจารยก์ ติ ติ เลศิ ล้า ได้เอารูปแบบเตามาขยายผล
เผยแพร่ ต่อมาอาจารย์ปญั ญา ปุลเิ วคินทร์ ได้เอาเตาถังน้ามันแบบถังคร่งึ มาบรรจใุ นฐานงานตนเอาถา่ น โดยเตาชนดิ น้ีตาม
หลักการทางานของเตา คือใช้หลกั การ อบไลค่ วามชืน้ ซง่ึ ในทางปฏิบัติเตารูปแบบนี้ ทางานงา่ ยมาก ประหยัดเวลา ในการ
เผางา่ ยกว่าเตาเผาถังนา้ มัน 200 ลติ รถงั เดยี ว และประหยัดเวลา ประหยดั ฟืนหน้าเตา และผลพลอยได้ คอื สามารถดัก
จับน้าส้มควนั ไม้ได้ดว้ ย
รปู แบบของเตา
แบ่งออกเปน็ 2 สว่ น
ช่องอบถา่ น
ชอ่ งใสเ่ ชอื้ เพลิง
75
จรงิ ๆ แล้ว คาว่า "เตาเผาถ่านแบบถังคร่ึง" เป็นคาเรยี กเฉพาะในวงคนไทยทเ่ี รียนรูก้ ารเผาถา่ นด้วยเตาชนิดนจ้ี าก
อ.กติ ติ เลิศล้า ซงึ่ เผยแพร่ทางยูทปู โดย อ.ปัญญา ปุลเิ วคินทร์ แห่งศนู ย์ภูมริ กั ษท์ ่ที กุ คนร้จู กั กันดี อวิ าซากิ เองเรียกเตาชนดิ
นวี้ ่า เตาดบั เบลิ แคน (ถงั ค)ู่ ด้วยเพราะวิธกี ารทาใช้ถัง 200 ลิตร 2 ถงั อยา่ งไรก็ดี เตาแบบถงั คร่ึงตามแบบทเ่ี ราใช้กนั อยู่
น้นั ไม่ได้เหมอื นกับเตาแบบอิวาซากิทง้ั หมด อ.กิตติ ทา่ นศกึ ษาและพัฒนาเพิ่มเติมใน 2 จุดสาคัญ ท่ที าให้การเผาถา่ น
คุณภาพสงู เปน็ เรื่องงา่ ยสาหรับมือใหม่ท่อี ยากจะทา รายละเอยี ดน้ี อ.นฤปนาท ทองสดี า (อ.แนน แหง่ ศนู ย์ภมู ริ ักษ์ฯ) ได้
อธิบายบอกอยา่ งละเอียดในคลปิ ยทู ูปแล้ว : https://www.youtube.com/watch?v=MC-yozUtoEU
ข้นั ตอนการเผาถา่ น
1. จุดไฟหนา้ เตา
2. ฟืนในเตาตดิ
3. ปดิ ชอ่ งใสฟ่ ืน เหลือแต่ชอ่ งอากาศเข้า
4. ประมาณชวั่ โมงที่ 3 เกดิ ควันบา้ (ขาวปนน้าตาล) อณุ หภูมิปากปล่อง 80 องศาเซลเซยี ส
5. เร่ิมเก็บน้าสม้ ควันไม้
6. ประมาณช่ัวโมงท่ี 9 หยดุ เกบ็ นา้ ส้มควนั ไม้ ควญั จะมีสีขาวขุน่ ปนสีเทา เหม็นหรอื มีกลิ่นฉุน อณุ หภมู ปิ ากปล่อง
150 องศาเซลเซียส ในเตา 450 องศาเซลเซียส
7. ควันเรม่ิ จาง
8. ปิดหน้าเตาก่อน ปิดปลอ่ งประมาณ 30 นาที
ประโยชนข์ องถา่ น
1. ดับกล่นิ ดดู ความชนื้ ฟอกอากาศ
2. ดดู คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าและรงั สจี ากหนา้ จอคอมพวิ เตอร์และโทรทัศน์
3. ขัดผิว
4. ปอ้ งกันใบมีดเปน็ สนิม โดยนาใบมีดโกนวางบนก้อนถา่ น
5. ปรบั สภาพดิน
6. ผสมอาหาร
ประโยชนv์ องนา้ สม้ ควนั ไม้
ก่อนนาไปใชค้ วรตง้ั ตกตะกอนก่อนอยา่ งน้อย 3 เดอื น โดยนาไปผสมน้าตามอตั ราสว่ น ดงั นี้
100 % รกั ษาแผลสด นา้ รอ้ นลวก / 1 : 20 ไลม่ ดไลป่ ลวก / 1 : 50 ป้องกันเช้ือรา / 1 : 200 ไล่แมลง
/1 : 500 ทาให้พืชแข็งแรง /1 : 800 ทาใหผ้ ลไมโ้ ตและหวาน /1 : 1,000 ป้องกันหนอน
76
เครอ่ื งมอื 1. ถังน้ามนั 200 ลติ ร จานวต 2 ใบ
2. ไปร้านอ๊อก/เชอื่ ม เพื่อตดั ถังและเชอ่ื มถัง
3. ดินทรายทวั่ ไป หรอื ดินเหนียวทว่ั ไป
4. ท่อใยหิน ขนาดปากกวา้ ง 4 น้ิว ยาว 1 เมตร
สอ่ื สนเทศ
สภาพแวดลอ้ ม อยใู่ นสถานทจ่ี รงิ ไดฝ้ กึ ปฏบิ ัติจริง แบบ on the Jop training
เงอ่ื นเวลา 45 นาที เนือ่ งจากเวลาในการเรยี นรูม้ ีจากดั หรือเวลานอ้ ย ทาให้วิทยากรหรอื ครูจะตอ้ งใช้วธิ กี าร
แลกเปลี่ยนเรยี นรู้
เรยี นรเู้ พ่มิ เตมิ ........
"เตาเผาถ่านถัง 200 ลิตรแบบถังครึง่ " อ.ปญั ญา ปุลิเวคนิ ทร์ เตาตน้ แบบจาก อ.กติ ติ ลา้ เลิศ(ผ้เู ฒ่าเผาถา่ น) ผู้
ชานาญเรื่องการเผาถ่านมายาวนาน ต้นแบบการเผาถา่ นด้วยถงั 200 ลติ ร ศนู ยภ์ ูมิรกั ษธ์ รรมชาติ บ.ทา่ ด่าน ต.หนิ ตง้ั อ.
เมอื ง จ.นครนายก (สนใจข้อมูล โทร.037-384-049 , FB : ศูนยภ์ มู ริ ักษ์ธรรมชาติ (bhumirak) Facebook
Live : Tainae Moongmachon)
77
จากการอบรมตามหลักสูตรใน 4 วัน 3 คืน แล้ว ยังมี
คาถามท่ีวา่ ทาไมต้องตนื่ แตเ่ ชา้ มดื และเลิกค่า และยังมีกิจกรรมหน้า
เสาธง อกี ไมใ่ ชเ่ ด็กนกั เรยี น แล้ว.....
ทาไมต้องมกี ิจกรรมต้ังแต่เช้ามืดตีห้าจนถึงค่าสามทุ่ม ตลอด
การฝึกอบรม อาจารย์ปญั ญา ปลุ ิเวคินทร์ บอกวา่ ตามปกตแิ ล้ว วิถี
ชวี ิตของชาวบ้าน (ชาวนา) ของคนไทยทั่วประเทศ ก็ตื่นแต่เช้าเพื่อ
ไปทานาแล้วใช้เวลาเดินกลับถึงบ้านสามทุ่ม ในการฝึกอบรมก็ต้อง
ทาเปรียบเสมอื นการไปทานาของชาวนา นั่นเอง ครับ !!!
ส่วนกิจกรรมหน้าเสาธง !!! นั้น เป็นกิจกรรมที่สาคัญมาก
กเ็ พอื่ ตอ้ งการให้ทุกคนเปน็ คนดี มวี ินยั ใจรกั ชาติ เปน็ งาน มีความ
รับผิดชอบ เพราะหน้าเสาธง จะบ่งบอกถึงความอดทน เคารพใน
ธงไตรรงค์ เป็นการสร้างวินัยที่ดี มีความเคารพ ในชาติ ศาสนา
และพระมหากษัตริย์ ซึ่งกิจกรรมหน้าเสาธง จะมี 5 ข้ันตอน
ดังนี้ และจะต้องมีครูพาทา ในการนากิจกรรมด้วย สาคัญ : ซึ่งครู
พาทาต้องแมน่ พาทาไดถ้ ูกตอ้ ง ถ้าผดิ เริม่ ตน้ ใหมจ่ นกวา่ จะถูกตอ้ ง
1. กลา่ วคาปฏิญาณตนพรอ้ มกนั
ครูพาทาจะนากล่าวแล้วให้ทุกคนกล่าวตาม (มีบท
คากลา่ วปฏญิ าณตนให้ดดู ว้ ย)
2. ยนื ตรงเคารพธงชาติ รอ้ งเพลงชาติไทย พร้อมกนั
ครพู าทาจะพดู นาวา่ ““ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็น
สัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติ
ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษ
ไทย” แลว้ นา ประเทศไทยรวมเลอื ดเน้อื ชาติเชอื้ ไทย เปน็ ........
78
3. การปฎิบตั ิศาสนกจิ ครูพาทาพูดนาว่า เตรียมสวดมนต์
ไหว้พระ มที า่ นใดท่ีนบั ถอื ศาสนาอนื่ หรือไม่ (ถา้ มี) ให้ทา่ นปฏิบัติ
ตามศาสนกิจของท่าน......เสร็จแล้วให้ผู้นับถือศาสนาพุทธ ได้สวด
มนตไ์ หว้พระ(บทสน้ั )
อะระหงั สมั มาสัมพทุ โธ ภะคะวา พทุ ธงั ภะคะวนั ตงั อะภิ
วาเทมฯิ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม ธัมมงั นะมสั สามิฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ สังฆัง นะมามฯิ
(กราบ)
4. ยนื สงบนิ่ง 1 นาที
โดยครูพาทา นาพูด “ยืนสงบนิ่ง เป็นเวลา 1 นาที
เพ่ือราลึกถึงพระมหากรณุ าธคิ ณุ ของบูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ท่ี
ทรงเสียสละกาลังพระวรกาย พระราชทรัพย์ กาลังสติปัญญาและ
พระปรีชาสามารถในด้านต่างๆ เพื่อรักษาเอกราชมาได้จนถึงทุก
วันน้ี
5. สร้างอุดมการณ์ ให้ครูพาทา ได้ให้ผู้อาวุโสท่ีสุดท่ีทุก
คนนับถอื ให้ความเคารพ มาพูดเพอ่ื สรา้ งอดุ มการณ์
6. ถ้ายงั ไมม่ ีกิจกรรมอ่ืนใด กใ็ หร้ บั ประทานอาหารร่วมกัน
และให้ท่องบทพจิ ารณาอาหาร พรอ้ มกัน กอ่ นไปกนิ ข้าว......
79
ท่ีท่านได้ทาจนถึง ณ เวลาน้ี มีอะไรบ้าง ท่ีท่านทาได้ดี
มีอะไรบา้ งที่ท่านควรจะต้องปรับปรุงแก้ไข และมีอะไรบ้างทีท่านจะ
นาไปลงมือปฏิบัติ ทเี่ รียกวา่ ททท คืออะไรครบั
ททท คือ ทา-ทัน-ที ช่วงเวลาหลังจากที่ทุกคนลงมือ
เสร็จแล้ว ขั้นตอนหลังกิจกรรมก็จะเป็น อาจารย์โก้ อาจารย์หน่า
มาเสริม ก่อนที่ท่านจะปฏิบัติ เพราะบทเรียนของท่านจะมีค่ามาก
สาหรับรุ่นของท่านและนาไปปฏิบัติ เราก็จะใช้ตรงนั้นไปในส่วน
ของการพฒั นาหลกั สตู ร
กอ่ นกจิ กรรม
ช่วงเวลาก่อนกิจกรรม เราจะดูว่าเกณของครูวิทยากรมีความ
พร้อมหรือไม่ เราจะแบ่งเป็น 2 มิติ มิติแรก เราเรียกว่า ภูมิ
เป็นเร่ืองเกี่ยวกับภูมิศาสตร์โดยทั่วไปหรือสถานที่ ส่วน มิติท่ีสอง
สังคม เก่ียวกับบุคลากรเป็นสาคัญ เราจะเริ่มต้นจากการไปสารวจ
พ้ืนท่ี วิเราะห์พื้นที่ในการทากิจกรรม มีการสารวจข้อมูลหรือไม่
เช่น กอ่ นท่ีท่านจะไปท่านรู้หรือไม่ว่ามีผังกิจกรรมหรือไม่ รู้ว่าพ้ืนที่
ตรงน้ีมีผังอะไรตรงไหนบ้างและเม่ือท่านกลับมาได้มีการอัพเดทผัง
สาหรับผู้ท่ีจะลงมือปฏิบัติไหม ว่าผังท่ีได้ กับ ผังจริง มีการ
เปล่ียนแปลงลักษณะทางภูมิศาสร์อะไรบ้าง มีการตรวจประเมิณ
สภาพภูมิศาสตร์หรือไม่ เช่น ลักษณะของดิน ประเภทของดิน
ตรงไหนเป็นทสี่ ูงท่ีต่า ทศิ ทางของแสงไดม้ ีการสารวจหรอื ไม่ ทิศทาง
ของลม ของน้า ต้นไม้เดิมได้ใส่รายละเอียดตรงน้ันไหน หรือท่าน
แค่กลับมาบอกว่าเอาพื้นตรงนี้ โดยไม่ได้ดูปัจจัยอ่ืนๆเลย หรือแค่
เดินเข้าไปในสถานที่ทางานโดยไมป่ ระเมิณโดยรอบๆ ยงั ไม่เพียงพอ
ครบั !!!
80
จะตอ้ งมีการประเมณิ ความเสยี่ ง เช่น มหี ลมุ มีบ่อ มีเศษแก้ว
เศษวัสดุ รังต่อรังแตน สัตว์มีพิษ อย่างเช่นท่ีอาจารย์หน่า ได้
บอกเมื่อเช้าว่า ที่ตรงนี่เป็นดงจงอาง เพราะว่าเวลาท่ีท่าน
ฝึกอบรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของท่าน อย่างน้อย 100 ชีวิต
และก็มีวิทยากรจิตอาสาวิทยากรบุคคล อัตราส่วน 1 ต่อ 10
ท่านต้องสารวจให้ชัดว่า ก่อนท่ีจะลงไปทามีความเส่ียงอะไรบ้าง
ส่วนในเร่ืองของ สังคม มีการแบ่งงานไหมว่า “ 5 ขั้นตอนครู
พาทา ” มี 1)ฝ่ายวางแผนหรือฝ่ายเสนาธิการ มี 2)ฝ่าย
ปฏิบัติการ ใครเป็นหัวหน้าฝ่าย มีการแบ่งงานชัดเจนหรือไม่ มี
3)ฝ่ายติดตามประเมิณผลหรือไม่ ติดตามประเมิณผลตั้งแต่ท่ี
ท่านไปสารวจ ต้องมีคนตามประเมิณผลว่าทีมสารวจได้ครบถ้วน
ไหม ตามเวลาไหม เพราะทีมติดตามไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะช่วง
กิจกรรม ช่วงก่อนกิจกรรมต้องตรวจสอบว่า 6 คนท่ีส่งไปดูงาน
เสร็จตามเวลาหรือไม่ มี 4)ฝ่ายประสารงานหรือไม่ แต่ถ้า
วางแผนกบั ประสารงานเปน็ คนเดียวกันไม่ใช่เป็นการแบ่งคนแบ่ง
งาน ท่ีแบ่งหน้าท่ีเป็น5 ขั้นตอน เพื่อกาหนดคนให้ชัดเจนเลย
ว่าใครดูแลอะไร เพราะบางทีถ้าท่านไปลงพ้ืนท่ีแล้วสวมหมวก
หลายใบ ท่านจะหลุด เพราะไม่สามารถทาหน้าท่ีได้สมบูรณ์ มี
5)ฝ่ายพลาธิการ/ฝ่ายสวัสดิการมีหรือไม่ สวัสดิการดูแลอุปกรณ์
จะรู้ได้อย่างไรว่าดินแข็งดินไม่แข็ง เพราะไม่งั้นจะเจอปัญหาว่าขุด
ไม่ได้หรือดินทรายเวลาไปขุดจริง อีกฝ่ายท่ีสาคัญมาก ที่ไม่อยู่ใน
5 ขั้นตอน คือหน่วยพยาบาล เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนท่ี
สง่ ไปจะเกิดการเจ็บป่วยหรือไม่ แล้วท่านมีการจัดวางเร่ืองของการ
เรียนการสอนยังไง ใครเป็นครูกระบวนการ ครูพาทา ท่าน
กาหนดว่าแต่ละจดุ ใครเป็นคนรับผิดชอบ เพราะจะมีลูกศิษย์ถาม
ในแต่ละจุด เมื่อลูกศิษย์ถามแล้วไม่ได้คาตอบก็จะไม่เกิดความ
ม่ันใจในหลักสูตร และท่านมีการจัดการยังไงในกรณีที่ครูไม่
ครบถ้วน มแี ผยสารองหรือไม่ และวางแผนไวก้ ีค่ น
ในส่วนของ การสร้างสถานการณ์ ให้ดูว่าบางครั้งอาจเหมาะ 81
บางคร้ังไม่เหมาะ ตัวอย่าง สถานการที่เก่ียวข้องกับสุขภาพอนามัย เช่น
สร้างว่า มีคนเป็นลม แล้วหากสถานการณ์เกิดสมจริง เกิดมีคนในกลุ่ม
เป็นโรคหัวใจแล้ว เม่ือเห็นเหตุการณ์ เค้าอาจช๊อคทันที นี่คือผลเสียท่ี
อาจจะเกิดข้ึน หรือแม้กระท่ังเราไม่ได้มีการสื่อสารอย่างชัดเจน อาจทา
ใหค้ นอื่นตื่นตระหนกได้ ซงึ่ สถานการดงั กลา่ วเราจะพยายามไม่ใช้
ในส่วนของสังคม อย่างลืมว่า กิจกรรมเอาม้ือสามัคคี สิ่งแรกท่ีต้องรู้ คือ
ให้ทุกท่านรู้ว่าน่ีคือการทางานแบบคนจน เพ่ือเพิ่มความสามัคคีในการ
ทางาน ท่านมีการสารองสาหรับสถานการณ์ที่จะเกิดข้ึนหรือไม่ มีการ
เตรียมสาหรับสถานท่ีหรือไม่ เร่ืองของความปลอดภัยปฐมพยาบาล มี
การฝกึ อบรมและแผนการสาหรับเจ้าหน้าท่ีหรือยัง การสแตนด์บายของ
รถพยาบาลตอ้ งพรอ้ ม แผนสารองสาหรับสภาพอากาศหรือมีผู้ป่วยจะทา
ยังไงในเร่ืองของการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ในส่วนสังคม มีระบบเบอร์โทร
หรือไม่ ในกรณีฉุกเฉินจะติดต่อท่ีใคร ท่ีขาดไม่ได้จะต้องมีการประเมิน
เก่ียวกบั สขุ ภาพของผรู้ ว่ มทกุ คนว่าไหวหรือไม่
ระหวา่ งทากิจกรรม
ในระหว่างทากิจกรรมครูผู้สอน ต้องมาก่อน ตรงเวลาไหม
กาหนดสถานท่ีทากิจกรรมเหมาะสม หรือไม่ จุดรวมผลมีการจัดเตรียม
ไหม มีการวางแผนงานหรือไม่ ฝ่ายสังคมในแต่ละฝ่ายมีความชัดเจนใน
หน้าที่ทุกคนหรือไม่ ฝ่ายเสนาธิการดูภาพรวมคอยเช็คบุคลากรในทุกๆ
ฝา่ ยทกุ ๆชว่ งเวลาวา่ อยูค่ รบไหม
เร่ืองของการเรียนรู้ ท่านได้จัดการกับองค์ความรู้อย่างไร(องค์
ความรู้ใน 10 ข้ันต้อน) มเี ทคนิคถ่ายทอดองค์ความรูอ้ ย่างไร การจัดทา
ตัวอย่างท่ีถูกต้อง มีหรือไม่ ในส่วนของสังคม มีการจัดการการสร้าง
สถานการณ์หรือไม่ ซ่ึงทราบมาว่าเป็นลมจริง ถ้ามีการเป็นลมจริง ต้อง
มีการรายงานมาถึงผู้ดูแล การบริหารของเวลา ท่านต้องกุมประเด็น 4
อย่าง 1.กุมตัวประเด็น 2.กุมการมีส่วนร่วม 3.กุมเวลา 4.กุมข้อสรุป
หรือการถอดบทเรยี น
82
หลงั กจิ กรรม
หลงั กจิ กรรม ท่านจะมีการตรวจพนื้ ทีแ่ ปลงอย่างไร น่นั ก็คือ จะต้องมี
10 ขัน้ ตอน จะมีเอกสารไหม จะมีตารางใหค้ ะแนนไหม และเกณฑ์
การใหค้ ะแนนของท่านเป็นอยา่ งไร เกณการคัดเลือกของคนท่ีจะมาให้
คะแนนเปน็ อย่างไร
หลังจากเสรจ็ กิจกรรม ท่านบริหารจัดการงานท่คี ้างอย่างไร ท่านต้อง
วางแผนว่างานทีไ่ ม่เสรจ็ ควรทาต่ออยา่ งไร
สรปุ มี 3ห้วงเวลา 1.กอ่ นกจิ กรรม 2.ระหว่างกิจกรรม 3.หลงั กิจกรรม
สดุ ท้ายคือ การแบง่ กลมุ่ ตามกลุ่มสี เพ่ือสรปุ กระบวนการในการเป็น
ครวู ทิ ยากร ในกจิ กรรม “เอาม้อื สามัคคี” แลว้ ออกมานาเสนอ
ในส่วนของประเดน็ เกณการตรวจการประเมิณตวั เอง
1.ในแตล่ ะห้วงเวลา อะไรทีท่ ่านทาได้ดี
2.มีอะไรบ้างท่ีทา่ นควรปรับปรงุ
3.มีอะไรบา้ งทท่ี า่ นจะไปปฏบิ ัติ ทา-ทัน-ที (3 ท.)
83