เปดิ ใจเรียนรู้
กระตุ้นให้ลงมือทำ
ยกระดับกำรพัฒนำ
1
คำนำ
นับต้ังแต่ปี 2553 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลัง
พระฯ ได้เริ่มการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบในจังหวัดน่าน และขยายสู่
พ้ืนทีจ่ ังหวดั อดุ รธานี เพชรบุรี อุทัยธานี และกาฬสนิ ธ์ุ เพ่อื ประยุกต์
ศาสตร์พระราชา “เข้ำใจ เข้ำถึง พัฒนำ” “หลักกำรทรงงำน
23 ประกำร” และ “องค์ควำมรู้ตำมแนวพระรำชดำริ 6
มิติ” ไปส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบต่างๆ ทั้งน้ี
เพ่อื จดั การความรูแ้ ละสง่ เสรมิ การพัฒนาตามแนวพระราชดาริอย่าง
เปน็ ระบบและกว้างขวาง จนเป็นแนวทางหลกั ของประเทศ
เอกสารฉบับน้ี จึงได้รวบรวมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ
“กำรส่งเสริมเกษตรต้นแบบ” ตามแนวทางปิดทองหลังพระฯ
อนั ผสมผสาน “ความรตู้ ามแนวพระราชดาริ” “ความรู้สากล” และ
“ความรู้ท้องถ่ิน” ที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจและประสบการณ์การ
พัฒนาในพื้นที่ต้นแบบ ซึ่งได้มาจากการสัมภาษณ์ สารวจ และ
สังเกตการณ์พัฒนาในพ้ืนท่ี แล้วนามาจัดหมวดหมู่ สังเคราะห์
และนาเสนอ เพ่ือให้เกิดความเข้าใจและเป็นประโยชน์ต่อการ
ดาเนนิ งานในพ้นื ทีต่ ่างๆ ตอ่ ไป
2
เนอื้ หำในเล่ม
1. พน้ื ทต่ี น้ แบบปดิ ทองหลงั พระฯ
กับกำรเกษตร
2. แนวคดิ กำรส่งเสรมิ กำรเกษตร
3. หลักกำรทำงำน
4. กำรส่งเสรมิ เกษตรตน้ แบบ
5. บทสรปุ และบทเรียน
3
4
1. พืน้ ทีต่ น้ แบบปดิ ทอง
หลังพระฯ กบั กำรเกษตร
สถาบันปิดทองหลังพระฯ ริเร่ิมการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบแห่งแรก
ในจังหวัดน่าน เม่ือปี พ.ศ. 2552 ต่อมาได้ขยายไปสู่พื้นที่ต้นแบบ
ในจังหวัดอุดรธานี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัด
กาฬสินธ์ุ รวม 5 จังหวัด อันเป็นการแปรหลักการและแนวคิดไปสู่
การปฏิบัติในพ้ืนท่ีท่ีมีความแตกต่างกันทางภูมิประเทศและภูมิ
สังคม เพ่ือเป็นต้นแบบของการพัฒนาอย่างย่ังยืน สาหรับพื้นที่ท่ีมี
ความแตกตา่ งกันในแตล่ ะภูมิภาคของประเทศ
ชุมชนในพื้นท่ีต้นแบบต่างๆ เป็นชุมชนด้ังเดิมและชนชาติพันธุ์ ที่
ล้วนมีอาชีพทาการเกษตรเป็นหลัก ท้ังในลักษณะที่สืบทอดกันมา
และบ้างได้การปรับเปล่ียนไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพ่ือสร้างรายได้
ให้กบั ครอบครัว
5
กำรบูรณำกำรแก้ไขปัญหำ
พ้นื ท่ีจงั หวัดน่ำน
จังหวัดน่านเป็นพ้ืนท่ีต้นน้าที่สาคัญของประเทศ สภาพภูมิประเทศ
ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง เดิมมีป่าไม้ปกคลุม แต่ต่อมามีการขยายพื้นที่
ปลูกพืชเชิงเดี่ยวโดยเฉพาะข้าวโพดเล้ียงสัตว์ ทาให้ป่าไม้ถูกแผ้ว
ถางทาลายไปเรื่อยๆ การใช้ปุ๋ยเคมีในการเกษตรจานวนมากได้
ตกค้างในดินและถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้า อีกท้ังยังประสบปัญหา
หมอกควนั ในช่วงการเผาวชั พชื เตรียมการเพาะปลูก
พื้นท่ีต้นแบบในจังหวัดน่านซ่ึงต้ังอยู่ในอาเภอเฉลิมพระเกียรติ
อาเภอท่าวังผา และอาเภอสองแคว เป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธ์ุ ที่ทา
การเกษตรปลูกข้าวไร่ พืชผัก รวมถึงข้าวโพดเล้ียงสัตว์ในบางพ้ืนที่
โดยขาดการกักเก็บน้าในช่วงหน้าแล้ง ผลผลิตตกต่า รายได้จาก
การเกษตรไม่เพียงพอกับการดารงชวี ิตของครอบครัว
สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง หน่วยงาน
ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ส่งเสริมการเกษตรในจังหวัดน่าน ได้
เร่ิมจากการจัดระบบน้าเช่นเดียวกับพื้นท่ีอื่นๆ นอกจากน้ี ยัง
ส่งเสริมพืชทางเลือกอ่ืนๆ อาทิ พริก กล้วย มะนาว ข้าวก่าลืมผัว
เป็นต้น ซงึ่ ใชส้ ารเคมีลดลง มีการเชื่อมต่อกับตลาดภายนอกเพ่ือรับ
ซอ้ื ผลผลิต และจัดการเร่ืองทท่ี ากนิ และที่ดนิ ปา่ ไม้ควบคกู่ นั ไป
6
โครงกำรบรหิ ำรจดั กำรน้ำอย่ำงยงั่ ยืน
อนั เนือ่ งมำจำกพระรำชดำริ
บำ้ นโคกลำ่ ม-แสงอรำ่ ม จงั หวดั อดุ รธำนี
บ้านโคกลา่ ม-แสงอรา่ ม เปน็ พ้นื ที่รอบอ่างเก็บน้าห้วยคล้ายอันเน่ือง
มาจากพระราชดาริ อาเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี พื้นที่น้ีมี
ปญั หาการใช้น้าจากอ่างเก็บน้าได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จากการไม่มี
ระบบส่งน้าไปยังแปลงเกษตรท่ีอยู่โดยรอบ ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นนาข้าว
ทาให้ไม่สามารถปลูกพชื กอ่ นนาหรอื พชื หลังนา
หลังจากท่ีสถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้ประสานความร่วมมือกับ
หน่วยงานต่างๆ และสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน พัฒนระบบน้า
และขยายพ้ืนท่ีสง่ นา้ ไปยังพ้ืนที่การเกษตรได้มากขึ้นแล้ว ได้ส่งเสริม
ให้ชาวบ้านลดการใช้สารเคมีในการทานาข้าว เพ่ือลดต้นทุนและ
ผลิตอาหารปลอดภัย โดยใช้แนวทางการปฏิบัติท่ีดีทางการเกษตร
(GAP) ซง่ึ มผี ูส้ นใจเพิม่ มากข้ึนเร่ือยๆ
นอกจากน้ี เกษตรกรยงั ได้ปลกู พชื หลงั นา จาพวก ถ่ัว ข้าวโพด อ้อย
พืชผักสวนครัว เป็นต้น รวมท้ังได้ใช้ประโยชน์จากระบบน้าที่
พัฒนาข้ึนเพื่อการปศุสัตว์และการประมง เป็นการเพ่ิมโอกาสและ
ทางเลือกในการทาเกษตร สร้างงานให้กับผู้ที่ออกไปทางานนอก
พ้ืนที่ไดก้ ลับมาอยกู่ ับครอบครวั และมรี ายไดเ้ พ่มิ ขึน้ ชดั เจน
7
โครงกำรพฒั นำชนบทเชงิ พน้ื ที่ประยกุ ต์
ตำมพระรำชดำริ บำ้ นโป่งลึก-บำงกลอย
จงั หวดั เพชรบรุ ี
บ้านโป่งลึกและบ้านบางกลอย เป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ท่ีถูกอพยพ
ลงมาจากในเขตปา่ ลกึ โดยได้รับการจัดสรรท่ีดินสาหรับท่ีอยู่อาศัย
และที่ทากินเป็นหลักแหล่ง แต่ก็อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่ง
กระจาน ซึ่งมีสภาพเป็นพื้นท่ีลาดชัน ดินไม่เหมาะสมสาหรับการ
เพาะปลกู มากนกั อีกทั้งยงั มีปัญหาเร่ืองการใช้น้าจากแม่น้าเพชรบุรี
ที่ไหลผา่ นหมู่บ้าน เน่ืองจากตล่ิงสูงกว่าแม่น้ามากโดยเฉพาะในช่วง
หน้าแลง้
สถาบนั ปิดทองหลังพระฯ ได้ทดลองนาพืชหลายชนิดมาให้ชาวบ้าน
ปลูกในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมๆ กับส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพดิน
ใหม้ ีความสมบูรณ์ และการพัฒนาระบบน้าในรูปแบบต่างๆ ท้ังการ
สร้างบ่อเก็บน้าบนพื้นท่ีสูง เพื่อสูบน้าไปเก็บไว้และปล่อยน้าลงมา
เข้าสู่แปลงเกษตร เพอื่ ใหช้ ุมชนทาการเกษตรได้
การปลูกกล้วยน้าว้าและทุเรียน เป็นกิจกรรมสาคัญที่เกษตรกให้
ความสนใจ ขณะท่ีพืชบางชนิดและวิธีการบางอย่างซึ่งท่ีนามาจาก
พื้นที่อ่ืนๆ ไม่สามารถใช้ได้กับพ้ืนที่นี้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ
และภูมสิ ังคมที่แตกต่างกนั
8
โครงกำรพัฒนำแก้มลงิ หนองเลงิ เปือย
อันเนอื่ งมำจำกพระรำชดำริ จงั หวดั กำฬสินธ์ุ
พืน้ ที่ในบรเิ วณหนองเลิงเปือย ซึ่งเป็นหนองน้าธรรมชาติขนาดใหญ่
ความจุน้าประมาณ 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ในพ้ืนที่อาเภอร่องคา
และอาเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ประสบปัญหาน้าท่วม
ซ้าซากในฤดูฝน สร้างความเสียหายแก่พื้นท่ีเกษตรทุกปี และน้า
แห้งขอดในชว่ งหนา้ แล้ง ทาให้ไม่พอเพียงต่อการเกษตรและอุปโภค
บรโิ ภค
สถาบันปิดทองหลังพระฯ บูรณาการทางานร่วมกับหน่วยงานท่ี
เก่ียวข้อง ขุดลอกหนองเลิงเปือยให้เก็บน้าได้มากขึ้น และปรับ
ระบบการป้องกันน้าท่วม ทาให้สามารถกระจายน้าสู่แปลงนาและ
พื้นที่บริเวณโดยรอบได้มากข้ึน กิจกรรมทางการเกษตรทั้งปลูกพืช
เลย้ี งสตั ว์ และการประมง ค่อยๆ เกิดเพม่ิ มากขึ้นตามมา
การพัฒนาด้านการเกษตรในพ้ืนท่ีนี้ ยังได้รับความร่วมมือจาก
หน่วยงานด้านการเกษตรเข้ามาช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับการวางแผนการผลิตพืชเศรษฐกิจบางชนิด เช่น พริก
มะเขือเทศ ถ่ัวลิสง พืชผักปลอดภัย เป็นต้น นอกจากน้ี ยังมีการ
เล้ยี งจ้ิงหรีด ปลา กบ ไก่ไข่ ที่จ้างรายได้ใหก้ บั เกษตรกรไดช้ ดั เจน
9
โครงกำรพืน้ ทีต่ ้นแบบบรู ณำกำรแก้ไข
ปญั หำและพฒั นำพื้นทต่ี ำบลแกน่ มะกรดู
อำเภอบ้ำนไร่ จังหวดั อทุ ยั ธำนี
พืน้ ทีต่ าบลแก่นมะกรดู อาเภอบ้านไร่ จงั หวดั อุทัยธานี เป็นพื้นท่ีติด
กับพ้ืนที่ป่าห้วยขาแข้ง แหล่งมรดกโลก เป็นหมู่บ้านชาวกระเหร่ียง
โปว์ที่อพยพย้ายมาจากภูเขาด้านบน โดยมีประชากรเพ่ิมมากข้ึน
ทุกปี และขยายพ้ืนที่เกษตรรุกเข้าไปในเขตป่า ซึ่งส่วนใหญ่ปลูก
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ท่ีมีการใช้สารเคมีเป็นจานวนมาก เน่ืองจากไม่มี
ทางเลอื กมากนัก
ต่อมา ชุมชนได้ร่วมกับสถาบันปิดทองหลังพระฯ และหน่วยงานใน
พื้นที่ สารวจพ้ืนที่เพ่ือกาหนดเขตป่าและเขตทากินท่ีชัดเจน พร้อม
พัฒนาระบบน้าของชุมชน และพัฒนาแหล่งน้าในพ้ืนท่ีทากินของ
เกษตรกร ทาใหส้ ามารถปลกู พชื ได้มากข้ึน อาทิ ไม้ผล สตรอว์เบอรี่
ผักเมืองหนาว เป็นต้น ส่วนการปรับใช้รูปแบบโคกหนองนาได้ช่วย
ในการปรับพื้นท่ีการเกษตรและปรับวิถีการผลิตเป็นเกษตร
ผสมผสาน
พื้นที่ต้นแบบแห่งน้ี ยังได้เช่ือมโยงกิจกรรมการเกษตรกับการ
ท่องเที่ยว โดยรวมกลุ่มจาหน่ายผลผลิตแก่นักท่องเท่ียวท่ีเข้ามา
เย่ียมชมภูมิทัศน์ท่ีสวยงามของพื้นที่ และสัมผัสอากาศหนาวเย็น
ในช่วงเดือนพฤศจกิ ายนถึงเดือนมกราคม
10
“...การกสิกรรมและอาชีพในด้านเกษตรทุกทุกอย่าง
ยอ่ มต้องอาศยั ปัจจัยสาคัญหลายด้าน ด้านหน่ึงก็คือหลัก
วิชาของการเพาะปลูก เป็นต้น และอีกด้านหน่ึงก็เป็น
การช่วยให้เพิ่มหลักวิชาเหล่านั้น และเม่ือได้ปฏิบัติแล้ว
ได้ผลิตผลแล้วก็จะต้องสามารถดัดแปลงและขาย
จาหน่ายผลติ ผลท่ตี นได้ทา ฉะนั้นทุกอย่างต้องสอดคล้อง
กัน ความขยันหมั่นเพียรในการผลิต ความรู้ในวิชาการ
ผลติ และความรู้ในการเป็นอยู่ ทั้งความรู้ในด้านจาหน่าย
ล้วนเปน็ ความรทู้ ่ีจะต้องประสานกันหมด...”
พระราชดารัสพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ฯ รัชกาลที่ 9
ณ โครงการสว่ นพระองค์ สวนจติ รลดา
วันท่ี 8 พฤษภาคม 2530
11
12
2. แนวคดิ กำรสง่ เสรมิ
กำรเกษตร
ควำมหมำยของกำรสง่ เสรมิ กำรเกษตร
การส่งเสริมการเกษตรโดยท่ัวไปหมายถึง งานพัฒนาด้าน
การเกษตร ซึ่งเป็นการให้ความรู้แก่เกษตรกรในลักษณะของ
การศึกษานอกระบบโรงเรียน (Out of school education) โดย
ให้เกษตรกรได้เรียนรู้โดยการปฏิบัติจริง นอกจากน้ี การส่งเสริม
การเกษตรยังเปน็ การเช่ือมความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรกับแหล่ง
ความรู้ เพ่ือที่จะกระจายความรู้ใหม่ๆ และหลักการท่ีดีไปสู่
เกษตรกร และทาให้เกษตรกรเหล่านี้ได้นาความรู้แผนใหม่ไปใช้ใน
พื้นทเี่ กษตรกรรมของตน
การส่งเสริมการเกษตร เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการเรียนการสอน
และการค้นคว้าวิจัย กล่าวคือผลของการค้นคว้าวิจัยทางเกษตร-
กรรมจะไม่มีประโยชน์อย่างแท้จริง ถ้าไม่ได้นาผลเหล่านี้ไปมอบ
ให้แก่เกษตรกรซ่ึงเป็นผู้ปฏิบัติ ดังน้ันหน้าที่หลักของการส่งเสริมก็
คือ การนาข้อมูลข่าวสารไปสู่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถ
แกไ้ ขปญั หาตา่ งๆ ได้ด้วยตนเอง
13
หลักกำรส่งเสรมิ กำรเกษตร
หลักการของการส่งเสริมการเกษตร สาหรับใช้เป็นแนวทางในการ
วางแผนแก้ไขปญั หาใหแ้ ก่เกษตรกรอยา่ งมีประสิทธิภาพ มีหลักการ
สาคัญดงั นี้
1) ต้องทำร่วมกับเกษตรกร
การส่งเสริมการเกษตรเป็นการทางานร่วมกับเกษตรกร
เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถปฏิบัติในส่ิงท่ีได้รับจาก
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนาได้ด้วยตนเอง การตัดสินใจต่างๆ ใน
การทาการเกษตรควรเป็นการตัดสินใจของเกษตรกรเอง เป็นผู้นา
ในการเปลีย่ นแปลง
บทบาทของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนา คือ การให้ข้อมูล
ข่าวสารแก่เกษตรกร ให้คาแนะนาแก่เกษตรกรในการทากิจกรรม
ต่างๆ ในทิศทางท่ถี กู ตอ้ ง เกษตรกรจะเป็นผู้กาหนดวิธีการต่างๆ ที่
จะทาให้สามารถบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้าหน้าท่ีส่งเสริมงานพัฒนาประชุมร่วมกับ
เกษตรกรเพื่อวิเคราะห์ปัญหาของเกษตรกร ต้องให้เกษตรกรระบุ
ปัญหา วิเคราะห์ปัญหา และกาหนดแนวทางแก้ไขปัญหาด้วย
ตนเอง เพอ่ื ใหเ้ กษตรกรเกิดความม่นั ใจในตนเอง
14
2) ตอ้ งทำงำนรว่ มกับองคก์ รพัฒนำในพนื้ ที่
การส่งเสริมการเกษตรจะต้องร่วมมือและประสานงานกับ
องค์กรพัฒนาอื่นๆ ท้ังหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนท่ีให้บริการ
มีความชานาญและมีทรัพยากรต่างๆ ท่ีสามารถช่วยเกษตรกรได้
ตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าท่ีปกครอง พัฒนากร สาธารณสุข ประมง
ปศุสัตว์ องค์กรพัฒนาของเอกชน ตลอดจนหน่วยวิชาการที่ทา
หนา้ ทส่ี ร้างความรู้และพฒั นาเทคโนโลยใี หม่ๆ
3) เปน็ กำรแลกเปลยี่ นขอ้ มูลขำ่ วสำรแบบยคุ ลวถิ ี
การแลกเปลยี่ นข้อมลู ข่าวสารซง่ึ กนั และกันระหว่างนักวิจัย
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนา และเกษตรกรจะทาให้งานส่งเสริม
เป็นไปอย่างผสมกลมกลืนกัน วิธีการแบบนี้เรียกว่าเป็นการ
แลกเปล่ียนขอ้ มลู ขา่ วสารแบบยุคลวิถี ซงึ่ มขี ัน้ ตอนตา่ งๆ ดังน้ี
• การกาหนดปัญหา เริ่มต้นจากการพบปะกับเกษตรกร
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนาสามารถช่วยนักวิจัยให้
เข้าใจปัญหาทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ได้
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนาควรจะนานักวิจัยเข้าไปใน
พ้ืนท่ีติดต่อกับเกษตรกรโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่า
คาแนะนาจากงานวิจัยสามารถใช้ได้อย่างแท้จริงใน
พ้นื ทีข่ องเกษตรกรทตี่ นเองรบั ผิดชอบ
15
• การทดสอบเทคโนโลยีในพ้ืนที่ การทดสอบในแปลง
ของเกษตรกรจะทาให้เกิดความม่ันใจว่าความรู้ใหม่ๆ
เหลา่ น้นั เกษตรกรสามารถที่จะนาไปปฏิบัติได้ผลอย่าง
แท้จริง นอกจากน้ี ยังเป็นข้อมูลสะท้อนกลับไปยัง
นักวจิ ยั ให้มีการพฒั นาปรับปรุงให้ดยี ง่ิ ขึน้
• เกษตรกรยอมรับ บางคร้ังหลังจากท่ีเกษตรกรยอมรับ
ความรู้ใหม่ๆ ไปปฏิบัติแล้วและพบปัญหาอุปสรรค
ต่างๆ ในการปฏิบัติเกษตรกรจะเป็นตัวที่ส่งข้อมูลนั้นๆ
ไปให้นักวจิ ยั ได้ปรับปรุงแก้ไข
4) ตอ้ งทำงำนกับกลุ่มเป้ำหมำยทแ่ี ตกตำ่ งกัน
การทางานส่งเสริมในพื้นท่ีต่างๆ ต้องเผชิญกับปัญหาของ
เกษตรกรมากมายหลายอย่างตามกลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย เช่น
เกษตรกรกล่มุ ท่ีมที ด่ี นิ มาก ปานกลาง นอ้ ย เกดิ ความแตกต่างกันใน
การท่ีจะทางานส่งเสริม ดังนั้นการส่งเสริมในพื้นท่ีใดๆ จึงไม่ควรจะ
กาหนดรูปแบบของการส่งเสริมเพียงแบบเดียว (Single package)
เพ่ือนาไปใชก้ บั เกษตรกรทุกคนเหมือนๆ กัน เกษตรกรกลุ่มต่างๆ มี
ปญั หาและความจาเป็นแตกต่างกันไป เจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนา
จึงควรจะพัฒนาโครงการส่งเสริมให้เหมาะสมกับปัญหา ความ
ต้องการ และทรัพยากรทีเ่ กษตรกรแตล่ ะกลมุ่ มีแตกตา่ งกนั ไป
16
5) เกษตรกรควรมีส่วนร่วมในทุกข้นั ตอนของงำนส่งเสริม
การชว่ ยเหลอื และฝึกอบรมเกษตรกร ให้สามารถช่วยเหลือ
ตนเองได้ หลังจากท่โี ครงการส่งเสริมสิ้นสุดลง เกษตรกรไม่ควรเป็น
เพียงผู้รับการส่งเสริมเท่าน้ัน แต่ควรจะมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม
ของการส่งเสรมิ เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การกาหนดแผนงานและ
โครงการ การทดสอบ และการปฏบิ ัตงิ านตามแผน ในขณะเดียวกัน
เกษตรกรควรจะมีส่วนร่วมในการเลือกใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมกับ
ศกั ยภาพของตนเองด้วย นอกจากน้ี การมีส่วนร่วมของเกษตรกรยัง
เปน็ การเสรมิ สร้างเกษตรกรให้คิดเปน็ สามารถตดั สนิ ใจ และปฏิบัติ
ได้ด้วยตนเอง การทางานของเจ้าหน้าท่ีส่งเสริมงานพัฒนาและ
เกษตรกรต้องทาร่วมกนั ไปในทุกขน้ั ตอน
วธิ ีกำรสง่ เสรมิ กำรเกษตร
เทคนิคและวิธีการส่งเสริมเกษตรมีมากมายหลายแนวทาง ซ่ึง
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนาท่ีดีจะต้องเข้าใจพื้นฐานของเกษตรกร
และเลอื กใชว้ ิธีใดวธิ ีหน่งึ หรือหลายวธิ ีอยา่ งถูกต้อง โดยพิจารณาให้
เหมาะกับการเรียนรู้ของเกษตรกร ซึ่งวิธีการส่งเสริมแบ่งได้เป็น
2 ประเภท คือ
17
ก. แบ่งตำมลักษณะกำรใช้ (use) ไดเ้ เก่
1) การติดต่อสื่อสารแบบรายบุคคล (individual Contacts)
เช่น
- เจา้ หนา้ ทีไ่ ปพบเกษตรกรท่ีบ้าน (Farm Visit)
- เกษตรกรไปพบเจา้ หน้าที่ทสี่ านกั (office Call)
- การติดต่อระหวา่ งกันทางโทรศัพท์
- การติดตอ่ กนั ทางจดหมาย
- การสาธิตให้ดูผล
2) การตดิ ต่อส่ือสารแบบกลมุ่ (Group Contacts) เช่น
- การสาธิตวธิ ีทาในเร่อื งตา่ ง ๆ
- การประชมุ ต่าง ๆ
- การบรรยาย
- การอบรมสมั มนา
- การประชุมอภิปราย
- การประชุมดูผลของการสาธิต
- การทศั นศกึ ษา
- การสอนการเรยี นในโรงเรยี น
- การบประชมุ อ่นื ๆ
18
3) การติดต่อสอ่ื สารแบบมวลชน (Mass Contacts)
- การทาป้ายประกาศ แจง้ ความ
- เอกสารใบปลวิ
- หนงั สือเวียน
- หนงั สือพิมพ์ วารสารตา่ ง ๆ
- ภาพโฆษณา ( Posters)
- การจดั นทิ รรศการ
- วิทยกุ ระจายเสยี ง
- โทรทศั น์
ข. แบ่งตำมรูปร่ำงของอุปกรณ์ (Form) ได้แก่
1) การติดต่อส่ือสารแบบใช้ข้อความ (written Materials)
เชน่
- ป้ายประกาศ แจ้งความ
- เอกสารใบปลวิ
- บทความทางหนงั สอื พิมพ์
- จดหมายส่วนตวั
- จดหมายเวียน
19
2) การติดต่อส่อื สารแบบใช้ภาษาพูด (spoken Words) เช่น
- การประชมุ สมั มนาตา่ ง ๆ
- เจ้าหน้าทไ่ี ปพบเกษตรกรทบ่ี า้ น
- เกษตรกรไปพบเจา้ หนา้ ท่ี
- โทรศพั ท์
- วิทยุ
3) การติดต่อสอ่ื สารแบบใช้โสตทศั นปู กรณ์ (Visuals) เช่น
- แผนภมู ิ แผนผัง ตารางตา่ ง ๆ
- ภาพยนตร์ สไลด์ ฟิลม์ สตริฟ เทปโทรทัศน์ ฯลฯ
- การจัดนิทรรศการ
- ภาพโฆษณา (โปสเตอร)์
- การให้ดผู ลสาธิต
4) การตดิ ต่อแบบใช้ภาษาพูดควบคกู่ บั โสตอปุ กรณ์ เชน่
- การสาธิตวธิ ีทา
- การประชมุ ใหด้ ูผลสาธติ
- การประชุมต่าง ๆ ทใี่ ช้โสตอุปกรณ์ช่วย
- รายการทางโทรทัศนต์ ่าง ๆ
20
แนวคิดกำรพัฒนำเกษตรกร อนั เนอื่ งมำจำก
พระรำชดำริ
ในการพัฒนาให้เกษตรกรสามารดารงชีพอยู่ได้อย่างมั่นคงนั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลท่ี 9 ทรงแนะนาสาธิตให้
ประชาชนดาเนินรอยตามเบ้ืองพระยุคลบาท โดยทรงมุ่งช่วยเหลือ
พัฒนาให้เกิดการพ่ึงตนเองได้ของคนในชนบทเป็นหลัก ดังนั้น การ
ท่ีราษฎรในชนบทสามารถพึ่งตนเองได้มากยิ่งขึ้นน้ัน สืบเน่ืองจาก
แนวพระราชดาริด้านการพัฒนาที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด
กระหม่อมพระราชทานแก่เกษตรกรทั้งหลายประการ อาทิ
1) ทรงยึดหลักที่ ไม่ใช้วิธีกำรสั่งกำรให้เกษตรกรปฏิบัติตำม
เพราะไมอ่ าจชว่ ยให้คนเหล่าน้ันพึ่งตนเองได้ เน่ืองจากเป็น
การปฏิบัติงานโดยไม่ได้เกิดจากความพึงใจ ดังพระราช
ดารสั ความตอนหน่งึ ว่า
..ดาริ คือ ความเหน็ ท่จี ะทา ไมใ่ ช่คาสั่งแต่มนั เป็น
ความเห็น มีทฤษฎอี ะไรต้องบอกออกมา ฟังได้ฟงั ชอบใจก็
เอาไปได้ ใครไมช่ อบก็ไมเ่ ปน็ ไร...
2) ทรงเน้น ใหพ้ ึ่งตนเองและชว่ ยเหลอื ตนเองเป็นหลักสาคัญ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมักจะทรงทาหน้าที่กระตุ้น
ใหเ้ กษตรกรทัง้ หลายคิดหาลูท่ างท่ีจะช่วยตนเอง พ่ึงตนเอง
21
โดยไม่มีการบังคับ การแสวงหาความร่วมมือจากภายนอก
ต้องกระทาเมื่อจาเปน็ จริงๆ ดงั พระราชดารสั ตอนหนงึ่ ที่ว่า
...คนทุกคน ไมว่ ่าชาวกรงุ หรือชาวชนบทไม่ว่า
มีการศึกษามากหรือน้อยอยา่ งไร ย่อมมจี ิตใจเปน็ อสิ ระ
มีความคดิ เห็น มคี วามพอใจ เป็นของตนเอง
ไมช่ อบการบังคับ นอกจากน้ันยงั มขี นบธรรมเนยี ม
มีแบบแผนเฉพาะเหล่ากันอีกดว้ ย...
3) ทรงใช้หลัก กำรมีส่วนร่วมของประชำชน (People
Participation) เป็นหลักสาคัญในการพัฒนาตามโครงการ
อันเนื่องมาจากพระราชดาริ ด้วยการดาเนินการเช่นน้ัน
จกั ช่วยใหป้ ระชาชนสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในที่สุด ดัง
เคยมีพระราชดารัสในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 31 ธันวาคม
2501 กบั ประชาชนชาวไทยทง้ั หลายว่า
...ภาระในการบริหารน้ันจะประสบผลดว้ ยดยี อ่ มต้องอาศยั
ความรักชาติ ความซื่อสตั ยส์ ุจริต ความสมคั รสมานกลม
เกลยี วกัน ประกอบกบั การรว่ มมือของประชาชนพลเมือง
ท่วั ไป ข้าพเจา้ จงึ หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะพยายามปฏิบัติ
กรณยี กิจในส่วนของแต่ละทา่ นด้วยใจบริสทุ ธิ์ โดยคานงึ ถึง
ประโยชนส์ ่วนรวม ทั้งน้ีเพอื่ ไดม้ าซ่งึ ความร่มเย็นเป็นสุข
ของประชาชนทั่วไปอนั เป็นยอดปรารถนาด้วยกันทัง้ สนิ้ ...
22
4) ทรงใช้หลักประชำธิปไตยในกำรดำเนินกำร เห็นได้จาก
ทุกครั้งที่เสด็จพระราชดาเนินไปทรงเย่ียมเยียนประชาชน
และเกษตรกรร้องทุกข์เกี่ยวกับปัญหาท่ีเกิดข้ึน หาก
เจ้าหน้าท่ีทักท้วงสิ่งใดทางวิชาการ กราบบังคมทูลแล้วก็
ทรงรับฟังข้อสรุปอย่างเป็นกลาง หากส่ิงใดที่เจ้าหน้าที่
กราบบังคมทูลว่าปฏิบัติได้ แต่ผลลัพธ์อาจไม่คุ้มค่ากับเงิน
ที่ลงไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวกท็ รงใหเ้ ปลี่ยนแปลง
โครงการได้เสมอ เห็นได้ชัดเจนจากพระราชดารัสศูนย์
ศึกษาการพัฒนาอันเนอ่ื งมาจากพระราชดาริว่า
...เป็นสถานทที่ ผี่ ู้ทางานในดา้ นพฒั นาจะไปทาอะไรอย่างที่
เรียกว่า ทดลอง ก็ได้ และเม่ือทดลองแล้วจะทาใหผ้ อู้ ื่นท่ี
ไม่ใช่ผเู้ ชีย่ วชาญในวิชานั้นสามารถเขา้ ใจว่าเขาทากัน
อย่างไรเขาทาอะไรกัน....ฉะน้ันศูนยศ์ ึกษาการพฒั นาน้ี
ถ้าทาอะไรลม้ เหลวตอ้ งไม่ถือวา่ เป็นสิ่งทีต่ อ้ งถกู ลงโทษ
แต่เปน็ ส่ิงทแ่ี สดงว่าทาอย่างน้ันไมเ่ กิดผล...
5) ทรง ยึดหลักสภำพของท้องถ่ินเป็นแนวทำงในการ
ดาเนินงานทั้งด้านสภาพแวดล้อม ทางภูมิศาสตร์
วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น
ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ เพราะการเปลี่ยนแปลงใดที่
ด า เ นิ น ก า ร โ ด ย ฉั บ พ ลั น อ า จ ก่ อ ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ ค่ า นิ ย ม
ความคนุ้ เคย และการดารงชพี เป็นอยา่ งมาก
23
6) พระราชดาริท่ีสาคัญประการหนึ่ง คือ กำรสร้ำงควำม
แข็งแรงให้ชุมชน ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักท่ี
จาเป็นต่อการผลิตท่ีสาคัญ คือ แหล่งน้า เพราะเป็นปัจจัย
สาคญั ทจ่ี ะทาให้เกษตรกรส่วนใหญ่ทีต่ ้องพง่ึ พาอาศัยน้าฝน
จักได้มโี อกาสทจี่ ะมีผลติ ผลได้ตลอดปี ซ่งึ เป็นเงื่อนไขปัจจัย
สาคัญยิ่งที่จะทาให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ในเร่ืองอาหารได้
ระดับหนึ่ง และเม่ือชุมชนแข็งแรงพร้อมดีแล้ว ก็อาจจะมี
การสร้างโครงสร้างพ้ืนฐานอ่ืนๆ ที่จาเป็นต่อการยกระดับ
รายได้ของชุมชน เช่น เส้นทางคมนาคม ฯลฯ ซึ่งการ
พัฒนาในลักษณะทเี่ ป็นการมุง่ เตรยี มชมุ ชนให้พร้อมต่อการ
ติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกอย่างเป็นขั้นตอนนี้ทรง
เรียกว่า กำรระเบิดจำกข้ำงใน ซึ่งเรื่องน้ีพระองค์ทรง
อธิบายวา่
...การพัฒนาประเทศจาเป็นต้องทาตามลาดับขัน้ ตอน
ต้องสรา้ งพืน้ ฐาน คอื ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชน
ส่วนใหญ่เป็นเบอ้ื งต้นกอ่ น โดยใชว้ ธิ ีการและอุปกรณท์ ่ปี ระหยัด
แต่ถกู ต้องตามหลักวชิ าการ เมอื่ ไดพ้ ื้นฐานม่ันคงพรอ้ มพอควร
และปฏบิ ตั ิได้แลว้ จึงคอ่ ยสร้างคอ่ ยเสริมความเจริญและ
ฐานะเศรษฐกจิ ช้ันที่สงู ขนึ้ โดยลาดับ...
24
7) ทรงตระหนักว่าเกษตรกรควรมีความรู้ในเร่ืองของการทา
มาหากนิ ทำกำรเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมำะสม โดย
ทรงเน้นถึงความจำเป็นที่ต้องมีตัวอย่ำงแห่งควำมสำเร็จ
ในเร่ืองการพ่ึงตนเอง ซึ่งทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้
ราษฎรในชนบทได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นถึงตัวอย่างของ
ความสาเร็จน้ีและนาไปปฏิบัติได้เอง และทรงมีพระราช
ประสงค์ท่ีจะให้ตัวอย่างของความสาเร็จท้ังหลายได้
กระจายไปสู่ท้องถิ่นต่างๆ ท่ัวประเทศ วิธีการให้ความรู้แก่
ประชาชนนัน้ .
8) ทรงนาความรู้ในด้านเทคโนโลยีการเกษตรท่ีเหมาะสมเข้ำ
ไปถึงมือเกษตรกรอย่ำงเป็นระบบและต่อเน่ือง โดยทรง
มุ่งเน้นให้เป็นขบวนการเดียวกับท่ีเป็นเทคโนโลยีทางการ
ผลิตท่ีชาวบ้านสามารถรับไปและสามารถไปปฏิบัติได้ผล
จริง
25
แนวทำงกำรส่งเสริมกำรเกษตรในอนำคต
1) ส่งเสริมการเกษตรเน้นหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
และปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของเกษตรกรและ
ผู้เก่ียวข้องเข้าใจในทางปฏิบัติโดยยึดตัวเกษตรกรเป็น
ศนู ยก์ ลางการพัฒนา
2) การเพ่ิมประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต พัฒนา
คุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร เช่น เกษตรปลอดภัย
จากสารพษิ
3) ใช้การตลาดเป็นตัวนาการส่งเสริมการเกษตร ได้แก่ การ
เสรมิ สร้างขดี ความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาระบบ
การตลาดสินค้าเกษตรในทุกระดับหลากหลายรูปแบบ
ตลอดจนเสริมสร้างแนวคิดของเกษตรกรให้ยึดถือว่าตลาด
คือเปา้ หมายของการผลิต
4) ส่งเสริมเกษตรกรและองค์กรเกษตรกรให้มีความอยู่ดีมีสุข
คุณภาพชีวิตท่ีดี เสริมสร้างให้เกษตรกรมีเกียรติ ศักด์ิศรี
รักในอาชีพเกษตร พัฒนาความรู้ ความสามารถของ
เกษตรกรในการบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการแก้ไข
ปญั หาหน้สี ินของเกษตรกร
26
5) ส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตและทรัพยากรการเกษตรท่ีมี
อยอู่ ยา่ งคุ้มค่า และเกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การ
ใชว้ สั ดุเหลือใช้ทางการเกษตร การผลิตและพัฒนาพันธุ์พืช
ใช้เอง ฯลฯ
6) การพัฒนาการให้บริการและการบริหารงานส่งเสริม
การเกษตร ใหผ้ ูร้ บั บริการเขา้ ถงึ / ถูกต้อง / ครบถ้วน และ
ทันเวลาตามความต้องการของเกษตรกร การมีส่วนร่วมทุก
ภาคสว่ นในการพฒั นาการเกษตร
27
28
3. หลกั กำรทำงำน
การส่งเสริมเกษตรต้นแบบในพ้ืนที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ยึด
หลักการตามแนวพระราชดาริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ท่ีต้องมีการ
ทาความเข้าใจ เข้าถึง ก่อนเริ่มการพัฒนาอยู่เสมอ โดยเฉพาะการ
พัฒนาเรื่องใหม่ๆ ท่ีต้องมีการเปลี่ยนวิถีด้ังเดิม หากยังทาไม่สาเร็จ
หรอื ปัญหาอปุ สรรคไม่ลดลง กต็ อ้ งกลบั ไปทาความเข้าใจ เข้าถึงกัน
ใหถ้ ่องแทเ้ สยี ใหม่
เข้ำใจพน้ื ท่ี เขำ้ ถึงปัญหำ พัฒนำคน
เข้ำใจเขำ เขำ้ ใจเรำ เข้ำถึงควำมรว่ มมือ พฒั นำงำน
กอ่ นจะทาอะไรจะต้อง เมอื่ เข้าใจกันแลว้ ก็ การพัฒนานัน้ ไม่ยาก หาก
ทาความเข้าใจเสียก่อน ตอ้ งเข้าถึง จะไดร้ ู้ เข้าใจ ไว้ใจ และแบ่งงานกัน
เข้าใจท้ังภูมปิ ระเทศ ข้อมูล สถานการณท์ ี่ เปน็ อย่างดี โดยต้องระลกึ
เข้าใจผู้คน และ เกิดขนึ้ และปัญหาที่ อยเู่ สมอว่าปัญหาแตล่ ะพ้นื ท่ี
ขนบธรรมเนียมของ แทจ้ รงิ เพื่อรว่ มกัน แต่ละเวลาไม่เหมือนกัน จึง
สังคมท่สี าคัญ คือต้อง พัฒนาพน้ื ทต่ี ่อไป ต้องหม่ันเรยี นรู้ คอยทบทวน
ใหเ้ ขาเขา้ ใจ และไวใ้ จ ยดื หยนุ่ และปรับให้
เราด้วย เหมาะสม
29
ประยุกต์ใช้ “หลกั เข้ำใจ”
เมื่อจะเร่ิมการส่งเสริมการเกษตรเจ้าหน้าท่ีส่งเสริมงานพัฒนาต้อง
น้อมนาหลัก “เข้าใจ” มาใช้ในการทางาน โดยข้ันแรกเจ้าหน้าท่ี
ส่งเสริมงานพัฒนาต้องมีความเข้ำใจพื้นท่ีทางด้านกายภาพ
ทางด้านสังคมวัฒนธรรม ทางด้านวิถีการผลิตของคนในพ้ืนท่ีเป็น
พ้ืนฐาน จึงจะสามารถวิเคราะห์ความเหมาะสมและส่งเสริมเกษตร
ตน้ แบบในพืน้ ทใี่ ห้เกดิ ความยั่งยืนได้
นอกจากนี้ เจ้าหน้าท่ียังต้องมีความเข้ำใจเขำหรือเกษตรต้นแบบท่ี
เป็นกลมุ่ เป้าหมายทั้งความคิด ทัศนคติ และความต้องการท่ีแท้จริง
เช่นเดียวกับท่ีต้องทาให้หน่วยงานภายนอกท่ีจะเข้ามาสนับสนุน
เกษตรกรมีความเข้าใจวิถีการทางานและความต้องการท่ีแท้จริง
ของเกษตรกรแต่ละรายด้วย รวมถึงต้องทาให้เกษตรกรมีความ
เข้ำใจเรำ หรือแนวทางการทางานของโครงการปิดทองหลังพระฯ
ซ่ึงเป็นพนื้ ฐานท่ีสาคญั ในการพฒั นาในระยะต่อไป
หลักเข้าใจจึงนับเป็นหลักการพ้ืนฐานในการส่งเสริมเกษตรต้นแบบ
ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรในการขับเคลื่อนการ
ดาเนินงาน รวมถงึ ต้องอาศัยความเข้าใจท่ีถูกต้องของเกษตรกรและ
หน่วยงานภายนอกท่ีมาร่วมสนับสนุนจึงจะช่วยเหลือและพัฒนาได้
ตรงความต้องการ สามารถนาไปปฏิบัติได้จริง และเห็นผลที่ชัดเจน
จนสามารถเปน็ ต้นแบบในการขยายผลไปยงั เกษตรกรอื่นๆ ต่อไป
30
ประยกุ ตใ์ ช้ “หลักเข้ำถึง”
เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนามีความเข้าใจพื้นท่ี สร้างให้เกิด
ความเข้าใจเขาเข้าใจเราของผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่างๆ
แล้ว ก็จะสามารถเข้ำถึงปัญหำและความต้องการท่ีแท้จริงของ
เกษตรกรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ ซ่ึงการเข้าถึงปัญหาและความ
ตอ้ งการที่แทจ้ รงิ จะชว่ ยให้เจ้าหน้าทส่ี ง่ เสรมิ งานพัฒนาสามารถช่วย
แกป้ ัญหาหรือสนับสนุนการนาไปปฏิบตั แิ ละปรับใชข้ องเกษตรกรได้
ตรงจุด ซ่ึงจะทาให้เกดิ การพฒั นาตอ่ ไปไดอ้ ย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ในการส่งเสริมเกษตรต้นแบบเจ้าหน้าที่ส่งเสริมงาน
พัฒนาต้องมีบทบาทในการเป็นตัวกลางเชื่อมการประสานงาน
ระหว่างเกษตรกรกับหน่วยงานภายนอก จึงต้องแสวงหาวิธีการ
เข้ำถึงควำมร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีทั้งการเข้าถึงผ่าน
กลไกท่เี ปน็ ทางการ เช่น การแต่งตั้งคณะทางานระดับพ้ืนที่ การเข้า
ร่วมประชุมของหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าท่ี
ส่งเสริมงานพัฒนาต้องไม่ละเลยการเข้าถึงความร่วมมือด้วยการ
ประสานแนวราบซึ่งมักเป็นกลไกไม่เป็นทางการด้วย ทั้งน้ี ในการ
สง่ เสรมิ เกษตรกรตน้ แบบมีหน่วยงานท่ีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนา
ต้องเข้าถึงความร่วมมือ ได้แก่ สานักงานเกษตรอาเภอหรือจังหวัด
สานักงานปศุสัตว์อาเภอหรือจังหวัด สานักงานประมงอาเภอหรือ
จังหวัด สานักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด ศูนย์วิจัยด้านการเกษตรท่ี
เก่ียวขอ้ งในพ้ืนท่ี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปน็ ต้น
31
ประยุกต์ใช้ “หลักพัฒนำ”
ในการส่งเสริมเกษตรต้นแบบเป็นการพัฒนำคน เจ้าหน้าที่ส่งเสริม
งานพัฒนาจึงต้องให้ความสาคัญกับการพัฒนาศักยภาพในด้าน
ต่างๆ ซึ่งควรครอบคลุมถึงการพัฒนาในด้านทัศนคติต่อการเกษตร
ตามแนวทางพระราชดาริฯ ด้านความรู้ท่ีจะนาไปปรับใช้ และด้าน
ทักษะท่ีจาเป็น ซึ่งต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการแบบ
ผสมผสาน โดยเนน้ การเรียนรจู้ ากการปฏบิ ัติลงมอื ทาด้วยตนเอง
นอกจากน้ี ยงั ต้องมีการพัฒนำงำนอยู่เสมอ น่ันหมายความว่า ต้อง
ลงมือลงแรงทาจริง โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนาต้องหม่ัน
เรยี นรู้ คอยทบทวน ยืดหย่นุ มกี ารเช่ือมโยงกับภายนอกท่ีจะเข้ามา
สนับสนุนเกษตรต้นแบบในพื้นท่ี
32
33
34
4. กระบวนกำรส่งเสรมิ
เกษตรตน้ แบบ
เกษตรต้นแบบ คือ เกษตรกรท่ีมีความรู้ความสามารถทางด้าน
การเกษตร และทาการเกษตรจนประสบความสาเร็จทั้งในด้านการ
ลดต้นทุนการผลิต การเพ่ิมผลผลิต และการจัดการการผลิตอย่างมี
ประสิทธิภาพ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกล
การเกษตรไดอ้ ย่างเหมาะสม
กระบวนการส่งเสริมเกษตรต้นแบบ ตามแนวทางปิดทองหลังพระ
สืบสานแนวพระราชดาริ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ เปิดใจเรียนรู้
กระตุ้นให้ลงมือทำ และพัฒนำยกระดับ โดยแต่ละพ้ืนท่ี
ตน้ แบบหรือกลุ่มต่างๆ จะมีวิธีการดาเนินงาน ประสบการณ์ในการ
แก้ไขปญั หาตา่ งๆ หรือส่งิ ที่ไดเ้ รียนรู้แตกต่างกัน
35
กระตุ้นให้ ยกระดับ
ลงมอื ทำ กำรพัฒนำ
เปดิ ใจเรยี นรู้ โดยหลกั พฒั นำ โดยหลกั พัฒนำ
• วางแผน • เสรมิ จุดแขง็
โดยหลักเขำ้ ใจ เขำ้ ถงึ กระดาษ ลดข้อจากดั
• จดุ ประกาย • จูงใจให้ • พฒั นาการผลิต
ลองทา • เชอ่ื มโยงตลาด
• ค้นหา เปิดรับ • เช่ือมโยง
• สร้างความ ภายนอก
ตวั ช่วย
เชอ่ื ม่นั
36
4.1 เปดิ ใจเรยี นรู้
พื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ นักส่งเสริมหรือเจ้าหน้าท่ีมีบทบาท
ในการเร่ิมต้นตั้งแต่การค้นหาเป้าหมาย สร้างแรงจูงใจและขยาย
จานวนผูท้ ส่ี นใจตรงกนั โดยมรี ายละเอยี ดดังน้ี
จดุ ประกำย
การจุดประกายเกิดข้ึนได้จากหลายลักษณะ บางคร้ังอาจเกิดจาก
ความต้องการของเกษตรกรที่สะท้อนจำกกำรพูดคุย แบบไม่เป็น
ทางการในระหว่างการติดตามผลการดาเนินงานหรือปรึกษาหารือ
เรื่องต่างๆ บางคร้ังอาจเป็นข้อเสนอจำกกำรประชุมระดับต่างๆ
หรือได้รับแรงบันดำลใจจำกกรณีตัวอย่ำงที่ประสบความสาเร็จ
จากการศึกษาดูงานหรือการนาเสนอผ่านส่ือ อาทิ โทรทัศน์ คลิป
ออนไลน์ หนังสือพิมพ์ ซ่ึงการจุดประกายอาจเกิดกับคนเพียงคน
เดียวหรือหลายคนพรอ้ มกันได้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงน้ีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนาต้องมีบทบาทใน
การเป็นผู้รับฟังและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชนในชุมชน
และนาความต้องการมาพิจารณาความเป็นไปได้ ในด้านการตลาด
และความเหมาะสมกับภูมิสังคม วัฒนธรรม รวมถึงความถนัดหรือ
ทักษะดงั้ เดิมของประชาชน ซง่ึ บางครงั้ การจุดประกายอาจไม่ได้เกิด
ข้ึนมาจากเกษตรกรหรือประชาชนในชุมชน แต่เกิดจากนโยบำย
ของหน่วยงำนที่เข้ำมำสนับสนุนชุมชน เช่น สานักงานเกษตร
37
อาเภอ สานักงานปศุสัตวอ์ าเภอ, ศนู ยเ์ มล็ดพันธข์ุ า้ ว, อปท. เป็นต้น
ซ่ึงหน่วยงานจะเข้ามาประชาสัมพันธ์และสารวจความต้องการของ
ประชาชน โดยในพื้นท่ีต้นแบบปิดทองหลังพระฯ จะมีเง่ือนไขให้
ประชาชนคืนปัจจัยการผลิตท่ีได้รับการสนับสนุนรวบรวมเป็น
กองทนุ เพื่อเปน็ เงนิ ทุนหมนุ เวยี นในครงั้ ตอ่ ไป
ค้นหำ เปดิ รบั
ผูท้ ี่มศี ักยภาพในการพัฒนาเปน็ เกษตรกรต้นแบบ ไม่จาเป็นต้องเป็น
ผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรมาก่อนแล้วเท่าน้ัน กลุ่มเป้าหมายท่ีจะ
พัฒนาเป็นเกษตรกรต้นแบบ อาจเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอื่นที่มี
ความสนใจเรียนรู้ อยากเปลี่ยนแปลงตนเองในทางที่ดีขึ้น หรือเป็น
เยาวชนท่ีอยู่ในชุมชนก็ได้ ท้ังนี้ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนาต้อง
คอยค้นหำคนที่มีคุณลักษณะของเกษตรกรต้นแบบ ซึ่งมีลักษณะ
ดังนี้
(1) เป็นผู้นาการเปล่ียนแปลงไปสู่เป้าหมายท่ีดีกว่า คล้ายกับผู้
ฝึกสอนนักกีฬาท่ีต้องรับผิดชอบทีมท่ีไม่เคยชนะเลย จึง
ต้องมีการเปล่ียนแปลงเป้าหมาย เพ่ือความเป็นผู้ชนะและ
สร้างแรงบนั ดาลใจให้ลูกทมี เลน่ ใหไ้ ดด้ ีท่ีสุดเพ่ือชยั ชนะ
(2) เป็นคนกล้าและเปิดเผย เป็นคนที่กล้าเส่ียงแต่มีความสุขุม
และมีจุดยืนของตัวเอง กล้าเผชิญกับความจริง กล้า
เปิดเผยความจริง
38
(3) เชอ่ื มนั่ ในผู้อ่นื มกี ารทางานโดยมอบอานาจให้ผู้อนื่ นา โดย
เช่ือมน่ั วา่ ผู้อ่ืนมีความสามารถ
(4) ใช้คุณค่าเป็นแรงผลักดัน โดยจะเป็นคนช้ีนาให้คนอื่น
ตระหนักถึงคุณค่าของเป้าหมาย และสร้างแรงผลักดันใน
การปฏบิ ัตงิ าน เพอ่ื บรรลุเปา้ หมายที่มีคณุ คา่
(5) เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมักจะเป็นคนท่ีจะนึกถึงส่ิงท่ี
ตวั เองเคยทาผดิ พลาด ในฐานะที่เปน็ บทเรียนและพยายาม
เรียนร้สู ่ิงใหมๆ่ เพื่อพัฒนาตวั เองตลอดเวลา
(6) มีความสามารถท่ีจะเผชิญกับความสลับซับซ้อน ความ
คลุมเครือ และความไม่แน่นอน ตลอดจนมีความสามารถ
ในการเผชิญปัญหาทเี่ ปล่ยี นแปลงอย่เู สมอ
(7) เปน็ ผ้มู องการณ์ไกล โดยมคี วามสามารถในการคาดการณ์
ไปขา้ งหน้าทงั้ ในด้านโอกาสและอปุ สรรคที่เกิดขึน้ สามารถ
ท่ีจะทาให้เกดิ ความหวงั และความฝนั ของทีมงานกลายเปน็
จรงิ
นอกจากน้ี เจ้าหน้าท่ีส่งเสริมงานพัฒนาต้องเปิดรับ โดยไม่ปิดกั้น
กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เปิดโอกาสให้กับทุกเพศ ทุกวัยได้แสดงความ
ต้องการในการเรียนรู้ พร้อมท้ังสร้างบรรยากาศที่ง่ายต่อการเข้าถึง
และสร้างความเชอื่ มม่ันที่จะได้รับการสนบั สนนุ
39
สรำ้ งควำมเชื่อมั่น
เจา้ หน้าท่ีส่งเสริมงานพัฒนาควรมีบทบาทในการสร้างความเช่ือม่ัน
ของผู้ที่สนใจ โดยในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ มีการ
ดาเนินงาน ดังน้ี
ศึกษำดูงำน โดยนากลุ่มคนผู้ที่มีความคิดก้าวหน้า กล้า
เปล่ียน หรือ คนที่มีความต้ังใจและมีความต้องการเรียนรู้
หรือเรยี กวา่ “คนหัวไว้ใจสู้” ไปศึกษาดูงานกรณีตัวอย่างท่ี
ประสบความสาเร็จ เพ่ือเรียนรู้วิธีการดาเนินและบทเรียน
จากประสบการณ์ทเ่ี กิดขน้ึ จริง ซ่ึงเป็นการสร้างความเชื่อม
ม่ันและนาความรู้มาปรับใช้ได้ ท้ังนี้ กรณีตัวอย่างที่พาไป
เรยี นรคู้ วรมลี ักษณะ “ภมู ิสังคม” ที่คล้ายกันจะช่วยง่ายต่อ
การมาปรับใช้ นอกจากนี้ ในระหว่างการศึกษาดูงานควร
มอบหมายให้มีผู้ที่ทาหน้าที่คอยซักถามในประเด็นปัญหา
อุปสรรคด้วยทุกคร้งั
ข้อดี ผู้ท่ีไปศึกษาดูงานเกิดแรงบันดาลใจและเรียนรู้จาก
ตวั อย่างท่ปี ระสบความสาเรจ็ นาไปส่กู ารขยายวงผู้ท่สี นใจ
ข้อพึงระวัง การไปดูงานหรือการเห็นตัวอย่างท่ีประสบ
ความสาเร็จ อาจทาให้ชาวบ้านมีฝันหรือต้ังความหวังโดย
ไม่ได้เรียนรู้ความล้มเหลวท่ีผ่านมาแล้วของกรณีตัวอย่าง
ดงั นน้ั ควรมีกระบวนการซักถามให้เกิดการเรียนรู้ถึงปัญหา
อปุ สรรคทอ่ี าจเกิดข้นึ
40
ทดลองทำจริง เพ่ือให้เกิดตัวอย่างท่ีเป็นรูปธรรมในพ้ืนที่
และง่ายต่อการชักชวนผู้ท่ีสนใจ ซึ่งในการทดลองทาจริง
อาจทาได้ 2 ลักษณะ คือ ทดลองจริงโดยชาวบ้านในพ้ืนที่
ที่สนใจ หรือทดลองจริงโดยอาสาสมัครพัฒนาหมู่บ้าน ซึ่ง
ส่วนใหญ่โครงการปิดทองฯ จะสนับสนุนทุนในการทดลอง
ทา
ข้อดี ทาให้ทราบว่ามีความเหมาะสมกับพื้นที่หรือไม่ และ
จะเกิดปญั หาอุปสรรคอย่างไรเมือ่ นามาปฏิบัติในพื้นท่ี เพื่อ
เป็นข้อมูลประกอบการให้คาแนะนาในการขยายวงและ
รวมกลุ่ม
ข้อพึงระวัง ต้องมีการจดบันทึกปัญหาอุปสรรคท่ีเกิดขึ้น
จากการทดลองทา เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการให้คาแนะนาใน
การขยายวงและรวมกลุ่ม
ประชุมผู้ที่สนใจ ประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ที่สนใจที่มี
ความต้องการตรงกัน เพื่อหารือและกาหนดแนวทางการ
รวมกลุ่ม รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อดี ข้อเสีย รวมถึงโอกาสท่ี
จะได้รับจากการรวมกลุ่มเปรียบเทียบกับการต่างคนต่าง
ทา
41
ขอ้ ดีของการรวมกลุ่ม
- ไม่ต้องมีเงินลงทุนก็สามารถเลยี้ งได้ มีเงินสนับสนุนใน
การซ้ือพันธุ์และวัสดุอุปกรณ์ในการทาบ่อ(เลี้ยงกบ)
จะไดพ้ นั ธุท์ ่ดี ีอัตราการรอดสงู ราคาถกู
- มีเจ้าหน้าท่ีหรือกรรมการคอยติดตามให้คาปรึกษา
ตลอด
- ไดร้ ับการช่วยเหลือบางสว่ นกรณไี ม่ได้ผลผลิต
- ได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้
และช่วยเหลอื กันในกลมุ่
ขอ้ จากัดของการรวมกลุ่ม
- ใช้เวลามาก เน่ืองจากคณะกรรมการต้องสอบถาม
สมาชกิ ทุกคน และทาการรวบรวมข้อมลู
- ต้องรอตามลาดบั กอ่ นหลงั
ประเด็นสาคัญท่ีต้องคานึงถึง คือ ในการให้การสนับสนุนเพ่ือจูงใจ
จะต้องไม่มากเกินไป หรือให้การสนับสนุนทั้งหมด ควรจูงใจใน
ลักษณะการชว่ ยเหลือบางส่วนหรือแบ่งการช่วยเหลือเป็นหลายคร้ัง
และไม่ควรเป็นการให้เปล่า เพื่อแสดงให้เห็นถึงความต้ังใจและเกิด
สานึกความเปน็ เจา้ ของของสมาชิก
42
4.2 กระตนุ้ ให้ลงมือทำ
เจ้าหน้าท่ีส่งเสริมงานพัฒนาจะมีบทบาทในการสนับสนุนและ
ผลักดันให้เกษตรกรสามารถดาเนินกิจกรรมได้ต่อเนื่อง และมี
ความก้าวหน้าการดาเนินงานเป็นลาดับ ซึ่งมีการดาเนินงาน 3
ข้นั ตอน โดยมีรายละเอยี ดดงั นี้
วำงแผนบนกระดำษ
ก่อนกระตุ้นให้เกษตรกรได้ลงมือทา เจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนา
ต้องมีความเช่ือมมั่นว่าจะประส บผลสาเร็ จก่อนท่ีจะนาไป ชักจู ง
เกษตรกร จึงต้องนาเทคนิคการวางแผนกระดาษมาวิเคราะห์
กิจกรรมท่ีจะส่งเสริม ซ่ึงการวางแผนกระดาษเป็นวิธีการคิดอย่าง
รอบด้านก่อนจะลงทุนในกิจกรรมการเกษตรนั้นๆ ก่อนจะไป
เพาะปลูกจริง “จะปลูกอะไร หรือจะเลี้ยงอะไร ขอให้ปลูก/เล้ียง
บนกระดำษก่อนทำจริงจะได้รู้ว่ำคุ้มทุน ขำดทุนหรือกำไร” โดย
แผนกระดาษ มีองค์ประกอบท่ีสาคัญ ดังนี้
(1) แผนกระดาษ โดยเริ่มจากการคานวณผลผลิตที่คาดว่าจะ
เหลือจากการบรโิ ภค เพ่อื นามาขายในตลาดทกุ ระดับ
(2) แผนการผลิต เป็นแผนเชิงเทคนิค วางแผนตั้งแต่ปริมาณ
ต้นทุนการเกษตร ประมง ปศุสัตว์, จานวนแรงงานท่ี
สัมพันธ์กับชนิดพืชท่ีปลูก, การติดตามแปลงเพื่อวาง
แผนการปลกู พืช ฯลฯ
43
(3) แผนความคุ้มคา่ โดยการคานวณต้นทนุ การเพาะปลูกต่อไร่
ปริมาณผลผลิตที่จะได้ต่อไร่สูงสุดต่าสุดและค่าเฉลี่ย ราคา
ต่อกิโลกรัม การคานวณรายได้ท่ีคาดว่าจะได้รับ ลบกับ
ตน้ ทุน เพอ่ื ประเมนิ กาไร และความคุ้มทนุ
จากนั้นวิเคราะห์เงื่อนไขท่ีสาคัญที่จะมีผลต่อความสาเร็จของการ
วางแผน ดงั นี้
(1) แรงงาน ที่เหมาะสมในการทางานส่งเสริมอาชีพ เช่น พริก
1 งาน ใชแ้ รงงาน 1 คน จะเกิดความเสยี หายน้อยสดุ
(2) ตลาด การนาราคาผลผลิตในแต่ละช่วงเป็นตัวนาในการ
วางแผนการผลิต
(3) กาไร จะคิดต้นทุนท่ีสูงสุดลบกับรายได้น้อยท่ีสุด หาก
ผลลัพธ์ได้ผลกาไร แสดงว่า กิจกรรมควรส่งเสริม เพราะ
เกษตรกรมคี วามเส่ียงน้อย
เม่ือวิเคราะห์อย่างรอบด้านแล้วจึงแนะนากิจกรมการการเกษตร
นัน้ ๆ ให้เกษตรกรได้ลงมอื ทาในพน้ื ท่ขี องตน
จงู ใจให้ลองทำ
หลังจากการให้ความรู้สร้างความเชื่อม่ันควรมีกระบวนการจูงใจให้
เกดิ การลงมอื ทาจรงิ ในพ้ืนท่ีของเกษตรกร ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมงาน
พัฒนาสามารถดาเนนิ การได้หลายรูปแบบ ทง้ั จากการให้คำปรึกษำ
รำยบุคคล ซึ่งเป็นช่องทางให้รับข้อมูลแบบไม่เป็นทางการ ซ่ึงการ
44
กระต้นุ และตดิ ตามของเจ้าหนา้ ท่ีส่งเสริมงานพฒั นาเป็นกลไกสาคัญ
ทีเ่ กิดขนึ้ ในการดาเนินงานในพ้นื ทต่ี น้ แบบปดิ ทองหลงั พระฯ ซ่ึงช่วย
ให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจ เน่ืองจากส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์
ขาดความรู้ท่ีจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการทาการเกษตร จึงยัง
ตอ้ งกำรพีเ่ ลี้ยงทค่ี อยให้คำปรึกษำอย่างใกล้ชดิ
นอกจากน้ี เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาจเช่ือมโยง
หน่วยงานต่างๆ มาให้การสนับสนุนเกษตรกรเบื้องต้นเพ่ือลด
ควำมเส่ียง ในการลงทุนเบ้ืองต้น เน่ืองจากส่วนใหญ่จะมีความ
กังวลไม่กล้าเส่ียง ดังนั้นในระยะแรกหากมีการสนับสนุนเพ่ือลด
ความเส่ยี งกจ็ ะช่วยให้การตดั สินใจลงมอื ทาในพืน้ ที่ได้
ข้อดี ช่วยจูงใจให้เกิดการจากเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
เน่ืองจากในระยะแรกเกษตรกรอาจไม่มีความชานาญและ
อาจเกิดความเสียหายได้
ข้อพึงระวัง การสนับสนุนไม่ควรให้ท้ังหมดแบบให้เปล่า
เพื่อไม่ให้เกิดกรณีหวังพึ่งการสนับสนุนที่มากเกินไป โดย
ขาดความตั้งใจจรงิ ที่จะรวมกลุ่ม นอกจากนนี้ต้องพิจารณา
ความพร้อมและศักยภาพท่ีจะทาได้จริงด้วย เพราะหากรับ
สมาชิกที่ไม่มีความพร้อมและต้ังใจจริงจะส่งผลต่อการ
ดาเนินงานของกลุ่มในระยะต่อไป
45
เชอ่ื มโยงตัวช่วย
เ จ้ า ห น้ า ที่ ส่ ง เ ส ริ ม ง า น พั ฒ น า ต้ อ ง มี บ ท บ า ท ใ น ก า ร ค้ น ห า แ ล ะ
ประสานงานหำตัวช่วยเกษตรกรในกรณีที่เจ้าหน้าท่ีส่งเสริมงาน
พัฒนาไมม่ ีศกั ยภาพเพียงพอ ซง่ึ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 กลมุ่ ได้แก่ ตัวช่วยใน
ด้านเงินทุนและอุปกรณ์ในการดาเนินงาน และตัวช่วยในด้าน
ความร้แู ละการพัฒนาศักยภาพ
จากตัวอยา่ งการดาเนินงานในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ กรณี
นำยวันนบ ขอสุข เกษตรกรตำบลแก่นมะกรูด จ.อุทัยธำนี
เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซ่ึงพ้ืนท่ีมีปัญหาขาดแคลนน้า
บ่อยคร้ัง ได้เข้ามาหารือกับเจ้าหน้าท่ีส่งเสริมงานพัฒนาว่าต้องการ
ไปเรียนรู้เรื่อง “โคกหนองนาโมเดล” ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ
จ.สระบุรี และเมื่อไปเรียนรู้กลับมาแล้วได้นาความรู้มาปรับพ้ืนท่ี
ตนเองตามแนวทางของโคกหนองนาโมเดล โดยมีเจ้าหน้าท่ีส่งเสริม
งานพัฒนาประสานงานกับหน่วยงานภายนอกมาช่วยสนับสนุนการ
ขุดหนองน้าและคลองไส้ไก่ จากน้ันก็เปลี่ยนการปลูกพืชจาก
เชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกไม้ผลผสมผสาน และขยายผลไปยังเพ่ือน
บ้านท่ีสนใจมาเรียนรู้
46
4.3 ยกระดบั กำรพฒั นำ
การยกระดบั เกษตรกรใหส้ ามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ต้องอาศัย
การสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกเพื่อเสริมจุดแข็งและลด
ข้อจากัด พัฒนาคุณภาพการผลิตและบริการให้ตรงกับความ
ต้องการของตลาดในวงกว้าง ซ่ึงต้องมีการเช่ือมกับตลาดภายนอก
อย่างหลกี เลี่ยงไมไ่ ด้
ใ น ร ะ ย ะ แ ร ก เ จ้ า ห น้ า ที่ ส่ ง เ ส ริ ม ง า น พั ฒ น า ค ว ร มี บ ท บ า ท เ ป็ น
ผู้ประสานและเช่ือมโยงกับตลาดและหน่วยงานต่างๆ ให้กับกลุ่ม
โดยมีลักษณะเป็นการ “พำทำ” หรือร่วมดาเนินการไปพร้อมกัน
เมื่อถึงระยะหน่ึงเกษตรกรต้องสามารถพัฒนาตนเองและเชื่อมต่อ
กันตลาดไดเ้ อง
เสรมิ จดุ แขง็ ลดขอ้ จำกดั
หลังจากเกษตรกรได้ดาเนินกิจกรรมมาระยะเวลาหน่ึง เร่ิมมี
ประสบการณ์จริงจากการดาเนินการผลิต จากการแก้ไขปัญหาที่
เกิดข้ึนต่างๆ จนมีความเชี่ยวชาญและได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพได้
อย่างต่อเน่ืองแล้ว เจ้าหน้าท่ีส่งเสริมงานพัฒนาจะมีบทบาการ
ก ร ะ ตุ้ น ใ ห้ เ ก ษ ต ร ก ร น า จุ ด แ ข็ ง ม า พั ฒ น า ต่ อ ย อ ด ใ ห้ เ ห็ น เ ป็ น
เอกลกั ษณท์ ชี่ ดั เจน เพอื่ เตรยี มพรอ้ มสู่การแข่งขันในตลาดภายนอก
ชุมชนที่มีการแข่งขันสูง นอกจากนี้ ยังต้องกระตุ้นให้เกษตรกรหา
แนวทางเพ่ือพัฒนาลดข้อกาจัดการดาเนินงานในด้านต่างๆ เพ่ือให้
47
เกิดการพัฒนายกระดับการผลิตให้ไปสู่ตลาดภายนอกได้ ซึ่งต้อง
อาศัยหน่วยงานภายนอกมาช่วยสนับสนนุ
การเสริมจุดแข็งที่สาคัญ คือ การค้นหาเอกลักษณ์ของผลผลิต ซ่ึง
อาจเป็นกระบวนการผลิตท่ีลดการใช้สารเคมี เป็นผลผลิตจาก
เกษตรกรทม่ี กี จิ กรรมการอนุรักษป์ ่าไมข้ องชุมชน เป็นตน้
ส่วนการลดข้อจากัดที่สาคัญ คือ การลดต้นทุนการผลิตเพ่ือให้
แข่งขนั ได้ การวเิ คราะหต์ ลาดและทาแผนธุรกิจท่ีมักเป็นจุดอ่อนท้ัง
ของเกษตรกรและเจา้ หน้าท่ีส่งเสริมงานพัฒนา จึงมักต้องการความ
ช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอกหรือผมู้ ีประสบการณ์ แต่อย่างไรก็
ตาม หากต้องทากันเอง ก็ให้เริ่มวิเคราะห์ตลาดภายในชุมชน ใน
ท้องถนิ่ และในจังหวัด หรือตลาดใกล้ตัวกันก่อน เพ่ือให้รู้ชัดเจนว่า
ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร แล้วจะผลิตอะไรแบบไหนจึงจะตรง
ความตอ้ งการของลูกค้า ผลิตจานวนเท่าไรท่ีตลาดต้องการและกลุ่ม
สามารถทาได้ รวมท้ังต้องต้องมีการคิดกาไรต้นทุน และดูว่าสินค้า
ค่แู ข่งกันเราเปน็ ใครดว้ ย
นอกจากน้ี อาจพิจาณากระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรเพ่ือ
เพ่ิมอานาจการต่อรอง เปน็ ต้น
48