กล้ามเนื้ อของหลัง
(Muscle of back)
-Trapezius
ทำหน้าที่ รั้งสะบักมาข้างหลัง
ยกไหล่ขึ้นบน รั้งศี รษะไปข้าง
หลัง
-Latissimus dorsi
ทำหน้าที่ ดึงแขนลงมาข้างล่าง
ไปข้างหลังและเข้าข้างใน
- Elector spinae
ทำหน้าที่ ดึงกระดูกสันหลังให้
ตั้งตรง
48
กล้ามเนื้ อของทรวงอกด้านหน้ า
(The muscle of Chest)
-Pectoralis Major
ทำหน้าที่ หุบ งอ และหมุนต้น
แขนเข้าข้างในมาข้างหน้ า
-Pectoralis minor
ทำหน้าที่ ดึงไหล่ลง หมุนสะบัก
ลงข้างล่าง
-Serratus anterior
ทำหน้าที่ ยึดสะบักให้อยู่กับที่
ดึงสะบักไปข้างหน้ าและข้างๆ
กล้ามเนื้ อที่ช่วยในการหายใจ
(The muscle of Respiration)
Diaphragm -Diaphragm
ทำหน้าที่ ทำให้ช่องออกขยายโตขึ้น
Intercostal และช่วยดันปอดให้ลมออกมา
-External intercostal
หน้าที่ ยกซี่โครงขึ้นทำให้ช่อง
ออกขยายใหญ่ขึ้ น
-Internal Intercostal
ทำหน้าที่ ทำให้ช่องอกลดลง
49
กล้ามเนื้ อของท้อง
(The muscle of Abdomen)
เป็นกล้ามเนื้ อที่ประกอบเป็นผนั งข้างหน้ าและข้างๆ
ของท้อง ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 4 มัดคือ
-Rectus abdominis
-External oblique
-Internal oblique
-Transverse abdominis
-Transverse abdominis -Rectus abdominis (มัดตรง)
ทำหน้าที่ ช่วยกดอวัยวะในช่อง ทำหน้าที่ เมื่อหดตัวจะกดอวัยวะ
ท้อง ช่วยในการหายใจออก ช่วย ต่างๆในช่องท้อง เพิ่ม pressure
ป้องกันอวัยวะภายในให้ไม่เคลื่อนที่ ในช่องท้อง ช่วยในการคลอดบุตร
ช่วยงอและหมุนกระดูกสั นหลัง ถ่ายปัสสาวะ อาเจียน
-External oblique(มัดนอก)
ทำหน้าที่ ช่วยกดอวัยวะในช่องท้อง
ช่วยในการหายใจออก ช่วยป้องกัน
อวัยวะภายในให้ไม่เคลื่อนที่ ช่วยงอ
และหมุนกระดูกสั นหลัง
-Internal obligue
ทำหน้าที่ ช่วยกดอวัยวะในช่องท้อง
ช่วยในการหายใจออก ช่วยป้องกัน
อวัยวะภายในให้ไม่เคลื่อนที่ ช่วยงอ
และหมุนกระดูกสั นหลัง
50
กล้ามเนื้อท้องที่ประกอบเป็นผนังด้านหลังของท้อง ประกอบ
ด้วยกล้ามเนื้อ 3 กลุ่ม คือ
-Psoas muscle
-Iliacus muscle
-Quadratus lumborum
-Psoas major
ทำหน้าที่ งอต้นขา หุบและหมุนเข้าข้างใน
-Psoas minor
ทำหน้าที่ งอต้นขา หุบและหมุนเข้าข้างใน
-Iiiacus muscle
ทำหน้าที่ งอต้นขา หุบและหมุนเข้าข้างใน
-Quadratus lumborum
ทำหน้าที่ ช่วยในการหายใจ
เข้า(inspiration)โดยพยุงให้มุมอกของ
Diaphragmมั่นคงและงอกระดูกสั นหลัง
ไปข้างๆ เหยียดกระดูกสันหลัง
51
กล้ามเนื้ อของแขน
(The muscle of Upper extremities)
กล้ามเนื้อไหล่ (Muscle of shoulder)
-Deltoid
ทำหน้าที่ กางต้นแขนขึ้นมาเป็นมุมฉาก
-Supraspinatus
ทำหน้าที่ พยุงข้อไหล่ หุบแขนและ
หมุนต้นแขนไปข้างๆ
-Infraspinatous
ทำหน้าที่ พยุงข้อไหล่ หุบแขนและ
หมุนต้นแขนไปข้างๆ
-Teres minor
ทำหน้าที่ พยุงข้อไหล่ หุบแขนและ
หมุนต้นแขนไปข้างๆ
-Teres major
ทำหน้าที่ หุบแขนและหมุนต้นแขน
เข้าข้างใน
-Subscapularis
ทำหน้าที่ หมุนต้นแขนเข้าข้างในและ
พยุงหัวไหล่
52
กล้ามต้นแขน (Muscle of the Arm)
-Brachialis
ทำหน้าที่ งอปลายแขน
-Coracobrachialis
ทำหน้าที่ งอและหุบแขน ช่วย
ให้หัวของกระดูก Humerus อยู่
ใน glenoid Cavity
-Bicep Brachii
ทำหน้าที่ งอข้อศอกและหงายมือ
-Tricep Brachii
ทำหน้ าที่เหยียดและหุบแขน
53
กล้ามปลายแขนด้านหน้า (Volar group)
-Pronator teres
ทำหน้าที่ คว่ำมือและงอแขนท่อน
ล่าง
-Flexor Carpi Ulnaris
ทำหน้าที่ คว่ำแขนท่อนล่าง
งอและหุบมือ
-Flexor Carpi radialis
ทำหน้าที่ งอและคว่ำแขนท่อนล่าง
-Flexor Digitorum Profundus
หน้าที่ งอมือและงอปลายนิ้ ว
54
กล้ามปลายแขนด้านหลัง (Dorsal group)
-Brachioradialis
ทำหน้าที่ งอปลายแขนและหงายมือ
-Extensor Carpi radialis brevis
ทำหน้าที่ เหยียดแขนท่อนล่าง เหยียดและกางข้อมือ
-Extensor Carpi Ulnaris
ทำหน้าที่ เหยียดและกางข้อมือ
-Extensor digitorum muscle
ทำหน้าที่ เหยียดนิ้ วมือและข้อมือ
55
กล้ามเนื้ อของมือ
(The muscle of Hand)
กล้ามเนื้ อมือเป็นกล้ามเนื้ อสั้ นๆทำหน้ าที่
ในการเคลื่อนไหวนิ้ วหัวแม่มือ และนิ้ ว
อื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีกล้ามเนื้อมัดเล็กๆอีก
จำนวนมาก ได้แก่ thenar eminence เป็น
กล้ามเนื้ อที่อยู่ทางหัวแม่มือ
hypothenar eminence เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่
ทางด้านนิ้ วก้อย และ Interosseous
muscle ซึ่งมีทั้งหมดแปดมัด อยู่ระหว่าง
กระดูกหลังมือ ทำให้นิ้ วแยกออกจากกัน
56
กล้ามเนื้ อขา
(Lower Extremities)
ประกอบด้วย 4 กลุ่ม
1.กล้ามเนื้อบริเวณสะโพก (muscles of the gluteal region)
2 กล้ามเนื้อต้นขา (muscles of the thigh)
3 กล้ามเนื้อปลายขา (muscles of the leg)
4 กล้ามเนื้อเท้า (muscles of the foot)
กล้ามเนื้อบริเวณสะโพก(Gluteal region)
-Gluteus Maximus 57
ทำหน้าที่ เหยียดและกางต้นขา
- Gluteus medius
ทำหน้าที่ กางต้นขา
- Gluteus minimums
ทำหน้าที่ หมุนต้นขาเข้าข้างใน
กล้ามเนื้อของต้นขา(The muscle of Thigh)
-กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ
ที่เรียกว่า Quadricep femoris ทำหน้าที่เหยียดปลายขา
มี 4 มัด คือ
Rectus femoris
Vastus laeralis
Vastus medialis
Vastus Intermedius
- Vastus medialis
ทำหน้าที่ เหยียดปลายขา
และงอต้นขา
- Vastus intermedialis
ทำหน้าที่ เหยียดปลายขา
และงอต้นขา
58
กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อมัด
ใหญ่ๆ ที่เรียกว่า Hamstring muscle ทำหน้าที่งอปลายขา
มี 3 มัด คือ
Biceps femoris
Semitendinosus
Semimembranous
-Biceps femoris
ทำหน้าที่ งอปลายขา เหยียดต้นขา
-Simimembranous
ทำหน้าที่ งอปลายขา หมุนปลายขา
เข้าข้างใน
59
กล้ามเนื้ อของปลายขาด้านหน้ า
-Tibialis anterior
ทำหน้าที่ งอหลังเท้า เหยียด
-Extensor digitorum longus
ทำหน้าที่ งอเท้า เหยียดนิ้ วเท้า
หันเท้าออกข้างนอกนิ้ วเท้า
หมุนฝ่าเท้าเข้าข้างใน
-Peroneus longus
ทำหน้าที่ เหยียดเท้า กางและ
หมุนเท้าออกข้างนอก
-Peroneus brevis
ทำหน้าที่ เหยียดเท้า หมุนเท้า
ออกข้างนอก
60
กล้ามเนื้ อของปลายขาด้านหลัง
-Gastrocnemius มี 2 หัว
ทำหน้าที่ เหยียดข้อเท้างอปลายขา
-Soleus
ทำหน้าที่ เหยียดข้อเท้า
กล้ามเนื้ อของเท้า
(The Muscles of foo)
เป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กๆสั้นๆ เหมือน
กันที่มือ อยู่หลังเท้าและฝ่าเท้า
หน้าที่สำคัญคือ ช่วยยึดเท้าให้
เป็นอุ้งเท้า (Arch)
61
ระบบย่อยอาหาร
DIGESTIVE SYSTEM
ระบบย่อยอาหาร (Digestive System)
อวัยวะในระบบระบบย่อยอาหารประกอบด้วย
>ท่อทางเดินอาหาร
(Alimentary Canal or Digestive)
>อวัยวะที่ช่วยในการย่อย
(Accessory digestive organs)
63
ท่อทางเดินอาหาร
(Alimentary Canal or Digestive)
มีลักษณะเป็นท่อยาว ประกอบด้วย
ปาก (Mouth or Oral Cavity)
หลอดคอ (Pharynx)
หลอดอาหาร (Esophagus)
กระเพาะอาหาร(Stomach)
ลำไส้เล็ก(Small intestine)
ลำไส้ใหญ่(Large intestine)
ทวารหนัก (Rectum)
ท่อทวารหนัก (Anal Canal)
อวัยวะที่ช่วยในการย่อย
(Accessory digestive organs)
ประกอบด้วย
ลิ้น (Tongue)
ฟัน (Teeth)
ต่อมน้ำลาย (Salivary glands)
ตับอ่อน (Pancreas)
ตับ (liver)
ถุงน้ำดี (Gallbladder)
64
หน้ าที่ของระบบย่อยอาหาร
1. ผลักดันอาหารให้เคลื่อนที่
2. สร้างเอนไซม์และน้ำหล่อลื่น
3. ย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหาร
4. ดูดซึมน้ำและอิเล็คโทรไลท์
5. กำจัดของเสียหรือสารพิษ
ระบบย่อยอาหาร
ปาก
ขบเคี้ยวและคลุกเคล้าอาหารกับน้ำลาย
กระเพาะอาหาร
ย่อยอาหารและเปลี่ยนแปลงส่ วนประกอบที่
ซับซ้อนให้เป็นของที่ง่าย
ลำไส้ เล็ก
ดูดซึมไปเลี้ยงส่ วนต่างๆของร่างกาย
ลำไส้ ใหญ่
ดูดซึมน้ำและเกลือแร่
ทวารหนั ก
ขับถ่ายเศษอาหารหรือกากอาหารออกจากร่างกาย
65
โครงสร้างท่อทางเดินอาหาร
มีเยื่อบุ 4 ชั้นเรียงจากชั้นในออกไปสู่ชั้นนอก
▪ Mucosa ที่อยู่ของต่อมต่างๆที่ขับน้ำย่อย
▪ Submucosa ทำด้วย Areolar tissue
▪เป็นที่อยู่ของเส้นเลือด เส้นประสาทและหลอดน้ำเหลือง
Muscularis กล้ามเนื้อเรียงทับกันสองชั้น
ชั้นในเซลล์เรียงเป็นวงกลมโดยรอบ (Circular fold)
▪ชั้นนอกเซลล์เรียงทอดตามแนวยาว (Longitudinal)
Serosa หรือ Adventitia
Fibrous coat และใต้กระบังลมคือ Peritoneum
66
ช่องปาก(Oral cavity)
ช่องปาก คือ ช่องว่างด้านในของริมฝีปาก ประกอบด้วย
ริมฝีปาก (Lips)
ริมฝีปากบนและล่างอยู่รอบๆช่องปาก
กล้ามเนื้อเรียบ Orbicularis oris และ Buccinator
ด้านในเป็น Mucous membrane
พื้นด้านหน้ าและด้านข้างประกอบด้วยริมฝีปากและแก้ม
พื้นด้านบนประกอบด้วยเพดานอ่อนและเพดานแข็ง
พื้นด้านล่างประกอบด้วยลิ้น
Vestibule ด้านนอกฟัน
Oral cavity proper ด้านในฟัน
67
ลิ้น (Tongue)
เป็นอวัยวะรับรส ช่วยเคี้ยว พูด กลืน
ประกอบด้วยกล้ามเนื้อลาย เรียงตัว 3 แนว ตั้ง นอน เฉียง
ด้านบนเป็น Mucous membrane และ Receptor
ที่รับรสต่างๆเรียกว่า Taste bud
ด้านบนมีปุ่มมากมายเรียกว่า Lingual papillae
ใต้ลิ้นมี lingual frenulum ยึดใต้โคนลิ้นให้ติดกับเพดานปาก
ลิ้นมีปุ่มรับรส เรียกว่า Taste
Bud อยู่ 4 ตำแหน่ง
รสหวาน อยู่บริเวณปลายลิ้น
รสเค็ม อยู่บริเวณปลายลิ้น
และข้างลิ้น
รสเปรี้ยว อยู่บริเวณข้างลิ้น
รสขม อยู่บริเวณโคนลิ้นข
องเหลวจากอาหารจะจะซึม
ผ่าน
68
ต่อมน้ำลาย (Salivary gland)
มี 3 คู่
ต่อมน้ำลายใต้หู (Parotid gland) ใหญ่ที่สุด มีท่อเรียกว่า
Stensen’s duct สร้างน้ำลายชนิดใสเพียงอย่างเดียวประมาณ 25%
ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (submandibular gland) มีท่อเรียกว่า
Wharton’s duct สร้างน้ำลายทั้งชนิดเหนียวและใสประมาณ 70%
ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual gland) สร้างน้ำลายชนิดใสและ
เหนียวประมาณ 5%
หน้าที่ของต่อมน้้ าลาย
ย่อย CHO ให้เป็น Disaccharides โดยน้ำย่อย Salivary
amylase
ช่วยให้อวัยวะในปากชุ่มชื่น และช่วยในการพูด
Mucin เคลือบก้อนอาหารให้กลืนง่าย และเคลือบกระเพาะ
และลำไส้
ป้องกันฟันผุ
69
ฟัน (Teeth)
ฝังอยู่บริเวณ Alveolar process ของกระดูกขากรรไกรบน
และล่าง
ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหาร ช่วยออกเสียงพูด ทำให้แก้มคงรูป
ส่ วนประกอบของฟัน
รากฟัน (Root)
ตัวฟัน (Crown)
คอฟัน (Neck)
ส่ วนประกอบภายในฟัน
เคลือบฟัน (Enamel)
เนื้อฟัน (Dentine)
โพรงฟัน (Pulp Cavity)
Cement
ฟันแท้(Permanent teeth)มีจำนวน 32 ซี่ดังนี้
ฟันตัด (Incisor)
ฟันสำหรับกัด มี 8 ซี่อยู่ทางด้านหน้าสุด
ฟันเขี้ยว (Canines)
ฟันสำหรับฉีก มี 4 ซี่ลักษณะแหลม
ฟันเคี้ยว (Premolar)
ฟันส าหรับขบเคี้ยว มี 8 ซี่
ฟันกราม (Molar)
ฟันสำหรับเคี้ยวหรือบด มี 12 ซี่ อยู่ข้าง
ในสุดใหญ่และแข็งแรงสุด
70
คอหอย (pharynx)
แบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้ หน้ าที่ของคอหอย
Nasopharynx
ช่วยในการทำให้เกิดเสี ยง
หลังช่องจมูกถึงเพดานอ่อน เป็นทางผ่านของอาหารจาก
Oropharynx ปากไปสู่หลอดอาหาร เมื่อ
กลืนอาหารกล้ามเนื้ อคอหอย
เพดานอ่อนถึงกระดูกโคน จะดึงกล่องเสียงขึ้น และ
ลิ้น (Hyoid bone) ขยายออกเพื่อรับอาหารหลัง
จากนั้ นกล้ามเนื้ อคอหอยจะ
Laryngopharynx หย่อนตัวทำให้อาหารเคลื่อน
กระดูกโคนลิ้นถึงขอบล่าง ลงสู่ หลอดอาหาร
ของกระดูก Cricoid
71
หลอดอาหาร (Esophagus)
เป็นท่อประกอบด้วยกล้ามเนื้ อยาว
ประมาณ 10 นิ้ ว ต่อจาก Pharynx
วางตัวอยู่หลังหลอดลม(Trachea) และ
หน้ าต่อกระดูกสั นหลัง
ต่อมาจากส่ วนปลายของ
laryngopharynxเข้าสู่ช่องอก (Thorasic
cavity)
ลอดผ่านกระบังลมเข้าสู่ กระเพาะอาหาร
ซึ่งอยู่ในช่องท้อง (Abdominal Cavity)
หน้ าที่ของหลอดอาหาร
รับอาหารจากหลอดคอ
เพื่อลงไปสู่ กระเพาะอาหาร
โดยการบีบรัดตัวของผนั ง
กล้ามเนื้ อหลอดอาหารเรียกว่า
Peristalsis movement
สร้างสารเมือกหล่อลื่น
อาหารให้เคลื่อนที่
72
กระเพาะอาหาร(Stomach)
หน้ าที่กระเพาะอาหาร
1. เป็นที่พักและกักเก็บอาหารก่อนส่งเข้าลำไส้
2. สร้างและหลั่งน้ำย่อย ซึ่งประกอบด้วย กรดเกลือ สารเมือกและ
น้ำย่อย Pepsin Renin Lipase
3. ทำหน้าที่คลุกเคล้าอาหารให้ผสมกับน้ำย่อย โดยการหดรัดตัวของ
กล้ามเนื้อที่ผนังกระเพาะ เป็นผลให้อาหารอยู่ในรูปกึ่งแข็งกึ่งเหลว
กระเพาะอาหารแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ
1. Cardia เป็นส่วนที่อยู่รอบรูเปิดของหลอดอาหาร
2. Fundus เป็นส่วนกระพุ้งกลมที่อยู่ทางซ้ายเหนือส่วนต่อ cardia
3. Body เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดอยู่ตรงส่วนกลางของกระเพาะอาหาร
4. Pylorus เป็นส่วนที่แคบที่สุดอยู่บริเวณปลายล่างกระเพาะอาหาร
ติดต่อกับลำไส้เล็กส่วน duodenum
ช่องเปิดของกระเพาะอาหาร
Cardiac Opening ต่อกับ Esophagus
Pyloric Opening ต่อกับ Duodenum
ช่องเปิดทั้งบนและล่างจะมีกล้ามเนื้ อรู ปวงแหวนโดยรอบ
เรียกว่า Sphincter
73
ภายนอกกระเพาะอาหารมีของโค้ง 2 ข้าง
1.Lesser curvature อยู่ด้านขวามีเยื่อบุช่อง
ท้องหุ้ม เรียกว่า Lesseromentum
แผ่ยึดระหว่างกระเพาะอาหารกับขั้วของตับ
2.Greater curvature อยู่ทางด้านซ้ายมีแผ่น
เยื่อบุช่องท้องแผ่ลงไปคลุมลำไส้ เล็กและ
ลำไส้ใหญ่ เรียกว่าGreater omentum
ผนั งของกระเพาะอาหาร
ผนังประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 4 ชั้น
1. Serosa : ชั้นนอกสุดเนื้อเยื่อยึดต่อ ที่มีเนื้อเยื่อบุคลุมทับ
2. Muscularis : กล้ามเนื้อเรียบ 3 ชั้นช่วยในการหดตัวของ
กระเพาะอาหาร
1. ชั้นนอกสุดเรียงตัวตามยาว (longitudinal)
2. ชั้นกลางเรียงตัวตามขวาง (Circular)
3. ชั้นในเรียงตัวเป็นแนวเฉียง (Oblique)บริเวณ Pylorus
กล้ามเนื้ อชั้นกลางจะหนาตัวขึ้ นทำหน้ าที่เป็นหูรู ดกระเพาะ
อาหาร(Pyloric sphincter)
3. Submucosa : เนื้อเยื่อยึดต่อที่บรรจุหลอดเลือด เส้นประสาท
และ หลอดน้ำเหลือง
4. Mucosa : หนาที่สุดปกคลุมด้วย Surface epithelium เป็น
Simple columnar epithelium ขณะกระเพาะอาหารบีบตัว
mucosa จะยกตัวเป็นสันขึ้น เรียกว่า rugae ระหว่าง rugae
จะมีร่องหวำเข้าไปใน Mucosa เรียกว่า Gastric pit ภายในมี
Gastric Gland มาเปิดออก
74
ลำไส้เล็ก(Small intestine)
ลำไส้เล็ก (Small intestine) เริ่มจาก pyloric sphincter ลงมา
และขดอยู่ในส่วนล่างกลางช่องท้อง และไปต่อกับลำไส้ใหญ่ ซึ่ง
ลำไส้ใหญ่จะวางตัวในลักษณะคล้ายกรอบรูป และมีลำไส้เล็กขด
เป็นภาพที่อยู่ในกรอบรูป มีความยาวประมาณ 5-6 เมตร เส้น
ผ่านศูนย์กลาง 2.5 ซม.
หน้ าที่ล้าไส้ เล็ก
หลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร (Digestive function)
Peptidase Lactase Sucrase Maltase Intestinal lipase
การเคลื่อนไหว (Intestinal motility)
Segmental contraction เคลื่อนไหวหดตัวเพื่อคลุกเคล้า
อาหารกับน้ำย่อยช่วยให้ดูดซึมให้ดีขึ้ น
Pendular movement การหดตัวแบบวงแหวนเพื่อเคลื่อนตัว
ไปข้างหน้ าและถอยหลังกลับ
Peritalsis movement การเคลื่อนแบบลูกคลื่น ช่วยผลักไล่
อาหาร
75
ลำไส้เล็กแบ่งเป็น 3 ส่วน
1. Duodenum
เป็นส่วนที่สั้นที่สุด มีรูปร่างคล้ายตัว C หรือ U ยาว
ประมาณ 10 นิ้ ว ไม่มีเยื่อแขวนลำไส้
ต่อจาก pylorus sphincter ของกระเพาะอาหาร
บริเวณนี้ มีท่อน้ำดี (Common bile duct) และท่อน้ำ
ย่อยจากตับอ่อน(Pancreatic duct) มาเปิด
2. Jejunum
เป็นลำไส้เล็กส่วนกลาง ยาวประมาณ 8 ฟุต
อยู่บริเวณช่องท้องตอนบน
3. Ileum
เป็นลำไส้เล็กส่วนปลาย ยาวประมาณ12 ฟุต ติดต่อ
กับลำไส้ใหญ่ส่วน Cecum
บริเวณนี้ จะมีลิ้น เรียกว่า Ileocecal vale
อยู่ในช่องท้องส่ วนล่าง
76
ผนั งของลำไส้ เล็ก
Submucosa : มีต่อมเมือก เรียกว่า Duodenal (Brunner’s glands)
สร้างสารเมือกที่มีฤทธิ์เป็นด่าง
Mucosa : หนามีหลอดโลหิตมาก มี Villi เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการ
ย่อยและดูดซึม ซึ่งมีลักษณะคล้ายนิ้ วมือ แต่ละอันประกอบด้วย
ท่อน้ำเหลือง (Lacteal)อยู่ตรงกลางและล้อมรอบด้วยหลอดเลือด
ฝอยมาสานกันเป็นร่างแห่
• CHO และโปรตีนถูกย่อยและซึมผ่านเข้าสู่เส้นเลือดฝอย
• ไขมันซึมผ่านเข้าสู่ท่อน้ำเหลือง
• Absorbtive cells เรียกว่า Microvilli
• Goblet cells หลั่ง Mucous ออกมาเคลือบและหล่อลื่น
ลำไส้
77
ลำไส้ใหญ่ (Large Intestine)
เป็นส่วนที่ต่อจากลำไส้เล็ก มีความยาว 1.5 เมตร เริ่มจากส่วน
ปลายของลำไส้เล็กส่วน Ilium ไปจนถึง anus ถูกยึดติดกับผนัง
ช่องท้องทางด้านหลัง โดยเยื่อบุช่องท้อง เรียกว่า Mesocolon
ทำหน้าที่ขับถ่ายกากเหลือจากการย่อย และผลผลิตต่างๆที่เกิด
จากขบวนการ ปฏิกิริยาต่างๆในร่างกายออก
แบ่งเป็น 4 ส่วน
1. Cecum
2. Colon
3. Rectum
4. Anal canal
78
Cecum
กระเปาะลำไส้ใหญ่ หรือ ซีกัม (Caecum)
เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนแรก ต่อจากลำไส้เล็กส่วนไอ
เลียม ทำหน้าที่รับกากอาหารจากลำไส้เล็กที่ซีกัมมี
ส่วนของไส้ติ่ง (Vermifrom appendix) ยื่นออกมา
79
Colon
แบ่งออกเป็น 4 ส่วน
1.Ascending colon: ตั้งแต่ Ileocecal vale
ทอดวกไปด้านบน จนถึง Hepatic flexure
2.Transverse colon: ตั้งแต่ Hepatic flexure
ทอดขวางลำตัวจนถึง Splenic flexure
3.Descending colon: ตั้งแต่ splenic flexure
ทอดวกลงด้านล่างซ้ายของช่องท้อง จนถึง
Left iliac region ตรงระดับCrest of ileum
4.Sigmoid colon: ส่วนโค้งที่มีลักษณะเป็นรูปตัว
S จาก Crest ofileum ถึง Rectum
80
Rectum
• รูปร่างโค้งไปตามความโค้งของ
Sacrum และ Cocyx
• ส่วนล่างสุดของ Rectum จะ
พองออกเป็นกระเปาะ เรียกว่า
Ampulla rectiพองโตเพื่อเก็บ
อุจจาระได้มาก
Anal canal
• เป็นส่วนล่างสุดของลำไส้ใหญ่ ยาวประมาณ 1.5 นิ้ ว
• มีช่องเปิดสู่ภายนอกเรียกว่า anus มีกล้ามเนื้อหูรูด 2 วง คือ
- Internal anal sphincter กล้ามเนื้อเรียบ ควบคุมโดย
ประสาทอัตโนมัติ
- External anal sphincter กล้ามเนื้อลาย ควบคุมโดยสมอง
บริเวณนี้ มีหลอดเลือดด าและหลอดเลือดแดงอยู่มาก บางครั้ง
หลอดเลือดดeอาจโป่งออก เรียกว่า ริดสีดวงทวาร
(Hemorrhoid)
81
เยื่อบุผนั งลำไส้ ใหญ่
1. Serosa: เยื่อบุช่องท้องที่หุ้ม
2. Muscularis: มี 2 ชั้น กล้ามเนื้อชั้นนอกจะมีการหนาตัว
ขึ้นเป็นแถบตามยาว 3 แถบ เรียกว่า Taeniae coli แรง
ตึงตัวทำให้ลำไส้ ใหญ่มีลักษณะเป็นกระพุ้งสลับกับรอยคอด
เรียกว่า Sacculations
3. Submucosa
4. Mucosa: บุด้วย Simple columna epithelium cells ไม่มี
Villiไม่มีการดูดซึมหรือย่อยอาหาร ช่วยดูดน้ำและสารละลาย
บางอย่างกลับคืนเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างน้ำ และ
สารละลายภายในร่างกาย
82
ตับ(Liver)
ตับที่อยู่ในสภาวะปกติทั่วไป จะมีลักษณะนุ่ม สีชมพูอม
น้ำตาล แน่นอนว่า ขนาดของตับขึ้นอยู่กับขนาดร่างกายของ
แต่ละคนด้วย แต่โดยเฉลี่ยแล้ว มันมีความยาวโดยรวมประมาณ
6-7 นิ้ ว โดยแบ่งออกเป็น 4 พู (คล้ายๆ พูทุเรียน) คือ หากมอง
จากด้านหน้า จะเห็นเป็นพูซ้ายและพูขวา แต่หากมองจากด้าน
หลัง จะเห็นเป็นพูบนและพูล่าง
โดยแต่ละพูถูกแบ่งแยกออกจากกันด้วยร่องที่เป็นทางผ่าน
ของบรรดาหลอดเลือดและท่อน้ำดี พื้นผิวของตับเกือบทั้งหมด
จะมีเยื่อบุช่องท้องห่อหุ้มอยู่ 2 ชั้น ซึ่งช่วยในการลดแรงเสียดสี
กับอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะอาหาร กระบังลม และถุงน้ำดี
83
ตับแบ่งออกเป็น 4 lobes
คือ right, left, caudate
และ quadrate lobes
เซลล์ตับมี 2 ชนิด
1.Parenchymal hepatic cells หรือ liver cell
ขับน้ำดี Bile canaliculi
Bile ducts
Hepatic duct (Lt/Rt)
Common hepatic duct
Cystic duct (จากถุงน้ำดี)
Common bile duct เปิดเข้าสู่ลำไส้เล็ก
2. Kupffer cell
จับกินและขจัดสิ่ งแปลกปลอมออกจากกระแสโลหิต
84
หน้ าที่ของตับ
1. เป็นแหล่งเก็บเลือด
2. ทำลายสิ่ งแปลกปลอมในกระแสเลือด Detoxification และ
Phagocytosis
3. สร้างน้ำดีไปช่วยย่อยอาหารไขมันในลำไส้เล็กส่วน Duodenum
4. สร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด (Coagulating factors)
เช่นProthrombin และ Fibrinogen
5. เป็นแหล่งสะสมวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น A, D, B12, ธาตุ
เหล็กและทองแดง
6. ควบคุม Metabolism ของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
7. สร้างเม็ดเลือด (เฉพาะในช่วงที่เป็น Embryo)
8. สลายฮีโมโกลบิน
9. ท าลายสิ่ งที่เป็นพิษต่อร่างกาย และก าจัดแอมโมเนียในเลือด
โดยเปลี่ยนเป็นยูเรีย ส่งไปที่ไตเพื่อกำจัดออกนอกร่างกาย
85
ตับอ่อน(Pencreas)
วางตัวอยู่ด้านหลังของช่องท้อง
ตรงกระดูกสันหลังระดับเอว ที่ 1-2
สวนหัวติดกับโค้ง Duodenum
ส่ วนหางติดกับม้าม
ตรงกลางมีท่อเรียกว่า Pancreatic duct
ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยเปิดเข้า Pancreatic duct
86
❖ตับอ่อนแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ
ส่วนหัว (Head) วางอยู่ส่วน
โค้งของ duodenum
❖ ส่วนคอ (Neck)
❖ส่วนตัว (Body)
❖ ส่วนหาง (Tail) จะจรดกับม้าม
ตับอ่อนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามการทำหน้าที่
1. Exocrine Part สร้างน้ำย่อย (Pancreatic joice)
Trypsin Amylase Lypase Polypeptidase Dipeptidase
2. Endocrine Part สร้างฮอร์โมนเรียกว่า Islets of
Langerhans สร้างอินซูลิน
87
ถุงน้ำดี(Gallbladder)
มีลักษณะคล้ายลูกแพร์ อยู่ทาง
ด้านล่างของตับด้านหน้ า
แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1.Fundus เป็นส่วนปลายที่มี
ลักษณะกว้าง
2. Body เป็นบริเวณส่วนใหญ่
ของถุงน้ำดี
3. Neck อยู่ใกล้กับ cystic duct
ทำหน้ าที่เก็บน้ำดีที่สร้างมา
จากตับ และทำให้น้ำดีมีความเข้ม
ข้น
88
น้ำดี(Bile)
ผลิตจากตับ ประมาณ 500-800 cc/day
เป็นด่าง ลักษณะเขียวๆ เหลืองๆ
เกิดจาก ฮีโมลโกบินในกระแสเลือด Bilirubin Bile
หน้าที่ของน้้ าดี
ดูดซึมการย่อยไขมัน
ขับสี และของเสี ยออกนอกร่างกาย
ดูดซึมวิตามึน A และ K
เป็น Co-enzyme ของ Pancreatic lipase
Bile ช่วยควบคุม Cholesteral และยับยั้งการ
ทำงานของ Thromboplastin
89
ระบบขับถ่าย
Urinary system
ระบบขับถ่าย (Urinary system)
ไต (Kidney)
มี2อัน (1คู่)อยู่บริเวณนอกช่องท้องและอยู่
ด้านหลังช่วงเอว รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว
ท่อไต(Ureter)
ทำหน้ าที่ลำเลียงปัสสาวะ
91
กระเพาะปัสสาวะ
(Urinary Bladder)
เป็นที่สะสมปัสสาวะยืดตัวได้ ความจุประมาณ 500
มิลลิเมตรเมื่อปัสสาวะไหลลงสู่ กระเพาะปัสสาวะ
ประมาณ 250 มิลลิเมตร ร่างกายจึงจะรู้สึกปวด
ปัสสาวะ
ท่อปัสสาวะ(Urethra)
ใช้ขับปัสสาวะออกนอกร่างกายของผู้ชายยาว
ประมาณ 20 cmของผู้หญิงยาวประมาณ 5 cm ทำให้
ผู้หญิงเสี่ ยงต่อโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ง่ายกว่า
ผู้ชายเพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่า เป็นเหตุ
ให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่า
เพิ่มเติม
น้ำปัสสาวะของคนประกอบด้วย น้ำ 94.96% ยูเรีย 2%
เกลือเเร่และสารอื่นๆอีก 2%
92
โครงสร้างของไต
ชั้นของไต แบ่งออกเป็น 2 ชั้นดังนี้
1.ไตชั้นนอก(Cortex):อยู่ชั้นนอก ประกอบด้วยหน่วย
ไต(Nephron)ซึ่งไตแต่ละข้างมีจำนวนถึง 1 ล้านหน่วย
ทำหน้ าที่กรองของเสี ยออกจากเลือด
2.ไตชั้นใน(Mudulla):อยู่ชั้นใน เป็นท่อรวมจากหน่วย
ไต ทำหน้าที่รับของเสียที่ได้จากการกรองของหน่วยต
และเป็นส่ วนที่นำเอาปัสสาวะไปสู่ กรวยไต(Renal
pelvis) เพื่อนำออกไปสู่ท่อไต
เพิ่มเติม
เส้นเลือด Renal Artery นำเลือดที่มีของเสียเข้าไปกรองที่ไต
เส้นเลือด Renal Vein นำเลือดที่กรองแล้วออกจากไต
93
โครงสร้างของหน่ วยไต
หน่ วยไต(Nephron):เป็นตัวกรองของเสี ยของร่างกาย
มี 1 ล้านหน่วย/ไต 1 ข้างประกอบด้วย
Bowman's capsule
เป็นกระเปาะคล้ายรูปถ้วย หุ้มโกลเมอรูลัส(Glomerulus)
อยุ่โดยจะต่ออยู่กับท่อของหน่ วยไต
Glomerulus
กลุ่มเส้นเลือดฝอยที่อยู่แนบชิดกับBowman's capsule
โดยผนังของ Glomerulus ทำหน้าที่เป็นเยื่อกรองให้
พลาสมาของเลือด ผ่านเข้าสู่Bowman's capsule
94
ท่อของหน่ วยไต
แบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนต้น(Proximal tubule):ทำหน้าที่ดูดกลับสารที่มีประโยชน์
เช่น กลุโคส อะมิโน และน้ำมากที่สุด
Loop of Henle: ทำหน้าที่ดูดกลับเกลือและน้ำในกรณีที่
ร่างกายขาด
ส่วนปลาย(Distal tubule):บริเวณบนี้ จะมีการคายกลับของยา
เข้าสู่ Loop of Henle
ท่อรวม(Collecting duct)
เป็นท่อรับของเหลวจากท่อหน่ วยไตหลายๆท่อ
เพื่อส่ งออกไปทางกรวยไต
Collecting duct
95
เพิ่มเติม
น้ำปัสสาวะ(Urine)
เป็นน้ำใสสีเหลืองมีกลิ่นเฉพาะ1วัน 1200-1500 cc
ส่วนประกอบน้ำ 95% และSolids 5%
Organic matter>urea,uric acid, creatinine
Inorganic matter>Na,K,Mg,NH3
น้ำปัสสาวะผิดปกติ
จะมีสาร Alb Glucose Acetone ก้อนนิ่ ว หนอง เลือด
96
ระบบสืบพันธุ์เพศชาย
male reproductive system