สัญญา
ค้ำประกัน
จำนอง
จำนำ
อาจารย์ผู้สอน ดร.ใยแก้ว ศีลรักษ์ กฏหมายธุรกิจและการพาณิชย์
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำขึ้นโดยนักศึกษาชิ้นงานในรายวิชา
กฏหมายธุรกิจและการพาณิชย์ รหัสวิชา 1402611 โดย อาจารย์ผู้สอน
ดร.ใยแก้ว ศีลรักษ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฏหมายเรื่อง
สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง สัญญาจำนำ รวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ
สัญญาให้กับบุคคลที่สนใจ คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสื่อเผยแพร่ความรู้
ทางด้านกฎหมายนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย
คณะผู้จัดทำ
*รูปประกอบในเนื้อหาทั้งหมดนำมาจาก Canva Pro
สารบัญ
ความหมายของสัญญา................................................1
การก่อให้เกิดสัญญา...................................................2
แบบของสัญญา .........................................................2
ประเภทของสัญญา.....................................................2
การบอกเลิกสัญญา.....................................................4
ประเภทของทรัพย์สิน.................................................6
สัญญาประธาน อุปกรณ์............................................ 11
ความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรม....................................12
สภาพบุคคลในการทำนิติกรรมที่สมบูรณ์...................18
อายุความ................................................................. 19
มัดจำ เบี้ยปรับ..........................................................20
สัญญาค้ำประกัน...................................................... 21
สัญญาจำนอง...........................................................38
สัญญาจำนำ.............................................................50
ความแตกต่างระหว่างสัญญาจำนองและจำนำ............65
บรรณานุกรม............................................................ก
รายชื่อสมาชิก ..........................................................ข
ความหมายของสัญญา 1
สัญญา นิติกรรม
สัญญา คือ นิติกรรมสองฝ่ายหรือ นิติกรรม คือ การใด ๆ อันทำลง
หลายฝ่ายที่เกิดการแสดงเจตนา โดยชอบด้วยกฎหมายและด้วย
เสนอและสนองตรงกันของ ใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูก
บุคคล 2 ฝ่ายขึ้นไปมุ่งที่จะ เพื่อ นิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล
จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน
หรือระงับซึ่งสิทธิ สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
(ป.พ.พ. มาตรา 149) (ป.พ.พ. มาตรา 149)
ตัวอย่าง
ตัวอย่าง นายมนตรีเสนอขายแหวนเพชรให้
กับนางสมใจในราคา 200,000 บาท และนาง
สมใจสนองซื้อในราคาดังกล่าว ลักษณะนี้ถือว่า
คำเสนอและคำสนองตรงกัน สัญญาจึงเกิด
แบบของสัญญา การก่อให้เกิดสัญญา 2
คำเสนอ คำสนอง
เสนอขาย ตรงกัน ต้องการซื้อ
สัญญาจะเกิดขึ้นได้โดยมีคำเสนอและคำสนองตรงกัน โดยมีตัวกลางของสัญญาด้วยกัน 4 ประเภท
1.ส่งมอบทรัพย์ 2.ทำเป็นหนังสือ
3.จดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ 4.ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่
ซึ่งถ้าเป็นสัญญาที่มีแบบและไม่ได้ทำตามแบบสัญญาเหล่านี้ถือว่า นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
ประเภทของสัญญา
มี 4 ประเภท ได้แก่
1. สัญญาต่างตอบแทน
สัญญาที่ทำให้คู่สัญญาเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน หรือมีหนี้ที่ต้องชำระตอบแทนกัน
เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าทรัพย์ ชำระเงิน
ตัวอย่างสัญญาซื้อขาย ส่งมอบทรัพย์
ผู้ขายมีหนี้ที่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน ส่วนผู้ซื้อมีหนี้ที่ต้องชำระเงิน
ผู้ซื้อ ผู้ขาย
2. สัญญาไม่ต่างตอบแทน
สัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้แก่คู่สัญญาเพียงฝ่ายเดียว โดยฝ่ายหนึ่งจะเรียกว่าเจ้าหนี้ และอีกฝ่ายเรียกว่าลูกหนี้ เช่น
สัญญายืมใช้คงรูป ตัวอย่าง
สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง สัญญายืม ผู้ยืมมีสถานะเป็นลูกหนี้เนื่องจากมีภาระหนี้ที่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน
สัญญาเงินกู้
ที่ยืม ส่วนผู้ให้ยืมมีสถานะเป็นเจ้าหนี้เนื่องจากไม่มีภาระใด ๆ กับสัญญาเลย
ต้องส่งมอบ
ทรัพย์สินที่ยืม
ผู้ยืม (ลูกหนี้) ผู้ให้ยืม (เจ้าหนี้)
3. สัญญามีเงื่อนไข 3
เป็นสัญญาที่ใช้เป็นข้อกำหนดเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน (ป.พ.พ. มาตรา 182) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
เงื่อนไขบังคับก่อนนิติกรรมจะมีผลเมื่อ เงื่อนไขบังคับหลังนิติกรรมจะสิ้นสุดผล
ทำตามเงื่อนไขสำเร็จ เมื่อเงื่อนไขสำเร็จ
ป.พ.พ. มาตรา 182 วรรค 2 ป.พ.พ. มาตรา 183 วรรค 2
ตัวอย่าง นายเอจะให้เงินนาย บี 1,000 บาทถ้าสอบได้ ตัวอย่าง นายเอจะให้เงินรางวัลนาย บี 1,000 ทุกเดือน
คะแนนเต็ม นายบีต้องทำตามเงื่อนไข ของนาย เอ ก่อนจึง โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ถ้านายบี สอบตก ก็จะงดให้เงิน
จะได้เงินตามที่บอกไว้ นายบี
ให้เงินรางวัลนาย บี 1,000 ทุกเดือน
ฉันจะให้เงิน 1,000 บาท โอเค รับทราบ ฉันจะให้เงิน 1,000 บาท ใจร้าย
แต่มีเงื่อนไขว่าต้องทำข้อสอบ รู้เรื่อง ทุกเดือน แต่ถ้าหากสอบตก
เมื่อไหร่ นายก็จะอดได้เงินไป
ให้ได้คะแนนเต็มก่อนนะ
4. สัญญาที่มีเงื่อนเวลา
เป็นสัญญาที่ใช้กำหนดเหตุการณ์ในอนาคตที่แน่นอน (ป.พ.พ. มาตรา 191) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
เงื่อนเวลาเริ่มต้น เงื่อนเวลาสิ้นสุด
คือข้อกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของ
ห้ามไม่ให้ทวงถามก่อนถึงเวลาที่ นิติกรรม
นิติกรรมกำหนด
ตัวอย่าง เช่าหอพักมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี
ตัวอย่าง ยืมนายเอเงินนายบี 500 บาท เมื่อครบระยะเวลา 1 ปี สัญญาจะสิ้นสุดลง
และจะคืนในอีก 15 วัน ระหว่าง 15 วันนี้นายบีห้ามทวงถาม
ทำสัญญาเช่าหอพักโดยมีกำหนด
นายเอ ระยะเวลา 1 ปี
นี่ ๆ ขอยืมเงิน 500 บาทหน่อยดิ
พอดีต้องใช้จ่ายค่าอินเตอร์เน็ตน่ะ
นายบี
ได้ ๆ แล้วจะ
คืนเงินตอนไหนอ่ะ
นายเอ
ประมาณอีก 15 วัน
เดี๋ยวเราคืน
การบอกเลิกสัญญา 4
ในทางกฎหมายการเลิกสัญญามีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1.การเลิกสัญญาโดยคู่สัญญา ตัวอย่าง สองทำสัญญาเช่าบ้านกับสาม
ตกลงกัน การเลิกสัญญาแบบ เป็นระยะเวลา 5 ปี ต่อมาเมื่อ เมื่อเช่ากันมา
นี้ทำโดยคู่สัญญาตกลงทำ ได้ 1 สองปีต้องการย้ายออก และสาม
สัญญาขึ้นมาใหม่แทนสัญญา ต้องการให้ผู้อื่นมาเช่าต่อในอัตราที่สูงขึ้น
ฉบับเดิม จึงตัดสินใจยกเลิกสัญญาดังกล่าว ซึ่งการ
ยกเลิกสัญญาแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีเหตุใน
การยกเลิกสัญญาหรือเหตุตามกฎหมายที่
ให้สิทธิในการบอกเลิกสัญญาที่ให้แก่คู่
สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด
2
2.การเลิกสัญญาโดยข้อ ตัวอย่าง สองทำสัญญาเช่าบ้านกับ
สัญญา การเลิกสัญญาแบบนี้ สาม เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยในข้อสัญญา
ทำโดยคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่าย ระบุไว้ว่า ถ้าผู้เช่าค้างชำระค่าเช่าติดต่อ
หนึ่งใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา กันเป็นระยะเวลา 3 เดือน ผู้ให้เช่าสามรถ
ตามที่ระบุไว้ในข้อสัญญา มีสิทธิในการยกเลิกสัญญาได้ทันที ซึ่งถ้า
(ป.พ.พ. มาตรา 386) สองไม่จ่ายค่าเช่าสาม ติดต่อกัน 3 เดือน
สามสามรถใช้สิทธิในการบอกเลิกสัญญา
ได้ทันที
2
3.การเลิกสัญญาโดยข้อ กฎหมาย การบอกเลิกสัญญาในลักษณะนี้แบ่งออกเป็น 3 วิธี ได้แก่ 5
3.1 การเลิกสัญญาโดยการบอกกล่าว คู่สัญญา ตัวอย่าง สองได้ทำสัญญาซื้อรถกับสามใน
ฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ราคา 2 ล้านบาทโดยชำระเป็นเงิดสดลามสัญญา
คู่สัญญาอีกฝ่ายได้บอกกล่าวให้ชำระหนี้ตาม ว่า จะมอบรภให้ภายใน 5 วัน หลังจากที่สองได้
ระยะเวลาที่บอกกล่าว แต่คู่สัญญาอีกฝ่ายก็ยัง ชำระเงินตามที่ตกลงไว้แล้ว ปรากฏว่าเมื่อผ่านไป
ไม่ชำระหนี้ตามที่ ได้บอกกล่าวไป คู่สัญญาอีก 5 วัน สามก็ยังไม่ส่งมอบรถให้ตามที่ตกลงไว้ สอง
ฝ่ายมีสิทธิในการบอกเลิกสัญญานั้นได้ จึงได้บอกกล่าวให้ สามส่งมอบรถให้ภายใน 1 วัน
(ป.พ.พ. มาตรา 387) และเมื่อผ่าน 1 วันไปแล้วสองยังไม่ได้รถ สองมี
สิทธิในการบอกเลิกสัญญาได้
23
3.2 การเลิกสัญญาโดยไม่ต้องบอกล่าว ในกรณี ตัวอย่าง สามได้ทำสัญญาจ้างให้สี่ตัดชุด
ที่เวลาในการชำระหนี้เป็นสำคัญ หากคู่สัญญา ครุยในการใช้รับปริญญาให้ โดยจะต้องส่ง
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ตามระยะเวลาที่ มอบชุดภายในระยะเวลา 7 วัน ต่อมาเมื่อครบ
กำหนดไว้ คู่สัญญาอีกฝ่ายมีสิทธิในการบอก 7 วัน สี่ก็ยังไม่ได้ส่งมอบชุดให้กับสาม สามจึง
เลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวให้ มีสิทธิในการยกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้อง
ชำระหนี้เสียก่อน เพราะการชำระหนี้หลัง บอกกล่าว เพราะการรับชุดครุยมาหลังจาก
กำหนดระยะเวลาไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป นั้นไม่เป็นประโยชน์กับสามอีกต่อไป
(ป.พ.พ. มาตรา 388)
3
3.3 การเลิกสัญญาการชำระหนี้กลายเป็นการ ตัวอย่าง สองทำสัญญาซื้อหนังสือนิยายพร้อม
พ้นวิสัยของลูกหนี้ได้ ถ้าการชำระหนี้ทั้งหมด ลายเซ็นผู้แต่งชื่อดังกับสามโดยทำสัญญาส่ง
หรือบางส่วนกเป็นเหตุพ้นวิสัยเพราะเหตุ มอบกันอีก 5 วัน ต่อมา สามประมาททำหนังสือ
อย่างหนึ่งอันโทษลูกหนี้ได้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิ เล่มดังกล่าวหายไป จึงไม่มีหนังสือที่จะไปมอบให้
ยกเลิกสัญญานั้น (ป.พ.พ. มาตรา 389) กับสอง การชำระหนี้จึงเป็นเหตุพ้นวิสัยไปและ
สองสามรถทำการบอกเลิกสัญญากับสามได้
23 เพราะการชำระหนี้กลายเป็นเหตุพ้นวิสัยโดย
โทษลูกหนี้ได้
6
ประเภทของทรัพย์สิน
ทรัพย์สินตามกฎหมายมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่
1.อสังหาริมทรัพย์ 7
อสังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน มีลักษณะเป็นการ
ถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยว
กับที่ดินหรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย
(ป.พ.พ. มาตรา 139)
ที่ดิน หมายถึง พื้นดินทั่วไป รวมทั้งภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ
ทะเลสาบ เกาะและที่ชายทะเลด้วย
ทรัพย์อันติดกับที่ดิน ได้แก่ ไม้ยืนต้น อาคาร โรงเรือน หรือ สิ่งก่อสร้างบนที่ดิน เช่น
บ้าน คือ สิ่งก่อสร้างที่ปลูกอยู่หลังเดียวโดด ๆ พร้อมทั้งเรือนครัว โรงรถ และ
เป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลในครัวเรือนเดียวกัน หรือบ้านที่ปลูกอยู่หลายหลังภายใน
บริเวณรั้วเดียวกัน และเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลภายในครัวเรือนเดียวกัน
ทาวน์เฮาส์ คือ ตึกที่ปลูกติดต่อกันตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไป โดยมีฝาร่วมกันด้านหนึ่ง
หรือสองด้านขึ้นไปอาจเป็นชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ได้ ตัวตึกอยู่ลึกเข้ามาจากริมถนน
มีบริเวณที่ว่างหน้าบ้านอาจใช้เป็นที่จอดรถหรือทำประโยชน์อย่างอื่น
คอนโดมีเนียม คือกลุ่มห้องอันเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครัว
เรือน โดยกลุ่มห้องนี้จะต้องมีห้องครัว ห้องน้ำ ตลอดจนทางเข้าออกห้องชุดเป็นของ
ตนเอง ซึ่งสามารถแยกการถือกรรมสิทธิ์ออกเป็นส่วน ๆ โดยแต่ละส่วนประกอบด้วย
กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง
โรงงาน คือ โรงงานสำหรับประกอบกิจการอุตสาหกรรมโดยใช้ เครื่องจักร ซึ่งเทียบ
ได้เกิน 5 แรงม้าเป็นปัจจัย โกดัง คือ สิ่งก่อสร้างที่ใช้เพื่อเก็บสินค้า
อาคารพาณิชย์ คือ อาคารที่ใช้ เพื่อประโยชน์แห่งการค้า หรือ โรงงานที่ใช้ เครื่องจักร 8
ซึ่งเทียบได้ไม่เกิน 5 แรงม้า หรือ อาคาร ที่ก่อสร้าง ห่างแนวทางสาธารณะ หรือ ทางซึ่งมี
สภาพ เป็นสาธารณะไม่เกิน 20 เมตร ซึ่งอาจใช้ เป็นอาคารเพื่อประโยชน์แห่งการค้าได้
หอพัก คือ ห้องชุด ตามปกติประกอบด้วยห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำพร้อม
อยู่ในชั้นเดียวกัน และรวมอยู่ในตึกหลังใหญ่สำหรับอยู่อาศัยหรือให้เช่า
ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน ได้แก่ แม่น้ำ ลำคลอง แร่ธาตุ กรวด ทราย ที่มี
อยู่ตามธรรมชาติ หรือซึ่งมนุษย์นำมารวมไว้กับที่ดินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดินตาม
ธรรมชาติ
สิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ได้แก่ กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีโฉนด
สิทธิครอบครองในที่ดินที่ไม่มีโฉนด ภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน
2.สังหาริมทรัพย์ 9
หมายความว่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอัน
เกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย สินทรัพย์ที่ไม่ติดอยู่กับที่ สามารถนำติดตัวไปไหนมาไหน
ได้ ตัวอย่างเช่น โบราณวัตถุ, งานศิลป์, เหรียญสะสม และแสตมป์, เพชร , ทอง ,
รถยนต์ , เฟอร์นิเจอร์ , เครื่องใช้ไฟฟ้า , เสื้อผ้า และเครื่องประดับ เป็นต้น ส่วนใหญ่
แล้วสังหาริมทรัพย์จะเสื่อมมูลค่าลงอย่างรวดเร็ว โดยมีข้อยกเว้นก็แต่ที่เป็นของสะสม
พิเศษ (ป.พ.พ. มาตรา 140)
3.ทรัพย์แบ่งได้
หมายความว่า ทรัพย์อันอาจแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ ได้จริงถนัดชัดแจ้ง แต่ละ
ส่วนได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว (ป.พ.พ. มาตรา 141) เช่น ที่ดิน ผ้าตัดเสื้อ น้ำมัน ข้าวสาร
เชือก ทราย กรวด เป็นต้น
4.ทรัพย์แบ่งไม่ได้ 10
หมายความว่า ทรัพย์อันจะแยกออก
จากกันไม่ได้ นอกจากเปลี่ยนแปลง
ภาวะของทรัพย์ และหมายความรวมถึง
ทรัพย์ที่มีกฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่
ได้ด้วย เช่น บ้าน สัตว์ นาฬิกา ร่ม
หนังสือ หุ้นของบริษัท สิทธิจำนอง
เป็นต้น (ป.พ.พ. มาตรา 142)
5.ทรัพย์นอกกฎหมาย ต้องเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ปะ ?
หมายความว่า ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้
โดยชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์นอกพาณิชย์มีความหมาย ๒ ประการ คือ
(ป.พ.พ. มาตรา 143)
1. ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้ เช่น สายลม แสงแดด ดวงดาว เป็นต้น
2. ทรัพย์ที่โอนแก่กันไม่ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ที่วัด
11
สัญญาประธาน คือสัญญาที่สมบูรณ์มีผลใช้ได้โดยลำพัง ไม่ขึ้นกับสัญญาใด
เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญากู้ยืม เป็นต้น
สัญญาอุปกรณ์ คือสัญญาซึ่งเป็นส่วนประกอบของสัญญา
ประธาน
ตัวอย่างเช่น ดำกู้ยืมเงินแดง ดำ
ทำสัญญากู้ยืม สัญญากู้ยืมเป็น
สัญญาประธาน เพื่อเป็นหลัก
ประกันการกู้ยืมแดงอาจให้ดำหา
บุคคลมาทำสัญญาค้ำประกันกู้ยืม
เงินนั้น หรือนำอสังหาริมทรัพย์มา
ทำสัญญาจำนองค้ำประกันก็ได้
สัญญาค้ำประกันและสัญญา
จำนองเป็นสัญญาอุปกรณ์ เป็น
ส่วนประกอบของสัญญากู้ยืม ซึ่ง
เป็นสัญญาประธาน
ความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรม 12
โมฆะกรรม
หมายถึง การที่นิติกรรมเสียเปล่าไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ ในทางกฎหมาย
มาตั้งแต่ทํานิติกรรม ความเสียเปล่านั้นเกิดขึ้นทันทีที่มีการทํานิติกรรม
ที่กฎหมายกําหนดให้มีผลเป็นโมฆะ โดยผู้ทํานิติ กรรมไม่ต้องดําเนิน
การใดๆ เมื่อนิติกรรมเสียเปล่าจึงไม่สามารถให้สัตยาบันได้
เหตุที่ทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ
เหตุที่ทําให้นิติกรรมเป็นโมฆะจะมีขึ้นก็แต่ที่กฎหมายบัญญัติไว้
เท่านั้น และในนิติกรรมเดียวนั้นอาจมีเหตุที่ทําให้นิติกรรมเป็นโมฆะ
เพียงเหตุเดียวหรือหลายเหตุก็ได้
อย่างเช่น นิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะ
1.วัตถุประสงค์ (ป.พ.พ มาตรา 150)
-ห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตัวอย่างเช่น สัญญาขายปืนเถื่อน
-พ้นวิสัย ตัวอย่างเช่น สัญญาซื้อขายที่ดินบนดวงจันทร์
-ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ตัวอย่างเช่น สัญญาค้ามนุษย์
2.แบบนิติกรรม ไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด
(อ่านเพิ่มเติมหน้า...)
13
3.การแสดงเจตนาซ้อนเร้น
ผู้ทํานิติกรรมตัดสินใจทํานิติกรรมอย่างหนึ่ง แต่ด้วยเหตุผลบางประการใน
เวลาที่แสดงเจตนากลับแสดงเจตนาทํานิติกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ตรงกับที่
ตัดสินใจไว้ นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ
ตัวอย่างเช่น แดงตัดสินใจที่จะทํานิติกรรมยืมรถจากดําเพื่อนสนิทของตน
แต่กลัวว่าดําจะไม่ให้ยืม จึงแสดงเจตนาต่อคําว่าขอซื้อรถคันดังกล่าวจากดําและ
ดําก็ตกลงขายรถคันดังกล่าว แต่เมื่อแดงใช้รถคัน ดังกล่าวเสร็จจึงนํารถมาคืน
โดยอ่างว่านิติกรรมซื้อขายที่ทํากันขึ้นนั้นเป็นโมฆะ เนื่องจากการแสดงเจตนา
ของ แดงนั้นไม่ตรงกับที่คิดไว้ภายในใจ กรณีนี้นิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผล
สมบูรณ์ แดงไม่อาจอ้างว่าการแสดงเจตนา นั้นเป็นโมฆะได้เพราะดําไม่รู้เจตนา
ภายในใจของแดง แต่ถ้าดํารู้ว่าเจตนาภายในใจของแดงต้องการเพียงแค่ยืม
เท่านั้น นิติกรรมซื้อขายระหว่างแดงกับดําก็จะตกเป็นโมฆะ
4.การแสดงเจตนาลวง
นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงจะตกเป็นโมฆะ
หรือคือการทำนิติกรรมอำพรางโดยการทำนิติกรรมอันหนึ่ง
ขึ้นมาเพื่อปกปิดนิติกรรมที่แท้จริง (ป.พ.พ. มาตรา 155)
ตัวอย่างเช่น แดง มีลูก 2 คนคือ ดำกับเขียว แดงต้องการ
ยกบ้านให้ดำซื้อเป็นลูกที่ตนรักที่สุดแต่กลัวเขียวน้อยใจ จึง
ได้ทำนิติกรรมซื้อขายบ้านกับดำเพื่ออำพรางเขียวไว้
นิติกรรมซื้อขายนั้นจะตกเป็นโมฆะแค่นิติกรรมให้บ้านจะ
สมบูรณ์
5.นิติกรรมอําพราง 14
นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงเพื่อปกปิดนิติกรรมอื่นที่ประสงค์จะ
ผูกพันกันจริง ผลของนิติกรรมอําพรางคือ นิติกรรมที่ทําลวงขึ้นมีผลเป็นโมฆะ
ส่วนนิติกรรมที่ถูกอําพรางยังคงมีผลสมบูรณ์อยู่ เพียงแต่อาจตกเป็นโมฆะหรือ
โมฆียะด้วยเหตุอื่น
ตัวอย่างเช่น แดงมีลูก ๒ คน คือ ดําและเขียว แดงต้องการยกรถยนต์ให้ดํา
ซึ่งเป็นลูกคนที่ตน รักมากแต่กลัวเขียวน้อยใจ จึงสมคบกับคําว่าแดงทําสัญญา
ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้ดําเพื่อปกปิดการให้ รถยนต์ดังกล่าว ดังนี้ นิติกรรม
ซื้อขายรถยนต์ตกเป็นโมฆะเพราะเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวง
เพื่ออําพรางนิติกรรมให้รถยนต์ ส่วนนิติกรรมให้รถยนต์ซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถู
กอําพรางย่อมมีผลสมบูรณ์
6.การแสดงเจตนาในการทำนิติกรรมนั้นผิด
คือผู้แสดงเจตนาเข้าใจไม่ถูกต้องไม่ตรงกับความเป็นจริงนิติกรรมนั้นจะตก
เป็นโมฆะ มีด้วยกัน 4 กรณีคือ ผิดลักษณะของนิติกรรม ผิดตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่
กรณี สำคัญผิดในทรัพย์ สำคัญผิดในราคา (ป.พ.พ. มาตรา 157)
ตัวอย่างเช่น กรณี 1 แดงต้องการเช่าซื้อรถจากดำจึงได้ทำสัญญากันโดยแดง
เข้าใจผิดว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อ แต่ความเป็นจริงเป็นสัญญาซื้อขายผ่อนส่ง
สัญญาเช่าซิ้จึงเป็นโมฆะ
ตัวอย่างเช่น กรณี 2 แดงต้องการยกที่ดินให้กับดำโดยเสน่หา แต่เข้าใจผิด
ว่าเขียวเป็นดำ สัญญานั้นจึงเป็นโมฆะ
ตัวอย่างเช่น กรณี 3 แดงทำสัญญาซื้อขายที่ดินโดยที่ดินหมายเลขฉโนดที่
25 แต่เข้าใจผิดว่าที่ดินผืน 26 เป็นแปลงที่ 25 เพราะอยู่ติดกัน นิติกรรมนั้นจึง
ตกเป็นโมฆะ
ตัวอย่างเช่น กรณี 4 แดงต้องการซื้อขายตู้เย็นกับดำเพราะป้ายติดราคาไว้
300 บาทแต่ดำเขียนป้ายผิดจากราคา 3,000 นิติกรรมนั้นจึงตกเป็นโมฆะ
โมฆียะกรรม 15
โมฆียะกรรม หมายถึง นิติกรรมที่กฎหมายให้ถือว่าสมบูรณ์อยู่จนกว่าจะถูกบอก
ล้างเนื่องจากเหตุที่ทําให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะนั้นยังบกพร้องไม่ร้ายแรงถึงขนาด
ที่ทําให้นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะ การสมบูรณ์จนกว่า จะถูกบอกล้างจะช่วยให้ผู้ทํา
นิติกรรมมีโอกาสตัดสินใจว่าจะผูกพันตนเองตามนิติกรรมหรือบอกล้างเสียเพื่อให้
นิติกรรมสิ้นผลไปซึ่งจะทําให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมก่อนที่จะทํานิติกรรม
เหตุที่ทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะกรรม
อย่างเช่น นิติกรรมที่ตกเป็นโมฆียะกรรม
1.ความสามารถของบุคคล หากนิติกรรมใดไม่ได้ทำโดยถูก
ต้องตามกฎหมายเกี่ยวกับ ความสามารถของบุคคล นิติกรรม
นั้นย่อมตกเป็นโมฆียะ
ผู้เยาว์ไม่ได้รับความ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ
ยินยอมจาก ทํานิติกรรม โดยไม่ได้รับความยินยอม คนวิกลจริต
ด้วยตนเอง จากผู้พิทักษ์
ผู้แทนโดยชอบธรรม
2.การแสดงเจตนาโดยสําคัญผิดในคุณสมบัติ
การแสดงเจตนาโดยเข้าใจข้อเท็จจริงไม่ตรงกับความเป็นจริง และข้อเท็จจริง
นั้นต้องเป็นเรื่องคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินที่เป็นสาระสําคัญ
ตัวอย่างเช่น แดงตกลงจ้างดํามาเป็นพนักงานขับรถ โดยแดงเข้าใจว่าดําขับ
รถยนต์เป็นแต่ความจริง ปรากฏว่าดําขับรถไม่เป็น กรณีนี้จึงเป็นการแสดงเจต
นาโดยสําคัญผิดในคุณสมบัติของดํา ดังนั้น นิติกรรม ดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะ
16
3.การแสดงเจตนาเพราถูกฉ้อฉล
นิติกรรมจะตกเป็นโมฆียะ คือการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดหรือเข้าใจผิดใน
ข้อเท็จจริงเพราถูกหลอกโดยบุคคลภายนอก (ป.พ.พ. มาตรา 159)
ตัวอย่างเช่น แดงต้องการทำสัญญาซื้อขายรถกับดำโดยระบุว่าต้องเป็นรถใหม่
เท่านั้น แต่ดำไม่มีรถใหม่จึงเอารถเก่าไปทำสีใหม่แล้วขายให้แดง จึงถือว่า
เป็นการฉ้อฉล
4.การแสดงเจตนาในการทำนิติกรรมเพราถูกข่มขู่
นิติกรรมนั้นจะตกเป็นโมฆียะ คือการแสดงเจตนาเพราะถูกคู่กรณีหรือบุคคล
ภายนอกข่มขู่ด้วยภัยอันใกล้จะถึงหรือทำร้าร่างกาย ยกเว้นแต่การขู่ว่าจะใช้สิทธิ
ตามปกตินิยมนิติกรรมนั้นจะไม่เป็นโมฆียะ (ป.พ.พ. มาตรา 164)
ตัวอย่างเช่น ดำใช้ปืนจ่อหัวแดงเพื่อข่มขู่ให้ทำสัญญาซื้อขายรถกับตน ตก
เป็นโมฆียะ เขียวขู่เหลืองว่าถ้าไม่คืนเงินที่ยืมไปภายในกำหนดจะฟ้องร้องต่อ
ศาล นิติกรรมสมบูรณ์
อธิบายเพิ่มเติม (1)
สภาพบุคคลทางกฎหมายในการทำนิติกรรมที่สมบูรณ์
สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อ
ตาย ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่างๆได้ หากว่าภายหลังคลอด
แล้วอยู่รอดเป็นทารก สิ่งที่มีชีวิตสามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย
คือมนุษย์ทั้งปวงจะเป็นหญิง ชาย เด็ก คนชรา หรือเป็นผู้บกพร่องในความ
สามารถหรือเป็นคนวิกลจริตอย่างใดก็ตามคนวิกลจริตอย่างใดก็ตามถือเป็น
บุคคลธรรมดาทั้งสิ้น (ป.พ.พ. มาตรา 15)
17
อธิบายเพิ่มเติม (2)
ความสามารถของบุคคลหากทำนิติกรรมใดไม่ได้ทำโดยถูกต้องตามกฎหมาย
เกี่ยวกับความสามรถของบุคคล นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆียะ เช่น คนไร้ความ
สามรถทำนิติกรรมด้วยตนเอง หรือผุ้เยาว์ทำนิติกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอมจาก
ผู้แทนโดยชอบธรรม (ป.พ.พ. มาตรา 157)
อธิบายเพิ่มเติม (3)
นิติกรรมสามารถทำให้กลับมาสมบูรณ์หรือถูกบอกล้างได้โดย มีบุคคล
ให้สัตยาบันหรือบอกล้างนิติกรรมนั้น ได้แก่ ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้
เยาว์ ผู้เยาว์นั้นบรรลุนิติภาวะแล้ว ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ คนไร้ความสามรถ
และคนเสมือนไร้ความสามรถที่ศาลสั่งให้พ้นจากฐานะดังกล่าวแล้ว บุคคล
วิกลจริตที่พ้นจากภาวะวิกลจริต (ป.พ.พ. มาตรา 175)
อธิบายเพิ่มเติม (4)
การทำสัญญาอย่าลืมดูว่าคู่สัญญาเป็นคนหย่อนความสามารถหรือไม่
เจตนาที่ทำสัญญาเกิดจากความสมัครและวัตถุประสงค์ของสัญญาต้อง
ชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่อย่าง
นั้น นิติกรรมสัญญา จะมีผลไม่สมบูรณ์ ขึ้นอยู่กับเหตุของนิติกรรม
นั้นๆ ว่าจะมีผลเป็นโมฆะหรือโมฆียะ เรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างมากต่อการ
ทำนิติกรรมทุกชนิด ท่านสามรถศึกษา เพิ่มเติมเรื่อง โมฆะและ โมฆียะ
หรือเหตุอันมีผลให้นิติกรรมไม่สมบูรณ์ได้จาก หนังสือ ประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ของสถาบันนิติธรรมาลัย
18
สภาพบุคคลทางกฎหมายในการทำนิติกรรมที่สมบูรณ์
สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็น
ทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย ทารกในครรภ์มารดาก็
สามารถมีสิทธิต่างๆได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่
รอดเป็นทารกสิ่งที่มีชีวิตสามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้
ตามกฎหมาย คือมนุษย์ทั้งปวงจะเป็นหญิง ชาย เด็ก
คนชรา หรือเป็นผู้บกพร่องในความสามารถหรือเป็น
คนวิกลจริตอย่างใดก็ตามคนวิกลจริตอย่างใดก็ตามถือ
เป็นบุคคลธรรมดาทั้งสิ้น (ป.พ.พ. มาตรา 15)
ความสามรถของบุคคลหากทำนิติกรรม
ใดไม่ได้ทำโดยถูกต้องตามกฎหมายเกี่ยว
กับความสามรถของบุคคล นิติกรรมนั้น
ย่อมตกเป็นโมฆียะ เช่น คนไร้ความสาม
รถทำนิติกรรมด้วยตนเอง หรือผุ้เยาว์ทำ
นิติกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้
แทนโดยชอบธรรม(ป.พ.พ. มาตรา 157)
ในกรณีนี้ นิติกรรมสามรถทำให้กลับมาสมบูรณ์
หรือถูกบอกล้างได้โดย มีบุคคลให้สัตยาบันหรือบอก
ล้างนิติกรรมนั้น ได้แก่ ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้
เยาว์ ผู้เยาว์นั้นบรรลุนิติภาวะแล้ว ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์
คนไร้ความสามรถ และคนเสมือนไร้ความสามรถที่
ศาลสั่งให้พ้นจากฐานะดังกล่าวแล้ว บุคคลวิกลจริตที่
พ้นจากภาวะวิกลจริต(ป.พ.พ. มาตรา 175)
อายุความ 19
อายุความ หมายถึงกำหนดระยะเวลากฎหมายกำหนด
ให้เจ้าหนี้สามรถใช้สิทธิเรียกร้องของตนด้วยการฟ้องร้อง
ต่อศาล หากเจ้าหนี้ไม่มาใช้สิทธิของตนเองตามระยะเวลาที่
กำหมายกำหนดจะถือว่าขาดอายุความ อายุความโดยทั่วไป
กำหนดไว้ 10 ปี หากเรื่องใดกฎหมายกำหนดไว้เฉพาะก็เป็น
ไปตามกำหมายกำหนด
เช่น อายุความแพ่ง อายุความอาญา
20
มัดจำและเบี้ยปรับ
มัดจำ หมายถึง เงินหรือสังหาริมทรัพย์มีค่าอย่างอื่นที่คู่สัญญาส่งมอบ
ให้แก่กันเมื่อทำสัญญา เพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญา หรือประกันการ
ปฎิบัติการตามสัญญา (ป.พ.พ. มาตรา 377)
ตัวอย่าง สองทำสัญญาจ้างสามถ่ายรูป โดยบอกว่าจะมารับ
รูปในอีก 3 วันถัดไป สามจึงให้สองวางเงินมัดเอาไว้ 300 บาท
เพื่อเป็นหลักประกันว่า สองจะมารับรูปจริง ๆ เงิน 300 บาท
เรียกว่าเงินมัดจำ
เบี้ยปรับ หมายถึง ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่ง
คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้า โดยให้ลูกหนี้ให้สัญญาถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้
หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ให้เจ้าหนี้ริบหรือเรียกเอาเบี้ยปรับได้
(ป.พ.พ. มาตรา 379)
ตัวอย่าง นายเอยืมหนังสือจากหอสมุด มหาวิทยาลัยโดยมีกำหนด
ส่งคืน 2 สัปดาห์ซึ่งถ้านายเอ คืนหนังสือที่ยืมมาเกินกำหนดก็จะ
ต้องจ่ายค่าปรับวันล่ะ 30 บาท เงิน 30 บาทจึงถือว่าเป็นเบี้ยปรับ
21
สัญญาค้ำประกัน
22
สัญญาค้ำประกัน
สัญญาค้ำประกันในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แบ่ง
ออกเป็นทั้งหมด 4 หมวดได้แก่
หมวดที่ 1 เบ็ดเสร็จทั่วไป 23
ค้ำประกันหมายถึง สัญญาที่ ตัวอย่าง แดงกู้เงินจากดำโดยมี
บุคคลภายนอกคนหนึ่งเรียกว่า เขียวมาทำสัญญาค้ำประกันกับดำ
ผู้ค้ำประกัน ผูกพันต่อ เจ้าหนี้ เพื่อประกันเงินกู้ของแดง เมื่อหนี้ถึง
เพื่อชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ กำหนดชำระแดงไม่ได้มาชำระหนี้
หนี้นั้น (ป.พ.พ มาตรา 680) ตามกำหนด ดำสามารถให้เขียวมา
ชำระเงินกู้ในฐานะผู้ค้ำประกันได้
อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์ (ป.พ.พ. มาตรา 681)
หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผล
ได้จริงก็ประกันได้ แต่ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกัน ลักษณะ
ของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน
เว้นแต่เป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวตามมาตรา ๖๙๙ จะไม่
ระบุระยะเวลาดังกล่าวก็ได้
ตัวอย่าง แดงทำสัญญาเช่าหอพักกับดำโดยในสัญญาระบุว่าแดงจะต้องจ่ายค่าประกัน
ความเสียหายของห้องพักเอาไว้ก่อนแรกเข้า 3,000 บาท เงิน 3,000 บาทนี้ถือว่าอาจะ
เป็นหนี้ในอนาคตของดำที่มีหน้าที่ต้องจ่ายคืนแดงเมื่อแดงย้ายออกและไม่ได้ทำให้ห้อง
พักได้รับความเสียหาย ซึ่งแดงสามรถหาคนมาค้ำประกันหนี้ในอนาคตนี้ได้แต่ต้องระบุ
วัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกัน ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำ
ประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน ให้ชัดเจน
24
สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับ
ผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น หนี้อันเกิดแต่สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทำด้วย
ความสำคัญผิดหรือเพราะเป็นผู้ไร้ความสามารถนั้นก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าหากว่า
ผู้ค้ำประกันรู้เหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้นในขณะที่เข้าทำสัญญาผูกพันตน
ตัวอย่าง แดงซึ่งเป็นผู้เยาว์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากดำ โดยมีเขียวมาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ สัญญากู้
ยืมเงินนั้นจึงตกเป็นโมฆียะเนื่องจากเป็นผู้ไร้ความสามรถทำนิติกรรม ต่อมาผู้แทนโดยชอบธรรม
ของแดงได้มาให้สัตยาบันในสัญญาเงินกู้ทำให้สัญญากลับมาสมบูรณ์ สัญญาค้ำประกันของเขียวก็
สมบูรณ์ได้เนื่องจากเขียวรู้เหตุในการทำสัญญานั้นเรียบร้อย
สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับ
ผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น หนี้อันเกิดแต่สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทำด้วย
ความสำคัญผิดหรือเพราะเป็นผู้ไร้ความสามารถนั้นก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้า
หากว่าผู้ค้ำประกันรู้เหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้นในขณะที่เข้าทำสัญญาผูกพันตน
ตัวอย่าง แดงซึ่งเป็นผู้เยาว์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากดำ โดยมีเขียวมาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ สัญญากู้
ยืมเงินนั้นจึงตกเป็นโมฆียะเนื่องจากเป็นผู้ไร้ความสามรถทำนิติกรรม ต่อมาผู้แทนโดยชอบธรรม
ของแดงได้มาให้สัตยาบันในสัญญาเงินกู้ทำให้สัญญากลับมาสมบูรณ์ สัญญาค้ำประกันของเขียวก็
สมบูรณ์ได้เนื่องจากเขียวรู้เหตุในการทำสัญญานั้นเรียบร้อย
ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกัน 25
ต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือ
ในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้น ตัวอย่าง แดงทำสัญญากู้เงินจากดำโดย
เป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ²) มีเขียวมาเป็นผู้ค้ำประกันโดยในสัญญาก็
ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่ ยืมระบุด้วยว่าหาก แดงไม่คืนเงินตามระยะ
กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลและ เวลาที่กำหนดดำจากฟ้องร้องต่อศาลใน
ยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่าง ข้อหาผิดชำระหนี้ ข้อกำหนดนี้จะไม่
ลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ครอบคลุมไปถึงเขียว ไม่เช่นนั้น สัญญาค้ำ
ประกันของเขียวจะตกเป็นโมฆะ เว้นแต่
แดงทำสัญญากู้ยืมในฐานะนิติบุคคลและ
ยอมเป้นลูกหนี้ร่วมในสัญญานั้น
ท่านว่าบุคคลจะยอมเข้าเป็นผู้รับเรือน ตัวอย่าง แดงได้ทำสัญญาเงินกู้กับดำโดย
คือเป็นประกันของผู้ค้ำประกันอีกชั้นหนึ่ง มีเขียวมาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งกรณีนี้ดำ
ก็เป็นได้ ถ้าบุคคลหลายคนยอมตนเข้า สามรถหาคนมาเป็นผู้รับเรือนหรือคนที่จะมา
เป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกันไซร้ ประกันการค้ำประกันของดำได้ ซึ่งถ้ามีผู้มา
ท่านว่าผู้ค้ำประกันเหล่านั้นมีความรับผิด เป็นผู้รับเรือนมากผู้ค้ำประกันเหล่าทั้งหมด
อย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่าจะมิได้เข้ารับ จะตกอยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมกันทันที
ค้ำประกันรวมกัน (ป.พ.พ. มาตรา 682)
อันค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัดนั้นย่อมคุ้มถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่ง
ลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นด้วย
(ป.พ.พ. มาตรา 683)
ผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเพื่อค่า 26
ฤชาธรรมเนียมความซึ่งลูกหนี้จะ
ต้องใช้ให้แก่เจ้าหนี้ แต่ถ้าโจทก์ ตัวอย่าง แดงได้ทำสัญญาเงินกู้กับดำ
ฟ้องคดีโดยมิได้เรียกให้ผู้ค้ำ โดยมีเขียวเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งถ้าใน
ประกันชำระหนี้นั้นก่อนไซร้ ท่าน อนาคตแดงไม่ได้คืนเงินให้กับดำ เขียวผู้
ว่าผู้ค้ำประกันหาต้องรับผิดเพื่อ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องมาชำระหนี้
ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเช่นนั้นไม่ แทนแดง รวมถึงค่าดอกเบี้ย ค่าสินไหม
(ป.พ.พ. มาตรา 684) ทดแทน หนี้อุปกรณ์ แบะรวมไปถึง หาก
มีการฟ้องร้องดำเนินคดี เขียวก็จะต้อง
เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิด
ขึ้น ยกเว้นดำไม่ได้บอกเขียวว่าจะทำการ
ฟ้องร้องแดง
ถ้าเมื่อบังคับตามสัญญาค้ำประกันนั้น ผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ รวมทั้งดอกเบี้ย
ค่าสินไหมทดแทน และอุปกรณ์ด้วยไซร้ หนี้ยังเหลืออยู่เท่าใด ท่านว่าลูกหนี้ยังคงรับผิดต่อเจ้าหนี้ใน
ส่วนที่เหลือนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 685)
ตัวอย่าง จากตัวอย่างข้อที่แล้วหากเขียวไม่ชำระข้อกำหนดของการค้ำประกันทั้งหมด
แดงซึ่งเป็นเจ้าหนี้ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักเหมือนเดิม
บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรค
สาม มาตรา 686 มาตรา 694 มาตรา 698 และมาตรา 699 เป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 685/1 ⁴)
หมวดที่ 2 ผลก่อนชำระหนี้ 27
เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน
ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็น
ประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอก
กล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระ
หนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ (ป.พ.พ. มาตรา 686 ¹)
ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตาม
วรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่า
สินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้
รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง
ตัวอย่าง แดงทำสัญญากู้ยืมเงินจากดำโดยมีเขียวเป็นผู้ค้ำประกัน
โดยในสัญญาระบุให้แดงชำระเงินในทุกวันที่ 1 ในระยะเวลา 2 เดือน
แต่แดงก็ไม่ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม ผ่านกำหนดชำระมา 60 วัน
ดำจึงส่งหนังสือไปยังเขียวผู้เป็นผู้ค้ำประกันให้มาชำระหนี้แทนแดง
ซึ่งแดงรับทราบกรณีที่แดงไม่ชำระเงินดำก่อนแล้ว เขียวมีสิทธิที่จะ
จ่ายคืนให้ดำได้ทันทีเลยไม่ต้องรอให้หนังสือมาถึง แต่ดำจะไล่เบี้ย
ก่อนไม่ได้ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของเขียวถ้าหนังสือนั้นยังไปไม่ถึง
เว้นแต่ถ้าดำไม่ส่งหนังสือไปบอกเขียวภายในระยะเวลาที่กำหนด
เขียวจะหลุดภาระจากผู้ค้ำประกันทันที
28
เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้หรือผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระ
หนี้ได้ตามวรรคหนึ่ง ผู้ค้ำประกันอาจชำระหนี้ทั้งหมดหรือใช้สิทธิชำระหนี้ตาม
เงื่อนไขและวิธีการในการชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับเจ้าหนี้ก่อนการผิด
นัดชำระหนี้ ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ตนต้องรับผิดก็ได้ และให้นำความในมาตรา
701 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ตัวอย่าง แดงทำสัญญากู้ยืมเงินจากดำโดยมีเขียวเป็นผู้ค้ำประกัน โดย
ในสัญญาระบุให้แดงชำระเงินในทุกวันที่ 1 ในระยะเวลา 2 เดือน แต่แดงก็
ไม่ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม ผ่านกำหนดชำระมา 60 วัน ดำจึงส่งหนังสือ
ไปยังเขียวผู้เป็นผู้ค้ำประกันให้มาชำระหนี้แทนแดง ซึ่งเขียวสามรถจะชำระ
หนี้เป็นเงินก้อนทีเดียวหรือทำตามเงินไขสัญญาเงินกู้ระหว่างดำกับแดงก็ได้
ในระหว่างที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการใน
การชำระหนี้ของลูกหนี้ตามวรรคสาม เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ย
เพิ่มขึ้นเพราะเหตุที่ลูกหนี้ผิดนัดในระหว่างนั้นมิได้
ตัวอย่าง จากตัวอย่างข้างบนถ้าเขียวกำลังชำระหนี้ตาม
เงื่อนไขสัญญาเงินกู้ระหว่างแดงกับดำอยู่ ดำจะไม่สามรถเรียก
ดอกเบี้ยเพิ่มได้
29
การชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันตามมาตรานี้ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้ค้ำประกัน
ตามมาตรา 693 ผู้ค้ำประกันไม่จำต้องชำระหนี้ก่อนถึงเวลากำหนดที่จะชำระ แม้ถึงว่า
ลูกหนี้จะไม่อาจถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเวลาสุดสิ้นได้ต่อไปแล้ว
(ป.พ.พ. มาตรา 687)
เมื่อเจ้าหนี้ทวงให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันจะขอให้เรียกลูกหนี้ชำระก่อน
ก็ได้ เว้นแต่ลูกหนี้จะถูกศาลพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายเสียแล้ว หรือไม่ปรากฏว่า
ลูกหนี้ไปอยู่แห่งใดในพระราชอาณาเขต (ป.พ.พ. มาตรา 688)
ตัวอย่าง แดงทำสัญญากู้ยืมเงินจากดำโดยมีเขียวเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาแดง
ไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนด ดำจึงให้เขียวซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมาชำระหนี้แทนแดง
ซึ่งเขียวมีสิทธิ์ที่จะ เรียกให้แดงมาชำระหนี้ก่อน เว้นแต่ แดงถูกตัดสินให้เป็นผู้ล้ม
ละลาย หรือได้หนีออกจากประเทศไปแล้ว
30
ถึงแม้จะได้เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวมาในมาตราก่อนนั้นแล้วก็ตาม ถ้าผู้ค้ำ
ประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้นั้นมีทางที่จะชำระหนี้ได้ และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระ
หนี้นั้นจะไม่เป็นการยากไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องบังคับการชำระหนี้รายนั้นเอาจาก
ทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน (ป.พ.พ. มาตรา 689)
ตัวอย่าง จากตัวอย่างด้านบนถ้าเขียวเรียกให้แดงมาชำระหนี้ได้ และพิศูจน์
ได้ว่าเขียวยังสามรถชำระหนี้นั้นได้ แดงก็จะต้องชำระหนี้นั้นให้ดำเสียก่อน
ถ้าเจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันไซร้ เมื่อผู้ค้ำประกัน
ร้องขอ ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องให้ชำระหนี้เอาจากทรัพย์ซึ่งเป็นประกันนั้นก่อน
(ป.พ.พ. มาตรา 690)
ตัวอย่าง จากตัวอย่างด้านบนถ้าแดงเอาสินทรัพย์มาค้ำประกันไว้กับดำ
เขียวที่เป็นผู้ค้ำประกันและต้องชำระหนี้แทนแดงสามรถเอาทรัพย์สินนั้นได้
แต่ต้องชำระหนี้ให้หมดเสียก่อน
31
ในกรณีที่เจ้าหนี้ตกลงกับลูกหนี้ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกัน
รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ราย
นั้น ให้เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงดังกล่าวภายในหกสิบวัน
นับแต่วันที่ตกลงกันนั้น ถ้าลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้วก็ดี ลูกหนี้ชำระหนี้
ตามที่ได้ลดไม่ครบถ้วนแต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือนั้นแล้วก็ดี หรือลูกหนี้
ไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดนั้นแล้วก็ดี ให้ผู้ค้ำ
ประกันเป็นอันหลุดพ้นจากการค้ำประกัน ในการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันดังกล่าว
ผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้แม้จะล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลดแต่ต้อง
ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาชำระหนี้ดังกล่าว
ในกรณีที่เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงดังกล่าวเมื่อล่วง
เลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้ว ให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้
ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลง
นั้น ทั้งนี้ ข้อตกลงที่ทำขึ้นภายหลังที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว หากในข้อตกลง
นั้นมีการขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ มิให้ถือว่าเป็นการผ่อนเวลาตามมาตรา
700 ³ ข้อตกลงใดที่มีผลเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ค้ำประกันให้มากกว่าที่บัญญัติไว้
ในวรรคหนึ่ง ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 691 ²)
อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย
(ป.พ.พ. มาตรา 692)
ตัวอย่าง อายุความใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นภายในสัญญา ระหว่าง แดง กับ
ดำ หาก ดำไม่ทำตามที่กำหนด แดงพ้นจากการเป็นลูกหนี้ เขียวก็พ้นจาก
การเป็นผู้ค้ำประกันด้วย
หมวด 3 ผลภายหลังชำระหนี้ 32
ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ เพื่อต้นเงิน
กับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำ
ประกันนั้น อนึ่ง ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้
ด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 693)
ตัวอย่าง แดงทำสัญญากู้ยืมเงินจากดำโดยมีเขียวเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาแดงไม่ได้ชำระหนี้
ตามกำหนด ดำจึงให้เขียวซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมาชำระหนี้แทนแดง เขียวชำระหนี้แทนแดงจน
ครบหมดแล้ว เขียวจะสามรถเรียกให้แดงมาเป็นลูกหนี้ของตน เพื่อชำระทุกๆ ค่าเสียหายที่
เกิดจากที่เขียวชดใช้เงินค้ำประกันแทนแดงได้ทั้งหมด
นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อ
ต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 694)
ตัวอย่าง สิทธิของลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ที่กฎหมาย
กำหนดไว้ ผู้ค้ำประกันสามรถนำมามช้ได้เช่นกัน
33
ผู้ค้ำประกันซึ่งละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้นั้น
ท่านว่าย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้เพียงเท่าที่ไม่ยกขึ้นเป็นข้อ
ต่อสู้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้ว่ามีข้อต่อสู้เช่นนั้น และที่ไม่รู้นั้น
มิได้เป็นเพราะความผิดของตนด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 695)
ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิจะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ได้ ถ้าว่าตนได้ชำระหนี้
แทนไปโดยมิได้บอกลูกหนี้ และลูกหนี้ยังมิรู้ความมาชำระหนี้ซ้ำอีก
ในกรณีเช่นว่านี้ ผู้ค้ำประกันก็ได้แต่เพียงจะฟ้องเจ้าหนี้เพื่อคืนลาภมิ
ควรได้เท่านั้น (ป.พ.พ. มาตรา 696)
ตัวอย่าง แดงทำสัญญากู้ยืมเงินจากดำโดยมีเขียวเป็นผู้ค้ำประกัน
ต่อมาแดงไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนด ดำจึงให้เขียวซึ่งเป็นผู้ค้ำ
ประกันมาชำระหนี้แทนแดง เขียวชำระหนี้แทนแดงจนครบหมดแล้ว
แต่เขียวไม่บอกแดง ทำให้แดงไม่รู้ เขียวจะไปไล่เบี้ยเอาค่าเสียหาย
จากแดงไม่ได้ ทำได้เพียงฟ้องต่อศาลให้ดำคืนลาภมิควรได้เท่านั้น
ถ้าเพราะการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้เอง เป็นเหตุ
ให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสิทธิ
ก็ดี จำนองก็ดี จำนำก็ดี และบุริมสิทธิอันได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้แต่ก่อน
หรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำ
ประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่ตนต้องเสียหาย
เพราะการนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 697)
หมวดที่ 4 ความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำประกัน 34
อันผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้น
ไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ (ป.พ.พ. มาตรา 698)
การค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่มีจำกัดเวลาเป็นคุณแก่
เจ้าหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันอาจเลิกเสียเพื่อคราวอันเป็นอนาคตได้ โดยบอก
กล่าวความประสงค์นั้นแก่เจ้าหนี้ ในกรณีเช่นนี้ ท่านว่าผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับ
ผิดในกิจการที่ลูกหนี้กระทำลงภายหลังคำบอกกล่าวนั้นได้ไปถึงเจ้าหนี้
(ป.พ.พ. มาตรา 699)
ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอม
ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่ผู้ค้ำ
ประกันจะได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น (ป.พ.พ. มาตรา 700 ¹)
ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลาอันมีผลเป็นการยินยอม
ให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลา ข้อตกลงนั้นใช้บังคับมิได้ ความในวรรคสอง มิให้ใช้บังคับแก่
กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระมิได้
ผู้ค้ำประกันจะขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อถึงกำหนดชำระก็ได้ ถ้า
เจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันก็เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด
(ป.พ.พ. มาตรา 701)
35
อธิบายเพิ่มเติมเรื่องลักษณะของสัญญาค้ำประกัน
สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาอุปกรณ์การค้ำประกันต้องมีหนี้เต็ม (หนี้ประธาน)
ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ก่อนเสมอ สัญญาค้ำประกันเป็นเพียงสัญญาอุปกรณ์ของหนี้
ประธานมีขึ้นเพื่อให้เจ้าหนี้มีหลักประกันการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้มั่นคงยิ่งขึ้น
(ป.พ.พ มาตรา 680) สัญญาค้ำประกันมีขึ้นเพียงลำพังโดยปราศจากสัญญาประธาน
ไม่ได้ (ป.พ.พ มาตรา 681) ดังนั้นหากหนี้ของลูกหนี้ซึ่งเป็นหนี้ประธานระงับไปจะ
ทำให้สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ระงับไปด้วย มีผลให้ผู้ค้ำประกันหลุด
พ้นจากความรับผิด (ป.พ.พ มาตรา 689)
ตัวอย่าง แดงกู้เงินจากดำ โดยมีเขียวมาทำสัญญาค้ำประกันเป็นประกัน
เงินกู้ของแดง ต่อมาดำปลดหนี้ทั้งหมดให้แดงทำให้สัญญาเงินกู้ระงับลง
สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงระงับลงไปด้วย เขียวจึงหลุดพ้น
ความรับผิดชอบตามสัญญาค้ำประกัน
เป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกัน ค้ำประกันต้องเป็นบุคคล
ภายนอกซึ่งไม่ใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้และค้ำประกันเป็นสัญญาสองฝ่าย
กระทำขึ้นระหว่างเจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกัน ส่วนลูกหนี้ไม่ได้เป็นคู่สัญญา
ในสัญญาค้ำประกันด้วย
(ป.พ.พ. มาตรา 681/1²)
36
เจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกันจึงทำสัญญาได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้
เจ้าหนี้จะตกลงให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะ
เป็นลูกหนี้ร่วมไม่ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 685/14)
ตัวอย่าง แดงกู้เงินจากดำ โดยมีเขียวมาทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของแดง
โดยที่ในสัญญาค้ำประกันนั้นจะแยกแกมาจากสัญญาเงินกู้อีกที มีคู่สัญญา
เฉพาะดำกับเขียวเท่านั้น ทั้ง 2 คนนี้สามารถทำสัญญาค้ำประกันได้โดยที่ไม่
ต้องได้รับการอนุญาติจากแดง แต่ดำก็ไม่สามรถที่จะระบุลงในสัญญาค้ำ
ประกันได้ว่า เขียวจะต้องรับผิดชอบหนี้ของแดง ในฐานะลูกหนี้ร่วมไม่ได้ ถ้า
ทำสัญญาค้ำประกันนี้ถือว่าเป็นโมฆะ
เป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันจะชำระหนี้แทนเมื่อลูกหนี้ผิดไม่ชำระหนี้
(ป.พ.พ. มาตรา 680) เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ หากลูกหนี้ผิดนัดไม่
ชำระหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ แต่เจ้าหนี้ต้อง
มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 นับแต่วันที่ลูกหนี้
ผิดนัดเสียก่อน (ป.พ.พ. มาตรา 686)
เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ย 37
เรียกเงินที่ตนได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้วคืนจากลูกหนี้ได้
(ป.พ.พ. มาตรา 693)
ตัวอย่าง แดงกู้เงินจากดำ โดยมีเขียวมาทำสัญญาค้ำประกันเงินกูจองแดง
ต่อมาเมื่อถึงเวลากำหนดชำระหนี้ในสัญญาเงินกู้ของแดงกับดำ แดงไม่ได้ชำระ
หนี้ตามกำหนดในสัญญา ดำจึงได้ทำหนังสือบอกกล่าวไปหาเขียวให้มาขำระหนี้
แทนแดง ซึ่งดำต้องทำภายใน 60 วันจากวันที่แดงผิดนัดในการชำระหนี้ ต่อมา
เขียวรับทราบและได้ทำการชำระหนี้แทนแดงทั้งหมด เขียวจึงได้ทำการไล่เบี้ยเงิน
ที่ตนชำระหนี้แทนไปแล้วคืนจากแดง
สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ สัญญาค้ำประกันจึงสมบูรณ์เมื่อ
มีการตกลงกันระหว่างผู้ค้ำประกันกับเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะตกลงกันด้วยวาจาหรือ
ลายลักษณ์อักษร แต่การที่จะฟ้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำ
ประกันได้นั้นจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็น
สำคัญ (ป.พ.พ. มาตรา 680) อย่างไรก็ตาม สัญญาค้ำประกันที่ไม่มีหลัก
ฐานเป็นหนังสือนั้นไม่เป็นโมฆะแต่อย่างใด ยังมีผลสมบูรณ์เพียงแต่ไม่
สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้เท่านั้น (ป.พ.พ. มาตรา 680)
ตัวอย่าง แดงกู้เงินจากดำ โดยมีเขียวมาเป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของ
แดง ถือว่าสัญญาค้ำประกันได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าเขียวจะแค่บอกกล่าวด้วยวาจา
กับดำ หรือ จะทำเป็นหนังสือสัญญาก็ตาม แต่ถ้าเขียวและดำไม่ได้ทำสัญญาค้ำ
ประกันกันในรูปแบบหนังสือลงลาบมือชื่อของเขียว ถ้าในอนาคต แดงไม่ชำระ
หนี้ตามสัญญา และเขียวผู้ซึ้งเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของแดง ก็ไม่ชำระหนี้แทน
แดงตามสัญญาค้ำประกัน ดำก็ไม่สามรถฟ้องร้องบังคับคดีกับเขียวได้เนื่องจาก
ไม่มีหลักฐาน เพราะฉะนั้น ดำควรจะต้องให้เขียวทำสัญญาค้ำประกันลงลาบมือ
ชื่อเอาไว้จะเป็นการดีที่สุด
38
สัญญาจำนอง
39
สัญญาจำนอง
สัญญาจำนองในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แบ่งออก
เป็นทั้งหมด 6 หมวดได้แก่
หมวดที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป 40
อันว่าจำนองนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่
บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สิน
นั้นให้แก่ผู้รับจำนอง
ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพัก
ต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่
(ป.พ.พ. มาตรา 702)
ตัวอย่าง A ได้กู้เงินจากนาย B เป็นจำนวนเงินสด 1 แสนบาท โดยนาย A ได้นำที่ดิน
ของตนไปจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้เงินกู้
จำนวน 1 แสนบาท ที่นาย A ได้กู้ไปจากนาย B โดยนาย A ไม่ต้องส่งมอบที่ดินของตนให้
แก่นาย B และนาย A ยังคงมีสิทธิครอบครองและใช้สอยที่ดินของตนได้ตามปกติ
อันอสังหาริมทรัพย์นั้นอาจจำนองได้ไม่ว่าประเภทใด ๆ
สังหาริมทรัพย์อันจะกล่าวต่อไปนี้ก็อาจจำนองได้ดุจกัน หากว่าได้จด
ทะเบียนไว้แล้วตามกฎหมาย คือ(1) เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป (2) แพ (3) สัตว์
พาหนะ (4) สังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งกฎหมายหากบัญญัติไว้ให้จดทะเบียนเฉพาะ
การ (ป.พ.พ. มาตรา 703)
ตัวอย่าง การจำนองนั้นจะใช้ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ทุกชนิด ส่วนสังหาริมา
ทรัพย์จะยกเว้นไว้ตาม มาตรา 703
สัญญาจำนองต้องระบุทรัพย์สินซึ่งจำนอง (ป.พ.พ. มาตรา704)
การจำนองทรัพย์สินนั้น นอกจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้นแล้ว ท่านว่าใครอื่น
จะจำนองหาได้ไม่ (ป.พ.พ. มาตรา 705)
บุคคลมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแต่ภายในบังคับ 41
เงื่อนไขเช่นใด จะจำนองทรัพย์สินนั้นได้แต่ภายใน
บังคับเงื่อนไขเช่นนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 706) ตัวอย่าง แดงได้ทำ
สัญญากู้ยืมเงินกับดำ แต่
บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ไม่มีหลักทรัพย์มาจำนอง
ท่านให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร แดงจึงขอให้เขียวผู้เป็น
(ป.พ.พ. มาตรา 707) พ่อนำรถยนต์ ไปจำนอง
กับดำแทนได้
สัญญาจำนองนั้นต้องมีจำนวนเงินระบุไว้เป็น
เรือนเงินไทยเป็นจำนวนแน่ตรงตัว หรือจำนวนขั้น
สูงสุดที่ได้เอาทรัพย์สินจำนองนั้นตราไว้เป็นประกัน
(ป.พ.พ. มาตรา 708)
บุคคลคนหนึ่งจะจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อัน
บุคคลอื่นจะต้องชำระ ก็ให้ทำได้ (ป.พ.พ. มาตรา 709)
ทรัพย์สินหลายสิ่งมีเจ้าของคนเดียวหรือหลายคนจะจำนองเพื่อประกันการชำระหนี้แต่
รายหนึ่งรายเดียว ท่านก็ให้ทำได้ และในการนี้คู่สัญญาจะตกลงกันดังต่อไปนี้ก็ได้ คือว่า
(๑) ให้ผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตามลำดับอันระบุไว้
(๒) ให้ถือเอาทรัพย์สินแต่ละสิ่งเป็นประกันหนี้เฉพาะแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดที่ระบุไว้
(ป.พ.พ. มาตรา 710)
การที่จะตกลงกันไว้เสียแต่ก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระเป็นข้อความอย่างใดอย่างหนึ่ง
ว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนอง หรือว่าให้จัดการแก่
ทรัพย์สินนั้นเป็นประการอื่นอย่างใดนอกจากตามบทบัญญัติทั้งหลายว่าด้วยการบังคับ
จำนองนั้นไซร้ ข้อตกลงเช่นนั้นท่านว่าไม่สมบูรณ์ (ป.พ.พ. มาตรา 711)
ตัวอย่าง สัญญาจำนองห้ามให้คู่สัญญาทำข้อตกลงในสัญญาก่อนกำหนดชำระหนี้ว่า
ถ้าชำระหนี้ไม่ตรงเวลา ให้คนรับจำนำยึดทรัพย์ที่จำนองไปหรือ ให้นำทรัพย์สินไปทำ
ประโยชน์ได้ หรือ ข้อตกลงที่นอกเหนือจากที่ กฎหมายกำหนด ข้อตกลงนั้นจะไม่สมบูรณ์
แม้ถึงว่ามีข้อสัญญาเป็นอย่างอื่นก็ตาม ทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้แก่บุคคลคน 42
หนึ่งนั้น ท่านว่าจะเอาไปจำนองแก่บุคคลอีกคนหนึ่งในระหว่างเวลาที่สัญญา
ก่อนยังมีอายุอยู่ก็ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 712)
ตัวอย่าง แดงได้นำรถยนต์ไปทำสัญญาจำนองในการกู้ยืมเงิน
จากดำ ต่อมาแดงยังมีความต้องการใช้เงินอยู่จึงได้นำรถคันเดิม
ไปทำสัญญาจำนองกับเขียวเพื่อกู้เงินเพิ่มก็ได้
จำนถ้อามงิจไะด้ชตำกระลหงกนีั้นล้าไวง้เจปำ็นนอองย่เาปง็นอื่นงวใดนสๆัญก็ญไดา้จ(ำปน.พอ.งพท.่ามนาวต่ารผูา้ 713)
อันสัญญาจำนองนั้น ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่ (ป.พ.พ. 714)
(มปา.ตพบร.รพาร.ด7ม2าา8ข้ตอมรตาาตก7ลร1าง4เ7)กี่2ย9วกแับลกะมาราจตำรนาอ7ง3ที5่แเตป็กนตโ่มางฆไะปจาก
หมวดที่ 2 สิทธิจำนองคลอบคลุมเพียงใด 43
ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ
(๑) ดอกเบี้ย
(๒) ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้
(๓) ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง (ป.พ.พ. มาตรา 715)
จำนองย่อมครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่ง แม้จะได้ชำระหนี้
แล้วบางส่วน (ป.พ.พ. มาตรา 716)
แม้ว่าทรัพย์สินซึ่งจำนองจะแบ่งออกเป็นหลายส่วนก็ตาม ท่านว่าจำนองก็ยังคง
ครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนด้วยกันอยู่นั่นเอง ถึงกระนั้นก็ดี ถ้าผู้รับจำนอง
ยินยอมด้วย ท่านว่าจะโอนทรัพย์สินส่วนหนึ่งส่วนใดไปปลอดจากจำนองก็ให้ทำได้
แต่ความยินยอมดังว่านี้หากมิได้จดทะเบียน ท่านว่าจะยกเอาขึ้นเป็นข้อต่อสู้แก่
บุคคลภายนอกหาได้ไม่ (ป.พ.พ. มาตรา 717)
จำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินซึ่งจำนอง แต่ต้อง
อยู่ภายในบังคับซึ่งท่านจำกัดไว้ในสามมาตราต่อไปนี้ (ป.พ.พ. มาตรา 718)
จำนองที่ดินไม่ครอบไปถึงเรือนโรงอันผู้จำนองปลูกสร้างลงในที่ดินภายหลังวันจำนอง เว้น
แต่จะมีข้อความกล่าวไว้โดยเฉพาะในสัญญาว่าให้ครอบไปถึง แต่กระนั้นก็ดี ผู้รับจำนองจะให้
ขายเรือนโรงนั้นรวมไปกับที่ดินด้วยก็ได้ แต่ผู้รับจำนองอาจใช้บุริมสิทธิของตนได้เพียงแก่
ราคาที่ดินเท่านั้น (ป.พ.พ. มาตรา 719)
จำนองเรือนโรงหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งได้ทำขึ้นไว้บนดินหรือใต้ดิน ในที่ดิน
อันเป็นของคนอื่นเขานั้นย่อมไม่ครอบไปถึงที่ดินนั้นด้วย ฉันใดกลับกันก็ฉันนั้น
(ป.พ.พ. มาตรา 720)
จำนองไม่ครอบไปถึงดอกผลแห่งทรัพย์สินซึ่งจำนอง เว้นแต่ในเมื่อผู้รับ
จำนองได้บอกกล่าวแก่ผู้จำนองหรือผู้รับโอนแล้วว่าตนจำนงจะบังคับจำนอง
(ป.พ.พ. มาตรา 721)
44
หมวดที่ 3 สิทธิและหน้าที่ของผู้จำนองและผู้รับจำนอง
ถ้าทรัพย์สินได้จำนองแล้ว และภายหลังที่จดทะเบียนจำนองมีจด
ทะเบียนภาระจำยอมหรือทรัพยสิทธิอย่างอื่น โดยผู้รับจำนองมิได้
ยินยอมด้วยไซร้ ท่านว่าสิทธิจำนองย่อมเป็นใหญ่กว่าภาระจำยอมหรือ
ทรัพยสิทธิอย่างอื่นนั้น หากว่าเป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของผู้รับจำนอง
ในเวลาบังคับจำนองก็ให้ลบสิทธิที่กล่าวหลังนั้นเสียจากทะเบียน
(ป.พ.พ. มาตรา 722)
มยทภีกอราัตมาพยัรวรหยัจอ์บลสดยัิ่งนจทานะันงะ้ัตน้เน้ทบออีจรยังอพะพนกสิยจจภ์ร้สาาาิารกนงรณคทะทีจ่วะถาำาูเทกบียม่ีสจอยเัำสญมืน่นอญไหอมปงราเืไสกอีปยากรแใรจหล้ณ้ำกวีนับถใอ้ดผางู้ภๆรเัสบาีกยย็จตหกำ่นาอลัมนองทพงีแ่ บกผตู็้่ใวร่ถัหาบ้้าลทจใบำนรันพสกิ่องยร์ทงณีส่ิไีพนมใ่บดนั้ใทนีน่
ภแเวห่พาทานยผรึนู่้ถใงาร้ใันะสาบหูคทเญ้จวมวรำีลัหารพนามาาอยอคยผั์นิงสหาดิจนสเรขพะืมซีอบึอ่ยัคบงงงุงจควบผพูัำร้บสจนแอำลจอกนหำา่งเนยอรหบืุงออเบตเปงุแ็สสเ(นลสนลปีเะยาอ.หผพยูใจ้ตนจ.ะุหพำใทรันัหรบ.ืน้ออมไซทถม่งีา้่อกกาตเ็็มพทไเีรสดแรยา้ันพซงเ7อพวมย้2์นจแสอ3ิะแแนก)จ้ตกำไซ่ึ่ข่นเกงมคือจา่อรำงวเนปาทหมรอรัตบะพงุุกแนบัยั้น์ตนสส่ิไสลมนิซิ่างไอรืยใด่้น้ดทนเั่้ปสานิ็่นงน
อธิบายเพิ่มเติมเรื่องแบบของสัญญาจำนอง 45
สัญญาจำนอง คือ การที่บุคคลหนึ่ง เรียกว่า "ผู้จำนอง" เอาอสังหาริมทรัพย์ของตน
เช่นที่ดิน หรือ ทรัพย์ทื่กฏหมายอนุญาตให้จำนองไปจดทะเบียนไว้กับอีกบุคคลหนึ่ง
เรียกว่า "ผู้รับจำนอง" เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ ทั้งนี้โดยผู้จำนองไม่ต้องส่ง
มอบ ที่ดิน หรือทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้รับจำนอง (ปพพ.มาตรา 702)
สัญญาจำนอง คือ สัญญาเงินกู้ในรูปแบบหนึ่ง ที่มีการนำเอาอสังหาริมทรัพย์มาใช้
เป็นหลักประกันการชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็น โฉนดที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม โรงงาน
โกดัง โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ เป็นต้น เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็น
ทรัพย์สินที่มีคุณภาพ ไม่เคยเสื่อมค่าตามกาลเวลา และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้
ทำให้อสังหาริมทรัพย์ จึงเป็นหลักประกันที่มั่นคง (ปพพ.มาตรา 702)
ตัวอย่าง A ได้กู้เงินจากนาย B เป็นจำนวนเงินสด 1 แสนบาท โดยนาย A ได้นำ
ที่ดินของตนไปจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการประกันการ
ชำระหนี้เงินกู้จำนวน 1 แสนบาท ที่นาย A ได้กู้ไปจากนาย B โดยนาย A ไม่ต้อง
ส่งมอบที่ดินของตนให้แก่นาย B และนาย A ยังคงมีสิทธิครอบครองและใช้สอย
ที่ดินของตนได้ตามปกติ
อธิบายเพิ่มเติมเรื่องแบบของสัญญาจำนอง 46
ทรัพย์สินที่ทำสัญญาจำนองได้มีอะไรบ้าง ?
นอกจากทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ ที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันการ
ชำระหนี้ได้แล้ว ยังมีทรัพย์อีกประเภทที่สามารถนำมาใช้ในการทำสัญญาจำนองได้
นั่นก็คือ รถ เรือ หรือสัตว์ที่เป็นพาหนะ แต่จะต้องเป็นทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนขึ้นถูก
ต้องตามกฎหมายแล้วเท่านั้น (ปพพ.มาตรา 703)
ผลของสัญญาจำนอง
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ โดย
ไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิในทรัพย์สินนั้นจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือ
ไม่ก็ตาม (ปพพ.มาตรา 710)
ตัวอย่าง ในสัญญามีการระบุเอาใว้ว่า นาย ก ได้รับจำนองที่ดินใว้กับนาย ข มี
กำหนดชำระระยะเวลา 1 ปี หากไม่ชำระตามกำหนด เจ้าหนี้จะคิดดอกเบี้ยเท่า
ดับการกู้เงิน(15%ต่อปี) ซึ่งเจ้าหนี้ สามารถเก็บชำระดอกเบี้ยหลังจากผิดนัด
ได้5ปี แต่หากเจ้าหนี้ไม่ได้รับการชำระหนี้ เจ้าหนี่สามารถฟ้องให้ชำระหนี้ค้าง
ตามกฎหมาย พร้อมกับดอกเบี้ยค้างเดิม และดอกเบี้ยระยะเวลาผิดนัด หากลูก
หนี้ไม่ชำระจริงๆ จะมีการบังคับจำนอง ก็คือขายทอดตลาด หรือไม่ก็ยึด
ทรัพย์สินเป็นของผู้รับจำนอง
ไถ่ถอนจากจำนอง 47
หมายถึง กรณีที่ได้ชำระหนี้ที่จำนองเป็นประกันโดยสิ้นเชิงแล้ว การ
จำนอง จึงระงับสิ้นไปโดยผลของกฎหมาย แม้ไม่จดทะเบียนก็สามารถใช้บังคับใน
ระหว่างกันเองได้ แต่ถ้าจะให้ ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ ต้องจดทะเบียน
ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สำหรับประเภทการจดทะเบียนอื่นๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติม
ได้ที่ เว็บไซต์กรมที่ดิน (ปพพ.มาตรา 725)
ตัวอย่าง นาย A ได้จำนองที่ดิน กับนาย B และได้ชำระหนี้ที่กำหนดให้แก่นายB ตาม
สัญญาจนครบ รวมดอกเบี้ยในแต่ละงวดแล้ว ก็สามารถนำเอกสารไปทำเรื่องกับธนาคาร
เพื่อแสดงความต้องการไถ่ถอน
หากลูกหนี้จำนองไม่ชำระหนี้ จะเป็นการบังคับจำนอง เมื่อจะบังคับจำนองนั้น
ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอัน
สมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและ
ลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้
พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้
ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ข้อ (ปพพ.มาตรา 728)
1. ขายทอดตลาด
การขายทอดตลาด คือ การยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อยึดทรัพย์สินที่จำนองออกมาขายทอด
ตลาด และนำเงินที่ได้มาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง โดยศาลจะตัดสินในกรณีที่เจ้า
หนี้ส่งหนังสือแจ้งการชำระหนี้แก่ลูกหนี้แล้ว แต่ลูกหนี้ละเลย ไม่ปฏิบัติตาม อันเป็นเหตุ
ให้เจ้าหนี้ยื่นฟ้องต่อศาลในที่สุด (ป.พ.พ. มาตรา 739)