ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง แคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ อาจารย์ที่ปรึกษา นายมงคล จิตรโสภิณ ชื่อนักศึกษา นางสาวอภิญญา วะรงค์ หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพครูบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู ปีการศึกษา 2563 บทคัดย่อ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้นของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผู้ สัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัส เบื้องต้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ ได้เรียนรู้โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ กับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 3) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง แคลคูลัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศคลองหลวง จำนวน 133 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 39 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานได้แก่ t-test (One Group Dependent t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้นของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 82.15/80.51 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้นของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายรายข้อมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 7 ข้อ ระดับมาก 11 ข้อ และปานกลาง 1 ข้อ
Title The Development of Mathematics instructional packages on calculus of matthayomsuksa 6 students with learning Management by Inquiry Cycles Advisor Mr.Mongkol Jittrasopin Studente name Ms. Apinya Warong Curriculum Graduate Diploma in Teacher Education Year 2020 Abstract The research aims to 1) develop learning achievements results with learning management by Inquiry Cycles on Calculus of Mathematics Subject 6 student with effectiveness as the criteria 80/80 2) Compare posttest leaning achievement result on Calculus of Mathematics 6 with learning management by Inquiry Cycles as the criteria and 3) Students satisfaction towards learning management by Inquiry Cycles on Calculus of Matthayomsuksa 6 students. The sample consists of 39 students of Matthayomsuksa 6/1 Sarasas Witaed Klongluang, Pathumthani in the first semester on the academic year 2020 by purposive sampling. The data instrumental was 1) 10 learning plans with learning management by Inquiry Cycles on Calculus of Matthayomsuksa 6 students. 2) 30 questions of Mathematics learning achievement test on Calculus with the objective test with 4 choices item and 3) 20 questions of student satisfaction questionnaire towards with learning management by Inquiry Cycles on Calculus of Matthayomsuksa 6 students. The data analysis was used mean, standard deviation and T-Test (One Group sample) The study results showed that 1) The effectiveness of learning management by Inquiry Cycles on Calculus of Matthayomsuksa 6 students had 82.15/80.51 as setting criteria. 2) Mathematics learning achievement on Calculus of Matthayomsuksa 6 who learnt with learning management by Inquiry Cycles on Calculus of Matthayomsuksa 6 students, posttest was higher than pretest with statistically significant at the 0.05 and 3) Matthayomsuksa 6 students had satisfied towards with learning management by Inquiry Cycles on Calculus as whole and individual aspect were ay the high level.
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การเรียนการศึกษาเป็นปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ รู้จักคิด รู้จักทำ และมีความคิดที่สร้างสรรค์เพื่อให้เกิดการประสบผลสำเร็จ มีความ เจริญก้าวหน้าต่อตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ ซึ่งถ้าเยาวชนของชาติได้รับการศึกษาที่ดี ย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งกำลังทางสมองต่อประเทศชาติ ซึ่งจะส่งผลให้เยาวชนเหล่านั้นเป็นกำลังสำคัญต่อ การพัฒนาประเทศ ให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศมากยิ่งขึ้น การที่ประเทศชาติจะประสบผลสำเร็จได้นั้นต้องมีการวางรากฐาน ปลูกฝังการศึกษาให้กับเยาวชน ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เพื่อส่งผลให้เยาวชนเหล่านั้น เติบโตเป็นผู้ใหญ่ซึ่งมีความรู้ความสามารถในการพัฒนา ประเทศชาติในอนาคตได้ ซึ่งการจัดการเรียนกรสอนอย่างแน่นอนต้องยึดรูปแบบการสอนตาม ลักษณะในตัวผู้เรียนเป็นหลัก มีความรู้ ความสามารถและพัฒนาตัวเองได้ตามรูปแบบการสอนของตัว ผู้เรียน และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดของกระบวนการศึกษา ซึ่งต้องมีการส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตนเองไปตามธรรมชาติหรือตามศักยภาพของตัวนักเรียนเองเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดี มากยิ่งขึ้น (สิทธิชัย ไลศรีมา, 2557: 1) วิชาคณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ทำให้เกิดความคิด ที่สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล คิดอย่างเป็นระบบอย่างมีแบบแผน สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้ อย่างมีหลักเกณฑ์ มีเหตุผล รอบคอบและเป็นไปอย่างถี่ถ้วน รวมไปถึงช่วยคาดการณ์ วางแผนและ ตัดสินใจในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือใน การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ มากมาย คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการ ดำรงชีวิต รวมถึงช่วยช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและสติปัญญาในทางที่ดีขึ้น โดยมนุษย์ทุกคนได้เรียนรู้ คณิตศาสตร์เป็นประจำโดยไม่รู้ตัว เช่น การกำหนดการทำงานหลายๆงานกับเวลาที่จำกัด เรื่อง ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันซึ่งเกี่ยวข้องกับประมาณค่า ซึ่งก็ต่างเป็นการตัดสินใจในเชิงจำนวนหรือ แม้กระทั่งการคาดคะเนเวลาในการเดินทางไปทำงานหรือเที่ยว โดยมนุษย์ทุกคนจะเลือกเส้นทางที่ ใกล้ที่สุด สิ่งเหลานี้ล้วนเกิดขึ้นรอบตัวเราทั้งนั้น ซึ่งจะทำให้เราเห็นว่าคณิตศาสตร์เกิดขึ้นได้รอบตัว และเป็นสิ่งที่จำเป็นของมนุษย์ (สิทธิชัย ไลศรีมา, 2557: 5) ในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์พบว่ามีปัญหาที่สำคัญคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์กลุ่มสาระคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ โดยวัดจากการทดสอบของผู้จัดการเรียนรู้หลัง การจบการเรียนในเรื่องๆ ต่าง ๆ ซึ่งครูผู้สอนพบว่า การพัฒนาการหรือการเรียนรู้ของนักเรียนยังต่ำ กว่าเกณฑ์ที่ครูได้ตั้งไว้อย่างมาก ซึ่งอาจจะเกิดจากหลายๆ ปัจจัย ทั้งนี้อาจจะเกิดเพราะตัวผู้เรียนที่ไม่ สามารถเรียงลำดับความคิด อธิบายวิธีการวิเคราะห์ปัญหาและขั้นตอนการแก้ปัญหาได้เท่าที่ควร กระบวนการทำงานของสมองเพื่อทำความเข้าใจและเหตุผลให้กับเรื่องราวต่าง ๆ ยังไม่ประสบ ความสำเร็จเท่าที่ควรตามจุดประสงค์ของเกณฑ์การประเมินการทดสอบก่อนเรียน เรื่อง แคลคูลัส เบื้องต้นของผู้จัดการเรียนรู้ที่ได้ทำการประเมินนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งหลักๆ ของปัญหา เหล่านี้คือตัวผู้เรียนไม่ได้เกิดการใช้กระบวนการคิดของสมองทั้ง 2 ซีก และขาดความร่วมมือในการ เรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของ (ธำรง บัวศรี, 2543: 17) ที่ว่า การเรียนรู้เมื่อนำข้อบกพร่องของ
2 การเรียนการสอนในปัจจุบันได้ให้นักเรียนท่องจำแบบผิดๆ ไม่ส่งผลต่อความคิด ไม่สามารถพัฒนา ศักยภาพของตัวผู้เรียน นำซึ่งการเรียนการสอนจะประสบผลสำเร็จนั้น ทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ หลักการของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้จัดการเรียนรู้ต้องใช้รูปแบบกรบวนการเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายยเพื่อให้ได้ การเรียนการสอนที่หลากหลายเพื่อให้ได้การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญการเรียนรู้จริง ๆ ซึ่ง การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวมีอยู่หลายวิธี เช่น การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ (Cooperative Learning) การสอนแบบโครงสร้างความรู้ (Graphic Organizer) การสอนแบบศูนย์การเรียน (Learning Center) การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(Inquiry Based) การสอนแบบบูรณาการ (Integrate Teaching) การสอนแบบถามตอบ (Ask and Question Model) การสอนด้วยรูปแบบซิปปา (CIPPA Model) การสอนแบบทดลอง (Laboratory Method) การสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงาน (Committee Work Method) เป็นต้น ผู้จัดการเรียนรู้ได้เห็นถึงความสำคัญของสื่อการสอนเป็นอย่างมากเมื่อมีสื่อการสอนที่ดึงดูด ความสนใจให้กับนักเรียนจะทำให้นักเรียนมีความอยากเรียนขึ้นมากกว่าการใช้กระดานทั่วไป ผู้จัดการ เรียนรู้จึงได้เล็งเห็นความสำคัญตรงนี้ว่าควรพัฒนาชุดกิจกรรมและสร้างสื่อการสอนจากชุดกิจกรรมที่ สร้างขึ้นจะเป็นเป็นสิ่งที่กระตุ้นกระบวนการคิด ความรู้สึก ในการเรียนคณิตศาสตร์มากยิ่งขึ้น ผู้จัดการเรียนรู้จึงได้สร้างชุดกิจกรรมโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง แบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยวิธีการกระบวนการวิทยาศาสตร์เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ปฏิบัติและ แก้ปัญหาด้วยตนเองจนเกิดทักษะกระบวนการเรียนรู้ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผู้เรียนจะมี ความเข้าใจมากกว่าเนื่องจากได้เรียนรู้จริงด้วยตัวเองก่อนแล้วจะทำให้ผู้เรียนสนใจในการเรียนมาก ยิ่งขึ้นส่งผลต่อการมีผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นด้วย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมุ่งพัฒนาความรู้ เกี่ยวกับเรื่อง แคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 เพื่อให้นักเรียนมีพื้นฐานความรู้ที่ดีขึ้น โดยจัดการเรียนการสอนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ รายวิชาคณิตศาสตร์โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เพื่อนำไปใช้ในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ของนักเรียนเพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนให้สูงขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัส เบื้องต้น โดยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัสเบื้องต้น โดยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ แคลคูลัสเบื้องต้น โดยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้
3 สมมติฐานในการวิจัย 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัสเบื้องต้น โดยวิธีการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ ที่พัฒนามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการ เรียนรู้แคลคูลัสเบื้องต้น โดยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ แคลคูลัสเบื้องต้น โดยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้อยู่ในระดับมาก ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา การศึกษาครั้งนี้เป็นการพัฒนาชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัส ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาคณิตศาสตร์ (ค32202) โดยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น โดย ใช้ขอบเขตเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้ 1) ลิมิตของฟังก์ชัน 2) ความต่อเนื่องของฟังก์ชัน 3) อนุพันธ์ของฟังก์ชัน 2. ขอบเขตด้านประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้ง 4 ห้องเรียน โรงเรียนสารสาสน์วิเทศคลองหลวง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 130 คน กลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศ คลองหลวง จำนวน 39 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง 3. ขอบเขตด้านระยะเวลา ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยด้วยผู้วิจัยเอง ด้วยการทดลองสอน วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม เรื่อง แคลคูลัส นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 20 คาบ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจาการวิจัย 1. ผลการวิจัยทำให้ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตสาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ แคลคูลัสเบื้องต้น รายวิชาคณิตศาสตร์ (ค32202) โดยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ให้มี ประสิทธิภาพดีมาก 2. ผลการวิจัยทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัสเบื้องต้น รายวิชาคณิตศาสตร์ (ค32202) โดยวิธีการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ 3. ผลการวิจัยทำให้นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ แคลคูลัสเบื้องต้น รายวิชาคณิตศาสตร์ (ค32202) โดยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้
4 นิยามปฏิบัติการ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง หมายถึง วัตกรรมการสอน ที่ประกอบด้วย คู่มือครู คู่มือ นักเรียน เนื้อหากิจกรรม สื่อประสมหลายอย่างมาสัมพันธ์กันและเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียน โดยจัดเป็นชุดกิจกรรมารเรียนรู้ การจัดกิจกรรมารเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียน ตาม ความถนัด และความสนใจของตนเอง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ และผู้เรียน เกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียน โดยได้จากประสบการณ์หรือการฝึกหัดโดยให้สอดคล้อง กับเนื้อหา จุดประสงค์ และประสบการณ์ต่าง ๆก่อให้เกิดการจัดการสอนที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้หมายถึงรูป แบบการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยวิธีการกระบวนการวิทยาศาสตร์เพื่อให้ผู้เรียน ได้ฝึกคิด ปฏิบัติและแก้ปัญหาด้วยตนเองจนเกิดทักษะกระบวนการเรียนรู้ตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ซึ่งมี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (engagement) หมายถึง การนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการ อภิปรายในกลุ่ม 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) หมายถึง การวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจ ตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) หมายถึง การนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่างๆ 4. ขั้นขยายความรู้ (elaboration) หมายถึง การนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับ ความรู้เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์ หรือเหตุการณ์อื่น 5. ขั้นประเมิน (evaluation) หมายถึง การประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่างๆ ว่า นักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไรและมากน้อยเพียงใด ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยพิจารณาจาก 80 ตัวแรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของผล การทำกิจกรรมการเรียนรู้ และแบบทดสอบย่อยหลังเรียนของนักเรียน คิดเป็นร้อยละ 80 หรือสูงกว่า 80 ตัวหลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของผลการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน คิดเป็นร้อยละ 80 หรือสูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถของนักเรียนที่เกิดจากการเรียนรู้ วิชา คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้นประเมินคะแนนการทดสอบจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เป็นข้อสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ความพึงพอใจ หมายถึง อารมณ์ ความรู้สึกทางบวกของนักเรียนทีมีต่อการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ซึ่งวัด โดยใช้แบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จำนวน 20 ข้อ
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตามลำดับดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ 1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.1 ความหมายของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.2 ประเภทของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.4 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.5 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.6 ประโยชน์และข้อจำกัดของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.2 แนวคิดพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.3 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.4 บทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.5 รูปแบบของกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 3.6 ข้อดีและข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 4. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.1 ความหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.2 ประเภทการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.3 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. ความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึงพอใจ 5.2 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 5.3 การวัดความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. กรอบแนวคิดและตัวแปรในการวิจัย
6 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้ เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและ เป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มี ความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษา ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้เต็มตามศักยภาพ หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ เรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบน พื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง เสมอภาค และมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษา ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัด การเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6.เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มี ความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพจึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมี ทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลกยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
7 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้ มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ดังนี้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมใน การใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การ คิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไป ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ ขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และ การรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยี ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการ เรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต
8 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้อง ตามบริบทและจุดเน้นของตนเอง มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุ ปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรมและ ค่านิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการ อะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกัน คุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่ง รวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อ ประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพียงใด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละ ระดับชั้น ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ ในการกำหนดเนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการ วัดประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน 1. ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับการศึกษาภาค บังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1–มัธยมศึกษาปีที่ 3)
9 2. ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4- 6) 1.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิด สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้ อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เปิดโอกาสให้เยาวชนทุกคนได้เรียนรู้คณิตศาสตร์อย่าง ต่อเนื่อง ตามศักยภาพ โดยกำหนดสาระหลักที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกคนดังนี้ จำนวนและการดำเนินการ: ความคิดรวบยอดและความรู้สึกเชิงจำนวน ระบบจำนวน จริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริง การดำเนินการของจำนวน อัตราส่วน ร้อยละ การแก้ปัญหาเกี่ยวกับ จำนวน และการใช้จำนวนในชีวิตจริง การวัด: ความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตรและความจุ เงินและเวลา หน่วยวัด ระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติ การแก้ปัญหาเกี่ยวกับการวัด และ การนำความรู้เกี่ยวกับการวัดไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เรขาคณิต: รูปเรขาคณิตและสมบัติของรูปเรขาคณิตหนึ่งมิติ สองมิติ และสามมิติ การนึก ภาพ แบบจำลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททางเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิต (Geometric transformation) ในเรื่องการเลื่อนขนาน (translation) การสะท้อน (reflection) และการหมุน (rotation) พีชคณิต: แบบรูป (pattern) ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน เซตและการดำเนินการของเซต การ ให้เหตุผล นิพจน์ สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ลำดับเลขคณิต ลำดับเรขาคณิต อนุกรมเลข คณิต และอนุกรมเรขาคณิต การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น: การกำหนดประเด็น การเขียนข้อคำถาม การ กำหนดวิธีการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดระบบข้อมูล การนำเสนอข้อมูล ค่ากลางและการ กระจายของข้อมูล การวิเคราะห์และการแปลความข้อมูล การสำรวจความคิดเห็น ความน่าจะเป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ และช่วยในการตัดสินใจ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์: การแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลาย การให้ เหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ และการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
10 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สาระที่ 1 จำนวนและการดำเนินการ มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจถึงความหลากหลายของการแสดงจำนวนและการใช้จำนวนใน ชีวิตจริง มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของจำนวนและความสัมพันธ์ ระหว่างการดำเนินการต่างๆ และใช้การดำเนินการในการแก้ปัญหา มาตรฐาน ค 1.3 ใช้การประมาณค่าในการคำนวณและแก้ปัญหา มาตรฐาน ค 1.4 เข้าใจระบบจำนวนและนำสมบัติเกี่ยวกับจำนวนไปใช้ สาระที่ 2 การวัด มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการ วัด มาตรฐาน ค 2.2 แก้ปัญหาเกี่ยวกับการวัด สาระที่ 3 เรขาคณิต มาตรฐาน ค 3.1 อธิบายและวิเคราะห์รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ มาตรฐาน ค 3.2 ใช้การนึกภาพ (visualization) ใช้เหตุผลเกี่ยวกับปริภูมิ และ ใน แบบจำลองทางเรขาคณิตในการแก้ปัญหา สาระที่ 4 พีชคณิต มาตรฐาน ค 4.1 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป (pattern) ความสัมพันธ์ และฟังก์ชัน มาตรฐาน ค 4.2 ใช้นิพจน์ สมการ อสมการกราฟ และตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์อื่นๆ แทนสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนแปลความหมายและนำไปใช้แก้ปัญหา สาระที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค 5.1 เข้าใจและใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล มาตรฐาน ค 5.2 ใช้วิธีการทางสถิติและความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นในการคาดการณ์ ได้อย่างสมเหตุสมผล มาตรฐาน ค 5.3 ใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นช่วยในการแก้ปัญหา คณิตศาสตร์เพิ่มเติม คณิตศาสตร์เพิ่มเติมจัดทำขึ้นสำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลำย แผนกำ รเรียน วิทยาศาสตร์ ที่จำเป็นต้องเรียนเนื้อหาในสำระจำนวนและพีชคณิต กำรวัดและเรขาคณิต สถิติ และ ความน่าจะเป็น รวมทั้งสำระแคลคูลัส ให้มีความลุ่มลึกขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับ การศึกษาต่อ ในระดับอุดมศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์เพิ่มเติมนี้ได้จัดทำขึ้นให้มีเนื้อหา สาระที่ทัดเทียม กับนานาชาติ เน้นการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจำรณญาณ การแก้ปญหำ การคิด สร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสารและการร่วมมือ รวมทั้งเชื่อมโยงความรู้สู่การนำไปใช้ในชีวิต จริง สาระจำนวนและพีชคณิต 1. เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการของ จำนวนผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใช้ 2. เข้าใจและวิเคราะห์รูปแบบความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลำดับและอนุกรม และนำไปใช้
11 3. ใช้นิพจน์ สมการอสมการ และเมทริกซ์ อธิบายความสัมพันธ์ หรือช่วยแก้ปัญหาที่ กำหนดให้ สาระการวัดและเรขาคณิต 1. เข้าใจเรขาคณิตวิเคราะห์ และนำไปใช้ 2. เข้าใจเวกเตอร์ การดำเนินการของเวกเตอร์ และนำไปใช้ สาระสถิติและความน่าจะเป็น 1. เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น และนำไปใช้ สาระแคลคูลัส 1. เข้าใจลิมิตและความต่อเนื่องของฟังก์ชัน อนุพันธ์ของฟังก์ชัน และปริพันธ์ของฟังก์ชัน และนำไปใช้ 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.1 ความหมายของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต (2528 : 291 - 292) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คือ การจัดกิจกรรม การเรียนรู้อันประกอบด้วยวัตถุประสงค์ เนื้อหาและวัสดุอุปกรณ์ ทั้งหลายไว้เป็นชุด ๆ จะใส่เป็นกล่อง หรือชุด หรือถุง หรือห่อก็ได้ เพื่อจัดกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้ และถือว่าเป็นแผนการสอนที่ช่วยครูให้ ได้รับความสะดวกในการสอน และช่วยผู้เรียนให้เกิดผลสำเร็จในการเรียนรู้ และเป็นการจัดโดยอาศัย วัตถุประสงค์และผลการเรียนรู้ กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2554 : 107) ได้ให้ความหมายดการสอน คือชุดสื่อและวิธีการ สอน ที่นำมาใช้สำหรับการสอนของผู้สอนและใช้สำหรับการเรียนของผู้เรียน ประกอบด้วยสื่อการสอน ทั้งในรูปของวัสดุ อุปกรณ์และเทคนิควิธีการต่าง ๆซึ่งมีกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบบนฐานของ ทฤษฎีการเรียนรู้และมีการตรวจสอบประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้ และใช้ได้ผลดีในศูนย์การเรียน ราตรี นันทสุคนธ์ (2554 : 72) ได้ให้ความหมายของชุดการสอน คือชุดการสอนซึ่งตรงกับ คำว่า Instructional Package นันมีความหมายและลักษณะเช่นเดียวกับคำว่า Learning Package และ Instructional Kits โดยหมายถึงสื่อการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเป็นชุด สื่อ ประสม (Multi - media) ประกอบด้วยสื่อตังแต่ 2 ชนิดขึ้นไปได้รับการจัดไว้เป็นชุด ๆ บรรจุอยู่ใน ซองหรือกระเป๋า ชุดการสอนสามารถที่จะนำมาใช้ให้ผู้เรียนทำการเรียนเป็นรายบุคคล และใช้ ประกอบกับการบรรยายของผู้สอนได้อีกด้วย การจัดทำชุดการสอนทจะจัดทำขึ้นสำหรับหน่วยการ เรียน แต่ละหน่วยตามที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้ นาถอนงค์ กางถัน (ออนไลน์. 2555)ได้ให้ความหมายว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นสื่อ การสอนที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและความพร้อมให้แก่ครูเพราะชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีการ จัดระบบการใช้สื่อ ผลิตสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้ รวมทั้งมีข้อแนะนำการใช้สำหรับครูโดยที่ครูผู้นั้น ไม่จำเป็นต้องมีความชำนาญมากนักสามารถใช้สื่อ ก็สามารถใช้สื่อนี้ได้เลย ทำให้ครูมีความพร้อมใน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จึงก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ดังนันจึงเป็น สื่อการสอนที่เหมาะสมกับครูมือใหม่ที่ด้อยประสบการณ์การสอนอย่างยิ่ง ณเอก อึ้งเสือ (2555 : 57) ได้ให้ความหมายิจกรรมหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง สื่อการสอนซึ่งประกอบด้วยสื่อประสมที่ถูกรวบรวมไว้อยางสมบูรณ์่ เหมาะกับเนื้อหาวิชา และ
12 จุดประสงค์ เพื่อใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนได้เปลี่ยนพฤติกรรมการ เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพตามจุดหมายที่วางไว้ ตลอดจนเสริมสร้างคุณภาพ ทางการศึกษาให้สูงขึ้น และช่วยให้ผู้เรียนได้สร้างเสริมหรือพัฒนาตามเป้าหมาย ซึ่งประกอบเนื้อหาสาระ บัตรคำสั่ง ใบ กิจกรรมในการทำกิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ เอกสาร ใบความรู้ เครื่องมือหรือสื่อจำเป็นสำหรับกิจกรรม ต่าง ๆรวมทั้งแบบวัดประเมินผลการเรียนรู้ สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง วัตกรรมการสอน ที่ประกอบด้วย คู่มือครู คู่มือนักเรียน เนื้อหากิจกรรม สื่อประสมหลายอย่างมาสัมพันธ์กันและเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน โดยจัดเป็นชุดกิจกรรมารเรียนรู้ การจัดกิจกรรมารเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียน ตาม ความถนัด และความสนใจของตนเอง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ และผู้เรียน เกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียน โดยได้จากประสบการณ์หรือการฝึกหัดโดยให้สอดคล้อง กับเนื้อหา จุดประสงค์ และประสบการณ์ต่าง ๆก่อให้เกิดการจัดการสอนที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2.2 ประเภทของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การที่ผู้สร้างจะตัดสินใจในการจะสร้างชุดกจกรรมในรูปแบบใดนั้นจะต้องทำการศึกษา ประเภทของชุดกิจกรรม แต่ละประเภทมีจุดมุ่งหมายในการใช้ แตกต่างกัน ได้มีนักการศึกษาหลายคน ได้แบ่งประเภทของชุดกิจกรรม ดังนี้ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2525 : 174) ได้แบ่งชุดกิจกรรมหรือชุดการเรียนการสอนตามลักษณะ การใช้งานเป็น 3 ประเภท คือ 1. ชุดกิจกรรมสำหรับประกอบการบรรยายหรือเรียกอีกอย่างว่าชุดกิจกรรมสำหรับครูเป็น ชุดกิจกรรมที่กำหนดกิจกรรมและสื่อการเรียนให้ครูใช้ประกอบการบรรยาย เพื่อเปลี่ยนบทบาทของ ครูให้พูดน้อยลงและเปิดโอกาสให้ร่วมกิจกรรรมการเรียนมากขึ้นชุดกิจกรรมนี้จะมีเนื้อหาเพียงหน่วย เดียวและใช้กับนักเรียนทั้งห้อง 2. ชุดกิจกรรมหรือชุดการเรียนการสอนสำหรับกิจกรรรมแบ่งกลุ่ม เป็นชุดการเรียนการ สอน ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติกจกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะ อาจจัดกิจกรรมเป็นศูนย์การเรียน ชุดการ เรียน การสอนแบบนี้ประกอบด้วย ชุดการเรียนการสอนหรือชุดการเรียนครบตามจำนวนผู้เรียน ใน ศูนย์กิจกรรมน สื่อการเรียนอาจจัดอยูในรูปของการเรียนการสอนรายบุคคล หรือผู้เรียนทั้งศูนย์ ใช้ ร่วมกันก็ได้ ผู้เรียนที่เรียนจากิจกรรมจัดกลุ่ม อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากครูระยะเริ่มต้น และ ระยะหลังจากเคยชินต่อวิธีการใช้แล้วผู้เรียนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 3. ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล เป็นชุดการเรียนการสอนที่จัดระบบขั้นตอนเพื่อให้ ผู้เรียนใช้เรียนด้วยตนเอง ความสามารถของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน เมื่อศึกษาครบแล้วจะทำการ ทดสอบประเมินผลความกาวหน้าและศึกษาชุดกิจกรรมหรือชุดการเรียนการสอนชุดต่อไป ตามลำดับ เมื่อมีปัญหาผู้เรียนจะปรึกษากันได้ระหว่างเรียนและผู้สอนพร้อมที่จะช่วยเหลือได้ทันทีในฐานะผู้ ประสานงานหรือผู้ชี้แนะแนวทางการเรียนด้วยชุดกิจกรรมหรือชุดการเรียนการสอนแบบนี้จัดขึ้นเพื อส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลให้พัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง ไปจนเต็มความสามารถ โดยไม่ต้องเสียเวลาคอยผู้อื่นชุดการเรียนการสอนแบบนี้บางครั้งเรียกว่า “บทเรียนโมดูล” (Instructional Moodle) ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2533: 118) ได้จำแนกประเภทชุดการเรียนการสอนและแนวคิดใน การผลิตชุดการเรียนการสอนออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
13 1. ชุดกิจกรรมประกอบคำบรรยาย เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่งขยายเนื้อหาสาระการ สอน แบบบรรยายให้ชัดเจนขึ้นโดยกำหนดกิจกรรม และสื่อการสอนให้ครูใช้ประกอบการบรรยาย บางครั้งเรียกวา่ “ชุดการสอนสำหรับครู” ชุดการเรียนการสอนจะมีเนื้อหาวิชาเพียงเล็กหน่วยเดียว และใช้กับผู้เรียนในชั้นโดยแบ่งหัวข้อที่จะบรรยายและกิจกรรมไว้เป็นลำดับขั้นทังนี้เพื่ออำนวยความ สะดวกแก่ผู้สอนและเพื่อเปลี่ยนบทบาทการพูดของครูให้น้อยลง เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้มี ส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น ชุดการเรียนการสอนประกอบการบรรยายนี้นิยม ใช้กับการฝึกอบรมและการสอนในระดับอุดมศึกษา สื่อการสอนที่ใช้อาจเป็น แผ่น คำสอน แผนภูมิ รูปภาพ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือกิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น สื่อการสอน ชุดการเรียนการเรียน การสอน มักจะบรรจุในกล่องที่มีขนาดพอเหมาะ แต่ถ้าเป็นวัสดุที่มีราคาแพง หรือขนาดเล็กหรือใหญ่เกินไป ตลอดจนเสียหายง่ายหรือเป็นสิ่งมีชีวิตก็จะไม่บรรจุในกล่องแต่จะกำหนดไว้ในคู่มือครูเพื่อจัดเตรียม ก่อนการสอน 2. ชุดการเรียนการสอนสำหรับกิจกรรมกลุ่มชุดการเรียนการสอนนี้มุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียน ได้ประกอบกิจกรรมร่วมกัน ครูจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้บรรยายเป็นผู้แนะนำช่วยเหลือผู้เรียน ชุดการ เรียนการสอนแบบกิจกรรมกลุ่มอาจจัดในห้องเรียนแบบศูนย์การเรียน ชุดการเรียนการสอน แต่ละชุด ประกอบด้วยชุดการสอนย่อยที่มีจำนวนเท่ากับที่แบ่งไว้ในแต่ละหน่วย ในแต่ละศูนย์ มีสื่อการเรียน ครบชุดตามจำนวนผู้เรียนศูนย์กิจกรรมนั้น ซึ่งจัดไว้ในรูปสื่อประสมอาจใช้เป็นรายบุคคลหรือใช้เป็น กลุ่มร่วมก็ได้ ในขณะทำกิจกรรมการเรียนหากมีปัญหาผู้เรียนสามารถ ซักถามครูได้เสมอเมื่อจบการ เรียนแต่ละศูนย์แล้วผู้เรียนที่จะเรียนเสริมก็สามารถศึกษาได้จาก ศูนย์สำรองที่จัดเตรียมไว้โดยไม่ต้อง เสียเวลาที่รอคอยผู้อื่น 3. ชุดการเรียนรายบุคคล เป็นชุดการเรียนการสอนที่จัดไว้ให้ผู้เรียน เรียนด้วยตนเอง ตามคำแนะนำที่ระบุไว้แต่อาจมีการปรึกษากันระหว่างเรียนด้วยได้และเมื่อสงสัยไม่ข้าใจบทเรียน ตอนไหนสามารถไถ่ถามครู การเรียนจากชุดการเรียนการสอนรายบุคคลนี้ นิยมใช้ห้องเรียนที่มี ลักษณะพิเศษแบ่งสัดส่วนสำหรับผู้เรียนแต่ละคนซึ่งเรียกวา่ “ห้องเรียนรายบุคคล” ชุดการเรียนการ สอนรายบุคคล เน้นหน่วยการสอนย่อยที่เรียกว่า“บทเรียนโมดูล” 4. ชุดการเรียนการสอนทางไกล เป็นชุดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนอยู่ต่างถิ่นต่าง เวลา มุ่งสอนให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเองโดยไม่ต้องมาเข้าชั้นเรียน ปรกอบด้วยสื่อประเภท สิ่งพิมพ์ รายงานวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และการสอนเสริมตามศูนย์บริการการศึกษา เช่น ชุดการ เรียนการสอนทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วาโร เพ็งสวัสดิ์(2546: 34) ได้แบ่งชุดการสอนเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดการสอนแบบประกอบคำบรรยาย เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้หรือชุดการสอน สำหรับครูจะใช้สอนผู้เรียนเป็นส่วนใหญ่หรือเป็นการสอนที่ต้องปูพื้นฐานให้ผู้เรียน เป็นส่วนใหญ่รู้และ เข้าใจในเวลาเดียวกันชุดการสอนแบบนี้จะช่วยให้ผู้สอนลดการพูดน้อยลง ซึ่งอาจเรียกวาชุดการสอน สำหรับครู 2. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เป็นการสอนสำหรับผู้เรียนกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 5 - 7 คนเรียนโดยสื่อการสอนที่ระบุไว้ในชุดการสอนแต่ละชุดที่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรียนและให้ ผู้เรียนมีโอกาสทำงานร่วมกัน
14 3. ชุดการสอนแบบรายบุคคล เป็นชุดการสอนสำหรับเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล ซึ่ง ผู้เรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ ความสามารถและความสนใจของตนเองอาจจะเรียนที่บ้านหรือที่ โรงเรียนก็ได้ ดั้งนั้นการจัดประเภทชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ส่วนใหญ่จะจัดตามลักษณะ การใช้งาน เป็นการกิจกรรมที่มีระบบ ใช้สื่อประสมเพื่อให้ผู้เรียนประกอบกิจกรรม ขยายการสอนของ ผู้สอนให้ลดบทบาทของผู้สอนโดยใช้สื่อทำหน้าที่แทนชุดการสอนแต่ละประเภท มีประโยชน์ต่อการ เรียนการสอนขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้ จำนวนนักเรียน โอกาส และสภาพแวดล้อม 2.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ องค์ประกอบในการสร้างชุดกิจกรรมนั้นมีความสำคัญต่อการสร้างชุดกิจกรรมเป็น อย่างมากเพราะจะเป็นแนวทางให้การสร้างชุดกิจกรรมนั้นเป็นไปอย่างมีระบบและสมบูรณ์ในตัวเอง ซึ่งมีนักการศึกษาได้เสนอแนวทางการปฏิบัติ ไว้ดังนี้ วาโร เพ็งสวัสดิ ;(2546 : 34) ได้แบ่งองค์ประกอบของชุดการสอนเป็น 3 ส่วนดังนี้ 1. คู่มือครู ซึ่งอาจจัดทำเป็นเล่มหรือเป็นประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ เช่น คำชี้แจง สิ่งที่ ผู้สอนต้องเตรียม บทบาทของผู้เรียนเรียนพร้อมแผนผังแผนการสอนการจัดเนื้อหาสาระ ประกอบ ศูนย์ต่าง ๆ และการประเมินผล (แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) 2. แบบฝึกหัด เป็นคู่มือของผู้เรียนที่ใช้กิจกรรมการเรียนการสอน บันทึกคำอธิบาย ของผู้สอน และใบงาน หรือแบบฝึกหัดที่กำหนดไว้ในบัตรกิจกรรม แบบฝึกปฏิบัติอาจแยกเป็นชุดๆ ชุดละ 1 - 3 หน้า หรือนำมารวมกนเป็นเล่มได้ 3. แบบประเมินผล ผู้ประเมินจะทำการประเมินผลความรู้ได้ด้วยตนเองก่อนและหลัง เรียน แบบประเมินผู้เรียนอยู่ในชุดการสอนอาจเป็นแบบฝึกหัด การเติมคำในช่องว่างการเลือกตอบ การจับคู่เป็นต้น กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2554: 107) องค์ประกอบของชุดการสอนที่สำคัญได้ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1. องค์ประกอบด้านการจัดการ ประกอบด้วยคู่มือครูและแบบฝึกปฏิบัติ สำหรับ ครูผู้สอนชุดการสอนและผู้เรียน เป็นการจัดเตรียมการเรียนการสอนของผู้สอนและผู้เรียน มีคำสั่ง หรือการมอบงาน เพื่อกำหนดแนวทางการเรียนให้กับนักเรียนและการสอนของผู้สอน 2. องค์ประกอบด้านเนื้อหาเป็นเนื้อหาสาระที่ถูกออกแบบในรูปของสื่อการสอน ให้อยู่ และกิจกรรมการเรียนการสอนแบบกลุ่มและรายบุคคล ซึ่งกำหนดไว้ให้ผู้เรียนสามารถบรรลุผลได้ตาม วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 3. องค์ประกอบด้านการประเมินผล เป็นการประเมินนโดยวัดจาก แบบฝึกหัด รายงานการค้นคว้า จากใบงาน ใบประลอง และจากการทดลอง เป็นต้น และส่วนที่เป็น “ผลลัพธ์” ของการเรียนโดยวัดจากแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังจากการเรียนด้วยชุดการสอน บุญเกื้อ ควรหาเวช (2542: 94 - 97) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญ กิจกรรมภายใน ชุดก สามารถจำแนกออกเป็น 4 ส่วน คือ 1. คู่มือครู เป็นคู่มือและแผนการสอนสำหรับผู้สอนหรือผู้เรียนตามแต่ชนิดของชุด กิจกรรม ภายในคู่มือครูจะชี้แจงถึงวิธีการใช้ชุดกิจกรรมเอาไว้อยางละเอียด อาจทำเป็นเล่มหรือแผ่น พับก็ได้
15 2. บัตรคำสังหรือคำแนะนำ จะเป็นส่วนที่บอกให้ผู้เรียนดำเนินการเรียนหรือประกอบ กิจกรรมแต่ละอย่างตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ บัตรคำสั่งจะมีอยู่ในชุดกิจกรรมแบบกลุ่มและรายบุคคล ซึ่งประกอบด้วย 2.1 คำอธิบายในเรื่องที่จะศึกษา 2.2 คำสั่งให้ผู้เรียนดำเนินกจกรรม 2.3 การสรุปบทเรียน 3. เนื้อหาสาระและสื่อจะบรรจุไว้ในรูปของสื่อการสอนต่าง ๆ อาจจะประกอบด้วย บทเรียนโปรแกรม สไลด์ เทปบันทึกเสียงางของจริง ตัวอย่าง เป็นต้น ผู้เรียนจะศึกษาจากสื่อการสอน ต่าง ๆ ที่บรรจุอยูในชุดการสอนตามบัตรกาหนดไว้ให้ 4. แบบประเมินผล ผู้เรียนจะทำการประเมินผลความรู้ด้วยตนเองก่อนและหลังเรียน แบบประเมินผลที่อยู่ในชุดกจกรรมจะเป็นแบบฝึกหัดให้เติมคำในช่องว่างเลือกคำตอบที่ถูก จับคู่ ดูผล จากการทดลอง หรือให้ทำกิจกรรม เป็นต้น ส่วนประกอบข้างต้นจะบรรจุในซองหรือกล่องจัดเอาไว้ เป็นหมวดหมู่เพื่อสะดวกแก่การใช้ นิยมแยกเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้ 4.1 กล่อง 4.2 สื่อการสอนและบัตรบอกชนิดของสื่อการเรียนการสอนเรียงตามลำดับการใช้ 4.3 บันทึกการสอน 4.4 อุปกรณ์การสอน จากการศึกษาองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สรุปได้ว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จะต้องมีองค์ประกอบได้แก่ ชื่อกิจรรม คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม เนื้อหา สื่อการเรียนิจกรรม การเรียน การสอน การประเมินผล ผู้วิจัยได้กาหนดองค์ประกอบของชุดกิจกรรมในการวิจัยครั้งนี้ คือ คู่มือและ คำแนะนำสำหรับครูคู่มือและคำแนะนำสำหรับนักเรียน แผนการจัดการเรียน สื่อการเรียนรู้ต่างๆ และแบบทดสอบสำหรับการประเมินผล 2.4 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2532: 459) ได้ลำดับขันตอนในการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ สำคัญ 10 ขั้นตอนดังนี้ 1. หมวดหมู่เนื้อหา และประสบการณ์ อาจกำหนดเป็นหมวดวิชาหรือบูรณาการณ์เป็น แบบสหวิทยาการตามที่เห็นสมควร 2. กำหนดหน่วยการสอนโดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการสอนโดยประมาณ เนื้อหาวิชาที่จะถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนในแต่ละครั้ง 3. กำหนดหัวเรื่องผู้สอนต้องถามตัวเองในการสอนแต่ละหน่วยควรให้ประสบการณ์ แก่ ผู้เรียนอะไรบ้างาหนดออกเป็น 4 - 5 หัวเรื่อง 4. กำหนดมโนทัศน์และหลักการมโนทัศน์และหลักการที่กำหนดจะต้องสอดคล้องกับ หน่วยและหัวเรื่อง โดยสรุปแนวคิด สาระ และหลักเกณฑ์สำคัญไว้เพื่อเป็นแนวทางการจัดเนื้อหามา สอนให้สอดคล้องกัน 5. กำหนดวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกบหัวเรื่อง
16 6. กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมซึ่งเป็น แนวทางเลือกและการผลิตสื่อการเรียนการสอนจกรรมการเรียน หมายถึง กิจกรรมทุกอย่างที่ผู้เรียน ปฏิบัติ 7. กำหนดแบบประเมินผล ต้องประเมินผลให้ตรงกบจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมโดยใช้ แบบทดสอบอิงเกณฑ์ เพื่อให้ผู้สอนทราบค่าหลังจากผ่านกิจกรรมมาเรียบร้อยแล้วว่าผู้เรียนได้เปลี่ยน พฤติกรรมการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ 8. เลือกและผลิตสื่อการสอน วัสดุ อุปกรณ์ ครูใช้และวิธีการทเมื่อผลิตสื่อการสอนแต่ละ หัวเรื่องแล้วจัดสื่อการสอนเหล่านั้นไว้เป็นหมวดหมู่นำไปทดลองหาประสิทธิภาพ เรียกว่า “ชุด กิจกรรม” 9. หาประสิทธิภาพชุดกจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเป็นการประกันว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพในการสอนผู้สร้างต้องกำหนดเกณฑ์ล่วงหน้าโดยคำนึงหลักการเรียนรู้เป็น กระบวนการช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนให้บรรลุผล 10. ใช้ชุดการเรียนนั้นโดยมีขั้นตอน คือ ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน นำเข้าสู่ บทเรียน ทบทวนความรู้เดิมขั้นปรับเปลี่ยนความคิดขั้นนำความคิดไปใช้ขั้นทบทวนและทำ แบบทดสอบหลังเรียนเพื่อดูพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ได้เปลี่ยนไป สรุปได้ว่า การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้หมายถึง การนำกระบวนการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นมาพัฒนาในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง แคลคูลัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศน์คลองหลวง 2.5 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523: 494) กล่าวถึงการหาประสิทธิภาพของชุดได้กิจกรรมจะต้อง นำไปทดลองใช้ (Try Out) เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขแล้วนำไปทดลองสอนจริงเพื่อนำผลที่ได้มา ปรับปรุงแก้ไขโดยมีการทดลองตามขั้นตอนดังนี้ 1. ทดลองแบบเดียว (1 : 1) เป็นการทดลองที่ครูต่อเด็ก 1 คน 1 คน ให้ทดลองกับเด็ก อ่อนก่อนทำการปรับปรุงขแล้วนำไปทดลองกับเด็กปานกลางและนำไปทดลองกับเด็กเก่งหากเวลาไม่ อำนวยและสภาพการณ์ไม่เหมาะสมให้ทดลองเฉพาะกับเด็กอ่อนหรือเด็กปานกลาง 2. สำหรับการทดลองแบบกลุ่ม (1: 10) เป็นการทดลองที่ครูต่อเด็ก 1 คนต่อ 6 - 12 คน โดยให้เด็กคละกันทั้งเก่ง ปานกลาง และอ่อน ห้ามทดลองกับเด็กอ่อนล้วน หรือเก่งล้วน เวลาทดลอง จะต้องจับเวลาด้วยว่ากิจกรรมแต่ละกลุ่มใช้เวลาเท่าไร 3. สำหรับการทดลองภาคสนามหรือกลุ่มใหญ่ (1 : 100) เป็นการทดลองที่ครู 1 คน ต่อ เด็ก 30 - 40 คน (หรือ 100 คน สำหรับชุดการสอนรายบุคคล) ชั้นที่เลือกนักเรียนมาจะต้องมี นักเรียนคละกันทั้งเด็กเก่งและอ่อน ไม่ควรเลือกห้องเรียนที่มีเด็กเก่งล้วนหรืออ่อนล้วน หลังการ ทดลองคำนวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงแก้ไขผลลัพธ์ควรใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ต่ำกว่าได้ไม่ เกิน 2.5% ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเพื่อเป็นการประกันว่าชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นนั้น มี ประสิทธิภาพในการสอนผู้สร้างต้องกำหนดเกณฑ์ขึ้นโดยคำนึงหลักการที่ว่าการเรียนรู้เป็น กระบวนการเพื่อช่วยให้การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียนบรรลุ ดังนั้นการกำหนดเกณฑ์ต้องคำนึงถึง กระบวนการ และผลลัพธ์กำหนดตัวเลขเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่มีค่าเป็น E1/E2
17 E1 คือ ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการคิดเป็นร้อยละของคะแนนที่เรียนได้รับ โดย เฉลี่ยจากการทำแบบฝึกหัดและการประกอบกิจกรรม E2 คือ ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คิดเป็นร้อยละของคะแนนที่นักเรียนได้รับจาก การทดสอบหลังเรียน โดยปกติแล้วการกำหนดเกณฑ์ E1/ E2 ขึ้นอยู่กับเนื้อหา หากเนื้อหาเป็นความรู้ ความจำมักกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 80/80, 90/90 ส่วนเนื้อหาที่เน้นทักษะมักกำหนดต่ำกว่าเช่น 75/75 อย่างไรก็ตามไม่ควรกำหนดต่ำกว่านี้เพราะกำหนดไว้เท่าใดมักจะได้ผลเท่านั้น ในกรณีที่มีประสิทธิภาพของชุดกจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไม่ถึงเกณฑ์ที่ตังไว้ เนื่องจากมีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพห้องเรียน ความพร้อมของผู้เรียน บทบาทและความ ชำนาญ ในการใช้ชุดกิจกรรมของครู เป็นต้น อาจอนุโลมให้มีระดับผิดพลาดได้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ ประมาณ 2.5% - 5% ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่กาหนดไว้ 3 ระดับ คือ 1. สูงกว่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้มีค่าเกิน 2.5% ขึ้นไป 2. เท่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้แต่ไม่เกิน 2.5% 3. ต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้แต่ไม่ต่ำกว่า 2.5% ถือว่ายังมีประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ สรุปได้ว่า ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยพิจารณาจาก 80 ตัวแรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของผล การทำกิจกรรมการเรียนรู้ และแบบทดสอบย่อยหลังเรียนของนักเรียน คิดเป็นร้อยละ 80 หรือสูงกว่า 80 ตัวหลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของผลการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน คิดเป็นร้อยละ 80 หรือสูงกว่า 2.6 ประโยชน์และข้อจำกัดของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ในการจัดการเรียนการสอนทุกระดับกิจกรรมการเรียนรู้จัดเป็นสื่อการสอนชนิดหนึ่ง ชุด ที่ได้รับความนิยมอยางแพร่หลาย เพราะเป็นการนำชื่อต่าง ๆมาประกอบกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การเรียนการสอน ประโยชน์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีต่อการเรียนการสอนมีหลายประการ บุญเกื้อ ควรหาเวช (2542 : 110) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ไว้ ดังนี้ 1. ส่งเสริมการเรียนแบบรายบุคคล ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความสามารถ ความ สนใจ ตามเวลา และโอกาสที่เหมาะสมของแต่ละคน 2. ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนครู เพราะชุดการสอนช่วยให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง หรือต้องการความช่วยเหลือจากผู้สอนเพียงเล็กน้อย 3. ช่วยในการศึกษานอกระบบของโรงเรียน เพราะผู้เรียนสามารถนำเอาชุดกิจกรรม ไป ใช้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา 4. ช่วยลดภาระและช่วยสร้างความพร้อม ความมั่นใจให้แก่ครูเพราะชุดกจกรรมผลิต ไว้ เป็นหมวดหมู่สามารถนำไปใช้ได้ทันที
18 5. เป็นประโยชน์ในการสอนแบบศูนย์การเรียน 6. ช่วยให้ผู้เรียนวัดผลผู้เรียนได้ตรงตามความมุ่งมาย 7. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นสินใจฝึกการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 8. ช่วยให้ผู้เรียนจำนวนมากได้รับความรู้แนวเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ 9. สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ได้อยางมีประสิทธิภาพ 10. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองและสนใจร่วมในกิจกรรมอย่างแท้จริง จาก ชุดกิจกรรม 11. สิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ที่มากที่บูรณาการเป็นอย่างดีทำให้การเรียน การสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากประโยชน์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่กล่าวมาจะเห็นว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็น เทคโนโลยีทางการศึกษาที่เหมาะต่อการนำไปจัดการเรียนการสอน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการ เรียนของผู้เรียน ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้เรียนทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ยนอย่าง รวดเร็ว และยังช่วยแก้ปัญหาในการเรียนการสอนอันเนื่องมาจากครูและความสามารถนักเรียนแต่ละ คน และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ช่วยอำนวยความสะดวก ให้กับครูเหมาะกับการนำไปใช้จัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน 3. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นคว้า หาความรู้ด้วยตนเอง หรือสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ผู้สอนเป็นผู้ อำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุ เป้าหมาย วิธีสืบสอบความรู้จะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของการ เรียน หรือเป็นวิธีสอนที่ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ โดยใช้กระบวนการทางความคิดหาเหตุผล จะค้นพบความรู้หรือแนวทางที่ถูกต้องด้วยตนเอง โดยผู้สอนตั้งคำถามประเภท กระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ ความคิดหาวิธีการแก้ปัญหาได้เอง และสามารถนำการแก้ปัญหามาใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือเป็นการ สอนที่เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเองให้ผู้เรียนมี ประสบการณ์ตรงใน การเรียนรู้เนื้อหา อีกทั้งการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นยุทธวิธีใน การจัดการเรียนการสอนสืบเสาะที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันและประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตัวของ ผู้เรียนเองด้วย นอกจานั้นการสืบ เสาะหาความรู้ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย คือ การถามคำถาม ออกแบบการ สำรวจข้อมูล การสำรวจข้อมูล การวิเคราะห์การสรุปผล การคิดค้นประดิษฐ์การแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น และสื่อสารคำอธิบายด้วย เป็นวิธีสอนที่เน้นความสำคัญที่ผู้เรียนเป็นสำคัญวิธีการสอนนี้ เป็นการให้ผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางของการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างแท้จริงโดยผู้เรียนค้นคว้าใช้ความสามารถใน การเรียนรู้ด้วยตนเอง ให้เป็นคนช่างสังเกต ช่างสงสัย และพยายามหาข้อสรุปจนในที่สุดจะเกิด ความคิดรวบยอดในเรื่องที่ศึกษานั้น การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้นี้ผู้สอนมีหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน ชี้แนะ ช่วยเหลือ ตลอดจนแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเรียนการสอน
19 รูปแบบการเรียนการสอน 5E เป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วย ตนเองมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) โดยมีรากฐานสำคัญมาจากทฤษฎี พัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget’s Theory of Cognitive Development) ซึ่งอธิบาย ว่า พัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของบุคคลมีการปรับตัวทางกระบวนการ ดูดซึม (Assimilation) และ กระบวนการปรับโครงสร้างทางปัญญา (Accommodation)พัฒนาการเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรับ และซึม ทราบข้อมูลหรือประสบการณ์เข้าไปสัมพันธ์กับความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิมหากไม่ สามารถสัมพันธ์กันได้จะเกิดภาวะไม่สมดุลขึ้น (Disequilibrium) บุคคลจะพยายามปรับสภาพให้อยู่ ในสภาวะสมดุล (Equilibrium) โดย ใช้กระบวนการปรับโครงสร้างทางปัญญา เพียเจตเชื่อว่า คนทุก คนจะมีพัฒนาเชาว์ปัญญาเป็นลำดับขั้นจากการมีปฏิสัมพันธ์และประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมตาม ธรรมชาติและประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการคิดเชิงตรรกะ และคณิตศาสตร์รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ ทางสังคม วุฒิภาวะและกระบวนการพัฒนาความสมดุลของบุคคลนั้น สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้หมายถึง แบบการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยวิธีการกระบวนการวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ปฏิบัติและแก้ปัญหาด้วยตนเองจนเกิดทักษะกระบวนการเรียนรู้ตาม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3.2 แนวคิดพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ สุรางค์ โค้วตระกูล (2541: 49) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้มีรากฐาน มาจากทฤษฎีของ Jean Piagat ท ี่กล่าวถึงพัฒนาการทางสมองของมนุษย์ไว้ว่าความคิดของ มนุษย์ประกอบด้วยโครงสร้าง 2 ประการคือ 1. กระบวนการดูดซึม (Assimilation) หมายถึง กระบวนการที่อินทรีย์ซึมซาบ ประสบการณ์ใหม่เข้าสู่ประสบการณ์เดิมที่เหมือนหรือคล้ายคล้ายคลึง แล้วสมองก็รวบรวมปรับ เหตุการณ์ใหม่ให้เข้ากับโครงสร้างของความคิดอันเกมิดจากการเรียนรู้ที่มีอยูเดิม 2. กระบวนการปรับขยายโครงสร้าง (Accommodation) เป็นกระบวนการที่ต่อ เนื่องมาจาก กระบวนการดูดซึม คือ ภายหลังจากที่ซึมซาบของเหตุการณ์ใหม่เข้ามา และปรับเข้าสู่ โครงสร้างเดิม แล้วถ้าปรากฏวาประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับการซึมซาบเข้ามาให้เข้ากับประสบการณ์เดิม ได้ สมองก็จะสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อปรับให้เข้ากบประสบการณ์ใหม่นั้น จากโครงสร้างทั้ง 2 ประการข้างต้น วีรยุทธ วิเชียรโชติ (2521, 55-56) ได้นำมาเป็น พื้นฐาน ของกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ประกอบด้วย 4 กระบวนการคือ 1. กระบวนการสร้างแนวความคิด (concept - formation process) คือ กระบวน การเรียนรู้ ลักษณะนิยาม (define attributes) ของแนวคิดต่างๆ 2. กระบวนการสร้างทฤษฎี (the orization process) คือ กระบวนการแกคือปัญหา โดยตั้ง ทฤษฎีเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆในรูปของความสัมพันธ์ระหวางความคิดหรือตัวแปร 3. กระบวนการทดสอบและพิสูจน์ทฤษฎี (verification process) โดยการทดสอบ ซักถาม เพื่อให้ได้ข้อมูลแล้วประเมินผล สรุป 4. กระบวนการสร้างสรรค์ (creative process) คือกระบวนการการนำความรู้ขั้น พื้นฐานที่ ได้มาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปต่าง ๆ หลายวิธีและแนวทางใหม่อันเป็นการนำไปสู่การสืบ เสาะหาความรู้ขั้นต่อไป
20 นอกจากนี้ (วีรยุทธ วิเชียรโชติ, 2551: 58-60) ได้อธิบายเกี่ยวกบแนวคิดพื้นฐานของ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ไว้ว่าการเรียนรู้ต้องมีสถานการณ์เพื่อเป็นสิ่งเร้าให้นักเรียนได้พัฒนา ความรู้และความคิดส่งเสริมให้นักเรียนได้มีกระบวนการเรียนรู้และการคิดอยางมีขั้นนตอนโดยเริมจาก สิงที่ง่ายไปหาสิงที่ยากและซับซ้อนขึ้นเป็นลำดับซึ่งความรู้ความคิดและการกระทำเป็นผลที่ได้ของ นักเรียน โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ประสานสัมพันธ์กนเป็นระบบการเรียนรู้และต้องเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วม และเป็นผู้ทำกิจกรรมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสปรับปรุงและพัฒนาพฤติกรรมของนักเรียน โดยเน้นให้ นักเรียนได้มีการเรียนรู้จากการสังเกตและเปรียบเทียบเมื่อนักเรียนเกิดปัญหานักเรียนจะเกิดแรงจูงใจ ใฝ่รู้ นั่นคือมีความอยากรู้อยากเห็นในการแสวงหาความรู้ด้วยการสืบเสาะหาความรู้ต่อไป นอกจากนี้ จะต้องมีการสร้างมโนมติ ซึ่งเป็นขั้นในการสร้างความพร้อมในการเรียน 3 ด้าน คือ ความพร้อมทาง แรงจูงใจ ทางปัญญา และพฤติกรรม อำนาจ เจริญศิลป์ (2537: 17) กล่าวถึงจิตวิทยาพื้นฐานในกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ดังนี้ 1. ในการเรียนวิทยาศาสตร์นั้นนักเรียนจะเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นก็ต่อเมื่อนักเรียนเกี่ยวข้อง โดยตรงกับการค้นหาความรู้นั้น ๆ มากกว่าการบอกให้นักเรียนรู้ 2. การเรียนรู้จะเกิดได้ดีที่สุด เมื่อสถานการณ์แวดล้อมในการเรียนรู้นั้นยั่วยุให้นักเรียน อยากเรียนไม่ใช่บีบบังคับกบนักเรียนและครูจะต้องจัดกิจกรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการค้นคว้า แทนที่ จะให้ผู้เรียนเกิดความล้มเหลว 3. วิธีการจัดการเรียนรู้ของครูจะต้องส่งเสริมความคิดให้นักเรียนคิดเป็น มีความคิด สร้างสรรค์ให้โอกาสนักเรียนได้ใช้ความคิดมากทีสุด จากแนวคิดพื้นฐานในกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ดังกล่าวสรุปได้ว่าแนวคิดพื้นฐาน ในกระบวนการสืบเสาะหาความรู้นั้นมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีของ Jean piagat ที่เชื่อวาพัฒนาการทาง สมองของมนุษย์ ประกอบด้วยโครงสร้าง 2 ประการคือกระตุ้นเพื่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดมา จากสิ่งเดิมที่มีอยู่และกระบวนการขยายโครงสร้างเดิมเพื่อรับความรู้ใหม่เน้นความรู้ที่มาจากการ แสวงหาเพื่อนําไปสู่การค้นพบ นําข้อค้นพบที่ได้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน และการที่นักเรียนจะ เรียนรู้ได้ดี หรือมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่บตัวนักเรียนเอง ประสบการณ์การ เรียนรู้ของนักเรียน และ ครูที จะต้องใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที สามารถกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความ สนใจในการเรียน 3.3 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ กระบวนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry) 5Es ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่ง อาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการ อภิปรายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่อง ที่ เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะ ศึกษาในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่าง ๆ หรือเป็นผู้กระตุ้น ด้วยการ เสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจเป็น เรื่องที่จะใช้ศึกษา เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็น ที่ต้องการ ศึกษาจึงร่วมกันกำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
21 อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะ ช่วยให้นำไปสู่ ความเข้าใจเรื่อง หรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบอย่าง หลากหลาย 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่ สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง (simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจาก แหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจ ตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูป ต่างๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือวาดรูป สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบ ในขั้นนี้อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่ เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการ เรียนรู้ได้ 4. ขั้นขยายความรู้ (elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ เหตุการณ์อื่น ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มาก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่อง ต่าง ๆ และทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 5. ขั้นประเมิน (evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่างๆ ว่า นักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไรและมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ ไป ประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ การนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือ เรื่องอื่น ๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้อง สำรวจตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จึงเรียกว่า inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลัก และหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป 3.4 บทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ นักการศึกษากลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Study) ได้นำวิธีการสอน แบบ Inquiry มาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์ โดยเสนอขั้นตอนในการเรียนการสอนเป็น 5 ขั้นตอน เรียกว่า การเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle หรือ 5Es ได้แก่ Engage Explore Explain Elaborate และ Evaluate กระบวนการเรียนการสอน ในแต่ละขั้นตอนการสอน ของ รูปแบบการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5Es) ซึ่งมีขอบข่ายรายละเอียด ดังนี้ 1. การสร้างความสนใจ (Engage) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจซึ่งอาจ เกิดขึ้นเองจากความสงสัยหรือความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับ ความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนมารู้มาแล้วเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ใน กรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ ครูอาจะจะจัด กิจกรรมหรือสถานการณ์เพื่อกระตุ้น ยั่วยุ หรือท้า
22 ทายให้นักเรียนตื่นเต้น สงสัย อยากรู้อยากเห็น หรือขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา การศึกษา ค้นคว้า หรือการทดลอง แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือปัญหาที่ครูกำลังสนใจ เป็น เรื่องที่จะศึกษา ทำได้หลายแบบ เช่น สาธิต ทดลอง นำเสนอข้อมูล เล่าเรื่อง/เหตุการณ์ ให้ค้นคว้า/ อ่านเรื่อง อภิปราย/พูดคุย สนทนา ใช้เกม ใช้สื่อ วัสดุอุปกรณ์ สร้างสถานการณ์/ปัญหาที่น่าสนใจ ที่ น่าสงสัยแปลกใจ 2. การสำรวจและค้นคว้า (Explore) นักเรียนดำเนินการสำรวจ ทดลอง ค้นหาและ รวบรวมข้อมูล วางแผนกำหนดการสำรวจตรวจสอบ หรือออกแบบการทดลอง ลงมือปฏิบัติ เช่น สังเกต วัด ทดลอง รวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ 3. การอธิบาย (Explain) นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและค้นหามาวิเคราะห์ แปลผล สรุปและอภิปราย พร้อมทั้งนำเสนอผลงานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นรูปวาด ตาราง แผนผัง ผลงานมีความหลากหลาย สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือโต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่ เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำหนดไว้ โดยมีการอ้างอิงความรู้ประกอบการให้สมเหตุสมผล การลงข้อสรุป ถูกต้องเชื่อถือได้มีเอกสารอ้างอิงและหลักฐานชัดเจน 4. การขยายความรู้ (Evaporate) 4.1 ครูจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งขึ้น หรือขยาย กรอบความคิดกว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่หรือนำไปสู่การศึกษาค้นคว้า ทดลอง เพิ่มขึ้น เช่น ตั้งประเด็นเพื่อให้นักเรียน ชี้แจงหรือร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมให้ชัดเจน ยิ่งขึ้น ซักถามให้นักเรียนชัดเจนหรือกระจ่างในความรู้ที่ได้หรือเชื่อมโยงความรู้ที่ได้กับความรู้เดิม 4.2 นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น อธิบายและขยายความรู้เพิ่มเติมมีความ ละเอียดมากขึ้น ยกสถานการณ์ ตัวอย่าง อธิบายเชื่อมโยงความรู้ที่ได้เป็นระบบและลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือ สมบูรณ์ละเอียดขึ้น นำไปสู่ความรู้ใหม่หรือความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประยุกต์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในเรื่องอื่น หรือสถานการณ์อื่น ๆ หรือสร้างคำถามใหม่และออกแบบการสำรวจ ค้นหา และรวบรวมเพื่อนำไปสู่ การสร้างความรู้ใหม่ 5. การประเมิน (Evaluate) 5.1 นักเรียนระบุสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งด้านกระบวนการและผลผลิต 5.2 นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ที่ได้ เช่น วิเคราะห์วิจารณ์ แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน คิดพิจารณาให้รอบคอบทั้งกระบวนการและผลงาน อภิปราย ประเมินปรับปรุง เพิ่มเติมและสรุป ถ้ายังมีปัญหา ให้ศึกษาทบทวนใหม่อีกครั้ง อ้างอิงทฤษฎีหรือ หลักการและเกณฑ์ เปรียบเทียบผลกับสมมติฐาน เปรียบเทียบความรู้ใหม่กับความรู้เดิม 5.3 นักเรียนทราบจุดเด่น จุดด้อยในการศึกษาค้นคว้า หรือทดลองการพัฒนา รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยวิธีการสืบเสาะและสืบสวนหาความรู้วิธีการสอนแบบสืบสอบ เป็นวิธีการที่ให้ผู้เรียนค้นหาความรู้ด้วยตนเอง ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และมีผู้สอนเป็น เพียงผู้อำนวยการความสะดวก ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการหาความรู้ ซึ่งผู้เรียนต้องอาศัย ปัจจัยสำคัญ คือ 1. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) หมายถึง ขั้นตอนการหาความรู้โดย เริ่มตั้งแต่การระบุปัญหา การตั้งสมมติฐาน การออบแบบการทดลอง และทดลอง การเก็บรวบรวม ข้อมูลการวิเคราะห์และสรุปผล
23 2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science Process Skills) ซึ่งหมายถึง ทักษะ การคิด ทั้งทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน และทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นผสมที่ ใช้ในการดำเนินการทดลอง 3.5 รูปแบบของกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้มีหลายรูปแบบทั้งที่ครูเป็นผู้กำกับและนักเรียน เป็นผู้กำกับ ตลอดไปจนทั้งครูและนักเรียนเป็นผู้กำกับการเรียนร่ำเรียนร่วมกัน ดั้งนั้นจึงมีแนวคิดต่าง ๆที่ อธิบายไว้อย่างมากมาย ดังเช่น Sund and Trowbridge (1973 อ้างถึง พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข, 2548: 75-77) ได้อธิบายเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้เป็น 3 แนวทาง ซึ่งขึ้นอยู่กับบทบาทของครูและนักเรียนดังนี้ 1. การสืบเสาะหาความรู้แบบมีการแนะนํา (Guided discovery) เป็นวิธีที่ครูและ นักเรียนมี บทบาทเท่าเทียมกัน 2. การสืบเสาะหาความรู้ที ครูเป็นผู้วางแผนให้ (Less guided discovery) หรือเป็นวิธี แบบไม่กำหนดแนวทาง (Unstructured laboratory) เป็นวิธีที่ครูเป็นผู้กาหนดปัญหา แต่ให้นักเรียน หาวิธี แก้ปัญหาด้วยตนเอง 3. การสืบเสาะหาความรู้ที นักเรียนเป็นผู้วางแผน (Free discovery) หรือวิธีสืบ เสาะหา ความรู้แบบอิสระ เป็นวิธีที นักเรียนเป็นผู้กาหนดปัญหาเองํวางแผนการทดลองเอง ดําเนินการทดลอง ตลอดจนสรุปผลด้วยตัวนักเรียนเอง วิธีนี้นักเรียนอิสระเต็มที่ในการศึกษาตาม ความสนใจ ครูเป็นเพียงผู้กระตุ้นเท่านั้น ในขณะที่ Orlich and others (2001 อ้างถึง พรพรรณ ประยูรพพงศ์, 2547: 34) ได้ อธิบาย เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ 2 แนวทางดังต่อไปนี้ 1. กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ที่ครูกำหนดแนวทางการสืบเสาะหาความรู้ ครูต้อง วางแผนและเตรียมข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกบปัญหาที่สืบเสาะหาความรู้ ให้นักเรียนกระทำการ สังเกต จัดกระทำและอ้างอิงเป็นคําตอบ ครูมีบทบาทในการนําให้นักเรียนดำเนินการสืบเสาะหา ความรู้ตามแนวทางโดยครูใช้คําถามนํา จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ตามแนวทางนั้นๆ ให้และครู ควรกระตุ้นให้นักเรียนในชั้นมีส่วนร่วมในการดำเนินการสืบเสาะและสรุปเป็นหลักการ 2. กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ที่ครูไม่ได้กาหนดแนวทางในการสืบเสาะหาความรู้ ครูมี บทบาทน้อยกวาแบบแรกเมื่อครูเสนอปัญหาแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนหนวทางและดำเนินการ สืบเสาะหาความรู้วิธีต่าง ๆเองแต่ครูต้องคอยตรวจสอบความถูกต้องในการอ้างอิงหรืออ้างเหตุผลของ นักเรียนถ้านักเรียนไม่ได้อ้างเหตุผล ครูต้องกระตุ้นให้นักเรียนอ้างเพื่อยืนยันและครูควรกระตุ้นให้ นักเรียนในชั้นได้แลกเปลี่ยนข้อสรุปกนโดยให้แสดงการอ้างอิงให้เพื่อน ๆ รับรู้ด้วย นอกจากนี้สุวิทย์ มูลคํา และอรทัย มูลคํา (2545: 137) และกุศลิน มุสิกุล (สสวท. 2550, 36) ได้แบ่งการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็น 3 ประเภท 1. ครูเป็นผู้ถามนํา (Passive Inquiry) กำหนดปัญหาโดยครู หรือตามหนังสือเรียน (Guided Inquiry) เป็นวิธีที่นักเรียนเป็นฝ่ายตอบคถามส่วนใหญ่ แต่ครูก็จะพยายามกระตุ้นเตือนให้ นักเรียนได้ตั้งคําถามอยู่เสมอ การจัดการเรียนรู้รูปแบบนี้เหมาะสำหรับการเริ่มการจัดการเรียนรู้ แบบ สืบเสาะหาความรู้เป็นครั้งแรก
24 2. ครูและนักเรียนเป็นผู้ถามคําถาม (Combined Inquiry) หรือกำหนดปัญหาโดยครู หรือ นักเรียน (Challenged Inquiry) เป็นวิธีที ใช้ในโอกาสที่นักเรียนเริ่มคุ้นเคยกับการถามของครู มากขึ้น ซึ่งข้อควรระวังในการส่งเสริมให้นักเรียนตั้งคําถามคือ ให้นักเรียนคิดก่อนการถามครูและหลัก สำคัญคือครูพยายามไม่ให้คําตอบแต่จะส่งเสริมหรือถามต่อเพื่อให้นักเรียนค้นพบคําตอบด้วยตนเอง เป็นส่วนใหญ่ 3. นักเรียนเป็นผู้ถามคําถาม (Active Inquiry) กำหนดปัญหาโดยนักเรียน (Opened Inquiry) เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่นักเรียนเป็นผู้ถามคําถามส่วนใหญ่โดยที่ครูเป็นผู้แนะแนวหรือ เน้นจุดสำคัญที่นักเรียนมองข้าม ซึ่งนักเรียนมีความชํานาญในการใช้คําถามแล้วนักเรียนจึงสามารถตั้ง คําถามและหาคําตอบด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่สอดคล้องกับ ประมวล ศิริผันแก้ว (สสวท. 2546, 2-3) ได้แบ่งการสืบเสาะหาความรู้เป็น 3 รูปแบบคือ 1. การสืบเสาะหาความรู้ตามที่มีผู้กาหนดไว้ให้ (Structured Inquiry) นักเรียนทำตาม วิธีการทุกขั้นตอน เพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์หาคําตอบของคําถามอประเด็นที่ถูกกำหนดหรือ ประเด็นที่ถูกกำหนดไว้แล้ว การสืบเสาะหาความรู้ประเภทนี้เหมาะสำหรับฝึกประสบการณ์ และ ทักษะการสืบเสาะหาความรู้ก่อนที่จะก้าวไปสู่การดำเนินการด้วยตนเองมากขึ้น 2. การสืบเสาะหาความรู้โดยมีข้อแนะนําให้ (Guided Inquiry) นักเรียนสามารถ ดัดแปลง ข้อแนะนําในการดำเนินการสืบเสาะหาความรู้ตามที่เห็นสมควร และเหมาะสมกับ สถานการณ์ แต่ก็มีการกำหนดคําถามหรือหัวข้อเรื่องในการสืบเสาะหาความรู้ไว้ให้ 3. การสืบเสาะหาความรู้อยางอิสระ (Independent Inquiry) เป็นการสืบเสาะหา ความรู้ที่เริ่มต้นจากนักเรียนทุกขั้นตอนตั้งแต่การตั้งคําถามหรือกำหนดหัวข้อเรื่องการวางแผน ดำเนินการ รวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนําไปสู่การแปลความหมายและลงข้อสรุป นอกจากนี้สสวท. (2552) ยังสามารถแบ่งการสืบเสาะหาความรู้ (Level of inquiry) แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ 1. การสืบเสาะหาความรู้แบบยืนยัน (Confirmed Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ ที่ให้นักเรียนเป็นผู้ตรวจสอบความรู้หรือแนวคิด เพื่อยืนยันความรู้ที่คาดหวังให้กับนักเรียนที่ค้นพบ มาแล้ว โดยครูเป็นผู้กำหนดปัญหาและคําตอบ หรือองค์ความรู้ที่คาดหวังให้นักเรียนค้นพบ และให้ นักเรียนทำ กิจกรรมที่กำหนดในหนังสือหรือใบงานหรือตามที่ครูบรรยายบอกกล่าว 2. การสืบเสาะหาความรู้แบบนําทาง (Directed Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ที่ ให้ นักเรียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้กาหนดปัญหา และสาธิตหรืออธิบายการ สํารวจตรวจสอบ แล้วให้นักเรียนปฏิบัติการสํารวจตรวจสอบตามวิธีการที่กำหนด 3. การสืบเสาะหาความรู้แบบชี้แนะแนวทาง (Guided Inquiry) เป็นการสืบเสาะหา ความรู้ที่ให้นักเรียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเองโดยนักเรียนเป็นผู้กำหนดปัญหา และครูเป็นผู้ ชี้แนะแนวทางการสํารวจตรวจสอบ รวมทั้งให้คำปรึกษาหรือแนะนำให้นักเรียนปฏิบัติการสำรวจ ตรวจสอบ 4. การสืบเสาะหาความรู้แบบเปิด (Open Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ที่ให้ นักเรียน ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยให้นักเรียนมีอิสระในการคิด เป็นผู้กำหนดปัญหา ออกแบบ และปฏิบัติการสํารวจตรวจสอบด้วยตนเอง
25 จากแนวคิดข้างต้น ผู้วิจัยจึงได้สรุปรูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้โดยครูซึ่งจะเป็นบทบาทร่วมกันระหว่าง นักเรียนและครู แต่ครูจะคอยควบคุมประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อสร้างให้นักเรียนเกิดความคิดและสรุป เป็นองค์ความรู้ด้วยตนเอง 2. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้โดยนักเรียนเป็นบทบาทร่วมกันระหว่างครู และนักเรียนเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นกิจกรรมกลุ่มหรือปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างนักเรียน ดันยครูจะ เปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมประเด็นปัญหา เป็นผู้กระตุ้นให้นักเรียนร่วมกันแก้ปัญหา และร่วมกัน สรุป 3.6 ข้อดีและข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ข้อดีของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้สามารถพัฒนาศักยภาพด้านสติปัญญา นักเรียนได้พัฒนาความคิดอย่างเต็มที่ได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จึงมีการอยากรู้อยู่ตลอดเวลา นักเรียนได้มีรู้โอกาสฝึกความคิดและฝึกการกระทำได้เรียนรู้วิธีการจัดระบบความคิดและวิธีเสาะ แสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง ทำให้ความรู้คงทนและถ่ายโยงการเรียนรู้ได้ คือทำให้สามารถจดจําได้ นานและนําไปใช้ ในสถานการณ์ใหม่ได้ นักเรียนเป็นศูนย์กลางการจัดการเรียนรู้ยากาศในการเรียนมี ทำให้บรรยากาศในการเรียนมีชีวิตชีวา สามารถเรียนรู้มโนทัศน์ และหลักการทางคณิตศาสตร์ได้เร็ว ขึ้นอีกทั้งส่งผลให้นักเรียนมี เจตคติที ดีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อีกด้วย ช่วยให้นักเรียนเกิดความ เชื่อมั่น ไม่ว่าจะทำการสิ่งใด ๆ จะสําเร็จด้วยตนเอง สามารถคิดและแกปัญหาด้วยตนเองไม่ยอท้อต่อ อุปสรรค นักเรียนได้ ประสบการณ์ตรง ฝึกทักษะการแก้ปัญหาและสามารถนำความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ (ภพ เลาหไพบูลย์, 2540: 126; กระทรวงศึกษาธิการ, 2545: 38; พันธ์ทอง ชุมนุม, 2547: 56-57; พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดสุข, 2548: 78) ข้อจํากัดของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ในการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้งจะใช้เวลามาก บางครั้งได้เนื้อเรื่องไม่ครบตามที่กาหนด ถ้าสถานการณ์ที่ครูสร้างขึ้นมาไม่ทำให้น่าสงสัยแปลกใจ ก็จะทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายและไม่สนใจ ทำ ให้ให้นักเรียนมีโอกาสได้สืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง นักเรียนมีระดับสติปัญญาต่ำ และเนื้อหา ค่อนข้างยาก นักเรียนอาจไม่สามารถศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเองได้ บางคนยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอทำให้ ขาดแรงจูงใจที่จะศึกษาปัญหาและนักเรียนที่ต้องการแรงกระตุ้นเพื่อให้เกิดการกระตือรือร้นในการ เรียนมาก อาจจะพอตอบคําถามได้ ถ้าใช้การจัดการเรียนรู้แบบนี้อยู่เสมออาจจะทำให้ความสนใจของ นักเรียนในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองลดลง ถ้านักเรียนไม่รู้จักหลักการทำงานกลุ่มที่ถูกต้อง อาจทำ ให้นักเรียนบางคนหลีกเลี่ยงงาน ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ซึ่งครูต้องใช้เวลาวางแผนมาก ถ้าครูมี ภาระมากอาจเกิดปัญหาด้านอารมณ์ ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศในห้องเรียน ข้อจํากัดเรื่องเนื้อหาและ สติปัญญา อาจทำให้นักเรียนไม่สามารถศึกษาด้วยวิธีแบบนี้ได้ (ภพ เลาหไพบูลย์, 2540: 126; กระทรวงศึกษาธิการ 2545, 38; พนธ์ ทองชุมนุม 2547: 57; พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข 2548: 78)
26 จากการศึกษาข้อดีและข้อจำกัดของการจัดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ของนัก การศึกษา หลาย ๆ ท่าน สามารถสรุปได้ดังนี้ ข้อดีของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้รจัดการเรียนรู้ที เน้นนักเรียนเป็น สำคัญ ส่งเสริมนักเรียนได้พัฒนาความคิดอยางเป็นระบบโดยการสืบค้นข้อมูลและเสาะแสวงหาด้วย ตนเอง เพื่อสามารถถ่ายโยงการเรียนรู้ ทำให้เกิดเป็นการจำแบบยั่งยืน ข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เรียนรู้แบบนี้การจัดกาใช้เวลามาก ในการสอนแต่ละครั้งอาจจะทำให้นักเรียนเบื่อ โดยเฉพาะนักเรียนที่มีระดับสติปัญญาต่ำจะทำให้ขาด แรงจูงใจในการสืบค้นเนื้อหาประกอบกบถ้าสถานการณ์ที่ครูสร้างขึ้นไม่ชวนสงสัยยังจะทำให้นักเรียน เบื่อหน่ายบทเรียนจะทำให้การสอนแบบนี้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร 4. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กู๊ด (Good., 1973: 7) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ หมายถึง การทำให้สําเร็จแสดงให้ทราบถึง ประสิทธิภาพของการปฏิบัติ หรือประสิทธิภาพในด้านความรู้ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Attained) กำหนดให้หรือคะแนนที่ได้จากการปฏิบัติงาน อนาตาซี (1970: 107; อ้างถึงใน ปริยทิพย์ บุญคง, 2546: 7) ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบด้านสติปัญญาและ องค์ประกอบด้านที่ไม่ใช่สติปัญญา ได้แก่องค์ประกอบด้านเศรษฐกิจสังคม แรงจูงใจ และ องค์ประกอบที่ไม่ใช้สติปัญญาด้านอื่นๆ เพ็ญฤดี รอดโต (2549: 38) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ของบุคคล อันเป็นผลมาจากการจัดการเรียนรู้ ประสบการณ์ความรู้หรือประสบการณ์ ที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้ ทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยสามารถตรวจสอบ ความสามารถของบุคคลหรือสัมฤทธิ์ผลของบุคคลวาเรียนรู้ได้ กัญญาพร แกวรักษา (2552:39) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ ประสบการณ์ การเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกอบรม หรือการจัดการเรียนรู้ ซึ่งการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนจะเป็นการตรวจสอบความสามารถของบุคคล ที่แสดงออกในลักษณะของพฤติกรรมต่าง ๆ ตาม จุดมุ่งหมาย และลักษณะของรายวิชาที่ได้เรียนรู้ โดยอาจวิบัติด้านการปฏิบัติหรือวัดด้านเนื้อหาก็ได้ จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่นักการศึกษากล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ความรู้ ความสามารถรเปลี่ยนแปลงของบุคคลกร อัน เป็นผลมาจากการเรียนการสอน และประสบการณ์การเรียนรู้ในเนื้อหาสาระที่เรียนมาว่าเกิดการ เรียนรู้เท่าใดมีความสามารถชนิดใด โดยสามารถวัดได้จากแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ในลักษณะต่าง ๆ เพื่อบอกถึงคุณภาพการศึกษา และในที่นี้ผู้วิจัยขอสรุปความหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ดังนี้ว่า หมายถึง ความสามารถของนักเรียนที่เกิดจากการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัส เบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นประเมินคะแนน การทดสอบจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เป็นข้อสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ
27 4.2 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นเครื่องมือสำคัญใช้ในการตรวจสอบความรู้ ความสามารถของผู้เรียนที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้มีนักการศึกษาได้จําแนกประเภทของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538: 146) ได้จําแนกประเภทแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของข้อคําถามที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้น ข้อคําถามที่ เกี่ยวกับความรู้ที่นักเรียนได้เรียนในห้องเรียน นักเรียนมีความรู้มากเป็นการทดสอบข้อบกพร่องใน ส่วนใดจะได้สอนซ่อมเสริม หรือเป็นการวัดเพื่อดูความพร้อมที่จะเรียนในเนื้อหาใหม่ ทังนี้ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของครู 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละ สาขาวิชาหรือจากครูที่สอนวิชานั้น แต่ผ่านการทดลองหาคุณภาพหลายครั้ง จนมีคุณภาพดีจึงสร้าง เกณฑ์ปกติของแบบทดสอบนั้น สามารถใช้หลักและเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินค่าของการเรียนการ สอนในเรื่องใดก็ได้ๆ แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคู่มือดำเนินการสอบบอกถึงวิธีการ และยังมีมาตรฐาน ในด้านการแปลคะแนน แบบทดสอบของครูและแบบทดสอบมาตรฐานจะมีวิธีการทั้งในการสร้างข้อ คําถามที่เหมือนกับเป็นคําถามที่วัดเนื้อหาและพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ทั้ง 4 ด้าน ดังนี้ 2.1 วัดด้านการนําไปใช้ 2.2 วัดด้านการวิเคราะห์ 2.3 วัดด้านการสังเคราะห์ 2.4 วัดด้านการประเมินค่า พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545 : 96) ได้จําแนกประเภทของแบบทดสอบวัดวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบที สร้างขึ้นนเองหมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มที่ครูสอนเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้าง ใช้กันทั่วไปในสถานศึกษาขึ้น ซึ่งอาจจะ เป็นแบบทดสอบแบบอัตนัย ที่มีการกำหนดคําถาม หรือปัญหา แล้วให้ผู้ตอบเขียนแสดงความรู้ ความคิด หรือเจตคติได้อยางเต็มที่ นอกจากนี้อาจเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย หรือแบบให้ตอบสั้น ๆ หรือมีคําตอบให้เลือกแบบจำกดคําตอบซึ่งข้อสอบแบบปรนัยผู้ต่อมีโอกาสแสดงความรู้ได้อยาง กว้างขวางเหมือนแบบทดสอบแบบอัตนัย 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั่ว ๆไป แบบทดสอบมาตรฐานนี้จะถูกสร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ ถูกวิเคราะห์่ ให้ดีมีคุณภาพปรับปรุงอย่างมี มาตรฐาน กล่าวคือมีมาตรฐานในการดำเนินการต่อการจัดการเรียนรู้ วิธีการให้คะแนนและแปล ความหมายคะแนน สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2551 ข : 71) จำแนกประเภทของแบบทดสอบ ได้จ กการวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่นิยมใช้ ดังนี้
28 1. แบบทดสอบแบบเลือกตอบ ใช้วัดได้ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ความคิด หลักการ ทฤษฎี การตัดสินใจ การประเมินค่าการแปลความหมายมีส่วนที่สำคัญคือ 2 ส่วนของคําถาม หรือ ส่วนของคําตอบหรือตัวเลือก 2. แบบทดสอบแบบถูกผิด เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะ เป็น การนําเสนอข้อความเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในมโนทัศน์ หลักการทฤษฎีเรี่องโดยให้ผู้เรียน เลือกตอบแบบ 2 คําตอบ คือ ถูกและผิดเท่านั้น 3. แบบทดสอบจับคู่เป็นแบบทดสอบที่มีลักษณะการนําเสนอคําหรือข้อความให้เลือก เพื่อจับคู่ดังกล่าวคือ มีส่วนของคําถามที่เขียนเรียงเป็นแถวตัวและส่วนของคําตอบที่เกี่ยวข้องกัน เขียนเรียงเป็นแนวตังอีก 1 แถว ซึ่งจำนวนข้อของคําตอบจะมีมากกวาคําถาม 4. แบบทดสอบแบบเติมคํา เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดผลได้ครอบคลุมทังด้านความรู้ ความเข้าใจ และทักษะกระบวนการเดียวกันกับ แบบทดสอบแบบเลือกตอบ แต่ผู้ตอบต้องแสดง ความรู้ความสามารถด้วยการเขียนคําตอบ 5. แบบทดสอบแบบความเรียง เป็นแบบทดสอบที่ต้องแสดงความรู้ ความสามารถ ด้วย การเขียนตอบ ด้วยการสรุปผล หรือเขียนแสดงเหตุผลประกอบเป็นข้อความ จากประเภทของแบบทดสอบวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่นักการศึกษาได้จําแนกไว้ ข้างต้น สรุปได้ว่าแบบทดสอบวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถจําแนกได้ประเภท 2 คือ แบบทดสอบท่ครูสร้างเอง และแบบทดสอบมาตรฐาน แต่ละประเภทอาจเป็นแบบทดสอบแบบ เลือกตอบ แบบถูกผิด แบบทดสอบจับคู่แบบเติมคํา หรือแบบความเรียง แบบทดสอบต้องครอบคลุม ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะกระบวนการของผู้เรียน ผู้สอนจะต้องเลือกใช้ด้วยที่หลากหลาย เพื่อ จะได้ทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ถูกต้องเหมาะสม 4.3 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ให้มีความถูกต้องแม่นยํามากที่สุด ครูผู้สอน จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อที่จะได้ เตรียมการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีนักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึง องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ เพรสคอตต์ (Prescott, 1957: 14 - 16) กล่าวว่าองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ได้แก่ 1. ด้านร่างกาย ได้แก่อัตราการเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพทางกาย ข้อบกพร่อง ทางร่างกายและบุคลิกภาพ 2. ด้านความรัก ได้แก่ความสัมพันธ์อยางใกล้ชิดภายในครอบครัว 3. ด้านวัฒนธรรมและสังคม ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเป็นอยู่ใ่นครอบครัว สภาพแวดล้อมทางบ้าน การได้รับการอบรม และฐานะทางบ้าน 4. ด้านความสัมพันธ์ระหวางเพื่อนวัยเดียวกันทังที่บ้านและที่โรงเรียน 5. ด้านการพัฒนาตนเอง ระดับสติปัญญา ความสนใจและเจตคติต่อการเรียนรู้ บลูม (Bloom, 1976: 223) กล่าววาองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้แก่
29 1. พฤติกรรมทางด้านความรู้ และความคิด หมายถึง ความสามารถและทักษะความรู้ กระบวนการต่าง ๆ ของผู้เรียนที่มีมาก่อน 2. คุณลักษณะทางจิตใจ หมายถึง แรงจูงใจที่ทำให้ผู้เรียนต้องการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ได้แก่ ความสนใจในวิชาที่เรียนต่อเจตคติต่อเนื้อหาวิชาที่เรียนและสถาบันการศึกษา รวมถึงการยอมรับ ใน ความสามารถของตนเอง 3. คุณภาพการจัดการเรียนรู้ หมายถึง ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ที ผู้เรียนได้รับ กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 78 - 80) กล่าวว่าองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ได้แก่ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครอง สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ครูผู้สอน เป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดต่อการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รวมไปถึงความรักและความศรัทธาในวิชาชีพครูของครูผู้สอน การ ใช้หลักจิตวิทยา การใช้สื่อการเรียนรู้จัดการเรียนรู้การออกแบบ การออกแบบการจัดการเรียนรู้โดย เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ 2. ผู้เรียนควรได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผล รู้จักการแสวงหาความรู้จากการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ ด้วยตนเอง และมีการส่งเสริมให้มีการนํา ความรู้ที่ ได้รับไปประยุกต์ใช้เพื่อการดำเนินชีวิตประจําวันได้ 3. ผู้ปกครอง มีความสำคัญต่อการสนับสนุน คราวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยการ จัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในบ้านที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนส่วนร่วมในการมีส่วนประเมินผล ตลอดจนสร้างความพร้อมในด้านร่างกายสติปัญญา อารมณ์ และสังคม รวมทั้งคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ให้กับผู้เรียน จากที่นักการศึกษากล่าวว่าข้างต้นสรุปได้ว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ได้แก่ความพร้อมทางด้านร่างกาย วัฒนธรรมและสังคม ความสัมพันธ์ของผู้เรียนกับ เพื่อน การพัฒนาตนเอง พฤติกรรมด้านความรู้ความสามารถคุณลักษณะทางด้านจิตใจ การจัดการ เรียนการสอน ครูจะต้องจัดการเรียนการกับความถนัดของผู้เรียนสอนให้ สร้างบรรยากาศในการเรียน ในห้องเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมการทำกิจกรรมเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สามารถพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึงพอใจ วอลเลอร์สไตล์ (Wallerstein, 1971: 27) ให้ความหมายความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นได้ที่ได้รับผลสําเร็จตามความุ่งหมายพึงพอใจเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาไม่ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนสามารถคาดคะเนได้แต่มีหรือไม่ จากการสังเกตพฤติกรรมของคนเท่านั้น การที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจมีปัจจัยและองค์ประกอบที่เป็นสาเหตุแห่งความพึงพอใจ กู๊ด (Good, 1973 : 320) ให้ความหมายความพึงพอใจ หมายถึงสภาพคุณภาพหรือระดับ ความพึงพอใจซึ่งเป็นผลมาจากความสนใจต่าง ๆ และทัศนคติที่บุคคลมีต่อสิ่งที่ทำ อาร์โนล และเฟลด์แมน (Anold and Feldman, 1986: 86) ให้ความหมายความพึง พอใจ หมายถึง ค01วามรู้สึกร่วมแต่ละบุคคลที่งานของตน เช่น ความชื่นชอบ ค่านิยม และความรู้สึก ในทางบวก เป็นต้น
30 กาญจนา อรุณสุขรุจี (254: 65) ให้ความหมายความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจของ มนุษย์เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เป็นนามธรรมมองเห็นเป็นรูปร่างไม่ได้ การที่เราจะทราบว่า บุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้าง สลับซับซ้อน และต้องมีสิ่งที่ ตรงต่อความต้องการของบุคคล จึงจะทำให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ด้านการสร้างสิ่งเร้าจึงเป็น แรงจูงใจของบุคคลนั้นให้เกิดความพึงพอใจในงานนั้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดี ความชอบ ความสบายใจ ความสุขใจต่อสภาพแวดล้อมในด้านต่างๆ หรือเป็นความรู้สึกที่พอใจ ต่อสิ่งที่ทำให้เกิดความชอบ ความสบายใจ และเป็นความรู้สึกที่บรรลุถึงความต้องการ ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามที่ ตนต้องการ ก็จะเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งเร้านั้น หากความต้องการของตนไม่ได้รับการตอบสนองความ ไม่พึงพอใจก็จะเกิดขึ้น และในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึง อารมณ์ ความรู้สึกทางบวกของนักเรียนทีมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นของชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ซึ่งวัดโดยใช้แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จำนวน 20 ข้อ 5.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดีของบุคคลความชอบ ความสบายใจ ความสุขใจต่อสภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ หรือเป็นความรู้สึกที่พอใจต่อสิงที่ทำให้เกิดความชอบ ความสบายใจ และเป็นความรู้สึกที่บรรลุถึงความต้องการารจัดการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความ พึงพอใจ การเรียนรู้นั้นจะต้องสนองความต้องการของผู้เรียน ทฤษฎีที่เกี่ยวกับความต้องการที่ส่งผล ต่อความพึงพอใจนักวิชาการได้พัฒนาและสรุปได้ดังนี้ ทฤษฎีลำดับขันความต้องการมาสโลว์ เป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยต้องอยู่บนสมมติฐานเดียวกับพฤติกรรมของมนุษย์ มาสโลว์ดังนี้ (Maslow, 1970: 69 - 80) 1. ความต้องการของมนุษย์เป็นไปตามลำดับขั้นสำคัญ 5 ระดับ จากระดับโดยเริ่มความ ต้องการขั้นสูงสุด ได้แก่ความต้องการพื้นฐานทางร่างกาย ความต้องการความมั่นคง ปลอดภัย ความ ต้องการทางสังคม ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องหรือมีชื่อเสียง และความต้องการที่จะได้รับ ความสําเร็จในชีวิต 2. มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอ เมื่อความต้องการอย่างหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วก็ มีความต้องการสิ่งใหม่เข้ามาแทนที 3. เมื่อความต้องการในระดับหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่จูงให้เกิดพฤติกรรมต่อ สิ่งนั้น แต่จะมีความต้องการในระดับสูงเข้ามาแทน และเป็นแรงให้เกิดแรงจูงใจในพฤติกรรมนั้น 4. ความต้องการที่เกิดขึ้นอาศัยซึ่งกันและกัน มีลักษณะควบคู่คือ เมื่อความต้องการ อยางหนึ่งยังไม่หมดสิ้นไปก็จะมีความต้องการอีกอยางหนึ่งเกิดขึ้นมา โคร์แมน (Korman, A. K., 1977: unpaged; อ้างถึงใน สมศักดิ คงเทียง และอัญชลี ทองโพธิ, 2542: 20 - 21) ได้จําแนกทฤษฎีความพึงพอใจออกเป็น 2 ลู่คือ 1. ทฤษฎีการสนองความต้องการกลุ่มนี้ ถือว่าความพึงพอใจในงานเกิดจากความ ต้องการ ส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์ต่อผลที่ได้รับจากงบการประสบความสําเร็จตามเป็นกำหนด จุดหมายส่วนบุคคล
31 2. ทฤษฎีการอ้างอิงกลุ่มความพึงพอใจมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับคุณลักษณะของ งานตามความปรารถนาของกลุ่ม ซึ่งสมาชิกให้กลุ่มเป็นแนวทางในการประเมินผลการทำงาน มัมฟอร์ด (Manford, 1972E : unpaged ; อ้างถึงใน สมศักดิ คงเทียง และอัญชลี ทอง โพธิ, 2542 : 20 - 21) ได้จําแนกความคิดเกี่ยวกบความพึงพอใจจากผลการวิจัยออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มความต้องการทางด้านจิตวิทยานี้ ได้แก่ กลุ่มมาส์ตโลว์ (Maslow) เฮอร์ซเบิร์ก (Herzberg) และลิเคิร์ท (Likert) โดยมองความพึงพอใจงานเกิดขึ้นจากความต้องการของบุคคล ที่ ต้องการความสําเร็จของงานและความต้องการการยอมรับของบุคคล 2. กลุ่มภาวะผู้นํามองความพึงพอใจงานจากรูปแบบและการปฏิบัติของผู้นําที่มีต่อ ผู้ใต้บังคับบัญชานี้ ได้กี่ เบลคุล (Blake) มูทอน (Mouton) และฟีดเลอร์ (Fiedler) 3. กลุ่มความพยายามต่อรองรางวัล มองความพึงพอใจจากรายได้ เงินเดือนตอบแทน และผลอื่น ๆ 4. กลุ่มอุดมการณ์ทางการจัดการมองความพึงพอใจจากพฤติกรรมการบริหารของ องค์กร 5. กลุ่มเนื้อหาของงานและการออกแบบงาน ความพึงพอใจเกิดจากเนื้อหาของตัวงาน 5.3 การวัดความพึงพอใจ วิธีการวัดความพึงพอใจที่ใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบันนันมีหลากหลายวิธีด้วยกัน จาก การศึกษาวิธีการวัดความพึงพอใจของนักวิชาการหลายคนพบว่าการวัดความพึงพอใจมีวิธีการที่ คล้ายกัน พรศักดิ์ ตระกูลชีวาพานิตต์ (2538: 7) กล่าวว่าการวัดความพึงพอใจทำได้หลายวิธี ดังนี้ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม ต้องการทราบความคิดเห็นซึ่งสามารถ กระทำได้ในลักษณะกาหนดคําตอบให้เลือก หรือตอบคําถามอิสระ คําถามอาจถามดังกล่าว ความ พอใจในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ตอบทุกคนมาเป็นแบบแผนเดียวก็มักใช้ในรณีที่ต้องการข้อมูลกลุ่ม ตัวอย่างมาก ๆ วิธีนี้นับเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการวัดทัศนคติ รูปแบบของแบบสอบถามจะใช่ มาตรวัดทัศนคติ ซึ่งที่นิยมใช้ในปัจจุบันวิธีหนึงคือมาตราส่วนแบบลิเคิร์ท ประกอบด้วยข้อความที่ แสดงถึงทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิงเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีคําตอบที่แสดงถึงระดับความรู้สึก 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการที่ผู้วิจัยจะต้องออกไปสอบถามโดยการพูดคุย โดยมีการ เตรียมแผนงานล่วงหน้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด 3. การสังเกต เป็นวิธีวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ ว่าจะแสดงออกจากการพูดจา กริยาท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และสังเกตอย่างมี ระเบียบแบบแผน วิธีนี้เป็นวิธีการศึกษาที่เก่าแก่และยังเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543: 60 - 63) ได้เสนอแนวทางการวัดความพึงพอใจ ของผู้เรียน ไว้ดังนี้ 1. สัมภาษณ์ หมายถึง การพูดคุยกันอย่างมีจุดหมาย โดยยึดจุดประสงค์ในการวัดและ บันทึกไว้ได้อย่างถูกต้อง และสร้างข้อคําถามในการสัมภาษณ์ให้ดีเป็นมาตรฐานก่อน ข้อคําถาม จะต้องกระตุ้นให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบความรู้สึกที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการได้ การวางแผนสร้างข้อคําถาม จะต้องคิดถึงระยะเวลา และลักษณะของผู้ถูกสัมภาษณ์
32 2. การสังเกต หมายถึง การเฝ้ามองดูสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างมีจุดมุ่งหมาย ผู้สังเกตจําเป็น ต้อง มีข้อรายการที่จะใช้ในการสังเกตให้พร้อม 3. การรายงานตนเอง โดยการให้ผู้เรียนแสดงความรู้สึกของตนเอง ตามสิ่งเร้าที่ได้สัมผัส เพื่อจะได้แสดงความรู้สึกออกมาอยางตรงไปตรงมา 4. เทคนิคการจินตนาการ โดยอาศัยสถานการณ์หลายอย่างไปกระตุ้นผู้เรียน ซึ่งเป็น ผู้ตอบสถานการณ์ที่กำหนดให้จะไม่มีโครงสร้างที่แน่นอนผู้เรียนจะต้องจินตนาการออกมาตาม ประสบการณ์เดิมของตนเอง จากแนวการวัดความพึงพอใจที นักการศึกษาได้กล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่าการวัดความพึง พอใจเป็นการบอกถึงความชอบของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งสามารถวัดได้หลายวิธีการสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถามความคิดเห็นการใช้แบบสํารวจความรู้สึกการสังเกต การวัด ความพึงพอใจให้ ได้ผล และวัดได้ถูกต้องตรงกับสภาพจริง ผู้สอนจะต้องเลือกใช้วิธีและเครื่องที่เหมาะสมและ หลากหลาย ตรงกับจุดมุ่งหมายในการวัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง และความพึงพอใจของผู้เรียน เพื่อ นํามาพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ 6.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1. วิจัยในประเทศ พักตร์ผกา ศรีสว่าง (2558: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ แบบ 5E วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เซต สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ครูผู้สอนต้องจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่จะทำให้ผลการเรียนดีขึ้นแบบสืบเสาะหาความรู 5E เป็นเทคนิควิธีการสอนหนึ่งที่ นำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการ เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องเซต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ 5E ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนรู้ และ เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเซต และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ เรื่องเซต เบญจลักษ์ พงศ์พัชรศักดิ์ (2553: บทคัดย่อ) การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคม ศึกษาและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ 5E เป็นวิจัยที่ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ โดยใช้แผนการสอนแบบ 5Eโดยผลการศึกษามีดังนี้ 1. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรแบบ 5E มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีค่านัยสำคัญสถิติที่ระดับ 0.01 2. นักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 5Eความสามารถในการคิดเชิงอนาคตหลงการ ทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 เปตา กิ่งชัยวงศ์ (2545 : 48) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นกับนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะของ สสวท. ผลการศึกษาค้นคว้า
33 พบว่า แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80.51/76.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้จึงสมควรนำไปใช้นักเรียนที่เรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะของ สสวท. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ชูศักดิ์ แสงไชยราช (2547: 80-81) ได้ศึกษาการพัฒนาการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องรูปสามเหลี่ยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แผนผังความคิด (Mind Mapping) ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 75/75 หาดัชนีประสิทธิผลและหาความคงทนของแผนการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 39 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่าการ พัฒนาการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องรูปสามเหลี่ยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แผนผังความคิด (Mind Mapping) ที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.00/82.32 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้และดัชนีประสิทธิผล ของการพัฒนาการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เท่ากับ 0.30 และมีความคงทนในการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ เรื่องรูปสามเหลี่ยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีแผนผังความคิด (Mind Mapping) 6.2 วิจัยต่างประเทศ ซิน (Xin, 2003: 2276-A) ได้ศึกษาความแตกต่างของกลยุทธการสอน 2 กลยุทธ คือ กลยุทธ์การแก้ปัญหาที่อาศัยแผนผังเป็นฐาน และกลยุทธ์การสอนการแก้ปัญหาแบบดั้งเดิมที่มีต่อการ มีความคงทนและการใช้ความหมายกว้าง ๆ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาคำที่มีใช้ในทางคณิตศาสตร์ และ การศึกษาการรับรู้ตนเองของนักเรียนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ก่อน และหลังการสอนรวมทั้ง ศึกษาความพึงพอใจในด้านการใช้กลยุทธ์การแก้ปัญหาที่กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 22 คน ที่มีความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้และปัญหาใน วิชาคณิตศาสตร์โดยกลุ่มสุ่มกำหนดให้สภาพทดลอง การวัดซ้ำ ๆ กับรูปแบบกลุ่มทดลองใช้เพื่อ เปรียบเทียบผลของกลยุทธ์การสอนทั้ง 2 กลยุทธ์จากผลการวัดการปฏิบัติการแก้ปัญหาเกี่ยวกับคำ พบว่ากลุ่มที่สอนโดยอาศัยแผนผังเป็นฐานนั้นปฏิบัติได้ดีกว่ากลุ่มที่สอนด้วยวิธีดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ด้านคะแนนทดสอบหลังการทดลองความคงคน (ทดสอบหลังการทดลอง 2 สัปดาห์) และคะแนนใน การทดสอบติดตามผล (ทดลอง 3 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน หลังการทดลอง) กลุ่มที่สอนโดยอาศัย แผนผังเป็นฐานปฏิบัติได้ดีกว่ากลุ่มที่สอนแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญใน การแก้ปัญหาการถ่ายโอน เช่นกัน (คือคล้ายกันทางโครงสร้างแต่ซับซ้อนกว่ากัน) ภายหลังการสอนกลยุทธ์ที่กำหนดให้นอกจาก การปฏิบัติของกลุ่มที่สอนโดยอาศัยแผนผังเป็นฐานจะมีคะแนนทดสอบหลังการทดลองการทดสอบ ความคงทนและติดตมผลดีกว่ากลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 6 คน ผลการ วัดการเรียนรู้ตนเองและความพึงพอใจของนักเรียน พบว่ากลุ่มที่สอนด้วยการสอนที่อาศัยแผนผังเป็น ฐานชอบการแก้ปัญหาคำมากกว่าก่อนการทดลอง จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนโดยการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Backward Design จะช่วยให้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระคณิตศาสตร์สูงขึ้นนั้นครูผู้สอนจะต้องมีการจัดสื่อที่ เหมาะสมกับผู้เรียน คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลความสนใจและความพร้อมของผู้เรียน สามารถค้นพบคำตอบด้วยตนเองและเกิดการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ครูจัดทำขึ้นจะช่วยให้ ครู
34 สามารถเตรียมกระบวนการเรียนการสอนและประเมินผลให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ดังนั้น ควรส่งเสริมให้ครูผู้สอนจัดทำแผนการจัดกจิกรรมการเรียนรู้แบบ Backward Design เพื่อพัฒนาการ เรียนการสอนของตนเองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 7. กรอบแนวคิดและตัวแปรในการวิจัย ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม 8. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 8.1 ตัวแปรอิสระได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งชายและหญิงที่เรียนด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัสเบื้องต้น รายวิชาคณิตศาสตร์ (ค33202) โดยใช้วิธี สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ จำนวน 130 คน 8.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ประสิทธิภาพของชุดการสอน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึง พอใจของนักเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยชุด กิจกรรมการเรียนรู้คณิตสาสตร์หน่วยการเรียนรู้ แคลคูลัสเบื้องต้น รายวิชาคณิตศาสตร์(ค32202) โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ - ประสิทธิภาพของชุดการสอน - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน - ความพึงพอใจของนักเรียน
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. วิธีดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 5. แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร (Population) ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รงเรียนสารสาสน์วิเทศ คลองหลวง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 4 ห้องเรียนรวมนักเรียน 130 คน ตารางที่ 1 : จำนวนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศคลองหลวง ห้อง แผนการเรียน จำนวนนักเรียน(คน) มัธยมศึกษาปีที่ 6/1 วิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ 39 มัธยมศึกษาปีที่ 6/2 ศิลป์ - คำนวณ 39 มัธยมศึกษาปีที่ 6/3 วิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ 33 มัธยมศึกษาปีที่ 6/4 ศิลป์ - คำนวณ 19 รวมทั้งหมด 130 ที่มา : แบบรายงานข้อมูลนักเรียนรายบุคคล ข้อมูล ณ วันที่ 15 มีนาคม 2563 1.2 กลุ่มตัวอย่าง (Sample) ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศ คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 39 คน ได้มาโดยการสุ่ม ตัวอย่างแบเจาะจง
36 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้จำนวน 5 ชุด 2.2 แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง แคลคูลัส เบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 แผน รวม 20 ชั่วโมง ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ลิมิตของฟังก์ชัน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ทฤษฎีบทลิมิตของฟังก์ชัน 3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ความต่อเนื่องของฟังก์ชัน 4) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง อัตราการเปลี่ยนแปลงของฟังก์ชัน 5) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง อนุพันธ์ของฟังก์ชัน 2.3 แบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3.4 แบบฝึกหัดและแบบทดสอบของแผนการจัดการเรียนรู้ 2.5 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ 3. การสร้างและการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 3.1 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหลักสูตร สถานศึกษาโรงเรียนสารสาสน์คลองหลวง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น คำอธิบายรายวิชา มาตรฐานการเรียนรู้ สาระแกนกลาง และตัวชี้วัด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2) ศึกษาแนวคิด หลักการ ทฤษฎี เอกสารหลักสูตร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิธีการสร้าง ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ 3) กำหนดขอบเขตของเนื้อหาสาระการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น 4) สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้จำนวน 5 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 เรื่อง ลิมิตของฟังก์ชัน ชุดที่2 เรื่อง ทฤษฎีบทลิมิตของฟังก์ชัน ชุดที่ 3 เรื่อง ความต่อเนื่องของฟังก์ชัน ชุดที่ 4 เรื่อง อัตราการเปลี่ยนแปลงของฟังก์ชัน ชุดที่5 เรื่อง อนุพันธ์ของฟังก์ชัน 5) นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่เสร็จแล้ว เสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อพิจารณา ตรวจสอบ และให้ข้อเสนอแนะแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง 6) นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์ที่
37 ปรึกษาแล้ว พร้อมกับแบบประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินคุณภาพของชุด กิจกรรมการเรียนรู้ในด้านจุดประสงค์การเรียนรู้ด้านเนื้อหา และการประเมินผล โดยใช้แบบประเมิน ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5 ช่วง (บุญชม ศรีสะอาด, 2545: 99-100) คะแนน 5 หมายถึง มีความเหมาะสมมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก คะแนน 3 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย คะแนน 1 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยที่สุด ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ประกอบด้วย 6.1) ดร.กมลรัตน์ สมบุตร ตำแหน่ง อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์มทร.ธัญบุรี 6.2) ดร.นนธิยา มากะเต ตำแหน่ง อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มทร.ธัญบุรี 6.3) นายกิตติศักดิ์ บุญทอง ตำแหน่ง ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ 7) นำคะแนนจากแบบประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คนนี้ มาหาค่าเฉลี่ยแล้วนำไปเทียบกับเกณฑ์การประเมิน ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545: 74) ค่าเฉลี่ย ระดับความคิดเห็น 4.51 – 5.00 เหมาะสมในระดับมากที่สุด 3.51 – 4.50 เหมาะสมในระดับมาก 2.51 – 3.50 เหมาะสมในระดับปานกลาง 1.51 – 2.50 เหมาะสมในระดับน้อย 1.00 – 1.50 เหมาะสมในระดับน้อยที่สุด โดยกำหนดเกณฑ์การผ่านจะต้องมีคะแนนเฉลี่ย 3.50 ขึ้นไป ผลการประเมินชุดกิจกรรม การเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้พบว่า มีค่าเฉลี่ยในภาพรวม เท่ากับ 0.9 แสดงว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้มีความ เหมาะสมในระดับมาก (ภาคนวก ข) 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง แคลคูลัสเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 6 แผน ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีสอนแบบ สืบเสาะหา ความรู้ ซึ่งมี 6 ขั้น ตอนในการสร้าง ดังนี้ ขั้นที่ 1 ศึกษาหลักสูตรและเนื้อหาคณิตศาสตร์เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้นระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อกำหนดขอบเขตของเนื้อหาและเป็นแนวทางในการกำหนดจุดประสงค์ของ กิจกรรมและเนื้อหา ขั้นที่ 2 ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหลักการและวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ จาก เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้
38 ขั้นที่ 3 วิเคราะห์เนื้อหาเรื่องแคลคูลัสเบื้องต้นแล้วนำมากำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้แบบฝึกหัดประจำแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้งและแบบทดสอบย่อยโดยมี เนื้อหาแบ่งออกเป็น 6 เรื่องดังตาราง ตารางที่ 2 : เนื้อหาประจำแผนการสอน แผนการสอนที่ เรื่อง จำนวนคาบเรียน 1 ทฤษฎีบทลิมิตของฟังก์ชัน 4 2 ความต่อเนื่องของฟังก์ชัน 4 3 อัตราการเปลี่ยนแปลงของฟังก์ชัน 4 รวม 12 ขั้นที่ 4 การตรวจสอบเนื้อหาบทเรียนได้ดำเนินการนำเนื้อหาบทเรียนเป็นอาจารย์ที่ ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนคณิตศาสตร์จำนวน 3 ท่านเพื่อตรวจสอบความถูกต้องดัง รายละเอียดต่อไปนี้ 1. ความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการสอน 2. ความถูกต้องของเนื้อหาและกิจกรรม ขั้นที่ 5 การออกแบบและการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยนำแผนการจัดการเรียนรู้ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของแนวคิดตามหลักทฤษฎีโดยใช้ แบบสอบถามเพื่อขอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจากการวัดดัชนีความสอดคล้องซึ่งระดับความ คิดเห็นแบ่งออกเป็น 3 ระดับและมีค่าคะแนนดังนี้ ระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เห็นด้วย หมายถึง ค่าคะแนน +1 ไม่แน่ใจ หมายถึง ค่าคะแนน 0 ไม่เห็นด้วย หมายถึง ค่าคะแนน -1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 ขั้นที6 นำแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะมาให้ 3.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง แคลคูลัสเบื้องต้น มี ขั้นตอนในการสร้าง ดังนี้ 1) ศึกษาเนื้อหาและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง แคลคูลัสเบื้องต้น 2) ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง แคลคูลัสเบื้องต้น จากหนังสือการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอน วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของสำนักพิมพ์สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) 3) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง แคลคูลัสเบื้องต้น จำนวน 40 ข้อ โดยเป็นแบบทดสอบชนิด 4 ตัวเลือก นำไปเสนออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยเพื่อตรวจ และแก้ไข แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนวิชา คณิตศาสตร์จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 1)
39 นางสาวกมลรัตน์ สมบุตร 2) นางสาวนนธิยา มากะเต 3) นายกิตติศักดิ์ บุญทอง ตรวจสอบความ เหมาะสมของเนื้อหา สำนวนภาษา และความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เพื่อพิจารณาความสอดคล้องกับผล การเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ได้ข้อสอบ จำนวน 33 ข้อ แล้วนำข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งหลังจากปรับปรุงแก้ไขแล้วได้ค่าดัชนี ความสอดคล้องระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 4) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง แคลคูลัสเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองกับกลุ่มนักนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 39 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างซึ่งได้ผ่านการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น มาแล้วเพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) ตรวจให้คะแนนแบบทดสอบที่นักเรียนทำ โดยให้ 1 คะแนน สำหรับข้อสอบที่ตอบ ถูกและให้ 0 คะแนน สำหรับข้อสอบที่ตอบผิด หรือไม่ตอบ หรือตอบเกิน 1 ตัวเลือก โดยใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ 6) นำผลการทดสอบมาวิเคราะห์เป็นรายข้อ เพื่อหาความยากง่าย (p) และค่าอำนาจ จำแนก (r) โดยใช้เทคนิคการคำนวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 7) คัดเลือกแบบทดสอบเฉพาะข้อที่มีความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.20 – 0.80 และมี ค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป ไว้จำนวน 30 ข้อ ซึ่งได้ข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ ระหว่าง 0.31 – 1.00 ไว้จำนวน 30 ข้อ รวมได้ข้อสอบ จำนวน 30 ข้อ 8) นำแบบทดสอบที่คัดเลือกแล้วจำนวน 30 ข้อ ไปทดสอบกับกลุ่มนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษาปี2562 จำนวน 26 คน ซึ่งได้ผ่านการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง แคลคูลัสเบื้องต้นมาแล้วเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นรายข้อ และทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 (Kuder Richardson – 20) ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2538: 197-199) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.7126 9) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฉบับสมบูรณ์ที่ได้ไปใช้ในการวิจัย 3.4 แบบฝึกหัดและแบบทดสอบของแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบของแผนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละแผนมีลักษณะเป็นแบบทดสอบแบบ อัตนัย จำนวน 5 แผน มีจำนวนทั้งหมด 35 ข้อ ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบทดสอบประจำแผนฯ ที่ 1 เรื่อง ลิมิตของฟังก์ชันจำนวน จำนวน 8 ข้อ 2) แบบทดสอบประจำแผนฯ ที่ 2 เรื่อง ทฤษฎีบทลิมิตของฟังก์ชัน จำนวน 8 ข้อ 3) แบบทดสอบประจำแผนฯ ที่ 3 เรื่อง ความต่อเนื่องของฟังก์ชัน จำนวน 6 ข้อ 4) แบบทดสอบประจำแผนฯ ที่ 4 เรื่อง อัตราการเปลี่ยนแปลง จำนวน 7 ข้อ 5) แบบทดสอบประจำแผนฯ ที่ 5 เรื่อง อนุพันธ์ของฟังก์ชัน จำนวน 6 ข้อ ผู้วิจัยดำเนินการสร้างตามขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบย่อยจากตำราเกี่ยวกับเทคนิคการสร้างและการ วิเคราะห์ข้อสอบ 2) ศึกษาหลักสูตร เนื้อหา และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ได้จากการวิเคราะห์จุดประสงค์ การเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
40 3) สร้างแบบทดสอบย่อยทั้ง 6 แผนฯ โดยสร้างให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดแล้วนำไป เสนออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยเพื่อตรวจและแก้ไข จากนั้นนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอน วิชา คณิตศาสตร์เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความ สอดคล้องของเนื้อหาและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ความเหมาะสมของภาษาของคำถามของแต่ละข้อ 4) นำแบบทดสอบที่ได้รับการตรวจจากอาจารย์ที่ปรึกษาฯ และผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหา ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์ IOC เลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปไว้ ได้ แบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบ รวมทั้งหมด 35ข้อ ซึ่งแบบทดสอบของแต่ละแผนการเรียนมีค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 3.5 แบบวัดความพึงพอใจ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ซึ่ง ผู้วิจัยเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง แบ่งออกเป็น 3 ตอน ผู้วิจัยดำเนินการสร้างตามขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบวัดความพึงพอใจจากเอกสาร ตำราที่เกี่ยวข้องกับวิธีการและ หลักการสร้างแบบวัดความพึงพอใจ แล้วกำหนดแนวทางในการออกแบบวัดความพึงพอใจตามวิธีการ ของลิเคอร์ท (Likert) 2) สร้างแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ 5 ขั้น ในรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น จำนวน 3 ด้าน ทั้งหมด 20 ข้อ ลักษณะของแบบวัดความพึงพอใจ เป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) ซึ่งมี 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 5 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด และใช้เกณฑ์การแปลความหมายของ Likert scaleโดยนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ย 5 ระดับ ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึงมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึงมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.01 – 3.50 หมายถึงมีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.00 หมายถึงมีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึงมีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด 3) นำแบบวัดความพึงพอใจที่ปรับปรุงแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบ ความถูกต้องและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ตลอดจนความเหมาะสมของภาษาที่ ใช้ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 4) นำแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น ในรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น จำนวน 3 ด้าน ทั้งหมด 20 ข้อ ที่ได้รับ การตรวจจากผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ IOC (Index of item-Objective Congruence) เลือกข้อที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป และพบว่าแบบ
41 วัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ใน รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 5) นำแบบวัดความพึงพอใจที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อหา ประสิทธิภาพของเครื่องมือ 6) นำผลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก โดยใช้วิธีหาสัมประสิทธิ์แอลฟา (α -coefficien t) ของครอนบัค (Cronbach) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538: 170-172) ซึ่งได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความพึงพอใจ ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 7) นำแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น ในรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไปใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างต่อไป 4. วิธีดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล 4.1 วิธีดำเนินการทดลอง 1) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) ศึกษาและสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 2.1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัสเบื้องต้น รายวิ ชคณิตศาสตร์ (ค33202) โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 2.2) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัสเบื้องต้น รายวิชคณิตศาสตร์ (ค33202) โดยใช้วิธีสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ 2.3) สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัสเบื้องต้น รายวิชคณิตศาสตร์(ค33202) โดยใช้วิธีสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ 3) นำเครื่องมือในการวิจัยไปหาคุณภาพของเครื่องมือ 4) ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือตามที่ผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ที่ปรึกษาให้ข้อเสนอแนะมา 5) นำเครื่องมือไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย (Try Out) 6) นำเครื่องมือที่ได้จากการ Try Out มาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 7) ดำเนินการทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 12 ชั่วโมง โดยผู้วิจัยเป็น ผู้ดำเนินการทดลองด้วยตนเอง พร้อมกับเก็บข้อมูลในการวิจัย 8) นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 9) สรุปและอภิปรายผลการวิจัย 10) นำเล่มรายงานผลการวิจัยเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตรวจพิจารณาความถูกต้อง สมบูรณ์ 11) ปรับปรุงแก้ไขตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาเสนอแนะมา 12) นำเล่มเข้าปกแข็งแบบสมบูรณ์
42 4.2 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1) ขอหนังสือจากคณะศิลปศาสตร์และศึกษาศาสตร์เพื่อนำไปขออนุญาตทำการวิจัยและ เก็บรวบรวมข้อมูล 2) นำหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการวิจัยและขอเก็บรวบรวมข้อมูลเสนอต่อ ผู้อำนวยการโรงเรียนสารสาสน์วิเทศคลองหลวง 3) ขอความร่วมมือกับทางโรงเรียนโรงเรียนสารสาสน์วิเทศคลองหลวง เพื่อที่จะทำการ ทดลองกับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างของการทดลองในครั้งนี้โดยผู้วิจัย ดำเนินการทดลองใช้การสอนแบบสืบเสาะความรู้ 5 ขั้น ตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น จำนวน 5 แผน 4) ชี้แจงให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทราบเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมแบบ สืบเสาะ ความรู้ 5 ขั้น เพื่อให้นักเรียนเข้าใจตรงกันและได้ผลตามความเป็นจริง 3) ดำเนินการทดลองโดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการสอน โดยให้มีการทดสอบ ก่อนเรียน ให้ทำแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบในชั่วโมงเรียน มีการทดสอบหลังเรียนหลังเสร็จสิ้น กระบวนการทดลองแล้ว (แผนการสอน แบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน แนบในภาคผนวก) ซึ่งผู้วิจัยดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ 4) นำคะแนนของนักเรียนจากการทำแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบท้ายบท (Exercise) และแบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) มาหาค่าประสิทธิภาพของบทเรียนโดยการเปรียบเทียบตาม สูตร 1 E2 E / 5. แบบแผนที่ใช้ในการศึกษาวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยใช้รูปแบบกลุ่มที่มี การทดสอบก่อนและทดสอบหลังการเรียน (One-group-Pretest-Posttest Design) รูปแบบการ วิจัยชนิดนี้เขียนเป็นแผนภูมิได้ดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2540: 60) ตารางที่ 3 : แบบแผนการทดลองแบบ One-group-Pretest-Posttest Design กลุ่ม สอบก่อนเรียน ทดลอง สอบหลังเรียน E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย E แทน กลุ่มทดลอง X แทน การสอนโดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะความรู้ 5 ขั้น T1 แทน ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) T2 แทน ทดสอบหลังเรียน (Posttest)
43 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 6.1) หาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ 5 ขั้น โดยหา ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่ได้จากการทำแบบฝึกหัดหรือทดสอบย่อยของแต่ละแผนฯ กับคะแนน ที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังสิ้นสุดการเรียนการสอน โดยคิดเป็นร้อยละ จากนั้นนำผลที่ได้มา เปรียบเทียบและหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 6.2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะความรู้5 ขั้น เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนด้วยการทดสอบที (t-test) 6.3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ 5 ขั้น วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทำการวิเคราะห์โดยใช้ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 7.1 สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ 1) ค่าร้อยละ (Percentage) 2) ค่าเฉลี่ย (Mean) จากสูตร ดังนี้ N x X = เมื่อ แทน ค่าเฉลี่ยของข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดจากกลุ่มตัวอย่าง N แทน ค่าเฉลี่ยของข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 3) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) จากสูตร N(N -1) N x ( x) S.D. 2 2 = − เมื่อ S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง X แทน คะแนนแต่ละตัวของกลุ่มตัวอย่าง N แทน จำนวนข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง แทน ผลรวมของข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง
44 7.2 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ ได้แก่ 1) การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ E1/E2 มีสูตรการคำนวณ ดังนี้ 1.1) การคำนวณหาประสิทธิภาพของกระบวนการ สูตร 100 A N x E 1 = เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ X แทน คะแนนรวมของชุดฝึกทักษะ A แทน คะแนนเต็มของชุดฝึกทักษะ N แทน จำนวนผู้เรียน 1.2) การคำนวณหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ สูตร 100 B N F E 2 = เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ F แทน คะแนนรวมหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มหลังเรียน N แทน จำนวนผู้เรียน 2) การหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใช้สถิติดังนี้ 2.1) การหาความเที่ยง (Content Validity) ตามเนื้อหาของแบบทดสอบแต่ละข้อ โดยใช้สูตร IOC เป็นค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543: 247-249) สูตร N R IOC = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์ เนื้อหาหรือ ระหว่างข้อสอบกับวัตถุประสงค์ R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ
45 2.2) การหาความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหาโดยใช้โปรแกรม (EVANA) 2.3) การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน หาโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 7.3 สถิติเชิงอนุมานเพื่อใช้ทดสอบสมมติฐาน ทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและ หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยมีสูตรการคำนวณแบบ Dependent Sample t-test ดังนี้ N 1 N D ( D ) D t 2 2 − − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤติทราบความมีนัยสำคัญ D แทน ค่าผลต่างระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียน และหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนประชากร
บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้นของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. การวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการแปลความหมายและการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ ถูกต้อง ผู้วิจัยได้กำหนดความหมายของสัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ n แทน จำนวนนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบของกลุ่มตัวอย่าง S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนสอบของกลุ่มตัวอย่าง E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ E2 แทน ประสิทธิภาพผลลัพธ์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ t แทน สถิติที่ใช้ในการทดสอบ * แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการพัฒนาชุดกิจกรรม การเรียนรู้การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัสเบื้องต้น โดยวิธี สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลัง การใช้ชุดกิจกรรมการการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัส เบื้องต้น โดยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้แคลคูลัสเบื้องต้น โดยวิธีสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้
47 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ได้ค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 4 ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชา วิชา คณิตศาสตร์เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามเกณฑ์ 80/80 ผลการเรียนรู้ คะแนนเต็ม X S.D. ร้อยละ ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) 50 36.15 2.987 82.15 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) 30 20.13 4.937 80.51 จากตารางที่ 4 พบว่า ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัส เบื้องต้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 82.15/80.51 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ตอนที่ 2 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ดังแสดงในตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 5 เปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คะแนน n X D 2 D t Sig. ก่อนเรียน 39 13.38 420 5312 -14.760 *0.0000 หลังเรียน 39 24.15 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4 พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัส เบื้องต้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
48 ตอนที่ 3 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนชุด กิจกรรมการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ผล การวิเคราะห์ข้อมูลดังแสดงในตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 ที่มีต่อการเรียนชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ เรื่องแคลคูลัสเบื้องต้น โดยใช้วิธี สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ประเด็นความพึงพอใจ S.D. ระดับความ พึงพอใจ ลำดับ 1. ชัดเจน เข้าใจง่าย 4.15 0.43 มาก 11 2. มีความเหมาะสมต่อเวลาที่เรียน 4.97 0.16 มากที่สุด 1 3. ครบถ้วน เพียงพอที่จะเป็นพื้นฐานในการสร้าง องค์ความรู้ใหม่ 3.72 0.85 มาก 19 4. ถูกต้องตามหลักวิชาการ และทันต่อเหตุการณ์ 4.15 0.43 มาก 11 5. มีการใช้สื่อการสอนที่น่าสนใจสอดคล้องเนื้อหา 4.77 0.42 มากที่สุด 7 6. สื่อการสอนสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการ สอน 4.21 0.40 มาก 9 7. สื่อการสอนเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของ ห้องเรียนและโรงเรียน 4.92 0.35 มากที่สุด 2 8. ผู้สอนเข้าสอนและเลิกสอนตรงเวลา 4.05 0.22 มาก 18 9. ผู้สอนอธิบายเนื้อหาที่จะสอนในแบบที่เข้าใจได้ ง่าย 4.13 0.40 มาก 15 10. ผู้สอนสอนเนื้อหาครบถ้วน และสอดคล้องตาม ประมวลการสอนรายวิชา 4.85 0.36 มากที่สุด 3 11. ผู้สอนมีการเตรียมการสอนมาอย่างดี และ จัดลำดับความต่อเนื่องของเนื้อหาอย่างเป็นระบบ 4.15 0.36 มาก 11 12. ผู้สอนกระตุ้นและส่งเสริมให้นักศึกษาคิด วิเคราะห์และทำงานร่วมกัน 3.31 0.61 ปานกลาง 20 13. ผู้สอนมอบหมายงานเหมาะสมทั้งปริมาณและ ระยะเวลา 4.13 0.40 มาก 15 14. ผู้สอนมีความรู้ความสามารถเพียงพอต่อการ สอนในเนื้อหาวิชา 4.74 0.49 มากที่สุด 8 15. ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถามและแสดง ความคิดเห็น 4.21 0.40 มาก 9