ก
ก ค ำน ำ ด้วยศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ จังหวัดอุทัยธานีเป็นศูนย์ที่จัดฝึกอบรมด้านอาชีพในท้องถิ่นตาม พระราชด าริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยมี วัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์อาชีพให้ประชาชนมีรายได้และเพื่อศึกษาค้นคว้า วิจัยพัฒนาอาชีพความรู้ต่าง ๆ จากภูมิปัญญาท้องถิ่นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ส าคัญคือใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และจัดกิจกรรม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในทุกรูปแบบ ได้แก่ เป็นศูนย์สาธิต ทดลอง จัดแสดงและ จัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ของศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ และผลิตภัณฑ์จากโครงการพระราชด าริ รวมถึงการ สนับสนุนประสานงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการศึกษาอาชีพให้มีงานท า สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว เพื่อให้การด าเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฯ ที่เน้นเรื่องการมีอาชีพเพื่อการมี งานท า มีรายได้ และสืบสานอนุรักษ์อาชีพต่าง ๆ ให้คงอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารคาวและขนมไทย ซึ่งในจังหวัดอุทัยธานีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตรท าให้มีความอุดมสมบูรณ์ของ ทรัพยากร นอกจากนี้ยังได้น าศาสตร์พระราชามาใช้ในการด าเนินชีวิต แต่ในปัจจุบันสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายจึงท าให้วิถีชีวิต การใช้ชีวิตของคน รุ่นใหม่เปลี่ยนไป กระแสวัฒนธรรมเรื่องการกินมีการเปลี่ยนแปลง ชีวิตคนรุ่นใหม่ต้องการความสะดวก รวดเร็วไม่มีเวลาจะมาท ากิจกรรมที่ต้องใช้เวลายุ่งยากและซับซ้อน ซึ่งหมายถึงงานศิลปหัตถกรรม ดังนั้น ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ได้ตระหนักถึงความส าคัญและต้องการสืบสานการอนุรักษ์ด้านงาน ศิลปหัตถกรรมที่เกิดคนรุ่นใหม่ของจังหวัดอุทัยธานีจึงได้จัดท าอาชีพตามความต้องการของประชาชน มาจัดท าเป็นหลักสูตรเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถน าไปประกอบอาชีพ เสริมรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้ ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากรวิชาชีพ และนักวิชาการศึกษาจาก ส านักงาน กศน. ที่ได้ร่วมพัฒนาหลักสูตรและจัดท าแผนการเรียนรู้รวมทั้งสื่อต่าง ๆ ให้ส าเร็จไปด้วยดีและ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลักสูตรเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อวิทยากรและผู้เรียนต่อไป ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ธันวาคม 2565
ข สำรบัญ หน้ำ ค ำน ำ ก สำรบัญ ข สำรรูปภำพ ค ควำมรู้เกี่ยวกับวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในหลักสูตรศิลปะกำรร้อยลูกปัด 1 ควำมรู้พื้นฐำนในกำรจัดกำรเรียนรู้หลักสูตรศิลปะกำรร้อยลูกปัด 9 หลักสูตรกำรวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด 10 ความเป็นมา 11 หลักการของหลักสูตร 11 จุดประสงค์ของหลักสูตร 11 จุดประสงค์การเรียนรู้ 11 กลุ่มเป้าหมาย 11 ระยะเวลา 11 โครงสร้างหลักสูตร 12 การจัดการเรียนรู้ 12 สื่อการเรียนรู้ 12 การจัดกระบวนการเรียนรู้ 12 การวัดและประเมินผล 13 การจบหลักสูตร 13 เอกสารหลักฐานการศึกษา 13 แผนกำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้หลักสูตรศิลปะกำรร้อยลูกปัด 14 ใบความรู้ ความเป็นมาของวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 19 ใบความรู้ วิธีท าวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 20 ใบงาน แบบบันทึกการท าวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 28 ใบความรู้ คุณค่าและประโยชน์วิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 29 ใบความรู้ บรรจุภัณฑ์ 30 ใบความรู้ การค านวณต้นทุน ก าไร 31 ใบงาน การคิดต้นทุน ก าไร 33 ใบความรู้ ช่องทางการตลาด 36 แบบประเมินผลการจัดการศึกษาและฝึกอบรมหลักสูตระยะสั้น 42 แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผู้เรียนศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ 43 แบบทดสอบก่อนเรียน 45 แบบทดสอบหลังเรียน 46 บรรณำนุกรม รำยชื่อคณะผู้จัดท ำหลักสูตร
ค สำรบัญรูปภำพ หน้ำ ภาพที่ 1 วัสดุศิลปะการร้อยลูกปัด 2 ภาพที่ 2 ลูกปัดพลาสติก 3 ภาพที่ 3 ตะขอก้ามปู 4 ภาพที่ 4 ห่วง หรือสต๊อปเปอร์ 4 ภาพที่ 5 เอ็น 5 ภาพที่ 6 เข็มเย็บมือ 6 ภาพที่ 7 คีมปากแหลม 6 ภาพที่ 8 ตัวปิดปม หรือตะขอเก็บปม 7 ภาพที่ 9 กรรไกรที่ตัดเล็บ 8 ภาพที่ 10 ไม้บรรทัด 8 ภาพที่ 11 สายคล้องแมส 11 ภาพที่ 12 พวงกุญแจรูปดาว 12 ภาพที่ 13 บรรจุภัณฑ์กระดาษ 31 ภาพที่ 14 บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ 31 ภาพที่ 15 บรรจุภัณฑ์พลาสติก 32
1 ควำมรู้เกี่ยวกับวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในวิชำศิลปะกำรร้ยยลูกปัด ก่อนที่ผู้เรียนจะเข้าสู่การเริ่มต้นท าศิลปะการร้อยลูกปัดผู้เรียนควรเรียนรู้เกี่ยวกับวัสดุและอุปกรณ์ ที่ใช้ในการท าศิลปะการร้อยลูกปัด เช่น วัสดุที่ใช้ท าการร้อยูกปัด อุปกรณ์ที่ต้องใช้ของตกแต่งต้องมีความรู้ เรื่องของศิปะการเลือกสีของลูกปัดและการออกแบบลวดลาย โดยขอแนะน าทั้งวิธีการเลือกซื้ออุปกรณ์การ ร้อยลูกปัด เก็บรักษา และการน ามาใช้ประโยชน์ดังนี้ วัสดุอุปกรณ์ในศิลปะกำรร้อยลูกปัด ลูกปัด น. หมายถึง เม็ดแก้วเป็นต้นมีรูตรงกลางส าหรับร้อยเป็นเครื่องประดับต่าง ๆ ลูกปัด ปัจจุบันลูกปัดมีอยู่หลายชนิด เช่น ลูกปัดธรรมชาติเป็นลูกปัดที่ท ามาจาก ไม้ หิน กระดูก สัตว์ ฯลฯ น ามาตัดตกแต่งเป็นลูกปัด โดยเฉพาะหินนั้นจะเป็นที่นิยมน ามาเจียระไนให้มีรูปแบบหลากหลาย ตามความต้องการของลูกค้า ลูกปัดแก้ว จะมีความวาวอยู่ในตัว มีหลายชนิดให้เลือกใช้ มีทั้งขนาดเล็กใหญ่ ซึ่งมีหลายรูปทรง มีสีสันหลากหลาย ลูกปัดพลาสติก มีทั้งเนื้อขุ่น เนื้อใส มีหลายขนาด ซึ่งมีน้ าหนักเบากว่าลูกปัดแก้ว วิธีกำรเลือกซื้อ ให้ค านึงถึงประโยชน์ในการใช้งาน ลูกปัดแต่ละชนิดจึงมีความเหมาะสมในการใช้ งานที่แตกต่างกัน บางคนต้องการน าไปท ากระเป๋าแบบต่าง ๆ สร้อยข้อมือ แหวน ต่างหู สายคล้องแมสจาก ลูกปัด พวงกุญแจ เป็นต้น จึงควรค านึงถึงความเหมาะสมของลูกปัดแต่ละชนิด และการดูแลรักษา ไม่ว่าจะ เป็นการรักษาความสะอาด รวมไปถึงเก็บเวลาใช้เสร็จแล้ว ควรเลือกวัสดุอุปกรณ์ของลูกปัดที่มีสามารถดูแล ที่ง่าย และให้ความคงทนสวยงาม วิธีการใช้งาน ในอดีตมนุษย์ได้สร้างลูกปัดขึ้นมาทั้งเป็นเครื่องประดับ เครื่องรางของขลัง เครื่องใช้ แลกเปลี่ยนทางการค้าแทนเงินตราในยุคโบราณ หรือแม้แต่เพื่อเหตุผลอื่น ๆ กล่าวกันว่าลูกปัดโบราณ ได้ถือ ก าเนิดมาตั้งเเต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มานานนับพัน ๆ ปี ลูกปัดแต่ละเม็ด จากแต่ละท้องถิ่น มีต านาน ความสวยงาม วัตถุดิบ ความเชื่อ ศิลปะ วัสดุที่ใช้และเทคนิคการสร้างที่มีความสลับซับซ้อนที่แตกต่างกันไป แต่ละมุมโลกจึงมีลูกปัดที่มีความงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว วิธีการเก็บรักษา การดูแลรักษาลูกปัดแต่ละประเภทก็ดูแลรักษาแตกต่างกันไป ตามความ เหมาะสมของลูกปัดแต่ละประเภท หรือการน าวัตถุดิบมาผลิตเป็นลูกปัด รวมทั้งการบ ารุงดูแลอย่างไรให้ สวยงาม เช่น วิธีท าความสะอาดและดูแลรักษาลูกปัดอะคริลิก แว็กซ์ไบถ้าคุณต้องการให้ผลิตภัณฑ์มีความ สดใสและสวยงามคุณสามารถใช้แว็กซ์ขัดเงาและเช็ด dao อย่างเท่าเทียมกันด้วยผ้านุ่ม ๆ เพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย การยึดเกาะหากผลิตภัณฑ์แตกหักโดยไม่ได้ตั้งใจคุณสามารถใช้เมทิลีนคลอไรด์หรือสารที่ท าให้ แห้งเร็วเพื่อยึดติดได้ ส าหรับผลิตภัณฑ์ท าความสะอาดและอะคริลิกหากไม่มีการบ าบัดพิเศษหรือสาร เพิ่มความแข็งตัวผลิตภัณฑ์เองก็ง่ายต่อการสึกหรอและเกิดรอยขีดข่วน ดังนั้นส าหรับการก าจัดฝุ่นทั่วไปคุณ
2 สามารถใช้ผ้าห่มขนไก่หรือน้ าสะอาดล้างออกจากนั้นเช็ดด้วยผ้านุ่ม หากพื้นผิวมีความมันคุณ สามารถเติมน้ าด้วยผงซักฟอกอ่อนๆ และขัดด้วยผ้านุ่ม ๆ การขัดหากผลิตภัณฑ์มีรอยขีดข่วนหรือการสึก หรอของพื้นผิวไม่รุนแรงมากคุณสามารถลองใช้เครื่องขัดหรือเครื่องแว็กซ์สีรถเพื่อติดตั้งล้อผ้าจุ่มแว็กซ์ขัดเงา ในปริมาณที่เหมาะสมและขัดให้สม่ าเสมอ ท าให้ดีขึ้น. การท าสายคล้องแมส สิ่งที่จ าเป็นมากที่จะท าให้สายคล้องแมสใช้งานได้และสวยงามให้แก่ ผู้คล้องแมสกระเป๋าสะพาย พวงกุญแจแบบต่าง ๆ การเลือกวัสดุในการท าศิลปะการร้อยลูกปัดนั้น ต้องใช้ ลูกปัดที่มีความสวยงามและคงทนมีน้ าหนักเบา มีลักษณะการใช้งานแต่ละชนิด เช่น ลูกปัดแก้ว ลูกปัด พลาสติก วิธีกำรเลือกซื้อ ควรค านึงถึงลักษณะการน าไปใช้งาน เช่น การออกแบบ วิธีการใช้งาน เป็นต้น วิธีกำรใช้ลูกปัด ปัจจุบันลูกปัดมีอยู่หลายชนิด เช่น ลูกปัดธรรมชาติเป็นลูกปัดที่ท ามาจาก ไม้ หิน กระดูกสัตว์ ฯลฯ น ามาตัดตกแต่งเป็นลูกปัด โดยเฉพาะหินนั้นจะเป็นที่นิยมน ามาเจียระไนให้มีรูปแบบ หลากหลายตามความต้องการของลูกค้า ลูกปัดแก้ว จะมีความวาวอยู่ในตัว มีหลายชนิดให้เลือกใช้ มีทั้งขนาดเล็กใหญ่ ซึ่งมีหลายรูปทรง มีสีสันหลากหลาย ลูกปัดพลาสติก มีทั้งเนื้อขุ่น เนื้อใส มีหลายขนาด ซึ่งมีน้ าหนักเบากว่าลูกปัดแก้ว สะพาย น้ าหนัก 250 กรัม เหมาะกับชิ้นงานที่ต้องการคงรูปสูง เช่น กระเป๋าใบใหญ่ กระเป๋าถือ ภาพที่ 1 : วัสดุศิลปะการร้อยลูกปัด ที่มา : https://www.google.com/search?q
3 วิธีกำรเก็บรักษำ การดูแลรักษาลูกปัดแต่ละประเภทก็ดูแลรักษาแตกต่างกันไป ตามความ เหมาะสมของลูกปัดแต่ละประเภท หรือการน าวัตถุดิบมาผลิตเป็นลูกปัด รวมทั้งการบ ารุงดูแลอย่างไรให้ สวยงาม เช่น วิธีท าความสะอาดและดูแลรักษาลูกปัดอะคริลิก แว็กซ์ไบถ้าคุณต้องการให้ผลิตภัณฑ์มีความ สดใสและสวยงามคุณสามารถใช้แว็กซ์ขัดเงาและเช็ด dao อย่างเท่าเทียมกันด้วยผ้านุ่ม ๆ เพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย การยึดเกาะหากผลิตภัณฑ์แตกหักโดยไม่ได้ตั้งใจคุณสามารถใช้เมทิลีนคลอไรด์หรือสารที่ท าให้ แห้งเร็วเพื่อยึดติดได้ ส าหรับผลิตภัณฑ์ท าความสะอาดและอะคริลิกหากไม่มีการบ าบัดพิเศษหรือสารเพิ่ม ความแข็งตัวผลิตภัณฑ์เองก็ง่ายต่อการสึกหรอและเกิดรอยขีดข่วน ดังนั้นส าหรับการก าจัดฝุ่นทั่วไปคุณ สามารถใช้ผ้าห่มขนไก่หรือน้ าสะอาดล้างออกจากนั้นเช็ดด้วยผ้านุ่ม หากพื้นผิวมีความมันคุณสามารถเติมน้ า ด้วยผงซักฟอกอ่อน ๆ และขัดด้วยผ้านุ่ม ๆ การขัดหากผลิตภัณฑ์มีรอยขีดข่วนหรือการสึกหรอของพื้นผิว ไม่รุนแรงมากคุณสามารถลองใช้เครื่องขัดหรือเครื่องแว็กซ์สีรถเพื่อติดตั้งล้อผ้าจุ่มแว็กซ์ขัดเงาในปริมาณ ที่เหมาะสมและขัดให้สม่ าเสมอ ท าให้ดีขึ้น. ตะขอ ใช้ส าหรับเชื่อมสร้อยทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน มีหลากหลายรูปแบบให้เลือก เช่น ตะขอก้ามปู ตะขอแบบกด และตะขอแบบห่วง เป็นต้น วิธีกำรเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อตะขอก้ามปูตะขอแบบกด และตะขอแบบห่วง ที่เป็นโลหะสแตนเลส สีเงินและสีทอง มีลักษณะคงทน สีไม่ตกหรือจางเร็ว ทนแดด เหงื่อไคล และสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ในการค้อง แมสให้ปลอดภัย วิธีกำรใช้งำน ควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ตะขอก้ามปูตะขอแบบกด และตะขอแบบ ห่วง มีคุณสมบัติที่แข็งแรงและทนทาน ราคาไม่แพงหาซื้อได้สะดวก วิธีกำรเก็บรักษำ เก็บใส่กล่องพลาสติกไว้สวยงาม เพื่อสะดวกในการใช้งานและดูแลได้ง่าย ๆ และไม่ขึ้นสนิมและดูเงำงำมให้กับผู้คล้องแมส ภาพที่ 2 : ลูกปัดพลาสติก ที่มา : https://www.google.com/search?q= ู
4 ห่วง หรือสต๊อปเปอร์ใช้เป็นตัวเชื่อมตะขอ และปิดปมให้คล้องกันได้ ซึ่งมีหลายรูปทรงและหลาย ขนาด เช่น กลม รี เป็นต้น วิธีกำรเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อห่วงสแตนเลส ที่มีความหนาและคุณภาพต่างกันขึ้นอยู่กับการใช้งาน และขนาดที่เหมาะสมกับงานที่ใช้ในการท าสายคล้องแมส เพราะสีจะไม่ตกและสามารถเก็บใช้ได้นาน วิธีกำรใช้งำน ใช้เป็นตัวเชื่อมตะขอ และปิดปมให้คล้องกันได้ ซึ่งมีหลายรูปทรงและหลายขนาด เช่น กลม รี เป็นต้น วิธีกำรเก็บรักษำ เก็บใส่กล่องพลาสติกไว้ เพื่อสะดวกในการใช้งานและดูแลได้ง่าย ๆ และไม่ขึ้น สนิมและดูเงำงำมให้กับผู้คล้องแมส เอ็น ให้ส าหรับร้อยลูกปัด มีหลายเบอร์ให้เลือกใช้ ขึ้นอยู่กับขนาดของลูกปัดที่ต้องการจะร้อยเป็น สร้อยคอ หรือสร้อยข้อมือ และยังเป็นตัวก าหนดรูปทรงของชิ้นงาน มีเอ็นยืดและเอ็นธรรมดา ใช้ส าหรับร้อย และถักลายได้ซึ่งจะใช้เป็นส่วนใหญ่ ภาพที่ 3 : ตะขอก้ามปู ที่มา : https://www.google.com/search?q ภาพที่ 4 : ห่วง หรือสต๊อปเปอร์ ที่มา : https://www.google.com/search?rlz=
5 วิธีกำรเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อเอ็นร้อยลูกปัด มีหลายเบอร์เริ่มตั้งแต่เบอร์ 0.40 และ เบอร์ 0.50 ให้เลือกใช้ขึ้นอยู่กับขนาดของลูกปัดที่ต้องการจะร้อยเป็นสร้อยคอ หรือสร้อยข้อมือ และยังเป็นตัวก าหนด รูปทรงของชิ้นงาน มีเอ็นยืดและเอ็นธรรมดา ใช้ส าหรับร้อยและถักลายได้ซึ่งจะใช้เป็นส่วนใหญ่ส าหรับงาน กระเป๋าและงานฝีมือ ควรเลือกใช้กระดุมแม่เหล็กสีทองรมด าแบบเย็บ ซึ่งมีหลายขนาด เช่น 14 มิลลิเมตร 18 มิลลิเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของกระเป๋าหรืองานฝีมือต่าง ๆ วิธีกำรใช้ให้เลือกใช้เอ็น ขึ้นอยู่กับขนาดของลูกปัดที่ต้องการจะร้อยเป็นสร้อยคอ หรือสร้อยข้อมือ และยังเป็นตัวก าหนดรูปทรงของชิ้นงาน มีเอ็นยืดและเอ็นธรรมดา ใช้ส าหรับร้อยและถักลายได้ซึ่งจะใช้เป็น ส่วนใหญ่ส าหรับงานกระเป๋าและงานฝีมือ ควรเลือกใช้กระดุมแม่เหล็กสีทองรมด าแบบเย็บ ซึ่งมีหลายขนาด เช่น 14 มิลลิเมตร 18 มิลลิเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของกระเป๋าหรืองานฝีมือต่าง ๆ วิธีกำรเก็บรักษำ เมื่อใช้เสร็จควรม้วนเอ็นเก็บกลับเข้าหลอดเอ็นเหมือนเดิม เพื่อสะดวกในการใช้ งานครั้งต่อไปและเก็บใส่กล่องพลาสติก หรือตะกร้า เข็มเย็บผ้ำด้วยมือ ใช้ส าหรับเย็บผ้าด้วยมือ ควรมีเข็มหลาย ๆ เล่ม เพื่อสะดวกในการท างาน ซึ่งเข็มแต่ละชนิดจะมีข้อ แตกต่างกัน แล้วแต่ว่าจะเลือกเพิ่มไปใช้กับงานและผ้าชนิดใด วิธีกำรเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อเข็มให้เหมาะกับชนิดของเอ็นและขนาดของลวดสลิงปลายเข็มแหลม คม ไม่เป็นสนิม ขนาดของเข็มมือกับงานที่ใช้ วิธีกำรใช้งำน ควรเลือกใช้เข็มให้เหมาะกับการใช้งานและงานฝีมือต่าง ๆ เช่น เข็มเบอร์ 7 ใช้ ส าหรับเย็บผ้าหนาและการติดกระดุม เข็มเบอร์ 8 ใช้ส าหรับเย็บผ้าทั่วไป เข็มเบอร์ 9 ใช้ส าหรับเย็บผ้าบาง ผ้าไหม ผ้าป่าน เข็มเบอร์ 10 -11 ใช้ส าหรับฝีมือต่าง ๆ ภาพที่ 5 : เอ็น ที่มา : https://www.google.com/search?q
6 วิธีกำรเก็บรักษำ หลังใช้งานควรเช็ดท าความสะอาด เก็บในห่อเหมือนเดิมหรือปักไว้ที่หมอนเข็ม เก็บในกล่องอุปกรณ์ เพื่อสะดวกในการใช้งาน คีมปากแหลม มีลักษณะปากเรียวยาว ๆ แหลม ๆ มีร่องฟันเพื่อใช้ในการจับชิ้นงานไม่ให้ลื่น และ มีขนาดเล็กใช้ส าหรับการจับชิ้นงานขนาดเล็ก หรือใช้งานในที่แคบที่คีมปากจระเข้เข้าไม่ถึง คีมปากแหลม ส่วนมากนิยมใช้ในงานดัด ตัด วัสดุต่าง ๆ ส่วนมากช่างไฟฟ้าและงานอิเล็กทรอนิกส์นิยมใช้ วิธีกำรเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อคีมปากแหลม มีลักษณะปากเรียวยาวๆ แหลมๆ มีร่องฟันเพื่อใช้ใน การจับชิ้นงานไม่ให้ลื่น และมีขนาดเล็กใช้ส าหรับการจับชิ้นงานขนาดเล็ก หรือใช้งานในที่แคบที่คีมปาก จระเข้เข้าไม่ถึง คีมปากแหลมส่วนมากนิยมใช้ในงานดัด ตัด วัสดุต่าง ๆ วิธีกำรใช้งำน คีมปากแหลมใช้งานในที่แคบที่คีมปากจระเข้เข้าไม่ถึง คีมปากแหลมส่วนมากนิยมใช้ในงาน ดัด ตัด วัสดุต่าง ๆ เพื่อใช้บีบสต๊อปเปอร์ให้แน่นและสวยงาม วิธีเก็บรักษา ควรใช้คีมให้เหมาะกับงาน ไม่ควรใช้คีมแทนค้อน หรือใช้ค้อนตีลงบนคีม เพราะคีม อาจจะเสียหายได้ ปากของคีมไม่ควรใช้ในงานงัดแงะสิ่งของ เพราะจะท าให้ปากของคีมหักเสียหายได้ เมื่อเลิกใช้ควรท าความสะอาดเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ภาพที่ 6 : เข็มเย็บมือ ที่มา https://th.aliexpress.com ภาพที่ 7 : คีมปากแหลม ที่มา : https://www.alibaba.com/pla/mini
7 ตัวปิดปม หรือตะขอเก็บปม ใช้ส าหรับเก็บปลายเอ็น สลิง หรือลวด เป็นการซ่อนปมไว้ในกระเปาะ และยังเป็นตัวเชื่อมเพื่อไป เกี่ยวกับตะขอ วิธีกำรเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อตัวปิดปมหรือตะขอเก็บปมที่เป็นโลหะขนาด 2.5 มิล และ 3 มิล ให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละชนิด วิธีกำรใช้งำน ใช้ส าหรับเก็บปลายเอ็น สลิง หรือลวด เป็นการซ่อนปมไว้ในกระเปาะ และยังเป็น ตัวเชื่อมเพื่อไปเกี่ยวกับตะขอ วิธีเก็บรักษำ เก็บใส่กล่องพลาสติกไว้ เพื่อสะดวกในการใช้งานและดูแลได้ง่าย ๆ และไม่ขึ้นสนิม และดูเงำงำมให้กับผู้คล้องแมส กรรไกรที่ตัดเล็บ กรรไกร เป็นเครื่องมือที่ใช้ส าหรับตัดวัสดุบาง ๆ โดยใช้แรงกดเล็กน้อย โดยใช้ตัดวัสดุ เช่น ตัดเอ็น ด้าย นอกจากนี้ยังใช้เพื่อตัดผมก็ได้จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งาน วีธีกำรเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อกรรไกรตัดเล็บ ด้ามจับตัดเล็บหยิบถนัดมือท าจากสแตนเลลสเนื้อดี ไม่เป็นสนิม มีราคาพอประมาณ เพราะจะท าให้ใช้งานได้มีคุณภาพยิ่งขึ้น วิธีกำรใช้งำน ใช้ส าหรับตัดเอ็น ด้าย และลวดสลิง รวมทั้งตัดเล็บมือ เล็บเท้าได้ดีผ้าได้ วิธีกำรเก็บรักษำ การดูแลรักษาพยายามอย่าให้กรรไกรตัดเล็บตกกระแทกพื้น เพราะจะท าให้คม ของกรรไกรเสีย และห้ามน ากรรไกรตัดเล็บลวดหนา ๆ ภาพที่ 8 : ตัวปิดปม หรือตะขอเก็บปม โดย https://www.google.com/search?rlz=1C1CHBD_th
8 ไม้บรรทัด วิธีกำรเลือกซื้อ ควรเลือกไม้บรรทัดที่ท าจากพลาสติกอ่อนใส เพื่อจะได้สะดวกในการมองเส้น ด้านล่างได้ชัดเจน และสามารถใช้แทนไม้โค้งได้ในบางครั้งในการสร้างแบบตัดควรมีไม้บรรทัดอย่างนั้น 2 ขนาด คือ ขนาดสั้น 12 นิ้ว และขนาดยาว 24 นิ้ว วิธีกำรใช้งำน ใช้สร้างแบบตัด ตีเส้นตรง มีขนาดสั้น 12 นิ้ว 18 นิ้ว และขนาดยาว 24 นิ้ว พลาสติกอ่อนใส สามารถโค้งงอได้เล็กน้อย วิธีกำรเก็บรักษำ ไม้บรรทัดท าจากพลาสติกอ่อนใส มักจะเกิดริ้วรอยได้ง่าย จึงควรระมัดระวังอย่า ให้เกิดรอยขีดข่วนและน าไปใช้อย่างอื่น เพราะจะท าให้การอ่านระยะไม่ชัดเจนหลังการใช้งานควรแขวน เช่นเดียวกับสายวัด ภาพที่ 9 : กรรไกรที่ตัดเล็บ ที่มา http://www.weloveshopping.com ภาพที่ 10 : ไม้บรรทัด โดย ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์
9 ควำมรู้พื้นฐำนในกำรจัดกำรเรียนรู้ตำมหลักสูตรวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด ความรู้พื้นฐานในการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรศิลปประดิษฐ์วิชาศิลปะการร้อยลูกปัด ปัจจุบันคนส่วนมากนิยมใช้กระเป๋าสตางค์ผ้าต่อมากขึ้น ทนแทนการใช้ถุงพลาสติกซึ่งช่วยลดปริมาณขยะ และท าให้ไม่เกิดปัญหาภาวะเรือนกระจกจนท าให้โลกร้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังเป็นการน าเศษ ผ้าที่เหลือใช้ในบ้านและไม่ได้น าไปใช้ประโยชน์ มาประดิษฐ์เป็นของใช้ในบ้านได้มากมายหลากหลายชนิด และยังป็นแฟชั่นที่ไม่ซ้ าใคร เพราะงานกระเป๋าสตางค์ผ้าต่อสามารถออกแบบและตกแต่งได้ตามสไตล์ที่ชอบ เศษผ้าเหลือใช้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อน ามาเย็บต่อกันเป็นกระเป๋าเป้ กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่ของ ก็สามารถ ท าให้เศษผ้ามีประโยชน์ สวยงามได้ทันตา นอกจากนี้ยังดูแลง่าย ใช้งานก็ง่ายไม่ต้องระวังมากนัก หากกระเป๋าเปื้อนสามารถซักท าความสะอาดได้โดยง่าย จะใช้แปรงขัดหรือแช่ด้วยน้ ายาก็สามารถท าได้ ซึ่งแตกต่างจากกระเป๋าแบรนด์เนมที่ต้องใส่ใจทุกขั้นตอน ต้องระวังตั้งแต่การใช้ ต้องเก็บอย่างดี หากเกิด การเปื้อนอาจจะต้องน าไปร้านคลินิกกระเป๋าเพราะการท าความสะอาดด้วยตัวเองอาจท าให้กระเป๋าช ารุด หนักกว่าเดิม และกระเป๋าผ้า เป็นกระเป๋าที่ราคาย่อมเยาแต่คุณภาพเกินราคา สามารถใช้ได้กับทุกคน ทุกโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษาหรือผู้สูงวัยที่สามารถท ากระเป๋าสตางค์ผ้าต่อใช้ได้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่วัยท างานจะพกติดไว้ที่ท างานติดรถก็ย่อมได้ หากเกิดความจ าเป็นก็พร้อมใช้งานในทุกโอกาส และผู้ที่ประดิษฐ์กระเป๋าสตางค์ผ้าต่อใช้งานได้เองก็จะเกิดความภาคภูมิใจในฝีมือของตนเอง ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจด้านการท าศิลปประดิษฐ์ศิลปะการร้อยลูกปัด กระเป๋าสตางค์ผ้าต่อ จึงเป็นที่นิยมและเป็นที่ชื่นชอบ ส าหรับคนยุคปัจจุบัน เพื่อขยายตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ จึงมีนโยบายในการจัดการเรียนรู้การฝึกอาชีพด้านการท าศิลปประดิษฐ์วิชาศิลปะการร้อย ลูกปัด ตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและเมื่อผู้เรียนส าเร็จจากการเรียนรู้ไปแล้ว สามารถน า ความรู้และทักษะไปเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองและครอบครัว น าไปประกอบอาชีพเสริม สร้างอาชีพ ใหม่ สร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวต่อไป ในการจัดการเรียนรู้วิชาศิลปะการร้อยลูกปัด เป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับ ความเป็นมา ลักษณะ ประเภท วัสดุอุปกรณ์ เทคนิคการท า ประโยชน์และคุณค่า ช่องทางการจัดการตลาด หลักการบรรจุหีบห่อ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งมีทักษะได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน
10 หลักสูตรวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด จ ำนวน 40 ชั่วโมง 1. ควำมเป็นมำ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพราษฎร เพื่อเพิ่มพูนทักษะและมีช่องทาง การประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้กับประชาชนในจังหวัดอุทัยธานี และพื้นที่อื่น ๆ เพื่อการอนุรักษ์และ เพื่อการมีงานท า การศึกษาความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็นการถ่ายทอดและอนุรักษ์อาชีพดั้งเดิมของ ชุมชน เพื่อเป็นแหล่งพัฒนาวิชาการ โดยให้ความส าคัญกับการจัดการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานท าในกลุ่ม อาชีพ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม คหกรรม และอาชีพเฉพาะทางหรือการบริการ รวมถึงการ เน้นอาชีพช่างพื้นฐานที่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนและความต้องการและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน และการพัฒนาประเทศ ลูกปัด คือ วัตถุที่มีลักษณะเป็นเม็ด มีรูอยู่ตรงกลาง เพื่อใช้ร้อยด้ายหรือเชือก ลูกปัดถูกใช้เป็น หลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เนื่องจากมักมีการขุดพบลูกปัดมากมายในแหล่ง อารยธรรมเก่าแก่ทั้งหลาย ลูกปัดโบราณที่ขุดพบนั้นท ามาจากวัสดุต่าง ๆ อาทิเช่น 1. ลูกปัดหิน และแร่หิน มักถูกน ามาขัดแต่งเป็นลูกปัด มาจากวัสดุต่าง ๆ เช่น หินคาร์เนเลี่ยน (Carnelian), หินโมรา (Agate), หินเจสเปอร์ (Jesper), หินออนนิกซ์ (Onyx), หินคาลซิโลนี (Chalcedony), หินเขี้ยวหนุมาน (Guartz) 2. ลูกปัดดินเผา 3. ลูกปัดกระดูกสัตว์ เปลือกหอย 4. ลูกปัดโลหะ ส าริด ทอง 5. ลูกปัดแก้ว ที่ผลิตขึ้นจาก แร่ธาตุต่าง ๆ จากการศึกษาลูกปัดในทางโบราณคดี น่าเชื่อได้ว่า ลูกปัดนอกจากจะใช้เป็นเครื่องประดับแล้ว ยังถือว่าเป็นเครื่องรางของขลัง เป็นเครื่องมือส าหรับแลกเปลี่ยน ซื้อ ขาย แทนเงินตราและอาจมีเหตุผล อื่น ๆ ลูกปัดเป็นเครื่องประดับที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกมาแทบทุกยุคทุกสมัย การค้นคว้า เรื่องราวของลูกปัดนั้น เชื่อว่ามีมายาวนานนับหมื่นปี ซึ่งลูกปัดในยุคนั้นท ามาจากเมล็ดพืช กระดูกสัตว์ เขี้ยวสัตว์ เปลือกหอย และหินที่มีรูอยู่แล้วตามธรรมชาติ เมื่อมนุษย์มีวิวัฒนาการมากขึ้น การท าลูกปัดก็ ซับซ้อนขึ้น สวยงาม แปลกตาเพิ่มขึ้น เช่นการตกแต่งลวดลายลงไปบนเนื้อหินมีค่า เช่น อาเกต และคาร์เน เลียน เรียกว่า เอตช์คาร์เนเลียน (etched carnelian) ของอินเดีย และซีบีท (dZi beads) ของทิเบต และ เมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว เชื่อว่ามีการผลิตลูกปัดจากแก้ว เพื่อทดแทนลูกปัดจากหินมีค่า เช่น อาเกต และคาร์เนเลียนที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในยุคนั้น ซึ่งเริ่มหายากและราคาแพง ท าให้ผู้คนในยุคนั้นสามารถ หาลูกปัดแก้ว ที่ถูกผลิตขึ้นมาสวมใส่มาทดแทนได้ไม่ยากนัก แหล่งที่มีการผลิตลูกปัดแก้วโบราณที่ส าคัญ มีอยู่ 3 แหล่ง คือ 1. อียิปต์(Egyptian) 2. โรมัน (Roman) 3. กลุ่มประเทศอิสลาม ทางตะวันออกกลาง (Islamic influenced Eastern Midditeranian) (ที่มา : https://sites.google.com/site/lukpadbora/tanan-lukpad/khwam-cheux-khxng-lukpad) ประเทศไทยลูกปัดที่พบเหล่านี้นอกจากจะแสดงถึงความสัมพันธ์ทางการติดต่อค้าขายแล้วยัง สะท้อนให้เห็นค่านิยมในการใช้ลูกปัดเป็นเครื่องประดับได้เป็นอย่างดีส าหรับในประเทศไทย พบว่า มีการใช้ ลูกปัดเป็นเครื่องประดับมาตั้งแต่ยุคหินใหม่ทั้งลูกปัดที่ท าด้วยเปลือกหอย กระดูกสัตว์งาช้าง โดยน ามา เจาะรูร้อยเชือกใช้เป็นเครื่องประดับ จากการขุดค้นทางโบราณคดีตามแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ พบลูกปัด เรื่อยมาจนถึงยุคโลหะและพบลูกปัดแก้วในปลายยุคโลหะ
11 ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ จึงได้จัดท าหลักสูตรศิลปะการร้อยลูกปัด เพื่อประดิษฐ์เป็นของใช้ เช่น การท าสายคล้องแมสจากลูกปัด การท าพวงกุญแจองุ่น รูปดาว และการท ากระเป๋าแบบต่าง ๆ ถ้าหากเรา สามารถท าเองได้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและท าเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับผู้สนใจได้ 2. หลักกำรของหลักสูตร 2.1 เป็นหลักสูตรที่เน้นการจัดการศึกษาโดยเน้นกลุ่มสนใจ ผู้เรียนสามารถน าทักษะความรู้ ไปปรับ ใช้ในชีวิตประจ าวันได้จริง 2.2 มุ่งพัฒนาประชาชนให้ได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ และการมีงานท าอย่างมีคุณภาพทั่วถึง และเท่าเทียม สามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว 2.3 เป็นหลักสูตรที่ยืดหยุ่นทั้งเนื้อหา ระยะเวลาเรียน การจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยบูรณาการ เนื้อหาให้สอดคล้องกับการด าเนินชีวิต ความแตกต่างของบุคคล เน้นการด าเนินงานกับภาคีเครือข่ายเพื่อ ประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ 3. จุดประสงค์ของหลักสูตร 3.1. เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ และความเข้าใจในการท าศิลปะการร้อยลูกปัด 3.2. เพื่อให้ประชาชนมีทักษะในการท าวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 3.3. เพื่อให้ประชาชนสามารถน าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการด ารงชีวิต และน าไปประยุกต์ใช้ ในการประกอบอาชีพได้ 4. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียน 4.1 อธิบายความเป็นมาของวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 4.2 อธิบายวัสดุ อุปกรณ์และเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม 4.3 อธิบายขั้นตอนวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 4.4 ปฏิบัติการวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 4.5 จัดหาหรือจัดท าการบรรจุหีบห่อได้อย่างเหมาะสม 4.6 คิดต้นทุน ก าไรจากการจ าหน่ายวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 4.7 อธิบายช่องทางการจัดการการตลาดขอวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 5. กลุ่มเป้ำหมำย ประชาชนทั่วไป ตั้งแต่ 11 คน ขึ้นไป 6. ระยะเวลำเรียน จ านวน 40 ชั่วโมง ภาคทฤษฎี 5 ชั่วโมง ภาคปฏิบัติ 35 ชั่วโมง
12 7. โครงสร้ำงหลักสูตร เรื่องที่ หัวเรื่อง เวลำเรียน (ชั่วโมง) ทฤษฎี ปฏิบัติ รวม 1 ช่องทางการประกอบอาชีพวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 1. ความเป็นมาของวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 2. ความเป็นไปได้และการตัดสินใจในการประกอบอาชีพวิชา ศิลปะการร้อยลูกปัด 1 ชั่วโมง - 1 ชั่วโมง 2 การจัดกระบวนการเรียนรู้วิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 1. การท าวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 2. วัตถุดิบ วัสดุ อุปกรณ์และการเลือกใช้ 3. ขั้นตอนการท าวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 4. การปฏิบัติการท าวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 5. คุณค่าและประโยชน์ของวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด วโมง 1 ชั่วโมง 34 ชั่วโมง 35 ชั่วโมง 3 การบริหารจัดการในการประกอบอาชีพวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 1. การจัดหาหรือจัดท าการบรรจุหีบห่อ 2. การคิดต้นทุน ก าไรจากการจ าหน่ายวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 3. ช่องทางการจัดการการตลาดของวิชาศิลปะการร้อยลูกปัด 2 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง 4 การประเมินความรู้ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติการ 1. การประเมินความรู้ และความเข้าใจศิลปะการร้อยลูกปัด 2. การประเมินทักษะศิลปะการร้อยลูกปัด 3. การน าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการด ารงชีวิตและน าไป ประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ 1 ชั่วโมง - 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 5.00 ชั่วโมง 35.00 ชั่วโมง 40 ชั่วโมง 8. กำรจัดกำรเรียนรู้ การบรรยายให้ความรู้ การสาธิต การลงมือปฏิบัติ การอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ 9. สื่อกำรเรียนรู้ 9.1 สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ ใบความรู้ 9.2 สื่ออิเล็กทรอนิกส์ 9.3 สื่อบุคคล เช่น ผู้รู้ ภูมิปัญญา 9.4 แหล่งเรียนรู้ในชุมชน 10. กำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้ 10.1 การบรรยายให้ความรู้ประกอบสื่อการเรียนรู้ 10.2 การสาธิต และลงมือปฏิบัติ 10.3 กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
13 11. กำรวัดและประเมินผล ประเมินความรู้ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากการสอบถาม แบบทดสอบ การสังเกต การมีส่วนร่วม และจากชิ้นงาน/ผลงาน 12. กำรจบหลักสูตร 12.1 มีเวลาเรียนและฝึกปฏิบัติตามหลักสูตรไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 12.2 มีผลการประเมินผ่านตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 12.3 มีผลงาน/ชิ้นงาน ผ่านการประเมินตามมาตรฐานและคุณภาพ 13. เอกสำรหลักฐำนกำรศึกษำ 13.1 หลักฐานการประเมินผล 13.2 วุฒิบัตรออกโดยสถานศึกษา กำรประเมินผล วิธีกำร เครื่องมือ ทดสอบความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน ทดสอบคุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียน แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ นิเทศ ติดตาม ประเมินผู้เรียน แบบประเมินผลงานผู้เรียน ประเมินผลความพึงพอใจในการจัดกิจกรรม แบบประเมินความพึงพอใจ แนวทำงกำรประเมินผลกำรเรียน (รวบยอด) วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรจบหลักสูตร 1. ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.1 ประเมินความรู้ทางภาคทฤษฎี 1.2 ประเมินทักษะการปฏิบัติ แบบทดสอบ ผลงาน / ชิ้นงาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่น้อย กว่าร้อยละ 60 มีผลงาน/ชิ้นงานที่มีคุณภาพ
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ วิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด หลักสูตร หัวเรื่อง จุดประสงค์กำรเรียนรู้ เนื้อหำ กำรจัดเรื่องที่ 1 ช่องทำงกำรประกอบอำชีพ ศิลปะกำรร้อยลูกปัด 1. ความส าคัญของศิลปะ การร้อยลูกปัด อธิบายศิลปะการร้อย ลูกปัด ความเป็นมาของลูกปัด และศิลปะการร้อยลูกปัด วิทยากรเรื่องลูกปัร้อยลูกปั2. ความรู้เบื้องต้น ในการประกอบอาชีพ ศิลปะการร้อยลูกปัด อธิบายความรู้เบื้องต้น ในการประกอบอาชีพ ศิลปะการร้อยลูกปัด 1. ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ อาชีพจากผู้รู้ ผู้ประกอบการในชุมชน 2.ความต้องการด้าน การตลาดและการลงทุน 4.กระบวนการผลิต การจัดหาวัสดุและอุปกรณ์ วิทยากรความรู้เบืประกอบร้อยลูกปั3. ความเป็นไปได้และ การตัดสินใจในการ ประกอบอาชีพศิลปะ การร้อยลูกปัด 1. อธิบายทางเลือกในการ ประกอบอาชีพได้ 2. อธิบายองค์ประกอบ ปัญหา และข้อแนะน าก่อน ตัดสินใจเลือกอาชีพได้ 3. การประเมินความพร้อม และความเป็นไปได้ของ อาชีพที่ตัดสินใจเลือกได้ 1. การวางแผนเลือก ประกอบอาชีพ 2. องค์ประกอบปัญหา และข้อแนะน าก่อน ตัดสินใจเลือกอาชีพ 3. การประเมินความพร้อม และความเป็นไปได้ของ อาชีพที่ตัดสินใจเลือก วิทยากรได้ และกประกอบร้อยลูกปั
14 40 ชั่วโมง ( 8 วัน) ศูนย์วงเดือน อำคมสุรทัณฑ์ กระบวนกำรเรียนรู้ สื่อกำรเรียนรู้ วัดและประเมินผล ชั่วโมง ทฤษฎี ปฏิบัติ รบรรยายให้ความรู้ ปัดและศิลปะการ ปัด ใบความรู้เรื่องลูกปัด และศิลปะการร้อยลูกปัด 1. สังเกตความ สนใจ 2. ซักถาม 3. การมีส่วนร่วม 4. ชิ้นงาน/ผลงาน 30 นาที่ รอธิบาย บื้องต้นในการ บอาชีพศิลปะการ ปัด 1. ใบความรู้เรื่องของการ ประกอบอาชีพศิลปะการ ร้อยลูกปัด 2. สื่อรูปภาพ รอธิบายความเป็นไป การตัดสินใจในการ บอาชีพศิลปะการ ปัด แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน 1. สังเกตความสนใจ 2. ซักถาม 3. การมีส่วนร่วม 4. ชิ้นงาน/ผลงาน 5. ประเมินผลงาน ผู้เรียนโดยใช้ใบงาน ที่ก าหนด 30 นาที 30 นาที
หัวเรื่อง จุดประสงค์กำรเรียนรู้ เนื้อหำ กำเรื่องที่ 2 กำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้ ศิลปะกำรร้อยลูกปัด 1. ศิลปะการร้อยลูกปัด อธิบายศิลปะการร้อยลูกปัด ศิลปะการร้อยลูกปัด วิทยลูกปั2. วัสดุ อุปกรณ์และการ เลือกใช้ อธิบายวัสดุ อุปกรณ์ และเลือกใช้ได้ วัสดุ อุปกรณ์ และการเลือกใช้ วิทยาการเลืงานศิ3. ขั้นตอนการท า งานศิลปะการร้อยลูกปัด แบบต่าง ๆ -การท าสายคล้องแมส - การท าพวงกุญแจ รูปดาว -การท าพวงกุญตัวอักษร แฟนซี - การท ากระเป๋าแบบ สี่เหลี่ยมขนาดเล็ก 1.เพื่อให้ผู้เรียนสามารถบอก อุปกรณ์การท างานศิลป การร้อยลูกปัดแบบต่าง ๆ ได้ 2.เพื่อให้ผู้เรียนสามารถบอก ขั้นตอนการท าศิลปะการร้อย ลูกปัดแบบต่าง ๆ ได้ 3.เพื่อให้ผู้เรียนสามารถศิลปะ การร้อยลูกปัดแบบต่าง ๆ ได้ 1.การจัดเตรียมและใช้ เครื่องมือเครื่องใช้ในการ ท างานศิลปะการร้อย ลูกปัดแบบต่าง ๆ ได้ 2.อุปกรณ์การท างาน ศิลปะการร้อยลูกปัดได้ 3.การเลือกอุปกรณ์ ของการท างานศิลป การร้อยลูกปัดได้ 4.ขั้นตอนและวิธีการท า ศิลปะการร้อยลูกปัดแบบ ต่าง ๆ ได้ 1. วิทท างาแบบ2. ให้วิธีกา3. วิท
15 รจัดกระบวนกำรเรียนรู้ สื่อกำรเรียนรู้ วัดและประเมินผล ชั่วโมง ทฤษฎี ปฏิบัติ ากรอธิบายศิลปะการร้อย ดแบบต่าง ๆ 1. ใบความรู้ วิธีการท า ศิลปะการร้อยลูกปัด 1. สังเกตความสนใจ 2. ซักถาม 3. การมีส่วนร่วม 4. ชิ้นงาน/ผลงาน 5. ประเมินผลงาน ผู้เรียนโดยใช้ใบงาน ที่ก าหนด 20 นาที 20 นาที 20 นาที 34 ชั่วโมง ากรอธิบายวัสดุ อุปกรณ์และ ลือกใช้วัสดุในการท า ศิลปะการร้อยลูกปัด 1. สื่อรูปภาพ 2. สื่อของจริง ทยากรสาธิตวิธีการท า านศิลปะการร้อยลูกปัด บต่าง ๆ ได้ ห้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติตาม ารฝึกสอนของวิทยากร ทยากรตรวจผลงาน 1. ใบความรู้การ เตรียมวัสดุเพื่อใช้ใน การท าท างานศิลป การร้อยลูกปัดแบบต่าง ๆ ได้ 2. สื่อของจริง 1. ใบความรู้การท าสาย คล้องแมส 2. สื่อของจริง
หัวเรื่อง จุดประสงค์กำรเรียนรู้ เนื้อหำ กำรจัเรื่องที่ 3 กำรบริหำรจัดกำรในกำรประกอบอำชีพวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด 1. การจัดหาหรือจัดท า บรรจุหีบห่อ จัดหาหรือจัดท าบรรจุ หีบห่อได้อย่างเหมาะสม การจัดหาหรือจัดท า บรรจุหีบห่อ วิทยากจัดหาห2. การคิดต้นทุน ก าไร คิดต้นทุน ก าไรจากการ จ าหน่ายเห็ดได้อย่างถูกต้อง การคิดต้นทุน ก าไร 1. วิทยวิธีการ2. ผู้เรี3. ช่องทางการจัดการ การตลาดของท าศิลป การร้อยลูกปัด อธิบายช่องทางการจัดการ การตลาดของการท าศิลป การร้อยลูกปัด ช่องทางการจัดการ การตลาด วิทยากเกี่ยวกั
16 จัดกระบวนกำรเรียนรู้ สื่อกำรเรียนรู้ วัดและประเมินผล ชั่วโมง ทฤษฎี ปฏิบัติ กรอธิบายเทคนิคการ หรือจัดท าบรรจุหีบห่อ 1. ใบความรู้บรรจุ ภัณฑ์ 2. ตัวอย่างบรรจุ ภัณฑ์ 1. สังเกตความสนใจ 2. ซักถาม 3. การมีส่วนร่วม 4. ชิ้นงาน/ผลงาน 5. ประเมินผลงาน ผู้เรียนโดยใช้ใบงาน ที่ก าหนด 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง ยากรให้ความรู้เกี่ยวกับ ค านวณต้นทุน ก าไร ยนฝึกคิดต้นทุน ก าไร 1. ใบความรู้การ ค านวณต้นทุน ก าไร 2. ใบงานการคิด ต้นทุน ก าไร กรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ับช่องทางการตลาด ใบความรู้เรื่อง ช่องทาง การตลาด
เรื่องที่ 4 กำรประเมินควำมรู้ภำคทฤษฎี และภำคปฏิบัติวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด หัวข้อ 4.1 กำรประเมินควำมรู้ และควำมเข้ำใจวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด การวัดและประเมินผล การเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อประเมินความรู้ และความเข้าใจการ วิชาศิลปะการร้อย ลูกปัด เรื่องที่ 1 ช่องทาง การประกอบอาชีพ ศิลปะการร้อยลูกปัด เรื่องที่ 2 การจัด กระบวนการเรียนรู้ การการท า ศิลปะการร้อยลูกปัด เรื่องที่ 3 การบริหาร จัดการใน การประกอบอาชีพ ศิลปะการร้อยลูกปัด วิทยากรเรียนรู้ขอและรายหัวข้อ 4.2 กำรประเมินทักษะวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด 1. การเลือกใช้จัดเตรียม วัสดุ และอุปกรณ์ 2. การปฏิบัติการท า ศิลปะการร้อยลูกปัด เพื่อประเมินทักษะการ ท าศิลปะการร้อย ลูกปัด อธิบายวัสดุ อุปกรณ์และเลือก ใช้ได้ -วัตถุดิบ วัสดุและ อุปกรณ์ที่ใช้การ ปฏิบัติการท าศิลปะ การร้อยลูกปัด วิทยากรเรียนรู้ขอและราย
17 รวัดและประเมินผลการ องผู้เรียนเป็นรายบุคคล กลุ่ม 1. แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน 2. แบบบันทึกการเรียนรู้ ของผู้เรียน 1.สังเกตความสนใจ 2. ซักถาม 3. การมีส่วนร่วม 4. ชิ้นงาน/ผลงาน 5. ประเมินผลงาน ผู้เรียนโดยใช้ใบงาน ที่ก าหนด 20 นาที 1. แบบบันทึกการเรียนรู้ ของผู้เรียน 1. ใบงาน การคิดต้นทุน ก าไร 2. สรุปการแลกเปลี่ยนรู้ เกี่ยวกับช่องทางการตลาด รวัดและประเมินผลการ องผู้เรียนเป็นรายบุคคล กลุ่ม แบบบันทึกการเรียนรู้ ของผู้เรียน 1. สังเกตความ สนใจ 2. ซักถาม 3. การมีส่วนร่วม 4. ชิ้นงาน/ผลงาน 20 นาที
หัวข้อ 4.3 กำรน ำควำมรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในกำรด ำรงชีวิต และน ำไปประยุกต์ใช้ใการน าเสนอชิ้นงาน/ ผลงาน บรรจุภัณฑ์ การคิดต้นทุน ก าไร และ ช่องทางการจัด การตลาด ของการท าศิลปะการร้อย ลูกปัด เพื่อประเมินการน า ความรู้ที่ได้รับไป ประยุกต์ใช้ในการ ด ารงชีวิตและน าไป ประยุกต์ใช้ในการ ประกอบอาชีพได้ 1. ผลงาน/ชิ้นงาน 2. บรรจุภัณฑ์ และ การตกแต่งผลงาน/ ชิ้นงาน 3. การคิดต้นทุน ก าไร 4. ช่องทางการ จัดการตลาด วิทยากรของผู้เรีย
18 ้ในกำรประกอบอำชีพ รวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ยนเป็นรายบุคคล และรายกลุ่ม แบบประเมินผล การจัดการ ศึกษาและ ฝึกอบรมอาชีพ หลักสูตรวิชาชีพ ระยะสั้น 1. สังเกตความ สนใจ 2. ซักถาม 3. การมีส่วนร่วม 4. ชิ้นงาน/ผลงาน 5. ประเมินผลงาน ผู้เรียนโดยใช้ใบงาน ที่ก าหนด 20 นาที
19 ใบความรู้เรื่องศิลปะการร้อยลูกปัด ความเป็นมาของลูกปัด ปัจจุบันต้องยอมรับได้ว่า ยังไม่มีค าตอบที่แน่ชัดนักในเรื่องของก าเนิดของลูกปัดโบราณว่า มีมาตั้งแต่ เมื่อครั้งใด และที่ใดคือแหล่งต้นก าเนิด แต่จากหลักฐานการขุดพบต่าง ๆ ก็พอจะประมาณได้ว่าแรกเริ่มเดิมที่ เมื่อราวสี่หมื่นปี นั้น ลูกปัดเริ่มด้วยการท ามาจากกระดูกสัตว์ ปะการัง พัฒนามาเป็นหินสีเรื่อยมาจนถึงยุค เหล็ก ยุคส าริด มีการหลอมโลหะชนิดต่าง ๆ มาท าเป็นลูกปัด จนมาถึงปัจจุบันที่ท าจากพลาสติก แต่ลูกปัดที่ ได้รับความนิยมมาตลอดเวลาอันยาวนานนั้นก็คือ บรรดาลูกปัดหิน และลูกปัดแก้ว ลูกปัดเริ่มด้วยการท ามา จากกระดูกสัตว์ ปะการัง พัฒนามาเป็นหินสี เรื่อยมาจนถึงยุคเหล็ก ยุคส าริด มีการหลอมโลหะชนิดต่าง ๆ มา ท าเป็นลูกปัดจนมาถึงปัจจุบันที่ท าจากพลาสติก แต่ลูกปัดที่ได้รับความนิยมมาตลอดเวลาอันยาวนานนั้นก็คือ บรรดาลูกปัดหิน และลูกปัดแก้ว ในอดีตมนุษย์ได้สร้างลูกปัดขึ้นมาทั้งเป็นเครื่องประดับ เครื่องรางของขลัง เครื่องใช้แลกเปลี่ยน ทางการค้าแทนเงินตราในยุคโบราณ หรือแม้แต่เพื่อเหตุผลอื่น ๆ กล่าวกันว่าลูกปัดโบราณ ได้ถือก าเนิดมาตั้ง เเต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มานานนับพัน ๆ ปี ลูกปัดแต่ละเม็ด จากแต่ละท้องถิ่น มีต านาน ความสวยงาม วัตถุดิบ ความเชื่อ ศิลปะ วัสดุที่ใช้และเทคนิคการสร้างที่มีความสลับซับซ้อนที่แตกต่างกันไปแต่ละมุมโลกจึงมี ลูกปัดที่มีความงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น หินคาร์เนเลี่ยน(Carnelian) จะให้สีส้มหรือออกแดงเข้ม หินอะเมทิสต์(Amethyst) จะให้สีม่วง หินเขี้ยวหนุมาน(Rock crystal) มีจะให้ขาวใสคล้ายแก้ว หินซาร์ด (Sard) จะให้สีแดงสดใสคล้ายหินคาร์เนเลี่ยนมีลายทางแนวเดียวกับลูกปัด หินโมรา(Agate) จะให้สีขาว-ด า และมีลายในเนื้อนิล(Bery) จะให้สีด า หินโอปอล(Opal) จะให้สีขาวขุ่นมันวาว หินโอนิกซ์(Onyx) จะให้ ควอตซ์ที่มีลายเป็นทางแนวเดียวกับลูกปัดหยกจะให้เขียวทั้งอ่อนและเข้ม บลูควอตซ์ จะให้สีฟ้าใส ๆ บุศราค า จะให้สีเหลือง โกเมน จะให้สีม่วงเข้มออกแดงด า ลูกปัด น. หมายถึง เม็ดแก้วเป็นต้นมีรูตรงกลางส าหรับร้อยเป็นเครื่องประดับต่าง ๆ ใบควำมรู้ ภาพที่ 11 : สายคล้องแมส โดย ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์
20 ใบควำมรู้ หลักสูตรวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด วัสดุอุปกรณ์หลักสูตรการท าสายคล้องแมสจากลูกปัด ลูกปัดดอกไม้ เอ็นยืด ลูกปัดพลาสเทล กรรไกรตัดเล็บ ลูกปัดไข่มุกเม็ดทราย ตะขอก้ามปู สต๊อปเปอร์ เข็ม ไม้บรรทัด ตัวปิดปม คีมปากแหลม คีมปากจิ้งจก
21 วิธีท า 1. ตัดเส้นเอ็นไม่ยืดขนาดความยาวประมาณ 70 – 85 เซ็นติเมตร 2. น าปลายด้านหนึ่งของเอ็นร้อยเข้ากับตะขอเอาไว้ 3. ร้อยลูกปัดใส่ปลายเอ็นอีกอีกข้าง โดยให้เหลือปลายเอาไว้ผูกกับตะขอด้วย
22 4. ร้อยลูกปัดดาวชึ้นต้นแล้วร้อยต่อไปเรื่อย ๆ ตามด้วยเม็ดทรายสลับกันไปจนเสร็จเรียบร้อย 5. ร้อยลูกปัดเม็ดทรายสลับกันไปจนเสร็จเรียบร้อย 6. ขั้นตอนสุดท้ายใส่ตะขอก้ามปู สายคล้องแมสก็เสร็จเรียบร้อย
23 ใบความรู้ หลักสูตรวิชาการท าพวงกุญรูปดาว วัสดุอุปกรณ์ ลูกปัดไข่มุก 6 มิล ลูกปัดไข่มุก 6 มิล เอ็นยืด พวงกุญแจ กรรไกรตัดเล็บ คีมปากแหลม วิธีท า 1. มือจับเอ็นทั้งสองข้างร้อยลูกปัด 4 เม็ด แล้วร้อยน าเอ็นมือซ้ายมาร้อยสวนลูกที่ 4 แล้วน าเอ็นฝั่งมือ ขวาร้อยสวนเม็ดที่ 4
24 2. ร้อยลูกปัดมือซ้าย 1 เม็ด และมือด้านขวา 1 เม็ด แล้วมือฝั่งขวา ร้อย 1 เม็ดสวนกัน ท า แบบเดิมครบ ครบลูกปัดลูกที่ 20 แล้วพลิกลูกปัดมาสวนลูกแรก น าลูกปัดมาร้อยด้านละ 1 เม็ด แล้วน าลูกปัดไปร้อยสวนเม็ดที่ 3 ทั้งสองด้าน ท าแบบนี้วนจนครบ ภาพที่ 12 : พวงกุญแจรูปดาว โดย ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์
25 ใบควำมรู้ หลักสูตรวิชำกำรท ำกระเป๋ำทรงสี่เหลี่ยม วัสดุอุปกรณ์หลักสูตรกำรท ำสำยคล้องแมสจำกลูกปัด เอ็นเบอร์ 0.60 ลูกปัดไข่มุก 6 มิล กรรไกรตัดเล็บ ลูกปัดไข่มุก 6 มิล เข็ม ไม้บรรทัด
26 วิธีกำรท ำ กระเป๋ำทรงสี่เหลี่ยมจำกรูปปัด 1. แถวที่ 1 ร้อยลูกปัดจ านวน 4 เม็ด จากนั้นจับเส้นเอ็นทั้งสองข้างซ้ายข้างขวา แล้วน ามาร้อยสวนเม็ดที่ 4 จากนั้นร้อยลูกปัดข้างละ1 เม็ด แล้วน าเม็ดที่ 3 มาร้อยแล้วสวนกัน ท าแบบเหมือนเดิมจนเต็มแถวที่ 1 2. แถวที่ 2 ร้อยลูกปัดข้างซ้าย 1 เม็ด ร้อยฝั่งขวา 2 เม็ด แล้วจับเม็ดที่ 3 จับเอ็นมาร้อยสวนเม็ดที่ 2 ท าแบบเดิมจนครบ 11 แถว
27 3. เมื่อท าครบทั้งสองด้านแล้ว จะได้ตัวกระเป๋าทั้งสองชิ้น น าชิ้นหน้าและชิ้นหลังมาประกบเป็นตัว กระเป๋าให้เรียบร้อย 4. จากนั้นเราจะร้อยขึ้นหูกระเป๋าโดยขึ้นหูกระเป๋าข้างไหนก็ได้ ก็จะเสร็จตัวกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยม
28 แบบบันทึกกำรเรียนรู้ของผู้เรียน หลักสูตรวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด ให้ผู้เรียนจดบันทึกขั้นตอน การท าศิลปประดิษฐ์หลักสูตรวิชาศิลปะการร้อยลูกปัดระหว่างที่วิทยากรบรรยาย ลงในใบงาน วัสดุ อุปกรณ์ ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ขั้นตอนกำรท ำ ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................................................................
29 ใบควำมรู้ คุณค่ำและประโยชน์ของหลักสูตรวิชำศิลปะกำรร้อยลูกปัด งานศิลปประดิษฐ์ คือ กิจกรรมที่จัดท าขึ้น คิดท าขึ้น หรือสร้างขึ้นให้มีลักษณะเหมือนของจริง ซึ่งมนุษย์เรานั้นก็คงมีการประดิษฐ์มาอย่างช้านานแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ว่าการประดิษฐ์นั้นก็อาจมาจากสมัย ดึกด าบรรพ์ เพราะว่ามนุษย์ยุคหินในสมัยนั้นก็มีการประดิษฐ์อาวุธ จากก้อนหิน คนเราก็มีการประดิษฐ์มา ตั้งแต่โบราณกาลแล้ว งานประดิษฐ์จึงมีวิวัฒนาการมาอย่างเรือง ๆ สืบทอดต่อมาเรื่อย ๆ ดังที่เราศึกษา ก็พบว่ามนุษย์ยุคต่อมาคือมนุษย์ยุคส าริดก็มีการ ประดิษฐ์เหล็กมาท าเป็นอาวุธโดยอาวุธนั้นคือสิ่งที่มีความ แหลมคมมาก และเหมาะสมกับการ ล่าสัตว์ในยุคสมัยนั้น จนปัจจุบันอาวุธชิ้นนั้นก็คือ มีด หรือ ดาบ ที่เกิดใน สมัยของยุคส าริดนั้นเอง นอกจากการวิวัฒนาการข้างต้นแล้วนั้น ยังมีการวิวัฒนาการสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และอื่น ๆ อีกมากมายก็ต่างล้วนเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ต่างก็เกิดขึ้น เพราะ มนุษย์เป็นผู้ผลิต คิดค้นและวิจัยเองทั้งนั้น และต่อมาเมื่อนักวิชาการค้นพบว่าการประดิษฐ์นั้น เป็นพื้นฐาน ของการสร้างสิ่งของต่างๆนานา จึงได้มีการประชุม ร่วมท าการวิจัยและขอยื่นค าเสนอว่า ของบรรจุการ ประดิษฐ์ เป็นวิชาพื้นฐานของการศึกษา ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้พวกเราก็มีวิชางานประดิษฐ์เรียนกันอย่าง สนุกสนาน เพราะเป็นวิชาที่สนุกสนาน คลายความเครียด ท าให้เกิดความเพลิดเพลิน เกิดความคิดสร้างสรรค์ มากมาย และท าให้ในปัจจุบันเกิดสิ่งประดิษฐ์มาใช้กันอย่างมากล้น นอกจากนั้นแล้วการประดิษฐ์ยังมีประโยชน์อีกหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ การใช้ เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และอื่นอีกมากมาย ด้านการเพิ่มรายได้ ของการท าสิ่งประดิษฐ์นั้น ก็ต่างมีความ แตกต่างกันไป เช่น การท าเสื้อผ้า การท ากระเป๋า การท าโคมไฟ และอื่นๆ เป็นต้น และที่ส าคัญแล้วคือสินค้า ประเภท Hand make เพราะตอนนี้เป็นที่นิยมของการตลาด เพราะว่าเป็น สินค้าที่มีความละเอียดอ่อน มีความละมุนละไม มีความสวยงาม และที่ส าคัญคือความแปลกใหม่และ ไม่ซ้ าใคร ตัวอย่างของสินค้า Hand make เช่น การท าสายคล้องแมส การท ารูปดาว การท ากระเป๋ารูปทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งจะยกตัวอย่างประโยชน์ที่ ส าคัญดังต่อไปนี้ 1. เป็นการลูกปัดมาประดิษฐ์เป็นของใช้และเพิ่มมูลค่าให้กับลูกปัดแบบต่าง ๆ ให้มีความสวยงาม ทันสมัยเพิ่มมากขึ้น 2. ท าให้สายคล้องแมสของเราไม่สูญหายขณะที่ใช้งาน และพกพาได้สะดวกและสามารถท าเป็นของ ฝากให้กับคนในครอบครัวและเพื่อน ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อเป็นการลดรายจ่ายใครอบครัว และสามารถท า จ าหน่ายเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว
30 ใบควำมรู้ บรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์(Packaging) คือ จรูญ โกสีย์ไกรนิรมล กล่าวว่า บรรจุภัณฑ์คือการน าเอาวัสดุ เช่น กระดาษ พลาสติกแก้ว โลหะ ไม้ ประกอบเป็นภาชนะห่อหุ้ม สินค้า เพื่อประโยชน์ในการใช้สอยที่มีความแข็งแรง สวยงามได้สัดส่วนที่ถูกต้อง สร้างภาพพจน์ที่ดีมีภาษาในการติดต่อสื่อสาร และท าให้เกิดความพึงพอใจจากผู้ซื้อสินค้า นิไกโด เคล็คเตอร์ (Nikaido Clecture) กล่าวว่า บรรจุภัณฑ์ เป็นเทคนิคที่ส่งเสริมการขายกับการ ประสานประโยชน์ ระหว่างวัตถุกับภาชนะบรรจุ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อการคุ้มครองในระหว่างการขนส่ง และการเก็บรักษาในคลัง ส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการตลาด โดยเฉพาะปัจจุบันที่การผลิตสินค้า หรือบริการได้เน้นหรือ ให้ความส าคัญกับผู้บริโภค (Consumer Oriented) งานเทคนิคที่ต้องอาศัยความช านาญ ประสบการณ์และ ความคิดสร้างสรรค์ ในอันที่จะออกแบบและผลิตหีบห่อให้มีความ เหมาะสมกับสินค้าที่ผลิตขึ้นมาให้ความ คุ้มครองสินค้าห่อหุ้มสินค้า ตลอดจนประโยชน์ใช้สอย อาทิเช่น ความสะดวกสบายใน การหอบหิ้ว พกพา หรือการใช้งาน เป็นต้น กลุ่มของกิจกรรมในการวางแผนเกี่ยวกับการออกแบบการผลิตภาชนะบรรจุ หรือสิ่ง หุ้มห่อสินค้าบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับฉลาก (Label) และตรายี่ห้อ (Brandname) ผลรวมของศาสตร์(Science) ศิลป์ (Art) และเทคโนโลยีของการออกแบบ การผลิตบรรจุภัณฑ์ ส าหรับสินค้าเพื่อการขนส่ง และการขาย โดยเสียค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม การใช้เทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์ เพื่อหาวิธีการรักษาสภาพเดิมของสินค้าจนกว่าจะถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย เพื่อให้ยอดขายมากที่สุดและ ต้นทุนต ่าสุด กิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ และผลิตรูปร่างหน้าตาของภาชนะบรรจุสิ่งห่อหุ้ม ตัวผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์การน าเอาวัสดุ เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว โลหะ ไม้ ประกอบเป็นภาชนะหุ้ม ห่อสินค้า เพื่อประโยชน์ ในการใช้สอย มีความแข็งแรง สวยงาม ได้สัดส่วนที่ถูกต้องสร้างภาพพจน์ที่ดี มีภาษา ในการติดต่อสื่อสาร และท าให้เกิดผลความพึงพอใจจากผู้ซื้อสินค้า สิ่งห่อหุ้มหรือบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งภาชนะที่ใช้เพื่อการขนส่งผลิตภัณฑ์จากแหล่งผู้ผลิตไปยังแหล่ง ผู้บริโภค หรือแหล่งใช้ประโยชน์ หรือวัตถุประสงค์เบื้องต้นในการป้องกัน หรือรักษาผลิตภัณฑ์ให้คงสภาพ ตลอดจนคุณภาพใกล้เคียงกันกับเมื่อแรกผลิตให้มากที่สุด จำกควำมหมำยสรุปได้ว่ำบรรจุภัณฑ์ หมำยถึง การน าเอาวัสดุ เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว โลหะ ไม้ น ามาประกอบเป็นภาชนะห่อหุ้มผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยงาม มีคุณค่า และมีประโยชน์ในการใช้สอย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ดึงดูดความสนใจ และท าให้เกิดความพึงพอใจจากผู้บริโภค วัตถุประสงค์หลักของบรรจุภัณฑ์ (Objectives of Package) 1. เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์ (To Protect Products) สามารถป้องกันรักษาผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสียหาย 2. เพื่อจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ (To Distribute Products) สะดวกกับการใช้งาน และเพิ่มมูลค่าทาง เศรษฐกิจ 3. เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ (To Promote Products) ดึงดูดความสนใจผู้บริโภค กำรออกแบบบรรจุภัณฑ์ กดู (Good) กล่าวว่า การออกแบบ เป็นการวางแผนหรือก าหนดรูปแบบรวมทั้งการตกแต่งใน โครงสร้างรูปทรงของงานศิลปะ ทัศนศิลป์ ดนตรีตลอดจนวรรณกรรม วิรุณ ตั้งเจริญ กล่าวว่า การออกแบบ หมายถึงการวางแผนสร้างสรรค์รูปแบบ โดยการวางแผนจัด ส่วนประกอบของ การออกแบบให้สัมพันธ์กับประโยชน์ใช้สอยวัสดุและการผลิต
31 จำกควำมหมำยสรุปได้ว่ำกำรออกแบบบรรจุภัณฑ์ หมำยถึง การก าหนดรูปแบบและโครงสร้าง ของบรรจุภัณฑ์ให้สัมพันธ์กับหน้าที่ใช้สอยของผลิตภัณฑ์ เพื่อการคุ้มครอง ป้องกันไม่ให้สินค้าเสียหาย และ เพิ่มคุณค่าด้านจิตวิทยาต่อผู้บริโภค โดยอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ในการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ ส าหรับการเลือกบรรจุภัณฑ์ สิ่งที่ต้องค านึงถึง คือ การเลือกซื้อวัสดุที่จะใช้ในการบรรจุหีบห่อที่ เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ให้เกิดความสวยงาม และเป็นที่สนใจของผู้บริโภค ดังนี้ 1. บรรจุภัณฑ์กระดาษ ปัจจุบันนิยมใช้กันเป็นจ านวนมาก และยังมีให้เลือกหลากหลายชนิด วัสดุที่ น ามาผลิตได้แก่เยื่อกระดาษ ซึ่งมีทั้งเยื่อกระดาษคุณภาพส าหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร และเครื่องดื่ม และของใช้ ที่มีน้ าหนักไม่มาก 2. บรรจุภัณฑ์จำกวัสดุธรรมชำติเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบและประดิษฐ์ขึ้นมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยช่วยลดปริมาณขยะและย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จึงไม่เป็นอันตรายต่อ สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อเลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่มีมากในท้องถิ่น หรือวัสดุที่สามารถ น ากลับมาใช้ใหม่ได้บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ วัสดุ ประเภทเส้นใย เช่น กล้วย หวาย เตยปาหนัน กก กระจูด ผักตบชวา ซึ่งก่อนน ามาสานเป็นบรรจุภัณฑ์ต้อง ผ่านการแปรสภาพด้วยการตากแห้ง ฟอกขาว วัสดุที่แปรรูปเป็นแผ่น และรูปทรงต่าง ๆ เช่น กระดาษ และ วัสดุประเภทไม้ เช่น ไม้สัก ไม้ไผ่ ไม้มะขาม เป็นต้น ภาพที่ 13 : บรรจุภัณฑ์กระดาษ ที่มา : https://www.bkkpaperbox.com ภาพที่ 14 : บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ ที่มา https://www.pinterest.com
32 3.บรรจุภัณฑ์พลำสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ก็คือ ประเภทพลาสติกคงรูปและพลาสติกอ่อนตัว ซึ่งทั้ง 2 ประเภทมีการน ามาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย เช่น ขวดพลาสติก ถ้วยพลาสติก ปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์พลาสติกยังใช้ประโยชน์ได้อเนกประสงค์สามารถน าบรรจุภัณฑ์อาหารร้อน บรรจุภัณฑ์อาหารสด และบรรจุภัณฑ์อาหารแช่แข็ง ภาพที่ 15 : บรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่มา : https://www.google.com/search?q
33 ใบควำมรู้ กำรค ำนวณต้นทุน ก ำไร การค านวณต้นทุนเป็นส่วนหนึ่งของระบบบัญชีและการเงินของการด าเนินงานธุรกิจ เป็นการบันทึก การวัดผลและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนของสินค้าของกิจการโดยทั่วไป การค านวณต้นทุนจะใช้เวลาและ ลงรายละเอียดมากในกิจการที่ผลิตสินค้า แต่ไม่ได้หมายความว่ากิจการประเภทอื่น เช่น กิจการขายส่ง ขาย ปลีกร้านอาหารหรือบริการต่าง ๆ ไม่มีความส าคัญในการที่ต้องค านวณต้นทุน การค านวณต้นทุนสามารถ น าไปใช้ได้ในทุกกิจการเพราะมีความส าคัญต่อการบริหารจัดการธุรกิจ ดังนี้ 1. เพื่อให้ทราบถึงต้นทุนการผลิต และต้นทุนขายของธุรกิจ 2. เพื่อสามารถน าต้นทุนทั้งหมดของกิจการมาเปรียบเทียบกับรายได้จากการขาย เพื่อจะได้ทราบว่า มีก าไรหรือขาดทุนในการขายสินค้า 3. เพื่อค านวณหรือตีราคาสินค้าคงเหลือที่ขายได้ไม่หมดว่ามีมูลค่าคงเหลือเท่าไหร่ 4. เพื่อใช้ในการวางแผนและควบคุมการซื้อสินค้าและจัดท างบประมาณในการซื้อสินค้า รวมทั้ง ต่อรองราคากับผู้ขายวัตถุดิบ 5. เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าสินค้าใดควรขายต่อไป และสินค้าใดควรเลิกขาย (ในกรณีที่ผู้ผลิตมีสินค้า หลายชนิด) ต้นทุนแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ 1. ต้นทุนผันแปร คือต้นทุนที่ผันแปรตามจ านวนหน่วยที่ผลิตหรือขาย เช่น วัตถุดิบ ค่าแรงทางตรง ค่าใช้จ่ายในการผลิตทางตรง เป็นต้น 2. ต้นทุนคงที่ คือต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ว่ากิจการจะได้ขายสินค้าหรือไม่ ต้นทุนนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงตาม จ านวนหน่วยที่ผลิตหรือขาย เช่น เงินเดือนพนักงานหน้าร้าน ค่าเช่าร้าน ค่าเสื่อมราคา ค่าประกันภัย เป็นต้น ดังนั้น ต้นทุนการผลิตจะประกอบไปด้วยวัตถุดิบ + ค่าแรงงาน + ค่าใช้จ่ายในการผลิต ซึ่งทั้งสาม รายการนี้เป็นเพียงส่วนของการผลิตเท่านั้น หากจะคิดต้นทุนรวมของสินค้าจ าเป็นต้องน าค่าใช้จ่ายในการขาย และด าเนินการมารวมด้วย เช่น เงินเดือน ค่าคอมมิชชั่นพนักงานขาย ค่าแรงพนักงานขายหน้าร้าน ค่าการตลาด (โฆษณา แผ่นพับ) ค่าเช่าส านักงานและร้าน ค่าไฟฟ้าและน้ าประปา ค่าโทรศัพท์ค่าน้ ามันรถ ดอกเบี้ย ค่าเช่ารถ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ฯลฯ เพื่อการค านวณต้นทุนให้ใกล้เคียงความจริง หากค านวณแค่ วัตถุดิบ ค่าแรงงาน และค่าน้ า ค่าไฟฟ้า ก็อาจท าให้ได้ต้นทุนสินค้าที่น้อยกว่าความเป็นจริง และมีผลท าให้ตั้ง ราคาขายที่ต่ าไป และอาจท าให้ขาดทุนได้ การค านวณแบบง่ายเหมาะกับผู้ประกอบการรายเล็กที่มีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์น้อยชนิด อาจขายเพียง น้ าพริก หรือแชมพูก็ได้ซึ่งเหมาะกับการค านวณสินค้าประเภท OTOP ที่มีความชัดเจนในเรื่องการใช้วัตถุดิบ ค่าแรงงานต่อรอบ การผลิต และไม่มีการเก็บสต๊อกวัตถุดิบไว้การค านวณจ าเป็นต้องคิดเพื่อให้ทราบถึงต้นทุน ผลิตต่อหน่วย และน าต้นทุนผลิตไปรวมกับค่าใช้จ่ายในการด าเนินการ เพื่อให้ทราบถึงต้นทุนรวมของสินค้า อีกครั้งหนึ่ง
34 ตัวอย่ำง กำรคิดต้นทุน ก ำไร กำรผลิต และค่ำใช้จ่ำยในศิลปะกำรร้อยลูกปัด วัน เดือน ปี รำยกำร จ ำนวนสิ่งของ จ ำนวนเงิน (บำท) หมำยเหตุ 1 มิ.ย. 65 ค่ำใช้จ่ำย (ต้นทุน) การก าหนดราคา ขาย คิดจาก ต้นทุน + ก าไรที่ ต้องการ ลูกปัดมุก ½ ปอนด์ 50 เอ็นเบอร์ 0.60 ซม. 1 ม้วน 10 กระดุม 1 เม็ด 5 ค่าเบ็ดเตล็ด (ค่าเข็ม ด้าย ไม้บรรทัด ดินสอ ยางลบ กรรไกร ปากกาล่องหน ฯลฯ) - - ค่าแรงงาน 1 คน 200 รวมค่ำใช้จ่ำย รำยได้ ขายกระเป๋าสตางค์ผ้า ต่อ 1 ชิ้น ๆ ละ 265 บาท 265 ก าไร 132 บาท การก าหนดราคาขายต่อหน่วย ดังนี้ 1. ก าหนดก าไรที่ต้องการได้จากต้นทุน X (ก าไรที่ต้องการหารด้วย 100) ตัวอย่ำงเช่น ขายกระเป๋าสตางค์ผ้าต่อจากต้นทุน 295 บาท ต้องการก าไรร้อยละ 50 ดังนั้น ก าไรที่ต้องการ = 265 X 50 หาร 100 = 132 2. การก าหนดราคาขายต่อหน่วย ได้มาจากต้นทุน + ก าไร หารด้วยจ านวนหน่วย ตัวอย่ำง ท ากระเป๋าสตางค์ผ้าต่อได้ 1 ชิ้น จากต้นทุน 265 บาท และก าไรที่ต้องการ 132 บาท ฉะนั้น ราคาขายต่อชิ้น = 265 บาท +132 บาท = 397 บาท หมำยเหตุ การก าหนดก าไรที่ต้องการขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ด้วย เช่น ราคาตลาด ลักษณะของสินค้าและบริการ เป็นสินค้าหายาก เป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม หรือมีฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้องสามารถก าหนดก าไรที่ต้องการให้สูงขึ้น ได้ การตั้งราคาให้สามารถแข่งขันได้นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานความสมดุลระหว่างความพึงพอใจของผู้ซื้อและ ผู้ขาย ถ้าสินค้าโดยทั่วไปมีขายกันแพร่หลาย มีคู่แข่งมากต้องก าหนดก าไรให้น้อยลง
35 ใบงำน กำรคิดต้นทุน ก ำไร ผู้เรียน/กลุ่ม.................................................................................................................................................. เรื่อง.............................................................................................................................................................. วัน เดือน ปี รำยกำร จ ำนวนสิ่งของ จ ำนวนเงิน (บำท) หมำยเหตุ ค่าใช้จ่าย (ต้นทุน) .................................................. .................................................. .................................................. .................................................. .................................................. .................................................. .................................................. .................................................. .................................................. .................................................. .................................................. 1. ให้ก าหนดก าไรที่ ต้องการ คิดเป็นร้อยละ ก่อน 2. แล้วค านวณหาราคา ต่อหน่วยจึงจะทราบ รายได้ 3. น ารายได้ที่ได้มาใส่ ตาราง รวมค่ำใช้จ่ำย รายได้จากการขาย .................................................. .................................................. .................................................. .................................................. รวมรำยได้ 1. ก าไรที่ต้องการ = ต้นทุน x ( ร้อยละของก าไรที่ต้องการหารด้วย 100 ) 2. ก าหนดราคาขายต่อหน่วย = ต้นทุน + ก าไร = ____________ จ านวนหน่วย
36 ใบควำมรู้ ช่องทำงกำรตลำด ช่องทางการตลาด เป็นส่วนส าคัญในการด าเนินธุรกิจ ช่องทางการตลาดหรือช่องทางการจัดจ าหน่าย มีความหมายเดียวกันซึ่งเป็นหนึ่งใน 4P ของส่วนประสมการตลาด (Marketing mix) ที่นักการตลาดนิยมน าส่วน ประสมทั้งสี่มาวางเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดและการขายในยุคปัจจุบัน ดังนั้น ช่องทางการจัดจ าหน่าย (Marketing channel) จึงถูกเข้ารวมอยู่ใน P=Place นั่นคือสถานที่ขาย แหล่งขาย ช่องทางการขายสินค้า สินค้าแต่ละชนิดอาจมีช่องทางขายที่แตกต่างกันไป สินค้าอุปโภคมีช่องทางการขายผ่านร้านสะดวกซื้อ อาหาร สดก็มีช่องทางการขายหน้าร้านหรือหน้าบ้านของผู้ผลิต อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้าส าเร็จรูปอาจใช้ช่อง ทางการขายได้หลายช่องทาง เช่น ขายทางออนไลน์ ขายหน้าร้านตนเอง ขายในตลาดนัด ขายในห้างสรรพสินค้า มีการแบ่งช่องทางการจ าหน่ายในยุคปัจจุบันได้เป็นต้น 1. กำรเลือกสถำนที่ขำยหรือท ำเลที่ตั้ง 1.1 ควำมส ำคัญของกำรเลือกที่ตั้ง การตัดสินใจเลือกสถานที่ขายหรือท าเลที่ตั้ง เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เนื่องจากมีผลกระทบต่อ ธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะต่อความได้เปรียบในเชิงแข่งขันทางธุรกิจและจะมีผลต่อความส าเร็จของธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องพิจารณาถึงกลยุทธ์ที่ตั้งของธุรกิจที่มีความส าคัญต่อการด าเนินงาน 2 กลยุทธ์ส าคัญ ได้แก่ 1.1.1 กลยุทธ์ที่ตั้งตำมพื้นที่ เป็นแนวทางในการก าหนดให้ที่ตั้งแต่ละแห่งรับผิดชอบพื้นที่ แต่ละส่วน โดยต้องผลิตสินค้าและบริการทุกอย่างส าหรับพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งธุรกิจที่เลือกใช้กลยุทธ์ที่ตั้งตามพื้นที่ มักเป็นธุรกิจค้าปลีกหรือบริการ 1.1.2 กลยุทธ์ที่ตั้งตำมผลิตภัณฑ์เป็นแนวทางในการก าหนดให้ที่ตั้งหนึ่งแห่งท าการผลิต สินค้าเพียงหนึ่งอย่าง โดยยึดหลักของความส าคัญของวัตถุดิบที่มีในพื้นที่ 1.2 หลักเกณฑ์ในกำรเลือกสถำนที่ท ำเลที่ตั้ง การตัดสินใจเลือกสถานที่ท าเลที่ตั้ง เป็นกระบวนการที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ ยุคโลกาภิวัตน์อีกทั้งธุรกิจขนาดย่อมจ านวนมากได้มีการเติบโตขึ้น และได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ประกอบการควรพิจารณาถึงความจ าเป็นที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงส าหรับกิจการควบคู่กันไปในแต่ละ สถานการณ์ ดังนี้ 1.2.1 ควำมพึงพอใจส่วนบุคคล โดยที่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งมักจะพิจารณาตั้งกิจการ ของตนเองในชุมชนที่ตนอาศัยอยู่เป็นท าเลในการประกอบการ อย่างไรก็ตามในแง่ของการด าเนินธุรกิจไม่ได้ หมายความว่าจะมีเพียงพื้นที่ซึ่งตนเองมีความเคยชินเท่านั้นที่เหมาะสมต่อการตั้งกิจการเพราะผู้ประกอบการ ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ จากสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ว่าจะเป็นในด้านภาพลักษณ์ส่วนตัว การได้รับ ความเชื่อถือหรือการยอมรับจากสังคมและอาศัยประโยชน์จากความคุ้นเคยความสามารถในการอ้างอิงกับ บุคคลต่าง ๆ ภายในชุมชนที่เกี่ยวข้องกับกิจการของตนมากขึ้น 1.2.2 ควำมได้เปรียบด้ำนต้นทุน โดยเฉพาะค่าแรงหรือค่าวัตถุดิบในพื้นที่ ที่มีต้นทุนในการ ด าเนินธุรกิจต่ าซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุนในช่วงเริ่มต้นของกิจการที่จะช่วยลดต้นทุนการ ผลิตให้ต่ าลง
37 1.2.3 ควำมสำมำรถในกำรจัดกำรทรัพยำกร เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายในการ ด าเนินงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากทักษะประสบการณ์ของแรงงานจะมีความสัมพันธ์โดยตรง กับผลิตผลและคุณภาพในกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ความยั่งยืนของแรงงานในท้องถิ่นมีผลกระทบต่อ อัตราค่าจ้าง ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ส าคัญผู้ประกอบการจะต้องค านึงถึงอยู่เสมออีกทั้งแหล่งที่ตั้งต้องมีความใกล้ กันกับวัตถุดิบและความสามารถในการขนส่งที่ธุรกิจต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 1.2.4 กำรเข้ำถึงลูกค้ำ ธุรกิจขนาดย่อมยุคปัจจุบันต้องให้ความส าคัญผันแปรแหล่งที่ตั้งของ ธุรกิจไปตามประเภทของกิจการ เช่น ธุรกิจค้าปลีกและบริการต้องมีรายละเอียดของสถานที่แสดงสินค้า บริการและรูปแบบ ดังนั้น การเลือกสถานที่หรือท าเลที่ตั้งต้องใกล้ชิดกับลูกค้าและอ านวยความสะดวกต่อการ เข้ามาติดต่อและถือเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความส าเร็จของกิจการ ดังนั้น ในขั้นตอนแรกของเกณฑ์การเลือกสถานที่หรือท าเลที่ตั้ง ผู้ประกอบการต้องตัดสินใจก่อนว่า จะเลือกด าเนินธุรกิจในชุมชน หมายถึง จังหวัดหรืออ าเภอแล้วจึงท าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายคือการเลือก บริเวณที่ตั้งจากหลาย ๆ พื้นที่ภายในชุมชน ซึ่งเป็นการระบุถึงต าแหน่งของที่ตั้งอย่างละเอียด 2. กำรจัดและตกแต่งหน้ำร้ำน ส่วนใหญ่ร้านขายสินค้ามักจะมีผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเอง หรือบางร้านอาจมีการจ้างพนักงาน ขายของโดยเฉพาะเพื่อท าหน้าที่เอาใจใส่ดูแล และแนะน าให้ค าอธิบายต่าง ๆ แก่ลูกค้าหากเป็นร้านขนาด ใหญ่มีสินค้าหลายชนิดย่อมท าให้ต้องมีพนักงานขายจ านวนมาก กำรจัดตกแต่งร้ำนค้ำมีควำมส ำคัญต้องค ำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. แสงสว่ำงภำยในร้ำน ควรจัดร้านให้มีความสว่างทั่วทั้งร้านจากแสงไฟฟ้าที่ร้านได้ติดเอาไว้แสง สว่างธรรมชาติมักไม่เพียงพอ และแสงแดดมักท าความเสียหายให้แก่สินค้าการใช้แสงไฟฟ้า แม้จะมีค่าใช้จ่าย สูงแต่ก็จูงใจลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าได้มากกว่าร้านที่ดูมืดสลัวมุมห้องมืด ๆ ก่อนตัดสินใจเรื่องแสงสว่างควรรู้ ว่าค่าไฟฟ้าเท่าไรและใช้ไฟฟ้ากี่ดวงถึงจะคุ้มค่ากับการขายสินค้าด้วย 2. กำรตกแต่งสีภำยนอกและภำยในร้ำน นอกจากการทาสีร้านค้าให้สดใสสว่าง สวยงามแล้ว สีของ หีบห่อและตัวสินค้าก็สามารถน ามาตกแต่งให้ร้านค้าดูดีขึ้นจะต้องให้ผู้คนเห็นสินค้าชัดเจนและสวยงาม 3. กำรจัดหมวดหมู่ของผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรือผลิตจากวัสดุอุปกรณ์ชนิด เดียวกัน เช่น กระเป๋าเครื่องส าอางผ้าต่อ กระเป๋าปิ๊กแป๊ก เป็นต้น 4. กำรติดป้ำยรำคำสินค้ำ การติดป้ายบอกราคาสินค้าให้ชัดเจนที่ลูกค้าสามารถมองเห็นได้หรืออ่าน ได้ เป็นการให้ความสะดวกกับลูกค้าในการตัดสินใจซื้อสินค้า 5. กำรจัดวำงสินค้ำ มีความส าคัญต่อการจูงใจลูกค้าให้เลือกซื้อสินค้า เพื่อให้สะดวกและเกิดความ พึงพอใจ ควรค านึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 5.1 ความพึงพอใจของลูกค้า 5.2 จัดสินค้าไว้ในบริเวณที่จะขาย 5.3 จัดสินค้าไว้ในระดับสายตาให้มากที่สุด 5.4 จัดสินค้าด้านหน้าบนชั้นให้เต็มอยู่เสมอ 5.5 ชั้นจะต้องปรับระดับได้ตามขนาดของสินค้า 5.6 การใช้กล่องหนุนสินค้าให้ดูมีมิติ สวยงามแม้จะมีสินค้าไม่มากนัก 5.7 ความเป็นระเบียบเรียบร้อย 5.8 สินค้ามาก่อนต้องจ าหน่ายก่อน ต้องจ าหน่ายสินค้าเก่าก่อนสินค้าใหม่เสมอพยายามวางสินค้า มาก่อนไว้แถวหน้าเสมอ ควรจัดสินค้าที่มาก่อนให้ดูสดใสสะอาดเหมือนสินค้าใหม่
38 3. กำรขำย การขาย คือ กระบวนการทั้งทางตรงและทางอ้อมของการจูงใจให้ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการยินยอม กระท าสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งจะท าให้เกิดประโยชน์ทางด้านการค้าแก่ผู้ขาย เมื่อผู้ผลิตสินค้าไปสู่ผู้บริโภคมีสิ่งที่ควร พิจารณา ดังนี้ 1. กำรหำตลำด ควรค านึงถึงความต้องการของตลาดว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยใช้วิธีสังเกต สอบถาม กับคนรู้จัก เพื่อนบ้าน และผู้ซื้อ กระแสการบริโภคของลูกค้ามีความต้องการซื้อเป็นของขวัญของฝากหรือ รับประทานในครอบครัว ตลาดควรเป็นตลาดที่มีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง เช่น ขายทางออนไลน์ ขายหน้า ร้านตนเอง ขายในตลาดนัด ขายในห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อจะได้ตรงตามความต้องการของตลาด 2. วิธีกำรจ ำหน่ำย เมื่อผู้ผลิตลงทุนผลิตสินค้าขึ้นมาเพื่อน าสินค้าออกสู่ตลาด ถ้าผู้ผลิตสามารถเลือก ช่องทางการตลาด การจ าหน่ายสินค้าได้อย่างถูกต้องสินค้าก็จะเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย ซึ่งอาจเป็นการจ าหน่าย จากผู้ผลิตถึงลูกค้าโดยตรงด้วยการจัดหาสถานที่ส าหรับจ าหน่ายสินค้าที่เป็นหลักแหล่ง มีการจัดวางสินค้าที่ สามารถน าเสนอสินค้าให้ดูสวยงาม หรือเป็นผู้ผลิตให้พ่อค้าคนกลางมารับซื้อไปขายให้กับผู้บริโภคอีกต่อหนึ่ง เพื่อกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึง 3. กำรโฆษณำประชำสัมพันธ์ถือเป็นสิ่งส าคัญที่จะท าให้ผู้ซื้อหรือลูกค้ารู้จักเกิดความต้องการที่จะ ซื้อเป็นวิธีการโน้มน้าวผู้ซื้อ ที่ส าคัญการโฆษณาประชาสัมพันธ์มีหลายวิธี เช่น ใช้วิธีบอกปากต่อปากการจัด กิจกรรมประชาสัมพันธ์สินค้าการออกร้านตามงานเทศกาลต่าง ๆ ของอ าเภอหรือจังหวัด การประชาสัมพันธ์ ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยสิ่งที่เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์อย่างหนึ่งก็คือคุณภาพสินค้า เมื่อผู้ซื้อหรือลูกค้าได้ซื้อ สินค้าไป เช่น มีรสชาติดี มีคุณภาพ ราคาย่อมเยา จะเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์อีกช่องทางหนึ่ง 4. กำรส่งเสริมกำรขำย การส่งเสริมการขาย หมายถึง การจูงใจที่เสนอคุณค่าพิเศษ หรือการจูงใจผลิตภัณฑ์แก่ผู้บริโภค คนกลาง (ผู้จัดจ าหน่าย) หรือหน่วยงานขาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างยอดขายในทันที จากความหมาย นี้สามารถสรุปได้ว่า 1. การส่งเสริมการขายเป็นการให้สิ่งจูงใจพิเศษเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อ เช่น คูปอง ของแถมการชิง โชค การแลกซื้อ เป็นต้น 2. การส่งเสริมการขายเป็นเครื่องมือกระตุ้น กิจกรรมการส่งเสริมการขาย มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้น ให้เกิดการซื้อจ านวนมากขึ้น และสามารถตัดสินใจซื้อได้ในเวลาทันทีทันใด 3. การส่งเสริมการขายใช้ในการจูงใจกลุ่มต่าง ๆ 3 กลุ่ม คือ 3.1 การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่ผู้บริโภค เป็นการส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย เพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อจ านวนมากขึ้น ตัดสินใจซื้อได้รวดเร็วขึ้น เกิดการทดลองใช้ ถือว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ดึง 3.2 การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่คนกลาง เป็นการส่งเสริมการขายที่ มุ่งสู่พ่อค้าคนกลาง ผู้จัดจ าหน่าย หรือผู้ขาย ถือว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ผลัก 3.3 การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่พนักงานขาย เป็นการส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่พนักงาน ขาย หรือหน่วยงานขาย เพื่อให้ใช้ความพยายามในการขายมากขึ้น ถือว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ผลัก
39 วัตถุประสงค์ของกำรส่งเสริมกำรขำย 1. การดึงลูกค้าใหม่ 2. การรักษาลูกค้าเก่าไว้ 3. การส่งเสริมลูกค้าในปัจจุบันให้ซื้อสินค้าในปริมาณมาก 4. การเพิ่มอัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ 5. การส่งเสริมการขายท าให้ผู้บริโภคเกิดการยกระดับ 6. การเสริมแรงการโฆษณาในตราสินค้า 5. กำรเลือกช่องทำงกำรจัดจ ำหน่ำย การเลือกช่องทางการจัดจ าหน่าย สามารถแบ่งช่องทางการจ าหน่ายสินค้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1. ช่องทำงกำรจ ำหน่ำยทำงตรง คือ ผู้ผลิตขายสินค้าไปยังผู้ใช้หรือผู้บริโภคด้วยตนเอง 2. ช่องทำงกำรจ ำหน่ำยทำงอ้อม คือ ผู้ผลิตขายสินค้าผ่านตัวกลาง ตัวแทนจ าหน่ายร้านค้าส่ง และ ร้านค้าปลีก เพื่อจ าหน่ายไปยังผู้ใช้หรือผู้บริโภค ช่องทางการจ าหน่ายทั้งสองประเภทนี้ยังแบ่งเป็นช่องทางขายได้อีกหลายช่องทางโดยจะกล่าวถึง ช่องทางขายที่ส าคัญดังต่อไปนี้ ช่องทำงจ ำหน่ำยทำงตรงมีช่องทำงขำย ดังนี้ 1. ขำยผ่ำนหน้ำร้ำนแบบไม่เคลื่อนที่ เป็นการขายผ่านหน้าร้านสาขาทั้งเป็นร้านค้าของตนเองหรือ เช่าหน้าร้านตามห้างสรรพสินค้า Modern trade เช่าพื้นที่ขายในปั้มน้ ามัน ขายออกบูทตามงานแสดงสินค้า เช่าพื้นที่ในอาคารส านักงาน เป็นต้น 2. ขำยผ่ำนหน้ำร้ำนที่เคลื่อนที่ไปมำ เช่น ขายผลไม้ในรถบรรทุกที่ย้ายไปขายตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ตามความต้องการเปิดท้ายขายของตามตลาดนัดต่าง ๆ หาบเร่แผงลอย เป็นการขายแบบอิสระ เปลี่ยนเส้นทางขายบ้าง เปลี่ยนสินค้าขายบ้าง สินค้าที่ขายอาจเป็นสินค้าตามฤดูกาลหรือเป็นสินค้าที่ผู้ขายไป หาซื้อได้มาในช่วงเวลานั้น ๆ 3. ขำยผ่ำนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อออนไลน์การขายลักษณะ E-commerce นี้จะขายผ่านหน้า โฮมเพจของของร้านค้าโดยมีตะกร้าให้ซื้อ และมีการโอนเงินก่อนซื้อซึ่งมีบริษัทหลายแห่งเพิ่มช่องทางการขาย ทางอิเล็กทรอนิกส์จ านวนมาก เช่น Shopee Lazada 7- 11 ขายโดยให้ลูกค้าเลือกซื้อใน Catalogue ส าหรับการขายผ่าน Social media เป็นการขายที่นิยมกันในกลุ่มคนที่ยังท างานประจ า และใช้เวลาว่างให้ เป็นประโยชน์และกลุ่มอาชีพอิสระที่ต้องการขายสินค้าเป็นอาชีพเสริม การขายประเภทนี้จะขายผ่าน Facebook Intragram Line เป็นต้น 4. ขำยผ่ำนสื่อกำรขำยที่เป็นอุปกรณ์ทันสมัย เช่น ขายผ่านโทรศัพท์มือถือ ผ่านเครื่องเอทีเอ็ม ผ่านตู้หยอดเหรียญต่าง ๆ เช่น น้ าอัดลม กาแฟ เกมส์ เครื่องกดน้ าดื่ม เครื่องซักผ้า เป็นต้น การขายผ่าน เครื่องใช้เหล่านี้ท าให้ประหยัดเรื่องแรงงานคนท าให้ต้นทุนการขายต่ าไปด้วย 5. ขำยผ่ำนพนักงำนขำย แม้ว่าการขายผ่านพนักงานจะเป็นวิธีเก่าที่ใช้กันมานานแต่ก็เป็นวิธีที่ดี ที่สุดส าหรับสินค้าที่ขายให้กับอุตสาหกรรมเพราะต้องการการสาธิต การอธิบายวิธีการใช้และรายละเอียด คุณสมบัติของสินค้า สินค้าใหม่ที่ต้องการการอธิบายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจ าเป็นต้องใช้การขายผ่าน พนักงานขายเพื่อให้รู้จักสินค้าและทราบถึงคุณสมบัติของสินค้าก่อน นอกจากนั้นการขายผ่านพนักงานขายท า ให้กิจการได้รับ Feedback จากลูกค้าว่าพอใจหรือไม่พอใจในสินค้าของกิจการซึ่งท าให้เจ้าของกิจการน ามา ปรับปรุงแก้ไขได้ภายหลัง
40 ช่องทำงกำรจ ำหน่ำยโดยอ้อมมีช่องทำงกำรขำยดังนี้ 1. ขำยผ่ำนตัวแทนจ ำหน่ำย สินค้าจ าเป็นต้องมีการแต่งตั้งตัวแทนขายเพื่อกระจายสินค้าได้ ทั่วประเทศ เช่น รถยนต์ เครื่องจักรต่าง ๆ ยางรถยนต์ อะไหล่รถยนต์ สินค้าบางประเภทจ าเป็นต้องมีตัวแทน จ าหน่ายหากผู้ผลิตไม่เชี่ยวชาญในการตลาดแต่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตมากกว่า การขายผ่านตัวแทนยัง เหมาะกับการขายสินค้าที่เป็นบริการเช่นขายกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์และประกันชีวิตเป็นต้น 2. ขำยผ่ำนคนกลำงทั้งผู้ค้ำส่งหรือผู้ค้ำปลีก ส าหรับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคมักจะใช้วิธีการ ขายผ่านผู้ค้าส่งตามอ าเภอและจังหวัดต่าง ๆ เพื่อกระจายสินค้า ส าหรับผู้ผลิตรายเล็กก็อาจขาย ผ่านผู้ค้าปลีกที่ขายตรงให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้
41 แบบประเมินผลกำรจัดกำรศึกษำและฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรวิชา.......................................................................................จ านวน................................ชั่วโมง ระหว่างวันที่..........เดือน......................พ.ศ..................ถึงวันที่..........เดือน......................พ.ศ..... ............. สถานที่จัด ณ.................................................................................................... ........................................ เกณฑ์กำรให้คะแนนประเมินผลกำรจัดกำรศึกษำและฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น ศูนย์วงเดือน อำคมสุรทัณฑ์ 1. ควำมรู้ควำมเข้ำใจในเนื้อหำสำระ 20 คะแนน 1.1 แบบทดสอบ (20 คะแนน) 2. ทักษะกำรปฏิบัติ 40 คะแนน 2.1 การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ (10 คะแนน) 2.1.1 การจัดเตรียมวัสดุ (5 คะแนน) 2.1.2 การจัดเตรียมอุปกรณ์ (5 คะแนน) 2.2 ปฏิบัติตามขั้นตอน (20 คะแนน) 2.2.1 ปฏิบัติตามขั้นตอน (5 คะแนน) 2.2.2 ปฏิบัติงานเสร็จตามเวลา (5 คะแนน) 2.2.3 ปฏิบัติงานด้วยความสะอาดเรียบร้อย (5 คะแนน) 2.2.4 ปฏิบัติงานด้วยความคล่องแคล่ว (5 คะแนน) 2.3 มีทักษะในการท างานเป็นทีม (10 คะแนน) 2.3.1 การเคารพกฎ กติกา และการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น (5 คะแนน) 2.3.2 การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (5 คะแนน) 3. คุณภำพของผลงำน/ผลกำรปฏิบัติงำน 40 คะแนน 3.1 ผลงาน/ชิ้นงาน เป็นไปตามที่หลักสูตรก าหนด (30 คะแนน) 3.1.1 คุณภาพของชิ้นงาน (10 คะแนน) 3.1.2 องค์ประกอบของชิ้นงาน (10 คะแนน) 3.1.3 การตกแต่ง/บรรจุภัณฑ์ของชิ้นงาน (10 คะแนน) 3.2การน าเสนอผลงาน/ชิ้นงาน (10 คะแนน) ระดับผลกำรเรียน การตัดสินผลการเรียนให้น าคะแนนระหว่างการจัดการเรียนการสอนรวมกับคะแนนจากแบบทดสอบ หลังเรียนแล้วน าไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ก าหนด เพื่อให้ค่าระดับผลการเรียนทั้ง 5ระดับ ดังนี้ 1. ได้คะแนน 80 – 100 ได้เกรด 4 หมายถึง ดีมาก 2. ได้คะแนน 70 - 79 ได้เกรด 3 หมายถึง ดี 3. ได้คะแนน 60 - 69 ได้เกรด 2 หมายถึง ปานกลาง 4. ได้คะแนน 50 - 59 ได้เกรด 1 หมายถึง ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ าที่ก าหนด 5. ได้คะแนน 0 - 49 ได้เกรด 0 หมายถึง ต่ ากว่าเกณฑ์ที่ก าหนด