42
43 การพัฒนาความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนอง ด้วยท่าทาง ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับภาษาเพื่อการ สื่อสาร 2. ศึกษาวิธีสร้างและเขียนแบบทดสอบประเภทเลือกตอบจากหนังสือการวัดผลการศึกษา ของ สมนึก ภัททิยธนี (2549, หน้า 202-232) 3. ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลองใช้ แผนการจัดการ เรียนรู้ 4. เลือกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2566 5. จัดท าแผนการจัดการสื่อสารภาษาอังกฤษและประเมินความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) 6. สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษผ่าน เกณฑ์คัดเลือกคุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอ านาจจ าแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 7. สร้างแบบวัดความพึงพอใจและประเมินความเหมาะสม 8. น าไปใช้จัดกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แจงกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติได้ อย่างถูกต้อง 9. ด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยและ ผู้ช่วยนักวิจัยเป็นผู้ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เอง ใช้เวลา 8 ชั่วโมง 10. เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ท าการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียน กลุ่มเดิม ด้วย แบบทดสอบวัดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ และแบบวัดความพึงพอใจที่มี ต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง 11. หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง E1/E2 12. น าคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดย วิธีทางสถิติเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 13. น าแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนอง ด้วยท่าทาง มา วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ 5.การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนอง ด้วยท่าทาง ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ด าเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
44 1. วิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ ตอบสนองด้วย ท่าทาง ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D) แล้วน า คะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test for One Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543: 165-167) เทียบกับเกณฑ์ที่ก าหนด คือ ไม่ต่ ากว่าร้อยละ 70 2. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ หาคะแนนเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วน าคะแนนการประเมินมาเทียบกับเกณฑ์การ ประเมิน โดยหาค่าเฉลี่ยใช้เกณฑ์ การแปลความหมายคะแนนแบบมาตราส่วนประมาณค่าของลิเคิร์ท (Likert, 1961 อ้างถึงใน บุญชม ศรี สะอาด, 2556: 103) โดยพิจารณาค่าเฉลี่ย ดังนี้ 4.51–5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการ เรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด 3.51–4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก 2.51–3.50 หมายถึง มีความ พึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง 1.51–2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการ เรียนรู้อยู่ในระดับน้อย 1.00–1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับน้อยที่สุด 6.สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัด ความสามารถในการ สื่อสารภาษาอังกฤษ แบบวัดความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค การสอนแบบตอบสนองด้วย ท่าทาง โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 220-221) 1.2 การหาค่าอ านาจจ าแนก (Discrimination) ของแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้ ชนิด มาตราส่วนประมาณค่า โดยใช้t-test โดยใช้สูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 96-97)
45 1.3 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบวัดความพึงพอใจและแบบวัดความสามารถใน สื่อสารภาษาอังกฤษ ชนิด มาตราส่วนประมาณค่า โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) ใช้สูตร ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2558: 225-226) 2. สถิติพื้นฐาน ดังนี้ 2.1 ร้อยละ (Percentage) มีสูตรค านวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือค า, 2553: 29) เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จ านวนความถี่ทั้งหมด
46 2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) มีสูตรค านวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือค า, 2553: 29) 2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรค านวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือ ค า, 2553 :123) 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบวัดความสามารถในการสื่อสาร ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิค การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง ก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้ paired sample t-test ในการค านวณ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป ส าหรับการ วิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยทางสังคมศาสตร์
47 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ ภาษาอังกฤษ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ โรงเรียนบ้านหนองหานวันครู(2502) ที่ได้รับการ สอนโดยใช้เทคนิคการสอน แบบตอบสนองด้วยท่าทาง หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ75 และ พัฒนาการจัดการเรียนรู้ค าศัพท์ ภาษาอังกฤษด้วยเทคนิคการสอนแบบ TPR ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 ซึ่งผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูล และน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของ การวิจัยดังรายละเอียดต่อไปนี้ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้น าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ล าดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เกิด ความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยได้ ก าหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ n แทน จ านวนนักเรียน X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง (Mean) S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) df แทน ระดับชั้นความเป็นอิสระ (Degree of freedom) MD แทน ค่าเฉลี่ยของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบหลังเรียน กับการทดสอบก่อนเรียน S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างของคะแนนระหว่างการ ทดสอบหลังเรียนกับการ ทดสอบก่อนเรียน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการที่ได้จากการตรวจใบงานแต่ละ แผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 8 แผน E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์จากการท าแบบประเมินความสามารถ ในการสื่อสารภาษาอังกฤษใน ชีวิตประจ าวันหลังเรียนของนักเรียน ทุกคน % แทน ร้อยละ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตจากการแจกแจงแบบที (t-distribution)
48 P แทน ความน่าจะเป็นส าหรับบอกนัยส าคัญทางสถิติ * แทน มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ** แทน มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (Total Physical Response) 1. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง ก่อนเรียน และหลังเรียน ผู้วิจัยได้ใช้แบบทดสอบวัดความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิค การสอนแบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จ านวน 20 ข้อ คะแนนเต็ม 40 คะแนน ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างก่อนท าการสอน หลังจากที่ผู้วิจัยได้ท าการสอน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ การสอนค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วย ท่าทางครบทั้ง 8 แผน ผู้วิจัยได้ใช้ แบบทดสอบวัดความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดย ใช้เทคนิคTPR ชุดเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างหลังเรียน และน าผลคะแนน ทดสอบ ก่อนเรียนและคะแนนทดสอบหลังเรียนมาท าการวิเคราะห์ ดังแสดงในตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ตอนที่ 1 การจัดการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยเทคนิคการสอนแบบการตอบสนอง ด้วยท่าทางส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ดังตารางที่ 3 ตารางที่3 การจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาอังกฤษด้วยเทคนิคการสอนแบบการตอบสนองด้วยท่าทาง ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
49 จากตารางที่ 3 พบว่า การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยเทคนิคการสอนแบบ การตอบสนองด้วยท่าทาง ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 80.39/81.50 สูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 75/75 ตอนที่ 2 การเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนเทียบ กับเกณฑ์ร้อยละ 75 ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยเทคนิคการสอนแบบ การ ตอบสนองด้วยท่าทางส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 (n = 30) จากตารางที่ 4 พบว่า การเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ด้วยเทคนิคการสอนแบบการ ตอบสนองด้วยท่าทางส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียน เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 มีคะแนน เฉลี่ย เท่ากับ 32.6 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.50 พบว่า ความสามารถในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ หลัง เรียนของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
50 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ ภาษาอังกฤษ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง และการ พัฒนาการจัดการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยเทคนิคการสอนแบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 โรงเรียนบ้านหนองหานวันครู(2502) อ าเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีล าดับการวิจัยและสรุปผล ดังต่อไปนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษ ปีที่ 1 ที่ได้รับการ สอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (Total Physical Response - Body: TPR-B) หลัง เรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 2. เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยเทคนิคการสอนแบบการตอบสนอง ด้วยท่าทาง ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 สมมติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 ที่ได้รับการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสอน แบบตอบสนองด้วยท่าทาง มีความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยในครั้งนี้ สรุปจากผลการเปรียบเทียบคะแนนทดสอบความสามารถในการเรียนรู้ ค าศัพท์ ภาษาอังกฤษหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ75 และศึกษาการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ด้วยเทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ซึ่งสรุปผลได้ดังนี้ 1. ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการตอบสนองด้วยท่าทาง มีประสิทธิภาพ 80.39/81.50 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75/75 2. ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการตอบสนองด้วยท่าทาง หลังเรียนเทียบ กับเกณฑ์ร้อยละ 75 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 32.6 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.50 พบว่า ความสามารถในการเรียนรู้หลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
51 การอภิปรายผล การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษ หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ75 และ พัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยเทคนิคการสอนแบบ ตอบสนองด้วยท่าทางที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 โรงเรียนบ้านหนองหาน(วันครู 2502) อ าเภอหนง หาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งผู้วิจัยได้แยกอภิปราย เป็นประเด็นต่างๆตามล าดับดังนี้ 1. ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการตอบสนองด้วยท่าทาง เมื่อ เปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 32.6 คะแนน คิดเป็นร้อย ละ 81.50 คะแนนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสามารถอภิปรายได้ว่า ความสามารถในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ก่อนท าการวิจัยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ า เนื่องจาก การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ของครูยังไม่บรรลุ วัตถุประสงค์ อีกทั้งนักเรียนมีพื้นฐานความรู้เดิมค่อนข้างน้อย ซึ่งได้รับการวางพื้น ฐานความรู้ ภาษาอังกฤษไม่เพียงพอ ท าให้นักเรียนไม่เห็นถึงความส าคัญหรือประโยชน์ของการใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในชนบท ที่มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีความจ าเป็นที่ต้องใช้ ภาษาอังกฤษ ค่อนข้างน้อย ดังที่ สุมิตรา อังควัฒนกุล (2540: 14-15) และ สตัฟเฟอร์ (Stuffer, 1980:4) มีแนวคิด ตรงกันว่า มีสาเหตุหลายประการที่ท าให้ผลการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนต่ า กว่าเป้าหมายที่ก าหนด เช่น ครูใช้วิธีการสอนแบบเดิม การจัดการเรียนการสอนที่ยึดต าราเรียนเป็น หลัก และยึดครูเป็นศูนย์กลาง การสอน เพื่อการทดสอบไม่ใช่เพื่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ทาง ภาษาของนักเรียนท าให้นักเรียนไม่มีโอกาสปฏิบัติ จริงหรือไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน บรรยากาศในการเรียนการสอนเกิดความตึงเครียด กดดัน ท าให้นักเรียนขาดความกระตือรือร้น และ ครูไม่กระตุ้นให้นักเรียนเห็นถึงความส าคัญของการใช้ภาษา หรือ กระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างสนุกสนานจึงยากที่จะเกิดการเรียนรู้ ส่งผลกระทบให้นักเรียนมีเจตคติที่ ไม่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ นอกจากการเรียนรู้ผ่านครูผู้สอนและหนังสือแบบเรียนแล้ว สื่อการสอนมีส่วนช่วย กระตุ้นให้นักเรียนมี ความสนใจ เรียนรู้ และจดจ าได้นานขึ้น ซึ่งผู้สอนเห็นสมควรว่าการน าสื่อการสอนที่ นอกเหนือจาก หนังสือเรียนนั่นก็คือบอร์ดเกมมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนจะช่วยเสริมทักษะการเรียนรู้ ของ นักเรียนให้มีพัฒนาการในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี จากผลการวิจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตอบสนองด้วย ท่าทางช่วยพัฒนา ความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ในการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ให้เทคนิคการตอบสนองด้วยท่าทางในการพัฒนาความสามารถในการ เรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษนั้น มีขั้นตอน กระบวนการและเป้าหมายในการเรียนอย่างชัดเจน ท าให้ นักเรียน ได้เรียนรู้อย่างเป็นระบบ ซึ่งมีล าดับขั้นตอนในการสอนคือ1) ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (Warm up) เป็นกิจกรรมที่ จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนมีความพร้อมที่จะเรียนเนื้อหาใหม่ 2) ขั้นการน าเสนอ (Presentation) เป็นการให้ตัว ป้อนทางภาษาให้แก่ผู้เรียน โดยผู้สอนเสนอค าศัพท์ใหม่ 3) ขั้นฝึก (Practice) เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ ค าศัพท์ที่เพิ่งจะเรียนรู้ใหม่จากขั้นการน าเสนอเนื้อหาใน ลักษณะของการฝึกแบบควบคุม (Controlled Practice/Direct activities) โดยครูเป็นผู้น าในการฝึก แบบปล่อยให้ผู้เรียนท าเองมากขึ้น เป็นแบบกึ่งควบคุม (Semi-controlled) แล้วน าเนื้อหาในขั้นตอน น าเสนอมาฝึกโดยการท าแบบฝึกหัดเพื่อทบทวนความรู้ค าศัพท์
52 ที่เรียนไปแล้ว 4) ขั้นน าไปใช้ (Production) ผู้สอนให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษา โดยการน าเนื้อหาในขั้นตอน น าเสนอมาฝึกโดยการ เล่นเกม เพื่อฝึกใช้ค าศัพท์ โดยครูคัดเลือกและปรับเนื้อหาของแนวทางการสอนให้ สอดคล้องกับคลัง ค าศัพท์ที่นักเรียนได้เรียนรู้ไปแล้วในขั้นการน าเสนอ (Presentation) และระดับความ เหมาะสมของ ศัพท์ที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น 1-3 ควรรู้ 5) ขั้นสรุปและประเมินผล (Wrap up and evaluation) ผู้สอนและผู้เรียนสรุปบทเรียนและร่วมกันอภิปรายค าศัพท์หรือเนื้อหาที่เรียนมา จากนั้น ผู้สอน สุ่มให้ผู้เรียนน าเสนอผลงานจากใบงานแบบฝึกหัดของตนเอง และผู้สอนสุ่มถามผู้เรียนเกี่ยวกับ การสะกด ค าศัพท์ การออกเสียง การบอกความหมาย และการน าค าศัพท์ไปใช้ในประโยค ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ และข้อเสนอแนะส าหรับ การวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ครูควรศึกษาวิธีการวัดประเมินผลที่หลากหลายวิธีโดนเน้นการประเมินจากสภาพ ความเป็นจริงของ ผู้เรียน และสภาพจริงของการเรียนการสอน ควรวัดให้ครอบคลุมองค์ประกอบทุก ด้านของภาษา ซึ่งประกอบ ไปด้วย ความรู้เรื่องเสียง ค าศัพท์ โครงสร้าง การใช้ภาษาในสถานการณ์ และกลวิธีในการสื่อสาร 1.2 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในช่วงที่นักเรียนท าแบบฝึกหัด ครูควรให้ความยืดหยุ่น ในเรื่องเวลา เพื่อให้ นักเรียนได้ฝึกการคิดอย่างรอบครอบ 1.3 ครูควรศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เกมการ เรียนรู้ให้เข้าใจอย่าง ถ่องแท้ และศึกษารูปแบบของกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ไม่ให้กิจกรรมการ เรียนการสอนน่าเบื่อ โดยต้อง ศึกษาด้านการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมาก 2. ข้อเสนอแนะส าหรับการท าวิจัยครั้งต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ท าวิจัยเกี่ยวกับการใช้เทคนิคการตอบสนองด้วยท่าทางในการ พัฒนาความสามารถใน การเรียนรู้ค าศัพท์ต่อไปและผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ 2.1 ควรศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ เทคนิคการตอบสนอง ด้วยท่าทาง(TPR)ในระดับชั้นอื่นๆด้วย เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่กว้างขึ้นและ น่าเชื่อถือมากขึ้น 2.2 ควรมีการศึกษาปัจจัยรอบข้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ของวิชา ภาษาอังกฤษระดับ ประถมศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนและแนวทางในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อการสื่อสารในระดับสูงขึ้น 2.3 ควรมีการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ในการฝึกทักษะการสื่อสารให้เหมาะสมกับผู้เรียน ในบทบาทต่างๆ หรือสถานการณ์ต่างๆ และศึกษาการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ใน ระยะยาวและความคงทนใน การจดจ าค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการตอบสนองด้วยท่าทาง เพื่อศึกษาว่าหากผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษา ในระยะที่นานพอสมควร นักเรียนจะมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ ค าศัพท์ภาษาอังกฤษมากน้อยเพียงใด
53 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรง พิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2545. กรุงเทพมหานคร : องค์การรับส่งสินคาและพัสดุภัณฑ์(ร.ส.พ.). กุศยา แสงเดช. (2545). ภาษาอังกฤษภาคปฏิบัติส าหรับครูประถมศึกษา. กรุงเทพฯ:แม็ค คณาภรณ์รัศมีมารีย์. (2561). Education game การสอนโดยใช้เกม. สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2562, จาก http://khunanonchan.blogspot.com คเนล และ สเวน(Canals&Swain,1980). แนวคิดและวิธีสอนภาษาที่มีอิทธิพลต่อการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ ในประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต การสอนภาษาอังกฤษตามแนว สื่อสาร communicative language teaching (CLT). สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2564, จาก http://harunraob.blogspot.com/2011/02/blog-post_23.html ณัชปภา โพธิ์พุ่ม และคณะ. (2561). การพัฒนาทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนในจังหวัด สุรินทร์ โดยใช้กระบวนการทฤษฎีCLT,รายงานการวิจัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์. ถนอมพร เลาหจรัสแสง. (2560). การเรียนรู้ผ่านเกม.สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2564, จาก https://kasineepuipui.wordpress.com ทิศนา แขมณี. (2547). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. ปัญจรส เหลืองธนกุล. (2563). การพัฒนาความสามารถ ในการสื่อสารภาษาจีนโดย ประยุกต์ใช้ บอร์ดเกม ร่วมกับชุดแบบฝึกการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาเอก ภาษาจีน, รายงานการวิจัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. รงคเทพ ลิ้มมณี และ ศรีสมร พุ่มสะอาด. (2563). การพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษโดยใช้เกม เพื่อการ เรียนรู้ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1, รายงานการวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต. ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : นานมีบุค พับลิเคชันจ ากัด),775 ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2539). เทคนิคการวัดผลการเรียน. กรุงเทพฯ : สุวีริยสาส์น. สมนึก ภัททิยธนี. (2546). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สถาบันทดสอบทางการศึกษา. (2556). รายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2565 จาก http://bet.obec.go.th
54 สุชาติ ทั่งสถิรสิมา และ สถาพร ขันโต. (2555). การใช้เกมในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5, รายงานการวิจัย หลักสูตรศึกษาศาสตร์ มหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สุมิตรา อังวัฒนกุล. (2540) . วิธีสอนภาษาอังกฤษ. พิมพ์ครั้งที่ 4. (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย),112-115. ส านักวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ. (2548). การประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ตาม หลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : กลุ่มส่งเสริมการเรียนการ สอนและประเมินผล ส านัก วิชาการและมาตรฐานการศึกษา ส านักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. อรอุมา จารเครือ และ สมพงษ์ พันธุรัตน์. (2562).การศึกษาทักษะการพูดภาษาอังกฤษตามแนวการ สอน ภาษาเพื่อการสื่อสารโดยใช้เกมส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่งใหญ่ รัตนศึกษา, รายงานการ วิจัย หลักสูตรศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการ สอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. Fakhrurrazy, R. & Syarief, H. (2018). The effect of communication games and self esteem towards students’ speaking skill. Al-Ta Lim Journal, 25. Good, C. V. (1973). Dictionary of Education (3rd ed.). New York: McGraw - Hill book Go. Harmer, Jeremy. (2000). The Practice of English Language Teaching. London: Longman, 92- 152. Herzberg, F., and Other. (1959).The motivation to work. New York: Johm wiley &Sons Kotler,(2003). Marketing Management (11th ed). New Jersey : Prentice-Hall. Hengki & Ratna, (2019). The use of communicative language teaching (CLT) approach through English village for improving an transactional language function of speaking skill. FKIP University Islam Kalimantan MAB Banjarmasin. Hymes, D.H. On the communicative competence in communicative approach to language teaching. London: Oxford, 1981. Larsen–Freeman, D. (2000). Techniques and principles in language teaching. Oxford: Oxford University Press. Littlewood, W. (1988). Communicative language teaching. New York: Cambridge University Press.
55 Mullins, L.J. Management and organizational behavior. London : Pitman Publishing, 1985), 280. Shally, Responding to social Change, (Pnnsylvania : Hutchison and Press, 1975),252.
56 ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
57 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัด ความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการตอบสนองด้วย ท่าทาง จ านวน 3 ท่าน มี ดังนี้ คนที่ 1 ชื่อ-สกุล นางชนัสธ์นันท์ ยุบลวัฒน์ ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะ ช านาญการพิเศษ สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี โรงเรียน บ้านหนองหาน (วันครู 2502) วุฒิการศึกษา ปริญญาตรี ครุศาสตร์บัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นที่สอน ประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ _____________________________________________________________________ คนที่ 2 ชื่อ-สกุล นางปาณิสรา นรินทร์ ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะ คศ.2 สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี โรงเรียน บ้านหนองหาน (วันครู 2502) วุฒิการศึกษา ปริญญาตรี ครุศาสตร์บัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นที่สอน ประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ _____________________________________________________________________ คนที่ 3 ชื่อ-สกุล นางสาววริศราภรณ์ รอดขันเมือง ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะ ช านาญการพิเศษ สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี โรงเรียน บ้านหนองหาน (วันครู 2502) วุฒิการศึกษา ปริญญาตรี ครุศาสตร์บัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นที่สอน ประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ
58 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
59
60
61
62
63
64
65
66
67
68
69
70
71
72
73
74
75
76
77
78
79
80
81
82
83
84
85
86
87
88
89
90
91