The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by NK Suphatthra, 2023-09-20 11:22:44

วิจัยการพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์พื้นฐานภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำร่วมกับการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์

วิจัยการพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ บท1-3_compressed

การพัฒนาการเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ พื้นฐานภาษาอังกฤษ ร่วมกับวิธีการสอนจอลลี่โฟนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ โดย นางสาวสุภัทรา มุกดาม่วง 63115242124 นักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต เอกสารฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร


สารบัญ บทที่ หน้า 1 บทนำ 1 ภูมิหลัง 1 คำถามของการวิจัย 4 ความมุ่งหมายของการวิจัย 4 สมมติฐานของการวิจัย 5 ความสำคัญของการวิจัย 5 ขอบเขตของการวิจัย 5 กรอบแนวคิดของการวิจัย 7 นิยามศัพท์เฉพาะ 9 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 11 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช2551 12 เอกสารที่เกี่ยวกับการเขียนภาษาอังกฤษ 15 เอกสารเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ 21 ชุดการสอนอ่านจอลลี่โฟนิกส์ ของซู ลอยด์ 29 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 31 3 วิธีดำเนินการวิจัย 37 กลุ่มเป้าหมาย 37 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล 39 วิธีการเก็บรวบข้อมูล 45 การวิเคราะห์ข้อมูล 46 บรรณานุกรม 50 ภาคผนวก 55 แบบวัดการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียน 56 แบบตรวจสอบความสอดคล้องของแบบวัดการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 57 ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ 59 แบบตรวจสอบความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ 70 ตัวอย่างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 71 แบบตรวจสอบความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 96 แบบสอบถามความพึงพอใจ 98 แบบประเมินความสอดคล้องของแบบสอบถามความพึงพอใจ 99


1 บทที่ 1 บทนำ ภูมิหลัง ปัจจุบันสังคมโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและมีเทคโนโลยีที่ ทันสมัยเพิ่มขึ้น การติดต่อสื่อสาร และการเดินทางของข้อมูลที่รวดเร็ว เป็นผลทำให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนา ประเทศให้มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าสู่ประชาคม อาเซียน ที่ทำให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างประเทศทำให้ผู้ที่สื่อสาร ภาษาอังกฤษได้เปรียบในทุกทาง สอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการที่มีการกำหนดนโยบายปฏิรูปการเรียนการ สอนภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนที่ก้าวทันโลกและใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการศึกษา เพื่อ เตรียมพร้อมผลิตกำลังคนและพัฒนาขีดความสามารถของบุคคล ให้มีความพร้อมและสามารถปรับตัวพร้อมรับ ความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ในศตวรรษที่ 21 ที่การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศจำเป็นอย่างมาก และด้วยนโยบาย รัฐบาล ให้ส่งเสริมบทบาทและยกระดับคุณภาพภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร เป็นประโยชน์ ด้านการศึกษา การแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และในการประกอบอาชีพตลอดจนเพื่อให้สามารถพัฒนาประเทศไปสู่ การแข่งขันด้านเศรษฐกิจ เข้าใจความแตกต่างของการเมือง และวัฒนธรรมในโลกยุคโลกาภิวัตน์การเรียน ภาษาต่างประเทศช่วยให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สามารถใช้ภาษาที่ถูกต้องสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ และ สามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทยไปสู่สังคมโลก (กรมวิชาการ 2545 หน้า 73-74) และเป็นเครื่องมือ ในการค้นความรู้ในการเรียนวิชาต่าง ๆ การศึกษาต่อรวมถึงการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นจุดหมายที่สำคัญของการ ปฏิรูปการเรียนรู้ (กระทรวงศึกษาธิการ 2551 หน้า 87-89) ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2579) ที่ระบุว่าการศึกษาไทยในอนาคตต้องพัฒนาคนให้มีทักษะที่สำคัญมีความรู้ความสามารถ เพื่อการดำรงชีพ เมื่อกล่าวถึงการเรียนภาษาอังกฤษนั้นต้องอาศัยการฝึกฝน เพื่อให้เกิดทักษะทั้ง 4 ด้าน คือด้านการฟัง พูด อ่าน เขียน (สาวิตรี อานมณี: 2550) โดยหนึ่งในทักษะที่สำคัญในการใช้ภาษาอังกฤษมาก คือ การอ่านออกเสียง Hewings (2004) ได้ให้ความเห็นว่าการอ่านออกเสียงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพูดและการฟังในการสื่อสาร ผู้พูด จำเป็นต้องออกเสียงให้ชัดเจนและถูกต้อง และผู้ฟังก็ต้องสามารถวิเคราะห์กับคำพูดที่ได้ยินตามหน่วยเสียงใน ระบบเสียงเพื่อตีความได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นการอ่านออกเสียงพยัญชนะและสระในภาษาอังกฤษจึงเป็น องค์ประกอบสำคัญในการเรียนภาษา นอกจากนี้ เจษฎา วารี (2557: 15) ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่าน ออกเสียงว่า การออกอ่านเสียงเป็นการสื่อความหมายที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตของคน ไม่ว่าจะเป็นการ ประชุมอภิปราย การแสดงความคิดเห็น ล้วนแต่มีการออกเสียงเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น ระบบการศึกษาของไทยในยุคปัจจุบันนั้นเน้นให้มีการพัฒนาความรู้ ความสามารถทางภาษาอังกฤษเพื่อให้ คนไทยนั้นสามารถรับและเข้าใจข้อมูลข่าวสาร ติดต่อสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาขั้น


2 พื้นฐาน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างระเทศนั้น มีการกำหนดให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในทุกช่วงชั้น สำหรับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษนั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะทั้ง 4 ด้านคือ การฟัง การพูด การอ่านและ การเขียน ให้เกิดความสัมพันธ์กันในการติดต่อสื่อสาร แต่ทักษะที่ยากที่สุดในการเรียนภาษาอังกฤษก็คือ ทักษะการเขียนใน การเขียนนั้นจะสื่อสารได้ดีนั้นต้องเริ่มจากการสะกดคำให้ถูกต้อง เพราะการเขียนนั้นเป็นระบบสัญลักษณ์ ได้แก่ ตัวอักษร ซึ่งจะควบคู่ไปกับระบบเสียง ซึ่งมีความสลับซับซ้อนต้องใช้การคิดวิเคราะห์ เรียบเรียงให้ถูกต้องจึงจะทำ ให้การติดสื่อสารประสบผลสำเร็จ ดังคำกล่าวของ Byne (1988: 1-7) กล่าวไว้ว่า การเขียนไม่ใช่เป็นเพียงการเขียน สัญลักษณ์หรือตัวอักษร เนื่องจากตัวอักษรที่เขียนนั้นต้องมีการเรียบเรียงตามกฎเกณฑ์เพื่อสร้างคำ จากนั้นเรียบ เรียงคำให้เป็นประโยค แต่ตามกฎเกณฑ์แล้วเราไม่เขียนประโยคเดียวโดด ๆ หรือประโยคหลาย ๆ ประโยค ที่ไม่ สัมพันธ์กัน ในการเขียนเราเขียนกลุ่มประโยคที่มีการเรียบเรียงและเชื่อมโยงกัน องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของ การเขียน คือ จุดมุ่งหมาย โดยอาจจะเขียนเพื่อส่งสารให้ผู้อ่าน หรือเขียนเพื่อให้ตัวเองรับรู้ก็ได้ การเขียนเป็น กระบวนการที่มีการซับซ้อน ถึงแม้จะเขียนเป็นภาษาแม่ซึ่งเขียนมีข้อมูลทางภาษาสะสมอยู่มากแล้วก็ตาม แต่เมื่อ ต้องเขียน ก็ยังมีปัญหาในการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นภาษาเขียนอยู่ดี การเขียนไม่ใช่แค่การถอดความคิด ออกมาเป็นตัวอักษร แต่ต้องอาศัยกระบวนการคิดด้วย ความสามารถทางภาษาไม่ได้ช่วยให้การเขียนง่ายขึ้นถึงแม้ จะเขียนเป็นภาษาแม่ ซึ่งมีข้อมูลสะสมอยู่มากก็ยังประสบปัญหาในการเขียนเช่นเดียวกับเวลาเขียนเป็นภาษาที่ 2 ไปสอดคล้องกับ Bowen อ้างถึงใน นันท์มนัส คำเอก (2551: 2) ว่า “บางครั้งทักษะการเขียนถูกมองว่าเป็นทักษะ ที่ถูกลืม เพราะว่าเป็นทักษะสุดท้ายที่ผู้สอนให้ความใส่ใจ เนื่องจากมีเวลาจำกัดทั้งในการเรียนการสอนและการ ตรวจแก้ไขงานเขียน อีกทั้งยังต้องใช้เวลามากในการเตรียมการสอน” ในการเรียนการสอนภาษานั้นทักษะที่ก่อ ปัญหาให้กับครูและผู้เรียนมากที่สุด คือทักษะการเขียน เพราะทักษะการเขียนนั้นเป็นทักษะสุดท้ายและมีการ ฝึกฝนน้อยซึ่งจะทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จน้อย ตามที่กล่าวมานั้นทำให้นักการศึกษาต้องพยายามหาวิธีการสอนเขียนที่ดีและเหมาะสมมาพัฒนา ความสามารถในการเขียนให้กับผู้เรียน การสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยจะเน้นการสื่อสาร เพื่อให้ผู้เรียนเตรียม ตัวในการใช้ภาษาอังกฤษในอนาคต ดังนั้นครูผู้สอนต้องมีเทคนิคในการดึงดูดความสนใจของผู้เรียนจัดการเรียนการ สอนวิชาภาษาอังกฤษให้น่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถและทักษะในการใช้ ภาษาอังกฤษดีขึ้น ซึ่งจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและเป้าหมายของการเขียน ก็คือผู้เรียนสามารถเขียนแล้วไปติดต่อ สารกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้การที่นักเรียนจะเขียนสื่อสารได้นั้นจำเป็นต้องมีการฝึกฝน เพราะการฝึกฝน ทำซ้ำ ทำ บ่อย จะทำให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษามากขึ้น และเป็นการลดปัญหาการเขียนของผู้เรียน ในฝึกฝน การเขียนนั้นต้องให้ผู้เรียนฝึกแต่งประโยคง่าย ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถใช้ คำศัพท์ การสะกดคำการใช้สร้าง ไวยากรณ์ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และการใช้ตัวอักษรพิมพ์ เป็นพื้นฐานสำหรับการเขียน ในการจัดกิจกรรม ในด้านการเขียนภาษาอังกฤษนั้นก็ควรเป็นสถานการณ์ที่ผู้เรียนนำไปใช้จริงได้และเป็นเรื่องใกล้ตัวผู้เรียน กุศยา แสงเดช (2537: 74) กล่าวว่า นักเรียนไทยในระดับต่าง ๆที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศมีข้อบกพร่อง ในการเขียนเกือบทุกด้านเช่น การใช้ไวยากรณ์ ศัพท์ สำนวน การใช้เครื่องหมายวรรคตอน ตลอดจนการสะกดคำ


3 ความแตกต่างระหว่างภาษาแม่กับภาษาที่สอง เพศ อายุ เชาว์ปัญญา ความสามารถในการอ่าน ตลอดจนฐานะ เศรษฐกิจ จากปัญหาและความสำคัญดังกล่าว สอดคล้องกับปัญหาที่พบในการสังเกตการจัดการเรียนรู้รายวิชา ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิอำเภอวาริชภูมิจังหวัดสกลนคร พบว่า ผู้เรียน ส่วนใหญ่มีปัญหาด้านการอ่านและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ไม่ถูกต้องตามหลักการอ่าน เนื่องมาจาก ผู้เรียนไม่มี ความรู้พื้นฐานในการสะกดคำ ผู้สอนมีวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ไม่หลากหลาย ผู้เรียนขาดแรงจูงใจในการเรียน ภาษาอังกฤษ จึงนำไปสู่ข้อสรุปของปัญหาได้ว่า การอ่านออกเสียงคำศัพท์เป็นสิ่งที่สำคัญในการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้เรียนทุกคนจึงจำเป็นจะต้องเรียนรู้ และสะกดคำได้ จากปัญหาข้างต้น ผู้วิจัยจึงได้มีการศึกษาค้นคว้าจากนักการศึกษาหลายท่านที่สอดคล้องกับวิธีการสอน แบบจอลลีโฟนิกส์เข้ามาใช้ในการสอนการอ่านออกเสียง อาจารี ศิริรัตนศักดิ์ (2550) ได้ทำการวิจัยการนำรูปแบบ การสอนของจอลลี่โฟนิกส์ไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยได้ใช้กิจกรรมการสอนแบบใช้แผนการสอน ตามหลักจอลลี่โฟนิกส์ผสมกับการใช้แบบทดสอบวัดความสามารถทางด้านการอ่านออกเสียงและได้ผลสรุปว่า นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนการอ่านโดยชุดการสอนจอลลี่โฟนิกส์มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านที่สูงกว่ากลุ่มนักเรียนที่ เรียนการอ่านด้วยวิธีการอื่น และสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐาน ซึ่งสอดคล้องกับสพลเชษฐ์ ประชุมชัยและ หทัยชนก อ่างหิรัญ (2563) ได้ทำการวิจัยจัดทำกิจกรรมค่ายเพื่อพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้รูปแบบการสอน แบบจอลลี่โฟนิกส์ไปใช้กับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์และแบบทดสอบก่อนและ หลังเรียน และได้ผลสรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 2 ที่เข้าร่วมกิจกรรมค่าย Jolly Phonics หลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 Johnstone, & Watson (2008: online) ได้ทำการวิจัยการนำรูปแบบการสอนแบบสังเคราะห์เสียงเพื่อพัฒนาทักษะทางการอ่านและสะกดคำไปใช้ กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบสังเคราะห์เสียงเพื่อพัฒนาทักษะทางการอ่านและ สะกดคำเป็นระยะเวลา 9 เดือน และได้ผลสรุปว่า นักเรียนกลุ่มที่ได้ใช้กิจกรรมโปรแกรมการสอนแบบสังเคราะห์ เสียงเพื่อพัฒนาทักษะทางการอ่านและสะกดคำมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการสะกดคำเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่ามุ่ง หมายที่ตั้งไว้ นอกจากเทคนิคการสอนโดยวิธีการใช้ Jolly phonics นี้ผู้จัดทำวิจัยจึงได้สนใจการนำแบบฝึกทักษะการ เขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาร่วมพัฒนาทักษะการเขียน รัชดาภรณ์ พิมพ์พิสิฐถาวร (2561) ได้ทำการวิจัย การพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษด้วยแบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษหลังใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษสูงกว่าความสามารถทางการ เขียนภาษาอังกฤษก่อนใช้แบบฝึกทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้. Yakoba, & Yon A.E. ได้ ทำการวิจัยพัฒนาทักษะการสะกดคำของนักเรียน โดยใช้วิธีการออกเสียงแบบ Jolly phonics กับเด็กอายุ 5 ปีใน จาการ์ตาผลสรุปพบว่าคะแนนหลังทดสอบทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนรอบแรกคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 63


4 จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 73 ในรอบที่สอง แสดงให้เห็นการปรับปรุงทักษะการสะกดของนักเรียนผ่านการใช้วิธีการ Jolly Phonics จากการศึกษาสภาพปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พบว่านักเรียนไม่สามารถอ่านและเขียนสะกดคําภาษาอังกฤษได้ คนที่ อ่านได้ก็มีจำนวนน้อยมาก จึงเป็นปัญหาส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษต่ำ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคําภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อใช้ในการสอน อ่านและเขียนสะกดคําภาษาอังกฤษ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนมีทักษะการสะกดคำเพื่ออ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ ๆ ได้ในอนาคตและเพื่อเป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพต่อไป คำถามของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดคำถามของการวิจัยไว้ ดังนี้ 1. การใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์เพื่อ พัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หรือไม่ อย่างไร 2. ความสามารถในการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หลังการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ พื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริช ภูมิ สูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่ อย่างไร 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ หลังเรียนด้วยการใช้แบบฝึก ทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์อยู่ในระดับใด ความมุ่งหมายของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดความมุ่งหมายของการวิจัยไว้ ดังนี้ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอน แบบจอลลี่โฟนิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการ สอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ หลังเรียนด้วยการใช้ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์


5 สมมติฐานของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดสมมติฐานของการวิจัย ดังนี้ 1. การใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ 80/80 2. ทักษะการสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนด้วยการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐาน ภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนด้วยการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษ ร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์อยู่ในระดับมากขึ้นไป ความสำคัญของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีความสำคัญตามประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 1. ได้วิธีการสอนที่พัฒนาความสามารถด้านการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอล ลี่โฟนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการสะกด คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนได้ 2. เป็นแนวทางสําหรับผู้สอนในการพัฒนาและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการอ่านออกเสียงคำศัพท์ ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ ในระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป 3. เป็นแนวทางสำหรับโรงเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการอ่านออกเสียงคำศัพท์ ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ เพื่อเป็นหนึ่งในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนหรือสามารถสร้างเป็น รายวิชาเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาทักษะในการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญต่อผู้เรียนในการ เรียนรู้ในอนาคต ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสกลนคร เขต 3 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 8 ห้องเรียน เป็นนักเรียนทั้งสิ้นจำนวน 300 คน


6 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สกลนคร เขต 3 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 40 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยแต่ละห้องเรียนมีการจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถของนักเรียน คือ กลุ่มเก่ง กลุ่มตัวอย่าง และกลุ่มอ่อน 2. ขอบเขตด้านตัวแปร 2.1 ตัวแปรต้น คือ การใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบ จอลลี่โฟนิกส์ 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ประสิทธิภาพของการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับ วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ 2.2.2. ทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ 2.2.3. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนด้วยการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐาน ภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ 3. ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่นำมาใช้ในแผนการสอนเป็นเนื้อหาเสริมที่ไม่ได้มีในบทเรียนของผู้เรียน แต่มีส่วนช่วยในการ พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานและตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลางได้ โดยเนื้อหาสาระการเรียนรู้ที่นำมา จะเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ดังนี้ คาบที่ 1 Learning the letter 42 sounds & information (50 นาที) คาบที่ 2 Blending for reading & Tricky words (10 นาที) สอนการผสมเสียง s, a, t, i, p, n (20 นาที) สอนการผสมเสียง c, k, e, h, r, m, d (20 นาที) คาบที่ 3 สอนการผสมเสียง g, o, u, l, f, b (25 นาที) สอนการผสมเสียง ai, j, oa, ie, ee, or (25 นาที) คาบที่ 4 สอนการผสมเสียง z, w, ng, v, oo, oo (50 นาที) คาบที่ 5 สอนการผสมเสียง y, x, ch, sh, th, th (50 นาที) คาบที่ 6 สอนการผสมเสียง qu, ou, oi, ue, er, ar (50 นาที)


7 4. ขอบเขตด้านระยะเวลา ในการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟ นิกส์ผู้วิจัยดำเนินการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอล ลี่โฟนิกส์ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลา 8 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที กรอบแนวคิดของการวิจัย แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ช่วยในการพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ จำเป็นต่อการเรียนภาษาทำให้พัฒนาทักษะการเขียนได้ดี มณฑนากร เจริญรักษา(2552: 33) กล่าวว่า ความสำคัญ ของแบบฝึกทักษะเป็นสื่ออย่างหนึ่งในการสอนเขียนเชิงสร้างสรรค์ทำให้พัฒนาทักษะในการเขียนได้ดี การนำเอา แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์มาใช้ในการฝึกการเขียน จะสามารถเร้าและยั่วยุให้เด็กเกิดความคิด จินตนาการและถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นเครื่องมือในการ ทบทวนความรู้ของผู้เรียนซึ่งผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองก็ได้ ทำให้รู้ถึงความก้าวหน้าและข้อบกพร่อง ของตนเองในการเรียนภาษาและในวิชาอื่น ๆ พรรณี ชื่นอุไทย (2546: 42) กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะ ไว้ว่าแบบฝึกทักษะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาการเรียนการสอนทุกวิชาโดยเฉพาะการฝึกทักษะทางภาษา ในทุก ๆ ด้าน เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ เกิดแรงจูงใจและสามารถตรวจสอบผลการเรียน ทำให้ทราบ ความก้าวหน้าและข้อบกพร่องอันส่งผลต่อทัศนคติ และประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ในการศึกษา แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยต่าง ๆ และนำมาพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษนั้น มีการนำหลักและ แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้และหลักจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการฝึกของ ธอร์นไดค์ (Thorndike) หลักการสร้าง แบบฝึกทักษะของ บาร์เนตท์ ลักษณะของแบบฝึกทักษะของ River ซึ่งผู้วิจัยได้นำมาสรุปไว้ดังนี้ ทฤษฎีการเรียนรู้และหลักจิตวิทยาการฝึกของ ของธอร์นไดค์ (Thorndike) 1) กฎการฝึกของธอร์นไดค์ (Thorndike) คือ ผู้เรียนได้ฝึกหัดหรือการกระทำซ้ำ ๆบ่อย ๆ ซึ่งแบ่งเป็น 2 กฎ ดังนี้ 1) กฎแห่งการใช้ (Law of Used) 2) กฎแห่งการไม่ใช้ (Law of Disused) 2) กฎแห่งผลที่พอใจของ (Thorndike) คือการที่ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ต่อไปได้อีก ถ้าได้รับผล ที่พึงพอใจก็จะเกิดผลดีต่อการเรียนรู้จะรู้สึกต้องการเรียนรู้ แต่ถ้ารับผลที่ไม่พึงพอใจก็รู้สึกไม่ต้องการอยากเรียนรู้ หรือเบื่อหน่ายเป็นผลเสียต่อการเรียนรู้ จึงพยายามจัดการเรียนการสอนให้มีความยากง่ายเหมาะสม ซึ่งผู้เรียนจะ สร้างความรู้สึก และสามารถทำได้สำเร็จในงานของตนที่ได้รับมอบหมายและจะทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจที่จะฝึกมาก ขึ้นไปอีก จากข้างต้นสรุปได้ว่าแบบฝึกทักษะนั้น จะใช้หลักจิตวิทยามาเป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาให้ เหมาะสมกับผู้เรียน คำนึงถึงความยากง่ายของเนื้อหา ความสนใจ ความพอใจ ความแตกต่างของบุคคล และมีการ จูงใจผู้เรียน ให้ฝึกฝนทำบ่อย ๆ อย่างต่อเนื่องใน จนคล่องแคล่ว และเกิดความชำนาญ


8 จากการศึกษาแนวคิดด้านองค์ประกอบการเขียนของ Harris (1974: 68-69)ความสามารถในทักษะการ เขียนของ Valettle (1997: 131) จึงสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมในการสอนเขียนนั้น มักจะใช้แบบฝึกทักษะเป็น เครื่องมือหลักสำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และยังใช้สอดแทรกวิธีการสอนต่าง ๆ ตามซึ่งจะสอดคล้อง กับเรื่องที่สอนจะทำให้ผู้เรียนเกิดความเช้าใจ และพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารให้กับผู้เรียน ถึงหลักการสร้างแบบ ฝึกทักษะกล่าวว่าได้แนะนำในเรื่องการสร้างแบบฝึกทักษะว่า แบบฝึกทักษะที่ดีควรมีข้อแนะนำการใช้ควรให้มี ตัวเลือกทั้งแบบตอบจำกัดแบบเสรี คำสั่งหรือตัวอย่างที่ยกมาเป็นข้อความหรือเป็นแบบฝึกทักษะไม่ควรยาวเกินไป หรือยากเกินกว่าผู้เรียนจะเข้าใจ หรือผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง แบบฝึกควรมีหลายแบบ Butts (1974: 85) เสนอ หลักการสร้างแบบฝึกไว้ก่อนจะสร้างแบบฝึกทักษะนั้นต้องกำหนดโครงร่างไว้คร่าว ๆ ก่อนว่าจะเขียนแบบฝึกทักษะ เกี่ยวกับเรื่องอะไรมีวัตถุประสงค์อย่างไร ศึกษางานด้านวิทยาศาสตร์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำเขียน วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมและเนื้อหาให้สอดคล้องกัน แจ้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมออกเป็นกิจกรรมย่อย โดย คำนึงถึงความเหมาะสมของผู้เรียน กำหนดอุปกรณ์และเวลาที่ใช้ในกิจกรรมแต่ละตอนให้เหมาะสม ประเมินผลจะ ประเมินก่อนหรือหลังเรียน ลักษณะของแบบฝึกทักษะ Willga M. River (1968: 97-100) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกไว้ดังนี้ 1) บทเรียนทุกเรื่องราว ควรให้นักเรียนได้มีโอกาสฝึกมาก่อนที่จะเรียนในเรื่องต่อไป 2) การฝึกฝนแต่ละครั้งควรฝึกเพียงแบบเดียว 3) ฝึกโครงสร้างใหม่กับสิ่งที่เรียนรู้แล้ว 4) สิ่งที่ฝึกแต่ละครั้งควรเป็นแบบสั้น ๆ 5) ประโยคหรือเนื้อหาในแบบฝึกควรเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน 6) แบบฝึกควรให้นักเรียนได้ใช้ความคิดด้วย 7) แบบฝึกควรมีหลาย ๆ แบบเพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย 8) การฝึกควรฝึกในสิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ในการศึกษาแนวคิดทฤษฎี เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกทักษะทางภาษา มีผลให้ผู้เรียนเกิดทักษะในด้านการ สื่อสาร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ผู้วิจัยนำทฤษฎีดังกล่าวข้างต้นมาเป็นแนวทางสร้างแบบฝึก ทักษะการเรียนภาษาที่มีประสิทธิภาพ และแบบฝึกทักษะมักจะประกอบไปด้วยคำชี้แจง วัตถุประสงค์ สาระสำคัญ ตัวชี้วัด เนื้อหา กิจกรรม ใบงาน/สื่อ การวัดและประเมินผลแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ในบางครั้งผู้เรียน ก็สามารถศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองจากแบบฝึกทักษะ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ ขั้นตอนการเรียนรู้ควรง่ายไปหายาก เพื่อไม่ให้ ผู้เรียนเกิดความท้อแท้ถ้าไปเจอเรื่องยากก่อนแต่ถ้าไปเจอเรื่องที่ง่ายก่อนก็จะท ำให้เกิดกำลังใจและความ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ต่อไป


9 การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดของการวิจัย ดังนี้ นิยามศัพท์เฉพาะ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นิยามศัพท์เฉพาะ ดังนี้ ความสามารถในการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ในที่นี้หมายถึง การเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ อย่างถูกต้อง สามารถกำหนดตัวอักษรหรือสัญลักษณ์แทนเสียง สามารถถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ และผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ สามารถเขียนเรียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ตัวสะกด เรียบเรียงเป็นคำได้ถูกต้อง แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ในที่นี้หมายถึง เอกสารประกอบการเรียนการสอนหรือเครื่องมือที่ ใช้ในการฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญ สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ซึ่งใช้ ประกอบควบคู่การเรียนการสอนมีกิจกรรมที่ไม่ยากมากเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน สำหรับองค์ประกอบ ของแบบฝึกทักษะมีดังนี้ ชื่อแบบฝึกทักษะ คำนำ คำชี้แจง สารบัญ แบบทดสอบก่อนเรียน แบบฝึกทักษะ และ แบบทดสอบหลังเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำศัพท์ในที่นี้หมายถึง ข้อสอบที่ใช้วัดทักษะในการเขียน สะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เพื่อใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นปรนัย 10 ข้อ 1. ความสามารถในการ เขียนสะกดคำภาษาอังกฤษ 2. ความพึงพอใจที่มีต่อแบบ ฝึกทักษะภาษาอังกฤษ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับแบบฝึกทักษะ หลักการสร้างและหลักจิตวิทยาเกี่ยวกับ แบบฝึกทักษะหลักการสร้างแบบฝึกของ Barnet and other (1969: 11), Butts (1974: 85) ลักษณะของแบบฝึกที่ดีของ River(1968: 97-100) แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการเขียน ภาษาอังกฤษ องค์ประกอบของการเขียน Harris (1974: 68-69) ความสามารถใน ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ Valette (1977: 131) ความสามารถใน ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ Petty (1985: 182-226) ความสามารถใน ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ Jeremy Harmer (2004: 30) แบบฝึกทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษ องค์ประกอบของแบบฝึก ทักษะ 1. ชื่อแบบฝึกทักษะ 2. คำนำ 3. คำชี้แจง 4. สารบัญ 5. วัตถุประสงค์ 6. แบบทดสอบก่อนเรียน 7. แบบฝึกทักษะ 8. แบบทดสอบหลังเรียน 9. ใบงาน/สื่อ 10. การวัดประเมินผล 11. แบบทดสอบก่อนและ หลังเรียน


10 การสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียง, การ เขียนและการสะกดคำศัพท์ของ ซู ลอยด์ (Sue Lloyd, 1990) ร่วมกับ ซาร่า เวิร์นแฮม (Sara Wernham) โดย ประกอบไปด้วยทักษะพื้นฐาน 5 ขั้น ดังนี้ 1.1 การเรียนออกเสียงตัวอักษร เป็นการสอนให้รู้จักเสียงในภาษาอังกฤษทั้ง 42 เสียง แต่ละเสียง จะมีท่าทางประกอบแทนเสียงตัวอักษร เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจดจำตัวอักษะที่แทนแต่ละเสียงได้ โดยจะ แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ดังนี้ 1) s, a, t, i, p, n 2) c, k, e, h, r, m, d 3) g, o, u, l, f, b 4) ai, j, oa, ie, ee, or 5) z, w, ng, v, oo, oo 6) y, x, ch, sh, th, th 7) qu, ou, oi, ue, er, ar 1.2 การเรียนวิธีการเขียนตัวอักษร เป็นการสอนให้ผู้เรียนจับดินสอให้ถูกต้องและเรียนรู้การเขียน อักษรแต่ละตัว 1.3 การประสมเสียงเป็นการสอนการออกเสียงแต่ละเสียงในคำและไล่เสียงออกมาพร้อมกันจน ออกมาเป็นคำ เช่น การออกเสียง c-a-t เมื่อไล่เสียงออกมาพร้อมกันจะเกิดเป็นคำว่า cat 1.4 การกำหนดเสียงในคำ เป็นการสอนให้เข้าใจในเสียงของตัวอักษรนั้นๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถ สะกดคำได้ 1.5 การสะกดคำที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ ในที่นี้หมายถึง การสอนการอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษ ที่เน้นการผสมเสียงในคำศัพท์ ความพึงพอใจต่อการเรียน ในที่นี้หมายถึง ความรู้สึก ความคิด ความชอบหลังเรียนโดยวิธีการจัดการ เรียนการสอนออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ในเชิงบวก ที่แสดงผลออกมาใน ลักษณะของผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการประเมิน โดยบ่งบอกทิศทางของผลการประเมินว่าเป็นไปในลักษณะ ทิศทางบวกหรือทิศทางลบหรือไม่มีปฏิกิริยาคือเฉยๆ ต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งที่มากระตุ้น ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ในที่นี้หมายถึง คุณภาพแบบฝึกทักษะที่กำหนดเพื่อใช้วัดค่า ประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑ์ 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการโดยประเมินจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบ ฝึกทักษะระหว่างเรียนในแต่ละหน่วยการเรียน คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 80 ตัวหลังหมายถึง ประสิทธิภาพของผลผลิตโดยประเมินจากคะแนนหลังเรียนที่ได้จากการทำ แบบทดสอบหลังเรียน คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 80


11 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับ การดำเนินการวิจัย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 1.1 จุดมุ่งหมายของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 1.2 คุณภาพผู้เรียน 1.3 มาตรฐานและตัวชี้วัด 2. เอกสารที่เกี่ยวกับการเขียนภาษาอังกฤษ 2.1 ความหมายของการเขียน 2.2 องค์ประกอบของการเขียนภาษาอังกฤษ 2.3 ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 2.4 การจัดการเรียนรู้การเขียนภาษาอังกฤษ 2.5 การวัดประเมินผลการเขียนภาษาอังกฤษ 3. เอกสารเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ 3.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ 3.2 ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ 3.3 หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องการสร้างแบบฝึกทักษะ 3.4 หลักการในการสร้างแบบฝึกทักษะ 3.5 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ 3.6 การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ 3. ชุดการสอนอ่านจอลลี่โฟนิกส์ ของซู ลอยด์ 3.1 การรับรู้แบบพหุประสาทสัมผัส 3.2 รูปแบบการเรียนการสอนจอลลี่โฟนิกส์ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 วิจัยในประเทศ 4.2 วิจัยต่างประเทศ


12 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 (กระทรวงศึกษาธิการ, สพฐ., 2551: 19) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้พัฒนาหลักสูตรให้มีความเหมาะสม ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้ง เป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและกระบวนการนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติ ในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและ สถานศึกษา พร้อมทั้งได้จัดทำสาระการเรียนรู้แกนกลางของกลุ่ม สาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระในแต่ละระดับชั้น เพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานระดับท้องถิ่น และสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้นำไปใช้เป็นกรอบ และทิศทางในการพัฒนาหลักสูตร และจัดการเรียนการสอน ซึ่งในส่วนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ได้กล่าวไว้ดังนี้ 1.1 จุดมุ่งหมายของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (กระทรวงศึกษาธิการ, สพฐ., 2551: 220- 221) ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้าง ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และ ตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและ มุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความ ร่วมมือกับประเทศต่างๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจ ตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการ สื่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้ง่ายและกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต ภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น อาหรับ บาลี และภาษากลุ่ม ประเทศเพื่อนบ้าน หรือภาษาอื่นๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะจัดทำรายวิชาและจัดการเรียนรู้ตาม ความเหมาะสม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ ภาษาต่างประเทศ สื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหาความรู้ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อ ในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลก และสามารถถ่ายทอด ความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้ อย่างสร้างสรรค์ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้ 1) ภาษาเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง พูด อ่าน เขียน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นตีความนำเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอดและความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ และสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม


13 2) ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ความสัมพันธ์ ความ เหมือน ความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำไปใช้ อย่างเหมาะสม 3) ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระอื่น การใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่น เป็นพื้นฐานในการพัฒนาแสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน 4) ภาษากับความสัมพันธ์ชุมชนและโลก การใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในห้องเรียนและ นอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ ประกอบอาชีพ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับสังคมโลก สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมี เหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแสดงความรู้สึกและความ คิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอดและความคิดเห็นในเรื่องต่างๆโดยการพูดและ การเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาและนำไปใช้ได้อย่าง เหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับ ภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นและเป็นพื้นฐานใน การพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษาชุมชน และสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก


14 1.2 คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1.1 ปฏิบัติตามคำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง และคำอธิบายที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว โฆษณา นิทาน และบทร้อยกรองสั้นๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน ระบุ/เขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆ สัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟังหรืออ่าน เลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความสำคัญ รายละเอียดสนับสนุน และ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 1.2 สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ใน ความสนใจของสังคมและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ใช้คำขอร้อง คำชี้แจง และคำอธิบาย ให้คำแนะนำ อย่างเหมาะสม พูดและเขียนแสดงความต้องการ เสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความ ช่วยเหลือ พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ ฟังหรืออ่านอย่างเหมาะสม พูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบอย่างเหมาะสม 1.3 พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์/เรื่อง/ประเด็นต่างๆที่อยู่ในความ สนใจของสังคม พูดและเขียนสรุปใจความสำคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จากการวิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/เหตุการณ์/ สถานการณ์ที่อยู่ในความสนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ พร้อมให้เหตุผลประกอบ 1.4 เลือกใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางเหมาะกับบุคคลและโอกาส ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษา อธิบายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมและประเพณีเจ้าของภาษา เข้าร่วม/จัด กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ 1.5 เปรียบเทียบ และอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆ และ การลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย เปรียบเทียบและ อธิบายความเหมือน และความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาและของไทย และนำไปใช้อย่าง เหมาะสม 1.6 ค้นคว้า รวบรวม และสรุปข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งการ เรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูดและการเขียน 1.7 ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษา ชุมชน และ สังคม 1.8 ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม และสรุปความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อ และแหล่ง การเรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น เป็นภาษาต่างประเทศ


15 1.9 มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลม ฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวงคำศัพท์ประมาณ 2,100 – 2,250 คำ (คำศัพท์ที่เป็นนามธรรมมากขึ้น) 1.10 ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อน (Complex Sentences) สื่อความหมายตามบริบทต่างๆ ใน การสนทนาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 1.3 มาตรฐานและตัวชี้วัดการอ่านและเขียนสะกดคำศัพท์ จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 กำหนดคุณภาพผู้เรียนที่จะต้องเรียนรู้ด้านการออกเสียงไว้ดังนี้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร ตัวชี้วัดที่ ต 1.1 ม.1/2 อ่านออกเสียงข้อความ นิทานและบทร้อยกรอง(poem)สั้น ๆ ถูกต้องตามหลักการ อ่าน ตัวชี้วัดที่ ต 1.2 ม.1/4 พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังหรืออ่าน อย่างเหมาะสม ที่มา:กระทรวงศึกษาธิการ, สพฐ.(2551:228) 2. เอกสารที่เกี่ยวกับการเขียนภาษาอังกฤษ 2.1 ความหมายของการเขียน การเขียนเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง โดยใช้ตัวอักษรในการสื่อความหมาย ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่ยาก ซับซ้อน ในการเขียนเราจะเขียนประโยคต่าง ๆ จะต้องมีการเรียบเรียงให้สมบูรณ์และเชื่อมโยงให้เหมาะสมที่จะ สื่อสาร ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนได้ให้ความหมายดังนี้ Arapoff (1975: 235-237) กล่าว่า การเขียนเป็นกระบวนการทางความคิดที่ใช้ระบบสัญลักษณ์แทน คำพูด เพื่อถ่ายทอดข้อเท็จจริงและความคิดของผู้เขียน ออกมาในรูปประโยคตามหลักไวยากรณ์และสื่อความหมาย ได้ การเขียนจึงควรเริ่มจากง่ายไปสู่ระดับซับซ้อน White (1980: 16) กล่าวว่า การเขียนเชื่อมโยงเข้าด้วยกันตามลำดับและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ โดยมี ความสมเหตุผลและเป็นไปตามวัตถุประสงค์และผู้อ่านที่เป็นเป้าหมาย การเขียนต้องมีความชัดเจน โดย ประกอบด้วยความถูกต้องของรูปแบบภาษาของสารประเภทนั้น ๆ ความเหมาะสมของลีลาการใช้ภาษาและความ เป็นเอกภาพของแก่นเรื่องและหัวข้อที่เสนอ


16 Zamel (1982: 197) กล่าวว่า การเขียน คือ กระบวนการสำรวจความคิดและการเรียนรู้ของผู้เขียนจาก การถ่ายทอดความคิดออกมาด้วยตนเอง โดยใช้ความคิดที่เกิดขึ้นสลับไปมาซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้เป็นลำดับ ขั้นตอน แต่ไม่สามารถกำหนดได้ว่าแต่ละขั้นตอนจะเกิดขึ้นเมื่อใด Widdowson (1981: 183) ได้ให้ความหมายว่าการเขียน คือการเรียบเรียงความคิดที่มีจุดประสงค์ เพื่อ การสื่อสารที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการสื่อสาร ข้อความของผู้เขียนไปสู่ผู้อ่าน จากความหมายข้างต้น การเขียน คือ การเรียบเรียงความคิดของผู้เขียนจากการถ่ายทอดความคิดออกมา ด้วยตนเองออกมาในรูปประโยคตามหลักไวยากรณ์และสื่อความหมายได้การเขียนจึงควรเริ่มจากง่ายไปสู่ระดับ ซับซ้อนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการสื่อสาร โดยใช้ระบบสัญลักษณ์แทนคำพูด เพื่อถ่ายทอดข้อเท็จจริงและ ความคิดของผู้เขียน 2.2 องค์ประกอบของการเขียนภาษาอังกฤษ ในการเขียนจะถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อต้องการสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจจึงต้องมีระบบและ ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของภาษา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนจึงมีองค์ประกอบหลายอย่าง โดยนักวิชาการได้ กล่าวดังนี้ Harris (1974: 68-69) ได้กล่าวถึง การเขียนโดยทั่วไปจะต้องมีองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้ 1) เนื้อหา (Content) ได้แก่ เนื้อหาสาระของการเขียนตลอดจนความนึกคิดที่แสดงออก 2) รูปแบบ (Form) ได้แก่ การเรียบเรียงและจัดลำดับเนื้อหาใหม่มีความต่อเนื่องและเพื่อให้ตรงตาม จุดมุ่งหมายในการเขียน 3) ไวยากรณ์ (Grammar) ได้แก่ การใช้รูปแบบและโครงสร้างไวยากรณ์อย่างถูกต้องและสื่อความหมายได้ 4) ลีลาภาษา (Style) ได้แก่ การเลือกใช้ถ้อยคำสำนวนต่าง ๆ เพื่อให้เกิดอารมณ์และอรรถรสในข้อความที่ เขียน 5) กลไกทางภาษา (Mechanics) ได้แก่การใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆเครื่องหมายวรรคตอนการสะกดคำและการ ใช้ตัวอักษรตัวเล็กใหญ่ได้ถูกต้องตามแบบแผนของภาษา Heaton (1997: 138-139) กล่าวว่า การเขียนมีองค์ประกอบ 4 ประการได้แก่ 1) ไวยากรณ์ (grammar) คือ ความสามารถในการใช้ภาษาได้ถูกต้องตามโครงสร้างภาษา 2) ลีลาภาษา (style) คือ ความสามารถใช้การเลือกใช้ คำ ประโยค สำนวน โวหารที่เหมาะสม เพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์ของการเขียน 3) กลไกทางภาษา (mechanics) คือ ความสามารถในการใช้ภาษาได้ถูกต้องเช่นเครื่องหมายวรรคตอน 4) วิจารณญาณ (judgment) คือ ความสามารถในการเขียนตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยพิจารณาถึง ผู้อ่านและการเรียบเรียงจัดลำดับความคิด


17 Paulston (1976: 205) กล่าวว่าการเขียนมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) รูปแบบการใช้ภาษา ที่ถูกต้อง 2) ใช้เครื่องหมายวรรคตอนได้เหมาะสม และ 3) การเรียบเรียงเนื้อหา สรุปได้ว่าองค์ประกอบการเขียนที่สำคัญของการเขียนก็คือ วัตถุประสงค์ของผู้เขียนผู้อ่าน เนื้อหารูปแบบ ไวยากรณ์ ลีลาภาษา และกลไกของภาษา ทำให้ผู้เขียนต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้ก่อนที่จะสื่อสารเพื่อให้งานเขียน สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย 2.3 ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ในการเขียนนั้นมีหลายรูปแบบหลายภาษาซึ่งภาษาต่างประเทศที่ควรรู้และเขียนสื่อสารได้ก็คือ ภาษาอังกฤษ ดังนั้นความสามารถในทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษาได้อย่าง คล่องแคล่ว และถูกต้อง Patty (1985: 182-226) ได้กล่าวความสามารถทางการเขียน คือความสามารถในการแสดงออกซึ่ง ความคิดที่ต้องการเชื่อมโยงจัดวางและพัฒนารายละเอียดต่าง ๆ ตลอดจน ความสามารถในการเรียบเรียงความคิด ให้เป็นประโยคเป็นข้อความสั้น ๆ และเป็นเรื่องราว Lado (1964: 248) กล่าวว่า ความสามารถในการเขียน หมายถึง ความสามารถที่จะใช้ตัวอักษรอย่างมี ความหมาย การเรียบเรียงข้อความได้อย่างเป็นระบบโดยใช้ความคิด ความรู้ในการใช้ภาษา เพื่อสื่อความเข้าใจ ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนได้ตรงกับจุดมุ่งหมายของการเขียนนั้นๆตลอดจนการใช้ถ้อยคำ สำนวนอย่างถูกต้อง Valettle (1997: 131) ได้อธิบายว่า ความสามารถในการเขียน คือความสามารถในการใช้คำศัพท์ การ สะกดคำ การใช้หลักไวยากรณ์และการใช้ถ้อยคำในการเขียนได้อย่างสละสลวยมีความเชี่ยวชาญในลีลาทางภาษา สรุปได้ว่าความสามารถในทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ที่กล่าวมานั้น คือความสามารถในการเรียบ เรียงความคิดความรู้ในการใช้ภาษาเพื่อจุดมุ่งหมายที่จะสื่อสารสื่อข้อความของผู้เขียนไปสู่ผู้อ่านได้อย่างถูกต้องและ ผู้อ่านสามารถเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ โดยใช้ตัวอักษรที่ผ่านการเรียบเรียงอย่างมีความหมาย 2.4 การจัดการเรียนรู้การเขียนภาษาอังกฤษ ในเรื่องการเขียนนั้นเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน จึงต้องมีการวางแผนจัดระบบลำดับขั้นตอนในการ สอน ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เรื่องการเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเขียนภาษาอังกฤษได้ตาม เป้าหมายที่ตั้งไว้ ถนอมศรี เหลาหา (2536: 3) กล่าวว่า การสอนเขียนที่นักเรียนสามารถพัฒนาการเขียนได้นั้นต้องเป็นการ ฝึกให้นักเรียนเขียนเหมือนที่นักเขียนผลิตงานเขียนออกมา หรือเหมือนการที่คนทั่วไปเขียนจริงในชีวิตประจำวัน ซึ่ง ต้องประกอบด้วยกระบวนการ 3 กระบวนการ ได้แก่ 1) กระบวนการวางแผนการเขียน (prewriting) คือ การหาข้อมูล แนวคิดหรือเนื้อหาที่จะนำมาเขียนซึ่ง อาจได้มาจากการอ่าน การท่องเที่ยวหาประสบการณ์ การฟัง การสัมภาษณ์ การสังเกต เป็นต้น


18 2) กระบวนการเขียน (writing) คือการถ่ายทอดความคิดของผู้เขียนออกมาเป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษร โดยการเขียนครั้งแรกเป็นเพียงการเขียนร่างหรือการเขียนเท่าที่คิดได้ซึ่งยังไม่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบ 3) กระบวนการปรับปรุงแก้ไข (revising) คือ การอ่านทบทวนด้วยตนเองหรือให้ผู้อื่นอ่านแล้วแสดงความ คิดเห็นต่องานเขียนนั้น จากนั้นผู้เขียนจึงนำข้อวิจารณ์ของผู้อื่นและข้อบกพร่องที่ตนเองพบมาปรับปรุงแก้ไขงาน เขียนจนเป็นที่พอใจ สุมิตรา อังวัฒนกุล (2539: 185) ได้เสนอการฝึกการเขียนไว้ดังนี้ 1) การสอนทักษะการเขียนควรลดน้อยตามลำดับ ผู้เรียนควรฝึกตอบสนองต่อสิ่งที่ผู้สอนชี้แนะด้วยตนเอง ทีละน้อย 2) การควบคุมการเขียนควรลดน้อยลงตามลำดับ ผู้เรียนควรฝึกตอบสนองต่อสิ่งที่ผู้สอนชี้แนะด้วยตนเอง ทีละน้อย 3) กิจกรรมการเขียนเพื่อการสื่อสารควรเน้นเป็นพิเศษหลังจากผู้เรียนได้ฝึกการเขียนตามที่ผู้สอนแนะแล้ว ผู้เรียนควรมีอิสระเต็มที่ในการเขียน ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย (2561: 37) ได้กล่าวว่าการเรียนที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลนั้นเกิดจาก การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ได้ลงมือทำกิจกรรมอย่างกระตือรือร้น ตื่นตัว ตื่นใจ หรือมี ใจจดจ่อ ผูกพัน กับสิ่งที่ทำด้วยตนเอง ครูจึงต้องเป็นผู้วางแผนการเรียนรู้ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญ ประเภทของบรรยากาศหลักการจัดบรรยากาศในชั้นเรียน การปกครองชั้นเรียน ตลอดจนการกำหนด วินัยในการอยู่ร่วมกัน Flower (1989: 284-285) กล่าวว่า การเขียน คือ กระบวนการในการใช้ความคิดที่เกิดขึ้นสลับไปมา ซึ่ง สามารถวิเคราะห์ได้เป็นลำดับขั้นตอนไม่สามารถก าหนด ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้เป็นลำดับขั้นตอนแต่ไม่สามารถ กำหนดตายตัวว่าขั้นตอนแต่ละขั้นตอนจะเกิดขึ้นเมื่อไร กระบวนการใช้ความคิดดังกล่าวสามารถแบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นวางแผนการเขียน (planning stage) เป็นกระบวนการสร้างและเรียบเรียงความคิดรวมทั้งการตั้ง จุดประสงค์ในการเขียน 2) ขั้นการแปลความคิดเป็นตัวอักษร (translating stage) เป็นขั้นความรู้ด้านกฎเกณฑ์ภาษาเพื่อสามารถ ถ่ายทอดความคิดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ 3) ขั้นอ่านทบทวน (review stage) เป็นขั้นการประเมินและตรวจทานแก้ไขเพื่อดูความเหมาะสมและ ความชัดเจนของเรื่องที่เขียน Willga M. River (1968: 184) ได้กล่าวถึงกระบวนการในการสอนเขียนโดยเริ่มจากระดับง่ายได้ดังนี้ 1) การคัดลอกแบบ เป็นขั้นตอนแรกที่ผู้เรียนได้รับการฝึกให้คุ้นกับตัวอักษรโครงสร้างประโยคและ เครื่องหมายวรรคตอนตามแบบที่กำหนด เช่น ให้นักเรียนคัดลอกข้อความที่ครูเขียนบนกระดาษลงสมุด หรือให้


19 นักเรียนคัดลอกข้อความจากหนังสือก็ได้ หลังจากนั้นอาจฝึกให้นักเรียนตามคำบอก เพื่อทบทวนความจำในสิ่งที่ เรียนมาแล้ว 2) การถอดแบบเป็นการเขียนประโยคหรือข้อความที่เคยเรียนมาแล้วทั้งการฟัง การอ่าน การคัดลอก การ จำมาเขียนโดยไม่ดูต้นฉบับแล้วตรวจสอบโดยดูจากต้นฉบับ นักเรียนอาจจะเขียนบรรยายภาพก็ได้ 3) การเขียนประโยคเอง เป็นการนำคำ ประโยคที่เคยเรียนมาแล้วทั้งจากกการฟัง การอ่าน การคัดลอก มาผูกเป็นเรื่องใหม่โดยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในบางคำ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างประโยคหรือเปลี่ยนคำบางคำให้ เหมาะสมกับเรื่อง 4) การเขียนประโยคจากสิ่งที่กำหนดให้ ในขั้นนี้ผู้เขียนมีอิสระในการเลือกใช้คำศัพท์และโครงสร้าง ประโยคมากขึ้น โดยมีครูคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ 5) การเขียนเรียงความขั้นนี้นักเรียนสามารถเลือกเขียนเรื่อง ขึ้นเองอย่างอิสระนักเรียนจะสร้างโครงเรื่องเอง โดยครูเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือ แก้ไขข้อบกพร่องเท่านั้น Pricharcd (1987: 52-53) ได้กล่าวถึงแนวทางการสอนเขียนไว้ 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่งคือ แนว ทางการสอนเขียนแบบกระบวนการ (process appoach) เป็นวิธีการสอนที่ให้ความสำคัญในการสร้างความ ชำนาญในการเขียนโดยอิสระมากกว่าการควบคุม ดังนั้นกิจกรรมที่ใช้ในการสอนวิธีนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียน แสดงออกถึงความรู้และประสบการณ์ของตนเองที่เกี่ยวกับหัวเรื่องที่จะเขียนอีกประการหนึ่ง คือแนวการสอนเขียน แบบเดิม (traditional appoach) หรือแบบควบคุมใช้ภาษา (control of language) เป็นวิธีการสอนเขียนที่ให้ ความสำคัญต่อความถูกต้องในการใช้ภาษา การใช้คำศัพท์ การสะกดคำ การใช่ไวยากรณ์ และการใช้รูปแบบงาน เขียนที่ถูกต้องเป็นตัวอย่างในการเขียน Tarvers (1988: 13) กล่าวว่า นักทฤษฎีส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การเขียนประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นก่อนเขียน คือการค้นหาและสำรวจข้อมูลหรือความคิดต่าง ๆ 2) ขั้นเขียนร่าง คือ การเขียนความคิดต่างๆลงในกระดาษ 3) ข้นทบทวนหรือตรวจทาน คือการพิจารณาทบทวนเนื้อหา การเรียบเรียงข้อความและลักษณะการ ถ่ายทอดภาษา Peacock (1986: 25-36) ได้กล่าวว่า อธิบายกระบวนการเขียนว่าประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การแต่งเรื่อง คือการวางแผนและพิจารณาเนื้อหาที่สารนั้นต้องการจะนำเสนอออกมาเป็นลายลักษณ์ อักษร 2) ขั้นการเขียน คือการถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือโดยเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของการสะกดในภาษานั้น เช่น การสะกดคำ เครื่องหมายวรรคตอน การแบ่งย่อหน้า 3) ขั้นตรวจทาน คือการตรวจทานแก้ไขข้อผิดพลาดและปรับแก้งานเขียน


20 Jeremy Harmer (2004: 30) ได้กล่าวถึงการเขียนว่าในการอธิบายความหมายสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นนอกจาก การเขียนเป็นข้อความแล้วต้องมีตัวอย่างมาช่วยในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ผู้เขียนควรมีการอ่านมาก่อนใน กิจกรรมการเขียนควรมีตัวอย่างที่หลากหลาย จากการจัดการเรียนรู้การสอนเขียนข้างต้นนั้นสามารถสรุปกระบวนการได้เป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นก่อน เขียน 2) ขั้นเขียนร่าง และ 3) ขั้นตรวจทาน ปรับแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งผู้วิจัยได้นำขั้นตอนเหล่านั้นไปใช้ในการสอนที่ อยู่ในแผนจัดการเรียนรู้ มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นเตรียมความพร้อม (Warm up) 2) ขั้นนำเสนอ (Presentation) 3) ขั้นฝึก (Practice) 4) ขั้นนำไปใช้ (Production) 5) ขั้นสรุป (Wrap up) 2.5 การวัดประเมินผลการเขียนภาษาอังกฤษ นักวิชาการ ได้กล่าวถึงการประเมิน และวัดความสามารถทางการเขียนไว้ดังนี้ Jeremy Harmer (2004: 109-112) กำหนดเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการประเมินผลการเขียน ประกอบด้วย ความถูกต้องด้านการใช้ภาษา ได้แก่ คำศัพท์ โครงสร้าง ความเหมาะสมด้านการใช้ภาษาได้แก่ ศัพท์สำนวน หน้าที่ ภาษาตามวัตถุประสงค์และประเภทของการเขียน มีความชัดเจนกระชับได้ใจความ ความมีจุดเน้นของความคิดและ การนำเสนอที่ชัดเจน การใช้เทคนิคการนำเสนอข้อมูลทั้งที่เป็นนามธรรมและที่เป็นรูปธรรม ที่เหมาะสม เช่น การ เล่า การบรรยาย การยกตัวอย่างการเปรียบเทียบความเหมือนและความต่าง การจัดประเภท การให้คำนิยาม การ วิเคราะห์ การจูงใจการแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ระหว่าง ความคิดและความสมดุลของการนำเสนอ การนำเข้าสู่เรื่องได้อย่างน่าสนใจการดำเนินเรื่องอย่างสัมพันธ์กันมีการ สนับสนุนความคิด การนำเสนอหลักฐานด้วยรายละเอียดที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามลำดับ การสรุป หรือขมวดท้ายเรื่องให้เห็นประเด็น หรือการตีความพาดพิงให้ประเด็นที่สรุปมีความหมาย และมีความเกี่ยวข้องกับ แนวคิดหรือแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ มนวิภา เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา (2545: 57) ได้กล่าวถึงการวัดและประเมินผลการเขียนไว้ดังนี้ เกณฑ์การประเมินผลการเขียนมี 2 วิธี 1. การประเมินแบบรวม เป็นเกณฑ์การประเมินที่ไม่มีเกณฑ์แยกองค์ประกอบที่ชัดเจนผู้ประเมินสามารถ ตรวจงานเขียนได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ความรู้สึกของผู้ตรวจเป็นเครื่องตัดสินโดยอาจใช้ผู้ตรวจหนึ่งคนหรือมากกว่า นั้น ในกรณีที่ผู้ตรวจมากกว่าหนึ่งคน จะนำคะแนนมารวมกันแล้วหารเฉลี่ยเป็นคะแนนที่ได้


21 2. การประเมินแบบวิเคราะห์เป็นการวิเคราะห์เป็นการประเมินแบบมีเกณฑ์ โดยการแยกคะแนนเป็นส่วน ๆ จากองค์ประกอบของการเขียน การกำหนดเกณฑ์แต่ละส่วนอาจเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับ ความสามารถของผู้เรียน ประภัสสร ทำแก้ว (2551: 47) คือ ได้กล่าวถึงการวัดผลประเมินผลการเขียนไว้ว่าการวัดความสามารถ ด้านการเขียนนั้น จะวัดในด้านต่อไปนี้ ด้านภาษา ได้แก่ กลไกการเขียนไวยากรณ์ และคำศัพท์ ส่วนด้านความคิด ได้แก่การนำเสนอเนื้อหาและลีลาการเขียน ซึ่งรวมถึงสำนวนโวหารและอารมณ์ของผู้เขียนด้วย Valettle (1977: 220-226) เสนอเกณฑ์การตรวจงานเขียนแบบมีการแนะแนวทางจาก คะแนนเต็ม 5 คือ ให้ 2 คะแนน หากเขียนข้อความได้เหมาะสมกับรูปภาพหรือเนื้อหาที่กำหนดในกรณีที่ใช้ไวยากรณ์และคำศัพท์ได้ ถูกต้อง แม้จะสะกดผิดบ้าง ได้บวก 3 คะแนน หรือได้บวก 2 คะแนน ถ้าอ่านเข้าใจได้ แต่ใช้ไวยากรณ์และคำศัพท์ ผิดบ้าง หรือได้บวก 1 คะแนน ถ้าเจ้าภาษายังอ่านเข้าใจได้ยาก ในกรณีที่เป็นแบบทดสอบแบบมีตัวแนะให้เขียน ที่ เติมข้อมูลในแบบฟอร์มต่าง ๆอาจให้ 1 คะแนนสำหรับแต่ละช่องที่เติมได้ถูกต้อง จากการวัดและประเมินผลการเขียน สรุปว่า การวัดความสามารถในการเขียน จะวัดในภาษา การเขียนคำ การเขียนประโยค การจัดลำดับคำให้เป็นประโยคที่ถูกต้องเขียนข้อความได้เหมาะสมกับรูปภาพหรือเนื้อหาของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวัดผลประเมินผลทักษะการเขียนโดยการ เน้นในเรื่องของความถูกต้องในการเขียนสะกดคำศัพท์การเรียงลำดับสระและพยัญชนะ การเขียนคำศัพท์ให้ สอดคล้องกับภาพ 3. เอกสารเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ 3.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่ช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้นนักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะ เป็นการทบทวนสิ่งที่เรียนมาแล้วซึ่งสามารถทำให้ผู้สอนสามารถรู้ ว่านักเรียนมีเข้าใจต่อบทเรียนหรือควรจะต้องเสริมอะไร โดยแบบฝึกทักษะจะอยู่ท้ายบทเรียน แบบฝึกทักษะมี ประโยชน์ต่อผู้เรียนในการเรียนภาษาเพราะทำให้ผู้เรียนได้มีการฝึกฝน ทำซ้ำบ่อย ๆ จนเกิดทักษะในการ ติดต่อสื่อสาร มีผู้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2554: 687) กล่าวว่า แบบฝึก หมายถึง แบบตัวอย่างปัญหา หรือคำสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ นักเรียนฝึกตอบ บุษกร มณีโชติ (2550: 50) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกว่า เป็นสื่อประกอบการสอนอย่างหนึ่งที่สร้างขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่ได้เรียนรู้ในทฤษฎีหรือเนื้อหา แบบฝึกจะประกอบด้วยคำแนะนำในการตอบข้อคำถามหรือกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกตอบคำถามจากเรื่องที่เรียน แล้วได้


22 กชกร ธิปัตดี (2551: 2) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกว่า เป็นสิ่งที่จัดรวมกันไว้เป็นชุดด้วยสื่อที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายในการนำไปใช้ที่ชัดเจน เช่น เพื่อการสอน หรือเพื่อการแก้ปัญหาพจนานุกรมอเมริกันเฮอริเทจ (1992: 25) ได้ให้ความหมายแบบฝึกทักษะว่าเป็นเครื่องมือทางการเรียนชิ้นหนึ่งสาหรับนักเรียนโดยในแบบฝึกจะ ประกอบด้วยข้อคาถามหรือกิจกรรมและมีช่องว่างให้นักเรียนเขียนคำตอบหรือฝึกทำบทเรียนในชั้นเรียน มณฑนากร เจริญรักษา (2552: 35) ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะว่าเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ใช้ฝึก ให้นักเรียนมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยมีการฝึกสร้างคำ การเขียนประโยค การเขียนเป็น ข้อความสั้น ๆ หรือการเขียนเป็นเรื่องราว ประกอบด้วยชื่อแบบฝึกทักษะคำน า คำแนะนำการใช้ เนื้อหาแบบฝึก ทักษะ แบบทดสอบ ประเมินผล ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552: 13) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า เป็นเครื่องมือหรือสื่อที่ให้นักเรียน ได้ฝึกปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ความเข้าใจหรือมีทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพิ่มขึ้น ศิลปิน บุญจันทร์ศรี (2555: 47) สรุปหมายความว่าแบบฝึก เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน อันประกอบไปด้วยกิจกรรที่หลากหลายมีความน่าสนใจที่นำมาใช้ เพื่อให้นักเรียน ได้ฝึกฝนปฏิบัติ Gunter (1990: 180) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะมักใช้ในการฝึกเรียนด้วยตนเองและแบบฝึกทักษะควรจะมี การให้คำแนะนำให้การฝึกทำวิธีง่าย ๆ ในการสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียนโดยการให้ครูแสดงตัวอย่างให้กับ นักเรียนก่อน เช่นครูให้นักเรียนทั้งชั้นช่วยกันตอบคำถามข้อแรก และครูเป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำ เพื่อให้นักเรียน ทำงานด้วยตนเอง หลังจากนั้นนักเรียนทำแบบฝึกทักษะครูและนักเรียนควรจะอธิบายตรวจสอบและซักถามข้อ สงสัยในข้อคำถามและคำตอบในแบบฝึกทักษะด้วยกันประโยค การเขียนเป็นข้อความสั้น ๆ หรือการเขียนเป็น เรื่องราว ประกอบด้วยชื่อแบบฝึกทักษะ คำนำ คำแนะนำการใช้ เนื้อหาแบบฝึกทักษะ แบบทดสอบ ประเมินผล จากการค้นคว้าทำให้สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง เอกสารประกอบการเรียนการสอนหรือเครื่องมือ ที่ใช้ในการฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญ สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ซึ่งใช้ประกอบควบคู่การเรียนการสอนมี กิจกรรมที่ไม่ยากมากเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน 3.2 ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกเสริมทักษะ เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ช่วยให้เด็กสามารถฝึกฝนและพัฒนาความสามารถของ ตนเองได้ด้วยตนเอง และยังสามารถบอกถึงระดับความเข้าใจของผู้เรียนในเรื่องนั้น ๆ ได้อีกด้วย โดยได้มี นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ เชาวนี เกิดเพทางค์ (2552 : 23 ) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝากไว้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะเป็น เครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจ และช่วยให้ครูทราบผลการเรียนของนักเรียนอย่าง ใกล้ชิด


23 จินตนา ชูเชิด (2537, หน้า 28) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะว่า แบบฝึกเสริมทักษะเป็นสิ่งที่ จำเป็นสำหรับการเรียนในวิชาต่าง ๆ ครูควรสร้างแบบฝึกให้เหมาะสมกับผู้เรียน โดยการสร้างแบบฝึกให้สอดคล้อง กับจิตวิทยาการเรียนรู้ในแบบฝึกควรมีรูปภาพประกอบเพื่อให้นักเรียนไม่เกิดความเบื่อหน่ายต่อการเรียน พรรณี ชื่นอุไทย (2546: 42) กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะมีความสำคัญ อย่างยิ่งในการพัฒนาการเรียนการสอนทุกวิชา และสามารถตรวจสอบผลการเรียนทำให้ทราบความก้าวหน้าและ ข้อบกพร่องอันส่งผลต่อทัศนคติ และประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ประภาพร ถิ่นอ่อง (2553: 33) สรุปว่าแบบฝึกจะมีการจัดกิจกรรมที่หลากหายเพื่อดึงดูดความสนใจของ ผู้เรียนทำเกิดประสิทธิภาพในการเรียน มณฑนากร เจริญรักษา (2552: 42) กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะเป็นสื่ออย่างหนึ่งในการสอน เชิงสร้างสรรค์ ทำให้พัฒนาทักษะในการเขียน การนำแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์มาใช้ในการฝึกการเขียน จะสามารถเร้าและยั่วยุให้เด็กเกิดความคิดจินตนาการและถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างมี ประสิทธิภาพ จึงสรุปได้ว่าแบบฝึกเสริมทักษะมีความจำเป็นต่อการเรียนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งครูผู้สอนสามารถที่จะผลิตขึ้นมา ใช้เอง นับว่าแบบฝึกนั้นเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งในการเรียนการสอน ในการค้นคว้าจากเอกสารที่เกี่ยวกับแบบ ฝึกทักษะนั้นจะเห็นว่าลักษณะแบบฝึกทักษะที่ดีนั้นจะต้องมีองค์ประกอบหลายด้าน มีจุดมุ่งหมาย ตรงกับเนื้อหา เหมาะสมกับวัย เวลา ส่งเสริมความคิด จูงใจ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดจินตนาการ ให้นักเรียนรู้จักการแก้ปัญหาเพื่อจะดู การพัฒนาความก้าวหน้าและข้อบกพร่องชองผู้เรียน ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ 3.3 หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องการสร้างแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะนั้นมีความจำเป็นต้องใช้หลักจิตวิทยามาช่วยในการสร้างแบบฝึกทักษะเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพ ตรงตามจุดประสงค์ของการฝึก จึงจำเป็นต้องอาศัยหลักจิตวิทยามาประกอบเพื่อให้เหมาะสมเพื่อ นำไปฝึกใช้กับนักเรียนได้ตรงตามวัย ความสามารถ ความสนใจ หลักจิตวิทยาที่นำสร้างแบบฝึกทักษะมีดังนี้ ทฤษฎีการเรียนรู้และหลักจิตวิทยาการฝึกของ ของธอร์นไดค์ (Thorndike) 1) กฎการฝึกของธอร์นไดค์ (Thorndike) คือ ผู้เรียนได้ฝึกหัดหรือการกระทำซ้ำ ๆบ่อย ๆ ซึ่งแบ่งเป็น 2 กฎ ดังนี้ 1) กฎแห่งการใช้ (Law of Used) 2) กฎแห่งการไม่ใช้ (Law of Disused) 2) กฎแห่งผลที่พอใจของ (Thorndike) คือการที่ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ต่อไปได้อีก ถ้าได้รับผล ที่พึงพอใจก็จะเกิดผลดีต่อการเรียนรู้จะรู้สึกต้องการเรียนรู้ แต่ถ้ารับผลที่ไม่พึงพอใจก็รู้สึกไม่ต้องการอยากเรียนรู้ หรือเบื่อหน่ายเป็นผลเสียต่อการเรียนรู้ จึงพยายามจัดการเรียนการสอนให้มีความยากง่ายเหมาะสม ซึ่งผู้เรียนจะ สร้างความรู้สึก และสามารถทำได้สำเร็จในงานของตนที่ได้รับมอบหมายและจะทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจที่จะฝึกมาก ขึ้นไปอีก


24 ธนิตย์ เพียรมณีวงศ์ (2556: 47) กล่าวถึงการเรียนรู้ตามทฤษฎีของไทเลอร์ (Tylor) ไว้ดังนี้ 1. ความต่อเนื่อง หมายถึง ในวิชาทักษะต้องเปิดโอกาสให้มีการฝึกทักษะกิจกรรมและประสบการณ์บ่อย ๆ และต่อเนื่องกัน 2. การจัดช่วงลำดับ หมายถึง หรือการจัดสิ่งที่มีความง่ายไปสู่สิ่งที่มีความยาก ดังนั้นการจัดกิจกรรมและ ประสบการณ์ ให้เรียงลำดับก่อนและหลังเพื่อให้ได้เรียนเนื้อหาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 3. บูรณาการ หมายถึง การจัดประสบการณ์จึงควรเป็นในลักษณะที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เพิ่มพูนความคิดเห็น และได้แสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียนเป็นการเพิ่มความสามารถทั้งหมดของผู้เรียนที่จะได้ใช้ ประสบการณ์ได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน ประสบการณ์การเรียนรู้จึงเป็นแบบแผนของปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน กับสถานการณ์ที่แวดล้อม จากข้างต้นสรุปได้ว่าแบบฝึกทักษะนั้น จะใช้หลักจิตวิทยามาเป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาให้ เหมาะสมกับผู้เรียน คำนึงถึงความยากง่ายของเนื้อหา ความสนใจ ความพอใจ ความแตกต่างของบุคคล และมีการ จูงใจผู้เรียน ให้ฝึกฝนทำบ่อย ๆ อย่างต่อเนื่องใน จนคล่องแคล่ว และเกิดความชำนาญ 3.4 หลักการในการสร้างแบบฝึกทักษะ ในการสร้างแบบฝึกทักษะนั้นต้องอาศัยหลักการและวิธีต่าง ๆ มาใช้ให้เหมาะสมตามความสนใจ ความ แตกต่างของผู้เรียน เพื่อให้แบบฝึกทักษะนั้นเกิดประสิทธิภาพมีนักวิชาการได้กล่าวไว้ดังนี้ Butts (1974: 85) เสนอหลักการสร้างแบบฝึกไว้ ก่อนจะสร้างแบบฝึกทักษะนั้นต้องกำหนดโครงร่างไว้ คร่าว ๆ ก่อนว่าจะเขียนแบบฝึกทักษะเกี่ยวกับเรื่องอะไรมีวัตถุประสงค์อย่างไรศึกษางานด้านวิทยาศาสตร์ และ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมและเนื้อหาให้สอดคล้องกัน แจ้งวัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรมออกเป็นกิจกรรมย่อย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้เรียน กำหนดอุปกรณ์และเวลาที่ใช้ในกิจกรรม แต่ละตอนให้เหมาะสม ประเมินผลจะประเมินก่อนหรือหลังเรียน Seels B & Glasgow Z (1990: 4) กล่าวว่า ในการจัดการเรียนการสอนสามารถกำหนดขอบเขตเนื้อหา หลักสูตรจากหน่วยการเรียนในระดับย่อยไปสู่ระดับที่ใหญ่ขึ้น ในการออกแบบการสอนควรคำนึงถึงองค์ประกอบ สำคัญ ได้แก่ 1. เนื้อหาที่คัดเลือกมาต้องอ้างอิงจุดประสงค์รายวิชา 2. กลวิธีที่ใช้ในการสอนต้องอิงทฤษฎีและผลของงานที่มีผู้วิจัยไว้ 3. การวัดผลต้องอิงพฤติกรรมการเรียนรู้ 4. รู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้แบบฝึกมีประสิทธิภาพ


25 สุคนธ์ สินธพานนท์ (2551: 100) ได้เสนอขั้นตอนในการสร้างชุดการฝึก ต้องดำเนินการดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร หลักการ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ เพื่อวิเคราะห์ เนื้อหา จุดประสงค์ในแต่ละชุดการฝึก 3. จัดทำโครงสร้างและชุดฝึกในแต่ละชุด 4. ออกแบบชุดการฝึกหรือชุดฝึกทักษะในแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลายและน่าสนใจ 5. ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด รวมทั้งออกข้อสอบก่อนและหลังเรียนให้สอดคล้องกับเนื้อหาและ จุดประสงค์การเรียนรู้ 6. นำไปให้ผู้ที่เชี่ยวชาญตรวจสอบ 7. นำชุดการฝึกหรือชุดฝึกไปทดลองใช้ บันทึกผลแล้วปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง 8. ปรับปรุงชุดการฝึกหรือชุดฝึกทักษะให้มีประสิทธิภาพ 9. นำไปใช้จริง และเผยแพร่ต่อไป ดังนั้นแนวทางในการสร้างแบบฝึกทักษะให้เกิดประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องสร้างให้ตรงกับจุดประสงค์ เหมาะสมกับเนื้อหา ความสามารถ ความสนใจ พัฒนาการ ความแตกต่างของบุคคลเนื้อหาควรเรียงจากง่ายไปยาก อุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนให้เหมาะสม และมีการประเมินผลก่อนเรียนและหลังเรียน 3.5 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะที่ดีมีประสิทธิภาพนั้น จะช่วยในการเรียนการสอนและผลการเรียนของผู้เรียนประสบ ผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ การเรียนภาษาจำเป็นต้องมีแบบฝึกทักษะ ซึ่งทำให้ผู้เรียนได้มีการฝึกฝน ทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เกิดความชำนาญในทักษะนั้น ๆ ดังที่มีนักวิชาการกล่าวไว้ว่า วนิดา สุขวนิช (2536: 36) กล่าวว่าประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1) แบบฝึกทักษะสามารถช่วยลดภาระของครูได้ เนื่องจากเป็นสื่อการเรียนการสอนที่จัดทำขึ้นอย่างเป็น ระเบียบ 2) แบบฝึกทักษะช่วยลดปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเนื่องจากนักเรียนมีความสามารถทาง ภาษาต่างกัน การให้ทำแบบฝึกทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของตน จะช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ ทางด้านจิตใจมากขึ้น 3) แบบฝึกทักษะช่วยเสริมให้นักเรียนมีทักษะทางภาษาคงทน เพราะได้ฝึกซ้ำ ๆ 4) แบบฝึกทักษะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการใช้ภาษาไห้ดีขึ้น 5) แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องวัดผลการเรียนหลังจบบทเรียนแต่ละครั้ง 6) แบบฝึกทักษะช่วยให้ผู้เรียนได้ทบทวนบทเรียนด้วยตนเอง


26 7) ครูสามารถเห็นปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียนได้ชัดเจนจากการที่ให้ผู้เรียนทำแบบฝึกทักษะช่วยให้สามารถ ปรับปรุงแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที 8) แบบฝึกทักษะที่ทำขึ้นนอกเหนือจากหนังสือในห้องเรียนช่วยให้ผู้เรียนฝึกฝนได้เต็มที่ 9) แบบฝึกทักษะที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้วช่วยให้ครูประหยัดเวลาในการเตรียมการสอนและนักเรียนไม่ ต้องเสียเวลาคัดลอกแบบฝึกหัดจากตำราหรือบนกระดาน ทำให้มีโอกาสฝึกฝนได้มากขึ้นและทำให้ผู้เรียนเห็น ความก้าวหน้าของตนเอง เบญจมาศ รัตนโนภาส (2549: 25) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะสร้างพฤติกรรมของผู้เรียนให้เกิดการพัฒนา ทักษะในการเรียนรู้ที่เหมาะสม แบบฝึกทักษะเป็นสื่อที่ช่วยประหยัดเวลาสำหรับครูในเรื่องการเตรียมการเรียนการ สอนให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเหมาะสมกับผู้เรียน ดังนั้นถ้าผู้สอนได้นำแบบฝึกทักษะไปใช้กับ ทักษะต่าง ๆ ย่อมทำให้เกิดประโยชน์ทางด้านอารมณ์และความรู้ความสามารถในการใช้ทักษะทางภาษา อุบลวรรณ ปรุงวณิชพงษ์ (2551: 68) แบบฝึกทักษะช่วยในการฝึกฝนทักษะทักษะการใช้ภาษาและลด ปัญหาด้านความแตกต่างระหว่างบุคคลและมีทักษะทางภาษาที่คงทน ช่วยให้ครูประหยัดเวลาในการที่ต้องเตรียม แบบฝึกหัดตลอดเวลาและทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้แบบฝึกยังช่วยให้นักเรียน สามารถทบทวนสิ่งที่เรียนไปแล้วได้ด้วยตนเองและทราบถึงความก้าวหน้าในการเรียนของตนและพัฒนาทักษะ ทางการเรียนของตนอีกด้วย สุคนธ์ สินธพานนท์ (2551: 96-97) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดการฝึกหรือชุดฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามศักยภาพ เด็กแต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกันการให้ผู้เรียน ได้ท าชุดฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคนใช้เวลาที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการเรียนรู้ของแต่ละ คนจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ผู้เรียนเกิดกำลังใจในการเรียนรู้ นอกจากนั้น ยังเป็นการซ่อมเสริมผู้เรียนที่เรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน 2. ชุดฝึกช่วยเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่คงทน ชุดฝึกสามารถให้ผู้เรียนได้ฝึกทันที่หลังจากจบบทเรียนนั้น ๆ หรือให้มีการฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้งเพื่อความแม่นยำในเรื่องที่ต้องการฝึก หรือเน้นย้ำให้นักเรียนทำชุดการฝึก เพิ่มเติมเฉพาะในเรื่องที่ผิด 3. ชุดฝึกสามารถเป็นเครื่องมือในการวัดผลหลังจากที่ผู้เรียนจบบทเรียนในแต่ละครั้งผู้เรียนสามารถ ตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนเองได้และเมื่อไม่เข้าใจและทำผิดในเรื่องใด ๆ ผู้เรียนก็สามารถซ่อมเสริม ตนเองได้ จัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าทั้งของครูผู้สอนและผู้เรียนผู้เรียนไม่มีปมด้อยที่ตนทำผิดและสามารถ แก้ไขข้อผิดพลาดของตน 4. เป็นสื่อที่ช่วยเสริมบทเรียนหรือหนังสือเรียนหรือคำสอนของครูผู้สอน ชุดการฝึกที่ครูผู้สอนจัดทำขึ้น เพื่อฝึกทักษะการเรียนนอกเหนือจากความรู้ในหนังสือเรียนหรือบทเรียน เช่นชุดฝึกทักษะการคิดในรูปแบบต่างๆ เป็นการเสริมสร้างคุณลักษณะของผู้เรียนให้เป็นผู้ที่รู้จักคิดเป็นนำไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตต่อไป


27 5. ชุดการฝึกรายบุคคลผู้เรียนสามารถนำไปฝึกเมื่อไรก็ได้ ไม่จำกัดเวลาและสถานที่นอกจากนี้ยังช่วยให้ ผู้เรียนทำแบบฝึกได้ตามความต้องการของตน โดยมีครูคอยกระตุ้นหรือเร้าใจให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นที่จะ เรียนรู้ด้วยตนเอง 6. ลดภาระการสอนของครูผู้สอน ไม่ต้องฝึกทบทวนความรู้ให้แก่ผู้เรียนตลอดเวลาไม่ต้องตรวจงานด้วย ตนเองทุกครั้ง นอกจากกรณีที่ชุดฝึกนั้นเป็นการฝึกทักษะการคิดที่ไม่มีเฉลยตายตัวหรือมีแนวเฉลยที่หลากหลาย 7. เป็นการฝึกความรับผิดชอบของผู้เรียน การให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการทำชุดฝึกตามลำพังโดยมีภาระให้ ทำตามทีมอบหมาย จัดได้ว่าเป็นการสริมสร้างประสบการณ์การท างานให้ผู้เรียนได้นำไปประยุกต์ปฏิบัติในการ ดำเนินชีวิต 8. ผู้เรียนมีเจคติที่ดีต่อการเรียนรู้ การที่เรียนได้ทำชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ที่มีรูปแบบหลากหลายจะทำให้ ผู้เรียนสนุกและเพลิดเพลิน เป็นการท้าทายให้ลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามชุดการฝึก อุษณีย์ เสือจันทร์(2553: 17-18) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกช่วยในการฝึกทำให้จดจำเนื้อหาได้ คงทนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน สามารถนำมาแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลและรายกลุ่มได้ดี ผู้เรียนสามารถนำมา ทบทวนเนื้อหาได้ด้วยตนเอง ทำให้ทราบความก้าวหน้าของตนเองเป็นเครื่องมือที่ครูผู้สอนใช้ประเมินผลการเรียนรู้ ได้เป็นอย่างดีว่านักเรียนเข้าใจมากนน้อยเพียงใด สมพร ตอยยีบี (2554 : 37) ได้กล่าวว่าแบบฝึกมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ เพราะ จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาบทเรียน และยังสามารถทบทวนเนื้อหาได้ด้วยตนเอง Green and Waller (1971: 496) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1) แบบฝึกทักษะเป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระของครูได้มาก 2) ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะในการใช้ภาษาได้ดีขึ้น 3) ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลทำให้ประสบผลสำเร็จทางด้านจิตใจมากขึ้น 4) ช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทนโดยมีการฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง 5) ช่วยเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากเรียนจบแล้ว 6) ช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนได้ด้วยตนเอง 7) ช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ชัดเจนขึ้น 8) ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนให้เต็มที่ นอกเหนือจากเรียนในหนังสือ 9) ช่วยประหยัดแรงงานและเวลาของครู 10) ช่วยให้นักเรียนเห็นความก้าวหน้า ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะมีประโยชน์สำหรับผู้เรียนเพื่อใช้ในการฝึกฝนและ ทบทวนสิ่งที่ผู้เรียนไปแล้วผู้เรียนได้ทบทวนบทเรียนด้วยตนเอง ช่วยเสริมให้นักเรียนมีทักษะทางภาษาคงทน เพราะ ได้ฝึกซ้ำ ๆ ผู้เรียนก็สามารถเห็นปัญหาของตนเองซึ่งจะได้ปรับปรุงแก้ไขอีกทั้งสามารถทำให้ผู้เรียนเห็น ความก้าวหน้าของตนเอง


28 3.6 การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ นักวิชาการได้บอกถึงการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556) ได้กล่าวไว้ว่า ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึงสภาวะหรือคุณภาพของ สมรรถนะในการดำเนินงานเพื่อให้งานมีความสำเร็จโดยใช้เวลา ความพยายามและค่าใช้จ่ายคุ้มค่าที่สุดตาม จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ โดยกำหนดเป็นอัตราส่วนหรือร้อยละระหว่างปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลลัพธ์ (Ratio between input, process and output) ประสิทธิภาพเน้นการดำเนินการที่ถูกต้องหรือกระทำสิ่งใด ๆ อย่างถูกวิธี (Doing the thing right) คำ ว่าประสิทธิภาพ มักสับสนกับคำว่า ประสิทธิผล (Effectiveness) ซึ่งเป็นคำที่คลุมเครือ ไม่เน้นปริมาณ และมุ่ง ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเน้น การทำสิ่งที่ถูกที่ควร (Doing the right thing) ดังนั้นสองคำนี้จึงมักใช้คู่กัน คือ ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556: 20-22) ได้กล่าวถึงการกำหนดค่าประสิทธิภาพกำหนดค่าของประสิทธิภาพ E1 ซึ่งเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 คือประสิทธิภาพของผลลัพธ์จะกำหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมาย ว่า ผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมที่พึงพอใจโดยการกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของผลเฉลี่ยของคะแนนทำงาน และการ ประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมดต่อเปอร์เซ็นต์ของผลการทดสอบทั้งหมดนั่นคือ E1/E2 ใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ ด้านเนื้อหาที่เป็นทักษะไว้ 80/80 วิธีการคำนวณหาประสิทธิภาพโดยใช้วิธีการคำนวณธรรมดา E1 ได้จากการนำคะแนนที่ได้จากการทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียนได้ถูกต้อง รวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ยเทียบ ส่วนเป็นร้อยละ E2 ได้จากการนำคะแนนที่ได้จากการทำข้อสอบของผู้เรียนทั้งหมด รวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ยเทียบส่วนเป็น ร้อยละ ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ ขั้นที่ 1 ทดลองแบบเดี่ยว เป็นการทดลองครู 1 คนต่อผู้เรียน 1 คน โดยทดลองกับผู้เรียนอ่อนก่อน จาก นั้นน าไปทดลองกับผู้เรียนระดับปานกลาง และเก่งตามล าดับหลังจากที่คำนวณหาประสิทธิภาพเสร็จแล้ว ปรับปรุงให้ดีขึ้น ถ้าเวลาไม่อำนวยและสภาพการณ์ไม่เหมาะสมก็ทดลองกับผู้เรียนอ่อนหรือปานกลางก็ได้ โดยปกติ คะแนนที่ได้จากการทดลองแบบเดี่ยวนี้จะได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์มากและนำมาปรับปรุง ขั้นที่ 2 ทดลองแบบกลุ่ม เป็นการทดลองครู 1 คนต่อผู้เรียน 6-10 คนโดยคละผู้เรียนห้ามทดลองกับเด็กที่ เรียนอ่อนหรือเก่งล้วน เมื่อคำนวณหาค่าประสิทธิภาพของชุดการสอนแล้วจึงนำมาปรับปรุงข้อบกพร่องอีกครั้งหนึ่ง จนได้ตามเกณฑ์ 80/80 ขั้นที่ 3 ทดสอบภาคสนาม เป็นการทดลองครู 1 คน ต่อผู้เรียนทั้งชั้น ที่เลือกมาทดลองจะต้องมีนักเรียน คละกันไม่ควรเลือกห้องที่เรียนเก่งหรือเรียนอ่อนล้วน คำนวณหาประสิทธิภาพแล้วทำการปรับปรุงผลลัพธ์ที่ได้ควร


29 ใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ไม่เกิน 2.5% ถือว่ายอมรับได้ หากแตกต่างกันมากผู้สอนต้องกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ ของชุดการสอนใหม่โดยยึดสภาพการณ์ตามความเป็นจริง สถานที่เวลาสำหรับชุดการสอนแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม ควรใช้เวลานอกชั้นเรียนหรือแยกผู้เรียนมาเรียนต่างหากจากห้องเรียนอาจเป็นห้องประชุมโรงเรียนโรงอาหารหรือ สนามใต้ร่มไม้ก็ได้ เมื่อทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอนภาคสนามแล้ว เทียบค่า E1/E2 ที่หาได้จากสื่อหรือชุดการ สอนกับ E1/E2 ที่ตั้งเกณฑ์ไว้ เพื่อดูว่า เราจะยอมรับประสิทธิภาพหรือไม่ การยอมรับประสิทธิภาพให้ถือค่าความ แปรปรวน 25–5% อาทิ นั่นคือประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนไม่ควรต่ำกว่าเกณฑ์เกิน 5% แต่โดยปกติเราจะกำหนดไว้2.5%อาทิ เราตั้งเกณฑ์ประสิทธิภาพไว้ 90/90 เมื่อทดสอบประสิทธิภาพแบบ 1:100 แล้ว สื่อหรือชุดการสอนนั้นมีประสิทธิผล 87.5/87.5 เราก็สามารถยอมรับได้ว่าสื่อหรือชุดการสอน นั้นมี ประสิทธิภาพ การยอมรับประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนมี 3 ระดับ คือ 1. สูงกว่าเกณฑ์ 2. เท่าเกณฑ์ 3. ต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ 80 แรก หรือ 90 แรก เป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งห้องเรียนทำแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบ ระหว่างเรียน 80 หลัง หรือ 90 หลัง เป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยนักเรียนทั้งห้องเรียนทำแบบทดสอบท้ายบทเป็นการ ประเมินหลังเรียนจบเรื่องแล้ว จากที่กล่าวมาสรุปว่า เนื้อหาที่เป็นความรู้ความจำมักจะมีประสิทธิภาพ 80/80 หรือ 90/90 ส่วนเนื้อหา ทักษะมักจะเป็นจะกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 4. ชุดการสอนอ่านจอลลี่โฟนิกส์ ของซู ลอยด์ 4.1 การรับรู้แบบพหุประสาทสัมผัส นักการศึกษาได้อธิบายถึงการรับรู้เเบบพหุประสาทสัมผัสในหลายมุมมอง ดังนี้ นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล (2558: 63 อ้างอิงในสุนทรี ธํารงโสตถิสกุล, 2560: 108) กล่าวว่า การรับรู้ผ่าน พหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสมากกว่าสองอย่างขึ้นไปร่วมกันใน การเรียนรู้ เช่น ใช้ระบบประสาทการได้ยินร่วมกับระบบประสาทการมองเห็น ระบบประสาทสั่งการให้เคลื่อนไหว และระบบการสัมผัสด้วยมือ Birsh (2005) ได้ให้ความหมายว่าการรับรู้แบบพหุสัมผัสเป็น การเรียนผ่านช่องทางการรับรู้ทางประสาท สัมผัสตั้งแต่สองแบบขึ้นไปพร้อมกัน เพื่อช่วย ในการจดจำข้อมูลทางการเรียนรู้ และสามารถถ่ายโอนข้อมูลนั้น ออกมาได้ กิจกรรมการเรียนดังกล่าวคือ กิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส ทางการมองเห็นด้วย สายตา การได้ยินด้วยหู การเคลื่อนไหวร่างกายและการสัมผัสด้วยมือ


30 Gore (2002,p.23) กล่าวถึงความหมายของพหุประสาทสัมผัสว่า เป็นการใช้ประสาทรับรู้ทุกส่วนที่เรามี พร้อมกันเพื่อเป็นช่องทางรับข้อมูลเข้าสู่ภายในคือ การมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหวร่างกาย และการสัมผัส ในการเรียนรู้ภาษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากที่กล่าวมาข้างต้น การรับรู้แบบพหุประสาทสัมผัสนั้น คือการเรียนรู้ผ่านช่องทางการรับรู้สองแบบขึ้น ไปพร้อมๆกัน เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทางการมองเห็น การได้ยินเสียง การเคลื่อนไหว และการสัมผัส เพื่อ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ภาษาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 4.2 รูปแบบการเรียนการสอนจอลลี่โฟนิกส์ รูปแบบการเรียนการสอนจอลลี่โฟนิกส์ของ ซู ลอยด์ (Sue Lloyd, 1990) และ ซาร่า เวิร์นแฮม (Sara Wernham) ประกอบไปด้วยทักษะพื้นฐาน 5 ประการ ดังนี้ 1) การเรียนออกเสียงตัวอักษร เป็นการสอนให้รู้จักเสียงในภาษาอังกฤษทั้ง 42 เสียง แต่ละเสียงจะมี ท่าทางประกอบแทนเสียงตัวอักษร เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจดจำตัวอักษรที่แทนแต่ละเสียงได้ โดยจะแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ดังนี้ 1) s, a, t, i, p, n 2) c, k, e, h, r, m, d 3) g, o, u, l, f, b 4) ai, j, oa, ie, ee, or 5) z, w, ng, v, oo, oo 6) y, x, ch, sh, th, th 7) qu, ou, oi, ue, er, ar 2) การเรียนวิธีการเขียนตัวอักษร เป็นการสอนให้ผู้เรียนจับดินสอให้ถูกต้องและเรียนรู้การเขียนอักษรแต่ ละตัว 3) การประสมเสียง เป็นการสอนการออกเสียงแต่ละเสียงในคำและไล่เสียงออกมาพร้อมกันจนออกมาเป็น คำ เช่น การออกเสียง c-a-t เมื่อไล่เสียงออกมาพร้อมกันจะเกิดเป็นคำว่า cat 4) การกำหนดเสียงในคำ เป็นการสอนให้เข้าใจในเสียงของตัวอักษรนั้นๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสะกดคำได้ 5) การสะกดคำที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ ในที่นี้หมายถึง การสอนการอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษ ที่เน้น การผสมเสียงในคำศัพท์ จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า รูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้จอลลี่โฟนิกส์ ของ ซู ลอยด์ (Sue Lloyd, 1990) และ ซาร่า เวิร์นแฮม (Sara Wernham) ประกอบไปด้วยทักษะพื้นฐาน 5 ประการ คือ การเรียน ออกเสียงตัวอักษร การเรียนวิธีการเขียนตัวอักษร การประสมเสียง การกำหนดเสียงในคำ รวมไปถึงการสะกดคำที่ อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ เป็นแนวทางพื้นฐานในกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบจอลลี่โฟนิกส์


31 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แบบฝึกทักษะเป็นสื่อที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและมีผู้นิยมใช้เพื่อพัฒนานักเรียนเพื่อให้เกิดทักษะและ ความรู้ที่คงทน ยาวนาน จอลลี่โฟนิกส์ เป็นรูปแบบการสอนการอ่านออกเสียงที่ได้รับความนิยมอย่างมากใน หลากหลายประเทศ จึงทำให้มีงานวิจัยและกรณีศึกษาที่มีความหลากหลาย ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ดังนี้ 5.1 วิจัยในประเทศ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ ศศิพิมพ์ ศรกิจ (2551: บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะ จากการเขียนแบบควบคุมไปสู่การเขียนแบบอิสระ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การศึกษาครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษา ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6โดยเทียบเกณฑ์ร้อยละ 65.00 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ใน การศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดป่าแดด อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงใหม่จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ จำนวน 20 แบบฝึกใช้เวลา สอน 20 ชั่วโมง และแบบทดสอบหลังเรียน 1 ฉบับ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหา ค่าเฉลี่ยร้อยละเพื่อ เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65.00 นำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบการบรรยาย ผลการศึกษา พบว่า 1) ได้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษจากการเขียนแบบควบคุมไปสู่การเขียนแบบอิสระ จำนวน 20 แบบฝึก มีแผนการเรียนรู้ทักษะการเขียนประจ าแบบฝึก 10 แผน แต่ละแผนมีองค์ประกอบดังนี้ 1) สาระสำคัญ 2) จุดประสงค์การเรียนรู้ 3) เนื้อหา 4) กิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งมีแบบ ฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษจากการเขียน แบบควบคุมไปสู่การเขียนแบบอิสระ จำนวน 20 แบบฝึก โดยแต่ละแบบฝึกแบ่งกิจกรรมการฝึกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ กิจกรรมการเขียนคำศัพท์ กิจกรรมการเขียนประโยคและกิจกรรมการเขียนบรรยาย 5). สื่อและแหล่งการ เรียนรู้และ 6) การวัดและประเมินผล สามารถนำไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้อย่างเหมาะสม 2) ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบฝึกทักษะการ เขียนภาษาอังกฤษจาก การเขียนแบบควบคุมไปสู่การเขียนแบบอิสระ มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 72.92 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือร้อยละ 65.00 ชวาลา ศรีวงษา (2556: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกตามเกณฑ์ที่กำหนด เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกการเขียน สะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Fun with Words ให้ก่อนเรียนกับหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Fun with Words โดยใช้แบบฝึก กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมซนบ้านกุดไห สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสกลนคร เขต 1กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนบ้านกุดไห ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 จำนวน 27 คน ได้มาโดย


32 การเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกการเขียนสะกดคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ เรื่อง Fun with Words มีคำความเที่ยงตรงระหว่าง 0.80 - 1.00 แผนการจัดการเรียนรู้มีคำความ เที่ยงตรงระหว่าง 0.80 - 1.00 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.60 -1.00 ค่า ความยาก ระหว่าง 0.63 - 0. 79 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.33 - 0.92 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 และแบบสอบถามความฟังพอใจ ของนักเรียนต่อการพัฒนาการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ มีค่าความ เที่ยงตรงระหว่าง 080 – 100 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.50 - 0.74 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความเที่ยงตรง คำความยาก คำอำนาจจำแนก คำความเชื่อมั่น ความถี่ คำร้อยละ คำ เฉลี่ยส่วนเปียงเบนมาตรฐาน และทดสอบคำที (t-test และ Dependent samples) สินีนาฎ มีศรี (2559: บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวการ สอนแบบอรรถฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิชัยจังหวัดนครปฐมการศึกษาครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวการสอนแบบ อรรถฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะทีผู้วิจัยสร้างขึ้น 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวการสอนแบบอรรถฐาน กลุ่ม ตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิชัย จังหวัดนครปฐม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 1 ห้องจำนวน 30 คน แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวการสอนแบบอรรถฐาน จำนวน 5 บท แบบทดสอบทดสอบวัดความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของ นักเรียนแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวการสอนแบบอรรถฐานใช้เวลาทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ t-test แบบจับคู่เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษก่อน และหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานวิเคราะห์ความ คิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผลการวิจัยประสิทธิภาพของแบบ ฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษมีค่าเท่ากับ 75.67/75.80 ซึ่งตรงตามเกณฑ์ 75/75 ความสามารถทางการเขียน ภาษาอังกฤษหลังเรียนด้วยแบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อแบบฝึกทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษตามแนวการสอนแบบอรรถฐาน รัชดาภรณ์ พิมพ์พิสิฐถาวร (2561: บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถในการเขียน ภาษาอังกฤษด้วยแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนา และหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังใช้แบบฝึก ทักษะภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยการใช้แบบฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านน้ำโจน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 23 คน ระยะเวลาทดลอง จำนวน 15 ชั่วโมง แบบแผนการวิจัยศึกษากลุ่มเดียวและวัดก่อน-หลังการ


33 ทดลอง (The One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะ การเขียนภาษาอังกฤษ จำนวน 5 บท 2) แบบทดสอบวัดความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษก่อนและหลัง 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ใช้ค่าสถิติทดสอบที่กลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test แบบ Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษมีค่าเท่ากับ 82.11/81.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์80/80 ที่กำหนดไว้2. ความสามารถในการเขียน ภาษาอังกฤษด้วยแบบฝึกทักษะของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยรวมอยู่ในระดับมาก จากผลงานการวิจัยที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการนำกิจกรรมการสอนรูปแบบที่แตกต่างกันมาร่วมกับการ พัฒนาแบบฝึกทักษะ ทำให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจอลลี่โฟนิกส์ อาจารี ศิริรัตนศักดิ์ (2550) ได้ทำการวิจัยการนำรูปแบบการสอนของจอลลี่โฟนิกส์ไปใช้กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยได้ใช้กิจกรรมการสอนแบบใช้แผนการสอนตามหลักจอลลี่โฟนิกส์ผสมกับการใช้ แบบทดสอบวัดความสามารถทางด้านการอ่านออกเสียงและได้ผลสรุปว่า นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนการอ่านโดย ชุดการสอนจอลลี่โฟนิกส์มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านที่สูงกว่ากลุ่มนักเรียนที่เรียนการอ่านด้วยวิธีการอื่น และสูงกว่า ค่าเฉลี่ยมาตรฐาน สพลเชษฐ์ ประชุมชัยและ หทัยชนก อ่างหิรัญ (2563) ได้ทำการวิจัยจัดทำกิจกรรมค่ายเพื่อพัฒนาการ ออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้รูปแบบการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ไปใช้กับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โดยใช้กิจกรรมการ สอนแบบจอลลี่โฟนิกส์และแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน และได้ผลสรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 2 ที่เข้าร่วมกิจกรรมค่าย Jolly Phonics หลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่า อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 มาลินี พุ่มมาลัย (2558) ได้ทำการวิจัยการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการสะกดคำศัพท์ ภาษาอังกฤษด้วยวิธีโฟนิกส์ (Phonics) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีโฟนิกส์ (Phonics) และ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน พบว่า ความสามารถในการสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สารินทร์ มงคลฤดี (2565) ได้ทำการวิจัยการพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงโดยใช้ชุดการสอน จอลลี่โฟนิกส์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยได้ใช้กิจกรรมการสอนแบบใช้แผนการสอนตามหลักจอล ลี่โฟนิกส์และและแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน และได้ผลสรุปว่าความสามารถในการอ่านออกเสียงของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนจอลลี่โฟนิกส์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5


34 ณัฐพล สุริยมณฑล และคณะ (2561) ได้ทำการวิจัยการสอนแบบโฟนิกส์เพื่อส่งเสริมการออกเสียงและ ความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ พบว่า หลังจากที่ นักเรียนได้เรียนโดยใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์แล้วปรากฏว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนการออกเสียงภาษาอังกฤษ หลังการ สอนแบบโฟนิกส์เท่ากับ 9.3 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.8 คิดเป็นร้อยละ 93.5 มีระดับคุณภาพดีเยี่ยม ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ที่กำ หนดไว้ ฐาปนีย์ พันธ์วิศวาส และวนิดา พลอยสังวาลย์(2558) ได้ทำวิจัยการสอนอ่านแบบโฟนิกส์เพื่อพัฒนา ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แผนการสอนที่ใช้วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟ นิกส์ และแบบทดสอบวัดการอ่านก่อนและหลังเรียน สรุปผลการศึกษาพบว่า วิธีการสอนอ่านแบบจอลลี่โฟนิกส์ สามารถช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยมีผลการทดสอบสูงกว่าก่อนเรียนด้วยมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่มีค่า p<0.001 จินดารัตน์ วรยศ, วิเชียร ธํารงโสตถิสกุล (2565) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตาม แนวคิดพหุประสาทสัมผัส เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่าน ก่อนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุ ประสาทสัมผัส ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุประสาทสัมผัส มี ความสามารถในการอ่าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.2 วิจัยต่างประเทศ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ Qi Xin Edward (1994: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการหาประสิทธิภาพของแนวการสอนที่รวมการ สอนไวยากรณ์ในบริบทผนวกกับแบบฝึกในลักษณะการรวมประโยค (Sentence Combining) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยเป็นนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มทดลอง กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุมกลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มควบคุมกลุ่มที่ 2 ในแต่ละกลุ่มจะได้รับการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ในกลุ่มทดลองจะเน้นโครงสร้างทางภาษาศาสตร์ โดยแนะนาโครงสร้างทางภาษาศาสตร์โดยอาศัยบริบทช่วย และ ใช้แบบฝึกในลักษณะการรวมประโยคระดับประพจน์ (discourse) ส่วนกลุ่มควบคุมกลุ่มที่ 1 จะไม่มีการสอนใน ลักษณะเดียวกับกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมกลุ่มที่ 2 จะมีการสอนไวยากรณ์แต่ไม่ใช้การสอนโดยอาศัยบริบท เช่นเดียวกับกลุ่มทดลอง และแบบฝึกที่ใช้ในกลุ่มนี้ก็ถูกจากัดให้อยู่ในระดับประโยค ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า นักเรียนในกลุ่มทดลองสามารถเพิ่มระดับความรู้ทางภาษา และการใช้ไวยากรณ์ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมที่ 2 จากการ ทดลองที่ได้ ชี้ให้เห็นว่ากุญแจสำคัญในการสอนไวยากรณ์ให้มีประสิทธิภาพ คือการใช้บริบทช่วยในการทำความ เข้าใจ การฝึกอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ โดยอาศัยแบบฝึกจะช่วยเพิ่มประโยชน์มากขึ้น จากผลงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่ามีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและ หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะมากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการสร้างแบบฝึกมีส่วนในการพัฒนาการเรียนรู้ของ


35 นักเรียน และแบบฝึกทักษะน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการฝึกทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียน ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยคำนึงถึง วัตถุประสงค์เนื้อหา และรูปแบบการสอนที่หลากหลาย งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจอลลี่โฟนิกส์ Johnstone และ Watson (2008: online) ได้ทำการวิจัยการนำรูปแบบการสอนแบบสังเคราะห์เสียง เพื่อพัฒนาทักษะทางการอ่านและสะกดคำไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบ สังเคราะห์เสียงเพื่อพัฒนาทักษะทางการอ่านและสะกดคำเป็นระยะเวลา 9 เดือน และได้ผลสรุปว่า นักเรียนกลุ่มที่ ได้ใช้กิจกรรมโปรแกรมการสอนแบบสังเคราะห์เสียงเพื่อพัฒนาทักษะทางการอ่านและสะกดคำมีผลสัมฤทธิ์ ทางการอ่านและการสะกดคำเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่ามุ่งหมายที่ตั้งไว้ Nasrawi, A. และ Al-Jamal, D. (2017: online) ได้ทำการวิจัยผลของการสอนการอ่านโดยใช้จอลลี่โฟ นิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ใบความรู้เกี่ยวกับจอลลี่โฟนิกส์ ร่วมกับการใช้เพลงพร้อมท่าทางประกอบเป็นจำนวน 5 สัปดาห์ รวมทั้งใช้แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนร่วมด้วย และได้ผลสรุปว่า ผลการทดสอบการอ่านหลังเรียนโดยใช้จอลลี่โฟนิกส์ร่วมกับเพลงของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน Liu Xiaojing, Zhang Junying และ Huang Jing (2016: online) ได้ทำการวิจัยกรณีศึกษาการออก เสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษา โดยใช้โฟนิกส์ในการสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา พบว่า นักเรียนมีทักษะในการอ่านและสะกดคำง่ายๆ ผ่านการเรียนรู้การโต้ตอบระหว่างตัวอักษรและเสียงเพิ่มขึ้น Yakoba Novena Srikandewie เเละ Yon A.E. (2021: online) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะ การสะกดคำผ่านการใช้วิธีการสอนเเบบจอลลี่โฟนิกส์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การสอนเเบบจอลลี่โฟนิกส์ ประกอบไปด้วย 5 ประเด็น ได้เเก่ การเรียนรู้เสียงตัวอักษร การเรียนรู้การเขียนตัวอักษร การประสมเสียง การจำ เเนกเสียงในคำ เเละการสะกดคำที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ และได้ผลสรุปว่า วิธีการสอนเเบบจอลลี่โฟนิกส์ สามารถ พัฒนา 1) ความสามารถของผู้เรียนในการจดจำเสียงตัวอักษรผ่านท่าทาง 2) ความสามารถในการออกเสียง ตัวอักษรได้อย่างถูกต้อง เเละ 3) ความสามารถในการสะกดคำได้อย่างถูกต้อง Rose Nwakaego Umezinwa และ Christiana Obiaageli Udogu (2018: online) ได้ทำการวิจัยถึง ผลของการนำวิธีการรับรู้แบบหลายทางร่วมกับหลักการสอนแบบสังเคราะห์เสียงของจอลลี่โฟนิกส์ที่ส่งผลต่อ ทักษะการอ่านและสะกดคำของนักเรียนในระดับช่วงอายุ 7-10 ปี โดยใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้จอลลี่โฟ นิกส์กับกลุ่มทดลอง และจัดการเรียนรู้แบบไม่ใช้จอลลี่โฟนิกส์กับกลุ่มควบคุม และได้ผลสรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ อ่านและสะกดคำของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม ในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเลือกใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษ ร่วมกับ วิธีการสอนจอลลี่โฟนิกส์โดยใช้วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ที่เน้นการอ่านออกเสียงและใช้รูปแบบกิจกรรมการ สอนที่สอดคล้องกับการเรียนรู้แบบพหุสัมผัส ตามแนวคิดของ นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล (2558: 63 อ้างอิงในสุนทรี


36 ธํารงโสตถิสกุล, 2560: 108) Birsh (2005) และ Gore (2002,p.23) ซึ่งวิธีการสอนนี้ได้รับการพัฒนารูปแบบและ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยผู้วิจัย เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาในด้านการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ถูกต้องตามหลักการอ่าน โดยนำหลักการสอนจอลลี่โฟนิกส์ของ ชู ลอยด์ ในการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของ นักเรียน ควบคู่ไปกับแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษ ตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้และหลัก จิตวิทยาการฝึกของ ของธอร์นไดค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตาม หลักภาษา และสามารถใช้เขียนสื่อสารได้อย่างถูกต้องต่อไป


37 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาการเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษและความพึงพอใจที่มีต่อ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนจอลลี่โฟ นิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) แบบแผนการวิจัยแบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและหลัง (The one group pretestposttest design ซึ่งในบทนี้จะได้กล่าวถึงสาระสำคัญเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการศึกษาค้นคว้าตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. ตัวแปรที่ศึกษา 3. เนื้อหา 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 5. แบบแผนการวิจัย 6. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 6.1 แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 6.2 แผนจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ 6.3 แบบทดสอบวัดความสามารถการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 6.4 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ 7. ขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 8. การเก็บรวบรวมข้อมูล 9. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสกลนคร เขต 3 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 8 ห้องเรียน เป็นนักเรียนทั้งสิ้นจำนวน 300 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สกลนคร เขต 3 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 40 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เนื่องจากการจัดห้องเรียนแต่ละห้องมีลักษณะคล้ายคลึงกันโดยจัดโดยแต่ละ ห้องเรียนมีการจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถของนักเรียน คือ กลุ่มเก่ง กลุ่มตัวอย่าง และกลุ่มอ่อน ยกเว้น


38 ห้องพิเศษ SMT และ EIS ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษเป็น หลัก 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ การใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบ จอลลี่โฟนิกส์ 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ประสิทธิภาพของการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับ วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ 2.2.2. ทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ 2.2.3. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนด้วยการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐาน ภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ ในการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ ผู้วิจัย ดำเนินการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลา 8 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาทีทั้งนี้รวมกับการทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียน รวมไปถึงการประเมินความพึงพอใจ 3. เนื้อหา เนื้อหาที่นำมาใช้ในแผนการสอนเป็นเนื้อหาเสริมที่ไม่ได้มีในบทเรียนของผู้เรียน แต่มีส่วนช่วยในการ พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานและตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลางได้ โดยเนื้อหาสาระการเรียนรู้ที่นำมา จะเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ดังนี้ คาบที่ 1 Learning the letter 42 sounds & information (50 นาที) คาบที่ 2 Blending for reading & Tricky words (10 นาที) สอนการผสมเสียง s, a, t, i, p, n (20 นาที) สอนการผสมเสียง c, k, e, h, r, m, d (20 นาที) คาบที่ 3 สอนการผสมเสียง g, o, u, l, f, b (25 นาที) สอนการผสมเสียง ai, j, oa, ie, ee, or (25 นาที) คาบที่ 4 สอนการผสมเสียง z, w, ng, v, oo, oo (50 นาที) คาบที่ 5 สอนการผสมเสียง y, x, ch, sh, th, th (50 นาที) คาบที่ 6 สอนการผสมเสียง qu, ou, oi, ue, er, ar (50 นาที)


39 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ในการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอลลี่โฟ นิกส์ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบจอล ลี่โฟนิกส์ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลา 8 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที 5. แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) โดยมีแบบแผนการวิจัย preexperimental design แบบ one group pretest-posttest design (มาเรียม นิลพันธุ์, 2555: 144) ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร เขต 3 ปี การศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 40 คน มีรูปแบบการทดลอง ดังนี้ สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง กำหนดให้ O1 แทน การสอบก่อนใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ X แทน การใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ O2 แทน การสอบหลังการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 6. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 6.1 แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ มีทั้งหมด 5 ชุด ดังนี้ ชุดที่ 1 s, a, t, i, p, n, c, k, e, h, r, m, d ชุดที่ 2 g, o, u, l, f, b, ai, j, oa, ie, ee, or ชุดที่ 3 z, w, ng, v, oo, oo ชุดที่ 4 y, x, ch, sh, th, th และ ชุดที่ 5 qu, ou, oi, ue, er, ar โดยใช้เวลาการสอนบทเรียนละ 50 นาที


40 6.2 แผนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ เพื่อพัฒนาความสามารถด้าน การอ่านและการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 แผน แผนละ 1 คาบ คาบละ 50 นาที 6.3 แบบทดสอบความสามารถการเขียนการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ก่อนและหลังการทดลอง เป็นแบบทดสอบแบบเขียนตามคำบอกแบบปรนัยคนละชุดกัน รวมทั้งหมด 20 ข้อ 6.4 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หลังเรียน จำนวน 10 ข้อ และคำถามปลายเปิด จำนวน 1 ข้อ 7. ขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ ขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือมีดังนี้ 7.1 แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.1. วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเขียนหนังสือหนังสือ ตำรา และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอนเขียน แนวทางการสร้างกิจกรรมการฝึกทักษะ แนวทางการสร้างกิจกรรม การเขียน เอกสาร งานวิจัยต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษและหลักสูตรสถานศึกษา 1.2. วิเคราะห์ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ เนื้อหาทักษะการเขียน ที่จะนำมาสร้างแบบฝึกทักษะ 1.3. นำตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ที่วิเคราะห์ได้ มากำหนดโครงสร้างแบบฝึกทักษะการเขียน จำนวน 5 ชุด เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางการสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา จำนวน 5 คน ตรวจสอบความเหมาะสมของโครงสร้างแบบฝึกทักษะ โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของโครงสร้างแบบฝึกทักษะ แล้วนำโครงสร้างแบบฝึกทักษะมาปรับปรุงแก้ไขในด้านเนื้อหา และ การใช้ภาษาให้เหมาะสมและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ 1.4. สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามตาราง โครงสร้างแบบฝึกทักษะ จำนวน 5 ชุด ดังนี้ ที่ เนื้อหา จำนวนชั่วโมง 1 ชุดที่ 1 s, a, t, i, p, n, c, k, e, h, r, m, d 50 นาที 2 ชุดที่ 2 g, o, u, l, f, b, ai, j, oa, ie, ee, or 50 นาที 3 ชุดที่ 3 z, w, ng, v, oo, oo 50 นาที 4 ชุดที่ 4 y, x, ch, sh, th, th 50 นาที 5 ชุดที่ 5 qu, ou, oi, ue, er, ar 50 นาที


41 1.5. นำแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้นไปให้อาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ เพื่อ ตรวจสอบความถูกต้อง โดยอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ได้ให้คำแนะนำปรับปรุงแก้ไข 1.6. นำแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่ปรับปรุงแล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบหาความเหมาะสมระดับความยากง่ายของภาษาและนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อหาค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) 1.7. นำแบบฝึกทักษะไปหาค่าประสิทธิภาพ E1/E2 สำหรับในการวิจัยในครั้งนี้แบบฝึกทักษะใช้ เนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ที่เน้นในเนื้อหาทางด้านทักษะการเขียน สะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 โดย นำไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายวิจัย 7.2 แผนจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสอนแบบจอลลี่โฟนิกส์ 2.1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 และคู่มือการจัดการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ และหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิสังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร เขต 3 เป็นโรงเรียนที่ผู้วิจัยทดลอง 2.2 ศึกษาเอกสาร หนังสือและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษ เพื่อมาเป็นแบบการเขียนในแผนการจัดการเรียนการสอน โดยคำนึงถึงความยากง่ายเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน เหมาะสมกับเวลา และใช้ภาษาที่เหมาะสมกับผู้เรียน 2.3. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข ให้ตรงกับการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะแล้วจัดทำแผนจัดการเรียนการสอนใช้ในการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนและศึกษาวิธีการสร้างแผนการจัดการเรียนการสอน จากงานวิจัยและเอกสารที่ เกี่ยวข้องจากนั้นนำมาสร้างแผนจัดการเรียนการสอนจำนวน 6 แผน แผนละ 50 นาที 2.4 เขียนแผนจัดการเรียนการสอนจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่ง แผนจัดการเรียนการสอนประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้ เนื้อหา มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ จุดประสงค์ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ กิจกรรมการเรียนการสอนสื่อการเรียนการสอน และการประเมินผล จำนวน 6 แผนการเรียนรู้ ใช้ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 6 ชั่วโมง แผนจัดการเรียนการสอนที่ 1 : Learning the letter 42 sounds & information แผนจัดการเรียนการสอนที่ 2 : Blending for reading & Tricky words สอนการผสมเสียง s, a, t, i, p, n, c, k, e, h, r, m, d แผนจัดการเรียนการสอนที่ 3 : Blending for reading & Tricky words สอนการผสมเสียง g, o, u, l, f, b, ai, j, oa, ie, ee, or แผนจัดการเรียนการสอนที่ 4 : Blending for reading & Tricky words


42 สอนการผสมเสียง z, w, ng, v, oo, oo แผนจัดการเรียนการสอนที่ 5 : Blending for reading & Tricky words สอนการผสมเสียง y, x, ch, sh, th, th แผนจัดการเรียนการสอนที่ 6 : Blending for reading & Tricky words สอนการผสมเสียง qu, ou, oi, ue, er, ar 2.5 นำแผนการจัดการเรียนการสอนเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ได้รับคำแนะนำควรให้มีความ ชัดเจนในแต่ละขั้นตอนในการสอนและนำไปปรับปรุง 2.6 แผนการจัดการเรียนการสอนเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน เพื่อตรวจสอบพิจารณาความถูกต้อง ความเหมาะสมและ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้แบบประเมิน IOC 2.7 ปรับปรุงแผนจัดการเรียนการสอนตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ และหลักสูตรสถานศึกษา ตัวชี้วัด คำอธิบาย รายวิชา การสร้างแผนจัดการเรียนการสอนการเขียนภาษาอังกฤษ นำแผนจัดการเรียนการสอนเสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ได้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษปรับปรุงแก้ไขนำแผนจัดการเรียนการสอนเสนอ ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา หาค่า IOC 2.8 นำแผนจัดการเรียนการสอนไปใช้ประกอบการหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกับนักเรียนที่ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร เขต 3 2.9 นำแผนการจัดการเรียนการสอนที่ปรับปรุงและแก้ไขเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้จริงโดยทดลองใช้กับ กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนมัธยมวาริช ภูมิสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร เขต 3 จำนวน 40 คน 7.3 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนและหลังการทดลอง แบบทดสอบนี้จัดทำขึ้นเพื่อประเมินการเขียนภาษาอังกฤษ จะให้นักเรียนแบบทดสอบทั้งก่อนและหลัง เรียน ซึ่งครูผู้สอนเป็นผู้ประเมิน ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถการเขียนภาษาอังกฤษมีดังต่อไปนี้ 3.1. ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศและหลักสูตรสถานศึกษาขอบข่ายของเนื้อหาสาระภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ โรงเรียน มัธยมวาริชภูมิสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร เขต 3 จำนวน 40 คน 3.2. วิเคราะห์เนื้อหาและตัวชี้วัดของแบบทดสอบก่อนและหลัง 3.3. สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษของผู้เรียน ซึ่งเป็นการวัดทักษะการ เขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ทั้งหมด 10 ข้อ จากนั้นเลือกข้อสอบที่ผ่านการเห็นชอบผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือก ข้อสอบที่มีประสิทธิภาพ จำนวน 10 ข้อ โดยเลือกจากตัวชี้วัดและค่าความยากง่ายกับค่าอำนาจการจำแนก


43 3.3.1 นำแบบทดสอบการวัดความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษไปให้อาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ ตรวจสอบและให้ข้อแนะนำแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะในด้านเนื้อหาและ ภาษาที่ใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน 3.3.2 นำแบบทดสอบวัดความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษมาแก้ไขปรับปรุงตาม ข้อเสนอแนะ เมื่อแก้ไขปรับปรุง ตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ให้ข้อแนะนำข้อเสนอแนะ แล้วนำไป ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ดังนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผลผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ ตรวจสอบความถูกต้อง และเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และ ภาษา น ามาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index Of Item Objective Congruence : IOC) โดยเลือกข้อ คำถาม ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปแสดงว่าข้อคำถามในแบบทดสอบมีความเหมาะสม หรือสอดคล้องกับจุดประสงค์กับลักษณะพฤติกรรมโดยกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนไว้ดังนี้ ค่าดัชนี IOC (Index Of Item Objective Congruence : IOC) 3.3.3 นำแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร เขต 3 จำนวน 40 คน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ วิจัยครั้งนี้ ที่กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 นำแบบทดสอบที่นักเรียนทำมาตรวจให้ คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อหาค่าดัชนีความยากง่าย (P) ค่าอ านาจจำแนก (r) และตรวจสอบความ เชื่อมั่นของแบบทดสอบ 3.4. นำผลคะแนนที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์ข้อสอบทั้งฉบับ โดยหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) จากสูตร KR-20 ของ Kuder - Richardson ดังนี้ เนื่องจากแบบทดสอบเป็นแบบวัดที่มีเกณฑ์การให้คะแนน คือ ตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน โดยใช้เกณฑ์ค่าความเชื่อมั่นตั้งแต่ 0.80-1.00 ผลการตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 แสดงว่าข้อสอบมีค่าความเชื่อมั่นสูงสามารถนำไปใช้ได้ 3.5. นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร เขต 3 จำนวน 40 คน 7.4 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ วัตถุประสงค์ในการทำแบบสอบถามความพึงพอใจฉบับนี้ใช้เพื่อสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนว่ามี ความพึงพอใจในแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษมากน้อยเพียงใดโดยนักเรียนจะทำแบบสอบถามความพึง พอใจเมื่อนักเรียนได้เรียนครบ 6 ชั่วโมง โดยแบ่งสอบถามเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ จำนวน 1 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ซึ่งถาม 3 ด้าน ประกอบด้วยด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้าน


44 บรรยากาศในการเรียนรู้ และด้านประโยชน์ที่ได้รับ จากการจัดการเรียนรู้ซึ่งเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วน ประเมินค่า (rating scale) 5 ระดับ แบบ มาตรา ส่วนประเมินค่า (rating scale) 5 ระดับ ของ Likert ดังนี้ ระดับคะแนน 5 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ระดับคะแนน 4 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ระดับคะแนน 3 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ระดับคะแนน 2 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย ระดับคะแนน 1 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด สำหรับการให้ความหมายของค่าที่วัดได้ ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการให้ความหมายโดยพัฒนาจาก แนวคิดของ (Best, 2006: 310-332) ดังนี้ คะแนน 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คะแนน 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คะแนน 2.51 – 3.50 หมายถึง มีมีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง คะแนน 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย คะแนน 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามแบบคำถามปลายเปิด (Open Ended Form) ให้นักเรียนแสดงความ พึงพอใจ กับแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ จำนวน 1 ข้อ ให้นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นที่มีต่อแบบฝึกทักษะ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม โดยผู้วิจัยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจถามนักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งมีขั้นตอนในการสร้าง แบบสอบถามความพึงพอใจ การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ มีขั้นตอนดังนี้ 4.1 ศึกษาแนวคิด หลักการ รูปแบบ ทฤษฎีจากตำราเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องวิธีการสร้าง แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษและนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามา กำหนด โครงสร้างของเครื่องมือโดยขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ 4.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า มี 3 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ซึ่งถาม 3 ด้าน ประกอบด้วยด้านการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศในการเรียนรู้ และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้ 4.3 นำแบบสอบถามความพึงพอใจที่สร้างเสร็จแล้วให้อาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะ และนำมาปรับปรุงแก้ไข 4.4 นำแบบสอบถามความพึงพอใจให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน 1. ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษ 2. ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการสอนและวิธีการสอน 3. ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผลเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)


45 แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อนำไปหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective Congruence : IOC) เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยใช้เกณฑ์การกำหนดความพึงพอใจไว้ดังนี้ นำค่าดัชนีความสอดคล้องที่ได้มา เทียบเกณฑ์ ซึ่งมีเกณฑ์ในการพิจารณาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โดยกำหนดเกณฑ์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่คำนวณได้มีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปแสดงว่า ส่วนประกอบของข้อคำถามในแบบสอบถามความพึงพอใจมี ความสอดคล้อง ถ้าค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่คำนวณได้มีค่าน้อยกว่า 0.50 ขึ้นไป แสดงว่า ส่วนประกอบ ของข้อคำถามในแบบสอบถามความพึงพอใจไม่มีความสอดคล้อง 4.5 นำแบบสอบถามความพึงพอใจไปปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 8. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยได้กำหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนดังนี้ 8.1 คณะผู้วิจัยเสนอคำร้องต่อผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวาริชภูมิสกลนคร ทำหนังสือเพื่อขออนุญาตและ ขอความอนุเคราะห์ เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 8.2 ทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษ ร่วมกับ วิธีการสอนจอลลี่โฟนิกส์นักเรียนชั้นมัธยมมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสกลนครเขต 3 ที่คณะผู้วิจัยได้ สร้างขึ้นโดยคณะผู้วิจัยได้ทำการทดลองสอนด้วยตัวเองใช้เวลาในการ สอน 50 นาที ต่อ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ รวมเวลาทดลอง 8 คาบ 400 ชั่วโมง โดยดำเนินการดังนี้ 2.1 ครู(คณะผู้วิจัย) ชี้แจงให้นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างให้ทราบถึง วัตถุประสงค์ในการวิจัยและ วิธีการที่นำบทเรียนมาใช้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษ ร่วมกับวิธีการสอน จอลลี่โฟนิกส์ ใช้ในการจัดการเรียนรู้ 2.2 ให้กลุ่มตัวอย่างเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษ ร่วมกับ วิธีการสอนจอลลี่โฟนิกส์ คาบละ 50 นาทีจำนวน 6 คาบ 8.3 ครูผู้วิจัย สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนในระหว่างที่นักเรียนเรียนรู้หรือทำแบบฝึกทักษะการ เรียนรู้โดยบันทึกลงในแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ครผู้วิจัยได้จัดทำขึ้นและจัดการเรียนการสอนจนครบทุก แผนการจัดการเรียนรู้ 8.4. การสังเกตและวัดผลการทดลอง โดยวัดทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึก ทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษ ร่วมกับวิธีการสอนจอลลี่โฟนิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่คณะผู้วิจัย ได้สร้างขึ้นให้นักเรียนทำและบันทึกคะแนน 8.5 นักเรียนตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบ ฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษ ร่วมกับวิธีการสอนจอลลี่โฟนิกส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 ข้อ


46 9. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษด้วยแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการดังนี้ 9.1 การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์คำนวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) การหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ 80/80 ใช้สูตร (E1/E2) 9.2 นำคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์เปรียบเทียบ ก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะ โดยใช้สถิติทดสอบ t-test แบบ Dependent 9.3 การวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบใช้สูตร KR-20 ความยาก ง่ายและอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ 9.4. การวิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (rating scale) โดยนำ ค่าที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย (x̅) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วนำไปแปลความหมายค่าระดับตามแนวคิดของ (Best, 2006: 310-332) ดังนี้ เกณฑ์การให้คะแนนระดับความพึงพอใจ ผลคะแนน ระดับความพึงพอใจ 4.51 – 5.00 ระดับมากที่สุด 3.51 – 4.50 ระดับมาก 2.51 – 3.50 ระดับปานกลาง 1.51 – 2.50 ระดับน้อย 1.00 – 1.50 ระดับน้อยที่สุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน 1.1 ร้อยละ (Percentage) คำนวณจากสูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด,2545: 104) = × 100 เมื่อ P แทน ค่าร้อยละ F แทน ค่าความถี่ที่ต้องแปลงเป็นร้อยละ N แทน ค่าจำนวนความถี่ทั้งหมด


47 1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) คำนวณจากสูตร ดังนี้ (ชูศรี วงศ์รัตนะ, 2553: 33) ̅= ∑ เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่มตัวอย่าง N แทน จำนวนข้อมูลหรือคนในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard Deviation) คำนวณจากสูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2553: 123-126) .. = √ ∑ 2−(∑ ) 2 (−1) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละคน ∑ 2 แทน ผลรวมคะแนนแต่ละคนยกกำลังสอง (∑ ) 2 แทน ผลรวมคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง N แทน จำนวนข้อมูลหรือคนในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 2.1 หาความเที่ยงตรง (Validity) = ∑ เมื่อ แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบหรือข้อ คำถาม หรือสิ่งที่ต้องการวัดทั้งหมด ∑ แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แทน จำนวนผู้เชียวชาญทั้งหมด 3. สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.1 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 จากสูตร E1/E2 (กรมวิชาการ, 2545: 64) 1 = ∑ × 100


48 เมื่อ 1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการที่จัดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 80 ของ คะแนนเฉลี่ยซึ่งเก็บคะแนนจากการเข้าร่วมกิจกรรม ∑ แทน คะแนนของการเก็บคะแนนจากการร่วมกิจกรรมของทุกคนรวมกัน แทน คะแนนเต็มของการเก็บคะแนนจากการร่วมกิจกรรม แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 2 = ∑ × 100 เมื่อ 2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์คิดเป็นร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มเฉลี่ยที่ได้จากการวัดทักษะการ เขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ร่วมกับวิธีการสอนจอล ลี่โฟนิกส์ ∑ แทน คะแนนรวมของการวัดทักษะการพูด แทน คะแนนเต็มของการวัดทักษะการพูด แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 3.2 การวิเคราะห์หาเปรียบเทียบ ก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะ โดยใช้สถิติทดสอบ t-test (Dependent sample) เมื่อ แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤติ แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง หรือจำนวนคะแนน 3.3 การวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบใช้สูตร KR-20 ความยากง่ายและอำนาจจำแนกของ แบบทดสอบจากสูตร Kuder-Richardson 20 (บุญชัช เมฆแก้ว, 2562: 23) ดังนี้


Click to View FlipBook Version