The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patiweth Ketkhong, 2021-03-27 08:50:20

ระบบยันต์

ระบบยันต์

อิทธิพลของพทุ ธศาสนามหายานทีม่ ีตอ ระบบยันตในประเทศไทย
The Influence of Mahayana Buddhism on Yantra (Thai Mandala) systems in Thailand

โดย
ณฐั ธัญ มณีรัตน
Mr. Natthan Maneerat

วิทยานพิ นธน เ้ี ปน สว นหนงึ่ ของการศกึ ษาตามหลกั สตู รศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ (พุทธศาสนศึกษา)
คณะศิลปศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
พ.ศ. 2551



บทคดั ยอ

ความเช่ือเรื่องยันตท่ีแพรกระจายอยูในประเทศไทยน้ันเปนสิ่งท่ีมีมาชานาน จาก
หลักฐานทางประวัติศาสตร ไมวาจะเปนเอกสารโบราณ พระพิมพ หรือจารึก ชวยใหเราสามารถ
ตง้ั สมมติฐานไดว าเลขยนั ตตาง ๆ เกิดข้นึ มาหลายปแลว และเม่ือวิเคราะหดูเน้ือหาสาระของระบบ
ยันตก็พบวา ยันตตาง ๆ ท่ีเราเห็นอยูในปจจุบันน้ีสวนใหญไดรับอิทธิพลทางดานแนวคิดและ
ปรัชญาจากพุทธศาสนามหายาน ไมเพียงแตความเหมือนกันในเรื่องรูปแบบ แมแตองคประกอบ
อ่ืน ๆ เชนการเสกยันต การสรางหรือเขียนยันตก็เหมือนกัน ซึ่งท้ังน้ีอาจเปนเพราะในอดีตดินแดน
ตาง ๆ ในบริเวณน้ีเคยรับเอาอิทธิพลของคําสอนมหายานเอาไว ดังนั้นหลักคําสอนท่ีสําคัญตาง ๆ
เชน ศนู ยตา ตรีกาย มณฑล กม็ อี ยใู นระบบยนั ต

ในปจจุบันยังมีเอกสารโบราณที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับยันตตาง ๆ ใหศึกษา
พอสมควร ทาํ ใหพบเนอ้ื หาทีส่ อดคลองกบั หลักปฏิบัตขิ องมหายานดวย เชน สมาธิเพงอักษร ซ่ึงใช
ในการฝกสรางรูปแบบมณฑลในจิตซึ่งปรากฏในคัมภีรปถมัง ในคัมภีรเดียวกันนี้ยังแสดงนัยยะ
เรื่องพระปญจชินพุทธเจา และหลักศูนยตาอยางชัดเจน ในปจจุบันจะหาผูท่ีศึกษาอยางจริงจังได
นอย มีเพียงการนาํ เอารปู แบบภายนอกไปประยกุ ตใชเทานั้น ทําใหไมสามารถเขาถึงปรัชญาท่ีแฝง
เอาไวไ ดท ั้งที่ในความเปนจริงแลวการจะทํายันตสักยันตหน่ึงตองมีข้ันตอนตาง ๆ มากมาย และไม
สามารถที่จะเรียนรใู นทนั ทีทันใดได เพราะตองอาศยั การฝกฝนทางจิตเปน ปทัฏฐานเสยี กอ น

อยางไรก็ตามมีความเปนไปไดวาการนําเอาความเชื่อเร่ืองยันตไปสัมพันธกับเรื่อง
อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริยก็เพ่ือตองการรักษาสารัตถะสําคัญบางอยางเอาไวไมใหสูญหาย อยางนอยใน
เวลาตอมาหากมผี ูที่สนใจศกึ ษาก็อาจจะไดพ บปรัชญาเหลา น้นั อีกท้งั ตราบใดทีย่ ังมีผูยึดถอื ปฏิบตั ิ
อยูสิ่งนั้นก็จะคงอยูเชนกัน การศึกษาวิเคราะหเรื่องยันตจะสามารถทําใหเราเขาใจถึงพัฒนาการ
และสาระสําคญั ของส่ิงนี้

(1)

Abstract

The beliefs of Yantra, spread throughtout this region have been developed
for a long time. According to ancient Yantra manuscripts, small Buddha images and
inscriptions we can declare that Yantra systems began to be made hundreds of years
ago. When its system has been analyzed we find that most of Yantra are based on
Mahayana philosophy, including important teachings such as Sunyata, Trikaya and
Mandala. Though ancient Mahayana Buddhism has now vanished from this region, its
influence still exists especially in the Yantra system.

At the present time, many old manuscripts are preserved so that we can
study from some of them. We find that some practices in Yantra systems are the same
as in the high meditation of Mahayana, such as staring at the mantra letter. According to
the Patamung treatise, the practitioner must create the inner Yantra by staring and
writing the Yantra many times. Moreover, it contains many important concepts of
Mahayana Buddhism, particularly the five Buddhas and Sunyata. Nowadays people are
rarely interested in studying Yantra systems. People use only their forms. They are
unable to understand the philosophy of Yantra and neglect the mental practices which
are the most important aspects of this system.

However, it is possible that the relating of Yantra to supernatural power was
only a stratagem of the ancient instructors to preserve important concepts.
At least some people may understand and gain advantages which are hidden beneath
the supernatural elements. Research may discover the development and the essential
contents of Yantra.

(2)

กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบคุณอาจารยทุกทานท่ีเมตตาอบรมสั่งสอนใหมีวิชาความรู ท้ังยังอนุเคราะห
ชว ยช้แี นะสิ่งอนั เปนประโยชน จนสามารถทํางานวจิ ัยนี้ลุลว ง
ขอขอบคุณบรู พาจารยผูค ดิ ประดษิ ฐก ลยันตตาง ๆ ทง้ั ผูท ี่สบื ทอดจดจาํ ไวไมใหสูญหาย
สืบทอดตอมาจนถึงกาลปจ จบุ ัน
ขอขอบคุณหมูกัลยาณมิตรท่ีอุทิศกําลังกาย กําลังใจ ไมใหเกิดความยอทอตออุปสรรค
มีสว นชว ยใหว ิทยานพิ นธน ้สี าํ เร็จลงได
ขอขอบคุณผูท่ีมีสวนชวยเหลือในส่ิงทั้งหลาย อันจะมีสวนในความสําเร็จของ
วทิ ยานิพนธฉ บับนี้
ขอนอมถวายคุณความดีอันเกิดมีจากวิทยานิพนธเลมน้ีเปนเคร่ืองสักการะแดพระ
สัมมาสัมพุทธเจา ผูยังประโยชนแกโลกโดยแท แลปวงพระโพธิสัตว มหาสัตว ผูมากดวยความ
กรณุ า เปนที่พ่ึงแกปวงสรรพชีวติ ทผ่ี จญกับความทกุ ขใ นหวงสังสารวัฏ

ณฐั ธัญ มณรี ัตน
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร

พ.ศ. 2551

(3)

สารบาญ

หนา
บทคดั ยอภาษาไทย ................................................................................................. (1)

บทคัดยอภาษาอังกฤษ ............................................................................................ (2)

กติ ติกรรมประกาศ .................................................................................................. (3)

บทที่ 1
1. บทนาํ .........................................................................................................

ความสาํ คัญของปญหาท่ีจะศึกษา............................................................ 1
วัตถุประสงคข องการวิจัย ........................................................................ 3
ขอบเขตของเขตของการวจิ ยั .................................................................... 4
วธิ ีดาํ เนินการวิจัย ................................................................................... 4
ประโยชนท ่ีคาดวา จะไดรบั ...................................................................... 4

2. ลักษณะของระบบยันตท ี่ปรากฏในภาคกลางของประเทศไทย.......................... 6

ความหมายลกั ษณะและองคป ระกอบของระบบยนั ต ................................. 9
การนาํ เอายนั ตม าประยกุ ตส รางพระพิมพแ ละเคร่อื งรางของขลงั ................. 11
หลักฐานเก่ยี วกบั ความเชือ่ เร่อื งยนั ตข องอาณาจกั รโบราณ ......................... 17

3. อทิ ธพิ ลความเช่ือเรอ่ื งยันตท มี่ ีตอ สงั คมไทย.................................................... 31

การถือกาํ เนิดของพทุ ธศาสนามหายาน..................................................... 31
พฒั นาการของพทุ ธศาสนามหายานแบบตันตระ ....................................... 35
อทิ ธิพลแนวคดิ จากพระพทุ ธศาสนามหายานที่มีตอระบบยันต.................... 41
4. อิทธพิ ลความเชือ่ เรือ่ งยันตท มี่ ีตอสังคมไทย.................................................... 77

ความเชือ่ เรื่องยันตใ นสงั คมไทย ............................................................... 77
ความสัมพันธร ะหวา งกลุมคน และการนาํ ยันตไปประยกุ ตใช ...................... 81
วกิ ฤตมมุ มองเก่ียวกับยนั ตในสงั คมไทยในปจจบุ ัน..................................... 90

5. สรปุ และขอเสนอแนะ................................................................................... 95

สรปุ ผลการวจิ ยั ...................................................................................... 95
ขอ เสนอแนะ .......................................................................................... 97

ภาคผนวก 99
ก. ยันตแ ละเครอื่ งรางของขลงั ……………………………………………………

ข. คมั ภรี ปถมัง…………………………………………………………………… 127

บรรณานุกรม ........................................................................................................ 157
ประวตั กิ ารศึกษา ..................................................................................................... 160

สารบาญภาพ

แผนภาพท่ี หนา
3.1 แสดงหนา ที่ของวญิ ญาณทง้ั 8................................................................. 47
3.2 ความเชื่อมโยงของธรรมกาย สัมโภคกาย และนิรมาณกาย ......................... 50
3.3 พระพทุ ธเจา สามลกั ษณะ ........................................................................ 52

บทที่ 1

บทนํา

1.1 ความสําคัญของปญ หาทีจ่ ะศึกษา

ทุกวันน้ีพระพุทธศาสนาที่เจริญรุงเรืองอยูในอาณาจักรไทยเปนพระพุทธศาสนาแบบ
เถรวาท ซึ่งรับมาจากลังกาตั้งแตสมัยสุโขทัยเปนราชธานี ปรากฏหลักฐานท้ังที่เปนโบราณสถาน
โบราณวัตถุมากมาย รวมทั้งคัมภีรปกรณตาง ๆ ที่เปนภาษาบาลี แตเปนท่ีนาสังเกตวา
พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยน้ันจะมีเร่ืองเก่ียวกับความเชื่อเร่ืองเลขยันตและเวทมนตคาถาหรือ
ที่เรียกวา “ไสยศาสตร” ปนอยูมิใชนอย คนสวนใหญมีความเช่ือวาไสยศาสตรเปนอิทธิพลจาก
ศาสนาพราหมณ-ฮินดู สง่ิ ท่คี นท่วั ไปเรยี กวาไสยศาสตรจ ะมคี วามเกี่ยวของโดยตรงกบั ระบบยันตที่
ปรากฏอยูในประเทศไทย และระบบของยันตตาง ๆ น้ีเองท่ีนํามาใชประกอบการสรางพระพิมพ
ตาง ๆ จวบจนกระทง่ั ทกุ วนั นี้ ดงั ปรากฏหลักฐานพระพิมพสมัยอยุธยาตอนตนที่ไดจากพระปรางค
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรีท่ีมีอายุอยูในราวพุทธศตวรรษท่ี 19-20 ท่ีดานหลังของ
พระพิมพมียันตประทับอยู จากหลักฐานดังกลาวนาเชื่อไดวาระบบเลขยันตมีวิวัฒนาการใน
ประเทศไทยเรามานานหลายรอยปและหลักฐานจากเอกสารโบราณที่เก็บรักษาไว ณ หอสมุด
แหงชาติท่ีเปนสมุดขอยและจารึกใบลานเก่ียวกับยันตซึ่งบางฉบับมีอายุอยูในสมัยอยุธยาราว
พุทธศตวรรษท่ี 22-23 อยางไรกต็ ามหากศกึ ษาวเิ คราะหใ หล กึ ซ้ึงเราอาจพบคําตอบบางอยางที่ทํา
ใหเห็นถงึ ววิ ฒั นาการของชุมชนไทยสมัยโบราณ ทอ่ี าศัยเคาโครงความเช่ือและรองรอยทางศาสนา
ที่เคยเจริญรุงเรืองอยูในอดีต ซ่ึงระบบยันตอันเปนแบบแผนในการสรางพระเครื่องที่แพรหลายอยู
ในประเทศไทยนั้นนา จะไดร บั อิทธิพลมาจากพทุ ธศาสนามหายานโดยเฉพาะนิกายมนตรยาน

คติความเช่ือในนิกายมนตรยาน หรือพุทธตันตระนาจะเปนตนกําเนิดของระบบยันต
ตาง ๆ ของไทย สังเกตจากความคลายคลึงของยันตตาง ๆ กับภาพมณฑล โดยลักษณะของ
มณฑลจะมีรูปแบบตาง ๆ หลากหลายรูปแบบ ในขั้นตนมณฑลจะมีพระพุทธเจาและพระโพธิสัตว
ประทับอยูในตําแหนงท่ีชัดเจน ดังเชน “กรรมบูชามณฑล” ที่ประกอบไปดวยพระพุทธเจาและ
พระโพธิสัตว 33 องค (พระพุทธเจา 5 พระองค เทพธรรมบาล 16 องค โพธิสัตวภายในและ

1

2

ภายนอก 8 องค และสังครหโพธิสัตว 4พระองค)1 นอกจากนี้โดยหลักปฏิบัติของนิกายมนตรยาน
นั้น จะมีการสาธยายมนตราตาง ๆ ซึ่งเรียกวา “ธารณี” ซ่ึงเปนของพระพุทธเจาบาง
พระโพธิสัตวบาง ตลอดจนเทพธรรมบาลท่ีไดประทานใหแกมนุษย มนตเหลานี้ถูกเช่ือวามี
พลานุภาพมากมาย ในบางคร้ังมีการกําหนดจํานวนในการทองเชน 16 คาบบาง 108 คาบบาง
โดยใชประกอบกับมลฑลเปนการทําใหมณฑลเกิดความศักดิ์สิทธิ์ ดังเชนท่ีกลาวไวใน คัมภีร
มหาไวโรจนสูตร ซ่ึงเปนคัมภีรสําคัญของนิกายมนตรยานเก่ียวกับมนตราของพระเมตไตรย
โพธิสัตววา “เม่ือพระเมตไตรโพธิสัตวดํารงอยูในสมาธิดวยมหากรุณาแกสรรพสัตวในจักรวาล
พระองคไดสอนมนตราของพระองควา นมะ สมันตาพุทธานัม อจิตัมจายะ สารวสัตตวอสาย
นุยถะ สวาหะ”2 ในบางคร้ังมีการใชอักขระประจําองคลงไปแทน เพ่ือใชเพงบริกรรมภาวนาเปน
นิมิตในมโนภาพ ในที่น้ีมณฑลจะสัมพันธโดยตรงกับจิตกลาวคือภาพมณฑลและมนตราท่ีใช
ประกอบกันจะสื่อถึงจิตของผูปฏิบัติ ในมณฑลแตละแบบจะบงบอกถึงคุณสมบัติทางจิตท่ี
แตกตางกันไป เชน มณฑลดอกบัวแปดกลีบซึ่งดอกบัวจะหมายถึงจิตของปวงสัตวและจิตของ
พุทธะอันเปนแหลงรวมของธรรมทั้งหลาย นอกจากน้ียังแสดงถึงความกรุณาและคุณสมบัติอ่ืน ๆ
วัชระที่ปรากฏในภาพมณฑลเปน สญั ลักษณของความรทู ที่ าํ ลายเสียซึง่ มายาทั้งปวง ตรงกลางเปน
ธรรมกายมีพระพุทธเจาและพระโพธิสัตวประทับอยูโดยรอบ 8 องคเปนการสื่อถึงความเสมอภาค
แหงปญญาและกรุณา3 ซ่ึงภาพมณฑลเหลาน้ีมีหลักการเหมือนกับระบบยันตของไทยโบราณท่ี
ประกอบไปดวยลายเสนรูปแบบตาง ๆ และอักขระสําคัญแทนพระนามพระพุทธเจาบาง เทพเจา
บาง หรือหัวขอธรรมสําคัญ และจะตองมีคาถาที่ใชสาธยายทําใหยันตเกิดความศักดิ์สิทธ์ิบังคับ
เอาไวเปนการเฉพาะ แตล ะยันตจ ะใชค าถาที่แตกตางกันไป นอกจากนี้ยังมีการเพงยันตตาง ๆ ให
เกิดเปน มโนภาพอกี ดวย4

1 Lokesh Chandra, A Ninth Century Scroll of The Vajradhatu Mandala
(New Delhi: Pradeep Kumar Goel, 1997), p. 44.

2 Chikyo Yamamoto, Mahavairocana-sutra (Delhi: Rajkamal Electric Press,
2001), p. 43.

3 Adrian Snodgrass, The Matrix and Diamond World Mandalas in Shingon
Buddhism (New Delhi: Pradeep Kumar Goel, 1988), p. 208.

4 เทพย สาริกบตุ ร, พระคัมภีรพ ระเวทฉบบั จตั ตุถบรรพ (กรุงเทพมหานคร:
อุตสาหกรรมการพิมพ, 2527), น. 8.

3

ระบบเลขยันตท่ีแพรหลายอยูในประเทศไทยจึงนาจะไดรับอิทธิพลมาจาก
พระพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะนิกายมนตรยาน ซ่ึงมีตนกําเนิดอยูท่ีอินเดียตะวันออกเฉียง
ใตแ ละไดเผยแผเ ขาสอู าณาจักรตา ง ๆ รวมท้ังอาณาจกั รโบราณในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต มี
อาณาจกั รทวารวดี อาณาจักรศรีวชิ ัยและอาณาจักรขอมเปนตน โดยเฉพาะอิทธิพลของอาณาจกั ร
ขอมไดครอบคลุมดินแดนท่ีราบลุมแมน้ําเจาพระยา ทําใหความเชื่อแบบมหายานแพรกระจายอยู
โดยท่ัวไป ดังจะเห็นไดจากการคนพบพระพิมพแบบมหายานในภูมิภาคแถบน้ี อยางไรก็ตาม เม่ือ
อาณาจักรสุโขทัยรับเอาพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเขามาลัทธิความเช่ือแบบมหายานก็คอย ๆ
สญู สน้ิ ไป คงเหลอื อยแู ตเพียงระบบของยันตและมนตต าง ๆ ซ่ึงในระยะแรกยังหลงเหลือเคาโครง
แนวคิดมหายานชัดเจน ตอมาภายหลังจึงมีแนวคิดแบบเถรวาทผสมผสานเขาไป ทายที่สุดจึง
วิวัฒนาการเปนระบบยันตท ่ใี ชกนั อยูในปจจบุ ัน

พระสงฆใ นสงั คมไทยตั้งแตย คุ โบราณใชยันตต า ง ๆ มาสรา งเปน พระเครือ่ งมอบใหแก
พทุ ธศาสนิกชนเพื่อเปน อุบายใหคนเกดิ หรือระลึกถงึ พระพุทธเจา แมในยุคปจ จบุ ันการใชยนั ตแบบ
ตา ง ๆ ก็มใี หเหน็ ตามวัดเถรวาทโดยทั่วไปนอกจากน้ยี งั มีคนอีกจํานวนหนึ่งที่เช่ือในความศักดิ์สิทธ
ของยนั ตซ ่งึ เปนเร่ืองท่ีนาศึกษาวา เรือ่ งนจ้ี ะขดั กบั หลกั การของพระพุทธศาสนาหรือไมอยางไร และ
แนวโนมความเช่ือดังกลาวจะทําใหเกิดความงมงายไดหรือไม อยางไรก็ตามการศึกษาเร่ือง
ดังกลาวอยางถองแทจะทําใหสามารถมองเห็นพัฒนาการระบบยันตในประเทศไทยไดอยาง
ถกู ตอ ง

1.2 วัตถุประสงคข องการวิจยั

1. เพ่ือศึกษาวิเคราะหอิทธิพลพุทธปรัชญามหายานที่มีตอรูปแบบของยันตใน
ประเทศไทย

2. เพอ่ื ศกึ ษาประวัติศาสตรและความเช่ือเร่ืองยนั ตข องชาวพุทธในชมุ ชนโบราณของ
ไทย (ตัง้ แตมกี ารใชย นั ตในครัง้ แรกประมาณสมยั อยธุ ยาตอนตน )

3. เพ่อื ศึกษาผลกระทบทเี่ กิดจากความเชอื่ ของระบบยันตท่ีมตี อประชาชน

4

1.3 ขอบเขตของการวจิ ยั

การวิจัยน้จี ะทําการศกึ ษาวิเคราะหเ ฉพาะอทิ ธิพลของพระพุทธศาสนามหายานที่มีตอ
ระบบยันตตาง ๆ ในประเทศไทย โดยอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตรเชนพระพิมพ จารึก และ
บันทึกโบราณ ซึ่งจะศึกษาวิเคราะหหลักคําสอนที่สําคัญของพุทธศาสนามหายานท่ีมีอิทธิพลตอ
รูปแบบของยันตรวมทั้งพิธีกรรมท่ีสืบเนื่องจากอดีตมายังปจจุบัน รวมทั้งผลกระทบท่ีเกิดขึ้นกับ
สังคมไทยในปจจุบันเกี่ยวกับความเช่ือในเร่ืองดังกลาว ดังน้ันงานวิจัยฉบับน้ีจะครอบคลุมถึง
ความเปนมาของและวิวัฒนาการของระบบยันตในประเทศไทยในสวนท่ีเชื่อมโยงกับแนวคิดของ
พทุ ธศาสนามหายาน

1.4 วิธีดาํ เนนิ การวจิ ยั

งานวิจัยน้ีเปนงานวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ซ่ึงมีข้ันตอนการ
ดาํ เนนิ การวจิ ยั ดงั น้ี

1. คนควาและรวบรวมขอมูลจากพระสูตรตาง ๆ ของฝายมหายาน งานเขียนและ
บทความที่เกี่ยวของ รวมทั้งเอกสารโบราณ โดยมีแหลงคนควาขอมูล คือ สํานักหอสมุดกลาง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร หอสมุดกลางมหาวิทยาลัยศิลปากร หองสมุดวัดทิพยวารี และ
หองเอกสารโบราณหอสมุดแหงชาติ

2. นําขอมูลที่ไดมารวบรวมและจัดลําดับเพื่อศึกษาวิเคราะหและประมวลผล
จากนนั้ จึงสรุปผลการวจิ ยั เพ่อื นําเสนอตอ ไป

1.5 ประโยชนท คี่ าดวาจะไดรบั

1. ผลการจากวิจัยจะสามารถใหความกระจางในเร่ืองเกยี่ วกับระบบยันตท่ีใชกันอยูใน
ประเทศไทยวา มคี วามเปนมาอยา งไร

2.สามารถทีจ่ ะเชือ่ มโยงแนวคิดของระบบยนั ตก บั หลกั ธรรมของพุทธศาสนามหายาน
3.ชวยสงเสริมศรัทธาอันประกอบดวยปญญาที่มีตอพระสัมมาสัมพุทธเจาและพระ
สทั ธรรมของพระองคผ านระบบยนั ตตา ง ๆ
4.ทําใหเกิดความเขาใจถึงทีม่ าและววิ ัฒนาการของระบบยันตใ นภูมิภาคแถบน้ี

5

5.สามารถนาํ ไปพัฒนาแนวความคดิ เกี่ยวกับยันตตาง ๆ เพื่อสรางพฤติกรรมที่ถูกตอง
ตามครรลองของพทุ ธศาสนาเมื่อนาํ เอาสิง่ เหลา น้ไี ปใช

บทท่ี 2

ลกั ษณะของระบบยันตท ปี่ รากฏในภาคกลางของประเทศไทย

2.1 ความหมาย ลักษณะ และองคป ระกอบของระบบยันต

ยันตรูปแบบตาง ๆ ท่ีปรากฏอยูในปจจุบันน้ันมีอยูหลายลักษณะท้ังท่ีเปนแบบตาราง
มีตัวอักขระอยูภายใน เปนตัวอักขระซอนกันหรือเรียงกัน รวมท้ังแบบท่ีเปนตัวเลขและรูปภาพตาง
ๆ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 กลาวถึงความหมายของเลขยันตวา
“ตารางหรือลายเสนเปนตัวเลข อักขระหรือรูปภาพ ที่เขียน สัก หรือแกะลงบนแผนผา ผิวหนัง ไม
โลหะเปนตน ถือวาเปนของขลัง เชนยันตตรีนิสิงเห ยันตพระเจา 5 พระองค เรียกเส้ือหรือผาเปน
ตน ท่มี ีลวดลายเชน น้นั วา เสื้อยันต ผา ยนั ต เรียกกริยาท่ีทําเชนน้ันวาลงเลขลงยันต”1 โดยคําจํากัด
ความนี้ยันตจะหมายถึงอกั ขระ ตาราง รูปภาพ และตวั เลขซึ่งตอไปในงานวิจยั จะกลาวถงึ สิง่ เหลา นี้
ทั้งหมด เกี่ยวกับท่ีมาของคําวายันตนั้นอาจารยเทพ สาริกบุตรไดกลาวไวในคัมภีรพระเวทฉบับ
จัตตถุ บรรพไวดงั นี้

คําวา ยันต นี้เพ้ียนมาจากคําวา ยัญญ ซึ่งเปนภาษาบาลีแปลวา ส่ิงท่ีมนุษยพึง
เสนสรวงบูชาใหมีความสุขความเจริญ แตมาใชในภาษาไทยเราเปล่ียนเขียนเปน
ยันต ไปหมายถึงรอยเสนท่ีขีดขวางไปมาสําหรับลงคาถา นอกจากนี้ยงั มีกลาวไว
อีกวา เสนยันตนั้นเปรียบเสมือนสายรกของพระพุทธเจา สวนอักขระที่ลงไวใน
ยันตเปรียบดวยแตละอักขระคือพระพุทธเจาองคหน่ึง แสดงถึงทัศนะคติท่ีคน
โบราณมตี อยนั ตแ ละอักขระวาเปนสงิ่ ศกั ดิ์สิทธิ์ ไมสามารถลบหลูเหยยี บยา่ํ ได2
ในพจนานุกรมภาษาสันสกฤตไดใหความหมายเก่ียวกับยันตไววา “เปนเคร่ืองราง
เปนแผนภาพจําลองเกี่ยวกับดวงดาว หรือแผนผังอันศักด์ิสิทธิ์”3 สวนการเลาเรียนยันตตาง ๆ ใน

1 ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (กรุงเทพมหานคร:
สาํ นักพิมพอกั ษรเจรญิ ทัศน, 2542), น. 649.

2 เทพย สารกิ บุตร, พระคมั ภรี พ ระเวทฉบับจัตตถุ บรรพ (กรุงเทพมหานคร:
อตุ สาหกรรมการพิมพ, 2501), น. 1.

3 Aman Shivaram Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary (Delhi :
Motilal Banarsidass, 1998),p. 1804.

6

7

สมัยโบราณเปนเร่ืองท่ีคอนขางยุงยากและเต็มไปดวยพิธีกรรมตาง ๆ มากมาย ในการที่อาจารย
จะถายทอดวิชาความรูไปยังศิษย ซ่ึงในการเรียนยันตตาง ๆ นั้นโบราณาจารยจะกําหนดเงินคาครู
ซึ่งเรยี กวาคากาํ นัลรวมถึงขา วของที่ตอ งใชบ ชู า ซึ่งแตล ะยนั ตก ็จะไมเ หมอื นกัน เชน ถา จะเรยี นยันต
ในคัมภีรปถมังจะตองตั้งเครื่องบูชามีบายศรีปากชามสํารับหน่ึง เงิน 6 บาท ผาขาวผืนหน่ึง
หมาก 5 คํา ดอกบัว 5 ดอก กรวยดอกไม 5 กรวย ธูปเงิน ธูปทอง เทียนเงิน เทียนทองอยางละ 5
เลม บางยันตกําหนดเครื่องบูชาไวอยางละ 16 เชนยันตพญาไกเถื่อน นอกจากน้ันยังมีขอความ
และวิธีปฏิบัติตนควบคูกันไปดวย ขั้นตอนในการการลงยันต(เขียนยันต)นั้น เม่ือเวลาจะลงตอง
สํารวมจิตใหสงบเปนสมาธิ ยันตทุกชนิดจะมีสูตรที่ใชลง เวลาที่ลากเสนยันตน้ันตองภาวนาสูตร
ยันตไปดวยใหพอดีกับรูปท่ีเขียนข้ึนมา ดังนั้นในระบบยันตจะประกอบดวยสิ่งสําคัญ 5 อยางคือ
รูปแบบยันต สูตรที่ใชเรียกกํากับยันตในสวนที่เปนรูปแบบ อักขระและสัญลักษณที่ใชลงในยันต
พระคาถาหรือมนตที่ใชเสกเฉพาะ วิธีการกําหนดจิต และกําหนดคาบคาถา ซ่ึงมีรายละเอียด
ดังตอ ไปน้ี

1. รูปแบบของยันตไดแกลายเสนตาง ๆ ท่ีปรากฏใหเห็น โดยท่ัวไปยันตจะอยูใน
รูปทรงเรขาคณิต เชนยันตรูปวงกลม ยันตประเภทนี้จะมีลักษณะรวมกันคือจะเปนรูปวงกลมซอน
กนั ตงั้ แตส องวงข้นึ ไป อาจมเี สน แบง ภายในเรยี กวากระดูกยนั ตเ พอ่ื ใหเกดิ เปน ชองสาํ หรบั ใสอ กั ขระ
มนตลงไป มักจะใชใสมนตที่ประพันธเปนบาทคาถา สวนใหญมนตเหลาน้ีจะแตงตามฉันทลักษณ
โบราณ เทาท่ีพบมักจะมีวรรคละ 8 คํา บทหน่ึงมี 4 วรรครวมเปน 32 คํา เชนยันตมงกุฎ
พระพุทธเจา(ดูรูปท่ี 1 ภาคผนวก) ยันตปโย(ดูรูปท่ี 2 ภาคผนวก) ยันตจักรสิรโลก(ดูรูปที่ 3
ภาคผนวก)

ยันตในรูปแบบวงกลมนี้ยังรวมไปถึงยันตดวงตาง ๆ ที่ลงตัวเลขลักขณาเอาไว ยันตที่
เปนรูปสามเหล่ียมยันตชนิดนี้จะมีลักษณะเปนสามเหลี่ยมมีขมวดตามมุมทั้งสามเพื่อใหเกิด
ชอ งวา งในการใสตวั อักขระ ยันตรูปสามเหลี่ยมน้ันอาจมีรูปสามเหล่ียมรูปเดียวหรือสองรูปซอนกัน
เชนยนั ตแ คลว คลาด (ดรู ปู ที่ 4 ภาคผนวก) ยนั ตอติ ปิ โสหูชาง(ดรู ูปท่ี 5 ภาคผนวก) ยนั ตธ งชยั (ดรู ูป
ท่ี 6 ภาคผนวก) ยันตล งมงคล(ดูรปู ที่ 7 ภาคผนวก)

ยันตในรูปแบบส่ีเหล่ียมเปนลักษณะที่พบมากท่ีสุด มีลักษณะเปนส่ีเหล่ียมจัตุรัสหรือ
สี่เหล่ียมผืนผา ในสี่เหลี่ยมมักแบงดวยเสนแนวตรงและแนวขวางทําใหเกิดเปนตารางซ่ึงอาจมี
จํานวนมากกวา 100 ชอง คนท่ัวไปจะคุนเคยกับยันตท่ีเปนรูปส่ีเหล่ียมมากกวารูปแบบอื่น ท่ีมุม
ยันตทง้ั 4 ดา นจะมีการขมวดเอาไวเชน ยันตต รนี ิสิงเห(ดูรปู ท่ี 8 ภาคผนวก) ยันตหัวใจพระกรณี(ดู
รูปที่ 9 ภาคผนวก) และยันตจักรพรรดิตราธิราช (ดูรูปท่ี 10 ภาคผนวก) นอกจากนั้นยังมียันตที่

8

เกิดจากการประกอบกันของรูปเรขาคณิตมากกวา 1 ชนิด เชน ยันตพระพุทธจักรท่ีประกอบดวย
รูปสี่เหล่ียมและรูปวงกลม(ดูรูปที่ 11 ภาคผนวก) ยันตแคลวคลาดคงทน (ดูรูปที่ 12 ภาคผนวก)
ยันตยอดพระมหามงกุฎ(ดูรูปที่ 13 ภาคผนวก) และยันตท่ีเปนรูปแบบอิสระอาจเปนรูปภาพหรือ
ลายเสน เชน ยันตพระเจาเขาอุโมงค(ดูรูปที่ 14 ภาคผนวก) ยันตอนันตนาคราช(ดูรูปที่ 15
ภาคผนวก) ยันตนาคเก้ียว(ดูรูปที่ 16 ภาคผนวก) ยันตพญาราชสีห (ดูรูปท่ี 17 ภาคผนวก) ใน
บางครั้งจะมีองคพระเล็ก ๆ มีเลขตาง ๆ รูปพระอาทิตย พระจันทร และอุณาโลมประกอบอยูดวย
เชน ยันตสาํ หรับลงตะกรุดโทน(ดูรูปที่ 18 ภาคผนวก)

2. สูตรท่ีใชสําหรับใชในการลงยันตสวนมากจะถูกกําหนดเอาไวเฉพาะ ยันต
ทั้งหลายทั้งปวงท่ีกลาวมาน้ันจะตองมีสูตรกํากับในขณะท่ีลงเสมอ เชนยันตรูปวงกลมจะมีสูตร
ลากเสนวา ยันตัง สันตัง วิกรึงคะเร สวนยันตรูปสามเหล่ียมจะมีสูตรวา ติยันตามหายันตังวิกรึง
คะเร ยันตสเี่ หล่ยี มจะใชส ตู รวา จตุโกณจามหายันตัง พรหมภักสะมะเหสุรัง ยันตังสันตังวิกรึงคะเร
เสน แบง ภายในยนั ตน ัน้ ใชส ตู รเหมอื นกันคือ อัฐิยันตัง สันตัง วิกรึงคะเร สวนยันตลายเสนหรือยันต
ที่เปน รูปภาพนน้ั ถา เปนลายเสน ทั่วไปจะใชสูตร ยันตา มหายันตัง วิกรึงคะเร ถาเปนรูปภาพตาง ๆ
เชน รูปพญาหงษ รูปนาคราช รูปสิงหจะใชเรียกสูตรดวย อาการ 32 เพราะถือวารูปสัตวหรือรูปคน
จะตองประกอบดวยอาการ 32 จึงจะสมบูรณ คาถาอาการ 32 น้ีก็นํามาจากพระพุทธศาสนาคือ
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ มังสัง นะหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชงั วักกัง หะทะนัง ยะกะนัง กิโลมะกัง
ปหะกัง ปปผาสัง อันตัง อันตะคุณัง อุทริยัง กะรีสัง ปตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท อัสสุ
สสั สา เขโฬ สงิ ฆานิกา ละสกิ า มตุ ตงั มตั ถะเก มตั ถะลุงคนั ติ

นอกจากน้ีในขณะท่ีลากเสนยันตผูกระทําจะตองภาวนาสูตรคาถากํากับดวยจิตท่ี
สํารวมเปนสมาธิควบคุมใหเสนท่ีลากและมนตจบพรอมกัน สวนประกอบอ่ืนของยันตที่เปนองค
พระน้นั แทนพระพุทธเจา โดยทัว่ ไปจะลงเปนสามตอน คือ พระเศยี ร(วงกลมบนสุด)ลงดวยมะกาโร
ศรี ษะพทุ ธา ปะนะชายะเต องค (วงกลมตรงกลาง) ลงดวย อะกาโรองคะพุทธาปะนะชายะเต และ
พระบาท (วงกลมดานลาง) ลงดวย อุกาโรปาทะพุทธาปะนะชายะเต (ดูรูปที่ 19 ภาคผนวก) สวน
พระอาทิตย (ดูรูปที่ 21 ภาคผนวก) และพระจันทร (ดูรูปที่ 20 ภาคผนวก) ถือวาเปนประธานแหง
แสงสวาง สรางความเจริญเติบโตใหกับมนุษยสัตวและสิ่งทั้งปวง สวนอุณาโลมน้ันแสดงถึง
โลกุตตรธรรมอันไดแกมรรค 4 (โสดาปตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค)
ผล 4 (โสดาปต ตผิ ล สกทาคามผิ ล อนาคามผิ ล และอรหตั ผล) พระนพิ พาน 14

4 เทพย สาริกบตุ ร ,พระคมั ภีรพ ระเวทฉบับจตั ตุถบรรพ, น. 2-6.

9

3. อักขระและสัญลักษณท่ีใชลงในยันต ถึงแมวารูปแบบของยันตจะมีจํานวนมาก
แตสวนประกอบของยันตจะคลาย ๆ กันคือจะประกอบดวยเสนหลักเปนรูปสามเหลี่ยม สี่เหล่ียม
วงกลม หรือรูปทรงเรขาคณิตซอนกัน อาจจะมีเสนแกนแบงสัดสวนภายใน ในชองท่ีอยูภายในแต
ละชองจะมีอักขระหนึ่งตัวหรือองคพระหรือตัวเลขอยางใดอยางหน่ึง สําหรับมนตหรือคาถาที่ใชลง
น้ันก็จะสอดคลองกับจํานวนชองหรือตาราง เชนยันตท่ีมี 16 ชองก็จะลงดวยคาถาท่ีมี 16 ตัว
อยางคาถาพระเจา 16 พระองค (ดูรูปท่ี 23 ภาคผนวก) ยันตท่ีมี 32 ชองมักจะลงดวยคาถาที่
ประพันธไวเปนบาทมี 32 ตัว เชนคาถาในรัตนมาลา ยันตท่ีมี 56 ชองก็จะลงดวยคาถาที่มี 56
ตัวอยางพุทธคุณ 56 คอื อติ โิ ส ภควา ฯลฯ ภควาติ เชน ยันตเกราะเพชร (ดูรปู ที่ 24 ภาคผนวก)

นอกจากนี้ยังมียันตท่ีใชเลข การใชตัวเลขน้ันเปนการยอรวมเอาอักขระจํานวนหลาย
ตวั เขาดว ยกันโดยสามารถส่อื ความหมายไดไ มตางไปจากเดมิ เชน เลข 5 เปนการแทนพระพุทธเจา
5 พระองค คือ เลข 7 เปนการแทนสัตตโพชฌงค คือ สะ ธะ วิ ป ปะ สะ อุ เลข 9 เปนการแทนนว
หรคุณ คือ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ การใชเลขแทนอักขระนั้นเพ่ือลดเน้ือที่การเขียน กลาวคือ
แทนทจี่ ะลงอักขระถึง 9 ตัวก็ลงเลข 9 เพียงตัวเดียว ยันตในหมวดตัวเลขนี้ท่ัวไปไดแก ยันตจตุโร(ดู
รูปท่ี 26 ภาคผนวก) ยันตตรีนิสิงเห(ดรู ูปท่ี 8 ภาคผนวก) ยันตโสฬสมงคล (ดูรูปที่ 25 ภาคผนวก)
ในบางครั้งการลงอักขระเลขยันตตาง ๆ จะมีการวางรูปแบบการไลอักขระเปนตามาหมากรุกคือ
เดินไขวไปมา ไมไดเขียนเรียงกันอยางธรรมดา เพื่อเวลาลงจะตองใชสมาธิมากขึ้นในการจดจํากล
การเดินอักขระน่ันเอง ภายนอกเสนยันตท่ีเปนหลักอาจจะลอมดวยอักขระพระคาถาหรือองคพระ
สว นยอดของยนั ตมกั จะใชส ญั ลักษณพระอาทิตย พระจนั ทร และอณุ าโลม

4. คาถาหรือมนตท่ีใชเสก โดยท่ัวไปคาถาหรือมนตท่ีใชเสก (ประจุ) ยันตจะวางไว
โดยเฉพาะแตละยันตจะไมเหมือนกัน ขอสังเกตอยางหนึ่งหากไมไดระบุไวชัดเจนก็จะกลาววา ให
เสกดวยตัวในที่น้ีหมายถึงใหเสกดวยคาถาท่ีลงในยันตนั้น หากยันตน้ันลงดวยไตรสรณคมณ ก็ให
เสกดวย พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เปนตน แตสวนใหญจะ
ระบุไวเ ฉพาะ เชน ยันตอาวุธพระพุทธเจา (ยันตคูชีวิต) (ดูรูปท่ี 27 ภาคผนวก) ลงดวยคาถา อะสิ
สะติ ธนูเจวะ สพั เพเตอาวธุ านจิ ะ ภคั คะภคั คา วิจุณณานิ โลมงั มาเม นะผุสสันติ บารมี 30 ทศั น อิ
ตปิ าระมิตาติง อิตสิ ัพพญั มู าคะตา อติ โิ พธิมนุปปตโต อติ ปิ โ สจะเตนะโม นวหรคณุ อะ สงั วิ สุ โล
ปุ สะ พุ ภะ แตในขั้นตอนการเสกหรือประจุอาคมน้ันใหเสกดวย คาถาที่ลง และสัมพุทเธหงษา
และอติ ปิ โส ดว ย ยนั ตหวั ใจปถมัง 4 ดวง ลงดว ย ทุ สะ มะ นิ สลบั ไปมาในตารางสเี่ หลย่ี ม 4 ตาราง

10

แตในตําราใหเสกดวย คาถาตรีนิสิงเห5 และพระพุทธเจาแกวงจักร6 ไมเพียงแตมนตหรือคาถา
เทา นั้นยงั มีเรื่องของจาํ นวนดวย โดยจะระบวุ าตองเสกจํานวนก่ีจบ เชน เสกดวยบารมี 30 ทัศ 108
คอื เสกจํานวน 108 จบ

5. การกําหนดจิตและการกําหนดคาบคาถา เม่ือลงยันตเสร็จแลวยังจะตองนํามา
ปลกุ เสกเสียกอน โดยทัว่ ไปยนั ตตา ง ๆ จะมกี ารวางคาถาสําหรับปลุกเสกไวเฉพาะ ในการปลุกเสก
น้ันสําคัญอยูท่ีการวางจิตใหเปนสมาธิ เพงรูปแบบยันตนั้น ๆ กระทําใหเกิดเปนอุคคหนิมิต7และ
ปฏิภาคนิมิต8บังเกิดปติโดยลักษณะอาการตาง ๆ ตามหลักการที่กลาวมาน้ันคือหลักการทําสมาธิ
ในพุทธศาสนา ปกติจิตของคนเราจะไมนิ่ง เน่ืองจากจิตตองรับรูอารมณภายนอกอยูตลอด ดังคํา
ที่วา “จิตมีธรรมชาติรูอารมณ” กลาวคือเม่ืออารมณภายนอกเขากระทบกับอายตนะก็จะเกิดการ
รับรูข้ึนเชน รูปารมณ (รูปตาง ๆ) มากระทบกับจักขายตนะ (ตา) จิตก็จะเขาไปรับรูและปรุงแตง
อารมณที่เปนกุศลหรืออกุศล และการท่ีจิตซัดซาย ๆ ไปในอารมณตางอันเปนไปในอดีตบาง
อนาคตบา ง ทาํ ใหจ ิตไมม ีสมาธิ และสิง่ ท่ีทําใหจ ิตไมน ่ิงนี้พระพุทธศาสนาเรียกวา นิวรณ (เครอ่ื งกนั้
สมาธิ) ไดแก กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา โบราณาจารยทาน
อธิบายวา หากเราเกิดความรักใคร ความพอใจในส่ิงใดส่ิงหนึ่ง (กามฉันทะ) จิตท่ีตั้งอยูในสมาธิก็
เส่อื มคลายไป เกิดอาการเลอ่ื นลอยไปตามอารมณนน้ั หากเราคิดไปถงึ ส่งิ ที่เราไมพ อใจ โดยอาจจะ
มีผูหนึ่งผูใดการกระทําส่ิงท่ีไมนาพึงพอใจกับเราใจเรายอมเศราหมอง ขาดความปติเบิกบาน หาก
เกดิ ความงวงเหงาหาวนอน จติ มคี วามทอถอยในอารมณ ทําใหความจดจอในอารมณหายไป หาก
เกิดความฟุงซานรําคาญใจ สิ่งนี้เปนเคร่ืองบั่นทอนความสุขในอารมณ และหากเกิดความลังเล

5 คาถาตรีนิสิงเห หมายถงึ คาถาท่ใี ชส าํ หรบั เรียกสูตรยนั ตตรนี ิสิงเห คอื มะอะอุ ตรนี สิ ิงเห
สะธะวปิ ป ะสะอุ สัตตะนาเค อาปามะจุปะ ปญจเพชชฉลูกญั เจวะ นะมะพะทะ จตเุ ทวา ปะทะนะ
ทะสะมะ ฉะอทิ ธิราชา อาปามะจปุ ะ ปญ จอินทรานะเมวะจะ มิ เอกะยักขา อะสังวสิ โุ ลปสุ ะพุภะ
นะวะเทวา สะหะชะฏะตรี ปญ จพรหมาสหมั บดี พทุ โธ ทเวราชา พามานาอกุ ะสะนะทุ อฏั ฐอรหนั
ตา นะโมพทุ ธายะ ปญ จพทุ ธานะมามิหงั

6 คาถาพระพุทธเจา แกวงจกั ร หมายถึง พระคาถาบทหนง่ึ ที่เกยี่ วกับการอธิบายอรยิ สัจ ๔
ในพทุ ธศาสนา

7 อุคหนมิ ิต หมายถงึ การเพงภาพนมิ ติ อยา งใดอยา งหนึง่ จนสามารถจดจําภาพดงั กลา วได
อยา งชดั เจน

8 ปฏภิ าคนิมิต หมายถงึ ภาพนมิ ติ ทเ่ี กิดขน้ึ ในจักขทุ วารอยา งชดั เจน กลา วคือเหน็
เหมอื นกบั การลืมตาดู ทง้ั ยงั สามารถยอ หรอื ขยายภาพนมิ ติ ดงั กลา วไดต ามท่ตี อ งการ

11

สงสัยขึ้นมา เราก็ไมสามารถใชสติปญญาในการไตตรองอารมณได อารมณท่ีเปนอกุศลท้ัง 5
ประการน้ีเปนเครอื่ งกน้ั ความสาํ เร็จ การทําสมถกัมมัฏฐานก็เพ่ือขมอารมณสวนที่เปนอกุศลน้ี โดย
มีองคแ หงสมาธิ 5 ไดแกวติ ก (ความตรกึ ในอารมณ) วิจาร (ความไตรต รองอารมณ) ปติ (ความอ่ิม
ใจ) สุข (ความสบายใจ) และเอกัคคตา (ความที่จิตมีอารมณเปนหนึ่งเดียว) การกําหนดจิตและ
กําหนดคาบคาถาน้ันคือการทองพระคาถาดวยจิตที่เปนสมาธิ มีการเพงอารมณไปท่ีรูปแบบของ
ยันตท่ีทําการประจุอาคม9 บางครั้งตองมีการกําหนดลมหายใจซึ่งเรียกวาคาบคาถา กลาวคือ
จะตองวาคาถาภายในอึดใจเดียวเรียกวา 1 คาบคาถา ถายันตท่ีทานกําหนดใหเสก 9 คาบก็ดี 16
คาบ หรือ 108 คาบก็ดีคือการทําคาบคาถาตามจํานวนครั้งที่กําหนดน้ัน นอกจากน้ีในบางตํารา
การกําหนดคาบคาถาจะสัมพันธกับการกําหนดจิตไวท่ีตาง ๆ ของรางกายดวย ดังเชนยันตสุกิตติ
มา มีการต้ังฐานการภาวนาไวดังนี้ สุกิตติมา อยูที่ ศูนยเหนือสะดือหนึ่งนิ้ว สุภาจาโร อยูที่อัชฎา
กาศเบ้ืองต่ํา สุสีลวาอยูท่ีหทัยวัตถุ สุปากโต อยูท่ีคอ ยัสสสิมา อยูท่ีอัชฎากาศเบื้องบนกระหมอม
วสทิ ธโิ ร อยูท่ีระหวา งคิ้ว เกสโรวา อยทู ีร่ ะหวา งตา อสัมภิโตอยูทป่ี ลายจมกู 10(ดูรูปที่ 28 ภาคผนวก)
ท่ีกลาวมานี้ผูท่ีจะเขาใจระบบคาบคาถาท่ีลึกซึ้งนี้จะตองผานการฝกกัมมัฏฐานแบบลําดับ
(กัมมัฏฐานแบบหน่ึงท่ีแผหลายในอดีตมีการเรียนการสอนที่วัดราชสิทธาราม ไดถูกนํามาเผยแผ
โดยสมเดจ็ พระสังฆราช สกุ ญาณสํวโร) มากอ น

2.2 การนําเอายันตมาประยกุ ตส รา งพระพิมพและเคร่ืองรางของขลงั

ในการจะนํายันตตาง ๆ ไปประดิษฐเปนเครื่องรางของขลังนั้น โดยมากผูท่ีศึกษา
จะตองฝกเขยี นอักขระยันตแ ละเรยี กสตู รใหค ลอ งเสยี กอน ซ่ึงโดยท่ัวไปอาจารยผูสอนจะแนะนําให
เรียนลบผงกอน การลบผงคือการหัดเขียนอักขระยันตตาง ๆ บนกระดานเม่ือเขียนแลวลบและ
เขยี นใหมทาํ อยูเชน นนั้ เพอ่ื ใหเ กดิ ความชาํ นาญ ทง้ั การฝกหดั เขียนยนั ตแ บบตา ง ๆ ไดพัฒนาขน้ึ มา
เปนคัมภีร 5 คัมภีร ซ่ึงแบงออกเปนคัมภีรตามสาระสําคัญของข้ันตอนและสวนประกอบของการ
หัดเขียนยันตตาง ๆ ใหเปนหมวดหมูทําใหผูศึกษาสามารถเขาใจความเปนมาและสวนประกอบ

9 เทพย สารกิ บุตร, พระคมั ภรี พ ระเวทฉบับทตุ ิยบรรพ (กรุงเทพมหานคร:
อุตสาหกรรมการพิมพ, 2501), น. 12-14.

10 สเุ ชาว พลอยชุม, พระประวัตแิ ละพระนพิ นธส มเด็จพระอรยิ วงษญาณฯ
พระสังฆราช (สกุ ญาณสงั วร) (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม หามกุฎราชวทิ ยาลยั , 2530), น. 96.

12

ของยนั ตต าง ๆ ได ผทู ่ีฝกลบผงจนชาํ นาญจึงสามารถที่จะเขียนยันตตาง ๆ ไดเปนอยางดี เลขยันต
ท่ีบรรจุอยใู นคัมภีรผ ง 5 ประการของไทยโบราณจงึ ถือเปนแมแ บบยนั ตท้งั หลาย

ขั้นตอนการลบผงนั้นกระทําโดยใชดินสอพองปนเปนแทงแลวเขียนอักขระและยันต
ตาง ๆ ไปบนกระดานดํา ซ่งึ เรยี กวา กระดานชัยหรือกระดานครูโบราณใชไ มม ะละกอแชน้ําจนเปอย
แลวแผออกเปนแผนพอกดวยรัก ขัดจนเรียบทําเปนแผนใสขอบไม การลบผงท่ีถือเปนหลัก
มาตรฐานนั้นมีอยู 5 คัมภีร คือ คัมภีรปถมัง คัมภีรอิธะเจ คัมภีรตรีนิสิงเห คัมภีรมหาราช คัมภีร
พุทธคุณ นอกจากจะเปนแบบในการฝกเขียนยันตแลว ผงท่ีไดจากการเขียนยันตตามคัมภีรท้ัง 5
ยงั เช่ือกันวา มอี านภุ าพความศักดิส์ ทิ ธ์ดิ ว ย

1. คัมภีรปถมัง เปนคัมภีรเกาแกคาดวามีมาต้ังแตสมัยอยุธยาเน่ืองจากพบคัมภีร
ดังกลาวจารึกในสมุดไทยที่มีอายุในชวงอยุธยาตอนปลาย อีกท้ังการเรียนผงปถมังน้ีไดปรากฏอยู
ในวรรณคดีเร่ืองขุนชางขุนแผนหลายตอน อาทิ “คราน้ันจึงโฉมเจาเณรแกว แตเพลแลวทําผง
ดินสออยู ปถมังต้ังเพียรเรียนตอครู...” 11 ผงปถมังน้ีมีเน้ือหาเกี่ยวกับความเปนมาสัญลักษณตาง
ๆ ในยันต เม่ือผูศึกษาเขียนและลบสัญลักษณตาง ๆ ในคัมภีรปถมังจะสามารถเขาใจวิธีเรียกสูตร
องคพ ระ จันทร สญู อุณาโลมได เพราะจะตองเขยี นลบสญั ลกั ษณดังกลาวหลายคร้ัง

ผงปถมังเม่ือลบเสร็จแลวโบราณจะปนเปนแทงไวโดยผสมเคร่ืองยา มีชะมด ขอน
ดอก กฤษณา กะลําพัก สักขี จันทนทั้งสองเปนตน บดผสมปนเปนแทงไว เม่ือจะใชก็ฝนใชแต
ทีละนอยเทาน้ัน คนโบราณเช่ือวาผงปถมังมีอานุภาพทางอยูยงคงกระพัน แคลวคลาด กําบัง
กาย ตลอดถึงลองหนหายตัว เปนตบะเดชะ จังงังปองกันภยันตรายทุกประการ ในการเลาเรียน
เลขยันตต าง ๆ นัน้ ตอ งเรยี นคมั ภรี น เี้ สียกอน คัมภีรน้ีจะบอกเลาเร่ืองราวต้ังแตคร้ังตนกัป และการ
อุบตั ิของพระสัมมาสมั พทุ ธเจา จนถงึ การบาํ เพ็ญบารมี จนถงึ สญู นิพพาน ท้งั หมดจะตอ งเขยี นและ
ลบบนกระดาน เร่อื ยไปจนจบ ลบคร้ังหน่งึ กินเวลาหลายชั่วโมง ไดผ งเพียงไมเ กนิ หนึง่ ชอนเทา นน้ั

2. คัมภีรอิธะเจ หรือบางแหงเรียกอิทธิเจ เปนการลบผงตามสูตรพระมูลกัจจายน
ซึ่งเปนตําราไวยากรณบาลีโบราณ ปจจุบันไดถูกยกเลิกไปหลังจากปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา
คณะสงฆ โดยสมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส การศึกษาบาลีแบบมูลกัจ
จายนจึงคอย ๆ สูญไปโดยลําดับ ผงอิธะเจน้ีจะเริ่มท่ีต้ังเปนสระและพยัญชนะตาง ๆ ตามวิธีการ
ทํารูปศัพทของบาลีไวยากรณ เปนการแยกใหเห็นที่มาอยางชัดแจง จากน้ันก็อางสูตรบริกรรมทํา
ตัวสระพยัญชนะมาสมาสสนธิกันจนสําเร็จเปน อิ ธะ เจ ตะ โส ทัฬ หัง คัณ หา หิ ถา มะ สา เปน

11 กรมศลิ ปากร, เสภาเร่ืองขนุ ชา งขนุ แผน (กรุงเทพมหานคร : ศลิ ปาบรรณาคาร,
2510), น. 127.

13

อนั ขาดตวั ในสตู รสนธิ การทําตัว ตง้ั เปนประโยคแลวแปลยกศัพทนเ้ี ปน วธิ กี ารเรยี นบาลไี วยากรณ
ใหญ ในการฝกลบผงอธิ ะเจน้ีจะทาํ ใหผ ศู ึกษามีความเขา ใจเรอ่ื งสระพยัญชนะที่มอี ยใู นยันตต า ง ๆ
มากขึ้น รวมถึงการเรียกสูตรอักขระตาง ๆ ทําใหสามารถเรียกสูตรอักขระในยันตไดอยางไม
ผิดพลาด ดังน้ันผงอิธะเจนี้มีความยุงยากในข้ันตนเนื่องจากการทําตัวจะตองอางสูตรทุกคราวไป
สูตรดังกลาวนี้เช่ือกันตามจารีตของผูศึกษาบาลีไวยากรณวา พระมหากัจจายนะเถระแตครั้ง
พทุ ธกาลไดวางแบบแผนไว อานภุ าพของผงอธิ ะเจนนั้ คนโบราณเชือ่ วา เปน เสนห ยิ่งนัก

3. คัมภีรตรีนิสิงเห เปนผงท่ีบังเกิดจากอัตรากําลังเทวดานพเคราะห มีหลักสําคัญ
อยูที่อัตราทวาทสมงคล ซึ่งเปนกลเลข 12 ตัว แบงเปน 4 ชุด ชุด ละ 3 ตัวและทุกชุดจะบวกกันได
เทากบั 15 ไดแก “3 7 5 4 6 5 1 9 5 2 8 5” มีความหมายใชแ ทนคณุ พระตลอดจนเทพยดาใน
โลกธาตุ เชน เลข 3 แทนราชสีหทั้ง 3 เลข 7 แทนพญาชางท้ังเจ็ด โดยมีที่มาจากการบวกลบคูณ
หารอัตราเลขโบราณโดยพิสดารซง่ึ ใชกาํ ลงั พระพทุ ธคุณเปน ฐานคอื 108 แลว บวกลบคณู หารจนได
อัตราดังกลาว เลขชุดน้ีปรากฏอยูในยันต เรียกวายันตตรีนิสิงเห ซ่ึงมีแตตัวเลขเพียงอยางเดียว
เทานั้น เมื่อตั้งกลเลขสําเร็จเปนอัตราทวาทสมงคลท้ัง 12 ตัวแลว ก็เอาเลขกําลังในอัตราดังกลาว
มาคูณหารกันตามลําดับไป มีการลงยันตประทับแลวเสก การฝกลบเลขตาง ๆ ในคัมภีรตรีนิสิงเห
นี้จะชวยใหผ็ศึกษาสามารถเขาใจถึงที่มาของตัวเลขตาง ๆ ที่มีอยูในยันตได เน่ืองจากมียันตอยู
หลายแบบทม่ี ีตัวเลขอยใู นยนั ตดวย

ผงที่ลบจากกลเลขในคัมภีรตรีนิสิงเหเรียกวาผงตรีนิสิงเห เชื่อกันวามีอานุภาพใช
ปองกันคุณไสยและภูตผีปศาจ การกระทําย่ํายีท้ังคุณผีคุณคนไดทุกประการ ท้ังยังเปนตบะเดชะ
มหาอํานาจ คงกระพันชาตรีท้ังคมอาวุธและปองกันสัตวราย ผูใดท่ีสําเร็จผงตรีนิสิงเหจะเปนสี
หนาท สามารถกาํ ราบภูติผี ถอนทําลายอาถรรพตา ง ๆ ได ยนั ตตรีนิสงิ เหนี้ โบราณาจารยทานใชใ น
การปองกันบานเรอื นใหพ นจากอาถรรพตา ง ๆ รวมถึงปองกนั อวมงคล โรคภยั ไขเจ็บตาง ๆ ได

4. คัมภีรมหาราช เปนการลบนามของคนทั้งหลายท่ีกําหนดใชแทนมนุษยทั้งปวง
โดยต้ังเปน เจา นาง ออ สัพเพชนา พหูชนา นามทั้ง 5 น้ีเปนสิ่งสมมุติใชแทนมนุษยหญิงชายท้ัง
ปวงในโลก จากนั้นลบเปน นะโม พุท ธา ยะ ลบเปน มะ อะ อุ ลบเปนอุโองการ แลวลบเปนยันต
มหาราช ประกอบดวยอักขระ “งะ ญะ นะ มะ” ซึ่งโบราณเรียกวาหัวใจสนธิ อันเปนพยัญชนะตัว
ท่ีสดุ วรรคและตวั พยัญชนะนาสิกในบาลไี วยากรณน่นั เอง การฝกลบผงมหาราชจะทําใหผูศึกษามี
ความเขาใจเรื่องวิธีการลากเสนของยันตตาง ๆ รวมถึงการนําเอาอักขระเขาไปไวในยันต ผงท่ีได
จากการลบยันตตามคัมภีรมหาราชเช่ือกันวามีอานุภาพทางดานมหานิยม อํานวยความ
เจรญิ รุงเรอื ง และเปนเสนหแกช นท้ังหลาย

14

5. คัมภีรพุทธคุณ เปนการลบจากอิติปโสบทตนหองพระพุทธคุณโดยใชพระอิติป
โสรัตนมาลาจนครบ 56 บท โดยตั้งเปนทีละอักขระนับแต อิ ติ ป โส ภะ คะ วา เปนตนจนถึง ภะ
คะ วา ติ ลบเปน นะ โม พุท ธา ยะ แลวลบเปน มะ อะ อุ แลวลบเปน อิ สวา สุ แลวลบเปน โส ธา
ยะ จากนั้นทําเปนองคพระเสกดวยพระคาถาพุทธนิมิต เรียกวาผงพุทธคุณหรือผงอิติปโส
รัตนมาลา การฝกลบอักขระตามคัมภีรรัตนมาลาจะชวยใหผูศึกษาเขาใจถึงอักษรในหมวด
พุทธคุณท่ีลงในยันตตาง ๆ วาตองเรียกสูตรอยางไร ผงท่ีไดจากการลบอักขระในคัมภีรพุทธคุณ
เช่ือกันวามีอานุภาพครอบจักรวาล ทั้งทางคุมครองปองกัน และยังเปนเมตตามหานิยมอีกดวย
อิติปโสรัตนมาลานั้นเปนการบรรยายพระพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจาโดยพิสดาร
สนั นิษฐานวา แตง ข้ึนในสมยั กรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี

นอกจากนี้ในขั้นตอนการทําผงวิเศษนั้นจะชวยสรางความเขาใจระบบยันตใหกับผู
ศึกษาไดเปนอยางดี เน่ืองจากในคัมภีรทําผงวิเศษจะประกอบดวยรูปแบบของยันต อักขระที่ใชลง
ในยันต สูตรบังคับใชของแตละยันต และบทเสกบังคับทําใหเกิดการเรียนรูอยางเปนระบบดังท่ี
กลา วไวในคมั ภีรพ ระเวทตตยิ บรรพ วา

วิชาที่เรียนข้ันแรกก็คือวิชาทําผง ไดแกเรียนทําปถมังเสียกอน...ลง (ยันต
ตาง ๆ) ไปลบไปตามวิธีจนชํานาญ และมิไดทํากันวันสองวันทํากันเปน
แรมเดือนแรมปทีเดียว ถึงกับนําเอาผงที่ทํานั้นมาสรางเปนพระเคร่ืองได
ท้งั นี้ก็เปน เพราะเหตุวา การทําผงน้ันเปน การหดั ทาํ สมาธขิ ้ันแรกอยางเอก
อุ กระทําพรอมกันท้ังองคสาม คือทางกายใชมือขีดเขียนตัวอักขระลงไป
พรอมกับทางวาจา ซ่ึงบริกรรมทองบนสูตรและคาถาที่ทําตาง ๆ ไป
พรอ มกับอาการกริ ยิ าที่เขยี น ทางใจตอ งสํารวมควบคมุ เพง เลง็ ตัวอักษรมิ
ใหเขียนผิดพลาด และคาถาตาง ๆ ท่ีวาไปก็ตองใหพรอมกับการเขียน
บางตอนก็มีการปลุกเสกไปดวย นัยวาเปนเคร่ืองลอในการหัดทําสมาธิ
เปน อยางดี เพราะมิใชแตจะเขียนอยางเดียว พอเขียนเสร็จบังเกิดขึ้นแลว
ก็ลบเสียบังเกิดเปนขึ้นใหมตอไปอีก เกิดดับอยูฉะน้ีสลับกันไป จน
ทายที่สุดถึงองคพระและลบเขาสูญนิพพาน เปนอันจบกันไมตองมาผุด
มาเกิดกันอีก นั้นก็คือเปนการแสดงถึงพระกัมมัฏฐานเปนอยางดี ทาน
เกจอิ าจารยแ ตโบราณนับวา ทานเปนผูฉลาดในทางใชอ บุ ายขดั เกลากเิ ลส
ของสานุศิษย และทุกคนก็พยายามขัดเกลากันจึงผิดกับวิธีอื่น ท้ังนี้ก็
เพราะหวังผลในอทิ ธิปาฏหิ ารยิ เ ปนเบื้องแรก เพราะตามอปุ เทห ท า นกลา ว

15

สรรเสริญไววาเม่ือทําไดสําเร็จถึงข้ันน้ันขั้นนี้ จะทําฤทธิ์ไดโดยสถาน
ตาง ๆ แตเทาท่ีสังเกตมาแลววาเม่ือผูใดเรียนสําเร็จและทําไดจริง ๆ
มักจะหันเขาทางพระไตรลักษณญาณหมดทุกคน โดยกําหนดใจปลงเห็น
เปน ทกุ ขงั อนจิ จงั อนตั ตาไป12
อีกประการหนึ่งการลบผงน้ีเปนเหมือนการท่ีผูลบไดหัดเขียนยันตตลอดจนอักขระ
ตาง ๆ และไดรูจักวิธีการเรียกสูตรสนธินามอักขระตาง ๆ ทําใหเกิดความชํานาญมากข้ึนจาก
กระบวนการท่ีเขียนแลวลบซ้ําไป ซํ้ามาหลายเที่ยว อาจารยแตโบราณทานจึงใหเรียนลบผงเปน
เบอ้ื งตน
ยันตตาง ๆ ท่ีมีอยูมากมายหลากหลายรูปแบบนั้นไดถูกนํามาประยุกตสรางเปน
เคร่ืองรางของขลังตาง ๆ ท่นี ับถือกนั วาศักด์สิ ิทธิ์ โดยสามารถจําแนกประเภทไดดังน้ี
1. ผายันตหรือประเจียด (ดูรูปที่ 29 ภาคผนวก) คือการลงอักขระเลขยันตบนผืนผา
โบราณใชโพกศรี ษะบา ง ผูกแขนบา ง หรอื ถา ลงท่ีเสือ้ จะเรียกวาเส้ือยันต การทําผายันตบางตํารามี
ความยุงยากมาก โดยโบราณาจารยทานกําหนดผาที่จะใชลงยันตตองเปนผาที่บริสุทธ์ิ ไดแกผา
บังสุกุล เม่ือไดมาแลวตองซักน้ําท่ีตักขึ้นมาในวันเพ็ญ เดือน 12 จากน้ันตองยอมดวยน้ําวาน ถา
เปนยันตทางคงกระพันตองยอมดวยวานท่ีมีคุณทางดานคงกระพัน เชนวานเพชรนอย วานเพชร
ใหญถาเปนยันตทางเมตตาก็ยอมดวยวานที่มีคุณทางเมตตา เชน วานเสนหจันทร แลวจึงลงดวย
น้ําหมกึ ทผี่ สมดว ยดสี ัตว 5 ชนิด ไดแก ดไี กด าํ (แทนพระกกสุ ันธะ) ดีงู (แทนพระโกนาคมะ) ดีเตา
(แทนพระกัสสปะ) ดีวัว (แทนพระโคตมะ) และดีเสือ (แทนพระเมตไตรยะ)13 ผายันตหรือผา
ประเจียดจะถือวามีอานุภาพตามยันตท่ีลง เชนถาลงยันตตรีนิสิงเห ก็จะมีอานุภาพทางปองกัน
ภตู ผปี ศาจตา ง ๆ กันคณุ ไสย ถา ลงยันตปโ ยก็จะมีอานุภาพทางเมตตามหานยิ ม
2. ตะกรุด (ดูรูปที่ 30 ภาคผนวก) คือการลงยันตในแผนโลหะตาง ๆ ที่แผแลวมวน
เปนแทงกลมจะเรียกวา “ตะกรุด” บางครั้งมีการเรียกตอดวยชื่อยันตท่ีลง เชนแผนโลหะที่ลงดวย
ยันตโสฬสมงคลเม่ือลงแลวก็เรียกวาตะกรุดโสฬสมงคล แผนโลหะที่ลงดวยยันตตรีนิสิงเหเมื่อลง
แลวก็เรียกตะกรุดตรีนิสิงเห บางตําราเม่ือลงยันตเสร็จแลวใหพอกดวยวายาตาง ๆ ซ่ึงในตําราจะ
ใชชื่อตา งกนั ออกไป เชน ถาตําราบอกใหถมดวยพระไตรสรณาคมนห มายถึงใหพอกดวยเคร่ืองยามี
ดอกพทุ ธรกั ษาสีขาว ดอกพุทธรักษาสีแดง และดอกพทุ ธรักษาสเี หลือง ถมดวยสตั ตโพชฌงคไดแก

12 เทพย สาริกบตุ ร, พระคัมภรี พ ระเวทฉบบั ตตยิ บรรพ (กรงุ เทพมหานคร:
อุตสาหกรรมการพิมพ, 2501), น. 1.

13 เทพย สารกิ บตุ ร, พระคัมภรี พระเวทฉบบั ทุติยบรรพ, น. 39.

16

ใบไมรูนอน 7 อยาง (ใบชุมแสง ใบสมิ ใบระงับ ใบหิงหาย ใบผักกะเฉด ใบหญาใตใบ และใบ
กระถิน) ถมดวยนวหรคุณไดแกเครื่องหอม 9 อยาง (จันทรแดง จันทรขาว กฤษณา กลําพัก ขอน
ดอก ชะมด พิมเสน อําพันทอง และน้ํามันหอม)14 เครื่องยาเหลานี้ตากใหแหงบดเปนผงผสมรัก
พอกไวท ี่ดานนอกของตะกรดุ อกี ที

3. พิรอด (ดูรปู ที่ 31 ภาคผนวก) คอื การลงยนั ตใ นกระดาษ (โบราณใชก ระดาษวา ว)
นาํ มามว นแลว ถกั เปน แหวน หากใชสวมแขนกเ็ รียกพิรอดแขน หากใชส วมนวิ้ ก็เรียกพริ อดนิ้ว โดย
พริ อดน้บี างครั้งตองโรยผงวเิ ศษในกระดาษยนั ตเสยี กอน แลว จึงนํามากระดาษนน้ั มาควนั่ เปน
เชอื กแลว ถกั จากนน้ั ลงรักเพอ่ื ใหค งทน

4. ประคํา (ดูรูปท่ี 32 ภาคผนวก) คือวัตถุมงคลสําหรับใชคลองประเภทหนึ่ง มี
ลักษณะเปนเม็ดมีจํานวน 111 เม็ด (จํานวน 108 รวมกับลูกยอดอีก 3 เม็ด) ซึ่งมีวิธีการสรางโดย
นาํ กระดาษสาหรอื แผนตะกว่ั ท่รี ีดจนบางจํานวน 111 แผนลงยันตอ งคพระภควัมบดี 111 ยันตโดย
แตละยันตจะไมซ้ํากัน นํามาปนเปนเม็ดประคํายันตละ 1 เม็ดโดยใชผงปถมังและวานยาตาง ๆ
พอกแผนตะกัว่ เรียงตามลําดับหามสลับท่ีกันรอยดวยไหมหรือดายเรียกวาประคําพระเจากลืนไตร
ภพ เคร่ืองรางประเภทนี้เหมาะสําหรับพวกท่ีมีพ้ืนความรูดีเนื่องจากอุปเทหวิธีใชจะแปลกกวา
เครื่องรางประเภทอ่ืน คือผูท่ีใชตอ งสามารถกาํ หนดจิตภาวนาคาถาทก่ี าํ หนดได

5. มีดหมอ (ดูรูปที่ 33 ภาคผนวก) คือการลงอัตราเลขตรีนิสิงเหบนเหล็กสําหรับตี
มดี แลว ตีเปนทับ ๆ ใหไ ด 108 ทับนํามาทาํ เปนใบมดี แลว ลงยนั ตประจุขาดในแผนโลหะสําหรับพัน
ไวท่กี นั่ มีด(สวนปลายของใบมีดทบ่ี รรจุเขา ท่ดี าม) ดา มมีดใหใชไ มม งคลแกะเปนรูปทาวเวสสุวรรณ
ใหลงดวยเลขตรีนิสิงเหตามจุดตาง ๆ 15 คนโบราณเชื่อวาสามารถปองกันและขับไลภูตผีตาง ๆ
รวมทง้ั สามารถขับไลค ณุ ไสยสารพดั ชนิดได ดังน้ันมีดหมอน้จี ึงเรียกวา มีดเทพศาสตราวุธ พระสงฆ
ที่มีช่ือเสียงทางวิทยาคมหลายรูปก็เคยสรางเอาไว เชน หลวงพอเดิม วัดหนองโพธิ์ จังหวัด
นครสวรรค หลวงพอยิ้ม วัดหนองบัว จังหวัดกาญจนบุรี หลวงพอบุญมี วัดเขาสมอคอน จังหวัด
ลพบรุ ี

6. เทยี นประเภทตา ง ๆ (ดูรปู ท่ี 34 ภาคผนวก) โดยการลงยันตใ นกระดาษแลวนําไป
คว่ันเปนเทียนมนี าํ้ หนกั 1 บาทบา ง 2 บาทบา งแลว แตต าํ รา เมอื่ จะใชใ หจุดเทียนบูชาพระแลวสวด

14 เรอื่ งเดยี วกนั , น. 39-40.
15 เทพย สารกิ บตุ ร, พระคมั ภรี พระเวทฉบบั ฉฏั ฐบรรพ (กรงุ เทพมหานคร :
อตุ สาหกรรมการพมิ พ, 2501), น. 212.

17

คาถาตามที่กาํ หนด สวนใหญจะกําหนดใหส วดจนเทยี นไหมหมดเลม เทียนเหลานี้ไดแกเทียนยันต
มหาราชและเทียนพระฉมิ (พระสวี ลี) เปน ตน

7. พระกร่ิง (ดูรูปท่ี 35 ภาคผนวก) และพระชัยวัฒน (ดูรูปที่ 36 ภาคผนวก)
ถึงแมวาโดยลักษณะแลวพระกริ่งและพระชัยวัฒนจะไมไดมียันตปรากฏท่ีองคพระใหเห็น แต
กรรมวิธีการสรางพระกริ่งและพระชัยวัฒนนั้นตองใชยันตตาง ๆ มากมายถึง 108 ยันตโดย
กําหนดใหล งยนั ตต าง ๆ อาทิ ยันตปทุมจักร 5 ดวง ยันตพระภควัมบดี 5 ดวง ยันตองครักษ 4ดวง
ยนั ตนวภา 25 ดวง แลว นาํ แผนโลหะที่ลงยนั ตบังคบั ตามตาํ ราไปหลอ เปน พระกร่ิงและพระชยั วฒั น

8. พระไมโ พธิ์หา มสมทุ ร (ดูรูปที่ 37 ภาคผนวก) คือการนําเอาไมโพธ์ินิพพานหรือก่ิง
พระศรีมหาโพธิ์ที่ชี้ไปทางทิศตะวันออกที่หักลงมาเอง นํามาแกะเปนพระปางหามสมุทร เอาไม
ขนุนมาแกะเปนฐานพระ และเอาไมชุมแสงมาแกะเปนเกศพระบรรจุแผนยันตพระพิชัยสงครามซ่งึ
ตรงกลางเปนดวงชะตาของเจา ของพระลอมดวยพระพทุ ธคุณท้งั 56 อักขระ (อิติปโส ฯลฯ ภควาติ)
เดินตามาหมากรุกดานนอกลอมดวยคาถาฆะเฏสิและคาถาในคัมภีรวชิรสารวินิจฉัย16 เช่ือวา
สามารถคุมภัยอันตรายแกเ จา ของพระได

9. เหรียญพระคณาจารยตาง ๆ คือเหรียญโลหะสวนใหญดานหนาจะเปนรูปพระ
เกจิอาจารยห รอื พระพุทธรปู ที่นับถอื กนั วาศักดิส์ ทิ ธิ์ ดา นหลงั จะเปนยนั ตต า ง ๆ เหตุท่กี ารสรา งวตั ถุ
มงคลมกี ารพัฒนารูปแบบเปนเหรียญเพราะเทคโนโลยีที่เจริญข้ึน ประกอบกับคนมีจํานวนมากข้ึน
การสรางวัตถุมงคลแบบเกาที่ตองทําทีละชิ้นจึงไมเพียงพอกับความตองการ อีกท้ังหาผูรูท่ีชํานาญ
ไดย าก การปม เหรียญจงึ เปนววิ ัฒนาการอีกขั้น แตก ระนนั้ ยังมียนั ตแ บบตาง ๆ อยูบนเหรยี ญดว ย

10. พระผงสมเดจ็ ตา ง ๆ ถึงแมวา จะไมมยี ันตป รากฏบนองคพ ระ แตพระผงสมเด็จนั้น
สรางโดยการลงยันตตาง ๆ ในกระดานชนวนเรียกวาการลบผงแลวลบเอาผงที่ไดมาผสมกับตัว
ประสานสรางเปนพระพิมพตาง ๆ ดังเชนสมเด็จอะระหังของสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร
วัดมหาธาตุ สมเดจ็ วัดระฆงั ของสมเดจ็ พระพฒุ าจารยโต พรหมรงั สี

2.3 หลกั ฐานเกยี่ วกบั ความเชือ่ เร่อื งยนั ตข องอาณาจักรโบราณ

เมือ่ กลาวถึงความเชอ่ื เร่อื งยนั ตต า ง ๆ ในสมัยโบราณนั้น จําเปนที่จะตองพยายามหาหลักฐาน
ในทางโบราณคดีท่ีเก่ียวกับประวัติศาสตร เพื่อใหเห็นถึงพัฒนาการระบบยันตในภูมิภาคแถบน้ี
อยางชัดเจน ในเบื้องตนนั้นระบบยันตตาง ๆ ท่ีเราเห็นกันอยูในปจจุบันยังไมไดมีเกิดข้ึน ท้ังน้ี

16 เรอ่ื งเดียวกนั , น. 12.

18

เนือ่ งจากอทิ ธิพลของพทุ ธศาสนามหายานและศาสนาพราหมณฮ นิ ดูไดค รอบงําดินแดนแถบนี้ เม่ือ
ลองวิเคราะหจากหลักฐานดานโบราณวัตถุพบวาการสรางพระพิมพตาง ๆ ในสมัยโบราณมักจะ
แฝงความเชื่อพุทธศาสนามหายานและพราหมณฮินดู เน่ืองจากอาณาจักรโบราณในภูมิภาคแถบ
นี้ไดมีการติดตอคาขายกับชาวอินเดียผานทางทะเล ซ่ึงมีผลใหอาณาจักรโบราณเหลาน้ันไดรับ
อิทธิพลทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมจากอินเดียไปดวย โดยเฉพาะทางตอนใตของประเทศ
ไทย มักจะพบพระพิมพตามความเช่ือมหายานอยูตามถํ้าในภูเขาหินปูน เชน ถํ้าคูหาสวรรค
จงั หวดั พัทลุง เขาขรม เขาประสงค และถํ้าครวญสราญรมณ จังหวัดสุราษฎรธานี เขาขาว เขาสาย
เขาปนะ จังหวัดตรัง เขาชุมทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งสรางจากดินดิบ17 พระพิมพเหลานั้น
เปนรูป พระธยานิพุทธเจาและพระโพธิสัตวตาง ๆ บางองคมีจารึกอักษรเทวนาครีดวย นอกจาก
พระพิมพแลวยังมีการคนพบประติมากรรมพระโพธิสัตวตาง ๆ ของฝายมหายาน (ดูรูปท่ี 38
ภาคผนวก) อาณาจักรศรีวิชัยเปนอาณาจักรโบราณต้ังอยูทางตอนใตของประเทศไทยในปจจุบัน
เรื่อยไปจนถึงบางสวนของประเทศอินโดนีเซีย ชื่อของอาณาจักรชิลิโฟชิ (ศรีวิชัย) ปรากฏในบันทึก
การเดินทางของพระภิกษุอ้ีจิงซ่ึงเดินทางผานทะเลจีนใต ระหวางการจาริกกลับจากอินเดีย พ.ศ.
1214 - 123618

นอกจากน้ันยังปรากฏหลักฐานวา ในสมัยนั้น อาณาจักรศรีวิชัยยังเปนเมืองที่การศึกษา
พุทธศาสนามหายานเจริญรุงเรืองมาก มีพระเถระที่เช่ียวชาญคัมภีรฝายมหายาน ดังที่เคยมีพระ
เถระองคสําคัญของอินเดียไดเดินทางมาศึกษายังอาณาจักรน้ี เชน ทาน ทีปงกรศรีชญาณ
อธิการบดีแหงมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา ไดเคยเดินทางมาศึกษากับทานธรรมปาละซึ่งพํานักที่
สุวรรณทวีป (เกาะสุมาตรา) โดยทานทีปงกรศรีชญาณไดศึกษาคัมภีรอภิสมยาลังการ และคัมภีร
โพธิสัตวจรรยาวตารเปน เวลา 12 ป1 9

ศรีวิชัยเปนเมืองท่ีความเจริญทางศิลปวิทยาและการศึกษา มีระบบการเรียนการสอน
เหมือนกับมหาวิทยาลัยนาลันทาของอินเดีย นับเปนสมัยที่มหายานมีความรุงเรืองสุดในภูมิภาคนี้
รวมทั้งราชวงศไศเลนทรก็มีความสัมพันธดานศาสนาอยางแนนแฟนกับราชวงศปาละ บรรดา

17 ดนิ ดิบ หมายถงึ ดนิ ทยี่ งั ไมผา นการเผาดวยไฟ
18 I-Tsing, A Record of the Buddhist Religion as Practised in India and the
Malay Archipelago translated by Takakasu J. (New Delhi : Munshiram Manoharlal,
1982), p. xxiii.
19 ภรตั ซิงห อปุ ธ ยายะ , นักปราชญพทุ ธ แปลโดย อมร โสภณวเิ ชฏฐวงศ ,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม หามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, 2540), น. 83-84.

19

คณาจารยองคสําคัญแหงมหาวิทยาลัยนาลันทา วิกรมศิลา อุทันตบุรีลวนเคยเดินทางมาเผยแผ
ศาสนาในดินแดนน้ี20 ดังนั้นพระภิกษุชาวจีนท่ีปรารถนาจะไปศึกษาพุทธศาสนายังประเทศอินเดีย
จะหยุดพักที่อาณาจักรศรีวิชัยเพื่อศึกษาภาษาสันสกฤตและคัมภีรตาง ๆ เนื่องจากมีกฎและ
พิธีกรรมคลายกับท่ีมัธยมประเทศจะไดเกิดความคุนเคย21 สวนหลักฐานทางโบราณวัตถุนั้นใน
หนังสือประวัตศิ าสตรศ ลิ ปะและโบราณคดีไดก ลาววา

บริเวณฝง ทะเลดา นทิศตะวนั ตกของอา วไทยยงั เปน ศนู ยก ลางการแพรก ระจายรูป
เคารพในศาสนาพราหมณและพุทธศาสนา (มหายาน) ไปสูฟูนัน และหมูเกาะ
อินโดนีเซียอีกดวย อันเห็นไดจากการพบเทวรูปท่ีมีรูปแบบใกลเคียงกับของ
อินเดียท่ีเกาแกท่ีสุด ซึ่งพบในภาคใตของประเทศไทยกอนท่ีจะปรากฏขึ้นใน
เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต2 2
หลกั ฐานสาํ คัญอกี อยา งหน่ึงทแ่ี สดงวา พระพุทธศาสนามหายานเคยเจริญรุงเรืองมาก
ในอาณาจักรศรีวิชัย คือ จารึกภาษาสันสกฤตที่วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช แปลโดย
ศาสตราจารย ยอรช เซเดส มขี อความตอนหนึ่งวา
พระเจากรุงศรีวิชัยผูเปนเจาแหงพระราชาทั้งหลายในโลกท้ังปวง ไดทรงสราง
ปราสาทอิฐท้ัง 3 นี้ เปนท่ีบูชาพระโพธิสัตวเจา ผูถือดอกบัว (หมายถึง ปทมปาณี
โพธิสัตว อันไดแกพระอวโลกิเตศวรซ่ึงจัดอยูในปทมสกุล พระผูผจญพระยามาร
และพระโพธิสัตวเจาผูถือวัชระ หมายถึง วัชรปาณีโพธิสัตวซึ่งจัดอยูใน
วัชรสกุล”23
ปจจุบันคงเหลือหลักฐานเพียงประติมากรรม พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวที่คนพบท่ี
อําเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎรธานี (ดูรูปท่ี 39 ภาคผนวก) ไมเพียงแตการสรางศาสนสถาน

20 เสถียร โพธนิ นั ทะ, ประวตั ศิ าสตรพระพทุ ธศาสนา ฉบบั มขุ ปาฐะภาค 2,
พมิ พค รัง้ ท่ี 3, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม หามกุฏราชวทิ ยาลยั , 2540), น. 34-35.

21 หมอ มเจา สุภัทรดิศ ดศิ กุล, ประวตั ิศาสตรเอเชยี อาคเนยถ ึง พ.ศ. 2000
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพส าํ นักเลขาธกิ ารรฐั มนตร,ี 2522), น.35-36.

22 พริ ยิ ะ ไกรฤกษ, ประวัติศาสตรศ ิลปะและโบราณคดใี นประเทศไทย
(กรุงเทพมหานคร: อมรินทร พรนิ้ ตง้ิ กรพุ , 2533), น. 200.

23 ยอรช เซเดส, ประชุมศลิ าจารึกภาคที่ 2 (กรงุ เทพมหานคร: กรมศลิ ปากร, 2504),
น. 25.

20

เทาน้ัน แตกษัตริยของอาณาจักรศรีวิชัยยังทรงประพฤติธรรมตามหลักธรรมของพุทธศาสนา
มหายานอีกดวย ดงั ปรากฏหลักฐานในจารึกหลกั ท่ี 23 ความวา

...ผูใดมีใจรอนรุมดังเปลวเพลิง คือความยากจน เขามาสูพระมหากรุณาธิคุณ
ของพระองคเปนท่ีพึ่ง ยอมไดรับความพึงพอใจ อุปมาดังชางเวลาแดดรอนไปสู
หนองอนั มนี ํา้ ใสสงบ และไมรูจ กั เหอื ดแหง ซง่ึ เตม็ ไปดวยเกสรดอกบวั
สาธุชนท้ังหลายมาจากทั่วทุกแหง เม่ือไดเขามาสูพระองคผูทรงพระคุณคลาย
กบั พระมุนี ก็ไดรับสิง่ อนั ประเสรฐิ อปุ มาดังบรรดาตนไมมีตนมะมวง และตนพิกุล
เปน อาทิ เวลาฤดูมธุสมัย ก็ไดรบั สริ อิ ันประเสรฐิ ยง่ิ นัก24
ในจาํ รกึ ดังกลาวน้ีแสดงใหเหน็ วา พระราชาแหง ศรวี ิชัยไมเ พียงแตสรา งศาสนวัตถุ
ตาง ๆ เทานั้นพระองคยังทรงประพฤติตามคําส่ังสอนของมหายานอีกดวย ยังมีจารึกที่แสดงถึง
จริยาของกษตั ริยศรวี ิชยั อีก ซึง่ มีขอ ความดงั นี้
อันวาแสงสวาง อันแผซานไปดวยเกียรติของพระราชาพระองคใด ซ่ึงแผไปท่ัวไม
รเู สอื่ มสน้ิ ดว ยพระคุณคือ นยะ (ขอกําหนดกฎหมาย) วินยะ (ความประพฤติตาม
หลักประเพณีนิยม) ศฺรุตะ (การศึกษาเลาเรียน) ศมะ (ความสงบ) กฺษมา (ความ
อดทนหรือการไมถือโทษผูอ่ืน) ไชรัยยะ (ความหนักแนนมั่นคง) ตะยาคะ (การ
บริจาคหรือเสียสละ) ทยุติมติ (ความคิดเห็นหรือพระปรีชาอันรุงโรจน) และทยา
(ความกรณุ า) เปน ตน...25
นอกจากน้ีแลวอิทธิพลของพุทธศาสนายังแผกวางครอบคลุมอาณาจักรยโสธรปุระอีก
ดวย แตลักษณะของศาสนาที่เจริญในอาณาจักรเขมรจะมีลักษณะท่ีผสมผสานระหวาง พุทธ
ศาสนามหายานกับศาสนาพราหมณ ซ่ึงมีธรรมเนียมเก่ียวกับการนับถือศาสนาของพระราชากับ
ปุโรหิต โดยถาพระราชานับถือศาสนาพราหมณ ปุโรหิตจะนับถือพุทธศาสนา หากพระราชานับถือ
ศาสนาพุทธ ปุโรหิตจะนับถือศาสนาพราหมณ ถือเปนประเพณีสืบตอกันมาหลายรอยป ในทัศนะ
ของนักประวัติศาสตรพุทธศาสนาบางทาน เชน อาจารยเสถียร โพธินันทะ มีความเห็นวาไดมีเช้ือ
พระวงศของกษัตริยศรีวิชัยขึ้นมาปกครองอาณาจักรเขมร26 ซึ่งเชื่อวาคือพระเจาสุริยวรมันที่ 1

24 เร่อื งเดยี วกนั , น. 25.
25 มานติ วลั ลิโภดม, ทักษิณรัฐ (กรงุ เทพมหานคร: รุงศิลปการพิมพ, 2530),
น. 131-132.
26 เสถียร โพธนิ นั ทะ, ประวตั ศิ าสตรพระพทุ ธศาสนา ฉบบั มุขปาฐะภาค 2, น. 37.

21

(พ.ศ. 1545-1593) ซ่ึงเปนพระโอรสของพระเจาศรีธรรมราช กษัตริยแหงตามพลิงคกับเจาหญิง
เขมร ทําใหพ ทุ ธศาสนามหายานไดรบั การสนับสนุนมากยิง่ ขึ้น

อทิ ธพิ ลของพทุ ธศาสนามหายานไมเพียงแตแผขยายทางตอนใต ในบริเวณภาคกลาง
ก็มีความเช่ือแบบมหายานเชนกัน แตมีความแตกตางกันท่ีอาณาจักรโบราณในกลุมวัฒนธรรม
ทวารวดี ซึ่งไดแกนครรัฐตาง ๆ ในบริเวณจังหวัด นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี สิงหบุรี
นครสวรรค ลพบุรี เพชรบูรณ ปราจีนบุรี รวมทั้งอิทธิพลท่ีแพรกระจายไปจนถึงภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน แถบจังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ ขอนแกน และสกลนคร นับถือ
พุทธศาสนานิกายมูลสารวาสติวาทเปนหลัก27 สวนพุทธศาสนามหายานมีผูนับถือนอยกวา ไม
เหมือนกับอาณาจักรศรีวิชัยท่ีพุทธศาสนามหายานจะโดดเดนกวาพวกสาวกยาน สวนหลักฐาน
ทางวัตถนุ ้นั มปี รากฏใหเ ห็นบา ง เชน การคน พบประตมิ ากรรมสําริดพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร ซ่ึงมี
อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 14-15 ที่เมืองโบราณอูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากน้ียังมีการคนพบ
ประติมากรรมดินเผารูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร และพระวัชรปาณีโพธิสัตว จากโบราณสถาน
เมืองคบู วั จงั หวดั ราชบุรี ในถ้าํ ถมอรัตน อาํ เภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ ไดมีการพบภาพสลักพระ
โพธิสัตวอยูตามผนังถ้ําซ่ึงสรางตามคติมหายานเชนกัน จากหลักฐานทางโบราณคดีเหลานี้เช่ือได
วา พุทธศาสนามหายานไดเขามาในวฒั นธรรมทวารวดีแตไดร บั ความนิยมนอ ยกวานกิ ายเถรวาท

นิกายมหายานไดเจริญรุงเรืองยิ่งขึ้นในอาณาจักรลพบุรีซ่ึงเปนอาณาจักรโบราณ
ต้ังอยูบริเวณลุมนํ้าเจาพระยาฝงตะวันออก อาณาจักรลพบุรีเปนอาณาจักรโบราณมีความ
เจริญรุงเรืองมาต้ังแตยุคอารยธรรมทวารวดี ในสมัยตอมาลพบุรีไดตกเปนเมืองลูกหลวงของ
อาณาจักรเขมร เปนศูนยกลางปกครองดินแดนแถบลุมนํ้าเจาพระยา ดังน้ันดินแดนแถบนี้จึงไดรับ
อิทธิพลทางศาสนาจากอาณาจักรเขมรไปดวย และดวยเหตุนี้พระพุทธศาสนามหายานนั้นได
เจริญรุงเรืองอยางมาก ในชวงท่ีอาณาจักรเขมรแผขยายอํานาจมาสูดินแดนแถบลุมนํ้าเจาพระยา
ถึงแมวาพุทธศาสนามหายานจะมีอยูในลพบุรีแตครั้งวัฒนธรรมทวารวดี แตทวาในยุคน้ันพุทธ
ศาสนาเถรวาทมีบทบาทเดนชัดกวา อยางไรก็ตามปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตรซ่ึงแสดงถึง
อิทธิพลเขมรทอี่ ยเู หนอื ลพบุรีในศิลาจารึกที่ศาลสูงลพบุรี (จารึกที่ 19) ซึ่งเปนของพระบาทกัมรเดง
กําตวนอัญศรีสูรยวรมเทวะ และปรากฏศักราชตรงกับ พ.ศ. 1565 และ พ.ศ.1568 และในศิลา
จารึกหลักแรกของพระเจา สุริยวรมันท่ี 2 มีขอความวา ทรงรวบรวมราชอาณาจักรทั้งสอง ซึ่งนัก
ประวตั ศิ าสตรมคี วามเห็นวา เม่อื พระเจาสุรยิ วรมันที่ 2 ทรงมีพระราชอํานาจมั่นคงแลวพระองคคง

27 พิริยะ ไกรฤกษ, อารยธรรมไทย พน้ื ฐานทางประวัติศาสตรศ ลิ ปะ เลม 1 ศลิ ปะ
กอ นพทุ ธศตวรรษที่ 19 (กรงุ เทพมหานคร: อมรินทรพรน้ิ ทต ง้ิ , 2544), น. 62.

22

จะทรงรวมละโวเขาเปนสวนหนึ่งของอาณาจักรขอม28 ในยุคนี้พระพุทธรูปและพระพิมพตาง ๆ มัก
สรางตามคติมหายานมีท้ังสรางดวยศิลา และสําริด โดยเฉพาะการสรางพระพุทธรูปทรงเครื่องอัน
หมายถึงพระอาทิพุทธเจา (ดูรปู ที่ 40 ภาคผนวก) บางครั้งสรางเปนพระพุทธเจา 3 องคประทับนั่ง
ในซมุ ซ่ึงหมายถึงพทุ ธกายท้ังสามตามความเชือ่ ของพทุ ธศาสนามหายาน29 (ดูรูปที่ 41 ภาคผนวก)
ตอมาในสมัยของพระเจาชัยวรมันท่ี 7 พระองคไดสงพระโอรสมาปกครองเมืองละโวดังปรากฏ
ขอความในศิลาจารึกที่ปราสาทพิมานอากาศมีการกลาวถึงเจาชายพระองคหน่ึงมีสรอยพระนาม
วาละโวทเยศ อันหมายถึงผูเปนใหญในกรุงละโว ยังมีศิลาจารึกที่ปราสาทพระขรรคไดมีขอความ
กลาวถึงพระเจาชัยวรมันท่ี 7 ทรงสงพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถไปยังเมืองตาง ๆ และหนึ่งใน
จํานวนน้ันคือเมืองละโวทยปุระ การท่ีพระองคทรงสงพระพุทธรูปไปยังเมืองตาง ๆ เปนการยืนยัน
อํานาจทางการเมืองของพระองคและแสดงถึงการวางรากฐานทางอํานาจทางศาสนาของพระองค
ดวย จากหลักฐานดังกลาวมาน้ีแสดงวาอาณาจักรขอมไดเขามามีอํานาจในเมืองละโว30 ดวยเหตุ
นี้อิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมนั้นละโวก็ไดรับมาจากขอมดวย ในอาณาจักรละโวน้ันมีท้ัง
ศาสนาพรหมณและพุทธศาสนาเจริญรุงเรือง โดยศาสนาพราหมณมีทั้งไศวเวทและไวษณพ พุทธ
ศาสนาก็มีท้ังเถรวาทและมหายาน ดังปรากฏขอ ความในศิลาจารกึ ท่ีศาลสูง (จารึกที่ 19) วา

พระบาทกัมรเดงกําตวน อัญศรีสูรยวรมเทวะทรงขอใหบรรดานักบวช ทั้งภิกษุ
มหายาน สถวรี ะ และโยคี อทุ ศิ กศุ ลแหง การบําเพ็ญตบะของตนถวายแดพ ระองค
โดยพระองคทรงใหความคุมครองแกบรรดานักบวชเหลานี้เปนการตอบแทน ถา
ผูใดเขามาทําทุราจารใน ดโบวนาวาส31 ตาง ๆ โปรดเกลาใหจับผูน้ันมาข้ึนศาล
สภา32
ตอมาในรัชสมัยของพระเจาชัยวรมันที่ 7 พระพุทธศาสนานิกายมหายานมีอิทธิพลสูง
มาก ในยุคน้ีมีการสรางพุทธสถานและพระพิมพขึ้นเปนจํานวนมาก เชนพระที่เรียกกันภายหลังวา

28 วลั ลภา รุง ศริ แิ สงรัตน, ลพบรุ ี อดตี -ปจจบุ ัน (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนา
พาณชิ ย, 2537), น. 17.

29 น. ณ ปากนํ้า, ศาสนาและศลิ ปะในสยามประเทศ และแหลมอินโดจีนสมยั โบราณ
(กรุงเทพมหานคร: สนุ ทรกจิ การพมิ พ, 2517), น. 146.

30 เรอื่ งเดียวกนั , น. 18.
31 ดโบวนาวาส หมายถงึ อโุ บสถและอาวาสท่ีประกอบพิธกี รรมทางศาสนา เปน ภาษา
โบราณที่ปรากฏในศลิ าจารกึ
32วลั ลภา รงุ ศริ แิ สงรตั น, ลพบุรี อดตี -ปจ จบุ นั , น. 23.

23

พระรวงรางปน (ดูรูปท่ี 42 ภาคผนวก) ซึ่งเปนพระพิมพแบบมหายาน ทรงเทริด (ดูรูปที่ 43
ภาคผนวก) และพระหูยาน (ดูรูปท่ี 44 ภาคผนวก) สําหรับพระรวงนั้นเขาใจวา เปนรูปสนอง
พระองคพระ(มหา)ไวโรจนพุทธะ สวนพระหูยานเปนรูปสนองพระองคอักโษภยพุทธะและพระ
เคร่ืองนารายณทรงปน (ดูรูปท่ี 45 ภาคผนวก) ซ่ึงความจริงไมใชนารายณ เปนพระอวโลกิเตศวร
โพธิสัตว33ทั้งน้ีจําแนกตามลักษณะของมุทราและเครื่องทรงตาง ๆ เชนพระมหาไวโรจนะจะ
ทรงเครอื่ งอลังการอยา งกษตั ริย

พระเจาชัยวรมันที่ 7 ทรงเปนพุทธศาสนิกชนมหายานท่ีเครงครัด พระองคทรงสราง
ปราสาทหินมากมาย ทรงสรางปราสาทพระขรรค เพื่อบูชาพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว (ดูรูปที่ 46
ภาคผนวก) อทุ ิศแดพ ระชนกคือพระเจาธรณีนทรวรมันท่ี 2 และทรงสรางปราสาทตาพรม เพ่ือบูชา
นางปรัชญาปารมิตา (ดูรูปท่ี 47 ภาคผนวก) อุทิศแดพระมารดา คือ พระนางชัยราชจุฑามณี เมื่อ
รวมเขากับพระพุทธราชในปราสาทบายนจะเปนกลุมประติมากรรม 3 องคท่ีเรียกวารัตนตรัย
มหายาน พระเจาชัยวรมันท่ี 7 ยังทรงสรางอโรคยศาลา (โรงพยาบาล) ทั่วพระราชอาณาจักรอีก
102 แหง มีที่ ลพบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี และสิงหบุรีเปนตน เน่ืองจากพระองคมีความเลื่อมใสใน
พระไภษัชยคุรุพุทธเจา พระพุทธเจาแหงการรักษาโรคของมหายาน พระองคยังทรงสราง
ประติมากรรมของพระไภษัชยคุรุไปไวยังเมืองตาง ๆ เรียกวา พระพุทธชัยมหานาถ 34(ดูรูปที่ 48
ภาคผนวก) หลกั ฐานอกี อยางหนงึ่ ซง่ึ แสดงถึงความเลอื่ มใสในพระไภษัชยครุ ขุ องพระเจา ชยั วรมนั ที่
7 คือจารึกของพระองคที่มีขอความดังน้ี “...ขาพเจาขอนมัสการพระชินนะ ผูเปนราชาแหงรัศมี คือ
พระไภษัชยคุรุไวฑูรยะ เพราะพระองค จึงเกิดความเกษมและความไมมีโรค แกประชาชน ผูฟงอยู
แมเพยี งชอ่ื ...”35

ตอมาเม่ือสิ้นรัชกาลพระเจาชัยวรมันท่ี 7 อาณาเขมรเส่ือมอํานาจลง ซึ่งในสมัยของ
พระองคพุทธศาสนามหายานไดเจริญรุงเรืองถึงขีดสุด ท้ังพระองคทรงใชนโยบายแบบสันติวิธีกับ
บรรดาเจาเมือง และหัวหนากลุมชนพื้นเมืองตาง ๆ โดยการประทานพระพุทธรูปพระชัยพุทธมหา
นาถไปยังเมืองสําคัญในแถบลุมนํ้าเจาพระยา เชน ลพบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี และราชบุรี เพื่อ
แสดงวาพระองคมีอํานาจเหนือดินแดนแถบนี้ เม่ือพระองคสวรรคต ความนิยมในพุทธศาสนา

33เสถยี ร โพธินนั ทะ, ประวตั ศิ าสตรพระพทุ ธศาสนา ฉบบั มุขปาฐะภาค 2, ,น. 23-24.
34 เรอื่ งเดยี วกนั , น. 37.
35 หอสมดุ แหง ชาติ กรมศิลปากร, จารกึ ในประเทศไทย เลม 4 (กรงุ เทพมหานคร:
ภาพพมิ พก ารพิมพ, 2529), น. 197.

24

มหายานเร่ิมเส่ือมคลายลง มีความเปนไปไดวาการที่มหายานในยุคน้ันเนนการสรางศาสนสถาน
ขนาดใหญ รูปเคารพ และพิธีกรรม ทําใหประชาชนเกิดความเบื่อหนาย ประกอบกับในชวงเวลา
ดังกลาว พระเจาปรักกัมพาหุไดอุปถัมภพุทธศาสนาเถรวาท จัดใหมีการสังคายนาพระธรรมวินัย
จัดวางระเบียบแบบแผนการทําสังฆกรรม เปนเหตุใหพุทธศาสนาเถรวาทเจริญรุงเรืองข้ึนในลังกา
เมื่อกิตติศัพทดังกลาวไดแพรกระจายมายังดินแดนแถบนี้ พระภิกษุในอาณาจักรตาง ๆ จึงพากัน
เดินทางไปท่ีลังกา ครั้นเมื่อเห็นขอวัตรปฏิบัติของพระสงฆชาวลังกาก็เกิดความเล่ือมใส ใครจะ
ศึกษาแลวนําเอาแบบแผนน้ันมาใชในบานเมืองของตน ท้ังนี้พระสงฆจากเมืองตาง ๆ จะไดรับการ
อุปสมบทใหม เพ่ือเปลี่ยนใหเปนพระลังกาวงศเสียกอน เรียกวาการบวชแปลง หลังจากน้ันจะอยู
ศึกษาพระธรรมวินยั จนรอบรู แลวจงึ กลบั มาเผยแผย ังบา นเมอื งของตน เมอ่ื ประชาชนเห็นพระสงฆ
ลังกาวงศปฏิบัติเครงครัดในพระธรรมวินัย ก็พากันเล่ือมใสใหบุตรหลานบรรพชาอุปสมบทใน
สํานกั ของพระลังกาวงศม ากขึ้นโดยลําดบั สาํ หรับดนิ แดนแถบน้พี ุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ
จะเขามาราว พ.ศ. 1800 ภิกษุท่ีไดรับการบวชแปลงจากคณะสงฆลังกาไดเดินทางกลับมาพรอม
พระเถระชาวลังกามาขึ้นท่ีเมืองนครศรีธรรมราช ชวยกันสรางพระมหาธาตุโดยเปล่ียนแปลงพระ
สถูปองคเดิมท่ีเปนแบบศรีวิชัยใหเปนพระสถูปแบบลังกา ซ่ึงในภายหลังพอขุนรามคําแหงไดโปรด
ใหนิมนตพระสงฆเหลาน้ีมายังเมืองสุโขทัยดังมีขอความปรากฏในศิลาจารึกของพระองค วา “พอ
ขุนรามกําแหงกระทําโดยทานแกมหาเถระสังฆราช ปราชญเรียนจบพระไตรปฎก เปนใหญกวาปู
ครูในเมืองนี้ ทุกตนลุกแตเมืองนครศรีธรรมราชมา” ลัทธิลังกาวงศจึงเจริญข้ึน ทั้งยังไดรับการ
สนบั สนุนจากผปู กครองในทางกลบั กนั นบั เปน ความเส่ือมของพทุ ธศาสนามหายานในดินแดนแถบ
นี้36 แตกไ็ มใชวา คณะสงฆเดิมจะหมดไป ยังมีคณะสงฆที่สืบมาจากลพบุรีที่เปนภิกษุฝายมหายาน
หลงเหลืออย3ู 7 พระสงฆเหลานั้นยังคงสาธยายพระธรรมเปนภาษาสันสกฤตสืบเน่ืองมาจากครั้งท่ี
มหายานรุงเรือง อยางไรก็ตามพระสงฆลังกาวงศไมรวมสังฆกรรมกับคณะสงฆเดิมเพราะถือวา
เปนนานาสังวาสพระสงฆจึงแยกกันอยูเปนสองพวก ตอมาบรรดาเจานายตาง ๆ นิยมอุปสมบทใน
นิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ ในที่สุดความแพรหลายกวางออกไปยังประชาชนท่ัวไป ยังผลให
พระสงฆนิกายเดิมลดจํานวนลงเรื่อย ๆ และในที่สุดพระสงฆนิกายเดิมจําตองรวมกับคณะสงฆ
นิกายเถรวาท ซง่ึ ยังมีหลักฐานใหเห็น คือ ใบสีมาซอนสองใบเรียกวาสีมาสองชั้น ลักษณะดังกลาว

36 ศิรธิ รรม, การปกครองคณะสงฆแ ตย ุคโบราณถงึ ยคุ ปจ จบุ นั (กรงุ เทพมหานคร:
ส.ธรรมภักด,ี 2476), น. 185-188.

37 เสถียร โพธนิ นั ทะ, ประวัตศิ าสตรพระพทุ ธศาสนา ฉบบั มขุ ปาฐะภาค 2,
น. 24-25.

25

น้ีนาจะมีท่ีมาจากการท่ีพระสงฆลังกาวงศไมตองการใชสีมาเดิมท่ีผูกไว จึงผูกสีมาซํ้าอีกคร้ังหนึ่ง
ท้ังนี้เพ่ือใหสามารถทําสังฆกรรมไดทั้งพระสงฆนิกายเดิมและพระสงฆลังกาวงศ ถึงแมวาพุทธ
ศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศจะเขามามีบทบาท แตประชาชนยงั เคยชินกับขนบธรรมเนียมที่เคย
ถือปฏิบัติมา ส่งิ ใดท่ีไมขัดกับหลกั พุทธศาสนาก็ยังคงถือปฏิบตั ติ อไป ดังเชน การใชอักษรขอม การ
สาธยายมนตต า ง ๆ รวมทัง้ พิธกี รรมซง่ึ มีทง้ั พธิ ีพราหมณ และพธิ กี รรมแบบมหายาน

การที่พระสงฆนิกายเดิมไดยุบรวมกับคณะสงฆเถรวาทลังกาวงศ ความเชื่อตาง ๆ ที่เปน
ของมหายานจงึ เริ่มวิวัฒนาการปะปนอยูในพุทธศาสนาเถรวาท อีกท้ังการใชอักษรขอมจารึกพระ
ธรรมคําส่ังสอนตาง ๆ ยังทําใหคณะสงฆเดิมไดรับความสะดวกในการเขียนและบันทึกเรื่องเวทย
มนตคาถา แตกระน้ันกลุมภิกษุนิกายเดิมไดปรับปรุงรายละเอียดและเนื้อหาของยันตตาง ๆ ให
สอดคลองกับคําสอนของเถรวาทมากขึ้น ดวยเหตุผลที่วานามพระพุทธเจาและพระโพธิสัตวตาง ๆ
ไมเปนที่รูจักอีกตอไป จึงไดมีการปรับเอาหลักธรรมเถรวาทและนามพระพุทธเจาและพระโพธิสัตว
ฝายเถรวาทมาใสแทน แตทวาเม่ือพิจารณาโดยละเอียดก็จะยังเห็นถึงเคาโครงของอิทธิพลของ
มหายานไดอยา งเดนชัด ดังเชนการสรางพระพิมพที่มีรูปแบบสอดคลองกับความเช่ือของมหายาน
ไมวาจะเปนพระพิมพที่ปรากฏรูปพระพุทธเจา 3 องคซึ่งแสดงถึงแนวคิดตรีกาย พระพิมพพระเจา
5 พระองคท่ีประทับน่ังคลายกับรูปแบบของมณฑลของพระปญจชินพุทธเจา พระพิมพ
พระพทุ ธเจา 10 องคประทับน่ังในรูปวงกลมตรงกลางมีรูปสูญสามช้ัน แสดงถึงอิทธิพลเร่ืองปารมิ
ตาและศูนยตา พระพิมพท่ีทรงเครื่องอยางกษัตริยก็เปนอิทธพลของมหายานโดยตรง ซึ่งเปน
รูปแบบของพระมหาไวโรจนะของลัทธิมนตรายาน รวมถึงเร่ืองระบบยันตตาง ๆ ที่มีวิวัฒนาการ
เร่ือยมาถือวาเปนอิทธิพลของมหายานโดยตรง เม่ือเวลาผานไปส่ิงเหลาน้ีจึงไดรับการสืบทอดและ
พฒั นาตอมา จนกระท่ังเกดิ เปนระบบยันต

อนึ่งพระสงฆท่ีสืบทอดมาจากคณะสงฆเดิมน้ีเองเปนผูสรางพระพิมพจํานวนมากแลว
บรรจุไวในพระเจดียแ ถบเมอื งกําแพงเพชร เมอื งสุพรรณบุรี เมืองชยั นาท และเมืองสําคญั อ่ืน ๆ ใน
การสรา งพระพิมพเหลานั้นจะมจี ารึกลานเงินบงบอกถึงอานุภาพและอาราธนาวิธีโดยประการตาง
ๆ นอกจากน้ียังปรากฏช่ือฤาษีอีกหลายองคเปนผูชวยสรางพระพิมพเหลานี้38 ซึ่งฤาษีเหลาน้ี
นาจะเปนกลุมผูปฏิบัติธรรมแบบมหายานคลายกับพวกสิทธาท่ีอาศัยอยูตามถ้ําในปา อยางไรก็
ตามคําวาฤาษีที่ปรากฏในลานเงิน ลานทองและจารึกตาง ๆ น้ันนาจะเปนนักบวชแบบหนึ่งใน

38 “ตํานานพระพมิ พเ มืองกาํ แพงเพชร” ใน เสดจ็ ประภาสตนครั้งที่ 2 พมิ พเ ปน ทีร่ ะลกึ
ในการทส่ี มเดจ็ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสังฆราชสกลมหาสงั ฆปรนิ ายก เสดจ็ ประกอบศาสนกจิ
ณ วัดนาควชั รโสภณ จงั หวดั กําแพงเพชร, (มทพ., 2537), น. 52-53.

26

พระพทุ ธศาสนา ไมใชพวกโยคีของศาสนาพราหมณเชนคณะฤาษีท้ัง 5 ตนที่สรางเมืองลําพูนท่ีใน
ตาํ นานมลู ศาสนาไดกลาวเอาไวว า

ในกาลครั้งหนึ่ง วันน้ันยังมีกุลบุตรท้ังหลาย 5 คน ๆหน่ึงช่ือ วาสุเทพ คนหนึ่งชื่อ
สุกกทันต คนหนึ่งช่ืออนุสิสส คนหน่ึงชื่อพุทธชฎิล คนหน่ึงช่ือสุพรหม กุลบุตรท้ัง
5 คนน้ีประกอบดวยศรัทธา ออกบวชในพระพุทธศาสนา แลวเขาท้ังหลายมา
รําพึงเห็นวา วินัยสิกขาบทท้ังหลายอันพระศาสดาทรงบัญญัติไวนี้ ประกอบดวย
กิจอันละเอียดย่ิงนัก และเขาทั้งหลายเห็นวาจะปฏิบัติตามไดดวยยาก จึงพรอม
กันสึกออกจากสมณเพศ แลวมาบวชเปนฤษีเขาไปอยูในปาหิมวันต ก็ได
สาํ เร็จปญ จอภญิ ญาและสมาบัติทัง้ 5 ตน39
นอกจากนี้ยังมีจารึกในถํ้าฤาษีเขางู จังหวัดราชบุรีซ่ึงพบท่ีใตพระพุทธรูปสลักนูนตํ่า
ศิลปทวารวดีมีอักษรจารึกวา “ปุญ วฺระ ฤษิ-ศฺรี สมาธิคุปตะ” แปลวา การบุญของฤษี ศรีสมาธิ
คุปตะ40 จารึกน้ีเปนดังลายลักษณอักษรยืนยันสถานภาพของทานผูสรางพระพุทธรูปองคนี้ ทาน
เปนฤาษีผูไดมาบําเพ็ญพรตอยูในถ้ํานี้ และชื่อถ้ําฤาษีก็ยังเปนพยานถึงทานหรือผูท่ีอยูในเพศ
เดียวกับทา น นกี้ เ็ ปน อกี หลกั ฐานหนึ่งวา ฤาษีตาง ๆ ท่ีปรากฏชื่ออยูตามจารึกเปนนักบวชแบบหนึ่ง
ในพุทธศาสนาและฤาษีก็ไมใชนักบวชในศาสนาพราหมณเพราะไมมีเหตุผลท่ีนักบวชในศาสนา
พราหมณจะมาสรางพระพุทธรูปเอาไว อีกทั้งจารึกท่ีพบตามกรุพระปรางค และพระเจดียตาง ๆ
เชน จารึกลานเงินจากกรุวัดพระบรมธาตุกําแพงเพชร จารึกลานทองวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
สุพรรณบุรี ขอความในลานทองแสดงแนวคิดของมหายานนิกายมนตรายานอยางเดนชัด โดยมี
การเลนแรแ ปรธาตุ และมกี ารใชม นตต า ง ๆ ประกอบกับพระพิมพ แสดงใหเ หน็ วา ผูส รางมเี จตนาที่
สรางพระพิมพเหลาน้ีเพ่ือใชปองกันภัยอันตรายแกผูที่อาราธนาติดตัว ในท่ีนี้จะนําขอความใน
จารึกลานทองวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมาศึกษาดู ซ่ึงพระยาสุนทรสงคราม (อี้ กรรณสูต) ผูวา
ราชการเมอื งสพุ รรณบุรสี มยั นัน้ เปนผูคน พบ ความวา
ศุภมัสดุ 1265 สิทธิการิยะ แสดงบอกไวใหครูมีฤาษีท้ัง 4 ตน พระฤาษีพิไลย
เปนประทาน เราจะทําดวยฤทธ์ิทําเคร่ืองประดิษฐานมีสุวรรณเปนตน คือ
บรมกษัตรยิ พ ระยาศรีธรรมโศกราช เปนผมู ศี รัทธา พระฤาษที งั้ 4 ตน จงึ พรอ มกนั
นําเอาแตวานทั้งหลาย พระฤาษีจึงอัญเชิญเทพยดามาชวยกันทําพิธีทําเปน

39 กรมศลิ ปากร, ตาํ นานมลู ศาสนา (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พย ม้ิ ศรี, 2482),
น.136.

40 ยอรช เซเดส, ประชุมศิลาจารึกภาคที่ 2, น. 20.

27

พระพิมพไวสถาน 1 แดง สถาน 1 ดํา ใหเอาวานทําเปนผง พิมพดวยลายมือของ
พระมหาเถรปยทัสสีศรีสาลีบุตร คือเปนใหญเปนประธานในที่นั้นไดเอาแรตาง ๆ
ซัดยาสําเร็จแลวใหนามวาแรสังฆวานรไดหลอเปนพิมพตาง ๆ มีอานุภาพตา งกัน
เสกดวยมนตคาถาท้ังปวงครบ 3 เดือนแลว ทานเอาไปประดิษฐานไวในพระสถูป
ใหญแหง หน่ึงทเี่ มืองสุพรรณทูม ถา ผูใ ดไดพ บเห็นใหร บี เอาไปสักการบูชาเปนของ
วิเศษ แมจะมอี นั ตรายประการใดกด็ ี ใหอาราธนาพระผูกไวที่คออาจคุมเกรงพยัน
ตรายไดท้ังปวง ถาผูใดจะออกรณรงคสงครามประสิทธิดวยสารทตราวุธท้ังปวง
เอาพระลงสรงน้ํามันหอมแลวนั่งบริกรรมพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ 108 จบ
พาหุง 13 จบ ใสขันสําฤทธิ์ต้ังอธิษฐานเอาตามความปรารถนาเถิดใหทาทั้งหนา
แลผม คอนาอก ถาจะใชทางเมตตาใหมีสงาเจรจาใหคนท้ังหลายเชื่อฟงยําเกรง
ใหเอาพระนี้ไวในน้ํามันหอม เสกดวยคาถาเนาวหอระคุณ (นวหรคุณ)13 จบ
พระพทุ ธคุณ 13 จบ ใหเอาดอกไมธูปเทียนบูชาทําพิธีในวันเสาร นํ้ามันหอมเก็บ
ไวใชไดเสมอ ทาริมฝปาก หนาผาก แลผม ถาผูใดพบพระตามท่ีกลาวมานี้
พระวานก็ดี พระเกสรก็ดี พระทําดวยแรสังฆวานรก็ดี อยาประมาทเลย อนุภาพ
พระทั้ง 3 อยา งนด้ี จุ กําแพงแกวกนั อนั ตรายไดทงั้ ปวง แลว ใหวาคาถา คะเตสิก เก
กะระณังมะกาไชยมังคะลัง นะมะพะทะ แลวใหวา กิริมิถิ กุรุมุถุ เกเรเมเถ กะละ
มะทะ ประสิทธ์แิ ล (ตวั อกั ษรคดั ตามตนฉบบั เดมิ )41
ไมเพียงแตจารึกลานทองท่ีพูดถึงอานุภาพของพระพิมพ ยังมีขอความตาง ๆ ที่ปรากฏ
ตามจารึกในสมัยสุโขทัยและอยุธยาเกี่ยวกับคาถาอาคมและเลขยันต เชนแผนทองคําจารึกหัวใจ
คาถาตาง ๆ แสดงใหเห็นถึงวิวัฒนาการของระบบยันตที่ใชโครงสรางจากแนวคิดมหายาน
ผสมผสานกับรายละเอียดจากพุทธศาสนาเถรวาท ดังท่มี ขี อความในจารึกแผนทองคําวา ที(ม) สํ อํ
(ขุ) จ (ภ) ก ส พุทฺธสํมิ อุทฺธํอโธมออุ ตามคําอธิบายของอาจารยฉ่ํา ทองคําวรรณไดอธิบายวา ที
ยอมาจาก ทีฆนิกาย ม ยอมาจาก มชฺฌิมนิกาย สํ ยอมาจาก สํยุตฺตนิกาย อํ ยอมาจาก อํคุตฺตร
นกิ าย ขุ ยอ มาจาก ขทุ ฺทกนิกาย จ ภ ก ส คาถาบทน้ีเรยี กวาคาถากาสลกั ...42 การใชอักขระยอนี้ถือ

41 พระมหาวิเชยี ร กลฺยาโณ และคณะ,พระผงสุพรรณ วัดพระศรรี ตั นมหาธาตุ จงั หวดั
สุพรรณบรุ (ี กรุงเทพมหานคร : มทพ., 2443) น.14.

42 หอสมดุ แหง ชาติ กรมศลิ ปากร, จารึกในประเทศไทย เลม 5 (กรุงเทพมหานคร:
ภาพพมิ พการพิมพ, 2529), น. 48.

28

เปนพัฒนาการของระบบยันตเบื้องตน โดยการยอเอาคําตนหรือพยางคตนของพระธรรมหรือบท
สวดตาง ๆ มาใช อกั ขระดงั กลาวไดถูกนํามาจดั เรียงในรูปแบบของยนั ต

ยังมบี างจารึกทม่ี ลี ักษณะคลายรปู แบบของยนั ตบรรจุพระคาถาไวภ ายใน เชนจารึกวัด
ตระพังนาค (ดูรูปท่ี 49 ภาคผนวก) โดยขอบนอกดานบนมีจารึกวา “ปจฺฉิมวิรูปกฺสราชา” ขอบนอก
ดานซายมีจารึกวา “อุตฺตรกุเวโรราชา” ขอบนอกดานลาง มีจารึกวา “ปุรพาธตรฏโฐ” ขอบนอก
ดา นขวามีจารึกวา “ทกขฺ ณิ วริ ฬุ หโก” ภายในกรอบส่เี หล่ียมมจี ารกึ วา

นโมพทุ ธฺ าย สทิ ธฺ ํ ( อ อา อิ อี อุ) อู เอ ไอ โอ เอา อํ อะ ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช (ฌ ญ )
ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ต ถ ท ธ น (ป ผ พ) ภ ม ย ร ล ว ส ฬ ห (อิ) ติปโ ส ภควา อรหํ สมฺ
มาสมพฺ ุทโฺ ธ ว(ิ ชฺชาจรณ) สมฺปนโฺ น สุคโต โลกวิทู (อนตุ ตฺ ) โร ปรุ สิ ทมมฺ สารถิ สตฺ
ถา เทวมนุสฺสานํ พทุ ฺโธ ภควาติ สวากฺขาโต ภควตา ธมโฺ ม สนทฺ ิฏฐ โิ ก อกาลิโก
เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจจฺ ตตฺ ํ เวทติ พโฺ พ วิญหู ตี ิ สุปฏิปนโฺ น อชุ ปุ ฏปิ นฺโน
ญายปฏปิ นโฺ น สาม(ี จิ) ปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ43
รูปแบบของจารึกดังกลาวมีการจัดวางอักขระคลายกับรูปแบบยันตอยางหน่ึงท่ีเรียก
กันวา “ยันตโสฬสมหามงคล” (ดูรูปที่ 50 ภาคผนวก) ซึ่งมีการนําเอานามเทวดาและนามศาสตรา
วุธ 4 ชนิดลงไวตามดานตาง ๆ โดยขอบนอกดานบนมีอักษรจารึกวา “สกฺกสฺสวชิราวุธํ” ขอบนอก
ดานซายมีอักษรจารึกวา “ยมนสฺสนยนาวุธํ” ขอบนอกดานลาง มีอักษรจารึกวา “เวสฺสุวณสฺสค
ฑาวุธํ” ขอบนอกดานขวามีอักษรจารึกวา “อาฬาวกสฺสทุสาวุธํ”44 สวนอักขระตั้งแตนะโมพุทธายะ
สิทธัง ฯลฯ ไดถูกนํามาประดิษฐเปนยันตพระเจานอโม ซ่ึงเปนยันตสี่เหลี่ยม 25 ชองแตละชองมี
อักขระ 1 ตัวเดินดวยกลมาหมากรุก นอกจากนี้ยังมีการนําเอาคาถาในจารึกตาง ๆ มาประดิษฐ
เปนยันตดวยเชนจารึกจากฐานพระพุทธรูปวัดคูยาง (ดูรูปท่ี 51 ภาคผนวก) ตําบลในเมือง อําเภอ
เมือง จงั หวดั กาํ แพงเพชรมีขอความวา
ปถมํ สกลกฺขนเมกปทํ ทตุ ยิ าทปิ ทสสฺ นทิ สสฺ นโต สมนิ ทุนมิ สนทิ ุ (สมท)ุ สนทิ ุ
วิภชฺเฌ กมมฺ โต ปถเมน (วนิ า) แปลวา บทอันหนงึ่ เปน ปฐม เปนลกั ษณะแหง ตน
นกั ปราชญผ ูประกอบดวยปญ ญา เวน ไวซ งึ่ บทอนั เปน ปฐม แลว พงึ จาํ แนก (อรรถ
แหง จตรุ ารยิ สจั ) โดยลําดับ (แหง อกั ษร12 ตวั นี)้ คือ สมนิ ทนุ มิ สมทุ สนิทุ เพราะ
แสดงซง่ึ บทมบี ทที่สองเปน อาท4ิ 5

43 เรอื่ งเดียวกนั , น.61-62.
44 เทพย สารกิ บตุ ร, พระคมั ภีรพระเวทฉบับจตั ตถุ บรรพ, น. 127.
45หอสมุดแหงชาติ กรมศิลปากร, จารกึ ในประเทศไทย เลม 5, น. 65.

29

ในภายหลังไดเรียกขานวา “คาถาพระพุทธเจาแกวงจักร” และไดถูกนําไปผูกเปนยันต
ปถมังสี่ดานอยูในส่ีเหล่ียมท่ีมี 49 ตาราง เดินอักขระเปนกลมาหมากรุก (ดูรูปที่ 52 ภาคผนวก) มี
อานุภาพทางคงกระพันชาตรี ปองกันอันตรายตาง ๆ46 ยังมีจารึกพระพุทธบาทวัดชมพูเวก (ดูรูปที่
53 ภาคผนวก) ซึง่ เปนจารกึ สมัยสุโขทัยที่ผูกไวเปนยันตกลม ซึ่งในภายหลังมีรูปแบบของยันตกลม
ท่ีมีอักขระเรียงกันเหมือนซี่ลอธรรมจักรเรียกวายันตอิติปโสแปดทิศ (ดูรูปที่ 54 ภาคผนวก) ตอมา
ในสมัยอยุธยาน้ันความเช่ือเกี่ยวกับเลขยันตและพิธีกรรมตาง ๆ แพรกระจายไปท่ัว ดวยบริเวณ
ที่ต้ังของเมืองอยุธยาเดิมนั้นสันนิษฐานกันวาแตกอนเคยเปนเมืองโบราณมากอนชื่อวาเมืองอโยธ
ยาสถาปนาขึ้นสมัยที่ขอมยังเปนใหญเหนือดินแดนแถบน้ีดังจะเห็นไดจากโบราณวัตถุสมัยกอน
อยุธยาเชนพระพุทธรูปพระไตรรัตนายก วัดพนัญเชิง ดังน้ันความเชื่อเรื่องยันตและคาถาอาคมจึง
ไดร บั อิทธิพลขอมทน่ี ับถอื พุทธศาสนานกิ ายมหายานมาดวย ในอยธุ ยาการศกึ ษาเร่อื งเลขยนั ตแ ละ
เวทยมนตเจริญรุงเรืองเปนอันมาก ดังจะเห็นไดจากคัมภีรพิชัยสงครามที่สามารถศึกษาไดจากวัด
เชนวดั พุทไธสวรรค ซึ่งเปน วดั ทป่ี ระสิทธปิ์ ระสาทวิชาพิชัยสงคราม มีผูท่ีไปศึกษาท่ีวัดน้ีเปนจํานวน
มากแมกระทงั่ วิชาดาบกส็ ามารถหาศึกษาไดท่ีวดั น้ีเอง และวดั อ่นื ๆ กม็ กี ารสอนอักขระเลขยนั ตแ ก
ผูท่ีสนใจโดยเฉพาะในชวงปลายสมัยอยุธยาตั้งแตสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชลงไป ในยุคน้ี
ผคู นมคี วามเช่อื เรื่องความศักด์สิ ิทธ์ิ เลขยนั ตแ ละเคร่อื งรางของขลงั การบาํ เพญ็ ทางจิตหรือการฝก
จิตเนนหนักไปในเร่ืองของอิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย47 ซ่ึงความเชื่อลักษณะน้ีไดแพรกระจายไปยังชนทุก
ระดบั ตง้ั แตพระมหากษตั ริย พระภกิ ษแุ ละประชาชนโดยท่ัวไป ดังปรากฏในคําใหก ารของขนุ หลวง
หาวัด วา “พระนารายณไดศึกษาวิทยาคมในสํานักพระอาจารยพรหม พระอาจารยพรหมนี้อายุ
มากเปนผูเฒา ใบหูท้ังสองขางยานถึงบา เปนผูชํานาญในทางเวทยมนต มีอานุภาพในทางเหาะ
เหินเดนิ อากาศได”48

ดังนั้นระบบยันตตาง ๆ ไดถูกพัฒนาข้ึนอยางเต็มรูปแบบรวมทั้งมีการเลาเรียนกัน
อยางแพรหลายดังจะเห็นไดจากเอกสารโบราณจําพวกใบลาน สมุดไทยดําและสมุดไทยขาวมีการ
บันทึกเร่ืองราวของเลขยันตคาถาอาคมจํานวนมาก ในสมัยอยุธยานี้ระบบของเลขยันตไดถูก
ประมวลข้ึนเปนหมวดหมูและมีเอกลักษณเฉพาะตน มีการกําหนดรูปแบบ และพิธีกรรมขึ้นอยาง

46 เทพย สารกิ บตุ ร, พระคัมภรี พ ระเวทฉบบั จตั ตุถะบรรพ, น. 292-295.
47 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยตุ โต), พระพทุ ธศาสนาในอาเซีย, พิมพค รง้ั ท่ี 4
(กรุงเทพมหานคร: มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2531), น. 112.
48 คําใหก ารชาวกรุงเกา คําใหก ารขนุ หลวงหาวัด พระราชพงศาวดารกรงุ เกา ฉบบั
หลวงประเสรฐิ อกั ษรนติ ,ิ (กรงุ เทพมหานคร: สาํ นกั พมิ พค ลงั วทิ ยา, 2515), น. 127.

30

เปนระบบ ยกตัวอยางเชนตําราสรางพระหามสมุทรที่บันทึกเอาไววาสืบทอดมาต้ังแตแผนดิน

สมเด็จพระนารายณ ไดมาจากพระมหาเถรสิทธิเมธังกร ณ หัวเมืองสิงหบุรี ในตํารากลาววาใหหา

ไมพระศรีมหาโพธิ์ท่ีมีกิ่งชี้ออกไปทางทิศตะวันออกซึ่งนิพพานแลว (ก่ิงที่แหงตายเอง) ท่ีหักตกลง

มาเองนาํ มาแกะเปน พระพุทธรูปปางหา มสมทุ รบรรจุยนั ตต าง ๆ มียันตพิชัยสงครามซึ่งมีดวงชะตา

ของผูสรางอยูกลางลอมดวยดวยยันตกลบทอิติปโสเดินเปนตามาหมากรุกลอมรอบ ในที่นี้เปรียบ

ดงั่ การนาํ เอาพระพุทธคุณมาคุมกันนั่นเอง นอกจากนี้ยังมียันตม งกฎุ พระพทุ ธเจา ยันตประทุมจักร

5 ดวง (ดรู ูปท่ี 55 ภาคผนวก) ยนั ตพ ระรัตนไตร (ดูรูปท่ี 56 ภาคผนวก) ยนั ตพ ระจตั ตรุ าริยสัจ (ดรู ปู

ที่ 57 ภาคผนวก) ยันตชฎาทาวมหาพรหม (ดูรูปท่ี 58 ภาคผนวก) ยันตพระนวโลกุตตรธรรม (ดูรูป

ท่ี 59 ภาคผนวก) ยันตพระพุทธคุณ (ดูรูปที่ 60 ภาคผนวก) ยันตพระภควัมบดี (ดูรูปท่ี 61

ภาคผนวก) และยนั ตอ งครักษ49(ดูรูปที่ 62 ภาคผนวก) ในที่นี้ยันตตาง ๆ ถือเปนสวนสําคัญท่ีทําให

พระพุทธรปู เกิดความศกั ด์ิสทิ ธิ์ขึน้ ซ่งึ ในภายหลงั ไดวิวัฒนาการโดยการใชยันตตาง ๆ นี้มาหลอเปน

พระพุทธรปู อยา งไรก็ตามแมกรุงศรอี ยุธยาจะเสยี ใหก ับพมา ความเชอ่ื เรือ่ งเลขยนั ตตา ง ๆ กย็ ังคง

อยูกับคนไทยในยุคตอมาเนื่องจากพระเถระสําคัญ ๆ ของกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทรลวนเปน

คนกรุงศรีอยุธยาเดิม ดังเชนสมเด็จพระสังฆราชสุก ญาณสังวโรเปนตน สมเด็จพระสังฆราช

พระองคน้ีประชาชนนับถือกันวาศักดิ์สิทธ์ิ ตามบันทึกที่วัดราชสิทธารามน้ันเดิมทานอยูที่วัดทา

หอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทานเปนผูเช่ียวชาญพระกัมมัฏฐาน อีกทั้งยังมีวิชาอาคม ในสมุด

บันทึกของทานก็มีเรื่องเกี่ยวกับเลขยันตมากมาย และเปนผูนําเอายันตพระยาไกเถ่ือนมาเผยแพร

สมเด็จพระสังฆราชอีกพระองคหน่ึงที่ถือวามีความเช่ียวชาญเร่ืองยันตอยางย่ิงคือสมเด็จ

พระสังฆราชแพ ติสฺสเทว พระองคเปนผูรวบรวมตําราพระยันต 108 และนะปถมัง 14 ที่ใชในการ

สรางประติมากรรมพระไภษัชยคุรุ (พระกร่ิง) และพระชัยวัฒน นอกจากน้ีความเชื่อดังกลาวยัง

ปรากฏในวรรณคดีเร่ืองตาง ๆ ดังเชนท่ีปรากฏในวรรณคดีเร่ืองขุนชางขุนแผน ท่ีมีการกลาวถึง

การศกึ ษาคัมภีรป ถมัง ดังท่ีกลาววา

อนั เรอื่ งราวกลา วความพลายงามนอ ย คอ ยเรียบรอยเรยี นรคู รทู องประศรี

ท้ังขอมไทยไดส น้ิ ก็ยนิ ดี เรียนคัมภีรพ ทุ ธเพทพระเวทยมนตร

ปถ มงั ตงั้ ตัวนะปดตลอด แลว ถอนถอดถูกตองเปน ลอ งหน

หวั ใจกริดอทิ ธเจเสนห ก ล แลว เลา มนตเสกขมนิ้ กนิ นํ้ามนั ....50

49 เทพย สารกิ บตุ ร, พระคัมภรี พ ระเวทฉบบั ฉฏั ฐะบรรพ, หนา 1-15.
50 กรมศลิ ปากร, เสภาเรอ่ื งขุนชางขนุ แผน, น. 533

31

อยางไรก็ตามความเช่ือเก่ียวกับเลขยันตตาง ๆ ไดวิวัฒนาการมาเปนระยะเวลา
ยาวนานจนมรี ูปแบบเฉพาะตวั และมีระบบท่ีชัดเจนไมวาจะเปนวิธีการเขียน วิธีการเสกซ่ึงสัมพันธ
กบั เรื่องการฝกจติ และสมาธิ นอกจากน้ีการนําเอายันตตาง ๆ ไปสรางเปนเคร่ืองรางของขลังตาง ๆ
ในอดีตมีการกําหนดรูปแบบไวเฉพาะไมวาจะเปนวัสดุที่นํามาใช ตัวยันตท่ีใชลง(เขียน)ในวัตถุ
มงคลนนั้ รวมทงั้ มนตคาถาทจ่ี ะตองใชเ สกกํากับ สิ่งเหลาน้ีดูเหมือนกับเปนอุบายในการฝกจิตของ
ผกู ระทาํ และเปนอบุ ายในการระลึกถึงคุณของพระสัมมาสมั พทุ ธเจาสาํ หรบั ผูที่นาํ ไปใช ท้ังนี้ระบบ
ยันตที่ปรากฏอยูทุกวันนี้เช่ือวาไดรับอิทธิพลจากพุทธศาสนามหายานท่ีคร้ังหน่ึงเคยเจริญรุงเรือง
ในอาณาจักรโบราณในอาณาบริเวณน้ี ดังน้ันแนวคิดในการประดิษฐยันตตาง ๆ น้ันลวนไดรับ
อิทธิพลจากพุทธศาสนามหายานเปนสวนใหญ ซึ่งจะไดทําการศึกษาเปรียบเทียบใหเกิดความ
ชัดเจนในบทที่ 3

บทท่ี 3

อทิ ธิพลความเช่ือพุทธศาสนามหายานทมี่ ีตอระบบยนั ต

3.1 การถือกาํ เนิดของพทุ ธศาสนามหายาน

เม่ือพระพุทธศาสนาถือกําเนิดขึ้นคร้ังแรกน้ัน มีพระสัมมาสัมพุทธเจาทรงเปน
พระศาสดา สมัยท่ีพระองคยังดํารงพระชนมชีพอยูนั้นยังไมมีการแบงแยกนิกายแตประการใด
ปญหาตาง ๆ เกี่ยวกับพระธรรมวินัยที่เกิดข้ึน พระสัมมาสัมพุทธเจาจะทรงเปนผูวินิจฉัย แต
ภายหลังจากพุทธปรนิ ิพพานแลว พระสุภทั ทะไดกลา วจาบจวงพระธรรมวินัย วา

ผูมีอายุทั้งหลาย!ทานทั้งหลายอยาเศราโศกไปเลย ทานทั้งหลายอยารํ่าไรไปเลย
พวกเราพนดีแลวจากพระมหาสมณะพระองคนั้น ดวยวาพวกเราถูกพระมหา
สมณะพระองคน้ัน คอยรบกวนหามปรามวา น้ีสมควรแกเธอทั้งหลาย นี้ไม
สมควรแกเ ธอท้ังหลาย ดังนี้ ก็บัดนี้พวกเราจักปรารถนากระทํากรรมใด ก็จักทํา
กรรมนั้น พวกเราจกั ไมป รารถนากระทํากรรมใด จักไมทาํ กรรมนน้ั 1
ดังนี้เปนเหตุใหมีการสังคายนาพระไตรปฎก โดยมีพระมหากัสสปะเปนประธาน
อยางไรก็ตามยังมีคณะสงฆของพระปุราณะท่ีไมรับรองมติการทําสังคายนาดังกลาว น้ีเปน
จุดเร่ิมตนที่ความเห็นของพระภิกษุสงฆเก่ียวกับพระธรรมวินัยเร่ิมที่จะไมเหมือนกัน จนในท่ีสุด
พระพุทธศาสนาไดแยกออกเปนนิกายตาง ๆ หลายนิกาย แตละนิกายมีหลักพระธรรมวินัยที่
แตกตางกัน ในราวตนพุทธศตวรรษท่ี 6 ถึง 7 ไดเกิดการพัฒนาของคณะสงฆที่เรียกตัวเองวา
“มหายาน” ขึ้นโดยนําปรัชญาพระพุทธศาสนานิกายตาง ๆ รวมท้ังเถรวาทดวยผสมผสานกัน2
เพ่ือใหสอดคลองกับสถานการณท่ีศาสนาพราหมณ- ฮินดูกําลังฟนฟู คําสอนตาง ๆ ของนิกายนี้จึง
ถูกประยุกตใ หเ ขา กับสถานการณเพอื่ ใชรับมอื กับปรชั ญาพราหมณในยคุ ฟน ตัวขบวนการมหายาน
ไดพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงพุทธศตวรรษที่ 7 ก็ไดแตกตัวออกไปเปนมหายานนิกายยอย ๆ อีก
มากเชน นิกายมายธมิก นิกายโยคาจารและนิกายตันตระ ถึงแมมหายานไดแยกยอยออกเปน

1 มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , พระวนิ ัยปฎก เลม 1 ภาค 1 มหาวิภงั ค ปฐมภาค และ
อรรถกถา พมิ พครงั้ ที่ 4, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฎราชวิทยาลยั , 2543), น. 24.

2 สมุ าลี มหณรงคช ยั , พทุ ธศาสนามหายาน (กรุงเทพมหานคร: สาํ นักพมิ พศ ยาม,
2546), น. 43.

32

33

หลายนิกายแตยังคงแนวคิดสําคัญเรื่องอุดมคติพระโพธิสัตวไว เพ่ือบําเพ็ญประโยชนแกสรรพสัตว
โดยถือหลักที่วา หากตนพนทุกข สรรพสัตวอ่ืนตองพนทุกขดวย หรือแมแตใหสรรพสัตวพนทุกขไป
กอน แลวตนคอยพนทุกขทีหลัง ดังน้ัน จะตองทนทุกขแทนสรรพสัตวได แมวาการเปล้ืองทุกขให
สรรพสัตวนั้น ตนเองจะตองเผาไหมในนรกถึงอสงไขยกัลปก็ตาม3 จึงเกิดมหาปณิธาน 4 ประการ
ซงึ่ ถอื เปน อดุ มการณสาํ คญั ของมหายาน คือ

1. เราจะละกเิ ลสทง้ั หลายใหส นิ้
2. เราจะศกึ ษาพระธรรมใหเจนจบ
3. เราจักโปรดสตั วทัง้ หลายใหส ้ิน
4. เราจะบรรลพุ ทุ ธภมู 4ิ
หลักธรรมของมหายานเนนท่ีการประพฤติตนเปนพระโพธิสัตว อาจกลาวไดวาการ
บรรลธุ รรมแบบมหายานคอื การมีโพธิจิตที่ตื่นข้ึนดวยการศึกษาพุทธธรรมและนําความรูที่ไดศึกษา
มาน้ันไปชวยเหลือสรรพสัตว ซึ่งในท่ีสุดเมื่อพระโพธิสัตวบําเพ็ญบารมีจนครบถวนสมบูรณก็จะ
ตรัสรูเปนพระสัมมาสัมพุทธเจาได นอกจากนี้ยังมีพระโพธิสัตวอีกประเภทท่ีบําเพ็ญบารมีจน
ครบถวนแลวแตยังไมตรัสรูดังเชน พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว พระมัญชุศรีโพธิสัตว พระโพธิสัตว
ประเภทน้ีเรียกวาพระธยานิโพธิสัตว แนวคิดท่ัวไปของพระโพธิสัตวคือจะไมยอมหลุดพนไปแต
ผูเดียวในขณะท่ีคนรอบขาง บิดามารดา หรือสรรพชีวิตอ่ืน ๆ ยังคงเวียนวายอยูในหวงสังสารวัฏ
พระโพธสิ ตั วจะดํารงอยตู ราบเทาที่ยังมีผตู กทุกข และชวยเก้ือกลู บุคคลเหลานั้นไปสูค วามหลดุ พน
ดงั โศลกใน คัมภีรโพธสิ ตั วจรรยาวตาร วา
ตราบเทา ทอี่ ากาศยงั คงอยู
และตราบเทา ท่สี รรพสัตวย งั คงอยู
ตราบน้นั ขอใหขา ฯ คงอยู
เพ่อื ขจัดปด เปา ความทกุ ขโศกในโลก5
พระนาคารชุนไดสรุปคุณลักษณะของพระโพธิสตั วไววา “พระโพธิสัตวเปนผูมีนิพพิทา
แกกลาตอ สังสารวัฏ แตก็เปนผูหันพระพักตรเขาหาสังสารวัฏ” “ พระโพธิสัตวมีศรัทธาปสาทะยินดี

3 เสถยี ร โพธนิ นั ทะ, ปรชั ญามหายาน (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพมหามกฎุ ราช
วิทยาลัย, 2541), น. 7.

4 เร่อื งเดียวกนั , น. 10.
5 ศานติเทวะ, โพธสิ ตั ตวจรรยาวตาร แปลโดย ฉตั รสมุ าลย กบลิ สิงห
(กรุงเทพมหานคร: ศูนยไ ทย – ธเิ บต ,2543), น. 197.

34

ตอพระนิรวาณ แตก็เปนผูหันพระปฤษฎางคใหแกพระนิรวาณ” และ “ พระโพธิสัตวสมควรตอการ
เกรงกลัวตอสรรพกิเลส แตก็ยังไมสมควรละกิเลสเสียใหสิ้น”6 คําสอนในมหายานถือวาหากบุคคล
ใดก็ตามตั้งปณิธานมุงสูพุทธภูมิเพ่ือโปรดสรรพสัตวใหพนทุกข บุคคลน้ันยอมมีโพธิจิตที่ตื่นแลว
และยอมไดชื่อวาพระโพธิสัตวในขณะน้ันเอง ดังที่ไดอธิบายไวในโศลกธรรมขางตน ดังน้ัน
พระโพธิสัตวในชั้นแรกไดแกบุคคลที่บังเกิดความกรุณาตอสรรพชีวิต สามารถมองเห็นสังสารทุกข
แมจะเปนผูท่ียังมีกิเลสอยูก็ตาม เม่ือบุคคลใดก็ตามไมคํานึงถึงตนเอง แตคิดถึงปณิธานในการ
ชวยเหลือปวงสัตว จิตของบุคคลนั้นยอมเปนอันหนึ่งอันเดียวกับจิตของพระโพธิสัตวมหาสัตว
ท้ังหลาย อันเปนจิตท่สี ะอาดบรสิ ทุ ธิ์ ปราศจากความเห็นแกต นเอง พรอมท่ีจะเสียสละประโยชนส ขุ
เพ่ือสวนรวม แตพระโพธิสัตวในเบื้องตนน้ียังคงหางไกลจากความเปนพุทธะมากนัก ยังตองอาศัย
การบําเพ็ญบารมีอีกมาก เพ่ือเปนบาทฐานในการรองรบั พระโพธิญาณอันเปนคุณธรรมที่ย่ิงใหญ
และเปนการเตรียมพรอมสําหรับภาระอันใหญหลวงคือการโปรดสัตว ในปกรณฝายมหายานก็มี
กลาวไวใน คัมภีรอัษฏสาหัสริกาปรัชญาปารมิตา วา “พุทธธรรม คือ ความรูของพระพุทธเจา
ความรูของพระสยัมภู เปนอจินไตย ชั่งไมได วัดไมได นับไมได ไมมีความรูอื่นเสมอ เปนความรูท่ี
เสมอโดย ไมมีความรูเสมอ เปนสัพพัญุตญาณ”7 อยางไรก็ตามถึงแมวาพุทธศาสนามหายานจะ
แบงแยกออกเปนหลายนิกายแตก็ยังคงมีจุดยืนรวมกันในการปฏิบัติตนตามแนวทางพระโพธิสัตว
และโดยหลกั การทถี่ ือความอนุเคราะหต อสรรพชวี ิตเปนหลกั น่ันเองทาํ ใหเกิดพัฒนาการระบบยันต
ตาง ๆ เพ่ือเปนอุบายชวยผูคนท่ีกําลังตกทุกขไดยาก ทั้งน้ีระบบยันตท่ีพัฒนาขึ้นมาน้ันถูกใชเพื่อ
สนองตอบความตองการพื้นฐานของศาสนิกชน พุทธศาสนามหายานมีอุดมคติท่ีกวางไกล
ตองการจะโนมนาวประชาชนใหศรัทธาในพุทธธรรม จึงไดพยายามหาอุบายที่จะทําใหคนหันเขา
หาคําสอนของพุทธศาสนา โดยแนวคิดที่วาการแสดงธรรมช้ันสูงเหมาะสําหรับผูท่ีมีอัธยาศัยมาก
ดวยปญญา แตการที่จะมุงสอนแตผูที่มีสติปญญาเพียงอยางเดียวโดยละเลยบุคคลอื่นน้ันไมควร
เน่ืองจากคนเหลานี้สติปญญายังไมกลาแข็งตองอาศัยอุบายวิธีท่ีชาญฉลาดในการดึงใหเขาหันมา
สนใจศาสนา ในเมอื่ เขายังตดิ กับภาระทางโลกอยูก ็จาํ เปน ตอ งสงเคราะหเ ขาใหพน ทุกขเ ฉพาะหนา
ไปกอ น พธิ ีกรรมการลงเลขยันตตา ง ๆ จึงถือกาํ เนดิ ขน้ึ ในพทุ ธศาสนามหายานเพื่อใชเปนเครื่องมือ

6 เสถียร โพธนิ นั ทะ, ปรัชญามหายาน, น. 8.
7 ประพจน อศั ววิรุฬหการ, โพธสิ ตั วจรรยา: มรรคาเพอ่ื มหาชน (กรุงเทพมหานคร:
คณะอกั ษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั , 2546), น. 33.

35

ในการทําใหคนหันมาสนใจศาสนา ในราวพุทธศตวรรษที่ 10 แนวความคิดดังกลาวเร่ิมเขมขนจน
กอตวั ขนึ้ เปนอีกนิกายเรียกวา พุทธตนั ตระ8

3.1.1 พฒั นาการของพุทธศาสนามหายานแบบตนั ตระ

วิวัฒนาการของพุทธตันตระมีข้ึนในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียบริเวณ
แควน เบงกอล มีศูนยก ลางการศกึ ษาอยูท ว่ี กิ รมศิลา ตอมาไดเผยแผเขาสู ธิเบต มองโกเลีย เนปาล
จีน และญ่ีปุน9 ระบบปรัชญาของพุทธตันตระนั้นเชื่อวาพัฒนามาจากพุทธศาสนานิกายโยคาจาร
หรือวิญญาณวาท10 (เปนนิกายหน่ึงของพุทธศาสนามหายานมีคําสอนเนนไปที่เร่ืองของจิต)
ตันตระจึงเปนพัฒนาการข้ันที่สองของมหายาน โดยพัฒนามาจากมาธยมิกะ (เปนนิกายหน่ึงของ
พุทธศาสนามหายานที่มีคําสอนเนนไปที่เร่ืองสุญญตา) และโยคาจาร11 ท่ีมีอยูกอนแลว คําวา
“ตันตระ”เปนคําสันสกฤตมีความหมายท่ัวไปคือ “ส่ิงท่ีเปนเครื่องกระจายความรู” และมี
ความหมายโดยเฉพาะคือ “วรรณคดีที่เปนการเฉพาะภายใน”12 พุทธตันตระยังมีช่ือเรียกอีกหลาย
อยาง กลาวคือ เรียกวา “วัชรยาน” ก็เพราะเปนยานอันเปรียบดุจสายฟาสามารถนําพาใหพนจาก
กิเลสโดยฉับพลัน เรียกวา “สหัชยาน” เพราะวาเปนคําสอนที่วาดวยความจริงอันสูงสุดท่ีมีมาแต
กําเนิดแลวในทุกชีวิต เรียกวา “มนตรายาน” เพราะวาเปนมนตรอันเรนลับอันเปนทางลัดไปสูการ
ตรัสร1ู 3

ปรัชญาตันตระมีลักษณะเปนสหภาพนิยม มีเปาหมายสูงสุดคือการกําจัดทวิภาวะ
เพื่อใหเขาถึงอทวิภาวะ อันหมายถึงการรวมเปนหนึ่งเดียวระหวางจิตกับวัตถุ กลาวคืออาศัยหลัก
ปฏบิ ตั ิเพื่อการรวมกันเปน หนง่ึ เดียวระหวางผูรกู ับสงิ่ ที่ถูกรู แลวจึงพัฒนาคลี่คลายเปน แนวคิดเร่ือง

8 บณุ ย นลิ เกตุ, พทุ ธศาสนามหายาน (กรงุ เทพมหานคร: อักษรเพชรเกษม, 2526),
น. 125-126.

9 ผาสุข อินทราวธุ , พทุ ธศาสนาและประติมานวิทยา (กรงุ เทพมหานคร: ภาควิชา
โบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, ม.ป.ท.), น. 45.

10 บณุ ย นลิ เกต,ุ พุทธศาสนามหายาน , น. 125.
11 ทววี ฒั น ปณุ ฑรกิ ววิ ฒั น, วถิ ีแหงมหายาน (กรุงเทพมหานคร: สํานกั พิมพป ารมิ
ตา, 2526), น. 188.
12 เร่อื งเดียวกนั , น. 182.
13 เร่ืองเดยี วกนั , น. 182-183.

36

กรุณากับปรัชญา โดยใหกรุณามีสถานะเปนผูรูหรือผูกระทํา สวนปรัชญาอยูในฐานะผูถูกกระทํา
การรวมกนั ของกรุณาและปรัชญา เรยี กวา “อทวยะ” อันหมายถึงความไมแ บง แยก และสาเหตทุ ท่ี าํ
ใหเกิดการมองอยางแบงแยก เพราะกรุณากับปรัชญายังทํางานไมประสานสมดุลกัน14 ตาม
ทรรศนะของพระพุทธศาสนาฝายตันตระ มนุษยไดจมปลักอยูในอวิชชา แตมนุษยก็ยังมีประกาย
แหงสัจจะอยูในตัว น่ันคือ “ธรรมชาติของความเปนพุทธะ” ในการถายถอนอวิชชานั้น การกระทํา
อันศักดิ์สิทธ์ิเปนการเฉพาะภายในเปนส่ิงสําคัญ ข้ันตอนของการกระทําอันศักดิ์สิทธ์ิเปนการ
เฉพาะภายในประกอบดวย มนตรา มุทรา มณฑล และอภิเษก ซ่ึงถือเปนหลักการสําคัญของ
ตันตระ

มีความเปนไปไดวาพุทธตันตระเกิดขึ้นเพื่อแขงขันกับลัทธิพราหมณฮินดูที่มีการ
ประกอบพิธีกรรมตาง ๆ รวมท้ังการมีเทพเจาผูทรงมหิทธานุภาพมากมาย เชน พระศิวะ
พระนารายณ ทําใหลัทธิพราหมณ-ฮินดูสามารถดึงดูดประชาชนใหมานับถือเปนจํานวนมาก
ในขณะที่พุทธปรัชญาน้ันมีความลึกซ้ึง ประกอบกับในอินเดียสมัยน้ันวิวัฒนาการของพุทธศาสนา
เปนไปในทางปรัชญามากเกินไป นิกายท่ีมีความเจริญรุงเรืองอยใู นขณะน้ัน ไดแก มาธยมิกะและ
โยคาจารหรือที่เรียกอีกอยางหน่ึงวาวิญญาณวาทก็ยากเกินไปสําหรับคนทั่วไป และไมตรงกับ
ความตองการของคนสว นมากท่มี งุ เนนการสวดออนวอนในระบบภักติมรรค รวมทงั้ วรรณกรรมของ
ลัทธิพราหมณ-ฮินดูไดมีการใชวิธีกลืนศาสนา โดยใหพระสัมมาสัมพุทธเจาเปนอวตารปางหนึ่ง
ของพระนารายณ เรียกวา พุทธาวตาร จากการกระทําดังกลาวยังผลใหคนในสมัยนั้นเกิดความ
เขาใจผิดเปนจํานวนมาก ดังน้ันปราชญทางสายมหายานจึงมีการรจนาคัมภีรเพ่ือตอสูกับลัทธิ
พราหมณ เชนใน คัมภีรการัณฑวยูหสูตร กลาววา พระอวโลกิเตศวรเปนผูเนรมิตพระเปนเจาทั้ง 3
ของพราหมณ รวมท้ังพระองคยังทรงความย่ิงใหญเปนสารัตถะของสากลจักรวาล การสวดมนต
ออนวอนพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวรยอมมีผลานิสงสมากมาย ในขณะนั้นมหายานไดพัฒนาระบบ
ภักติมรรคข้ึนในพระพุทธศาสนา มีการกลาวถึงพระโพธิสัตวในระดับพระโพธิสตั วมหาสัตววาทรง
มีพลานุภาพมากมาย เพียงเอยนามของพระองคก็สามารถปลดเปล้ืองความทุกขท้ังปวงใหส้ินไป
ได ดังที่กลาวไวใน คัมภรี ส ทั ธรรมปุณฑรีกสูตร บทท2่ี 4 สมันตมุขปริวรรต วา

ดูกอนกุลบุตร พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว ไดแสดงธรรมแกสัตวท้ังหลาย
ในโลกธาตุปจจุบัน ดวยรูปของพระพุทธเจา พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว
แสดงธรรมแกสัตวทั้งหลาย ในโลกธาตุอ่ืน ดวยรูปของพระโพธิสัตว

14 พระมหาสมจนิ ต สมมฺ าปฺโญ, พทุ ธปรชั ญา สาระและพฒั นาการ
(กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั , 2544), น. 243.

37

พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว แสดงธรรมแกสัตวบางจําพวก ดวยรูปของ
พระปจเจกพุทธเจา พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว แสดงธรรมแกสัตวบาง
จําพวก ดวยรูปของพระสาวก พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว แสดงธรรมแก
สัตวบางจําพวก ดว ยรูปกายของพรหม พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสตั ว แสดง
ธรรมแกสัตวบางจําพวก ดวยรูปกายของทาวสักกะ ...เพราะฉะน้ัน ทานท้ังหลาย
ควรบูชาพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว เสียตั้งแตบัดน้ี ดูกอนกุลบุตร
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว ยอมประทานความปลอดภัยแกหมูสัตวผูมี
ความกลัว เพราะเหตุนี้ ในสหาโลกธาตุ จึงเรียกพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหา
สตั ววา“พระอภยัททะ” (ผูประทานความปลอดภยั )15
นอกจากนั้นในคัมภีรเดียวกันน้ียังไดพรรณนาพระคุณแหงการบูชาพระอวโลกิเตศวร
โพธิสัตวไวโดยพิศดาร เชน ถาบุคคล ถูก นาค ยักษ เปรต รากษส ลอมจับตัวไป เมื่อเขาระลึกถึง
พระอวโลกเิ ตศวร ศตั รเู หลา น้นั ไมส ามารถเบียดเบียนไดแมแตปลายเสนผม ถาบคุ คล ถูกสัตวราย ที่
มีเข้ียวเลบ็ แหลมคม นา กลัวยงิ่ หอ มลอมอยู เมอื่ เขาระลกึ ถงึ พระอวโลกิเตศวร สตั วเ หลานั้นจะว่ิงหนี
ไป คนละทิศทางในทันที16 ดังน้ันพุทธตันตระจึงไดสรางระบบพิธีกรรมตาง ๆ ขึ้นมาเพื่อสนองตอบ
ความตองการของประชาชน ทชี่ ื่นชอบการสักการะบชู า และพิธีกรรมในลักษณะทเี่ ปน อบุ าย ตามคติ
ความเชื่อของพุทธตันตระถือวา พระพุทธองคผูประกอบไปดวยปญญาจะไมละเวนที่จะนําเอาหลัก
ปฏิบัติ เกี่ยวกับเวทมนตรคาถามารวมไวในพุทธศาสนาเพ่ือดึงดูดพุทธศาสนิกชนใหศรัทธาในพุทธ
ศาสนามากข้ึน17 กลา วคือพุทธตันตระเปน คาํ สอนแบบอาศัยเปลือกหมุ แกน เพอ่ื สนองความตองการ
ของชนหมูมากนั่นเอง แตในขณะเดียวกันความคิดดังกลาวก็กอใหเกิดผลเสียหลายประการ ทําให
พระพุทธศาสนาเต็มไปดวยพิธีกรรมไมตางไปจากพราหมณ พระโพธิสัตวที่เปนธยานิโพธิสัตวมี
บทบาทไมแตกตางไปจากพระศิวะหรือพระนารายณ ในฐานะเปนผูดลบันดาลความสําเร็จและ
ความปลอดภัย และการท่ีมีผูคนศรัทธาพุทธตันตระนั้นก็ทําใหผูท่ีเขามายอมรับนับถือไดนําเอา
พิธีกรรมของตนเขามาเพ่ิม เชนเรื่องการบูชายัญ การเสพเมถุน การด่ืมสุรา ดังท่ีกลาวไวแลวใน
เบ้ืองตนวาพุทธตันตระประกอบไปดวยพิธีกรรมตาง ๆ อันถือวาเปนขั้นตอนของการกระทําอัน
ศักด์สิ ิทธเิ์ ปนการเฉพาะภายใน เปนหนทางลดั ไปสกู ารตรสั รูไดโ ดยตรง ไดแ ก

15 ชะเอม แกว คลาย, สทั ธรรมปุณฑรกี สูตร (กรุงเทพมหานคร : อมรินทรพ ริน้ ตง้ิ
แอนดพบั ลิชชง่ิ , 2547), น. 241.

16 เรือ่ งเดยี วกนั , น. 243.
17 ผาสุข อนิ ทราวุธ, พทุ ธศาสนาและประตมิ านวทิ ยา, น. 46.

38

1. มนตรา (Mantra) ไดแก มนตตาง ๆ ท่ีนับถือกันวาศักดิ์สิทธิ์ ท้ังน้ีในคําสอนของ
พทุ ธตนั ตระ พระพุทธเจาและพระโพธิสัตวจะมมี นตห รือธารณีประจําพระองค เชน มนตประจําองค
พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร คือ โอม มณี ปท เม หุม นอกจากเชื่อกันวามนตหรือธารณีสามารถ
ปองกนั อนั ตรายตาง ๆ ไดแลว ยังเชอื่ วาสามารถทําลายอกศุ ลในอดีตนบั แสนกปั ได

2. มุทรา (Mudra) คือการทําเครื่องหมายตาง ๆ ดวยมือและน้ิวมือ ถือวาเปน
อิริยาบถของผูท่ีรูแ จง ในขณะท่ีมนตราหรือธารณไี ดร วมความลับท้ังหมดของเสียงเอาไว มุทราก็ได
รวมความลับทั้งหมดของการสัมผัส พระพุทธเจาทั้งหลายและพระโพธิสัตวตางมีทามุทราประจํา
องค ดังน้ันจึงสามารถแยกแยะรูปเคารพของพุทธตันตระไดจากมุทราประการหนึ่ง ในการบูชา
พระพุทธเจาหรือพระโพธสิ ัตว ผูป ฏบิ ตั จิ ะตอ งทําทา มทุ รา ดว ยมือและนว้ิ เปน ทาแบบตาง ๆ

3. มณฑล (Mandala) หมายถึง ขอบเขตหรือแผนผังอันศักดิ์สิทธ์ิที่แสดงตําแหนง
ของพระพุทธเจาและพระโพธิสัตวทั้งหลาย บางคร้ังใชสมมุติแทนโลกและจักรวาล มณฑลมี
มากมายหลายแบบ แตมณฑลท่ีสําคัญ ไดแก วัชรธาตุมณฑล และครรภธาตุมงคลซึ่งมี
ความหมายเช่ือมโยงกับเรื่องของจิต

4. อภิเษก (Abhisheka) หมายถึง พิธีการมอบตัวเปนศิษยในนิกายพุทธตันตระ
หรือหมายถึงการเขาสูมณฑล ผูที่มีบทบาทสําคัญในการอภิเษกคือ “คุรุ”หรืออาจารย ผูท่ีผานการ
อภิเษกแลวจึงสามารถไดรับการเปดเผยคําสอนอันเรนลับ พิธี “อภิเษก”ประกอบดวยการรดนํ้า
การสวมมงกุฎ หรือมาลัยที่ศีรษะ การวางผาอันศักดิ์สิทธ์ิบนไหล การสัมผัสระฆัง และรูปสายฟา
(วัชระ) การกลาวคําปฏิญาณ การเอยนามอันศักด์ิสิทธ์ิ และการรับระฆังและรูปสายฟาจาก
อาจารย18 โดยถือวาผูที่ไดรับการอภิเษกในนิกายมนตรายานแลว จิตใจของเขาจะไดผานการ
ฝกฝนและชําระลางใหบริสุทธ์ิ เพ่ือที่จะประจักษถึงธรรมชาติอันแทจริง หรือการพนไปจากทวิ
ภาวะ (Dualism) ปรากฎการณท ้ังหลายมธี รรมชาติเดียวกนั คอื สุญญตลักษณะ19

ชวงเวลาท่ีพทุ ธตนั ตระไดถือกําเนิดขึ้นเปนชวงเวลาท่ีพุทธศาสนาตองตอสูกับปรัชญา
ฮินดูอยางหนัก อยางไรก็ตามในเบ้ืองตน พุทธตันตระยังยืนยันเปาหมายของการปฏิบัติธรรมอยูที่
การตรัสรู การบรรลุพระนิพพาน หรือความบริสุทธ์ิของจิตอยางมั่นคง20 ถึงแมวาจะตอง
ประนีประนอมรับเอาพิธีกรรมตาง ๆ เขามาไวแตก็ไมเหมือนกับลัทธิพราหมณ-ฮินดู เพราะ

18 ทววี ัฒน ปณุ ฑริกววิ ัฒน, วถิ แี หงมหายาน, น. 187.
19 บุณย นิลเกต,ุ พทุ ธศาสนามหายาน, น. 128.
20 เร่อื งเดยี วกนั , น. 133.

39

พระพุทธเจาและพระโพธิสัตวของพุทธตันตระมิไดมีลักษณะเปนอัตตาแตอยางใด ลวนเปนเพียง
สัญลักษณแทนคณุ ธรรมประการใดประการหนึ่ง พทุ ธตนั ตระมพี ฒั นาการแบงออกเปน 4 ข้ันดงั นี้

1. พัฒนาการขั้นแรกของพุทธตันตระคือมนตรยาน กลาวคือผูที่เปนคุรุ (อาจารย)
จะมอบมนตรห รอื ธารณีใหแกศ ษิ ยเพอื่ ทีจ่ ะนําไปภาวนาใหจ ิตใจมคี วามสงบข้นึ ตามลําดับและเกิด
ปญญารูแจงในท่ีสุด การทองมนตรบทตาง ๆ จะประกอบดวยทาทางท่ีเรียกวา มุทรา อันเปนสิ่งท่ี
มีความสัมพันธกับบทสวด โดยเชื่อวาการทองบนมนตราหรือธารณีเหลานั้นสามารถทําใหผูเจริญ
(มนตรา) มีกิเลสเบาบางลงได สามารถขจัดบาปกรรมตาง ๆใหหมดสิ้นไป21 การรายมนตรานั้นมี
หลายวิธี เชน การรายแบบดอกบัว22 การรายแบบวัชระ23 การรายแบบสมาธิ24 การรายแบบศัพท
อบุ ตั 2ิ 5 และการรายแบบแสงสวา ง26

2. พัฒนาการข้ันตอมาคือ วัชรยาน โดยถือวา อวิชชาเปนตนเหตุท่ีทําใหคนเรา
มองเห็นโลกแตกตางกันออกไป ซึ่งแทจริงแลว สภาวะของโลกมีอยางเดียวคือส่ิงที่เรียกกันวา
“ปรมัตถ” โดยธาตุแทแลวเราเปนอันเดียวกับปรมัตถ เม่ือเราปฏิบัติสมถวิปสสนาสมาธิอยาง
ถูกตองก็จักทําลายปวงอวิชชาได เม่ือนั้นเรายอมประจักษถึงธรรมชาติของส่ิงท้ังหลายในความ
เปนสญุ ญตา จิตยอมหลดุ พนจากสงั สารวัฏ โดยสภาวะปรมัตถไดถูกสมมุติเปนพระธยานิพุทธเจา
ทั้ง 5 หรือเรียกวา ปญจชินะพุทธเจา เปนวิถีทางนําเราไปสูความสมบูรณทางจิตวิญญาณ (หรือ
การหย่ังถึงสัมโภคกายของพระพุทธเจา) ก็คือภาพบุคคลาธิษฐานของพระพุทธเจาในรูปแบบและ
ลักษณะตาง ๆ สถิตอยูในแผนภูมิจักรวาลจําลอง(แทนความหมายของจิต) ที่เรียกวา มณฑล
พระปญ จชนิ พุทธเจา จงึ เปน สญั ลกั ษณท างจิตของผทู ่ีหลุดพนแลว

ในข้ันนี้ มณฑลของพระปญจชินพุทธเจา ไดแสดงถึงคุณสมบัติท้ังหลายของ
พระพุทธเจา ย่ิงไปกวาน้ันยังสามารถแสดงถึงภาวะแหงความหลุดพนไดดวย กลาวคือการที่

21 เสถยี ร โพธนิ นั ทะ, ปรชั ญามหายาน, น. 177-178.
22 การรา ยแบบดอกบัว หมายถึงการรา ยมนตอ อกเสียงดังพอไดยนิ
23 การรา ยแบบวัชระ หมายถงึ การรา ยมนตโ ดยไมออกเสยี ง
24 การรายแบบสมาธิ หมายถงึ การรา ยมนตโดยไมออกเสยี งเลย และเพง ใหเ กิดรูป
ดอกบวั ขึน้ ที่กลางหทยั บนดอกบัวมีดวงแกว ปรากฏอยู ในดวงแกว นน้ั ปรากฏอักขระมนตท ี่รา ยอยู
25 การรา ยแบบศัพทอ ุบตั ิ หมายถงึ การรายมนตโ ดยเพง ใหเ กิดดอกบวั ที่กลางทหยั และ
มีสังขสีขาวท่ีเปลง เสียงออกมาไมข าด
26 การรายแบบแสงสวา ง หมายถงึ การรา ยมนตโ ดยเพง ใหเกิดเปน แสงสวางออกจาก
ปากเวลารา ยมนต ใหแ สงดงั กลาวแผไ ปทวั่ สากลจกั รวาล

40

สามารถรับรูสภาวะแหงปรมัตถนั้นเองเปรียบไดกับการที่ไดสัมผัสสภาวะแหงพระธยานิพุทธเจา
และพระธยานิโพธิสัตว โดยผานกระบวนการทางวิปสสนากรรมฐาน ในทางศิลปะนั้น วัชรยานได
สรางรูปผูหญิงและผูชายใหเปนตัวโลกียะ และโลกุตตระ นอกจากน้ีก็แสดงการรวมเพศชายหญิง
เปน การเปรียบเทยี บใหเห็นวา ผูปฏิบัติไดสัมผัสรสของธรรมะ หรือการบรรลุมรรคผลก็เปนส่ิงท่ีทุก
คนมีโอกาสสมั ผัสดวยตนเอง เชนเดียวกันหมด27

3. พัฒนาการของพุทธตันตระข้ันตอมาเรียกวาสหัชยาน โดยถือวา สังสาระและ
นิพพานน้ันมีอยูในจิตดวงเดียวกันอยูกอนแลว ทั้งสองมิใชส่ิงเดียวกันหรือสิ่งที่ตางกัน แตที่
แตกตางกันเพราะจิตเปนตัวการท่ีไปมองใหเกิดความแตกตาง ดังนั้น ส่ิงทั้งหลายลวนมีธาตุแท
เปนพุทธภาวะเชนเดียวกันหมด สหชะยาน ไมเห็นดวยกับการดําเนินชีวิตที่ผูกติดอยูกับขอปฏิบัติ
จนเกินไป หรือแมแตการยึดติดในพิธีกรรมตาง ๆ แตเนนหนักในหลักปฏิบัติสองประการ คือ การ
อุทิศตัวเองเพ่ือสังคม และใหมีใจเมตตากรุณาตอบุคคลอื่น เม่ือสามารถปฏิบัติไดดังน้ี ในที่สุด
พฤติกรรมของเราจะกลายเปนส่ิงผลักดันใหบรรลุธรรมไดในที่สุด โดยอาศัย ปญญาและอุปายะ
ซึ่งใช วัชระ และดอกบัวเปนรูปแบบทางสัญลักษณ หรือการอุปมาดวย ชายหญิง เมื่อธรรมทั้งสอง
มีความบนั สานสอดคลอ งกนั เม่ือใดกถ็ อื วา เปนทางแหงการตรัสรู

4. พัฒนาการของพุทธตันตระในข้ันสุดทายเรียกวา “กาลจักรยาน”28 หมายถึง
วัฏฏจักรของกาล กลาวคือสภาวะแหงมหาปญญาและมหากรุณา ซึ่งถือวาเปนคุณธรรมที่นําพา
ไปสูการตรัสรู นอกจากนี้พัฒนาการในชวงกาลจักรยานมีความเชื่อเก่ียวกับ ดาราศาสตร โดยเชื่อ
วาทุกส่ิงเปนระบบที่ดําเนินไปภายใตภาวการณของสุริยจักรวาล ดังนั้นสรรพชีวิตจึงมี
ความสัมพันธกับระบบสากลจักรวาล เม่ือสามารถเขาใจถึงสัมพันธภาพดังกลาว ปญญาญาณก็
จะถูกพัฒนาจนในที่สุดก็สามารถตรัสรูได ทําใหสภาพการณของพุทธตันตระในขณะนั้นเต็มไป
ดวยพิธกี รรมตาง ๆ และในยุคนี้เองปรากฏขอบเขตแหงการบรรลธุ รรมแบง ออกเปน 4 ระดับดังน้ี

1. กริยาตันตระ หมายถงึ การบําเพ็ญที่เนนการกระทําและพิธีกรรมรวมทั้งการบูชา
มากกวา อยางอื่น ในข้นั นี้ยงั ถอื วา เปนระดบั ต่ําอยู

2. จริยาตันตระ หมายถึง การบําเพ็ญท่ีเนนหนักไปในดานความประพฤติ การ
ปฏบิ ตั ิตามศีล วนิ ยั หรอื สิกขาบท

3. โยคะตันตระ หมายถึง การบําเพ็ญท่ีเนนหนักไปในการภาวนา หรือโยคะวิธีเพ่ือ
อบรมจิตดวยสมาธใิ หกาวไปสกู ระแสแหง การตรัสรู

27 บุณย นิลเกตุ, พุทธศาสนามหายาน, น. 129.
28 เรื่องเดยี วกนั , น. 131.

41

4. อนุตตรโยคตันตระ หมายถึง การบําเพ็ญที่เนนการปฏิบัติอยางยิ่งยวดหรือการ
ภาวนาอยา งถงึ ที่สดุ และกาวเขา สูการตรัสรดู ว ยตนเอง29

อยา งไรกต็ าม การทีอ่ ุปมาการบรรลุธรรมวา เหมอื นกับการรวมรักระหวางชายกับหญิง
ท่ีบังเกิดความซาบซึ้งในความรักอยางแนบแนน เหมือนกับการรวมกันโดยสนิทของปรัชญา และ
อุปายะ ทําใหบังเกิดโพธิจิต แตเพราะการเปรียบเทียบดังน้ี ทําใหพุทธตันตระบางพวกตีความคํา
กลาวนี้ จนทําใหเกิดแนวความคิดแบบกามสูตร ซึ่งมีสวนทําใหภาพลักษณของพุทธตันตระ
เสียหาย จนถกู กลาวหาวาเปนยุคเสือ่ มโทรมท่ีสดุ ของประวตั ิศาสตรพุทธศาสนา แตห ากมองอกี มมุ
หน่ึงดวยการท่ีพุทธศาสนาในยุคนั้นถูกรุกรานจากพวกพราหมณ-ฮินดูจึงตองคนคิดระบบปรัชญา
เพ่ือธํารงพระพุทธศาสนาเอาไว และคําสอนตาง ๆ ของนิกายตันตระไดพัฒนามาเปนสวนสําคัญ
ของระบบยันตในประเทศไทยเชื่อมโยงกับเกี่ยวกับแนวคิดของพุทธศาสนามหายานหลายนิกาย
ดวยกนั

3.2 อิทธพิ ลแนวคดิ จากพระพทุ ธศาสนามหายานทีม่ ตี อระบบยนั ต

จากการที่พุทธศาสนามหายานไดพัฒนาขึ้นเปนลําดับ ปรัชญาตาง ๆ ไดถูก
พัฒนาข้ึนอยางตอเนื่อง ไมวาจะเปน เรอ่ื งสญุ ญตา เร่ืองตรีกายและเรื่องกระบวนการของจิต จนถึง
ชวงพุทธศาสนามหายานแบบตันตระ ซ่ึงในเวลาดังกลาวมนตรา มณฑล และพิธีกรรมไดถูก
ประยุกตเขากับพุทธศาสนา โดยนําเอาแนวคิดของนิกายมาธมิกและโยคาจารท่ีมีอยูกอนมา
ประยุกตเ ขาไว เม่ือระบบของมณฑลและมนตราตาง ๆ ไดถูกพัฒนาใหกลายเปนระบบยันต ดังนั้น
ในยันตต า ง ๆ จงึ มแี ฝงไปดว ยอทิ ธิพลแนวคิดของนกิ ายเหลานัน้

3.2.1 อทิ ธพิ ลแนวคดิ เร่ืองตรกี าย

แนวความคิดเร่ืองตรีกายในคําสอนฝายมหายานถือเปนเรื่องหน่ึงที่มีความแตกตาง
จากแนวคิดในพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งแนวคิดดังกลาวมีความสําคัญอยางยิ่งตอวิวัฒนาการของ
เลขยันตดวยความเชื่อในบริบทพุทธมหายานที่วา แมพระสัมมาสัมพุทธเจาจะดับขันธ
ปรินพิ พานไปนานแลว แตพ ระคุณตาง ๆ ของพระองคหาไดด ับสญู ตามไปดว ย ซง่ึ เปน ท่ีมาของการ
นําเอาบทบรรยายพุทธคุณตาง ๆ มาผูกข้ึนเปนเลขยันต และมนตคาถาตาง ๆ มหายานมีแนวคิด

29 เร่ืองเดียวกนั , น. 132.

42

ทีว่ า หากพระพุทธเจา ปรินพิ พานแลวดบั สญู ก็เทา กบั วา บารมที ีพ่ ระองคท รงบาํ เพ็ญมานับอสงไขย
กปั กถ็ ือวาสูญสนิ้ ไปดวย ดงั น้นั มหายานจงึ มีความคิดท่ีวาพระกายที่ดับสูญไปน้ันแทจริงเปนเพียง
กายเนื้อ (นิรมาณกาย) แตยังมีพระกายท่ียังไมดับสูญแตดํารงอยูในภาวะที่แตกตางกันออกไป
เรียกวาธรรมกายและสัมโภคกาย ดังใน คัมภีรอัษฏสาหัสริกาปรัชญาปารมิตา ท่ีกลาววา
“ธรรมกายทง้ั หลายคอื พระพทุ ธเจา ภกิ ษุทั้งหลายทานไมพึงคิดวา กายท่ีทานเห็นอยูนี้เปนกายจริง
ของเรา ทา นจงเห็นเราจากความพรอ มบรบิ ูรณคือธรรมกายเถดิ ”30 แนวคดิ เรื่องตรีกายไดพ ัฒนาและ
นําไปสูพระพุทธเจา 3 ลักษณะของมหายาน เมื่อสภาวะของพระพุทธเจาถูกอธิบายใหเปลี่ยนไป ใน
กรณีน้ีเทากับเปนการยืนยันถึงความเช่ือเกี่ยวกับภาวะหลังปรินิพพานของพระพุทธเจาวายังคงมีบาง
สิ่งเหลืออยูและสัมพันธกับโลก แนวคิดดังกลาวถูกพัฒนาไปจนเกิดเปนพระพุทธเจา 3 ลักษณะคือ
พระอาทิพทุ ธเจา พระธยานพิ ุทธเจาและ พระมานษุ ยพุทธเจา

3.2.1.1 อิทธิพลแนวคิดเร่ืองจติ ตอ พฒั นาการเร่อื งตรกี าย

คําอธิบายโดยท่ัวไปเก่ียวกับคําสอนเรื่องตรีกาย (ธรรมกาย สัมโภคกาย และนิรมาณ
กาย) ไดแก พระธรรมกายคือพระวรกายท่ีแทจริงของพระพุทธเจาซ่ึงยังคงดํารงอยูแมกายเนื้อของ
พระองคจะดับสูญไปแลวก็ตาม31 ซ่ึงธรรมกายจะสัมพันธกับพระอาทิพุทธเจา มหายานไดเพิ่มคํา
สอนเรื่องสัมโภคกายเขามาอีกกายหนึ่ง เพื่อสนองความตองการของสรรพสัตว ในขอที่วา
พระพุทธเจายังมิไดดับสูญ หากแตยังดํารงอยูในอีกรูปแบบหนึ่งเทานั้นและสัมโภคกายน้ีจะ
สัมพันธกับพระธยานิพุทธเจา สวนนิรมาณกายหรือกายมนุษยของพระสัมมาสัมพุทธเจานั้น
มหายานถือวา แทจริงเปนเพียงมหาอุบายในการโปรดสัตวเทาน้ัน ดังมีขอความปรากฏใน
วมิ ลเกยี รตนิ ิทเทศสตู ร สาวกวรรค มใี จความวา

สมยั หนึง่ พระผูมพี ระภาคเจา ทรงอาพาธเล็กนอย ตองใชน้ําโคนมไปบําบัด ทาน
วิมลเกียรติคฤหบดี พอดีพบกับพระอานนทระหวางทางจึงไดกลาวถามพระ
อานนทเร่ืองการอาพาธของพระผูมีพระภาคเจา และทานวิมลเกียรติกลาวกับ
พระอานนทวา “พระคุณเจาอานนท พระเจาจักรพรรดิอาศัยบุญญาธิการ
เล็กนอย ยังเปนผูปราศจากโรคาพาธ ปวยการท่ีจักกลาวถึงพระผูมีพระภาคเจา

30 “คมั ภรี อษั ฏสาหสั รกิ าปรชั ญาปารมิตา” อางถงึ ใน ประพจน อศั ววิรฬุ หการ,
โพธสิ ตั วจรรยา: มรรคาเพอ่ื มหาชน, น. 78.

31 เรอื่ งเดียวกนั , น. 18.


Click to View FlipBook Version