อิทธิพลของพทุ ธศาสนามหายานทีม่ ีตอ ระบบยันตในประเทศไทย
The Influence of Mahayana Buddhism on Yantra (Thai Mandala) systems in Thailand
โดย
ณฐั ธัญ มณีรัตน
Mr. Natthan Maneerat
วิทยานพิ นธน เ้ี ปน สว นหนงึ่ ของการศกึ ษาตามหลกั สตู รศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ (พุทธศาสนศึกษา)
คณะศิลปศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
พ.ศ. 2551
บทคดั ยอ
ความเช่ือเรื่องยันตท่ีแพรกระจายอยูในประเทศไทยน้ันเปนสิ่งท่ีมีมาชานาน จาก
หลักฐานทางประวัติศาสตร ไมวาจะเปนเอกสารโบราณ พระพิมพ หรือจารึก ชวยใหเราสามารถ
ตง้ั สมมติฐานไดว าเลขยนั ตตาง ๆ เกิดข้นึ มาหลายปแลว และเม่ือวิเคราะหดูเน้ือหาสาระของระบบ
ยันตก็พบวา ยันตตาง ๆ ท่ีเราเห็นอยูในปจจุบันน้ีสวนใหญไดรับอิทธิพลทางดานแนวคิดและ
ปรัชญาจากพุทธศาสนามหายาน ไมเพียงแตความเหมือนกันในเรื่องรูปแบบ แมแตองคประกอบ
อ่ืน ๆ เชนการเสกยันต การสรางหรือเขียนยันตก็เหมือนกัน ซึ่งท้ังน้ีอาจเปนเพราะในอดีตดินแดน
ตาง ๆ ในบริเวณน้ีเคยรับเอาอิทธิพลของคําสอนมหายานเอาไว ดังนั้นหลักคําสอนท่ีสําคัญตาง ๆ
เชน ศนู ยตา ตรีกาย มณฑล กม็ อี ยใู นระบบยนั ต
ในปจจุบันยังมีเอกสารโบราณที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับยันตตาง ๆ ใหศึกษา
พอสมควร ทาํ ใหพบเนอ้ื หาทีส่ อดคลองกบั หลักปฏิบัตขิ องมหายานดวย เชน สมาธิเพงอักษร ซ่ึงใช
ในการฝกสรางรูปแบบมณฑลในจิตซึ่งปรากฏในคัมภีรปถมัง ในคัมภีรเดียวกันนี้ยังแสดงนัยยะ
เรื่องพระปญจชินพุทธเจา และหลักศูนยตาอยางชัดเจน ในปจจุบันจะหาผูท่ีศึกษาอยางจริงจังได
นอย มีเพียงการนาํ เอารปู แบบภายนอกไปประยกุ ตใชเทานั้น ทําใหไมสามารถเขาถึงปรัชญาท่ีแฝง
เอาไวไ ดท ั้งที่ในความเปนจริงแลวการจะทํายันตสักยันตหน่ึงตองมีข้ันตอนตาง ๆ มากมาย และไม
สามารถที่จะเรียนรใู นทนั ทีทันใดได เพราะตองอาศยั การฝกฝนทางจิตเปน ปทัฏฐานเสยี กอ น
อยางไรก็ตามมีความเปนไปไดวาการนําเอาความเชื่อเร่ืองยันตไปสัมพันธกับเรื่อง
อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริยก็เพ่ือตองการรักษาสารัตถะสําคัญบางอยางเอาไวไมใหสูญหาย อยางนอยใน
เวลาตอมาหากมผี ูที่สนใจศกึ ษาก็อาจจะไดพ บปรัชญาเหลา น้นั อีกท้งั ตราบใดทีย่ ังมีผูยึดถอื ปฏิบตั ิ
อยูสิ่งนั้นก็จะคงอยูเชนกัน การศึกษาวิเคราะหเรื่องยันตจะสามารถทําใหเราเขาใจถึงพัฒนาการ
และสาระสําคญั ของส่ิงนี้
(1)
Abstract
The beliefs of Yantra, spread throughtout this region have been developed
for a long time. According to ancient Yantra manuscripts, small Buddha images and
inscriptions we can declare that Yantra systems began to be made hundreds of years
ago. When its system has been analyzed we find that most of Yantra are based on
Mahayana philosophy, including important teachings such as Sunyata, Trikaya and
Mandala. Though ancient Mahayana Buddhism has now vanished from this region, its
influence still exists especially in the Yantra system.
At the present time, many old manuscripts are preserved so that we can
study from some of them. We find that some practices in Yantra systems are the same
as in the high meditation of Mahayana, such as staring at the mantra letter. According to
the Patamung treatise, the practitioner must create the inner Yantra by staring and
writing the Yantra many times. Moreover, it contains many important concepts of
Mahayana Buddhism, particularly the five Buddhas and Sunyata. Nowadays people are
rarely interested in studying Yantra systems. People use only their forms. They are
unable to understand the philosophy of Yantra and neglect the mental practices which
are the most important aspects of this system.
However, it is possible that the relating of Yantra to supernatural power was
only a stratagem of the ancient instructors to preserve important concepts.
At least some people may understand and gain advantages which are hidden beneath
the supernatural elements. Research may discover the development and the essential
contents of Yantra.
(2)
กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบคุณอาจารยทุกทานท่ีเมตตาอบรมสั่งสอนใหมีวิชาความรู ท้ังยังอนุเคราะห
ชว ยช้แี นะสิ่งอนั เปนประโยชน จนสามารถทํางานวจิ ัยนี้ลุลว ง
ขอขอบคุณบรู พาจารยผูค ดิ ประดษิ ฐก ลยันตตาง ๆ ทง้ั ผูท ี่สบื ทอดจดจาํ ไวไมใหสูญหาย
สืบทอดตอมาจนถึงกาลปจ จบุ ัน
ขอขอบคุณหมูกัลยาณมิตรท่ีอุทิศกําลังกาย กําลังใจ ไมใหเกิดความยอทอตออุปสรรค
มีสว นชว ยใหว ิทยานพิ นธน ้สี าํ เร็จลงได
ขอขอบคุณผูท่ีมีสวนชวยเหลือในส่ิงทั้งหลาย อันจะมีสวนในความสําเร็จของ
วทิ ยานิพนธฉ บับนี้
ขอนอมถวายคุณความดีอันเกิดมีจากวิทยานิพนธเลมน้ีเปนเคร่ืองสักการะแดพระ
สัมมาสัมพุทธเจา ผูยังประโยชนแกโลกโดยแท แลปวงพระโพธิสัตว มหาสัตว ผูมากดวยความ
กรณุ า เปนที่พ่ึงแกปวงสรรพชีวติ ทผ่ี จญกับความทกุ ขใ นหวงสังสารวัฏ
ณฐั ธัญ มณรี ัตน
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร
พ.ศ. 2551
(3)
สารบาญ
หนา
บทคดั ยอภาษาไทย ................................................................................................. (1)
บทคัดยอภาษาอังกฤษ ............................................................................................ (2)
กติ ติกรรมประกาศ .................................................................................................. (3)
บทที่ 1
1. บทนาํ .........................................................................................................
ความสาํ คัญของปญหาท่ีจะศึกษา............................................................ 1
วัตถุประสงคข องการวิจัย ........................................................................ 3
ขอบเขตของเขตของการวจิ ยั .................................................................... 4
วธิ ีดาํ เนินการวิจัย ................................................................................... 4
ประโยชนท ่ีคาดวา จะไดรบั ...................................................................... 4
2. ลักษณะของระบบยันตท ี่ปรากฏในภาคกลางของประเทศไทย.......................... 6
ความหมายลกั ษณะและองคป ระกอบของระบบยนั ต ................................. 9
การนาํ เอายนั ตม าประยกุ ตส รางพระพิมพแ ละเคร่อื งรางของขลงั ................. 11
หลักฐานเก่ยี วกบั ความเชือ่ เร่อื งยนั ตข องอาณาจกั รโบราณ ......................... 17
3. อทิ ธพิ ลความเช่ือเรอ่ื งยันตท มี่ ีตอ สงั คมไทย.................................................... 31
การถือกาํ เนิดของพทุ ธศาสนามหายาน..................................................... 31
พฒั นาการของพทุ ธศาสนามหายานแบบตันตระ ....................................... 35
อทิ ธิพลแนวคดิ จากพระพทุ ธศาสนามหายานที่มีตอระบบยันต.................... 41
4. อิทธพิ ลความเชือ่ เรือ่ งยันตท มี่ ีตอสังคมไทย.................................................... 77
ความเชือ่ เรื่องยันตใ นสงั คมไทย ............................................................... 77
ความสัมพันธร ะหวา งกลุมคน และการนาํ ยันตไปประยกุ ตใช ...................... 81
วกิ ฤตมมุ มองเก่ียวกับยนั ตในสงั คมไทยในปจจบุ ัน..................................... 90
5. สรปุ และขอเสนอแนะ................................................................................... 95
สรปุ ผลการวจิ ยั ...................................................................................... 95
ขอ เสนอแนะ .......................................................................................... 97
ภาคผนวก 99
ก. ยันตแ ละเครอื่ งรางของขลงั ……………………………………………………
ข. คมั ภรี ปถมัง…………………………………………………………………… 127
บรรณานุกรม ........................................................................................................ 157
ประวตั กิ ารศึกษา ..................................................................................................... 160
สารบาญภาพ
แผนภาพท่ี หนา
3.1 แสดงหนา ที่ของวญิ ญาณทง้ั 8................................................................. 47
3.2 ความเชื่อมโยงของธรรมกาย สัมโภคกาย และนิรมาณกาย ......................... 50
3.3 พระพทุ ธเจา สามลกั ษณะ ........................................................................ 52
บทที่ 1
บทนํา
1.1 ความสําคัญของปญ หาทีจ่ ะศึกษา
ทุกวันน้ีพระพุทธศาสนาที่เจริญรุงเรืองอยูในอาณาจักรไทยเปนพระพุทธศาสนาแบบ
เถรวาท ซึ่งรับมาจากลังกาตั้งแตสมัยสุโขทัยเปนราชธานี ปรากฏหลักฐานท้ังที่เปนโบราณสถาน
โบราณวัตถุมากมาย รวมทั้งคัมภีรปกรณตาง ๆ ที่เปนภาษาบาลี แตเปนท่ีนาสังเกตวา
พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยน้ันจะมีเร่ืองเก่ียวกับความเชื่อเร่ืองเลขยันตและเวทมนตคาถาหรือ
ที่เรียกวา “ไสยศาสตร” ปนอยูมิใชนอย คนสวนใหญมีความเช่ือวาไสยศาสตรเปนอิทธิพลจาก
ศาสนาพราหมณ-ฮินดู สง่ิ ท่คี นท่วั ไปเรยี กวาไสยศาสตรจ ะมคี วามเกี่ยวของโดยตรงกบั ระบบยันตที่
ปรากฏอยูในประเทศไทย และระบบของยันตตาง ๆ น้ีเองท่ีนํามาใชประกอบการสรางพระพิมพ
ตาง ๆ จวบจนกระทง่ั ทกุ วนั นี้ ดงั ปรากฏหลักฐานพระพิมพสมัยอยุธยาตอนตนที่ไดจากพระปรางค
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรีท่ีมีอายุอยูในราวพุทธศตวรรษท่ี 19-20 ท่ีดานหลังของ
พระพิมพมียันตประทับอยู จากหลักฐานดังกลาวนาเชื่อไดวาระบบเลขยันตมีวิวัฒนาการใน
ประเทศไทยเรามานานหลายรอยปและหลักฐานจากเอกสารโบราณที่เก็บรักษาไว ณ หอสมุด
แหงชาติท่ีเปนสมุดขอยและจารึกใบลานเก่ียวกับยันตซึ่งบางฉบับมีอายุอยูในสมัยอยุธยาราว
พุทธศตวรรษท่ี 22-23 อยางไรกต็ ามหากศกึ ษาวเิ คราะหใ หล กึ ซ้ึงเราอาจพบคําตอบบางอยางที่ทํา
ใหเห็นถงึ ววิ ฒั นาการของชุมชนไทยสมัยโบราณ ทอ่ี าศัยเคาโครงความเช่ือและรองรอยทางศาสนา
ที่เคยเจริญรุงเรืองอยูในอดีต ซ่ึงระบบยันตอันเปนแบบแผนในการสรางพระเครื่องที่แพรหลายอยู
ในประเทศไทยนั้นนา จะไดร บั อิทธิพลมาจากพทุ ธศาสนามหายานโดยเฉพาะนิกายมนตรยาน
คติความเช่ือในนิกายมนตรยาน หรือพุทธตันตระนาจะเปนตนกําเนิดของระบบยันต
ตาง ๆ ของไทย สังเกตจากความคลายคลึงของยันตตาง ๆ กับภาพมณฑล โดยลักษณะของ
มณฑลจะมีรูปแบบตาง ๆ หลากหลายรูปแบบ ในขั้นตนมณฑลจะมีพระพุทธเจาและพระโพธิสัตว
ประทับอยูในตําแหนงท่ีชัดเจน ดังเชน “กรรมบูชามณฑล” ที่ประกอบไปดวยพระพุทธเจาและ
พระโพธิสัตว 33 องค (พระพุทธเจา 5 พระองค เทพธรรมบาล 16 องค โพธิสัตวภายในและ
1
2
ภายนอก 8 องค และสังครหโพธิสัตว 4พระองค)1 นอกจากนี้โดยหลักปฏิบัติของนิกายมนตรยาน
นั้น จะมีการสาธยายมนตราตาง ๆ ซึ่งเรียกวา “ธารณี” ซ่ึงเปนของพระพุทธเจาบาง
พระโพธิสัตวบาง ตลอดจนเทพธรรมบาลท่ีไดประทานใหแกมนุษย มนตเหลานี้ถูกเช่ือวามี
พลานุภาพมากมาย ในบางคร้ังมีการกําหนดจํานวนในการทองเชน 16 คาบบาง 108 คาบบาง
โดยใชประกอบกับมลฑลเปนการทําใหมณฑลเกิดความศักดิ์สิทธิ์ ดังเชนท่ีกลาวไวใน คัมภีร
มหาไวโรจนสูตร ซ่ึงเปนคัมภีรสําคัญของนิกายมนตรยานเก่ียวกับมนตราของพระเมตไตรย
โพธิสัตววา “เม่ือพระเมตไตรโพธิสัตวดํารงอยูในสมาธิดวยมหากรุณาแกสรรพสัตวในจักรวาล
พระองคไดสอนมนตราของพระองควา นมะ สมันตาพุทธานัม อจิตัมจายะ สารวสัตตวอสาย
นุยถะ สวาหะ”2 ในบางคร้ังมีการใชอักขระประจําองคลงไปแทน เพ่ือใชเพงบริกรรมภาวนาเปน
นิมิตในมโนภาพ ในที่น้ีมณฑลจะสัมพันธโดยตรงกับจิตกลาวคือภาพมณฑลและมนตราท่ีใช
ประกอบกันจะสื่อถึงจิตของผูปฏิบัติ ในมณฑลแตละแบบจะบงบอกถึงคุณสมบัติทางจิตท่ี
แตกตางกันไป เชน มณฑลดอกบัวแปดกลีบซึ่งดอกบัวจะหมายถึงจิตของปวงสัตวและจิตของ
พุทธะอันเปนแหลงรวมของธรรมทั้งหลาย นอกจากน้ียังแสดงถึงความกรุณาและคุณสมบัติอ่ืน ๆ
วัชระที่ปรากฏในภาพมณฑลเปน สญั ลักษณของความรทู ที่ าํ ลายเสียซึง่ มายาทั้งปวง ตรงกลางเปน
ธรรมกายมีพระพุทธเจาและพระโพธิสัตวประทับอยูโดยรอบ 8 องคเปนการสื่อถึงความเสมอภาค
แหงปญญาและกรุณา3 ซ่ึงภาพมณฑลเหลาน้ีมีหลักการเหมือนกับระบบยันตของไทยโบราณท่ี
ประกอบไปดวยลายเสนรูปแบบตาง ๆ และอักขระสําคัญแทนพระนามพระพุทธเจาบาง เทพเจา
บาง หรือหัวขอธรรมสําคัญ และจะตองมีคาถาที่ใชสาธยายทําใหยันตเกิดความศักดิ์สิทธ์ิบังคับ
เอาไวเปนการเฉพาะ แตล ะยันตจ ะใชค าถาที่แตกตางกันไป นอกจากนี้ยังมีการเพงยันตตาง ๆ ให
เกิดเปน มโนภาพอกี ดวย4
1 Lokesh Chandra, A Ninth Century Scroll of The Vajradhatu Mandala
(New Delhi: Pradeep Kumar Goel, 1997), p. 44.
2 Chikyo Yamamoto, Mahavairocana-sutra (Delhi: Rajkamal Electric Press,
2001), p. 43.
3 Adrian Snodgrass, The Matrix and Diamond World Mandalas in Shingon
Buddhism (New Delhi: Pradeep Kumar Goel, 1988), p. 208.
4 เทพย สาริกบตุ ร, พระคัมภีรพ ระเวทฉบบั จตั ตุถบรรพ (กรุงเทพมหานคร:
อุตสาหกรรมการพิมพ, 2527), น. 8.
3
ระบบเลขยันตท่ีแพรหลายอยูในประเทศไทยจึงนาจะไดรับอิทธิพลมาจาก
พระพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะนิกายมนตรยาน ซ่ึงมีตนกําเนิดอยูท่ีอินเดียตะวันออกเฉียง
ใตแ ละไดเผยแผเ ขาสอู าณาจักรตา ง ๆ รวมท้ังอาณาจกั รโบราณในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต มี
อาณาจกั รทวารวดี อาณาจักรศรีวชิ ัยและอาณาจักรขอมเปนตน โดยเฉพาะอิทธิพลของอาณาจกั ร
ขอมไดครอบคลุมดินแดนท่ีราบลุมแมน้ําเจาพระยา ทําใหความเชื่อแบบมหายานแพรกระจายอยู
โดยท่ัวไป ดังจะเห็นไดจากการคนพบพระพิมพแบบมหายานในภูมิภาคแถบน้ี อยางไรก็ตาม เม่ือ
อาณาจักรสุโขทัยรับเอาพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเขามาลัทธิความเช่ือแบบมหายานก็คอย ๆ
สญู สน้ิ ไป คงเหลอื อยแู ตเพียงระบบของยันตและมนตต าง ๆ ซ่ึงในระยะแรกยังหลงเหลือเคาโครง
แนวคิดมหายานชัดเจน ตอมาภายหลังจึงมีแนวคิดแบบเถรวาทผสมผสานเขาไป ทายที่สุดจึง
วิวัฒนาการเปนระบบยันตท ่ใี ชกนั อยูในปจจบุ ัน
พระสงฆใ นสงั คมไทยตั้งแตย คุ โบราณใชยันตต า ง ๆ มาสรา งเปน พระเครือ่ งมอบใหแก
พทุ ธศาสนิกชนเพื่อเปน อุบายใหคนเกดิ หรือระลึกถงึ พระพุทธเจา แมในยุคปจ จบุ ันการใชยนั ตแบบ
ตา ง ๆ ก็มใี หเหน็ ตามวัดเถรวาทโดยทั่วไปนอกจากน้ยี งั มีคนอีกจํานวนหนึ่งที่เช่ือในความศักดิ์สิทธ
ของยนั ตซ ่งึ เปนเร่ืองท่ีนาศึกษาวา เรือ่ งนจ้ี ะขดั กบั หลกั การของพระพุทธศาสนาหรือไมอยางไร และ
แนวโนมความเช่ือดังกลาวจะทําใหเกิดความงมงายไดหรือไม อยางไรก็ตามการศึกษาเร่ือง
ดังกลาวอยางถองแทจะทําใหสามารถมองเห็นพัฒนาการระบบยันตในประเทศไทยไดอยาง
ถกู ตอ ง
1.2 วัตถุประสงคข องการวิจยั
1. เพ่ือศึกษาวิเคราะหอิทธิพลพุทธปรัชญามหายานที่มีตอรูปแบบของยันตใน
ประเทศไทย
2. เพอ่ื ศกึ ษาประวัติศาสตรและความเช่ือเร่ืองยนั ตข องชาวพุทธในชมุ ชนโบราณของ
ไทย (ตัง้ แตมกี ารใชย นั ตในครัง้ แรกประมาณสมยั อยธุ ยาตอนตน )
3. เพ่อื ศึกษาผลกระทบทเี่ กิดจากความเชอื่ ของระบบยันตท่ีมตี อประชาชน
4
1.3 ขอบเขตของการวจิ ยั
การวิจัยน้จี ะทําการศกึ ษาวิเคราะหเ ฉพาะอทิ ธิพลของพระพุทธศาสนามหายานที่มีตอ
ระบบยันตตาง ๆ ในประเทศไทย โดยอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตรเชนพระพิมพ จารึก และ
บันทึกโบราณ ซึ่งจะศึกษาวิเคราะหหลักคําสอนที่สําคัญของพุทธศาสนามหายานท่ีมีอิทธิพลตอ
รูปแบบของยันตรวมทั้งพิธีกรรมท่ีสืบเนื่องจากอดีตมายังปจจุบัน รวมทั้งผลกระทบท่ีเกิดขึ้นกับ
สังคมไทยในปจจุบันเกี่ยวกับความเช่ือในเร่ืองดังกลาว ดังน้ันงานวิจัยฉบับน้ีจะครอบคลุมถึง
ความเปนมาของและวิวัฒนาการของระบบยันตในประเทศไทยในสวนท่ีเชื่อมโยงกับแนวคิดของ
พทุ ธศาสนามหายาน
1.4 วิธีดาํ เนนิ การวจิ ยั
งานวิจัยน้ีเปนงานวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ซ่ึงมีข้ันตอนการ
ดาํ เนนิ การวจิ ยั ดงั น้ี
1. คนควาและรวบรวมขอมูลจากพระสูตรตาง ๆ ของฝายมหายาน งานเขียนและ
บทความที่เกี่ยวของ รวมทั้งเอกสารโบราณ โดยมีแหลงคนควาขอมูล คือ สํานักหอสมุดกลาง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร หอสมุดกลางมหาวิทยาลัยศิลปากร หองสมุดวัดทิพยวารี และ
หองเอกสารโบราณหอสมุดแหงชาติ
2. นําขอมูลที่ไดมารวบรวมและจัดลําดับเพื่อศึกษาวิเคราะหและประมวลผล
จากนนั้ จึงสรุปผลการวจิ ยั เพ่อื นําเสนอตอ ไป
1.5 ประโยชนท คี่ าดวาจะไดรบั
1. ผลการจากวิจัยจะสามารถใหความกระจางในเร่ืองเกยี่ วกับระบบยันตท่ีใชกันอยูใน
ประเทศไทยวา มคี วามเปนมาอยา งไร
2.สามารถทีจ่ ะเชือ่ มโยงแนวคิดของระบบยนั ตก บั หลกั ธรรมของพุทธศาสนามหายาน
3.ชวยสงเสริมศรัทธาอันประกอบดวยปญญาที่มีตอพระสัมมาสัมพุทธเจาและพระ
สทั ธรรมของพระองคผ านระบบยนั ตตา ง ๆ
4.ทําใหเกิดความเขาใจถึงทีม่ าและววิ ัฒนาการของระบบยันตใ นภูมิภาคแถบน้ี
5
5.สามารถนาํ ไปพัฒนาแนวความคดิ เกี่ยวกับยันตตาง ๆ เพื่อสรางพฤติกรรมที่ถูกตอง
ตามครรลองของพทุ ธศาสนาเมื่อนาํ เอาสิง่ เหลา น้ไี ปใช
บทท่ี 2
ลกั ษณะของระบบยันตท ปี่ รากฏในภาคกลางของประเทศไทย
2.1 ความหมาย ลักษณะ และองคป ระกอบของระบบยันต
ยันตรูปแบบตาง ๆ ท่ีปรากฏอยูในปจจุบันน้ันมีอยูหลายลักษณะท้ังท่ีเปนแบบตาราง
มีตัวอักขระอยูภายใน เปนตัวอักขระซอนกันหรือเรียงกัน รวมท้ังแบบท่ีเปนตัวเลขและรูปภาพตาง
ๆ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 กลาวถึงความหมายของเลขยันตวา
“ตารางหรือลายเสนเปนตัวเลข อักขระหรือรูปภาพ ที่เขียน สัก หรือแกะลงบนแผนผา ผิวหนัง ไม
โลหะเปนตน ถือวาเปนของขลัง เชนยันตตรีนิสิงเห ยันตพระเจา 5 พระองค เรียกเส้ือหรือผาเปน
ตน ท่มี ีลวดลายเชน น้นั วา เสื้อยันต ผา ยนั ต เรียกกริยาท่ีทําเชนน้ันวาลงเลขลงยันต”1 โดยคําจํากัด
ความนี้ยันตจะหมายถึงอกั ขระ ตาราง รูปภาพ และตวั เลขซึ่งตอไปในงานวิจยั จะกลาวถงึ สิง่ เหลา นี้
ทั้งหมด เกี่ยวกับท่ีมาของคําวายันตนั้นอาจารยเทพ สาริกบุตรไดกลาวไวในคัมภีรพระเวทฉบับ
จัตตถุ บรรพไวดงั นี้
คําวา ยันต นี้เพ้ียนมาจากคําวา ยัญญ ซึ่งเปนภาษาบาลีแปลวา ส่ิงท่ีมนุษยพึง
เสนสรวงบูชาใหมีความสุขความเจริญ แตมาใชในภาษาไทยเราเปล่ียนเขียนเปน
ยันต ไปหมายถึงรอยเสนท่ีขีดขวางไปมาสําหรับลงคาถา นอกจากนี้ยงั มีกลาวไว
อีกวา เสนยันตนั้นเปรียบเสมือนสายรกของพระพุทธเจา สวนอักขระที่ลงไวใน
ยันตเปรียบดวยแตละอักขระคือพระพุทธเจาองคหน่ึง แสดงถึงทัศนะคติท่ีคน
โบราณมตี อยนั ตแ ละอักขระวาเปนสงิ่ ศกั ดิ์สิทธิ์ ไมสามารถลบหลูเหยยี บยา่ํ ได2
ในพจนานุกรมภาษาสันสกฤตไดใหความหมายเก่ียวกับยันตไววา “เปนเคร่ืองราง
เปนแผนภาพจําลองเกี่ยวกับดวงดาว หรือแผนผังอันศักด์ิสิทธิ์”3 สวนการเลาเรียนยันตตาง ๆ ใน
1 ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (กรุงเทพมหานคร:
สาํ นักพิมพอกั ษรเจรญิ ทัศน, 2542), น. 649.
2 เทพย สารกิ บุตร, พระคมั ภรี พ ระเวทฉบับจัตตถุ บรรพ (กรุงเทพมหานคร:
อตุ สาหกรรมการพิมพ, 2501), น. 1.
3 Aman Shivaram Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary (Delhi :
Motilal Banarsidass, 1998),p. 1804.
6
7
สมัยโบราณเปนเร่ืองท่ีคอนขางยุงยากและเต็มไปดวยพิธีกรรมตาง ๆ มากมาย ในการที่อาจารย
จะถายทอดวิชาความรูไปยังศิษย ซ่ึงในการเรียนยันตตาง ๆ นั้นโบราณาจารยจะกําหนดเงินคาครู
ซึ่งเรยี กวาคากาํ นัลรวมถึงขา วของที่ตอ งใชบ ชู า ซึ่งแตล ะยนั ตก ็จะไมเ หมอื นกัน เชน ถา จะเรยี นยันต
ในคัมภีรปถมังจะตองตั้งเครื่องบูชามีบายศรีปากชามสํารับหน่ึง เงิน 6 บาท ผาขาวผืนหน่ึง
หมาก 5 คํา ดอกบัว 5 ดอก กรวยดอกไม 5 กรวย ธูปเงิน ธูปทอง เทียนเงิน เทียนทองอยางละ 5
เลม บางยันตกําหนดเครื่องบูชาไวอยางละ 16 เชนยันตพญาไกเถื่อน นอกจากน้ันยังมีขอความ
และวิธีปฏิบัติตนควบคูกันไปดวย ขั้นตอนในการการลงยันต(เขียนยันต)นั้น เม่ือเวลาจะลงตอง
สํารวมจิตใหสงบเปนสมาธิ ยันตทุกชนิดจะมีสูตรที่ใชลง เวลาที่ลากเสนยันตน้ันตองภาวนาสูตร
ยันตไปดวยใหพอดีกับรูปท่ีเขียนข้ึนมา ดังนั้นในระบบยันตจะประกอบดวยสิ่งสําคัญ 5 อยางคือ
รูปแบบยันต สูตรที่ใชเรียกกํากับยันตในสวนที่เปนรูปแบบ อักขระและสัญลักษณที่ใชลงในยันต
พระคาถาหรือมนตที่ใชเสกเฉพาะ วิธีการกําหนดจิต และกําหนดคาบคาถา ซ่ึงมีรายละเอียด
ดังตอ ไปน้ี
1. รูปแบบของยันตไดแกลายเสนตาง ๆ ท่ีปรากฏใหเห็น โดยท่ัวไปยันตจะอยูใน
รูปทรงเรขาคณิต เชนยันตรูปวงกลม ยันตประเภทนี้จะมีลักษณะรวมกันคือจะเปนรูปวงกลมซอน
กนั ตงั้ แตส องวงข้นึ ไป อาจมเี สน แบง ภายในเรยี กวากระดูกยนั ตเ พอ่ื ใหเกดิ เปน ชองสาํ หรบั ใสอ กั ขระ
มนตลงไป มักจะใชใสมนตที่ประพันธเปนบาทคาถา สวนใหญมนตเหลาน้ีจะแตงตามฉันทลักษณ
โบราณ เทาท่ีพบมักจะมีวรรคละ 8 คํา บทหน่ึงมี 4 วรรครวมเปน 32 คํา เชนยันตมงกุฎ
พระพุทธเจา(ดูรูปท่ี 1 ภาคผนวก) ยันตปโย(ดูรูปท่ี 2 ภาคผนวก) ยันตจักรสิรโลก(ดูรูปที่ 3
ภาคผนวก)
ยันตในรูปแบบวงกลมนี้ยังรวมไปถึงยันตดวงตาง ๆ ที่ลงตัวเลขลักขณาเอาไว ยันตที่
เปนรูปสามเหล่ียมยันตชนิดนี้จะมีลักษณะเปนสามเหลี่ยมมีขมวดตามมุมทั้งสามเพื่อใหเกิด
ชอ งวา งในการใสตวั อักขระ ยันตรูปสามเหลี่ยมน้ันอาจมีรูปสามเหล่ียมรูปเดียวหรือสองรูปซอนกัน
เชนยนั ตแ คลว คลาด (ดรู ปู ที่ 4 ภาคผนวก) ยนั ตอติ ปิ โสหูชาง(ดรู ูปท่ี 5 ภาคผนวก) ยนั ตธ งชยั (ดรู ูป
ท่ี 6 ภาคผนวก) ยันตล งมงคล(ดูรปู ที่ 7 ภาคผนวก)
ยันตในรูปแบบส่ีเหล่ียมเปนลักษณะที่พบมากท่ีสุด มีลักษณะเปนส่ีเหล่ียมจัตุรัสหรือ
สี่เหล่ียมผืนผา ในสี่เหลี่ยมมักแบงดวยเสนแนวตรงและแนวขวางทําใหเกิดเปนตารางซ่ึงอาจมี
จํานวนมากกวา 100 ชอง คนท่ัวไปจะคุนเคยกับยันตท่ีเปนรูปส่ีเหล่ียมมากกวารูปแบบอื่น ท่ีมุม
ยันตทง้ั 4 ดา นจะมีการขมวดเอาไวเชน ยันตต รนี ิสิงเห(ดูรปู ท่ี 8 ภาคผนวก) ยันตหัวใจพระกรณี(ดู
รูปที่ 9 ภาคผนวก) และยันตจักรพรรดิตราธิราช (ดูรูปท่ี 10 ภาคผนวก) นอกจากนั้นยังมียันตที่
8
เกิดจากการประกอบกันของรูปเรขาคณิตมากกวา 1 ชนิด เชน ยันตพระพุทธจักรท่ีประกอบดวย
รูปสี่เหล่ียมและรูปวงกลม(ดูรูปที่ 11 ภาคผนวก) ยันตแคลวคลาดคงทน (ดูรูปที่ 12 ภาคผนวก)
ยันตยอดพระมหามงกุฎ(ดูรูปที่ 13 ภาคผนวก) และยันตท่ีเปนรูปแบบอิสระอาจเปนรูปภาพหรือ
ลายเสน เชน ยันตพระเจาเขาอุโมงค(ดูรูปที่ 14 ภาคผนวก) ยันตอนันตนาคราช(ดูรูปที่ 15
ภาคผนวก) ยันตนาคเก้ียว(ดูรูปที่ 16 ภาคผนวก) ยันตพญาราชสีห (ดูรูปท่ี 17 ภาคผนวก) ใน
บางครั้งจะมีองคพระเล็ก ๆ มีเลขตาง ๆ รูปพระอาทิตย พระจันทร และอุณาโลมประกอบอยูดวย
เชน ยันตสาํ หรับลงตะกรุดโทน(ดูรูปที่ 18 ภาคผนวก)
2. สูตรท่ีใชสําหรับใชในการลงยันตสวนมากจะถูกกําหนดเอาไวเฉพาะ ยันต
ทั้งหลายทั้งปวงท่ีกลาวมาน้ันจะตองมีสูตรกํากับในขณะท่ีลงเสมอ เชนยันตรูปวงกลมจะมีสูตร
ลากเสนวา ยันตัง สันตัง วิกรึงคะเร สวนยันตรูปสามเหล่ียมจะมีสูตรวา ติยันตามหายันตังวิกรึง
คะเร ยันตสเี่ หล่ยี มจะใชส ตู รวา จตุโกณจามหายันตัง พรหมภักสะมะเหสุรัง ยันตังสันตังวิกรึงคะเร
เสน แบง ภายในยนั ตน ัน้ ใชส ตู รเหมอื นกันคือ อัฐิยันตัง สันตัง วิกรึงคะเร สวนยันตลายเสนหรือยันต
ที่เปน รูปภาพนน้ั ถา เปนลายเสน ทั่วไปจะใชสูตร ยันตา มหายันตัง วิกรึงคะเร ถาเปนรูปภาพตาง ๆ
เชน รูปพญาหงษ รูปนาคราช รูปสิงหจะใชเรียกสูตรดวย อาการ 32 เพราะถือวารูปสัตวหรือรูปคน
จะตองประกอบดวยอาการ 32 จึงจะสมบูรณ คาถาอาการ 32 น้ีก็นํามาจากพระพุทธศาสนาคือ
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ มังสัง นะหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชงั วักกัง หะทะนัง ยะกะนัง กิโลมะกัง
ปหะกัง ปปผาสัง อันตัง อันตะคุณัง อุทริยัง กะรีสัง ปตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท อัสสุ
สสั สา เขโฬ สงิ ฆานิกา ละสกิ า มตุ ตงั มตั ถะเก มตั ถะลุงคนั ติ
นอกจากน้ีในขณะท่ีลากเสนยันตผูกระทําจะตองภาวนาสูตรคาถากํากับดวยจิตท่ี
สํารวมเปนสมาธิควบคุมใหเสนท่ีลากและมนตจบพรอมกัน สวนประกอบอ่ืนของยันตที่เปนองค
พระน้นั แทนพระพุทธเจา โดยทัว่ ไปจะลงเปนสามตอน คือ พระเศยี ร(วงกลมบนสุด)ลงดวยมะกาโร
ศรี ษะพทุ ธา ปะนะชายะเต องค (วงกลมตรงกลาง) ลงดวย อะกาโรองคะพุทธาปะนะชายะเต และ
พระบาท (วงกลมดานลาง) ลงดวย อุกาโรปาทะพุทธาปะนะชายะเต (ดูรูปที่ 19 ภาคผนวก) สวน
พระอาทิตย (ดูรูปที่ 21 ภาคผนวก) และพระจันทร (ดูรูปที่ 20 ภาคผนวก) ถือวาเปนประธานแหง
แสงสวาง สรางความเจริญเติบโตใหกับมนุษยสัตวและสิ่งทั้งปวง สวนอุณาโลมน้ันแสดงถึง
โลกุตตรธรรมอันไดแกมรรค 4 (โสดาปตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค)
ผล 4 (โสดาปต ตผิ ล สกทาคามผิ ล อนาคามผิ ล และอรหตั ผล) พระนพิ พาน 14
4 เทพย สาริกบตุ ร ,พระคมั ภีรพ ระเวทฉบับจตั ตุถบรรพ, น. 2-6.
9
3. อักขระและสัญลักษณท่ีใชลงในยันต ถึงแมวารูปแบบของยันตจะมีจํานวนมาก
แตสวนประกอบของยันตจะคลาย ๆ กันคือจะประกอบดวยเสนหลักเปนรูปสามเหลี่ยม สี่เหล่ียม
วงกลม หรือรูปทรงเรขาคณิตซอนกัน อาจจะมีเสนแกนแบงสัดสวนภายใน ในชองท่ีอยูภายในแต
ละชองจะมีอักขระหนึ่งตัวหรือองคพระหรือตัวเลขอยางใดอยางหน่ึง สําหรับมนตหรือคาถาที่ใชลง
น้ันก็จะสอดคลองกับจํานวนชองหรือตาราง เชนยันตท่ีมี 16 ชองก็จะลงดวยคาถาท่ีมี 16 ตัว
อยางคาถาพระเจา 16 พระองค (ดูรูปท่ี 23 ภาคผนวก) ยันตท่ีมี 32 ชองมักจะลงดวยคาถาที่
ประพันธไวเปนบาทมี 32 ตัว เชนคาถาในรัตนมาลา ยันตท่ีมี 56 ชองก็จะลงดวยคาถาที่มี 56
ตัวอยางพุทธคุณ 56 คอื อติ โิ ส ภควา ฯลฯ ภควาติ เชน ยันตเกราะเพชร (ดูรปู ที่ 24 ภาคผนวก)
นอกจากนี้ยังมียันตท่ีใชเลข การใชตัวเลขน้ันเปนการยอรวมเอาอักขระจํานวนหลาย
ตวั เขาดว ยกันโดยสามารถส่อื ความหมายไดไ มตางไปจากเดมิ เชน เลข 5 เปนการแทนพระพุทธเจา
5 พระองค คือ เลข 7 เปนการแทนสัตตโพชฌงค คือ สะ ธะ วิ ป ปะ สะ อุ เลข 9 เปนการแทนนว
หรคุณ คือ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ การใชเลขแทนอักขระนั้นเพ่ือลดเน้ือที่การเขียน กลาวคือ
แทนทจี่ ะลงอักขระถึง 9 ตัวก็ลงเลข 9 เพียงตัวเดียว ยันตในหมวดตัวเลขนี้ท่ัวไปไดแก ยันตจตุโร(ดู
รูปท่ี 26 ภาคผนวก) ยันตตรีนิสิงเห(ดรู ูปท่ี 8 ภาคผนวก) ยันตโสฬสมงคล (ดูรูปที่ 25 ภาคผนวก)
ในบางครั้งการลงอักขระเลขยันตตาง ๆ จะมีการวางรูปแบบการไลอักขระเปนตามาหมากรุกคือ
เดินไขวไปมา ไมไดเขียนเรียงกันอยางธรรมดา เพื่อเวลาลงจะตองใชสมาธิมากขึ้นในการจดจํากล
การเดินอักขระน่ันเอง ภายนอกเสนยันตท่ีเปนหลักอาจจะลอมดวยอักขระพระคาถาหรือองคพระ
สว นยอดของยนั ตมกั จะใชส ญั ลักษณพระอาทิตย พระจนั ทร และอณุ าโลม
4. คาถาหรือมนตท่ีใชเสก โดยท่ัวไปคาถาหรือมนตท่ีใชเสก (ประจุ) ยันตจะวางไว
โดยเฉพาะแตละยันตจะไมเหมือนกัน ขอสังเกตอยางหนึ่งหากไมไดระบุไวชัดเจนก็จะกลาววา ให
เสกดวยตัวในที่น้ีหมายถึงใหเสกดวยคาถาท่ีลงในยันตนั้น หากยันตน้ันลงดวยไตรสรณคมณ ก็ให
เสกดวย พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เปนตน แตสวนใหญจะ
ระบุไวเ ฉพาะ เชน ยันตอาวุธพระพุทธเจา (ยันตคูชีวิต) (ดูรูปท่ี 27 ภาคผนวก) ลงดวยคาถา อะสิ
สะติ ธนูเจวะ สพั เพเตอาวธุ านจิ ะ ภคั คะภคั คา วิจุณณานิ โลมงั มาเม นะผุสสันติ บารมี 30 ทศั น อิ
ตปิ าระมิตาติง อิตสิ ัพพญั มู าคะตา อติ โิ พธิมนุปปตโต อติ ปิ โ สจะเตนะโม นวหรคณุ อะ สงั วิ สุ โล
ปุ สะ พุ ภะ แตในขั้นตอนการเสกหรือประจุอาคมน้ันใหเสกดวย คาถาที่ลง และสัมพุทเธหงษา
และอติ ปิ โส ดว ย ยนั ตหวั ใจปถมัง 4 ดวง ลงดว ย ทุ สะ มะ นิ สลบั ไปมาในตารางสเี่ หลย่ี ม 4 ตาราง
10
แตในตําราใหเสกดวย คาถาตรีนิสิงเห5 และพระพุทธเจาแกวงจักร6 ไมเพียงแตมนตหรือคาถา
เทา นั้นยงั มีเรื่องของจาํ นวนดวย โดยจะระบวุ าตองเสกจํานวนก่ีจบ เชน เสกดวยบารมี 30 ทัศ 108
คอื เสกจํานวน 108 จบ
5. การกําหนดจิตและการกําหนดคาบคาถา เม่ือลงยันตเสร็จแลวยังจะตองนํามา
ปลกุ เสกเสียกอน โดยทัว่ ไปยนั ตตา ง ๆ จะมกี ารวางคาถาสําหรับปลุกเสกไวเฉพาะ ในการปลุกเสก
น้ันสําคัญอยูท่ีการวางจิตใหเปนสมาธิ เพงรูปแบบยันตนั้น ๆ กระทําใหเกิดเปนอุคคหนิมิต7และ
ปฏิภาคนิมิต8บังเกิดปติโดยลักษณะอาการตาง ๆ ตามหลักการที่กลาวมาน้ันคือหลักการทําสมาธิ
ในพุทธศาสนา ปกติจิตของคนเราจะไมนิ่ง เน่ืองจากจิตตองรับรูอารมณภายนอกอยูตลอด ดังคํา
ที่วา “จิตมีธรรมชาติรูอารมณ” กลาวคือเม่ืออารมณภายนอกเขากระทบกับอายตนะก็จะเกิดการ
รับรูข้ึนเชน รูปารมณ (รูปตาง ๆ) มากระทบกับจักขายตนะ (ตา) จิตก็จะเขาไปรับรูและปรุงแตง
อารมณที่เปนกุศลหรืออกุศล และการท่ีจิตซัดซาย ๆ ไปในอารมณตางอันเปนไปในอดีตบาง
อนาคตบา ง ทาํ ใหจ ิตไมม ีสมาธิ และสิง่ ท่ีทําใหจ ิตไมน ่ิงนี้พระพุทธศาสนาเรียกวา นิวรณ (เครอ่ื งกนั้
สมาธิ) ไดแก กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา โบราณาจารยทาน
อธิบายวา หากเราเกิดความรักใคร ความพอใจในส่ิงใดส่ิงหนึ่ง (กามฉันทะ) จิตท่ีตั้งอยูในสมาธิก็
เส่อื มคลายไป เกิดอาการเลอ่ื นลอยไปตามอารมณนน้ั หากเราคิดไปถงึ ส่งิ ที่เราไมพ อใจ โดยอาจจะ
มีผูหนึ่งผูใดการกระทําส่ิงท่ีไมนาพึงพอใจกับเราใจเรายอมเศราหมอง ขาดความปติเบิกบาน หาก
เกดิ ความงวงเหงาหาวนอน จติ มคี วามทอถอยในอารมณ ทําใหความจดจอในอารมณหายไป หาก
เกิดความฟุงซานรําคาญใจ สิ่งนี้เปนเคร่ืองบั่นทอนความสุขในอารมณ และหากเกิดความลังเล
5 คาถาตรีนิสิงเห หมายถงึ คาถาท่ใี ชส าํ หรบั เรียกสูตรยนั ตตรนี ิสิงเห คอื มะอะอุ ตรนี สิ ิงเห
สะธะวปิ ป ะสะอุ สัตตะนาเค อาปามะจุปะ ปญจเพชชฉลูกญั เจวะ นะมะพะทะ จตเุ ทวา ปะทะนะ
ทะสะมะ ฉะอทิ ธิราชา อาปามะจปุ ะ ปญ จอินทรานะเมวะจะ มิ เอกะยักขา อะสังวสิ โุ ลปสุ ะพุภะ
นะวะเทวา สะหะชะฏะตรี ปญ จพรหมาสหมั บดี พทุ โธ ทเวราชา พามานาอกุ ะสะนะทุ อฏั ฐอรหนั
ตา นะโมพทุ ธายะ ปญ จพทุ ธานะมามิหงั
6 คาถาพระพุทธเจา แกวงจกั ร หมายถึง พระคาถาบทหนง่ึ ที่เกยี่ วกับการอธิบายอรยิ สัจ ๔
ในพทุ ธศาสนา
7 อุคหนมิ ิต หมายถงึ การเพงภาพนมิ ติ อยา งใดอยา งหนึง่ จนสามารถจดจําภาพดงั กลา วได
อยา งชดั เจน
8 ปฏภิ าคนิมิต หมายถงึ ภาพนมิ ติ ทเ่ี กิดขน้ึ ในจักขทุ วารอยา งชดั เจน กลา วคือเหน็
เหมอื นกบั การลืมตาดู ทง้ั ยงั สามารถยอ หรอื ขยายภาพนมิ ติ ดงั กลา วไดต ามท่ตี อ งการ
11
สงสัยขึ้นมา เราก็ไมสามารถใชสติปญญาในการไตตรองอารมณได อารมณท่ีเปนอกุศลท้ัง 5
ประการน้ีเปนเครอื่ งกน้ั ความสาํ เร็จ การทําสมถกัมมัฏฐานก็เพ่ือขมอารมณสวนที่เปนอกุศลน้ี โดย
มีองคแ หงสมาธิ 5 ไดแกวติ ก (ความตรกึ ในอารมณ) วิจาร (ความไตรต รองอารมณ) ปติ (ความอ่ิม
ใจ) สุข (ความสบายใจ) และเอกัคคตา (ความที่จิตมีอารมณเปนหนึ่งเดียว) การกําหนดจิตและ
กําหนดคาบคาถาน้ันคือการทองพระคาถาดวยจิตที่เปนสมาธิ มีการเพงอารมณไปท่ีรูปแบบของ
ยันตท่ีทําการประจุอาคม9 บางครั้งตองมีการกําหนดลมหายใจซึ่งเรียกวาคาบคาถา กลาวคือ
จะตองวาคาถาภายในอึดใจเดียวเรียกวา 1 คาบคาถา ถายันตท่ีทานกําหนดใหเสก 9 คาบก็ดี 16
คาบ หรือ 108 คาบก็ดีคือการทําคาบคาถาตามจํานวนครั้งที่กําหนดน้ัน นอกจากน้ีในบางตํารา
การกําหนดคาบคาถาจะสัมพันธกับการกําหนดจิตไวท่ีตาง ๆ ของรางกายดวย ดังเชนยันตสุกิตติ
มา มีการต้ังฐานการภาวนาไวดังนี้ สุกิตติมา อยูที่ ศูนยเหนือสะดือหนึ่งนิ้ว สุภาจาโร อยูที่อัชฎา
กาศเบ้ืองต่ํา สุสีลวาอยูท่ีหทัยวัตถุ สุปากโต อยูท่ีคอ ยัสสสิมา อยูท่ีอัชฎากาศเบื้องบนกระหมอม
วสทิ ธโิ ร อยูท่ีระหวา งคิ้ว เกสโรวา อยทู ีร่ ะหวา งตา อสัมภิโตอยูทป่ี ลายจมกู 10(ดูรูปที่ 28 ภาคผนวก)
ท่ีกลาวมานี้ผูท่ีจะเขาใจระบบคาบคาถาท่ีลึกซึ้งนี้จะตองผานการฝกกัมมัฏฐานแบบลําดับ
(กัมมัฏฐานแบบหน่ึงท่ีแผหลายในอดีตมีการเรียนการสอนที่วัดราชสิทธาราม ไดถูกนํามาเผยแผ
โดยสมเดจ็ พระสังฆราช สกุ ญาณสํวโร) มากอ น
2.2 การนําเอายันตมาประยกุ ตส รา งพระพิมพและเคร่ืองรางของขลงั
ในการจะนํายันตตาง ๆ ไปประดิษฐเปนเครื่องรางของขลังนั้น โดยมากผูท่ีศึกษา
จะตองฝกเขยี นอักขระยันตแ ละเรยี กสตู รใหค ลอ งเสยี กอน ซ่ึงโดยท่ัวไปอาจารยผูสอนจะแนะนําให
เรียนลบผงกอน การลบผงคือการหัดเขียนอักขระยันตตาง ๆ บนกระดานเม่ือเขียนแลวลบและ
เขยี นใหมทาํ อยูเชน นนั้ เพอ่ื ใหเ กดิ ความชาํ นาญ ทง้ั การฝกหดั เขียนยนั ตแ บบตา ง ๆ ไดพัฒนาขน้ึ มา
เปนคัมภีร 5 คัมภีร ซ่ึงแบงออกเปนคัมภีรตามสาระสําคัญของข้ันตอนและสวนประกอบของการ
หัดเขียนยันตตาง ๆ ใหเปนหมวดหมูทําใหผูศึกษาสามารถเขาใจความเปนมาและสวนประกอบ
9 เทพย สารกิ บุตร, พระคมั ภรี พ ระเวทฉบับทตุ ิยบรรพ (กรุงเทพมหานคร:
อุตสาหกรรมการพิมพ, 2501), น. 12-14.
10 สเุ ชาว พลอยชุม, พระประวัตแิ ละพระนพิ นธส มเด็จพระอรยิ วงษญาณฯ
พระสังฆราช (สกุ ญาณสงั วร) (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม หามกุฎราชวทิ ยาลยั , 2530), น. 96.
12
ของยนั ตต าง ๆ ได ผทู ่ีฝกลบผงจนชาํ นาญจึงสามารถที่จะเขียนยันตตาง ๆ ไดเปนอยางดี เลขยันต
ท่ีบรรจุอยใู นคัมภีรผ ง 5 ประการของไทยโบราณจงึ ถือเปนแมแ บบยนั ตท้งั หลาย
ขั้นตอนการลบผงนั้นกระทําโดยใชดินสอพองปนเปนแทงแลวเขียนอักขระและยันต
ตาง ๆ ไปบนกระดานดํา ซ่งึ เรยี กวา กระดานชัยหรือกระดานครูโบราณใชไ มม ะละกอแชน้ําจนเปอย
แลวแผออกเปนแผนพอกดวยรัก ขัดจนเรียบทําเปนแผนใสขอบไม การลบผงท่ีถือเปนหลัก
มาตรฐานนั้นมีอยู 5 คัมภีร คือ คัมภีรปถมัง คัมภีรอิธะเจ คัมภีรตรีนิสิงเห คัมภีรมหาราช คัมภีร
พุทธคุณ นอกจากจะเปนแบบในการฝกเขียนยันตแลว ผงท่ีไดจากการเขียนยันตตามคัมภีรท้ัง 5
ยงั เช่ือกันวา มอี านภุ าพความศักดิส์ ทิ ธ์ดิ ว ย
1. คัมภีรปถมัง เปนคัมภีรเกาแกคาดวามีมาต้ังแตสมัยอยุธยาเน่ืองจากพบคัมภีร
ดังกลาวจารึกในสมุดไทยที่มีอายุในชวงอยุธยาตอนปลาย อีกท้ังการเรียนผงปถมังน้ีไดปรากฏอยู
ในวรรณคดีเร่ืองขุนชางขุนแผนหลายตอน อาทิ “คราน้ันจึงโฉมเจาเณรแกว แตเพลแลวทําผง
ดินสออยู ปถมังต้ังเพียรเรียนตอครู...” 11 ผงปถมังน้ีมีเน้ือหาเกี่ยวกับความเปนมาสัญลักษณตาง
ๆ ในยันต เม่ือผูศึกษาเขียนและลบสัญลักษณตาง ๆ ในคัมภีรปถมังจะสามารถเขาใจวิธีเรียกสูตร
องคพ ระ จันทร สญู อุณาโลมได เพราะจะตองเขยี นลบสญั ลกั ษณดังกลาวหลายคร้ัง
ผงปถมังเม่ือลบเสร็จแลวโบราณจะปนเปนแทงไวโดยผสมเคร่ืองยา มีชะมด ขอน
ดอก กฤษณา กะลําพัก สักขี จันทนทั้งสองเปนตน บดผสมปนเปนแทงไว เม่ือจะใชก็ฝนใชแต
ทีละนอยเทาน้ัน คนโบราณเช่ือวาผงปถมังมีอานุภาพทางอยูยงคงกระพัน แคลวคลาด กําบัง
กาย ตลอดถึงลองหนหายตัว เปนตบะเดชะ จังงังปองกันภยันตรายทุกประการ ในการเลาเรียน
เลขยันตต าง ๆ นัน้ ตอ งเรยี นคมั ภรี น เี้ สียกอน คัมภีรน้ีจะบอกเลาเร่ืองราวต้ังแตคร้ังตนกัป และการ
อุบตั ิของพระสัมมาสมั พทุ ธเจา จนถงึ การบาํ เพ็ญบารมี จนถงึ สญู นิพพาน ท้งั หมดจะตอ งเขยี นและ
ลบบนกระดาน เร่อื ยไปจนจบ ลบคร้ังหน่งึ กินเวลาหลายชั่วโมง ไดผ งเพียงไมเ กนิ หนึง่ ชอนเทา นน้ั
2. คัมภีรอิธะเจ หรือบางแหงเรียกอิทธิเจ เปนการลบผงตามสูตรพระมูลกัจจายน
ซึ่งเปนตําราไวยากรณบาลีโบราณ ปจจุบันไดถูกยกเลิกไปหลังจากปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา
คณะสงฆ โดยสมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส การศึกษาบาลีแบบมูลกัจ
จายนจึงคอย ๆ สูญไปโดยลําดับ ผงอิธะเจน้ีจะเริ่มท่ีต้ังเปนสระและพยัญชนะตาง ๆ ตามวิธีการ
ทํารูปศัพทของบาลีไวยากรณ เปนการแยกใหเห็นที่มาอยางชัดแจง จากน้ันก็อางสูตรบริกรรมทํา
ตัวสระพยัญชนะมาสมาสสนธิกันจนสําเร็จเปน อิ ธะ เจ ตะ โส ทัฬ หัง คัณ หา หิ ถา มะ สา เปน
11 กรมศลิ ปากร, เสภาเร่ืองขนุ ชา งขนุ แผน (กรุงเทพมหานคร : ศลิ ปาบรรณาคาร,
2510), น. 127.
13
อนั ขาดตวั ในสตู รสนธิ การทําตัว ตง้ั เปนประโยคแลวแปลยกศัพทนเ้ี ปน วธิ กี ารเรยี นบาลไี วยากรณ
ใหญ ในการฝกลบผงอธิ ะเจน้ีจะทาํ ใหผ ศู ึกษามีความเขา ใจเรอ่ื งสระพยัญชนะที่มอี ยใู นยันตต า ง ๆ
มากขึ้น รวมถึงการเรียกสูตรอักขระตาง ๆ ทําใหสามารถเรียกสูตรอักขระในยันตไดอยางไม
ผิดพลาด ดังน้ันผงอิธะเจนี้มีความยุงยากในข้ันตนเนื่องจากการทําตัวจะตองอางสูตรทุกคราวไป
สูตรดังกลาวนี้เช่ือกันตามจารีตของผูศึกษาบาลีไวยากรณวา พระมหากัจจายนะเถระแตครั้ง
พทุ ธกาลไดวางแบบแผนไว อานภุ าพของผงอธิ ะเจนนั้ คนโบราณเชือ่ วา เปน เสนห ยิ่งนัก
3. คัมภีรตรีนิสิงเห เปนผงท่ีบังเกิดจากอัตรากําลังเทวดานพเคราะห มีหลักสําคัญ
อยูที่อัตราทวาทสมงคล ซึ่งเปนกลเลข 12 ตัว แบงเปน 4 ชุด ชุด ละ 3 ตัวและทุกชุดจะบวกกันได
เทากบั 15 ไดแก “3 7 5 4 6 5 1 9 5 2 8 5” มีความหมายใชแ ทนคณุ พระตลอดจนเทพยดาใน
โลกธาตุ เชน เลข 3 แทนราชสีหทั้ง 3 เลข 7 แทนพญาชางท้ังเจ็ด โดยมีที่มาจากการบวกลบคูณ
หารอัตราเลขโบราณโดยพิสดารซง่ึ ใชกาํ ลงั พระพทุ ธคุณเปน ฐานคอื 108 แลว บวกลบคณู หารจนได
อัตราดังกลาว เลขชุดน้ีปรากฏอยูในยันต เรียกวายันตตรีนิสิงเห ซ่ึงมีแตตัวเลขเพียงอยางเดียว
เทานั้น เมื่อตั้งกลเลขสําเร็จเปนอัตราทวาทสมงคลท้ัง 12 ตัวแลว ก็เอาเลขกําลังในอัตราดังกลาว
มาคูณหารกันตามลําดับไป มีการลงยันตประทับแลวเสก การฝกลบเลขตาง ๆ ในคัมภีรตรีนิสิงเห
นี้จะชวยใหผ็ศึกษาสามารถเขาใจถึงที่มาของตัวเลขตาง ๆ ที่มีอยูในยันตได เน่ืองจากมียันตอยู
หลายแบบทม่ี ีตัวเลขอยใู นยนั ตดวย
ผงที่ลบจากกลเลขในคัมภีรตรีนิสิงเหเรียกวาผงตรีนิสิงเห เชื่อกันวามีอานุภาพใช
ปองกันคุณไสยและภูตผีปศาจ การกระทําย่ํายีท้ังคุณผีคุณคนไดทุกประการ ท้ังยังเปนตบะเดชะ
มหาอํานาจ คงกระพันชาตรีท้ังคมอาวุธและปองกันสัตวราย ผูใดท่ีสําเร็จผงตรีนิสิงเหจะเปนสี
หนาท สามารถกาํ ราบภูติผี ถอนทําลายอาถรรพตา ง ๆ ได ยนั ตตรีนิสงิ เหนี้ โบราณาจารยทานใชใ น
การปองกันบานเรอื นใหพ นจากอาถรรพตา ง ๆ รวมถึงปองกนั อวมงคล โรคภยั ไขเจ็บตาง ๆ ได
4. คัมภีรมหาราช เปนการลบนามของคนทั้งหลายท่ีกําหนดใชแทนมนุษยทั้งปวง
โดยต้ังเปน เจา นาง ออ สัพเพชนา พหูชนา นามทั้ง 5 น้ีเปนสิ่งสมมุติใชแทนมนุษยหญิงชายท้ัง
ปวงในโลก จากนั้นลบเปน นะโม พุท ธา ยะ ลบเปน มะ อะ อุ ลบเปนอุโองการ แลวลบเปนยันต
มหาราช ประกอบดวยอักขระ “งะ ญะ นะ มะ” ซึ่งโบราณเรียกวาหัวใจสนธิ อันเปนพยัญชนะตัว
ท่ีสดุ วรรคและตวั พยัญชนะนาสิกในบาลไี วยากรณน่นั เอง การฝกลบผงมหาราชจะทําใหผูศึกษามี
ความเขาใจเรื่องวิธีการลากเสนของยันตตาง ๆ รวมถึงการนําเอาอักขระเขาไปไวในยันต ผงท่ีได
จากการลบยันตตามคัมภีรมหาราชเช่ือกันวามีอานุภาพทางดานมหานิยม อํานวยความ
เจรญิ รุงเรอื ง และเปนเสนหแกช นท้ังหลาย
14
5. คัมภีรพุทธคุณ เปนการลบจากอิติปโสบทตนหองพระพุทธคุณโดยใชพระอิติป
โสรัตนมาลาจนครบ 56 บท โดยตั้งเปนทีละอักขระนับแต อิ ติ ป โส ภะ คะ วา เปนตนจนถึง ภะ
คะ วา ติ ลบเปน นะ โม พุท ธา ยะ แลวลบเปน มะ อะ อุ แลวลบเปน อิ สวา สุ แลวลบเปน โส ธา
ยะ จากนั้นทําเปนองคพระเสกดวยพระคาถาพุทธนิมิต เรียกวาผงพุทธคุณหรือผงอิติปโส
รัตนมาลา การฝกลบอักขระตามคัมภีรรัตนมาลาจะชวยใหผูศึกษาเขาใจถึงอักษรในหมวด
พุทธคุณท่ีลงในยันตตาง ๆ วาตองเรียกสูตรอยางไร ผงท่ีไดจากการลบอักขระในคัมภีรพุทธคุณ
เช่ือกันวามีอานุภาพครอบจักรวาล ทั้งทางคุมครองปองกัน และยังเปนเมตตามหานิยมอีกดวย
อิติปโสรัตนมาลานั้นเปนการบรรยายพระพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจาโดยพิสดาร
สนั นิษฐานวา แตง ข้ึนในสมยั กรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี
นอกจากนี้ในขั้นตอนการทําผงวิเศษนั้นจะชวยสรางความเขาใจระบบยันตใหกับผู
ศึกษาไดเปนอยางดี เน่ืองจากในคัมภีรทําผงวิเศษจะประกอบดวยรูปแบบของยันต อักขระที่ใชลง
ในยันต สูตรบังคับใชของแตละยันต และบทเสกบังคับทําใหเกิดการเรียนรูอยางเปนระบบดังท่ี
กลา วไวในคมั ภีรพ ระเวทตตยิ บรรพ วา
วิชาที่เรียนข้ันแรกก็คือวิชาทําผง ไดแกเรียนทําปถมังเสียกอน...ลง (ยันต
ตาง ๆ) ไปลบไปตามวิธีจนชํานาญ และมิไดทํากันวันสองวันทํากันเปน
แรมเดือนแรมปทีเดียว ถึงกับนําเอาผงที่ทํานั้นมาสรางเปนพระเคร่ืองได
ท้งั นี้ก็เปน เพราะเหตุวา การทําผงน้ันเปน การหดั ทาํ สมาธขิ ้ันแรกอยางเอก
อุ กระทําพรอมกันท้ังองคสาม คือทางกายใชมือขีดเขียนตัวอักขระลงไป
พรอมกับทางวาจา ซ่ึงบริกรรมทองบนสูตรและคาถาที่ทําตาง ๆ ไป
พรอ มกับอาการกริ ยิ าที่เขยี น ทางใจตอ งสํารวมควบคมุ เพง เลง็ ตัวอักษรมิ
ใหเขียนผิดพลาด และคาถาตาง ๆ ท่ีวาไปก็ตองใหพรอมกับการเขียน
บางตอนก็มีการปลุกเสกไปดวย นัยวาเปนเคร่ืองลอในการหัดทําสมาธิ
เปน อยางดี เพราะมิใชแตจะเขียนอยางเดียว พอเขียนเสร็จบังเกิดขึ้นแลว
ก็ลบเสียบังเกิดเปนขึ้นใหมตอไปอีก เกิดดับอยูฉะน้ีสลับกันไป จน
ทายที่สุดถึงองคพระและลบเขาสูญนิพพาน เปนอันจบกันไมตองมาผุด
มาเกิดกันอีก นั้นก็คือเปนการแสดงถึงพระกัมมัฏฐานเปนอยางดี ทาน
เกจอิ าจารยแ ตโบราณนับวา ทานเปนผูฉลาดในทางใชอ บุ ายขดั เกลากเิ ลส
ของสานุศิษย และทุกคนก็พยายามขัดเกลากันจึงผิดกับวิธีอื่น ท้ังนี้ก็
เพราะหวังผลในอทิ ธิปาฏหิ ารยิ เ ปนเบื้องแรก เพราะตามอปุ เทห ท า นกลา ว
15
สรรเสริญไววาเม่ือทําไดสําเร็จถึงข้ันน้ันขั้นนี้ จะทําฤทธิ์ไดโดยสถาน
ตาง ๆ แตเทาท่ีสังเกตมาแลววาเม่ือผูใดเรียนสําเร็จและทําไดจริง ๆ
มักจะหันเขาทางพระไตรลักษณญาณหมดทุกคน โดยกําหนดใจปลงเห็น
เปน ทกุ ขงั อนจิ จงั อนตั ตาไป12
อีกประการหนึ่งการลบผงน้ีเปนเหมือนการท่ีผูลบไดหัดเขียนยันตตลอดจนอักขระ
ตาง ๆ และไดรูจักวิธีการเรียกสูตรสนธินามอักขระตาง ๆ ทําใหเกิดความชํานาญมากข้ึนจาก
กระบวนการท่ีเขียนแลวลบซ้ําไป ซํ้ามาหลายเที่ยว อาจารยแตโบราณทานจึงใหเรียนลบผงเปน
เบอ้ื งตน
ยันตตาง ๆ ท่ีมีอยูมากมายหลากหลายรูปแบบนั้นไดถูกนํามาประยุกตสรางเปน
เคร่ืองรางของขลังตาง ๆ ท่นี ับถือกนั วาศักด์สิ ิทธิ์ โดยสามารถจําแนกประเภทไดดังน้ี
1. ผายันตหรือประเจียด (ดูรูปที่ 29 ภาคผนวก) คือการลงอักขระเลขยันตบนผืนผา
โบราณใชโพกศรี ษะบา ง ผูกแขนบา ง หรอื ถา ลงท่ีเสือ้ จะเรียกวาเส้ือยันต การทําผายันตบางตํารามี
ความยุงยากมาก โดยโบราณาจารยทานกําหนดผาที่จะใชลงยันตตองเปนผาที่บริสุทธ์ิ ไดแกผา
บังสุกุล เม่ือไดมาแลวตองซักน้ําท่ีตักขึ้นมาในวันเพ็ญ เดือน 12 จากน้ันตองยอมดวยน้ําวาน ถา
เปนยันตทางคงกระพันตองยอมดวยวานท่ีมีคุณทางดานคงกระพัน เชนวานเพชรนอย วานเพชร
ใหญถาเปนยันตทางเมตตาก็ยอมดวยวานที่มีคุณทางเมตตา เชน วานเสนหจันทร แลวจึงลงดวย
น้ําหมกึ ทผี่ สมดว ยดสี ัตว 5 ชนิด ไดแก ดไี กด าํ (แทนพระกกสุ ันธะ) ดีงู (แทนพระโกนาคมะ) ดีเตา
(แทนพระกัสสปะ) ดีวัว (แทนพระโคตมะ) และดีเสือ (แทนพระเมตไตรยะ)13 ผายันตหรือผา
ประเจียดจะถือวามีอานุภาพตามยันตท่ีลง เชนถาลงยันตตรีนิสิงเห ก็จะมีอานุภาพทางปองกัน
ภตู ผปี ศาจตา ง ๆ กันคณุ ไสย ถา ลงยันตปโ ยก็จะมีอานุภาพทางเมตตามหานยิ ม
2. ตะกรุด (ดูรูปที่ 30 ภาคผนวก) คือการลงยันตในแผนโลหะตาง ๆ ที่แผแลวมวน
เปนแทงกลมจะเรียกวา “ตะกรุด” บางครั้งมีการเรียกตอดวยชื่อยันตท่ีลง เชนแผนโลหะที่ลงดวย
ยันตโสฬสมงคลเม่ือลงแลวก็เรียกวาตะกรุดโสฬสมงคล แผนโลหะที่ลงดวยยันตตรีนิสิงเหเมื่อลง
แลวก็เรียกตะกรุดตรีนิสิงเห บางตําราเม่ือลงยันตเสร็จแลวใหพอกดวยวายาตาง ๆ ซ่ึงในตําราจะ
ใชชื่อตา งกนั ออกไป เชน ถาตําราบอกใหถมดวยพระไตรสรณาคมนห มายถึงใหพอกดวยเคร่ืองยามี
ดอกพทุ ธรกั ษาสีขาว ดอกพุทธรักษาสีแดง และดอกพทุ ธรักษาสเี หลือง ถมดวยสตั ตโพชฌงคไดแก
12 เทพย สาริกบตุ ร, พระคัมภรี พ ระเวทฉบบั ตตยิ บรรพ (กรงุ เทพมหานคร:
อุตสาหกรรมการพิมพ, 2501), น. 1.
13 เทพย สารกิ บตุ ร, พระคัมภรี พระเวทฉบบั ทุติยบรรพ, น. 39.
16
ใบไมรูนอน 7 อยาง (ใบชุมแสง ใบสมิ ใบระงับ ใบหิงหาย ใบผักกะเฉด ใบหญาใตใบ และใบ
กระถิน) ถมดวยนวหรคุณไดแกเครื่องหอม 9 อยาง (จันทรแดง จันทรขาว กฤษณา กลําพัก ขอน
ดอก ชะมด พิมเสน อําพันทอง และน้ํามันหอม)14 เครื่องยาเหลานี้ตากใหแหงบดเปนผงผสมรัก
พอกไวท ี่ดานนอกของตะกรดุ อกี ที
3. พิรอด (ดูรปู ที่ 31 ภาคผนวก) คอื การลงยนั ตใ นกระดาษ (โบราณใชก ระดาษวา ว)
นาํ มามว นแลว ถกั เปน แหวน หากใชสวมแขนกเ็ รียกพิรอดแขน หากใชส วมนวิ้ ก็เรียกพริ อดนิ้ว โดย
พริ อดน้บี างครั้งตองโรยผงวเิ ศษในกระดาษยนั ตเสยี กอน แลว จึงนํามากระดาษนน้ั มาควนั่ เปน
เชอื กแลว ถกั จากนน้ั ลงรักเพอ่ื ใหค งทน
4. ประคํา (ดูรูปท่ี 32 ภาคผนวก) คือวัตถุมงคลสําหรับใชคลองประเภทหนึ่ง มี
ลักษณะเปนเม็ดมีจํานวน 111 เม็ด (จํานวน 108 รวมกับลูกยอดอีก 3 เม็ด) ซึ่งมีวิธีการสรางโดย
นาํ กระดาษสาหรอื แผนตะกว่ั ท่รี ีดจนบางจํานวน 111 แผนลงยันตอ งคพระภควัมบดี 111 ยันตโดย
แตละยันตจะไมซ้ํากัน นํามาปนเปนเม็ดประคํายันตละ 1 เม็ดโดยใชผงปถมังและวานยาตาง ๆ
พอกแผนตะกัว่ เรียงตามลําดับหามสลับท่ีกันรอยดวยไหมหรือดายเรียกวาประคําพระเจากลืนไตร
ภพ เคร่ืองรางประเภทนี้เหมาะสําหรับพวกท่ีมีพ้ืนความรูดีเนื่องจากอุปเทหวิธีใชจะแปลกกวา
เครื่องรางประเภทอ่ืน คือผูท่ีใชตอ งสามารถกาํ หนดจิตภาวนาคาถาทก่ี าํ หนดได
5. มีดหมอ (ดูรูปที่ 33 ภาคผนวก) คือการลงอัตราเลขตรีนิสิงเหบนเหล็กสําหรับตี
มดี แลว ตีเปนทับ ๆ ใหไ ด 108 ทับนํามาทาํ เปนใบมดี แลว ลงยนั ตประจุขาดในแผนโลหะสําหรับพัน
ไวท่กี นั่ มีด(สวนปลายของใบมีดทบ่ี รรจุเขา ท่ดี าม) ดา มมีดใหใชไ มม งคลแกะเปนรูปทาวเวสสุวรรณ
ใหลงดวยเลขตรีนิสิงเหตามจุดตาง ๆ 15 คนโบราณเชื่อวาสามารถปองกันและขับไลภูตผีตาง ๆ
รวมทง้ั สามารถขับไลค ณุ ไสยสารพดั ชนิดได ดังน้ันมีดหมอน้จี ึงเรียกวา มีดเทพศาสตราวุธ พระสงฆ
ที่มีช่ือเสียงทางวิทยาคมหลายรูปก็เคยสรางเอาไว เชน หลวงพอเดิม วัดหนองโพธิ์ จังหวัด
นครสวรรค หลวงพอยิ้ม วัดหนองบัว จังหวัดกาญจนบุรี หลวงพอบุญมี วัดเขาสมอคอน จังหวัด
ลพบรุ ี
6. เทยี นประเภทตา ง ๆ (ดูรปู ท่ี 34 ภาคผนวก) โดยการลงยันตใ นกระดาษแลวนําไป
คว่ันเปนเทียนมนี าํ้ หนกั 1 บาทบา ง 2 บาทบา งแลว แตต าํ รา เมอื่ จะใชใ หจุดเทียนบูชาพระแลวสวด
14 เรอื่ งเดยี วกนั , น. 39-40.
15 เทพย สารกิ บตุ ร, พระคมั ภรี พระเวทฉบบั ฉฏั ฐบรรพ (กรงุ เทพมหานคร :
อตุ สาหกรรมการพมิ พ, 2501), น. 212.
17
คาถาตามที่กาํ หนด สวนใหญจะกําหนดใหส วดจนเทยี นไหมหมดเลม เทียนเหลานี้ไดแกเทียนยันต
มหาราชและเทียนพระฉมิ (พระสวี ลี) เปน ตน
7. พระกร่ิง (ดูรูปท่ี 35 ภาคผนวก) และพระชัยวัฒน (ดูรูปที่ 36 ภาคผนวก)
ถึงแมวาโดยลักษณะแลวพระกริ่งและพระชัยวัฒนจะไมไดมียันตปรากฏท่ีองคพระใหเห็น แต
กรรมวิธีการสรางพระกริ่งและพระชัยวัฒนนั้นตองใชยันตตาง ๆ มากมายถึง 108 ยันตโดย
กําหนดใหล งยนั ตต าง ๆ อาทิ ยันตปทุมจักร 5 ดวง ยันตพระภควัมบดี 5 ดวง ยันตองครักษ 4ดวง
ยนั ตนวภา 25 ดวง แลว นาํ แผนโลหะที่ลงยนั ตบังคบั ตามตาํ ราไปหลอ เปน พระกร่ิงและพระชยั วฒั น
8. พระไมโ พธิ์หา มสมทุ ร (ดูรูปที่ 37 ภาคผนวก) คือการนําเอาไมโพธ์ินิพพานหรือก่ิง
พระศรีมหาโพธิ์ที่ชี้ไปทางทิศตะวันออกที่หักลงมาเอง นํามาแกะเปนพระปางหามสมุทร เอาไม
ขนุนมาแกะเปนฐานพระ และเอาไมชุมแสงมาแกะเปนเกศพระบรรจุแผนยันตพระพิชัยสงครามซ่งึ
ตรงกลางเปนดวงชะตาของเจา ของพระลอมดวยพระพทุ ธคุณท้งั 56 อักขระ (อิติปโส ฯลฯ ภควาติ)
เดินตามาหมากรุกดานนอกลอมดวยคาถาฆะเฏสิและคาถาในคัมภีรวชิรสารวินิจฉัย16 เช่ือวา
สามารถคุมภัยอันตรายแกเ จา ของพระได
9. เหรียญพระคณาจารยตาง ๆ คือเหรียญโลหะสวนใหญดานหนาจะเปนรูปพระ
เกจิอาจารยห รอื พระพุทธรปู ที่นับถอื กนั วาศักดิส์ ทิ ธิ์ ดา นหลงั จะเปนยนั ตต า ง ๆ เหตุท่กี ารสรา งวตั ถุ
มงคลมกี ารพัฒนารูปแบบเปนเหรียญเพราะเทคโนโลยีที่เจริญข้ึน ประกอบกับคนมีจํานวนมากข้ึน
การสรางวัตถุมงคลแบบเกาที่ตองทําทีละชิ้นจึงไมเพียงพอกับความตองการ อีกท้ังหาผูรูท่ีชํานาญ
ไดย าก การปม เหรียญจงึ เปนววิ ัฒนาการอีกขั้น แตก ระนนั้ ยังมียนั ตแ บบตาง ๆ อยูบนเหรยี ญดว ย
10. พระผงสมเดจ็ ตา ง ๆ ถึงแมวา จะไมมยี ันตป รากฏบนองคพ ระ แตพระผงสมเด็จนั้น
สรางโดยการลงยันตตาง ๆ ในกระดานชนวนเรียกวาการลบผงแลวลบเอาผงที่ไดมาผสมกับตัว
ประสานสรางเปนพระพิมพตาง ๆ ดังเชนสมเด็จอะระหังของสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร
วัดมหาธาตุ สมเดจ็ วัดระฆงั ของสมเดจ็ พระพฒุ าจารยโต พรหมรงั สี
2.3 หลกั ฐานเกยี่ วกบั ความเชือ่ เร่อื งยนั ตข องอาณาจักรโบราณ
เมือ่ กลาวถึงความเชอ่ื เร่อื งยนั ตต า ง ๆ ในสมัยโบราณนั้น จําเปนที่จะตองพยายามหาหลักฐาน
ในทางโบราณคดีท่ีเก่ียวกับประวัติศาสตร เพื่อใหเห็นถึงพัฒนาการระบบยันตในภูมิภาคแถบน้ี
อยางชัดเจน ในเบื้องตนนั้นระบบยันตตาง ๆ ท่ีเราเห็นกันอยูในปจจุบันยังไมไดมีเกิดข้ึน ท้ังน้ี
16 เรอ่ื งเดียวกนั , น. 12.
18
เนือ่ งจากอทิ ธิพลของพทุ ธศาสนามหายานและศาสนาพราหมณฮ นิ ดูไดค รอบงําดินแดนแถบนี้ เม่ือ
ลองวิเคราะหจากหลักฐานดานโบราณวัตถุพบวาการสรางพระพิมพตาง ๆ ในสมัยโบราณมักจะ
แฝงความเชื่อพุทธศาสนามหายานและพราหมณฮินดู เน่ืองจากอาณาจักรโบราณในภูมิภาคแถบ
นี้ไดมีการติดตอคาขายกับชาวอินเดียผานทางทะเล ซ่ึงมีผลใหอาณาจักรโบราณเหลาน้ันไดรับ
อิทธิพลทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมจากอินเดียไปดวย โดยเฉพาะทางตอนใตของประเทศ
ไทย มักจะพบพระพิมพตามความเช่ือมหายานอยูตามถํ้าในภูเขาหินปูน เชน ถํ้าคูหาสวรรค
จงั หวดั พัทลุง เขาขรม เขาประสงค และถํ้าครวญสราญรมณ จังหวัดสุราษฎรธานี เขาขาว เขาสาย
เขาปนะ จังหวัดตรัง เขาชุมทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งสรางจากดินดิบ17 พระพิมพเหลานั้น
เปนรูป พระธยานิพุทธเจาและพระโพธิสัตวตาง ๆ บางองคมีจารึกอักษรเทวนาครีดวย นอกจาก
พระพิมพแลวยังมีการคนพบประติมากรรมพระโพธิสัตวตาง ๆ ของฝายมหายาน (ดูรูปท่ี 38
ภาคผนวก) อาณาจักรศรีวิชัยเปนอาณาจักรโบราณต้ังอยูทางตอนใตของประเทศไทยในปจจุบัน
เรื่อยไปจนถึงบางสวนของประเทศอินโดนีเซีย ชื่อของอาณาจักรชิลิโฟชิ (ศรีวิชัย) ปรากฏในบันทึก
การเดินทางของพระภิกษุอ้ีจิงซ่ึงเดินทางผานทะเลจีนใต ระหวางการจาริกกลับจากอินเดีย พ.ศ.
1214 - 123618
นอกจากน้ันยังปรากฏหลักฐานวา ในสมัยนั้น อาณาจักรศรีวิชัยยังเปนเมืองที่การศึกษา
พุทธศาสนามหายานเจริญรุงเรืองมาก มีพระเถระที่เช่ียวชาญคัมภีรฝายมหายาน ดังที่เคยมีพระ
เถระองคสําคัญของอินเดียไดเดินทางมาศึกษายังอาณาจักรน้ี เชน ทาน ทีปงกรศรีชญาณ
อธิการบดีแหงมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา ไดเคยเดินทางมาศึกษากับทานธรรมปาละซึ่งพํานักที่
สุวรรณทวีป (เกาะสุมาตรา) โดยทานทีปงกรศรีชญาณไดศึกษาคัมภีรอภิสมยาลังการ และคัมภีร
โพธิสัตวจรรยาวตารเปน เวลา 12 ป1 9
ศรีวิชัยเปนเมืองท่ีความเจริญทางศิลปวิทยาและการศึกษา มีระบบการเรียนการสอน
เหมือนกับมหาวิทยาลัยนาลันทาของอินเดีย นับเปนสมัยที่มหายานมีความรุงเรืองสุดในภูมิภาคนี้
รวมทั้งราชวงศไศเลนทรก็มีความสัมพันธดานศาสนาอยางแนนแฟนกับราชวงศปาละ บรรดา
17 ดนิ ดิบ หมายถงึ ดนิ ทยี่ งั ไมผา นการเผาดวยไฟ
18 I-Tsing, A Record of the Buddhist Religion as Practised in India and the
Malay Archipelago translated by Takakasu J. (New Delhi : Munshiram Manoharlal,
1982), p. xxiii.
19 ภรตั ซิงห อปุ ธ ยายะ , นักปราชญพทุ ธ แปลโดย อมร โสภณวเิ ชฏฐวงศ ,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม หามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, 2540), น. 83-84.
19
คณาจารยองคสําคัญแหงมหาวิทยาลัยนาลันทา วิกรมศิลา อุทันตบุรีลวนเคยเดินทางมาเผยแผ
ศาสนาในดินแดนน้ี20 ดังนั้นพระภิกษุชาวจีนท่ีปรารถนาจะไปศึกษาพุทธศาสนายังประเทศอินเดีย
จะหยุดพักที่อาณาจักรศรีวิชัยเพื่อศึกษาภาษาสันสกฤตและคัมภีรตาง ๆ เนื่องจากมีกฎและ
พิธีกรรมคลายกับท่ีมัธยมประเทศจะไดเกิดความคุนเคย21 สวนหลักฐานทางโบราณวัตถุนั้นใน
หนังสือประวัตศิ าสตรศ ลิ ปะและโบราณคดีไดก ลาววา
บริเวณฝง ทะเลดา นทิศตะวนั ตกของอา วไทยยงั เปน ศนู ยก ลางการแพรก ระจายรูป
เคารพในศาสนาพราหมณและพุทธศาสนา (มหายาน) ไปสูฟูนัน และหมูเกาะ
อินโดนีเซียอีกดวย อันเห็นไดจากการพบเทวรูปท่ีมีรูปแบบใกลเคียงกับของ
อินเดียท่ีเกาแกท่ีสุด ซึ่งพบในภาคใตของประเทศไทยกอนท่ีจะปรากฏขึ้นใน
เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต2 2
หลกั ฐานสาํ คัญอกี อยา งหน่ึงทแ่ี สดงวา พระพุทธศาสนามหายานเคยเจริญรุงเรืองมาก
ในอาณาจักรศรีวิชัย คือ จารึกภาษาสันสกฤตที่วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช แปลโดย
ศาสตราจารย ยอรช เซเดส มขี อความตอนหนึ่งวา
พระเจากรุงศรีวิชัยผูเปนเจาแหงพระราชาทั้งหลายในโลกท้ังปวง ไดทรงสราง
ปราสาทอิฐท้ัง 3 นี้ เปนท่ีบูชาพระโพธิสัตวเจา ผูถือดอกบัว (หมายถึง ปทมปาณี
โพธิสัตว อันไดแกพระอวโลกิเตศวรซ่ึงจัดอยูในปทมสกุล พระผูผจญพระยามาร
และพระโพธิสัตวเจาผูถือวัชระ หมายถึง วัชรปาณีโพธิสัตวซึ่งจัดอยูใน
วัชรสกุล”23
ปจจุบันคงเหลือหลักฐานเพียงประติมากรรม พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวที่คนพบท่ี
อําเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎรธานี (ดูรูปท่ี 39 ภาคผนวก) ไมเพียงแตการสรางศาสนสถาน
20 เสถียร โพธนิ นั ทะ, ประวตั ศิ าสตรพระพทุ ธศาสนา ฉบบั มขุ ปาฐะภาค 2,
พมิ พค รัง้ ท่ี 3, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม หามกุฏราชวทิ ยาลยั , 2540), น. 34-35.
21 หมอ มเจา สุภัทรดิศ ดศิ กุล, ประวตั ิศาสตรเอเชยี อาคเนยถ ึง พ.ศ. 2000
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพส าํ นักเลขาธกิ ารรฐั มนตร,ี 2522), น.35-36.
22 พริ ยิ ะ ไกรฤกษ, ประวัติศาสตรศ ิลปะและโบราณคดใี นประเทศไทย
(กรุงเทพมหานคร: อมรินทร พรนิ้ ตง้ิ กรพุ , 2533), น. 200.
23 ยอรช เซเดส, ประชุมศลิ าจารึกภาคที่ 2 (กรงุ เทพมหานคร: กรมศลิ ปากร, 2504),
น. 25.
20
เทาน้ัน แตกษัตริยของอาณาจักรศรีวิชัยยังทรงประพฤติธรรมตามหลักธรรมของพุทธศาสนา
มหายานอีกดวย ดงั ปรากฏหลักฐานในจารึกหลกั ท่ี 23 ความวา
...ผูใดมีใจรอนรุมดังเปลวเพลิง คือความยากจน เขามาสูพระมหากรุณาธิคุณ
ของพระองคเปนท่ีพึ่ง ยอมไดรับความพึงพอใจ อุปมาดังชางเวลาแดดรอนไปสู
หนองอนั มนี ํา้ ใสสงบ และไมรูจ กั เหอื ดแหง ซง่ึ เตม็ ไปดวยเกสรดอกบวั
สาธุชนท้ังหลายมาจากทั่วทุกแหง เม่ือไดเขามาสูพระองคผูทรงพระคุณคลาย
กบั พระมุนี ก็ไดรับสิง่ อนั ประเสรฐิ อปุ มาดังบรรดาตนไมมีตนมะมวง และตนพิกุล
เปน อาทิ เวลาฤดูมธุสมัย ก็ไดรบั สริ อิ ันประเสรฐิ ยง่ิ นัก24
ในจาํ รกึ ดังกลาวน้ีแสดงใหเหน็ วา พระราชาแหง ศรวี ิชัยไมเ พียงแตสรา งศาสนวัตถุ
ตาง ๆ เทานั้นพระองคยังทรงประพฤติตามคําส่ังสอนของมหายานอีกดวย ยังมีจารึกที่แสดงถึง
จริยาของกษตั ริยศรวี ิชยั อีก ซึง่ มีขอ ความดงั นี้
อันวาแสงสวาง อันแผซานไปดวยเกียรติของพระราชาพระองคใด ซ่ึงแผไปท่ัวไม
รเู สอื่ มสน้ิ ดว ยพระคุณคือ นยะ (ขอกําหนดกฎหมาย) วินยะ (ความประพฤติตาม
หลักประเพณีนิยม) ศฺรุตะ (การศึกษาเลาเรียน) ศมะ (ความสงบ) กฺษมา (ความ
อดทนหรือการไมถือโทษผูอ่ืน) ไชรัยยะ (ความหนักแนนมั่นคง) ตะยาคะ (การ
บริจาคหรือเสียสละ) ทยุติมติ (ความคิดเห็นหรือพระปรีชาอันรุงโรจน) และทยา
(ความกรณุ า) เปน ตน...25
นอกจากน้ีแลวอิทธิพลของพุทธศาสนายังแผกวางครอบคลุมอาณาจักรยโสธรปุระอีก
ดวย แตลักษณะของศาสนาที่เจริญในอาณาจักรเขมรจะมีลักษณะท่ีผสมผสานระหวาง พุทธ
ศาสนามหายานกับศาสนาพราหมณ ซ่ึงมีธรรมเนียมเก่ียวกับการนับถือศาสนาของพระราชากับ
ปุโรหิต โดยถาพระราชานับถือศาสนาพราหมณ ปุโรหิตจะนับถือพุทธศาสนา หากพระราชานับถือ
ศาสนาพุทธ ปุโรหิตจะนับถือศาสนาพราหมณ ถือเปนประเพณีสืบตอกันมาหลายรอยป ในทัศนะ
ของนักประวัติศาสตรพุทธศาสนาบางทาน เชน อาจารยเสถียร โพธินันทะ มีความเห็นวาไดมีเช้ือ
พระวงศของกษัตริยศรีวิชัยขึ้นมาปกครองอาณาจักรเขมร26 ซึ่งเชื่อวาคือพระเจาสุริยวรมันที่ 1
24 เร่อื งเดยี วกนั , น. 25.
25 มานติ วลั ลิโภดม, ทักษิณรัฐ (กรงุ เทพมหานคร: รุงศิลปการพิมพ, 2530),
น. 131-132.
26 เสถียร โพธนิ นั ทะ, ประวตั ศิ าสตรพระพทุ ธศาสนา ฉบบั มุขปาฐะภาค 2, น. 37.
21
(พ.ศ. 1545-1593) ซ่ึงเปนพระโอรสของพระเจาศรีธรรมราช กษัตริยแหงตามพลิงคกับเจาหญิง
เขมร ทําใหพ ทุ ธศาสนามหายานไดรบั การสนับสนุนมากยิง่ ขึ้น
อทิ ธพิ ลของพทุ ธศาสนามหายานไมเพียงแตแผขยายทางตอนใต ในบริเวณภาคกลาง
ก็มีความเช่ือแบบมหายานเชนกัน แตมีความแตกตางกันท่ีอาณาจักรโบราณในกลุมวัฒนธรรม
ทวารวดี ซึ่งไดแกนครรัฐตาง ๆ ในบริเวณจังหวัด นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี สิงหบุรี
นครสวรรค ลพบุรี เพชรบูรณ ปราจีนบุรี รวมทั้งอิทธิพลท่ีแพรกระจายไปจนถึงภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน แถบจังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ ขอนแกน และสกลนคร นับถือ
พุทธศาสนานิกายมูลสารวาสติวาทเปนหลัก27 สวนพุทธศาสนามหายานมีผูนับถือนอยกวา ไม
เหมือนกับอาณาจักรศรีวิชัยท่ีพุทธศาสนามหายานจะโดดเดนกวาพวกสาวกยาน สวนหลักฐาน
ทางวัตถนุ ้นั มปี รากฏใหเ ห็นบา ง เชน การคน พบประตมิ ากรรมสําริดพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร ซ่ึงมี
อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 14-15 ที่เมืองโบราณอูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากน้ียังมีการคนพบ
ประติมากรรมดินเผารูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร และพระวัชรปาณีโพธิสัตว จากโบราณสถาน
เมืองคบู วั จงั หวดั ราชบุรี ในถ้าํ ถมอรัตน อาํ เภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ ไดมีการพบภาพสลักพระ
โพธิสัตวอยูตามผนังถ้ําซ่ึงสรางตามคติมหายานเชนกัน จากหลักฐานทางโบราณคดีเหลานี้เช่ือได
วา พุทธศาสนามหายานไดเขามาในวฒั นธรรมทวารวดีแตไดร บั ความนิยมนอ ยกวานกิ ายเถรวาท
นิกายมหายานไดเจริญรุงเรืองยิ่งขึ้นในอาณาจักรลพบุรีซ่ึงเปนอาณาจักรโบราณ
ต้ังอยูบริเวณลุมนํ้าเจาพระยาฝงตะวันออก อาณาจักรลพบุรีเปนอาณาจักรโบราณมีความ
เจริญรุงเรืองมาต้ังแตยุคอารยธรรมทวารวดี ในสมัยตอมาลพบุรีไดตกเปนเมืองลูกหลวงของ
อาณาจักรเขมร เปนศูนยกลางปกครองดินแดนแถบลุมนํ้าเจาพระยา ดังน้ันดินแดนแถบนี้จึงไดรับ
อิทธิพลทางศาสนาจากอาณาจักรเขมรไปดวย และดวยเหตุนี้พระพุทธศาสนามหายานนั้นได
เจริญรุงเรืองอยางมาก ในชวงท่ีอาณาจักรเขมรแผขยายอํานาจมาสูดินแดนแถบลุมนํ้าเจาพระยา
ถึงแมวาพุทธศาสนามหายานจะมีอยูในลพบุรีแตครั้งวัฒนธรรมทวารวดี แตทวาในยุคน้ันพุทธ
ศาสนาเถรวาทมีบทบาทเดนชัดกวา อยางไรก็ตามปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตรซ่ึงแสดงถึง
อิทธิพลเขมรทอี่ ยเู หนอื ลพบุรีในศิลาจารึกที่ศาลสูงลพบุรี (จารึกที่ 19) ซึ่งเปนของพระบาทกัมรเดง
กําตวนอัญศรีสูรยวรมเทวะ และปรากฏศักราชตรงกับ พ.ศ. 1565 และ พ.ศ.1568 และในศิลา
จารึกหลักแรกของพระเจา สุริยวรมันท่ี 2 มีขอความวา ทรงรวบรวมราชอาณาจักรทั้งสอง ซึ่งนัก
ประวตั ศิ าสตรมคี วามเห็นวา เม่อื พระเจาสุรยิ วรมันที่ 2 ทรงมีพระราชอํานาจมั่นคงแลวพระองคคง
27 พิริยะ ไกรฤกษ, อารยธรรมไทย พน้ื ฐานทางประวัติศาสตรศ ลิ ปะ เลม 1 ศลิ ปะ
กอ นพทุ ธศตวรรษที่ 19 (กรงุ เทพมหานคร: อมรินทรพรน้ิ ทต ง้ิ , 2544), น. 62.
22
จะทรงรวมละโวเขาเปนสวนหนึ่งของอาณาจักรขอม28 ในยุคนี้พระพุทธรูปและพระพิมพตาง ๆ มัก
สรางตามคติมหายานมีท้ังสรางดวยศิลา และสําริด โดยเฉพาะการสรางพระพุทธรูปทรงเครื่องอัน
หมายถึงพระอาทิพุทธเจา (ดูรปู ที่ 40 ภาคผนวก) บางครั้งสรางเปนพระพุทธเจา 3 องคประทับนั่ง
ในซมุ ซ่ึงหมายถึงพทุ ธกายท้ังสามตามความเชือ่ ของพทุ ธศาสนามหายาน29 (ดูรูปที่ 41 ภาคผนวก)
ตอมาในสมัยของพระเจาชัยวรมันท่ี 7 พระองคไดสงพระโอรสมาปกครองเมืองละโวดังปรากฏ
ขอความในศิลาจารึกที่ปราสาทพิมานอากาศมีการกลาวถึงเจาชายพระองคหน่ึงมีสรอยพระนาม
วาละโวทเยศ อันหมายถึงผูเปนใหญในกรุงละโว ยังมีศิลาจารึกที่ปราสาทพระขรรคไดมีขอความ
กลาวถึงพระเจาชัยวรมันท่ี 7 ทรงสงพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถไปยังเมืองตาง ๆ และหนึ่งใน
จํานวนน้ันคือเมืองละโวทยปุระ การท่ีพระองคทรงสงพระพุทธรูปไปยังเมืองตาง ๆ เปนการยืนยัน
อํานาจทางการเมืองของพระองคและแสดงถึงการวางรากฐานทางอํานาจทางศาสนาของพระองค
ดวย จากหลักฐานดังกลาวมาน้ีแสดงวาอาณาจักรขอมไดเขามามีอํานาจในเมืองละโว30 ดวยเหตุ
นี้อิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมนั้นละโวก็ไดรับมาจากขอมดวย ในอาณาจักรละโวน้ันมีท้ัง
ศาสนาพรหมณและพุทธศาสนาเจริญรุงเรือง โดยศาสนาพราหมณมีทั้งไศวเวทและไวษณพ พุทธ
ศาสนาก็มีท้ังเถรวาทและมหายาน ดังปรากฏขอ ความในศิลาจารกึ ท่ีศาลสูง (จารึกที่ 19) วา
พระบาทกัมรเดงกําตวน อัญศรีสูรยวรมเทวะทรงขอใหบรรดานักบวช ทั้งภิกษุ
มหายาน สถวรี ะ และโยคี อทุ ศิ กศุ ลแหง การบําเพ็ญตบะของตนถวายแดพ ระองค
โดยพระองคทรงใหความคุมครองแกบรรดานักบวชเหลานี้เปนการตอบแทน ถา
ผูใดเขามาทําทุราจารใน ดโบวนาวาส31 ตาง ๆ โปรดเกลาใหจับผูน้ันมาข้ึนศาล
สภา32
ตอมาในรัชสมัยของพระเจาชัยวรมันที่ 7 พระพุทธศาสนานิกายมหายานมีอิทธิพลสูง
มาก ในยุคน้ีมีการสรางพุทธสถานและพระพิมพขึ้นเปนจํานวนมาก เชนพระที่เรียกกันภายหลังวา
28 วลั ลภา รุง ศริ แิ สงรัตน, ลพบรุ ี อดตี -ปจจบุ ัน (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนา
พาณชิ ย, 2537), น. 17.
29 น. ณ ปากนํ้า, ศาสนาและศลิ ปะในสยามประเทศ และแหลมอินโดจีนสมยั โบราณ
(กรุงเทพมหานคร: สนุ ทรกจิ การพมิ พ, 2517), น. 146.
30 เรอื่ งเดียวกนั , น. 18.
31 ดโบวนาวาส หมายถงึ อโุ บสถและอาวาสท่ีประกอบพิธกี รรมทางศาสนา เปน ภาษา
โบราณที่ปรากฏในศลิ าจารกึ
32วลั ลภา รงุ ศริ แิ สงรตั น, ลพบุรี อดตี -ปจ จบุ นั , น. 23.
23
พระรวงรางปน (ดูรูปท่ี 42 ภาคผนวก) ซึ่งเปนพระพิมพแบบมหายาน ทรงเทริด (ดูรูปที่ 43
ภาคผนวก) และพระหูยาน (ดูรูปท่ี 44 ภาคผนวก) สําหรับพระรวงนั้นเขาใจวา เปนรูปสนอง
พระองคพระ(มหา)ไวโรจนพุทธะ สวนพระหูยานเปนรูปสนองพระองคอักโษภยพุทธะและพระ
เคร่ืองนารายณทรงปน (ดูรูปท่ี 45 ภาคผนวก) ซ่ึงความจริงไมใชนารายณ เปนพระอวโลกิเตศวร
โพธิสัตว33ทั้งน้ีจําแนกตามลักษณะของมุทราและเครื่องทรงตาง ๆ เชนพระมหาไวโรจนะจะ
ทรงเครอื่ งอลังการอยา งกษตั ริย
พระเจาชัยวรมันที่ 7 ทรงเปนพุทธศาสนิกชนมหายานท่ีเครงครัด พระองคทรงสราง
ปราสาทหินมากมาย ทรงสรางปราสาทพระขรรค เพื่อบูชาพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว (ดูรูปที่ 46
ภาคผนวก) อทุ ิศแดพ ระชนกคือพระเจาธรณีนทรวรมันท่ี 2 และทรงสรางปราสาทตาพรม เพ่ือบูชา
นางปรัชญาปารมิตา (ดูรูปท่ี 47 ภาคผนวก) อุทิศแดพระมารดา คือ พระนางชัยราชจุฑามณี เมื่อ
รวมเขากับพระพุทธราชในปราสาทบายนจะเปนกลุมประติมากรรม 3 องคท่ีเรียกวารัตนตรัย
มหายาน พระเจาชัยวรมันท่ี 7 ยังทรงสรางอโรคยศาลา (โรงพยาบาล) ทั่วพระราชอาณาจักรอีก
102 แหง มีที่ ลพบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี และสิงหบุรีเปนตน เน่ืองจากพระองคมีความเลื่อมใสใน
พระไภษัชยคุรุพุทธเจา พระพุทธเจาแหงการรักษาโรคของมหายาน พระองคยังทรงสราง
ประติมากรรมของพระไภษัชยคุรุไปไวยังเมืองตาง ๆ เรียกวา พระพุทธชัยมหานาถ 34(ดูรูปที่ 48
ภาคผนวก) หลกั ฐานอกี อยางหนงึ่ ซง่ึ แสดงถึงความเลอื่ มใสในพระไภษัชยครุ ขุ องพระเจา ชยั วรมนั ที่
7 คือจารึกของพระองคที่มีขอความดังน้ี “...ขาพเจาขอนมัสการพระชินนะ ผูเปนราชาแหงรัศมี คือ
พระไภษัชยคุรุไวฑูรยะ เพราะพระองค จึงเกิดความเกษมและความไมมีโรค แกประชาชน ผูฟงอยู
แมเพยี งชอ่ื ...”35
ตอมาเม่ือสิ้นรัชกาลพระเจาชัยวรมันท่ี 7 อาณาเขมรเส่ือมอํานาจลง ซึ่งในสมัยของ
พระองคพุทธศาสนามหายานไดเจริญรุงเรืองถึงขีดสุด ท้ังพระองคทรงใชนโยบายแบบสันติวิธีกับ
บรรดาเจาเมือง และหัวหนากลุมชนพื้นเมืองตาง ๆ โดยการประทานพระพุทธรูปพระชัยพุทธมหา
นาถไปยังเมืองสําคัญในแถบลุมนํ้าเจาพระยา เชน ลพบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี และราชบุรี เพื่อ
แสดงวาพระองคมีอํานาจเหนือดินแดนแถบนี้ เม่ือพระองคสวรรคต ความนิยมในพุทธศาสนา
33เสถยี ร โพธินนั ทะ, ประวตั ศิ าสตรพระพทุ ธศาสนา ฉบบั มุขปาฐะภาค 2, ,น. 23-24.
34 เรอื่ งเดยี วกนั , น. 37.
35 หอสมดุ แหง ชาติ กรมศิลปากร, จารกึ ในประเทศไทย เลม 4 (กรงุ เทพมหานคร:
ภาพพมิ พก ารพิมพ, 2529), น. 197.
24
มหายานเร่ิมเส่ือมคลายลง มีความเปนไปไดวาการที่มหายานในยุคน้ันเนนการสรางศาสนสถาน
ขนาดใหญ รูปเคารพ และพิธีกรรม ทําใหประชาชนเกิดความเบื่อหนาย ประกอบกับในชวงเวลา
ดังกลาว พระเจาปรักกัมพาหุไดอุปถัมภพุทธศาสนาเถรวาท จัดใหมีการสังคายนาพระธรรมวินัย
จัดวางระเบียบแบบแผนการทําสังฆกรรม เปนเหตุใหพุทธศาสนาเถรวาทเจริญรุงเรืองข้ึนในลังกา
เมื่อกิตติศัพทดังกลาวไดแพรกระจายมายังดินแดนแถบนี้ พระภิกษุในอาณาจักรตาง ๆ จึงพากัน
เดินทางไปท่ีลังกา ครั้นเมื่อเห็นขอวัตรปฏิบัติของพระสงฆชาวลังกาก็เกิดความเล่ือมใส ใครจะ
ศึกษาแลวนําเอาแบบแผนน้ันมาใชในบานเมืองของตน ท้ังนี้พระสงฆจากเมืองตาง ๆ จะไดรับการ
อุปสมบทใหม เพ่ือเปลี่ยนใหเปนพระลังกาวงศเสียกอน เรียกวาการบวชแปลง หลังจากน้ันจะอยู
ศึกษาพระธรรมวินยั จนรอบรู แลวจงึ กลบั มาเผยแผย ังบา นเมอื งของตน เมอ่ื ประชาชนเห็นพระสงฆ
ลังกาวงศปฏิบัติเครงครัดในพระธรรมวินัย ก็พากันเล่ือมใสใหบุตรหลานบรรพชาอุปสมบทใน
สํานกั ของพระลังกาวงศม ากขึ้นโดยลําดบั สาํ หรับดนิ แดนแถบน้พี ุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ
จะเขามาราว พ.ศ. 1800 ภิกษุท่ีไดรับการบวชแปลงจากคณะสงฆลังกาไดเดินทางกลับมาพรอม
พระเถระชาวลังกามาขึ้นท่ีเมืองนครศรีธรรมราช ชวยกันสรางพระมหาธาตุโดยเปล่ียนแปลงพระ
สถูปองคเดิมท่ีเปนแบบศรีวิชัยใหเปนพระสถูปแบบลังกา ซ่ึงในภายหลังพอขุนรามคําแหงไดโปรด
ใหนิมนตพระสงฆเหลาน้ีมายังเมืองสุโขทัยดังมีขอความปรากฏในศิลาจารึกของพระองค วา “พอ
ขุนรามกําแหงกระทําโดยทานแกมหาเถระสังฆราช ปราชญเรียนจบพระไตรปฎก เปนใหญกวาปู
ครูในเมืองนี้ ทุกตนลุกแตเมืองนครศรีธรรมราชมา” ลัทธิลังกาวงศจึงเจริญข้ึน ทั้งยังไดรับการ
สนบั สนุนจากผปู กครองในทางกลบั กนั นบั เปน ความเส่ือมของพทุ ธศาสนามหายานในดินแดนแถบ
นี้36 แตกไ็ มใชวา คณะสงฆเดิมจะหมดไป ยังมีคณะสงฆที่สืบมาจากลพบุรีที่เปนภิกษุฝายมหายาน
หลงเหลืออย3ู 7 พระสงฆเหลานั้นยังคงสาธยายพระธรรมเปนภาษาสันสกฤตสืบเน่ืองมาจากครั้งท่ี
มหายานรุงเรือง อยางไรก็ตามพระสงฆลังกาวงศไมรวมสังฆกรรมกับคณะสงฆเดิมเพราะถือวา
เปนนานาสังวาสพระสงฆจึงแยกกันอยูเปนสองพวก ตอมาบรรดาเจานายตาง ๆ นิยมอุปสมบทใน
นิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ ในที่สุดความแพรหลายกวางออกไปยังประชาชนท่ัวไป ยังผลให
พระสงฆนิกายเดิมลดจํานวนลงเรื่อย ๆ และในที่สุดพระสงฆนิกายเดิมจําตองรวมกับคณะสงฆ
นิกายเถรวาท ซง่ึ ยังมีหลักฐานใหเห็น คือ ใบสีมาซอนสองใบเรียกวาสีมาสองชั้น ลักษณะดังกลาว
36 ศิรธิ รรม, การปกครองคณะสงฆแ ตย ุคโบราณถงึ ยคุ ปจ จบุ นั (กรงุ เทพมหานคร:
ส.ธรรมภักด,ี 2476), น. 185-188.
37 เสถียร โพธนิ นั ทะ, ประวัตศิ าสตรพระพทุ ธศาสนา ฉบบั มขุ ปาฐะภาค 2,
น. 24-25.
25
น้ีนาจะมีท่ีมาจากการท่ีพระสงฆลังกาวงศไมตองการใชสีมาเดิมท่ีผูกไว จึงผูกสีมาซํ้าอีกคร้ังหนึ่ง
ท้ังนี้เพ่ือใหสามารถทําสังฆกรรมไดทั้งพระสงฆนิกายเดิมและพระสงฆลังกาวงศ ถึงแมวาพุทธ
ศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศจะเขามามีบทบาท แตประชาชนยงั เคยชินกับขนบธรรมเนียมที่เคย
ถือปฏิบัติมา ส่งิ ใดท่ีไมขัดกับหลกั พุทธศาสนาก็ยังคงถือปฏิบตั ติ อไป ดังเชน การใชอักษรขอม การ
สาธยายมนตต า ง ๆ รวมทัง้ พิธกี รรมซง่ึ มีทง้ั พธิ ีพราหมณ และพธิ กี รรมแบบมหายาน
การที่พระสงฆนิกายเดิมไดยุบรวมกับคณะสงฆเถรวาทลังกาวงศ ความเชื่อตาง ๆ ที่เปน
ของมหายานจงึ เริ่มวิวัฒนาการปะปนอยูในพุทธศาสนาเถรวาท อีกท้ังการใชอักษรขอมจารึกพระ
ธรรมคําส่ังสอนตาง ๆ ยังทําใหคณะสงฆเดิมไดรับความสะดวกในการเขียนและบันทึกเรื่องเวทย
มนตคาถา แตกระน้ันกลุมภิกษุนิกายเดิมไดปรับปรุงรายละเอียดและเนื้อหาของยันตตาง ๆ ให
สอดคลองกับคําสอนของเถรวาทมากขึ้น ดวยเหตุผลที่วานามพระพุทธเจาและพระโพธิสัตวตาง ๆ
ไมเปนที่รูจักอีกตอไป จึงไดมีการปรับเอาหลักธรรมเถรวาทและนามพระพุทธเจาและพระโพธิสัตว
ฝายเถรวาทมาใสแทน แตทวาเม่ือพิจารณาโดยละเอียดก็จะยังเห็นถึงเคาโครงของอิทธิพลของ
มหายานไดอยา งเดนชัด ดังเชนการสรางพระพิมพที่มีรูปแบบสอดคลองกับความเช่ือของมหายาน
ไมวาจะเปนพระพิมพที่ปรากฏรูปพระพุทธเจา 3 องคซึ่งแสดงถึงแนวคิดตรีกาย พระพิมพพระเจา
5 พระองคท่ีประทับน่ังคลายกับรูปแบบของมณฑลของพระปญจชินพุทธเจา พระพิมพ
พระพทุ ธเจา 10 องคประทับน่ังในรูปวงกลมตรงกลางมีรูปสูญสามช้ัน แสดงถึงอิทธิพลเร่ืองปารมิ
ตาและศูนยตา พระพิมพท่ีทรงเครื่องอยางกษัตริยก็เปนอิทธพลของมหายานโดยตรง ซึ่งเปน
รูปแบบของพระมหาไวโรจนะของลัทธิมนตรายาน รวมถึงเร่ืองระบบยันตตาง ๆ ที่มีวิวัฒนาการ
เร่ือยมาถือวาเปนอิทธิพลของมหายานโดยตรง เม่ือเวลาผานไปส่ิงเหลาน้ีจึงไดรับการสืบทอดและ
พฒั นาตอมา จนกระท่ังเกดิ เปนระบบยันต
อนึ่งพระสงฆท่ีสืบทอดมาจากคณะสงฆเดิมน้ีเองเปนผูสรางพระพิมพจํานวนมากแลว
บรรจุไวในพระเจดียแ ถบเมอื งกําแพงเพชร เมอื งสุพรรณบุรี เมืองชยั นาท และเมืองสําคญั อ่ืน ๆ ใน
การสรา งพระพิมพเหลานั้นจะมจี ารึกลานเงินบงบอกถึงอานุภาพและอาราธนาวิธีโดยประการตาง
ๆ นอกจากน้ียังปรากฏช่ือฤาษีอีกหลายองคเปนผูชวยสรางพระพิมพเหลานี้38 ซึ่งฤาษีเหลาน้ี
นาจะเปนกลุมผูปฏิบัติธรรมแบบมหายานคลายกับพวกสิทธาท่ีอาศัยอยูตามถ้ําในปา อยางไรก็
ตามคําวาฤาษีที่ปรากฏในลานเงิน ลานทองและจารึกตาง ๆ น้ันนาจะเปนนักบวชแบบหนึ่งใน
38 “ตํานานพระพมิ พเ มืองกาํ แพงเพชร” ใน เสดจ็ ประภาสตนครั้งที่ 2 พมิ พเ ปน ทีร่ ะลกึ
ในการทส่ี มเดจ็ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสังฆราชสกลมหาสงั ฆปรนิ ายก เสดจ็ ประกอบศาสนกจิ
ณ วัดนาควชั รโสภณ จงั หวดั กําแพงเพชร, (มทพ., 2537), น. 52-53.
26
พระพทุ ธศาสนา ไมใชพวกโยคีของศาสนาพราหมณเชนคณะฤาษีท้ัง 5 ตนที่สรางเมืองลําพูนท่ีใน
ตาํ นานมลู ศาสนาไดกลาวเอาไวว า
ในกาลครั้งหนึ่ง วันน้ันยังมีกุลบุตรท้ังหลาย 5 คน ๆหน่ึงช่ือ วาสุเทพ คนหนึ่งชื่อ
สุกกทันต คนหนึ่งช่ืออนุสิสส คนหน่ึงชื่อพุทธชฎิล คนหน่ึงช่ือสุพรหม กุลบุตรท้ัง
5 คนน้ีประกอบดวยศรัทธา ออกบวชในพระพุทธศาสนา แลวเขาท้ังหลายมา
รําพึงเห็นวา วินัยสิกขาบทท้ังหลายอันพระศาสดาทรงบัญญัติไวนี้ ประกอบดวย
กิจอันละเอียดย่ิงนัก และเขาทั้งหลายเห็นวาจะปฏิบัติตามไดดวยยาก จึงพรอม
กันสึกออกจากสมณเพศ แลวมาบวชเปนฤษีเขาไปอยูในปาหิมวันต ก็ได
สาํ เร็จปญ จอภญิ ญาและสมาบัติทัง้ 5 ตน39
นอกจากนี้ยังมีจารึกในถํ้าฤาษีเขางู จังหวัดราชบุรีซ่ึงพบท่ีใตพระพุทธรูปสลักนูนตํ่า
ศิลปทวารวดีมีอักษรจารึกวา “ปุญ วฺระ ฤษิ-ศฺรี สมาธิคุปตะ” แปลวา การบุญของฤษี ศรีสมาธิ
คุปตะ40 จารึกน้ีเปนดังลายลักษณอักษรยืนยันสถานภาพของทานผูสรางพระพุทธรูปองคนี้ ทาน
เปนฤาษีผูไดมาบําเพ็ญพรตอยูในถ้ํานี้ และชื่อถ้ําฤาษีก็ยังเปนพยานถึงทานหรือผูท่ีอยูในเพศ
เดียวกับทา น นกี้ เ็ ปน อกี หลกั ฐานหนึ่งวา ฤาษีตาง ๆ ท่ีปรากฏชื่ออยูตามจารึกเปนนักบวชแบบหนึ่ง
ในพุทธศาสนาและฤาษีก็ไมใชนักบวชในศาสนาพราหมณเพราะไมมีเหตุผลท่ีนักบวชในศาสนา
พราหมณจะมาสรางพระพุทธรูปเอาไว อีกทั้งจารึกท่ีพบตามกรุพระปรางค และพระเจดียตาง ๆ
เชน จารึกลานเงินจากกรุวัดพระบรมธาตุกําแพงเพชร จารึกลานทองวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
สุพรรณบุรี ขอความในลานทองแสดงแนวคิดของมหายานนิกายมนตรายานอยางเดนชัด โดยมี
การเลนแรแ ปรธาตุ และมกี ารใชม นตต า ง ๆ ประกอบกับพระพิมพ แสดงใหเ หน็ วา ผูส รางมเี จตนาที่
สรางพระพิมพเหลาน้ีเพ่ือใชปองกันภัยอันตรายแกผูที่อาราธนาติดตัว ในท่ีนี้จะนําขอความใน
จารึกลานทองวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมาศึกษาดู ซ่ึงพระยาสุนทรสงคราม (อี้ กรรณสูต) ผูวา
ราชการเมอื งสพุ รรณบุรสี มยั นัน้ เปนผูคน พบ ความวา
ศุภมัสดุ 1265 สิทธิการิยะ แสดงบอกไวใหครูมีฤาษีท้ัง 4 ตน พระฤาษีพิไลย
เปนประทาน เราจะทําดวยฤทธ์ิทําเคร่ืองประดิษฐานมีสุวรรณเปนตน คือ
บรมกษัตรยิ พ ระยาศรีธรรมโศกราช เปนผมู ศี รัทธา พระฤาษที งั้ 4 ตน จงึ พรอ มกนั
นําเอาแตวานทั้งหลาย พระฤาษีจึงอัญเชิญเทพยดามาชวยกันทําพิธีทําเปน
39 กรมศลิ ปากร, ตาํ นานมลู ศาสนา (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พย ม้ิ ศรี, 2482),
น.136.
40 ยอรช เซเดส, ประชุมศิลาจารึกภาคที่ 2, น. 20.
27
พระพิมพไวสถาน 1 แดง สถาน 1 ดํา ใหเอาวานทําเปนผง พิมพดวยลายมือของ
พระมหาเถรปยทัสสีศรีสาลีบุตร คือเปนใหญเปนประธานในที่นั้นไดเอาแรตาง ๆ
ซัดยาสําเร็จแลวใหนามวาแรสังฆวานรไดหลอเปนพิมพตาง ๆ มีอานุภาพตา งกัน
เสกดวยมนตคาถาท้ังปวงครบ 3 เดือนแลว ทานเอาไปประดิษฐานไวในพระสถูป
ใหญแหง หน่ึงทเี่ มืองสุพรรณทูม ถา ผูใ ดไดพ บเห็นใหร บี เอาไปสักการบูชาเปนของ
วิเศษ แมจะมอี นั ตรายประการใดกด็ ี ใหอาราธนาพระผูกไวที่คออาจคุมเกรงพยัน
ตรายไดท้ังปวง ถาผูใดจะออกรณรงคสงครามประสิทธิดวยสารทตราวุธท้ังปวง
เอาพระลงสรงน้ํามันหอมแลวนั่งบริกรรมพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ 108 จบ
พาหุง 13 จบ ใสขันสําฤทธิ์ต้ังอธิษฐานเอาตามความปรารถนาเถิดใหทาทั้งหนา
แลผม คอนาอก ถาจะใชทางเมตตาใหมีสงาเจรจาใหคนท้ังหลายเชื่อฟงยําเกรง
ใหเอาพระนี้ไวในน้ํามันหอม เสกดวยคาถาเนาวหอระคุณ (นวหรคุณ)13 จบ
พระพทุ ธคุณ 13 จบ ใหเอาดอกไมธูปเทียนบูชาทําพิธีในวันเสาร นํ้ามันหอมเก็บ
ไวใชไดเสมอ ทาริมฝปาก หนาผาก แลผม ถาผูใดพบพระตามท่ีกลาวมานี้
พระวานก็ดี พระเกสรก็ดี พระทําดวยแรสังฆวานรก็ดี อยาประมาทเลย อนุภาพ
พระทั้ง 3 อยา งนด้ี จุ กําแพงแกวกนั อนั ตรายไดทงั้ ปวง แลว ใหวาคาถา คะเตสิก เก
กะระณังมะกาไชยมังคะลัง นะมะพะทะ แลวใหวา กิริมิถิ กุรุมุถุ เกเรเมเถ กะละ
มะทะ ประสิทธ์แิ ล (ตวั อกั ษรคดั ตามตนฉบบั เดมิ )41
ไมเพียงแตจารึกลานทองท่ีพูดถึงอานุภาพของพระพิมพ ยังมีขอความตาง ๆ ที่ปรากฏ
ตามจารึกในสมัยสุโขทัยและอยุธยาเกี่ยวกับคาถาอาคมและเลขยันต เชนแผนทองคําจารึกหัวใจ
คาถาตาง ๆ แสดงใหเห็นถึงวิวัฒนาการของระบบยันตที่ใชโครงสรางจากแนวคิดมหายาน
ผสมผสานกับรายละเอียดจากพุทธศาสนาเถรวาท ดังท่มี ขี อความในจารึกแผนทองคําวา ที(ม) สํ อํ
(ขุ) จ (ภ) ก ส พุทฺธสํมิ อุทฺธํอโธมออุ ตามคําอธิบายของอาจารยฉ่ํา ทองคําวรรณไดอธิบายวา ที
ยอมาจาก ทีฆนิกาย ม ยอมาจาก มชฺฌิมนิกาย สํ ยอมาจาก สํยุตฺตนิกาย อํ ยอมาจาก อํคุตฺตร
นกิ าย ขุ ยอ มาจาก ขทุ ฺทกนิกาย จ ภ ก ส คาถาบทน้ีเรยี กวาคาถากาสลกั ...42 การใชอักขระยอนี้ถือ
41 พระมหาวิเชยี ร กลฺยาโณ และคณะ,พระผงสุพรรณ วัดพระศรรี ตั นมหาธาตุ จงั หวดั
สุพรรณบรุ (ี กรุงเทพมหานคร : มทพ., 2443) น.14.
42 หอสมดุ แหง ชาติ กรมศลิ ปากร, จารึกในประเทศไทย เลม 5 (กรุงเทพมหานคร:
ภาพพมิ พการพิมพ, 2529), น. 48.
28
เปนพัฒนาการของระบบยันตเบื้องตน โดยการยอเอาคําตนหรือพยางคตนของพระธรรมหรือบท
สวดตาง ๆ มาใช อกั ขระดงั กลาวไดถูกนํามาจดั เรียงในรูปแบบของยนั ต
ยังมบี างจารึกทม่ี ลี ักษณะคลายรปู แบบของยนั ตบรรจุพระคาถาไวภ ายใน เชนจารึกวัด
ตระพังนาค (ดูรูปท่ี 49 ภาคผนวก) โดยขอบนอกดานบนมีจารึกวา “ปจฺฉิมวิรูปกฺสราชา” ขอบนอก
ดานซายมีจารึกวา “อุตฺตรกุเวโรราชา” ขอบนอกดานลาง มีจารึกวา “ปุรพาธตรฏโฐ” ขอบนอก
ดา นขวามีจารึกวา “ทกขฺ ณิ วริ ฬุ หโก” ภายในกรอบส่เี หล่ียมมจี ารกึ วา
นโมพทุ ธฺ าย สทิ ธฺ ํ ( อ อา อิ อี อุ) อู เอ ไอ โอ เอา อํ อะ ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช (ฌ ญ )
ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ต ถ ท ธ น (ป ผ พ) ภ ม ย ร ล ว ส ฬ ห (อิ) ติปโ ส ภควา อรหํ สมฺ
มาสมพฺ ุทโฺ ธ ว(ิ ชฺชาจรณ) สมฺปนโฺ น สุคโต โลกวิทู (อนตุ ตฺ ) โร ปรุ สิ ทมมฺ สารถิ สตฺ
ถา เทวมนุสฺสานํ พทุ ฺโธ ภควาติ สวากฺขาโต ภควตา ธมโฺ ม สนทฺ ิฏฐ โิ ก อกาลิโก
เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจจฺ ตตฺ ํ เวทติ พโฺ พ วิญหู ตี ิ สุปฏิปนโฺ น อชุ ปุ ฏปิ นฺโน
ญายปฏปิ นโฺ น สาม(ี จิ) ปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ43
รูปแบบของจารึกดังกลาวมีการจัดวางอักขระคลายกับรูปแบบยันตอยางหน่ึงท่ีเรียก
กันวา “ยันตโสฬสมหามงคล” (ดูรูปที่ 50 ภาคผนวก) ซึ่งมีการนําเอานามเทวดาและนามศาสตรา
วุธ 4 ชนิดลงไวตามดานตาง ๆ โดยขอบนอกดานบนมีอักษรจารึกวา “สกฺกสฺสวชิราวุธํ” ขอบนอก
ดานซายมีอักษรจารึกวา “ยมนสฺสนยนาวุธํ” ขอบนอกดานลาง มีอักษรจารึกวา “เวสฺสุวณสฺสค
ฑาวุธํ” ขอบนอกดานขวามีอักษรจารึกวา “อาฬาวกสฺสทุสาวุธํ”44 สวนอักขระตั้งแตนะโมพุทธายะ
สิทธัง ฯลฯ ไดถูกนํามาประดิษฐเปนยันตพระเจานอโม ซ่ึงเปนยันตสี่เหลี่ยม 25 ชองแตละชองมี
อักขระ 1 ตัวเดินดวยกลมาหมากรุก นอกจากนี้ยังมีการนําเอาคาถาในจารึกตาง ๆ มาประดิษฐ
เปนยันตดวยเชนจารึกจากฐานพระพุทธรูปวัดคูยาง (ดูรูปท่ี 51 ภาคผนวก) ตําบลในเมือง อําเภอ
เมือง จงั หวดั กาํ แพงเพชรมีขอความวา
ปถมํ สกลกฺขนเมกปทํ ทตุ ยิ าทปิ ทสสฺ นทิ สสฺ นโต สมนิ ทุนมิ สนทิ ุ (สมท)ุ สนทิ ุ
วิภชฺเฌ กมมฺ โต ปถเมน (วนิ า) แปลวา บทอันหนงึ่ เปน ปฐม เปนลกั ษณะแหง ตน
นกั ปราชญผ ูประกอบดวยปญ ญา เวน ไวซ งึ่ บทอนั เปน ปฐม แลว พงึ จาํ แนก (อรรถ
แหง จตรุ ารยิ สจั ) โดยลําดับ (แหง อกั ษร12 ตวั นี)้ คือ สมนิ ทนุ มิ สมทุ สนิทุ เพราะ
แสดงซง่ึ บทมบี ทที่สองเปน อาท4ิ 5
43 เรอื่ งเดียวกนั , น.61-62.
44 เทพย สารกิ บตุ ร, พระคมั ภีรพระเวทฉบับจตั ตถุ บรรพ, น. 127.
45หอสมุดแหงชาติ กรมศิลปากร, จารกึ ในประเทศไทย เลม 5, น. 65.
29
ในภายหลังไดเรียกขานวา “คาถาพระพุทธเจาแกวงจักร” และไดถูกนําไปผูกเปนยันต
ปถมังสี่ดานอยูในส่ีเหล่ียมท่ีมี 49 ตาราง เดินอักขระเปนกลมาหมากรุก (ดูรูปที่ 52 ภาคผนวก) มี
อานุภาพทางคงกระพันชาตรี ปองกันอันตรายตาง ๆ46 ยังมีจารึกพระพุทธบาทวัดชมพูเวก (ดูรูปที่
53 ภาคผนวก) ซึง่ เปนจารกึ สมัยสุโขทัยที่ผูกไวเปนยันตกลม ซึ่งในภายหลังมีรูปแบบของยันตกลม
ท่ีมีอักขระเรียงกันเหมือนซี่ลอธรรมจักรเรียกวายันตอิติปโสแปดทิศ (ดูรูปที่ 54 ภาคผนวก) ตอมา
ในสมัยอยุธยาน้ันความเช่ือเกี่ยวกับเลขยันตและพิธีกรรมตาง ๆ แพรกระจายไปท่ัว ดวยบริเวณ
ที่ต้ังของเมืองอยุธยาเดิมนั้นสันนิษฐานกันวาแตกอนเคยเปนเมืองโบราณมากอนชื่อวาเมืองอโยธ
ยาสถาปนาขึ้นสมัยที่ขอมยังเปนใหญเหนือดินแดนแถบน้ีดังจะเห็นไดจากโบราณวัตถุสมัยกอน
อยุธยาเชนพระพุทธรูปพระไตรรัตนายก วัดพนัญเชิง ดังน้ันความเชื่อเรื่องยันตและคาถาอาคมจึง
ไดร บั อิทธิพลขอมทน่ี ับถอื พุทธศาสนานกิ ายมหายานมาดวย ในอยธุ ยาการศกึ ษาเร่อื งเลขยนั ตแ ละ
เวทยมนตเจริญรุงเรืองเปนอันมาก ดังจะเห็นไดจากคัมภีรพิชัยสงครามที่สามารถศึกษาไดจากวัด
เชนวดั พุทไธสวรรค ซึ่งเปน วดั ทป่ี ระสิทธปิ์ ระสาทวิชาพิชัยสงคราม มีผูท่ีไปศึกษาท่ีวัดน้ีเปนจํานวน
มากแมกระทงั่ วิชาดาบกส็ ามารถหาศึกษาไดท่ีวดั น้ีเอง และวดั อ่นื ๆ กม็ กี ารสอนอักขระเลขยนั ตแ ก
ผูท่ีสนใจโดยเฉพาะในชวงปลายสมัยอยุธยาตั้งแตสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชลงไป ในยุคน้ี
ผคู นมคี วามเช่อื เรื่องความศักด์สิ ิทธ์ิ เลขยนั ตแ ละเคร่อื งรางของขลงั การบาํ เพญ็ ทางจิตหรือการฝก
จิตเนนหนักไปในเร่ืองของอิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย47 ซ่ึงความเชื่อลักษณะน้ีไดแพรกระจายไปยังชนทุก
ระดบั ตง้ั แตพระมหากษตั ริย พระภกิ ษแุ ละประชาชนโดยท่ัวไป ดังปรากฏในคําใหก ารของขนุ หลวง
หาวัด วา “พระนารายณไดศึกษาวิทยาคมในสํานักพระอาจารยพรหม พระอาจารยพรหมนี้อายุ
มากเปนผูเฒา ใบหูท้ังสองขางยานถึงบา เปนผูชํานาญในทางเวทยมนต มีอานุภาพในทางเหาะ
เหินเดนิ อากาศได”48
ดังนั้นระบบยันตตาง ๆ ไดถูกพัฒนาข้ึนอยางเต็มรูปแบบรวมทั้งมีการเลาเรียนกัน
อยางแพรหลายดังจะเห็นไดจากเอกสารโบราณจําพวกใบลาน สมุดไทยดําและสมุดไทยขาวมีการ
บันทึกเร่ืองราวของเลขยันตคาถาอาคมจํานวนมาก ในสมัยอยุธยานี้ระบบของเลขยันตไดถูก
ประมวลข้ึนเปนหมวดหมูและมีเอกลักษณเฉพาะตน มีการกําหนดรูปแบบ และพิธีกรรมขึ้นอยาง
46 เทพย สารกิ บตุ ร, พระคัมภรี พ ระเวทฉบบั จตั ตุถะบรรพ, น. 292-295.
47 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยตุ โต), พระพทุ ธศาสนาในอาเซีย, พิมพค รง้ั ท่ี 4
(กรุงเทพมหานคร: มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2531), น. 112.
48 คําใหก ารชาวกรุงเกา คําใหก ารขนุ หลวงหาวัด พระราชพงศาวดารกรงุ เกา ฉบบั
หลวงประเสรฐิ อกั ษรนติ ,ิ (กรงุ เทพมหานคร: สาํ นกั พมิ พค ลงั วทิ ยา, 2515), น. 127.
30
เปนระบบ ยกตัวอยางเชนตําราสรางพระหามสมุทรที่บันทึกเอาไววาสืบทอดมาต้ังแตแผนดิน
สมเด็จพระนารายณ ไดมาจากพระมหาเถรสิทธิเมธังกร ณ หัวเมืองสิงหบุรี ในตํารากลาววาใหหา
ไมพระศรีมหาโพธิ์ท่ีมีกิ่งชี้ออกไปทางทิศตะวันออกซึ่งนิพพานแลว (ก่ิงที่แหงตายเอง) ท่ีหักตกลง
มาเองนาํ มาแกะเปน พระพุทธรูปปางหา มสมทุ รบรรจุยนั ตต าง ๆ มียันตพิชัยสงครามซึ่งมีดวงชะตา
ของผูสรางอยูกลางลอมดวยดวยยันตกลบทอิติปโสเดินเปนตามาหมากรุกลอมรอบ ในที่นี้เปรียบ
ดงั่ การนาํ เอาพระพุทธคุณมาคุมกันนั่นเอง นอกจากนี้ยังมียันตม งกฎุ พระพทุ ธเจา ยันตประทุมจักร
5 ดวง (ดรู ูปท่ี 55 ภาคผนวก) ยนั ตพ ระรัตนไตร (ดูรูปท่ี 56 ภาคผนวก) ยนั ตพ ระจตั ตรุ าริยสัจ (ดรู ปู
ที่ 57 ภาคผนวก) ยันตชฎาทาวมหาพรหม (ดูรูปท่ี 58 ภาคผนวก) ยันตพระนวโลกุตตรธรรม (ดูรูป
ท่ี 59 ภาคผนวก) ยันตพระพุทธคุณ (ดูรูปที่ 60 ภาคผนวก) ยันตพระภควัมบดี (ดูรูปท่ี 61
ภาคผนวก) และยนั ตอ งครักษ49(ดูรูปที่ 62 ภาคผนวก) ในที่นี้ยันตตาง ๆ ถือเปนสวนสําคัญท่ีทําให
พระพุทธรปู เกิดความศกั ด์ิสทิ ธิ์ขึน้ ซ่งึ ในภายหลงั ไดวิวัฒนาการโดยการใชยันตตาง ๆ นี้มาหลอเปน
พระพุทธรปู อยา งไรก็ตามแมกรุงศรอี ยุธยาจะเสยี ใหก ับพมา ความเชอ่ื เรือ่ งเลขยนั ตตา ง ๆ กย็ ังคง
อยูกับคนไทยในยุคตอมาเนื่องจากพระเถระสําคัญ ๆ ของกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทรลวนเปน
คนกรุงศรีอยุธยาเดิม ดังเชนสมเด็จพระสังฆราชสุก ญาณสังวโรเปนตน สมเด็จพระสังฆราช
พระองคน้ีประชาชนนับถือกันวาศักดิ์สิทธ์ิ ตามบันทึกที่วัดราชสิทธารามน้ันเดิมทานอยูที่วัดทา
หอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทานเปนผูเช่ียวชาญพระกัมมัฏฐาน อีกทั้งยังมีวิชาอาคม ในสมุด
บันทึกของทานก็มีเรื่องเกี่ยวกับเลขยันตมากมาย และเปนผูนําเอายันตพระยาไกเถ่ือนมาเผยแพร
สมเด็จพระสังฆราชอีกพระองคหน่ึงที่ถือวามีความเช่ียวชาญเร่ืองยันตอยางย่ิงคือสมเด็จ
พระสังฆราชแพ ติสฺสเทว พระองคเปนผูรวบรวมตําราพระยันต 108 และนะปถมัง 14 ที่ใชในการ
สรางประติมากรรมพระไภษัชยคุรุ (พระกร่ิง) และพระชัยวัฒน นอกจากน้ีความเชื่อดังกลาวยัง
ปรากฏในวรรณคดีเร่ืองตาง ๆ ดังเชนท่ีปรากฏในวรรณคดีเร่ืองขุนชางขุนแผน ท่ีมีการกลาวถึง
การศกึ ษาคัมภีรป ถมัง ดังท่ีกลาววา
อนั เรอื่ งราวกลา วความพลายงามนอ ย คอ ยเรียบรอยเรยี นรคู รทู องประศรี
ท้ังขอมไทยไดส น้ิ ก็ยนิ ดี เรียนคัมภีรพ ทุ ธเพทพระเวทยมนตร
ปถ มงั ตงั้ ตัวนะปดตลอด แลว ถอนถอดถูกตองเปน ลอ งหน
หวั ใจกริดอทิ ธเจเสนห ก ล แลว เลา มนตเสกขมนิ้ กนิ นํ้ามนั ....50
49 เทพย สารกิ บตุ ร, พระคัมภรี พ ระเวทฉบบั ฉฏั ฐะบรรพ, หนา 1-15.
50 กรมศลิ ปากร, เสภาเรอ่ื งขุนชางขนุ แผน, น. 533
31
อยางไรก็ตามความเช่ือเก่ียวกับเลขยันตตาง ๆ ไดวิวัฒนาการมาเปนระยะเวลา
ยาวนานจนมรี ูปแบบเฉพาะตวั และมีระบบท่ีชัดเจนไมวาจะเปนวิธีการเขียน วิธีการเสกซ่ึงสัมพันธ
กบั เรื่องการฝกจติ และสมาธิ นอกจากน้ีการนําเอายันตตาง ๆ ไปสรางเปนเคร่ืองรางของขลังตาง ๆ
ในอดีตมีการกําหนดรูปแบบไวเฉพาะไมวาจะเปนวัสดุที่นํามาใช ตัวยันตท่ีใชลง(เขียน)ในวัตถุ
มงคลนนั้ รวมทงั้ มนตคาถาทจ่ี ะตองใชเ สกกํากับ สิ่งเหลาน้ีดูเหมือนกับเปนอุบายในการฝกจิตของ
ผกู ระทาํ และเปนอบุ ายในการระลึกถึงคุณของพระสัมมาสมั พทุ ธเจาสาํ หรบั ผูที่นาํ ไปใช ท้ังนี้ระบบ
ยันตที่ปรากฏอยูทุกวันนี้เช่ือวาไดรับอิทธิพลจากพุทธศาสนามหายานท่ีคร้ังหน่ึงเคยเจริญรุงเรือง
ในอาณาจักรโบราณในอาณาบริเวณน้ี ดังน้ันแนวคิดในการประดิษฐยันตตาง ๆ น้ันลวนไดรับ
อิทธิพลจากพุทธศาสนามหายานเปนสวนใหญ ซึ่งจะไดทําการศึกษาเปรียบเทียบใหเกิดความ
ชัดเจนในบทที่ 3
บทท่ี 3
อทิ ธิพลความเช่ือพุทธศาสนามหายานทมี่ ีตอระบบยนั ต
3.1 การถือกาํ เนิดของพทุ ธศาสนามหายาน
เม่ือพระพุทธศาสนาถือกําเนิดขึ้นคร้ังแรกน้ัน มีพระสัมมาสัมพุทธเจาทรงเปน
พระศาสดา สมัยท่ีพระองคยังดํารงพระชนมชีพอยูนั้นยังไมมีการแบงแยกนิกายแตประการใด
ปญหาตาง ๆ เกี่ยวกับพระธรรมวินัยที่เกิดข้ึน พระสัมมาสัมพุทธเจาจะทรงเปนผูวินิจฉัย แต
ภายหลังจากพุทธปรนิ ิพพานแลว พระสุภทั ทะไดกลา วจาบจวงพระธรรมวินัย วา
ผูมีอายุทั้งหลาย!ทานทั้งหลายอยาเศราโศกไปเลย ทานทั้งหลายอยารํ่าไรไปเลย
พวกเราพนดีแลวจากพระมหาสมณะพระองคนั้น ดวยวาพวกเราถูกพระมหา
สมณะพระองคน้ัน คอยรบกวนหามปรามวา น้ีสมควรแกเธอทั้งหลาย นี้ไม
สมควรแกเ ธอท้ังหลาย ดังนี้ ก็บัดนี้พวกเราจักปรารถนากระทํากรรมใด ก็จักทํา
กรรมนั้น พวกเราจกั ไมป รารถนากระทํากรรมใด จักไมทาํ กรรมนน้ั 1
ดังนี้เปนเหตุใหมีการสังคายนาพระไตรปฎก โดยมีพระมหากัสสปะเปนประธาน
อยางไรก็ตามยังมีคณะสงฆของพระปุราณะท่ีไมรับรองมติการทําสังคายนาดังกลาว น้ีเปน
จุดเร่ิมตนที่ความเห็นของพระภิกษุสงฆเก่ียวกับพระธรรมวินัยเร่ิมที่จะไมเหมือนกัน จนในท่ีสุด
พระพุทธศาสนาไดแยกออกเปนนิกายตาง ๆ หลายนิกาย แตละนิกายมีหลักพระธรรมวินัยที่
แตกตางกัน ในราวตนพุทธศตวรรษท่ี 6 ถึง 7 ไดเกิดการพัฒนาของคณะสงฆที่เรียกตัวเองวา
“มหายาน” ขึ้นโดยนําปรัชญาพระพุทธศาสนานิกายตาง ๆ รวมท้ังเถรวาทดวยผสมผสานกัน2
เพ่ือใหสอดคลองกับสถานการณท่ีศาสนาพราหมณ- ฮินดูกําลังฟนฟู คําสอนตาง ๆ ของนิกายนี้จึง
ถูกประยุกตใ หเ ขา กับสถานการณเพอื่ ใชรับมอื กับปรชั ญาพราหมณในยคุ ฟน ตัวขบวนการมหายาน
ไดพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงพุทธศตวรรษที่ 7 ก็ไดแตกตัวออกไปเปนมหายานนิกายยอย ๆ อีก
มากเชน นิกายมายธมิก นิกายโยคาจารและนิกายตันตระ ถึงแมมหายานไดแยกยอยออกเปน
1 มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , พระวนิ ัยปฎก เลม 1 ภาค 1 มหาวิภงั ค ปฐมภาค และ
อรรถกถา พมิ พครงั้ ที่ 4, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฎราชวิทยาลยั , 2543), น. 24.
2 สมุ าลี มหณรงคช ยั , พทุ ธศาสนามหายาน (กรุงเทพมหานคร: สาํ นักพมิ พศ ยาม,
2546), น. 43.
32
33
หลายนิกายแตยังคงแนวคิดสําคัญเรื่องอุดมคติพระโพธิสัตวไว เพ่ือบําเพ็ญประโยชนแกสรรพสัตว
โดยถือหลักที่วา หากตนพนทุกข สรรพสัตวอ่ืนตองพนทุกขดวย หรือแมแตใหสรรพสัตวพนทุกขไป
กอน แลวตนคอยพนทุกขทีหลัง ดังน้ัน จะตองทนทุกขแทนสรรพสัตวได แมวาการเปล้ืองทุกขให
สรรพสัตวนั้น ตนเองจะตองเผาไหมในนรกถึงอสงไขยกัลปก็ตาม3 จึงเกิดมหาปณิธาน 4 ประการ
ซงึ่ ถอื เปน อดุ มการณสาํ คญั ของมหายาน คือ
1. เราจะละกเิ ลสทง้ั หลายใหส นิ้
2. เราจะศกึ ษาพระธรรมใหเจนจบ
3. เราจักโปรดสตั วทัง้ หลายใหส ้ิน
4. เราจะบรรลพุ ทุ ธภมู 4ิ
หลักธรรมของมหายานเนนท่ีการประพฤติตนเปนพระโพธิสัตว อาจกลาวไดวาการ
บรรลธุ รรมแบบมหายานคอื การมีโพธิจิตที่ตื่นข้ึนดวยการศึกษาพุทธธรรมและนําความรูที่ไดศึกษา
มาน้ันไปชวยเหลือสรรพสัตว ซึ่งในท่ีสุดเมื่อพระโพธิสัตวบําเพ็ญบารมีจนครบถวนสมบูรณก็จะ
ตรัสรูเปนพระสัมมาสัมพุทธเจาได นอกจากนี้ยังมีพระโพธิสัตวอีกประเภทท่ีบําเพ็ญบารมีจน
ครบถวนแลวแตยังไมตรัสรูดังเชน พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว พระมัญชุศรีโพธิสัตว พระโพธิสัตว
ประเภทน้ีเรียกวาพระธยานิโพธิสัตว แนวคิดท่ัวไปของพระโพธิสัตวคือจะไมยอมหลุดพนไปแต
ผูเดียวในขณะท่ีคนรอบขาง บิดามารดา หรือสรรพชีวิตอ่ืน ๆ ยังคงเวียนวายอยูในหวงสังสารวัฏ
พระโพธสิ ตั วจะดํารงอยตู ราบเทาที่ยังมีผตู กทุกข และชวยเก้ือกลู บุคคลเหลานั้นไปสูค วามหลดุ พน
ดงั โศลกใน คัมภีรโพธสิ ตั วจรรยาวตาร วา
ตราบเทา ทอี่ ากาศยงั คงอยู
และตราบเทา ท่สี รรพสัตวย งั คงอยู
ตราบน้นั ขอใหขา ฯ คงอยู
เพ่อื ขจัดปด เปา ความทกุ ขโศกในโลก5
พระนาคารชุนไดสรุปคุณลักษณะของพระโพธิสตั วไววา “พระโพธิสัตวเปนผูมีนิพพิทา
แกกลาตอ สังสารวัฏ แตก็เปนผูหันพระพักตรเขาหาสังสารวัฏ” “ พระโพธิสัตวมีศรัทธาปสาทะยินดี
3 เสถยี ร โพธนิ นั ทะ, ปรชั ญามหายาน (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพมหามกฎุ ราช
วิทยาลัย, 2541), น. 7.
4 เร่อื งเดียวกนั , น. 10.
5 ศานติเทวะ, โพธสิ ตั ตวจรรยาวตาร แปลโดย ฉตั รสมุ าลย กบลิ สิงห
(กรุงเทพมหานคร: ศูนยไ ทย – ธเิ บต ,2543), น. 197.
34
ตอพระนิรวาณ แตก็เปนผูหันพระปฤษฎางคใหแกพระนิรวาณ” และ “ พระโพธิสัตวสมควรตอการ
เกรงกลัวตอสรรพกิเลส แตก็ยังไมสมควรละกิเลสเสียใหสิ้น”6 คําสอนในมหายานถือวาหากบุคคล
ใดก็ตามตั้งปณิธานมุงสูพุทธภูมิเพ่ือโปรดสรรพสัตวใหพนทุกข บุคคลน้ันยอมมีโพธิจิตที่ตื่นแลว
และยอมไดชื่อวาพระโพธิสัตวในขณะน้ันเอง ดังที่ไดอธิบายไวในโศลกธรรมขางตน ดังน้ัน
พระโพธิสัตวในชั้นแรกไดแกบุคคลที่บังเกิดความกรุณาตอสรรพชีวิต สามารถมองเห็นสังสารทุกข
แมจะเปนผูท่ียังมีกิเลสอยูก็ตาม เม่ือบุคคลใดก็ตามไมคํานึงถึงตนเอง แตคิดถึงปณิธานในการ
ชวยเหลือปวงสัตว จิตของบุคคลนั้นยอมเปนอันหนึ่งอันเดียวกับจิตของพระโพธิสัตวมหาสัตว
ท้ังหลาย อันเปนจิตท่สี ะอาดบรสิ ทุ ธิ์ ปราศจากความเห็นแกต นเอง พรอมท่ีจะเสียสละประโยชนส ขุ
เพ่ือสวนรวม แตพระโพธิสัตวในเบื้องตนน้ียังคงหางไกลจากความเปนพุทธะมากนัก ยังตองอาศัย
การบําเพ็ญบารมีอีกมาก เพ่ือเปนบาทฐานในการรองรบั พระโพธิญาณอันเปนคุณธรรมที่ย่ิงใหญ
และเปนการเตรียมพรอมสําหรับภาระอันใหญหลวงคือการโปรดสัตว ในปกรณฝายมหายานก็มี
กลาวไวใน คัมภีรอัษฏสาหัสริกาปรัชญาปารมิตา วา “พุทธธรรม คือ ความรูของพระพุทธเจา
ความรูของพระสยัมภู เปนอจินไตย ชั่งไมได วัดไมได นับไมได ไมมีความรูอื่นเสมอ เปนความรูท่ี
เสมอโดย ไมมีความรูเสมอ เปนสัพพัญุตญาณ”7 อยางไรก็ตามถึงแมวาพุทธศาสนามหายานจะ
แบงแยกออกเปนหลายนิกายแตก็ยังคงมีจุดยืนรวมกันในการปฏิบัติตนตามแนวทางพระโพธิสัตว
และโดยหลกั การทถี่ ือความอนุเคราะหต อสรรพชวี ิตเปนหลกั น่ันเองทาํ ใหเกิดพัฒนาการระบบยันต
ตาง ๆ เพ่ือเปนอุบายชวยผูคนท่ีกําลังตกทุกขไดยาก ทั้งน้ีระบบยันตท่ีพัฒนาขึ้นมาน้ันถูกใชเพื่อ
สนองตอบความตองการพื้นฐานของศาสนิกชน พุทธศาสนามหายานมีอุดมคติท่ีกวางไกล
ตองการจะโนมนาวประชาชนใหศรัทธาในพุทธธรรม จึงไดพยายามหาอุบายที่จะทําใหคนหันเขา
หาคําสอนของพุทธศาสนา โดยแนวคิดที่วาการแสดงธรรมช้ันสูงเหมาะสําหรับผูท่ีมีอัธยาศัยมาก
ดวยปญญา แตการที่จะมุงสอนแตผูที่มีสติปญญาเพียงอยางเดียวโดยละเลยบุคคลอื่นน้ันไมควร
เน่ืองจากคนเหลานี้สติปญญายังไมกลาแข็งตองอาศัยอุบายวิธีท่ีชาญฉลาดในการดึงใหเขาหันมา
สนใจศาสนา ในเมอื่ เขายังตดิ กับภาระทางโลกอยูก ็จาํ เปน ตอ งสงเคราะหเ ขาใหพน ทุกขเ ฉพาะหนา
ไปกอ น พธิ ีกรรมการลงเลขยันตตา ง ๆ จึงถือกาํ เนดิ ขน้ึ ในพทุ ธศาสนามหายานเพื่อใชเปนเครื่องมือ
6 เสถียร โพธนิ นั ทะ, ปรัชญามหายาน, น. 8.
7 ประพจน อศั ววิรุฬหการ, โพธสิ ตั วจรรยา: มรรคาเพอ่ื มหาชน (กรุงเทพมหานคร:
คณะอกั ษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั , 2546), น. 33.
35
ในการทําใหคนหันมาสนใจศาสนา ในราวพุทธศตวรรษที่ 10 แนวความคิดดังกลาวเร่ิมเขมขนจน
กอตวั ขนึ้ เปนอีกนิกายเรียกวา พุทธตนั ตระ8
3.1.1 พฒั นาการของพุทธศาสนามหายานแบบตนั ตระ
วิวัฒนาการของพุทธตันตระมีข้ึนในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียบริเวณ
แควน เบงกอล มีศูนยก ลางการศกึ ษาอยูท ว่ี กิ รมศิลา ตอมาไดเผยแผเขาสู ธิเบต มองโกเลีย เนปาล
จีน และญ่ีปุน9 ระบบปรัชญาของพุทธตันตระนั้นเชื่อวาพัฒนามาจากพุทธศาสนานิกายโยคาจาร
หรือวิญญาณวาท10 (เปนนิกายหน่ึงของพุทธศาสนามหายานมีคําสอนเนนไปที่เร่ืองของจิต)
ตันตระจึงเปนพัฒนาการข้ันที่สองของมหายาน โดยพัฒนามาจากมาธยมิกะ (เปนนิกายหน่ึงของ
พุทธศาสนามหายานที่มีคําสอนเนนไปที่เร่ืองสุญญตา) และโยคาจาร11 ท่ีมีอยูกอนแลว คําวา
“ตันตระ”เปนคําสันสกฤตมีความหมายท่ัวไปคือ “ส่ิงท่ีเปนเครื่องกระจายความรู” และมี
ความหมายโดยเฉพาะคือ “วรรณคดีที่เปนการเฉพาะภายใน”12 พุทธตันตระยังมีช่ือเรียกอีกหลาย
อยาง กลาวคือ เรียกวา “วัชรยาน” ก็เพราะเปนยานอันเปรียบดุจสายฟาสามารถนําพาใหพนจาก
กิเลสโดยฉับพลัน เรียกวา “สหัชยาน” เพราะวาเปนคําสอนที่วาดวยความจริงอันสูงสุดท่ีมีมาแต
กําเนิดแลวในทุกชีวิต เรียกวา “มนตรายาน” เพราะวาเปนมนตรอันเรนลับอันเปนทางลัดไปสูการ
ตรัสร1ู 3
ปรัชญาตันตระมีลักษณะเปนสหภาพนิยม มีเปาหมายสูงสุดคือการกําจัดทวิภาวะ
เพื่อใหเขาถึงอทวิภาวะ อันหมายถึงการรวมเปนหนึ่งเดียวระหวางจิตกับวัตถุ กลาวคืออาศัยหลัก
ปฏบิ ตั ิเพื่อการรวมกันเปน หนง่ึ เดียวระหวางผูรกู ับสงิ่ ที่ถูกรู แลวจึงพัฒนาคลี่คลายเปน แนวคิดเร่ือง
8 บณุ ย นลิ เกตุ, พทุ ธศาสนามหายาน (กรงุ เทพมหานคร: อักษรเพชรเกษม, 2526),
น. 125-126.
9 ผาสุข อินทราวธุ , พทุ ธศาสนาและประติมานวิทยา (กรงุ เทพมหานคร: ภาควิชา
โบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, ม.ป.ท.), น. 45.
10 บณุ ย นลิ เกต,ุ พุทธศาสนามหายาน , น. 125.
11 ทววี ฒั น ปณุ ฑรกิ ววิ ฒั น, วถิ ีแหงมหายาน (กรุงเทพมหานคร: สํานกั พิมพป ารมิ
ตา, 2526), น. 188.
12 เร่อื งเดียวกนั , น. 182.
13 เร่ืองเดยี วกนั , น. 182-183.
36
กรุณากับปรัชญา โดยใหกรุณามีสถานะเปนผูรูหรือผูกระทํา สวนปรัชญาอยูในฐานะผูถูกกระทํา
การรวมกนั ของกรุณาและปรัชญา เรยี กวา “อทวยะ” อันหมายถึงความไมแ บง แยก และสาเหตทุ ท่ี าํ
ใหเกิดการมองอยางแบงแยก เพราะกรุณากับปรัชญายังทํางานไมประสานสมดุลกัน14 ตาม
ทรรศนะของพระพุทธศาสนาฝายตันตระ มนุษยไดจมปลักอยูในอวิชชา แตมนุษยก็ยังมีประกาย
แหงสัจจะอยูในตัว น่ันคือ “ธรรมชาติของความเปนพุทธะ” ในการถายถอนอวิชชานั้น การกระทํา
อันศักดิ์สิทธ์ิเปนการเฉพาะภายในเปนส่ิงสําคัญ ข้ันตอนของการกระทําอันศักดิ์สิทธ์ิเปนการ
เฉพาะภายในประกอบดวย มนตรา มุทรา มณฑล และอภิเษก ซ่ึงถือเปนหลักการสําคัญของ
ตันตระ
มีความเปนไปไดวาพุทธตันตระเกิดขึ้นเพื่อแขงขันกับลัทธิพราหมณฮินดูที่มีการ
ประกอบพิธีกรรมตาง ๆ รวมท้ังการมีเทพเจาผูทรงมหิทธานุภาพมากมาย เชน พระศิวะ
พระนารายณ ทําใหลัทธิพราหมณ-ฮินดูสามารถดึงดูดประชาชนใหมานับถือเปนจํานวนมาก
ในขณะที่พุทธปรัชญาน้ันมีความลึกซ้ึง ประกอบกับในอินเดียสมัยน้ันวิวัฒนาการของพุทธศาสนา
เปนไปในทางปรัชญามากเกินไป นิกายท่ีมีความเจริญรุงเรืองอยใู นขณะน้ัน ไดแก มาธยมิกะและ
โยคาจารหรือที่เรียกอีกอยางหน่ึงวาวิญญาณวาทก็ยากเกินไปสําหรับคนทั่วไป และไมตรงกับ
ความตองการของคนสว นมากท่มี งุ เนนการสวดออนวอนในระบบภักติมรรค รวมทงั้ วรรณกรรมของ
ลัทธิพราหมณ-ฮินดูไดมีการใชวิธีกลืนศาสนา โดยใหพระสัมมาสัมพุทธเจาเปนอวตารปางหนึ่ง
ของพระนารายณ เรียกวา พุทธาวตาร จากการกระทําดังกลาวยังผลใหคนในสมัยนั้นเกิดความ
เขาใจผิดเปนจํานวนมาก ดังน้ันปราชญทางสายมหายานจึงมีการรจนาคัมภีรเพ่ือตอสูกับลัทธิ
พราหมณ เชนใน คัมภีรการัณฑวยูหสูตร กลาววา พระอวโลกิเตศวรเปนผูเนรมิตพระเปนเจาทั้ง 3
ของพราหมณ รวมท้ังพระองคยังทรงความย่ิงใหญเปนสารัตถะของสากลจักรวาล การสวดมนต
ออนวอนพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวรยอมมีผลานิสงสมากมาย ในขณะนั้นมหายานไดพัฒนาระบบ
ภักติมรรคข้ึนในพระพุทธศาสนา มีการกลาวถึงพระโพธิสัตวในระดับพระโพธิสตั วมหาสัตววาทรง
มีพลานุภาพมากมาย เพียงเอยนามของพระองคก็สามารถปลดเปล้ืองความทุกขท้ังปวงใหส้ินไป
ได ดังที่กลาวไวใน คัมภรี ส ทั ธรรมปุณฑรีกสูตร บทท2่ี 4 สมันตมุขปริวรรต วา
ดูกอนกุลบุตร พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว ไดแสดงธรรมแกสัตวท้ังหลาย
ในโลกธาตุปจจุบัน ดวยรูปของพระพุทธเจา พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว
แสดงธรรมแกสัตวทั้งหลาย ในโลกธาตุอ่ืน ดวยรูปของพระโพธิสัตว
14 พระมหาสมจนิ ต สมมฺ าปฺโญ, พทุ ธปรชั ญา สาระและพฒั นาการ
(กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั , 2544), น. 243.
37
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว แสดงธรรมแกสัตวบางจําพวก ดวยรูปของ
พระปจเจกพุทธเจา พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว แสดงธรรมแกสัตวบาง
จําพวก ดวยรูปของพระสาวก พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว แสดงธรรมแก
สัตวบางจําพวก ดว ยรูปกายของพรหม พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสตั ว แสดง
ธรรมแกสัตวบางจําพวก ดวยรูปกายของทาวสักกะ ...เพราะฉะน้ัน ทานท้ังหลาย
ควรบูชาพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว เสียตั้งแตบัดน้ี ดูกอนกุลบุตร
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหาสัตว ยอมประทานความปลอดภัยแกหมูสัตวผูมี
ความกลัว เพราะเหตุนี้ ในสหาโลกธาตุ จึงเรียกพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวมหา
สตั ววา“พระอภยัททะ” (ผูประทานความปลอดภยั )15
นอกจากนั้นในคัมภีรเดียวกันน้ียังไดพรรณนาพระคุณแหงการบูชาพระอวโลกิเตศวร
โพธิสัตวไวโดยพิศดาร เชน ถาบุคคล ถูก นาค ยักษ เปรต รากษส ลอมจับตัวไป เมื่อเขาระลึกถึง
พระอวโลกเิ ตศวร ศตั รเู หลา น้นั ไมส ามารถเบียดเบียนไดแมแตปลายเสนผม ถาบคุ คล ถูกสัตวราย ที่
มีเข้ียวเลบ็ แหลมคม นา กลัวยงิ่ หอ มลอมอยู เมอื่ เขาระลกึ ถงึ พระอวโลกิเตศวร สตั วเ หลานั้นจะว่ิงหนี
ไป คนละทิศทางในทันที16 ดังน้ันพุทธตันตระจึงไดสรางระบบพิธีกรรมตาง ๆ ขึ้นมาเพื่อสนองตอบ
ความตองการของประชาชน ทชี่ ื่นชอบการสักการะบชู า และพิธีกรรมในลักษณะทเี่ ปน อบุ าย ตามคติ
ความเชื่อของพุทธตันตระถือวา พระพุทธองคผูประกอบไปดวยปญญาจะไมละเวนที่จะนําเอาหลัก
ปฏิบัติ เกี่ยวกับเวทมนตรคาถามารวมไวในพุทธศาสนาเพ่ือดึงดูดพุทธศาสนิกชนใหศรัทธาในพุทธ
ศาสนามากข้ึน17 กลา วคือพุทธตันตระเปน คาํ สอนแบบอาศัยเปลือกหมุ แกน เพอ่ื สนองความตองการ
ของชนหมูมากนั่นเอง แตในขณะเดียวกันความคิดดังกลาวก็กอใหเกิดผลเสียหลายประการ ทําให
พระพุทธศาสนาเต็มไปดวยพิธีกรรมไมตางไปจากพราหมณ พระโพธิสัตวที่เปนธยานิโพธิสัตวมี
บทบาทไมแตกตางไปจากพระศิวะหรือพระนารายณ ในฐานะเปนผูดลบันดาลความสําเร็จและ
ความปลอดภัย และการท่ีมีผูคนศรัทธาพุทธตันตระนั้นก็ทําใหผูท่ีเขามายอมรับนับถือไดนําเอา
พิธีกรรมของตนเขามาเพ่ิม เชนเรื่องการบูชายัญ การเสพเมถุน การด่ืมสุรา ดังท่ีกลาวไวแลวใน
เบ้ืองตนวาพุทธตันตระประกอบไปดวยพิธีกรรมตาง ๆ อันถือวาเปนขั้นตอนของการกระทําอัน
ศักด์สิ ิทธเิ์ ปนการเฉพาะภายใน เปนหนทางลดั ไปสกู ารตรสั รูไดโ ดยตรง ไดแ ก
15 ชะเอม แกว คลาย, สทั ธรรมปุณฑรกี สูตร (กรุงเทพมหานคร : อมรินทรพ ริน้ ตง้ิ
แอนดพบั ลิชชง่ิ , 2547), น. 241.
16 เรือ่ งเดยี วกนั , น. 243.
17 ผาสุข อนิ ทราวุธ, พทุ ธศาสนาและประตมิ านวทิ ยา, น. 46.
38
1. มนตรา (Mantra) ไดแก มนตตาง ๆ ท่ีนับถือกันวาศักดิ์สิทธิ์ ท้ังน้ีในคําสอนของ
พทุ ธตนั ตระ พระพุทธเจาและพระโพธิสัตวจะมมี นตห รือธารณีประจําพระองค เชน มนตประจําองค
พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร คือ โอม มณี ปท เม หุม นอกจากเชื่อกันวามนตหรือธารณีสามารถ
ปองกนั อนั ตรายตาง ๆ ไดแลว ยังเชอื่ วาสามารถทําลายอกศุ ลในอดีตนบั แสนกปั ได
2. มุทรา (Mudra) คือการทําเครื่องหมายตาง ๆ ดวยมือและน้ิวมือ ถือวาเปน
อิริยาบถของผูท่ีรูแ จง ในขณะท่ีมนตราหรือธารณไี ดร วมความลับท้ังหมดของเสียงเอาไว มุทราก็ได
รวมความลับทั้งหมดของการสัมผัส พระพุทธเจาทั้งหลายและพระโพธิสัตวตางมีทามุทราประจํา
องค ดังน้ันจึงสามารถแยกแยะรูปเคารพของพุทธตันตระไดจากมุทราประการหนึ่ง ในการบูชา
พระพุทธเจาหรือพระโพธสิ ัตว ผูป ฏบิ ตั จิ ะตอ งทําทา มทุ รา ดว ยมือและนว้ิ เปน ทาแบบตาง ๆ
3. มณฑล (Mandala) หมายถึง ขอบเขตหรือแผนผังอันศักดิ์สิทธ์ิที่แสดงตําแหนง
ของพระพุทธเจาและพระโพธิสัตวทั้งหลาย บางคร้ังใชสมมุติแทนโลกและจักรวาล มณฑลมี
มากมายหลายแบบ แตมณฑลท่ีสําคัญ ไดแก วัชรธาตุมณฑล และครรภธาตุมงคลซึ่งมี
ความหมายเช่ือมโยงกับเรื่องของจิต
4. อภิเษก (Abhisheka) หมายถึง พิธีการมอบตัวเปนศิษยในนิกายพุทธตันตระ
หรือหมายถึงการเขาสูมณฑล ผูที่มีบทบาทสําคัญในการอภิเษกคือ “คุรุ”หรืออาจารย ผูท่ีผานการ
อภิเษกแลวจึงสามารถไดรับการเปดเผยคําสอนอันเรนลับ พิธี “อภิเษก”ประกอบดวยการรดนํ้า
การสวมมงกุฎ หรือมาลัยที่ศีรษะ การวางผาอันศักดิ์สิทธ์ิบนไหล การสัมผัสระฆัง และรูปสายฟา
(วัชระ) การกลาวคําปฏิญาณ การเอยนามอันศักด์ิสิทธ์ิ และการรับระฆังและรูปสายฟาจาก
อาจารย18 โดยถือวาผูที่ไดรับการอภิเษกในนิกายมนตรายานแลว จิตใจของเขาจะไดผานการ
ฝกฝนและชําระลางใหบริสุทธ์ิ เพ่ือที่จะประจักษถึงธรรมชาติอันแทจริง หรือการพนไปจากทวิ
ภาวะ (Dualism) ปรากฎการณท ้ังหลายมธี รรมชาติเดียวกนั คอื สุญญตลักษณะ19
ชวงเวลาท่ีพทุ ธตนั ตระไดถือกําเนิดขึ้นเปนชวงเวลาท่ีพุทธศาสนาตองตอสูกับปรัชญา
ฮินดูอยางหนัก อยางไรก็ตามในเบ้ืองตน พุทธตันตระยังยืนยันเปาหมายของการปฏิบัติธรรมอยูที่
การตรัสรู การบรรลุพระนิพพาน หรือความบริสุทธ์ิของจิตอยางมั่นคง20 ถึงแมวาจะตอง
ประนีประนอมรับเอาพิธีกรรมตาง ๆ เขามาไวแตก็ไมเหมือนกับลัทธิพราหมณ-ฮินดู เพราะ
18 ทววี ัฒน ปณุ ฑริกววิ ัฒน, วถิ แี หงมหายาน, น. 187.
19 บุณย นิลเกต,ุ พทุ ธศาสนามหายาน, น. 128.
20 เร่อื งเดยี วกนั , น. 133.
39
พระพุทธเจาและพระโพธิสัตวของพุทธตันตระมิไดมีลักษณะเปนอัตตาแตอยางใด ลวนเปนเพียง
สัญลักษณแทนคณุ ธรรมประการใดประการหนึ่ง พทุ ธตนั ตระมพี ฒั นาการแบงออกเปน 4 ข้ันดงั นี้
1. พัฒนาการขั้นแรกของพุทธตันตระคือมนตรยาน กลาวคือผูที่เปนคุรุ (อาจารย)
จะมอบมนตรห รอื ธารณีใหแกศ ษิ ยเพอื่ ทีจ่ ะนําไปภาวนาใหจ ิตใจมคี วามสงบข้นึ ตามลําดับและเกิด
ปญญารูแจงในท่ีสุด การทองมนตรบทตาง ๆ จะประกอบดวยทาทางท่ีเรียกวา มุทรา อันเปนสิ่งท่ี
มีความสัมพันธกับบทสวด โดยเชื่อวาการทองบนมนตราหรือธารณีเหลานั้นสามารถทําใหผูเจริญ
(มนตรา) มีกิเลสเบาบางลงได สามารถขจัดบาปกรรมตาง ๆใหหมดสิ้นไป21 การรายมนตรานั้นมี
หลายวิธี เชน การรายแบบดอกบัว22 การรายแบบวัชระ23 การรายแบบสมาธิ24 การรายแบบศัพท
อบุ ตั 2ิ 5 และการรายแบบแสงสวา ง26
2. พัฒนาการข้ันตอมาคือ วัชรยาน โดยถือวา อวิชชาเปนตนเหตุท่ีทําใหคนเรา
มองเห็นโลกแตกตางกันออกไป ซึ่งแทจริงแลว สภาวะของโลกมีอยางเดียวคือส่ิงที่เรียกกันวา
“ปรมัตถ” โดยธาตุแทแลวเราเปนอันเดียวกับปรมัตถ เม่ือเราปฏิบัติสมถวิปสสนาสมาธิอยาง
ถูกตองก็จักทําลายปวงอวิชชาได เม่ือนั้นเรายอมประจักษถึงธรรมชาติของส่ิงท้ังหลายในความ
เปนสญุ ญตา จิตยอมหลดุ พนจากสงั สารวัฏ โดยสภาวะปรมัตถไดถูกสมมุติเปนพระธยานิพุทธเจา
ทั้ง 5 หรือเรียกวา ปญจชินะพุทธเจา เปนวิถีทางนําเราไปสูความสมบูรณทางจิตวิญญาณ (หรือ
การหย่ังถึงสัมโภคกายของพระพุทธเจา) ก็คือภาพบุคคลาธิษฐานของพระพุทธเจาในรูปแบบและ
ลักษณะตาง ๆ สถิตอยูในแผนภูมิจักรวาลจําลอง(แทนความหมายของจิต) ที่เรียกวา มณฑล
พระปญ จชนิ พุทธเจา จงึ เปน สญั ลกั ษณท างจิตของผทู ่ีหลุดพนแลว
ในข้ันนี้ มณฑลของพระปญจชินพุทธเจา ไดแสดงถึงคุณสมบัติท้ังหลายของ
พระพุทธเจา ย่ิงไปกวาน้ันยังสามารถแสดงถึงภาวะแหงความหลุดพนไดดวย กลาวคือการที่
21 เสถยี ร โพธนิ นั ทะ, ปรชั ญามหายาน, น. 177-178.
22 การรา ยแบบดอกบัว หมายถึงการรา ยมนตอ อกเสียงดังพอไดยนิ
23 การรา ยแบบวัชระ หมายถงึ การรา ยมนตโ ดยไมออกเสยี ง
24 การรายแบบสมาธิ หมายถงึ การรา ยมนตโดยไมออกเสยี งเลย และเพง ใหเ กิดรูป
ดอกบวั ขึน้ ที่กลางหทยั บนดอกบัวมีดวงแกว ปรากฏอยู ในดวงแกว นน้ั ปรากฏอักขระมนตท ี่รา ยอยู
25 การรา ยแบบศัพทอ ุบตั ิ หมายถงึ การรายมนตโ ดยเพง ใหเ กิดดอกบวั ที่กลางทหยั และ
มีสังขสีขาวท่ีเปลง เสียงออกมาไมข าด
26 การรายแบบแสงสวา ง หมายถงึ การรา ยมนตโ ดยเพง ใหเกิดเปน แสงสวางออกจาก
ปากเวลารา ยมนต ใหแ สงดงั กลาวแผไ ปทวั่ สากลจกั รวาล
40
สามารถรับรูสภาวะแหงปรมัตถนั้นเองเปรียบไดกับการที่ไดสัมผัสสภาวะแหงพระธยานิพุทธเจา
และพระธยานิโพธิสัตว โดยผานกระบวนการทางวิปสสนากรรมฐาน ในทางศิลปะนั้น วัชรยานได
สรางรูปผูหญิงและผูชายใหเปนตัวโลกียะ และโลกุตตระ นอกจากน้ีก็แสดงการรวมเพศชายหญิง
เปน การเปรียบเทยี บใหเห็นวา ผูปฏิบัติไดสัมผัสรสของธรรมะ หรือการบรรลุมรรคผลก็เปนส่ิงท่ีทุก
คนมีโอกาสสมั ผัสดวยตนเอง เชนเดียวกันหมด27
3. พัฒนาการของพุทธตันตระข้ันตอมาเรียกวาสหัชยาน โดยถือวา สังสาระและ
นิพพานน้ันมีอยูในจิตดวงเดียวกันอยูกอนแลว ทั้งสองมิใชส่ิงเดียวกันหรือสิ่งที่ตางกัน แตที่
แตกตางกันเพราะจิตเปนตัวการท่ีไปมองใหเกิดความแตกตาง ดังนั้น ส่ิงทั้งหลายลวนมีธาตุแท
เปนพุทธภาวะเชนเดียวกันหมด สหชะยาน ไมเห็นดวยกับการดําเนินชีวิตที่ผูกติดอยูกับขอปฏิบัติ
จนเกินไป หรือแมแตการยึดติดในพิธีกรรมตาง ๆ แตเนนหนักในหลักปฏิบัติสองประการ คือ การ
อุทิศตัวเองเพ่ือสังคม และใหมีใจเมตตากรุณาตอบุคคลอื่น เม่ือสามารถปฏิบัติไดดังน้ี ในที่สุด
พฤติกรรมของเราจะกลายเปนส่ิงผลักดันใหบรรลุธรรมไดในที่สุด โดยอาศัย ปญญาและอุปายะ
ซึ่งใช วัชระ และดอกบัวเปนรูปแบบทางสัญลักษณ หรือการอุปมาดวย ชายหญิง เมื่อธรรมทั้งสอง
มีความบนั สานสอดคลอ งกนั เม่ือใดกถ็ อื วา เปนทางแหงการตรัสรู
4. พัฒนาการของพุทธตันตระในข้ันสุดทายเรียกวา “กาลจักรยาน”28 หมายถึง
วัฏฏจักรของกาล กลาวคือสภาวะแหงมหาปญญาและมหากรุณา ซึ่งถือวาเปนคุณธรรมที่นําพา
ไปสูการตรัสรู นอกจากนี้พัฒนาการในชวงกาลจักรยานมีความเชื่อเก่ียวกับ ดาราศาสตร โดยเชื่อ
วาทุกส่ิงเปนระบบที่ดําเนินไปภายใตภาวการณของสุริยจักรวาล ดังนั้นสรรพชีวิตจึงมี
ความสัมพันธกับระบบสากลจักรวาล เม่ือสามารถเขาใจถึงสัมพันธภาพดังกลาว ปญญาญาณก็
จะถูกพัฒนาจนในที่สุดก็สามารถตรัสรูได ทําใหสภาพการณของพุทธตันตระในขณะนั้นเต็มไป
ดวยพิธกี รรมตาง ๆ และในยุคนี้เองปรากฏขอบเขตแหงการบรรลธุ รรมแบง ออกเปน 4 ระดับดังน้ี
1. กริยาตันตระ หมายถงึ การบําเพ็ญที่เนนการกระทําและพิธีกรรมรวมทั้งการบูชา
มากกวา อยางอื่น ในข้นั นี้ยงั ถอื วา เปนระดบั ต่ําอยู
2. จริยาตันตระ หมายถึง การบําเพ็ญท่ีเนนหนักไปในดานความประพฤติ การ
ปฏบิ ตั ิตามศีล วนิ ยั หรอื สิกขาบท
3. โยคะตันตระ หมายถึง การบําเพ็ญท่ีเนนหนักไปในการภาวนา หรือโยคะวิธีเพ่ือ
อบรมจิตดวยสมาธใิ หกาวไปสกู ระแสแหง การตรัสรู
27 บุณย นิลเกตุ, พุทธศาสนามหายาน, น. 129.
28 เรื่องเดยี วกนั , น. 131.
41
4. อนุตตรโยคตันตระ หมายถึง การบําเพ็ญที่เนนการปฏิบัติอยางยิ่งยวดหรือการ
ภาวนาอยา งถงึ ที่สดุ และกาวเขา สูการตรัสรดู ว ยตนเอง29
อยา งไรกต็ าม การทีอ่ ุปมาการบรรลุธรรมวา เหมอื นกับการรวมรักระหวางชายกับหญิง
ท่ีบังเกิดความซาบซึ้งในความรักอยางแนบแนน เหมือนกับการรวมกันโดยสนิทของปรัชญา และ
อุปายะ ทําใหบังเกิดโพธิจิต แตเพราะการเปรียบเทียบดังน้ี ทําใหพุทธตันตระบางพวกตีความคํา
กลาวนี้ จนทําใหเกิดแนวความคิดแบบกามสูตร ซึ่งมีสวนทําใหภาพลักษณของพุทธตันตระ
เสียหาย จนถกู กลาวหาวาเปนยุคเสือ่ มโทรมท่ีสดุ ของประวตั ิศาสตรพุทธศาสนา แตห ากมองอกี มมุ
หน่ึงดวยการท่ีพุทธศาสนาในยุคนั้นถูกรุกรานจากพวกพราหมณ-ฮินดูจึงตองคนคิดระบบปรัชญา
เพ่ือธํารงพระพุทธศาสนาเอาไว และคําสอนตาง ๆ ของนิกายตันตระไดพัฒนามาเปนสวนสําคัญ
ของระบบยันตในประเทศไทยเชื่อมโยงกับเกี่ยวกับแนวคิดของพุทธศาสนามหายานหลายนิกาย
ดวยกนั
3.2 อิทธพิ ลแนวคดิ จากพระพทุ ธศาสนามหายานทีม่ ตี อระบบยนั ต
จากการที่พุทธศาสนามหายานไดพัฒนาขึ้นเปนลําดับ ปรัชญาตาง ๆ ไดถูก
พัฒนาข้ึนอยางตอเนื่อง ไมวาจะเปน เรอ่ื งสญุ ญตา เร่ืองตรีกายและเรื่องกระบวนการของจิต จนถึง
ชวงพุทธศาสนามหายานแบบตันตระ ซ่ึงในเวลาดังกลาวมนตรา มณฑล และพิธีกรรมไดถูก
ประยุกตเขากับพุทธศาสนา โดยนําเอาแนวคิดของนิกายมาธมิกและโยคาจารท่ีมีอยูกอนมา
ประยุกตเ ขาไว เม่ือระบบของมณฑลและมนตราตาง ๆ ไดถูกพัฒนาใหกลายเปนระบบยันต ดังนั้น
ในยันตต า ง ๆ จงึ มแี ฝงไปดว ยอทิ ธิพลแนวคิดของนกิ ายเหลานัน้
3.2.1 อทิ ธพิ ลแนวคดิ เร่ืองตรกี าย
แนวความคิดเร่ืองตรีกายในคําสอนฝายมหายานถือเปนเรื่องหน่ึงที่มีความแตกตาง
จากแนวคิดในพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งแนวคิดดังกลาวมีความสําคัญอยางยิ่งตอวิวัฒนาการของ
เลขยันตดวยความเชื่อในบริบทพุทธมหายานที่วา แมพระสัมมาสัมพุทธเจาจะดับขันธ
ปรินพิ พานไปนานแลว แตพ ระคุณตาง ๆ ของพระองคหาไดด ับสญู ตามไปดว ย ซง่ึ เปน ท่ีมาของการ
นําเอาบทบรรยายพุทธคุณตาง ๆ มาผูกข้ึนเปนเลขยันต และมนตคาถาตาง ๆ มหายานมีแนวคิด
29 เร่ืองเดียวกนั , น. 132.
42
ทีว่ า หากพระพุทธเจา ปรินพิ พานแลวดบั สญู ก็เทา กบั วา บารมที ีพ่ ระองคท รงบาํ เพ็ญมานับอสงไขย
กปั กถ็ ือวาสูญสนิ้ ไปดวย ดงั น้นั มหายานจงึ มีความคิดท่ีวาพระกายที่ดับสูญไปน้ันแทจริงเปนเพียง
กายเนื้อ (นิรมาณกาย) แตยังมีพระกายท่ียังไมดับสูญแตดํารงอยูในภาวะที่แตกตางกันออกไป
เรียกวาธรรมกายและสัมโภคกาย ดังใน คัมภีรอัษฏสาหัสริกาปรัชญาปารมิตา ท่ีกลาววา
“ธรรมกายทง้ั หลายคอื พระพทุ ธเจา ภกิ ษุทั้งหลายทานไมพึงคิดวา กายท่ีทานเห็นอยูนี้เปนกายจริง
ของเรา ทา นจงเห็นเราจากความพรอ มบรบิ ูรณคือธรรมกายเถดิ ”30 แนวคดิ เรื่องตรีกายไดพ ัฒนาและ
นําไปสูพระพุทธเจา 3 ลักษณะของมหายาน เมื่อสภาวะของพระพุทธเจาถูกอธิบายใหเปลี่ยนไป ใน
กรณีน้ีเทากับเปนการยืนยันถึงความเช่ือเกี่ยวกับภาวะหลังปรินิพพานของพระพุทธเจาวายังคงมีบาง
สิ่งเหลืออยูและสัมพันธกับโลก แนวคิดดังกลาวถูกพัฒนาไปจนเกิดเปนพระพุทธเจา 3 ลักษณะคือ
พระอาทิพทุ ธเจา พระธยานพิ ุทธเจาและ พระมานษุ ยพุทธเจา
3.2.1.1 อิทธิพลแนวคิดเร่ืองจติ ตอ พฒั นาการเร่อื งตรกี าย
คําอธิบายโดยท่ัวไปเก่ียวกับคําสอนเรื่องตรีกาย (ธรรมกาย สัมโภคกาย และนิรมาณ
กาย) ไดแก พระธรรมกายคือพระวรกายท่ีแทจริงของพระพุทธเจาซ่ึงยังคงดํารงอยูแมกายเนื้อของ
พระองคจะดับสูญไปแลวก็ตาม31 ซ่ึงธรรมกายจะสัมพันธกับพระอาทิพุทธเจา มหายานไดเพิ่มคํา
สอนเรื่องสัมโภคกายเขามาอีกกายหนึ่ง เพื่อสนองความตองการของสรรพสัตว ในขอที่วา
พระพุทธเจายังมิไดดับสูญ หากแตยังดํารงอยูในอีกรูปแบบหนึ่งเทานั้นและสัมโภคกายน้ีจะ
สัมพันธกับพระธยานิพุทธเจา สวนนิรมาณกายหรือกายมนุษยของพระสัมมาสัมพุทธเจานั้น
มหายานถือวา แทจริงเปนเพียงมหาอุบายในการโปรดสัตวเทาน้ัน ดังมีขอความปรากฏใน
วมิ ลเกยี รตนิ ิทเทศสตู ร สาวกวรรค มใี จความวา
สมยั หนึง่ พระผูมพี ระภาคเจา ทรงอาพาธเล็กนอย ตองใชน้ําโคนมไปบําบัด ทาน
วิมลเกียรติคฤหบดี พอดีพบกับพระอานนทระหวางทางจึงไดกลาวถามพระ
อานนทเร่ืองการอาพาธของพระผูมีพระภาคเจา และทานวิมลเกียรติกลาวกับ
พระอานนทวา “พระคุณเจาอานนท พระเจาจักรพรรดิอาศัยบุญญาธิการ
เล็กนอย ยังเปนผูปราศจากโรคาพาธ ปวยการท่ีจักกลาวถึงพระผูมีพระภาคเจา
30 “คมั ภรี อษั ฏสาหสั รกิ าปรชั ญาปารมิตา” อางถงึ ใน ประพจน อศั ววิรฬุ หการ,
โพธสิ ตั วจรรยา: มรรคาเพอ่ื มหาชน, น. 78.
31 เรอื่ งเดียวกนั , น. 18.