The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patiweth Ketkhong, 2021-03-27 08:50:20

ระบบยันต์

ระบบยันต์

93

ยันตมาเปรียบเทียบจะเห็นไดวา คนสวนใหญมักใหความสําคัญไปในเชิงวัตถุ คือ มีไวแลวเปน
มงคล จะร่ํารวย ปลอดภัยจากภยันตรายตาง ๆ แตในความเปนจริงแลวยันตท่ีนํามาสรางเปน
เคร่ืองรางของขลังมีประการตาง ๆ นั้นก็เพื่อเปนอุบายใหบุคคลไดยึดถือเอาพระพุทธคุณ พระ
ธรรมคุณ และพระสังฆคุณเปนสรณะ ประพฤติปฏิบัติอยูในศีลธรรมตามท่ีโบราณาจารยไดวางไว
เปนกฎขอ หา มตา ง ๆ ซึง่ สวนใหญจะสมั พนั ธก ับศลี 5

อยางไรก็ตาม การลงยันตตาง ๆ น้ันแทจริงแลวเปนอุบายในการฝกฝนจิต ไมวาจะ
เปนผูทําหรือผูนําไปใช ทั้งนี้มนุษยมีความสามารถในการทําความเขาใจที่แตกตางกัน ดังท่ี
พทุ ธศาสนาไดจาํ แนกประเภทของบคุ คลออกเปนส่ปี ระเภท ไดแ ก

1. อคุ ฆฏติ ัญู คือ บุคคลผมู ปี ญญา สามารถเขา ใจหวั ขอธรรมตา ง ๆ ไดโดยงา ย
2. วปิ จติ ัญู คอื บุคคลท่ีคอนขา งมปี ญ ญาสามารถเขาใจหัวขอธรรมตาง ๆ ไดเมื่อ
ไดร บั คาํ อธบิ าย
3. เนยยะ คือ บุคลลผูมีปญญานอยตองอาศัยคําแนะนําอยางละเอียดและการ
ฝก สอนอบรม
4. ปทปรมะ คือ ผูที่อับปญญา สามารถรูไดแตถอยคําพยัญชนะ ไมสามารถเขาใจ
อรรถหรอื ความหมายได2 3
เมื่อบุคคลประกอบดวยปญญาท่ีแตกตางกัน บางคนสามารถรับปฏิบัติพระธรรม
คําสงั่ สอนของพระพุทธศาสนาไดโ ดยตรง ในขณะทผี่ ทู ีม่ ปี ญ ญานอ ยกวา ตองอาศัยเครือ่ งลอใหหัน
มาสนใจเรื่องศาสนา อยางไรก็ตามหากถือปฏิบัติเรื่องยันตโดยถูกตองแลวก็สามารถที่จะพัฒนา
จิตใจได แมวาพระพุทธศาสนาจะสอนเร่ืองการไมยึดม่ันถือม่ัน แตโดยความเปนปุถุชนแลวถือวา
ยังเปนผูมีอุปาทานอยู แตอุปาทานในธรรมหรือในกุศลยอมดีกวาอุปาทานในอธรรมหรืออกุศล
การถือพระรัตนตรัยเปนสรณะผานระบบของยันตเปนส่ิงท่ีดีกวาไปยึดถือสิ่งอื่นใดเปนสรณะดวย
เหตุผลที่วา พระพุทธเจาถือวาเปนสรณะอันประเสริฐ เพราะเหตุที่สามารถกําจัดภัย
ตาง ๆ ของสัตว และชักนําสรรพสัตวใหกระทําในส่ิงอันเปนประโยชน ชักนําใหออกมาจากสิ่งที่ไม
เปนประโยชน พระธรรมถือวาเปนสรณะอันประเสริฐ เพราะชักจูงใหสรรพสัตวหลุดพนจากทุกข
ในวัฏฏสงสาร พระสงฆถือวาเปน สรณะอนั ประเสรฐิ เพราะยังผลอนั เปนกุศล24ใหแกสรรพสัตวเมื่อ

23 พระธรรมปฎก, พจนานกุ รมพุทธศาสตร, พมิ พครง้ั ที่ 10 (กรงุ เทพมหานคร:
สือ่ ตะวนั , 2545), น. 153.

24 ธนิต อยโู พธ,ิ์ อานสิ งสไ ตรสรณาคมน, พมิ พค รง้ั ที่ 2 (กรุงเทพมหานคร:
หา งหนุ สวนจาํ กัดศิวพร, 2529), น. 4-5.

94

ทําการสักการะ มีการถวายทานเปนตน และในการถือพระรัตนตรัยเปนสรณะน้ัน สามารถกระทํา
ไดดวยการมอบกายถวายชีวิต (อัตตสันนิยาตนะ) ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยเนือง ๆ
(ตัปปรายนตา) การปฏิบัติตามคําสั่งสอนคือพระสัทธรรม (สิสสภาวูปคมนะ) การแสดงความ
เคารพนอบนอมเปนอยางย่ิง (ปานิปาตะ) และการสมาทาน (สมาทาน)25 ผูท่ีระลึกถึง
พระรตั นตรยั เปนสรณะยอมอํานวยผลอันเปนสุขคือ ในระดับโลกียชนยอมไดรับซ่ึงความปลอดภัย
ไมตองหวาดกลัวภัยอันตราย ท้ังยังชักพาใหไปปฏิสนธิยังสุคติภูมิ สวนสรณคมนที่เปนโลกุตระ
ยอมสามารถอาํ นวยผลใหบ รรลุคุณธรรมในพระศาสนามีโสดาปตตมิ รรคเปนตน ดังน้ัน การยึดถือ
ความเช่ือเร่ืองเลขยันตนัน้ จะใหผ ลตามระดบั ของสตปิ ญญาของคนผูน น้ั

กลาวโดยสรุประบบยันตที่เกิดข้ึนในอดีต และสืบทอดมาถึงปจจุบันถือเปนกุศโลบาย
ใหคนในสังคมยึดถือคุณพระรัตนตรัยเปนที่พึ่ง อีกท้ังยังเปนแนวทางปฏิบัติเพื่อความสงบสุขดวย
กลาวคือระบบยันตสวนใหญจะอางคุณพระพุทธ คุณพระธรรม และคุณพระสงฆ โดยใชเรื่องของ
อิทธิปาฏิหาริยเปนเคร่ืองจูงใจ นอกจากน้ีขอหามตาง ๆ ของผูท่ีเลาเรียนยันต และผูท่ีนําเอายันต
ไปใชก็มาจากศีล ๕ ซ่ึงโดยมากจะหามไมใหผิดลูก ผิดภรรยาผูอ่ืนเปนสําคัญ ซึ่งเทากับชวยลด
ปญหาสังคมไดพ อสมควร บางยันตผูเลาเรียนหามด่ืมสุราตลอดชีวิต เม่ือพิจารณาดูแลวจะเห็นได
วาเปนผลดีตอผูถือปฏิบัติเอง เม่ือสามารถกระทําตามขอวัตรเหลาน้ี ชีวิตจะดีขึ้นตามลําดับ จึง
กลา วไดวาหากมีความเขาใจถูกตองการศึกษายันตถือวามีประโยชนมาก แตหากยึดถือดวยความ
หลงงมงาย เนนการบรวงสรวงเซนไหวก็อาจกอใหเกิดบาปได กลาวคือการสั่งฆาสัตวมาเปน
เคร่ืองเซนสังเวย เชนการใชศีรษะสุกร เปนตน ผูส่ังเทากับละเมิดศีลขอปาณาติบาต อยางไรก็ดี
การศึกษาเร่ืองยันตมีท้ังคุณ ท้ังโทษก็เหมือนกับส่ิงอื่น ท้ังนี้ข้ึนอยูกับความรูความเขาใจ และการ
ใชป ญ ญาไตรต รองดใู หรอบคอบจงึ สามารถกอ เกดิ ประโยชนตามที่อาจารยโบราณทา นสอนไว

25 เรอ่ื งเดยี วกนั , น. 81-82.

บทท่ี 5

สรปุ และขอเสนอแนะ

5.1 สรปุ ผลการวจิ ยั

รูปแบบของยันตที่ปรากฏอยูในประเทศไทยน้ันไดวิวัฒนาการมาเปนเวลานาน โดย
อาศัยแนวคิดจากพุทธศาสนามหายานเปนหลัก เนื่องจากพระพุทธศาสนามหายานไดเคย
เจริญรุงเรืองในดินแดนแถบนี้เมื่อระยะเวลาผานไปไดเกิดเปนรูปแบบของยันตเหมือนที่เห็นอยูใน
ปจจุบัน การวิวัฒนาการของระบบยันตอาศัยโครงสรางของแนวคิดมหายาน เชน แนวคิดเร่ือง
ศูนยตา แนวคิดเรื่องตรีกาย แนวคิดเร่ืองมณฑล แตในสวนรายละเอียดไดถูกดัดแปลงใหเปนแบบ
เถรวาท ยันตตาง ๆ กอนที่จะเขียนเปนรูปแบบน้ันจะตองมีกระบวนการที่เรียกวาการเรียกสูตร
ยันต การปลุกเสกหรือการประจุอาคม รวมไปถึงผูที่ทํายันตจะตองผานการฝกฝนสมาธิให
สอดคลองกับการทํายันตน้ัน ๆ ซึ่งสิ่งเหลาน้ีเรียกรวมกันวาระบบยันตและเมื่อนําระบบยันตมา
วเิ คราะหเ ปรียบเทยี บกบั หลักคําสอนของพุทธศาสนานิกายมหายานจะพบวายันตตาง ๆ น้ันไดรับ
อิทธิพลมาจากมหายานไมวาจะเปน สวนของรูปแบบภายนอกท่ีรับเอาอิทธิพลแนวคิดเรื่องตรีกาย
ศูนยตาและหลักการของมณฑลเอาไว นอกจากรูปแบบภายนอกแลวการฝกสมาธิเพ่ือสรางยันต
ชนิดใดชนิดหนึ่งก็มีหลักการเหมือนกับมหายาน ไมวาจะเปนการเพงอักขระตาง ๆ ใหเกิดนิมิตจน
ชํานาญ การปลุกเสกก็มกี ารใชม นตซง่ึ กาํ หนดเปนคาบ

การลงยันตสามารถลงดวยอักขระ ตัวเลข รูปภาพและสัญลักษณตาง ๆ คนโบราณ
ถือกันวามีความศักดิ์สิทธิ์ ท้ังนี้อาจเปนเพราะส่ิงเหลานี้ใชนํามาใชประกอบเปนรูปแบบท่ีสื่อถึง
พระพุทธเจา และหลักธรรมตาง ๆ โดยคนโบราณถือวาอักขระหนึ่งตัวแทนพระพุทธเจาหนึ่งองค
คํากลาวน้ีมีหลักฐานรองรับจากคัมภีรรัตนมาลาซึ่งมีการประพันธสรรเสริญคุณอักขระบาลีทั้ง 33
ตัวและพยัญชนะ 8 ตัว ในการลงอักขระแตละตัวเพ่ือประกอบในยันตจึงตองสวดคาถารัตนมาลา
กํากับ หลักการนี้ปรากฏในคัมภีรปถมังดวยซึ่งพองกับหลักการของมนตรา 42 พยางคท่ีปรากฏ
ในอวตังสกสูตร ท่ีอักขระมนตทั้ง 42 ตัวแสดงถึงลําดับชั้นในการประพฤติโพธิสัตวธรรมและการ
หลุดพน

นอกจากนั้นสัญลักษณต าง ๆ ที่ปรากฏในระบบเลขยันตของไทย เชน องคพระ จันทร
สูรย อุณาโลม สูญนิพพาน ซ่ึงเปนสัญลักษณท่ีมีความหมายในเชิงพุทธศาสนาลวนไดรับอิทธิพล
แนวคดิ จากมหายานทงั้ นใี้ นพุทธศาสนาเถรวาทไมปรากฏการใชสัญลกั ษณเหลา นี้ อนง่ึ สญั ลกั ษณ

95

96

ตาง ๆ เหลาน้เี ช่ือมโยงไปยังคําสอนท่ีลึกซึ้งของพุทธศาสนามหายาน เชน สัญลักษณสูญนิพพาน
ทป่ี รากฏในคมั ภรี ป ถมังของพระสงั ฆวิจารณท ่เี ชอื่ มโยงถงึ วญิ ญาณทง้ั 9 ในคาํ สอนมหายาน

ส่ิงท่ีถูกเรียกวายันตประเภท ๆ จึงแฝงไปดวยปรัชญาอันลึกซ้ึงท่ีสามารถแสดงถึงคํา
สอนของพุทธศาสนามหายานไดอยางชัดเจน ลักษณะดังกลาวถือเปนอุบายเปรียบดังการใช
เปลือกหุมแกนเอาไว เปน การลอใจผทู ่มี ศี รัทธาใหเขามาสนใจโดยการกลาวถึงความศักด์ิสิทธิ์และ
อภินิหารเมื่อไดศึกษาเลาเรียนหรือแมแตพกพาเอาไว แทจริงแลวก็มิไดเปนการหลอกลวงแต
ประการใด เพราะหากสามารถทาํ ตามท่ีโบราณาจารยกาํ หนดได จิตผขู องผูกระทํายอมดํารงอยูใน
กุศลธรรม มีธัมมวิจยะเปนตน อีกประการหน่ึง ลักษณะดังกลาวเปนการอาศัยคนที่มากดวย
ศรัทธาชวยรักษาคําสอนท่ีลึกซึ้งเอาไวเพื่อประโยชนแกผูท่ีมีปญญาไดเขามาศึกษาและถือปฏิบัติ
ในสว นของผูท่ีทอ งบน ไปโดยไมรูความหมายของคัมภีร ก็สามารถไดรับคุณประโยชนกลาวคือ จิต
ยอมมีสมาธิจากการจดจอภาวนา และหากมีผูมาอธิบายความหมายที่สมบูรณใหฟงในภายหลังก็
ยอมไดรับคุณประโยชนอันแทจริงของพระสูตรได ดังน้ันเพ่ือท่ีจะรักษาพระสูตรสําคัญ หรือหลัก
ปรัชญาตาง ๆ เอาไวไมใหสูญหายถูกทําลายโดยสิ้นเชิง โบราณาจารยจึงมักสอดแทรก
รายละเอียดเกี่ยวกับความขลัง และความศักดิ์สิทธิ์เอาไวดวยเสมอ ในกรณีดังกลาวเชนเร่ืองของ
ทานเวยหลาง พระสังฆปรินายกองคท่ี 6 แหงนิกายเซ็นที่ในอดีตเนื่องจากทานไดฟงชายคนหนึ่ง
กําลังสาธยายวัชรสูตรเพียงประโยคหน่ึงเทานั้น ทานก็เกิดความเขาใจอยางลึกซ้ึงและตอมาใน
อุปสมบทและมีบทบาทสําคัญในการเผยแผพุทธศาสนานิกายเซ็น (ธฺยาน) จนไดรับตําแหนง
พระสังฆปรนิ ายก จะเห็นไดว าแมชายคนดังกลา วที่สาธยายวัชรสูตรน้ันมิสามารถเขาใจเน้ือความ
ในพระสูตรได แตก็สามารถทําใหผูที่ไดยินไดฟงเกิดความรูความเขาใจ ดังนั้นระบบพระเวทยของ
ไทยโบราณในยุคตนนาจะไดรับอิทธิพลมาจาก มหายานนิกายมนตรายาน โดยการที่อาจารยของ
มนตรายานไดซอนปรัชญาอันลึกซึ้งไวในระบบเลขยันต และเวทยมนต จนมีการเรียนสืบทอดกัน
มาจนกระท่ังทุกวันนี้ อยางไรก็ตามไดมีการปนเปอนความเช่ือในลัทธิพราหมณฮินดูเขามา
ภายหลัง เพราะจากหลกั ฐานในคัมภีรพ ระเวทยของไทยยุคแรก ๆ ดังเชน คมั ภรี ปถมัง ก็มิไดมีการ
เอยอางถึงพระศิวะ และพระนารายณแตอยางใด นอกจากน้ีแลวตํารับพระเวทยโบราณยังแฝงไป
ดวยปรัชญาศาสนาท่ีลึกซ้ึงเกินกวาที่จะเปนเพียงความเช่ือพื้นถ่ิน หรือคติชนวิทยา จึงเปนเรื่องท่ี
ควรศกึ ษาตอไป

อยางไรก็ตามเร่ืองเลขยันตจะเปนประโยชนหรือเปนโทษก็ข้ึนอยูกับปจจัยสอง
ประการ คือ ผูสรางและผูท่ีนําไปใช กลาวคือ ผูสรางตองมีความเขาใจท่ีถูกตองเสียกอน และมี
ปญญาในการใชส่ิงเหลาเปนเครื่องมือเพื่อชักนําประชาชนใหเขาหาศาสนา ตองเขาใจวาเรื่องเลข

97

ยันตตาง ๆ นั้นมิใชจุดหมาย แตเปนเพียงวิธีการ ผูสรางจะตองมีกุศโลบาย เชน ผูท่ีนําไปใช
จะตองอยูในศีลในธรรม ตองไหวพระสวดมนตเปนตน สวนผูท่ีนําไปใชก็ตองมีมนสิการถึงสิ่ง
เหลานี้วา เปนสิ่งที่ชวยในดานจิตใจเปนสําคัญ เมื่อจิตใจมีสมาธิเขมแข็งข้ึนก็สามารถประกอบ
กิจกรรมตาง ๆ ไดดีตามไปดวย ส่ิงเหลาน้ีจึงเปนส่ิงที่ชวยยึดเหนี่ยวจิตใจเอาไว หากสามารถ
เขาใจไดตามนี้ เร่ืองเลขยันตก็นาจะมีประโยชนมากกวาโทษ และยังชวยใหสังคมมีความสงบสุข
อกี ดวยหากประชาชนยดึ ถอื เลขยันตตา ง ๆ ในฐานะเปน อนสุ ติ จึงมคี วามจาํ เปน ที่จะตองเผยแผส งิ่
เหลา นส้ี สู งั คมตอไป

5.2 ขอ เสนอแนะ

วิธีการสอนของพุทธศาสนามหายานมีขอบเขตกวางไกล ตองการจะโนมนาว
ประชาชนใหศรัทธาในพุทธธรรม จึงไดพยายามหากลวิธีท่ีปลูกฝงศรัทธาใหเกิดแกมหาชนดวย
วิธีการตาง ๆ โดยพิจารณาเห็นวาบุคคลในโลกน้ีอุปมาดวยบัว 4 เหลา การแสดงธรรมช้ันสูง
เหมาะท่ีผูที่มีอัธยาศัยมากดวยปญญา แตการท่ีจะมุงสอนแตผูท่ีมีสติปญญาล้ําลึกโดยละเลย
บุคคลอืน่ นนั้ ไมควร เนือ่ งจากคนเหลานอ้ี นิ ทรยี พ ละยงั ออน ตองอาศัยอุบายวิธีที่ชาญฉลาดในการ
ดึงใหเขาหันมาสนใจศาสนา ในเม่ือเขายังติดกับภาระทางโลกอยูก็จําเปนตองสงเคราะหเขาใหพน
ทุกขเฉพาะหนาไปกอน โดยการท่ีสรางบุคคลาธิษฐานของธรรมตาง ๆ ข้ึนมาแตก็อาจเปนเหตุให
เกิดการยึดติดในส่ิงเหลานั้น แทจริงแลวไมวาจะเปนเถรวาทหรือมหายานก็ตองการสอนคนใหละ
ความยึดม่ันถือม่ัน ใหปลอยวางเปนสําคัญ แตการที่สรางรูปแบบของบุคคลาธิษฐานเชน
พระพุทธเจาและพระโพธิสัตวตาง ๆ ขึ้นมาก็ควรที่จะอธิบายใหทราบถึงจุดมุงหมายในภายหลังจะ
ไดไมเ กดิ ความงมงายขน้ึ ท้ังน้ยี งั มีประเด็นทนี่ าสนใจซ่งึ สามารถศกึ ษาคนควาตอจากงานวิจยั ฉบับ
นี้ เชน ความสัมพันธระหวางรูปแบบของยันตกับความเชื่อพ้ืนถ่ิน ดวยเหตุที่ความเชื่อมีความ
แตกตางกันในแตละภูมิภาค รูปแบบการแสดงออกของยันตจึงแตกตางกันไปดวย ทั้งน้ีอาจเปน
ดวยบริบททางสังคมท่ีหลอหลอมกับแนวคิดทางดานปรัชญาเกิดเลขยันตท่ีมีรูปแบบเฉพาะตัว
และอิทธิพลของลัทธิพราหมณ-ฮินดูที่มีตอระบบยันตในยุคหลัง รวมถึงแนวโนมท่ีประชาชนจะ
เช่อื ถือเร่อื งดังกลา วไปในแนวทางแบบเทวนิยม

ซ่ึงยังเปนสิ่งที่นาศึกษาและคนควาตอไปและจะเปนประโยชนกับวงการการศึกษา
อยางมากเนื่องจากสิ่งเหลา นีส้ ามารถนาํ มาอธบิ ายปรากฏการณท างสงั คมและคติชนวิทยาไดด ว ย

ภาคผนวก

99

ผนวก ก
ยนั ตและเครอ่ื งรางของขลงั

ภาพที่ 1
ยันตม งกฎุ พระเจา

ภาพที่ 2
ยนั ตป โ ย

ภาพท่ี 3
ยนั ตจกั รสริ โลก

99

100

ภาพที่ 4
ยันตแคลว คลาด

ภาพท่ี 5
ยันตอติ ิปโสหชู าง

ภาพท่ี 6
ยนั ตธ งชัย

101

ภาพท่ี 7
ยันตลงมงคล

ภาพท่ี 8
ยนั ตตรนี ิสงิ เห

ภาพที่ 9
ยนั ตห วั ใจพระกรณี

102

ภาพที่ 10
ยนั ตจ กั รพรรดติ ราธิราช

ภาพท่ี 11
ยันตพทุ ธจกั ร

ภาพที่ 12
ยันตแคลว คลาดคงทน

103

ภาพท่ี 13
ยันตยอดพระมหามงกฎุ

ภาพท่ี 14
ยันตพ ระเจาเขาอโุ มงค

ภาพที่ 15
ยนั ตอนนั ตนาคราช

104

ภาพท่ี 16
ยันตนาคเกยี้ ว

ภาพที่ 17
ยนั ตราชสหี 

105

ภาพที่ 18
ยนั ตส ําหรับลงตะกรุดโทน

ภาพที่ 19
องคพระ

ภาพที่ 20
จันทรค รึ่งซกี

ภาพที่ 21
สูรย

ภาพท่ี 22
อุณาโลม

106

ภาพท่ี 23
ยันตพระเจา 16 พระองค

ภาพที่ 24
ยนั ตเกราะเพชร

ภาพท่ี 25
ยนั ตโสฬสมงคล

107

ภาพท่ี 26
ยันตจตุโร

ภาพท่ี 27
ยันตอาวธุ พระพุทธเจา หรือยันตคูชวี ติ

108

ภาพท่ี 28
การเดนิ จกั รสกุ ิตตมิ า

ภาพที่ 29
รปู ผา ยันตโ บราณ

109

ภาพท3่ี 0
รปู ตะกรุดพอกผงถกั เชือกลงรัก

ภาพที่ 31
รูปแหวนพริ อดโบราณ

ภาพที่ 32
รูปประคําโบราณแกนเปน แผน ตะกวั่ มว นพอกผงลงรัก

110

ภาพที่ 33
รปู มดี หมอเทพศาสตราวธุ

ภาพที่ 34
รปู เทียนและยนั ตใสเทยี น

ภาพที่ 35
รูปพระกริ่งของสมเดจ็ พระสงั ฆราชแพ วัดสทุ ศั นเทพวราราม

111

ภาพท่ี 36
รปู พระชยั วฒั นข องสมเด็จพระสังฆราชแพ วดั สทุ ศั นเทพวราราม

ภาพท่ี 37
รปู พระปางหา มสมทุ ร

ภาพท่ี 38
รปู พระโพธิสัตวส รา งจากดนิ ดบิ ศิลปะศรีวิชยั

112

ภาพท่ี 39
รูปประตมิ ากรรมพระโพธิสัตวอ วโลกเิ ตศวร สําริด ศลิ ปะศรวี ิชยั

ภาพท่ี 40
รปู พระอาทพิ ทุ ธเจา ศลิ ปะเขมรยุคบายน

ภาพท่ี 41
รูปพระตรีกาย ศิลปะลพบรุ ี

113

ภาพท่ี 42
รูปพระรว งรางปน ศลิ ปะลพบุรี

ภาพที่ 43
รปู พระทรงเทริด ศิลปะลพบรุ ี

ภาพที่ 44
รปู พระหูยาน ศิลปะลพบุรี

114

ภาพท่ี 45
รูปนารายณท รงปน(รัตนตรยั มหายาน) ศลิ ปะลพบุรี

ภาพท่ี 46
รปู ประติมากรรมพระอวโลกเิ ตศวรเปลง รศั มี ศลิ ปะบายน

ภาพที่ 47
รูปนางปรัชญาปารมิตา ศลิ ปะบายน

115

ภาพที่ 48
รปู ประตมิ ากรรมพระไภษัชยครุ ุ ศิลปะบายน

ภาพที่ 49
รปู จารึกวดั ตระพังนาค

116

ภาพท่ี 50
ยนั ตโสฬสมหามงคล

ภาพท่ี 51
รปู จารึกฐานพระพุทธรูปวดั คยู าง

117

ภาพท่ี 52
ยนั ตปถมงั สีด่ า น (บทที่ 1)

ภาพท่ี 53
รูปจารึกพระบาทวดั ชมพูเวก

ภาพท่ี 54
ยนั ตอติ ปิ โสแปดดา น

118

ภาพท่ี 55
ยนั ตป ทมุ จกั ร

ภาพท่ี 56
ยนั ตพระรตั นตรัย

ภาพท่ี 57
ยันตจ ตรุ ารยิ สจั

119

ภาพที่ 58
ยนั ตชฎาพรหม

ภาพท่ี 59
ยนั ตน วโลกตุ รธรรม

ภาพท่ี 60
ยนั ตพทุ ธคณุ

ภาพที่ 61
ยันตภควัมบดี

120

ภาพที่ 62
ยันตอ งครักษ

ภาพที่ 63
รปู รัตนตรยั มหายาน พระอาทพิ ทุ ธเจา พระอวโลกิเตศวรและนางปรชั ญาปารมติ า

ภาพท่ี 64
รูปตัวเฑาะ

121

ภาพที่ 65
รปู ตวั อกั ษร ธ สมยั สโุ ขทยั

ภาพที่ 67
รปู สูญนิพพาน ในคมั ภีรปถมัง ฉบบั พระสงั ฆวิจารณ

ภาพท่ี 66
รปู พระปญจชนิ พทุ ธ

122

ภาพท่ี 68
ยนั ตพ ระไตรสรณาคมณ

ภาพท่ี 69
ยนั ตพระพทุ ธเจา หา มพระญาติ

123

ภาพที่ 70
ยนั ตสกุ ิตตมิ า

ภาพท่ี 71
ยันตจกั รแตก

ภาพท่ี 72
รูปยันตในคมั ภีรปถมงั กาํ เนดิ

124

ภาพท่ี 73
ยนั ตพระพทุ ธคุณ

ภาพที่ 74
ยันตพระธรรมคุณ

125

ภาพที่ 75
ยันตพ ระสงั ฆคุณ

.ภาพท่ี 76
ยนั ตพชิ ยั สมบตั ิ

126

ภาพที่ 78
ยนั ตจตโุ รบงั เกิดทรพั ย

ภาพที่ 79
ยันตทใี่ ชในพระผงจตุคาม-รามเทพ บางรนุ

ภาพที่ 80
ยนั ตดา นหลงั จตคุ าม-รามเทพ รนุ ชนะมาร

127

ผนวก ข
คัมภรี ปถมงั

สิทธิการิยะ พระมหาเถระผูเฒา ทานประสิทธิใหแกสมณชีพราหมณ ทั้งทาว
พระยามหากษัตริย และชายหญิงท้ังหลายอันเกิดมาภายหลัง ใหรูจักคัมภีรพระปถมังเปนตนดังนี้
กอน และยากนักที่บุคคลจะรูไดโดยงาย ตั้งตนแตทําพินทุข้ึนไปจนถึงนิพพานเปนที่สุด ถาผูใด
เรียนไดแลว อาจปองกันและบรรเทาเสียซึ่งอันตรายทั้งในน้ําและบนบกได และไดช่ือวาผูน้ันไม
เสียทเี กดิ มาพบพระพทุ ธศาสนา ถาผูใดมิไดเ รียน ทานวาเกิดมาเสียทที ไี่ ดพ บพระพทุ ธศาสนา

อันคัมภีรพระปถมังน้ี เปนที่รองรับซึ่งสรรพการทั้งปวงในอิธโลกและปรโลก อาจ
สามารถจะใหสัตวพนจากกองทุกข คือราชภัย โจรภัย อัคคีภัย และอุทกภัย กับทั้งอุปทวันตรายทั้ง
ปวง และอาจปองกันสรรพอาวุธ คือหอก ดาบ แหลน หลาว งาว ทวน ธนู และปนไฟท้ังปวง
มใิ หม าแผวพานไดเลย

แรกจะเรียน นะ พระปถมังนั้น อาจาริยะทานใหชําระกายใหบริสุทธิ์ แลวรักษาพระ
ไตรสรณาคมน มั่นอยูในศีลวัตร พึงตั้งเครื่องสักการบูชา มีบายศรีสํารับหนึ่ง เงินหกบาท ผา
ขาวสํารับหนึ่ง เม่ียงหมาก ดอกบัวหลวงส่ิงละหากรวย ธูปเงิน เทียนทองสิ่งละหาเลม แปง
น้าํ มันหอมเจิมบูชา นมัสการดว ยพระคาถาส่บี ทดงั ตอ ไปน้ี

โองฺกาพนิ ทนุ าถํ อปุ ปฺ นนฺ ํ พฺรหมฺ าสหปตนิ าม อาทกิ ปเฺ ป
สุอาคโต ปจฺ ปทุมฺมทํ ิสวฺ า นโมพทุ ธฺ าย วนทฺ นํ ฯ
สิทฺธกิ าริย ตถาคโต
สิทธฺ กิ จิ จฺ ํ สทิ ธฺ กิ มฺมํ สิทธฺ ิลาโภ นิรนฺตรํ
สทิ ฺธิเตโช ชโยนิจจฺ ํ สพพฺ สทิ ฺธิ ภวนตฺ ุเม ฯ
สพฺพกมฺมํ ปสทิ ธฺ เิ ม สิทธฺ ิสงโฺ ฆ คณตุ ตฺ โม
สทิ ฺธิมนตฺ ํ นมามหิ ํ ฯ
สิทธฺ ิพทุ โฺ ธ สทิ ฺธธิ มโฺ ม นมสฺสมาโน รตนตตฺ ยํยํ
สิทธฺ ิอสิ มี นุ ีเทวา ตสสฺ านุภาเวน หตนฺตราโย ฯ

อจิ เฺ จวมจฺจนต นมสสฺ เนยฺยํ
ปุญฺ าภิสนฺธํ วิปลุ ํ อลตฺถํ

นมัสการบทละ ๓ จบแล

127

128

เม่ือกลา วคํานมสั การแลว พึงเสกดินสอดว ยพระคาถาดงั นี้
พุทธฺ ํ ยาวชีวํ สรณํ คจฺฉามิ
ธมฺมํ ยาวชวี ํ สรณํ คจฉฺ ามิ
สงฆฺ ํ ยาวชีวํ สรณํ คจฉฺ ามิ ฯ

เสก ๓ ทแี ลวกระทําพินทุแล

ข้นึ วรรคที่ ๑
ทําพินฺทุ

ปถมํ พนิ ทฺ ุกํ ชาตํ ฯ เขียนเปนพนิ ทุ คือ แววกลม ด่งั น้ี

คาถาเสกพินทุ

พินทฺ ุ เอกํ สมุ ํ พนธฺ ํ พนิ ทฺ ุโท องสฺ สุ ํยถา

พินทฺ ุพนฺธติ ธมมฺ วิชาลจฺ เอกพนิ ฺทวุ ิชานเย ฯ

ทําทณฺฑ
ทุตยิ ํ ทณทฺ เมวจ ฯ เขยี นเปน ไมเทา งา ม คอื ตอ จากแววกลม ด่งั นี้

คาถาเสกทณฑฺ

ทณทฺ เอกํ สมุ ํ พนธฺ ํ ทณฑฺ โท องสฺ สุ ํยถา

ทณทฺ พนธฺ ติ ธมฺมวิชาลนฺจ เทฺวทณฺฑวชิ านเย ฯ

ทําเภท
ตติยํ เภทกเฺ จว ฯ เขยี นเภท คอื ทาํ ลายออก ดั่งน้ี

129

คาถาเสกเภท

เภท เอกํ สุมํ พนธฺ ํ เภทโท องฺสุสยํ ถา

เภทพนธฺ ติ ธมฺมวชิ าลนจฺ ตนี เิ ภทวชิ านเย ฯ

ทําองฺกุ
จตุตฺถํ องกฺ สุ สมฺภวํ ฯ เขยี นเปน ขอคอื ตอจากเภท ดัง่ นี้

คาถาเสกองกฺ ุ

องฺกุส เอกํ สมุ ํ พนธฺ ํ องกฺ สุ โท องสฺ สุ ยํ ถา

องฺกุสพนธฺ ติ ธมฺมวิชาลนจฺ จตตุ ฺองฺกสุ วิชานเย ฯ

ทําเศยี ร นะ
ปฺจมํ สิรสํ ชาตํ นกาโรโหตสิ มฺภโว ฯ เขยี นเปน เศียร ดง่ั นี้

คาถาเสกเศยี รนะ

สิร เอกํ สุมํ พนธฺ ํ สริ โท องฺสุสํยถา

สิรพนธฺ ติ ธมมฺ วชิ าลนจฺ ปฺจสิรวชิ านเย ฯ

คาถาสําหรบั นมสั การนะ
ตรนี ิ กตวฺ าน นการํ ปจฺ สมภฺ วํ ฯ

ลบพินฺทุ ตอไปเปน นโมพทุ ธฺ าย
ปถมํ พนิ ทฺ ุโลโป จ นกาโรโหตสิ มภฺ โว ฯ ลบพินทฺ ุบังเกดิ เปน น

130

ทตุ ยิ ํ ทณฺฑโลโป จ โมกาโรโหติสมภฺ โว ฯ ลบทณทฺ บังเกดิ เปน โม
ตตยิ ํ เภทโลโป จ พทุ กฺ าโรโหตสิ มฺภโว ฯ ลบเภทบังเกิดเปน พุทฺ
จตตุ ฺถํ องกฺ ุโลโป จ ธากาโรโหตสิ มฺภโว ฯ ลบองกฺ บุ งั เกดิ เปน ธา
ปฺจมํ สิรโลโป จ ยกาโรโหติสมฺภโว ฯ ลบสริ บงั เกดิ เปน ย
สาํ เร็จเปน นโมพุทธฺ าย

คาถาสาํ หรบั นมสั การ นโมพุทฺธาย

นกาโร กุกกฺ ุสนฺโธ โมกาโร โกนาคมโน พทุ กฺ าโร กสฺสโปพุทฺโธ ธากาโร โคตโม

พทุ ฺโธ ยกาโร อริยเมตเตยโฺ ย ปญจพุทธฺ านมามหิ ํ ฯ วา ๓ จบ

นกาโร ปถมฌํ านํ โมกาโร ทุติยํฌานํ พุทกฺ าโร ตติยฌํ านํ ธากาโร จตตุ ฺถํฌานํ

ยกาโร ปจฺ มํฌานํ นโมพทุ ธฺ าย ลกฺขณํ สพฺพพทุ เฺ ธหิ เทสติ ํ นกาโร รูปกขฺ นโฺ ธ โมกาโร เวท

นานกขฺ นโฺ ธ พทุ กฺ าโร สญฺ าณกขฺ นฺโธ ธากาโร สงขฺ ารกฺขนฺโธ ยกาโร วิญญาณกฺขนโฺ ธ ปจฺ

พุทฺธานมามิหํ ฯ

นรานรหติ ํ เทวํ นรเทเวหิ ปูชติ ํ

นรานกํ ามปเ กหิ นมามิ สคุ ตํ ชินํ ฯ

โมหมานํ ปรชิ นิ ํ โมหมตฺตํ ปกาสติ ํ

โมหสพพฺ ฺตุ ญฺ านํ โมหธติ ํ นมามหิ ํ ฯ

พุทฺโธ พทุ ธฺ านํ พทุ ฺธตํ พุทธฺ ฺจ พทุ ธฺ ภาสิตํ

พุทฺธตํ สมนปุ ปฺ ตโฺ ต พทุ ธฺ โชตํ นมามิหํ ฯ

ธาตานํ สพพฺ ธมมฺ านํ ธาตภุ ตู ํ ปกาสติ ํ

ธาตานํ สคคฺ นพิ พฺ านํ ธาตุภตู ํ นมามิหํ ฯ

ยทชนฺติ สวํ ธิ าน ยทธมมฺ า สปฺญาน

ยทสงฺฆา อนปุ ปฺ ตโฺ ต ยทติณณฺ ํ นมามิหํ ฯ

ลบ นโมพุทธฺ าย เปน มออุ
ปถมํ นโมโลโป จ มกาโรโหติ สมฺภโว ฯ ลบ นโม บงั เกดิ เปน ม
ทตุ ยิ ํ พทุ ฺธาโลโป จ อกาโรโหติ สมฺภโว ฯ ลบ พทุ ธฺ า บงั เกิดเปน อ
ตตยิ ํ ย โลโป จ อกุ าโรโหติ สมภฺ โว ฯ ลบ ย บงั เกดิ เปน อุ
สาํ เร็จเปน มออุ

131

คาถาสําหรับเสกและนมสั การ มออุ

มออุ ลกขฺ ณํ ชาตํ มกาโร พทุ ธฺ ลกฺขณํ อกาโร ธมฺมลกฺขณํ อุกาโร สงฆฺ ลกฺขณํ

อจิ เฺ จตํ รตนตยฺ ํ ฯ

มออุ เมตตฺ า จ มหาราชา สพพฺ สิเนหา จ ปชู โิ ต สพฺพสุขา จ มหาลาภา

สพฺพโกรธา วนิ าสฺสนฺติ ฯ

คาถานใ้ี หว า ๓ จบ

นมสฺสติ วฺ า อีสสี ิทฺธิโลกนาถํ อสิ ีสจฺจพนธฺ นํ สงคฺ ามํ อหํ วนทฺ ามิ ตํ สทา ฯ

ธมมฺ เถโร ธมมฺ กาโม ธมฺมครตุ ถาคโต

ธมมฺ ทสฺสี ธมมฺ ราชา ธมมฺ สามี จ เต นโม ฯ

อรหํ ปชู าสกกฺ ารํ อรหํ ปาเทสุ ปูรเย

อรหตฺถพลปปฺ ตโฺ ต อรโห นาม จ เต นโม ฯ

อตุ ฺตโม จตตฺ ุโร พทุ โฺ ธ อุตฺตโม ธมมฺ เทสยิ

อตุ ตฺ โมโมกฺขตเทหํ อตุ ตฺ โมตํ นมามหิ ํ ฯ

คาถานใี้ หว า ๓ หน

ลบ มออุ เปน องคพระ
ปถมํ มอฑฒฺ โลโป จ สสี พทุ ฺธา วิชายเต ฯ ลบ ม คร่งึ ตวั บงั เกิดเปนเศยี รพระ
ทตุ ิยํ ออฑฒฺ โลโป จ องฺคพุทฺธา วิชายเต ฯ ลบ อ ครงึ่ ตัว บังเกดิ เปนองคพ ระ
ตติยํ อุอฑฒฺ โลโป จ ปาทพทุ ฺธา วชิ ายเต ฯ ลบ อุ คร่งึ ตัว บังเกดิ เปน บาทพระ
สําเรจ็ เปน องคพ ระแล
จตตุ ถฺ ํ มเสสโลโป จ เทวฺ เนตฺตพุทธฺ า วิชายเต ฯ ลบเศษ ม ท่เี หลอื บงั เกดิ เปน
พระเนตรทงั้ สอง
ปจฺ มํ อเสสโลโป จ เทวฺ ถนพุทธฺ า วชิ ายเต ฯ ลบเศษ อ ทเี่ หลือบงั เกดิ เปน พระ
ถนั ทั้งสอง
ฉฏฐ มํ อเุ สสโลโป จ เทวฺ หตฺถปาทพทุ ธฺ า วิชายเต ฯ ลบเศษ อุ ท่ีเหลอื บงั เกิดเปน
พระหตั ถแ ละพระบาททง้ั สอง
สําเรจ็ เปนองคพ ระภควมั องคหนง่ึ ดง่ั นีแ้ ล

132

คาถาสาํ หรับนมสั การพระภควมั
ตีณิอกฺขรา ควมฺปติ สวสฺสติ สุคตํถานํ นมามิ สุคตเถรํ มหาเตชํ มหาตป
ผเลน ผลเตเชน โหนฺตุเม ชยมงคฺ ลํ ฯ
คาถานี้ใหว า สามจบนมสั การองคพระภควมั บดแี ล

ลบพระภควมั บดเี ปน อนุ วอณุ ณาโลม
ปถมํ สีสพุทฺธาโลโป จ อุณฺณาโลมา ปจฺจุปฺปนฺนา วิชายเต ฯ ลบเศียรพระบังเกิด
เปน อุนวอณุ ณาโลม
ทุติยํ องฺคพุทฺธาโลโป จ อุณฺณาโลมา ปจฺจุปนฺนา วิชายเต ฯ ลบองคพระบังเกิด
เปนอนุ วอุณณาโลม
ตติยํ ปาทพุทธฺ าโลโป จ อุณณฺ าโลมา ปจฺจุปฺปนฺนา วิชายเต ฯ ลบบาทพระ บังเกิด
เปน อนุ วอณุ ณาโลม
ลบองคพระเปน อนุ วอณุ ณาโลม เรียงไปทง้ั สามลาํ ดับ ดง่ั นี้

คาถาสาํ หรับนมัสการอุณณาโลม
นมามิ อุณฺณาโลมป พุทฺธโลมเสฏฐํ รูป โลกเสฏฐํ จ สกลํ อุณฺณาโลมํ วนฺทามิ
ตํ ฯ
คาถานใี้ หว าสามจบ นมสั การพระนวอุณาโลมทั้งสามแล

ลบ อุณณาโลมท้ังสามเปน สญู
ปถมํ ตีณิอุณฺณาโลมโลป สุฺญการํ โหติ สมฺภวํ ฯ ลบนวอุณณาโลมท้ังสาม
องค บงั เกดิ เปน สญู ดัง่ น้ี

133

คาถาสําหรับนมัสการสญู
นมามิ โชติ ปรมตฺถ สุฺญํ ปรมตฺถ เทสํ นมามิ เทสํ ปรมตฺถสุฺญํ ยํ ยํ ปน
เทสํ ปน นมามิ พุทฺธํ ฯ
คาถานใ้ี หวาสามหน
อันคาถานมัสการสูญบทนี้ ใหใชทั้งสูญ มหาสูญ และนิพพานสูญทุกแหงไป ถาท่ี
ไหนมอี ยแู ลวมิตองใช

ลบสญู เปนมหาสูญ
ทุติยํ สุฺญการโลป มหาสุฺญการํ โหติ สมฺภวํ ฯ ลบสูญชั้นท่ีหน่ึง บังเกิดเปน
มหาสญู สองช้ัน ดง่ั นี้

134

วรรคที่ ๓

ใหตง้ั นะพนิ ทุ แลวลบเปน นโมพุทฺธาย แลวใหลบ นโมพุทฺธาย เปน กุสลา ธมฺมา
ด่ังน้ี

ปถมํ นโมโลโป จ กสุ ลา ธมมฺ า วิชายเต ฯ ลบ นโมพุทธฺ าย เปน กุสลา ธมฺมา
ทตุ ิยํ พทุ ธฺ าโลโป จ อกสุ ลา ธมมฺ า วชิ ายเต ฯ ลบ พทุ ฺธา เปน อกสุ ลา ธมมฺ า
ตตยิ ํ ยโลโป จ อพฺยากตา ธมฺมา วชิ ายเต ฯ ลบ ย เปน อพยฺ ากตา ธมมฺ า
สําเร็จเปน กุสลา ธมมฺ า อกสุ ลา ธมมฺ า อพฺยากตา ธมมฺ า คือ พระอภิธรรมแล

อนจิ ฺจํ ลบ กสุ ลา ธมมฺ า เปน ทกุ ฺขํ อนจิ ฺจํ อนตฺตา
เปน อนตตฺ า ปถมํ กุสลา ธมมฺ าโลป ทุกฺขํกาโร โหติ สมภฺ โว ฯ ลบ กสุ ลา ธมฺมา เปน ทุกฺขํ
ทุติยํ อกุสลา ธมฺมาโลป อนิจฺจํกาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ อกุสลา ธมฺมา เปน

ตติยํ อุพฺยากตา ธมฺมาโลป อนตฺตากาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ อพฺยากตา ธมฺมา

สาํ เร็จเปน ทุกฺขํ อนจิ จฺ ํ อนตฺตา คอื พระไตรลักษณแล

ลบ ทกุ ขฺ ํ อนิจฺจํ อนตตฺ า เปน ม อ อุ
ปถมํ ทกุ ขโํ ลโป จ มกาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ พระทกุ ขฺ ํ เปน ม
ทตุ ยิ ํ อนจิ จฺ โํ ลโป จ อกาโร โหติ สมภฺ โว ฯ ลบ พระอนิจจฺ ํ เปน อ
ตติยํ อนตตฺ าโลโป จ อกุ าโร โหติ สมภฺ โว ฯ ลบ พระอนตฺตา เปน อุ
สําเร็จเปน ม อ อุ คอื พระรตั นไตรแล

ลบ ม อ อุ เปน อุ อ ม
ปถมํ มโลโป จ อกุ าโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ ม เปน อุ
ทตุ ยิ ํ อโลโป จ อกาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ อ เปน อ
ตตยิ ํ อโุ ลโป จ มกาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ อุ เปน ม

สาํ เร็จเปน อุ อ ม

135

คาถาสําหรับ นมัสการ อุ อ ม
อุทยธมฺมิโน อนาคามิ อรหนฺตํ สตฺตโพธฺฌงฺคา ปจฺจุปฺปนฺนา นมามิหํ ฯ พระ
คาถานีน้ มสั การตวั อแุ ล
อพฺยากตา ธมฺมา อนาคามิ อรหนฺตํ สตฺตโพชฺฌงฺคา ปจฺจุปฺปนฺนา นมามิหํ ฯ
พระคาถานี้นมัสการตวั อะแล
มคฺคผลเจตนา อนาคามิ อรหนฺตํ สตฺตโพชฺฌงฺคา ปจฺจุปฺปนฺนา นมามิหํ ฯ พระ
คาถาน้ีนมสั การตัวมะแล
คาถาน้ใี หเ สก ๓ หนแล

ลบ อุ อ ม คนื เปน ม อ อุ
ปถมํ อุโลโป จ ม กาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ อุ เปน ม
ทุติยํ อโลโป จ อ กาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ อ เปน อ
ตตยิ ํ มโลโป จ อุ กาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ ม เปน อุ
สําเรจ็ เปน ม อ อุ ดงั เกา

ลบ ม อ อุ เปน อุนวอุณณาโลมนสิ ัยองการ
ปถมํ มอฑฺฒโลโป จ สสี นสิ ฺสย องฺการวิชายเต ฯ ลบ ม เสียคร่ึงตัว บังเกิดเปน เศียร
อุนิสัย องการ

ทุติยํ ออฑฺฒโลโป จ มชฺเฌนิสฺสยองฺการวิชายเต ฯ ลบ อ เสียครึ่งตัว บังเกิดเปน
ทา มกลาง อนุ สิ สยั องการ

ตติยํ อุฑฺฒโลโป จ ปาทนิสฺสยองฺการวิชายเต ฯ ลบ อุ เสียคร่ึงตัว บังเกิดเปนบาทอุ
นิสสัยองการดง่ั นี้

จตฺตุถํ มเสสโลโป จ อฑฒฺ จนฺทนสิ สฺ ยองกฺ ารวิชายเต ฯ ลบ เศษ ม ที่เหลือเปน จันทร
คร่ึงซกี นสิ สัยองการดัง่ นี้

136

ปฺจมํ อเสสโลโป จ พินฺทุนิสฺสยองฺการวิชายเต ฯ ลบ เศษ อ ท่ีเหลือเปน พินทุ
นิสสัยองการ

ฉฏฐมํ อุเสสโลโป จ นวาฏฐนิสฺสยองฺการวิชายเต ฯ ลบ เศษ อุ ท่ีเหลือเปน อุนว
อุณณาโลมนิสสยั องการ

คาถาสําหรับเสก อุนวอณุ ณาโลมนสิ สยั องการ
ตณี ิ อกฺขรา องฺการกตํ นิสสฺ ยนาม องกฺ ารสริ ิสมปฺ นฺนํ โหติ สมภฺ วํ ฯ

คาถานี้เสกอนุ สิ สัยองการกระทําบริบูรณใหว า ๓ จบแล
คาถาสําหรบั นมัสการอนุ วอุณณาโลมนิสัยองการ

ฉฏฐ กตนิสสฺ ยองฺการานุภาวํ สขุ ํ พลํ เตโช ชโย สขุ าวหํ โหนตฺ ุ ชยมงฺคลํ ฯ
คาถานีน้ มสั การพระอณุ ณาโลมใหว า ๓ จบแล

ลบ อนุ วอณุ ณาโลมนสิ สยั องการ
ปถมํ นวาฏฐนิสสฺ ยองฺการโลโป จ สญุ ญกาโรโหติ สมฺภโว ฯ ลบ อุนวอุณณาโลมนิ
สสยั องการ เปน สญู

ทุตยิ ํ สุญฺ การโลโป จ มหาสุฺญกาโรโหติ สมภฺ โว ฯ ลบ สูญ เปน มหาสูญ

ตติยํ มหาสุญฺ การโลป นพิ พฺ านํ ปรมํ สุ ฺญํ ฯ ลบ มหาสญู เปน นพิ พานสูญ

137
ลบพินทนุ สิ สยั องการ
ปถมํ พนิ ทฺ นุ สิ สฺ ยองกฺ ารโลโป จ สุฺญกาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ พนิ ทุ เปน สญู

ทตุ ิยํ สุฺญการโลโป จ มหาสุ ญฺ กาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ สูญ เปน มหาสูญ

ตตยิ ํ มหาสุญฺ โลป นิพพฺ านํ ปรมํ สุ ญฺ ํ ฯ ลบ มหาสญู เปน นพิ พานสูญ

ลบพระจนั ทรครง่ึ ซกี
ปถมํ อฑฺฒจนฺทนิสฺสยองฺการโลโป จ สุฺญกาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ พระจันทรคร่ึงซีก

เปน สูญ

ทุติยํ สุญฺ การโลโป จ มหาสุ ฺญ กาโร โหติ สมภฺ โว ฯ ลบ สญู เปน มหาสญู

ตตยิ ํ มหาสุ ญฺ การโลป นพิ ฺพานํ ปรมํ สุฺญํ ฯ ลบ มหาสญู เปน นพิ พานสูญ

ลบบาทนิสสยั องการ
ปถมํ ปาทนิสฺสยองฺการโลโป จ สุฺญกาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ เศียรนิสสัยองการเปน
สญู

ทุตยิ ํ สุฺญการโลโป จ มหาสุ ญฺ กาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ สูญ เปน มหาสูญ

ตติยํ มหาสุญฺ การโลป นพิ พฺ านํ ปรมํ สุ ฺญํ ฯ ลบ มหาสูญเปน นพิ พานสูญ

138

ลบเศยี รนสิ สยั องการ
ปถมํ สีสนสิ สฺ ยองฺการโลโป จ สุ ญฺ กาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ เศียรนสิ สยั องการเปนสญู

ทุติยํ สุญฺ การโลโป จ มหาสุญฺ กาโร โหติ สมภฺ โว ฯ ลบ สญู เปน มหาสูญ

ตติยํ มหาสุ ญฺ การโลป นพิ พฺ านํ ปรมํ สุ ฺญํ ฯ ลบ มหาสญู เปน นพิ พานสญู

ตติยํ มหาวคคฺ ํ นฏิ ฐ ติ ํ
จบมหาวรรคท่ี ๓ แตเ พยี งเทา นี้

วรรคที่ ๖
ใหตั้ง นะพินทุ แลว ลบเปน นโมพทุ ธฺ าย ดจุ ที่ทาํ มาแลว ทุกวรรค แลวจึงลบเปน ดงั นี้
ปถมํ นโม โลโป จ ปฐมปารมโิ ย โหติ สมภฺ โว ฯ ลบ นโม เปน ทสปารมี
ทตุ ยิ ํ พุทธฺ าโลโป จ ทตุ ยิ ปารมิโย โหติ สมภฺ โว ฯ ลบ พทุ ธฺ า เปน ทสอปุ ปารมี
ตติยํ ยโลโป จ ตติยปารมิโย โหติ สมฺภโว ฯ ลบ ย เปน ทสปรมตฺถปารมี

ลบบารมี
ปถมํ ทสปารมิโยโลโป จ มกาโร โหติ สมภฺ โว ฯ ลบ ทสบารมี เปน ม
ทตุ ยิ ํ ทสอุปปารมิโยโลโป จ อกาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ ทสอุปบารมี เปน อ
ตตยิ ํ ทสปารมตฺถปารมิโยโลโป จ อกุ าโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ ทสปรมตถฺ บารมี เปน อุ

สําเรจ็ เปน ม อ อุ คอื พระรตั นไตร

139
ลบ ม อ อุ เปน อภุ ัยองการ
ปถมํ อุอฑฺฒโลโป จ อุอุภยองฺการวิชายเต ฯ ลบ อุ เสียคร่ึงตัว บังเกิดเปนเศียร อุ
อุภยั องการ

ทุติยํ ออฑฺฒโลโป จ ปาทอุภยองฺการวิชายเต ฯ ลบ อ เสียคร่ึงตัว บังเกิดเปนบาท อุ
อภุ ัยองการ

ตติยํ มอฑฺฒโลโป จ อฑฺฒจนฺทอุภยองฺการวิชายเต ฯ ลบ ม เสียคร่ึงตัว บังเกิดเปน
จันทรครึ่งซกี อภุ ยั องการ

จตุตฺถํ อุเสสโลโป จ ชิวฺหาอุภยองฺการวิชายเต ฯ ลบเศษ อุ ที่เหลือคร้ังสุดทายบังเกิด
เปน ชิวหาอภุ ัยองการ

ปฺจมํ อเสสโลโป จ พินฺทุอุภยองฺการวิชายเต ฯ ลบเศษ อ ท่ีเหลือคร้ังสุดทาย
บังเกดิ เปน พนิ ทอุ ุภัยองการ

ฉฏฐมํ มเสสโลโป จ นวาฏฐอุภยองฺการวิชายเต ฯ ลบเศษ ม ที่เหลือครั้งสุดทาย
บงั เกดิ เปน อุนวอณุ ณาโลมอภุ ยั องการ

คาถาสาํ หรับนมัสการอนุ วอุณณาโลมอุภัยองการ
วนฺทิตฺวา สิรสา ปาเท อาจาริเย สิทฺธิมหํ อุภยองฺการนาม ชยสิทฺธิ นมามิหํ ฯ
พระคาถานี้ใหนมัสการองคอ ภุ ัยองการสามจบแล

140
ลบอภุ ยั องการเปนมหาอภุ ัยองการ
ปถมํ นวาฏฐ พนิ ฺทชุ ิวหาอฑฒฺ จนฺทอฐุ านอุภยองฺการโลโป จ มหาอุภยองฺการวิชาย
เต ฯ ลบ อุอุภยั องการครั้งเดยี วใหห มดเปน มหาอุภัยองการ

คาถาสําหรบั นมัสการมหาอภุ ยั องการ
วนทฺ ิตวฺ า สริ สา ปาเท อาจารเิ ย สทิ ธฺ มิ หํ มหาอุภยองฺการนาม ชยสทิ ธฺ ิ นมามหิ ํ ฯ
คาถาน้ีใหว า สามหน

ลบมหาอภุ ัยองการเปนนพิ พานสญู
ปถมํ มหาอุภยองฺการโลโป จ สุฺญกาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ มหาอุภัยองการ
คร้งั เดียวหมดเปนสญู

ทตุ ยิ ํ สุ ฺญการโลโป จ มหาสุ ญฺ กาโร โหติ สมฺภโว ฯ ลบ สูญเปน มหาสญู

ตติยํ มหาสุ ญฺ การโลป นพิ พฺ านํ ปรมํ สุ ญฺ ํ ฯ ลบ มหาสญู เปน นพิ พานสูญ

ฉฏฐมํ มหาวคฺคํ นฏิ ฐติ ํ
จบมหาวรรคที่ ๖ แตเ พยี งเทา นี้

141

วรรคที่ ๘

อรหโต ใหต ัง้ นะพินทุ จนสาํ เรจ็ เปน นโมพุทธายะ จากน้ันพงึ ลบ นะโมพทุ ธายะ ตอไปดังนี้
พทุ ฺธสฺส ปถมํ นโมโลโป จ นรวนฺทนํ โหติสมภฺ วํ ฯ ลบ นะโมเปน นรวนทฺ นํ ดงั น้ี นโมตสสฺ ภค
ทุติยํ พุทฺธาโลโป จ อินฺทวนฺทนํ โหติสมฺภวํ ฯ ลบ พุทธา เปน อินฺทวนฺทนํ ดังน้ี วโต

ตตยํ ยโลโป จ พฺรหฺมวนฺทนํ โหติสมฺภวํ ฯ ลบ ย เปน พฺรหฺมวนฺทนํ คือ สมฺมาสมฺ

ลบนะโม
ปถมํ นโมโลโป จ จตุตฺถํ นาม สมฺพุทฺโธ โหติ สมฺภโว ฯ ลบ นะโม เปนพระนาม
พระพทุ ธเจา ๔ พระองค ดงั่ น้ี ตณฺหงฺกโร เมธงกฺ โร สรณงกฺ โร ทีปงกฺ โร
ทุติยํ ตสฺสโลโป จ จตุตฺถํ นาม สมฺพุทโธ โหติ สมฺภโว ฯ ลบ ตสฺส เปนพระนาม
พระพุทธเจา ๔ พระองค ด่ังน้ี โกณฺฑโฺ ญ สมุ งฺคโล สุมโน เรวโต
ตติยํ ภคโลโป จ จตุตฺถํ นาม สมฺพุทโธ โหติ สมฺภโว ฯ ลบ ภค เปนพระนาม
พระพทุ ธเจา ๔ พระองค ดัง่ นี้ โสภีโต อโนมทสสฺ ี ปทโุ ม นารโท
จตุตฺถํ วโตโลโป จ จตุตฺถํ นาม สมฺพุทโธ โหติ สมฺภโว ฯ ลบ วโต เปนพระนาม
พระพทุ ธเจา ๔ พระองค ดั่งนี้ ปทมุ ุตตฺ โร สเุ มโธ สุชาโต ปย ทสสฺ ี
ปฺจมํ อรโลโป จ จตุตฺถํ นาม สมฺพุทโธ โหติ สมฺภโว ฯ ลบ อร เปนพระนาม
พระพทุ ธเจา ๔ พระองค ด่งั นี้ อตถฺ ทสสฺ ี ธมฺมทสฺสี สิทฺธตฺโต ตสิ โส จ
ฉฏฐมํ หโตโลโป จ เทฺว นาม สมฺพุทโธ โหติ สมฺภโว ฯ ลบ หโต เปนพระนาม
พระพุทธเจา ๒ พระองค ดั่งนี้ ปุสโฺ ส วิปสฺสี
สตฺตมํ สมฺมาโลโป จ เทฺว นาม สมฺพุทโธ โหติ สมฺภโว ฯ ลบ สมฺมา เปนพระนาม
พระพุทธเจา ๒ พระองค ดั่งนี้ สขิ ี จ เวสฺสภู
อฏฐมํ สมฺพุทฺโลโป จ เทฺว นาม สมฺพุทโธ โหติ สมฺภโว ฯ ลบ สมฺพุทฺ เปนพระนาม
พระพทุ ธเจา ๒ พระองค ดั่งนี้ กุกกฺ สุ นฺโธ โกนาคมโน
นวมํ ธสฺสโลโป จ เทฺว นาม สมฺพุทโธ โหติ สมฺภโว ฯ ลบ ธสฺส เปนพระนาม
พระพุทธเจา ๒ พระองค ด่งั นี้ กสฺสโป โคตโม
สาํ เร็จเปน พระนามพระพทุ ธเจา ทงั้ ๒๘ พระองค

142

ลบพระนามพระพทุ ธเจา ๒๘ พระองค
ปถมํ อฏฐวีสติ นามพุทฺธาโลปานิ อฏฐวีสติ หทยพุทฺธาวิชายเต ฯ ทานใหลบ
พระนามพระพุทธเจา ทง้ั ๒๘ พระองคเปน หทยั พระพทุ ธเจา ทั้ง ๒๘ พระองคดงั น้ี

ตํ เม ส ที โก มํ สุ เร โส อ ป นา ป สุ สุ ป อ ธ สิ ติ ปุ วิ สิ เว กุ โก ก โค ฯ

ลบทหยั พระพทุ ธเจา ๒๘ พระองค
ทุติยํ อฏฐวีสติ อกฺขรหทยพุทฺธาโลปานิ จ อฏฐวีสติ องฺคพุทฺธาวิชายเต ฯ ทานให
ลบอักขระหทยั พระพุทธเจา ทั้ง ๒๘ พระองค เปนองคพระ ๒๘ พระองค ด่งั น้ี (เวลาเขียนเขียนเรยี ง
กนั ไปจนครบ)

คาถาสาํ หรบั นมัสการพระพุทธเจา ทั้ง ๒๘ พระองค
อฏว สี ติ มหาพทุ ฺธา สพเฺ พ วนทฺ ามิ เต อหํ
เตน สจฺเจน สเี ลน ขนตฺ เิ มตฺตาพเลน จ
เตป ตมุ ฺเห อนุรกขฺ นตฺ ุ อาโรคฺเยน สุเขน จ
เตน พทุ ธฺ เตเชน สริ สิ ทิ ธฺ ิชยมงคฺ ลานิ ฯ

พระคาถานนี้ มัสการพระพทุ ธเจา ๒๘ พระองค ๓ จบแล

ลบองคพ ระทงั้ ๒๘ พระองคเปน อนุ วอณุ ณาโลม
ตติยํ อฏฐวีสติ องฺคพุทฺธาโลปานิ อฏฐ วสี ติ อุณณฺ าโลมาวชิ ายเต ฯ ลบองคพระ

ทง้ั ๒๘ พระองค เปน อุนวอณุ ณาโลม ๒๘ องค ดั่งน้ี


Click to View FlipBook Version