The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือสวดมนต์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patiweth Ketkhong, 2021-03-26 09:59:46

หนังสือสวดมนต์

หนังสือสวดมนต์

หนังสอื สวดมนต
ธัมมจกั กปั ปวตั ตนสตู ร
และธรรมท่ีเกยี่ วขอ ง

พฤษภาคม ๒๕๕๔



โย โว อานนทฺ มยา ธมโฺ ม จ วินโย จ เทสิโต
ปญฺ ตโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา

ดกู อ นอานนท พระธรรมและพระวินยั ทต่ี ถาคตแสดงและ
บญั ญัติไวแ ลว

จกั เปน ศาสดาแกพ วกเธอทั้งหลายโดยกาลลวงไปแหงตถาคต

(พทุ ธ) ที. มหา ๑๐/๑๔๑/๑๗๘

วสิ ุทธฺ ิ สพฺพเกลฺ เสหิ โหติ ทุกเฺ ขหิ นิพฺพตุ ิ
เจตโส โหติ สา สนฺติ นพิ พฺ านมตี ิ วุจฺจติ

บรสิ ุทธจ์ิ ากกเิ ลสทั้งปวง ๑
ดับทกุ ขทั้งหลาย ๑
สงบใจได ๑
นี้ ตถาคต เรียกวา “นพิ พาน” ดงั นี้

ท่ีมา: เทศน แรม ๑๔ คํา่ เดือน ๓ ปข าล ศกุ รที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ พระอุโบสถ
วดั ปากนา้ํ ภาษเี จรญิ กรงุ เทพ

อางอิง

“คาถาศราทธพรต”, สวดมนตฉ บับวัดปากนํา้ ภาษีเจรญิ กรุงเทพมหานคร ครง้ั ท่ี ๑๔ พ.ศ.๒๕๕๑,
หนา ๑๕๑

คาํ นํา

คณะผูจัดทําไดจัดพิมพ หนังสือสวดมนต ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและธรรมที่เก่ียวของขึ้น

เนื่องมาจากคําบอกกลาวของ พระครูไกรสรวิลาส (ณัฐนันท กุลสิริ)วัดปากน้ําภาษีเจริญ เพื่อให

พทุ ธศาสนิกชนสามารถไดม โี อกาสใชสวดมนตทําวัตรและยังทําใหผูสวดมนตไดบําเพ็ญเจริญสติยังใหกุศล

ไดเกิดขึ้นในขณะสวดมนต นับเปนอุบายหนี่งที่จะทําใหจิตเปนสมาธิมีความสงบจากอารมณภายนอกใน

ขณะนัน้ วัตถุประสงคต อมาเพ่ือใหพุทธศาสนกิ ชน ไดเ ขา ใจถึงความสาํ คัญของบทสวดจักกัปปวัตตนสูตร

และองคธรรมอน่ื ๆ ท่เี กี่ยวขอ งซึ่งจะไดเ ปนแนวทางในการปฏิบตั ิเพ่อื เขาพุทธะที่แทจริง

ในโอกาสท่ีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรีไดมีวาระ

ครบรอบ ๑๕ ป ในการดําเนินงานดานการเรียน การสอน การวิจัย จึงขอไดมีสวนสนับสนุนจัดทําหนังสือ

เลมน้ีเพ่ือทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรม และสงเสริมใหพุทธศาสนาไดอยูควบคูกับสังคมไทย สืบทอด

พระพทุ ธศาสนาแบบอยางทีด่ ีไวแกอนชุ นรุนหลงั

หนังสือเลมนี้มีเนื้อหาแบงออกเปนสองสวน คือ สวนท่ีหนึ่ง เปนบทนําพระธรรมเทศนา

โดย เจาพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย (ชวง วรปุฺโญ ป.ธ.๙) วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔

ณ พระอุโบสถ วัดปากนํ้าภาษีเจริญ กรุงเทพ และบทสวดมนตตามแบบฉบับของวัดปากน้ําภาษีเจริญ

สว นทีส่ อง เปน บทสวดจกั กัปปวัตตนสูตรและธรรมอ่ืน ๆ ท่ีเก่ียวของ โดยเน้ือหาไดคัดลอกมาจากหนังสือ

บาง จากเว็บไซตบาง ตามที่คณะผูจัดทําคิดวาดีและมีสาระท่ีเราชาวพุทธควรจะตองรู โดยพระมหาเจริญ

ทิวงฺกโร ป.ธ. ๙ พธ.บ วัดนวลนรดิศวรวิหาร อนุเคราะหรวมตรวจสอบ หากมีส่ิงใดผิดพลาดหรือวาได

ละเมิดลิขสิทธ์ิของผูใด คณะผูจัดทําขอกราบอภัยและขออนุญาตมา ณ ที่นี้ดวย เพราะมิไดมีเจตนาทําข้ึน

เพอ่ื การคา แตอ ยางใด หากแตจ ัดทําขน้ึ เพ่ือเปน ธรรมทานแกสงั คมเทา น้นั

บุญกุศลที่เกิดจากการพิมพหนังสือเผยแพร คณะผูจัดพิมพขออุทิศใหแก เปนพุทธบูชา ธรรม

บูชา สังฆบูชา ทวยเทพสิ่งศักด์ิสิทธิ์ทั้งหลายในสถานที่นี้และในอนันตจักรวาล พระเดชพระคุณหลวงพอ

วัดปากนํ้า ผูคนพบวิชชาธรรมกาย ของพระสัพพัญูพุทธเจา ในฝายสัมมาทิฏฐิ (ชาย)คุณครูอุปชฌาย

อาจารย, (หญิง)คุณครูบาอาจารย คุณมารดาบิดา ญาติพี่นอง ผูมีอุปการะคุณ ทวยเทพส่ิงศักด์ิสิทธิ์

ท้ังหลาย พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ขาราชบริพาร พระประยูรญาติ

ท้ังหลาย ผูรักษาประเทศชาติ พระศาสนา วิชชาธรรมกาย อาณาจักร พุทธจักร ฐานทัพ ธาตุธรรม

มรรคผลนิพพาน มนุษย อมนษุ ยและผรู ว มสั่งสมบญุ บารมี รวมตัวของขา พระพทุ ธเจา เองดวยใหไดดวงตา

เห็นธรรมสําเรจ็ วชิ ามรรคผล วชิ าธรรมกายและนพิ พานในฝายสมั มาฐติ ิแตส ว นเดยี ว

ทา นมีทุกข ขอใหพนจากทุกข

ทานมภี ยั ขอใหพน จากภัย

ทา นมีโรค ขอใหพน จากโรค

ทา นมสี ุขอยูแ ลว ขอใหสุขยง่ิ ๆ ขึ้นไป

สดุ ทายขอใหว างไดท งั้ ทกุ ข วางไดท งั้ สุข

พระครูไกรสรวลิ าส

และคณะผูจัดทาํ



สารบญั

สว นที่หนึง่

บทสวดมนต

พระธรรมเทศนา..................................................................................๓
บูชาพระ .............................................................................................. ๙
ไหวพระ............................................................................................... ๙
คาํ ขอขมาโทษ .................................................................................. ๑๐
คําอาราธนา...................................................................................... ๑๑
ปฐมพทุ ธะวะจะนะ ........................................................................... ๑๒
พุทธะอุทานะคาถา - ปฏิจจสมปุ บาท อนโุ ลม.................................. ๑๓
พทุ ธะอุทานะคาถา - ปฏจิ จสมปุ บาท ปฏิโลม.................................. ๑๔
หวั ใจพระพทุ ธศาสนา....................................................................... ๑๖
จาตุรงคสันนบิ าต .............................................................................๑๗
พระโอวาทปาฏโิ มกข........................................................................๑๗
โอวาทะปาฏิโมกขาทิปาโฐ................................................................ ๑๘
ภทั เทกะรตั ตะคาถา.......................................................................... ๑๘
เน้อื หาธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู รโดยยอ .............................................๑๙
ไตรสรณคมน.................................................................................... ๒๐
การบาํ เพญ็ บารมขี องพระโพธิสตั ว .................................................. ๒๐
บทขัดธมั มะจกั กปั ปะวัตตะนะสูตร..................................................๒๒
ธมั มะจกั กัปปะวัตตะนะสตุ ตัง..........................................................๒๓
อาฏานาฏยิ ะปะรติ ตัง(นะโมเม)........................................................๒๘
รตั นสตู ร............................................................................................ ๓๐
กะระณียะเมตตะสตุ ตัง.....................................................................๓๓
ขนั ธะปะริตตะคาถา ......................................................................... ๓๔
ถวายพรพระ ..................................................................................... ๓๔
พาหุง ................................................................................................. ๓๕
มหาการณุ โิ ก.....................................................................................๓๖

องั คลุ มิ าละปะรติ ตัง..........................................................................๓๗
โพชฌังคะปะริตตงั ............................................................................๓๗
อะภะยะปะริตตงั ...............................................................................๓๘
โมระปะรติ ตัง....................................................................................๓๘
ฉัททนั ตะปะริตตงั .............................................................................๓๙
วัฏฏะกะปะรติ ตัง ..............................................................................๓๙
พระวินัย............................................................................................ ๔๐
พระสตู ร ............................................................................................ ๔๐
พระสงั คณิ ี......................................................................................... ๔๑
พระวิภังค .......................................................................................... ๔๑
พระธาตกุ ะถา ................................................................................... ๔๑
พระปุคคะละบัญญตั ติ ......................................................................๔๒
พระกถาวตั ถุ.....................................................................................๔๒
พระยะมะกะ ...................................................................................... ๔๒
พระมหาปฏฐาน................................................................................ ๔๓
บงั สุกุลเปน ....................................................................................... ๔๓
บังสกุ ลุ ตาย....................................................................................... ๔๓
มังคะละเทวะมุนิปตตทิ านะคาถา .................................................... ๔๔
มงคลเทวมนุ ิปตตฺ ิทานคาถา ............................................................๔๕
คําอาราธนาศีล ๕.............................................................................๔๕
คาํ อาราธนาศลี ๘............................................................................. ๔๖
คาํ อาราธนาพระปรติ ร ..................................................................... ๔๖
คําถวายขาวพระพุทธ....................................................................... ๔๖
คาํ ลาขา วพระพุทธ............................................................................๔๗
คําถวายสงั ฆทาน..............................................................................๔๗
คําแปล ..............................................................................................๔๗

สวนท่ี สอง
ธมั มจกั กปั ปวัตตนสตู รและธรรมทเ่ี กีย่ วของ

บทสวดธมั มจกั กัปปวตั ตนสตู ร........................................................ ๕๑
เน้อื หาธมั มจกั กัปปวตั ตนสตู รฉบับสมบรู ณ ...................................๕๓
บุพนมิ ติ แหง มัชฌมิ าปฏิปทา............................................................๖๖
ความสาํ คญั ของการมีกลั ยาณมิตร..................................................๖๗
โยนโิ สมนสกิ าร .................................................................................๗๐
อริยสัจ ๔...........................................................................................๘๒
กจิ ในอรยิ สจั ๔..................................................................................๘๓
กาํ เนดิ พระพุทธรูป ...........................................................................๘๕
ธรรมจกั รในพุทธศาสนา..................................................................๘๖
การทําวตั รสวดมนต.........................................................................๙๑
คาํ อธิษฐานภายหลังการเจรญิ ภาวนาหรือหลงั จากประกอบการกศุ ล ......๙๓



พระธรรมเทศนา

โดย เจาพระคณุ สมเดจ็ พระมหารัชมังคลาจารย (ชวง วรปุ ฺโญ ป.ธ.๙)
วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ พระอุโบสถ วัดปากนํา้ ภาษเี จรญิ กรงุ เทพ

วะโร วะรัญู วะระโท วะราหะโร อะนุตตะโร ธมั มะวะรงั อะเทสะยิ
อทิ ัมป พุทเธ ระตะนงั ปะณีตงั เอเต นะ สจั เจ นะ สวุ ตั ถิ โหตฯุ

พระธรรมเทศนา ท่ีอาตมาภาพไดแสดงน้ีอยูในบทสวดมนตรัตนะสูตร บทท่ี ๒ รองจาก
มงคลสตู ร วันนี้เปนอีกพระคาถาหน่ึง พระคาถาน้ีแสดงถึงพระสัจจะของพระอานนท อางสัจจะ
ของพระพุทธ ของพระธรรม ของพระสงฆแลวประพรมนํ้าพระพุทธมนตขจัดปดเปาภัยทั้งหลาย
ในเมืองไพสาลีสมัยนั้นให สงบระงับหมดไปหายไป เปนปกติสุข ดวยพระรัตนะสูตรอันน้ี ตามที่
ไดอางคาถารัตนะสูตรไวน้ี

วะโร วะรัญู วะระโท วะราหะโร อะนุตตะโร ธมั มะวะรัง อะเทสะยิ
อิทมั ป พทุ เธ ระตะนงั ปะณตี ัง เอเต นะ สจั เจ นะ สุวัตถิ โหตุฯ

แปลเปน ไทยวา พระสมั มาสมั พทุ ธเจาผปู ระเสริฐ ทรงรูพระนิพพานแลว ทรงแสดงธรรม คือ พระ
นิพพานอันประเสริฐสูงสุดน้ัน และทรงแนะนําขอปฏิบัติอยางดีเลิศ พระสัมมาสัมพุทธเจา
พระองคนั้นผูไมมีใครอื่นยิ่งกวา ไดแสดงธรรมคือพระนิพพานแลวนี้ ก็เปนรัตนะอันสูงสุดใน
พระพุทธเจา ดว ยวาจาแหง คาํ สัจอันน้ขี อความสวัสดจี งมีเถดิ ดงั นี้

พระคาถานี้ พระอานนทซึ่งเรียนจากพระสัมมาสัมพุทธเจา พระคาถาน้ีอางสัจจะ สัจจะนี้
เปนประการสําคัญ ข้ึนชื่อวาสัจจะ เรามีสัจจะดวยกันทุกคน ทําอะไรใหมีความจริงใจ อยูใน
ความจริงใจ อันนน้ั กเ็ ปน สจั จะ เหมอื นอยา งพระเณร มีความต้ังใจวาถึงวันอุโบสถ มีพระธรรม
เทศนาในพระอุโบสถน้ี ขาพเจาจะตองลงมาเพื่อฟงเทศน ฟงธรรม ต้ังใจวาอยางนี้, แลว
เมื่อถึงวันเชนนี้ก็มา อันน้ีก็เปนสัจจะ ญาติโยมท่ีมาปฏิบัติธรรม ใหทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
ณ ที่นี้ก็ตาม โยมมีสัจจะ โยมต้ังใจจะมา ในโอกาสนี้ ฉันจะไปปฏิบัติธรรม รักษาศีลที่วัดปากนํ้า
สัก ๓ วัน สมมติวาอยางน้ัน ถึงเวลาก็มาทําตามกําหนด ก็เปนสัจจะ โยมบางทานมาทุกวัน
อุโบสถ ก็คงตั้งใจอธิษฐานไววา ทุกวันพระตองมา ก็เปนสัจจะของโยม เรามีสัจจะดวยกัน
ทุกคน ทําไดตามสจั จะ ตงั้ ใจเอาไวอยา งใดอยา งหนึง่ และทําใหไดจ รงิ สัจจะมอี านิสงส

พระพทุ ธมนตบ ทนี้ พระอานนทอา งสจั จะของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา วาพระองคตรัสรูพระ
นิพพานแลว พระองคก็ประทานพระธรรมเทศนาคือพระนิพพานและธรรมะตาง ๆ ท่ีสูงสุดและ
ประทานขอแนะนําท่ีดีเลิศในการประพฤติปฏิบัติ ในการกระทํา ในน้ีจะแสดงถึงเร่ืองนิพพาน ที่
พระอานนทสวดวา “วะโร วะรัญู วะระโท วะราหะโร” วะโร แปลวา พระผูเปนเจาอัน

ประเสริฐ วะรัญู คอื รพู ระนิพพาน แตบ างทคี นทว่ั ๆ ไปคดิ วาพระนิพพานจะตองเปนอยางน้ัน



เปนอยางนี้ จะตองอยูที่นั้น อยูท่ีนี้ บางทีเราคิดวาสวรรค ดาวดึงส ยามา ดุสิต นิมมานรดี
สวรรค ๖ ชน้ั ยอมมเี ปน ชัน้ ๆ เรารวู าสวรรคมี ๖ ชน้ั นิพพานจะตองมีเปน ช้นั ๆ เหมือนกัน ทาํ
ใหรูสึกวา เทวดาอยูช้ัน ดาวดึงส เทวดา มีประสาทสวยงาม แต พระนิพพานไมมีอยางท่ีวานี้
นิพพานทานกลาวในคัมภีรวา ไมใช ดิน นํ้า ไฟ ลม ไมใชอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญ
จายตนะ ไมใชโลกนี้ ไมใชโลกอ่ืน ไมมีการมา ไมมีการไป ไมมีจุติ ไมมีเกิด ไมมีอะไรท้ังน้ัน
แลว นิพพานคอื อะไร โยม ในพระบาลบี ทหนงึ่ พระองคร บั สงั่ ไวว า

วสิ ทุ ธฺ ิ สพพฺ เกฺลเสหิ โหติ ทกุ ฺเขหิ นพิ พฺ ตุ ิ
เจตโส โหติ สา สนตฺ ิ นิพพฺ านมตี ิ วุจฺจติ
นี้เปนพระอรยิ บทหนง่ึ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจารับสัง่ ไว วิสทุ ธฺ ิ สพฺพเกลฺ เสหิ โหติ ทุกฺเขหิ นิพฺพุติ
เจตโส โหติ สา สนฺติ ความสงบใจได ๑ แปลความวาความบริสุทธิ์จากกิเลสท้ังปวง ๑
ความดับทุกขท้งั หลายได ๑ ความสงบใจได ๑ อันนีแ้ หละตถาคตเรียกวา“นิพพาน”โยมจําไวนะ
วิสุทฺธิ สพฺพเกฺลเสหิ ความบริสุทธ์ิจากกิเลสทั้งปวง ๑ โหติ ทุกฺเขหิ นิพฺพุติ
ความดับทุกขท้ังหลายได ๑ เจตโส โหติ สา สนฺติ มีความสงบใจได ๑ นิพฺพานมีติ วุจฺจติ
อันนี้แหละเราตถาคตเรียกวา “นิพพาน” พระพุทธเจาตรัสไวอยางน้ี พระองคไมไดบอกวาถา
ทําไดอยางนี้นะ จะไดไปอยูท่ีนี่นะ ไปอยูท่ีน่ันนะ บอกวาอันน้ีแหละคือนิพพาน อันนี้อาตมา
พูดตามตํารา พูดตามปริยัติ อาตมาไมไดพูดตามปฏิบัติ โยมมาศึกษาสักเล็กนอยไมตองมาก
เพราะวานิพพานน้ันพูดตามความจริง ๆ แลว โยมไมคอยอยากจะไป อยากไปแคหัวสะพาน
ท่ีพูดวาอยางน้ี เวลาโยมรับศีล ๓ ขอ คือ สีเลนะ สุคะติง ยันติ (ศีลเปนปจจัยใหมีความสุข)
โยมรบั สาธุ สีเลนะ โภคะสัมปะทา (ศีลเปนปจจัยใหมีโภคสมบัติ) โยมรับ สาธุ แตใหรับศีล
ขอ ๓ สีเลนะ นพิ พุติง ยันติ (ศลี เปนปจจัยใหเขาถึงพระนิพพาน) โยม เงียบ ไมรับดวย เปนบาง
แหง ซึ่งเปนความไมรูของญาติโยม ณ ท่ีนั้น วาตองรับ ที่อาตมาพูดเพื่อใหรับรูไว การท่ีโยมมา
ศึกษา ไดคุณธรรม ๓ ประการ ไดแก ความบริสุทธ์ิจากกิเลส ความดับทุกข ความสงบ
ใจ ๓ ประการน้ี เปน นิพพาน ใครทําไดบาง กิเลส ไดแก ความรัก ความโลภ ความโกรธ
ความหลง ความตระหน่ี ความอิจฉา ความริษยา อะไรตาง ๆ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิ ท่ีมี
อยูในตัวเรานั้น โยม มาฟงเทศน ทุกวัน ๆ แมชีเปนต้ังแตสาวจนแก หมดหรือยัง เจากิเลส
ถาหมด น่นั แหละเปนนิพพาน แตมีใครยืนยันไดไหมวาฉันนี้ไมมีกิเลสแลว อาตมาก็ไมสามารถ
ยืนยันไดวามีไหม ใครมีบางไหม ถามีบุคคลทานนั้นจะไมพูดไมบอกวาหมดกิเลสแลว ถามีคน
พดู คนบอก สงสยั ตองจับสงปากคลองสาน๑ คนทหี่ มดกเิ ลสจะไมบ อก
สามเณรอายุ ๗ ขวบ นารักนาเอ็นดู สมัยพระพุทธเจา สามเณรเดินไปไหน พระก็จับหัว
เลน พดู หยอกเยาบา ง แตเ ณรองคนัน้ เปน พระอรหันตแตก็ไมบ อก ไมวา อะไร จนพระพทุ ธเจา

๑ปากคลองสาน หมายถงึ “โรงพยาบาลสมเดจ็ เจาพระยา”



ทรงรับสั่งวา เธอท้ังหลายกําลังเลนกับไฟ เพราะเณรเปนพระอรหันตไปทําลวงเกินพระอรหันต
เปนบาปเปนกรรม พระเหลาน้ันจึงรูวาเณรเปนพระอรหันต แลวญาติโยมท่ีปฏิบัติอยู โยม
บางคนอาจจะหมดก็ได แตโยมก็ไมบอกแลว เนื้อหาสาระโดยท่ัว ๆไปแลวมีเต็มเปยมกันท้ังน้ัน
ไมมีใครหมด บางคนบอกวาปฏิบัติอยางเครงครัดเหลือนอยแลว เหลือแค ๓ ตัว คือ ราคะ
โทสะ โมหะ ๓ ตวั นี้ เปนตวั รา ยกาจ เจา กิเลสมีอยูใ นตัวบุคคลทกุ คน ถาปฏิบัติได โดยดับได
ละได ใหมันหมดไปไดจากอัธยาศัย จิตใจของเรา อันน้ันแหละทานทั้งหลายถาทําได ก็จะมี
นิพพาน เปนนิพพานแลวอยูที่ไหน เม่ือเปนอยางน้ีแลวไมเกิด ไมแก ไมเจ็บ ไมตาย แตอยูท่ี
ไหนไมรู อันนี้เรียกวา วิสุทฺธิ สพฺพเกฺลเสหิ บริสุทธิ์จากกิเลสท้ังหลาย ๑ โหติ ทุกฺเขหิ
นิพฺพุติ ดับทุกขทั้งหลายได ๑ ทุกขหลายอยาง๒ ไดแก ความเกิด ความแก ความเจ็บ
ความตาย ความไมสมดังปรารถนา ก็เปนทุกข โดยสรุป เบญจขันธ ๕ ประการเปนทุกข เร่ือง
ทุกข ทานทั้งหลาย เร่ืองเกิด เรามองไมเห็นเปนทุกข เราเห็นวาเปนสุข มีลูกมีหลาน ฉันไดลูก
สาว ฉนั ไดลูกชาย กด็ ีอกดีใจทกุ คน แตแทที่จริงแลวเปนทุกข คือ เกิดมาตองอยูในกองทุกข
ตองทํามาหากิน ตองหาเงินหาทอง ตองเจ็บไขไดปวย ตองอยางนั้นอยางน้ี มันเปนทุกข
ตายดีไหม ดี แตก็ไมอยากตาย ความคับแคนใจ ความพลัดพรากก็เปนทุกข ความประจวบ
กับของท่ีไมเปนท่ีรัก ไมพบกับของที่เปนท่ีรัก ก็เปนทุกข ความพลัดพรากจากของท่ีรัก ก็เปน
ทุกข หรือปรารถนาสิ่งใดแลวไมไดดังสมหวังก็เปนทุกข ทานทั้งหลาย เคยเกิดขึ้นกับทุกทาน
หรือไม เคยทุกคน เม่ือพูดโดยสรุป เบญจขันธ ๕ ประการเหลานี้เปนทุกข ไดแก รูปขันธ
เวทนาขนั ธ สัญญาขันธ สังขารขันธ วิญญาณขันธ เรามีกันคนละ ๕ ขันธ ทั้งญาติ ท้ังพระ
ท้ังเณร มีคนละ๕ ขันธ นม่ี นั เปนทกุ ข ดงู า ย ๆ ก็ได เวลานั่งนานๆ กเ็ มื่อย มนั กเ็ ปน ทุกข การน่ัง
พับเพียบไมสบาย นานๆ ก็เปน ทุกข ก็เปลี่ยนเปนน่ังขัดสมาธิ นั่งนานๆ ก็ไมเหมือนกับผูอื่นเขา
อยาไปฝนสังคมทําใหเหมือนเขา การดับนี้ ใหกําหนดรูวามันเปนทุกข ทุกขน้ีมันละไป
ไมได อยูกับตัวเรา อยูกับสังขารเรา แตใหกําหนดรูวาเปนตัวทุกข นี้เรียกวา “ละทุกข”
หรอื “กําหนดทุกข” น่กี เ็ ปน นพิ พาน

อีกประการหนี่ง วิสุทฺธิ สพฺพเกฺลเสหิ สงบใจ ทําใจใหสงบ ใจของคนเราน้ัน ธรรมชาติ
ของใจ ใจมันคิด คิดเรื่อยไป ไมหยุด ตัวอยูน่ี ใจคิดถึงไหนก็ได แตใจนั้น ทานเปรียบไววา ใจ
ของคนเหมือนกับลิง โยมเห็นลิงนั่งพับเพียบ เรียบรอย อยูเฉย ๆ สงบเสง่ียมบางหรือไม ไมมี
ลิงอยูไมสุข เด่ียวมันก็จับโนน จับน่ี ใจของคนเปนอยางน้ัน เปนธรรมชาติของใจใหคิด เขา
เรียกวาใจไมสงบ ฟุงซาน พระสัมมาสัมพุทธเจาวาตองทําใจใหสงบ สงบคือไมฟุงซาน พระ
เณรทกุ รปู ท่ีบวชเขามานนั้ ตอ งเรียนกรรมฐานทุกองค ที่เรียนกรรมฐานเพื่อทาํ ใจใหส งบ เกษา
โลมา นขา ทนั ตา ตโจ, ตโจ ทนั ตา นขา โลมา เกษา กรรมฐานนี้เพ่ือรกั ษาใจทําใจใหส งบ

๒ทกุ ขห ลายอยา ง - ดูรายละเอียดทีห่ นา ๕๕ เกีย่ วกบั ทกุ ขอรยิ สัจ



อยูกับเนื้อกับตัว เหมือนท่ีหลวงพอวัดปากนํ้าสอนวิชาธรรมกายเพื่อใหใจสงบ รักษาใจใหสงบ
ทานท้ังหลายที่มาปฏิบัติจิตภาวนา เชาบาง บายบาง เย็นบาง อันนั้นแหละถูกตอง เพื่อทําใจให
สงบ ถาทาํ ใจ รักษาใจใหส งบไดก ็เปน นิพพาน วะโร วะรัญู พระพุทธเจาผูประเสริฐทรงรูธรรม
คือนพิ พาน พระองคก็ กิเลสไมมี ความทุกขไมมี ใจสงบ พระองคตรัสรูอริยสัจ ๔ ทุกข สมุหทัย
นโิ รธ มรรค

ทานทั้งหลายเราเรียนปฏิบัติตามเพ่ือใหถึงพระนิพพาน ก็ตั้งใจทําความบริสุทธิ์จากกิเลส
ของเราใหกิเลสของเราหมดไป ทําใจของเราใหสงบได อันน้ันแหละคือนิพพาน แลวลองดูวา
นิพพานมีท่ีอยูไหม นิพพานมีตัวตนหรือไม ไมมี การปฏิบัติจะใหถึงท่ีสุดหรือไมนั้น ขอใหโยม
ตั้งสจั จะไวกอ น ตัง้ ความปรารถนาไวก อ น โยมที่มาปฏิบัติจิตภาวนาทุกวัน ๆ เชาบาง บายบาง
เย็นบาง ตั้งจิตภาวนาอยางน้ีแหละวาปฏิบัติเพื่อนิพพาน เพื่อทําใหแจงถึงนิพพาน แตจะทําให
ถึงน้ัน ไดแคไหน ก็ไมวากัน เหมือนกับเด็กเรียนหนังสือวาจะเรียนใหถึงปริญญาเอก ก็เรียน
อนบุ าล ประถม มัธยม เรื่อยมา ถาไมถึงปริญญาเอกน้ันก็ไมวากัน แตต้ังความปรารถนาไวกอน
ก็ถอื วา เปนความดีอนั หน่ึง ขออนโุ มทนาเจาของกันเทศน มา ณ ที่นี้ดว ย

ท่ีมา:
สมเดจ็ พระมหารชั มงั คลาจารย (ชว ง วรปุ ฺโญ ป.ธ.๙)
คณะผูปฏบิ ตั หิ นา ทส่ี มเด็จพระสงั ฆราช
กรรมการมหาเถระสมาคม เจาคณะใหญ หนเหนือ
แมก องบาลีสนามหลวง
เจาอาวาสวดั ปากนาํ้ ภาษีเจริญ กรงุ เทพ
เทศน: แรม ๑๔ ค่าํ เดอื น ๓ ปขาล ศุกรท ี่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ พระอุโบสถ

วัดปากนํา้ ภาษีเจริญ กรงุ เทพ



บชู าพระ

ยะมะหงั สัมมาสมั พุทธงั , ภะคะวันตงั สะระณงั คะโต(ชาย), คะตา (หญงิ )
อิมินา สักกาเรนะ, ตงั ภะคะวันตัง อะภิปชู ะยามิ

ขา พเจา บูชาบดั นี้ ซ่ึงพระผมู ีพระภาคเจา ผูตรสั รแู ลวเองโดยชอบ ซง่ึ ขา พเจา
ถึงวาเปนท่พี ึ่ง กาํ จดั ทุกขไดจ รงิ ดว ยสักการะน้ี

ยะมะหัง สะวากขาตัง ภะคะวาตา ธมั มัง สะระณัง คะโต(ชาย), คะตา(หญงิ )
อมิ ินา สกั กาเรนะ, ตัง ธมั มงั อะภปิ ชู ะยามิ

ขาพเจา บูชาบดั น้ี ซ่งึ พระธรรม อนั ผูมพี ระภาคเจา ตรัสดแี ลว ซึ่งขาพเจาถงึ วา
เปน ทพ่ี ่งึ กําจดั ภัยไดจ รงิ ดวยสกั การะน้ี

ยะมะหงั สุปะฏิปนนัง, สังฆงั สะระณงั คะโต (ชาย), คะตา(หญงิ ) อิมนิ า สกั
กาเรนะ, ตัง สงั ฆงั อะภปิ ูชะยามิ

ขา พเจา บูชาบดั นี้ ซง่ึ พระสงฆผ ปู ฏิบตั ิดี ซง่ึ ขาพเจาถึงวา เปนทพ่ี ง่ึ กําจดั โรค
ไดจริง ดว ยสกั การะน้ี

ไหวพ ระ

อะระหงั สมั มาสมั พทุ โธ ภะคะวา พทุ ธงั ภะคะวันตัง อะภวิ าเทมิ (กราบลง ๑ หน)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมสั สามิ (กราบลง ๑ หน)

สปุ ะฏิปน โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ สงั ฆัง นะมามิ (กราบลง ๑ หน)



คําขอขมาโทษ
ต้งั นะโม ๓ หน แลว ขอขมาโทษ ดงั ตอไปนี้
อุกาสะ, อัจจะโย โน ภันเต, อัจจัคคะมา, ยะถาพาเล, ยะถามุฬเห, ยะถาอะกุ
สะเล, เย มะยัง กะรัมหา, เอวัง ภันเต มะยัง, อัจจะโย โน, ปะฏิคคัณหะถะ, อายะติง
สังวะเรยยามิ
ขาพระพุทธเจา ขอวโรกาส ที่ไดพล้ังพลาดดวย กาย วาจา ใจ ในพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ, เพียงไร แตขาพระพุทธเจา เปนคนพาล, คนหลง, อกุศลเขาสิงจิต,
ใหก ระทําความผดิ ตอ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ
จงงดความผิดท้ังหลายเหลานั้นแกขาพระพุทธเจา จําเดิมแตวันนี้เปนตนไป
ขาพระพุทธเจา จกั ขอสํารวม ระวังซึง่ กาย วาจา ใจ สืบตอ ไปในเบ้ืองหนา

๑๐

คําอาราธนา
อกุ าสะ ขาพระพุทธเจาขออาราธนา สมเด็จพระพุทธเจา ท่ีไดตรัสรูลวงไปแลว
ในอดีตกาล มากกวาเมล็ดทรายในทองพระมหาสมุทรทั้ง ๔ แล สมเด็จพระพุทธเจา
อันจักไดตรัสรู ในอนาคตกาลภายภาคเบ้ืองหนา แล สมเด็จพระพุทธเจาท่ีไดตรัสรูใน
ปจจุบันนี้ ขอจงมาบังเกิดในจักขุทวาร โสตะทวาร ฆานะทวาร ชิวหาทวาร
กายะทวาร มโนทวาร แหง ขาพระพทุ ธเจา ในกาลบดั เด๋ยี วน้ีเถดิ
อุกาสะ ขาพระพุทธเจาขออาราธนา พระนพโลกุตตรธรรมเจา ๙ ประการใน
อดีตกาลลวงลับไปแลวจะนับประมาณมิได และพระนพโลกุตตรธรรมเจา ๙ ประการ
ในอนาคตกาลภายภาคเบอื้ งหนา และพระนพโลกตุ ตรธรรมเจา ๙ ประการในปจจุบันน้ี
ขอจงมาบังเกิดในจักขุทวาร โสตะทวาร ฆานะทวาร ชิวหาทวาร กายะทวาร
มโนทวาร แหงขาพระพทุ ธเจา ในกาลบัดเดย๋ี วนี้เถิด
อุกาสะ ขาพระพุทธเจาขออาราธนา พระอริยสงฆกับสมมติสงฆในอดีตกาล
ลวงลับไปแลว จะนับจะประมาณมิได และพระอริยสงฆกับสมมติสงฆในอนาคตกาล
ภายภาคเบื้องหนา และพระอริยสงฆกับสมมติสงฆในปจจุบันน้ี ขอจงมาบังเกิดในจักขุ
ทวาร โสตะทวาร ฆานะทวาร ชิวหาทวาร กายะทวาร มโนทวารแหงขาพระพุทธเจา
ในกาลบดั เดีย๋ วน้ีเถิด
ขอเดชคุณพระพุทธเจา คุณพระธรรมเจา คุณพระสงฆเจา (ชาย)คุณครู
อุปชฌายอาจารย, (หญิง)คุณครูบาอาจารย คุณมารดาบิดา คุณทานบารมี ศีลบารมี
เนกขัมมบารมี ปญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี
เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี ที่ขาพเจาไดบําเพ็ญมา แตรอยชาติ พันชาติ หม่ืนชาติ
แสนชาติก็ดี ท่ีขาพเจาไดบําเพ็ญมาตั้งแตเล็กแตนอย ระลึกไดก็ดี หรือระลึกมิไดก็ดี
ขอบารมีท้ังหลายเหลานั้น จงมาชวยประคับประคองขาพเจา ขอใหขาพเจาไดสําเร็จ
มรรคและผล ในกาลบดั เดย๋ี วนเี้ ถดิ นพิ พานะ ปจ จะโย โหตุฯ

๑๑

ปฐมพทุ ธะวะจะนะ

(พระสัมมาสัมพุทธเจาพระองคนั้นแล) พระโพธิสัตว, เจาชายสิทธัตถะประทับน่ัง ณ

ควงไมโพธพิ ฤกษ เมื่อพระอาทิตยย ังไมอัสดงคตเทียว ทรงกําจัดมารและพลแหงมาร

แลวในปฐมยาม ทรงทําลายความมืดท่ีปกปดปุพเพนิวาสญาณ ในมัชฌิมยาม

ทรงชําระทิพยจักษุใหหมดจดแลว ในปจฉิมยาม ทรงอาศัยความกรุณาในหมูสัตว

ทรงหย่ังพระญาณลงในปจจยาการแลว ทรงพิจารณาปจจยาการน้ัน ดวย

ความสามารถแหงอนุโลมปฏิโลม ในเวลาอรุณข้ึน ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ

พรอ มดวยอัศจรรยห ลายอยาง จึงไดต รสั พระคาถาเหลา นว้ี า

อะเนกะชาตสิ งั สารงั สันธาวิสสงั อะนิพพิสัง

คะหะการงั คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปนุ ปั ปุนงั

คะหะการะกะ ทฏิ โฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ

สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏงั วิสังขะตัง

วิสังขาระคะตงั จิตตงั ตณั หานงั ขะยะมัชฌะคาตฯิ

“เราแสวงหานายชางผูกระทําเรือน เมื่อไมประสบ จึงไดทองเที่ยวไปสูสงสาร มีชาติ

เปนอเนก ความเกิดบอย ๆ เปนทุกข แนะนายชางผูกระทําเรือน เราพบทานแลว

ทานจะทําเรือนอีกไมได ซี่โครงทุกซี่ของทาน เราหักเสียแลว ยอดเรือนเราก็รื้อเสีย

แลว จิตของเราถึงธรรม ปราศจากเครื่องปรุงแตงแลว เพราะเราบรรลุธรรมท่ีสิ้น

ตณั หาแลว ”

ยงกฺ ิฺจิ สมทุ ยธมฺมํ สพพฺ นฺตํ นโิ รธธมฺมนตฺ ิ
(สิง่ ใดสิง่ หน่งึ มีความเกิดขน้ึ เปนธรรมดา สิ่งน้ันทงั้ ปวงมีความดับไปเปนธรรมดา)

ปฐมยาม ทรงระลึกบุพเพนวิ าสานุสตญิ าณ
มชั ฌิมยาม ทรงชาํ ระทิพพจกั ขญุ าณ
ปจ ฉิมยาม ทรงหย่ังพระญาณลงในปฏจิ จสมุปบาท

๑๒

พทุ ธะอทุ านะคาถา

ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม

(การเกิดข้ึนของทุกข)

อวชิ ฺชาปจฺจยา สงขฺ ารา

เพราะอวชิ ชาเปน ปจ จยั จึงมสี ังขาร

สงฺขาราปจฺจยา วิฺาณํ

เพราะสงั ขารเปนปจจยั จงึ มวี ญิ ญาณ

วิ ฺาณปจฺจยา นามรปู 

เพราะวญิ ญาณเปนปจจยั จงึ มนี ามรูป

นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ

เพราะนามรูปเปน ปจจัย จงึ มสี ฬายตนะ

สฬายตนปจจฺ ยา ผสโฺ ส

เพราะสฬายตนะเปนปจ จัย จงึ มผี ัสสะ

ผสฺสปจจฺ ยา เวทนา

เพราะผสั สะเปน ปจ จัย จึงมเี วทนา

เวทนาปจฺจยา ตณฺหา

เพราะเวทนาเปนปจ จัย จึงมีตัณหา

ตณหฺ าปจฺจยา อปุ ทานํ

เพราะตัณหาเปนปจ จัย จงึ มอี ปุ าทาน

อุปทานปจจฺ ยา ภโว

เพราะอปุ าทานเปนปจ จยั จงึ มีภพ

ภวปจจฺ ยา ชาติ

เพราะภพเปน ปจ จยั จึงมีชาติ

ชาตปิ จจฺ ยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกขฺ โทมนสฺสปุ ายาสา สมภฺ วนตฺ ิ

เพราะชาติเปน ปจ จยั จึงมชี รา มรณะ โสกะ ปรเิ วทะ ทุกขะ โทมนสั อปุ ายาส

๑๓

พทุ ธอุทานปฐมยาม
ยะทา หะเว ปาตภุ ะวันติ ธมั มา
อาตาปโ น ฌายะโต พ๎ราห๎มะณสั สะ
อะถสั สะ กังขา วะปะยนั ติ สัพพา
ยะโต ปะชานาติ สะเหตุธมั มัง ฯ
เมอ่ื ใดธรรมทง้ั หลายปรากฎแกพ ราหมณผ ูมีความเพียรเพงอยู

เม่ือนนั้ ความสงสยั ท้ังปวงของพราหมณนั้นยอมส้ินไป

เพราะไดร ูธรรมพรอ มทั้งเหตุ

อรรถกถา กลาววา พุทธอุทานคร้ังแรกน้ี เกิดข้ึนดวยอํานาจของการพิจารณา
ปจจยาการ หรืออีกนัยหน่ึง ทานเรียกวาปฏิจจสมุปบาท อันเปนธรรมท่ีอาศัยกันและ
กัน ยงั ธรรมที่สืบเน่ืองกันใหเกดิ ข้ึนคือรูธรรมท่ีเกิดพรอมทั้งเหตุ (ความโดยละเอียดพึง
ถือเอาจากวิสุทธิมรรค) ตอแตน้ัน ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทอันเปนปฏิโลมตลอด
มชั ฌมิ ยาม ดงั น้ี

ปฏจิ จสมุปบาท ปฏิโลม
(การดบั ไปแหงทุกข)

อวชิ ชฺ ายเตฺว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ
อน่ึง เพราะอวชิ ชาน่ันแหละดบั โดยไมเ หลอื ดวยมรรคคือวริ าคะ สงั ขารจงึ ดบั
สงฺขารนิโรธา วิ ฺ าณนโิ รโธ
เพราะสังขารดับ วญิ ญาณจึงดบั
วิ ฺ าณนโิ รธา นามรูปนิโรโธ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดบั
นามรูปนโิ รธา สฬายตนนิโรโธ
เพราะนามรปู ดบั สฬายตนะจึงดบั
สฬายตนนิโรธา ผสฺสนโิ รโธ
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
ผสสฺ นโิ รธา เวทนานิโรโธ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจงึ ดับ
เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ
เพราะเวทนาดับ ตณั หาจึงดบั
ตณฺหานิโรธา อุปาทานนโิ รโธ

๑๔

เพราะตณั หาดบั อุปาทานจงึ ดบั
อุปาทานนโิ รธา ภวนโิ รโธ
เพราะอุปาทานดบั ภพจึงดบั
ภวนโิ รธา ชาตินิโรโธ
เพราะภพดบั ชาติจงึ ดับ

ชาตนิ ิโรธา ชรามรณํ โสกปริเทวทกุ ฺขโทมนสฺสปุ ายาสา นริ ุชฌฺ นฺติ
เพราะชาตดิ บั ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข โทมนสั อปุ ายาส จงึ ดบั
เปนอันวากองทุกขทั้งมวลนั่นยอมดับ ดวยประการฉะนี้ ลําดับน้ัน พระผูมีพระภาค
ทรงทราบเนอื้ ความน้นั แลว จึงทรงเปลงพทุ ธอุทานมัชฌมิ ยาม ดงั น้ี

ยะทา หะเว ปาตุภะวนั ติ ธัมมา

อาตาปโ น ฌายะโต พร๎ าหม๎ ะณัสสะ

อะถสั สะ กังขา วะปะยันติ สัพพา

ยะโต ขะยงั ปจจะยานงั อะเวทิ ฯ
เมอ่ื ใดแล ธรรมทง้ั หลาย ปรากฏแกพราหมณ ผมู เี พียรเพง อยู

เมอื่ นน้ั ความสงสยั ทง้ั ปวง ของพราหมณนั้นยอมสิน้ ไป
เพราะมารูธรรม พรอมทงั้ เหตุ

อรรถกถา กลาววา พุทธอุทานครั้งทส่ี องนี้ เกดิ ขน้ึ ดวยอาํ นาจการพิจารณาพระ
นิพพาน เม่ือไดทราบชัด ไดตรัสรูนิพพานเมื่อใด ความสงสัยทุกอยางท่ีจะพึงเกิดข้ึน
ยอมสน้ิ ไป เพราะไดรถู งึ ความส้นิ ไปแหงปจ จัยทง้ั หลายนั้นคอื นพิ พาน

จากน้ัน พระผูมีพระภาคเจาทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลม
ดวยดี ตลอดปจ ฉิมยามและทรงเปลง พทุ ธอุทานปจ ฉมิ ยามวา

ยะทา หะเว ปาตุภะวนั ติ ธัมมา
อาตาปโ น ฌายะโต พร๎ าห๎มะณัสสะ
วธิ ปู ะยัง ตฏิ ฐะติ มาระเสนงั
สูโรวะ โอภาสะยะมันตะลกิ ขนั ติ ฯ
เม่อื ใด ธรรมทั้งหลายปรากฎแกพ ราหมณผมู ีความเพยี รเพงอยู
เม่อื นนั้ พราหมณนั้นยอมกาํ จัดมารและเสนามารเสียได
ดุจพระอาทติ ยอ ุทัยทาํ ทอ งฟาใหส วาง ฉะน้ัน

๑๕

พระผูมีพระภาคเจา ทรงเปลงอุทานทั้ง ๓ นั้น ในยามทั้งสามแหงราตรีท่ี ๗
นับแตก ารตรัสรู พระสัมมาสมั โพธญิ าณ ทงั้ นี้เปน การประกาศอานภุ าพแหง

การรูชดั ปจจยาการในยามท่ี ๑
การบรรลคุ วามสน้ิ ไปแหงปจ จยั ในยามที่ ๒
การบรรลอุ ริยมรรคในยามท่ี ๓
ในอรรถกถา พระวินัย ขันธกะ กลาววา ในปฐมยาม พระผูมีพระภาคเจาทรง
เปลงอุทานดวยอํานาจการพิจารณาปจจยาการ ในยามที่ ๒ ดวยอํานาจการพิจารณา
นิพพาน ในยามที่ ๓ดวยอํานาจการพจิ ารณามรรค

หวั ใจพระพุทธศาสนา

เมื่อครั้งท่ีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะยังมิไดอุปสมบทในพระพุทธ
ศาสนา พระสารีบุตรเปนปริพพาชกช่ือ อุปติสสะ พระโมคคัลลานะก็เปนปริพพาชก
ชื่อ โกลิตะ ทานทั้ง ๒ ตางทองเท่ียวไปทั่วชมพูทวีป เพื่อแสวงหาอาจารยผูแสดง
โมกขธรรม

ตอมาวันหนึ่ง อุปติสสะไดพบพระอัสสชิเถระกําลังเขาไปบิณฑบาตรในกรุง
ราชคฤห ก็คิดวา บรรพชิตผูมีรูปดังน้ี เราไมเคยพบเห็นท่ีไหนมากอน ทานคงจะ
เปนพระอรหันตห รือเปนผทู บ่ี รรลุอริยมรรคแลวแนแท อยากระนั้นเลย เราพึงติดตาม
ไปขา งหลังแลว ถามวา ทา นบวชอทุ ิศเฉพาะใคร ใครเปนศาสดาของทาน ทานชอบใจ
ธรรมของผใู ด แตมาคดิ อกี ทหี นง่ึ วา ขณะนีไ้ มใชเวลาที่จะถามปญหา เพราะทานกําลัง
บิณฑบาตรอยู จึงรอจนกระทั่งทานบิณฑบาตรและฉันเสร็จแลว ไดเขาไปถาม
ปญหาน้นั กะพระอัสสชเิ ถระ พระอสั สชิเถระจงึ แสดงธรรมคาถาน้วี า

เย ธฺมมา เหตปุ ปฺ ภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต
เตสจฺ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ

ธรรมเหลาใด มเี หตุเปนแดนเกดิ
พระตถาคต ตรสั เหตแุ หงธรรมเหลา นัน้
และเหตุแหง ความดบั แหง ธรรมเหลาน้นั

พระมหาสมณะมีปกตติ รสั อยางน้ี

๑๖

จาตุรงคสันนบิ าต
เวลาบายของวันขนึ้ ๑๕ คํา่ เดอื น ๓ พระบรมศาสดาทรงประชุมพระสาวก
ณ พระเวฬวุ นั วหิ าร มสี ันนบิ าต อนั ประกอบดว ยองค ๔ ท่ีเรยี กวา จาตรุ งคสนั นบิ าต
คือ

วันนนั้ เปนวนั ข้ึน ๑๕ คา่ํ เดือน ๓ อยูใ นมาฆฤกษ ๑
ภิกษุ ๑๒๕๐ รปู มาประชุมกนั โดยมไิ ดนัดหมาย ๑
ภกิ ษทุ กุ รูป ลวนเปนพระอรหันตผูไดอภิญญาหก ๑
ภกิ ษุทกุ รูป ลวนเปนเอหิภกิ ษุ ๑
ทามกลางสนั นบิ าต พระพุทธองคท รงสถาปนา พระสารีบุตร และ
พระโมคคลั ลานะ ใหเ ปน “คพู ระอคั รสาวก” ดวยเหตุทที่ ้ังสองทานบรรลสุ าวกบารมี
ญาณเตม็ เปยมแลว

พระโอวาทปาฏโิ มกข
พระโอวาทปาฏิโมกขเปนธรรมท่ีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาทุกพระองค
ทรงแสดงในท่ีประชุมสงฆในวนั มาฆบรุ ณมี วันเพ็ญเดอื น ๓ การประชุมกันของสาวก
ทีเ่ ปน จาตรุ งคสันนบิ าต
ในสมัยของพระผูมีพระภาคเจาของเราทั้งหลาย พระองคน้ีมีเพียงครั้งเดียว
คือในปแรกหลังจากตรัสรูแลว ๙ เดือน ณ พระเวฬุวันวิหาร กลันทกนิวาปสถานในวัน
มาฆบุรณมี เวลาบาย ทรงกระทําวิสุทธิอุโบสถแลว ทรงแสดงพระโอวาทปาฏิโมกขใน
ที่ประชุมสงฆ ซึง่ มจี าํ นวนภิกษุ ๑๒๕๐ รปู อันไดแ ก ปุราณชฏิล ๑๐๐๐ รูป และบริวาร
ของพระอัครสาวก ๒๕๐ รูป

๑๗

โอวาทะปาฏิโมกขาทปิ าโฐ

ขนตฺ ี ปรมํ ตโป ตตี ิกขฺ า : ขันตี คือความอดกลนั้ เปนธรรมเครอ่ื งเผากิเลสอยางยงิ่
นิพฺพานํ ปรมํ วทนตฺ ิ พุทฺธา : พระพุทธเจา ทง้ั หลาย กลา วพระนพิ พานวาเปน ธรรมอันย่ิง
น หิ ปพฺพชิโต ปรปู ฆาตี : ผูท าํ รา ยผูอนื่ ไมจดั วา เปน บรรพชติ

สมโณ โหติ ปรํ วิเหธยนฺโต : ผูเ บยี ดเบนี สัตวอน่ื ไมช ื่อวาสมณะ

สพพฺ ปาปสฺส อกรณํ : การไมทาํ บาปทั้งปวง หนึ่ง

กุสลสฺสุปสมปฺ ทา : การทํากุศลใหถ งึ พรอ ม หน่ึง

สจิตฺตปริโยทปนํ : การทําใจใหสะอาดบริสทุ ธ์ิ หน่ึง

เอตํ พทุ ฺธาน สาสนํ : นีเ้ ปนคาํ สอนของพระพุทธเจา ทง้ั หลาย

อนปู วาโท อนปู ฆาโต : การไมพดู รา ย การไมทาํ รา ย หน่ึง
ปาติโมกเฺ ข จ สํวโร : การสํารวมในปาตโิ มกข หนงึ่
มตฺตฺ ตุ า จ ภตตฺ สมฺ ึ : ความเปน ผรู ปู ระมาณในการบรโิ ภค หนึง่
ปนตฺ จฺ สยนาสนํ : การอยใู นที่น่งั ท่นี อน อันสงดั หนึ่ง
อธิ จติ ฺเต จ อาโยโค : การประกอบความเพยี รในอธจิ ติ หนงึ่
เอตํ พุทธฺ าน สาสนนฺติ : ธรรม ๖ ประการนีเ้ ปน คําสั่งสอนของพระพทุ ธเจาทงั้ หลาย

ภัทเทกะรัตตะคาถา

อะตตี งั นานวาคะเมยยะ นปั ปะฏิกงั เข อะนาคะตงั

ยะทะตตี ัมปะหนี ันตัง อปั ปตตัญจะ อะนาคะตงั

ปจ จปุ ปน นัญจะ โย ธัมมัง ตตั ถะ ตัตถะ วปิ สสะติ

อะสงั หิรงั อะสังกปุ ปง ตงั วิทธา มะนุพ๎รูหะเย

อัชเชวะ กิจจะมาตปั ปง โก ชัญญา มะระณัง สเุ ว

นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจนุ า

เอวงั วหิ าริมาตาปง อะโหรัตตะมะตนั ทติ งั

ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ สนั โต อาจิกขะเต มุนตี ฯิ

๑๘

เนอื้ หาธัมมจกั กัปปวัตตนสูตรโดยยอ
พระผูมีพระภาคเจาตรัสกับปญจวัคคียวา ดูกรพวกเธอทั้งหลาย บรรพชิตไม
ควรประพฤติสวนทส่ี ุด ๒ ประการ คือ
การเสวยสุขในกามคุณอารมณ เปนขอประพฤติของชาวบานเปนธรรมเลว
เปนธรรมของปุถชุ น มิใชธ รรมของพระอรยิ ะ เพราะไมป ระกอบดวยประโยชนหนึ่ง
การเบียดเบียนตนใหลําบาก (ทรมานตน) เปนทุกข มิใชธรรมของพระอริยะ
เพราะไมประกอบดวยประโยชนหนงึ่
...ภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจ คือ ความจริงท่ีชวยมนุษยใหเปนผูประเสริฐ
เก่ียวกับการพิจารณาเห็นทุกข เปนอยางนี้ คือ การเขาใจวา "เกิด แก เจ็บ ตาย"
ลว นแตเปน ทกุ ข แมแ ตความโศรกเศราเสยี ใจ ความรํ่าไรรําพัน ความทุกขกายทุกขใจ
ทั้งความคับแคนใจก็เปนทุกข ประสบกับส่ิงที่ไมเปนที่รักก็เปนทุกข พลัดพรากจาก
สิ่งที่เปนที่รักก็เปนทุกข ปรารถนาสิ่งใด ไมไดส่ิงน้ันก็เปนทุกข วาโดยยอ การยึด
ม่ันแบบฝงใจ วา เบญจขันธ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) วาเปน อัตตา
เปน ตวั เรา เปนเหตทุ ําใหเ กดิ ความทุกขแทจริง
ภิกษุทั้งหลาย เหตุทําใหเกิดความทุกข (สมุหทัย) มีอยางนี้ คือ ความอยาก
เกินควร ท่ีเรียกวา ทะยานอยาก ทําใหตองเวียนวายตายเกิด เปนไปดวยความ
กําหนดั ดวยอาํ นาจความเพลิดเพลิน มัวเพลิดเพลินอยางหลงระเริงในส่ิงท่ีกอใหเกิด
ความกาํ หนัดรักใครนน้ั ๆ ไดแ ก
๑. ความทะยานอยากในส่ิงทกี่ อใหเ กดิ ความใคร
๒. ความทะยานอยากในความอยากเปน นัน่ อยากเปนน่ี
๓. ความทะยานอยากในความท่ีจะพนจากภาวะท่ีไมอยากเปน เชน ไม

อยากจะเปน คนไรเ กียรติ ไรยศ เปนตน อยากจะดับสูญไปเลย ถาไมไดเปน
อยางนั้น อยางนี้
ภิกษุทั้งหลาย นิโรธ คือ ความดับทุกขอยางแทจริง คือ ดับความกําหนัด
อยางสิ้นเชิง มิใหตัณหาเหลืออยู สละตัณหา ปลอยวางตัณหาขามพนจากตัณหา ไม
มเี ยอ่ื ใยในตัณหา
ภิกษุท้ังหลาย ทุกขโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ ขอปฏิบัติใหถึงความดับ
ทุกขอยา งแทจ รงิ คืออรยิ มรรคมีองค ๘ ไดแก (๑) ความเหน็ ชอบ (๒) ความดําริชอบ
(๓)วาจาชอบ (๔) การงานชอบ (๕) เล้ียงชีวิตชอบ (๖) ความเพียรชอบ
(๗) ความระลกึ ชอบ (๘) ความตงั้ จติ ม่นั ชอบ

อางองิ
พระพุทธประวตั ,ิ สรุ ยี  มผี ลกิจ- วเิ ชียร มีผลกจิ ,๒๕๔๖

๑๙

ไตรสรณคมน
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สมั พุทธสั สะฯ (วา ๓ หน)

พุทธงั สะระณัง คจั ฉามิ
ธมั มงั สะระณงั คจั ฉามิ
สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทตุ ยิ มั ป พุทธัง สะระณัง คจั ฉามิ
ทุติยัมป ธัมมงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทุตยิ ัมป สงั ฆัง สะระณัง คจั ฉามิ
ตะตยิ มั ป พทุ ธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมป ธมั มัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะตยิ มั ป สงั ฆัง สะระณงั คจั ฉามิ

การบาํ เพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว

พระพุทธเจาทุกพระองค กอนที่จะไดตรัสรูเปนพระพุทธเจาทานไดตั้งความ
ปรารถนามาเน่ินนาน เร่ิมแตต้ังความปรารถนา ดวยใจ นับเปนเวลาอยางนอย ๗
อสงไขยกัป ปรารถนาดวยวาจา ๙ อสงไขยกัป และ ปรารถนาดวย กายและวาจา ๔
อสงไขยแสนกปั

ในระหวางท่ีทรง บําเพ็ญบารมี เพื่อจะไดตรัสรูเปนพระพุทธเจานั้น เรียกวา
พระโพธสิ ัตว พระโพธิสัตวแบง เปน ๒ ประเภท คือ อนยิ ตโพธิสตั ว กบั นยิ ตโพธิสัตว

อนิยตโพธิสัตว คือ พระโพธิสัตว ท่ียังไมไดรับพยากรณจากพระพุทธเจา
พระองคใ ดพระองคหนง่ึ วาจะไดตรัสรูเปนพระพุทธเจา ในอนาคต

นิยตโพธิสัตว คือ พระโพธิสัตว ท่ีไดรับพยากรณแลวจากพระพุทธเจา
พระองคใดพระองคหนึ่ง วาจะไดตรัสรูเปนพระพุทธเจาในอนาคต นิยตโพธิสัตว มี ๓
ประเภท คือ

ปญญาธกิ ะโพธสิ ัตว ทรงบาํ เพ็ญบารมี ๔ อสงไขยกบั อกี แสนกัป
สัทธาธกิ ะโพธสิ ัตว ทรงบําเพญ็ บารมี ๘ อสงไขยกบั อกี แสนกปั
วริ ิยาธิกะโพธิสตั ว ทรงบาํ เพญ็ บารมี ๑๖ อสงไขยกบั อีกแสนกปั

๒๐

การบําเพ็ญของพระโพธิสัตวท้ัง ๓ ประเภท เปนเวลาที่ยาวนานมาก และได
พบกับพระพุทธเจาเปนจํานวนมาก ดังบทสวด สัมพุทเธ ที่พระสงฆใชสวดในงานพิธี
มงคล อันมีความหมายนอบนอมนมัสการพระพุทธเจา ๓ ประเภท คือ ปญญาธิกะ
สทั ธาธิกะ และวิรยิ าธิกะ
พระพทุ ธเจาประเภทปญญาธิกะ

สมฺพุทฺเธ อฎฐวสี จฺ ทฺวาทสจฺ สหสสฺ เก
ปฺจสตสหสฺสานิ นมามิ สริ สา อหํ
เตสํ ธมฺมฺจ สงฺฆฺจ อาทเรน นมามิหํ
นมการานุภาเวน หนฺตวฺ า สพเฺ พ อุปททฺ เว
อเนกา อนตฺ รายาป วินสฺสนตฺ ุ อเสสโตฯ

คําแปล

ขอนอบนอม พระสัมมาสัมพุทธเจาทั้งหลายจํานวน ๕๑๒,๐๒๘ พระองค
ดวยเศียรเกลาขอนอบนอมพระธรรม และพระสงฆสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจา
เหลานั้นโดยเคารพ ดวยอานุภาพแหงการกระทําความนอบนอมขอจงขจัดเสียซ่ึง
อปุ ทวะทง้ั ปวง อนั ตรายทั้งหลายจงพนิ าศไปโดยไมมสี ว นเหลอื

พระพุทธเจาประเภทสัทธาธิกะ

สมฺพทุ เฺ ธ ปจฺ ปฺญาสฺจ จตุวีสติสหสสฺ เก
ทสสตสหสสฺ านิ นมามิ สิรสา อหํ
เตสํ ธมมฺ จฺ สงฺฆฺจ อาทเรน นมามหิ ํ
นมการานภุ าเวน หนตฺ ฺวส สพเฺ พ อุปททฺ เว
อเนกา อนตฺ รายาป วนิ สสฺ นตฺ ุ อเสสโตฯ

คําแปล

ขอนอบนอม พระสัมมาสัมพุทธเจาท้ังหลายจํานวน ๑,๐๒๔,๐๕๕
พระองคดวยเศียรเกลา ขอนอบนอมพระธรรมและพระสงฆสาวกของพระสัมมาสัม
พุทธเจาเหลานั้นโดยเคารพ ดวยอานุภาพแหงการกระทําความนอบนอมขอจงขจัด
เสยี ซึ่งอุปท วะท้ังปวง อนั ตรายทงั้ หลายจงพนิ าศไปโดยไมม ีสวนเหลือ

๒๑

พระพุทธเจา ประเภทวิริยาธิกะ

สมพฺ ุทฺเธ นวุตตฺ รสเต อฎฐ จตตฺ าฬสสหสสฺ เก
วีสติสตสหสฺสานิ นมามิ สิรสา อหํ
เตสํ ธมมฺ จฺ สงฆฺ จฺ อาทเรน นมามหิ ํ
นมการานภุ าเวน หนฺตฺวา สพเฺ พ อปุ ทฺทเว
อเนกา อนตฺ รายาป วนิ สฺสนฺตุ อเสสโตฯ

คําแปล

ขอนอบนอม พระสัมมาสัมพุทธเจาทั้งหลาย จํานวน ๒,๐๔๘,๑๐๙
พระองคดวยเศียรเกลา ขอนอบนอมพระธรรมและพระสงฆสาวกของพระสัมมาสัม
พุทธเจาท้ังหลายโดยเคารพ ดวยอานุภาพแหงการกระทําความนอบนอมขอจงขจัด
เสยี ซง่ึ อปุ ทวะท้ังปวงอนั ตรายท้งั หลายจงพินาศไปโดยไมม ีเหลือ

บทขัดธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสตู ร

อนตุ ตฺ รํ อภิสมฺโพธึ สมพฺ ชุ ฌฺ ติ ฺวา ตถาคโต

ปฐมํ ยํ อเทเสสิ ธมมฺ จกฺกํ อนตุ ฺตรํ

สมฺมเทว ปวตฺเตนโฺ ต โลเก อปฺปฏิวตั ฺติยํ

ยตฺถากฺขาตา อโุ ภ อนตฺ า ปฏิปตตฺ ิ จ มชฺฌมิ า

จตสู วฺ าริยสจฺเจสุ วสิ ุทธฺ ํ ญาณทสสฺ นํ

เทสิตํ ธมมฺ ราเชน สมฺมาสมโฺ พธิกิตตฺ นํ

นาเมน วสิ ฺสุตํ สุตฺตํ ธมฺมจกกปปฺ วตฺตนํ

เวยฺยากรณปาเฐน สงคฺ ตี นตฺ มภฺ ณาม เสฯ

พระพทุ ธเจา ในปจ จบุ ัน มพี ระสมณโคดมเปนเจา ของพระพทุ ธศาสนา หลดุ พนสาํ เรจ็
ไดดว ยปญ ญาธิกะ

๒๒

ธัมมะจักกปั ปะวัตตะนะสุตตงั
เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน
มคิ ะทาเยฯ ตัตระ โข ภะคะวะ ปญจะวคั คิเย ภกิ ขู อามนั เตสฯิ
เท๎วเม ภิกขะเว อันตา ปพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา โย จายัง กาเมสุ กามะสุ
ขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโตฯ โย จายัง
อัตตะกลิ ะมะถานโุ ยโค ทกุ โข อะนะริโย อะนัตถะสญั หิโตฯ
เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา
ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ
อะภญิ ญายะ สมั โพธายะ นิพพานายะ สังวตั ตะตฯิ
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ
สังวตั ตะติฯ
อะยะเมวะ อะริโย อฏั ฐังคิโก มคั โคฯ เสยยะถีทังฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป
สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สมั มาอาชโี ว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธฯิ
อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ
สงั วัตตะตฯิ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจังฯ ชาติป ทุกขา ชะราป
ทุกขา มะระฌัมป ทุกขัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาป ทุกขา
อัปปเ ยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปเ ยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปจฉัง นะ ละภะติ
ตมั ป ทกุ ขงั สงั ขิตเตนะ ปญ จปุ าทานักขันธา ทุกขาฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจังฯ ยายัง ตัณหา
โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัต๎ระ ตัตราภินันทินีฯ เสยยะถีทังฯ
กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตณั หาฯ
อทิ งั โข ปะนะ ภกิ ขะเว ทกุ ขะนิโรโธ อะรยิ ะสัจจงั ฯ โย ตสั สาเยวะ
ตณั หายะ อะเสสะวริ าคะนิโรโธ จาโค ปะฏนิ สิ สัคโค มตุ ติ อะนาละโยฯ
อทิ ัง โข ปะนะ ภกิ ขะเว ทกุ ขะนโิ รธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสจั จังฯ

๒๓

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐงั คโิ ก มคั โคฯ เสยยะถที ังฯ สัมมาทฏิ ฐิ สัมมาสังกัปโป
สมั มาวาจา สัมมากัมมนั โต สัมมาอาชโี ว สัมมาวายาโม สมั มาสะติ สัมมาสะมาธิฯ
(หยดุ )

อิทงั ทกุ ขัง อะริยะสัจจนั ติ เม ภกิ ขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธมั เมสุ
จกั ขุง อทุ ะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อทุ ะปาทิ วชิ ชา อุทะปาทิ อาโลโก
อทุ ะปาทฯิ

ตงั โข ปะนิทงั ทกุ ขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภกิ ขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสเุ ตสุ ธัมเมสุ จกั ขุง อุทะปาทิ ญาณงั อทุ ะปาทิ ปญญา อทุ ะปาทิ วชิ ชา
อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ

ตัง โข ปะนิทงั ทุกขงั อะริยะสจั จงั ปะริญญายนั ติ เม ภกิ ขะเว ปุพเพ
อะนะนสุ สเุ ตสุ ธมั เมสุ จกั ขุง อทุ ะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อทุ ะปาทิ วชิ ชา
อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

อิทัง ทุกขะสะมทุ ะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนสุ สุเตสุ
ธัมเมสุ จักขุง อทุ ะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อทุ ะปาทิ วิชชา อทุ ะปาทิ อาโลโก
อุทะปาทฯิ

ตัง โข ปะนิทัง ทกุ ขะสะมุทะโย อะรยิ ะสจั จัง ปะหาตัพพันติ เม ภกิ ขะเว
ปพุ เพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จกั ขงุ อทุ ะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ
วชิ ชา อทุ ะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทฯิ

ตัง โข ปะนทิ งั ทกุ ขะสะมุทะโย อะรยิ ะสัจจัง ปะหีนนั ติ เม ภิกขะเว ปพุ เพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณงั อทุ ะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา
อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

อิทงั ทุกขะนโิ รโธ อะรยิ ะสจั จันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนสุ สเุ ตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญ ญา อุทะปาทิ วิชชา อทุ ะปาทิ อาโลโก
อทุ ะปาทฯิ

ตัง โข ปะนทิ งั ทุกขะนโิ รโธ อะริยะสัจจัง สัจฉกิ าตพั พนั ติ เม ภิกขะเว
ปพุ เพ อะนะนสุ สเุ ตสุ ธมั เมสุ จกั ขุง อุทะปาทิ ญาณงั อทุ ะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ
วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ

๒๔

ตงั โข ปะนิทงั ทุกขะนิโรโธ อะรยิ ะสจั จัง สจั ฉิกะตนั ติ เม ภกิ ขะเว ปพุ เพ
อะนะนสุ สุเตสุ ธัมเมสุ จกั ขุง อุทะปาทิ ญาณงั อทุ ะปาทิ ปญญา อทุ ะปาทิ วชิ ชา
อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา
อทุ ะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทฯิ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ
เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ
ปญ ญา อุทะปาทิ วิชชา อทุ ะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทิฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม
ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา
อทุ ะปาทิ วชิ ชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ

ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง
ทว๎ าทะสาการัง ยะถาภตู งั ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธงั อะโหสิฯ

เนวะ ตาวาหัง ภิขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะ
มะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง
อะภสิ มั พุทโธ ปจจัญญาสงิ ฯ

ยะโต จะ โข เม ภิกขเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง
ทว๎ าทะสาการัง ยะถาภูตงั ญาณะทสั สะนัง สุวสิ ทุ ธงั อะโหสฯิ

อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก
สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง
สมั มาสมั โพธงิ อะภสิ ัมพทุ โธ ปจ จัญญาสงิ ฯ

ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา
ชาติ นัตถิทานิ ปนุ พั ภะโวติฯ

อิทะมะโวจะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา ปญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง
อะภินันทุงฯ อิมัส๎มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัส๎มิง ภัญญะมาเน อายัส๎มะโต
โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ
สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นโิ รธะธมั มนั ติฯ

๒๕

ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง
ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ
วา พรหั มนุ า วา เกนะจิ วา โลกัส๎มินตฯิ (หยดุ )

ภมุ มานงั เทวานงั สัททงั สุตว๎ า
จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง
สทั ทัง สตุ ว๎ า
ตาวะตงิ สา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสุงฯ ตาวะติงสานงั เทวานงั สัททัง สตุ ว๎ า
ยามา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสุงฯ ยามานัง เทวานงั สัททงั สตุ ว๎ า
ตสุ ติ า เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสุงฯ ตสุ ิตานัง เทวานงั สทั ทัง สตุ ๎วา
นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ นิมมานะระตนี ัง เทวานัง สัททัง สตุ ว๎ า
ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ ปะระนิมมิตะวะสะ
วัตตีนงั เทวานงั สทั ทงั สุตว๎ า

พรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง (ถาตองการเอยพรหมณ ๑๖ ชั้น
ใหสวดตอ ในกรอบสเ่ี หล่ียมถัดจากนีไ้ ป)

เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง
ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทวานะ
วา มาเรนะ วา พรหั มุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติฯ (หยดุ )

อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุค
คัจฉฯิ อะยญั จะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมป สมั ปะกัมป สัมปะเวธิฯ อัปปะ
มาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตรุ ะโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวังฯ

อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติฯ

อิติหิทัง อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญเตว๎วะ นามัง อะโห
สีตฯิ

ธัมมะจักกปั ปะวตั ตะนะสุตตัง นิฏฐติ งั

๒๖

หากตองการเอยชื่อพรหม เมื่อสวดถึง “....ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัท
ทัง สุต๎วา” แลวสวดตอดวย “....พรัหมะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
พรหั มะ ปาริสชั ชานงั เทวานัง สทั ทงั สุต๎วา”
พรหั มะปารสิ ชั ชา เทวา สทั ทะมะนุสสาเวสงุ ฯ พรหั มะปารสิ ชั ชานัง เทวานัง สทั ทงั สุตว๎ า
พรหั มะปะโรหติ า เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสุงฯ พรัหมะปะโรหิตานัง เทวานัง สัททงั สตุ ๎วา
มะหาพรัหมา เทวา สทั ทะมะนุสสาเวสุงฯ มะหาพรหั มานงั เทวานงั สัททัง สตุ ว๎ า
ปะรติ ตาภา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสงุ ฯ ปะรติ ตาภานัง เทวานงั สัททงั สุต๎วา
อปั ปะมาณาภา เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสุงฯ อปั ปะมาณาภานัง เทวานงั สทั ทงั สุตว๎ า
อาภัสสะรา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ อาภัสสะรานงั เทวานงั สัททงั สุตว๎ า
อัปปะมาณะสภุ า เทวา สัททะมะนสุ สาเวสุงฯ อัปปะมาณาสุภานัง เทวานงั สัททงั สุต๎วา
สภุ กิณ๎หะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ สุภกณิ ห๎ ะกานงั เทวานงั สทั ทงั สุตว๎ า
เวหัปผะลา เทวา สัททะมะนุสสาเวสงุ ฯ เวหัปผะลานงั เทวานงั สัททงั สุตว๎ า
อะวิหา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสุงฯ อะวหิ านัง เทวานัง สทั ทงั สตุ ว๎ า
อะตปั ปา เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสงุ ฯ อะตัปปานัง เทวานงั สัททงั สุต๎วา
สทุ สั สา เทวา สทั ทะมะนุสสาเวสงุ ฯ สทุ ัสสานงั เทวานงั สทั ทัง สตุ ๎วา
สุทัสสี เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสุงฯ สุทัสสีนัง เทวานงั สทั ทัง สตุ ว๎ า
อะกะนฏิ ฐะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัต
ติตัง อปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทวานะ วา มาเรนะ วา
พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกสั มินติฯ (หยุด)

อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิฯ
อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมป สัมปะกัมป สัมปะเวธิฯ อัปปะมาโณ
จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะตกิ กัมเมวะ เทวานัง เทวานภุ าวังฯ

อะถะโข ภะคะวะตา อทุ านัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ
อญั ญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญตฯิ

อิตหิ ิทงั อายัสม๎ ะโต โกณฑัญญัสสะ อญั ญาโกณฑญั โญเตว๎วะ นามัง อะโหสีติฯ
ธมั มะจักกปั ปะวัตตะนะสุตตงั นิฏฐติ ัง

๒๗

อาฏานาฏิยะปะริตตัง

(นะโมเม)

นะโม เม สัพพะพทุ ธานงั อปุ ปน นานงั มะเหสินงั
ตณั หงั กะโร มะหาวีโร เมธงั กะโร มะหายะโส
สะระณังกะโร โลกะหโิ ต ทปี ง กะโร ชุตนิ ธะโร
โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข มงั คะโล ปรุ สิ าสะโภ
สุมะโน สุมะโน ธโี ร เรวะโต ระติวฑั ฒะโน
โสภโี ต คณุ ะสมั ปน โน อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม
ปะทุโม โลกะปชโชโต นาระโท วะระสาระถี
ปะทมุ ุตตะโร สตั ตะสาโร สุเมโธ อปั ปะฏปิ คุ คะโล
สุชาโต สัพพะโลกคั โค ปยะทัสสี นะราสะโภ
อตั ถะทสั สี การุณิโก ธัมมะทัสสี ตะโมนโุ ท
สทิ ธตั โถ อะสะโม โลเก ตสิ โส จะ วะทะตัง วะโร
ปสุ โส จะ วะระโท พุทโธ วิปส สี จะ อะนปู ะโม
สขิ ี สัพพะหิโต สัตถา เวสสะภู สุขะทายะโก
กะกุสนั โธ สตั ถะวาโห โกนาคะมะโน ระณัญชะโห
กัสสะโป สริ สิ มั ปนโน โคตะโม สกั ย๎ ะปุงคะโว
อะเนกะสะตะโกฏะโย
เอเต จัญเญ จะ สัมพุทธา สพั เพ พทุ ธา มะหิทธกิ า
สพั เพ พุทธา อะสะมะสะมา เวสารชั เชหุปาคะตา
สพั เพ ทะสะพะลูเปตา อาสะภัณฐานะมุตตะมัง
สัพเพ เต ปะฏิชานนั ติ ปะริสาสุ วิสาระทา
สีหะนาทัง นะทนั เตเต โลเก อปั ปะฏิวัตติยัง
พรหั มะจกั กัง ปะวตั เตนติ อฏั ฐาระสะหิ นายะกา
อุเปตา พุทธะธมั เมหิ สีต๎ยานุพย๎ ญั ชะนาธะรา
ทว๎ ตั ตงิ สะลักขะณเู ปตา สพั เพ เต มุนิกุญชะรา
พ๎ยามัปปะภายะ สุปปะภา สัพเพ ขีณาสะวา ชนิ า
พุทธา สัพพัญุโน เอเต มะหาปญญา มะหพั พะลา
มะหัปปะภา มะหาเตชา สัพเพสานงั สุขาวะหา
มะหาการณุ กิ า ธรี า ตาณา เลณา จะ ปาณนิ งั
ทปี า นาถา ปะตฏิ ฐา จะ สะระณา จะ หิเตสโิ น
คะตี พันธู มะหัสสาสา สัพเพ เอเต ปะรายะนา
สะเทวะกสั สะ โลกสั สะ

๒๘

เตสาหงั สริ ะสา ปาเท วันทามิ ปรุ ิสุตตะเม
วะจะสา มะนะสา เจวะ วันทาเมเต ตะถาคะเต
สะยะเน อาสะเน ฐาเน คะมะเน จาป สพั พะทา
สะทา สเุ ขนะ รกั ขนั ตุ พทุ ธา สนั ติกะรา ตุวงั
เตหิ ตว๎ งั รกั ขโิ ต สนั โต มตุ โต สัพพะภะเยนะ จะ
สพั พะโรคะวินิมตุ โต สัพพะสันตาปะวัชชิโต
สัพพะเวระมะติกกนั โต นพิ พโุ ต จะ ตุวงั ภะวะ
เตสัง สจั เจนะ สเี ลนะ ขนั ติเมตตาพะเลนะ จะ
เตป ตมุ เห อะนรุ กั ขนั ตุ อาโรค๎เยนะ สเุ ขนะ จะ
สันติ ภตู า มะหทิ ธกิ า
ปรุ ัตถิมัสม๎ งิ ทสิ าภาเค อาโรคเ๎ ยนะ สเุ ขนะ จะ
เตป ตมุ เห อะนรุ กั ขันตุ สันติ เทวา มะหทิ ธกิ า
ทักขณิ ัส๎มิง ทิสาภาเค อาโรค๎เยนะ สเุ ขนะ จะ
เตป ตุมเห อะนรุ กั ขันตุ สนั ติ นาคา มะหิทธิกา
ปจฉมิ ัส๎มิง ทสิ าภาเค อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ
เตป ตุมเห อะนุรักขนั ตุ สันติ ยักขา มะหทิ ธิกา
อตุ ตะรัสสมิง ทิสาภาเค อาโรค๎เยนะ สเุ ขนะ จะ
เตป ตุมเห อะนุรักขันตุ ทักขิเณนะ วริ ุฬหะโก
ปุรมิ ะทิสัง ธะตะรฏั โฐ กุเวโร อตุ ตะรัง ทสิ ัง
ปจ ฉเิ มนะ วิรปู กโข โลกะปาลา ยะสสั สโิ น
จัตตาโร เต มะหาราชา อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ
เตป ตมุ เห อะนรุ ักขนั ตุ เทวา นาคา มะหทิ ธิกา
อากาสัฏฐา จะ ภมุ มัฏฐา อาโรคเ๎ ยนะ สเุ ขนะ จะ
เตป ตมุ เห อะนุรักขนั ตุ พทุ โธ เม สะระณงั วะรัง
โหตุ เต ชะยะมังคะลงั
นัตถิ เม สะระณงั อัญญงั ธมั โม เม สะระณงั วะรัง
เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
นัตถิ เม สะระณงั อญั ญงั สังโฆ เม สะระณัง วะรงั
เอเตนะ สจั จะวชั เชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
นัตถิ เม สะระณัง อัญญงั วชิ ชะติ วิวธิ ัง ปถุ ุ
เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ ตัสม๎ า โสตถี ภะวันตุ เต
วชิ ชะติ วิวธิ ัง ปถุ ุ
ยังกญิ จิ ระตะนัง โลเก ตสั ม๎ า โสตถี ภะวันตุ เต
ระตะนัง พุทธะสะมัง นตั ถิ
ยงั กิญจิ ระตะนงั โลเก
ระตะนัง ธัมมะสะมงั นัตถิ

๒๙

ยังกิญจิ ระตะนงั โลเก วชิ ชะติ วิวิธัง ปถุ ุ
ระตะนงั สังฆะสะมงั นัตถิ ตสั ๎มา โสตถี ภะวันตุ เต
สักกัตว๎ า พุทธะระตะนงั โอสะถัง อตุ ตะมัง วะรงั
หติ งั เทวะมะนสุ สานัง พุทธะเตเชนะ โสตถนิ า
นสั สนั ตปุ ท ทะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต
สกั กัตว๎ า ธมั มะระตะนัง โอสะถงั อุตตะมงั วะรัง
ปะริฬาหูปะสะมะนงั ธมั มะเตเชนะ โสตถนิ า
นัสสันตปุ ท ทะวา สัพเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ เต
สกั กัต๎วา สงั ฆะระตะนัง โอสะถงั อตุ ตะมัง วะรงั
อาหเุ นยยัง ปาหเุ นยยงั สังฆะเตเชนะ โสตถนิ า
นสั สนั ตปุ ท ทะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เต
สพั พตี โิ ย ววิ ชั ชันตุ สัพพะโรโค วินสั สะตุ
มา เต ภะวัต๎วนั ตะราโย สขุ ี ทีฆายุโก ภะวะ
อะภิวาทะนะสลี ิสสะ นจิ จงั วฑุ ฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธมั มา วฑั ฒันติ อายุ วณั โณ สขุ ัง พะลังฯ

อาฏานาฏยิ ะปะริตตัง นิฏฐติ ังฯ

รัตนสูตร
(บทสวดเพื่อความรม เย็นในชีวิต)

ยานธี ะ ภตู านิ สะมาคะตานภิ ุมมานิ วา ยานิวะ อนั ตะลกิ เข
สัพเพ วะ ภตู า สุมะนา ภะวันตุ อะโถป สกั กจั จะ สณุ ันตุ ภาสติ งั ฯ
เมตตัง กะโรถะ มานสุ ยิ า ปะชายะ
ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ ตัสมา หิ เน รกั ขะถะ อปั ปะมัตตาฯ
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรนั ติ เย พะลงิ สคั เคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณตี งั
อทิ มั ป พุทเธ ระตะนงั ปะณตี ัง
ยังกิญจิ วิตตงั อธิ ะ วา หรุ ัง วา
นะ โน สะมงั อตั ถิ ตะถาคะเตนะ ยะทชั ฌะคา สกั ยะมนุ ี สะมาหโิ ต
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตฯุ อิทัมป ธัมเม ระตะนัง ปะณีตงั

ขะยัง วิราคงั อะมะตงั ปะณตี ัง
นะ เตนะ ธมั เมนะ สะมัตถิ กิญจิ
เอเตนะ สจั เจนะ สวุ ัตถิ โหตุฯ

๓๐

ยมั พุทธะเสฏโฐ ปะริวณั ณะยี สุจงิ สะมาธิมานนั ตะริกญั ญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อิทัมป ธมั เม ระตะนงั ปะณตี งั
เอเตนะ สจั เจนะ สุวตั ถิ โหตฯุ
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสฏั ฐา เอเตสุ ทนิ นานิ มะหัปผะลานิ
เต ทกั ขิเณยยา สคุ ะตัสสะ สาวะกา เอเตนะ สัจเจนะ สุวตั ถิ โหตฯุ
อิทัมป สงั เฆ ระตะนัง ปะณีตัง นิกกามโิ น โคตะมะสาสะนมั หิ
ลัทธา มุธา นพิ พุตงิ ภุญชะมานา
เย สปุ ปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
เต ปตตปิ ต ตา อะมะตงั วิคัยหะ จะตพุ ภิ วาเตภิ อะสมั ปะกมั ปโ ย
อทิ ัมป สงั เฆ ระตะนัง ปะณตี ัง โย อะรยิ ะสจั จานิ อะเวจจะ ปส สะติ
เอเตนะ สัจเจนะ สวุ ตั ถิ โหตุฯ
ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สยิ า คัมภรี ะปญ เญนะ สเุ ทสติ านิ
ตะถูปะมัง สปั ปุริสงั วะทามิ นะ เต ภะวงั อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทัมป สังเฆ ระตะนงั ปะณีตงั เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
ตะยสั สุ ธมั มา ชะหติ า ภะวันติ
เย อะรยิ ะสัจจานิ วิภาวะยนั ติ สลี พั พะตัง วาป ยะทัตถิ กิญจิ
กิญจาป เต โหนติ ภสุ ัปปะมตั ตา ฉะ จาภฐิ านานิ อะภพั โพ กาตงุ
อทิ มั ป สังเฆ ระตะนงั ปะณตี ัง เอเตนะ สัจเจนะ สวุ ัตถิ โหตุฯ
กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
สะหาวัสสะ ทสั สะนะสัมปะทายะ อะภพั พะตา ทฏิ ฐะปะทสั สะ วตุ ตา
สักกายะทิฏฐิ วิจิกจิ ฉิตญั จะ เอเตนะ สจั เจนะ สวุ ัตถิ โหตุฯ
จะตหู ะปาเยหิ จะ วปิ ปะมตุ โต คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมงิ คมิ เห
อิทัมป สงั เฆ ระตะนงั ปะณีตงั นิพพานะคามงิ ปะระมัง หิตายะ
เอเตนะ สจั เจนะ สวุ ตั ถิ โหตุฯ
กญิ จาป โส กัมมัง กะโรติ ปาปะตัง อะนตุ ตะโร ธมั มะวะรัง อะเทสะยิ
อะภพั โพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ เอเตนะ สัจเจนะ สุวตั ถิ โหตุฯ
อทิ ัมป พทุ เธ ระตะนัง ปะณีตัง วริ ัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมงิ
นพิ พนั ติ ธรี า ยะถายัมปะทีโป
วะนปั ปะคุมเพ ยะถา ผุสสติ ัคเค เอเตนะ สจั เจนะ สุวัตถิ โหตฯุ
ตะถูปะมงั ธมั มะวะรงั อะเทสะยิ
อทิ มั ป พุทเธ ระตะนงั ปะณีตัง

วะโร วะรญั ู วะระโท วะราหะโร
อิทมั ป พุทเธ ระตะนัง ปะณตี ัง

ขณี งั ปุราณงั นะวงั นัตถิ สัมภะวัง
เต ขีณะพชี า อะวิรฬุ หฉิ นั ทา
อิทัมป สงั เฆ ระตะนงั ปะณีตัง

๓๑

ยานธี ะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนสุ สะปชู ิตงั พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุฯ
ภุมมานิ วา ยานวิ ะ อันตะลิกเข
ยานีธะ ภตู านิ สะมาคะตานิ ธัมมัง นะมัสสามะ สวุ ัตถิ โหตุฯ
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชติ งั ภุมมานิ วา ยานวิ ะ อนั ตะลกิ เข
สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตฯุ
ยานธี ะ ภตู านิ สะมาคะตานิ
ตะถาคะตงั เทวะมะนสุ สะปูชติ งั

บทรัตนสูตร เปนบทที่วาดวยคุณคาและอานุภาพแหงพระรัตนตรัย คือ พระ
พุทธ พระธรรม และพระสงฆ กลาวถึงพระสูตรที่พระพุทธเจาประทานแกชาวเมืองไพ
สาลี เม่ือคราวประสบวิกฤตการณตางๆ เน้ือหากลาวถึงคุณพระรัตนตรัย ซ่ึงเปนที่พ่ึง
ทางใจอันเกษม และเนนคุณธรรมที่สามารถนอมมารําลึกถึงและปฏิบัติตามได คือ
ลดละกิเลสตัณหาใหจางคลายไปโดยลําดับ โดยนําเอาพระคุณที่อยูในพระรัตนตรัยมา
เปนแนวทางและเปาหมายในการปฏบิ ัติ เชน สมาธคิ ุณอนั ยงิ่ ใหญข องพระพุทธเจาและ
การดําเนินชีวิตของพระสงฆอันเรียบงาย ไมมีบาปใหปกปด บทรตนสูตรนี้แสดงให
เห็นวา ชีวิตที่มีคุณคาตามหลักพระพุทธศาสนานั้นตองลงมือปฏิบัติดวยตนเอง โดยมี
สาระอยูท่ีการดับความเห็นแกตัวลงโดยลําดับจนหมดสิ้น จึงจะบรรลุนิพพานอันเปน
คุณคา สงู สดุ ได

ตามคติโบราณนิยมถือวา ถาสวดบทน้ีเปนประจําแลว จะไดรับอานิสงสคือ
สามารถท่ีจะขจัดโรคภัยตางๆ ภูตผีปศาจจะไมมารบกวน ทําใหเกิดความรมเย็นเปน
สขุ ประกอบอาชีพในทางใดก็จะไดร บั ความเจริญรุง เรืองเปน ลาํ ดบั สบื ไป

อา งอิง

๑. หนังสืออธบิ ายบทสวดมนต วดั สทุ ศั นเทพวราราม
๒. http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=phararpar&month=07-02-

2009&group=13&gblog=4

๓๒

กะระณียะเมตตะสุตตงั

กะระณียะมัตถะกสุ ะเลนะ ยนั ตงั สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ

สักโก อุชู จะ สหุ ชุ ู จะ สุวะโจ จัสสะ มทุ ุ อะนะติมานี

สันตสุ สะโก จะ สุภะโร จะ อปั ปะกจิ โจ จะ สัลละหุกวุ ุตติ

สนั ตินท๎รโิ ย จะ นิปะโก จะ อปั ปะคัพโภ กเุ ลสุ อะนะนคุ ิทโธ

นะ จะ ขทุ ทงั สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วญิ ู ปะเร อุปะวะเทยยงุ

สุขโิ น วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวนั ตุ สขุ ิตัตตา

เย เกจิ ปาณะภตู ตั ถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา

ทฆี า วา เย มะหันตา วา มชั ฌมิ า รัสสะกา อะณกุ ะถูลา

ทฏิ ฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทเู ร วะสนั ติ อะวทิ ูเร

ภูตา วา สัมภะเวสี วา สพั พา สตั ตา ภะวนั ตุ สุขติ ัตตา

นะ ปะโร ปะรัง นิกพุ เพถะ นาติมัญเญถะ กตั ถะจิ นงั กิญจิ

พ๎ยาโรสะนา ปะฏฆี ะสญั ญา นาญญะมญั ญสั สะ ทกุ ขะมิจเฉยยะ

มาตา ยะถา นยิ งั ปตุ ตัง อายสุ า เอกะปุตตะมะนุรักเข

เอวมั ป สพั พะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณงั

เมตตญั จะ สัพพะโลกัสม๎ งิ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณงั

อุทธัง อะโธ จะ ติรยิ ญั จะ อะสมั พาธัง อะเวรัง อะสะปต ตงั

ตฏิ ฐญั จะรงั นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตสั สะ วคิ ะตะมิทโธ

เอตัง สะตงิ อะธฏิ เฐยยะ พรัหมะเมตงั วิหารงั อิธะมาหุ

ทิฎฐิญจะ อะนปุ ะคมั มะ สลี ะวา ทัสสะเนนะ สมั ปนโน

กาเมสุ วิเนยยะ เคธงั นะ หิ ชาตุ คพั ภะเสยยัง ปุนะเรตตี ฯิ

กะระณียะเมตตะสตุ ตงั นิฏฐติ งั ฯ

๓๓

ขันธะปะริตตะคาถา

วริ ูปก เขหิ เม เมตตงั เมตตัง เอราปะเถหิ เม

ฉพั ๎ยาปตุ เตหิ เม เมตตัง เมตตัง กณั หาโคตะมะเกหิ จะ

อะปาทะเกหิ เม เมตตงั เมตตงั ทปิ าทะเกหิ เม

จะตุปปะเทหิ เม เมตตงั เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม

มา มงั อะปาทะโก หิงสิ มา มงั หิงสิ ทิปาทะโก

มา มงั จะตปุ ปะโท หงิ สิ มา มงั หิงสิ พะหปุ ปะโท

สัพเพ สตั ตา สพั เพ ปาณา สพั เพ ภูตา จะ เกวะลา

สพั เพ ภทั ๎รานิ ปสสันตุ มา กิญจิ ปาปะมาคะมา

อัปปะมาโณ พทุ โธ อปั ปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สงั โฆ ปะมาณะวันตานิ

สริ ิงสะปานิ อะหิ วจิ ฉกิ า สะตะปะที อณุ ณานาภี สะระพู มสู ิกา กะตา เม

รกั ขา กะตา เม ปะริตตา ปะฎกิ กะมันตุ ภูตานิ โสหงั นะโม ภะคะวะโต

นะโม สตั ตันนัง สมั มาสัมพุทธานงั ฯ

ขันธะปะรติ ตัง นิฏฐติ ังฯ

ถวายพรพระ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พุทธสั สะ (๓ หน)
อิตปิ โส ภะคะวา อะระหงั สมั มาสัมพุทโธ วชิ ชาจะระณะสัมปน โน สุคะโต
โลกะวิทู อะนุตตะโร ปรุ สิ ะทัมมะสาระถิ สตั ถา เทวะมะนสุ สานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทฏิ ฐิโก อะกาลโิ ก เอหิปส สิโก
โอปะนะยิโก ปจ จตั ตัง เวทติ พั โพ วิญหู ีติฯ
สุปะฏิปน โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อชุ ุปะฏปิ น โน ภะคะวะโต
สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏปิ นโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามจี ิปะฏปิ น โน
ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ยะททิ งั จัตตาริ ปรุ สิ ะยุคานิ อัฏฐะ
ปรุ ิสะปคุ คะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อาหุเนยโย ปาหเุ นยโย
ทกั ขิเณยโย อัญชะลีกะระณโี ย อะนตุ ตะรัง ปุญญกั เขตตงั โลกัสสาติ (หยุด)ฯ

๓๔

พาหุง

พาหงุ สะหัสสะมะภินิมมติ ะสาวธุ ันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทธิ ัมมะวธิ ินา ชิตะวา มุนินโท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

มาราตเิ รกะมะภยิ ุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขงั
ขันตสี ทุ ันตะวธิ ินา ชิตะวา มนุ นิ โท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานฯิ

นาฬาคริ งิ คะชะวะรัง อะตมิ ตั ตะภูตงั
ทาวคั คิจกั กะมะสะนวี ะ สทุ ารณุ ันตงั
เมตตมั พุเสกะวธิ นิ า ชิตะวา มนุ ินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

อกุ ขติ ตะขคั คะมะติหัตถะสุทารุณนั ตงั
ธาวันติโยชะนะปะถงั คลุ มิ าละวนั ตงั
อิทธีภิสงั ขะ ตะมะโน ชติ ะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

กตั ๎วานะ กัฏฐะมทุ ะรงั อิวะ คพั ภนิ ียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธนิ า ชิตะวา มุนินโท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

สัจจัง วิหายะ มะตสิ ัจจะกะวาทะเกตงุ
วาทาภิโรปตะมะนัง อะตอิ นั ธะภตู งั
ปญญาปะทปี ะชะลโิ ต ชิตะวา มุนินโท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

นันโทปะนนั ทะภชุ ะคงั วพิ ธุ งั มะหทิ ธิง
ปตุ เตนะ เถระภชุ ะเคนะ ทะมาปะยนั โต
อิทธูปะเทสะวธิ ินา ชิตะวา มนุ ินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

๓๕

ทคุ คาหะทฏิ ฐภิ ุชะเคนะ สทุ ฏั ฐะหัตถงั
พรหั มงั วสิ ุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานงั
ญาณาคะเทนะ วธิ นิ า ชติ ะวา มนุ นิ โท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

เอตาป พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา
โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หติ ว๎ านะเนกะววิ ธิ านิ จุปททะวานิ
โมกขัง สขุ งั อะธคิ ะเมยยะ นะโร สะปญโญ ฯ

มหาการณุ โิ ก

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง
ปูเรต๎วา ปาระมี สพั พา ปต โต สัมโพธมิ ุตตะมงั
เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลงั ฯ
ชะยันโต โพธยิ า มเู ล สกั ย๎ านัง นนั ทวิ ัฑฒะโน
เอวงั ตว๎ ัง วชิ ะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมงั คะเล
อะปะราชิตะปลลงั เก สเี ส ปะฐะวโิ ปกขะเร
อะภิเสเก สพั พะพุทธานงั อัคคปั ปต โต ปะโมทะตฯิ
สนุ ักขตั ตัง สุมังคะลงั สปุ ะภาตัง สุหฏุ ฐติ ัง
สกุ ขะโณ สุมุหตุ โต จะ สยุ ิฏฐัง พรหั มะจารสิ ุ
ปะทกั ขิณงั กายะกมั มงั วาจากมั มัง ปะทกั ขิณงั
ปะทกั ขณิ ัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา
ปะทักขณิ านิ กตั ๎วานะ ละภัณตตั เถ ปะทกั ขิเณ ฯ

ภะวะตุ สพั พะมงั คะลัง รกั ขนั ตุ สพั พะเทวะตา
สพั พะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
รกั ขนั ตุ สพั พะเทวะตา
ภะวะตุ สัพพะมังคะลงั สะทา โสตถี ภะวนั ตุ เต ฯ
สพั พะธมั มานุภาเวนะ รักขนั ตุ สพั พะเทวะตา
สะทา โสตถี ภะวนั ตุ เต ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลงั
สัพพะสังฆานุภาเวนะ

๓๖

อังคลุ ิมาละปะริตตัง

ยะโตหงั ภะคนิ ิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจจิ จะ ปาณัง
ชวี ิตา โวโรเปตาฯ เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภสั สะฯ

โพชฌงั คะปะรติ ตงั

โพชฌงั โค สะตสิ ังขาโต ธมั มานงั วจิ ะโย ตะถา
วริ ยิ มั ปต ิปส สทั ธิ- โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร
สะมาธเุ ปกขะโพชฌงั คา สัตเต เต สัพพะทัสสินา
มุนินา สมั มะทกั ขาตา ภาวติ า พะหุลีกะตา
สังวัตตันติ อะภญิ ญายะ นพิ พานายะ จะ โพธิยา
เอเตนะ สจั จะวชั เชนะ โสตถิ เต โหตุ สพั พะทาฯ
เอกสั ๎มิง สะมะเย นาโถ โมคคลั ลานัญจะ กสั สะปง
คลิ าเน ทุกขิเต ทิส๎วา โพชฌงั เค สตั ตะ เทสะยิ
เต จะ ตงั อะภนิ ันทติ ว๎ า โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ
เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สพั พะทา ฯ
เอกะทา ธัมมะราชาป เคลญั เญนาภปิ ฬิโต
จนุ ทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปต๎วานะ สาทะรงั
สัมโมทิต๎วา จะ อาพาธา ตมั หา วุฏฐาสิ ฐานะโส
เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ
ปะหนี า เต จะ อาพาธา ติณณนั นมั ป มะเหสนิ ัง
มคั คาหะตะกิเลสา วะ ปต ตานปุ ปตติธมั มะตงั
เอเตนะ สจั จะวชั เชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ
องั คลุ มิ าละปะรติ ตะปพุ พะกัง โพชฌงั คะปะริตตัง นฏิ ฐติ งั ฯ

๓๗

อะภะยะปะรติ ตัง

ยนั ทนุ นมิ ติ ตัง อะวะมงั คะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณสั สะ สัทโท

ปาปคคะโห ทุสสุปนัง อะกันตงั พทุ ธานภุ าเวนะ วนิ าสะเมนตุ ฯ

ยนั ทนุ นมิ ิตตัง อะวะมงั คะลญั จะ โย จามะนาโป สะกุณสั สะ สัทโท

ปาปคคะโห ทุสสปุ น ัง อะกันตงั ธมั มานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ

ยันทุนนิมิตตงั อะวะมังคะลญั จะ โย จามะนาโป สะกุณสั สะ สัทโท

ปาปค คะโห ทสุ สปุ น ัง อะกันตงั สงั ฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ

โมระปะริตตัง
อุเทตะยญั จกั ขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวปิ ปะภาโส
ตัง ตงั นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวปิ ปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วหิ ะเรมุ ทวิ ะสงั
เย พราหมะณา เวทะคุ สพั พะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมตั ถุ พทุ ธานัง นะมัตถุ โพธยิ า
นะโม วมิ ตุ ตานัง นะโม วมิ ุตติยา
อมิ ัง โส ปะริตตงั กตั ว๎ า โมโร จะระติ เอสะนาฯ
อะเปตะยัญจักขมุ า เอกะราชา
หะรสิ สะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตงั ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวณั ณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คตุ ตา วหิ ะเรมุ รตั ตงิ
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธยิ า
นะโม วิมตุ ตานัง นะโม วิมตุ ติยา
อมิ ัง โส ปะรติ ตงั กตั ว๎ า โมโร วาสะมะกัปปะยตี ฯิ

โมระปะรติ ตงั นิฏฐิตงั ฯ

๓๘

ฉทั ทนั ตะปะริตตัง

วะธิสสะเมนันติ ปะรามะสันโต
กาสาวะมัททกั ขิ ธะชัง อิสนี ัง
ทกุ เขนะ ผฎุ ฐัสสทุ ะปาทิ สญั ญา
อะระหัทธะโช สพั ภิ อะวัชฌะรูโป
สลั เลนะ วิทโธ พ๎ยะถิโตป สนั โต
กาสะวะวตั ถัมหิ มะนงั นะ ทุสสะยิ
สะเจ อิมงั นาคะวะเรนะ สัจจัง
มา มัง วะเน พาละมคิ า อะคญั ฉนุ ติ ฯ

ฉทั ทันตะปะริตตัง นฏิ ฐติ งั

วัฏฏะกะปะรติ ตัง

อตั ถิ โลเก สลี ะคโุ ณ สจั จงั โสเจยยะนุททะยา
เตนะ สจั เจนะ กาหามิ สัจจะกริ ยิ ะมะนุตตะรัง
อาวัชชิต๎วา ธมั มะพะลงั สะริตว๎ า ปุพพะเก ชิเน
สัจจะพะละมะวสั สายะ สัจจะกิรยิ ะมะกาสะหงั
สนั ติ ปก ขา อะปตตะนา สนั ติ ปาทา อะวัญจะนา
มาตา ปต า จะ นกิ ขนั ตา ชาตะ เวทะ ปะฏิกกะมะ
สะหะ สจั เจ กะเต มัยหัง มะหาปช ชะลิโต สขี ี
วชั เชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ อุทะกัง ปตว๎ า ยะถา สขิ ี
สจั เจนะ เม สะโม นตั ถิ เอสา เม สจั จะปาระมีติ ฯ
วฏั ฏะกะปะรติ ตงั นฏิ ฐิตัง

๓๙

พระวนิ ยั
ยันเตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ
ปะฐะมัง ปาราชิกัง กัตถะ ปญญัตตันติ ฯ เวสาลิยัง ปญญัตตันติ ฯ กัง อารัพภาติฯ
สุทินนัง กะลันทะปุตตัง อารัพภาติฯ กิส๎มิง วัตถุส๎มินติฯ สุทินโน กะลันทะปุตโต
ปรุ าณะทุตยิ กิ ายะ เมถนุ ัง ธัมมงั ปะฏิเสวิ ตัสม๎ งิ วตั ถุสม๎ นิ ตฯิ
เตนะ สะมะเยนะ พุทโธ ภะคะวา เวรัญชายัง วิหะระติ นะเฬรุปุจิมันทะมูเล
มะหะตา ภิกขุ สังเฆนะ สทั ธิง ปญ จะมัตเตหิ ภักขสุ ะเตหิฯ
อัสโสสิ โข เวรัญโช พ๎ราห๎มะโณ สะมะโณ ขะลุ โภ โคตะโม สัก๎ยะปุตโต
สัก๎ยะกุลา ปพพะชิโต เวรัญชายัง วิหะระติ นะ เฬรุปุ จิมันทะมูเล มะหะตา ภิกขุ
สงั เฆนะ สังธิง ปญจะมัตเตหิ ภิกขสุ ะเตหิ ฯ
ตังโข ปะนะ ภะวันตัง โคตะมัง เอวัง กัล๎ยาโณ กิตติ สัทโท อัพภุคคะโต
อิติ ปโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปนโน สุคะโต
โลกะวิทู อะนตุ ตะโร ปรุ ิสะทมั มะสาระถิ สัตถา เทวะมะนสุ สานงั พทุ โธ ภะคะวาติฯ
โส อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพ๎ราห๎มะณิง
ปะชงั สะเทวะมะนสุ สัง สะยัง อะภญิ ญา สจั ฉกิ ตั ว๎ า ปะเวเทติ ฯ โส ธัมมัง เทเสติ
อาทิกัล๎ยาณัง มัชเฌกัล๎ยาณัง ปะริโยสานะกัล๎ยาณัง สาตถัง สะพ๎ยัญชะนัง เกวะละ
ปะริปณุ ณงั ปะรสิ ทุ ธงั พรัหมะจะรยิ ัง ปะกาเสตฯิ
สาธุ โข ปะนะ ตะถารูปานงั อะระหะตัง ทสั สะนงั โหตตี ิฯ

พระสตู ร
เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา อันตะรา จะ ราชะคะหัง อันตะรา จะ
นาลันทัง อัทธานะมัคคะปะฏิปนโน โหติ มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ สัทธิง ปญจะมัตเตหิ
ภิกขุสะเตหิฯ สุปะปโยป โข ปะริพพาชะโก อันตะรา จะ ราชะคะหัง อันตะรา จะ
นาลันทัง อัทธานะมัคคะปะฏิปนโน โหติ สัทธิง อันเตวาสินา พรัหมะทัตเตนะ
มาณะเวนะฯ ตัต๎ระ สุทัง สุปะปโย ปะริพพาชะโก อะเนกะปะริยา เยนะ พุทธัสสะ
อะวณั ณงั ภาสะติ ธมั มัสสะ อะวณั ณัง ภาสะติ สงั ฆสั สะ อะวัณณัง ภาสะตฯิ สุปปยัสสะ
ปะนะ ปะริพพาชะกัสสะ อันเตวาสี พรัหมะทัตโต มาณะโว อะเนกะปะริยาเยนะ
พุทธัสสะ วณั ณัง ภาสะติ ธัมมสั สะ วัณณัง ภาสะติ สังฆัสสะ วัณณัง ภาสะติฯ อิติหะ
เต อโุ ภ อาจะรยิ ันเตวาสี อัญญะมัญญัสสะ อุชวุ ิปจจะนกิ ะวาทา ภะคะวนั ตงั ปฏฐิโต
ปฏฐโิ ต อะนุพนั ธา โหนติ ภิกขุสังฆญั จะฯ

๔๐

พระสังคิณี
กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพ๎ยากะตา ธัมมาฯ กะตะเม ธัมมา กุสะลาฯ
ยสั ม๎ งิ สะมะเย กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง อุปปนนัง โหติ โสมะนัสสะสะหะคะตัง
ญาณะสัมปะยุตตัง รูปารัมมะณัง วา สัททารัมมะณัง วา คันธารัมมะณัง วา ระสารัม
มะณัง วา โผฏฐพั พารัมมะณงั วา ธัมมารมั มะณงั วา ยัง ยัง วา ปะนารัพภะ ตัส๎มิง
สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ เย วา ปะนะ ตัส๎มิง สะมะเย อัญเญป อัตถิ
ปะฏิจจะสะมุปปน นา อะรปู โ น ธัมมา อเิ ม ธมั มา กุสะลาฯ

พระวภิ งั ค
ปญจักขันธา รูปกขันโธ เวทะนากขันโธ สัญญากขันโธ สังขารักขันโธ
วิญญาณักขันโธฯ ตัตถะ กะตะโม รูปกขันโธฯ ยังกิญจิ รูปง อะตีตานาคะ
ตะปจจุปปนนัง อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกัง วา สุขุมัง วา หีนัง วา
ปะณีตัง วา ยัง ทูเร วา สันติเก วา ตะเทกัชฌัง อะภิสัญูหิต๎วา อะภิสังขิปต๎วา
อะยงั วจุ จะติ รูปกขันโธฯ

พระธาตุกะถา
สังคะโห อะสงั คะโหฯ สังคะหิเตนะ อะสงั คะหติ ัง อะสังคะหิเตนะ
สงั คะหติ งั สงั คะหิเตนะ สังคะหิตัง อะสังคะหเิ ตนะ อะสังคะหิตังฯ สัมปะโยโค
วปิ ปะโยโคฯ สัมปะยุตเตนะ วปิ ปะยุตตงั วิปปะยตุ เตนะ สมั ปะยุตตัง อะสงั คะหิตังฯ

๔๑

พระปุคคะละบัญญัตติ

ฉะ ปญญัตติโย ขนั ธะปญ ญัตติ อายะตะนะปญญัตติ ธาตปุ ญญตั ติ

สัจจะปญ ญัตติ อินท๎ริยะปญ ญัตติ ปุคคะละปญญตั ติ ฯ กิตตาวะตา

ปุคคะลานัง ปคุ คะละปญญตั ติฯ สะมะยะวมิ ตุ โต อะสะมะยะวิมุตโต

กปุ ปะธมั โม อะกปุ ปะธมั โม ปะรหิ านะธัมโม อะปะรหิ านะธมั โม

เจตะนาภัพโพ อะนุรกั ขะนาภพั โพ ปถุ ชุ ชะโน โคต๎ระภู ภะยูปะระโต

อะภะยปู ะระโต ภพั พาคะมะโน อะภัพพาคะมะโน นิยะโต อะนยิ ะโต

ปะฏิปน นะโก ผะเลฐิโต อะระหา อะระหตั ตายะ ปะฏิปน โนฯ

พระกถาวัตถุ

ปุคคะโล อปุ ะลัพภะติ สัจฉกิ ัตถะปะระมัตเถนาตฯิ อามนั ตา ฯ โย สจั ฉกิ ัตโถ
ปะระมตั โถ ตะโต โส ปคุ คะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกตั ถะปะ ระมตั เถนาตฯิ นะ
เหวัง วัตตพั เพ ฯ อาชานาหิ นิคคะหัง หัญจิ ปคุ คะโล อปุ ะลัพภะติ สัจฉกิ ัต
ถะปะระมัตเถนะ เตนะ วะตะ เร วัตตพั เพ โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะ
โต โส ปคุ คะโล อปุ ะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ ฯ มิจฉาฯ

พระยะมะกะ

เย เกจิ กสุ ะลา ธมั มา สพั เพ เต กสุ ะละมลู าฯ เย วา ปะนะ กสุ ะลามลู า
สัพเพ เต ธัมมา กุสะลาฯ เย เกจิ กสุ ะลา ธมั มา สัพเพ เต กสุ ะละมเู ลนะ
เอกะมลู าฯ เย วา ปะนะ กุสะละมเู ลนะ เอกะมลู า สัพเพ เต ธมั มา กุสะลาฯ

๔๒

พระมหาปฏฐาน

เหตุปจจะโย อารัมมะณะปจจะโย อะธิปะติปจจะโย อะนันตะระปจจะโย
สะมะนันตะระปจจะโย สะหะชาตะปจจะโย อัญญะมัญญะปจจะโย นิสสะยะปจจะโย
อุปะนิสสะยะปจจะโย ปุเรชาตะปจจะโย ปจฉาชาตะปจจะโย อาเสวะนะปจจะโย
กัมมะปจจะโย วิปากะปจจะโย อาหาระปจจะโย อินท๎ริยะปจจะโย ฌานะปจจะโย
มัคคะปจจะโย สัมปะยุตตะปจจะโย วิปปะยุตตะปจจะโย อัตถิปจจะโย นัตถิปจจะโย
วคิ ะตะปจ จะโย อะวคิ ะตะปจจะโย ฯ

บังสุกุลเปน

อะจริ งั วะตะยงั กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ

ฉุฑโฑ อะเปตะวญิ ญาโณ นริ ตั ถังวะ กะลงิ คะรัง ฯ

บังสกุ ลุ ตาย

อะนจิ จา วะตะ สงั ขารา อุปปาทะวะยะธมั มิโน

อปุ ปช ชิตวา นิรุชฌนั ติ เตสงั วูปะสะโม สโุ ข ฯ

๔๓

มังคะละเทวะมุนิปตติทานะคาถา

โย โส จนั ทะสะโร เถโร สัปปญโญ กะรณุ ายะโก

ราชะทนิ นาภธิ าเนนะ มงั คะละเทวะมุนวิ หะโย

ชะนานัง อิธะ สพั เพสัง อิสสะโร ปะรหิ าระโก

วนิ ะยสั สะ จะ ธัมมสั สะ ธัมมะกายัสสะ โกวิโท

ธมั เมสุ คะรุโก ธโี ร สเี ลสุ สสุ ะมาหิโต

สสิ สานงั ภิกขอุ าทีนัง ปต ุฏฐาเน ปะติฏฐิโต

อาหาราทีหิ วัตถูหิ เอเตสัง อะนุกมั ปะโก

พะหนุ นัง กลุ ะปุตตานัง อุปช ฌาโย วิจักขะโณ

โสทานิ กาละมากาสิ กัลยาณะกิตติ ติฏฐะติ

ตมั มะยัง ยะติกา เถรา มชั ฌมิ า นะวะกา จธิ ะ

นิจจัง อะนุสสะรันตาวะ ตสั สะ คุเณนะ โจทติ า

ปญุ ญันตัสสะ กะรติ วานะ เทมะ ปตติง อะเสสะโต

ยงั ยงั เตนะ กะตัง ปญุ ญัง ยัง ยัง อมั เหหิ สญั จติ ัง

ตัสสะ ตสั สานุภาเวนะ ตสั สะ ตสั เสวะ เตชะสา

สัทธัมมัฏฐิติกาโม โส สขุ ิโต โหตุ สพั พะทา

สะเจ ยัตถะ ปะติฎฐายะ นะ ละเภยยะ อิมงั วะรงั

ตตั ถะ สพั เพ มะเหสักขา เทวะ คนั ตะวา นิเวทะยุง

อะนุโมทะตุ โส ปุญญัง ปต ติง ละเภตุ สัพพะโสติ ฯ

๔๔


Click to View FlipBook Version