The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือสวดมนต์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patiweth Ketkhong, 2021-03-26 09:59:46

หนังสือสวดมนต์

หนังสือสวดมนต์

มงคลเทวมุนปิ ตตฺ ทิ านคาถา

โย โส จนทฺ สโร เถโร สปปฺ ญโญ กรณุ ายโก
ราชทนิ ฺนาภิธาเนน มงคฺ ลเทวมุนวิ หฺ โย
ชนานํ อธิ สพเฺ พส อสิ ฺสโร ปรหิ ารโก
วิทยสสฺ จ ธมฺมสฺสํ ธมฺมกายสฺส โกวโิ ท
ธมเฺ มสุ ครโุ ก ธีโร สเี ลสุ สสุ มาหโิ ต
สสี ฺสานํ ภิกขฺ ุอาทีนํ ปต ุฏฐาเน ปตฏิ ฐ ิโต
อาหาราทหี ิ วตถฺ หู ิ เอเตสํ อนกุ มฺปโก
พหนุ ฺนํ กลุ ปุตฺตานํ อปุ ชฺฌาโย วจิ กฺขโณ
โสทานิ กาลมากาสิ กลฺยาณกิตตฺ ิ ตฏิ ฐติ
ตมฺมยํ ยตกิ า เถรา มชฺฌิมา นวกา จธิ
นิจจฺ ํ อนสุ ฺสรนฺตาว ตสสฺ คุเณน โจทิตา
ปุญฺ นตฺ สสฺ กรติ วฺ าน เทม ปตฺตึ อเสสโต
ยํ ยํ เตน กตํ ปุญญํ ยํ ยํ อมฺเมหิ สจฺ ติ ํ
ตสฺส ตสสฺ านุภาเวน ตสสฺ ตสเฺ สว เตชสา
สทฺธมฺมฏฐิติกาโม โส สขุ ิโต โหตุ สพฺพทา
สเจ ยตฺถ ปตฏิ ฐ าย น ลเภยยฺ อมิ ํ วรํ
ตตฺถ สพเฺ พ มเหสกขฺ า เทว คนตฺ วา นิเวทยุ
อนโุ มทตุ โส ปุ ฺญํ ปตฺตึ ลเภตุ สพพฺ โสติ ฯ

คาํ อาราธนาศลี ๕

นะโม ตสั สะ ภะคะวาโต อะระหะโต สัมมา สมั พุทธัสสะฯ ( วา ๓ หน)

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปญจะ สีลานิ
ยาจามะฯ

ทุติยัมป มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ
ปญ จะ สีลานิ ยาจามะฯ

ตะติยัมป มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ
ปญ จะ สีลานิ ยาจามะฯ

๔๕

คําอาราธนาศลี ๘

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธสั สะฯ ( วา ๓ หน)
มะยัง ภนั เต วิสงุ วสิ งุ รกั ขะณตั ถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สลี านิ

ยาจามะฯ
ทุติยัมป มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ

อัฏฐะ สลี านิ ยาจามะ
ตะตยิ มั ป มะยงั ภนั เต วสิ งุ วสิ งุ รักขะณตั ถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ

อฏั ฐะ สลี านิ ยาจามะ

คาํ อาราธนาพระปริตร

นะโม ตสั สะ ภะคะวาโต อะระหะโต สมั มา สมั พุทธัสสะฯ ( วา ๓ หน)

วปิ ตตปิ ะฏพิ าหายะ สัพพะสัมปต ติสทิ ธยิ า
สัพพะทกุ ขะวินาสายะ ปะริตตัง พร๎ ถู ะ มงั คะลงั
วิปต ติปะฏิพาหายะ
สพั พะภะยะวินาสายะ สพั พะสัมปตตสิ ิทธยิ า
วิปตติปะฏิพาหายะ ปะริตตัง พ๎รถู ะ มงั คะลงั
สพั พะโรคะวนิ าสายะ
สพั พะสัมปต ติสิทธยิ า
ปะรติ ตัง พ๎รูถะ มังคะลงั

คําถวายขาวพระพุทธ

นะโม ตัสสะ ภะคะวาโต อะระหะโต สมั มา สมั พทุ ธัสสะฯ ( วา ๓ หน)

อมิ งั สูปะพยัญชะนะสมั ปน นงั สาลนี งั โภชนานงั อทุ ะกงั วะรัง พุทธสั สะ ปูเชมิ

๔๖

คําลาขาวพระพุทธ

นะโม ตัสสะ ภะคะวาโต อะระหะโต สมั มา สมั พุทธัสสะฯ ( วา ๓ หน)
เสสงั มังคะลงั ยาจามิ

คําถวายสังฆทาน

นะโม ตสั สะ ภะคะวาโต อะระหะโต สัมมา สมั พุทธัสสะฯ ( วา ๓ หน)
อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ

สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ
อัมหากัง เจวะ มาตาปตุ อาทีนญั จะ ปย ะชะนานงั ทฆี ะรตั ตัง หิตายะ สุขายะ

คาํ แปล

ขาแตพระสงฆผ ูเจรญิ ขา พเจาทั้งหลายขอนอมถวาย ซงึ่ ภตั ตาหารกบั ทง้ั
บรวิ ารทงั้ หลายเหลา น้ี แกพ ระภกิ ษุสงฆ ขอพระภกิ ษสุ งฆจ งรบั ซงึ่ ภัตตาหาร
กบั ทั้งบรวิ ารทงั้ หลายเหลา นี้ ของขา พเจา ทงั้ หลาย เพ่ือประโยชนแ ละความสขุ
แกขาพเจา ทงั้ หลาย แกป ย ะชนท้งั หลาย ซงึ่ มี บิดา มารดา คุณครอู ุปช ฌาย
อาจารย คณุ ครูบาอาจารย เปน ตน ตลอดกาลนานเทอญฯ

๔๗

๔๘

บทสวดธัมมจกั กัปปวัตตนสูตร

บทสวดธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร สาํ คัญอยา งไร

บทสวดธมั มจักกัปปวตั ตนสตู รเปน ปฐมเทศนา เทศนากัณฑแ รกหรอื พระปฐม
เทศนา ที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปจจุบันคือสารนาถ เมือง
พาราณสี ท่ีพระพุทธเจาทรงแสดงแกพระปญจวัคคีย เม่ือพระผูมีพระภาคตรัสธัมม
จักกัปปวัตตนสูตรน้ีอยู ดวงตาเห็นธรรม ยงฺกิฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺ
มนฺติ (ส่ิงใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดข้ึนเปนธรรมดา ส่ิงนั้นทั้งปวงมีความดับไปเปน
ธรรมดา) ก็ไดเกิดข้ึนแกทาน พระโกณฑัญญะ นับเปนพระสงฆ สาวกองคแรกใน
พระพุทธศาสนา เหตุการณน้ีเกิดขึ้นกอนพุทธศักราช ๔๕ ป ในวันเพ็ญ (ขึ้น ๑๕ ค่ํา)
เดือน ๘ ดวงจันทร เสวยมาฆฤกษ เปนวันท่ีพระรัตนตรัยครบบริบูรณ บังเกิดข้ึนใน
โลกเปนครั้งแรก คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆครบบริบูรณ ซ่ึงเรารูจักกันดีใน
ปจจุบันวา วนั อาสาฬหบูชา

หลังจากตรัสรูแลว ๙ เดือนก็ไดเกิดเหตุการณสําคัญขึ้น ท่ี พระเวฬุวัน เมือง
ราชคฤห รัฐมคธ ซึ่งเปนความประจวบเหมาะพอดีที่เกิดเหตุการณขึ้นในวันนี้ ๔
ประการ จึงเรียกวา จาตุรงคสันนิบาต ซ่ึงแปลวาการประชุมอันประกอบดวย
องคป ระกอบ ๔ อยาง ไดแ ก

๑. เปนการมาชุมนุมกนั ของพระสงฆส าวก จํานวน ๑,๒๕๐ รูปเพื่อเฝา พระบรม
ศาสดา โดยมิไดน ัดหมาย

๒. พระสงฆสาวกดังกลา วลวนแตเ ปนพระอรหันตทงั้ สิน้
๓. พระสงฆส าวกดงั กลา วลวนแตไ ดรับการอุปสมบทจากพระพทุ ธเจาดว ยวธิ ี
เอหิภิกขุอุปสัมปทา*

๔. วันนน้ั ดวงจนั ทรเ พ็ญเสวยมาฆฤกษเ ตม็ บรบิ ูรณ
ซ่ึงกค็ ือวนั มาฆบชู า นนั้ เอง โอวาทปาฏโิ มกข ที่พระพทุ ธเจาทรงแสดงเปน
การประมวลคาํ สอนหลกั ของพระพทุ ธศาสนา เพื่อใหพ ระสงฆส าวกนําไปประพฤติ
ปฏิบัติ และนําไปสั่งสอนผูอ่ืนในแนวทางเดยี วกนั คอื

2

*เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ การอุปสมบทใหแกภิกษุโดยพระพุทธเจาประทานใหดวยพระองคเอง ดวยการ
ตรสั วา "เอหิภกิ ขุ..."ซึ่งแปลวา "จงมาเปนภิกษุเถิด ธรรมอันเรากลาวดีแลว ทานจงประพฤติพรหมจรรยเพ่ือ
ทําที่ดที ส่ี ุดแหงทกุ ขโดยชอบเถิด"

๕๑

ขนตฺ ี ปรมํ ตโป ตตี ิกฺขา : ขันตี คอื ความอดกลั้น เปนธรรมเครือ่ งเผากิเลสอยางยง่ิ
นิพฺพานํ ปรมํ วทนตฺ ิ พทุ ฺธา : พระพุทธเจา ทัง้ หลาย กลา วพระนพิ พานวาเปน ธรรมอนั ยง่ิ
น หิ ปพฺพชโิ ต ปรปู ฆาตี : ผูทาํ รายผูอ่ืน ไมจ ดั วา เปน บรรพชิต
สมโณ โหติ ปรํ วเิ หธยนฺโต : ผูเบยี ดเบีนสตั วอน่ื ไมช ่ือวา สมณะ

สพพฺ ปาปสสฺ อกรณํ : การไมทําบาปทั้งปวง หนงึ่
กสุ ลสสฺ ุปสมปฺ ทา : การทํากศุ ลใหถ ึงพรอ ม หนง่ึ
สจิตตฺ ปรโิ ยทปนํ : การทําใจใหส ะอาดบรสิ ุทธ์ิ หนึง่
เอตํ พุทฺธาน สาสนํ : นี้เปน คําสอนของพระพุทธเจา ทง้ั หลาย

อนูปวาโท อนูปฆาโต : การไมพ ูดรา ย การไมทําราย หนึ่ง
ปาติโมกฺเข จ สวํ โร : การสาํ รวมในปาตโิ มกข หนึ่ง
มตฺตฺตุ า จ ภตตฺ สมฺ ึ : ความเปน ผรู ปู ระมาณในการบริโภค หนงึ่
ปนตฺ จฺ สยนาสนํ : การอยูในทีน่ ัง่ ที่นอน อันสงัด หนึ่ง
อธิ จติ ฺเต จ อาโยโค : การประกอบความเพียรในอธจิ ติ หน่ึง
เอตํ พุทธฺ าน สาสนนตฺ ิ : ธรรม ๖ ประการน้ีเปนคําสงั่ สอนของพระพุทธเจา ทงั้ หลาย

ขอความในโอวาทปาฏิโมกข สามารถประพฤติปฏิบัติไดท้ังบรรพชิตและ
คฤหัสถ* โดย ขอความในโอวาทปาฏิโมกขไดแสดงถึง จุดหมายสูงสุด แหง

พระพุทธศาสนา คือ นิพพาน ดังนั้นพุทธศาสนิกชนทุกหมูเหลา จึงควรศึกษาพระ
โอวาทปาฏิโมกขใหเขาใจแจมแจง แลวนอมนําไปประพฤติปฏิบัติ ตามฐานะและกําลัง
ความสามารถของตน จึงจะไดช ่อื วาเปนพุทธศาสนิกชนท่แี ทจรงิ

อางอิง
ทฆี นิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตรเลม ๒ ภาค๑ หนา ๕๕

* คฤหัสถ (อานวา คะ-รึ-หัด) แปลวา ผูมีเรือน, ผูครองเรือน, ผูอยูในเรือน เรียกรวมท้ังชายและหญิง
บางคร้งั เรียกวา คฤหสั ถช ายหญิง หมายถึงชาวบา นทัว่ ไปทีม่ ใิ ชนกั บวช มคี วามหมายเดยี วกับฆราวาส

๕๒

เนอ้ื หาธมั มจกั กัปปวัตตนสูตรฉบับสมบรู ณ
บทนาํ ธัมมจักกปั ปวตั ตนสูตร

อนตุ ตะรงั อภิสัมโพธิง สมั พุชฌิตวา ตะถาคะโต
ปะฐะมงั ยัง อะเทเสสิ ธัมมะจักกัง อะนุตตะรงั
สัมมะเทวะ ปะวตั เตนโต โลเก อัปปะฏิวตั ตยิ ัง
ยัตถากขาตา อโุ ภ อันตา ปะฎิปตติ จะ มัชฌิมา
จะตูสวาริยะสจั เจสุ วิสทุ ธงั ญาณะทัสสะนงั
เทสติ ัง ธัมมะราเชนะ สัมมาสัมโพธิกิตตะนัง
นาเมนะ วิสสตุ งั ธัมมะจกั กัปปะวตั ตะนงั
เวยยากะระณะปาเฐนะ สังคตี นั ตมั ภะณามะ เส ฯ

พระตถาคต คือ พระพุทธเจา คร้ันไดตรัสรูธรรม ไดแก อริยสัจ ๔ ซ่ึงเปนธรรม
อันสูงสุด ไมมีธรรมใดท่ีสูงไปกวา ไดทรงแสดงใหเห็นเปนจักร คือ วงลอ
ประกอบดว ยซ่ี ๘ ซี่ คอื ธรรมอนั เปน ทางสายกลาง ๘ ประการ ซึ่งเปนทางที่หลีกเวน
การปฏิบัติตนแบบสุดโตง ๒ คือ หมกหมุนในกามคุณ และ ทรมานตนดวยวิธีการตาง
ๆ เปนขอปฏิบัติเปนกลางใหเกิดปญญารูแจงเห็นจริง ใหบริสุทธิ์จากกิเลส, พวกเรา
ท้ังหลาย จงรว มกันสวดพระธรรมจักรน้ัน ที่พระพุทธเจาผูทรงเปนธรรมราช ทรงแสดง
ไวแ ลว มีชื่อปรากฏวา ธมั มจักกปั ปวตั ตนสูตร เปนพระสูตรท่ปี ระกาศใหทราบถึงการท่ี
พระองค ไดบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งพระสงฆผูทรงไวซ่ึงความรูทั้งหลายไดรอย
กรองไวโ ดยทําเปนบทสวดมนตท ่ีถูกตองตามหลกั ไวยากรณ เทอญฯ

๕๓

ธัมมจกั กัปปวัตตนสูตร

เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน
มคิ ะทาเยฯ ตัตระ โข ภะคะวา ปญจะวคั คิเย ภิกขู อามันเตสฯิ

ขาพเจา (คือพระอานนท) ไดสดับมาอยางนี้ สมัยหนึ่ง พระพุทธเจาผูทรงไว
ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จประทับอยูท่ีปาอิสิปตนมฤคทายวัน ใกลเมืองพาราณสีใน
เวลานนั้ พระองคไ ดตรสั เตอื นพระภกิ ษเุ บญจวัคคียว า

เทวเม ภิกขะเว อันตา ปพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา โย จายัง กาเมสุ
กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโตฯ
โย จายงั อัตตะกิละมะถานโุ ยโค ทุกโข อะนะรโิ ย อะนตั ถะสัญหิโต ฯ

ภิกษุทง้ั หลาย ผอู อกบวชแสวงหาความหลุดพนไมควรปฎิบัติตน ๒ ประการ
คือ (๑) การแสวงหาความสุขทางกามคุณ แบบสุดโตง ซ่ึงทําใหจิตใจต่ําทราม เปน
เร่ืองของชาวบานท่ีมคี วามใคร เปนเร่ืองของคนมีกเิ ลสหนาไมใชเปนส่ิงประเสริฐ คือ มี
แตจะกอใหเกิดขาศึกคือกิเลส ไมมีสาระประโยชนอันใด (๒) การปฏิบัติตนแบบ
กอใหเกิดความทุกขทรมาน เปนสภาวะที่ทนไดยาก ไมใชส่ิงประเสริฐ คือ มีแตจะ
กอใหเ กิดขาศกึ คือ กิเลสไมม ีสาระประโยชนอ นั ใด ฯ

เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ
อะภิสมั พุทธา จกั ขกุ ะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิ
พพานายะ สงั วัตตะติฯ

กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ
สงั วัตตะติ ฯ

อะยะเมวะ อะรโิ ย อัฏฐังคิโก มคั โค ฯ เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป
สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ
สมั มาสะมาธิ ฯ

ภิกษุท้ังหลาย หลักปฏิบัติอันเปน ทางสายกลาง หลีกเล่ียงจากการปฏิบัติ
แบบสุดโตง ซึ่งเราตถาคตไดตรัสรูแลว ดวยปญญาอันยวดยิ่ง เห็นไดดวยตาใน รูดวย
ญาณภายใน เปนไปเพ่ือความสงบกิเลส เพื่อความรูย่ิง เพ่ือความรูอยางทั่วถึง
เพ่ือความดับกิเลสและกองทุกข ไดแก อริยมรรคมีองค ๘ คือ (๑) ความเห็นชอบ

๕๔

(๒) ความดําริชอบ (๓) วาจาชอบ (๔) การงานชอบ (๕) เล้ียงชีวิตชอบ
(๖) ความเพยี รชอบ (๗) ความระลึกชอบ (๘) ความต้งั จิตชอบ

อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุ
กะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สัง
วตั ตะติ ฯ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจังฯ ชาติป ทุกขา ชะราป ทุกขา
มะระณัมป ทุกขงั โสกะปะรเิ ทวะทกุ ขะโทมะนัสสุปายาสาป ทุกขา อัปปเยหิ สัม
ปะโยโค ทุกโข ปเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปจฉัง นะ ละภะติ ตัมป ทุกขัง
สังขติ เตนะ ปญ จปุ าทานกั ขันธา ทุกขาฯ

ภิกษุท้ังหลาย ทุกขอริยสัจ คือ ความจริงท่ีชวยมนุษยใหเปนผูประเสริฐ
เก่ียวกับการพิจารณาเห็นทุกข เปนอยางนี้ คือ การเขาใจวา "เกิด แก เจ็บ ตาย" ลวน
แต เปนทุกข แมแ ตความโศรกเศรา เสยี ใจ ความรํา่ ไรราํ พัน ความทกุ ขกาย ทุกขใจ ท้ัง
ความคับแคนใจก็เปนทุกข ประสบกับส่ิงท่ีไมเปนท่ีรักก็เปนทุกข พลัดพรากจากสิ่งที่
เปนที่รักก็เปนทุกข ปราถนาส่ิงใด ไมไดส่ิงนั้นก็เปนทุกข วาโดยยอ การยึดมั่นแบบฝง
ใจ วา เบญจขันธ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) วาเปน อัตตา เปนตัวเรา
เปน เหตุทาํ ใหเ กิดความทกุ ขแ ทจรงิ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุตะโย อะริยะสัจจัง ฯ ยายัง ตัณหา
โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระ ตัตราภินันทินี ฯ เสยยะถีทังฯ
กามะตณั หา ภะวะตณั หา วิภะวะตณั หา ฯ

ภิกษุทั้งหลาย เหตุทําใหเกิดความทุกข (สมุหทัย) มีอยางนี้ คือ ความอยาก
เกนิ ควร ทเี่ รยี กวา ทะยานอยาก ทาํ ใหตอ งเวยี นวายตายเกิด เปนไปดวยความกําหนัด
ดวยอํานาจความเพลิดเพลิน มัวเพลิดเพลินอยางหลงระเริงในส่ิงท่ีกอใหเกิดความ
กําหนดั รักใครนั้น ๆ ไดแก

(๑) ความทะยานอยากในสงิ่ ทีก่ อใหเกดิ ความใคร
(๒) ความทะยานอยากในความอยากเปน นน่ั อยากเปนนี่
(๓) ความทะยานอยากในความท่จี ะพนจากภาวะทไี่ มอ ยากเปน เชน ไมอยากจะเปน
คนไรเ กียรติ ไรยศ เปน ตน อยากจะดับสูญไปเลย ถา ไมไดเปนอยางน้นั อยางนี้

๕๕

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจังฯ โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ
อะเสสะวริ าคะนโิ รโธ จาโค ปะฏนิ สิ สคั โค มุตติ อะนาละโย ฯ

ภิกษุท้ังหลาย นิโรธ คือ ความดับทุกขอยางแทจริง คือ ดับความกําหนัด
อยางสิ้นเชิง มิใหตัณหาเหลืออยู สละตัณหา ปลอยวางตัณหาขามพนจากตัณหา ไมมี
เยอ่ื ใยในตณั หา

อิทัง โข ปะนะ ภกิ ขะเว ทุกขะนโิ รธะคามินี ปะฏปิ ะทา อะริยะ สจั จัง ฯ

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป
สัมมาวาจา สัมมากมั มันโต สมั มา อาชีโว สมั มาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ

ภิกษุท้ังหลาย ทุกขโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ ขอปฏิบัติใหถึงความดับ
ทุกขอยางแทจริง คือ อริยมรรคมีองค ๘ ไดแก (๑) ความเห็นชอบ (๒) ความดําริชอบ
(๓) วาจาชอบ (๔) การงานชอบ (๕) เล้ียงชีวิตชอบ (๖) ความเพียรชอบ (๗) ความ
ระลกึ ชอบ (๘) ความต้งั จิตม่นั ชอบ

อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง
อุทะปาทิ ญาณงั อทุ ะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วชิ ชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา
อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา
อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ

ภิกษุท้ังหลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจง
ในธรรมทัง้ หลาย ทเี่ รายังไมไดเ คยรับฟงมาในกาลกอน วานี้ เปนทุกขอริยสัจ เปนส่ิงท่ี
ควรกําหนดรู ภิกษุท้ังหลาย (บัดนี้) เราไดดวงตาเห็นธรรม เกิดญาณ ปญญา วิชชา
แสงสวาง อยางแจมแจงในธรรมทั้งหลายที่เรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน วานี้
เปนทกุ ขอริยสจั เราไดกําหนดรูแลว

อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ
ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ
อาโลโก อทุ ะปาทิ ฯ

๕๖

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ
วิชชา อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา
อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจง
ในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน วาน้ีเปนทุกสมุทัยอริยสัจ
เปนสิ่งที่ควรละ ภกิ ษทุ ้ังหลาย (บัดน้ี) เราไดดวงตาเห็นธรรม เกิดญาณ ปญญา วิชชา
แสงสวาง อยางแจมแจงในธรรมท้ังหลาย ท่ีเรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน
วา นเี้ ปน ทุกขสมทุ ัยอรยิ สัจเราละไดแลว

อิทัง ทกุ ขะนโิ รโธ อะริยะสจั จันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จกั ขงุ อุทะปาทิ ญาณงั อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา
อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ
อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจง
ในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน วานี้เปนทุกขนิโรธอริยสัจ
เปนสิ่งที่ควรทําใหแจง ภิกษุท้ังหลาย (บัดนี้) เราไดดวงตาเห็นธรรม เกิดญาณ ปญญา
วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจงในธรรมทั้งหลาย ท่ีเรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน
วาเปน ทุกขนโิ รธอริยสจั เราไดท าํ ใหแ จงแลว

อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ
วชิ ชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ

๕๗

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ
เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ
ปญญา อุทะปาทิ วชิ ชา อุทะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ
เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา
อุทะปาทิ วิชชา อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ภกิ ษทุ ้งั หลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจง
ในธรรมท้ังหลาย ท่ีเรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน วานี้เปน ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทาอริยสัจ เปนสิ่งท่ีควรทําใหแจง ภิกษุท้ังหลาย (บัดนี้) เราไดดวงตาเห็นธรรม
เกิดญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจงในธรรมทั้งหลาย ท่ีเรายังไมไดเคย
รับฟงมาในกาลกอ น วา เปน ทกุ ขนโิ รธคามินปี ฏิปทาอรยิ สัจ เราไดท ําใหแ จงแลว

ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง
ทวาทะสาการัง ยะถาภูตงั ญาณะทสั สะนงั นะ สุวสิ ุทธัง อะโหสิ ฯ

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดการหย่ังรู การเห็นตามความเปนจริง วาอริยสัจ ๔
มี ๓ รอบ มีอาการ ๑๒ (ไดแก ๑.หยั่งรูอริยสัจ แตละอยางตามความเปนจริง
๒. หย่ังรูก ิจของอรยิ สจั ๓. หยั่งรกู ิจอันไดท าํ แลว ในอริยสัจ) ยงั ไมห มดจดเพียงใด

เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก
สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง
อะภสิ ัมพุทโธ ปจ จัญญาสิง ฯ

ภิกษุท้ังหลาย เราไมยืนยันตนวา เปนผูตรัสรูชอบดวยตนเอง ไมมีใครจะ
เทียบได ไมวาจะเปนเทวดา มาร พรหม แมมวลมนุษย ท้ังท่ีเปนสมณะเปนพราหมณ
กเ็ ทยี บเทา มิไดเ พยี งนัน้

ยะโต จะ โข เม ภกิ ขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะรยิ ะสัจเจสุ เอวันติ ปะริวัฏฏัง
ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทสั สะนงั สวุ ิสุทธัง อะโหสิ ฯ

อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก
สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมา
สัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปจจญั ญาสิง ฯ

ภกิ ษุทั้งหลาย เมื่อใดการหยั่งรู การเห็นตามความเปนจริงดังกลาวมาหมดจด
ดีแลว เมือ่ นน้ั เราไดยืนยนั ตนเปน ผตู รัสรชู อบดงั กลาวแลว เชนน้ัน

๕๘

ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ
อะยะมันตมิ า ชาติ นัตถทิ านิ ปุนัพภะโวติ ฯ

การหยั่งรู การเห็นตามความเปนจริงไดเกิดข้ึนแกเราแลววา ความหลุดพน
ของเราไมมีการกลับกําเริบอีกแลว ชาตินี้เปนชาติสุดทายแลว ไมตองมีการเวียนวาย
ตายเกิดอกี

อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา ปญจะวัคคิยา ภิขู ภะคะวะโต ภาสิตัง
อะภินนั ทงุ ฯ

ครั้นพระพุทธองค ผูทรงไวซึ่งพระมหากรุณาธิคุณไดแสดงธรรมโดยปริยาย
ดังกลาวมา เหลาภิกษุเบญจวัคคีย ก็ไดมีใจยินดีเพลินในการแสดงธรรมของ
พระพุทธเจา

อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิ ภัญญะมาเน อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ
วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สุมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง
นิโรธะธัมมนั ติ ฯ

ก็แล เม่ือพระพุทธเจาตรัสแสดงธรรมอยางแจมแจงอยางมีหลัก ทาน
โกณทญั ญะ ผูทรงไวซึ่งอาวุโส ไดเกิดธรรมจักษุ คือ ไดรูแจงเห็นจริงซ่ึง พระธรรม
ทพี่ ระพุทธองคทรงแสดง กําจัดธุลี กําจัดมลทินเสียได มีความเขาใจตามความเปนจริง
วา สิง่ ใดเกดิ ขน้ึ เพราะเหตปุ จ จัย สิง่ น้ันยอมดบั ไปเปนธรรมดา เพราะสิ้นเหตุปจ จัย

ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง
เอตมั ภะคะวะตา พาราณะสยิ ัง อิสิปะตะเน มคิ ะทาเย

อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา
พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมนุ า วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ ฯ

ครั้นพระพุทธองค ผูทรงไวซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ไดแสดงธรรมจักร คือ
หมุนวงลอแหงธรรมที่ประกอบดวย ๘ ซี่ คือ อริยมรรคมีองค ๘ เหลาภุมเทวดา ก็
เปลง เสยี งสาธุการบนั ลอื ล่นั วา วงลอแหงธรรม ไมมีวงลออื่นใดจะหมุนสูได ไดรับการ
หมุนไปโดยพระพุทธเจาผูทรงไวซึ่งพระมหากรุณาธิคุณแลว ณ ปาอิสิปตน
มฤคทายวัน ใกลเมืองพาราณสี ซึ่งไมมีใครทําไดมากอน ไมวาจะเปนสมณะ
พราหมณ เทวดา มาร พรหม

ภุมมานงั เทวานงั สัททงั สตุ วา

๕๙

จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ จาตุมมะหาราชิกานัง
เทวานงั สัททัง สตุ วา

ตาวะตงิ สา เทวา สทั ทะมะนุสสาเวสุง ตาวะติงสานัง เทวานงั สทั ทัง สุตวา
ยามา เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสุง ฯ ยามานงั เทวานงั สัททัง สุตวา
ตุสิตา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสงุ ฯ ตุสติ านงั เทวานัง สัททงั สุตวา
นมิ มานะระตี เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสุง ฯ นมิ มานะระตนี งั เทวานงั สทั ทงั สตุ วา
ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ ปะระนิมมิตะวะสะวัต
ตีนัง เทวานัง สัททงั สุตวา
พรัหมะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ พรัหมะปะริสัชชานัง เทวานัง
สทั ทัง สุตวา
พรัหมะปะโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ พรัหมะปะโรหิตานัง เทวานัง
สทั ทงั สุตวา
มะหาพรหั มา เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสงุ ฯ มะหาพรหั มานงั เทวานัง สัททงั สตุ วา
ปะรติ ตาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสงุ ฯ ปะรติ ตาภานัง เทวานงั สทั ทัง สตุ วา
อัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสา เวสุง ฯ อัปปะมาณาภานัง เทวานัง
สัททัง สตุ วา
อาภสั สะรา เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสุง ฯ อาภสั สะรานัง เทวานงั สัททงั สตุ วา
ปะริตตะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ ปะริตตะสุภานัง เทวานัง สัททัง
สุตวา
อัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ อัปปะมาณะสุภานัง เทวานัง
สทั ทัง สตุ วา
สุภะกิณหะกา เทวา สัททะ มะนุสสาเวสุงฯ สุภะกิณหะกานัง เทวานัง สัททัง
สุตวา
เวหปั ผะลา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสงุ ฯ เวหัปผะลานงั เทวานงั สทั ทัง สุตวา
อะวหิ า เทวา สัททะมะนสุ สาเวสงุ ฯ อะวิหานงั เทวานัง สัททัง สตุ วา
อะตปั ปา เทวา สทั ทะมะนุสสา เวสงุ ฯ อะตัปปานงั เทวานัง สัททงั สุตวา
สทุ ัสสา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสุง ฯ สุทสั สานงั เทวานัง สทั ทัง สุตวา
สทุ ัสสี เทวา สัททะมะนุสสาเวสงุ ฯ สุทัสสนี ัง เทวานงั สัททัง สุตวา

๖๐

อะกะนฏิ ฐะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสงุ ฯ

เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะ
จักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ
วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกสั มนิ ติ ฯ

เหลาเทพเจาช้ันจาตุมมหาราชิกา ครั้นไดยินเสียงเหลาเทพภุมเทวดาตางก็
สงเสียงสาธุการ บันลือล่ันสืบตอไปจนถึงเทพเจาชั้นดาวดึงส ช้ันยามะ ช้ันดุสิต
ชั้นนิมมานรดี ช้ันปรนิมมิตวสวัตดี จนกระทั่งถึงช้ันพรหม ตั้งแตพรหมปาริสัชชา
พรหมปโรหติ า มหาพรหม ปริตตาภาพรหม อัปมาณาภาพรหม อาภัสสราพรหม
ปริตตสุภาพรหม อัปปมาณสุภาพรหม สุภกิณหกาพรหม เวหัปผลาพรหม
อวิหาพรหม อตัปปาพรหม สุทัสสาพรหม สุทัสสีพรหม จนกระท่ังถึงอกนิฏฐกา
พรหมเปนท่ีสุด ก็สงเสียงสาธุการบันลือล่ัน เพียงครูเดียว เสียงไดบันลือไปทั่ว
พรหมโลก

อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท
อัพภุคคัจฉิฯ อะยันจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมป สัมปะกัมป สัมปะเวธิฯ
อปั ปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุ
ภาวงั ฯ

ท้ังหมื่นโลกธาตุไดหวั่นไหว สะเทือนสะทาน เสียงดังสน่ันล่ันไป ทั้งแสง
สวางอันหาประมาณมไิ ด ไดปรากฎขนึ้ ในโลก เหนอื กวา อานุภาพของเหลาพรหม

อะถะโข ภะคะวา อุทานงั อทุ าเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ
วะตะ โภ โกณฑัญโญตฯิ อติ ิหทิ งั อายัสมะโต โกณฑญั ญสั สะ อญั ญาโกณฑัญโญ เตววะ
นามงั อะโหสตี ิ ฯ

ตอจากนั้นพระพุทธองค ผูทรงไวซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ไดทรงเปลงอุทาน
ออกมาวา "โกณฑัญญะไดรูแลวหนอ ผูเจริญท้ังหลาย โกณฑัญญะ ไดรูแลวหนอ
ผเู จริญทั้งหลาย" เพราะเหตนุ ้ี ทา นโกณฑญั ญะจึงไดนามวา อญั ญาโกณฑัญญะ

กลา วโดยสรุป ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสูตร แสดงถึง
• สวนที่สุดสองอยาง ท่ีพระพุทธศาสนาปฏิเสธ อันไดแก "กามสุขัลลิกานุโยค"

(หวังสบายเกิน ไมทําอะไร มัวออนวอนพระเจา พ่ึงหวังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หวัง
เสวยสุขโดยสวนเดียว) และ "อัตตกิลมถานุโยค" คือการปฏิบัติตนเพ่ือพนทุกข
โดยลําบากเกนิ ไปโดยเปลาประโยชน

๖๑

• มัชฌิมาปฏิปา คือปฏิปทาทางสายกลางที่พระพุทธองคไดทรงตรัสรู ไดแก
มรรคมอี งคแปด

• อรยิ สจั ส่ี คอื ธรรมทเ่ี ปน ความจริงอันประเสรฐิ ส่ีประการ
ปฏิปทาสายกลาง ไมเขาไปใกลท่ีสุดสองอยางนั้น ที่พระพุทธองคไดทรงตรัส

รูแลวดวยปญญาอันย่ิง ทําญาณใหเกิด ยอมเปนไปเพ่ือความสงบเพ่ือความรูยิ่ง เพ่ือ
ความตรสั รู เพือ่ นิพพาน

ปฏิปทาสายกลางนนั้ ไดแ กอ รยิ มรรคมีองคแ ปด คือ
๑. ปญ ญาเห็นชอบ (สัมมาทฏิ ฐ)ิ
๒. ความดาํ ริชอบ (สัมมาสงั กปั ปะ)
๓. เจรจาชอบ (สมั มาวาจา)
๔. การงานชอบ (สัมมากมั มนั ตะ)
๕. เลยี้ งชีวิตชอบ (สัมมาอาชีวะ)
๖. พยายามชอบ (สมั มาวายามะ)
๗. ระลกึ ชอบ (สมั มาสต)ิ
๘. ตั้งจติ ชอบ (สมั มาสมาธิ)
๑. สัมมาทิฐิ แปลวา ความเห็นถูกตอง หมายถึงความเห็นท่ีถูกคลองธรรม
เห็นตามความเปนจริงเปนความเห็นท่ีเกิดจากโยนิโสมนสิการ ประกอบดวยปญญา
ตามวดั สว นใหญเขยี นคําน้ีตามแบบภาษาบาลีวา สัมมาทิฏฐิ
สัมมาทิฐิ ท่ีเปนอริยมรรคมีองค ๘ หมายถึง ความเห็นในอริยสัจ คือเห็นทุกข เห็น
สมุทยั เหน็ นิโรธ เหน็ มรรค
สัมมาทฐิ ิ ทเ่ี ปนมโนสจุ รติ หมายถงึ ความเห็นถกู ตอง ๑๐ อยา ง คอื
๑. เห็นวา การใหท านมีผลจริง (หมายถึงการใหในระดบั แบง ปน กัน)
๒. การบชู ามีผลจริง(หมายถึงการใหในระดบั สงเคราะหกนั มีผล)
๓. การเคารพบชู ามีผลจรงิ (หมายถึงการยกยอ งบูชาบคุ คลทคี่ วรบูชามผี ลดีจรงิ )
๔. ผลวบิ ากของกรรมดกี รรมชัว่ มีจรงิ

๖๒

๕. คุณของมารดามีจริง (หมายถึงมารดามีพระคุณตอบุตรอยางย่ิง บุตรควรต้ังใจ
ตอบแทนพระคณุ ทานอยา งเต็มท่ี)

๖. คณุ ของบิดามีจริง (หมายถึง บิดามีพระคุณตอบุตรอยางย่ิง บุตรควรตั้งใจตอบ
แทนพระคุณทานอยางเตม็ ท่)ี

๗. โลกน้ีมี (หมายถงึ โลกนีม้ คี ุณเปน อยา งยิง่ เหมาะสาํ หรับใชส รา งบญุ บารมี)

๘. โลกหนามี (หมายถึง โลกหนามีจริง ตายแลวไมสูญ ความเปนไปของโลกหนา
เปน ผลมาจากโลกนี)้

๙. พวกโอปปาติกะ (ผุดขึ้นเกิด) มี (หมายถึง สัตวท่ีผุดขึ้นเกิดแลวโตทันทีมีจริง
อาทิเชน ในภูมิทุคติ ไดแก สัตวนรก เปรต อสุรกาย ในภูมิสุคติ ไดแก เทวดา
พรหม อรปู พรหม)

๑๐. สมณพราหมณผูปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนบรรลุมรรคผลนิพพาน รูแจงเห็นจริง
ดว ยตนเองแลวสอนใหผูรูตามดวยมจี ริง

๒. สมั มาสังกัปปะ หมายถึง ดําริชอบ หรือความนึกคิดในทางท่ีถูกตอง เปนหน่ึงใน
มรรค ๘ หรือ มรรคมีองคแ ปด สมั มาสังกปั ปะ มี ๓ อยา ง ไดแก

๑. เนกขัมมสังกัปป (หรือ เนกขัมมวิตก) คือ ความดําริที่ปลอดจากโลภะ ความ
นึกคิดท่ีปลอดโปรงจากกาม ไมหมกมุนพัวพันติดของในสิ่งสนองความอยาก
ตาง ๆ ความคิดท่ีปราศจากความเห็นแกตัว ความคิดเสียสละ และความคิดท่ี
เปนคณุ เปนกศุ ลทุกอยาง จัดเปน ความนกึ คิดที่ปราศจากราคะหรอื โลภะ

๒. อพยาบาทสังกัปป (หรือ อพยาบาทวิตก) คือ ดําริในอันไมพยาบาท ความดําริ
ที่ไมมีความเคียดแคน ชิงชัง ขัดเคือง หรือเพงมองในแงรายตาง ๆ โดยเฉพาะ
มุงเอาธรรมที่ตรงขาม คือเมตตา ซ่ึงหมายถึงความปรารถนาดี ความมีไมตรี
ตอ งการใหผ อู ื่นมคี วามสุข จดั เปน ความนกึ คิดที่ปราศจากโทสะ

๓. อวิหิงสาสังกัปป (หรือ อวิหิงสาวิตก) คือ ดําริในอันไมเบียดเบียน ไมมีการคิด
ทํารายหรือทําลาย โดยเฉพาะมุงเอาธรรมท่ีตรงขาม คือกรุณาซึ่งหมายถึง
ความคิดชวยเหลือผูอื่นใหพนจากความทุกข จัดเปนความนึกคิดท่ีปราศจาก
โทสะ
กุศลวิตก ๓ ประการน้ี ไมกระทําความมืดมน กระทําปญญาจักษุ กระทํา

ญาณ ยังปญญาใหเ จรญิ ไมเปน ไปในฝกฝา ยแหงความคบั แคน เปนไปเพ่ือนิพพาน

๖๓

๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คอื วจสี จุ รติ ๔ (เวนจาก วจีทุจริต๔)
๑. การงดเวนจากการพูดเท็จ
๒. งดเวนจากการพดู สอเสยี ด
๓. งดเวน จากการพดู คําหยาบ
๔. งดเวนจากการพดู เพอเจอ

๔. สัมมากัมมันตะ เปนหน่ึงในมรรค ๘ หรือ มรรคมีองคแปด กระทําชอบ
ทาํ การชอบ คอื การกระทาํ ทีเ่ วน จากความประพฤตชิ ่ัวทางกาย ๓ อยาง อันไดแก

๑. การงดเวนจากการฆา สัตว
๒. การงดเวนจากการถอื เอาสิง่ ของทีเ่ ขามิไดใ ห
๓. การงดเวน จากการประพฤตผิ ิดในกาม
๕. สัมมาอาชวี ะเปนหน่งึ ในมรรค ๘ หรือ มรรคมีองคแปด
• เลี้ยงชีพชอบ หมายถงึ การทาํ มาหากนิ ดว ยอาชีพทส่ี ุจริต
• เวนมิจฉาอาชีวะ อันไดแก การเล้ียงชีพไมชอบ คือ การโกงหรือหลอกลวง เวน
การประจบสอพลอ การบีบบังคับขูเข็ญ และการตอลาภดวยลาภ รวมถึงอาชีพ
อีก ๕ ประเภท ดงั น้ี
๑. สัตถวณิชชา คือ การขายอาวุธ ไดแก อาวุธปน อาวุธเคมี ระเบิด

นิวเคลยี ร อาวุธอ่นื ๆ เปน ตน อาวธุ เหลา นี้หากมีเจตนาเพอ่ื ทํารายกัน จะ
กอ ใหเ กดิ การทาํ ลายลา งซ่ึงกนั และกนั โลกจะไมเ กิดสันตสิ ุข
๒. สัตตวณิชชา หมายถึง การคาขายมนุษย ไดแก การคาขายเด็ก การคา
ทาส ตลอดจนการใชแ รงงานเดก็ และสตรีอยา งทารุณ
๓. มังสวณิชชา หมายถึง คาขายสัตวเปน สําหรับฆาเพื่อเปนอาหารเปนการ
สงเสรมิ ใหทาํ ผิดศลี ขอ ที่ ๑ คอื การฆาสตั วตดั ชวี ิต
๔. มัชชวณิชชา หมายถึง การคาขายนํ้าเมา ตลอดจนการคาสารเสพติดทุก
ชนดิ
๕. วิสวณิชชา หมายถึง การคาขายยาพิษ ซ่ึงเปนอันตรายตอผูใช รวมท้ัง
เปน อันตรายตอ สตั ว

๖. สัมมาวายามะเปนหน่ึงในมรรค ๘ หรือ มรรคมีองคแปด เพียรชอบ เกิดฉันทะ
พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว ตั้งจติ ไว

• เพื่อมใิ หอกุศลธรรมอันลามกทยี่ ังไมเกดิ บังเกิดข้ึน

๖๔

• เพ่อื ละอกศุ ลธรรมอันลามกทบ่ี งั เกดิ ข้ึนแลว
• เพื่อใหก ุศลธรรมท่ียงั ไมเกิดบงั เกิดขน้ึ
• เพ่ือความต้ังอยูไมเลือนหาย เจริญยิ่ง ไพบูลย มีขึ้น เต็มเปยมแหงกุศลธรรมท่ี

บังเกดิ ขนึ้ แลว
๗. สมั มาสติ คอื การมีสติระลึกอยเู ปน นิจวา เราจะกระทําอะไร และกําลังทําอะไรอยู
ไมเปนคนเผลอ การไมเผลอการรูตัวอยูเปนนิจเปนทาง ใหหลีกไดจากการกระทํา
ความชั่ว ตามความจํากัดความแบบพระสูตร คือหลักธรรมท่ีเรียกวาสติปฎฐาน แบง
ออกเปน ๔ คือ

๑. ระลึกไดเม่อื รูสึกสบาย หรือ ไมส บาย
๒. ระลึกไดเมือ่ รสู ึกสุข หรือทุกข หรอื เฉย ๆ
๓. ระลกึ ไดว า จิตกําลังเศรา หมอง หรือผอ งแผว
๔. ระลึกไดวาอารมณอ ะไรกาํ ลงั ผา นเขามาในจิตใจ
๘. สัมมาสมาธิ แปลวา สมาธิชอบ คือความต้ังใจมั่นโดยถูกทาง โดยการท่ีกุศลจิต
มีอารมณเปนอันเดียว (ความต้ังม่ันแหงกุศลจิตในอารมณอันใดอันหน่ึง ไมฟุงซาน)
เขาถึง ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน (จิตต้ังม่ันในฌานท้ัง ๔ น้ี
เทานนั้ ไมเ ลยไปถงึ อรปู ฌาน) ถือเปน ยอดแหง มรรคทง้ั หลาย
มรรคมอี งคแปด สามารถจัดเปน หมวดหมไู ดเปน ศลี สมาธิ ปญ ญา
• ขอ ๓-๔-๕ เปน ศีล (สมั มาวาจา สัมมากมั มนั ตะ สมั มาอาชวี ะ)
• ขอ ๖-๗-๘ เปน สมาธิ (สัมมาวายามะ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ)
• ขอ ๑-๒ เปน ปญญา (สมั มาทิฏฐิ สัมมาสงั กปั ปะ)

อางองิ
๑. จากเวบ็ Wikipedia
๒. พระไตรปฎ ก เลม ท่ี ๔ พระวินยั ปฎ ก เลมท่ี ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจกั กปั ปวัตตน
สตู ร. พระไตรปฏกฉบบั สยามรัฐ. [ออนไลน] . เขาถงึ ไดจาก [๑]. เขา ถึงเมอ่ื ๙-๖-๕๒
๓. ธมั มจักกัปปวตั ตนวรรคที่ ๒ ตถาคตสตู รที่ ๑ พระไตรปฎ ก เลมท่ี ๑๙

๖๕

บพุ นิมิตแหง มชั ฌิมาปฏปิ ทา

สัมมาทิฏฐิ เปนองคประกอบสําคัญของมรรค ในฐานะท่ีเปนจุดเริ่มตนของการ
ปฏิบัติธรรม หรือ เปนข้ันเริ่มแรกในระบบการศึกษาตามหลักการของพระพุทธศาสนา
และเปนธรรมทตี่ องพฒั นาใหบ รสิ ุทธิ์ ชัดเจน เปน อิสระมากขึ้นตามลําดับ จนกลายเปน
การตรัสรูในท่สี ดุ ดงั กลาวมาแลว ดงั น้ัน การสรา งเสรมิ สมั มาทิฏฐจิ ึงเปนส่ิงสาํ คญั ยงิ่

มขี อความในพระไตรปฎ ก แสดงหลกั การสรางเสริมสัมมาทิฏฐไิ วดงั นี้
“ภิกษุทั้งหลาย ปจจัยเพื่อความเกิดข้ึนแหงสัมมาทิฏฐิ มี ๒ ประการดังนี้
คือปรโตโฆสะ และ โยนโิ สมนสิการ”
๑. ปรโตโฆสะ เสียงจากผูอ่ืน การกระตุนหรือชักจูงจากภายนอก เชน การ
สง่ั สอน แนะนํา การถา ยทอด การโฆษณา คาํ บอกเลา ขาวสาร ขอเขียน คําช้ีแจง
อธบิ าย การเรียนรจู ากผอู ื่น ในทีน่ ้ีหมายเอาเฉพาะสวนที่ดีงามถูกตอง เฉพาะอยางย่ิง
การรับฟง ธรรม ความรู หรอื คําแนะนําจากบุคคลท่เี ปน กลั ยาณมิตร
ขอแรกนี้เปนองคประกอบฝายนอก ไดแกปจจัยทางสังคม อาจเรียกงาย ๆ วา
วิธีการแหง ศรทั ธา
๒. โยนิโสมนสิการ การทําในใจโดยแยบคาย การใชความคิดถูกวิธี ความรู
จักคิด คิดเปน หรือ คิดอยางมีระเบียบ หมายถึง การรูจักมอง รูจักพิจารณาสิ่ง
ท้ังหลาย โดยมองตามที่สิ่งนั้น ๆ มันเปนของมัน และโดยวิธีคิดหาเหตุผล สืบคนถึง
ตนเคา สืบสาวใหตลอดสาย แยกแยะสิ่งนั้น ๆ หรือปญหานั้น ๆ ออกใหเห็นตาม
สภาวะ และตามความสัมพันธสืบทอดแหงเหตุปจจัย โดยไมเอาความรูสึกดวยตัณหา
อปุ าทานของตนเขา จับ
ขอสองน้ี เปนองคประกอบฝายภายใน ไดแก ปจจัยภายในตัวบุคคล อาจเรียก
งาย ๆ วา วธิ ีการแหงปญ ญา

๖๖

ความสําคัญของการมกี ัลยาณมติ ร

“ภิกษุท้ังหลาย เม่ือดวงอาทิตยอุทัยอยู ยอมมีแสงอรุณขึ้นมากอนเปนบุพนิมิต
ฉันใด ความมีกัลยาณมิตรก็เปนตัวนํา เปนบุพนิมิต แหงการเกิดข้ึนของอริย
อัษฎางคิกมรรค แกภิกษุ ฉันนั้น ภิกษุผูมีกัลยาณมิตร พึงหวังส่ิงน้ีได คือ จักเจริญ
จกั ทาํ ใหมาก ซ่งึ อริยอษั ฎางคกิ มรรค”

บาลีที่ยกมาอางเนนความสําคัญของความมีกัลยาณมิตรสําหรับพระภิกษุ
เพราะเปนพุทธพจนท่ีตรัสกับพระภิกษุ สวนในดานคําสอนสําหรับคนท่ัวไป
โดยเฉพาะชาวบาน ยิ่งมีหลักธรรมและพุทธภาษิตท่ีย้ําถึงความสําคัญของการคบหา
และการเสวนาคนดี

คุณสมบตั ิของกัลยาณมิตร

คนดี วาโดยลักษณะเฉพาะตัวของเขา ที่เรียกวา เปนสัตบุรุษหรือบัณฑิต
มคี ุณสมบัตบิ างอยา งท่ีควรทราบดังนี้

สัตบุรุษ คือ คนดี หรือคนท่ีแท มีธรรมของสัตบุรุษ เรียกวา สัปปุริสธรรม
ประการดังนี้

๑.ธัมมัญญตา รูหลักและรูจักเหตุ คือรูหลักความจริงของธรรมชาติ รูหลักการ
กฎเกณฑแบบแผนหนาที่ ซึ่งจะเปนเหตุใหกระทําไดสําเร็จผลตามความมุงหมาย เชน
ภกิ ษรุ วู า หลักธรรมที่ตนจะตอ งศกึ ษาและปฎิบัตคิ ืออะไร มอี ะไรบาง

๒.อัตถัญญตา รูความมุงหมายและรูจักผล คือ รูความหมายและความมุง
หมายของหลักธรรมหรือหลักการ กฎเกณฑ หนาที่ รูผลท่ีประสงคของกิจท่ีจะกระทํา
เชน ภิกษุรูวาธรรมที่ตนศึกษาและปฎิบัติน้ัน ๆ มีความหมายและความมุงหมาย
อยางไร ตลอดจนรจู ักประโยชนท ่ีเปนจดุ หมายหรอื สาระของชวี ติ

๓.อัตตัญญตา รูจักตน คือรูฐานะ ภาวะ เพศ กําลัง ความรู ความถนัด
ความสามารถ และคุณธรรม เปนตน ของตนตามเปนจริง เพ่ือประพฤติปฎิบัติได
เหมาะสมและใหเกิดผลดี เชน ภิกษุรูวาตนมีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปญญาและ
ปฏภิ าณแคไหน

อัษฎางคกิ มรรค [อดั สะดางคิกะมัก] น. ทางปฏิบัตเิ พ่อื ความดบั ทกุ ข ตามหลกั พระพุทธศาสนา ประกอบดวยองค ๘ คอื
๑. สัมมาทฐิ ิ ความเหน็ ชอบ ๒. สัมมาสงั กปั ปะ ความดาํ ริชอบ ๓. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๔. สมั มากมั มนั ตะ การ
งานชอบ ๕. สัมมาอาชวี ะ การเลี้ยงชีวติ ชอบ ๖. สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ ๗. สมั มาสติ ความระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ เรียกวา อริยมรรค มีองค ๘ รวมเรยี กวา มัชฌมิ าปฏิปทา แปลวา ทางสายกลาง.

๖๗

๔.มตั ตัญญตา รูจกั ประมาณ คอื รูจ ักความพอเหมาะพอดี เชน รูจักประมาณ
ในการบริโภคอาหาร ในการใชจ ายทรพั ย ภิกษุรจู ักประมาณในการรบั ปจจยั ๔ เปน ตน

๕.กาลัญญตา รูจักกาล เชน รูวาเวลาไหน ควรทําอะไร รูจักเวลาเรียน เวลา
ทาํ งาน เวลาพักผอ น เปนตน

๖.ปริสัญญตา รูจักชุมชน คือ รูจักถิ่น รูจักที่ชุมนุม และชุมชน รูจักมารยาท
ระเบยี บวินัย ขนบธรรมเนยี มประเพณี และขอควรรูควรปฏิบตั อิ นื่ ๆ ตอชมุ ชนนั้น ๆ

๗.ปุคคลัญญตา รูจักบุคคล คือรูความแตกตางระหวางบุคคล โดยอัธยาศัย
ความสามารถและคุณธรรมเปนตน เพื่อปฏิบัติตอผูนั้นโดยถูกตอง เชนวา ควรจะคบ
หรือไม จะเกี่ยวของ จะใช จะยกยอง จะตําหนิ หรือจะแนะนําสั่งสอนอยางไร จึงจะ
ไดผลดี เปนตน

คนดี มีปญญา ที่เรียกวาบัณฑิต หรือสัตบุรุษนี้ เม่ือใครไปเสวนาคบหา หรือ
เมื่อเขาเองทําหนาที่เผยแพรความรู หรือความดีงามแกผูอื่น ชักจูงใหผูอื่นมีความรู
ความเห็นถูก หรือใหมีศรัทธาที่จะถือตามอยางตนอยางใดอยางหน่ึง จะโดยการส่ัง
สอน การแนะนํา หรือกระจายความรู ความเขาใจนั้น ออกไปทางหน่ึงทางใดก็ตาม
ดว ยความปรารถนาดี ดวยความเมตตากรุณา กอใหเกิดสัมมาทิฏฐิ และการประพฤติดี
ปฏบิ ัตชิ อบขึน้ ก็เรียกวา เปน กัลยาณมติ ร

สวนกัลยาณมิตร ในแงทําหนาท่ีตอผูอ่ืน สมควรมีคุณสมบัติพิเศษจําเพาะ
สําหรับการทําหนาท่ีน้ันอีกสวนหน่ึง โดยเฉพาะคุณสมบัติพ้ืนฐาน ที่เรียกวา
กลั ยาณมิตรธรรม ๗ ประการ ดังน้ี

๑. ปโย นารัก คือ เขาถึงจิตใจ สรางความรูสึกสนิทสนม เปนกันเอง ชวนใจ
ผเู รียนใหอ ยากเขา ไปปรกึ ษาไตถาม

๒. ครุ นาเคารพ คือ มีความประพฤติสมควรแกฐานะ ทําใหเกิดความรูสึก
อบอุน ใจ เปนทีพ่ ึง่ ไดและปลอดภยั

๓. ภาวนีโย นาเจริญใจ คือ มีความรูจริง ทรงภูมิปญญาแทจริง และเปนผู
ฝกฝนปรับปรุงตนอยูเสมอ เปนท่ีนายกยอง ควรเอาอยาง ทําใหศิษยเอยอาง และ
ระลึกถึง ดว ยความซาบซึง้ มัน่ ใจ และภาคภูมใิ จ

๔. วัตตา รูจักพูดใหไดผล คือ พูดเปน รูจักช้ีแจงใหเขาใจ รูวาเม่ือไร
ควรพูดอะไร อยางไร คอยใหค าํ แนะนาํ วากลา ว ตักเตือน เปน ทป่ี รกึ ษาทด่ี ี

๖๘

๕. วจนักขโม ทนตอถอยคํา คือ พรอมท่ีจะรับฟงปรึกษาซักถาม แมจุกจิก
ตลอดจนคําลวงเกินและคําตักเตือนวิพากยวิจารณตาง ๆ อดทนฟงได ไมเบื่อหนาย
ไมเ สยี อารมณ

๖. คัมภีรัญจะ กะถัง กัตตา แถลงเร่ืองลํ้าลึกได คือ กลาวชี้แจงเรื่องตาง ๆ
ท่ลี กึ ซง้ึ ซบั ซอนใหเขาใจได และสอนศิษยใหไดเ รียนรูเ ร่อื งราวที่ลกึ ซ้ึงยง่ิ ขึ้นไป

๗. โน จฏั ฐาเน นโิ ยชะเย ไมช กั นาํ ในอฐาน คอื ไมช ักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือ
เร่อื งเหลวไหลไมสมควร

พุทธพจนตอไปน้ี แมจะมิไดระบุลงไปวาเปนขอกําหนดคุณสมบัติของ
กลั ยาณมิตรโดยตรง แตกค็ วรถือวา เปน คณุ สมบตั ปิ ระกอบของกัลยาณมิตรได

“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบดวยธรรม ๖ ประการ ยอมเปนผูสามารถที่จะ
ปฏิบัติเพ่ือประโยชนเกื้อกูลทั้งแกตนและแกผูอ่ืน ธรรม ๖ ประการน้ันเปนไฉน
กลาวคือ ภกิ ษุ

๑.เปนผมู ีความเขา ใจรวดเร็วในกศุ ลธรรมทงั้ หลาย
๒.เปนผทู รงจาํ ธรรมท่ีสดับแลวได
๓.เปนผูพิจารณาความหมายใจความของธรรมทที่ รงจาํ ไวไ ด
๔.เขา ใจความหมาย (อรรถ) เขาใจหลกั (ธรรม) ดีแลว ปฏบิ ตั ิธรรมถกู หลัก
๕.เปนผูมีวาจางาม กลาวกัลยณพจน ประกอบดวยถอยคําอยางชาวเมือง
สละสลวย ฉะฉาน ทําใหร ูเนอ้ื ความจะแจง
๖.เปนผู (สามารถแสดงธรรมชนิดที่) ช้ีใหชัด ชวนใหปฏิบัติ เราใหกลา ปลุกให
รา เริงได แกเพ่ือนพรหมจารีท้งั หลาย”

อางองิ
พุทธธรรม ฉบบั ปรบั ปรงุ และขยายความ. พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตโต) จากหนา ๖๒๑-
๖๓๓ สามารถอา นเพมิ่ เติมละเอียดไดใ น“หนงั สือพุทธธรรมฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ”

๖๙

โยนโิ สมนสกิ าร
(วิธีการแหง ปญ ญา)

โยนโิ สมนสิการ เปนการใชความคิดอยางถูกวิธี ตามความหมายท่ีกลาวมาแลว
เม่ือเทียบในกระบวนการพัฒนาปญญา โยนิโสมนสิการ อยูในระดับท่ีเหนือศรัทธา
เพราะเปนขั้นท่ีเร่ิมใชความคิดของตนเองเปนอิสระ สวนในระบบการศึกษาอบรม
โยนิโสมนสิการเปน การฝกการใชความคิด ใหรูจักคิดอยางถูกวิธี คิดอยางมีระบบ
รูจักคิดวิเคราะห ไมมองเห็นส่ิงตาง ๆ อยางต้ืน ๆ ผิวเผิน เปนขั้นสําคัญในการสราง
ปญ ญาที่บริสทุ ธเ์ิ ปน อสิ ระ ทําใหท กุ คนชว ยตนเองได และนําไปสูจุดมุงหมายของพุทธ
ธรรมอยา งแทจริง

ความสาํ คญั ของโยนิโสมนสิการ

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตยอุทัยอยู ยอมมีแสงอรุณขึ้นมากอน เปนบุพนิมิต
ฉนั ใด ความถึงพรอมดวยโยนโิ สมนสิการ กเ็ ปน ตัวนํา เปนบพุ นมิ ติ แหง การเกิดข้นึ ของ
อริยอัษฎางคิกมรรค แกภิกษุ ฉันนั้น ภิกษุผูถึงพรอมดวยโยนิโสมนสิการ พึงหวังส่ิงน้ี
ไดค อื จักเจรญิ จักทาํ ใหม ากซง่ึ อริยอัษฎางคิกมรรค”

“เราไมเล็งเห็นธรรมอ่ืนแมสักอยางหนึ่ง ท่ีเปนเหตุใหกุศลกรรมท่ียังไมเกิด
เกิดขึ้น หรือใหอกุศลธรรมท่ีเกิดข้ึนแลว เสื่อมไป เหมือนโยนิโสมนสิการเลย เมื่อมี
โยนิโสมนสิการ กุศลธรรมที่ยังไมเกิด ยอมเกิดข้ึนและอกุศลธรรมที่เกิดข้ึนแลวยอม
เสื่อมไป”

“เราไมเล็งเห็นธรรมอยางอื่น แมสักขอหน่ึง ซ่ึงเปนเหตุใหสัมมาทิฐิท่ียังไมเกิด
ไดเกดิ ข้นึ หรือ ใหส มั มาทิฐิท่ีเกดิ ขนึ้ แลว เจริญย่ิงขึน้ เหมือนโยนิโสมนสิการเลย เม่ือมี
โยนิโสมนสิการ สัมมาทิฐิที่ยังไมเกิด ยอมเกิดขึ้น และสัมมาทิฐิท่ีเกิดข้ึนแลวยอมเจริญ
ยงิ่ ขนึ้ ”

ความหมายของโยนโิ สมนสกิ าร

วา โดยรปู ศพั ท โยนโิ สมนสิการ ประกอบดวย โยนโิ ส กบั มนสิการ “โยนิโส” มา
จาก โยนิ ซึ่งแปลวา เหตุ ตนเคา แหลงเกิด ปญญา อุบาย วิธี ทาง สวน “มนสิการ”
แปลวา การทําในใจ การคิด คํานึง นึกถึง ใสใจ พิจารณา เม่ือรวมเขาเปนโยนิโส
มนสิการ ทานแปลสืบ ๆ กันมาวา การทําในใจโดยแยบคาย การทําในใจโดยแยบคาย

๗๐

นี้มีความหมายแคไหนเพียงใด คัมภีรช้ันอรรถกถา*และฎีกาไดไขความไวโดยวิธี
แสดงไวพจนใหเห็นความหมายแยกเปน แง ๆ ดังตอไปนี้

๑. อุบายมนสิการ แปลวา คิดหรือพิจารณาโดยอุบาย คือคิดอยางมีวิธี หรือคิด
ถูกวิธี หมายถึงคิดถกู วธิ ีทีจ่ ะใหเ ขา ถึงความจริง สอดคลองเขาแนวกับสัจจะทําใหหย่ังรู
สภาวะลักษณะและสามัญลกั ษณะของสิ่งท้งั หลาย

๒. ปถมนสิการ แปลวา คิดเปนทางหรือคิดถูกทาง คือคิดไดตอเนื่องเปนลําดับ
จัดลําดับไปหรือมีลําดับ มีข้ันตอน แลนไปเปนแถวเปนแนว หมายถึง ความคิดเปน
ระเบียบตามแนวเหตุผล เปนตน ไมยุงเหยิงสับสน ไมใชประเดี๋ยววกเวียนติดพันเรื่อง
น้ี ท่ีนี้ เด๋ียวเตลิดออกไปเร่ืองน้ันที่โนน หรือกระโดดไปกระโดดมา ตอเปนชิ้นเปนอัน
ไมได ทงั้ นร้ี วมท้งั ความสามารถท่จี ะชกั ความนกึ คดิ เขาสแู นวทางทถี่ กู ตอง

๓. การณมนสิการ แปลวา คิดตามเหตุ คิดคนเหตุ คิดตามเหตุผล หรือคิดอยาง
มีเหตุผล หมายถึง การคิดสืบคนตามแนวความสัมพันธสืบทอดกันแหงเหตุปจจัย
พิจารณาสืบสาวหาสาเหตุ ใหเขาใจถึงตนเคา หรือแหลงที่มาซึ่งสงผลตอเน่ืองมา
ตามลําดบั

๔. อุปปาทกมนสิการ แปลวา คิดใหเกิดผล คือใชความคิดใหเกิดผลท่ีพึง
ประสงค เล็งถึงการคิดอยางมีเปาหมาย ทานหมายถึง การคิดการพิจารณาที่ทําใหเกิด
กุศลธรรม เชน ปลุกเราใหเกิดความเพียร การรูจักคิดในทางที่ทําใหหายหวาดกลัว ให
หายโกรธ การพิจารณาที่ทาํ ใหม สี ติ หรือทาํ ใหจ ติ ใจเขม แขง็ ม่นั คง เปนตน

ไขความทั้ง ๔ ขอนี้ เปนเพียงการแสดงลักษณะดานตางๆ ของความคิดท่ี
เรียกวาโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการที่เกิดขึ้นคร้ังหน่ึง ๆ อาจมีลักษณะครบที่เดียว
ท้ัง ๔ ขอ หรือเกือบครบทั้งหมดน้ัน หากจะเขียนลักษณะท้ัง ๔ ขอน้ันส้ันๆ คงได
ความวา คิดถูกวิธี คิดมีระเบียบ คิดมีเหตุผล คิดเรากุศล แตถาจะสรุปเปนคําจํากัด
ความ ก็เห็นไดวาทํายากสักหนอย มักจับเอาไปไดแตบางแงบางดานไมครอบคลุม
ทง้ั หมด

อรรถกถา (อานวา อัด-ถะ-กะ-ถา) คอื คัมภีรท ร่ี วบรวมคาํ อธบิ ายความในพระไตรปฎกของโบราณจารยท่ีได
ไขความในพระไตรปฎกไว เรียกวา คัมภีรอรรถกถา บาง ปกรณอรรถกถา บาง อรรถกถา จัดเปนแหลง
ความรูทางพระพุทธศาสนาที่มีความสําคัญรองลงมาจากพระไตรปฎก และใชเปนหลักฐานอางอิงอยาง
แพรห ลายในวงการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา

๗๑

วิธีคดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร

วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ ก็คือ การนําเอาโยนิโสมนสิการมาใชในทางปฏิบัติ
หรือโยนิโสมนสิการที่เปนภาคปฏิบัติ วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ หรือ เรียกสั้น ๆ วา
วิธีโยนิโสมนสิการนี้ แมจะมีหลายอยางหลายวิธี แตเมื่อวาโดยหลักการ ก็มี ๒ แบบ
คือ โยนิโสมนสิการท่ีมุงสกัดหรือกําจัดอวิชชาโดยตรง และ โยนิโสมนสิการที่มุงเพื่อ
สกัดหรือบรรเทาตัณหา โยนิโสมนสิการท่ีมุงกําจัดอวิชชาโดยตรงน้ัน ตามปกติเปน
แบบที่ตองใชในการปฏิบัติธรรมจนถึงที่สุด เพราะทําใหเกิดความรู ความเขาใจตาม
เปนจริง ซึ่งเปนสิ่งจําเปนสําหรับการตรัสรู สวนโยนิโสมนสิการแบบสกัดหรือบรรเทา
ตัณหา มักใชเปนขอปฏิบัติขึ้นตน ๆ ซ่ึงมุงเตรียมพ้ืนฐานหรือพัฒนาตนเองในดาน
คุณธรรมใหเปนผูพรอมสําหรับการปฏิบัติข้ันสูงขึ้นไป เพราะเปนเพียงข้ันขัดเกลา
กิเลส แตโ ยนโิ สมนสิการหลายวิธีใชประโยชนไดทั้งสองอยาง คือทั้งกําจัดอวิชชา และ
บรรเทาตัณหาไปพรอมกนั

วธิ โี ยนิโสมนสกิ ารเทาที่พบในบาลี พอประมวลเปน แบบใหญ ๆ ไดด งั น้ี
๑. วธิ คี ิดแบบสบื สาวเหตปุ จจัย คือ พจิ ารณาปรากฎการณทเ่ี ปน ผล ใหรูจัก
สภาวะท่เี ปนจรงิ หรอื พิจารณาปญ หา หาหนทางแกไ ข ดวยการคน หาสาเหตุและปจจัย
ตา ง ๆ ท่สี ัมพนั ธส ง ผลสบื ทอดกันมาอาจเรียกวา วิธคี ดิ แบบอิทัปปจ จยตา หรือคิดตาม
หลกั ปฏิจจสมุปบาทจัดเปนวิธโี ยนิโสมนสกิ ารแบบพน้ื ฐาน ดงั จะเห็นวา บางครัง้ ทานใช
บรรยายการตรัสรขู องพระพุทธเจา วิธนี กี้ ลาวตามบาลีพบแนวปฏบิ ตั ดิ ังนี้

ก. คดิ แบบปจจัยสมั พันธ โดยอริยสาวกโยนโิ สมนสกิ าร ท่สี งิ่ ท้ังหลายอาศัยกัน
จึงเกิดขึ้นพรง่ั พรอ มวา “เม่อื สิ่งนีม้ ี ส่งิ นี้จงึ มี เพราะส่ิงน้เี กิดขนึ้ สิ่งน้ีจึงเกดิ ขึ้น, เมื่อสิ่งนี้
ไมมี สงิ่ นจ้ี ึงไมม ี เพราะส่งิ นดี้ บั สิง่ นีจ้ งึ ดับ”

ข. คิดแบบสวบสวน หรอื ตง้ั คําถาม เชน ทพ่ี ระพุทธเจาทรงพจิ ารณาวา “เรานนั้
ไดม คี วามคิดวาเมอ่ื อะไรมีอยูห นอ อปุ าทานจึงมี อปุ าทานมเี พราะอะไรเปนปจ จัยหนอ
ลาํ ดับน้นั เพราะเราโยนิโสมนสกิ ารจงึ รูไดด วยปญญาวา เม่ือตณั หามีอยู อปุ าทานจงึ มี
อปุ าทานมีเพราะตณั หาเปน ปจ จัย ลาํ ดบั นั้น เราไดม ีความคดิ วา เมอื่ อะไรมอี ยูหนอ
ตณั หาจงึ มี ตณั หามีเพราะอะไรเปนปจจัยหนอ ลาํ ดบั นั้นเพราะเราโยสโิ สมนสกิ าร จึงรู
ไดดว ยปญ ญาวา เมือ่ เวทนามีอยู ตัณหาจงึ มี ตณั หามีเพราะเวทนาเปนปจจัย ฯลฯ”

๗๒

๒. วิธีคิดแบบแยกแยะสวนประกอบ หรือกระจายเน้ือหา เปนการคิดท่ีมุงให
มองและใหรูจักสิ่งท้ังหลายตามสภาวะของมันเองอีกแบบหนึ่ง ในทางธรรม ทานมักใช
พิจารณาเพ่ือใหเห็นความไมมีแกนสารหรือความไมเปนตัวเปนตนท่ีแทจริงของส่ิง
ทั้งหลาย ใหหายยึดติดถือมั่นในสมมติบัญญัติ โดยเฉพาะการพิจารณาเห็นสัตว
บุคคลเปนเพียงการประชุมกันเขาขององคประกอบตาง ๆ ท่ีเรียกวาขันธ ๕ และ
ขันธ ๕ แตละอยางก็เกิดขึ้นจากสวนประกอบยอยตอไปอีก การพิจารณาเชนน้ีชวยให
มองเห็นความเปนอนัตตา แตการท่ีจะมองเห็นสภาวะเชนน้ีไดชัดเจน มักตองอาศัยวิธี
คิดแบบท่ี๑ และหรอื แบบท่ี๓ ในขอ ตอ ไปเขารวมโดยพิจารณาไปพรอมๆ กัน กลาวคือ
เม่ือแยกแยะสวนประกอบออกก็เห็นภาวะท่ีองคประกอบเหลานั้นอาศัยกันและขึ้นตอ
ปจจัยตาง ๆ ที่เก่ียวของ ไมเปนตัวของมันเองโดยแทจริงยิ่งกวาน้ัน องคประกอบและ
เหตุปจจัยตาง ๆ เหลานั้นลวนเปนไปตามกฎธรรมดา คือ มีการเกิดดับอยูตลอดเวลา
ไมเท่ียงแท ไมคงที่ ไมยั่งยืน ภาวะท่ีเกิดขึ้นแลวตองดับไป และตองข้ึนตอเหตุปจจัย
ตาง ๆ ถูกเหตุปจ จัยท้ังหลายบีบคั้นขัดแยง ถาไมมองในแงสืบสาวเหตุปจจัยตามวิธี
ที่๑ ซ่ึงอาจจะยากสักหนอย ก็มองไดในแงลักษณะท่ัวไปท่ีเปนธรรมดาสามัญของส่ิง
ทง้ั หลายซ่งึ อยใู นขอบเขตของวิธคี ิดแบบท๓่ี ในบาลีทานมกั กลาวถึงวธิ ีคิดแบบที่ ๒ น้ี
รวมพรอมไปดวยกันกบั แบบท่ี ๓

๓. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ หรือ วิธีคิดแบบรูเทาทันธรรมดา คือ มองอยาง
รูเทาทันความเปนไปของส่ิงทั้งหลาย ซ่ึงจะตองเปนอยางนั้น ๆ ตามธรรมดาของมัน
เอง ในฐานะท่ีมันเปนสิ่งซึ่งเกิดจากเหตุปจจัยตาง ๆ ปรุงแตงข้ึน จะตองเปนไปตาม
เหตุปจจัย ธรรมดาที่วานั้น ไดแกอาการที่ส่ิงท้ังหลายท้ังปวงที่เกิดจากปจจัยปรุงแตง
เม่ือเกิดข้ึนแลวก็จะตองดับไป ไมเที่ยงแท ไมคงท่ี ไมยั่งยืน ไมคงอยูตลอดไปเปน
อนิจจงั ปจจยั

วิธีคดิ แบบสามัญลกั ษณนแ้ี บงไดเปน ๒ ข้นั ตอน

ข้ันที่หน่ึง คือรูเทาทันและยอมรับความจริง เปนขั้นวางใจวางทาทีตอสิ่ง
ทั้งหลายโดยสอดคลองกับความเปนจริงของธรรมชาติ เปนทาทีแหงปญญา ทาทีแหง
ความเปนอิสระ ไมถูกมัดตัว แมเมื่อประสบสถานการณท่ีไมปรารถนาหรือมีเรื่องราว
ไมนาพึงใจเกิดข้ึนแลว คิดขึ้นได วาส่ิงน้ัน ๆ เหตุการณนั้น ๆ เปนไปตามคติธรรมดา
เปนไปตามเหตุปจจัยของมัน คิดไดอยางนี้ก็เปนทาทีแหงการปลงตกถอนตัวขึ้นได
หายจากความทุกข หรืออยางนอยก็ทําใหทุกขนั้นบรรเทาลง หรือเม่ือประสบ

๗๓

สถานการณมีเร่ืองราวเชนนั้นเกิดข้ึน เพียงต้ังจิตสํานึกข้ึนไดในเวลานั้นวา เราจะมอง
ตามความเปนจริง ไมมองตามความอยากใหเปนหรืออยากไมใ หเปน การท่จี ะเปน ทุกข
ก็ผอนคลายลงไดทันที เพราะเปล้ืองตัวเปนอิสระได ไมเอาตัวเขาไปใหถูกกดถูกบีบ
(ความจริงคอื ไมสรา งตัวตนข้ึนใหถูกกดถูกบบี )

ขั้นที่สอง คือแกไขและทําการไปตามเหตุปจจัย เปนขั้นปฏิบัติตอส่ิงท้ังหลาย
โดยสอดคลองกับความเปนจริงของธรรมชาติ เปนการปฏิบัติดวยปญญา ดวยความ
รูเทาทัน เปนอิสระ ไมถูกมัดตัว กลาวคือเม่ือรูอยูแลววาส่ิงทั้งหลายเปนไปตามเหตุ
ปจจัยขึ้นตอเหตุปจจัย เราตองการใหมันเปนอยางไร ก็ศึกษาใหรูเขาใจเหตุปจจัย
ทง้ั หลายทจี่ ะทาํ ใหมนั เปนไปอยา งนนั้ แลว แกไ ข ทําการจัดการท่ีตัวเหตุปจจัยเหลาน้ัน
เมื่อทําเหตุปจจัยพรอ มบริบูรณท ี่จะใหม ันเปนอยางนั้นแลว ถึงเราจะอยากหรือไมอยาก
มันก็จะตองเปนไปอยางนั้น เมื่อเหตุปจจัยไมพรอมที่จะใหเปน ถึงเราจะอยากหรือไม
อยาก มันก็จะไมเปนอยางน้ัน กลาวสั้นคือ แกไขดวยความรูและแกท่ีตัวเหตุปจจัย ไม
ใชแกดวยความอยาก เพียงแตกําหนดรูความอยากของตน และกําหนดรูเหตุปจจัย
แลวแกไข กระทําการท่ีเหตุปจจัย เม่ือปฎิบัติไดอยางนี้ ก็ถอนตัวเปนอิสระได ไมถูก
ความอยากพาตัว (ความจริงคือสรางตัว) เขาไปใหถูกกดถูกบีบ เปนการปฏิบัติอยาง
ไมถูกมัดตัว เปนอันวาทั้งทําการ และทั้งปลอยใหสิ่งทั้งหลายมันเปนไปตามเหตุปจจัย
เปนวิธีปฏิบัติท่ีท้ังไดผลดีที่สุด และตนเองก็ไมเปนทุกข การปฏิบัติตามวิธีแบบที่ ๓
ในขัน้ ทส่ี องน้ี สัมพันธก บั วธิ คี ดิ แบบที่ ๔ ซึ่งจะกลาวตอ ไป

๔. วิธีคิดแบบอริยสัจจ หรือ คิดแบบแกปญหา เรียกตามโวหารทางธรรมไดวา
วิธีแหงความดับทุกข จัดเปนวิธีคิดแบบหลักอยางหน่ึง เพราะสามารถขยายให
ครอบคลุมวิธคี ิดแบบอ่ืน ๆ ไดทงั้ หมด บาลที พ่ี ึงอางในขอ นี้มคี วามสน้ั ๆ ดงั น้ี

“ภิกษุนั้นยอมมนสิการโดยแยบคาย(โยนิโสมนสิการ) วา ทุกข คือ ดังนี้ยอม
มนสิการโดยแยบคายวา เหตุเกิดแหงทุกขคือดังน้ี ยอมมนสิการโดยแยบคายวา
ความดับแหงทุกขคือดังน้ี ยอมมนสิการโดยแยบคายวาขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข
คือดังน้ี เมื่อเธอมนสิการโดยแยบคายอยูอยางน้ี สังโยชน ๓ อยางคือ สักกายทิฏฐิ
วจิ กิ จิ ฉา และสลี ัพพตปรามาส ยอ มถูกละเสียได”

๗๔

วิธคี ิดแบบอริยสัจจน้ี มีลกั ษณะทวั่ ไป ๒ ประการ คือ

๑) เปนวิธีคิดตามเหตุและผล หรือเปนไปตามเหตุและผล (พึงระวังวาเหตุและ
ผล (cause and effect) เปนคนละอยางกับเหตุผล (reason)) สืบสาวจากผลไปหาเหตุ
แลวแกไ ขและทําการทต่ี น เหตุ จดั เปน ๒ คูคือ

คูท ี่๑ : ทกุ ขเปนผล เปนตัวปญหาเปนสถานกาณที่ประสบซ่ึงไมตองการ
สมุทัยเปนเหตุ เปนท่ีมาของปญหา เปนจุดที่จะตองกําจัดหรือแกไข จึง
จะพน จากปญหาได

คทู ๒ี่ : นิโรธเปนผลเปนภาวะสิ้นปญหา เปนจุดหมายซึ่งตองการจะเขาถึง
มรรคเปนเหตุเปนวิธีการ เปนขอปฏิบัติท่ีตองกระทําในการแกไขสาเหตุ
เพ่อื บรรลจุ ุดหมายคือภาวะสิน้ ปญหาอันไดแกความดับทกุ ข

๒) เปนวิธีคิดที่ตรงจุดตรงเร่ือง ตรงไปตรงมา มุงตรงตอส่ิงท่ีจะตองทําตอง
ปฏิบัติตองเก่ียวของของชีวิต ใชแกปญหา ไมฟุงซานออกไปในเร่ืองฟุงเฟอท่ีสักวาคิด
เพอื่ สนองตัณหามานะทิฏฐิ ซ่ึงไมอาจนาํ มาใชป ฏบิ ตั ิ ไมเกี่ยวกบั การแกไ ขปญ หา

ไดกลาวแลววาวิธีคิดแบบน้ี รับกันหรือตอเนื่องกันกับวิธีคิดแบบที่ ๓ กลาวคือ
เม่ือประสบปญหาไดรับความทุกข และเม่ือสามารถวางใจวางทาทีตอสถานการณได
อยางถูกตองตามวิธีคิดแบบท่ี ๓ ขั้นท่ี ๑ แลว ตอจากน้ันเมื่อจะปฏิบัติดวยปญญาเพื่อ
แกไขปญหาตามวิธีปฏิบัติขั้นที่ ๒ ของวิธีคิดแบบท่ี ๓ น้ัน พึงดําเนินความคิดในสวน
รายละเอยี ดขยายออกไปตามขนั้ ตอนอยางทแ่ี สดงในวธิ ีการคิดแบบท่ี ๔ นี้

๕. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ หรือ คิดตามหลักการและความมุงหมาย
คือ พิจารณาใหเขาใจความสัมพันธระหวาง ธรรม กับ อรรถ หรือ หลักการ กับ ความ
มุงหมาย เปนความคิดท่ีมีความสําคัญมาก ในเม่ือจะลงมือปฏิบัติธรรมหรือทําการตาม
หลักการอยางใดอยางหน่ึง เพ่ือใหไดผลตรงตามความมุงหมาย ไมกลายเปนการ
กระทาํ ท่เี คล่อื นคลาด เล่ือนลอย หรืองมงาย คําวา ธรรม แปลวา หลัก หรือ หลักการ
คือ หลักความจริง หลักความดีงาม หลักการปฏิบัติ หรือหลักที่จะเอาไปใชปฏิบัติ
รวมท้ังหลักคําสอนที่จะใหประพฤติปฏิบัติและกระทําการไดถูกตอง คําวา อรรถ
แปลวาความหมาย ความมุงหมาย จุดหมาย ประโยชนที่ตองการ หรือสาระท่ีพึง
ประสงค ในการปฏิบัติธรรมหรือกระทําการตามหลักการใด ๆ ก็ตามจะตองเขาใจ
ความหมายและความมุงหมายของธรรมหรือหลักการนั้น ๆ วา ปฏิบัติหรือทําไปเพื่อ

๗๕

อะไร ธรรมหรือหลักการนนั้ กําหนดวางไวเพือ่ อะไร จะนาํ ไปสผู ลหรือท่ีหมายใดบาง
ท้ังจุดหมายสุดทายปลายทาง และเปาหมายทามกลางในระหวางที่จะสงทอดตอไปยัง
ธรรมหรือหลักการขออ่ืน ๆ ความเขาใจถูกตองในเรื่องหลักการและความมุงหมายนี้
นําไปสูก ารปฏิบตั ิถกู ตองทีเ่ รียกวา ธรรมานุธรรมปฏิบัติ

ธรรมานุธรรมปฏิบัติ หรือ ธัมมานุธัมมปฏิบัติ แปลอยางสืบ ๆ กันมาวา ปฏิบัติ
สมควรแกธรรม แปลตามความหมายวา ปฏิบัติธรรมนอยคลอยแกธรรมใหญ หรือ
ปฏิบัติธรรมหลักยอยคลอยตามหลักใหญ แปลงาย ๆ วาปฏิบัติธรรมถูกหลัก คือ ทํา
ใหขอปฏิบัติยอยเขากันได สอดคลองกัน และสงผลแกหลักการใหญเปนไปเพ่ือ
จดุ หมายท่ตี องการ ธรรมานุธรรมปฏิบัติ

ธรรมานุธรรมปฏิบัติ เปนส่ิงสําคัญมาก อาจเรียกไดวาเปนตัวตัดสินวาการ
ปฏิบัติธรรมหรือการกระทําน้ัน ๆ จะสําเร็จผลบรรลุจุดมุงหมายไดหรือไม ถาไมมี
ธรรมานุธรรมปฏิบัติ การปฏิบัติธรรมหรือดําเนินตามหลักการก็คลาดเคลื่อน
ผิดพลาด เลื่อนลอย วางเปลา งมงาย ไรผล หนําซ้ําอาจมีผลในทางตรงขามคือเกิด
โทษขึ้นได ธรรมทุกขอมีอรรถ หลักการทุกอยางมีความมุงหมาย ธรรมเพื่ออรรถ
หลักการเพื่อจุดมุงหมาย จะทําอะไรตองถามไดตอบได วาเพื่ออะไร ในทางธรรม
ทา นเนนความสําคัญของการมีความคดิ มีความเขาใจเกี่ยวกบั เรอื่ งนีไ้ วม าก

๖. วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก หรือพิจารณาใหเห็นครบท้ัง อัสสาทะ อา
ทีนวะ และ นิสสรณะ เปนการมองส่ิงทั้งหลายตามความเปนจริงอีกแบบหน่ึง ซ่ึง
เนนการยอมรับความจริงตามท่ีสิ่งนั้น ๆ เปนอยูทุกแงทุกดาน ท้ังดานดีดานเสียและ
เปนวิธีคิดท่ีตอเนื่องกับการปฏิบัติมาก เชน บอกวากอนจะแกปญหาจะตองเขาใจ
ปญหาใหชัดเจน และรูที่ไปใหดีกอน หรือกอนจะละจากส่ิงหน่ึงไปหาอีกส่ิงหนึ่งตอง
รูจักท้ังสองฝายดีพอที่จะใหเห็นไดวาการละและไปหาน้ัน หรือการทิ้งอยางหน่ึงไปเอา
อกี อยา งหน่ึงนัน้ เปนการกระทาํ ท่รี อบคอบสมควรและดีจรงิ

อสั สาทะ แปลวา สวนดี สว นอรอย สวนหวานชื่น คุณคา ขอ ทน่ี า พึงพอใจ

อาทนี วะ หรืออาทนี พ แปลวา สวนเสีย ขอ เสยี ชองเสยี โทษ ขอบกพรอ ง

นิสสรณะ แปลวา ทางออก ทางรอด ภาวะหลุดรอดปลอดพน หรือสลัดออก
ได ภาวะท่ีปลอดหรือปราศจากปญหา มีความสมบูรณในตัว ดีงามจริงโดยไมตองข้ึน

๗๖

ตอขอดีขอเสีย ไมขึ้นตออัสสาทะและอาทีนวะของสิ่งที่เปนปญหา หรือภาวะท่ีสลัด
ออกมาน้ัน

การคดิ แบบน้มี ลี กั ษณะทพี่ ึงย้ํา ๒ ประการ

๑) การที่จะชื่อวามองเห็นตามเปนจริงน้ัน จะตองมองเห็นท้ังดานดี ดานเสีย
หรือทั้งคุณและโทษของส่ิงน้ัน ๆ ไมใชมองแตดานดีหรือคุณอยางเดียว และไมใชเห็น
แตโทษหรือดานเสียอยางเดียว เชน ที่ชื่อวามองเห็นกามตามเปนจริง คือรูท้ังคุณและ
โทษของกาม

๒) เมื่อจะแกปญหา ปฏิบัติ หรือดําเนินมรรควิธีออกไปจากภาวะที่ไมพึง
ประสงคอยางใดอยางหนึ่งน้ัน เพียงรูคุณโทษ ขอดีเสียของส่ิงที่เปนปญหาหรือภาวะที่
ไมตองการเทานั้น ยังไมเพียงพอจะตองมองเห็นทางออก มองเห็นจุดหมาย และรูวา
จุดหมายหรือท่ีจะไปนั้น คืออะไร คืออยางไร ดีกวาและพนจากขอบกพรอง จุดออน
โทษ สวนเสียของสิ่งหรือภาวะท่ีเปนปญหาอยูน้ีอยางไร ไมตองขึ้นตอคุณโทษ ขอดี
ขอเสียแบบเกาอีกตอไปจริงหรือไม จุดหมายหรือท่ีไปหรือภาวะปลอดปญหาเชนน้ัน
มีอยูจริงหรือเปนไปไดอยางไร ไมพึงผลีผลามละท้ิงสิ่งที่คิดวาเปนปญหาหรือผลีผลาม
ปฏิบัติ เชน พระพทุ ธเจา ท้งั ทีท่ รงทราบแจมแจง วา กามมขี อเสยี มโี ทษมากมาย แตถา
ยังไมท รงเห็นนสิ สรณะแหงกามก็ไมทรงยนื ยนั วา จะไมเวยี นกลับมาหากามอกี

๗. วิธีคิดแบบคุณคาแท-คุณคาเทียม หรือ การพิจารณาเก่ียวกับปฏิเสวนา
คือ การใชสอยหรือบริโภค เปนวิธีคิดแบบสกัดหรือบรรเทาตัณหา เปนขั้นฝกหัดขัด
เกลากิเลส หรือตัดทางไมใหกิเลสเขามาครอบงําจิตใจ แลวชักจูงพฤติกรรมตอ ๆ ไป
วิธีคิดแบบน้ีใชมากในชีวิตประจําวัน เพราะเกี่ยวของกับการบริโภคใชสอยปจจัย ๔
และวัสดุอุปกรณอํานวยความสะดวกตางๆ มีหลักการโดยยอวา คนเราเขาไป
เก่ียวของกับสิ่งตาง ๆ เพราะเรามีความตองการและเห็นวาส่ิงน้ัน ๆ จะสนองความ
ตองการของเราได สิง่ ใดสามารถสนองความตองการของเราได ส่ิงน้ันก็มีคุณคาแกเรา
หรือท่ีเรานิยมเรียกวามันมีประโยชน คุณคาน้ีจําแนกไดเปน ๒ ประเภท ตามชนิด
ของความตอ งการ คอื

๑) คณุ คาแท หมายถึง ความหมาย คุณคา หรือประโยชนของส่ิงท้ังหลาย ในแง
ท่ีสนองความตองการของชีวิตโดยตรง หรือท่ีมนุษยนํามาใชแกปญหาของตนเพื่อ
ความดีงามความดํารงอยูดวยดีของชีวิตหรือเพื่อประโยชนสุขท้ังของตนเองและผูอื่น

๗๗

คุณคาน้ีอาศัยปญญาเปนเครื่องตีคาหรือวัดราคา จะเรียกวาคุณคาที่สนองปญญาก็ได
เชน อาหารมีคุณคาอยูท่ีประโยชนสําหรับหลอเล้ียงรางกาย ใหดํารงชีวิตอยูได มี
สุขภาพดี เปนอยูผาสุก มีกําลังเก้ือกูลแกการบําเพ็ญกิจหนาที่ รถยนตชวยใหเดินทาง
ไดรวดเร็ว เกื้อกูลแกการปฏิบัติหนาที่การงาน ความเปนอยู การบําเพ็ญประโยชนสุข
ควรมุงเอาความสะดวก ปลอดภัย แข็งแรง ทนทาน เปนตน

๒) คุณคาพอกเสริม หรือ คุณคาเทียม หมายถึงความหมาย คุณคา หรือ
ประโยชนของส่ิงท้ังหลายท่ีมนุษยพอกพูนใหแกสิ่งน้ัน เพ่ือปรนเปรอการเสพเสวย
เวทนา หรือเพื่อเสริมราคาเสริมขยายความม่ันคงยิ่งใหญของตัวตนท่ียึดถือไว
คุณคานี้อาศัยตัณหาเปนเคร่ืองตีคาหรือวัดราคา จะเรียกวาคุณคาสนองตัณหาก็ได
เชน อาหารมีคุณคาอยูท่ีความเอร็ดอรอย เสริมความสนุกสนาน เปนเคร่ืองแสดงฐานะ
ความโกหรูหรา รถยนตเปนเคร่ืองวัดฐานะ แสดงความโกความมั่งมี มุงเอาความ
สวยงามและความเดน เปน ตน

วิธีคิดแบบนี้ ใชพิจารณาในการเขาเก่ียวของปฏิบัติตอสิ่งท้ังหลายไดทั่วๆ ไป
ไมวาจะเปนการบริโภค ใชสอย การซื้อหา หรือการครอบครอง โดยมุงใหเขาใจและ
เลือกเสพคุณคาท่ีแทท่ีเปนประโยชนแกชีวิตอยางแทจริง เปนไปเพื่อประโยชนสุขทั้ง
แกตนและผูอื่น คุณคาแทน้ีนอกจากจะเปนประโยชนแกชีวิตอยางแทจริงแลว ยัง
เก้ือกูลแกความเจริญงอกงามของกุศลกรรม เชน ความมีสติ เปนตน ทําใหพนจาก
ความเปนทาสของวตั ถุ เพราะเปน การเกี่ยวขอ งดวยปญ ญาและมีขอบเขตอันเหมาะสม
มีความพอเหมาะพอดี ตางจากคุณคาพอกเสริมดวยตัณหา ซึ่งไมคอยเกื้อกูลแกชีวิต
บางทีเปนอนั ตรายแกชวี ติ ทาํ ใหอกุศลกรรม เชน ความโลภ ความมัวเมา ความริษยา
มานะ ทิฏฐิ ตลอดจนการยกตนขมผูอ่ืนเจริญข้ึน ไมมีขอบเขตและเปนไปเพ่ือการ
แกงแยงเบียดเบียน ตัวอยางเชน อาหารท่ีกินดวยปญญาเพื่อคุณคาแทมื้อหน่ึงราคา
สิบบาท อาจมีคุณคาแกชีวิตรางกายมากกวาอาหารมื้อเดียวราคา ๑ พันบาทท่ีกินดวย
ตณั หาเพือ่ เสรมิ ราคาของตวั ตน และหนาํ ซา้ํ อาจเปนอันตรายแกรา งกาย

๘. วธิ คี ิดแบบอุบายปลุกเรา คุณธรรม อาจเรยี กงาย ๆ วา วิธีคิดแบบเรากุศล
หรือคิดแบบกุศลภาวนา เปนวิธีคิดในแนวสกัดกั้นหรือบรรเทาและขัดเกลาตัณหา จึง
จัดไดวาเปนขอปฏิบัติระดับตนๆ สําหรับสงเสริมความเจริญงอกงามแหงกุศลธรรม
และสรางเสริมสัมมาทิฏฐทิ เี่ ปน โลกยี ะ

๗๘

หลักการทั่วไปของวิธีคิดแบบน้ี มีอยูวา ประสบการณ คือ สิ่งที่ไดประสบ หรือ
ไดรับรูอยางเดียวกัน บุคคลผูประสบหรือรับรูตางกัน อาจมองเห็นและคิดนึกปรุงแตง
ไปคนละอยาง สุดแตโครงสรางแนวทาง ความเคยชินตาง ๆ ที่เปนเครื่องปรุงของจิต
คือสังขารท่ีผูนัน้ ไดสัง่ สมไว หรือสุดแตการทําใจในขณะน้ัน ๆ ของอยางเดียวกัน หรือ
อาการกิริยาเดียวกัน คนหนึ่งมองเห็นแลว คิดปรุงแตงไปในทางดีงาม เปนประโยชน
เปนกุศล แตอีกคนหน่ึงเห็นแลว คิดปรุงแตงไปในทางไมดีไมงาม เปนโทษ เปนอกุศล
แมแตบุคคลคนเดียวกัน มองเห็นของอยางเดียวกัน หรือประสบอารมณอยางเดียวกัน
แตตางขณะ ตางเวลา ก็อาจคิดเห็นปรุงแตงตางออกไปครั้งละอยาง คราวหน่ึงราย
คราวหนึ่งดี ท้ังนี้โดยเหตุผลที่ไดกลาวมาแลว การทําใจที่ชวยตั้งตนและชักนํา
ความคดิ ใหเดินไปในทางทด่ี ีงามและเปนประโยชน เรียกวา เปนวิธีคิดแบบอุบายปลุก
เราคุณธรรม หรือ โยนิโสมนสิการแบบเรากุศล ในที่นี้ โยนิโสมนสิการแบบเรากุศลน้ี
มีความสําคัญท้ังในแงที่ทําใหเกิดความคิดและการกระทําท่ีดีงามเปนประโยชนใน
ขณะน้ันๆ และในแงที่ชวยแกไขนิสัยความเคยชินรายๆ ของจิตท่ีไดสั่งสมไวแตเดิม
พรอ มกับสรา งนิสัยความเคยชินใหมๆ ที่ดีงามใหแกจิตไปในเวลาเดียวกันดวย ในทาง
ตรงขามหากปราศจากอุบายแกไขเชนน้ี ความคิดและการกระทําของบุคคลก็จะถูกชัก
นําใหเดินไปตามแรงชักจูงของความเคยชินเกา ๆ ที่ไดสั่งสมไวเดิมเพียงอยางเดียว
และชวยเสรมิ ความเคยชินอยา งน้ันใหมกี ําลังแรงมากย่ิงขึ้นเร่อื ย ๆ ไป

๙. วิธีคิดแบบเปนอยูในขณะปจจุบัน หรือวิธีคิดแบบมีปจจุบันธรรมเปน
อารมณ ความจริงวธิ ีคิดแบบท๙ี่ น้ีเปนเพียงการมองอีกดานหน่ึงของการคิดแบบอื่น ๆ
จะวาแทรกหรอื คลมุ วิธคี ดิ แบบกอนๆ ที่กลาวมาแลวก็ได แตที่แยกออกมาแสดงอีกขอ
หน่ึงตางหาก ก็เพราะมีแงที่ควรทําความเขาใจพิเศษ และมีความสําคัญโดยลําพังตัว
มันเอง

อนึ่ง วิธีคิดแบบเปนอยูในขณะปจจุบันน้ี มีเนื้อหารวมอยูในสติปฏฐาน ๔ ขอ
ท่ีจะตองทําความเขาใจเปนพิเศษเกี่ยวกับวิธีคิดแบบนี้ ก็คือ การที่มีผูเขาใจผิด
เกี่ยวกับความหมายของการเปนอยูในปจจุบัน หรือมีปจจุบันธรรมเปนอารมณ โดย
เห็นไปวา พระพุทธศาสนาสอนใหคิดถึงส่ิงที่อยูเฉพาะหนากําลังเปนไปในปจจุบัน
เทาน้ัน ไมใหคิดพิจารณาเก่ียวกับอดีตหรืออนาคต ตลอดจนไมใหคิดเตรียมการหรือ
วางแผนงานเพ่ือกาลภายหนา เมื่อเขาใจผิดแลวถาเปนผูปฏิบัติธรรมก็เลยปฏิบัติผิด
จากหลักพระพุทธศาสนา ถา เปน บคุ คลภายนอกมองเขา มาก็เลยเพงวาถึงผลรายตางๆ

๗๙

ท่ีพระพุทธศาสนาจะนํามาใหแกหมูชนผูปฏิบัติ กลาวโดยสรุป ความหมายที่ควรเขาใจ
เก่ยี วกับปจจุบนั อดตี และอนาคต สําหรับการใชความคิดแบบที่ ๙ น้ี มีดังน้ี

- ลักษณะสําคัญของความคิดชนิดท่ีไมเปนอยูในปจจุบัน คือความคิดท่ีเกาะติด
กับอดีตและเลื่อนลอยไปในอนาคตนั้น พูดไดส้ัน ๆ วา ไดแกความคิดท่ีเปนไปใน
แนวทางของตณั หา หรอื คิดดว ยอํานาจตัณหา หรือพูดอยางภาษาสมัยใหมวาตกอยูใน
อํานาจของอารมณ โดยมีการหวนละหอยโหยหาอาลัยอาวรณถึงสิ่งที่ลวงแลว
เพราะความเกาะติดหรือคางคาในรูปใดรูปหนึ่ง หรือเควงควางเลื่อนลอยฟุงซานไปใน
ภาพท่ฝี นเพอ ปรุงแตง ซ่งึ ไมมีฐานแหงความเปนจริงในปจจุบัน เพราะอึดอัดไมพอใจ
สภาพทปี่ ระสบอยปู รารถนาจะหนจี ากปจ จุบัน

สวนความคดิ ชนดิ ทเ่ี ปน อยูใ นปจจุบนั มีลักษณะท่ีพูดส้ัน ๆ ไดวา เปนการคิดใน
แนวทางของความรู หรือดวยอํานาจปญญา ถาคิดในแนวทางของความรูหรือคิดดวย
อํานาจปญญาแลว ไมวาจะเปนเรื่องที่เปนไปอยูในขณะนี้ หรือเปนเร่ืองลวงไปแลว
หรือเปนเร่ืองของกาลภายหนา ก็จัดเขาในการเปนอยูในปจจุบันทั้งน้ัน ดังจะเห็นได
ชัดเจนวา ความรู การคิด การพิจารณาดวยปญญาเกี่ยวกับเรื่องอดีต ปจจุบันหรือ
อนาคตก็ตาม เปนส่ิงที่ถูกตองและมีความสําคัญตามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนา
ในทุกระดับ ท้ังในระดับชีวิตประจําวัน เชน การสั่งสอนเกี่ยวกับบทเรียนจากอดีต
ความไมประมาท ระมัดระวัง ปองกันภัยในอนาคต เปนตน ในระดับการรูแจงสัจธรรม
ตลอดจนการบําเพ็ญพุทธกิจ เชน ปุพเพนิวาสนุสติญาณ(รูอดีต) อตีตังสญาณ(รูอดีต)
อนาคตังสญาณ(รอู นาคต) เปนตน

- วาโดยความหมายทางธรรมข้ันการฝกอบรมทางจิตท่ีแทจริง คําวา อดีต
ปจจุบัน และอนาคต ก็ไมตรงกับความเขาใจของคนทั่วไป คําวา ปจจุบัน ตามท่ีคน
ท่ัวไปเขา ใจ มกั ครอบคลมุ กาลเวลาชวงกวา งทไี่ มช ดั เจน สวนในทางธรรม เมื่อวาถึง
การปฏิบตั ิทางจิต ปจจบุ นั หมายถงึ ขณะเดยี วท่ีกาํ ลังเกดิ ข้ึนเปน อยู ในความหมาย
ที่ลึกซ้ึงน้ี เปนอยูในปจจุบัน หมายถึง มีสติตามทันส่ิงท่ีรับรูเกี่ยวของ หรือตองทํา
อยูในเวลาน้ัน ๆ แตละขณะทุก ๆ ขณะ ถาจิตรับรูส่ิงใดแลวเกิดความชอบใจ หรือ ไม
ชอบใจขึ้น ติดของวนเวียนอยูกับภาพของสิ่งน้ันท่ีสรางซอนขึ้นในใจ ก็เปนอันตกไป
อยูในอดีต ตามไมทัน หลุดทางไปจากขณะปจจุบันแลว หรือจิตหลุดลอยจากขณะ
ปจจุบันไปเกาะเก่ียวกับภาพส่ิงที่ยังไมมา ก็เปนอันฟุงไปในอนาคต โดยนัยนี้ แมแต

๘๐

อดีตและอนาคตตามความหมายทางธรรม ก็อาจยังอยูในขอบเขตแหงเวลาปจจุบัน
ตามความหมายของคนทัว่ ไป

- ตามเนื้อความท่ีกลาวมาแลวนี้ จะมองเห็นความหมายสําคัญแงหน่ึงของคําวา
ปจจุบันในทางธรรม วา มิใชเพงท่ีเหตุการณที่กําลังเกิดข้ึนอยูในโลกภายนอกแทท่ี
เดียว แต หมายถึง สิ่งท่ีเก่ียวของในขณะนั้น ๆ เปนสําคัญ ดังน้ัน มองอีกดานหน่ึง
ส่ิงท่ีตามความหมายของคนท่ัวไป วาเปน อดีต หรือ เปนอนาคต ก็อาจกลายเปน
ปจ จบุ นั ตามความหมายทางธรรมได เชนเดยี วกับที่ปจจุบันของคนท่ัวไปอาจกลายเปน
อดีต หรือ อนาคต ตามความหมายทางธรรมดังไดกลาวมาแลว สรุปเอางายๆ วา
ความเปนปจจุบัน กําหนดเอาที่ความเก่ียวของ ตองรู ตองทําเปนสําคัญ ขยาย
ความหมายออกมาในวงกวา งถึงระดับชีวิตประจําวัน สิ่งที่เปนปจจุบัน คลุมถึงเร่ืองราว
ท้ังหลายทเี่ ชื่อมโยงตอกันมาถึงส่ิงที่กําลังรับรู กําลังพิจารณา เกี่ยวของตองกระทําอยู
เร่ืองท่ีเก่ียวของกับการกระทํากิจหนาท่ี เรื่องท่ีปรารภเพื่อกิจ สิ่งท่ีเกี่ยวของกับการ
ปฏิบัติ หรือปฏบิ ตั ิได ไมใ ชคดิ เลอื่ นลอยฟงุ เพอ ฝนไปกบั อารมณทชี่ อบใจหรือไมชอบ
ใจ ติดของอยกู ับความชอบความชงั หรือฟงุ ซา นพลานไปอยางไรจุดหมาย

อางองิ
พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ.พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยตุ โต) จากหนา ๖๖๗-
๗๐๕. สามารถอานเพ่มิ เตมิ ละเอยี ดใน“หนังสือพทุ ธธรรมฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ”

๘๑

อริยสจั ๔
อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ ๔ เปนหลักคําสอนหนึ่งของพระโคตม
พทุ ธเจา แปลวา ความจริงอนั ประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรอื ความจริงที่ทําใหผ ู
เขาถึงกลายเปนอรยิ ะ มอี ยสู ี่ประการ คือ
๑. ทุกข คือ สภาพที่ทนไดยาก ภาวะที่ทนอยูในสภาพเดิมไมได สภาพที่บีบคั้น
ไดแก ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก การเกา) มรณะ(การตาย การสลายไป การสูญ
ส้ิน) การประสบกับส่ิงอันไมเปนที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเปนท่ีรัก การปรารถนา
ส่ิงใดแลว ไมส มหวังในสง่ิ นน้ั กลา วโดยยอ ทุกขก ็คอื อุปาทานขนั ธ หรือขนั ธ ๕
๒. ทุกขสมุทัย คือ สาเหตุท่ีทําใหเกิดทุกข ไดแก ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา-ความ
ทะยานอยากในกาม ความอยากไดทางกามารมณ ภวตัณหา-ความทะยานอยากใน
ภพ ความอยากเปนโนนเปนน่ี ความอยากที่ประกอบดวยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ
วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไมเปนโนนเปนน่ี
ความอยากทปี่ ระกอบดวยวภิ วทฏิ ฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
๓. ทกุ ขนิโรธ คือ ความดับทุกข ไดแก ดับสาเหตุท่ีทําใหเกิดทุกขกลาวคือ ดับ
ตัณหาทง้ั ๓ ไดอยา งส้นิ เชิง
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ แนวปฏิบัติที่นําไปสูหรือนําไปถึงความดับทุกข
ไดแก มรรคอันมีองคประกอบอยูแปดประการ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ-ความดําริชอบ ๓. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ-ทํา
การงานชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ
๗. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ ๘. สัมมาสมาธิ-ต้ังใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกช่ือหน่ึงไดวา
"มชั ฌมิ าปฏปิ ทา" หรอื ทางสายกลาง

มรรคมีองคแปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ไดดังน้ี ๑. อธิสีลสิกขา ไดแก
สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ ๒. อธิจิตสิกขา ไดแก สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ
สัมมาอาชวี ะ และ ๓. อธปิ ญญาสิกขา ไดแก สัมมาวายามะ สมั มาสติ และสัมมาสมาธิ

อริยสัจ ๔ นี้ เรยี กสัน้ ๆ วา ทุกข สมุทัย นิโรธ และมรรค

๘๒

กจิ ในอรยิ สัจ ๔

กจิ ในอริยสัจ คอื ส่ิงท่ตี องทาํ ตออรยิ สัจ ๔ แตละขอ ไดแก

๑. ปริญญา - ทุกข ควรรู คือการทําความเขาใจปญหาหรือสภาวะที่เปนทุกขอยาง
ตรงไปตรงมาตามความเปน จรงิ เปนการเผชญิ หนากับปญ หา

๒. ปหานะ - สมทุ ัย ควรละ คือการกาํ จัดสาเหตุท่ีทําใหเกิดทุกข เปนการแกปญหา
ที่เหตุตนตอ

๓. สัจฉิกิริยา - นิโรธ ควรทําใหแจง คือการเขาถึงภาวะดับทุกข หมายถึงภาวะที่
ไรป ญหาซ่ึงเปน จดุ มงุ หมาย

๔. ภาวนา - มรรค ควรเจริญ คือการฝกอบรมปฏิบัติตามทางเพ่ือใหถึงความดับ
แหงทกุ ข หมายถงึ วธิ ีการหรือทางท่จี ะนาํ ไปสจู ุดหมายท่ีไรป ญ หา

กิจท้ังส่ีนี้จะตองปฏิบัติใหตรงกับมรรคแตละขอใหถูกตอง การรูจักกิจใน
อริยสัจน้เี รยี กวา กิจญาณ

กิจญาณเปนสวนหนึ่งของญาณ ๓ หรือญาณทัสสนะ (สัจญาณ, กิจญาณ,
กตญาณ) ซึ่งหมายถึงการหย่ังรูครบสามรอบ ญาณท้ังสามเมื่อเขาคูกับกิจในอริยสัจ
ทง้ั ส่ีจงึ ไดเปนญาณทัสนะมีอาการ ๑๒ ดังน้ี

๑. สจั ญาณ หยงั่ รคู วามจริงส่ปี ระการวา
๑. นค่ี ือทุกข
๒. นคี่ ือเหตุแหงทุกข
๓. น่คี ือความดับทกุ ข
๔. นีค่ ือทางแหง ความดบั ทุกข

๒. กิจญาณ หยัง่ รหู นาทต่ี อ อริยสจั วา
๑. ทุกขควรรู
๒. เหตแุ หง ทกุ ขค วรละ
๓. ความดบั ทกุ ขควรทําใหประจักษแจง
๔. ทางแหงความดบั ทกุ ขควรฝก หดั ใหเจรญิ ขึ้น

๘๓

๓. กตญาณ หย่ังรูวาไดทํากิจทค่ี วรทาํ ไดเ สร็จสิ้นแลว
๑. ทกุ ขไ ดก าํ หนดรแู ลว
๒. เหตุแหงทุกขไดละแลว
๓. ความดบั ทกุ ขไดป ระจักษแ จงแลว
๔. ทางแหงความดับทกุ ขไดป ฏบิ ตั ิแลว

๔. มรรคมีองคแปดน้ีสรุปลงในไตรสิกขา ไดดังน้ี ๑. อธิปญญาสิกขา ไดแก
สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ ๒. อธิสีลสิกขา ไดแก สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ และ ๓. อธิจิตตสิกขา ไดแก สัมมาวายามะ
สัมมาสติ และสมั มาสมาธิ

อา งอิง

• วกิ พิ ีเดยี สารานกุ รมเสรี : http://th.wikipedia.org/wiki/
• ราชบัณฑติ ยสถาน. (๒๕๔๘). พจนานกุ รมศพั ทศ าสนาสากล ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน.

(พมิ พครั้งท่ี ๒ แกไขเพม่ิ เติม). กรุงเทพฯ : อรุณการพมิ พ. หนา ๖๕-๖๖.
• พระธรรมปฎ ก (ประยุทธ ปยตุ โฺ ต). "พทุ ธธรรม" มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๖
• ธรรมะพีเดีย เขา ถงึ ไดจ าก http://www.thammapedia.com/ceremonial/buddhismday_arsa.php

๘๔

กําเนดิ พระพุทธรูป

แตเดิมนั้นพุทธศาสนาไมมีรูปเคารพแตอยางใด ศาสนาพราหมณ หรือ ฮินดู
ซ่ึงมีมากอนศาสนาพุทธ ก็ไมมีรูปเคารพเปนเทวรูปเชนกัน หลังจากพระพุทธเจา
ปรินิพพานไปแลว ผูที่เล่ือมใสในพุทธศาสนา อยากจะมีสิ่งที่จะทําใหรําลึกถึง หรือเปน
สัญญลกั ษณขององคศาสดา เพอ่ื ทีจ่ ะบอกกลา วเลาขาน เรือ่ งราวขององคพ ระสัมมาสัม
พุทธเจา ที่ทรงศึกษาคนควาหาทางดับทุกข และทรงชี้แนะสอนสั่งผูคน ถึงการปฏิบัติ
เพ่ือใหบรรลุถึงความเปนอยู ที่กอใหเกิดความผาสุขในหมูมวลมนุษยและสิ่งมีชีวิตใน
โลก

คราวแรกน้ัน ชาวพุทธก็ไดแตนําเอาส่ิงของอันไดแก ดิน นํ้า และกิ่ง กาน ใบ
โพธิ์ จากบริเวณสังเวชนียสถาน ๔ แหง คือ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน), ตรัสรู
(พุทธคยา), ปฐมเทศนา (พาราณสี) และปรินิพพาน (กุสินารา) เก็บมาไวเปนที่ระลึก
บูชาคุณพระพุทธเจา ลวงมาถึงในสมัยพระเจาอโศกมหาราช พุทธศาสนูปถัมภกท่ี
ย่ิงใหญพระองคหน่ึง เมื่อ ๒,๒๐๐ ปกอนหรือหลังจากการดับขันธของพระพุทธเจามา
๓๐๐ ป พระเจาอโศกมหาราช ไดทรงสงสมณะทูต จํานวน ๕๐๐ รูป ไปเผยแผ
พระพุทธศาสนายังเมืองตักกศิลา แควนคันธาราฐ จึงมีช่ือเสียงในฐานะเปนเมืองที่
ประสิทธิประสาทวิทยาการตางๆ นับวา "เปนมหาวิทยาลัยแหงแรกทาง
พระพุทธศาสนา" แตก ็ยงั ไมม รี ูปเคารพแทนพระพุทธเจา ที่เปน รูปคน

พระพุทธรูป หรือ รูปเคารพแทนพระพุทธเจา เริ่มมีการสรางข้ึนมาต้ังแต
ระหวาง พ.ศ. ๕๐๐ ถึง ๕๕๐ เมื่อชาวกรีก ที่ชาวชมพูทวีป (อินเดียโบราณ) เรียก
ชาวตางแดนวา "โยนา" หรือ "โยนก" โดยพระเจาเมนันเดอรท่ี ๑ หรือ พระเจามิลินท
กษัตริยเชื้อสายกรีก ยกทัพกรีกเขามาครอบครองแควนคันธาราฐ (ปจจุบันเปน
ดินแดนของอฟั กานิสถาน) จากนน้ั พระองคก็แผอาณาเขตไปทั่วบริเวณดานตะวันตก
เฉียงเหนือของชมพูทวีป และสรางเมืองหลวงเปนที่ประทับ ณ เมืองสากล (Sakala)
หลังจากที่ไดพบพระสงฆทานหน่ึง นามวา นาคเสน จึงมีเร่ืองราวแหงการตั้งคําถาม
ของพระเจา มิลนิ ทต อ พระนาคเสน จนทําพระเจา มลิ นิ ท ทรงเล่ือมใสในพระพทุ ธศาสนา
(คําถามคําตอบปุจฉาวิสัชนา ซ่ึงถูกเขียนบันทึกเปนหนังสือและแปลเปนภาษาตาง ๆ
ท่ีมีช่ือเสียงมาก เรื่องน้ีก็คือ มิลินทปญหา - The Milinda Panha or The Questions
of King Minlinda) ไดมีการสรางสถาปตยกรรม และประติมากรรมทางพุทธศาสนา
มากมายในแควนคันธาราฐ ซึ่งการสรางพระพุทธรูปนั้นมีลักษณะตาง ๆตามพุทธ
ประวัติ (ปางพระพุทธรปู )

พระพุทธรูปรูปแรกจึงเกิดขึ้นในสมัยของพระเจามิลินท หรือเมนันเดอรท่ี ๑
ชาวกรีกท่ีมาครอบครองแควนคันธาราฐ เม่ือประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๖ หรือ

๘๕

๒,๐๐๐ ปที่แลวน่ันเอง พระพุทธรูปที่เกิดข้ึนคร้ังแรกจึงเรียกรูปแบบของพระพุทธรูปนี้
วา แบบคันธาราฐ โดยถายแบบอยางเทวรูปท่ีพวกชาวกรีกนับถือกันในยุโรปมาสราง
พระพุทธรูปแบบคันธาราฐจึงมีใบหนาเหมือนฝร่ังชาวกรีก จีวรก็เปนริ้วเหมือน
เครื่องนุงหมของเทวรูปกรีก และตอมาในภายหลัง ราวพุทธศตวรรษ ที่ ๔-๑๒ มีคติ
นยิ มสรา งพระพุทธรูปเปนขนาดเลก็ ๆ (พระเคร่ือง) บรรจไุ วในพุทธเจดยี 

ธรรมจักรในพทุ ธศาสนา

ทานอาจารยพุทธทาสภิกษุ ทานมีความสนใจในงานเกือบทุกดานของพุทธ
ศาสนา ทานไดเ ก็บและทําจาํ ลองปฏิมากรรม ทเี่ ก่ยี วกับพุทธศาสนาไวมากมาย ซ่ึงใน
สมัยพุทธกาลไมมีการบูชาพระพุทธรูป แตมีการทําภาพพุทธประวัติจาก หินสลัก ซึ่ง
สวนใหญตองตีความหมายใหออก ที่นํามาเปนภาพแสดงเฉพาะเก่ียวกับ ธัมมจัก
กัปปวัตตนะ ซึ่งรวบรวมโดยทานอาจารยพุทธทาสภิกขุ พรอมคําอธิบายดัง
รายละเอียดตอไปนี้

ภาพการประกาศธรรมจักร หรือธัมมจักกัปปวัตตนะ ณ ปาอิสิปตน
มฤคทายวัน ซึ่งเต็มไปดวยเทวดาและกวาง บัลลังกท่ีวางน้ัน หมายความวาพระองค
ประทับบนน้ัน ธรรมจักรคือสัญลักษณของพระองคในท่ีนี้ (จากหินสลักแบบสาญจี
สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

ภาพนี้เปนภาพการทรงประกาศธรรมในลักษณะพิเศษ คือ เหมือนหนึ่งการ
ประกาศอํานาจของพระจักรพรรดิ จึงไดเรียกกันวาการประกาศธรรมจักร เมื่อพระ
จักรพรรดิประกาศพระราชอํานาจโดยการปลอยมาเพื่อพิธีอัศวเมธออกไป ไมมีใคร
กลาตอตานในทิศทั้งส่ี น้ีฉันใด การประกาศธรรมจักรคืออริยสัจ ๔ ประการของ
พระองค ก็เปน สัจจะท่ีไมม ใี ครในมนุษยโลกหรอื เทวโลกคดั คา นได กฉ็ นั น้นั

หินสลักภาพประกาศธรรมจักรท่ีสาญจี มีแตการประกาศแกเทวดาดังในภาพ
นี้ ยังไมเคยเห็นที่ทําเปนภาพการประกาศแกภิกษุ ๕ รูปที่เรารูจักกันดีวาปญจวัคคีย,
ถึงแมที่ภารหุตก็เหมือนกัน. ขอนี้แปลวา ในสมัย พ.ศ. ๓๐๐-๔๐๐ น้ัน ยังไมถือวาการ

๘๖

ประกาศธรรมจักรนั้นประกาศแกภิกษุหารูปน้ันโดยตรงกระมัง. แมในยุคหลังมาอีก
มาก คือยุคพระพุทธรูปปางธรรมจักรที่งามที่สุด ที่คนพบที่สารนารถ ที่รูจักกันย่ิงกวา
พระพุทธรปู องคใด และเปน แบบสมยั คปุ ตะนน้ั ก็มิไดแสดงวาเปนการประกาศแกภิกษุ
หารูปนั้นอีกเหมือนกัน กลาวคือแทนที่จะทํารูปภิกษุหารูปนั้นไวท่ีใตฐานกลับไปทํา
เปนภาพคน ๗ คน มีเด็กและผูหญิงดวย ในหินสลักช้ันหลัง และท่ีไมมีความสําคัญ
เทานั้น ท่ีมีการทําภาพภิกษุหารูปนั้นบาง แตก็เปนสวนนอยเหลือเกิน ไมเหมือนสมัย
ปจจุบันนี้ พอมีการแสดงภาพธรรมจักรที่ไหน ก็มีภิกษุหารูปโดยที่จะขาดเสียมิได.
สรปุ ความวา ภาพการประกาศธรรมจักรที่สวนอิสิปตนมฤคทายวันยุคแรก ๆ นั้น มีแต
ภาพท่ีแสดงวาทรงประกาศแกเทวดามากมาย ไมมีภาพปญจวัคคีย ซึ่งไมมี
ความสําคัญอะไร สูกวางก็ไมได เพราะทําภาพกวางไวเสมอ การที่ทําเชนนี้ เขาใจวา
คงจะเปน เพราะถือวา การประกาศธรรมจักรน้ัน เปนการประกาศแกโลก หรือแกสากล
จกั รวาลและสูงสดุ อยทู ่พี วกเทวดา ถา เทวดาพวกเดียวยอมแพแ ลวเปน หมดปญ หา ใน
พุทธประวัติอยางมหายานนั้นมีกลาวไวชัดเจนวา พอตรัสรูแลว ก็ประกาศธรรมจักรไป
ทั่วทุกโลกธาตุ ซ่ึงแสดงดวยเทวดาเปนสวนใหญ แลวคอยไปแสดงแกภิกษุปญจวัคคีย
ในภายหลัง ซ่ึงในคัมภีรฝายเถรวาทมีกลาวถึงแตเพียงวา ในการประกาศแกภิกษุหา
รูปนี้ มีเทวดาจาํ นวนนับไมถ วนรว มรบั ดว ย และบรรลุมรรคผลมากมาย อยางไรก็ตาม
เปนอนั กลาวไดโดยแนนอนวา หนิ สลกั ยคุ แรก ไมไดใหความสําคัญแกภิกษุปญจวัคคีย
นนั้ เลย ดงั นั้นจึงปรากฏภาพการประกาศธรรมจกั รดังเชนทเ่ี หน็ อยใู นภาพนี้

ภาพที่พิมพไวในที่น้ี ตัดรอนใหไดสวนกลางซึ่งเปนสวนสําคัญเอามา เพื่อจะ
ไดขยายสวนใหใหญสักหนอย ถาเอาทั้งหมดก็เปนภาพยาว ซึ่งทําใหตัวภาพเล็กลง
มาก ลาํ บากแกการดู, แตอยางไรก็ตาม จะไดระบุส่ิงตาง ๆ ใหครบถวนดังที่ปรากฏอยู
ในภาพที่สมบูรณ (ซึ่งผูที่สนใจจะไปดูไดที่ภาพจริง) คือ ท่ีศูนยกลางมีภาพแทนวาง
เหนือแทนมีวงธรรมจักร ๓๒ ซี่ เหนือธรรมจักรมีฉัตร ๓ คัน และเทวดาแบบกินนร
ขนาบสองขาง ตามแบบฉบับของสาญจีทั่วไป ท้ังสองขางซายขวามีพุมไมขางละ
๔ พุม รวม ๘ พุม ตํ่าลงมามีเทวดาขางละ ๘ ตน รวม ๑๖ ตน ต่ําลงมามีกวางขางละ
๗ ตัว (รวมท้ังตัวเล็ก ๆ ขางแทน ขางละตัวดวย) รวม ๑๔ ตัว ซึ่งเปนสิ่งที่ควรศึกษา
กันโดยรายละเอยี ดตอ ไป

ฉัตรน้ันโดยทั่วไปมีเพียง ๑ คัน ในฉากที่สําคัญจึงจะมีถึงสามดังเชนในภาพน้ี
เปนตน กินนรกเ็ ปน แบบตายตัว จนถงึ กับอาจถอื เปน หลกั ไดว า แมใ นบางภาพหินสลัก

๘๗

สวนน้ันหักหายไป ก็เติมเอาไดโดยไมกลัวผิด เพราะมีภาพอ่ืนที่ยังดีอยู เหมือนกันทุก
ประการ จึงเรียกเสียวา "ตามแบบของสาญจี" ซ่ึงในภาพน้ีก็ตองอาศัยหลักเกณฑอันนี้
อยเู หมือนกัน

ธรรมจักรในภาพน้ี มีซี่ ๓๒ ซี่, มีจุดท่ีดุม ๘ จุด เกลี้ยงไมมีลวดลายอะไรเลย
ตามแบบของยุคอโศกและสุงคะ ผิดกับธรรมจักรแบบของยุคคุปตะ ที่ประกอบดวย
ลวดลายงดงามมากมาย ดังที่จะเห็นไดแมจากที่นครปฐมในเมืองเราเปนตน สําหรับ
จํานวนซ่ีน้ัน เปนปญหาทขี่ อ งใจกันมาก วาควรจะมีก่ีซ่ีกันแน ดังน้ันขอใหสังเกตดูเอา
เองจากธรรมจักรท่ีทําไวในอินเดียเอง ต้ังแต พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐ หรือสองพันสองรอยป
มาแลว ยิง่ ธรรมจกั รในยุคแรกคือยุคอโศก พ.ศ.๒๐๐ เศษดวยแลว จะมีซ่ีกวา ๓๒ ก็มี
ไมเ ปนที่ตายตัวทีเดียว แตที่มี ๓๒ ซี่นี้ มีมากกวาอยางอื่น และทํามีลักษณะเหมือนลอ
เกวียนธรรมดา ๆ ไมมีลวดลายเลย ในยุคหลังตอมาคงจะเนื่องจากอยากใหมีลวดลาย
สวยงามนั่นเอง จึงตองลดจํานวนซ่ีลงบาง เพ่ือมีเน้ือที่ทําลวดลายจึงเหลือ ๑๖, ๑๒
ตามลาํ ดบั กระทั่งในเมืองไทยเรา เอาแต ๘ ซ่ีตามสะดวกในเมอื่ จะเขียนภาพธรรมจักร
เลก็ ๆ เปนตน

เกี่ยวกับเร่ืองนี้ เทาที่ไดสอบสวนดูมาเรื่อย ๆ ทําใหเกิดความแนใจวา
ธรรมจักรท่ีแทจริง จะตองเล็งถึงวา ธรรมจักรในพุทธศาสนานั้นอยางหน่ึง ไมเก่ียวกับ
พุทธศาสนานั้นอยางหนึ่ง แมกระน้ันแลวยังตองแบงออกไปอีกวา เปนธรรมจักรท่ี
กําลังหมุน หรือวากําลังหยุดนิ่ง ๆ คือธรรมจักรเฉย ๆ ไมเก่ียวกับการหมุน ถาเปน
ธรรมจักรหยุดนิ่ง ควรจะมีเพียง ๔ ซ่ี ดังที่ปรากฏอยูท่ีลวดลายในฝาพระบาทแบบ
อมราวดียุคแรก ๆ ท่ีพวกเราในสมัยน้ีพากันเรียกวาสวัสติกะไปเสีย สิ่งที่เรียกวา
สวัสติกะ นั้นในทางพุทธศาสนาหรือของพุทธบริษัทบางนิกาย หมายถึง อริยสัจส่ีทํา
เปนส่ีแฉกรูปกากบาท ที่ปลายแฉกเติมเสนใหเล้ียวไปนิดหน่ึงในทางเดียวกัน จึงดูเปน
มีความเคลื่อนคอื หมนุ คร้ันตอมาพวกอื่นนิยมทําเปนรูปลูกลอเสียเลย ๘ ซี่บาง ๑๖ ซี่
บาง มันเลยดูหยุดนิ่ง ไมหมุน เพื่อจะใหดูหมุน จึงไดเติมซี่เขาใหมากจนถี่ยิบ
กลายเปน ๓๒ ซี่ หรือ ๖๔ ซ่ี (อยางท่ีปรากฏในลอแบบอโศก) และทําซ่ีเล็กพอลาง
เลือนก็ดูหมุนไปไดเหมือนกัน ดังเชนในแบบอมราวดี ซึ่งทําสักวาพอเปนขีด ๆ
เทานั้น แตใหมีจํานวนมากที่สุดท่ีจะมากได ในประเทศเราสมัยน้ี มักทําเอางาย ๆ
เปน ๘ ซี่ เทาจํานวนมรรคมีองคแปด หรือบางคนชอบทํา ๑๒ ซี่ เทากับอาการ ๑๒
ของอริยสัจ ก็ยังดูไมหมุนอยูนั่นเอง ดังนั้นเราจึงตองแบงรูปลอธรรมจักรออกเปน ๒

๘๘

ประเภท คือประเภทที่กําลังหมุน และท่ีกําลังหยุดเฉย ๆ สวนท่ีกําลังหมุน ตองไมมี
ลวดลาย เพราะของหมุนจะเห็นลวดลายไมได จึงตองทําใหเกล้ียง และมีซ่ีมากจนลาย
ตาทีเดียว ดังเชนในภาพท่ี ๔๒ น้ี เปนตน ซึ่งแทนพระธรรมไมใชแทนพระพุทธเจา
ตอเมื่อประสงคจะใหแทนพระพุทธองคโดยตรง ดังภาพหินสลักแบบภารหุต บางภาพ
จึงควรทํานอยซ่ีและมีลวดลายท่ีกง และที่ซ่ี และแมแตท่ีดุมธรรมจักรแบบคุปตะที่
นครปฐมมีลวดลายมาก ท้ังไมมีแทนวางประกอบ ควรถือวาวงธรรมจักรนั้นแทนองค
พระพทุ ธเจา โดยตรง และเปนธรรมจกั รหยดุ แมจะมซี ีม่ าก

สาํ หรบั ธรรมจักรสมัยอโศก หรือที่เรียกวา สมัยเมารยันโดยตรง ในสมัย พ.ศ.
๒๐๐ เศษนน้ั เราไมแนใ จวา เลง็ ถึงธรรมจักรในพระพุทธศาสนา เพราะยังไมแนใจวาใน
ตอนนั้น พระเจาอโศกนับถือพุทธศาสนาแลวหรือยัง กับทั้งมีขอเท็จจริงอยูวา วงลอ
นัน้ มีทํากนั อยูกอ นพทุ ธกาล หรือกอนหนาน้ันก็ได และวงลอนั้นเล็งถึงอํานาจของพระ
จกั รพรรดิเองมิไดเล็งถึงธรรมในพุทธศาสนาของพระพุทธองค เพิ่งจะรับเอามาใชในวง
พุทธศาสนาตอภายหลังเพื่อเปรียบพระพุทธเจากับพระจักรพรรดิในระดับเดียวกัน
หากแตฝายหนึ่งเปนอยางโลก อีกฝายหน่ึงเปนอยางธรรม เทาน้ัน และคงจะไดทําให
มีซ่ีมากนับไมถวน ดังเชน วงลอสมัยอโศกนั่นเอง พวกเราสมัยนี้ควรทําใหมี ๑๒ ซี่
คือ อาการสิบสองของอริยสัจ จึงจะมีความหมายดี เพราะเล็งถึงสัจจญาณ กิจญาณ
และกตญาณแหงอริยสัจทั้งส่ีนั้น ซ่ึงมีความหมายเปนการบรรลุธรรมตามลําดับ มิได
หยดุ นิง่ เสียทีเดยี ว

สําหรับแทนวางขางลางนั้น เม่ือวงลอหมายถึงพระธรรมไปแลว แทนนั้นก็
เปนสัญลักษณของพระพุทธองคเองตามเคย ดังในภาพอื่น ๆ ไมมีอะไรท่ีจะตอง
วินิจฉัยมากไปกวานี้ สองขางพระแทน มีกวางขนาดเล็กอยูขางละตัว (แยกออกจาก
กวางตัวใหญ ๆ อีกขางละ ๖ ตัว) น้ีเปนพวกสัญลักษณประจําพระแทน เชนเดียวกับ
กนิ นรขางบน ในเม่ือตองการแสดงภาพตอนทรงแสดงธรรมจักร, สวนกวางอีก ๑๒ ตัว
น้ันอยูในทาทางตางกัน เปนการแสดงภาพของสวนกวางตามธรรมดา. การที่มีกวาง
ขางละ ๖ (หรอื ๗ ตัว) จะมคี วามมงุ หมายในทางธรรมอยางไรบางน้นั กค็ วรจะลองนึก
ดูเพราะเผอิญจํานวนเลขเจ็ดน้ัน ไปตรงกับหมวดธรรมสําคัญ เชน โพชฌงคเจ็ด
ประการเขา ถึงแมจํานวนคนขางละ ๘ คนนั้น ก็ดูคลายกับมีเจตนาตั้งใจทํา มิใชทํา
ตามสบายไมม ีความมุง หมายเลยเปน แน

๘๙

ภาพประกาศธรรมจกั ร แบบภารหุต ภาพประกาศธรรมจักร แบบภารหุต ภาพประกาศธรรมจักร แบบภารหตุ
อกี ภาพหน่ึง อกี ภาพหน่งึ

ภาพประกาศธรรมจกั ร แบบ ภาพประกาศธรรมจักร แบบอมรวดี ภาพประกาศธรรมจกั ร แบบคันธาระ
อมราวดี อีกภาพหน่ึง

ภาพประกาศธรรมจกั รแบบพุทธคยา ภาพประกาศธรรมจกั ร แบบคันธาระ
อีกภาพหนง่ึ
ภาพประกาศธรรมจกั ร
แบบพุทธคยา ซงึ่ มอี ยนู อยมาก

ทม่ี า ๑. http://www.rmutphysics.com/CHARUD/scibook/buddha๑/sculpture.html

๙๐

การทาํ วัตรสวดมนต

ความหมาย ของการทาํ วัตร
การทําวัตร หรือที่เรียกกันส้ัน ๆ วา ทําวัตรคือการทํากิจที่ตองทําจนเปน

กจิ วตั รประจาํ วนั ซง่ึ เปนหนาทีข่ องพระภิกษสุ ามเณร และ อุบาสกอุบาสิกาทั่วไป จะ
ละเวนเสียเปนการไมสมควร เพราะเปนหนาท่ีโดยตรงของผูมุงแสวงบุญอยางหนึ่ง
การทําวตั รนิยมทาํ กนั วันละ ๒ เวลา คือเชา กับเย็นเรียกวา “ทาํ วัตรเชา” “ทําวัตรเยน็ ”

กิจท่ีตองทําในเวลาทําวัตรท้ังสองเวลานั้น คือ สวดบูชาพระรัตนตรัย สวด
พิจารณาปจจัยท่ีบริโภคทุกวัน สวดเจริญกรรมฐานตามควร สวดอนุโมทนาทานของ
ทายก และสวดแผสวนกุศล (กรวดน้ํา) ซึ่งคําสวดเหลานี้มีแบบสากลใชท่ัวไป จะมี
ตางกันบางในบางแหงก็เฉพาะบางบทท่ีตัดออกหรือเพิ่มเติมเขามาตามความนิยมใน
ถ่ินน้ัน ๆ เทาน้ัน การสวดมนต คือ การสวดสาธยายบทพระพุทธมนตตาง ๆ ท่ีเปน
พระสูตรกม็ ี เปน พระปริตรก็มี เปนคาถานิยมท่ีกําหนดขึ้นเพื่อใหนํามาสวดประกอบใน
การสวดมนตเปนประจําก็มี การสวดมนตน้ีนิยมสวดตอทายทําวัตรจะสวดมากหรือ
นอย และสวดบทไหนบาง แลวแตวัดนั้น ๆ จะกําหนดกันข้ึน ดวยเหตุน้ี จึงมัก
เรียกรวมกันไปวา "ทาํ วัตรสวดมนต"

ความมุงหมาย
ในสมัยพระพุทธองคยังทรงพระชนมอยู พระภิกษุสงฆจักพากันเขาเฝา

พระพุทธเจาในตอนหัวค่ําของทุก ๆ วันเปนนิตย ในโอกาสน้ัน นอกจากจะไดพบ
พระพุทธเจาแลว ยังไดฟงโอวาท ฟงอนุสาสนี และระเบียบวินัยที่ทรงบัญญัติขึ้น
ใหมดวย การเขาเฝาน้ีถือวาเปนกิจวัตรประจําวันของพระภิกษุ และแมอุบาสก
อบุ าสกิ ากเ็ ขาเฝาแบบนี้เหมือนกัน แตเปนเวลาบายถึงเย็น พระพุทธองคก็ทรงถือวา
การใหพระภิกษุสามเณร ทายก ทายิกาเขาเฝาในเวลานั้น ๆ เปนกิจวัตรประจําวัน
จึงไมเสด็จไปไหนในเวลาน้ัน ตอมาเม่ือพระพุทธองคปรินิพพานแลว มีประเพณี
สรา งพระพุทธรูปขนึ้ เปน เครอ่ื งหมายเคารพสักการะแทนพระพทุ ธเจา และประดษิ ฐาน
ไว ณ สถานที่สําคัญ ๆ ของวัด เชน ในโรงอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ เปนตน
สถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจัดเปนเอกเทศ โอโถง และสะอาดสวยงาม เพราะถือ
กันวาเปนที่ประทับของพระพุทธเจา ชาวพุทธจึงนิยมเขาไปยังสถานที่นั้น ๆ
โดยปฏิบัติเหมือนวาไดเขาเฝาองคพระพุทธเจาทุกเชาและเย็น และพากันสวด
สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ซึ่งเรียกวา ทําวัตร และสวดพระสูตร พระปริตรตาง ๆ
ซ่ึงเปนพระพุทธพจน เปนพระโอวาท เรียกวา สวดมนต เทากับไดฟงพระโอวาทของ
พระพุทธเจาทุกเชาเย็น การกระทําเชนน้ี นิยมแพรหลายข้ึนเร่ือย ๆ จนเกิดเปน
ระเบียบพิธขี น้ึ จนทกุ วนั นี้

๙๑

การทําวัตรสวดมนต
นอกจากมุงหมายเพื่อใหชาวพุทธไดเขาเฝาองคพระสัมมาสัมพุทธเจา เหมือน

เม่ือครั้งพุทธกาลแลว ยังเพ่ือใหผูปฏิบัติไดบําเพ็ญพระกรรมฐานอันเปนอุบายใหจิต
เปนสมาธิมีความสงบ ไมฟุงซาน วุนวายในขณะน้ัน แมจะชั่วระยะเวลาเพียงคร่ึง
ช่ัวโมง หรือ หน่ึงช่ัวโมง ก็จะมีผลทําใหจิตใจไดพักผอนจากอารมณภายนอก
ทําใหเกิดความเยือกเย็นเย็นสุขุมขึ้น เหมือนเคร่ืองยนตท่ีถูกใชงานหนักมาแลว
ไดถูกพักบาง แมไมนานก็ตาม ก็ทําใหเคร่ืองยนตน้ันเย็นลงมีกําลังดีขึ้น
นอกจากนั้น การทําวัตรสวดมนต ยังเปนโอกาสใหพระภิกษุสามเณรไดสวดพิจารณา
ปจจัย ไดสวดอนุโมทนาทานของทายก ไดสวดแผสวนกุศลหรือกรวดน้ําใหผูอ่ืน
ดว ยจติ บริสุทธิ์อีกดวย เพราะมีความมุงหมาย ดังนี้ บัณฑิตท้ังหลายจึงกําหนดการทํา
วัตรสวดมนตขึ้นไวเปนหนาที่ของชาวพุทธอยางหน่ึง ที่ไมควรละเวนหรือหลบหลีก
เสียดวยมองขามวา "เปนกิจไมสําคัญอะไร" เพราะเปนอุบายทําความดีอยางหนึ่งใน
พระพุทธศาสนา ที่เรียกวา "ภาวนามยั "
ประโยชนของการทําวัตรสวดมนต

ดังกลาวมาแลววา การทําวัตรสวดมนตเปนอุบายทําความดี ซ่ึงเปนบุญอยาง
หนง่ึ ฉะนนั้ เมอ่ื ทาํ จนเปน นสิ ัยประจําวนั แลว ยอ มไดรับผลอานสิ งสหลายประการ เชน

๑. ทําใหไ ดรบั ความช่ืนใจสบายใจ ทําใหเกิดพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ
เหมือนไดเ ขาเฝาองคพระสัมมาสัมพทุ ธเจา ตอ พระพักตรท กุ วนั

๒. ไดชื่อวาบําเพ็ญพระกรรมฐาน อบรมจิตใจใหเปนสมาธิ มีความแนวแน
สงบเย็น ไมฟุงซาน ทําใหจิตใจมีพลัง สามารถควบคุมอารมณ ขมกิเลส และควบคุม
ตวั เองไดดี

๓. ไดเปลือ้ งมลทินอันเกิดจากการบริโภคปจจัยของทายกโดยมิไดพิจารณาใน
วันนัน้ เทา กบั ไดเ ปลอื้ งหนใ้ี หตวั เอง จัดเปน ผลทางพระวนิ ัย

๔. ไดม ีโอกาสแผสว นบุญกศุ ลใหแ กผ ูอ่นื จัดวา ไดท าํ บุญขอ วา ปตติทานมัย
๕. ไดรับความนับถือและยกยองจากพระภิกษุสามเณรดวยกัน และทายก
ทายิกาทั่วไป วาเปนพุทธศาสนิกชนที่ดี ไมละเวนหนาที่ที่จะตองทํา รักษาระเบียบ
ประเพณีไวไ ด เปน การสรา งแบบอยา งทด่ี ไี วแกอนุชนรุนหลงั
๖. ทําใหเปนผูอาจหาญในหมู ไมติดขัดเกอเขินในเวลาทําพิธี เพราะเปนผู
แคลว คลอ งในมนตต า ง ๆ

อางองิ

http://www.dhammajak.net/dhammabox-2/10.html

๙๒

คําอธิษฐานภายหลังการเจรญิ ภาวนาหรือหลังจากประกอบการกศุ ล

หลังจากไดทําบุญหรือเจริญภาวนา ขอใหเราท้ังหลายนอมเอาบุญกุศล
ท้ังหลายท่ีไดบําเพ็ญมาในอดีต กําลังบําเพ็ญในปจจุบัน และที่จะบําเพ็ญตอไปใน
อนาคต เพ่ือรูแจงเห็นจริงในอริยสัจธรรมท้ัง ๔ รวมไวท่ีศูนยกลางกาย แลวกลาวคํา
อธษิ ฐานดงั น้ี

ขาพระพุทธเจา.. (ช่ือ-นามสกุล)... ซ่ึงมีเห็น จํา คิดรู กาย วาจา ใจ ในพุทธ
รัตนะ ธรรมรัตนะ สัมฆรัตนะ (ชาย)คุณครูอุปชฌายอาจารย, (หญิง)คุณครูบา
อาจารย คุณมารดาบิดา บารมี ๓๐ ทัศเปนเลิศ ในฝายสัมมาทิฏฐิ เปนท่ีพึ่งระลึก
รวมส่ังสมบารมีไวดีแลว ในอาณาจักรพุทธจักร ฐานทัพ ธาตุธรรม มรรคผลนิพพาน
ในฝา ยสมั มาทิฏฐแิ ตส วนเดยี ว ถาขาพเจา ทําใหท า นผูหน่ึงผใู ดเกดิ ความทุกข ภัย โรค
ดวยกาย วาจา ใจ เจตนาก็ดี ไมมีเจตนาก็ดี ระลึกไดก็ดี ไมระลึกไดก็ดี
ในสถานที่ตาง ๆ ขอใหขาพเจาขออโหสิกรรมซ่ึงกันและกันแกผูที่เกี่ยวของในกาลนี้
และเปนไปเพื่อความสําเร็จ สะอาด บริสุทธ์ิ สมบูรณ บริบูรณ ความเจริญ และ
ความม่ันคงในสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย คุณครู-บาอาจารย
คุณมารดาบิดา ผูมีอุปการะคุณ ทวยเทพส่ิงศักดิ์สิทธ์ิท้ังหลาย ในสถานท่ีน้ีและ
ในอนันตจักรวาล ผูรวมสั่งสมบุญบารมี ผูรักษาประเทศชาติ ศาสนา วิชชา
ธรรมกาย อาณาจักร พุทธจักร ฐานทัพ ธาตุธรรม มรรคผลนิพพาน
มนุษย อมนุษยและผูรวมสั่งสมบุญบารมี รวมตัวขาพระพุทธเจาดวย
ในการรวมส่งั สมบญุ บารมี ใหส ําเรจ็ กจิ ตามภูมิธรรมท่ปี รารถนา ในฝายสมั มาทิฏฐิ

ดวยบุญบารมีดังกลาวมาแลวนี้ ขาพระพุทธเจาขอนอมถวาย เปนพุทธบูชา
ธรรมบูชา สังฆบูชา ทวยเทพสิ่งศักด์ิสิทธ์ิทั้งหลายในสถานท่ีน้ี และในอนันตจักรวาล
พระเดชพระคุณหลวงพอวัดปากนํ้า ผูคนพบวิชชาธรรมกายของพระสัพพัญูพุทธเจา
ในฝายสัมมาทิฏฐิ (ชาย) คุณครูอุปชฌายอาจารย, (หญิง) คุณครูบาอาจารย
คุณมารดาบิดา ญาติพี่นอง ผูมีอุปการะคุณ ทวยเทพส่ิงศักด์ิสิทธิ์ทั้งหลาย
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ขาราชบริพาร
พระประยูรญาติท้ังหลาย ผูรักษาประเทศชาติ พระศาสนา วิชชาธรรมกาย
อาณาจักร พุทธจักร ฐานทัพ ธาตุธรรม มรรคผลนิพพาน มนุษย อมนุษย
และผรู ว มสัง่ สมบุญบารมี รวมตวั ของขาพระพทุ ธเจาเองดว ย

๙๓

ดวยบุญบารมีดังกลาวมาแลวน้ี จงชวยใหเห็น จํา คิด รู กาย วาจา ใจ
ของขาพระพุทธเจา และทานทั้งหลายไดเกิดในฤกษสรางบารมี บารมี ๓๐ทัศเปนเลิศ
ในฝายสัมมาทิฏฐิ ไดรวมส่ังสมบุญบารมีในฝายสัมมาทิฏฐิ ไดดวงตาเห็นธรรม
รูแจง เห็นจริง ในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ไดแก ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค สําเร็จกิจในบุพเพ
นิสวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวกญาณฯ พระสมถกรรมฐาน วิปสสนา
กรรมฐาน วิชชาจรณะ๑๕ และวิชชาธรรมกาย บําเพ็ญบารมี อันเปนอุปนิสัยแก
การแทงตลอด คือ อินทริยปโรปริยัตติญาณ อาสยานุสยญาณ มหากรุณาสมาปตติ
ญาณ ยมกปาฏิหาริยญาณ อนาวรณญาณ และ สัพพัญุตญาณ อาณาจักร
พุทธจักร ฐานทัพ ธาตุธรรม มรรคผลนิพพาน ในฝายสัมมาทิฏฐิแตสวนเดียว
พนจากวิบัติ บาปศักด์ิสิทธิ์ ภัยพิบัติ ภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ กิเลส อวิชชา
เครื่องเศราหมองท้ังหลาย ไมเกิดในอบายภูมิท้ัง ๔ โลกันตนรก และอรูปพรหม ๔
ชั้น พนจากกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ไดมนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ
นิพพานสมบัติ ไดศึกษาพระปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ พระสมถกรรมฐาน วิปสสนา
กรรมฐาน และวชิ ชาธรรมกาย สาํ เร็จ สะอาด บริสุทธ์ิ สมบูรณ บริบูรณ ความเจริญ
และความมั่นคง ในศลี สมาธิ ปญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัศนะ ไมเบียดเบียน
ทานผูอื่น ไมเบียดเบียนตัวของขาพระพทุธเจาเอง ดวยกาย ดวยวาจา ดวยใจ
ละชั่ว ดวยกาย วาจา ใจ ทําความดีดวย กาย วาจา ใจ ทําใจใหใสสะอาดบริสุทธิ์
ดวยบุญบารมี ท่ีขาพระพุทธเจา และทานท้ังหลาย กําลังบําเพ็ญอยูน้ี ถา
ขาพระพุทธเจาและทานท้ังหลาย มีความปรารถนาเปนพระสัพพัญูพุทธเจา หรือ
พระปจเจกพุทธเจา หรือพระอรหันตาขีณาสพเจาท้ังหลาย รวมท้ังพระจักรพรรดิ
รัตนะเจ็ด ขอบุญบารมีท้ังหลายเหลานี้ จงชวยใหขาพระพุทธเจา และทานท้ังหลาย
มีสวนไดรับบุญกุศล รวมส่ังสมบุญบารมีสําเร็จกิจตามภูมิธรรมที่ปรารถนา ในฝาย
สมั มาทฏิ ฐิ

ดวยบุญบารมีท่ีขาพระพุทธเจาและทานท้ังหลายกําลังบําเพ็ญอยูนี้ และ
ความสําเร็จ ไมมีทานผูหนึ่งผูใด สิ่งหนึ่งส่ิงใด รวมตัวของขาพระพุทธเจาเอง มี
อํานาจสิทธิมาทําลายลางในการส่ังสมบุญบารมี เพ่ือไมใหสําเร็จกิจตามภูมิธรรมที่
ปรารถนา ในฝายสัมมาทฏิ ฐแิ ตส วนเดียวได

ดวยบญุ บารมที ขี่ าพระพุทธเจา และทานทัง้ หลายกําลงั บําเพ็ญอยนู ี้ ขอแมพระ
ธรณี และทา นทง้ั หลาย รวมทัง้ ขา พระพทุ ธเจามีสวนไดรับบุญกุศล รวมส่ังสมบญุ บารมี

๙๔

สําเร็จกิจตามภูมิธรรมที่ปรารถนาในฝายสัมมาทิฏฐิ และมาเปนพยานใหกับ
ขา พระพุทธเจา และทา นท้ังหลาย รวมท้ังแมพระธรณี ในการสั่งสมบุญบารมี สําเร็จกิจ
ตามภูมิธรรมท่ีปรารถนาในฝายสัมมาทิฏฐิ และทรงไวซ่ึงอํานาจสิทธิ ความสําเร็จกิจ
ตามภูมิธรรมท่ีปรารถนาในฝายสัมมาทิฏฐิ ในตําแหนง .. (เลือกอธิษฐานตามความ
ปรารถนา เชน พระสัพพญั ูพุทธเจา พระปจ เจกพทุ ธเจา พระอรหันตาขณี าสพเจา
พระจักรพรรดริ ตั นะเจ็ด พระพทุ ธบิดา-มารดา พระอคั รสาวก ปกติสาวก ฯลฯ)..

พทุ ธัง ชวี ิตตัง ยาวะนพิ พานงั สะระณัง คจั ฉามิ
ธัมมงั ชีวิตตงั ยาวะนพิ พานัง สะระณงั คจั ฉามิ
สังฆงั ชีวติ ตงั ยาวะนพิ พานัง สะระณงั คัจฉามิ

นพิ พานะ ปจจะโย โหตุ

๙๕

รายชอื่ ผูจ ัดพิมพ

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกลา ธนบรุ ี

รศ.ดร. บวร ปภัสราทร คุณ สุรางค สมิตษิ เฐียร

คณุ รสสคุ นธ ปภัสราทร รศ.ดร.นิพนธ เจริญกิจการ

คณุ วรกร ปภัสราทร รศ.ดร.วิเชียร ชตุ มิ าสกุลและครอบครวั

คณุ ธนภรณ ปภสั ราทร ดร. พชั ราภรณ ลวันยานนท

ดร.สุรีย ฟูนิลกลุ และครอบครัว คณุ ธันยพัต ณัฐวราทติ ย

ดร. อุมาพร สุภสทิ ธิเมธีและครอบครัว ผศ.สุเมธ อังคะศิรกิ ลุ

ผศ.ดร.โจนาธาน โฮยิน ชาน ผศ.ดร.วชิรศกั ด์ิ วานิชชา

คุณ โกเมศ พรทพิ ยเ สถียร คณุ วีระศักดิ์ ถมั ภบ รรฑุ

คณุ อาก้มิ แซต งั้ และครอบครัว คุณสมุ ิตรา ศกุ ขโภคสกลุ และครอบครวั

คุณยง เฮีย้ มงคลพงศสิรแิ ละครอบครัว คณุ ชุติกาญจน หงษพทิ ักษกุลและครอบครัว

คุณวนั เพญ็ สวู งศธรรมและครอบครัว คุณรจุ บิ รู ณ คงสนุ ทร

คุณอรนชุ รัชตะสมบรู ณ คณุ วินิต ลศี ิริชัยกลุ

คณุ ปยะนุช นาคะโยธิน คุณเปรมกมล หลวงสนาม

คณุ อาภรณ เช่ยี วชาญเกษตร คุณอนั ฮวา นิลรตั นศ ิรกิ ุล

คุณทองสุข เชยลอมขําและครอบครัว คณุ ปณ ฑรยี  สวัสดมิ งคล

คณุ ปก เฮียง แซล ิม้ คุณวรรณี อุดมภาพงศ

คุณชนิดาภา รุง โรจนแ ละครอบครัว คณุ ปุญมณี อดุ มภาพงศ

คุณทองพูน กมเลศร และครอบครัว คณุ รุงโรจน ขวญั โกมล

คุณกวงตวง แซเลก็ และครอบครัว คุณนนั ทยิ า ตรรี ัตนชาติ

คุณยทุ ธชยั มงคลพงศสิริและครอบครัว คณุ พรทิพย เดชากิจไพศาล

ดช. อิทธพิ ัทธ สวุ รรณเทวะธปู คณุ อาํ ไพ ชาตวิ งษ

คุณธนติ ถ สวุ รรณเทวะธูป คณุ ธนานชุ เพชรวงศ

คุณศิริรตั น บัณฑิตขจรและครอบครัว คณุ ธิดา รงั สีกุล

ดช.ศุภกฤต ยกุ ตะนนั ทน คุณสธุ าทิพย กลนิ่ กลน่ั

คณุ พิเชฎฐ ล่ิมวชริ รนนั ต คณุ ธนานุช เพชรวงศ

คณุ วรรณภสั สร สงั วาลยวร คณุ สุดารัตน เล็กประสิทธ์ิและครอบครวั

คณุ รัฐยา ปญ จสุชาติ คุณชนาภา เตชะทวกี ลุ

คุณเพ็กเฮยี ง ปญ จสชุ าตแิ ละครอบครวั คณุ สเุ มธ มณศี าสตรและครอบครัว

คณุ จารวุ รรณ วีระประเสริฐและครอบครัว คุณกุสุมา เอย่ี มไพศาล

คณุ สนิท ศริ สิ วสั ด์วิ ัฒนาและครอบครวั คณุ อจั ฉรา ธารอไุ รกลุ

คณุ พจนา ซอื่ เจริญกิจ คุณณฐั ฎพ ิชญา รวิภาสพรสกลุ

ผศ.ศศภิ า กลั ยาวนิ ยั และครอบครัว คุณสุรพงษ เกยี รตพิ งสา

คณุ ขนิษฐา เจรญิ สุขและครอบครวั ครอบครวั มงคลพงศสิริ

คณุ กนกวรรณ สวุ รรณเทวะธปู รานธนกรปริ้นส มจธ.

คณุ ชยั ณรงค ต้ึงสมบรู ณ รานคอฟฟ ปารค มจธ.

คณุ ปวีณา มงคลพงศสิริ บรษิ ทั จรลั สนิทวงศการพมิ พ จํากัด

๙๖


Click to View FlipBook Version