มงคลเทวมุนปิ ตตฺ ทิ านคาถา
โย โส จนทฺ สโร เถโร สปปฺ ญโญ กรณุ ายโก
ราชทนิ ฺนาภิธาเนน มงคฺ ลเทวมุนวิ หฺ โย
ชนานํ อธิ สพเฺ พส อสิ ฺสโร ปรหิ ารโก
วิทยสสฺ จ ธมฺมสฺสํ ธมฺมกายสฺส โกวโิ ท
ธมเฺ มสุ ครโุ ก ธีโร สเี ลสุ สสุ มาหโิ ต
สสี ฺสานํ ภิกขฺ ุอาทีนํ ปต ุฏฐาเน ปตฏิ ฐ ิโต
อาหาราทหี ิ วตถฺ หู ิ เอเตสํ อนกุ มฺปโก
พหนุ ฺนํ กลุ ปุตฺตานํ อปุ ชฺฌาโย วจิ กฺขโณ
โสทานิ กาลมากาสิ กลฺยาณกิตตฺ ิ ตฏิ ฐติ
ตมฺมยํ ยตกิ า เถรา มชฺฌิมา นวกา จธิ
นิจจฺ ํ อนสุ ฺสรนฺตาว ตสสฺ คุเณน โจทิตา
ปุญฺ นตฺ สสฺ กรติ วฺ าน เทม ปตฺตึ อเสสโต
ยํ ยํ เตน กตํ ปุญญํ ยํ ยํ อมฺเมหิ สจฺ ติ ํ
ตสฺส ตสสฺ านุภาเวน ตสสฺ ตสเฺ สว เตชสา
สทฺธมฺมฏฐิติกาโม โส สขุ ิโต โหตุ สพฺพทา
สเจ ยตฺถ ปตฏิ ฐ าย น ลเภยยฺ อมิ ํ วรํ
ตตฺถ สพเฺ พ มเหสกขฺ า เทว คนตฺ วา นิเวทยุ
อนโุ มทตุ โส ปุ ฺญํ ปตฺตึ ลเภตุ สพพฺ โสติ ฯ
คาํ อาราธนาศลี ๕
นะโม ตสั สะ ภะคะวาโต อะระหะโต สัมมา สมั พุทธัสสะฯ ( วา ๓ หน)
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปญจะ สีลานิ
ยาจามะฯ
ทุติยัมป มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ
ปญ จะ สีลานิ ยาจามะฯ
ตะติยัมป มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ
ปญ จะ สีลานิ ยาจามะฯ
๔๕
คําอาราธนาศลี ๘
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธสั สะฯ ( วา ๓ หน)
มะยัง ภนั เต วิสงุ วสิ งุ รกั ขะณตั ถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สลี านิ
ยาจามะฯ
ทุติยัมป มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ
อัฏฐะ สลี านิ ยาจามะ
ตะตยิ มั ป มะยงั ภนั เต วสิ งุ วสิ งุ รักขะณตั ถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ
อฏั ฐะ สลี านิ ยาจามะ
คาํ อาราธนาพระปริตร
นะโม ตสั สะ ภะคะวาโต อะระหะโต สมั มา สมั พุทธัสสะฯ ( วา ๓ หน)
วปิ ตตปิ ะฏพิ าหายะ สัพพะสัมปต ติสทิ ธยิ า
สัพพะทกุ ขะวินาสายะ ปะริตตัง พร๎ ถู ะ มงั คะลงั
วิปต ติปะฏิพาหายะ
สพั พะภะยะวินาสายะ สพั พะสัมปตตสิ ิทธยิ า
วิปตติปะฏิพาหายะ ปะริตตัง พ๎รถู ะ มงั คะลงั
สพั พะโรคะวนิ าสายะ
สพั พะสัมปต ติสิทธยิ า
ปะรติ ตัง พ๎รูถะ มังคะลงั
คําถวายขาวพระพุทธ
นะโม ตัสสะ ภะคะวาโต อะระหะโต สมั มา สมั พทุ ธัสสะฯ ( วา ๓ หน)
อมิ งั สูปะพยัญชะนะสมั ปน นงั สาลนี งั โภชนานงั อทุ ะกงั วะรัง พุทธสั สะ ปูเชมิ
๔๖
คําลาขาวพระพุทธ
นะโม ตัสสะ ภะคะวาโต อะระหะโต สมั มา สมั พุทธัสสะฯ ( วา ๓ หน)
เสสงั มังคะลงั ยาจามิ
คําถวายสังฆทาน
นะโม ตสั สะ ภะคะวาโต อะระหะโต สัมมา สมั พุทธัสสะฯ ( วา ๓ หน)
อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ
สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ
อัมหากัง เจวะ มาตาปตุ อาทีนญั จะ ปย ะชะนานงั ทฆี ะรตั ตัง หิตายะ สุขายะ
คาํ แปล
ขาแตพระสงฆผ ูเจรญิ ขา พเจาทั้งหลายขอนอมถวาย ซงึ่ ภตั ตาหารกบั ทง้ั
บรวิ ารทงั้ หลายเหลา น้ี แกพ ระภกิ ษุสงฆ ขอพระภกิ ษสุ งฆจ งรบั ซงึ่ ภัตตาหาร
กบั ทั้งบรวิ ารทงั้ หลายเหลา นี้ ของขา พเจา ทงั้ หลาย เพ่ือประโยชนแ ละความสขุ
แกขาพเจา ทงั้ หลาย แกป ย ะชนท้งั หลาย ซงึ่ มี บิดา มารดา คุณครอู ุปช ฌาย
อาจารย คณุ ครูบาอาจารย เปน ตน ตลอดกาลนานเทอญฯ
๔๗
๔๘
บทสวดธัมมจกั กัปปวัตตนสูตร
บทสวดธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร สาํ คัญอยา งไร
บทสวดธมั มจักกัปปวตั ตนสตู รเปน ปฐมเทศนา เทศนากัณฑแ รกหรอื พระปฐม
เทศนา ที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปจจุบันคือสารนาถ เมือง
พาราณสี ท่ีพระพุทธเจาทรงแสดงแกพระปญจวัคคีย เม่ือพระผูมีพระภาคตรัสธัมม
จักกัปปวัตตนสูตรน้ีอยู ดวงตาเห็นธรรม ยงฺกิฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺ
มนฺติ (ส่ิงใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดข้ึนเปนธรรมดา ส่ิงนั้นทั้งปวงมีความดับไปเปน
ธรรมดา) ก็ไดเกิดข้ึนแกทาน พระโกณฑัญญะ นับเปนพระสงฆ สาวกองคแรกใน
พระพุทธศาสนา เหตุการณน้ีเกิดขึ้นกอนพุทธศักราช ๔๕ ป ในวันเพ็ญ (ขึ้น ๑๕ ค่ํา)
เดือน ๘ ดวงจันทร เสวยมาฆฤกษ เปนวันท่ีพระรัตนตรัยครบบริบูรณ บังเกิดข้ึนใน
โลกเปนครั้งแรก คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆครบบริบูรณ ซ่ึงเรารูจักกันดีใน
ปจจุบันวา วนั อาสาฬหบูชา
หลังจากตรัสรูแลว ๙ เดือนก็ไดเกิดเหตุการณสําคัญขึ้น ท่ี พระเวฬุวัน เมือง
ราชคฤห รัฐมคธ ซึ่งเปนความประจวบเหมาะพอดีที่เกิดเหตุการณขึ้นในวันนี้ ๔
ประการ จึงเรียกวา จาตุรงคสันนิบาต ซ่ึงแปลวาการประชุมอันประกอบดวย
องคป ระกอบ ๔ อยาง ไดแ ก
๑. เปนการมาชุมนุมกนั ของพระสงฆส าวก จํานวน ๑,๒๕๐ รูปเพื่อเฝา พระบรม
ศาสดา โดยมิไดน ัดหมาย
๒. พระสงฆสาวกดังกลา วลวนแตเ ปนพระอรหันตทงั้ สิน้
๓. พระสงฆส าวกดงั กลา วลวนแตไ ดรับการอุปสมบทจากพระพทุ ธเจาดว ยวธิ ี
เอหิภิกขุอุปสัมปทา*
๔. วันนน้ั ดวงจนั ทรเ พ็ญเสวยมาฆฤกษเ ตม็ บรบิ ูรณ
ซ่ึงกค็ ือวนั มาฆบชู า นนั้ เอง โอวาทปาฏโิ มกข ที่พระพทุ ธเจาทรงแสดงเปน
การประมวลคาํ สอนหลกั ของพระพทุ ธศาสนา เพื่อใหพ ระสงฆส าวกนําไปประพฤติ
ปฏิบัติ และนําไปสั่งสอนผูอ่ืนในแนวทางเดยี วกนั คอื
2
*เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ การอุปสมบทใหแกภิกษุโดยพระพุทธเจาประทานใหดวยพระองคเอง ดวยการ
ตรสั วา "เอหิภกิ ขุ..."ซึ่งแปลวา "จงมาเปนภิกษุเถิด ธรรมอันเรากลาวดีแลว ทานจงประพฤติพรหมจรรยเพ่ือ
ทําที่ดที ส่ี ุดแหงทกุ ขโดยชอบเถิด"
๕๑
ขนตฺ ี ปรมํ ตโป ตตี ิกฺขา : ขันตี คอื ความอดกลั้น เปนธรรมเครือ่ งเผากิเลสอยางยง่ิ
นิพฺพานํ ปรมํ วทนตฺ ิ พทุ ฺธา : พระพุทธเจา ทัง้ หลาย กลา วพระนพิ พานวาเปน ธรรมอนั ยง่ิ
น หิ ปพฺพชโิ ต ปรปู ฆาตี : ผูทาํ รายผูอ่ืน ไมจ ดั วา เปน บรรพชิต
สมโณ โหติ ปรํ วเิ หธยนฺโต : ผูเบยี ดเบีนสตั วอน่ื ไมช ่ือวา สมณะ
สพพฺ ปาปสสฺ อกรณํ : การไมทําบาปทั้งปวง หนงึ่
กสุ ลสสฺ ุปสมปฺ ทา : การทํากศุ ลใหถ ึงพรอ ม หนง่ึ
สจิตตฺ ปรโิ ยทปนํ : การทําใจใหส ะอาดบรสิ ุทธ์ิ หนึง่
เอตํ พุทฺธาน สาสนํ : นี้เปน คําสอนของพระพุทธเจา ทง้ั หลาย
อนูปวาโท อนูปฆาโต : การไมพ ูดรา ย การไมทําราย หนึ่ง
ปาติโมกฺเข จ สวํ โร : การสาํ รวมในปาตโิ มกข หนึ่ง
มตฺตฺตุ า จ ภตตฺ สมฺ ึ : ความเปน ผรู ปู ระมาณในการบริโภค หนงึ่
ปนตฺ จฺ สยนาสนํ : การอยูในทีน่ ัง่ ที่นอน อันสงัด หนึ่ง
อธิ จติ ฺเต จ อาโยโค : การประกอบความเพียรในอธจิ ติ หน่ึง
เอตํ พุทธฺ าน สาสนนตฺ ิ : ธรรม ๖ ประการน้ีเปนคําสงั่ สอนของพระพุทธเจา ทงั้ หลาย
ขอความในโอวาทปาฏิโมกข สามารถประพฤติปฏิบัติไดท้ังบรรพชิตและ
คฤหัสถ* โดย ขอความในโอวาทปาฏิโมกขไดแสดงถึง จุดหมายสูงสุด แหง
พระพุทธศาสนา คือ นิพพาน ดังนั้นพุทธศาสนิกชนทุกหมูเหลา จึงควรศึกษาพระ
โอวาทปาฏิโมกขใหเขาใจแจมแจง แลวนอมนําไปประพฤติปฏิบัติ ตามฐานะและกําลัง
ความสามารถของตน จึงจะไดช ่อื วาเปนพุทธศาสนิกชนท่แี ทจรงิ
อางอิง
ทฆี นิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตรเลม ๒ ภาค๑ หนา ๕๕
* คฤหัสถ (อานวา คะ-รึ-หัด) แปลวา ผูมีเรือน, ผูครองเรือน, ผูอยูในเรือน เรียกรวมท้ังชายและหญิง
บางคร้งั เรียกวา คฤหสั ถช ายหญิง หมายถึงชาวบา นทัว่ ไปทีม่ ใิ ชนกั บวช มคี วามหมายเดยี วกับฆราวาส
๕๒
เนอ้ื หาธมั มจกั กัปปวัตตนสูตรฉบับสมบรู ณ
บทนาํ ธัมมจักกปั ปวตั ตนสูตร
อนตุ ตะรงั อภิสัมโพธิง สมั พุชฌิตวา ตะถาคะโต
ปะฐะมงั ยัง อะเทเสสิ ธัมมะจักกัง อะนุตตะรงั
สัมมะเทวะ ปะวตั เตนโต โลเก อัปปะฏิวตั ตยิ ัง
ยัตถากขาตา อโุ ภ อันตา ปะฎิปตติ จะ มัชฌิมา
จะตูสวาริยะสจั เจสุ วิสทุ ธงั ญาณะทัสสะนงั
เทสติ ัง ธัมมะราเชนะ สัมมาสัมโพธิกิตตะนัง
นาเมนะ วิสสตุ งั ธัมมะจกั กัปปะวตั ตะนงั
เวยยากะระณะปาเฐนะ สังคตี นั ตมั ภะณามะ เส ฯ
พระตถาคต คือ พระพุทธเจา คร้ันไดตรัสรูธรรม ไดแก อริยสัจ ๔ ซ่ึงเปนธรรม
อันสูงสุด ไมมีธรรมใดท่ีสูงไปกวา ไดทรงแสดงใหเห็นเปนจักร คือ วงลอ
ประกอบดว ยซ่ี ๘ ซี่ คอื ธรรมอนั เปน ทางสายกลาง ๘ ประการ ซึ่งเปนทางที่หลีกเวน
การปฏิบัติตนแบบสุดโตง ๒ คือ หมกหมุนในกามคุณ และ ทรมานตนดวยวิธีการตาง
ๆ เปนขอปฏิบัติเปนกลางใหเกิดปญญารูแจงเห็นจริง ใหบริสุทธิ์จากกิเลส, พวกเรา
ท้ังหลาย จงรว มกันสวดพระธรรมจักรน้ัน ที่พระพุทธเจาผูทรงเปนธรรมราช ทรงแสดง
ไวแ ลว มีชื่อปรากฏวา ธมั มจักกปั ปวตั ตนสูตร เปนพระสูตรท่ปี ระกาศใหทราบถึงการท่ี
พระองค ไดบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งพระสงฆผูทรงไวซ่ึงความรูทั้งหลายไดรอย
กรองไวโ ดยทําเปนบทสวดมนตท ่ีถูกตองตามหลกั ไวยากรณ เทอญฯ
๕๓
ธัมมจกั กัปปวัตตนสูตร
เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน
มคิ ะทาเยฯ ตัตระ โข ภะคะวา ปญจะวคั คิเย ภิกขู อามันเตสฯิ
ขาพเจา (คือพระอานนท) ไดสดับมาอยางนี้ สมัยหนึ่ง พระพุทธเจาผูทรงไว
ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จประทับอยูท่ีปาอิสิปตนมฤคทายวัน ใกลเมืองพาราณสีใน
เวลานนั้ พระองคไ ดตรสั เตอื นพระภกิ ษเุ บญจวัคคียว า
เทวเม ภิกขะเว อันตา ปพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา โย จายัง กาเมสุ
กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโตฯ
โย จายงั อัตตะกิละมะถานโุ ยโค ทุกโข อะนะรโิ ย อะนตั ถะสัญหิโต ฯ
ภิกษุทง้ั หลาย ผอู อกบวชแสวงหาความหลุดพนไมควรปฎิบัติตน ๒ ประการ
คือ (๑) การแสวงหาความสุขทางกามคุณ แบบสุดโตง ซ่ึงทําใหจิตใจต่ําทราม เปน
เร่ืองของชาวบานท่ีมคี วามใคร เปนเร่ืองของคนมีกเิ ลสหนาไมใชเปนส่ิงประเสริฐ คือ มี
แตจะกอใหเกิดขาศึกคือกิเลส ไมมีสาระประโยชนอันใด (๒) การปฏิบัติตนแบบ
กอใหเกิดความทุกขทรมาน เปนสภาวะที่ทนไดยาก ไมใชส่ิงประเสริฐ คือ มีแตจะ
กอใหเ กิดขาศกึ คือ กิเลสไมม ีสาระประโยชนอ นั ใด ฯ
เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ
อะภิสมั พุทธา จกั ขกุ ะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิ
พพานายะ สงั วัตตะติฯ
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ
สงั วัตตะติ ฯ
อะยะเมวะ อะรโิ ย อัฏฐังคิโก มคั โค ฯ เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป
สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ
สมั มาสะมาธิ ฯ
ภิกษุท้ังหลาย หลักปฏิบัติอันเปน ทางสายกลาง หลีกเล่ียงจากการปฏิบัติ
แบบสุดโตง ซึ่งเราตถาคตไดตรัสรูแลว ดวยปญญาอันยวดยิ่ง เห็นไดดวยตาใน รูดวย
ญาณภายใน เปนไปเพ่ือความสงบกิเลส เพื่อความรูย่ิง เพ่ือความรูอยางทั่วถึง
เพ่ือความดับกิเลสและกองทุกข ไดแก อริยมรรคมีองค ๘ คือ (๑) ความเห็นชอบ
๕๔
(๒) ความดําริชอบ (๓) วาจาชอบ (๔) การงานชอบ (๕) เล้ียงชีวิตชอบ
(๖) ความเพยี รชอบ (๗) ความระลึกชอบ (๘) ความต้งั จิตชอบ
อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุ
กะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สัง
วตั ตะติ ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจังฯ ชาติป ทุกขา ชะราป ทุกขา
มะระณัมป ทุกขงั โสกะปะรเิ ทวะทกุ ขะโทมะนัสสุปายาสาป ทุกขา อัปปเยหิ สัม
ปะโยโค ทุกโข ปเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปจฉัง นะ ละภะติ ตัมป ทุกขัง
สังขติ เตนะ ปญ จปุ าทานกั ขันธา ทุกขาฯ
ภิกษุท้ังหลาย ทุกขอริยสัจ คือ ความจริงท่ีชวยมนุษยใหเปนผูประเสริฐ
เก่ียวกับการพิจารณาเห็นทุกข เปนอยางนี้ คือ การเขาใจวา "เกิด แก เจ็บ ตาย" ลวน
แต เปนทุกข แมแ ตความโศรกเศรา เสยี ใจ ความรํา่ ไรราํ พัน ความทกุ ขกาย ทุกขใจ ท้ัง
ความคับแคนใจก็เปนทุกข ประสบกับส่ิงท่ีไมเปนท่ีรักก็เปนทุกข พลัดพรากจากสิ่งที่
เปนที่รักก็เปนทุกข ปราถนาส่ิงใด ไมไดส่ิงนั้นก็เปนทุกข วาโดยยอ การยึดมั่นแบบฝง
ใจ วา เบญจขันธ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) วาเปน อัตตา เปนตัวเรา
เปน เหตุทาํ ใหเ กิดความทกุ ขแ ทจรงิ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุตะโย อะริยะสัจจัง ฯ ยายัง ตัณหา
โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระ ตัตราภินันทินี ฯ เสยยะถีทังฯ
กามะตณั หา ภะวะตณั หา วิภะวะตณั หา ฯ
ภิกษุทั้งหลาย เหตุทําใหเกิดความทุกข (สมุหทัย) มีอยางนี้ คือ ความอยาก
เกนิ ควร ทเี่ รยี กวา ทะยานอยาก ทาํ ใหตอ งเวยี นวายตายเกิด เปนไปดวยความกําหนัด
ดวยอํานาจความเพลิดเพลิน มัวเพลิดเพลินอยางหลงระเริงในส่ิงท่ีกอใหเกิดความ
กําหนดั รักใครนั้น ๆ ไดแก
(๑) ความทะยานอยากในสงิ่ ทีก่ อใหเกดิ ความใคร
(๒) ความทะยานอยากในความอยากเปน นน่ั อยากเปนนี่
(๓) ความทะยานอยากในความท่จี ะพนจากภาวะทไี่ มอ ยากเปน เชน ไมอยากจะเปน
คนไรเ กียรติ ไรยศ เปน ตน อยากจะดับสูญไปเลย ถา ไมไดเปนอยางน้นั อยางนี้
๕๕
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจังฯ โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ
อะเสสะวริ าคะนโิ รโธ จาโค ปะฏนิ สิ สคั โค มุตติ อะนาละโย ฯ
ภิกษุท้ังหลาย นิโรธ คือ ความดับทุกขอยางแทจริง คือ ดับความกําหนัด
อยางสิ้นเชิง มิใหตัณหาเหลืออยู สละตัณหา ปลอยวางตัณหาขามพนจากตัณหา ไมมี
เยอ่ื ใยในตณั หา
อิทัง โข ปะนะ ภกิ ขะเว ทุกขะนโิ รธะคามินี ปะฏปิ ะทา อะริยะ สจั จัง ฯ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป
สัมมาวาจา สัมมากมั มันโต สมั มา อาชีโว สมั มาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ
ภิกษุท้ังหลาย ทุกขโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ ขอปฏิบัติใหถึงความดับ
ทุกขอยางแทจริง คือ อริยมรรคมีองค ๘ ไดแก (๑) ความเห็นชอบ (๒) ความดําริชอบ
(๓) วาจาชอบ (๔) การงานชอบ (๕) เล้ียงชีวิตชอบ (๖) ความเพียรชอบ (๗) ความ
ระลกึ ชอบ (๘) ความต้งั จิตม่นั ชอบ
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง
อุทะปาทิ ญาณงั อทุ ะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วชิ ชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา
อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา
อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ
ภิกษุท้ังหลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจง
ในธรรมทัง้ หลาย ทเี่ รายังไมไดเ คยรับฟงมาในกาลกอน วานี้ เปนทุกขอริยสัจ เปนส่ิงท่ี
ควรกําหนดรู ภิกษุท้ังหลาย (บัดนี้) เราไดดวงตาเห็นธรรม เกิดญาณ ปญญา วิชชา
แสงสวาง อยางแจมแจงในธรรมทั้งหลายที่เรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน วานี้
เปนทกุ ขอริยสจั เราไดกําหนดรูแลว
อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ
ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ
อาโลโก อทุ ะปาทิ ฯ
๕๖
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ
วิชชา อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา
อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจง
ในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน วาน้ีเปนทุกสมุทัยอริยสัจ
เปนสิ่งที่ควรละ ภกิ ษทุ ้ังหลาย (บัดน้ี) เราไดดวงตาเห็นธรรม เกิดญาณ ปญญา วิชชา
แสงสวาง อยางแจมแจงในธรรมท้ังหลาย ท่ีเรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน
วา นเี้ ปน ทุกขสมทุ ัยอรยิ สัจเราละไดแลว
อิทัง ทกุ ขะนโิ รโธ อะริยะสจั จันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จกั ขงุ อุทะปาทิ ญาณงั อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา
อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ
อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจง
ในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน วานี้เปนทุกขนิโรธอริยสัจ
เปนสิ่งที่ควรทําใหแจง ภิกษุท้ังหลาย (บัดนี้) เราไดดวงตาเห็นธรรม เกิดญาณ ปญญา
วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจงในธรรมทั้งหลาย ท่ีเรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน
วาเปน ทุกขนโิ รธอริยสจั เราไดท าํ ใหแ จงแลว
อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา อุทะปาทิ
วชิ ชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ
๕๗
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ
เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ
ปญญา อุทะปาทิ วชิ ชา อุทะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ
เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปญญา
อุทะปาทิ วิชชา อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจง
ในธรรมท้ังหลาย ท่ีเรายังไมไดเคยรับฟงมาในกาลกอน วานี้เปน ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทาอริยสัจ เปนสิ่งท่ีควรทําใหแจง ภิกษุท้ังหลาย (บัดนี้) เราไดดวงตาเห็นธรรม
เกิดญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง อยางแจมแจงในธรรมทั้งหลาย ท่ีเรายังไมไดเคย
รับฟงมาในกาลกอ น วา เปน ทกุ ขนโิ รธคามินปี ฏิปทาอรยิ สัจ เราไดท ําใหแ จงแลว
ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง
ทวาทะสาการัง ยะถาภูตงั ญาณะทสั สะนงั นะ สุวสิ ุทธัง อะโหสิ ฯ
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดการหย่ังรู การเห็นตามความเปนจริง วาอริยสัจ ๔
มี ๓ รอบ มีอาการ ๑๒ (ไดแก ๑.หยั่งรูอริยสัจ แตละอยางตามความเปนจริง
๒. หย่ังรูก ิจของอรยิ สจั ๓. หยั่งรกู ิจอันไดท าํ แลว ในอริยสัจ) ยงั ไมห มดจดเพียงใด
เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก
สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง
อะภสิ ัมพุทโธ ปจ จัญญาสิง ฯ
ภิกษุท้ังหลาย เราไมยืนยันตนวา เปนผูตรัสรูชอบดวยตนเอง ไมมีใครจะ
เทียบได ไมวาจะเปนเทวดา มาร พรหม แมมวลมนุษย ท้ังท่ีเปนสมณะเปนพราหมณ
กเ็ ทยี บเทา มิไดเ พยี งนัน้
ยะโต จะ โข เม ภกิ ขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะรยิ ะสัจเจสุ เอวันติ ปะริวัฏฏัง
ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทสั สะนงั สวุ ิสุทธัง อะโหสิ ฯ
อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก
สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมา
สัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปจจญั ญาสิง ฯ
ภกิ ษุทั้งหลาย เมื่อใดการหยั่งรู การเห็นตามความเปนจริงดังกลาวมาหมดจด
ดีแลว เมือ่ นน้ั เราไดยืนยนั ตนเปน ผตู รัสรชู อบดงั กลาวแลว เชนน้ัน
๕๘
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ
อะยะมันตมิ า ชาติ นัตถทิ านิ ปุนัพภะโวติ ฯ
การหยั่งรู การเห็นตามความเปนจริงไดเกิดข้ึนแกเราแลววา ความหลุดพน
ของเราไมมีการกลับกําเริบอีกแลว ชาตินี้เปนชาติสุดทายแลว ไมตองมีการเวียนวาย
ตายเกิดอกี
อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา ปญจะวัคคิยา ภิขู ภะคะวะโต ภาสิตัง
อะภินนั ทงุ ฯ
ครั้นพระพุทธองค ผูทรงไวซึ่งพระมหากรุณาธิคุณไดแสดงธรรมโดยปริยาย
ดังกลาวมา เหลาภิกษุเบญจวัคคีย ก็ไดมีใจยินดีเพลินในการแสดงธรรมของ
พระพุทธเจา
อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิ ภัญญะมาเน อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ
วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สุมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง
นิโรธะธัมมนั ติ ฯ
ก็แล เม่ือพระพุทธเจาตรัสแสดงธรรมอยางแจมแจงอยางมีหลัก ทาน
โกณทญั ญะ ผูทรงไวซึ่งอาวุโส ไดเกิดธรรมจักษุ คือ ไดรูแจงเห็นจริงซ่ึง พระธรรม
ทพี่ ระพุทธองคทรงแสดง กําจัดธุลี กําจัดมลทินเสียได มีความเขาใจตามความเปนจริง
วา สิง่ ใดเกดิ ขน้ึ เพราะเหตปุ จ จัย สิง่ น้ันยอมดบั ไปเปนธรรมดา เพราะสิ้นเหตุปจ จัย
ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง
เอตมั ภะคะวะตา พาราณะสยิ ัง อิสิปะตะเน มคิ ะทาเย
อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา
พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมนุ า วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ ฯ
ครั้นพระพุทธองค ผูทรงไวซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ไดแสดงธรรมจักร คือ
หมุนวงลอแหงธรรมที่ประกอบดวย ๘ ซี่ คือ อริยมรรคมีองค ๘ เหลาภุมเทวดา ก็
เปลง เสยี งสาธุการบนั ลอื ล่นั วา วงลอแหงธรรม ไมมีวงลออื่นใดจะหมุนสูได ไดรับการ
หมุนไปโดยพระพุทธเจาผูทรงไวซึ่งพระมหากรุณาธิคุณแลว ณ ปาอิสิปตน
มฤคทายวัน ใกลเมืองพาราณสี ซึ่งไมมีใครทําไดมากอน ไมวาจะเปนสมณะ
พราหมณ เทวดา มาร พรหม
ภุมมานงั เทวานงั สัททงั สตุ วา
๕๙
จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ จาตุมมะหาราชิกานัง
เทวานงั สัททัง สตุ วา
ตาวะตงิ สา เทวา สทั ทะมะนุสสาเวสุง ตาวะติงสานัง เทวานงั สทั ทัง สุตวา
ยามา เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสุง ฯ ยามานงั เทวานงั สัททัง สุตวา
ตุสิตา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสงุ ฯ ตุสติ านงั เทวานัง สัททงั สุตวา
นมิ มานะระตี เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสุง ฯ นมิ มานะระตนี งั เทวานงั สทั ทงั สตุ วา
ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ ปะระนิมมิตะวะสะวัต
ตีนัง เทวานัง สัททงั สุตวา
พรัหมะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ พรัหมะปะริสัชชานัง เทวานัง
สทั ทัง สุตวา
พรัหมะปะโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ พรัหมะปะโรหิตานัง เทวานัง
สทั ทงั สุตวา
มะหาพรหั มา เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสงุ ฯ มะหาพรหั มานงั เทวานัง สัททงั สตุ วา
ปะรติ ตาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสงุ ฯ ปะรติ ตาภานัง เทวานงั สทั ทัง สตุ วา
อัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสา เวสุง ฯ อัปปะมาณาภานัง เทวานัง
สัททัง สตุ วา
อาภสั สะรา เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสุง ฯ อาภสั สะรานัง เทวานงั สัททงั สตุ วา
ปะริตตะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ ปะริตตะสุภานัง เทวานัง สัททัง
สุตวา
อัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ อัปปะมาณะสุภานัง เทวานัง
สทั ทัง สตุ วา
สุภะกิณหะกา เทวา สัททะ มะนุสสาเวสุงฯ สุภะกิณหะกานัง เทวานัง สัททัง
สุตวา
เวหปั ผะลา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสงุ ฯ เวหัปผะลานงั เทวานงั สทั ทัง สุตวา
อะวหิ า เทวา สัททะมะนสุ สาเวสงุ ฯ อะวิหานงั เทวานัง สัททัง สตุ วา
อะตปั ปา เทวา สทั ทะมะนุสสา เวสงุ ฯ อะตัปปานงั เทวานัง สัททงั สุตวา
สทุ ัสสา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสุง ฯ สุทสั สานงั เทวานัง สทั ทัง สุตวา
สทุ ัสสี เทวา สัททะมะนุสสาเวสงุ ฯ สุทัสสนี ัง เทวานงั สัททัง สุตวา
๖๐
อะกะนฏิ ฐะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสงุ ฯ
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะ
จักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ
วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกสั มนิ ติ ฯ
เหลาเทพเจาช้ันจาตุมมหาราชิกา ครั้นไดยินเสียงเหลาเทพภุมเทวดาตางก็
สงเสียงสาธุการ บันลือล่ันสืบตอไปจนถึงเทพเจาชั้นดาวดึงส ช้ันยามะ ช้ันดุสิต
ชั้นนิมมานรดี ช้ันปรนิมมิตวสวัตดี จนกระทั่งถึงช้ันพรหม ตั้งแตพรหมปาริสัชชา
พรหมปโรหติ า มหาพรหม ปริตตาภาพรหม อัปมาณาภาพรหม อาภัสสราพรหม
ปริตตสุภาพรหม อัปปมาณสุภาพรหม สุภกิณหกาพรหม เวหัปผลาพรหม
อวิหาพรหม อตัปปาพรหม สุทัสสาพรหม สุทัสสีพรหม จนกระท่ังถึงอกนิฏฐกา
พรหมเปนท่ีสุด ก็สงเสียงสาธุการบันลือล่ัน เพียงครูเดียว เสียงไดบันลือไปทั่ว
พรหมโลก
อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท
อัพภุคคัจฉิฯ อะยันจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมป สัมปะกัมป สัมปะเวธิฯ
อปั ปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุ
ภาวงั ฯ
ท้ังหมื่นโลกธาตุไดหวั่นไหว สะเทือนสะทาน เสียงดังสน่ันล่ันไป ทั้งแสง
สวางอันหาประมาณมไิ ด ไดปรากฎขนึ้ ในโลก เหนอื กวา อานุภาพของเหลาพรหม
อะถะโข ภะคะวา อุทานงั อทุ าเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ
วะตะ โภ โกณฑัญโญตฯิ อติ ิหทิ งั อายัสมะโต โกณฑญั ญสั สะ อญั ญาโกณฑัญโญ เตววะ
นามงั อะโหสตี ิ ฯ
ตอจากนั้นพระพุทธองค ผูทรงไวซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ไดทรงเปลงอุทาน
ออกมาวา "โกณฑัญญะไดรูแลวหนอ ผูเจริญท้ังหลาย โกณฑัญญะ ไดรูแลวหนอ
ผเู จริญทั้งหลาย" เพราะเหตนุ ้ี ทา นโกณฑญั ญะจึงไดนามวา อญั ญาโกณฑัญญะ
กลา วโดยสรุป ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสูตร แสดงถึง
• สวนที่สุดสองอยาง ท่ีพระพุทธศาสนาปฏิเสธ อันไดแก "กามสุขัลลิกานุโยค"
(หวังสบายเกิน ไมทําอะไร มัวออนวอนพระเจา พ่ึงหวังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หวัง
เสวยสุขโดยสวนเดียว) และ "อัตตกิลมถานุโยค" คือการปฏิบัติตนเพ่ือพนทุกข
โดยลําบากเกนิ ไปโดยเปลาประโยชน
๖๑
• มัชฌิมาปฏิปา คือปฏิปทาทางสายกลางที่พระพุทธองคไดทรงตรัสรู ไดแก
มรรคมอี งคแปด
• อรยิ สจั ส่ี คอื ธรรมทเ่ี ปน ความจริงอันประเสรฐิ ส่ีประการ
ปฏิปทาสายกลาง ไมเขาไปใกลท่ีสุดสองอยางนั้น ที่พระพุทธองคไดทรงตรัส
รูแลวดวยปญญาอันย่ิง ทําญาณใหเกิด ยอมเปนไปเพ่ือความสงบเพ่ือความรูยิ่ง เพ่ือ
ความตรสั รู เพือ่ นิพพาน
ปฏิปทาสายกลางนนั้ ไดแ กอ รยิ มรรคมีองคแ ปด คือ
๑. ปญ ญาเห็นชอบ (สัมมาทฏิ ฐ)ิ
๒. ความดาํ ริชอบ (สัมมาสงั กปั ปะ)
๓. เจรจาชอบ (สมั มาวาจา)
๔. การงานชอบ (สัมมากมั มนั ตะ)
๕. เลยี้ งชีวิตชอบ (สัมมาอาชีวะ)
๖. พยายามชอบ (สมั มาวายามะ)
๗. ระลกึ ชอบ (สมั มาสต)ิ
๘. ตั้งจติ ชอบ (สมั มาสมาธิ)
๑. สัมมาทิฐิ แปลวา ความเห็นถูกตอง หมายถึงความเห็นท่ีถูกคลองธรรม
เห็นตามความเปนจริงเปนความเห็นท่ีเกิดจากโยนิโสมนสิการ ประกอบดวยปญญา
ตามวดั สว นใหญเขยี นคําน้ีตามแบบภาษาบาลีวา สัมมาทิฏฐิ
สัมมาทิฐิ ท่ีเปนอริยมรรคมีองค ๘ หมายถึง ความเห็นในอริยสัจ คือเห็นทุกข เห็น
สมุทยั เหน็ นิโรธ เหน็ มรรค
สัมมาทฐิ ิ ทเ่ี ปนมโนสจุ รติ หมายถงึ ความเห็นถกู ตอง ๑๐ อยา ง คอื
๑. เห็นวา การใหท านมีผลจริง (หมายถึงการใหในระดบั แบง ปน กัน)
๒. การบชู ามีผลจริง(หมายถึงการใหในระดบั สงเคราะหกนั มีผล)
๓. การเคารพบชู ามีผลจรงิ (หมายถึงการยกยอ งบูชาบคุ คลทคี่ วรบูชามผี ลดีจรงิ )
๔. ผลวบิ ากของกรรมดกี รรมชัว่ มีจรงิ
๖๒
๕. คุณของมารดามีจริง (หมายถึงมารดามีพระคุณตอบุตรอยางย่ิง บุตรควรต้ังใจ
ตอบแทนพระคณุ ทานอยา งเต็มท่ี)
๖. คณุ ของบิดามีจริง (หมายถึง บิดามีพระคุณตอบุตรอยางย่ิง บุตรควรตั้งใจตอบ
แทนพระคุณทานอยางเตม็ ท่)ี
๗. โลกน้ีมี (หมายถงึ โลกนีม้ คี ุณเปน อยา งยิง่ เหมาะสาํ หรับใชส รา งบญุ บารมี)
๘. โลกหนามี (หมายถึง โลกหนามีจริง ตายแลวไมสูญ ความเปนไปของโลกหนา
เปน ผลมาจากโลกนี)้
๙. พวกโอปปาติกะ (ผุดขึ้นเกิด) มี (หมายถึง สัตวท่ีผุดขึ้นเกิดแลวโตทันทีมีจริง
อาทิเชน ในภูมิทุคติ ไดแก สัตวนรก เปรต อสุรกาย ในภูมิสุคติ ไดแก เทวดา
พรหม อรปู พรหม)
๑๐. สมณพราหมณผูปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนบรรลุมรรคผลนิพพาน รูแจงเห็นจริง
ดว ยตนเองแลวสอนใหผูรูตามดวยมจี ริง
๒. สมั มาสังกัปปะ หมายถึง ดําริชอบ หรือความนึกคิดในทางท่ีถูกตอง เปนหน่ึงใน
มรรค ๘ หรือ มรรคมีองคแ ปด สมั มาสังกปั ปะ มี ๓ อยา ง ไดแก
๑. เนกขัมมสังกัปป (หรือ เนกขัมมวิตก) คือ ความดําริที่ปลอดจากโลภะ ความ
นึกคิดท่ีปลอดโปรงจากกาม ไมหมกมุนพัวพันติดของในสิ่งสนองความอยาก
ตาง ๆ ความคิดท่ีปราศจากความเห็นแกตัว ความคิดเสียสละ และความคิดท่ี
เปนคณุ เปนกศุ ลทุกอยาง จัดเปน ความนกึ คิดที่ปราศจากราคะหรอื โลภะ
๒. อพยาบาทสังกัปป (หรือ อพยาบาทวิตก) คือ ดําริในอันไมพยาบาท ความดําริ
ที่ไมมีความเคียดแคน ชิงชัง ขัดเคือง หรือเพงมองในแงรายตาง ๆ โดยเฉพาะ
มุงเอาธรรมที่ตรงขาม คือเมตตา ซ่ึงหมายถึงความปรารถนาดี ความมีไมตรี
ตอ งการใหผ อู ื่นมคี วามสุข จดั เปน ความนกึ คิดที่ปราศจากโทสะ
๓. อวิหิงสาสังกัปป (หรือ อวิหิงสาวิตก) คือ ดําริในอันไมเบียดเบียน ไมมีการคิด
ทํารายหรือทําลาย โดยเฉพาะมุงเอาธรรมท่ีตรงขาม คือกรุณาซึ่งหมายถึง
ความคิดชวยเหลือผูอื่นใหพนจากความทุกข จัดเปนความนึกคิดท่ีปราศจาก
โทสะ
กุศลวิตก ๓ ประการน้ี ไมกระทําความมืดมน กระทําปญญาจักษุ กระทํา
ญาณ ยังปญญาใหเ จรญิ ไมเปน ไปในฝกฝา ยแหงความคบั แคน เปนไปเพ่ือนิพพาน
๖๓
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คอื วจสี จุ รติ ๔ (เวนจาก วจีทุจริต๔)
๑. การงดเวนจากการพูดเท็จ
๒. งดเวนจากการพดู สอเสยี ด
๓. งดเวน จากการพดู คําหยาบ
๔. งดเวนจากการพดู เพอเจอ
๔. สัมมากัมมันตะ เปนหน่ึงในมรรค ๘ หรือ มรรคมีองคแปด กระทําชอบ
ทาํ การชอบ คอื การกระทาํ ทีเ่ วน จากความประพฤตชิ ่ัวทางกาย ๓ อยาง อันไดแก
๑. การงดเวนจากการฆา สัตว
๒. การงดเวนจากการถอื เอาสิง่ ของทีเ่ ขามิไดใ ห
๓. การงดเวน จากการประพฤตผิ ิดในกาม
๕. สัมมาอาชวี ะเปนหน่งึ ในมรรค ๘ หรือ มรรคมีองคแปด
• เลี้ยงชีพชอบ หมายถงึ การทาํ มาหากนิ ดว ยอาชีพทส่ี ุจริต
• เวนมิจฉาอาชีวะ อันไดแก การเล้ียงชีพไมชอบ คือ การโกงหรือหลอกลวง เวน
การประจบสอพลอ การบีบบังคับขูเข็ญ และการตอลาภดวยลาภ รวมถึงอาชีพ
อีก ๕ ประเภท ดงั น้ี
๑. สัตถวณิชชา คือ การขายอาวุธ ไดแก อาวุธปน อาวุธเคมี ระเบิด
นิวเคลยี ร อาวุธอ่นื ๆ เปน ตน อาวธุ เหลา นี้หากมีเจตนาเพอ่ื ทํารายกัน จะ
กอ ใหเ กดิ การทาํ ลายลา งซ่ึงกนั และกนั โลกจะไมเ กิดสันตสิ ุข
๒. สัตตวณิชชา หมายถึง การคาขายมนุษย ไดแก การคาขายเด็ก การคา
ทาส ตลอดจนการใชแ รงงานเดก็ และสตรีอยา งทารุณ
๓. มังสวณิชชา หมายถึง คาขายสัตวเปน สําหรับฆาเพื่อเปนอาหารเปนการ
สงเสรมิ ใหทาํ ผิดศลี ขอ ที่ ๑ คอื การฆาสตั วตดั ชวี ิต
๔. มัชชวณิชชา หมายถึง การคาขายนํ้าเมา ตลอดจนการคาสารเสพติดทุก
ชนดิ
๕. วิสวณิชชา หมายถึง การคาขายยาพิษ ซ่ึงเปนอันตรายตอผูใช รวมท้ัง
เปน อันตรายตอ สตั ว
๖. สัมมาวายามะเปนหน่ึงในมรรค ๘ หรือ มรรคมีองคแปด เพียรชอบ เกิดฉันทะ
พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว ตั้งจติ ไว
• เพื่อมใิ หอกุศลธรรมอันลามกทยี่ ังไมเกดิ บังเกิดข้ึน
๖๔
• เพ่อื ละอกศุ ลธรรมอันลามกทบ่ี งั เกดิ ข้ึนแลว
• เพื่อใหก ุศลธรรมท่ียงั ไมเกิดบงั เกิดขน้ึ
• เพ่ือความต้ังอยูไมเลือนหาย เจริญยิ่ง ไพบูลย มีขึ้น เต็มเปยมแหงกุศลธรรมท่ี
บังเกดิ ขนึ้ แลว
๗. สมั มาสติ คอื การมีสติระลึกอยเู ปน นิจวา เราจะกระทําอะไร และกําลังทําอะไรอยู
ไมเปนคนเผลอ การไมเผลอการรูตัวอยูเปนนิจเปนทาง ใหหลีกไดจากการกระทํา
ความชั่ว ตามความจํากัดความแบบพระสูตร คือหลักธรรมท่ีเรียกวาสติปฎฐาน แบง
ออกเปน ๔ คือ
๑. ระลึกไดเม่อื รูสึกสบาย หรือ ไมส บาย
๒. ระลึกไดเมือ่ รสู ึกสุข หรือทุกข หรอื เฉย ๆ
๓. ระลกึ ไดว า จิตกําลังเศรา หมอง หรือผอ งแผว
๔. ระลึกไดวาอารมณอ ะไรกาํ ลงั ผา นเขามาในจิตใจ
๘. สัมมาสมาธิ แปลวา สมาธิชอบ คือความต้ังใจมั่นโดยถูกทาง โดยการท่ีกุศลจิต
มีอารมณเปนอันเดียว (ความต้ังม่ันแหงกุศลจิตในอารมณอันใดอันหน่ึง ไมฟุงซาน)
เขาถึง ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน (จิตต้ังม่ันในฌานท้ัง ๔ น้ี
เทานนั้ ไมเ ลยไปถงึ อรปู ฌาน) ถือเปน ยอดแหง มรรคทง้ั หลาย
มรรคมอี งคแปด สามารถจัดเปน หมวดหมไู ดเปน ศลี สมาธิ ปญ ญา
• ขอ ๓-๔-๕ เปน ศีล (สมั มาวาจา สัมมากมั มนั ตะ สมั มาอาชวี ะ)
• ขอ ๖-๗-๘ เปน สมาธิ (สัมมาวายามะ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ)
• ขอ ๑-๒ เปน ปญญา (สมั มาทิฏฐิ สัมมาสงั กปั ปะ)
อางองิ
๑. จากเวบ็ Wikipedia
๒. พระไตรปฎ ก เลม ท่ี ๔ พระวินยั ปฎ ก เลมท่ี ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจกั กปั ปวัตตน
สตู ร. พระไตรปฏกฉบบั สยามรัฐ. [ออนไลน] . เขาถงึ ไดจาก [๑]. เขา ถึงเมอ่ื ๙-๖-๕๒
๓. ธมั มจักกัปปวตั ตนวรรคที่ ๒ ตถาคตสตู รที่ ๑ พระไตรปฎ ก เลมท่ี ๑๙
๖๕
บพุ นิมิตแหง มชั ฌิมาปฏปิ ทา
สัมมาทิฏฐิ เปนองคประกอบสําคัญของมรรค ในฐานะท่ีเปนจุดเริ่มตนของการ
ปฏิบัติธรรม หรือ เปนข้ันเริ่มแรกในระบบการศึกษาตามหลักการของพระพุทธศาสนา
และเปนธรรมทตี่ องพฒั นาใหบ รสิ ุทธิ์ ชัดเจน เปน อิสระมากขึ้นตามลําดับ จนกลายเปน
การตรัสรูในท่สี ดุ ดงั กลาวมาแลว ดงั น้ัน การสรา งเสรมิ สมั มาทิฏฐจิ ึงเปนส่ิงสาํ คญั ยงิ่
มขี อความในพระไตรปฎ ก แสดงหลกั การสรางเสริมสัมมาทิฏฐไิ วดงั นี้
“ภิกษุทั้งหลาย ปจจัยเพื่อความเกิดข้ึนแหงสัมมาทิฏฐิ มี ๒ ประการดังนี้
คือปรโตโฆสะ และ โยนโิ สมนสิการ”
๑. ปรโตโฆสะ เสียงจากผูอ่ืน การกระตุนหรือชักจูงจากภายนอก เชน การ
สง่ั สอน แนะนํา การถา ยทอด การโฆษณา คาํ บอกเลา ขาวสาร ขอเขียน คําช้ีแจง
อธบิ าย การเรียนรจู ากผอู ื่น ในทีน่ ้ีหมายเอาเฉพาะสวนที่ดีงามถูกตอง เฉพาะอยางย่ิง
การรับฟง ธรรม ความรู หรอื คําแนะนําจากบุคคลท่เี ปน กลั ยาณมิตร
ขอแรกนี้เปนองคประกอบฝายนอก ไดแกปจจัยทางสังคม อาจเรียกงาย ๆ วา
วิธีการแหง ศรทั ธา
๒. โยนิโสมนสิการ การทําในใจโดยแยบคาย การใชความคิดถูกวิธี ความรู
จักคิด คิดเปน หรือ คิดอยางมีระเบียบ หมายถึง การรูจักมอง รูจักพิจารณาสิ่ง
ท้ังหลาย โดยมองตามที่สิ่งนั้น ๆ มันเปนของมัน และโดยวิธีคิดหาเหตุผล สืบคนถึง
ตนเคา สืบสาวใหตลอดสาย แยกแยะสิ่งนั้น ๆ หรือปญหานั้น ๆ ออกใหเห็นตาม
สภาวะ และตามความสัมพันธสืบทอดแหงเหตุปจจัย โดยไมเอาความรูสึกดวยตัณหา
อปุ าทานของตนเขา จับ
ขอสองน้ี เปนองคประกอบฝายภายใน ไดแก ปจจัยภายในตัวบุคคล อาจเรียก
งาย ๆ วา วธิ ีการแหงปญ ญา
๖๖
ความสําคัญของการมกี ัลยาณมติ ร
“ภิกษุท้ังหลาย เม่ือดวงอาทิตยอุทัยอยู ยอมมีแสงอรุณขึ้นมากอนเปนบุพนิมิต
ฉันใด ความมีกัลยาณมิตรก็เปนตัวนํา เปนบุพนิมิต แหงการเกิดข้ึนของอริย
อัษฎางคิกมรรค แกภิกษุ ฉันนั้น ภิกษุผูมีกัลยาณมิตร พึงหวังส่ิงน้ีได คือ จักเจริญ
จกั ทาํ ใหมาก ซ่งึ อริยอษั ฎางคกิ มรรค”
บาลีที่ยกมาอางเนนความสําคัญของความมีกัลยาณมิตรสําหรับพระภิกษุ
เพราะเปนพุทธพจนท่ีตรัสกับพระภิกษุ สวนในดานคําสอนสําหรับคนท่ัวไป
โดยเฉพาะชาวบาน ยิ่งมีหลักธรรมและพุทธภาษิตท่ีย้ําถึงความสําคัญของการคบหา
และการเสวนาคนดี
คุณสมบตั ิของกัลยาณมิตร
คนดี วาโดยลักษณะเฉพาะตัวของเขา ที่เรียกวา เปนสัตบุรุษหรือบัณฑิต
มคี ุณสมบัตบิ างอยา งท่ีควรทราบดังนี้
สัตบุรุษ คือ คนดี หรือคนท่ีแท มีธรรมของสัตบุรุษ เรียกวา สัปปุริสธรรม
ประการดังนี้
๑.ธัมมัญญตา รูหลักและรูจักเหตุ คือรูหลักความจริงของธรรมชาติ รูหลักการ
กฎเกณฑแบบแผนหนาที่ ซึ่งจะเปนเหตุใหกระทําไดสําเร็จผลตามความมุงหมาย เชน
ภกิ ษรุ วู า หลักธรรมที่ตนจะตอ งศกึ ษาและปฎิบัตคิ ืออะไร มอี ะไรบาง
๒.อัตถัญญตา รูความมุงหมายและรูจักผล คือ รูความหมายและความมุง
หมายของหลักธรรมหรือหลักการ กฎเกณฑ หนาที่ รูผลท่ีประสงคของกิจท่ีจะกระทํา
เชน ภิกษุรูวาธรรมที่ตนศึกษาและปฎิบัติน้ัน ๆ มีความหมายและความมุงหมาย
อยางไร ตลอดจนรจู ักประโยชนท ่ีเปนจดุ หมายหรอื สาระของชวี ติ
๓.อัตตัญญตา รูจักตน คือรูฐานะ ภาวะ เพศ กําลัง ความรู ความถนัด
ความสามารถ และคุณธรรม เปนตน ของตนตามเปนจริง เพ่ือประพฤติปฎิบัติได
เหมาะสมและใหเกิดผลดี เชน ภิกษุรูวาตนมีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปญญาและ
ปฏภิ าณแคไหน
อัษฎางคกิ มรรค [อดั สะดางคิกะมัก] น. ทางปฏิบัตเิ พ่อื ความดบั ทกุ ข ตามหลกั พระพุทธศาสนา ประกอบดวยองค ๘ คอื
๑. สัมมาทฐิ ิ ความเหน็ ชอบ ๒. สัมมาสงั กปั ปะ ความดาํ ริชอบ ๓. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๔. สมั มากมั มนั ตะ การ
งานชอบ ๕. สัมมาอาชวี ะ การเลี้ยงชีวติ ชอบ ๖. สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ ๗. สมั มาสติ ความระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ เรียกวา อริยมรรค มีองค ๘ รวมเรยี กวา มัชฌมิ าปฏิปทา แปลวา ทางสายกลาง.
๖๗
๔.มตั ตัญญตา รูจกั ประมาณ คอื รูจ ักความพอเหมาะพอดี เชน รูจักประมาณ
ในการบริโภคอาหาร ในการใชจ ายทรพั ย ภิกษุรจู ักประมาณในการรบั ปจจยั ๔ เปน ตน
๕.กาลัญญตา รูจักกาล เชน รูวาเวลาไหน ควรทําอะไร รูจักเวลาเรียน เวลา
ทาํ งาน เวลาพักผอ น เปนตน
๖.ปริสัญญตา รูจักชุมชน คือ รูจักถิ่น รูจักที่ชุมนุม และชุมชน รูจักมารยาท
ระเบยี บวินัย ขนบธรรมเนยี มประเพณี และขอควรรูควรปฏิบตั อิ นื่ ๆ ตอชมุ ชนนั้น ๆ
๗.ปุคคลัญญตา รูจักบุคคล คือรูความแตกตางระหวางบุคคล โดยอัธยาศัย
ความสามารถและคุณธรรมเปนตน เพื่อปฏิบัติตอผูนั้นโดยถูกตอง เชนวา ควรจะคบ
หรือไม จะเกี่ยวของ จะใช จะยกยอง จะตําหนิ หรือจะแนะนําสั่งสอนอยางไร จึงจะ
ไดผลดี เปนตน
คนดี มีปญญา ที่เรียกวาบัณฑิต หรือสัตบุรุษนี้ เม่ือใครไปเสวนาคบหา หรือ
เมื่อเขาเองทําหนาที่เผยแพรความรู หรือความดีงามแกผูอื่น ชักจูงใหผูอื่นมีความรู
ความเห็นถูก หรือใหมีศรัทธาที่จะถือตามอยางตนอยางใดอยางหน่ึง จะโดยการส่ัง
สอน การแนะนํา หรือกระจายความรู ความเขาใจนั้น ออกไปทางหน่ึงทางใดก็ตาม
ดว ยความปรารถนาดี ดวยความเมตตากรุณา กอใหเกิดสัมมาทิฏฐิ และการประพฤติดี
ปฏบิ ัตชิ อบขึน้ ก็เรียกวา เปน กัลยาณมติ ร
สวนกัลยาณมิตร ในแงทําหนาท่ีตอผูอ่ืน สมควรมีคุณสมบัติพิเศษจําเพาะ
สําหรับการทําหนาท่ีน้ันอีกสวนหน่ึง โดยเฉพาะคุณสมบัติพ้ืนฐาน ที่เรียกวา
กลั ยาณมิตรธรรม ๗ ประการ ดังน้ี
๑. ปโย นารัก คือ เขาถึงจิตใจ สรางความรูสึกสนิทสนม เปนกันเอง ชวนใจ
ผเู รียนใหอ ยากเขา ไปปรกึ ษาไตถาม
๒. ครุ นาเคารพ คือ มีความประพฤติสมควรแกฐานะ ทําใหเกิดความรูสึก
อบอุน ใจ เปนทีพ่ ึง่ ไดและปลอดภยั
๓. ภาวนีโย นาเจริญใจ คือ มีความรูจริง ทรงภูมิปญญาแทจริง และเปนผู
ฝกฝนปรับปรุงตนอยูเสมอ เปนท่ีนายกยอง ควรเอาอยาง ทําใหศิษยเอยอาง และ
ระลึกถึง ดว ยความซาบซึง้ มัน่ ใจ และภาคภูมใิ จ
๔. วัตตา รูจักพูดใหไดผล คือ พูดเปน รูจักช้ีแจงใหเขาใจ รูวาเม่ือไร
ควรพูดอะไร อยางไร คอยใหค าํ แนะนาํ วากลา ว ตักเตือน เปน ทป่ี รกึ ษาทด่ี ี
๖๘
๕. วจนักขโม ทนตอถอยคํา คือ พรอมท่ีจะรับฟงปรึกษาซักถาม แมจุกจิก
ตลอดจนคําลวงเกินและคําตักเตือนวิพากยวิจารณตาง ๆ อดทนฟงได ไมเบื่อหนาย
ไมเ สยี อารมณ
๖. คัมภีรัญจะ กะถัง กัตตา แถลงเร่ืองลํ้าลึกได คือ กลาวชี้แจงเรื่องตาง ๆ
ท่ลี กึ ซง้ึ ซบั ซอนใหเขาใจได และสอนศิษยใหไดเ รียนรูเ ร่อื งราวที่ลกึ ซ้ึงยง่ิ ขึ้นไป
๗. โน จฏั ฐาเน นโิ ยชะเย ไมช กั นาํ ในอฐาน คอื ไมช ักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือ
เร่อื งเหลวไหลไมสมควร
พุทธพจนตอไปน้ี แมจะมิไดระบุลงไปวาเปนขอกําหนดคุณสมบัติของ
กลั ยาณมิตรโดยตรง แตกค็ วรถือวา เปน คณุ สมบตั ปิ ระกอบของกัลยาณมิตรได
“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบดวยธรรม ๖ ประการ ยอมเปนผูสามารถที่จะ
ปฏิบัติเพ่ือประโยชนเกื้อกูลทั้งแกตนและแกผูอ่ืน ธรรม ๖ ประการน้ันเปนไฉน
กลาวคือ ภกิ ษุ
๑.เปนผมู ีความเขา ใจรวดเร็วในกศุ ลธรรมทงั้ หลาย
๒.เปนผทู รงจาํ ธรรมท่ีสดับแลวได
๓.เปนผูพิจารณาความหมายใจความของธรรมทที่ รงจาํ ไวไ ด
๔.เขา ใจความหมาย (อรรถ) เขาใจหลกั (ธรรม) ดีแลว ปฏบิ ตั ิธรรมถกู หลัก
๕.เปนผูมีวาจางาม กลาวกัลยณพจน ประกอบดวยถอยคําอยางชาวเมือง
สละสลวย ฉะฉาน ทําใหร ูเนอ้ื ความจะแจง
๖.เปนผู (สามารถแสดงธรรมชนิดที่) ช้ีใหชัด ชวนใหปฏิบัติ เราใหกลา ปลุกให
รา เริงได แกเพ่ือนพรหมจารีท้งั หลาย”
อางองิ
พุทธธรรม ฉบบั ปรบั ปรงุ และขยายความ. พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตโต) จากหนา ๖๒๑-
๖๓๓ สามารถอา นเพมิ่ เติมละเอียดไดใ น“หนงั สือพุทธธรรมฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ”
๖๙
โยนโิ สมนสกิ าร
(วิธีการแหง ปญ ญา)
โยนโิ สมนสิการ เปนการใชความคิดอยางถูกวิธี ตามความหมายท่ีกลาวมาแลว
เม่ือเทียบในกระบวนการพัฒนาปญญา โยนิโสมนสิการ อยูในระดับท่ีเหนือศรัทธา
เพราะเปนขั้นท่ีเร่ิมใชความคิดของตนเองเปนอิสระ สวนในระบบการศึกษาอบรม
โยนิโสมนสิการเปน การฝกการใชความคิด ใหรูจักคิดอยางถูกวิธี คิดอยางมีระบบ
รูจักคิดวิเคราะห ไมมองเห็นส่ิงตาง ๆ อยางต้ืน ๆ ผิวเผิน เปนขั้นสําคัญในการสราง
ปญ ญาที่บริสทุ ธเ์ิ ปน อสิ ระ ทําใหท กุ คนชว ยตนเองได และนําไปสูจุดมุงหมายของพุทธ
ธรรมอยา งแทจริง
ความสาํ คญั ของโยนิโสมนสิการ
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตยอุทัยอยู ยอมมีแสงอรุณขึ้นมากอน เปนบุพนิมิต
ฉนั ใด ความถึงพรอมดวยโยนโิ สมนสิการ กเ็ ปน ตัวนํา เปนบพุ นมิ ติ แหง การเกิดข้นึ ของ
อริยอัษฎางคิกมรรค แกภิกษุ ฉันนั้น ภิกษุผูถึงพรอมดวยโยนิโสมนสิการ พึงหวังส่ิงน้ี
ไดค อื จักเจรญิ จักทาํ ใหม ากซง่ึ อริยอัษฎางคิกมรรค”
“เราไมเล็งเห็นธรรมอ่ืนแมสักอยางหนึ่ง ท่ีเปนเหตุใหกุศลกรรมท่ียังไมเกิด
เกิดขึ้น หรือใหอกุศลธรรมท่ีเกิดข้ึนแลว เสื่อมไป เหมือนโยนิโสมนสิการเลย เมื่อมี
โยนิโสมนสิการ กุศลธรรมที่ยังไมเกิด ยอมเกิดข้ึนและอกุศลธรรมที่เกิดข้ึนแลวยอม
เสื่อมไป”
“เราไมเล็งเห็นธรรมอยางอื่น แมสักขอหน่ึง ซ่ึงเปนเหตุใหสัมมาทิฐิท่ียังไมเกิด
ไดเกดิ ข้นึ หรือ ใหส มั มาทิฐิท่ีเกดิ ขนึ้ แลว เจริญย่ิงขึน้ เหมือนโยนิโสมนสิการเลย เม่ือมี
โยนิโสมนสิการ สัมมาทิฐิที่ยังไมเกิด ยอมเกิดขึ้น และสัมมาทิฐิท่ีเกิดข้ึนแลวยอมเจริญ
ยงิ่ ขนึ้ ”
ความหมายของโยนโิ สมนสกิ าร
วา โดยรปู ศพั ท โยนโิ สมนสิการ ประกอบดวย โยนโิ ส กบั มนสิการ “โยนิโส” มา
จาก โยนิ ซึ่งแปลวา เหตุ ตนเคา แหลงเกิด ปญญา อุบาย วิธี ทาง สวน “มนสิการ”
แปลวา การทําในใจ การคิด คํานึง นึกถึง ใสใจ พิจารณา เม่ือรวมเขาเปนโยนิโส
มนสิการ ทานแปลสืบ ๆ กันมาวา การทําในใจโดยแยบคาย การทําในใจโดยแยบคาย
๗๐
นี้มีความหมายแคไหนเพียงใด คัมภีรช้ันอรรถกถา*และฎีกาไดไขความไวโดยวิธี
แสดงไวพจนใหเห็นความหมายแยกเปน แง ๆ ดังตอไปนี้
๑. อุบายมนสิการ แปลวา คิดหรือพิจารณาโดยอุบาย คือคิดอยางมีวิธี หรือคิด
ถูกวิธี หมายถึงคิดถกู วธิ ีทีจ่ ะใหเ ขา ถึงความจริง สอดคลองเขาแนวกับสัจจะทําใหหย่ังรู
สภาวะลักษณะและสามัญลกั ษณะของสิ่งท้งั หลาย
๒. ปถมนสิการ แปลวา คิดเปนทางหรือคิดถูกทาง คือคิดไดตอเนื่องเปนลําดับ
จัดลําดับไปหรือมีลําดับ มีข้ันตอน แลนไปเปนแถวเปนแนว หมายถึง ความคิดเปน
ระเบียบตามแนวเหตุผล เปนตน ไมยุงเหยิงสับสน ไมใชประเดี๋ยววกเวียนติดพันเรื่อง
น้ี ท่ีนี้ เด๋ียวเตลิดออกไปเร่ืองน้ันที่โนน หรือกระโดดไปกระโดดมา ตอเปนชิ้นเปนอัน
ไมได ทงั้ นร้ี วมท้งั ความสามารถท่จี ะชกั ความนกึ คดิ เขาสแู นวทางทถี่ กู ตอง
๓. การณมนสิการ แปลวา คิดตามเหตุ คิดคนเหตุ คิดตามเหตุผล หรือคิดอยาง
มีเหตุผล หมายถึง การคิดสืบคนตามแนวความสัมพันธสืบทอดกันแหงเหตุปจจัย
พิจารณาสืบสาวหาสาเหตุ ใหเขาใจถึงตนเคา หรือแหลงที่มาซึ่งสงผลตอเน่ืองมา
ตามลําดบั
๔. อุปปาทกมนสิการ แปลวา คิดใหเกิดผล คือใชความคิดใหเกิดผลท่ีพึง
ประสงค เล็งถึงการคิดอยางมีเปาหมาย ทานหมายถึง การคิดการพิจารณาที่ทําใหเกิด
กุศลธรรม เชน ปลุกเราใหเกิดความเพียร การรูจักคิดในทางที่ทําใหหายหวาดกลัว ให
หายโกรธ การพิจารณาที่ทาํ ใหม สี ติ หรือทาํ ใหจ ติ ใจเขม แขง็ ม่นั คง เปนตน
ไขความทั้ง ๔ ขอนี้ เปนเพียงการแสดงลักษณะดานตางๆ ของความคิดท่ี
เรียกวาโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการที่เกิดขึ้นคร้ังหน่ึง ๆ อาจมีลักษณะครบที่เดียว
ท้ัง ๔ ขอ หรือเกือบครบทั้งหมดน้ัน หากจะเขียนลักษณะท้ัง ๔ ขอน้ันส้ันๆ คงได
ความวา คิดถูกวิธี คิดมีระเบียบ คิดมีเหตุผล คิดเรากุศล แตถาจะสรุปเปนคําจํากัด
ความ ก็เห็นไดวาทํายากสักหนอย มักจับเอาไปไดแตบางแงบางดานไมครอบคลุม
ทง้ั หมด
อรรถกถา (อานวา อัด-ถะ-กะ-ถา) คอื คัมภีรท ร่ี วบรวมคาํ อธบิ ายความในพระไตรปฎกของโบราณจารยท่ีได
ไขความในพระไตรปฎกไว เรียกวา คัมภีรอรรถกถา บาง ปกรณอรรถกถา บาง อรรถกถา จัดเปนแหลง
ความรูทางพระพุทธศาสนาที่มีความสําคัญรองลงมาจากพระไตรปฎก และใชเปนหลักฐานอางอิงอยาง
แพรห ลายในวงการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา
๗๑
วิธีคดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร
วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ ก็คือ การนําเอาโยนิโสมนสิการมาใชในทางปฏิบัติ
หรือโยนิโสมนสิการที่เปนภาคปฏิบัติ วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ หรือ เรียกสั้น ๆ วา
วิธีโยนิโสมนสิการนี้ แมจะมีหลายอยางหลายวิธี แตเมื่อวาโดยหลักการ ก็มี ๒ แบบ
คือ โยนิโสมนสิการท่ีมุงสกัดหรือกําจัดอวิชชาโดยตรง และ โยนิโสมนสิการที่มุงเพื่อ
สกัดหรือบรรเทาตัณหา โยนิโสมนสิการท่ีมุงกําจัดอวิชชาโดยตรงน้ัน ตามปกติเปน
แบบที่ตองใชในการปฏิบัติธรรมจนถึงที่สุด เพราะทําใหเกิดความรู ความเขาใจตาม
เปนจริง ซึ่งเปนสิ่งจําเปนสําหรับการตรัสรู สวนโยนิโสมนสิการแบบสกัดหรือบรรเทา
ตัณหา มักใชเปนขอปฏิบัติขึ้นตน ๆ ซ่ึงมุงเตรียมพ้ืนฐานหรือพัฒนาตนเองในดาน
คุณธรรมใหเปนผูพรอมสําหรับการปฏิบัติข้ันสูงขึ้นไป เพราะเปนเพียงข้ันขัดเกลา
กิเลส แตโ ยนโิ สมนสิการหลายวิธีใชประโยชนไดทั้งสองอยาง คือทั้งกําจัดอวิชชา และ
บรรเทาตัณหาไปพรอมกนั
วธิ โี ยนิโสมนสกิ ารเทาที่พบในบาลี พอประมวลเปน แบบใหญ ๆ ไดด งั น้ี
๑. วธิ คี ิดแบบสบื สาวเหตปุ จจัย คือ พจิ ารณาปรากฎการณทเ่ี ปน ผล ใหรูจัก
สภาวะท่เี ปนจรงิ หรอื พิจารณาปญ หา หาหนทางแกไ ข ดวยการคน หาสาเหตุและปจจัย
ตา ง ๆ ท่สี ัมพนั ธส ง ผลสบื ทอดกันมาอาจเรียกวา วิธคี ดิ แบบอิทัปปจ จยตา หรือคิดตาม
หลกั ปฏิจจสมุปบาทจัดเปนวิธโี ยนิโสมนสกิ ารแบบพน้ื ฐาน ดงั จะเห็นวา บางครัง้ ทานใช
บรรยายการตรัสรขู องพระพุทธเจา วิธนี กี้ ลาวตามบาลีพบแนวปฏบิ ตั ดิ ังนี้
ก. คดิ แบบปจจัยสมั พันธ โดยอริยสาวกโยนโิ สมนสกิ าร ท่สี งิ่ ท้ังหลายอาศัยกัน
จึงเกิดขึ้นพรง่ั พรอ มวา “เม่อื สิ่งนีม้ ี ส่งิ นี้จงึ มี เพราะส่ิงน้เี กิดขนึ้ สิ่งน้ีจึงเกดิ ขึ้น, เมื่อสิ่งนี้
ไมมี สงิ่ นจ้ี ึงไมม ี เพราะส่งิ นดี้ บั สิง่ นีจ้ งึ ดับ”
ข. คิดแบบสวบสวน หรอื ตง้ั คําถาม เชน ทพ่ี ระพุทธเจาทรงพจิ ารณาวา “เรานนั้
ไดม คี วามคิดวาเมอ่ื อะไรมีอยูห นอ อปุ าทานจึงมี อปุ าทานมเี พราะอะไรเปนปจ จัยหนอ
ลาํ ดับน้นั เพราะเราโยนิโสมนสกิ ารจงึ รูไดด วยปญญาวา เม่ือตณั หามีอยู อปุ าทานจงึ มี
อปุ าทานมีเพราะตณั หาเปน ปจ จัย ลาํ ดบั นั้น เราไดม ีความคดิ วา เมอื่ อะไรมอี ยูหนอ
ตณั หาจงึ มี ตณั หามีเพราะอะไรเปนปจจัยหนอ ลาํ ดบั นั้นเพราะเราโยสโิ สมนสกิ าร จึงรู
ไดดว ยปญ ญาวา เมือ่ เวทนามีอยู ตัณหาจงึ มี ตณั หามีเพราะเวทนาเปนปจจัย ฯลฯ”
๗๒
๒. วิธีคิดแบบแยกแยะสวนประกอบ หรือกระจายเน้ือหา เปนการคิดท่ีมุงให
มองและใหรูจักสิ่งท้ังหลายตามสภาวะของมันเองอีกแบบหนึ่ง ในทางธรรม ทานมักใช
พิจารณาเพ่ือใหเห็นความไมมีแกนสารหรือความไมเปนตัวเปนตนท่ีแทจริงของส่ิง
ทั้งหลาย ใหหายยึดติดถือมั่นในสมมติบัญญัติ โดยเฉพาะการพิจารณาเห็นสัตว
บุคคลเปนเพียงการประชุมกันเขาขององคประกอบตาง ๆ ท่ีเรียกวาขันธ ๕ และ
ขันธ ๕ แตละอยางก็เกิดขึ้นจากสวนประกอบยอยตอไปอีก การพิจารณาเชนน้ีชวยให
มองเห็นความเปนอนัตตา แตการท่ีจะมองเห็นสภาวะเชนน้ีไดชัดเจน มักตองอาศัยวิธี
คิดแบบท่ี๑ และหรอื แบบท่ี๓ ในขอ ตอ ไปเขารวมโดยพิจารณาไปพรอมๆ กัน กลาวคือ
เม่ือแยกแยะสวนประกอบออกก็เห็นภาวะท่ีองคประกอบเหลานั้นอาศัยกันและขึ้นตอ
ปจจัยตาง ๆ ที่เก่ียวของ ไมเปนตัวของมันเองโดยแทจริงยิ่งกวาน้ัน องคประกอบและ
เหตุปจจัยตาง ๆ เหลานั้นลวนเปนไปตามกฎธรรมดา คือ มีการเกิดดับอยูตลอดเวลา
ไมเท่ียงแท ไมคงที่ ไมยั่งยืน ภาวะท่ีเกิดขึ้นแลวตองดับไป และตองข้ึนตอเหตุปจจัย
ตาง ๆ ถูกเหตุปจ จัยท้ังหลายบีบคั้นขัดแยง ถาไมมองในแงสืบสาวเหตุปจจัยตามวิธี
ที่๑ ซ่ึงอาจจะยากสักหนอย ก็มองไดในแงลักษณะท่ัวไปท่ีเปนธรรมดาสามัญของส่ิง
ทง้ั หลายซ่งึ อยใู นขอบเขตของวิธคี ิดแบบท๓่ี ในบาลีทานมกั กลาวถึงวธิ ีคิดแบบที่ ๒ น้ี
รวมพรอมไปดวยกันกบั แบบท่ี ๓
๓. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ หรือ วิธีคิดแบบรูเทาทันธรรมดา คือ มองอยาง
รูเทาทันความเปนไปของส่ิงทั้งหลาย ซ่ึงจะตองเปนอยางนั้น ๆ ตามธรรมดาของมัน
เอง ในฐานะท่ีมันเปนสิ่งซึ่งเกิดจากเหตุปจจัยตาง ๆ ปรุงแตงข้ึน จะตองเปนไปตาม
เหตุปจจัย ธรรมดาที่วานั้น ไดแกอาการที่ส่ิงท้ังหลายท้ังปวงที่เกิดจากปจจัยปรุงแตง
เม่ือเกิดข้ึนแลวก็จะตองดับไป ไมเที่ยงแท ไมคงท่ี ไมยั่งยืน ไมคงอยูตลอดไปเปน
อนิจจงั ปจจยั
วิธีคดิ แบบสามัญลกั ษณนแ้ี บงไดเปน ๒ ข้นั ตอน
ข้ันที่หน่ึง คือรูเทาทันและยอมรับความจริง เปนขั้นวางใจวางทาทีตอสิ่ง
ทั้งหลายโดยสอดคลองกับความเปนจริงของธรรมชาติ เปนทาทีแหงปญญา ทาทีแหง
ความเปนอิสระ ไมถูกมัดตัว แมเมื่อประสบสถานการณท่ีไมปรารถนาหรือมีเรื่องราว
ไมนาพึงใจเกิดข้ึนแลว คิดขึ้นได วาส่ิงน้ัน ๆ เหตุการณนั้น ๆ เปนไปตามคติธรรมดา
เปนไปตามเหตุปจจัยของมัน คิดไดอยางนี้ก็เปนทาทีแหงการปลงตกถอนตัวขึ้นได
หายจากความทุกข หรืออยางนอยก็ทําใหทุกขนั้นบรรเทาลง หรือเม่ือประสบ
๗๓
สถานการณมีเร่ืองราวเชนนั้นเกิดข้ึน เพียงต้ังจิตสํานึกข้ึนไดในเวลานั้นวา เราจะมอง
ตามความเปนจริง ไมมองตามความอยากใหเปนหรืออยากไมใ หเปน การท่จี ะเปน ทุกข
ก็ผอนคลายลงไดทันที เพราะเปล้ืองตัวเปนอิสระได ไมเอาตัวเขาไปใหถูกกดถูกบีบ
(ความจริงคอื ไมสรา งตัวตนข้ึนใหถูกกดถูกบบี )
ขั้นที่สอง คือแกไขและทําการไปตามเหตุปจจัย เปนขั้นปฏิบัติตอส่ิงท้ังหลาย
โดยสอดคลองกับความเปนจริงของธรรมชาติ เปนการปฏิบัติดวยปญญา ดวยความ
รูเทาทัน เปนอิสระ ไมถูกมัดตัว กลาวคือเม่ือรูอยูแลววาส่ิงทั้งหลายเปนไปตามเหตุ
ปจจัยขึ้นตอเหตุปจจัย เราตองการใหมันเปนอยางไร ก็ศึกษาใหรูเขาใจเหตุปจจัย
ทง้ั หลายทจี่ ะทาํ ใหมนั เปนไปอยา งนนั้ แลว แกไ ข ทําการจัดการท่ีตัวเหตุปจจัยเหลาน้ัน
เมื่อทําเหตุปจจัยพรอ มบริบูรณท ี่จะใหม ันเปนอยางนั้นแลว ถึงเราจะอยากหรือไมอยาก
มันก็จะตองเปนไปอยางนั้น เมื่อเหตุปจจัยไมพรอมที่จะใหเปน ถึงเราจะอยากหรือไม
อยาก มันก็จะไมเปนอยางน้ัน กลาวสั้นคือ แกไขดวยความรูและแกท่ีตัวเหตุปจจัย ไม
ใชแกดวยความอยาก เพียงแตกําหนดรูความอยากของตน และกําหนดรูเหตุปจจัย
แลวแกไข กระทําการท่ีเหตุปจจัย เม่ือปฎิบัติไดอยางนี้ ก็ถอนตัวเปนอิสระได ไมถูก
ความอยากพาตัว (ความจริงคือสรางตัว) เขาไปใหถูกกดถูกบีบ เปนการปฏิบัติอยาง
ไมถูกมัดตัว เปนอันวาทั้งทําการ และทั้งปลอยใหสิ่งทั้งหลายมันเปนไปตามเหตุปจจัย
เปนวิธีปฏิบัติท่ีท้ังไดผลดีที่สุด และตนเองก็ไมเปนทุกข การปฏิบัติตามวิธีแบบที่ ๓
ในขัน้ ทส่ี องน้ี สัมพันธก บั วธิ คี ดิ แบบที่ ๔ ซึ่งจะกลาวตอ ไป
๔. วิธีคิดแบบอริยสัจจ หรือ คิดแบบแกปญหา เรียกตามโวหารทางธรรมไดวา
วิธีแหงความดับทุกข จัดเปนวิธีคิดแบบหลักอยางหน่ึง เพราะสามารถขยายให
ครอบคลุมวิธคี ิดแบบอ่ืน ๆ ไดทงั้ หมด บาลที พ่ี ึงอางในขอ นี้มคี วามสน้ั ๆ ดงั น้ี
“ภิกษุนั้นยอมมนสิการโดยแยบคาย(โยนิโสมนสิการ) วา ทุกข คือ ดังนี้ยอม
มนสิการโดยแยบคายวา เหตุเกิดแหงทุกขคือดังน้ี ยอมมนสิการโดยแยบคายวา
ความดับแหงทุกขคือดังน้ี ยอมมนสิการโดยแยบคายวาขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข
คือดังน้ี เมื่อเธอมนสิการโดยแยบคายอยูอยางน้ี สังโยชน ๓ อยางคือ สักกายทิฏฐิ
วจิ กิ จิ ฉา และสลี ัพพตปรามาส ยอ มถูกละเสียได”
๗๔
วิธคี ิดแบบอริยสัจจน้ี มีลกั ษณะทวั่ ไป ๒ ประการ คือ
๑) เปนวิธีคิดตามเหตุและผล หรือเปนไปตามเหตุและผล (พึงระวังวาเหตุและ
ผล (cause and effect) เปนคนละอยางกับเหตุผล (reason)) สืบสาวจากผลไปหาเหตุ
แลวแกไ ขและทําการทต่ี น เหตุ จดั เปน ๒ คูคือ
คูท ี่๑ : ทกุ ขเปนผล เปนตัวปญหาเปนสถานกาณที่ประสบซ่ึงไมตองการ
สมุทัยเปนเหตุ เปนท่ีมาของปญหา เปนจุดที่จะตองกําจัดหรือแกไข จึง
จะพน จากปญหาได
คทู ๒ี่ : นิโรธเปนผลเปนภาวะสิ้นปญหา เปนจุดหมายซึ่งตองการจะเขาถึง
มรรคเปนเหตุเปนวิธีการ เปนขอปฏิบัติท่ีตองกระทําในการแกไขสาเหตุ
เพ่อื บรรลจุ ุดหมายคือภาวะสิน้ ปญหาอันไดแกความดับทกุ ข
๒) เปนวิธีคิดที่ตรงจุดตรงเร่ือง ตรงไปตรงมา มุงตรงตอส่ิงท่ีจะตองทําตอง
ปฏิบัติตองเก่ียวของของชีวิต ใชแกปญหา ไมฟุงซานออกไปในเร่ืองฟุงเฟอท่ีสักวาคิด
เพอื่ สนองตัณหามานะทิฏฐิ ซ่ึงไมอาจนาํ มาใชป ฏบิ ตั ิ ไมเกี่ยวกบั การแกไ ขปญ หา
ไดกลาวแลววาวิธีคิดแบบน้ี รับกันหรือตอเนื่องกันกับวิธีคิดแบบที่ ๓ กลาวคือ
เม่ือประสบปญหาไดรับความทุกข และเม่ือสามารถวางใจวางทาทีตอสถานการณได
อยางถูกตองตามวิธีคิดแบบท่ี ๓ ขั้นท่ี ๑ แลว ตอจากน้ันเมื่อจะปฏิบัติดวยปญญาเพื่อ
แกไขปญหาตามวิธีปฏิบัติขั้นที่ ๒ ของวิธีคิดแบบท่ี ๓ น้ัน พึงดําเนินความคิดในสวน
รายละเอยี ดขยายออกไปตามขนั้ ตอนอยางทแ่ี สดงในวธิ ีการคิดแบบท่ี ๔ นี้
๕. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ หรือ คิดตามหลักการและความมุงหมาย
คือ พิจารณาใหเขาใจความสัมพันธระหวาง ธรรม กับ อรรถ หรือ หลักการ กับ ความ
มุงหมาย เปนความคิดท่ีมีความสําคัญมาก ในเม่ือจะลงมือปฏิบัติธรรมหรือทําการตาม
หลักการอยางใดอยางหน่ึง เพ่ือใหไดผลตรงตามความมุงหมาย ไมกลายเปนการ
กระทาํ ท่เี คล่อื นคลาด เล่ือนลอย หรืองมงาย คําวา ธรรม แปลวา หลัก หรือ หลักการ
คือ หลักความจริง หลักความดีงาม หลักการปฏิบัติ หรือหลักที่จะเอาไปใชปฏิบัติ
รวมท้ังหลักคําสอนที่จะใหประพฤติปฏิบัติและกระทําการไดถูกตอง คําวา อรรถ
แปลวาความหมาย ความมุงหมาย จุดหมาย ประโยชนที่ตองการ หรือสาระท่ีพึง
ประสงค ในการปฏิบัติธรรมหรือกระทําการตามหลักการใด ๆ ก็ตามจะตองเขาใจ
ความหมายและความมุงหมายของธรรมหรือหลักการนั้น ๆ วา ปฏิบัติหรือทําไปเพื่อ
๗๕
อะไร ธรรมหรือหลักการนนั้ กําหนดวางไวเพือ่ อะไร จะนาํ ไปสผู ลหรือท่ีหมายใดบาง
ท้ังจุดหมายสุดทายปลายทาง และเปาหมายทามกลางในระหวางที่จะสงทอดตอไปยัง
ธรรมหรือหลักการขออ่ืน ๆ ความเขาใจถูกตองในเรื่องหลักการและความมุงหมายนี้
นําไปสูก ารปฏิบตั ิถกู ตองทีเ่ รียกวา ธรรมานุธรรมปฏิบัติ
ธรรมานุธรรมปฏิบัติ หรือ ธัมมานุธัมมปฏิบัติ แปลอยางสืบ ๆ กันมาวา ปฏิบัติ
สมควรแกธรรม แปลตามความหมายวา ปฏิบัติธรรมนอยคลอยแกธรรมใหญ หรือ
ปฏิบัติธรรมหลักยอยคลอยตามหลักใหญ แปลงาย ๆ วาปฏิบัติธรรมถูกหลัก คือ ทํา
ใหขอปฏิบัติยอยเขากันได สอดคลองกัน และสงผลแกหลักการใหญเปนไปเพ่ือ
จดุ หมายท่ตี องการ ธรรมานุธรรมปฏิบัติ
ธรรมานุธรรมปฏิบัติ เปนส่ิงสําคัญมาก อาจเรียกไดวาเปนตัวตัดสินวาการ
ปฏิบัติธรรมหรือการกระทําน้ัน ๆ จะสําเร็จผลบรรลุจุดมุงหมายไดหรือไม ถาไมมี
ธรรมานุธรรมปฏิบัติ การปฏิบัติธรรมหรือดําเนินตามหลักการก็คลาดเคลื่อน
ผิดพลาด เลื่อนลอย วางเปลา งมงาย ไรผล หนําซ้ําอาจมีผลในทางตรงขามคือเกิด
โทษขึ้นได ธรรมทุกขอมีอรรถ หลักการทุกอยางมีความมุงหมาย ธรรมเพื่ออรรถ
หลักการเพื่อจุดมุงหมาย จะทําอะไรตองถามไดตอบได วาเพื่ออะไร ในทางธรรม
ทา นเนนความสําคัญของการมีความคดิ มีความเขาใจเกี่ยวกบั เรอื่ งนีไ้ วม าก
๖. วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก หรือพิจารณาใหเห็นครบท้ัง อัสสาทะ อา
ทีนวะ และ นิสสรณะ เปนการมองส่ิงทั้งหลายตามความเปนจริงอีกแบบหน่ึง ซ่ึง
เนนการยอมรับความจริงตามท่ีสิ่งนั้น ๆ เปนอยูทุกแงทุกดาน ท้ังดานดีดานเสียและ
เปนวิธีคิดท่ีตอเนื่องกับการปฏิบัติมาก เชน บอกวากอนจะแกปญหาจะตองเขาใจ
ปญหาใหชัดเจน และรูที่ไปใหดีกอน หรือกอนจะละจากส่ิงหน่ึงไปหาอีกส่ิงหนึ่งตอง
รูจักท้ังสองฝายดีพอที่จะใหเห็นไดวาการละและไปหาน้ัน หรือการทิ้งอยางหน่ึงไปเอา
อกี อยา งหน่ึงนัน้ เปนการกระทาํ ท่รี อบคอบสมควรและดีจรงิ
อสั สาทะ แปลวา สวนดี สว นอรอย สวนหวานชื่น คุณคา ขอ ทน่ี า พึงพอใจ
อาทนี วะ หรืออาทนี พ แปลวา สวนเสีย ขอ เสยี ชองเสยี โทษ ขอบกพรอ ง
นิสสรณะ แปลวา ทางออก ทางรอด ภาวะหลุดรอดปลอดพน หรือสลัดออก
ได ภาวะท่ีปลอดหรือปราศจากปญหา มีความสมบูรณในตัว ดีงามจริงโดยไมตองข้ึน
๗๖
ตอขอดีขอเสีย ไมขึ้นตออัสสาทะและอาทีนวะของสิ่งที่เปนปญหา หรือภาวะท่ีสลัด
ออกมาน้ัน
การคดิ แบบน้มี ลี กั ษณะทพี่ ึงย้ํา ๒ ประการ
๑) การที่จะชื่อวามองเห็นตามเปนจริงน้ัน จะตองมองเห็นท้ังดานดี ดานเสีย
หรือทั้งคุณและโทษของส่ิงน้ัน ๆ ไมใชมองแตดานดีหรือคุณอยางเดียว และไมใชเห็น
แตโทษหรือดานเสียอยางเดียว เชน ที่ชื่อวามองเห็นกามตามเปนจริง คือรูท้ังคุณและ
โทษของกาม
๒) เมื่อจะแกปญหา ปฏิบัติ หรือดําเนินมรรควิธีออกไปจากภาวะที่ไมพึง
ประสงคอยางใดอยางหนึ่งน้ัน เพียงรูคุณโทษ ขอดีเสียของส่ิงที่เปนปญหาหรือภาวะที่
ไมตองการเทานั้น ยังไมเพียงพอจะตองมองเห็นทางออก มองเห็นจุดหมาย และรูวา
จุดหมายหรือท่ีจะไปนั้น คืออะไร คืออยางไร ดีกวาและพนจากขอบกพรอง จุดออน
โทษ สวนเสียของสิ่งหรือภาวะท่ีเปนปญหาอยูน้ีอยางไร ไมตองขึ้นตอคุณโทษ ขอดี
ขอเสียแบบเกาอีกตอไปจริงหรือไม จุดหมายหรือท่ีไปหรือภาวะปลอดปญหาเชนน้ัน
มีอยูจริงหรือเปนไปไดอยางไร ไมพึงผลีผลามละท้ิงสิ่งที่คิดวาเปนปญหาหรือผลีผลาม
ปฏิบัติ เชน พระพทุ ธเจา ท้งั ทีท่ รงทราบแจมแจง วา กามมขี อเสยี มโี ทษมากมาย แตถา
ยังไมท รงเห็นนสิ สรณะแหงกามก็ไมทรงยนื ยนั วา จะไมเวยี นกลับมาหากามอกี
๗. วิธีคิดแบบคุณคาแท-คุณคาเทียม หรือ การพิจารณาเก่ียวกับปฏิเสวนา
คือ การใชสอยหรือบริโภค เปนวิธีคิดแบบสกัดหรือบรรเทาตัณหา เปนขั้นฝกหัดขัด
เกลากิเลส หรือตัดทางไมใหกิเลสเขามาครอบงําจิตใจ แลวชักจูงพฤติกรรมตอ ๆ ไป
วิธีคิดแบบน้ีใชมากในชีวิตประจําวัน เพราะเกี่ยวของกับการบริโภคใชสอยปจจัย ๔
และวัสดุอุปกรณอํานวยความสะดวกตางๆ มีหลักการโดยยอวา คนเราเขาไป
เก่ียวของกับสิ่งตาง ๆ เพราะเรามีความตองการและเห็นวาส่ิงน้ัน ๆ จะสนองความ
ตองการของเราได สิง่ ใดสามารถสนองความตองการของเราได ส่ิงน้ันก็มีคุณคาแกเรา
หรือท่ีเรานิยมเรียกวามันมีประโยชน คุณคาน้ีจําแนกไดเปน ๒ ประเภท ตามชนิด
ของความตอ งการ คอื
๑) คณุ คาแท หมายถึง ความหมาย คุณคา หรือประโยชนของส่ิงท้ังหลาย ในแง
ท่ีสนองความตองการของชีวิตโดยตรง หรือท่ีมนุษยนํามาใชแกปญหาของตนเพื่อ
ความดีงามความดํารงอยูดวยดีของชีวิตหรือเพื่อประโยชนสุขท้ังของตนเองและผูอื่น
๗๗
คุณคาน้ีอาศัยปญญาเปนเครื่องตีคาหรือวัดราคา จะเรียกวาคุณคาที่สนองปญญาก็ได
เชน อาหารมีคุณคาอยูท่ีประโยชนสําหรับหลอเล้ียงรางกาย ใหดํารงชีวิตอยูได มี
สุขภาพดี เปนอยูผาสุก มีกําลังเก้ือกูลแกการบําเพ็ญกิจหนาที่ รถยนตชวยใหเดินทาง
ไดรวดเร็ว เกื้อกูลแกการปฏิบัติหนาที่การงาน ความเปนอยู การบําเพ็ญประโยชนสุข
ควรมุงเอาความสะดวก ปลอดภัย แข็งแรง ทนทาน เปนตน
๒) คุณคาพอกเสริม หรือ คุณคาเทียม หมายถึงความหมาย คุณคา หรือ
ประโยชนของส่ิงท้ังหลายท่ีมนุษยพอกพูนใหแกสิ่งน้ัน เพ่ือปรนเปรอการเสพเสวย
เวทนา หรือเพื่อเสริมราคาเสริมขยายความม่ันคงยิ่งใหญของตัวตนท่ียึดถือไว
คุณคานี้อาศัยตัณหาเปนเคร่ืองตีคาหรือวัดราคา จะเรียกวาคุณคาสนองตัณหาก็ได
เชน อาหารมีคุณคาอยูท่ีความเอร็ดอรอย เสริมความสนุกสนาน เปนเคร่ืองแสดงฐานะ
ความโกหรูหรา รถยนตเปนเคร่ืองวัดฐานะ แสดงความโกความมั่งมี มุงเอาความ
สวยงามและความเดน เปน ตน
วิธีคิดแบบนี้ ใชพิจารณาในการเขาเก่ียวของปฏิบัติตอสิ่งท้ังหลายไดทั่วๆ ไป
ไมวาจะเปนการบริโภค ใชสอย การซื้อหา หรือการครอบครอง โดยมุงใหเขาใจและ
เลือกเสพคุณคาท่ีแทท่ีเปนประโยชนแกชีวิตอยางแทจริง เปนไปเพื่อประโยชนสุขทั้ง
แกตนและผูอื่น คุณคาแทน้ีนอกจากจะเปนประโยชนแกชีวิตอยางแทจริงแลว ยัง
เก้ือกูลแกความเจริญงอกงามของกุศลกรรม เชน ความมีสติ เปนตน ทําใหพนจาก
ความเปนทาสของวตั ถุ เพราะเปน การเกี่ยวขอ งดวยปญ ญาและมีขอบเขตอันเหมาะสม
มีความพอเหมาะพอดี ตางจากคุณคาพอกเสริมดวยตัณหา ซึ่งไมคอยเกื้อกูลแกชีวิต
บางทีเปนอนั ตรายแกชวี ติ ทาํ ใหอกุศลกรรม เชน ความโลภ ความมัวเมา ความริษยา
มานะ ทิฏฐิ ตลอดจนการยกตนขมผูอ่ืนเจริญข้ึน ไมมีขอบเขตและเปนไปเพ่ือการ
แกงแยงเบียดเบียน ตัวอยางเชน อาหารท่ีกินดวยปญญาเพื่อคุณคาแทมื้อหน่ึงราคา
สิบบาท อาจมีคุณคาแกชีวิตรางกายมากกวาอาหารมื้อเดียวราคา ๑ พันบาทท่ีกินดวย
ตณั หาเพือ่ เสรมิ ราคาของตวั ตน และหนาํ ซา้ํ อาจเปนอันตรายแกรา งกาย
๘. วธิ คี ิดแบบอุบายปลุกเรา คุณธรรม อาจเรยี กงาย ๆ วา วิธีคิดแบบเรากุศล
หรือคิดแบบกุศลภาวนา เปนวิธีคิดในแนวสกัดกั้นหรือบรรเทาและขัดเกลาตัณหา จึง
จัดไดวาเปนขอปฏิบัติระดับตนๆ สําหรับสงเสริมความเจริญงอกงามแหงกุศลธรรม
และสรางเสริมสัมมาทิฏฐทิ เี่ ปน โลกยี ะ
๗๘
หลักการทั่วไปของวิธีคิดแบบน้ี มีอยูวา ประสบการณ คือ สิ่งที่ไดประสบ หรือ
ไดรับรูอยางเดียวกัน บุคคลผูประสบหรือรับรูตางกัน อาจมองเห็นและคิดนึกปรุงแตง
ไปคนละอยาง สุดแตโครงสรางแนวทาง ความเคยชินตาง ๆ ที่เปนเครื่องปรุงของจิต
คือสังขารท่ีผูนัน้ ไดสัง่ สมไว หรือสุดแตการทําใจในขณะน้ัน ๆ ของอยางเดียวกัน หรือ
อาการกิริยาเดียวกัน คนหนึ่งมองเห็นแลว คิดปรุงแตงไปในทางดีงาม เปนประโยชน
เปนกุศล แตอีกคนหน่ึงเห็นแลว คิดปรุงแตงไปในทางไมดีไมงาม เปนโทษ เปนอกุศล
แมแตบุคคลคนเดียวกัน มองเห็นของอยางเดียวกัน หรือประสบอารมณอยางเดียวกัน
แตตางขณะ ตางเวลา ก็อาจคิดเห็นปรุงแตงตางออกไปครั้งละอยาง คราวหน่ึงราย
คราวหนึ่งดี ท้ังนี้โดยเหตุผลที่ไดกลาวมาแลว การทําใจที่ชวยตั้งตนและชักนํา
ความคดิ ใหเดินไปในทางทด่ี ีงามและเปนประโยชน เรียกวา เปนวิธีคิดแบบอุบายปลุก
เราคุณธรรม หรือ โยนิโสมนสิการแบบเรากุศล ในที่นี้ โยนิโสมนสิการแบบเรากุศลน้ี
มีความสําคัญท้ังในแงที่ทําใหเกิดความคิดและการกระทําท่ีดีงามเปนประโยชนใน
ขณะน้ันๆ และในแงที่ชวยแกไขนิสัยความเคยชินรายๆ ของจิตท่ีไดสั่งสมไวแตเดิม
พรอ มกับสรา งนิสัยความเคยชินใหมๆ ที่ดีงามใหแกจิตไปในเวลาเดียวกันดวย ในทาง
ตรงขามหากปราศจากอุบายแกไขเชนน้ี ความคิดและการกระทําของบุคคลก็จะถูกชัก
นําใหเดินไปตามแรงชักจูงของความเคยชินเกา ๆ ที่ไดสั่งสมไวเดิมเพียงอยางเดียว
และชวยเสรมิ ความเคยชินอยา งน้ันใหมกี ําลังแรงมากย่ิงขึ้นเร่อื ย ๆ ไป
๙. วิธีคิดแบบเปนอยูในขณะปจจุบัน หรือวิธีคิดแบบมีปจจุบันธรรมเปน
อารมณ ความจริงวธิ ีคิดแบบท๙ี่ น้ีเปนเพียงการมองอีกดานหน่ึงของการคิดแบบอื่น ๆ
จะวาแทรกหรอื คลมุ วิธคี ดิ แบบกอนๆ ที่กลาวมาแลวก็ได แตที่แยกออกมาแสดงอีกขอ
หน่ึงตางหาก ก็เพราะมีแงที่ควรทําความเขาใจพิเศษ และมีความสําคัญโดยลําพังตัว
มันเอง
อนึ่ง วิธีคิดแบบเปนอยูในขณะปจจุบันน้ี มีเนื้อหารวมอยูในสติปฏฐาน ๔ ขอ
ท่ีจะตองทําความเขาใจเปนพิเศษเกี่ยวกับวิธีคิดแบบนี้ ก็คือ การที่มีผูเขาใจผิด
เกี่ยวกับความหมายของการเปนอยูในปจจุบัน หรือมีปจจุบันธรรมเปนอารมณ โดย
เห็นไปวา พระพุทธศาสนาสอนใหคิดถึงส่ิงที่อยูเฉพาะหนากําลังเปนไปในปจจุบัน
เทาน้ัน ไมใหคิดพิจารณาเก่ียวกับอดีตหรืออนาคต ตลอดจนไมใหคิดเตรียมการหรือ
วางแผนงานเพ่ือกาลภายหนา เมื่อเขาใจผิดแลวถาเปนผูปฏิบัติธรรมก็เลยปฏิบัติผิด
จากหลักพระพุทธศาสนา ถา เปน บคุ คลภายนอกมองเขา มาก็เลยเพงวาถึงผลรายตางๆ
๗๙
ท่ีพระพุทธศาสนาจะนํามาใหแกหมูชนผูปฏิบัติ กลาวโดยสรุป ความหมายที่ควรเขาใจ
เก่ยี วกับปจจุบนั อดตี และอนาคต สําหรับการใชความคิดแบบที่ ๙ น้ี มีดังน้ี
- ลักษณะสําคัญของความคิดชนิดท่ีไมเปนอยูในปจจุบัน คือความคิดท่ีเกาะติด
กับอดีตและเลื่อนลอยไปในอนาคตนั้น พูดไดส้ัน ๆ วา ไดแกความคิดท่ีเปนไปใน
แนวทางของตณั หา หรอื คิดดว ยอํานาจตัณหา หรือพูดอยางภาษาสมัยใหมวาตกอยูใน
อํานาจของอารมณ โดยมีการหวนละหอยโหยหาอาลัยอาวรณถึงสิ่งที่ลวงแลว
เพราะความเกาะติดหรือคางคาในรูปใดรูปหนึ่ง หรือเควงควางเลื่อนลอยฟุงซานไปใน
ภาพท่ฝี นเพอ ปรุงแตง ซ่งึ ไมมีฐานแหงความเปนจริงในปจจุบัน เพราะอึดอัดไมพอใจ
สภาพทปี่ ระสบอยปู รารถนาจะหนจี ากปจ จุบัน
สวนความคดิ ชนดิ ทเ่ี ปน อยูใ นปจจุบนั มีลักษณะท่ีพูดส้ัน ๆ ไดวา เปนการคิดใน
แนวทางของความรู หรือดวยอํานาจปญญา ถาคิดในแนวทางของความรูหรือคิดดวย
อํานาจปญญาแลว ไมวาจะเปนเรื่องที่เปนไปอยูในขณะนี้ หรือเปนเร่ืองลวงไปแลว
หรือเปนเร่ืองของกาลภายหนา ก็จัดเขาในการเปนอยูในปจจุบันทั้งน้ัน ดังจะเห็นได
ชัดเจนวา ความรู การคิด การพิจารณาดวยปญญาเกี่ยวกับเรื่องอดีต ปจจุบันหรือ
อนาคตก็ตาม เปนส่ิงที่ถูกตองและมีความสําคัญตามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนา
ในทุกระดับ ท้ังในระดับชีวิตประจําวัน เชน การสั่งสอนเกี่ยวกับบทเรียนจากอดีต
ความไมประมาท ระมัดระวัง ปองกันภัยในอนาคต เปนตน ในระดับการรูแจงสัจธรรม
ตลอดจนการบําเพ็ญพุทธกิจ เชน ปุพเพนิวาสนุสติญาณ(รูอดีต) อตีตังสญาณ(รูอดีต)
อนาคตังสญาณ(รอู นาคต) เปนตน
- วาโดยความหมายทางธรรมข้ันการฝกอบรมทางจิตท่ีแทจริง คําวา อดีต
ปจจุบัน และอนาคต ก็ไมตรงกับความเขาใจของคนทั่วไป คําวา ปจจุบัน ตามท่ีคน
ท่ัวไปเขา ใจ มกั ครอบคลมุ กาลเวลาชวงกวา งทไี่ มช ดั เจน สวนในทางธรรม เมื่อวาถึง
การปฏิบตั ิทางจิต ปจจบุ นั หมายถงึ ขณะเดยี วท่ีกาํ ลังเกดิ ข้ึนเปน อยู ในความหมาย
ที่ลึกซ้ึงน้ี เปนอยูในปจจุบัน หมายถึง มีสติตามทันส่ิงท่ีรับรูเกี่ยวของ หรือตองทํา
อยูในเวลาน้ัน ๆ แตละขณะทุก ๆ ขณะ ถาจิตรับรูส่ิงใดแลวเกิดความชอบใจ หรือ ไม
ชอบใจขึ้น ติดของวนเวียนอยูกับภาพของสิ่งน้ันท่ีสรางซอนขึ้นในใจ ก็เปนอันตกไป
อยูในอดีต ตามไมทัน หลุดทางไปจากขณะปจจุบันแลว หรือจิตหลุดลอยจากขณะ
ปจจุบันไปเกาะเก่ียวกับภาพส่ิงที่ยังไมมา ก็เปนอันฟุงไปในอนาคต โดยนัยนี้ แมแต
๘๐
อดีตและอนาคตตามความหมายทางธรรม ก็อาจยังอยูในขอบเขตแหงเวลาปจจุบัน
ตามความหมายของคนทัว่ ไป
- ตามเนื้อความท่ีกลาวมาแลวนี้ จะมองเห็นความหมายสําคัญแงหน่ึงของคําวา
ปจจุบันในทางธรรม วา มิใชเพงท่ีเหตุการณที่กําลังเกิดข้ึนอยูในโลกภายนอกแทท่ี
เดียว แต หมายถึง สิ่งท่ีเก่ียวของในขณะนั้น ๆ เปนสําคัญ ดังน้ัน มองอีกดานหน่ึง
ส่ิงท่ีตามความหมายของคนท่ัวไป วาเปน อดีต หรือ เปนอนาคต ก็อาจกลายเปน
ปจ จบุ นั ตามความหมายทางธรรมได เชนเดยี วกับที่ปจจุบันของคนท่ัวไปอาจกลายเปน
อดีต หรือ อนาคต ตามความหมายทางธรรมดังไดกลาวมาแลว สรุปเอางายๆ วา
ความเปนปจจุบัน กําหนดเอาที่ความเก่ียวของ ตองรู ตองทําเปนสําคัญ ขยาย
ความหมายออกมาในวงกวา งถึงระดับชีวิตประจําวัน สิ่งที่เปนปจจุบัน คลุมถึงเร่ืองราว
ท้ังหลายทเี่ ชื่อมโยงตอกันมาถึงส่ิงที่กําลังรับรู กําลังพิจารณา เกี่ยวของตองกระทําอยู
เร่ืองท่ีเก่ียวของกับการกระทํากิจหนาท่ี เรื่องท่ีปรารภเพื่อกิจ สิ่งท่ีเกี่ยวของกับการ
ปฏิบัติ หรือปฏบิ ตั ิได ไมใ ชคดิ เลอื่ นลอยฟงุ เพอ ฝนไปกบั อารมณทชี่ อบใจหรือไมชอบ
ใจ ติดของอยกู ับความชอบความชงั หรือฟงุ ซา นพลานไปอยางไรจุดหมาย
อางองิ
พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ.พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยตุ โต) จากหนา ๖๖๗-
๗๐๕. สามารถอานเพ่มิ เตมิ ละเอยี ดใน“หนังสือพทุ ธธรรมฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ”
๘๑
อริยสจั ๔
อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ ๔ เปนหลักคําสอนหนึ่งของพระโคตม
พทุ ธเจา แปลวา ความจริงอนั ประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรอื ความจริงที่ทําใหผ ู
เขาถึงกลายเปนอรยิ ะ มอี ยสู ี่ประการ คือ
๑. ทุกข คือ สภาพที่ทนไดยาก ภาวะที่ทนอยูในสภาพเดิมไมได สภาพที่บีบคั้น
ไดแก ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก การเกา) มรณะ(การตาย การสลายไป การสูญ
ส้ิน) การประสบกับส่ิงอันไมเปนที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเปนท่ีรัก การปรารถนา
ส่ิงใดแลว ไมส มหวังในสง่ิ นน้ั กลา วโดยยอ ทุกขก ็คอื อุปาทานขนั ธ หรือขนั ธ ๕
๒. ทุกขสมุทัย คือ สาเหตุท่ีทําใหเกิดทุกข ไดแก ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา-ความ
ทะยานอยากในกาม ความอยากไดทางกามารมณ ภวตัณหา-ความทะยานอยากใน
ภพ ความอยากเปนโนนเปนน่ี ความอยากที่ประกอบดวยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ
วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไมเปนโนนเปนน่ี
ความอยากทปี่ ระกอบดวยวภิ วทฏิ ฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
๓. ทกุ ขนิโรธ คือ ความดับทุกข ไดแก ดับสาเหตุท่ีทําใหเกิดทุกขกลาวคือ ดับ
ตัณหาทง้ั ๓ ไดอยา งส้นิ เชิง
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ แนวปฏิบัติที่นําไปสูหรือนําไปถึงความดับทุกข
ไดแก มรรคอันมีองคประกอบอยูแปดประการ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ-ความดําริชอบ ๓. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ-ทํา
การงานชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ
๗. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ ๘. สัมมาสมาธิ-ต้ังใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกช่ือหน่ึงไดวา
"มชั ฌมิ าปฏปิ ทา" หรอื ทางสายกลาง
มรรคมีองคแปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ไดดังน้ี ๑. อธิสีลสิกขา ไดแก
สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ ๒. อธิจิตสิกขา ไดแก สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ
สัมมาอาชวี ะ และ ๓. อธปิ ญญาสิกขา ไดแก สัมมาวายามะ สมั มาสติ และสัมมาสมาธิ
อริยสัจ ๔ นี้ เรยี กสัน้ ๆ วา ทุกข สมุทัย นิโรธ และมรรค
๘๒
กจิ ในอรยิ สัจ ๔
กจิ ในอริยสัจ คอื ส่ิงท่ตี องทาํ ตออรยิ สัจ ๔ แตละขอ ไดแก
๑. ปริญญา - ทุกข ควรรู คือการทําความเขาใจปญหาหรือสภาวะที่เปนทุกขอยาง
ตรงไปตรงมาตามความเปน จรงิ เปนการเผชญิ หนากับปญ หา
๒. ปหานะ - สมทุ ัย ควรละ คือการกาํ จัดสาเหตุท่ีทําใหเกิดทุกข เปนการแกปญหา
ที่เหตุตนตอ
๓. สัจฉิกิริยา - นิโรธ ควรทําใหแจง คือการเขาถึงภาวะดับทุกข หมายถึงภาวะที่
ไรป ญหาซ่ึงเปน จดุ มงุ หมาย
๔. ภาวนา - มรรค ควรเจริญ คือการฝกอบรมปฏิบัติตามทางเพ่ือใหถึงความดับ
แหงทกุ ข หมายถงึ วธิ ีการหรือทางท่จี ะนาํ ไปสจู ุดหมายท่ีไรป ญ หา
กิจท้ังส่ีนี้จะตองปฏิบัติใหตรงกับมรรคแตละขอใหถูกตอง การรูจักกิจใน
อริยสัจน้เี รยี กวา กิจญาณ
กิจญาณเปนสวนหนึ่งของญาณ ๓ หรือญาณทัสสนะ (สัจญาณ, กิจญาณ,
กตญาณ) ซึ่งหมายถึงการหย่ังรูครบสามรอบ ญาณท้ังสามเมื่อเขาคูกับกิจในอริยสัจ
ทง้ั ส่ีจงึ ไดเปนญาณทัสนะมีอาการ ๑๒ ดังน้ี
๑. สจั ญาณ หยงั่ รคู วามจริงส่ปี ระการวา
๑. นค่ี ือทุกข
๒. นคี่ ือเหตุแหงทุกข
๓. น่คี ือความดับทกุ ข
๔. นีค่ ือทางแหง ความดบั ทุกข
๒. กิจญาณ หยัง่ รหู นาทต่ี อ อริยสจั วา
๑. ทุกขควรรู
๒. เหตแุ หง ทกุ ขค วรละ
๓. ความดบั ทกุ ขควรทําใหประจักษแจง
๔. ทางแหงความดบั ทกุ ขควรฝก หดั ใหเจรญิ ขึ้น
๘๓
๓. กตญาณ หย่ังรูวาไดทํากิจทค่ี วรทาํ ไดเ สร็จสิ้นแลว
๑. ทกุ ขไ ดก าํ หนดรแู ลว
๒. เหตุแหงทุกขไดละแลว
๓. ความดบั ทกุ ขไดป ระจักษแ จงแลว
๔. ทางแหงความดับทกุ ขไดป ฏบิ ตั ิแลว
๔. มรรคมีองคแปดน้ีสรุปลงในไตรสิกขา ไดดังน้ี ๑. อธิปญญาสิกขา ไดแก
สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ ๒. อธิสีลสิกขา ไดแก สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ และ ๓. อธิจิตตสิกขา ไดแก สัมมาวายามะ
สัมมาสติ และสมั มาสมาธิ
อา งอิง
• วกิ พิ ีเดยี สารานกุ รมเสรี : http://th.wikipedia.org/wiki/
• ราชบัณฑติ ยสถาน. (๒๕๔๘). พจนานกุ รมศพั ทศ าสนาสากล ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน.
(พมิ พครั้งท่ี ๒ แกไขเพม่ิ เติม). กรุงเทพฯ : อรุณการพมิ พ. หนา ๖๕-๖๖.
• พระธรรมปฎ ก (ประยุทธ ปยตุ โฺ ต). "พทุ ธธรรม" มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๖
• ธรรมะพีเดีย เขา ถงึ ไดจ าก http://www.thammapedia.com/ceremonial/buddhismday_arsa.php
๘๔
กําเนดิ พระพุทธรูป
แตเดิมนั้นพุทธศาสนาไมมีรูปเคารพแตอยางใด ศาสนาพราหมณ หรือ ฮินดู
ซ่ึงมีมากอนศาสนาพุทธ ก็ไมมีรูปเคารพเปนเทวรูปเชนกัน หลังจากพระพุทธเจา
ปรินิพพานไปแลว ผูที่เล่ือมใสในพุทธศาสนา อยากจะมีสิ่งที่จะทําใหรําลึกถึง หรือเปน
สัญญลกั ษณขององคศาสดา เพอ่ื ทีจ่ ะบอกกลา วเลาขาน เรือ่ งราวขององคพ ระสัมมาสัม
พุทธเจา ที่ทรงศึกษาคนควาหาทางดับทุกข และทรงชี้แนะสอนสั่งผูคน ถึงการปฏิบัติ
เพ่ือใหบรรลุถึงความเปนอยู ที่กอใหเกิดความผาสุขในหมูมวลมนุษยและสิ่งมีชีวิตใน
โลก
คราวแรกน้ัน ชาวพุทธก็ไดแตนําเอาส่ิงของอันไดแก ดิน นํ้า และกิ่ง กาน ใบ
โพธิ์ จากบริเวณสังเวชนียสถาน ๔ แหง คือ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน), ตรัสรู
(พุทธคยา), ปฐมเทศนา (พาราณสี) และปรินิพพาน (กุสินารา) เก็บมาไวเปนที่ระลึก
บูชาคุณพระพุทธเจา ลวงมาถึงในสมัยพระเจาอโศกมหาราช พุทธศาสนูปถัมภกท่ี
ย่ิงใหญพระองคหน่ึง เมื่อ ๒,๒๐๐ ปกอนหรือหลังจากการดับขันธของพระพุทธเจามา
๓๐๐ ป พระเจาอโศกมหาราช ไดทรงสงสมณะทูต จํานวน ๕๐๐ รูป ไปเผยแผ
พระพุทธศาสนายังเมืองตักกศิลา แควนคันธาราฐ จึงมีช่ือเสียงในฐานะเปนเมืองที่
ประสิทธิประสาทวิทยาการตางๆ นับวา "เปนมหาวิทยาลัยแหงแรกทาง
พระพุทธศาสนา" แตก ็ยงั ไมม รี ูปเคารพแทนพระพุทธเจา ที่เปน รูปคน
พระพุทธรูป หรือ รูปเคารพแทนพระพุทธเจา เริ่มมีการสรางข้ึนมาต้ังแต
ระหวาง พ.ศ. ๕๐๐ ถึง ๕๕๐ เมื่อชาวกรีก ที่ชาวชมพูทวีป (อินเดียโบราณ) เรียก
ชาวตางแดนวา "โยนา" หรือ "โยนก" โดยพระเจาเมนันเดอรท่ี ๑ หรือ พระเจามิลินท
กษัตริยเชื้อสายกรีก ยกทัพกรีกเขามาครอบครองแควนคันธาราฐ (ปจจุบันเปน
ดินแดนของอฟั กานิสถาน) จากนน้ั พระองคก็แผอาณาเขตไปทั่วบริเวณดานตะวันตก
เฉียงเหนือของชมพูทวีป และสรางเมืองหลวงเปนที่ประทับ ณ เมืองสากล (Sakala)
หลังจากที่ไดพบพระสงฆทานหน่ึง นามวา นาคเสน จึงมีเร่ืองราวแหงการตั้งคําถาม
ของพระเจา มิลนิ ทต อ พระนาคเสน จนทําพระเจา มลิ นิ ท ทรงเล่ือมใสในพระพทุ ธศาสนา
(คําถามคําตอบปุจฉาวิสัชนา ซ่ึงถูกเขียนบันทึกเปนหนังสือและแปลเปนภาษาตาง ๆ
ท่ีมีช่ือเสียงมาก เรื่องน้ีก็คือ มิลินทปญหา - The Milinda Panha or The Questions
of King Minlinda) ไดมีการสรางสถาปตยกรรม และประติมากรรมทางพุทธศาสนา
มากมายในแควนคันธาราฐ ซึ่งการสรางพระพุทธรูปนั้นมีลักษณะตาง ๆตามพุทธ
ประวัติ (ปางพระพุทธรปู )
พระพุทธรูปรูปแรกจึงเกิดขึ้นในสมัยของพระเจามิลินท หรือเมนันเดอรท่ี ๑
ชาวกรีกท่ีมาครอบครองแควนคันธาราฐ เม่ือประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๖ หรือ
๘๕
๒,๐๐๐ ปที่แลวน่ันเอง พระพุทธรูปที่เกิดข้ึนคร้ังแรกจึงเรียกรูปแบบของพระพุทธรูปนี้
วา แบบคันธาราฐ โดยถายแบบอยางเทวรูปท่ีพวกชาวกรีกนับถือกันในยุโรปมาสราง
พระพุทธรูปแบบคันธาราฐจึงมีใบหนาเหมือนฝร่ังชาวกรีก จีวรก็เปนริ้วเหมือน
เครื่องนุงหมของเทวรูปกรีก และตอมาในภายหลัง ราวพุทธศตวรรษ ที่ ๔-๑๒ มีคติ
นยิ มสรา งพระพุทธรูปเปนขนาดเลก็ ๆ (พระเคร่ือง) บรรจไุ วในพุทธเจดยี
ธรรมจักรในพทุ ธศาสนา
ทานอาจารยพุทธทาสภิกษุ ทานมีความสนใจในงานเกือบทุกดานของพุทธ
ศาสนา ทานไดเ ก็บและทําจาํ ลองปฏิมากรรม ทเี่ ก่ยี วกับพุทธศาสนาไวมากมาย ซ่ึงใน
สมัยพุทธกาลไมมีการบูชาพระพุทธรูป แตมีการทําภาพพุทธประวัติจาก หินสลัก ซึ่ง
สวนใหญตองตีความหมายใหออก ที่นํามาเปนภาพแสดงเฉพาะเก่ียวกับ ธัมมจัก
กัปปวัตตนะ ซึ่งรวบรวมโดยทานอาจารยพุทธทาสภิกขุ พรอมคําอธิบายดัง
รายละเอียดตอไปนี้
ภาพการประกาศธรรมจักร หรือธัมมจักกัปปวัตตนะ ณ ปาอิสิปตน
มฤคทายวัน ซึ่งเต็มไปดวยเทวดาและกวาง บัลลังกท่ีวางน้ัน หมายความวาพระองค
ประทับบนน้ัน ธรรมจักรคือสัญลักษณของพระองคในท่ีนี้ (จากหินสลักแบบสาญจี
สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
ภาพนี้เปนภาพการทรงประกาศธรรมในลักษณะพิเศษ คือ เหมือนหนึ่งการ
ประกาศอํานาจของพระจักรพรรดิ จึงไดเรียกกันวาการประกาศธรรมจักร เมื่อพระ
จักรพรรดิประกาศพระราชอํานาจโดยการปลอยมาเพื่อพิธีอัศวเมธออกไป ไมมีใคร
กลาตอตานในทิศทั้งส่ี น้ีฉันใด การประกาศธรรมจักรคืออริยสัจ ๔ ประการของ
พระองค ก็เปน สัจจะท่ีไมม ใี ครในมนุษยโลกหรอื เทวโลกคดั คา นได กฉ็ นั น้นั
หินสลักภาพประกาศธรรมจักรท่ีสาญจี มีแตการประกาศแกเทวดาดังในภาพ
นี้ ยังไมเคยเห็นที่ทําเปนภาพการประกาศแกภิกษุ ๕ รูปที่เรารูจักกันดีวาปญจวัคคีย,
ถึงแมที่ภารหุตก็เหมือนกัน. ขอนี้แปลวา ในสมัย พ.ศ. ๓๐๐-๔๐๐ น้ัน ยังไมถือวาการ
๘๖
ประกาศธรรมจักรนั้นประกาศแกภิกษุหารูปน้ันโดยตรงกระมัง. แมในยุคหลังมาอีก
มาก คือยุคพระพุทธรูปปางธรรมจักรที่งามที่สุด ที่คนพบที่สารนารถ ที่รูจักกันย่ิงกวา
พระพุทธรปู องคใด และเปน แบบสมยั คปุ ตะนน้ั ก็มิไดแสดงวาเปนการประกาศแกภิกษุ
หารูปนั้นอีกเหมือนกัน กลาวคือแทนที่จะทํารูปภิกษุหารูปนั้นไวท่ีใตฐานกลับไปทํา
เปนภาพคน ๗ คน มีเด็กและผูหญิงดวย ในหินสลักช้ันหลัง และท่ีไมมีความสําคัญ
เทานั้น ท่ีมีการทําภาพภิกษุหารูปนั้นบาง แตก็เปนสวนนอยเหลือเกิน ไมเหมือนสมัย
ปจจุบันนี้ พอมีการแสดงภาพธรรมจักรที่ไหน ก็มีภิกษุหารูปโดยที่จะขาดเสียมิได.
สรปุ ความวา ภาพการประกาศธรรมจักรที่สวนอิสิปตนมฤคทายวันยุคแรก ๆ นั้น มีแต
ภาพท่ีแสดงวาทรงประกาศแกเทวดามากมาย ไมมีภาพปญจวัคคีย ซึ่งไมมี
ความสําคัญอะไร สูกวางก็ไมได เพราะทําภาพกวางไวเสมอ การที่ทําเชนนี้ เขาใจวา
คงจะเปน เพราะถือวา การประกาศธรรมจักรน้ัน เปนการประกาศแกโลก หรือแกสากล
จกั รวาลและสูงสดุ อยทู ่พี วกเทวดา ถา เทวดาพวกเดียวยอมแพแ ลวเปน หมดปญ หา ใน
พุทธประวัติอยางมหายานนั้นมีกลาวไวชัดเจนวา พอตรัสรูแลว ก็ประกาศธรรมจักรไป
ทั่วทุกโลกธาตุ ซ่ึงแสดงดวยเทวดาเปนสวนใหญ แลวคอยไปแสดงแกภิกษุปญจวัคคีย
ในภายหลัง ซ่ึงในคัมภีรฝายเถรวาทมีกลาวถึงแตเพียงวา ในการประกาศแกภิกษุหา
รูปนี้ มีเทวดาจาํ นวนนับไมถ วนรว มรบั ดว ย และบรรลุมรรคผลมากมาย อยางไรก็ตาม
เปนอนั กลาวไดโดยแนนอนวา หนิ สลกั ยคุ แรก ไมไดใหความสําคัญแกภิกษุปญจวัคคีย
นนั้ เลย ดงั นั้นจึงปรากฏภาพการประกาศธรรมจกั รดังเชนทเ่ี หน็ อยใู นภาพนี้
ภาพที่พิมพไวในที่น้ี ตัดรอนใหไดสวนกลางซึ่งเปนสวนสําคัญเอามา เพื่อจะ
ไดขยายสวนใหใหญสักหนอย ถาเอาทั้งหมดก็เปนภาพยาว ซึ่งทําใหตัวภาพเล็กลง
มาก ลาํ บากแกการดู, แตอยางไรก็ตาม จะไดระบุส่ิงตาง ๆ ใหครบถวนดังที่ปรากฏอยู
ในภาพที่สมบูรณ (ซึ่งผูที่สนใจจะไปดูไดที่ภาพจริง) คือ ท่ีศูนยกลางมีภาพแทนวาง
เหนือแทนมีวงธรรมจักร ๓๒ ซี่ เหนือธรรมจักรมีฉัตร ๓ คัน และเทวดาแบบกินนร
ขนาบสองขาง ตามแบบฉบับของสาญจีทั่วไป ท้ังสองขางซายขวามีพุมไมขางละ
๔ พุม รวม ๘ พุม ตํ่าลงมามีเทวดาขางละ ๘ ตน รวม ๑๖ ตน ต่ําลงมามีกวางขางละ
๗ ตัว (รวมท้ังตัวเล็ก ๆ ขางแทน ขางละตัวดวย) รวม ๑๔ ตัว ซึ่งเปนสิ่งที่ควรศึกษา
กันโดยรายละเอยี ดตอ ไป
ฉัตรน้ันโดยทั่วไปมีเพียง ๑ คัน ในฉากที่สําคัญจึงจะมีถึงสามดังเชนในภาพน้ี
เปนตน กินนรกเ็ ปน แบบตายตัว จนถงึ กับอาจถอื เปน หลกั ไดว า แมใ นบางภาพหินสลัก
๘๗
สวนน้ันหักหายไป ก็เติมเอาไดโดยไมกลัวผิด เพราะมีภาพอ่ืนที่ยังดีอยู เหมือนกันทุก
ประการ จึงเรียกเสียวา "ตามแบบของสาญจี" ซ่ึงในภาพน้ีก็ตองอาศัยหลักเกณฑอันนี้
อยเู หมือนกัน
ธรรมจักรในภาพน้ี มีซี่ ๓๒ ซี่, มีจุดท่ีดุม ๘ จุด เกลี้ยงไมมีลวดลายอะไรเลย
ตามแบบของยุคอโศกและสุงคะ ผิดกับธรรมจักรแบบของยุคคุปตะ ที่ประกอบดวย
ลวดลายงดงามมากมาย ดังที่จะเห็นไดแมจากที่นครปฐมในเมืองเราเปนตน สําหรับ
จํานวนซ่ีน้ัน เปนปญหาทขี่ อ งใจกันมาก วาควรจะมีก่ีซ่ีกันแน ดังน้ันขอใหสังเกตดูเอา
เองจากธรรมจักรท่ีทําไวในอินเดียเอง ต้ังแต พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐ หรือสองพันสองรอยป
มาแลว ยิง่ ธรรมจกั รในยุคแรกคือยุคอโศก พ.ศ.๒๐๐ เศษดวยแลว จะมีซ่ีกวา ๓๒ ก็มี
ไมเ ปนที่ตายตัวทีเดียว แตที่มี ๓๒ ซี่นี้ มีมากกวาอยางอื่น และทํามีลักษณะเหมือนลอ
เกวียนธรรมดา ๆ ไมมีลวดลายเลย ในยุคหลังตอมาคงจะเนื่องจากอยากใหมีลวดลาย
สวยงามนั่นเอง จึงตองลดจํานวนซ่ีลงบาง เพ่ือมีเน้ือที่ทําลวดลายจึงเหลือ ๑๖, ๑๒
ตามลาํ ดบั กระทั่งในเมืองไทยเรา เอาแต ๘ ซ่ีตามสะดวกในเมอื่ จะเขียนภาพธรรมจักร
เลก็ ๆ เปนตน
เกี่ยวกับเร่ืองนี้ เทาที่ไดสอบสวนดูมาเรื่อย ๆ ทําใหเกิดความแนใจวา
ธรรมจักรท่ีแทจริง จะตองเล็งถึงวา ธรรมจักรในพุทธศาสนานั้นอยางหน่ึง ไมเก่ียวกับ
พุทธศาสนานั้นอยางหนึ่ง แมกระน้ันแลวยังตองแบงออกไปอีกวา เปนธรรมจักรท่ี
กําลังหมุน หรือวากําลังหยุดนิ่ง ๆ คือธรรมจักรเฉย ๆ ไมเก่ียวกับการหมุน ถาเปน
ธรรมจักรหยุดนิ่ง ควรจะมีเพียง ๔ ซ่ี ดังที่ปรากฏอยูท่ีลวดลายในฝาพระบาทแบบ
อมราวดียุคแรก ๆ ท่ีพวกเราในสมัยน้ีพากันเรียกวาสวัสติกะไปเสีย สิ่งที่เรียกวา
สวัสติกะ นั้นในทางพุทธศาสนาหรือของพุทธบริษัทบางนิกาย หมายถึง อริยสัจส่ีทํา
เปนส่ีแฉกรูปกากบาท ที่ปลายแฉกเติมเสนใหเล้ียวไปนิดหน่ึงในทางเดียวกัน จึงดูเปน
มีความเคลื่อนคอื หมนุ คร้ันตอมาพวกอื่นนิยมทําเปนรูปลูกลอเสียเลย ๘ ซี่บาง ๑๖ ซี่
บาง มันเลยดูหยุดนิ่ง ไมหมุน เพื่อจะใหดูหมุน จึงไดเติมซี่เขาใหมากจนถี่ยิบ
กลายเปน ๓๒ ซี่ หรือ ๖๔ ซ่ี (อยางท่ีปรากฏในลอแบบอโศก) และทําซ่ีเล็กพอลาง
เลือนก็ดูหมุนไปไดเหมือนกัน ดังเชนในแบบอมราวดี ซึ่งทําสักวาพอเปนขีด ๆ
เทานั้น แตใหมีจํานวนมากที่สุดท่ีจะมากได ในประเทศเราสมัยน้ี มักทําเอางาย ๆ
เปน ๘ ซี่ เทาจํานวนมรรคมีองคแปด หรือบางคนชอบทํา ๑๒ ซี่ เทากับอาการ ๑๒
ของอริยสัจ ก็ยังดูไมหมุนอยูนั่นเอง ดังนั้นเราจึงตองแบงรูปลอธรรมจักรออกเปน ๒
๘๘
ประเภท คือประเภทที่กําลังหมุน และท่ีกําลังหยุดเฉย ๆ สวนท่ีกําลังหมุน ตองไมมี
ลวดลาย เพราะของหมุนจะเห็นลวดลายไมได จึงตองทําใหเกล้ียง และมีซ่ีมากจนลาย
ตาทีเดียว ดังเชนในภาพท่ี ๔๒ น้ี เปนตน ซึ่งแทนพระธรรมไมใชแทนพระพุทธเจา
ตอเมื่อประสงคจะใหแทนพระพุทธองคโดยตรง ดังภาพหินสลักแบบภารหุต บางภาพ
จึงควรทํานอยซ่ีและมีลวดลายท่ีกง และที่ซ่ี และแมแตท่ีดุมธรรมจักรแบบคุปตะที่
นครปฐมมีลวดลายมาก ท้ังไมมีแทนวางประกอบ ควรถือวาวงธรรมจักรนั้นแทนองค
พระพทุ ธเจา โดยตรง และเปนธรรมจกั รหยดุ แมจะมซี ีม่ าก
สาํ หรบั ธรรมจักรสมัยอโศก หรือที่เรียกวา สมัยเมารยันโดยตรง ในสมัย พ.ศ.
๒๐๐ เศษนน้ั เราไมแนใ จวา เลง็ ถึงธรรมจักรในพระพุทธศาสนา เพราะยังไมแนใจวาใน
ตอนนั้น พระเจาอโศกนับถือพุทธศาสนาแลวหรือยัง กับทั้งมีขอเท็จจริงอยูวา วงลอ
นัน้ มีทํากนั อยูกอ นพทุ ธกาล หรือกอนหนาน้ันก็ได และวงลอนั้นเล็งถึงอํานาจของพระ
จกั รพรรดิเองมิไดเล็งถึงธรรมในพุทธศาสนาของพระพุทธองค เพิ่งจะรับเอามาใชในวง
พุทธศาสนาตอภายหลังเพื่อเปรียบพระพุทธเจากับพระจักรพรรดิในระดับเดียวกัน
หากแตฝายหนึ่งเปนอยางโลก อีกฝายหน่ึงเปนอยางธรรม เทาน้ัน และคงจะไดทําให
มีซ่ีมากนับไมถวน ดังเชน วงลอสมัยอโศกนั่นเอง พวกเราสมัยนี้ควรทําใหมี ๑๒ ซี่
คือ อาการสิบสองของอริยสัจ จึงจะมีความหมายดี เพราะเล็งถึงสัจจญาณ กิจญาณ
และกตญาณแหงอริยสัจทั้งส่ีนั้น ซ่ึงมีความหมายเปนการบรรลุธรรมตามลําดับ มิได
หยดุ นิง่ เสียทีเดยี ว
สําหรับแทนวางขางลางนั้น เม่ือวงลอหมายถึงพระธรรมไปแลว แทนนั้นก็
เปนสัญลักษณของพระพุทธองคเองตามเคย ดังในภาพอื่น ๆ ไมมีอะไรท่ีจะตอง
วินิจฉัยมากไปกวานี้ สองขางพระแทน มีกวางขนาดเล็กอยูขางละตัว (แยกออกจาก
กวางตัวใหญ ๆ อีกขางละ ๖ ตัว) น้ีเปนพวกสัญลักษณประจําพระแทน เชนเดียวกับ
กนิ นรขางบน ในเม่ือตองการแสดงภาพตอนทรงแสดงธรรมจักร, สวนกวางอีก ๑๒ ตัว
น้ันอยูในทาทางตางกัน เปนการแสดงภาพของสวนกวางตามธรรมดา. การที่มีกวาง
ขางละ ๖ (หรอื ๗ ตัว) จะมคี วามมงุ หมายในทางธรรมอยางไรบางน้นั กค็ วรจะลองนึก
ดูเพราะเผอิญจํานวนเลขเจ็ดน้ัน ไปตรงกับหมวดธรรมสําคัญ เชน โพชฌงคเจ็ด
ประการเขา ถึงแมจํานวนคนขางละ ๘ คนนั้น ก็ดูคลายกับมีเจตนาตั้งใจทํา มิใชทํา
ตามสบายไมม ีความมุง หมายเลยเปน แน
๘๙
ภาพประกาศธรรมจกั ร แบบภารหุต ภาพประกาศธรรมจักร แบบภารหุต ภาพประกาศธรรมจักร แบบภารหตุ
อกี ภาพหน่ึง อกี ภาพหน่งึ
ภาพประกาศธรรมจกั ร แบบ ภาพประกาศธรรมจักร แบบอมรวดี ภาพประกาศธรรมจกั ร แบบคันธาระ
อมราวดี อีกภาพหน่ึง
ภาพประกาศธรรมจกั รแบบพุทธคยา ภาพประกาศธรรมจกั ร แบบคันธาระ
อีกภาพหนง่ึ
ภาพประกาศธรรมจกั ร
แบบพุทธคยา ซงึ่ มอี ยนู อยมาก
ทม่ี า ๑. http://www.rmutphysics.com/CHARUD/scibook/buddha๑/sculpture.html
๙๐
การทาํ วัตรสวดมนต
ความหมาย ของการทาํ วัตร
การทําวัตร หรือที่เรียกกันส้ัน ๆ วา ทําวัตรคือการทํากิจที่ตองทําจนเปน
กจิ วตั รประจาํ วนั ซง่ึ เปนหนาทีข่ องพระภิกษสุ ามเณร และ อุบาสกอุบาสิกาทั่วไป จะ
ละเวนเสียเปนการไมสมควร เพราะเปนหนาท่ีโดยตรงของผูมุงแสวงบุญอยางหนึ่ง
การทําวตั รนิยมทาํ กนั วันละ ๒ เวลา คือเชา กับเย็นเรียกวา “ทาํ วัตรเชา” “ทําวัตรเยน็ ”
กิจท่ีตองทําในเวลาทําวัตรท้ังสองเวลานั้น คือ สวดบูชาพระรัตนตรัย สวด
พิจารณาปจจัยท่ีบริโภคทุกวัน สวดเจริญกรรมฐานตามควร สวดอนุโมทนาทานของ
ทายก และสวดแผสวนกุศล (กรวดน้ํา) ซึ่งคําสวดเหลานี้มีแบบสากลใชท่ัวไป จะมี
ตางกันบางในบางแหงก็เฉพาะบางบทท่ีตัดออกหรือเพิ่มเติมเขามาตามความนิยมใน
ถ่ินน้ัน ๆ เทาน้ัน การสวดมนต คือ การสวดสาธยายบทพระพุทธมนตตาง ๆ ท่ีเปน
พระสูตรกม็ ี เปน พระปริตรก็มี เปนคาถานิยมท่ีกําหนดขึ้นเพื่อใหนํามาสวดประกอบใน
การสวดมนตเปนประจําก็มี การสวดมนตน้ีนิยมสวดตอทายทําวัตรจะสวดมากหรือ
นอย และสวดบทไหนบาง แลวแตวัดนั้น ๆ จะกําหนดกันข้ึน ดวยเหตุน้ี จึงมัก
เรียกรวมกันไปวา "ทาํ วัตรสวดมนต"
ความมุงหมาย
ในสมัยพระพุทธองคยังทรงพระชนมอยู พระภิกษุสงฆจักพากันเขาเฝา
พระพุทธเจาในตอนหัวค่ําของทุก ๆ วันเปนนิตย ในโอกาสน้ัน นอกจากจะไดพบ
พระพุทธเจาแลว ยังไดฟงโอวาท ฟงอนุสาสนี และระเบียบวินัยที่ทรงบัญญัติขึ้น
ใหมดวย การเขาเฝาน้ีถือวาเปนกิจวัตรประจําวันของพระภิกษุ และแมอุบาสก
อบุ าสกิ ากเ็ ขาเฝาแบบนี้เหมือนกัน แตเปนเวลาบายถึงเย็น พระพุทธองคก็ทรงถือวา
การใหพระภิกษุสามเณร ทายก ทายิกาเขาเฝาในเวลานั้น ๆ เปนกิจวัตรประจําวัน
จึงไมเสด็จไปไหนในเวลาน้ัน ตอมาเม่ือพระพุทธองคปรินิพพานแลว มีประเพณี
สรา งพระพุทธรูปขนึ้ เปน เครอ่ื งหมายเคารพสักการะแทนพระพทุ ธเจา และประดษิ ฐาน
ไว ณ สถานที่สําคัญ ๆ ของวัด เชน ในโรงอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ เปนตน
สถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจัดเปนเอกเทศ โอโถง และสะอาดสวยงาม เพราะถือ
กันวาเปนที่ประทับของพระพุทธเจา ชาวพุทธจึงนิยมเขาไปยังสถานที่นั้น ๆ
โดยปฏิบัติเหมือนวาไดเขาเฝาองคพระพุทธเจาทุกเชาและเย็น และพากันสวด
สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ซึ่งเรียกวา ทําวัตร และสวดพระสูตร พระปริตรตาง ๆ
ซ่ึงเปนพระพุทธพจน เปนพระโอวาท เรียกวา สวดมนต เทากับไดฟงพระโอวาทของ
พระพุทธเจาทุกเชาเย็น การกระทําเชนน้ี นิยมแพรหลายข้ึนเร่ือย ๆ จนเกิดเปน
ระเบียบพิธขี น้ึ จนทกุ วนั นี้
๙๑
การทําวัตรสวดมนต
นอกจากมุงหมายเพื่อใหชาวพุทธไดเขาเฝาองคพระสัมมาสัมพุทธเจา เหมือน
เม่ือครั้งพุทธกาลแลว ยังเพ่ือใหผูปฏิบัติไดบําเพ็ญพระกรรมฐานอันเปนอุบายใหจิต
เปนสมาธิมีความสงบ ไมฟุงซาน วุนวายในขณะน้ัน แมจะชั่วระยะเวลาเพียงคร่ึง
ช่ัวโมง หรือ หน่ึงช่ัวโมง ก็จะมีผลทําใหจิตใจไดพักผอนจากอารมณภายนอก
ทําใหเกิดความเยือกเย็นเย็นสุขุมขึ้น เหมือนเคร่ืองยนตท่ีถูกใชงานหนักมาแลว
ไดถูกพักบาง แมไมนานก็ตาม ก็ทําใหเคร่ืองยนตน้ันเย็นลงมีกําลังดีขึ้น
นอกจากนั้น การทําวัตรสวดมนต ยังเปนโอกาสใหพระภิกษุสามเณรไดสวดพิจารณา
ปจจัย ไดสวดอนุโมทนาทานของทายก ไดสวดแผสวนกุศลหรือกรวดน้ําใหผูอ่ืน
ดว ยจติ บริสุทธิ์อีกดวย เพราะมีความมุงหมาย ดังนี้ บัณฑิตท้ังหลายจึงกําหนดการทํา
วัตรสวดมนตขึ้นไวเปนหนาที่ของชาวพุทธอยางหน่ึง ที่ไมควรละเวนหรือหลบหลีก
เสียดวยมองขามวา "เปนกิจไมสําคัญอะไร" เพราะเปนอุบายทําความดีอยางหนึ่งใน
พระพุทธศาสนา ที่เรียกวา "ภาวนามยั "
ประโยชนของการทําวัตรสวดมนต
ดังกลาวมาแลววา การทําวัตรสวดมนตเปนอุบายทําความดี ซ่ึงเปนบุญอยาง
หนง่ึ ฉะนนั้ เมอ่ื ทาํ จนเปน นสิ ัยประจําวนั แลว ยอ มไดรับผลอานสิ งสหลายประการ เชน
๑. ทําใหไ ดรบั ความช่ืนใจสบายใจ ทําใหเกิดพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ
เหมือนไดเ ขาเฝาองคพระสัมมาสัมพทุ ธเจา ตอ พระพักตรท กุ วนั
๒. ไดชื่อวาบําเพ็ญพระกรรมฐาน อบรมจิตใจใหเปนสมาธิ มีความแนวแน
สงบเย็น ไมฟุงซาน ทําใหจิตใจมีพลัง สามารถควบคุมอารมณ ขมกิเลส และควบคุม
ตวั เองไดดี
๓. ไดเปลือ้ งมลทินอันเกิดจากการบริโภคปจจัยของทายกโดยมิไดพิจารณาใน
วันนัน้ เทา กบั ไดเ ปลอื้ งหนใ้ี หตวั เอง จัดเปน ผลทางพระวนิ ัย
๔. ไดม ีโอกาสแผสว นบุญกศุ ลใหแ กผ ูอ่นื จัดวา ไดท าํ บุญขอ วา ปตติทานมัย
๕. ไดรับความนับถือและยกยองจากพระภิกษุสามเณรดวยกัน และทายก
ทายิกาทั่วไป วาเปนพุทธศาสนิกชนที่ดี ไมละเวนหนาที่ที่จะตองทํา รักษาระเบียบ
ประเพณีไวไ ด เปน การสรา งแบบอยา งทด่ี ไี วแกอนุชนรุนหลงั
๖. ทําใหเปนผูอาจหาญในหมู ไมติดขัดเกอเขินในเวลาทําพิธี เพราะเปนผู
แคลว คลอ งในมนตต า ง ๆ
อางองิ
http://www.dhammajak.net/dhammabox-2/10.html
๙๒
คําอธิษฐานภายหลังการเจรญิ ภาวนาหรือหลังจากประกอบการกศุ ล
หลังจากไดทําบุญหรือเจริญภาวนา ขอใหเราท้ังหลายนอมเอาบุญกุศล
ท้ังหลายท่ีไดบําเพ็ญมาในอดีต กําลังบําเพ็ญในปจจุบัน และที่จะบําเพ็ญตอไปใน
อนาคต เพ่ือรูแจงเห็นจริงในอริยสัจธรรมท้ัง ๔ รวมไวท่ีศูนยกลางกาย แลวกลาวคํา
อธษิ ฐานดงั น้ี
ขาพระพุทธเจา.. (ช่ือ-นามสกุล)... ซ่ึงมีเห็น จํา คิดรู กาย วาจา ใจ ในพุทธ
รัตนะ ธรรมรัตนะ สัมฆรัตนะ (ชาย)คุณครูอุปชฌายอาจารย, (หญิง)คุณครูบา
อาจารย คุณมารดาบิดา บารมี ๓๐ ทัศเปนเลิศ ในฝายสัมมาทิฏฐิ เปนท่ีพึ่งระลึก
รวมส่ังสมบารมีไวดีแลว ในอาณาจักรพุทธจักร ฐานทัพ ธาตุธรรม มรรคผลนิพพาน
ในฝา ยสมั มาทิฏฐแิ ตส วนเดยี ว ถาขาพเจา ทําใหท า นผูหน่ึงผใู ดเกดิ ความทุกข ภัย โรค
ดวยกาย วาจา ใจ เจตนาก็ดี ไมมีเจตนาก็ดี ระลึกไดก็ดี ไมระลึกไดก็ดี
ในสถานที่ตาง ๆ ขอใหขาพเจาขออโหสิกรรมซ่ึงกันและกันแกผูที่เกี่ยวของในกาลนี้
และเปนไปเพื่อความสําเร็จ สะอาด บริสุทธ์ิ สมบูรณ บริบูรณ ความเจริญ และ
ความม่ันคงในสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย คุณครู-บาอาจารย
คุณมารดาบิดา ผูมีอุปการะคุณ ทวยเทพส่ิงศักดิ์สิทธ์ิท้ังหลาย ในสถานท่ีน้ีและ
ในอนันตจักรวาล ผูรวมสั่งสมบุญบารมี ผูรักษาประเทศชาติ ศาสนา วิชชา
ธรรมกาย อาณาจักร พุทธจักร ฐานทัพ ธาตุธรรม มรรคผลนิพพาน
มนุษย อมนุษยและผูรวมสั่งสมบุญบารมี รวมตัวขาพระพุทธเจาดวย
ในการรวมส่งั สมบญุ บารมี ใหส ําเรจ็ กจิ ตามภูมิธรรมท่ปี รารถนา ในฝายสมั มาทิฏฐิ
ดวยบุญบารมีดังกลาวมาแลวนี้ ขาพระพุทธเจาขอนอมถวาย เปนพุทธบูชา
ธรรมบูชา สังฆบูชา ทวยเทพสิ่งศักด์ิสิทธ์ิทั้งหลายในสถานท่ีน้ี และในอนันตจักรวาล
พระเดชพระคุณหลวงพอวัดปากนํ้า ผูคนพบวิชชาธรรมกายของพระสัพพัญูพุทธเจา
ในฝายสัมมาทิฏฐิ (ชาย) คุณครูอุปชฌายอาจารย, (หญิง) คุณครูบาอาจารย
คุณมารดาบิดา ญาติพี่นอง ผูมีอุปการะคุณ ทวยเทพส่ิงศักด์ิสิทธิ์ทั้งหลาย
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ขาราชบริพาร
พระประยูรญาติท้ังหลาย ผูรักษาประเทศชาติ พระศาสนา วิชชาธรรมกาย
อาณาจักร พุทธจักร ฐานทัพ ธาตุธรรม มรรคผลนิพพาน มนุษย อมนุษย
และผรู ว มสัง่ สมบุญบารมี รวมตวั ของขาพระพทุ ธเจาเองดว ย
๙๓
ดวยบุญบารมีดังกลาวมาแลวน้ี จงชวยใหเห็น จํา คิด รู กาย วาจา ใจ
ของขาพระพุทธเจา และทานทั้งหลายไดเกิดในฤกษสรางบารมี บารมี ๓๐ทัศเปนเลิศ
ในฝายสัมมาทิฏฐิ ไดรวมส่ังสมบุญบารมีในฝายสัมมาทิฏฐิ ไดดวงตาเห็นธรรม
รูแจง เห็นจริง ในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ไดแก ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค สําเร็จกิจในบุพเพ
นิสวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวกญาณฯ พระสมถกรรมฐาน วิปสสนา
กรรมฐาน วิชชาจรณะ๑๕ และวิชชาธรรมกาย บําเพ็ญบารมี อันเปนอุปนิสัยแก
การแทงตลอด คือ อินทริยปโรปริยัตติญาณ อาสยานุสยญาณ มหากรุณาสมาปตติ
ญาณ ยมกปาฏิหาริยญาณ อนาวรณญาณ และ สัพพัญุตญาณ อาณาจักร
พุทธจักร ฐานทัพ ธาตุธรรม มรรคผลนิพพาน ในฝายสัมมาทิฏฐิแตสวนเดียว
พนจากวิบัติ บาปศักด์ิสิทธิ์ ภัยพิบัติ ภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ กิเลส อวิชชา
เครื่องเศราหมองท้ังหลาย ไมเกิดในอบายภูมิท้ัง ๔ โลกันตนรก และอรูปพรหม ๔
ชั้น พนจากกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ไดมนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ
นิพพานสมบัติ ไดศึกษาพระปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ พระสมถกรรมฐาน วิปสสนา
กรรมฐาน และวชิ ชาธรรมกาย สาํ เร็จ สะอาด บริสุทธ์ิ สมบูรณ บริบูรณ ความเจริญ
และความมั่นคง ในศลี สมาธิ ปญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัศนะ ไมเบียดเบียน
ทานผูอื่น ไมเบียดเบียนตัวของขาพระพทุธเจาเอง ดวยกาย ดวยวาจา ดวยใจ
ละชั่ว ดวยกาย วาจา ใจ ทําความดีดวย กาย วาจา ใจ ทําใจใหใสสะอาดบริสุทธิ์
ดวยบุญบารมี ท่ีขาพระพุทธเจา และทานท้ังหลาย กําลังบําเพ็ญอยูน้ี ถา
ขาพระพุทธเจาและทานท้ังหลาย มีความปรารถนาเปนพระสัพพัญูพุทธเจา หรือ
พระปจเจกพุทธเจา หรือพระอรหันตาขีณาสพเจาท้ังหลาย รวมท้ังพระจักรพรรดิ
รัตนะเจ็ด ขอบุญบารมีท้ังหลายเหลานี้ จงชวยใหขาพระพุทธเจา และทานท้ังหลาย
มีสวนไดรับบุญกุศล รวมส่ังสมบุญบารมีสําเร็จกิจตามภูมิธรรมที่ปรารถนา ในฝาย
สมั มาทฏิ ฐิ
ดวยบุญบารมีท่ีขาพระพุทธเจาและทานท้ังหลายกําลังบําเพ็ญอยูนี้ และ
ความสําเร็จ ไมมีทานผูหนึ่งผูใด สิ่งหนึ่งส่ิงใด รวมตัวของขาพระพุทธเจาเอง มี
อํานาจสิทธิมาทําลายลางในการส่ังสมบุญบารมี เพ่ือไมใหสําเร็จกิจตามภูมิธรรมที่
ปรารถนา ในฝายสัมมาทฏิ ฐแิ ตส วนเดียวได
ดวยบญุ บารมที ขี่ าพระพุทธเจา และทานทัง้ หลายกําลงั บําเพ็ญอยนู ี้ ขอแมพระ
ธรณี และทา นทง้ั หลาย รวมทัง้ ขา พระพทุ ธเจามีสวนไดรับบุญกุศล รวมส่ังสมบญุ บารมี
๙๔
สําเร็จกิจตามภูมิธรรมที่ปรารถนาในฝายสัมมาทิฏฐิ และมาเปนพยานใหกับ
ขา พระพุทธเจา และทา นท้ังหลาย รวมท้ังแมพระธรณี ในการสั่งสมบุญบารมี สําเร็จกิจ
ตามภูมิธรรมท่ีปรารถนาในฝายสัมมาทิฏฐิ และทรงไวซ่ึงอํานาจสิทธิ ความสําเร็จกิจ
ตามภูมิธรรมท่ีปรารถนาในฝายสัมมาทิฏฐิ ในตําแหนง .. (เลือกอธิษฐานตามความ
ปรารถนา เชน พระสัพพญั ูพุทธเจา พระปจ เจกพทุ ธเจา พระอรหันตาขณี าสพเจา
พระจักรพรรดริ ตั นะเจ็ด พระพทุ ธบิดา-มารดา พระอคั รสาวก ปกติสาวก ฯลฯ)..
พทุ ธัง ชวี ิตตัง ยาวะนพิ พานงั สะระณัง คจั ฉามิ
ธัมมงั ชีวิตตงั ยาวะนพิ พานัง สะระณงั คจั ฉามิ
สังฆงั ชีวติ ตงั ยาวะนพิ พานัง สะระณงั คัจฉามิ
นพิ พานะ ปจจะโย โหตุ
๙๕
รายชอื่ ผูจ ัดพิมพ
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกลา ธนบรุ ี
รศ.ดร. บวร ปภัสราทร คุณ สุรางค สมิตษิ เฐียร
คณุ รสสคุ นธ ปภัสราทร รศ.ดร.นิพนธ เจริญกิจการ
คณุ วรกร ปภัสราทร รศ.ดร.วิเชียร ชตุ มิ าสกุลและครอบครวั
คณุ ธนภรณ ปภสั ราทร ดร. พชั ราภรณ ลวันยานนท
ดร.สุรีย ฟูนิลกลุ และครอบครัว คณุ ธันยพัต ณัฐวราทติ ย
ดร. อุมาพร สุภสทิ ธิเมธีและครอบครัว ผศ.สุเมธ อังคะศิรกิ ลุ
ผศ.ดร.โจนาธาน โฮยิน ชาน ผศ.ดร.วชิรศกั ด์ิ วานิชชา
คุณ โกเมศ พรทพิ ยเ สถียร คณุ วีระศักดิ์ ถมั ภบ รรฑุ
คณุ อาก้มิ แซต งั้ และครอบครัว คุณสมุ ิตรา ศกุ ขโภคสกลุ และครอบครวั
คุณยง เฮีย้ มงคลพงศสิรแิ ละครอบครัว คณุ ชุติกาญจน หงษพทิ ักษกุลและครอบครัว
คุณวนั เพญ็ สวู งศธรรมและครอบครัว คุณรจุ บิ รู ณ คงสนุ ทร
คุณอรนชุ รัชตะสมบรู ณ คณุ วินิต ลศี ิริชัยกลุ
คณุ ปยะนุช นาคะโยธิน คุณเปรมกมล หลวงสนาม
คณุ อาภรณ เช่ยี วชาญเกษตร คุณอนั ฮวา นิลรตั นศ ิรกิ ุล
คุณทองสุข เชยลอมขําและครอบครัว คณุ ปณ ฑรยี สวัสดมิ งคล
คณุ ปก เฮียง แซล ิม้ คุณวรรณี อุดมภาพงศ
คุณชนิดาภา รุง โรจนแ ละครอบครัว คณุ ปุญมณี อดุ มภาพงศ
คุณทองพูน กมเลศร และครอบครัว คณุ รุงโรจน ขวญั โกมล
คุณกวงตวง แซเลก็ และครอบครัว คุณนนั ทยิ า ตรรี ัตนชาติ
คุณยทุ ธชยั มงคลพงศสิริและครอบครัว คณุ พรทิพย เดชากิจไพศาล
ดช. อิทธพิ ัทธ สวุ รรณเทวะธปู คณุ อาํ ไพ ชาตวิ งษ
คุณธนติ ถ สวุ รรณเทวะธูป คณุ ธนานชุ เพชรวงศ
คุณศิริรตั น บัณฑิตขจรและครอบครัว คณุ ธิดา รงั สีกุล
ดช.ศุภกฤต ยกุ ตะนนั ทน คุณสธุ าทิพย กลนิ่ กลน่ั
คณุ พิเชฎฐ ล่ิมวชริ รนนั ต คณุ ธนานุช เพชรวงศ
คณุ วรรณภสั สร สงั วาลยวร คณุ สุดารัตน เล็กประสิทธ์ิและครอบครวั
คณุ รัฐยา ปญ จสุชาติ คุณชนาภา เตชะทวกี ลุ
คุณเพ็กเฮยี ง ปญ จสชุ าตแิ ละครอบครวั คณุ สเุ มธ มณศี าสตรและครอบครัว
คณุ จารวุ รรณ วีระประเสริฐและครอบครัว คุณกุสุมา เอย่ี มไพศาล
คณุ สนิท ศริ สิ วสั ด์วิ ัฒนาและครอบครวั คณุ อจั ฉรา ธารอไุ รกลุ
คณุ พจนา ซอื่ เจริญกิจ คุณณฐั ฎพ ิชญา รวิภาสพรสกลุ
ผศ.ศศภิ า กลั ยาวนิ ยั และครอบครัว คุณสุรพงษ เกยี รตพิ งสา
คณุ ขนิษฐา เจรญิ สุขและครอบครวั ครอบครวั มงคลพงศสิริ
คณุ กนกวรรณ สวุ รรณเทวะธปู รานธนกรปริ้นส มจธ.
คณุ ชยั ณรงค ต้ึงสมบรู ณ รานคอฟฟ ปารค มจธ.
คณุ ปวีณา มงคลพงศสิริ บรษิ ทั จรลั สนิทวงศการพมิ พ จํากัด
๙๖