The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patiweth Ketkhong, 2020-12-03 11:52:10

ระบบยันต์

ระบบยันต์

ศกึ ษาแนวคิดยนั ต์รูปตวั ละครรามเกียรต์ิ

สำนกั หอสมุดกลาง
โดย
นางสาววานิษา บวั แย้ม
รหสั ประจาตวั นกั ศกึ ษา 03530122

การศกึ ษานีเ้ป็นสว่ นหนงึ่ ของรายวิชา
312 401 INDIVIDUAL STUDY IN ART HISTORY

การศกึ ษาเฉพาะบคุ คลในประวตั ศิ าสตร์ศลิ ปะ

ภาควิชาประวตั ศิ าสตร์ศลิ ปะ
คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร

ปีการศกึ ษา 2556

คำนำ

ยนั ต์ เป็นเคร่ืองรางของขลงั ประเภทหน่งึ ที่เกิดขนึ ้ มาอยา่ งยาวนาน ทงั้ ยงั มีความสาคญั ในการเป็น
องค์ประกอบการสร้ างวัตถมุ งคล และเคร่ืองรางของขลงั ประเภทอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ผ้ายนั ต์
ตะกรุด ลกู ประคา พระผงตา่ งๆ ฯลฯ แตด่ งั้ เดิมยนั ต์เป็นระบบการเขียนอกั ขระตวั หนังสือ ตวั เลข หรือภาพ
สญั ลกั ษณ์ บรรจภุ ายในหรือภายนอกกรอบท่ีเป็นรูปทรงเรขาคณิต แตพ่ ฒั นาการของยนั ต์ในระยะหลงั มานี ้
มกั จะม่งุ เน้นไปที่อานภุ าพ หรือการให้คณุ ในด้านตา่ งๆ รวมทงั้ รูปแบบท่ีมีการลดทอนอกั ขระต่างๆ ลงมา

สำนกั หอสมุดกลและมีการนาเอาภาพของเทพ สตั ว์มงคล หรือสิ่งศกั ด์สิ ิทธิ์อ่ืนๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบสาคญั ภายในยนั ต์
างซึ่งมกั จะพบในผ้ายนั ต์ และรอยสกั ยนั ต์ เป็นส่วนใหญ่ ทงั้ ยงั พบว่าภาพของตวั ละครในก็มีการนามาใช้ใน

ยนั ต์ด้วย ซงึ่ ตวั ละครในวรรณคดีเรื่องรามเกียรตน์ิ นั้ มีความนา่ สนใจเป็นพิเศษ เพราะมีการนาตวั ละครมาใช้
เป็นจานวนมากทงั้ พระราม พระลกั ษณ์ ทศกณั ฐ์ หนมุ าน พาลี สคุ รีพ องคต และมจั ฉานุ และเป็นท่ีนิยม
แพร่หลายในปัจจบุ นั มากที่สดุ

ผ้ศู กึ ษาจงึ มีความสนใจที่จะศกึ ษาเร่ืองแนวคดิ ในการนาตวั ละครในรามเกียรต์มิ าเป็นองค์ประกอบ
สาคญั ของยนั ต์ ได้แก่ ยนั ต์รูปพระราม พระลกั ษณ์ ทศกณั ฐ์ หนมุ าน พาลี สคุ รีพ องคต และมจั ฉานุ โดยจะ
ม่งุ เน้นไปในเร่ืองแนวคิดในการสร้าง รูปแบบและกระบวนการสร้าง ผลกระทบตอ่ คติความเชื่อท่ีมีต่อยนั ต์
และตวั ละครในรามเกียรต์ิ

นางสาววานิษา บวั แย้ม
ผ้จู ดั ทา



กติ ตกิ รรมประกาศ

ความสาเร็จของรายงารการค้นคว้าฉบบั นี ้ ในลาดบั แรกต้องขอบคณุ ตวั ข้าพเจ้าเองที่อดทน และ
พยายามทาจนสาเร็จลลุ ่วงไปได้ด้วยตวั เองเป็นหลกั และยงั ได้รับการช่วยเหลือจากบคุ คลอื่นๆ ที่ควรจะ
กล่าวถึงเป็นพิเศษ คือ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง ผ้เู ป็นอาจารย์ท่ีปรึกษา และนางสาวณฐั กมล ปะวารี
เพ่ือนตา่ งภาควิชาท่ีคอยให้การชว่ ยเหลือเป็นอยา่ งมาก

ลาดบั ต่อมาขอขอบคณุ พอ่ แม่ เพื่อนๆ พ่ีๆ น้องๆ หลายคนที่ไม่สามารถกลา่ วถึงได้ทงั้ หมด ท่ีอาจ

สำนกั หอสมุดกลางไมไ่ ด้ให้ความช่วยเหลือโดยตรง แตก่ ็คอยอย่เู คียงข้างเสมอมา อนั เป็นสว่ นหนง่ึ ของเหตผุ ลที่ทาให้ข้าพเจ้า

พยายามมาได้จนถงึ วนั นี ้

สารบัญ หน้า

กิตตกิ รรมประกาศ ........................................................................................................... ง
คานา .............................................................................................................................. จ
สารบญั ........................................................................................................................... ช
สารบญั ภาพ .....................................................................................................................
บทท่ี 1
1
1 บทนา ................................................................................................................. 2
ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา .................................................. 2
3
สำนกั หอสมุดกลความมงุ่ หมายและวตั ถปุ ระสงค์ของการศกึ ษา .......................................... 3
างสมมตฐิ านของการศกึ ษา ......................................................................... 3
4
ขอบเขตของการศกึ ษา ............................................................................. 4
ขนั้ ตอนการศกึ ษา .................................................................................... 10
แหลง่ ข้อมลู ท่ีใช้ในการศกึ ษา .................................................................... 12
2 ระบบยนั ต์ .......................................................................................................... 13
ความเป็นมาของระบบยนั ต์ในประเทศไทย ................................................ 15
องค์ประกอบของยนั ต์ .............................................................................. 15
กระบวนการสร้างยนั ต์ ............................................................................. 26
คติความเช่ือตอ่ ระบบยนั ต์และการนาไปใช้งาน .......................................... 28
3 ตวั ละครในรามเกียรตท์ิ ่ีปรากฏในระบบยนั ต์ .......................................................... 30
ยนั ต์หนมุ าน ........................................................................................... 31
ยนั ต์พระรามแผลงศร .............................................................................. 32
ยนั ต์ทศกณั ฐ์ ........................................................................................... 33
ยนั ต์หวั ใจทศกณั ฐ์ ................................................................................... 34
ยนั ต์พระลกั ษมณ์หน้าทอง ......................................................................... 34
ยนั ต์พาลีเชญิ ธง ...................................................................................... 35
ยนั ตส์ คุ รีพหกั ฉตั ร ....................................................................................
ยนั ต์สคุ รีพนาทพั ......................................................................................
ยนั ต์องคต ...............................................................................................
ยนั ต์มจั ฉานแุ หวกบาดาล .........................................................................



บทท่ี หน้า
4 วเิ คราะห์แนวคดิ ในการสร้างยนั ต์รูปตวั ละครในรามเกียรต.์ิ ......................................... 37
37
เปรียบเทียบองค์ประกอบของระบบยนั ต์ ..................................................... 43
44
เปรียบเทียบกระบวนการสร้างยนั ต์ …………………………………………..
ลกั ษณะคตคิ วามเชื่อตอ่ ตวั ละครรามเกียรตท์ิ ่ีถกู นามาใช้ในยนั ต์ …………... 45
อทิ ธิพลของวรรณคดีเรื่องรามเกียรตท์ิ ่ีมีตอ่ เคร่ืองรางของขลงั และระบบ 49
51
แนวคิดเร่ืองเลขยนั ตข์ องไทยในปัจจบุ นั ........................................................

5 บทสรุป .................................................................................................................

สำนกั หอสมุดกลางบรรณานกุ รม .........................................................................................................



สารบัญภาพ

ภาพที่ หน้า
1 ตวั เฑาะว์ ……………………………………………………………..……. 4
2 จารึกวดั ตระพงั นาค ............................................................................... 6
3 ยนั ต์โสฬสมหามงคล ............................................................................. 6
4 จารึกฐานพระพทุ ธรูปวดั คยู าง ................................................................ 7
5 การจดั ทพั ตรีเสนานาม ตาราพิชยั สงคราม ............................................... 9
6 ยนั ตย์ อดมงกฏุ ………………………………………………………..…... 10
7 ฐานการเดนิ จติ ของจกั รสกุ ิตตมิ า ตามแบบวดั ราชสิทธาราม ………..…… 12

สำนกั หอสมุดกลา8 ยนั ตห์ นมุ านเกีย้ วนางสพุ รรณมจั ฉา แบบที่ 1 ………………………..…… 17
ง9 ภาพจติ รกรรมเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนหนมุ านเกีย้ วนางสพุ รรณมจั ฉา …..….. 17

10 ยนั ต์หนมุ านเกีย้ วนางสพุ รรณมจั ฉา แบบที่ 2 ........................................... 18
11 ยนั ต์หนมุ านเกีย้ วนางสพุ รรณมจั ฉา แบบท่ี 2 …………………….……… 18
12 ยนั ตห์ นมุ านขนุ กระบ่ี ……………………………………………….…….. 18
13 ยนั ต์หนมุ านครองเมือง ……………………………………………..……... 19
14 ยนั ต์หนมุ านครองเมือง …………………………………………….……… 19
15 ยนั ต์หนมุ านครองเมือง ........................................................................... 19
16 ยนั ต์หนมุ านคลกุ ฝ่นุ ……………………………………………….……… 19
17 ยนั ตห์ นมุ านเชญิ ธง ………………………………………………………. 20
18 ยนั ต์หนมุ านเชิญธง …………………………………………………..……. 20
19 ยนั ต์หนมุ านเชญิ ธง …………………………………………………..……. 20
20 ยนั ต์หนมุ านตวั หก …………………………………………………….…… 20
21 ยนั ตห์ นมุ านตวั เจ็ด ................................................................................. 21
22 ยนั ตห์ นมุ านตวั แปด ………………………………………………….……. 21
23 ยนั ตห์ นมุ านตวั แปด ………………………………………………….……. 21
24 ยนั ต์หนมุ านตวั เก้า ……………………………………………….………... 22
25 ยนั ต์หนมุ านตวั เก้า ………………………………………………..……….. 22
26 ยนั ต์หนมุ านตวั เก้า ………………………………………………..……….. 22
27 ยนั ต์หนมุ านตวั สบิ ………………………………………………..………... 23
28 ยนั ตห์ นมุ านประสานกาย ……………………………………………..…… 23
29 ยนั ต์หนมุ านประสานกาย …………………………………………………. 23



ภาพท่ี หน้า
30 ยนั ตห์ นมุ านแผลงฤทธ์ิ ………………………………………………….…. 24
31 ยนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือน ……………………………………..…. 24
32 ยนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือน ………………………………………... 24
33 ยนั ตห์ นมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือน ………………………………………... 24
34 ยนั ต์หนมุ านแหวกบาดาล …………………………………………………. 25
35 ยนั ต์พญาหนมุ าน ………………………………………………………….. 25
36 ยนั ต์พระรามแผลงศร .............................................................................. 26
37 ยนั ตพ์ ระรามแผลงศร ……………………………………………………..... 26

สำนกั หอสมุดกลา38 พระรามแผลงศร จิตรกรรมฝาผนงั ระเบียงวดั พระศรีรัตนศาสดาราม ……… 27
ง39 ยนั ต์ทศกณั ฐ์ ……………………………………………………………….. 28

40 ทศกณั ฐ์ถืออาวธุ ครบมือ จิตรกรรมฝาผนงั ระเบียงวดั พระศรีรัตนศาสดาราม. 29
41 ยนั ตห์ วั ใจทศกณั ฐ์ …………………………………………………………... 29
42 ยนั ต์พระลกั ษมณ์หน้าทอง ………………………….………………………. 30
43 ยนั ต์พระลกั ษมณ์หน้าทอง ………………………….………………………. 30
44 ยนั ต์พาลีเชญิ ธง ……………………………………………………………... 31
45 ยนั ต์สคุ รีพหกั ฉัตร …………………………………………………………… 32
46 ภาพจติ รกรรมเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนสคุ รีพหกั ฉตั ร …………………………... 32
47 ยนั ตส์ คุ รีพนาทพั …………………………………………………………….. 33
48 ยนั ต์องคต …………………………………………………………………… 34
49 ยนั ต์มจั ฉานแุ หวกบาดาล …………………………………………………… 35
50 ยนั ตม์ จั ฉานแุ หวกบาดาล …………………………………………………… 35
51 ยนั ตพ์ าลีเชิญธง ……………………………………………………………... 37
52 ยนั ต์องคต …………………………………………………………………… 37
53 ยนั ต์พระเจ้า 28 พระองค์ …………………………………………………… 38
54 ยนั ต์ 9 ยอด ………………………………………………………………….. 38
55 ยนั ตห์ นมุ านครองเมือง ……………………………………………………… 39
56 ยนั ตห์ นมุ านครองเมือง ……………………………………………………… 39
57 สญั ลกั ษณ์อณุ าโลม สรู ย์ จนั ทร์ และอุ องการ ……………………………… 40
58 ยนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือนแบบที่ 1 ………………………………… 40
59 ยนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือนแบบที่ 2 ………………………………… 41



ภาพที่ หน้า
60 ยนั ตห์ วั ใจทศกณั ฐ์ ………………………………………………………….. 42
61 ยนั ต์หนมุ านประสานกายแบบที่ 1 ………………………………………….. 46
62 ยนั ต์หนมุ านประสานกายแบบที่ 2 ………………………………………….. 46
63 ยนั ตห์ นมุ านครองเมือง ……………………………………………………… 47
64 ภาพจติ รกรรมหนมุ าน ตอนไมยราพสะกดทพั ……………………………… 47
65 ยนั ตห์ นมุ านขนุ กระบี่ และเหลา่ ลิงลม ………………………………………. 47
66 ผ้ายนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือน ………………………………………. 48
67 ภาพขยายสว่ นผ้ายนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือน ………………………. 48

สำนกั หอสมุดกลาง68 ภาพขยายสว่ นผ้ายนั ตห์ นมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือน ………………………. 48



บทท่ี 1

บทนา

ความเป็ นมาและความสาคัญของปัญหา

ยนั ต์ หรือเลขยนั ต์ คือระบบการเขียนอกั ขระตวั หนงั สือ ตวั เลข หรือภาพสญั ลกั ษณ์ บรรจุภายใน
หรือภายนอกกรอบท่ีเป็นรูปทรงเรขาคณิต มีหลักฐานเก่ียวกับระบบเลขยนั ต์ที่เก่าแก่ในช่วงสุโขทัยและ
อยธุ ยา เช่น จารึกลานเงินอกั ษรขอม พบท่ีพระเจดีย์วดั บรมธาตกุ าแพงเพชร กล่าวถึง “ตวั เฑาะว์” อกั ขระ

สำนกั หอสมุดกลโบราณ ท่ีจดั วา่ เป็นอกั ขระยนั ต์ที่เกา่ แกท่ ่ีสดุ แบบหน่ึงของไทย จากหลกั ฐานพบว่าระบบยนั ต์ได้ถกู นามาใช้
างงานในการสร้างพระพมิ พ์1 แสดงให้เหน็ วา่ ระบบยนั ต์เป็นหนง่ึ ในองค์ประกอบการสร้างวตั ถมุ งคล เคร่ืองราง

ของขลังมานานแล้ว และยังคงเป็นองค์ประกอบที่สาคญั ในการสร้ างมาจนถึงปัจจุบัน ชีใ้ ห้เห็นว่ายันต์
ถือเป็นสิ่งที่มีความศกั ดิ์สิทธิ์ และสามารถใช้สร้างความศกั ดิ์สิทธิ์ให้แก่สิ่งของอื่นๆ ได้อีกด้วย หลกั ฐาน
สาคญั อีกอยา่ งหนงึ่ คือ แผน่ ทองคาจารึกคาถาหวั ใจพระสตู ร เป็นหลกั ฐานที่แสดงให้เห็นว่าในเบือ้ งต้นการ
สร้างยนั ตน์ า่ จะเป็นยอ่ คาของพระธรรมคาถาตา่ งๆ มาจดั เรียงอยา่ งเป็นระบบแบบแผน2

พฒั นาการของยนั ต์ท่ีมีตอ่ เนื่องมาในระยะหลงั มกั จะมงุ่ เน้นไปที่อานุภาพ หรือการให้คณุ ในด้าน
ตา่ งๆ เชน่ เมตตามหานิยม คงกระพนั ชาตรี มหาเสน่ห์ เป็นต้น จงึ ได้มีการลดทอนอกั ขระตา่ งๆ ลงมา และ
มีการนาเอาภาพของเทพ สัตว์มงคล หรือส่ิงศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบสาคญั ภายในยนั ต์
ตามแตค่ วามเชื่อในเร่ืองอานภุ าพของสิ่งท่ีนามาใสไ่ ว้ในยนั ต์นนั้ ๆ ซึง่ มกั จะพบในผ้ายนั ต์ และรอยสกั ยนั ต์
เป็นสว่ นใหญ่ เป็นท่ีนา่ สนใจวา่ ตวั ละครในวรรณคดี เชน่ หนมุ าน พระราม พาลี ขนุ แผน ชชู ก นางเงือก ก็มี
การนามาใช้ในยนั ต์ด้วย การนารูปตวั ละครในวรรณคดีมาใส่ในยนั ต์จึงเป็นเสมือนการสะท้อนความสาคญั
และความศกั ดส์ิ ิทธ์ิของตวั ละครท่ีถกู นามาใช้อยา่ งหนงึ่

ทงั้ นีต้ วั ละครในวรรณคดีเร่ืองรามเกียรตท์ิ ี่ถกู นามาใช้นนั้ มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีการนา
ตวั ละครมาใช้เป็นจานวนมากทงั้ พระราม พระลกั ษมณ์ ทศกณั ฐ์ หนมุ าน พาลี สคุ รีพ องคต และมจั ฉานุ
อีกทงั้ รามเกียรติ์นนั้ เป็นวรรณคดีที่มีอิทธิพลต่อสงั คมไทยมาช้านาน และมีอิทธิพลตอ่ ผ้คู นทุกระดบั พระ

1 ณฐั ธญั มณีรัตน์, เลขยนั ต์ แผนผังอนั ศักด์สิ ิทธ์ิ, (กรุงเทพฯ: สถาบนั พิพธิ ภณั ฑ์การเรียนรู้แหง่ ชาต,ิ 2553),
41-43.

2 เรื่องเดยี วกนั , 43-45.

1

2

นามของพ่อขุนรามคาแหง, ช่ือถา้ พระรามในศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงหลกั ที่หนึ่ง3 และการกล่าวถึง
พระรามนารายณ์ ในศิลาจารึกวดั ศรีชมุ หลกั ท่ีสอง4 แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวของพระรามนนั้ มีปรากฏมา
นานแล้วตงั้ แต่สมยั สุโขทยั ส่วนที่ปรากฏเป็นบทละครเร่ืองรามเกียรติ์นนั้ พบหลกั ฐานในสมยั อยธุ ยา เช่น
คาพากย์เร่ืองรามเกียรติ์สมยั กรุงศรีอยุธยา ซ่ึงมีเป็นบางตอน ไม่จบทงั้ เร่ืองและไม่ได้เป็นตอนติดต่อกัน
ตงั้ แตต่ อนพระรามลงโทษนางสามะนกั ขา จนถงึ ตอนกมุ ภกรรณล้ม5

จากอิทธิพลของวรรณคดีและความศกั ดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในตวั ละครของรามเกียรติ์ ทาให้ส่งผลต่อ
แนวความคิดในการสร้ างยันต์ ท่ีจากเดิมเน้นการลงอักขระ เปล่ียนเป็นการนารูปตัวละครมาใช้เป็น
สญั ลกั ษณ์สาคญั เป็นเสมือนการดงึ เอาความเช่ือและพลงั อานาจของตวั ละครมาใสใ่ นยนั ต์ ซงึ่ ได้รับความ

สำนกั หอสมุดกลางนิยมในหมคู่ นที่ชอบเคร่ืองรางของขลงั รวมถึงการสกั ยนั ต์เป็นอย่างมาก จวบจนปัจจบุ นั ยนั ต์รูปตวั ละครใน

รามเกียรตย์ิ งั คงเป็นท่ีนิยมอยา่ งมาก มีการกลา่ วถงึ การแสดงอานภุ าพ อิทธิปาฏิหาริย์ตา่ งๆ ที่เกิดขนึ ้ แก่ผู้ท่ี
มีเคร่ืองรางของขลงั นีต้ ดิ ตวั

ดังนัน้ ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาเร่ืองแนวคิดในการนาตวั ละครในรามเกียรติ์มาเป็น
องคป์ ระกอบสาคญั ของยนั ต์ ได้แก่ ยนั ตร์ ูปพระราม พระลกั ษมณ์ ทศกณั ฐ์ หนมุ าน พาลี สคุ รีพ องคต และ
มจั ฉานุ โดยจะมงุ่ เน้นไปในเร่ืองแนวคดิ ในการสร้าง รูปแบบและกระบวนการสร้าง ผลกระทบตอ่ คตคิ วาม
เช่ือที่มีตอ่ ยนั ต์ และตวั ละครในรามเกียรต์ิ

ความมุ่งหมายและวัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา
3.1 ศกึ ษารูปแบบระบบยนั ตร์ ูปตวั ละครในรามเกียรต์ิ
3.2 ศกึ ษาอิทธิพลทางรูปแบบศลิ ปกรรมและคติความเชื่อของตวั ละครในรามเกียรต์ิ
3.3 วเิ คราะห์หาแนวคดิ ในการสร้าง กระบวนการสร้าง และผลกระทบตอ่ คตคิ วามเชื่อท่ีเกิดขนึ ้

สมมตฐิ านของการศึกษา
ยนั ต์รูปตวั ละครรามเกียรติ์ถูกสร้างขึน้ ภายใต้แนวความคิดเร่ืองความศกั ดิ์สิทธิ์ของวรรณคดีเรื่อง

รามเกียรต์ิ และตวั ละครภายในเรื่อง ทงั้ นีอ้ าจเป็นเพราะรามเกียรติ์เป็นวรรณคดีท่ีมีเนือ้ หาและแก่นเร่ืองที่
สอดคล้องกบั หลกั คณุ ธรรมจริยธรรม ศาสนา และสถาบนั พระมหากษัตริย์ นอกจากนีต้ วั ละครที่นามาใช้
ตา่ งเป็นตวั ละครที่โดดเด่น มีความสามารถ ความศกั ดิ์สิทธิ์ และมีพลงั อานาจ ซ่ึงลกั ษณะของตวั ละคร

3กรมศิลปากร, ประชุมศิลาจารึกภาคท่หี น่ึง จารึกกรุงสุโขทยั , (กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ครุ ุสภา, 2515), 5.
4 เรื่องเดยี วกนั , 33.
5 เสถียรโกเศศ, อุปกรณ์รามเกียรต์ิ, (กรุงเทพฯ: บรรณาคาร, 2515), 250.

3

เหล่านีเ้ หมาะสมกับการนามาสร้ างเป็นยันต์ และเครื่องรางของขลงั ท่ีมีอานุภาพต่างๆ และให้คณุ ใน
รูปแบบตา่ งๆ แกผ่ ้ทู ่ีเคารพบชู า ตามลกั ษณะเฉพาะของตวั ละครท่ีปรากฏในบทละคร

ขอบเขตของการศกึ ษา
1. ศกึ ษารูปแบบและแนวคดิ ของยนั ต์รูปตวั ละครรามเกียรตใ์ิ นปัจจบุ นั โดยอาจมีการนาข้อมลู ของ
ระบบยนั ตแ์ บบดงั้ เดมิ เข้ามาเปรียบเทียบด้วย
2. ศกึ ษาในบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ขัน้ ตอนและวิธีการศกึ ษา

สำนกั หอสมุดกล1. รวบรวมและค้นคว้าข้อมลู จากหลกั ฐานเอกสารตา่ งๆ
าง2. เก็บข้อมลู จากการสมั ภาษณ์ พดู คยุ

3. วเิ คราะห์ข้อมลู และสรุปผลการศกึ ษา

แหล่งข้อมูลท่ีใช้ในการศกึ ษา
1. หอสมดุ กลาง มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร วงั ทา่ พระ
2. ห้องสมดุ ศนู ย์มานษุ ยวิทยาสริ ินธร
3. หอสมดุ แหง่ ชาติ
4. แหลง่ ข้อมลู อื่นๆท่ีเกี่ยวข้อง

บทท่ี 2
ระบบยันต์
2.1 ความเป็ นมาของระบบยนั ต์ในประเทศไทย
ความเช่ือเก่ียวกับเลขยันต์และคาถาอาคมเป็นสิ่งท่ีเกิดขึน้ มานานแล้วตงั้ แต่สังคมมนุษย์ยุค
ดกึ ดาบรรพ์ ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นความเช่ือของศาสนาใดศาสนาหนึ่งได้ หากแต่น่าจะมีรากฐานมาจาก
ความเชื่อเรื่องเวทมนต์คาถาท่ีมีการบญั ญตั ิขนึ ้ ตามรูปอกั ขระของแตล่ ะชนชาติ เช่น ยนั ต์ของอาหรับ นิยม
ใช้ตวั เลขบรรจไุ ว้ในยนั ต์ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์กาลงั ของดวงดาวต่างๆ ซึ่งก็มีลกั ษณะคล้ายคลึงกบั ยนั ต์ของ
ฮินดู ส่วนยนั ต์ของไทยเรานนั้ นิยมใช้ยนั ต์ที่ลงด้วยตวั อกั ษร โดยส่วนมากเป็นอกั ษรขอม เพราะถือว่าเป็น
ตวั หนังสือท่ีใช้ในทางศาสนามาแตเ่ ดิม1 สาหรับความเป็นมาของระบบยันต์ในประเทศไทยนนั้ สามารถ
ศกึ ษาได้จากร่องรอยท่ีปรากฏ ทงั้ จากโบราณวตั ถุ และหลกั ฐานเอกสาร เชน่ จารึก และวรรณคดตี า่ งๆ

ภาพที่ 1 : ตวั เฑาะว์ เป็นอกั ขระโบราณ จดั เป็นอกั ขระยนั ต์ทเี่ กา่ แกท่ ีส่ ดุ แบบหนง่ึ
ทม่ี า : http://www.komchadluek.net/media/img/size1/2010/11/01/bh9fjbi56hbbcafbkcib5.jpg

ในการสร้างพระพิมพ์จานวนมากซึ่งบรรจุไว้ในพระเจดีย์แถบเมืองกาแพงเพชร เมืองสพุ รรณบุรี
เมืองชยั นาท และเมืองสาคญั อ่ืนๆ พบหลกั ฐานเป็นจารึกลานเงิน ลานทอง ตามโบราณวตั ถดุ งั กลา่ วด้วย
เนือ้ หาภายในจารึกบง่ บอกถึงอานภุ าพ วิธีอาราธนาตา่ งๆ ทงั้ ยงั ปรากฏชื่อฤาษีผ้ชู ่วยสร้างพระพิมพ์เหล่านี ้
หลายตน ในจารึกลานเงินอกั ษรขอม พบที่พระเจดีย์วดั บรมธาตกุ าแพงเพชร ได้กล่าวถึงวิธีการสร้างพระ
พิมพ์ วสั ดใุ นการสร้าง ฤาษีผ้สู ร้าง ยนั ต์ประกอบ มนต์คาถากากบั อานภุ าพ และการนาไปใช้ 2 นอกจากนี ้
ยงั มีข้อความท่ีปรากฏในจารึกสมยั สุโขทยั และอยธุ ยา ท่ีแสดงให้เห็นถึงวิวฒั นาการของระบบยนั ต์ในไทย

1 เทพย์ สาริกบตุ ร, ประชุมมหายนั ต์ 108, (กรุงเทพฯ: เสริมวทิ ย์บรรณาคาร, 2508), 1.
2 ดารงราชานภุ าพ, สมเดจ็ กรมพระยา, เสดจ็ ประพาสต้น, (กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร, 2519), 80-84.

4

5

ที่ใช้โครงสร้ างจากแนวคิดของมหายานผสานเข้ากับพุทธศาสนาเถรวาท ดังเช่นข้อความในจารึกแผ่น
ทองคาจารึกคาถาหวั ใจพระสูตร อักษรขอมสุโขทยั ภาษาบาลี อายุประมาณพุทธศตวรรษท่ี 20 พบท่ี
สโุ ขทยั มีข้อความวา่ “... ที(ม) สํ อํ (ข)ุ จ (ภ) ก ส พทุ ฺธสํมิ อทุ ฺธํ อโธมออุ” ข้อความดงั กล่าวเป็นอกั ขระยอ่
ของคาถาหวั ใจพระสตู ร หวั ใจกาสลกั หวั ใจไตรสรณาคมน์ หวั ใจกรณีย์ และเคร่ืองหมายแทนพระเจ้าทงั้
สามในศาสนาพราหมณ์3 ซึ่งลกั ษณะการใช้อกั ขระยอ่ นีถ้ ือเป็นพฒั นาการของระบบยนั ต์ในเบือ้ งต้น ท่ีเป็น
การย่อเอาคาต้นหรือพยางค์ต้นของพระธรรมหรือบทสวดตา่ งๆ มาใช้ ตอ่ มาอกั ขระดงั กล่าวจงึ ได้ถกู นามา
จดั เรียงในรูปแบบของยนั ต์

จารึกวดั ตระพงั นาค เป็นจารึกอกั ษรขอมสโุ ขทยั ภาษาบาลี มีอายใุ นราวพทุ ธศตวรรษท่ี 21 พบท่ี
สโุ ขทยั เป็นหลกั ฐานที่แสดงให้เห็นถึงพฒั นาการของยันต์ในขนั้ ตอ่ มา ท่ีเร่ิมมีลกั ษณะคล้ายรูปแบบของ
ยนั ต์ที่บรรจุพระคาถาไว้ภายใน มีลกั ษณะเป็นกรอบรูปสี่เหล่ียม ภายนอกกรอบทงั้ สี่ด้านมีจารึกช่ือท้าว
จตโุ ลกบาล สว่ นภายในกรอบส่ีเหลี่ยมมีจารึกอกั ษรเร่ิมต้นด้วยคาวา่ นโม พทุ ฺธายะ สิทฺธ ตามด้วยสระและ
พยญั ชนะไปจนจบ ตอ่ จากนนั้ จงึ เป็นบทสรรเสริญพระพทุ ธคณุ ธรรมคณุ และสงั ฆคณุ ดงั นี ้

นโมพทุ ธฺ าย สิทฺธํ ( อ อา อิ อี อ)ุ อู
เอ ไอ โอ เอา อํ อะ
ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช (ฌ ญ)
ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ต ถ ท ธ น (ป ผ พ)
ภมยรลวสฬห
(อิ) ติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพทุ โฺ ธ วิ
(ชฺชาจรฝร) สมฺปรฺโน สคุ โต โลกวิทู....

3 อาจารย์ฉ่า ทองคาวรรณ ได้อธิบายวา่ “คาถา ที(ม) สํ อํ (ข)ุ คือ หวั ใจพระสตู ร ที ยอ่ มาจาก ทฆี นกิ าย/ ม ยอ่
มาจาก/ มชฺฌิมนิกาย/ ส ยอ่ มาจาก สยตุ ฺตนกิ าย/ อ ยอ่ มาจาก อคตุ ตฺ รนิกาย/ ขุ ยอ่ มาจาก ขทุ ฺทกนิกาย, คาถา จ ภ ก ส
คอื หวั ใจคาถากาสลกั จ ยอ่ มาจาก จช ทชุ ฺชนสงฺสคคฺ / ภ ยอ่ มาจาก ภช ปณฑฺ ติ า เสวน/ ก ยอ่ มาจาก กระ ปญุ ญมโหรตต/
ส ยอ่ มาจาก สรนิจฺจมนิจฺจต, คาถา พทุ ธฺ สํมิ คือ หวั ใจไตรสรณามน์ พทุ ยอ่ มาจาก พทุ ธ/ ธ ยอ่ มาจาก ธมมฺ / ส ยอ่ มาจาก
สงฺฆ/ มิ ยอ่ มาจาก สรณ คจั ฉามิ, คาถา อทุ ฺธํ อโธ คือ หวั ใจกรณีย์ มาจากกรณียมฺตสตู ร, คาถา มออุ คือ โอม เป็นคาประ
นบ นิยมใช้ขนึ ้ ต้นคานมสั การ อ้างจาก, หอสมดุ แหง่ ชาติ กรมศลิ ปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม 5, (กรุงเทพฯ: ภาพ
พมิ พ์, 2529), 48-49.

6

ภาพท่ี 2 : จารึกวดั ตระพงั นาค
ที่มา : http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_image_detail.php?id=174

เนือ้ หาในจารึกนีก้ รมศลิ ปากรสนั นิษฐานวา่ คือตาราสาหรับผ้ทู ี่เร่ิมเรียนสระและพยญั ชนะ เพราะ
สระทงั้ หมดนีเ้ป็นสระในภาษาไทย ไม่ใช่ภาษาบาลี และเป็นสระท่ีใกล้เคียงกับสระในภาษาสนั สกฤตมาก
ท่ีสุด รูปแบบของจารึกดังกล่าวนีม้ ีการจัดวางอักขระคล้ ายกับรูปแบบยันต์อย่างหน่ึง ที่ เรียกว่า
ยนั ต์โสฬสมหามงคล ซ่ึงเป็นการนาเอานามของเทวดาและศาสตราวธุ 4 ชนิด ลงไว้ตามด้านต่างๆ ส่วน
อกั ขระตงั้ แต่ นะโมพทุ ธายะ... เป็นต้นไป ได้ถกู นามาประดษิ ฐ์เป็น ยนั ต์พระเจ้านอโม หรือยนั ต์ปฐมอกั ขร
ซงึ่ เป็นยนั ตส์ ่ีเหลี่ยมภายในแบง่ เป็น 25 ชอ่ ง แตล่ ะชอ่ งมีอกั ขระหนง่ึ ตวั เดนิ ด้วยกลม้าหมากรุก4

ภาพท่ี 3 : ยนั ต์โสฬสมหามงคล
ท่ีมา : http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=prakruang&topic=27239
4 เทพย์ สาริกบตุ ร, พระคมั ภรี ์พระเวทฉบบั จตั ตุถบรรพ, (กรุงเพทฯ: อตุ สาหกรรมการพมิ พ์, 2501), 127.

7

นอกจากนีพ้ ระคาถาในจารึกต่างๆ ก็มีการนามาประดิษฐ์เป็นยันต์ด้วย เช่น จารึกจากฐาน
พระพทุ ธรูปวดั คยู าง กาแพงเพชร มีข้อความวา่ “ปถมํ สกลกฺขนเมกปทํ ทตุ ิยาทิปทสฺส นิทสูสนโต สมนิ ทุ
นิม สนิทุ (สมทุ) สนิทุ วิภชฺเฌ กมฺมโต ปถเมน (วินา)” ในภายหลังพระคาถานีถ้ ูกเรียกว่า คาถา
พระพทุ ธเจ้าแกวง่ จกั ร มีการนาไปผกู เป็นยนั ตป์ ถมงั ส่ีด้าน5

ภาพที่ 4 : จารึกฐานพระพทุ ธรูปวดั คยู าง
ทม่ี า : http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_image_detail.php?id=85

หลกั ฐานทางโบราณวตั ถดุ งั ท่ีได้ยกตวั อย่างไปในข้างต้น แสดงให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องยนั ต์ และ
เครื่องรางของขลงั นนั้ มีมาตงั้ แตก่ ่อนสมยั อยธุ ยาแล้ว ทงั้ นี ้วรรณคดใี นสมยั อยธุ ยาก็นบั เป็นหลกั ฐานสาคญั
อีกอยา่ งหนึง่ ท่ีแสดงให้เห็นถึงความเช่ือและการนาระบบยนั ต์ไปใช้งาน ดงั เชน่ ลิลิตพระลอ วรรณคดีสมยั
อยุธยาตอนต้น เนือ้ เร่ืองในตอนท่ีป่ เู จ้าสมิงพรายทาพิธีล่อลวงพระลอให้มาหาพระเพ่ือนพระแพง มีการ
กลา่ วถึงการร่ายยนั ต์ลงยาเสนห่ ์แก่พระลอ มีใจความ ดงั นี ้

“...ป่ กู ็เอาธงสามชาย รายยนั ต์มากกว่าเก่า เขียนพระลอเจ้าอยู่กลาง เขียนสองนาแนบสองข้าง
กอดเจ้าชา้ งรดั รึง ชกั ทึงทา้ วชวนเตา้ แลว้ ป่ เู ป่ าตะเคียนใหญ่ เก้าออ้ มใช่สามาญ ปลายไม้กรานก้มลง ป่ เู อา
ธงปักผลกั ข้ึน ตน้ ไมฟ้ ื้นฟฟ่ัน ใบไมส้ นั่ ฟฟัด...”6

บทเสภาเร่ืองขนุ ช้าง-ขนุ แผน เป็นวรรณคดีพืน้ บ้านซงึ่ ตกทอดมาตงั้ แตส่ มยั อยธุ ยาตอนต้น เดมิ เป็น

เสภาปากเปล่า ต่อมาจึงได้มีการรวบรวมเขียนขึน้ เป็นลายลักษณ์อักษร แล้วเสร็จทุกตอนในสมัย

พระบาทสมเด็จพระนงั่ เกล้าเจ้าอย่หู วั แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในเนือ้ เรื่องมีการกล่าวถึงพิธีไสยเวทย์ต่างๆ

รวมถึงเรื่องเลขยนั ต์ด้วย ดงั เช่นตอนขนุ แผนปลกุ กุมารทอง ก็มีการนาระบบยนั ต์เข้ามาใช้ โดยมีช่ือยนั ต์

ปรากฏอยดู่ ้วย ดงั นี ้

...ยนั ต์นารายณ์แผลงฤทธิ์ปิ ดศีรษะ เอายนั ต์ราชะปะพืน้ ล่าง

ยนั ต์นารายณ์ฉีกอกปกปิ ดกลาง ลงยนั ต์นางพระธรณีทีพ่ ืน้ ดิน

เอาไม้รกั ปักเสาขึ้นสีท่ ิศ มนต์ปิ ดปักธงวงสายสิญจน์

ลงเพดานยนั ต์สงั วาลอมรินทร์ ก็พร้อมส้ินในตําราถูกท่าทาง7

5 เทพย์ สาริกบตุ ร, พระคมั ภรี ์พระเวทฉบบั จตั ตุถบรรพ, (กรุงเพทฯ: อตุ สาหกรรมการพมิ พ์, 2501), 292-295.
6 กองวรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์, วรรณสมยั อยธุ ยา เล่ม 1, (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2529), 373.

8

ในตอนกาเนิดพลายงาม เม่ือพลายงามเรียนอ่านเขียมอักษรขอมไทยได้คล่องแคล่วแล้ว ก็เริ่ม

ศกึ ษาคมั ภีร์เลขยนั ต์ต่างๆ ได้แก่ คมั ภีร์ปัถมงั และคมั ภีร์อิทธิเจ ตลอดจนการลงเลขยนั ต์และไสยศาสตร์

ตา่ งๆ ใจความดงั นี ้

อนั เรื่องราวกล่าวความพลายงามนอ้ ย ค่อยเรียบร้อยเรียนรู้ครูทองประศรี

ทง้ั ขอมไทยไดส้ ้ินก็ยินดี เรียนคมั ภีร์พทุ ธเพทพระเวทมนตร์

ปัถมงั ตงั้ ตวั นะปัดตลอด แลว้ ถอนถอดถูกตอ้ งเป็นล่องหน

หวั ใจกริดอิทธิเจเสน่ห์กล แลว้ เล่ามนต์เสกขมิ้นกินนํ้ามนั

เข้าในหอ้ งลองวิชาประสาเด็ก แทงจนเหล็กแหลมลู่ย่ขู ยน้ั

มหาทะมืน่ ยืนยงคงกระพนั ทง้ั เลขยนั ต์ลากเหมือนไม่เคลือ่ นคลาย

แลว้ ทําตวั หวั ใจอิติปิ โส สะเดาะโซ่ตรวนไดด้ งั ใจหมาย

สะกดคนจงั งงั กําบงั กาย เมฆฉายสรู ย์จนั ทร์ขยนั ตี8

หลกั ฐานจากวรรณคดที ่ียกมาในข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ในสมยั อยธุ ยาได้มีการประมวลระบบยนั ต์
ขนึ ้ เป็นหมวดหมู่ มีการกาหนดรูปแบบและพิธีกรรมขึน้ อย่างเป็นระบบแล้ว หลกั ฐานที่แสดงให้เห็นเร่ืองนี ้
อย่างชดั เจน คือ ตาราพิชยั สงคราม ซ่ึงรวบรวมขึน้ ในสมยั สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 และมีการดดั แปลง
แก้ไขในสมยั สมเดก็ พระนเรศวรมหาราช เนือ้ หาในตาราพิชยั สงครามนนั้ มิได้มงุ่ เน้นแตเ่ ร่ืองการทหารเพียง
อย่างเดียว แต่ยงั รวมทงั้ เรื่องไสยสาสตร์และโหราศาสตร์ โดยเฉพาะคาถาอาคมและยนั ต์ซ่ึงถือเป็นเคร่ือง
ปอ้ งกันตนและอาวุธ เช่น เรื่องการแต่งคนออกทาศึก รวมไปถึงพาหนะในการทาศึก ก็มียนั ต์สาหรับลง
โดยเฉพาะ อาทิ ยนั ต์สาหรับลงเครื่องพิชยั ยุทธตา่ งๆ เช่น ยนั ต์สกุ ิตติมา สาหรับลงกลองศึก มีหลกั ฐาน
ปรากฏอย่บู นกลองโบราณ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นอกจากนีเ้ ลขยนั ต์ต่างๆ ยงั เป็นส่วน
สาคญั ในการตงั้ พยุหะและการยาตราทพั ซึง่ อาศยั กลเลขการคานวณเหมือนกบั ยนั ต์จตโุ ร ตรีนิสิงเห และ
โสฬสมหามงคล ดงั ที่บนั ทกึ ไว้ในตาราพิชยั สงคราม วา่

“...อนั ทพั ตรียเสนานาม เอามาซ่ึงคุณพระพทุ ธแลพระธรรมพระสงฆ์เจ้าเป็นที่พึ่ง อนั เส้นขีดทง้ั
แปดนน้ั คือเทพยดาทง้ั แปดพระองค์อนั รักษาเราอย่วู นั ยาม อนั ขีดทพั เป็นแถวทง้ั สามนน้ั คือคณุ แก้วทงั้ สาม
ประการ อนั เป็นกระบวนทพั ทง้ั เก้านน้ั คือพระนวหรคณุ เป็นทีพ่ ึ่ง อนั ว่าพลพยหุ ะมากน้อยเท่าใดก็ดี สําคญั
ว่าคุณบารมีพุทธเจ้า เมื่อผจญด้วยมาราธิราชเป็ นที่พึ่ง อนั ว่าเอา (๙) หาร คือพระเนาวโลกอุดรธรรม

7 ศลิ ปากร, กรม, เสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผน, (กรุงเทพฯ: ศลิ ปาบรรณาคาร, 2513), 354.
8 เร่ืองเดยี วกนั , 533.

9

อนั ลพั ท์ตงั้ สามฐาน นนั้ คือว่าเอาคณุ พระไตรสรณาคม เอาสามคูณ นนั้ คือ กุศล ๑ อกุศล ๑ อพั ยากฤต ๑
อนั เอา ๒ หารคือรูปธรรม ๑ นามธรรม ๑ แล...”9

ภาพท่ี 5 : การจดั ทพั ตรีเสนานาม ตามตาราพิชยั สงคราม
ทมี่ า : ณฐั ธญั มณีรัตน์. เลขยนั ต์ : แผนผังอนั ศักด์ิสทิ ธ์ิ. กรุงเทพฯ: สถาบนั พิพธิ ภณั ฑ์การเรียนรู้แหง่ ชาติ, 2553, 60.

(การจดั ทพั ทีช่ ือ่ ว่า ทพั ตรีเสนานาม คือ จดั ทพั เป็นสามทพั ใหญ่ แต่ละทพั แยกออกได้เป็นสามกอง
รวมทง้ั หมดมีเก้ากอง โดยแบ่งเส้นแปดเส้นแทนเทวดาแปดองค์ คือ พระอาทิตย์ พระจนั ทร์ พระองั คาร
พระพทุ ธ พระพฤหสั พระศกุ ร์ พระเสาร์ และพระราหู และแบ่งเป็นสามแถวแทนคณุ แก้วสามประการ คือ
พุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ และสังฆรัตนะ ให้ต้ังเป็ นกระบวนทัพทงั้ 9 หมายถึงคุณของพระพุทธเจ้าทง้ั 9
ประการ ส่วนจํานวนไพร่พลใหเ้ อากลเลขโบราณตงั้ หารเอา)10

ลกั ษณะทงั้ หมดในข้างต้นจึงแสดงถึงความเชื่อมโยงระหวา่ งการจดั ไพร่พลท่ีคานวณตามหลกั การ
ของ คัมภีร์ตรีนิสิงเห ท่ีอาศยั กลเลขอันเป็นอัตราท่ีเกิดจากกาลังเทวดาและคุณพระ เมื่อจะยกพลทา
สงคราม ให้ระลึกถึงคณุ พระรัตนตรัย บิดามารดา และครูอาจารย์ แล้วจึงสวดคาถาซ่ึงเป็นสูตรของยนั ต์
โสฬสมหามงคล ซึ่งเป็นการนาคาถาเจริญพระพทุ ธคณุ พระธรรมคณุ และพระสงั ฆคุณมากระจายเป็น
108 เรียกวา่ พระคณุ 108 แบง่ ตามคมั ภีร์รัตนมาลาได้เป็น คณุ พระพทุ ธเจ้า 56 คณุ พระธรรมเจ้า 38 และ
คณุ พระสงั ฆเจ้า 14 โดยนามาจากพยางคบ์ ทสวดสรรเสริญพระรัตนตรัยทงั้ สาม11

9 เทพย์ สาริกบตุ ร, พระคมั ภรี ์พระเวทฉบบั จตั ตุถบรรพ, (กรุงเพทฯ: อตุ สาหกรรมการพมิ พ์, 2501), 159.
10 ณฐั ธญั มณีรัตน์, เลขยนั ต์ : แผนผงั อันศักด์ิสทิ ธ์ิ, (กรุงเทพฯ: สถาบนั พพิ ธิ ภณั ฑ์การเรียนรู้แหง่ ชาติ, 2553),
60.
11 Isabel Azevedo Drouyer, Thai Magic Tattoos The Art and Influence of Sak Yant, (Bangkok: River
Books, 2013), 29.

10

สรุปได้ว่าความเชื่อเกี่ยวกับยนั ต์นนั้ มีพฒั นาการมาจนมีรูปแบบ และระบบที่ชดั เจนมาตงั้ แต่ใน
อดีต ไมว่ า่ จะเป็นวิธีการเขียน การปลกุ เสก และการนาไปใช้สร้างเป็นเครื่องรางของขลงั ตา่ งๆ ระบบยนั ต์จงึ
เป็นภมู ปิ ัญญาอยา่ งหนง่ึ ท่ีมีการสืบทอดกนั มาอยา่ งตอ่ เน่ืองยาวนาน
2.2 องค์ประกอบของระบบยนั ต์

ระบบยนั ต์ มิได้เป็นแคเ่ พียงการขีดเขียนธรรมดา หากแตม่ ีกระบวนการสร้างท่ีซบั ซ้อนตามระบบ
แบบแผนท่ีโบราณาจารย์ได้วางเอาไว้ โดยมีองคป์ ระกอบสาคญั 6 อยา่ ง ดงั นี ้

รูปแบบของยันต์ คือ ลายเส้นตา่ งๆ ท่ีปรากฏให้เห็น โดยทว่ั ไปจะอย่ใู นรูปทรงเรขาคณิตประเภท
ต่างๆ อาจแบ่งได้คร่าวๆ เป็น ยันต์รูปวงกลม ยนั ต์รูปสามเหล่ียมหรือสามมุม ยนั ต์รูปส่ีเหล่ียมหรือส่ีมุม
และยนั ต์รูปภาพ12 ซงึ่ รูปแบบทงั้ 4 นีอ้ าจนามารวมกนั อยภู่ ายในยนั ตเ์ ดียวกนั ก็ได้

ภาพที่ 6 : ยนั ต์ยอดมงกฏุ เป็นยนั ต์ในทางแคล้วคลาด มรี ูปแบบทเ่ี กิดจากรูปเรขาคณิตหลายแบบรวมกนั
ทมี่ า : http://board.yimwhan.com/show.php?user=athitchat&topic=10&Cate=6

สูตรท่ีใช้บริกรรมลงยันต์ ส่วนมากจะถกู กาหนดเอาไว้เฉพาะในแต่ละยนั ต์ ซ่ึงยนั ต์ทงั้ หมดทงั้
มวลท่ีถกู สร้างขนึ ้ จะต้องผา่ นการกากบั สตู รเสมอ เช่น ยนั ต์กลมเวลาลากเส้นต้องลงสตู รว่า “ยนั ตงั สนั ตงั
วิกรึงคะเร” ยนั ต์สามเหล่ียมเวลาลากเส้นต้องลงสตู รว่า “ติยนั ตงั สนั ตงั วิกรึงคะเร” เวลาลากเส้นกระดกู
ยนั ต์ต้องลงสตู รว่า “อฏั ฐิยนั ตงั สนั ตงั วิกรึงคะเร” อกั ขระยนั ต์เวลาเขียนจะต้องลงสตู รว่า “อกั ขระยนั ตงั
อปุ ปัชชะติ” สาหรับยนั ตท์ ี่เป็นรูปภาพตา่ งๆ เม่ือลากเส้นยนั ต์ จะต้องลงด้วยคาถาอาการ 3213 เป็นต้น

อักขระและสัญลักษณ์ท่ใี ช้ลงในยันต์ มีทงั้ ภายในและภายนอกเส้นยนั ต์หลกั ที่เป็นรูปเรขาคณิต
ภายนอกนนั้ อาจล้อมด้วยองค์พระหรืออกั ขระคาถา ส่วนยอดมกั จะใช้สญั ลกั ษณ์ พระอาทิตย์ พระจนั ทร์

12 อมร ศรีพจนารท, “ยนั ต์,” สารานุกรมไทยฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน 24, (กรุงเทพฯ: 2539), 15420-15433.
13 เทพย์ สาริกบตุ ร, ประชุมมหายนั ต์ 108, (กรุงเทพฯ: เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2508), 3-7.

11

และอุณาโลม ส่วนภายในนนั้ จะมีจานวนที่สอดคล้องกับช่องตารางภายในยนั ต์ อาจลงเป็นอักขระหรือ
ตวั เลขอย่างใดอย่างหน่ึง เช่น ยนั ต์ท่ีมี 16 ช่อง จะลงด้วยคาถาท่ีมี 16 ตวั เช่น คาถาพระเจ้า 16 องค์ หรือ
ยนั ต์ท่ีมี 56 ชอ่ ง ก็จะลงด้วยคาถาท่ีมี 56 ตวั เชน่ พทุ ธคณุ 5614

ส่วนยันต์ที่ใช้ ตัวเลขนัน้ เกิดจากการย่อรวมเอาอักขระจานวนหลายตัวเข้ าด้วยกัน แต่สื่อ
ความหมายไม่ต่างจากเดิม เช่น เลข 3 แทนคุณแห่งพระรัตนตรัย เลข 5 แทนคุณแห่งศีล 5 หรือ
พระพทุ ธเจ้า 5 องค์ เลข 7 แทนสตั ตโพชฌงค์15 เป็นต้น ลกั ษณะของการใช้ตวั เลขเชน่ นีก้ ็เพื่อลดเนือ้ ที่การ
เขียนลงไป ตวั อย่างของยนั ต์ในหมวดนี ้ได้แก่ ยตั น์จตโุ ร ยนั ต์ตรีนิสิงเห ยนั ต์โสฬสมงคล ทงั้ นีก้ ารวาง
รูปแบบไล่อักขระก็มิใช่การเขียนเรียงกันตามธรรมดา แต่มีกลการเดินอักขระด้วยเพื่อเวลาลงจะต้องใช้
สมาธิในการจดจามากขนึ ้

คาถาหรือมนต์ท่ีใช้เสก โดยทั่วไปจะมีการกาหนดไว้เฉพาะในแต่ละยันต์ เช่น ยันต์อาวุธ
พระพทุ ธเจ้า ให้ลงด้วยคาถา “อะสิสะติ ธนูเจวะ สพั เพเตอาวธุ านิจะ ภคั คะภคั คา วิจุณณานิ โลมงั มาเม
นะผสุ สนั ติ” ยนั ต์หวั ใจปถมงั 4 ดวง ให้ลงด้วย “ทุ สะ มะ นิ” สลบั ไปมาในตารางส่ีเหลี่ยม 4 ตาราง และ
ตามตาราให้เสกด้วย คาถาตรีนิสิงเห และพระพทุ ธเจ้าแกว่งจกั ร ส่วนยนั ต์ท่ีไม่ได้ระบุคาถาเอาไว้ชดั เจนก็
ให้เสกด้วยตวั หมายถึง ให้เสกด้วยคาถาท่ีลงในยนั ต์นนั้ นอกจากนีย้ งั มีการระบุถึงเรื่องจานวนด้วย ว่า
จะต้องเสกเป็นจานวนกี่จบ เชน่ เสกด้วยบารมี 30 ทศั 108 ก็จะต้องเสกคาถานีจ้ านวน 108 จบ16

การกาหนดจติ และการกาหนดคาบคาถา คอื การทอ่ งพระคาถาด้วยจิตที่เป็นสมาธิ เพง่ อารมณ์
ไปที่รูปแบบของยันต์ที่ทาการประจุอาคม บางครัง้ จะต้องมีการกาหนดลมหายใจ ซึ่งเรียกว่า คาบคาถา
กลา่ วคือ จะต้องท่องคาถาภายในระยะเวลาที่กลนั้ หายในครัง้ หน่ึง นบั เป็น 1 คาบคาถา ในบางตาราคาบ
คาถาจะสมั พนั ธ์กบั การกาหนดจติ ไว้ท่ีตา่ งๆของร่างกายด้วย เช่น ยนั ต์สกุ ิตติมา มีการตงั้ ฐานการภาวนาไว้
วา่ “สกุ ิตติมา อย่ทู ีศ่ นู ย์เหนือสะดือหน่ึงน้ิว สภุ าจาโร อยู่ทีอ่ ชั ฎากาศเบือ้ งตํ่า สสุ ีลวา อยู่ที่หทยั วตั ถุ สปุ าก
โต อยู่ทีค่ อ ยสั สสิมา อย่ทู ีอ่ ชั ฎากาศเบือ้ งบนกระหม่อม วสิทธิโร อยู่ที่ระหว่างค้ิว เกสโรวา อยู่ที่ระหว่างตา

14 ณฐั ธญั มณีรัตน์, เลขยนั ต์ : แผนผงั อันศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ, (กรุงเทพฯ: สถาบนั พิพธิ ภณั ฑ์การเรียนรู้แหง่ ชาติ, 2553),
18-19.

15 องั คาร ปัญญาศลิ ป์ , รอยสกั ไทย, (กรุงเทพฯ: วี. ท.ี เอส. บ๊คุ เซน็ เตอร์, ม.ป.ป.).
16 เทพย์ สาริกบตุ ร, ประชุมมหายนั ต์ 108, (กรุงเทพฯ: เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2508), 21-30.

12

อสมั ภิโต อยู่ที่ปลายจมูก” ผ้ทู ่ีจะเข้าใจระบบคาบคาถาอย่างลึกซึง้ นนั้ จะต้องผ่านการฝึกกัมมฏั ฐานแบบ
ลาดบั มากอ่ น17

ภาพที่ 7 : ฐานการเดินจิตของจกั รสกุ ิตตมิ า ตามแบบวดั ราชสทิ ธาราม
ทม่ี า : ณฐั ธญั มณีรัตน์. เลขยนั ต์ : แผนผังอันศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ. กรุงเทพฯ: สถาบนั พพิ ิธภณั ฑ์การเรียนรู้แหง่ ชาติ, 2553, 22.

ฤกษ์หรือช่วงเวลาท่ีเหมาะสม ยนั ต์บางชนิตจะมีการกาหนดเวลาท่ีจะทาเอาไว้ด้วย มีทงั้ แบบที่
เป็นฤกษ์เฉพาะ และฤกษ์ท่ัวไป แบบฤกษ์เฉพาะ เช่น ยันต์สุริยประภา จะต้องลงยันต์ในเวลาที่เกิด
สรุ ิยปุ ราคาเท่านนั้ ยนั ต์จนั ทรประภา จะต้องลงยนั ต์ในเวลาท่ีเกิดจนั ทรุปราคาเทา่ นนั้ ส่วนฤกษ์แบบทวั่ ไป
เชน่ ถ้าจะลงยนั ต์ด้านเมตตามหานิยมจะต้องทาในวนั จนั ทร์หรือวนั ศกุ ร์ หรือการห้ามลงยนั ต์ในวนั อบุ าทว์
และวนั โลกาวินาศ เป็นต้น18
2.3 กระบวนการสร้างยันต์

แบ่งออกเป็น 2 ขนั้ ตอนหลกั คือ พิธีการลงเลขยันต์ และพิธีการปลุกเสกยันต์ ทัง้ นีก้ ่อนการ
ประกอบพธิ ีลงเลขยนั ต์นนั้ จะต้องมีการสกั การะบชู าคณุ พระรัตนไตร เทพยดา และครูบาอาจารย์ก่อน โดย
มีการจัดดอกไม้ ธูปเทียน ขันครู เป็นเคร่ืองบูชา นอกจากนีย้ ังมีเครื่องสังเวยบูชา ประกอบด้วยมัจฉะ

17 ณฐั ธญั มณีรัตน์, เลขยนั ต์ : แผนผงั อันศักด์ิสทิ ธ์ิ, (กรุงเทพฯ: สถาบนั พิพิธภณั ฑ์การเรียนรู้แหง่ ชาติ, 2553),
21-22.

18 เร่ืองเดยี วกนั , 22-23.

13

มงั สาหาร 6 ประการ คือ หวั หมู เป็ด ไก่ ก้มุ ปทู ะเล และปลาช่อน พร้อมทงั้ เคร่ืองกระยาบวด19 ส่วนใน
ขนั้ ตอนการสกั การะคณุ นนั้ จะเริ่มด้วยการบูชาพระรัตนไตร เทวดา และครูบาอาจารย์ไปตามลาดบั โดย
เร่ิมจดุ ธูปเทียนบูชาพระเสียก่อน แล้วกล่าวคาถาบูชาพระรัตนไตร จากนนั้ จึงจดุ ธูปเทียนบูชาครูอาจารย์
ปักตามเครื่องสงั เวย และกลา่ วคาถาชมุ นนุ เทวดา ท้ายสดุ คอื กลา่ วคาถานมสั การครูอาจารย์

เม่ือเสร็จจากลงเลขยนั ต์แล้ว ต้องทาการปลุกเสกยนั ต์ตอ่ ยันต์ส่วนใหญ่จะมีการวางคาถาเสก
กากบั ไว้แล้ว แตถ่ ้าหากไม่มีคาถากากบั ไว้ก็มีการวางหลกั ว่า ให้เสกด้วยตวั เอง คือเสกด้วยคาถาที่ลงไว้ใน
ยนั ต์นนั้ นนั่ เอง และสาหรับยนั ต์ที่เป็นรูปภาพ จะต้องมีการเสกคาถาอาการ 32 กากบั ลงไปด้วย ทงั้ นีจ้ ะต้อง
เสกให้ครบตามจานวนท่ีกาหนดไว้ด้วย20

สำนกั หอสมุดกลาง2.4 คตคิ วามเช่ือต่อระบบยนั ต์และการนาไปใช้งาน
จากการศกึ ษาเอกสารเก่ียวกบั เครื่องรางของขลงั พบวา่ ยนั ต์เป็นเครื่องรางท่ีปรากฏลกั ษณะการใช้
งานหลากหลายรูปแบบมากท่ีสดุ โดยปรากฏทงั้ การใช้เด่ียว เชน่ การสกั ตามร่างกาย และการเขียนลงบน
พืน้ ผวิ ตา่ งๆ เพื่อทาเป็น ผ้ายนั ต์ ผ้าประเจียด ตะกรุด เป็นต้น และการใช้ร่วมกบั เครื่องรางของขลงั ชนิดอ่ืนๆ
เชน่ การจารลงบนพระเครื่อง อาวธุ ตา่ งๆ21

กฤตยาคมของยันต์ตามความเช่ือของคนไทยนัน้ มีความหลากหลายและครอบคลุมทั่วทุก
วตั ถุประสงค์ของผ้ใู ช้ในทุกด้าน ทงั้ ยนั ต์ทางคงกระพนั ชาตรี แคล้วคลาด โชคภาภ และเมตตามหานิยม
เป็นต้น ยนั ต์ถกู นามาใช้งานอยทู่ ว่ั ไปตามสถานที่ พิธีการตา่ งๆ รวมไปถงึ การใช้งานเฉพาะบคุ คล เชน่ ในรถ
โดยสารต่างๆ ในสนามบิน บนหลงั ช้าง ยนั ต์ปิดหวั เสาภายในบ้าน ยนั ต์ปิดฝาโลง เป็ นต้น สิ่งเหลา่ นีล้ ้วน
แสดงถึงการถูกนามาใช้งานในเรื่องการขออานาจจากส่ิงศักดิ์สิทธิ์เพ่ือปกป้องเคหสถาน ป้องกันตัว

19 เครื่องกระยาบวด ได้แก่ บายศรีปากชาม กล้วย 1 หวี มะพร้าวออ่ น 1 ลกู ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง ขนมแกง
บวช ขนาหวานสด 9 อยา่ ง ขนมหวานแห้ง 9 อยา่ ง ขนมเคร่ืองจนั อบั นมเนย ถว่ั ควั่ งาควั่ ถวั่ ดิบงาดบิ เผือกต้มมนั ต้ม
ผลไม้ 9 อยา่ ง ข้าวตอก 1 พาน หมากพลบู หุ รี่ 1 พาน ดอกไม้ 9 สี 1 พาน นา้ เย็น 1 แก้ว โถแปง้ หอมละลายนา้ หอม 1 โถ
เทียนเงินเทียนทอง 1 คู่ หนกั เลม่ ละ 4 บาท ไส้เทยี น 12 เส้น ปิดทองคาและเงินเปลว และธูปหอมสาหรับจดุ ปักบนเคร่ือง
สงั เวยเหลา่ นี ้อ้างจาก เทพย์ สาริกบตุ ร, ประชุมมหายนั ต์ 108, (กรุงเทพฯ: เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2508), 12-13.

20 เร่ืองเดยี วกนั , 21-30.
21 กิตตพิ ฒั น์ เพช็ รทองนะ, การตงั้ ช่ือยนั ต์ของคนไทย, วทิ ยาพนธ์ปริญญามหาบณั ฑิต สาขาวชิ าภาษาไทย
บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2551, 1.

14

ทาเสน่ห์ รักษาโรค รวมถึงการทาร้ายผ้อู ื่น ซ่ึงเป็นการใช้งานท่ีครอบคลุมไปแทบทกุ ด้านในชีวิตประจาวนั
ของคนไทย22

อีกประโยชน์หนึ่งของยันต์ที่อาจมีน้ อยคนจะเข้ าถึงได้ คือการฝึกฝนจิตตามแนวทางของ
พระพทุ ธศาสนา โดยผ้ทู ่ีฝึกในแนวทางนีส้ ่วนใหญ่จะเป็นกล่มุ พระภิกษุ และชนชนั้ ปกครอง ท่ีมีโอกาสได้
ศกึ ษาคมั ภีร์ต่างๆ เช่น คมั ภีร์อิธะเจ คมั ภีร์ตรีนิสิงเห คมั ภีร์ปถมงั เป็นต้น ซ่ึงเปา้ หมายของการศกึ ษาจาก
คมั ภีร์เหลา่ นีจ้ ะมงุ่ เน้นไปที่การฝึกจติ เป็นสาคญั เชน่ การเพง่ อกั ษร และการฝึกเจริญธาต2ุ 3

จากผลการศกึ ษา พบวา่ ระบบยนั ต์ในประเทศไทยนนั้ เกิดขนึ ้ มายาวนานแล้ว ภายใต้ความเช่ือของ

สำนกั หอสมุดพระพทุ ธศาสนาและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยใช้อกั ขระขอม ภาษาบาลี เร่ิมมีระบบแบบแผนเป็นขนั้ ตอน
กลางอยา่ งชดั เจนในสมยั อยธุ ยา การนาระบบยนั ต์มาใช้งานนนั้ มีหลากหลายรูปแบบ ทงั้ การสกั ไว้ตามร่างกาย

รวมทงั้ นาเข้าสกู่ ระบวนการสร้างเคร่ืองรางของขลงั ตา่ งๆ อาทิ ผ้ายนั ต์ เสือ้ ยนั ต์ ตะกรุด ลกู ประคา มีดหมอ
พระผงและพระกริ่งต่างๆ ฯลฯ จึงเห็นได้ว่าระบบยนั ต์นนั้ มีความสาคญั ในแง่ของการให้คุณหรือสร้ าง
อานุภาพตา่ งๆ ได้ในตวั เอง ทงั้ ยงั เป็นปัจจยั สาคญั ในการสร้างเคร่ืองรางของขลงั อีกด้วย ซึง่ อาจเป็นในแง่
ของความเชื่อท่ีเชื่อมโยงตอ่ มาว่าอานภุ าพความศกั ดิ์สิทธิ์ของยนั ต์จะสามารถสร้างความศกั ดิ์สิทธิ์ให้กับ
เครื่องรางของขลงั นนั้ ๆ ได้ ทงั้ นี ้ในกระบวนการสร้างยนั ต์นนั้ ไม่ใช่แค่เพียงการขีดเขียนออกมาเป็นรูปยนั ต์
แตเ่ พียงอย่างเดียว หากแตจ่ ะต้องมีการกาหนดจิตในการเขียนและลงอกั ขระ รวมทงั้ การทาพิธีกรรมตา่ งๆ
อยา่ งครบถ้วนสมบรู ณ์ตามที่โบราณาจารย์ทา่ นได้กาหนดกฎเกณฑ์เอาไว้ด้วย

พัฒนาการของยันต์ท่ีมีต่อเนื่องมาในระยะหลัง ได้มีการลดทอนอกั ขระต่างๆ ลงมา และมีการ
นาเอาภาพของเทพ สตั ว์มงคล หรือสิ่งศกั ดิ์สิทธิ์อื่นๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบสาคญั ภายในยนั ต์ ตามแต่
ความเชื่อในเร่ืองอานภุ าพของสงิ่ ที่นามาใสไ่ ว้ในยนั ตน์ นั้ ๆ ซงึ่ มกั จะพบในผ้ายนั ต์ และรอยสกั ยนั ต์ เป็นส่วน
ใหญ่ เป็นท่ีนา่ สนใจวา่ ตวั ละครในวรรณคดกี ็มีการนามาใช้ในยนั ต์ด้วย เช่นการนารูปตวั ละครในรามเกียรติ์
มาใช้ ดงั จะกลา่ วตอ่ ไปในบทท่ี 3

22 Isabel Azevedo Drouyer, Thai Magic Tattoos The Art and Influence of Sak Yant, (Bangkok: River
Books, 2013), 29.

23 ณฐั ธญั มณีรัตน์, เลขยนั ต์ : แผนผังอันศกั ด์ิสทิ ธ์ิ, (กรุงเทพฯ: สถาบนั พิพิธภณั ฑ์การเรียนรู้แหง่ ชาติ, 2553),
95-98.

บทท่ี 3

ตัวละครรามเกียรต์ทิ ่ีปรากฏในระบบยนั ต์

รามเกียรต์ิเป็นวรรณกรรมเก่าแก่ท่ีทรงอิทธิพลตอ่ สงั คมและวฒั นธรรมไทยมายาวนาน นอกจาก
ทางด้านวรรณกรรมแล้วรามเกียรติ์ยังถูกนาไปถ่ายทอดเป็นงานด้านอื่น เช่น ทศั นศิลป์ นาฏศิลป์ ฯลฯ1
แม้ว่ากาลเวลาจะเปล่ียนแปลงไป แต่รามเกียรติ์ยังคงเป็นวรรณกรรมท่ียังคงอิทธิพลต่อความเชื่อของ
คนไทย และได้รับความนิยมในการถ่ายทอด โดยเฉพาะในงานศลิ ปะ และพิธีกรรมความเช่ือตา่ งๆ ดงั เชน่
การนาตวั ละครรามเกียรตม์ิ าใช้งานร่วมกบั ระบบยนั ต์

สำนกั หอสมุดกลตามเนือ้ เร่ืองรามเกียรตน์ิ นั้ พบวา่ มีตวั ละครเป็นจานวนมาก ทงั้ ฝ่ายเทวดา มนษุ ย์ ยกั ษ์ วานร ทงั้ นี ้
างตวั ละครท่ีถกู นามาใช้งานในระบบยนั ต์เทา่ ท่ีพบในประเทศไทยปัจจบุ นั ก็มีเป็นจานวนมากเชน่ เดียวกนั ทงั้

จากการสืบทอดรูปแบบมาจากโบราณาจารย์ และจากการผูกเลขยนั ต์ขึน้ ใหม่โดยเหล่าอาจารย์ผู้มีวิชา
ความรู้ในศาสตร์ด้านนีใ้ นปัจจบุ นั เช่น อาจารย์หนู กนั ภยั , หลวงป่ แู ล วดั พระทรง จ.เพชรบรุ ี ฯลฯ หากแต่
รูปยนั ต์ที่เป็นที่นิยม และถกู นามาใช้งานกนั จริงๆ นนั้ มีแคเ่ พียง 8 ตวั ละครเท่านนั้ สนั นิษฐานว่านา่ จะเป็น
ตวั ละครท่ีเหล่าโบราณาจารย์แตด่ งั้ เดิมนามาผกู เป็นเลขยนั ต์ไว้ คือ พระราม พระลักษมณ์ ทศกณั ฐ์ พาลี
สคุ รีพ องคต หนมุ าน และมจั ฉานุ โดยรูปแบบการนามาใช้งานในระบบยนั ต์นนั้ แสดงให้เห็นชดั เจนผา่ นช่ือ
ยนั ต์ และองค์ประกอบภายในยนั ต์ที่มีการนารูปตวั ละครนนั้ ๆ มาเป็นรูปหลกั ของยนั ต์ แล้วลงอกั ขระตา่ งๆ
เป็นส่วนประกอบรอง ทงั้ นี ้ พบว่ายงั มียนั ต์ที่มีการตงั้ ชื่อตามชื่อตวั ละครในรามเกียรติ์ แต่ไม่ได้นารูปตวั
ละครมาใช้เป็นรูปหลกั คอื ยนั ต์พระลกั ษมณ์หน้าทอง และยนั ต์หวั ใจทศกณั ฐ์ ท่ีมีการใช้อกั ขระเป็นส่วนประ
หลกั ของยนั ต์ ซงึ่ จะได้กลา่ วถึงตอ่ ไป

ยนั ต์รูปตวั ละครรามเกียรติ์ที่สร้ างขึน้ จากตวั ละครทงั้ 8 นี ้โดยมีรูปแบบการตงั้ ช่ือของยนั ต์โดย
ใช้ช่ือตวั ละครร่วมกบั เหตกุ ารณ์หรือการกระทาของตวั ละครนนั้ เทา่ ท่ีพบและมีความนิยมในปัจจบุ นั มีดงั นี ้

3.1 ยันต์หนุมาน
เป็นยนั ต์ท่ีใช้รูปหนมุ านเป็นองคป์ ระกอบหลกั ของยนั ต์ โดยทาเป็นรูปวานร ปากอ้า หวั โล้น มีอาวธุ

ประจากายคือ ตรีเพชร2 ซึ่งเทียบเคียงได้กับลักษณะทางโขน และงานจิตรกรรม แต่ไม่ได้มีการลง

1 กรินทร์ กรินทสทุ ธ์ิ, รามเกียรต์ิ : รูปแบบในงานประเพณีและร่วมสมัย, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑิต
สาขาวชิ าประวตั ศิ าสตร์ศลิ ปะ บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร, 2549, 5.

2 เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกลุ , ตัวละครในรามเกียรต์ิ 3 หมวด : วานรพงศ์, (กรุงเทพฯ: เศรษฐศลิ ป์ , 2549).

15

16

รายละเอียดอื่นๆ ท่ีซบั ซ้อนเทา่ เชน่ สีกาย มาลยั ทอง เขีย้ วแก้ว ขนเพชร เป็นต้น โดยแตล่ ะยนั ต์ก็จะทาเป็น
รูปหนมุ านท่ีมีทว่ งทา่ อิริยาบถแตกตา่ งกนั ออกไป ซึง่ สามารถแบง่ ได้โดยช่ือยนั ต์ที่ตงั้ ขนึ ้ ตามลกั ษณะอาการ
ของหนุมานในตอนนัน้ ๆ เช่น ยันต์หนุมานแผลงฤทธิ์ ยันต์หนุมานหาวเป็นดาวเป็นเดือน ยันต์หนุมาน
เกีย้ วนางสพุ รรณมจั ฉา เป็นต้น

แตเ่ ดมิ ยนั ต์หนมุ านนนั้ ถกู แบง่ ไว้เป็น 12 ตน บ้างก็วา่ 9 ตน โดยมีชื่อเรียกตามลาดบั คือ หนมุ าน
ตนหน่ึง หนุมานตอนที่สอง เร่ือยไป โดยแบ่งตามเหตกุ ารณ์ตา่ งๆ ในท้องเรื่องรามเกียรต์ิออกเป็นตอนๆ
ตอนละ 3 ตน คือ ตอนเริ่มอาสา ผกู เป็นรูปหนมุ านยืนเรียงกนั 3 ตน วางท่าคล้ายกนั คือ มือท้าวเอว ฟังคา
บญั ชา อีกมือมีทงั้ ที่เป็นมือเปล่า และถืออาวธุ , ตอนพร้อมรบ ผกู เป็นหนมุ านยืนเรียงกนั 3 ตน3 ถืออาวธุ

สำนกั หอสมุดกลางพร้อมรบ, ตอนกาลงั รบ จะเป็นตอนที่แผลงฤทธิ์แล้ว คือมี 4 กร และเพิ่มไปเป็น 8 กรในตนท่ีเก้า ซึ่งมี

ความเชื่อกนั วา่ เป็นตนท่ีแรงที่สดุ ส่วนหนมุ านตนสิบและตนอื่นๆ บ้างก็ว่าผกู ขนึ ้ มาจากตนท่ีเก้า เน่ืองจาก
ธรรมเนียมที่วา่ อาจารย์แตล่ ะทา่ นจะสามารถสกั หนมุ านตนเก้าได้เพียงคนละครัง้ เทา่ นนั้ อาจารย์บางคนจงึ
ผูกหนุมานตนที่สิบขึน้ มาโดยถอดแบบมาจากตนท่ีเก้า ส่วนอีกสายหน่ึงก็ว่าหนุมานตนสิบอยู่ในตอนท่ี
อาจารย์ทา่ นแบง่ ไว้เป็นตอนสดุ ท้าย คือ ตอนรบชนะ ซง่ึ ยนั ตห์ นมุ านครองเมืองก็รวมอยใู่ นตอนนีด้ ้วย4

ยนั ต์หนุมานนนั้ เป็นท่ีนิยมมากโดยเฉพาะในหมู่คนที่ชอบในเร่ืองเคร่ืองรางของขลังรวมทงั้ การ
สกั ยนั ต์ เพราะอิทธิฤทธ์ิและความเก่งกล้าสามารถของหนมุ าน ทหารเอกของพระรามที่เกิดจากพระอิศวร
แบ่งกาลงั ของตนเองจากศาสตราวุธของพระองค์ หนมุ านเมื่อแรกเกิดนนั้ มีร่างกายใหญ่เทา่ ลิงอายุ 16 ปี
มีกุณฑล ขนเพชร เขีย้ วแก้ว หาวเป็นดาวเป็นเดือน สามารถแผลงฤทธิ์เป็นส่ีหน้าแปดมือได้ ทัง้ ยังได้
รับประทานพรจากพระพายให้มีอายุชวั่ กัลป์ แม้ถูกใครฆ่าตายก็กลบั ฟื น้ คืนได้เม่ือมีลมพดั มาต้องกาย5
นอกจากความสามารถอนั เป็นเลิศในเร่ืองการรบแล้ว หนมุ านยงั โดดเดน่ ในเรื่องความเจ้าช้อู ีกด้วย ในการ
ทาศึกแต่ละครัง้ หากมีหญิงงามเข้ามาเก่ียวพัน หนุมานก็เป็นต้องฉกฉวยโอกาสคว้าเอามาเป็นเมีย

3 ยนั ต์หนมุ านตวั หนง่ึ ถึงตวั ห้าในปัจจบุ นั นไี ้ มพ่ บข้อมลู รวมถงึ รูปภาพที่แนช่ ดั ทงั้ นี ้อาจเป็นเพราะไมค่ อ่ ยได้รับ
ความนยิ มจนสญู หายไป หรืออาจมีการใช้ชื่อเรียกใหมก่ ็เป็นได้

4 (ออนไลน์). เข้าถงึ ได้จาก : http://www.suankhlang.com/ipb/index.php?showtopic=139. 20 มกราคม
2557.

5 ภญิ โญ กองทอง, หนุมานขุนพลวานรผ้ทู รนง, (กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ์ช้างทอง, 2543), 32-34.

17

ให้ได้6 ด้วยนิสัยต่างๆ เหล่านีย้ ันต์หนุมานจึงเป็นท่ีนิยมมาโดยตลอด และยังเช่ือกันว่ามีอานุภาพท่ี
ครอบคลมุ ไปทกุ เร่ือง ทงั้ ด้านเมตตามหานิยม คงกระพนั ชาตรี แคล้วคลาด ฯลฯ

ยนั ต์รูปหนมุ านในปัจจบุ นั นีถ้ กู แบง่ ออกมาเป็นจานวนมากจากเดมิ ท่ีว่ากนั วา่ มี 9 หรือ 12 ตน กลบั
มีรูปแบบเพ่ิมขึน้ เป็นจานวนมากตามความนิยม ยนั ต์หนมุ านเท่าที่พบและได้รับความนิยมในปัจจบุ นั มี
ดงั นี ้

3.1.1 ยนั ต์หนุมานเกีย้ วนางสุพรรณมัจฉา ไมม่ ีรูปแบบท่ีชดั เจนแนน่ อน ลกั ษณะร่วมท่ี
เหมือนกนั คอื เป็นภาพหนมุ านกาลงั จบั สว่ นล่างของนางสพุ รรณมจั ฉา ซึง่ ในภาพที่ 8-9 จะเป็นหางปลา แต่
ในภาพท่ี 10-11 กลบั ทาเป็นขา ทงั้ นีก้ ารจดั วางรูปบุคคลก็มีความแตกตา่ งกนั แตน่ ่าจะอ้างอิงรูปแบบมา
จากภาพจติ รกรรมแบบเดยี วกนั ยนั ตท์ งั้ สองมีการลงอกั ขระกากบั บริเวณด้างลา่ งของรูปตวั ละคร และยนั ต์
ในภาพที่ 8 มีการแทรกสญั ลกั ษณ์ในชอ่ งวา่ งระหวา่ งตวั ละครทงั้ สองด้วย

ภาพที่ 8 : ยนั ต์หนมุ านเกีย้ วนางสพุ รรณมจั ฉา แบบท่ี 1
ท่มี า : http://yant108.blogspot.com/

ภาพท่ี 9 : ภาพจิตรกรรมเร่ืองรามเกียรติ์ ตอนหนมุ านเกยี ้ วนางสพุ รรณมจั ฉา
ทีม่ า : http://www.oknation.net/blog/charothon/2010/08/16/entry-1

6 วญิ ญู บญุ ยงค์, วานรในรามเกยี รต์,ิ (กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ แกรมมี่, 2540), 73.

18

ภาพที่ 10 – 11 : ยนั ต์หนมุ านเกยี ้ วนางสพุ รรณมจั ฉา แบบท่ี 2
ทม่ี า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=18302 (ภาพที่ 10)
ที่มา : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=14087 (ภาพท่ี 11)

3.1.2 ยันต์หนุมานขุนกระบ่ี ทาเป็นรูปหนุมานถือกระบี่ ย่อขาข้างหนึ่ง และยกขาอีก
ข้างหนง่ึ มีอกั ขระเขียนเป็นแนวโค้งรอบรูปตวั ละคร เว้นสว่ นหวั เอาไว้

ภาพท่ี 12 : ยนั ต์หนมุ านขนุ กระบี่
ท่ีมา : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=18302

3.1.3 ยนั ต์หนุมานครองเมือง ทาเป็นรูปหนมุ านอ้าปากอมยนั ต์รูปทรงกลม คล้ายกบั รูป
ราหอู มจนั ทร์ ในภาพท่ี 13 จะเหน็ แคส่ ว่ นหวั และแขนของหนมุ านเท่านนั้ สว่ นในภาพที่ 14 จะมีสว่ นขาด้วย
มีการลงอกั ขระล้อมรอบรูปตวั ละคร ส่วนภาพท่ี 15 นนั้ ในปากหนุมานจะอมแค่รูปวงกลมเท่านนั้ และมี
ลกั ษณะการลงอกั ขระตา่ งจากทงั้ 2 แบบด้านบนด้วย

19

ภาพท่ี 13-14 : ยนั ต์หนมุ านครองเมอื ง
ทม่ี า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=14087

ภาพที่ 15 : ยนั ต์หนมุ านครองเมอื ง
ที่มา : http://www.thaisakyant.com/profile.php

3.1.4 ยันต์หนุมานคลุกฝ่ ุน เป็นรูปหนมุ าน สองมือถืออาวธุ เอาแขนขาไขว้พนั กนั ไปมา
ดเู หมือนกาลงั เกลือกกลงิ ้ มีการลงอกั ขระเป็นแนวรอบตวั สว่ นด้านบนเป็นอกั ขระ และสญั ลกั ษณ์อณุ าโลม
ขนาดใหญ่เรียงกนั

ภาพที่ 16 : ยนั ต์หนมุ านคลกุ ฝ่นุ
ทมี่ า : http://yant108.blogspot.com/

20

3.1.5 ยันต์หนุมานเชิญธง ทาเป็นรูปหนุมาน อย่ใู นท่าเหาะ มือข้างหนึ่งถือธง ส่วนอีก
ข้างหน่ึงถือตรี ชูขึน้ เหนือศีรษะ ทงั้ นีล้ กั ษณะของการเชิญธงนนั้ น่าจะมีความหมายท่ีเกี่ยวกับการทาศึก
สงคราม อาจหมายถงึ การนาทพั หรือการประกาศชยั ชนะ สว่ นการลงอกั ขระนนั้ จะลงที่บริเวณด้านล่างของ
รูป สว่ นในภาพท่ี 18-19 มีการลงอกั ขระและรูปยนั ตก์ ระจายตามสว่ นตา่ งๆ ของตวั ละครด้วย

ภาพที่ 17-19 : ยนั ต์หนมุ านเชิญธง
ท่มี า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=18302 (ภาพที่ 17)
ท่ีมา : http://sakyanchonburipayakboorapa.blogspot.com/ (ภาพท่ี 18)

ท่มี า : http://www.thaisakyant.com/profile.php (ภาพท่ี 19)

3.1.6 ยันต์หนุมานตัวหก เป็นรูปหนมุ านทาท่ายา่ ง มี 4 มือ ถืออาวธุ 2 ข้าง และขาข้าง
หนง่ึ ถือหอก มีอกั ขระเขียนเป็นแนวด้านลา่ งรูปตวั ละคร สว่ นด้านบนและด้านซ้ายเป็นอณุ าโลม

ภาพท่ี 20 : ยนั ต์หนมุ านตวั หก
ที่มา : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=14087

21

3.1.7 ยันต์หนุมานตัวเจ็ด เป็นรูปหนุมานอยู่ในท่าเหาะทะยาน กาลังหาวเป็นดาว
เป็นเดือน มี 4 มือ ถืออาวธุ ครบทกุ ข้าง อีกทงั้ ขาทงั้ สองข้างและหาง ก็มีอาวธุ ด้วยเชน่ กนั มีอกั ขระเขียนเป็น
แนวด้านลา่ งรูปตวั ละคร ด้านบนเป็นอณุ าโลม สว่ นด้านข้างทงั้ 2 ข้าง ทาเป็นสญั ลกั ษณ์คล้ายกบั ยนั ต์รูป
สี่เหล่ียม

ภาพที่ 21 : ยนั ต์หนมุ านตวั เจ็ด
ทม่ี า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=14087

3.1.8 ยันต์หนุมานตัวแปด เป็นรูปหนมุ าน มี 6 มือ ถืออาวธุ ครบมือ คือ ลกู ศร ตรี คฑา
จักร พระขรรค์ และธง มีการลงอักขระท่ีร่างกายของหนุมาน และภายในผืนธง รวมทัง้ มีการลงรูป
สญั ลกั ษณ์และอกั ขระโดยรอบรูปตวั ละครด้วย

ภาพที่ 22-23 : ยนั ต์หนมุ านตวั แปด
ท่มี า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=14087 (ภาพท่ี 22)
ที่มา : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=10681 (ภาพที่ 23)

22

3.1.9 ยันต์หนุมานตัวเก้า ในภาพท่ี 24 เป็นรูปหนมุ านตวั เก้าพิมพ์ใหญ่ จะอยบู่ นหลงั
สงิ ห์ มี 8 มือ ถืออาวธุ เชน่ เดยี วกบั หนมุ านตวั แปด ส่วนอีก 2 มือเว้นว่าง มีการกากบั อณุ าโลมทงั้ 2 ข้างของ
รูปตวั ละคร และในผืนธง สว่ นด้านลา่ งเป็นแนวอกั ขระ ส่วนในภาพท่ี 25-26 เป็นหนมุ านตวั เก้าแบบปกติ
หนุมานจะมีแค่ 4 มือ ถือ ตรี จักร พระขรรค์ และธง ข่ีสิงห์และอย่ใู นท่าพร้ อมรบเช่นเดียวกัน มีการลง
อกั ขระกากบั ทว่ั ทงั้ ยนั ต์ แตม่ ีลกั ษณะที่แตกตา่ งกนั

ภาพท่ี 24-26 : ยนั ต์หนมุ านตวั เก้า
ทม่ี า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=14087 (ภาพท่ี 24)
ท่ีมา : http://www.ajannookanpai.com/index.php?mo=3&art=42000615 (ภาพท่ี 25)
ทมี่ า : http://sakyanchonburipayakboorapa.blogspot.com/ (ภาพที่ 26)

3.1.10 ยนั ต์หนุมานตัวสิบ เป็นรูปหนมุ านขี่สงิ ห์ มี 10 มือ โดยทงั้ ห้ามือในข้างหนึ่งจะถือ
คนั ศร สว่ นอีกข้างหนึ่งถืออาวธุ คือ ขวาน จกั ร กริช พระขรรค์ และมือข้างท่ีเหลือกาลงั แผลงศรพร้อมกนั 6
ดอก มีอกั ขระกากบั อยตู่ ามส่วนตา่ งๆของร่างกายหนมุ าน และโดยรอบเป็นจานวนมาก รวมทงั้ แนวอกั ขระ
ด้านลา่ งรูปตวั ละครด้วย

23

ภาพที่ 27 : ยนั ต์หนมุ านตวั สบิ
ทม่ี า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=1485.0

3.1.11 ยันต์หนุมานประสานกาย พบว่ามีอยู่ 2 ลกั ษณะท่ีแตกตา่ งกนั โดยสิน้ เชิง แบบ
แรกคือ ทาเป็นรูปหนมุ านกบั มจั ฉานทุ ี่จบั แขนของกนั และกนั ไว้ทงั้ 2 ข้าง โดยมจั ฉานจุ ะมีลกั ษณะเป็นลิง
หวั โล้นเช่นเดียวกบั หนมุ าน แตม่ ีหางอย่างปลา มีการลงอกั ขระและรูปสญั ลกั ษณ์ตา่ งๆ กากับอย่โู ดยรอบ
ตวั ละครทงั้ สอง เนื่องจากยังไม่พบข้อมูลท่ีแน่ชัดเกี่ยวกับแนวคิดของยนั ต์รูปแบบนี ้ แต่ก็พบว่ามีความ
คล้ายคลึงกับภาพจิตรกรรมตอนหนุมานรบกับมัจฉานุ ช่ือยันต์หนุมานประสานกายอาจหมายถึง
ความสัมพนั ธ์ท่ีข้องเก่ียวเป็นพ่อลูกกนั ของหนุมานกับมัจฉานุ และการนาภาพตอนท่ีทงั้ สองต่อสู้กันอัน
แสดงถึงพละกาลงั และความสามารถที่ไม่มีใครด้อยไปกว่าใคร ก็เป็นรูปลกั ษณ์ที่เหมาะสมแก่การนามา
สร้างเป็นเคร่ืองรางของขลงั ได้ สว่ นแบบที่สองคอื ทาเป็นรูปหนมุ านเก้าตน เข้าไปเกาะเกี่ยวกนั จนภายนอก
มีรูปทรงเป็นช้าง ซง่ึ ถือวา่ เป็นพญาช้างฉตั ทนั ต์ มีการลงอกั ขระที่ด้านบนแนบไปตามหลงั ช้าง หรือด้านลา่ ง
ก็ได้7

7 ยนั ต์หนมุ านประสานกายรูปแบบที่สองนไี ้ มไ่ ด้สร้างขนึ ้ จากท้องเร่ืองรามเกียรต์ิ แตเ่ กิดจากการดดั แปลงและ
หลอมรวมความเชื่อของสงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์เข้าด้วยกนั เองโดยเหลา่ คณาจารย์ แนวคิดของยนั ต์หนมุ านประสานกายรูปแบบนี ้ถือ
กนั วา่ หนมุ านประสานกาย คอื หนมุ านเก้าตน ยนั ต์หนมุ านประสานกายรูปแบบนจี ้ งึ เกิดขนึ ้ มาจากการนาหนมุ านประสาน
กาย เข้าไปอยใู่ นตวั พญาช้างฉตั ทนั ต์ อ้างองิ จาก (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก :
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=489683. 20 มกราคม 2557

24

ภาพที่ 28-29 ยนั ต์หนมุ านประสานกาย
ท่ีมา : http://bbznet.pukpik.com/ (ภาพที่ 28)
ทีม่ า : http://webboard.narattamunee.com/index.php?topic=926.0 (ภาพที่ 29)

3.1.12 ยันต์หนุมานแผลงฤทธ์ิ ทาเป็นรูปหนุมานในท่าเหาะทะยาน มี 4 มือ ถืออาวธุ
ครบทงั้ 4 ข้าง คือ ตรี จกั ร พระขรรค์ และกริช มีการเขียนอณุ าโลม และอกั ขระอยโู่ ดยรอบตวั ละคร

ภาพที่ 30 : ยนั ต์หนมุ านแผลงฤทธ์ิ
ทีม่ า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=14087

3.1.14 ยันต์หนุมานหาวเป็ นดาวเป็ นเดือน ในภาพขวาหนมุ านจะมี 4 มือ ถืออาวุธ
ทาทา่ เหาะ และหาวออกมาเป็นดาวเป็นเดือน มีการเขียนอกั ขระเป็นแนวยาวตงั้ แตด่ ้านซ้ายของรูปตวั ละคร
โค้งมาจนถึงด้านลา่ ง สว่ นในภาพท่ี 31 หนมุ านจะมี 2 มือ โดยจะยืนย่อตวั ถือธง และหาวออกมาเป็นดาว
เป็นเดือน มีการกากบั อกั ขระโดยรอบตวั ละคร รวมทงั้ ภายในสว่ นร่างกาย และในผืนธงด้วย

25

ภาพที่ 31-33 : ยนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดอื น
ทม่ี า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=14087 (ภาพท่ี 31)
ท่ีมา : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=18302.0 (ภาพท่ี 32)

ท่มี า : http://www.thaisakyant.com/profile.php (ภาพที่ 33)

3.1.15 ยนั ต์หนุมานแหวกบาดาล ทาเป็นรูปหนมุ านถือตรี ทาท่าเหมือนแหวกวา่ ยอย่ใู น
นา้ ซึ่งคล้ายกบั ท่าทางของมจั ฉานใุ นยนั ต์มจั ฉานแุ หวกบาดาล แตจ่ ะตา่ งกบั ตรงท่ีมจั ฉานจุ ะมีหางเหมือน
อยา่ งปลา ในสว่ นของอกั ขระมีการทารูปอณุ าโลมด้วยบน และเขียนอกั ขระด้านล้างของรูปตวั ละคร

ภาพที่ 34 : ยนั ต์หนมุ านแหวกบาดาล
ท่มี า : http://group.wunjun.com/sidkongton/topic/43231-1020

3.1.16 ยันต์พญาหนุมาน ทาเป็นรูปหนมุ านยืนชสู องมือถือพระขรรค์ขนึ ้ เหนือหวั มีลกู ศร
ออกมาจากปลายพระขรรค์ และปลายด้าม ข้างละ 3 ดอก กากบั องค์พระข้างลาตวั ทงั้ 2 ด้าน ด้านละ 5
องค์ มีอณุ าโลมและตวั เลขกากบั อยโู่ ดยรอบ

26

ภาพท่ี 35 : ยนั ต์พญาหนมุ าน
ท่มี า : http://www.mahamodo.com/modo/cabalistic_writing/cabalistic_writing_pic.asp

3.2 ยนั ต์พระรามแผลงศร

ภาพที่ 36-37 : ยนั ต์พระรามแผลงศร
ท่ีมา : http://www.e-sarnsakyan.com/webboard/index.php?topic=110.0 (ภาพท่ี 36)

ทีม่ า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=7819.15 (ภาพที่ 37)

ใช้รูปพระรามแผลงศรเป็นองค์ประกอบหลกั ของยนั ต์ รูปพระรามแผลงศรนีม้ ีท่วงท่าอิริยาบถตาม
แบบภาพจติ รกรรมไทย คอื พระกรข้างหนง่ึ จะถือคนั ศรยกขนึ ้ ส่วนอีกข้างทาท่ายิงศร มีการยกพระบาทข้าง
ตรงข้ามกับพระกรข้างที่ถือคนั ศรขึน้ ซ่ึงในงานจิตรกรรมเรื่องรามเกียรติ์เท่าท่ีพบนัน้ ท่าแผลงศรของทุก

27

ตวั ละครก็จะเป็นเช่นนีเ้หมือนกนั หมด สว่ นรูปแบบและการแตง่ กายของพระรามนนั้ ทรงมงกฎุ ยอดเดินหน8
ลกั ษณะของเคร่ืองทรงจะไมล่ ะเอียดเหมือนกบั ในงานจติ รกรรม รวมทงั้ ไม่สามารถลงสีตา่ งๆได้ รวมทงั้ ลงสี
เขียวเพื่อบง่ บอกวา่ เป็นพระรามได้ แตเ่ น่ืองจากในบรรดายนั ต์รูปตวั ละครรามเกียรต์ทิ งั้ หมดนี ้พระรามเป็น
ตวั ละครที่เป็นมนษุ ย์เพียงตวั ละครเดียวเท่านนั้ 9 จงึ สามารถแยกแยะจากยนั ต์รูปอื่นๆ ได้ โดยไม่ต้องใช้การ
ลงสีหรือสร้างลกั ษณะเดน่ อื่นๆ

ในส่วนของอกั ขระที่ประกอบอยใู่ นยนั ต์นนั้ พบว่ามีลกั ษณะท่ีแตกต่างกนั ออกไป แต่มีตาแหน่งที่
คล้ายคลงึ กนั คอื บริเวณด้านลา่ งพระบาทของพระราม เป็นวงโค้งขนึ ้ ไป อาจยาวขนึ ้ ไปจนถึงยอดพระมงกฎุ
เลยก็มี และอาจมีจานวนแถวมากกวา่ แถวหนงึ่ ด้วย สว่ นด้านบนของคนั ศรยงั มีอกั ขระท่ีทาคล้ายเป็นลกู ธนู
พุ่งออกมา คือเป็นรูปอุณาโลมท่ีมีปลายยอดเป็นลูกศร ด้านล่างเป็นอกั ขระกากับแตกต่างกันไปทงั้ หมด
9 ยอด เปรียบเหมือนลกู ศรท่ีพงุ่ ออกมา 9 ทงั้ นี ้พระรามถือเป็นภาคหนึ่งของพระนารายณ์ท่ีอวตารลงมา
เป็นมนุษย์เพ่ือปราบทศกัณฐ์ ภาพพระรามแผลงศรในงานจิตรกรรมจึงทาเป็นรูปมนุษย์ท่ีมีสองกรแบบ
เดียวกนั หมด แตใ่ นยนั ต์พระรามแผลงศรนนั้ พบวา่ มียนั ต์ที่ทาเป็นรูปพระรามที่มี 4 กรอย่ดู ้วย โดยพระกร
อีก 2 ข้างมีการถืออาวธุ อื่นๆ เชน่ ตรี จกั ร ลกู ธนู เป็นต้น

ภาพที่ 38 : พระรามแผลงศร จติ รกรรมฝาผนงั ระเบยี งวดั พระศรีรัตนศาสดาราม
ที่มา : นิดดา หงษ์ววิ ฒั น์, รามเกียรต์กิ บั จติ รกรรมฝาผนังรอบพระระเบยี งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม, (กรุงเทพฯ:

เพอ่ื นเดก็ , 2547), 174.

8 ศริ ิพงศ์ พยอยแย้ม, ภาพและประวตั ติ ัวละครรามเกยี รต์,ิ (กรุงเทพฯ: โอดยี นสโตร์, 2525), 14.
9 ยนั ต์พระลกั ษณ์หน้าทองนนั้ ไมไ่ ด้ทาเป็นรูปพระลกั ษณ์ แตใ่ ช้อกั ขระเป็นองค์ประกอบหลกั ของยนั ต์ ตามที่
กลา่ วมาแล้วในตอนต้นของบท

28

พระรามนนั้ มีศกั ดานุภาพในเชิงศรศิลป์ เป็นเลิศ10 ดงั ปรากฏอย่ใู นหลายตอนของเร่ือง เช่น ตอน
อินทรชิตออกศึก พระรามได้แผลงศรไปถกู ศรของมงั กรกณั ฐ์หกั และถกู เหลา่ ยกั ษ์ล้มตายจานวนมาก มงั กร
กณั ฐ์จงึ หนีไปซ่อนในกลีบเมฆและเนรมิตรูปมายาของตนมากมาย ในท่ีสดุ พระรามได้แผลงศรพรหมาสตร์
ไปถกู มงั กรกณั ฐ์ตวั จริงตาย, ตอนศึกทพั นาสูร พระรามได้แผลงศรพรหมาสตร์ต้องทพั นาสูรตาย แตบ่ รรดา
วานรที่ถกู ทพั นาสรู กลืนเข้าไป แม้ถกู ลมพดั ต้องกายก็ไมก่ ลบั ฟื น้ คืน พระรามจึงแผลงศรไปให้พระอินทร์ได้
ยิน เพื่อเอานา้ ทิพย์มาพรมบนศพ พวกวานรจึงฟื น้ คืนชีพ, ตอนศึกอศั กรรณ เม่ือเสร็จศกึ แล้ว พระรามจะ
เสดจ็ กลบั เมืองอยธุ ยา พิเภกจงึ ขอตามไปด้วยพร้อมกบั ทลู วา่ เมื่อพระรามข้ามฝั่งไปแล้วควรจะทาลายถนน
เพื่อให้เหลา่ ยกั ษ์ได้ใช้มหาสมทุ รในการสญั จรตอ่ ไป พระรามจงึ แผลงศรพลายวาตทาลายถนนที่ข้ามไปกรุง
ลงกาเสีย11 จากตวั อย่างในข้างต้นจะเห็นได้ว่าศรของพระรามนนั้ ไม่เพียงแตจ่ ะมีอานภุ าพในการสงคราม
แตย่ งั ใช้งานได้หลากหลาย เช่น การทาลายถนน หรือแผลงศรเพ่ือการติดตอ่ ส่ือสาร เป็นต้น การสร้างยนั ต์
พระรามแผลงศรจงึ เป็นการนาเอาลกั ษณะที่โดดเดน่ ของตวั ละครพระรามมาใช้ร่วมกบั ระบบยนั ต์
3.3 ยนั ต์ทศกัณฐ์

ภาพที่ 39 : ยนั ต์ทศกณั ฐ์
ทีม่ า : http://www.lannaworld.com/cgi/lannaboard/reply_topic.php?id=44804

10 ตรี นาคะประทปี , สมญาภธิ านรามเกียรต์ิ, (กรุงเทพฯ: คลงั วิทยา, 2515), 113.
11 (ออนไลน์). เข้าถงึ ได้จาก : http://www.baanjomyut.com/library/thai_literature/ramayana/14.html. 20
มกราคม 2557.

29

เป็นยนั ต์ที่มีรูปทศกณั ฐ์เป็นองค์ประกอบหลกั ของยนั ต์ โดยเป็นรูปทศกณั ฐ์มีสิบเศียรย่ีสิบกร ถือ
อาวุธ อาทิ ตรี คฑา จกั ร ศร ลกู ศร พระขรรค์ ฯลฯ ทงั้ นี ้ในภาคปกติแล้วทศกณั ฐ์จะมีเพียงแคห่ น้าเดียว
สองมือเหมือนคนสามัญ ต่อเมื่อแผลงฤทธิ์จึงมีสิบหน้ายี่สิบมือ12 รูปทศกัณฐ์ที่นามาใช้กับยันต์นีจ้ ึง
สนั นิษฐานวา่ นา่ จะนามาจากตอนท่ีทศกณั ฐ์ออกศกึ เพราะมีการถืออาวธุ ครบมือดงั ที่เห็นในภาพ สาเหตทุ ี่
ไมส่ ามารถระบรุ ายละเอียดรูปแบบท่ีชดั เจนของยนั ตน์ ีไ้ ด้ เนื่องมาจากยนั ต์ทศกณั ฐ์นีไ้ ม่ได้เป็นที่นิยมในการ
บชู ามากนกั เห็นได้จากช่ือยนั ต์ที่ไมไ่ ด้มีการระบอุ ย่างชดั เจนวา่ เป็นตอนอะไร แต่เรียกกนั ว่ายนั ต์ทศกณั ฐ์
แตกต่างกับยนั ต์ที่เป็นที่นิยมมากกว่าอย่างยนั ต์หนุมานหรือยนั ต์วานรอ่ืนๆ ท่ีมีหลายตอนหลายรูปแบบ
และมีช่ือเฉพาะมากมาย เชน่ หนมุ านตวั เก้า หนมุ านออกศกึ สคุ รีพหกั ฉตั ร พาลีเชญิ ธง เป็นต้น

ภาพที่ 40 : ทศกณั ฐ์ถืออาวธุ ครบมือ จิตรกรรมฝาผนงั ระเบยี งวดั พระศรีรัตนศาสดาราม
ทีม่ า : นดิ ดา หงษ์ววิ ฒั น์, รามเกยี รต์ิกบั จติ รกรรมฝาผนังรอบพระระเบยี งวดั พระศรีรัตนศาสดาราม, (กรุงเทพฯ:

เพ่ือนเดก็ , 2547), 174.

รูปแบบของเศียรนนั้ ทาเป็นหน้าสามชนั้ ทรงมงกฎุ ยอดชยั รายละเอียดการเคร่ืองทรงในปลีกยอ่ ย
ไมล่ ะเอียดเหมือนในภาพจิตรกรรม แตก่ ็มีทว่ งท่าลีลาท่ีเหมือนกนั เห็นได้จากท่าทางท่ียกอาวธุ ขนึ ้ พร้อมรบ
หันพระพักตร์ไปด้านใดด้านหนึ่งและจะยกพระบาทข้างที่ตรงข้ามกับที่หันไป เช่นเดียวกับท่าพระราม
แผลงศร โดยรอบมีการลงสญั ลกั ษณ์อณุ าโลม ด้านลา่ งสดุ เขียนอกั ขระเป็นวงโค้งล้อไปตามแนวของรูปตวั
ละคร

12 ตรี นาคะประทีป, สมญาภธิ านรามเกยี รต์ิ, (กรุงเทพฯ: คลงั วทิ ยา, 2515), 44.

30

3.4 ยันต์หวั ใจทศกัณฐ์

ภาพที่ 41 : ยนั ต์หวั ใจทศกณั ฐ์
ที่มา : http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=4&qid=47329

เลขยนั ตต์ ามสตู รดงั้ เดมิ จะเป็นแบบในภาพซ้าย คอื มีลกั ษณะเป็นยนั ต์รูปสามเหลี่ยมที่มีมมุ เป็นรูป
วงกลม ในวงกลมทงั้ 3 ด้านทงั้ 3 และที่มุมทงั้ 3 ภายนอกรูปสามเหล่ียม มีการกากับอกั ขระ ด้านบนเป็น
สญั ลกั ษณ์อณุ าโลม และออุ งการ ทงั้ ยงั พบวา่ มีการนายนั ต์ไปประกอบร่วมกบั กล่มุ อกั ขระยนั ต์อีก 5 ยนั ต์
กลายเป็นกลมุ่ ยนั ต์ทงั้ หมด 6 ส่วน มีรูปแบบท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป ตามรูปขวา กลมุ่ ยนั ต์จะล้อมรูปราหอู ม
จนั ทร์ท่ีอยตู่ รงกลาง

สาหรับชื่อหวั ใจทศกณั ฐ์นนั้ ก็อาจกลา่ วได้ว่าเป็นส่ิงท่ีแสดงถึงฤทธานภุ าพอย่างหนงึ่ ของทศกณั ฐ์
เพราะทศกณั ฐ์นนั้ ผ่านการทาพิธีถอดจิตต์จนดวงใจออกจากร่าง จึงไมม่ ีใครสามารถฆา่ ทศกณั ฐ์ให้ตายได้
เพราะยงั ไมไ่ ด้ทาลายหวั ใจของทศกณั ฐ์13 หวั ใจทศกณั ฐ์จึงเป็นเหมือนเคร่ืองแสดงความอยยู่ งคงกระพนั ได้
อยา่ งหนง่ึ แตอ่ ยา่ งไรก็ตามยนั ตห์ วั ใจทศกณั ฐ์นีเ้ป็นยนั ต์ท่ีเช่ือกนั วา่ ให้คณุ ในทางเมตตามหานิยม

13 ตรี นาคะประทีป, สมญาภธิ านรามเกียรต์ิ, (กรุงเทพฯ: คลงั วิทยา, 2515), 47.

31

3.5 ยนั ต์พระลักษมณ์หน้าทอง

ภาพท่ี 42-43 : ยนั ต์พระลกั ษมณ์หน้าทอง
ที่มา : http://banyunthaiputakun.blogspot.com/2011_07_01_archive.html (ภาพที่ 42)

ท่ีมา : http://group.wunjun.com/sidkongton/topic/43174-1020 (ภาพที่ 43)

เป็นยนั ต์ที่ไม่ได้ทาเป็นรูปตวั ละคร เช่นเดียวกับยันต์หวั ใจทศกัณฐ์ ภายในยนั ต์ประกอบด้วยรูป
เศียรของบคุ คลที่ไม่มีหน้าตา ทรงเคร่ืองและมงกุฎอยา่ งกษัตริย์ ส่วนยอดมงกฎุ ทาเป็นองค์พระ ถดั ขนึ ้ ไป
ด้านบนเป็นรูปสญั ลกั ษณ์อณุ าโลม สรู ย์ จนั ทร์ และอุ องการ ภายในหน้าบรรจุยนั ต์รูปสี่เหล่ียมขมวดปม
ขนาดใหญ่ แตล่ ะชอ่ งบรรจอุ กั ขระ ที่คอและโดยรอบลงอกั ขระยนั ต์ ยนั ต์ท่ีบรรจภุ ายในหน้านนั้ จะมีเส้นโยง
เฉียงขนึ ้ ไปทางด้านขวาบนของรูปเศียรนี ้ซงึ่ เชื่อมตอ่ กบั ยนั ต์รูปส่ีเหล่ียมประกอบกนั 3 รูป และบรรจอุ กั ขระ
ภายใน และด้านลา่ งสดุ ของยนั ตก์ ็มีการเขียนอกั ขระเป็นแนวไปตามแนวของกรองศอ

ชื่อพระลกั ษมณ์หน้าทองนนั้ นับว่าเป็นลกั ษณะที่บ่งบอกความเป็นพระลักษมณ์ได้อย่างชัดเจน
เพราะตามเนือ้ เรื่อง กลา่ ววา่ พระลกั ษมณ์ คือพญาอนนั ตนาคราช ท่ีประทบั ของพระนารายณ์ที่อวตารลง
มาเกิด มีกายสีทอง 1 พกั ตร์ 2 กร ทรงมงกุฎยอดเดินหน พระลกั ษมณ์นนั้ นบั ว่าเป็นผ้ทู ี่มีความภักดีตอ่
พระรามมากท่ีสดุ เห็นได้จากเมื่อครัง้ ท่ีพระรามต้องออกบรรพชาตามท่ีนางไกยเกษีทลู ขอจากท้าวทศรถ
พระองค์ได้อาสาติดตามไปด้วย ทงั้ ยงั ยอมสละชีวิตออกไปรบกบั ทพั ลงกาจนเกือบสิน้ ชีวิตถึง 3 ครัง้ ได้แก่
ตอนรบกบั กมุ ภกรรณ อินทรชิต และทศกณั ฐ์14 ทงั้ ยงั เป็นผ้มู ีบญุ ญาบารมีสงู ส่งเห็นได้จากเม่ือครัง้ ที่มีการ
แขง่ ยกรัตนธนเู พ่ือเส่ียงทายผ้ทู ี่จะได้นางสีดา เม่ือพระองค์มาลองยกรัตนธนกู ็ทราบได้ตนเองสามารถยกได้

14 ศริ ิพงศ์ พยอยแย้ม, ภาพและประวัตติ วั ละครรามเกียรต์,ิ (กรุงเทพฯ: โอดียนสโตร์, 2525), 18.

32

แตด่ ้วยเห็นวา่ พระรามนนั้ เป็นพ่ีจึงไม่ยอมยกและเปิดโอกาสให้แก่พระราม15 ทงั้ นี ้การที่พระลกั ษมณ์มีกาย
เป็นสีทองนนั้ แสดงให้เห็นความโดดเดน่ ในด้านเสน่ห์เมตตามหานิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงช้สู าว ยนั ต์
พระลกั ษมณ์หน้าทองนีจ้ งึ เป็นยนั ตท์ ี่ให้คณุ ในทางเมตตามหานิยมที่ผ้คู นนบั ถือบชู ากนั เป็นจานวนมาก16
3.6 ยันต์พาลีเชญิ ธง

ภาพท่ี 44 : ยนั ต์พาลเี ชิญธง
ทีม่ า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=17460

เป็นยนั ต์ท่ีใช้รูปตวั พาลีเป็นองค์ประกอบหลัก ทาเป็นรูปวานรปากอ้า โดยลกั ษณะทางโขนแล้ว
พาลีจะมีกายสีเขียว สวมชฎายอดปัด17 ซึ่งในส่วนของชฎาก็ปรากฏว่ามีการทายอดเป็นมงกุฎสามกลีบ
แบบเดียวกบั องคต ทงั้ นี ้อาจเป็นเพราะวา่ พาลีนนั้ มีลกั ษณะทางโขนที่คล้ายคลึงกบั สคุ รีพอย่มู าก คือเป็น
วานรปากอ้า สวมชฎายอดปัด ทรงเคร่ืองอย่างกษัตริย์ ส่ิงที่แตกต่างกันเพียงส่ิงเดียวคือสีกาย ซึ่ง
ไมส่ ามารถแสดงได้ผา่ นระบบยนั ต์ การแสดงทา่ เชิญธงของพาลีนนั้ จะใช้มือข้างหน่ึงถือธง และมืออีกข้าง
หนึ่งถือพระขรรค์ ชูขึน้ มาไขว้กันเหนือศีรษะ ยืนย่อขาทงั้ สองข้างตามท่าทางอย่างวานร ซึ่งคล้ายคลึงกับ
ลกั ษณะของรูปหนมุ านในยนั ตห์ นมุ านเชิญธงเชน่ กนั

ส่วนของการลงอักขระภายในยนั ต์นี ้จะมีการลงอกั ขระกากับตามส่วนประกอบของร่างกายของ
พาลี รวมทงั้ ภายในผืนธง และมียนั ต์รูปส่ีเหลี่ยมท่ีบริเวณแขนขวาของพาลี และมีรูปอณุ าโลมขนาดใหญ่
กากบั ด้วยอกั ขระอื่นๆ ท่ีบริเวณขวาบนของตวั พาลี

15 ตรี นาคะประทปี , สมญาภธิ านรามเกียรต์ิ, (กรุงเทพฯ: คลงั วิทยา, 2515), 114.
16 (ออนไลน์). เข้าถงึ ได้จาก : http://www.akefuture.com/know_detail.asp?id=77. 20 มกราคม 2557.
17 ศริ ิพงศ์ พยอยแย้ม, ภาพและประวตั ติ ัวละครรามเกียรต์,ิ (กรุงเทพฯ: โอดยี นสโตร์, 2525), 50.

33

3.7 ยันต์สุครีพหกั ฉัตร

ภาพท่ี 45 : ยนั ต์สคุ รีพหกั ฉตั ร
ทมี่ า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=8199

ภาพท่ี 46 : ภาพจิตรกรรมเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนสคุ รีพหกั ฉตั ร
ทม่ี า : http://www.era.su.ac.th/Mural/prasri/conserprasri.html

เป็นยนั ต์ที่ใช้รูปตวั สคุ รีพเป็นองค์ประกอบหลกั มีลกั ษณะตรงตามอย่างโขน และในงานจิตรกรรม
คือ เป็นวานรปากอ้า สวมชฎายอดปัด และทรงเครื่องอย่างกษัตริย์18 ภาพของตอนสุครีพหกั ฉัตรภายใน
ยันต์ค่อนข้ างคล้ ายคลึงกับภาพจากงานจิตรกร รมฝาผนังตอนเดียวกันท่ี วัดพระศรี รัตนศาสดาราม
โดยเฉพาะลีลาท่าทางของสุครีพ ท่ีมือข้างหนึ่งถือพระขรรค์ อีกข้างหน่ึงใช้หกั ฉตั ร เท้าข้างหน่งึ ยกขนึ ้ สว่ น
อีกข้างหนึง่ จะเห็นวา่ ยื่นลงไปอยบู่ นฉัตร ตรงกบั ในเนือ้ เรื่องวา่ สคุ รีพใช้เท้าคีบมงกฎุ ทศกณั ฐ์เหาะกลับมา
ถวายพระราม19 ซงึ่ ถ้าหากกลา่ วถึงสคุ รีพตามท้องเร่ืองรามเกียรติ์แล้ว ตอนสคุ รีพหกั ฉัตรก็ถือได้ว่าเป็นตอน
ท่ีทาให้ได้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์ความสามารถและความกล้าหาญของสุครีพอย่าชดั เจน และเป็นท่ีรู้จกั กันมาก
ที่สดุ

ในส่วนของอกั ขระที่บรรจุภายในยนั ต์นัน้ พบว่ามีแตกต่างกันอยู่ 2 แบบ แบบแรกคือในลาย
สกั ยนั ต์จะอยทู่ ่ีบริเวณด้านล่างของรูปตวั ละคร เขียนเป็นแนวโค้งครึ่งวงกลมล้อไปกบั รูปตวั ละคร มีจานวน
3 แถว สว่ นแบบที่เป็นผ้าประเจียดหรือผ้ายนั ต์นนั้ จะมีรูปอกั ขระยนั ต์จานวน 2 จดุ คือที่มมุ บนขวาและมมุ
บนซ้ายของรูปตวั ละคร

18 ศริ ิพงศ์ พยอยแย้ม, ภาพและประวัตติ วั ละครรามเกยี รต์,ิ (กรุงเทพฯ: โอดยี นสโตร์, 2525), 54.
19 วญิ ญู บญุ ยงค์, วานรในรามเกยี รต์ิ, (กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ แกรมม,่ี 2540), 62.

34

3.8 ยนั ต์สุครีพนาทัพ

ภาพท่ี 47 : ยนั ต์สคุ รีพนาทพั
ทมี่ า : http://www.tumnansakyun.com/webboard/index.php?topic=316.0

เป็นยันต์ที่ใช้รูปสุครีพเป็นองค์ประกอบหลัก รูปแบบและเครื่องทรงของสุครีพตรงกับรูปสุครีพ
ในยนั ต์สคุ รีพหกั ฉตั ร คือ เป็นวานรปากอ้า สวมชฎายอดปัด และทรงเคร่ืองอย่างกษัตริย์ แตกตา่ งตรงท่ีรูป
สคุ รีพในยนั ตน์ ีจ้ ะอยใู่ นทา่ เหาะ คือยกขาข้างหนึง่ ตวดั ไปด้านหลงั สว่ นขาอีกข้างหน่งึ ยกขนึ ้ มาด้านหน้าตงั้
ฉากกับลาตวั แขนข้างหนึ่งถือพระขรรค์ และอีกข้างหน่ึงถือธงแนบกับลาตวั จึงมีความแตกต่างกับท่า
เชิญธงของยนั ตพ์ าลีเชิญธง และหนมุ านเชญิ ธง

ส่วนอักขระกากับทาเป็นรูปสัญลักษณ์โดยรอบรูปตวั ละครทัง้ หมด 5 จุด มีการเขียนอกั ขระ
ด้านล่าง 2 จุด คือเขียนเป็นเนวโค้งล้อไปตามแนวชายผ้าท่ีขาข้างท่ีตวดั ไปด้านหลงั ของสคุ รีพ และเขียน
เป็นแนวโค้งยาวไปตามด้านลา่ งของรูปตวั ละคร

3.9 ยันต์องคต

ภาพที่ 48 : ยนั ต์องคต
ทีม่ า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=13042

35

เป็นยนั ตท์ ่ีใช้รูปองคตเป็นองค์ประกอบหลกั โดยลกั ษณะทางโขนและในงานจิตรกรรมจะทาเป็นรูป
วานร ปากหบุ มีสณั ฐานปากคล้ายแพะ มีกายสีเขียว ทรงมงกฎุ สามกลีบ20 แตล่ กั ษณะขององคตที่ปรากฏ
ในยนั ต์นนั้ กลบั เป็นวานรปากอ้า ทรงมงกฎุ สามกลีบ ซ่ึงทาให้มีลกั ษณะในรูปของยนั ต์ที่ไม่แตกตา่ งจาก
พาลี จึงต้องแยกแยะหาความแตกตา่ งจากท่วงท่าอิริยาบถหรือรูปแบบของยนั ต์ สาหรับยนั ต์องคตนนั้ จะ
ทาท่ายืนย่อตวั แบบวานรตามปกติ แขนข้างหนึ่งถือพระขรรค์แนบลาตวั ส่วนอีกข้างหน่ึงวางไว้บนตกั ซ่ึง
แตกตา่ งจากพาลีท่ีอย่ใู นรูปของยนั ต์พาลีเชิญธง และส่วนของอกั ขระกากับยนั ต์นนั้ มีการเขียนเป็นแนว
ล้อมรอบรูปตวั ละคร มีการเขียนซ้อนชนั้ กนั ในบางสว่ น
3.10 ยันต์มัจฉานุแหวกบาดาล

ภาพท่ี 49-50 : ยนั ต์มจั ฉานแุ หวกบาดาล
ท่ีมา : http://group.wunjun.com/sidkongton/topic/43210-1020 (ภาพท่ี 49)

ทม่ี า : http://www.thaisakyant.com/profile.php (ภาพท่ี 50)

ใช้รูปมจั ฉานเุ ป็นองค์ประกอบหลกั คือเป็นรูปวานร ปากอ้า หวั โล้น เชน่ เดียวกบั หนมุ าน แตม่ ีหาง
เป็นปลา และถือดอกบวั เป็นอาวธุ 21 ในยนั ต์นนั้ มจั ฉานุทาท่าแหวกวา่ ยเสมือนอย่ใู นบาดาล นอกจากถือ
ดอกบวั แล้วมืออีกข้างหนึ่งยงั ถืออาวุธอีกอย่างหนงึ่ ด้วย คือกริชในภาพที่ 49 และตรีในภาพท่ี 50 สว่ นของ
อกั ขระกากบั ยนั ต์นนั้ มีน้อยมากคือมีการเขียนอกั ขระไล่ไปตามแนวลาตวั ด้านล่างของมจั ฉานเุ ท่านนั้ ส่วน
ในภาพท่ี 50 มีรูปสญั ลกั ษณ์กากบั อยดู่ ้วยอีกนิดหนอ่ ย

ชาตกิ าเนิดของมจั ฉานตุ ามท้องเร่ืองรามเกียรต์ินนั้ เป็นโอรสของหนุมานกับนางสพุ รรณมจั ฉาซ่ึง
เป็นปลา ทงั้ ยงั ถกู ชบุ เลีย้ งมาโดยมยั ราพณ์เจ้าครองกรุงบาดาล ยนั ต์มจั ฉานแุ หวกบาดาลนนั้ จึงเป็นท่ีนิยม

20 เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกลุ , ตวั ละครในรามเกียรต์ิ 3 หมวด : วานรพงศ์, (กรุงเทพฯ: เศรษฐศลิ ป์ , 2549).
21 วิญญู บญุ ยงค์, วานรในรามเกยี รต์ิ, (กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ แกรมม่,ี 2540), 109.

36

ในความเชื่อวา่ มีอานภุ าพในเรื่องเก่ียวกบั ทางนา้ เหมาะสาหรับคนท่ีประกอบอาชีพทางนา้ ทงั้ ยงั เชื่อกนั ว่า
ให้คณุ ในเรื่องตา่ งๆ ได้เชน่ เดียวกบั หนมุ านอีกด้วย

โดยสรุปแล้วเมื่อพิจารณารูปแบบของยนั ต์ทงั้ หมดในข้างต้น จะเห็นว่ายงั ไม่มีระบบท่ีแนช่ ดั ทงั้ ใน
ด้านการวางอิริยาบถทา่ ทางของตวั ละคร ที่แม้แตย่ นั ต์ที่ใช้ช่ือเดียวกนั ก็ยงั มีลกั ษณะท่ีแตกต่างกนั ออกไป
โดยเฉพาะยนั ต์หนมุ านที่มีการแบง่ ภาคแย่งตอนออกมามากมายจนไม่สามารถรวบรวมข้อมลู ที่แน่ชดั ได้
ทงั้ หมด อีกทงั้ ในเรื่องของการลงอกั ขระที่ไม่เหมือนกนั เลยในแตล่ ะยนั ต์ท่ีผกู ขึน้ โดยอาจารย์แตล่ ะทา่ น ซ่ึง
ไม่มีระบบระเบียบท่ีชัดเจน แตกต่างจากอักขระยันต์แต่ดัง้ เดิม เช่น ยันต์โสฬสมหามงคล ยันต์
พระเจ้าห้าองค์ ยันต์พุทธคุณ ยันต์เก้ายอด ฯลฯ ท่ีจะมีรูปแบบการวางอกั ขระต่างๆ อย่างเป็นแบบแผน
แนน่ อน ซึง่ ข้อมลู ดงั กล่าวนีจ้ ะได้นามาใช้วิเคราะห์ร่วมกนั ตอ่ ไปในบทท่ี 4 ทงั้ ในด้านรูปแบบ องค์ประกอบ
และกระบวนการสร้างยนั ต์ เพ่ือหาแนวคิดของยนั ต์รูปตวั ละครรามเกียรติ์ รวมทงั้ อิทธิพลที่สืบเน่ืองไปยงั
ความเช่ือเคร่ืองรางของขลงั ของไทย

บทท่ี 4
วเิ คราะห์แนวคิดในการสร้างยันต์รูปตัวละครในรามเกียรต์ิ
4.1 เปรียบเทยี บองค์ประกอบของระบบยนั ต์
4.1.1 ด้านรูปแบบยนั ต์

ภาพที่ 51 : ยนั ต์พาลเี ชิญธง
ทม่ี า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=17460

ภาพท่ี 52 : ยนั ต์องคต
ที่มา : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=13042

ยนั ต์รูปตวั ละครรามเกียรตสิ์ ่วนใหญ่จะมีองค์ประกอบหลกั คือ รูปภาพของตวั ละคร และมีอกั ขระ
หรือสญั ลกั ษณ์ตา่ งๆ ประกอบเป็นส่วนเสริม รูปตวั ละครจงึ เป็นจดุ เด่นท่ีบง่ บอกว่าเป็นยนั ต์อะไร ซ่ึงการท่ี
รูปตวั ละครได้กลายมาเป็นองค์ประกอบหลกั ของยนั ต์นนั้ เช่น ยนั ต์พาลีเชิญธง จะเห็นว่ามีการลงอกั ขระ
ปรากฏอยนู่ ้อยมาก คอื ท่ีบริเวณอวยั วะตา่ งๆ และลงตวั นะประกอบอย่ดู ้วยอีก 2 ตวั , ยนั ต์องคต ก็มีการลง
อกั ขระเป็นแนวล้อมรอบตวั องคต ในบางจดุ ก็มีซ้อนกนั 2 หรือ 3 แถว ดไู มม่ ีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ลกั ษณะดงั กลา่ วนีเ้ป็นลกั ษณะที่แตกตา่ งจากระบบเลขยนั ต์แตด่ งั้ เดมิ ท่ีมกั จะเน้นไปท่ีการลงตวั อกั ขระและ
รูปสญั ลกั ษณ์เป็นหลกั ทงั้ รูปแบบของยนั ต์ก็เป็นรูปเรขาคณิตอย่างง่าย ดสู วยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย
ไม่รกจนลายตา และไม่ได้มีความซบั ซ้อนแต่อย่างใด หากแต่จะมีความซบั ซ้อนในด้านกลการเดินอกั ขระ
ตา่ งๆ แทน ทงั้ นี ้ก็เพื่อเป็นการฝึกฝนจติ ให้มีสมาธิในการอา่ นเขียน และมีความรู้ความเข้าใจในความหมาย
ของแตล่ ะตวั อกั ษรด้วย ยกตวั อยา่ งเชน่

ยันต์พระเจ้า 28 พระองค์ เป็นยนั ต์รูปวงกลมซ้อนกนั ทาเป็นช่องทงั้ หมด 29 ชอ่ ง ตรงกลางเป็น
องคพ์ ระ และชอ่ งที่เหลือใสอ่ กั ขระชอ่ งละ 1 ตวั โดยอกั ขระท่ีลงนนั้ ใช้เป็นคาถาในการเสกด้วย เริ่มจากด้าน
บนสุดของวงนอกวนตามเข็มนาฬิกา คือ “ต เม ส ทิ โก ม สุ เร โส อ ป นา ป สุ สุ บี อ ท สิ ติ” ตามด้วย

37

38

อกั ขระด้านบนฝั่งซ้ายของวงด้านใน ไลต่ ามเข็มนาฬิกาเชน่ เดียวกนั ดงั นี ้“ปุ วิ สิ เว กุ โก ก โค” ซ่งึ อกั ขระ
ทงั้ 28 ตวั ที่ถกู นามาใช้เป็นพระคาถาสาหรับเสกยนั ต์ด้วยนี ้เป็นพระนามของพระพทุ ธเจ้าทงั้ 28 พระองค์1
ตามความเช่ือทางพทุ ธมหายาน โดยยอ่ เอาแตค่ าต้นของพระนามมาใช้ หรือก็คอื คาถาพระเจ้า 28 พระองค์

ภาพท่ี 53 : ยนั ต์พระเจ้า 28 พระองค์
ทม่ี า : เทพย์ สาริกบตุ ร, ประชุมมหายนั ต์ 108, (กรุงเทพฯ: เสริมวทิ ย์บรรณาคาร, 2508), 64.

ภาพที่ 54 : ยนั ต์ 9 ยอด
ที่มา : เทพย์ สาริกบตุ ร, ประชุมมหายนั ต์ 108, (กรุงเทพฯ: เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2508), 78.

ยันต์ 9 ยอด เป็นยนั ต์ที่มีเส้นรอบนอกโดยรวมเป็นเหมือนรูปสามเหล่ียม แตม่ ีการลดหลน่ั กัน
คล้ายขนั้ บนั ได ภายในทาเป็นช่องส่ีเหล่ียมสบั หว่างกนั เป็นจานวน 9 ชนั้ ชนั้ บนสดุ มี 1 ช่อง ไล่ลงมาเป็น
2 ช่อง 3 ช่อง จนครบ 9 ช่องตามลาดับ โดยลงอักขระไว้ช่องละ 1 ตวั ซึ่งเป็นคาถาที่ใช้ในการเสกด้วย
เช่นกนั คือ “อ ส วิ สุ โล ปุ ส พุ ภ” โดยในชนั้ ล่างสุดจะมีการลงอกั ขระตามพระคาถานีค้ รบทงั้ 9 ตวั และ
คอ่ ยๆ ลดอกั ขระตวั หน้าสดุ ลงไปเร่ือยๆ ในชนั้ ถดั ไป จนถึงชนั้ บนสุดจะเหลืออกั ขระเพียงตวั เดียว คือ “ภ”
พระคาถาท่ีใช้ในการลงและเสกเลขยันต์นีก้ ็คือ คาถาหวั ใจนวหรคุณ ซึ่งเป็นการย่อคาต้นมาจากพระ
พทุ ธคณุ 9 ประการ ตามบทสวดพระพทุ ธคณุ ดงั นี ้อ = อรหงั , สงั = สมั มา, สมั พทุ โธ, วิ = วิชชา จรณะสมั
ปันโน, สุ = สคุ โต, โล = โลกวิทู อนตุ ตโร, ปุ = ปรุ ิสทมั มสารถิ, ส = สตั ถา เทวมนสุ สานงั , พุ = พทุ โธ, ภ =
ภควา2

1 (ออนไลน์). เข้าถงึ ได้จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/รายนามพระพทุ ธเจ้าในอดตี .
2 เทพย์ สาริกบตุ ร, คัมภรี ์หวั ใจ 108, (กรุงเทพฯ: เสริมวทิ ย์บรรณาคาร, 2538), 140.

39

4.1.2 ด้านอักขระและสัญลักษณ์ท่ใี ช้ลงยันต์
ในการลงอกั ขระและสญั ลกั ษณ์ต่างๆ ประกอบร่วมภายในยนั ต์นนั้ พบว่ามีรูปแบบท่ีแตกตา่ งกนั
ออกไปมากมาย โดยส่วนใหญ่ที่มีเหมือนกันคือ การลงอักขระกากับเป็นแนวบริเวณด้านล่างของรูป
ตวั ละคร และอาจมีอกั ขระเด่ียว กบั รูปสญั ลกั ษณ์ หรือตวั นะตา่ งๆ กากบั อย่บู ้างประปราย แตก่ ็ไม่พบว่ามี
แบบแผนที่ชดั เจนแน่นอน อย่างไรก็ตาม เมื่อได้พิจารณาจากเนือ้ ความท่ีถอดออกมาได้ พบว่าการลง
อกั ขระกากับในลกั ษณะดงั กล่าวนีม้ ีความแตกตา่ งจากระบบเลขยนั ต์แบบดงั้ เดมิ อย่มู าก คือไม่ได้ใช้พระ
คาถาหรือบทสวดในการลงกากบั แตเ่ ป็นเหมือนการตดั ตอ่ คาจากพระคาถาตา่ งๆ นามารวมกนั

ภาพที่ 55-56 ยนั ต์หนมุ านครองเมือง
ทม่ี า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=14087 (ภาพที่ 55)

ที่มา : http://www.thaisakyant.com/profile.php (ภาพที่ 56)

เช่นยนั ต์หนุมานครองเมืองในทงั้ สองรูปข้างต้น ท่ีลกั ษณะโดยรวมจะมีความคล้ายคลึงกนั แต่ใน
ภาพท่ี 55 นนั้ แนวอกั ขระด้านล่างตวั ละครจะถอดความได้ว่า “ภควา พธุ ฺโธ คิหถา กฺนา โคภครมฺโมคาธ”
ส่วนแนวอักขระในภาพท่ี 56 นนั้ ถอดความได้ว่า “นมพธหนุมานยคมนสสค” ซึ่งนอกเหนือจากความ
แตกตา่ งในความหมายของอกั ขระท่ีถอดออกมาแล้ว รูปแบบการเขียนตวั อกั ขระของยนั ต์ทงั้ สองยงั มีความ
แตกตา่ งกนั ด้วย คือในภาพที่ 55 จะเป็นการเขียนอกั ขระเป็นตวั เชิงตามหลกั ไวยากรณ์ขอม ส่วนในภาพที่
56 จะเป็นการเขียนแบบไมม่ ีเชิงซงึ่ เป็นไปได้ว่าอาจเป็นลกั ษณะตามแบบไวยากรณ์ไทย จะเห็นได้วา่ แม้แต่
การลงอกั ขระในยันต์รูปเดียวกันก็ยงั มีความแตกต่างกัน รวมทงั้ การลงอกั ขระและสญั ลกั ษณ์อ่ืนๆ ก็ยัง
ตา่ งกนั อีกด้วย

40

ภาพท่ี 57 : สญั ลกั ษณ์ตา่ งๆ ท่สี าคญั
ท่ีมา : http://9mahawed.blogspot.com/2013/08/blog-post_1236.html

สญั ลักษณ์ที่เป็นที่นิยมมากท่ีสุด คือ “อุณาโลม” ซ่ึงเป็นสญั ลกั ษณ์ท่ีสาคญั มาตงั้ แต่โบราณ มี
ความหมายอนั ลึกซงึ ้ ถึงการสาเร็จมรรคผล สละแล้วซงึ่ กิเลสตณั หาทงั้ ปวง ยนั ต์ตา่ งๆ จึงมีการลงอณุ าโลม
กากับไว้ เมื่อลงเสร็จสิน้ หมดแล้ว เพื่อแสดงถึงความสาเร็จของยันต์นนั้ 3 ตามหลกั ของโบราณจารย์นัน้
อณุ าโลมมกั จะลงไว้บนองค์พระ หรือเหนือยนั ตน์ นั้ ๆ โดยอาจมีการลงร่วมกบั ออุ งการ จนั ทร์ และสรู ย์ ด้วย
ก็ได้ แต่ในยนั ต์รูปตวั ละครรามเกียรต์ินนั้ พบว่ามีเพียงแค่การลงกากับอณุ าโลม หรืออุณาโลมกบั อุองการ
เทา่ นนั้ ไมพ่ บวา่ มีการกากบั จนั ทร์และสรู ย์เลย

ภาพท่ี 58 : ยนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดอื นแบบที่ 1 มกี ารลงตวั นะประกอบ
ทมี่ า : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=18302.0

สญั ลกั ษณ์ที่เป็นที่นิยมอีกประเภทหน่ึงคือ ตวั นะ ซ่ึงมีท่ีมาจากสตู รในคมั ภีร์ปถมงั เช่ือกันวา่ เป็น
อกั ขรวิเศษ มีความคล้ายคลงึ กบั ยนั ต์คือมีคาถาปลกุ เสก มีการให้คณุ ในทางตา่ งๆ เช่นเดียวกบั ยนั ต์ อาทิ
ทางคงกะพนั ทางเมตตา เป็นต้น จากภาพยนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือนแบบที่ 1 จะเห็นว่ามีการลง
นะประกอบอยดู่ ้วย 2 ตวั คอื นะคงกะพนั กบั นะทนทรหด4 ซึ่งเป็นนะในทางคงกะพนั ทงั้ คู่ ลกั ษณะของการ
ลงตวั นะเชน่ นีจ้ งึ เป็นเสมือนเคร่ืองมือท่ีชว่ ยสร้างอานภุ าพความศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ให้แก่ยนั ต์อีกอยา่ งหนงึ่ ด้วย

3 เทพย์ สาริกบตุ ร, ประชุมมหายนั ต์ 108, (กรุงเทพฯ: เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2508), 8.
4 เทพย์ สาริกบตุ ร, พุทธรัตน์มหายนั ต์ 108 และนะพสิ ดาร, (พระนคร: ศลิ ปาบรรณาคาร, 2518), 153.

41

ภาพที่ 59 : ยนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือนแบบที่ 2 มกี ารลงตวั นะประกอบ
http://arjanmanoo.com/styletattoo.php

อยา่ งไรก็ตามภาพยนั ต์หนมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือนแบบที่ 2 ก็เป็นสิ่งท่ียืนยนั ถึงระบบแบบแผนที่
ไม่ชดั เจนของยนั ต์รูปนี ้ท่ีแม้ว่าจะมีรูปแบบของตวั หนมุ านที่คล้ายคลึงกนั แตก่ ็มีการลงอกั ขระและตวั นะที่
แตกตา่ งกนั คือตวั นะท่ีปรากฏในยนั ตห์ นมุ านหาวเป็นดาวเป็นเดือนแบบท่ี 2 นี ้ มีลกั ษณะท่ีใกล้เคียงกบั นะ
ลิน้ ทอง และนะเจริญศรี5 ซ่ึงเป็นนะในทางเมตตา แสดงให้เห็นถึงการไมม่ ีข้อจากดั ตายตวั ในเร่ืองของการ
ลงนะในยนั ต์ และอาจสมั พนั ธ์กบั ความเช่ือของคนไทยท่ีมีตอ่ หนมุ าน ว่าเป็นผ้มู ีอิทธิฤทธ์ิความสามารถทงั้
ในด้านการสู้รบ และการเป็นท่ีรักใคร่เสน่หาด้วย อย่างไรก็ตามรูปแบบการเขียนตวั นะที่พบในยนั ต์นัน้
คอ่ นข้างผิดเพีย้ นไปจากลกั ษณะตามตาราท่ีสืบทอดตอ่ กนั มา ซงึ่ ยงั ไม่สามารถหาคาตอบได้ว่าเกิดขึน้ จาก
ความผิดพลาดของผ้สู กั ยนั ต์ หรืออาจเป็นความตงั้ ใจท่ีจะสร้างสญั ลกั ษณ์ใหมๆ่ ขนึ ้ มา

นอกจากนีย้ งั มียนั ต์แบบท่ีเกิดจากการนาเอายนั ต์ตา่ งๆ เข้ามาประกอบร่วมกนั ด้วย คือ ยนั ต์หวั ใจ
ทศกัณฐ์ ซ่ึงมีการเปล่ียนแปลงไปจากยันต์หัวใจทศกัณฐ์ตามสูตรเดิมตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทท่ี 3
อย่างไรก็ดี ในยนั ต์หวั ใจทศกณั ฐ์รูปแบบใหม่นีก้ ็ยงั คงนาเอารูปยนั ต์หวั ใจทศกณั ฐ์แบบเดิมมารวมอย่ดู ้วย
และนาอกั ขระยนั ต์อีก 5 แบบมารวมเข้าด้วยกนั ถ้านบั จากยนั ต์ด้านบนสุดวนตามเข็มนาฬิกาจะได้เป็น
ยันต์พระเจ้าเปล่งรัศมี หรือนะพระเจ้าเปล่งรัศมี6 ยันต์แก้ว 4 ดวง7 ยันต์ประทับหลังจันทรประภา8
ยนั ตห์ วั ใจทศกรรฐ์9 ยนั ต์ประทบั หลงั สรุ ิยประภา10 และยนั ต์สดุ ท้ายท่ียงั ไมส่ ามารถหาข้อมลู ได้ ตามลาดบั

5 อรุ คินทร์ วริ ิยะบรู ณะ, นะ 108, (พระนคร: ลกู ส. ธรรมภกั ดี, 2509), 142, 257.
6 เรื่องเดยี วกนั , 176.
7 เทพย์ สาริกบตุ ร, คัมภรี ์หวั ใจ 108, (กรุงเทพฯ: เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2538), 102.

42

ภาพที่ 60 : ยนั ต์หวั ใจทศกณั ฐ์

สำนกั หอสมุดกท่มี า : http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=4&qid=47329
ลาง4.1.3 ด้านสูตรบริกรรมท่ีใช้ลงยันต์

จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ยนั ต์รูปตวั ละครรามเกียรติ์ทงั้ หมดที่พบในปัจจบุ นั นนั้ ยงั ไม่ปรากฏว่ามี
ระเบยี บแบบแผนตา่ งๆ ที่ชดั เจนในด้านรูปแบบ จงึ สนั นิษฐานตอ่ ไปได้ว่าในด้านสตู รบริกรรม รวมไปถึงพิธี
กรรมการปลกุ เสกตา่ งๆ ก็ไม่นา่ จะมีแบบแผนท่ีแน่นอนด้วยเชน่ เดียวกนั แตอ่ ย่างไรก็ตาม รูปยนั ต์เหล่านีก้ ็
สามารถใช้การลงกากับสูตรบริกรรมในเบือ้ งต้น อาทิ การลากเส้นยนั ต์ การตอ่ เส้นยนั ต์ การกากบั อาการ
32 อยา่ ง ฯลฯ ได้เช่นเดียวกบั ยนั ต์อ่ืนทว่ั ไป รวมทงั้ คาถาที่ใช้ในการปลกุ เสก ที่ผ้สู ร้างยนั ต์สามารถเลือก
คาถาเพ่ือนามาใช้ปลกุ เสกยนั ต์เอง ตามหลกั การเทา่ ท่ีโบราณจารย์ได้กาหนดเอาไว้ ซงึ่ จะได้กลา่ วถงึ ตอ่ ไป

อย่างไรก็ตามจากการศกึ ษาพบว่า ยนั ต์พระลกั ษมณ์หน้าทอง เป็นยนั ต์เพียงหน่ึงเดียวในบรรดา
ยนั ต์รูปตวั ละครรามเกียรติ์ทงั้ หมด ที่มีการกาหนดรูปแบบที่แน่นอนชดั เจน ไม่พบว่ามีการเสริมแต่งให้มี
รูปแบบท่ีผิดเพีย้ นไปจากเดิมดงั เช่นยนั ต์หวั ใจทศกณั ฐ์ โดยเป็นยนั ต์ที่มีที่มาจากนะพระลกั ษมณ์หน้าทอง
มีการกาหนดสูตรบริกรรมคาถาในขัน้ ตอนการลงเลขยันต์ และการปลุกเสกท่ีชัดเจน โดยมีคาถาท่ีใช้
ประกอบหลกั ๆ คือ คาถาบารมี 30 ทศั คาถาพระเจ้า 5 พระองค์ และคาถาพระเจ้า 10 ชาติ ทงั้ ในขนั้ ตอน
การสร้างก็มีการระบุบทคาถาตา่ งๆ ท่ีเก่ียวข้องกบั การใช้งานในทางเสนห่ ์เมตตามหานิยมอยา่ งชดั เจน ทงั้
ยงั มีคาถาสาหรับปลกุ นะเมื่อต้องการใช้อีกด้วย11

8 เทพย์ สาริกบตุ ร, ประชุมมหายนั ต์ 108, (กรุงเทพฯ: เสริมวทิ ย์บรรณาคาร, 2508), 124.
9 เร่ืองเดยี วกนั , 97.
10 เร่ืองเดยี วกนั , 124.
11 อรุ คินทร์ วริ ิยะบรู ณะ, นะ 108, (พระนคร: ลกู ส. ธรรมภกั ดี, 2509), 137-140.


Click to View FlipBook Version