The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

0 การจัดกิจกรรมการเล่านิทาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chattaphat Upathi, 2023-09-24 13:36:04

0 การจัดกิจกรรมการเล่านิทาน

0 การจัดกิจกรรมการเล่านิทาน

ก บทคัดย่อ ชื่อเรื่องวิจัย การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้คําถามเพื่อพัฒนาทักษะ การคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ชื่อผู้วิจัย นางสาวมนัญญา อุปธิ โรงเรียน สันกลางวิทยา อําเภอพาน จังหวัดเชียงราย ปีที่ทําการวิจัย 2566 การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการใช้ คําถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุ 5-6 ปีที่กําลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียน ที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสันกลางวิทยา ตําบลเมืองพาน อําเภอพาน จังหวัดเชียงราย จํานวน 18 คน ผู้วิจัยดําเนินการทดลอง เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 ครั้ง คือ วันจันทร์วันพุธ และวันพฤหัสบดีครั้งละ 30 นาทีรวม 24 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสังเกตทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ คําถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยจํานวน 8 แผน นิทานสําหรับเด็กปฐมวัย จํานวน 8 เรื่อง สถิติที่ใช้ ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และ ค่าความแตกต่างความก้าวหน้า ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้คําถามเพื่อพัฒนาทักษะการ คิด สร้างสรรค์ทุกสัปดาห์รวม 8 สัปดาห์พบว่าเด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกด้าน เพื่อ ศึกษาค่าความก้าวหน้าของทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้คําถามพบว่า ความก้าวหน้าของทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีค่าเท่ากับ 53.70 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กิจกรรมการเล่านิทานประกอบการ ใช้ คําถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการคิด สร้างสรรค์เพิ่มขึ้น


ประกาศคุณูประการ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ สําเร็จได้ด้วยความกรุณาอย่างยิ่งจาก นายศักดิ์ชัย กาวีผู้อํานวยการ โรงเรียนสันกลางวิทยา ที่ได้ให้การสนับสนุนงานการทําวิจัยในชั้นเรียนให้คําแนะนํา และข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะต่างๆตลอดมาตั้งแต่ต้นจนสําเร็จ เพื่อให้งานวิจัย มีความถูกต้อง สมบูรณ์ผู้วิจัย ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง คุณค่าและประโยชน์ของรายงานวิจัยฉบับนี้ขอมอบให้เป็นสิ่งทดแทนแด่คุณพ่อคุณแม่และ ครอบครัวที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้วิจัยและพระคุณคณาจารย์ทุกท่านที่ได้ทําให้ผู้วิจัยได้ ประสบการณ์ อันเป็นคุณค่ายิ่ง และผู้วิจัยขอดําเนินตามท่านทั้งหลายในการอบรมให้การศึกษาแก่ เยาวชนในรุ่นต่อๆ ไป มนัญญา อุปธิ


สารบัญ บทคัดย่อ............................................................................................................................... หน้า ก ประกาศคุณูปการ………………………………………………………………………………...…………………. ข สารบัญ............................................................................................................................. ..... ค บทที่ 1 บทนํา...................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา................................................................. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย........................................................................................ 3 สมมุติฐานการวิจัย................................................................................................... 3 ขอบเขตการวิจัย...................................................................................................... 3 นิยามศัพท์เฉพาะ.................................................................................................... 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ...................................................................................... 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.............................................................................. 6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน................................................................ 6 ความหมายของนิทาน..................................................................................... 6 ความสําคัญของนิทาน.................................................................................... 7 ประเภทของนิทาน.......................................................................................... 8 การจัดกิจกรรมการเล่านิทาน......................................................................... 9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน.......................................................................... 10 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์........................................... 11 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์................................................................ 11 ความสําคัญของความคิดสร้างสรรค์............................................................... 12 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์..................................... 12 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์..................................................... 13 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้คําถาม.................................................... 15 ความหมายของการใช้คําถาม......................................................................... 15 ความสําคัญของการใช้คําถาม......................................................................... 15 ประเภทของการใช้คําถาม............................................................................... 16 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้คําถาม............................................................... 20


สารบัญ (ต่อ) บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย.................................................................................................... หน้า 22 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง..................................................................................... 22 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย......................................................................................... 22 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย........................................................................... 22 การเก็บรวบรวมข้อมูล............................................................................................ 24 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................... 26 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................. 28 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................... 28 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................ 28 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ........................................................................ 37 สรุปผลการวิจัย...................................................................................................... 37 อภิปรายผล.............................................................................................. .............. 38 ข้อเสนอแนะ.......................................................................................................... 38 บรรณานุกรม....................................................................................................................... 39 ภาคผนวก.............................................................................................. .............................. 42 ประวัติย่อผู้รายงาน............................................................................................................. 79


1 บทที่1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์อย่างเป็นองค์รวมบน พื้นฐาน การอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการ ตามวัยของเด็กแต่ละ คนให้เต็มตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วย ความรักความเอื้ออาทร และ ความเข้าใจของทุกคนเพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อ ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการ พัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ได้รับการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุข และเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิต และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดีมีวินัย และส านึกความเป็นไทย ด้วยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัวชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและการ ส่งเสริม พัฒนาการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่าง เหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่ เกี่ยวข้องกับการ อบรมเลี้ยงดูการพัฒนาและให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยเพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนา ตนเองตามล าดับขั้นของ พัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองรวมมีคุณภาพ และเต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ.2560:2-4) ความคิดสร้างสรรค์คือความคิดที่สามารถในการสังเคราะห์สามารถในวิเคราะห์และมี ความสามารถในน าไปปฏิบัติได้มีลักษณะเป็นความรวมความคิดหลายทางและมีลักษณะคล้ายๆกับ กระบวนการแก้ปัญหามีความแตกต่างเพียงกระบวนการแก้ปัญหามีนั้นจะมีวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เด่นชัด เฉพาะ เรื่องแต่กระบวนการคิดสร้างสรรค์จ าเป็นที่บุคคลจะต้องรู้จักจินตนาการและถ้าขาดจินตนาการ ก็จะไม่ สามารถแก้ปัญหาทางความคิดสร้างสรรค์ได้ความคิดสร้างสรรค์ประการส าคัญผู้คิดนั้นจะต้อง ไม่ทุกข์ ไม่มี ความรู้สึกทุกข์ไม่รู้สึกบีบคั้น คิดตามความเป็นจริง คิดตรงกับสภาพแห่งตามที่เป็นจริงนั้น ในความคิด สร้างสรรค์จะต้องสร้างความสุขด้วย จึงจะเป็นความสร้างสรรค์เป็นความคิดสร้างสุขโดยมีธรรมฉันทะเป็นตัว ขับเคลื่อนกระบวนการคิดปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์อาจเกิดจากหลาย สาเหตุหลายปัจจัย แต่ปัจจัย หนึ่งคือรูปแบบการเรียนการสอน (ธีร์กัญญา โอชรส.2551) ที่อาจสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน เช่น บรรยากาศที่เน้นการแข่งขันท าให้นักเรียนกดดัน ค าตอบมักถูก ก าหนดให้มีเพียงค าตอบเดียวคิดแบบยืดหยุ่น ไม่ได้อาจถูกต าหนิเมื่อตอบผิด มีการประเมินบ่อยๆ หรือเป็นทางการตลอดเวลา ฯลฯ (ดวงฤทัย น้อยพรม. 2552) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการสร้างบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ดังนั้นหากต้องการ ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ควรสอนด้วยวิธีการกระตุ้นให้เด็กเกิดความอยากรู้เช่น การใช้ค าถามที่ท้า ทายความคิด การให้เด็กได้ฝึกฝนปฏิบัติด้วยตนเองมากกว่าการบอกให้รู้และให้การสนับสนุนด้วยการเสริมแรง ให้ก าลังใจไม่ด่วนตัดสินว่าถูกหรือผิด และไม่ควรยึดติดว่าค าตอบต้องมีค าตอบเดียว เพราะการคิดสร้างสรรค์ เป็นการคิดได้หลายทิศทางหลายแง่มุมโดยผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาวิธีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็ก ปฐมวัย เนื่องจากเป็นวัยที่จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาได้ดีที่สุด โดยเลือกกิจกรรมการ เล่านิทานมาใช้ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ วิธีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยเนื่องจากเป็นวัยที่จินตนาการและความคิด สร้างสรรค์สามารถพัฒนาได้ดีที่สุด โดยเลือกกิจกรรมการเล่านิทานมาใช้ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์โดย


2 ใช้การเล่านิทานซึ่ง วรรณีศิริสุนทร (2542 อ้างถึงใน ศศินันท์นิลจันทร์, 2554 : 32) ได้กล่าวว่า นิทาน หมายถึง การเล่านิทานมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เดิมเป็นการเล่าด้วยปากเปล่า ต่อมาเมื่อมีการวิวัฒนาการ ตัวอักษรและการพิมพ์เป็นเล่ม ผู้เล่านิทานมักได้รับการยกย่องจากบุคคลทั่วไป สุภักดิ์อนุกูล (2545 อ้างถึงใน ศศินันท์นิลจันทร์, 2554 : 32) ได้กล่าวว่า นิทานหมายถึง นิทานเป็นประเพณีสืบทอดกันมาช้านาน ส่วนมาก ผู้เล่ามักเป็นผู้อาวุโส เรื่องที่น ามาเล่าประกอบด้วยต านาน หรือพฤติกรรมของบุคคล ด้วยมุ่งความบันเทิงและ อบรมสั่งสอนลูกหลานครุรักษ์ภิรมย์รักษ์(2540 อ้างถึงใน ปราณีปริยวาที, 2551 :24) ได้กล่าวว่า นิทาน หมายถึง นิทานเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกัน มาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบทอดประสบการณ์ความรู้ความคิด หรือค่านิยมบางอย่างให้ผู้ฟังพร้อมทั้งสอดแทรกความสนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อมๆ กัน กล่าวโดยสรุปได้ว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่า สืบทอดต่อกันมาจากผู้ใหญ่สู่เด็ก ซึ่งให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินและคติค าสอน ส านักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา (2550) ได้กล่าวว่า นิทานเป็นสิ่งที่ส าคัญต่อชีวิตทั้งและผู้ใหญ่ เพราะ นอกจากนิทาน จะช่วยให้เด็กๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้ว ยังเป็นโลกแห่งจินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอย ช่วยถักทอสายใยความรักความฝัน สานสัมพันธ์อันอบอุ่น ความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว อีกทั้ง นิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจ และปรัชญาชีวิตอันล าลึกแก่เด็ก นิทานมีความส าคัญต่อพัฒนาการของเด็กกล่าว โดยสรุปได้ว่า ความส าคัญของนิทาน หมายถึง นิทานมีจุดประสงค์และให้ ประโยชน์ทั้งผู้เล่าและผู้ฟังท าให้เกิด ความสนุกสนานและผ่อนคลายความเครียด อีกทั้งยังสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้กับผู้ฟังกุลยา ตันติผลา ชีวะ (2541 อ้างอิงใน ปราณีปริยวาที, 2551 : 32) ได้กล่าวว่า รูปแบบของการเล่านิทาน มีดังนี้การเล่านิทาน แบบปากเปล่า เป็นการเล่าที่อาศัยค าพูด และน้ าเสียงไม่มีการใช้สื่อประกอบการเล่า การเล่านิทานแบบนี้ต้อง ใช้ศิลปะในการพูด การเล่าที่จูงใจมาก การเล่านิทานปากเปล่า อาจให้เด็กเล่าเอง ผู้ใหญ่เล่าบ้าง หรือช่วยกัน เล่า ไม่ควรเกิน 15 นาที นิทานเป็นสิ่งที่ส าคัญต่อชีวิตทั้งและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทาน จะช่วยให้เด็กๆ มีความสุขสนุก หรรษาแล้ว ยังเป็นโลกแห่งจินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใยความรักความฝัน สานสัมพันธ์อัน อบอุ่น ความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว อีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติ สอนใจ และปรัชญาชีวิตอัน ล าลึกแก่เด็ก นิทานมีความส าคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ดังนี้1) ช่วยพัฒนาเด็กทางด้านลักษณะชีวิต เด็กได้ เรียนรู้ถึงลักษณะชีวิตที่ดีผ่านนิทานที่ปรารถนาให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดีเช่น มีคุณธรรมจริยธรรม มีความกล้า หาญ มีความยุติธรรม 2) การพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพเป็นองค์ประกอบที่มีอยู่มากในนิทานซึ่งเด็ก จะได้รับรู้ถึงบุคลิกภาพที่ดีที่จะช่วยให้อยู่ในสังคมได้อย่างดีเช่น ความเชื่อมั่นการรักษาตนความสุภาพอ่อน น้อม ความมีมารยาทที่ดีความเป็นผู้น า 3) การพัฒนาเด็กด้านความรู้และสติปัญญา 4) การพัฒนาเด็กในด้าน ทักษะและความสามารถ 5) การพัฒนาเด็กในด้านสุขภาพ นิทานเป็นกระบวนการหนึ่งที่ก าหนดบทบาท ใน ด้านสุขภาพให้เกิดแก่เด็ก เพราะเมื่อเด็กได้อ่านหรือฟังนิทานแล้วจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ในการที่จะรักษา สุขภาพกายและสุขภาพจิตของตนกล่าวโดยสรุปได้ว่า ความส าคัญของนิทาน หมายถึง นิทาน ส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้พัฒนาความคิด ท าให้เกิดกระบวนการคิดเพิ่มขึ้น และสร้างนิสัยรักการอ่านแล้ว นิทานก็ยังมี จุดประสงค์และให้ทั้งประโยชน์ทั้งผู้เล่า และผู้ฟัง ท าให้เกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนาน และคลายเครียด อีก ทั้งยังสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมให้กับผู้ฟัง พิมพันธ์เดชะคุปต์(2556) ได้กล่าวว่าการใช้ค าถาม หมายถึง การใช้ประเภทของค าถามเป็นและรู้จักลักษณะการถามที่ดีการใช้ ประเภทของค าถามทั้งค าถามง่ายและ ค าถามยาก หรือทั้งค าถามแคบและค าถามกว้าง หรือทั้งค าถาม ระดับต่ าและค าถามระดับสูง การถามค าถาม ในห้องเรียน อาจมีความเป็นไปได้ดังนี้1) ครูเป็นผู้ถามค าถามให้ผู้เรียนตอบ 2) ครูและนักเรียนร่วมกันถาม ค าถามร่วมกันอภิปราย 3) นักเรียนเป็นผู้ถามค าถามส่วนลักษณะการถามค าถามที่ดีนั้นเป็นศิลปะในการถาม ค าถามที่ท าให้สามารถกระตุ้นการคิดของผู้เรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนกล้าตอบสนองและกล้าถามย้อนกลับ


3 กล่าวโดยสรุปได้ว่า การใช้ค าถาม เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ท าให้เด็กเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ หาเหตุผลแก้ปัญหา สร้างความรู้ความเข้าใจท าให้เกิดการเรียนรู้อยากรู้อยากเห็น และพัฒนาความคิดใหม่ๆ จากความเป็นมาและความส าคัญดังกล่าว ผู้วิจัยความสนใจที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของ เด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ของ เด็กปฐมวัย ซึ่งใช้นิทานจ านวน 8 เรื่อง การจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการ คิดสร้างสรรค์ปฐมวัยสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้านอื่นๆ นอกจากความคิดริเริ่ม ความคิดคล่องตัว ความคิดยืดหยุ่น และความคิดละเอียดลออ เป็นต้น อีกทั้งเด็กยังได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่ตีกรอบ ความคิดของเขา ให้อิสระในการคิดในการท าอย่างเต็มที่และผลของการน านิทานมาจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ส าหรับเด็กปฐมวัยนี้จะเป็นแนวทางให้ครูปฐมวัยในการจัดกรรมโดยใช้การตั้งค าถามเข้ามา สอดแทรกในการจัดประสบการณ์ เพื่อพัฒนาด้านต่างๆ ให้กับเด็กปฐมวัยได้อีกด้วย วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย สมมติฐำนของกำรวิจัย หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ปฐมวัยแล้ว เด็กปฐมวัยมีทักษะความคิดสร้างสรรค์ที่ดีขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรม ขอบเขตของกำรวิจัย ประชำกรที่ใช้ในกำรวิจัย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ5-6 ปีซึ่งก าลังศึกษาอยู่ ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสันกลางวิทยา ต าบลสันกลาง อ าเภอพาน จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่ำงที่ใช้ในกำรวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ5-6 ปีซึ่งก าลังศึกษา อยู่ในชั้นอนุบ าลปีที่ 3 จ านวน 18 คน ภ าคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสันกลางวิทยา ต าบลสันกลาง อ าเภอพาน จังหวัดเชียงราย ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ การวิจัยครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะ การคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้หนังสือนิทาน จ านวน 8 เรื่อง ประกอบด้วย 1. นิทานเรื่อง หนูนิดไม่อยากแปรงฟัน 2. นิทานเรื่อง สวนสัตว์ของป๋องแป๋ง 3. นิทานเรื่อง หนูนิดฟันหลอ 4. นิทานเรื่อง ห่านกับไข่ทองค า 5. นิทานเรื่อง พระอาทิตย์ชอบตื่นสาย


4 6. นิทานเรื่อง ป๋องแป๋งปั้นแป้ง 7. นิทานเรื่อง หนูนิดขี้โมโห 8. นิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า ตัวแปรที่ศึกษำ ตัวแปรต้น ได้แก่กิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ระยะเวลำในกำรทดลอง ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามที่มีต่อ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ครั้งนี้ด าเนินการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้เวลา ในการทดลอง 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาทีในเวลา 09.00-09.30 น. รวมระยะเวลาในการ ทดลองทั้งสิ้น 24 ครั้ง นิยำมศัพท์เฉพำะ 1. กิจกรรมการเล่านิทาน หมายถึง กิจกรรมที่ก าหนดขึ้นส าหรับพัฒนาทักษะการคิดของเด็ก ปฐมวัยผ่านการจัดกิจกรรมการเล่านิทานที่หลากหลาย มีกิจกรรมการเล่านิทาน ดังนี้ 1.1 นิทานเรื่อง หนูนิดไม่อยากแปรงฟัน 1.2 นิทานเรื่อง สวนสัตว์ของป๋องแป๋ง 1.3 นิทานเรื่อง หนูนิดฟันหลอ 1.4 นิทานเรื่อง ห่านกับไข่ทองค า 1.5 นิทานเรื่อง พระอาทิตย์ชอบตื่นสาย 1.6 นิทานเรื่อง ป๋องแป๋งปั้นแป้ง 1.7 นิทานเรื่อง หนูนิดขี้โมโห 1.8 นิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า 2. ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัยในการค้นหาค าตอบได้อย่าง รวดเร็ว คิดสิ่งแปลกใหม่ คือรายละเอียด ที่น ามาตกแต่งความไม่สมบูรณ์และมีความหมายโดยการ แสดง ออกมาไม่ซ้ ากับผู้อื่น 2.1. ความคิดริเริ่ม หมายถึง มีความคิดที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ ากับใคร และแตกต่างจาก ความคิดธรรมดา 2.2 ความคิดคล่องแคล่ว หมายถึง ความคิดที่เกิดขึ้นเป็นความคิดที่ไม่ซ้ ากันในเรื่อง เดียวกันในด้านต่างๆ เช่น การเลือกใช้ถ้อยค าการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ 2.3 ความคิดยืดหยุ่น หมายถึง มีรูปแบบการคิดที่อาจน าเสนอเรื่องราวเดียวกันในรูปแบบ ต่างๆ ที่ไม่ตายตัวหรือสามารถดัดแปลงความรู้หรือประสบการณ์ในเรื่องต่างๆที่มีอยู่แล้วน ามาเขียน เพื่อเป็น ประโยชน์ต่อผู้อื่น 2.4 ความคิดละเอียดลออ หมาย ถึงในการคิดสามารถเก็บรายละเอียดของเรื่องต่างๆ อย่างมีขั้นตอน สามารถอธิบายให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนสามารถจัดแต่งความคิดหลักให้น่าสนใจยิ่ง ขึ้น 3. การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม หมายถึง การด าเนินการเล่านิทานโดย การใช้หนังสือนิทานที่เหมาะส าหรับเด็กปฐมวัยประกอบการเล่าอย่างเป็นขั้นตอน แล้วใช้ค าถาม ถามเรื่องราว


5 ตัวแปรต้น กิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการใช้ค าถาม ตัวแปรตาม ทักษะความคิดสร้างสรรค์ได้แก่ - ความคิดริเริ่ม - ความคิดคล่องแคล่ว - ความคิดยืดหยุ่น - ความคิดละเอียดลออ ในนิทาน ซึ่งค าถามดังกล่าวเป็นค าถามที่กระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะการคิด ค้นหาความจริง ต่างๆ ที่ประกอบ ขึ้นมาเป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ 4. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ5 - 6 ปีซึ่งก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสันกลางวิทยา ต าบลสันกลาง อ าเภอพาน จังหวัดเชียงรายานี ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1. เด็กปฐมวัยที่ได้ผ่านการท ากิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม มีทักษะการคิด สร้างสรรค์ที่ดีขึ้น 2. เพื่อให้ครูผู้สอน ผู้เกี่ยวข้อง และผู้วิจัยท่านอื่นๆ น าแนวทางการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยใช้หนังสือนิทาน ไปพัฒนาด้าน ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยต่อไป กรอบแนวคิดในการวิจัย จากการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ ของ เด็กปฐมวัยนั้น เป็นกิจกรรมที่เด็กปฐมวัยจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และได้ลงมือปฏิบัติ จริงโดยการฟัง นิทาน ตอบค าถาม ตั้งค าถาม เล่าเรื่องของนิทานแต่ละเรื่อง ตามขึ้นตอนซึ่งเป็นการ ส่งเสริมพัฒนาการด้าน การคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย


6 บทที่2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทำน ในการวิจัยเรื่อง “การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการ คิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย” โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานเป็นสื่อกระตุ้นให้เด็กมีพฤติกรรมด้านความคิด สร้างสรรค์ที่ดีขึ้น ระดับชั้นอนุบาล ในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ด าเนินศึกษาค้นคว้า เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 1.1 ความหมายของนิทาน 1.2 ความส าคัญของนิทาน 1.3 ประเภทของนิทาน 1.4 การจัดกิจกรรมการเล่านิทาน 1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ 2.1 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ 2.2 ความส าคัญของความคิดสร้างสรรค์ 2.3 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ค าถาม 3.1 ความหมายของการใช้ค าถาม 3.2 ความส าคัญของการใช้ค าถาม 3.3 ประเภทของค าถาม 3.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ค าถาม 1. เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทำน 1.1 ความหมายของนิทาน ครุรักษ์ ภิรมย์รักษ์ (2540 อ้างถึงใน ปราณีปริยวาที, 2551 : 24) ได้กล่าวว่า นิทาน หมายถึง นิทานเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบทอดประสบการณ์ความรู้ ความคิด หรือค่านิยมบางอย่างให้ผู้ฟังพร้อมทั้งสอดแทรกความสนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อมๆกัน วรรณีศิริสุนทร (2542 อ้างถึงใน ศศินันท์ นิลจันทร์, 2554 : 32) ได้กล่าวว่า นิทาน หมายถึงการเล่านิทานมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เดิมเป็นการเล่าด้วยปากเปล่า ต่อมาเมื่อมีการวิวัฒนาการ ตัวอักษรและการพิมพ์เป็นเล่ม ผู้เล่านิทานมักได้รับการยกย่องจากบุคคลทั่วไป สุภักดิ์อนุกูล (2545 อ้างถึงใน ศศินันท์ นิลจันทร์, 2554 : 32) ได้กล่าวว่า นิทาน หมายถึง นิทานเป็นประเพณีสืบทอดกันมาช้านาน ส่วนมากผู้เล่ามักเป็นผู้อาวุโส เรื่องที่น ามาเล่า ประกอบด้วย ต านานหรือพฤติกรรมของบุคคล ด้วยมุ่งความบันเทิงและอบรมสั่งสอนลูกหลาน กล่าวโดยสรุปได้ว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่าสืบทอดต่อกันตั้งแต่โบราณ จนถึงปัจจุบัน แต่ก่อนการเล่านิทานส่วนมากจะเล่าปากเป่าแต่ปัจจุบันนี้ได้น าหนังสือนิทาน และหุ่นนิ้วมือประกอบการเล่า


7 นิทาน ซึ่งท าให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลินและคติค าสอน 1.2 ควำมส ำคัญของนิทำน กุลยา ตันติผลาชีวะ (2541 อ้างถึงใน นัทธินันท์ละมายสิงห์, 2559 : 11) ได้กล่าวว่า ความส าคัญและประโยชน์ของนิทาน ดังนี้ 1. นิทานได้มีการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดขยายความคิดของตนให้กระจ่าง และเป็นการพัฒนาภาษาอีกทางหนึ่ง 2. สร้างนิสัยรักการอ่าน ผู้เรียนรู้สึกเพลิดเพลินขณะฟังครูเล่า ซึ่งน าไปสู่การค้นคว้า หาอ่านนิทานด้วยตนเอง 3. นิทานเป็นการสร้างการเรียนรู้อย่างมีความหมายให้กับนักเรียน เนื้อหาในนิทาน มี ประเด็นชัดเจน และการเล่านิทานซ้ าๆท าให้นักเรียนสามารถถ่ายโอนข้อมูลใหม่เพื่อหาข้อสรุปได้ เกริก ยุ้นพันธ์(2547) ได้กล่าวว่า ความส าคัญของนิทาน ดังนี้ 1. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิด เป็นกันเองกับผู้เล่า 2. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกร่วมในขณะฟัง ท าให้เขาเกิดความเพลิดเพลิน ผ่อน คลายและสดชื่นแจ่มใส 3. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะมีสมาธิหรือความตั้งใจที่มีระยะเวลานานขึ้นหรือยาวขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่าที่มีความสามารถในการตรึงให้ผู้ฟังหรือกเด็ก ๆ ใจจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่ผู้เล่าเล่าเรื่อง ที่มี ขนาดยาว 4. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานที่มีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรม และ จริยธรรม ท าให้เด็ก ๆ และผู้ฟังเข้าใจในความดีและความงามยิ่งขึ้น 5. นิทานจะท าให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังมีความละเอียดอ่อน รู้จักการรับและการให้มองโลก ในแง่ดี 6. นิทานจะท าให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังใช้กระบวนการคิดในการพิจารณาแก้ปัญหาได้ 7. นิทานสามารถสร้างความกล้าให้กับเด็กๆหรือผู้ฟังโดยการแสดงออกที่ผ่าน กระบวนการคิดที่มีประสิทธิภาพ 8. เด็กๆ ผู้ฟังจะได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตประจ าวันได้ 9. นิทานช่วยสร้างเสริมจินตนาการที่กว้างไกลไร้ขอบเขตให้กับเด็กหรือผู้ฟัง 10. นิทานสามารถช่วยให้เด็ก ๆ และผู้ฟังได้รู้จักการใช้ภาษาที่ถูกต้อง การออกเสียง การกระดกลิ้นตัว ร เรือ และ ล ลิง ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550) ได้กล่าวว่า นิทานเป็นสิ่งที่ส าคัญต่อชีวิตทั้ง และผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทานจะช่วยให้เด็กๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้ว ยังเป็นโลกแห่ง จินตนาการที่ สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใยความรักความฝัน สานสัมพันธ์อันอบอุ่น ความ ละมุนละไมในกลุ่มสมาชิก ของครอบครัว อีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจ และปรัชญาชีวิตอันล้ าลึก แก่เด็ก นิทานมีความส าคัญต่อ พัฒนาการของเด็กดังนี้ 1. ช่วยพัฒนาเด็กทางด้านลักษณะชีวิต เด็กได้เรียนรู้ถึงลักษณะชีวิตที่ดีผ่านนิทานที่ ปรารถนาให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดีเช่น มีคุณธรรมจริยธรรม มีความกล้าหาญ มีความยุติธรรม 2. การพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพเป็นองค์ประกอบที่มีอยู่มากในนิทานซึ่ง เด็กจะได้รับรู้ถึงบุคลิกภาพที่ดีที่จะช่วยให้อยู่ในสังคมได้อย่างดีเช่น ความเชื่อมั่นการรักษาตนความ สุภาพอ่อน


8 น้อม ความมีมารยาทที่ดีความเป็นผู้น า 3. การพัฒนาเด็กด้านความรู้และสติปัญญา 4. การพัฒนาเด็กในด้านทักษะและความสามารถ 5. การพัฒนาเด็กในด้านสุขภาพ นิทานเป็นกระบวนการหนึ่งที่ก าหนดบทบาท ในด้าน สุขภาพให้เกิดแก่เด็ก เพราะเมื่อเด็กได้อ่านหรือฟังนิทานแล้วจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ในการที่จะรักษา สุขภาพ กายและสุขภาพจิตของตน กล่าวโดยสรุปได้ว่า ความส าคัญของนิทาน หมายถึง นิทานส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนา ความคิด ท าให้เกิดกระบวนการคิดเพิ่มขึ้น และสร้างนิสัยรักการอ่านแล้วนิทานก็ยังมีจุดประสงค์และ ให้ทั้ง ประโยชน์ทั้งผู้เล่า และผู้ฟังท าให้เกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนานและคลายเครียด อีกทั้งยัง สอดแทรก คุณธรรม จริยธรรมให้กับผู้ฟัง 1.3 ประเภทของนิทำน เกริก ยุนพันธ (2539 อ้างถึงใน นัทธินันท์ ละมายสิงห์, 2559 : 20) ได้กล่าวว่า ประเภท ของนิทานว่าการแบ่งประเภทของนิทานตามรูปแบบของนิทาน และตามเนื้อหาสาระที่เป็นเรื่องราว ของนิทาน แบงออกเป็นประเภทต่างๆ 8 ประเภท คือ 1. เทพนิยายหรือเรื่องราวปรัมปรา เป็นนิทานหรือนิยายที่เกินเลยความเป็นจริงของ มนุษย์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอภินิหาร ตัวเอกหรือตัวละครเดนๆ จะมีอภินิหารหรือ เวทมนต์ ฤทธิ์เดช ฉากหรือสถานที่ในเรื่องมักเป็นสถานที่พิเศษ หรือถูกก าหนดขึ้นมา เช่น สรวงสวรรค์หรือเมืองบาดาล มีพระเอกเป็นเจ้าชาย มีนางเอกเป็นเจ้าหญิง มีนางฟ้า มีเทวดา มียักษ์เป็นต้น 2. นิทานประจ าท้องถิ่นหรือนิทานพื้นบ้าน มักเป็นนิทานที่ถูกเล่าขานตกทอด ต่อเนื่องกันมาเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตานานพื้นบ้าน ประวัติความเป็นมาของท้องถิ่น ภูเขา ทะเล แม่น้ า เรื่องราวของโบราณวัตถุที่มีเหตุแห่งที่มาของการสร้าง การคิด ฯลฯ 3. นิทานคติสอนใจ เป็นนิทานที่เรียบเรียงเชิงเปรียบเทียบกับชีวิตและความเป็นอยู่ ร่วมกันในสังคมให้บังเกิดผล ในการด ารงชีวิตและความเป็นอยู่ให้พิถีพิถันละเอียดรอบคอบและไม่ประมาท ช่วยเหลือหรือเมตตาต่อผู้อื่นและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข 4. นิทานวีรบุรุษ เป็นนิทานที่กล่าวอ้างถึงบุคคลที่มีความสามารถ องอาจ กล้าหาญ มักเป็นเรื่องถ่ายทอดเรื่องจริงของบุคคลส าคัญๆ ไว้มักสร้างฉากหรือสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้นเกิน ความเป็น จริง เพื่อให้เรื่องราวสนุกสนาน ท าให้เกิดความรู้สึกคล้อยตามว่าบุคคลที่เป็นบรรพบุรุษนั้นมี ความสามารถและ น่าสนใจจริงๆ 5. นิทานอธิบายเหตุ เป็นเรื่องราวของเหตุที่มาของสิ่งหนึ่งสิ่งใดและอธิบายพร้อม ค าตอบเรื่องราวนั้นๆด้วย เช่น เรื่องกระต่ายในดวงจันทร์ท าไมน้ าทะเลจึงเค็ม นกกับกา เป็นต้น 6. เทพปกรณัม เป็นนิทานที่เกี่ยวกับความเชื่อ โดยเฉพาะตัวบุคคลที่มีอภินิหารเหนือ ความเป็นจริง ลึกลับ ได้แก่ พระอินทร์พระพรหม ทศกัณฐ์เป็นต้น 7. นิทานที่มีสัตว์เป็นตัวเอก เรียบเทียบเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันใน สังคม สอนจริยธรรม แฝงแง่คิดและแนวทางแก้ไข บางครั้งสอนแบบทางอ้อมผู้อ่านหรือผู้ฟังจะต้อง พิจารณา เอง เป็นเรื่องบันเทิงคดีที่สนุกสนาน 8. นิทานตลกขบขัน เป็นเรื่องเปรียบเทียบชีวิตความเป็นอยู่ แต่มีมุขที่ตลก ขบขัน สนุกสนาน ท าให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข เนื้อเรื่องเกี่ยวกับไหวพริบ เรื่องราวแปลกๆ เรื่องเหลือเชื่อ เรื่องเกิน


9 ความจริง เป็นต้น วรรณีศิริสุนทร (2542 อ้างถึงใน ศศินันท์นิลจันทร์, 2554 : 32) ได้กล่าวว่า ประเภท ของนิทานว่า นิทานส าหรับเด็กแบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานพื้นบ้าน ได้แก่ - นิทานเกี่ยวกับสัตว์พูดได้ - นิทานไม่รู้จบ - นิทานตลกขบขัน - เทพนิยาย 2. นิทานสอนคติธรรม 3. นิทานเทพปกรณัม 4. มหากาพย์และนิทานวีรบุรุษ สัณหพัฒน์อรุณธารี(2542 อ้างถึงใน ปราณีปริยวาที, 2551 : 26) ได้กล่าวว่า ประเภท ของนิทานว่า นิทานมีหลายประเภทด้วยกัน การแยกประเภทนิทานขึ้นอยู่กับลักษณะของเรื่อง และที่มาของ นิทานเป็นส าคัญ ซึ่งจะขอแบ่งประเภทของนิทานออกเป็น 8 ประเภท ตามสภาพการณ ปัจจุบัน ดังนี้ 1. นิทานปรัมปรา 2. นิทานทองถิ่น 3. นิทานเทพนิยาย 4. นิทานตลกขบขัน 5. นิทานสร้างเสริมคุณธรรม 6. นิทานเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ 7. นิทานที่ให้ความรูเฉพาะเรื่อง เช่น เรื่องยาเสพติด เรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 8. นิทานส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ กล่าวโดยสรุปได้ว่า ประเภทของนิทาน หมายถึง การแบ่งประเภทของนิทาน และยังแบ่ง ตามเนื้อสาระเนื้อหา เช่น นิทานปรัมปรา นิทานท้องถิ่น นิทานเทพนิยาย นิทานตลกขบขัน นิทาน สร้างเสริม คุณธรรม นิทานเรื่องเกี่ยวกับสัตว์นิทานความรู้และนิทานส่งเสริมจินตนาการและความคิด สร้างสรรค์ มีการ แบ่งแยกประเภทที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของนิทานของแต่ละพื้นที่อื่นๆ 1.4 กำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำน พงษ์จันทร์อยู่เป็นสุข (2525 อ้างถึงใน ศศินันท์ นิลจันทร์, 2554: 34) ได้กล่าวว่า รูปแบบของการเล่านิทานมีดังนี้ 1. การเล่าโดยไม่ใช้อุปกรณ์ใดๆ เลย แต่ใช้เสียงประกอบการเล่าให้น่าสนใจ 2. การเล่าโดยใช้ภาพประกอบขนาดเล่า 3. การเล่าโดยแสดงท่าทางประกอบตัวละคร 4. การเล่าโดยแสดงหุ่นประกอบการเล่า เกริก ยุ้นพันธ์(2539 อ้างอิงใน ศศินันท์นิลจันทร์, 2554 : 34) ได้กล่าวว่า รูปแบบของ การเล่านิทานมีดังนี้ 1. การเล่านิทานแบบปากเปล่า 2. การเล่านิทานแบบวาดไปเล่าไป


10 3. การเล่านิทานใช้สื่อหรืออุปกรณ์ประกอบ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2541 อ้างอิงใน ปราณีปริยวาที, 2551 : 32) ได้กล่าวว่า รูปแบบ ของการเล่านิทาน มีดังนี้ 1. การเล่านิทานแบบปากเปล่า เป็นการเล่าที่อาศัยค าพูดและน้ าเสียงไม่มีการใช้สื่อ ประกอบการเล่า การเล่านิทานแบบนี้ต้องใช้ศิลปะในการพูด การเล่าที่จูงใจมาก การเล่านิทานปาก เปล่า อาจ ให้เด็กเล่าเอง ผู้ใหญ่เล่าบ้าง หรือช่วยกันเล่า ไม่ควรเกิน 15 นาที 2. การเล่านิทานประกอบท่าทาง การเล่านิทานแบบนี้เป็นการเล่านิทานที่มีชีวิตชีวา มากกว่าการเล่านิทานปากเปล่า เพราะเด็กสามารถตามเรื่องที่เล่าได้และจินตนาการเป็นรูปธรรมมาก ขึ้น ตามท่าทางของผู้เล่าสนุกสนสนมากขึ้นเพราะเห็นภาพพจน์ของเรื่องที่เล่า ท่าทางที่ใช้ ประกอบการเล่านิทาน อาจเป็นท่าทางของผู้เล่า ท่าทางการแสดงร่วมของเด็กได้แก่การท าหน้าตา การแสดงท่าทางกาย หรือการเล่น นิ้วมือประกอบการเล่า 3. การเล่านิทานประกอบภาพ ภาพที่ใช้ในการเล่ามีหลายชนิด มีทั้งภาพถ่าย ภาพ โปสเตอร์ภาพจากหนังสือ ภาพวาด ภาพสไลด์ภาพเคลื่อนไหว หรือภาพฉาย การที่มีภาพมาสวยๆ มา ประกอบการเล่าเป็นการจูงใจเด็กให้ติดตามเรื่องราวด้วยความอยากรู้เด็กจะสนุกมากขึ้นถ้า ในขณะฟังเรื่อง และดูภาพ ผู้เล่าจะต้องกระตุ้นให้เด็กแสดงความคิดเห็นและร่วมกันสร้างจินตนาการ ภาพให้กับนิทานที่เล่า 4. การเล่านิทานประกอบเสียง ได้แก่ เสียงเพลง เสียงดนตรีเทปบันทึกเสียงต่างๆ สามารถน ามาประกอบการเล่านิทานได้จุดประสงค์เพื่อสร้างบรรยากาศเพื่อกระตุ้นเร้าให้เกิดความ ตื่นเต้น อยากติดตาม นอกจากการใช้เสียงเพลงเสียงดนตรีแล้ว ในการเล่านิทานเราอาจใช้เสียงเด็กมา ประกอบการ เล่าได้ตัวอย่างเช่น เมื่อเล่าถึงรถไฟวิ่งผู้เล่าอาจจะชักชวนให้เด็กๆ ที่ฟังร่วมท าเสียงรถไฟ วิ่งประกอบการเล่า ซึ่งท าให้บรรยากาศการฟังนิทานสนุกสนานไปอีกแบบ 5. การเล่านิทานประกอบอุปกรณ์ หรือสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่หรือผู้เล่าจัดท าขึ้น เช่น หน้ากากตัวแสดงในนิทาน อุปกรณ์สามารถท าให้เด็กสนุกสนานตื่นตาไปกับนิทานที่เล่าได้เป็นอย่างดีสร้าง ความสนใจในการฟังนิทานให้แก่เด็กมากกว่ารูปแบบอื่นๆ กล่าวโดยสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเล่านิทาน หมายถึง การเล่านิทานมีหลายรูปแบบ ได้แก่การเล่านิทานแบบปากเปล่า เล่านิทานประกอบภาพ การเล่านิทานประกอบท่าทาง และการ เล่านิทาน ประกอบสื่ออุปกรณ์ เป็นต้น 1.5 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทำน ทิพย์อักษร พุทธสริน (2554) ท าวิจัยเรื่องการใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามคิด แบบหมวกหกใบเพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยการศึกษาครั้งนี้เพื่อพัฒนาความ เชื่อมั่นใน ตนเองของเด็กปฐมวัยของเด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชาย– หญิง ที่มีอายุ4-5 ปีจ านวน 20 คน ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาล 1 (วัดทองพุ่มพวง) ด้วยการสุ่มอย่างง่าย เด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่างได้รับการจัด กิจกรรมการเล่านิทานประกอบ ค าถามการคิดแบบหมวกหกใบ เป็นเวลา 3 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 40 นาทีรวมระยะเวลาทั้งสิ้น 24 ครั้งเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แผนการจัดกิจกรรมการ เล่านิทาน ประกอบค าถามการคิดแบบหมวกหกใบ และแบบสังเกตพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean Rank) ค่าเฉลี่ยรวม ทั้งหมดของการศึกษาครั้งนี้มีช่วงค่าเฉลี่ย ของค่าล าดับขั้นอยู่ 4.13 ซึ่งอยู่ในระดับดี ปราณีปริยวาที(2551) ท าวิจัยเรื่องการพัฒนาจริยธรรมของเด็กปฐมวัยโดยการเล่า


11 นิทาน และติดตามผลการวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการพัฒนาจริยธรรมของเด็กปฐมวัย โดยการเล่า นิทานและการติดตามผล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชาย-หญิง อายุ5–6 ปีก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล ปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบุรารักษ์อ าเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัด สมุทรปราการ ได้มาโดย การสุ่มตัวอย่าง อย่างง่าย 2 ขั้นตอน โดยคัดเด็กที่ได้คะแนนจริยธรรมต่ าสุด 15 อันดับแรกมา15คน เพื่อเป็น กลุ่มทดลอง 8 สัปดาห์ๆ ละ 3 วันๆ ละ 20 นาทีรวมทั้งสิ้น 24 ครั้งเครื่องมือที่ใช้ในการจัดกิจกรรมเล่านิทาน และติดตามคือ 1. นิทาน 2. แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน 3. แบบทดสอบการพัฒนาจริยธรรมของเด็ก ปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 4. แบบติดตามผล มีค่า ความเชื่อมั่น 0.70 แบบแผนการวิจัยใช้แบบ One - Group Pretest -Posttest Design วิเคราะห์ ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ยและ t - test Dependentผลการวิจัยพบว่าเด็ก ปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานและติดตามผล มีการพัฒนาจริยธรรม หลังการจัดกิจกรรมเล่า นิทานอยู่ในระดับดี มาก แตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทิพวรรณ พละศักดิ์ (2560) ท าวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบการพัฒนาจริยธรรมของเด็ก ปฐมวัย การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายการเปรียบเทียบการพัฒนาจริยธรรมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังจัด ประสบการณ์การเล่านิทาน กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปีที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้น อนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนบ้านจ านรรจ์ต าบลกระแซง อ าเภอกันทรลักษ์จังหวัด ศรีสะเกษ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จ านวน 1 ห้อง รวมทั้งสิ้น 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี2 ชนิด ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน จ านวน 10 แผนมีความ เหมาะสมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.45) และแบบประเมินจริยธรรมพรหมวิหาร 4 ของเด็กปฐมวัย 4 ด้าน ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา เละอุเบกขา จ านวน 1 ฉบับ มีดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence) เท่ากับ 1 ทุกข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบี่ยงมาตรฐาน และสถิติที(t-test for Dependent Sample) ผลการวิจัย พบว่า จริยธรรมของเด็กปฐมวัย โดยรวม หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนจัดประสบการณ์อย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ .01 2. เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับควำมคิดสร้ำงสรรค์ 2.1 ควำมหมำยของควำมคิดสร้ำงสรรค์ นาตยา ภัทรแสงไทย (กรมวิชาการ, 2535 : 1) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์หมายถึง ความสามารถในการมีความคิดเห็นที่ใหม่ๆและหรือความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ กรมการฝึกหัดครู(กรมวิชาการ, 2535 : 1) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นลักษณะ ความคิดแบบอเนกนัยหรือความคิดหลายทิศทางที่น าไปสู่กระบวนการประดิษฐ์สิ่งแปลกใหม่รวมทั้ง การและ การค้นพบวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆตลอดจนความส าเร็จในด้านการคิดค้นทฤษฎีต่างๆ อัน ก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ต่อสังคม กิลฟอร์ด (กรมวิชาการ, 2535 : 2) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทาง สมอง เป็นความสามารถที่จะคิดได้หลายทิศหลายทางหรือแบบเอกนัย และความคิดสร้างสรรค์นี้ ประกอบด้วย ความคล่องในการคิด ความคิดยืดหยุ่นและความคิดที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะคนที่มี ลักษณะดังกล่าวจะเป็น คนกล้าคิด ไม่กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์และมีอิสระในการคิดด้วย อารีรังศรีนันท์ (กรมวิชาการ, 2535 :2) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์คือความคิด จินตนาการประยุกต์ที่สามารถน าไปสู่สิ่งประดิษฐ์คนค้นพบใหม่ๆ ทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นความคิดใน ลักษณะที่ คนอื่นคาดไม่ถึงหรือมองข้ามเป็นความคิดหลากหลายคิดได้กว้างไกลเน้นทั้งปริมาณและ คุณภาพอาจเกิดจาก การคิดผสมผสานเชื่อมโยงระหว่างความคิดใหม่ๆที่แก้ปัญหาและเอื้ออ านวย ประโยชน์ต่อตนเองและสังคม


12 กล่าวโดยสรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์หมายถึงกระบวนการคิดของสมอง ซึ่งมี ความสามารถในการคิดได้หลากหลายและแปลกใหม่จากเดิมเป็นความสามารถทางสมองในการคิด หลาย ทิศทางจนน าไปสู่การคิดค้นและสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่หรือรูปแบบความคิดใหม่ 2.2 ควำมส ำคัญของควำมคิดสร้ำงสรรค์ จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ (2560) ความส าคัญความคิดสร้างสรรค์ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้ การส่งเสริมกระบวนการคิดฉับไว สามารถรับรู้ปัญหาและสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด ใหม่ๆ แสดง ความคิดเห็นใหม่ หรือปรับปรุงสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นได้ กรมวิชาการ (2546:42) ได้กล่าวว่า ความส าคัญของความคิดสร้างสรรค์ซึ่งสามารถสรุป ได้ดังนี้การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆรอบตัว สุวิทย์มูลค า (2557:26) ได้กล่าวว่า ท าไมจึงต้องส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ซึ่งประมวล ไว้ 4 ประการ ดังต่อไปนี้ 1. ช่วยให้ค้นพบวิธีแก้ปัญหาในวิถีทางที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อนสถานการณ์ของโลกใน ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกด้านหากเรายังใช้ความคิดแบบเดิมๆอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้นจึง มีความจ าเป็นจะต้องคิดสร้างสรรค์คิดใหม่ขยายขอบเขตความคิดให้ทะลุทะลวงออกไปจาก ของเดิมให้ได้จึงจะ สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างลงตัว 2. ก่อให้เกิดนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง สภาวการณ์ในการ แข่งขันเสรีทางการค้านั้นผู้ผลิตสินค้ามีความจ าเป็นจะต้องพยายามคิดผลิตสินค้าใหม่ที่ดีกว่าคู่แข่งทั้ง ในเรื่อง ความแปลกใหม่คุณภาพราคาประโยชน์ใช้สอยเพื่อที่จะรักษาส่วนแบ่งของตลาดและอันดับใน การแข่งขันไว้ให้ ได้ดังนั้นจึงก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลา 3. ช่วยให้พบหรือได้สิ่งที่ดีกว่าเดิมปัจจุบันบุคคลในทุกอาชีพทุกองค์กรมีความจ าเป็น จะต้องเรียนรู้เพื่อพยายามปรับสภาพหรือพัฒนาวิชาชีพอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อก้าวสู่อนาคตทันโลกทัน เหตุการณ์ ในการพัฒนาวิชาชีพหรือวัฒนาองค์กรจึงมีความจ าเป็นจะต้องพึ่งคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ท าให้ได้พบสิ่งใหม่ ที่ดีกว่าเดิม 4. ช่วยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมีความอดทนอดกลั้น กล้าเผชิญและยอมรับต่อสภาวการณ์ที่เป็นจริงรวมทั้งจินตนาการที่ควบคู่กับความอุตสาหะจะสามารถ สร้างสรรค์ตนเองและสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสมพึงพอใจมีชีวิตที่เป็นสุข กล่าวโดยสรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ช่วยให้เราค้นพบวิธีแก้ปัญหาในวิถีทางที่ไม่เคย ปฏิบัติมาก่อน ก่อให้เกิดนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง ช่วยให้มีชีวิตความ เป็นอยู่ที่ดี บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมีความอดทนอดกลั้นกล้าเผชิญและยอมรับต่อสภาวการณ์ ที่เป็นจริง รวมทั้ง จินตนาการที่ควบคู่กับความอุตสาหะจะสามารถสร้างสรรค์ตนเองและสิ่งแวดล้อมให้ อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม พึงพอใจ มีชีวิตที่เป็นสุข 2.3 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับควำมคิดสร้ำงสรรค์ Guilford (1956:128) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วยลักษณะต่อไปนี้ 1. ความคล่องแคล่วในการคิด คือ ความสามารถของบุคคลในการหาค าตอบได้อย่าง คล่องแคล่วรวดเร็วและมีค าตอบในปริมาณที่มากในเวลาจ ากัด


13 2. ความคิดยืดหยุ่นในการคิด คือ ความสามารถของบุคคลในการคิดหาค าตอบได้ หลายประเภทและหลายทิศทาง 3. ความคิดริเริ่ม คือ ความสามารถของคนในการคิดหาสิ่งแปลกใหม่และเป็นค าตอบที่ ไม่ซ้ ากับผู้อื่น 4. ความคิดละเอียดลออ คือ ความสามารถในการก าหนดรายละเอียดของความคิด เพื่อบ่งบอกถึงวิธีการสร้างและการน าไปใช้ หลักความคิดสร้างสรรค์ของกิลฟอร์ด มุ่งไปที่ความสามารถของบุคคลที่จะคิดได้ รวดเร็ว กว้างขวางและมีความคิดริเริ่มถ้ามีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้เกิดความคิดนั้นนั้นสิ่งเร้าที่จะมากระตุ้น จะเกิดความคิดมี อยู่ 4 ชนิด 1. รูปภาพ 2. สัญลักษณ์ 3. ภาษา 4. พฤติกรรม กิลฟอร์ด กล่าวโดยสรุปว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางสมองที่จะคิดได้ หลายแนวทางหรือคิดได้หลายค าตอบเรียกว่าการคิดแบบอเนกนัย Torrance (1962 :16) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถของบุคคลใน การคิดสร้างสรรค์ผลิตผลหรือสิ่งแปลกๆใหม่ๆที่ไม่รู้จักมาก่อนซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้อาจจะเกิดมาจากการ รวม ความรู้ต่างๆที่ได้รับจากประสบการณ์แล้วเชื่อมโยงกับสถานการณ์ใหม่ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่จ าเป็น สมบูรณ์อย่าง แท้จริงซึ่งอาจออกมาในรูปแบบของผลผลิตทางศิลปะวรรณคดีวิทยาศาสตร์ Wallach and Kogan (1965 :13) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความคิด โยงสัมพันธ์(Association) คนที่มีความคิดสร้างสรรค์คือ คนที่สามารถจะคิดอะไรได้อย่างสัมพันธ์ เป็นลูกโซ่ อารีพันธ์มณี(2557) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการทางสมองที่คิดใน ลักษณะอเนกนัย อันน าไปสู่การคิดพบสิ่งแปลกใหม่ด้วยการคิดดัดแปลงปรุงแต่งจากความคิดเดิม ผสมผสาน กันให้เกิดสิ่งใหม่ซึ่งรวมทั้งการประดิษฐ์คิดค้นพบสิ่งต่างๆ ตลอดจนวิธีการคิดทฤษฎี หลักการได้ส าเร็จความคิด สร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้มิใช่เพียงแต่คิดในสิ่งที่เป็นไปได้หรือสิ่งที่เป็นเหตุผล เพียงอย่างเดียวเท่านั้นหากแต่คิด จินตนาการก็เป็นสิ่งส าคัญยิ่งที่จะก่อให้เกิดความแปลกใหม่แต่ต้อง ควบคู่กันไปกับความพยายามที่จะสร้าง ความคิดฝันหรือจินตนาการให้เป็นไปได้หรือเรียกว่าเป็น จินตนาการการประยุกต์นั่นเองจึงจะท าให้เกิดผลงาน 2.4 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับควำมคิดสร้ำงสรรค์ ชลธิชา ชิวปรีชา (2554) ท าวิจัยเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ท ากิจกรรม ศิลปะด้วยใบตองการวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อน และหลัง การจัดกิจกรรมศิลปะด้วยใบตองกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในกิจกรรมครั้งนี้คือ นักเรียนชาย–หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียน บ้านดอนสง่า สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์เขต 1 จ านวน 21 คน โดยได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือแผนการจัดกิจกรรมศิลปะ จาก ใบตองผู้วิจัยสร้างขึ้นและแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์จากการวัด ( Test of Creative Thinking - Drawing Production) ของเยลเลน และเออร์บัน (Jellen;&Urban.1986) แบบแผนการวิจัยเป็น การวิจัยเชิง ทดลองแบบ The one -group Pretest -Posttest Design แต่ส าหรับการวิเคราะห์ ข้อมูลใช้t-test ส าหรับ


14 Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย หลังจากการจัดกิจกรรมศิลปะ จากใบตองสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พัชรมณฑ์ศุภสุข (2556) ท าวิจัยเรื่องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยโดย การเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดแบบโครงสร้างควบคู่การเสริมแรงทางสังคม การวิจัยนี้มี จุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาผลของการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดแบบมีโครงสร้างควบคู่การ เสริมแรงทางสังคมที่มีต่อ ความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กระดับชั้นอนุบาล 1 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียน บ้านปงสนุก จังหวัดล าปางเพศหญิง 45 คน และเพศชาย 45 คนรวม 90 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน 3 รูปแบบ คือ แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแผนการ จัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดแบบมี โครงสร้าง เพราะแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบค าถามปลายเปิดแบบมีโครงสร้างควบคู่ การเสริมแรงทางสังคม 2. แบบบันทึกพฤติกรรมการตอบ ค าถามของเด็ก และ 3 แบบทดสอบ TCT- DP วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์ด้วยสถิติToe-Way ANOVA มี ผลการวิจัย พบว่า เด็กที่ได้รับรูปแบบ การจัดกิจกรรมการเล่านิทานที่แตกต่างกันมีความคิดสร้างสรรค์แตกต่าง กันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีเด็กที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถาม ปลายเปิดแบบมีโครงสร้าง และเด็กที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานค าถามปลายเปิดแบบมีโครงสร้าง ควบคู่การเสริมแรงทาง สังคมเป็นมีความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าเด็กที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานเพียง อย่างเดียวในขณะที่เด็กมีเพศแตกต่างกันมีความคิดสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกันและไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่าง รูปแบบการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกับเพศ อัญชลีทองเอม (2560) ท าวิจัยเรื่องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับ อนุบาล 1 โดยผ่านการเล่านิทาน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถ ด้านการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับอนุบาล 1 โดยผ่านการเล่านิทาน 2) ศึกษาพฤติกรรมและการเรียนรู้ ของนักเรียนระดับอนุบาล 1 โดยผ่านการเล่านิทานกลุ่มเป้าหมายที่ ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือนักเรียนอนุบาล 1 โรงเรียนสกุลดีประชาสรรค์ฉะเชิงเทรา ซึ่งก าลังเรียนอยู่ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จ านวน 1 ห้อง 28 คน มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการเรียนรู้โดยการเล่านิทานจ านวน 4 แผน 2) แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์3) แบบประเมินการคิดสร้างสรรค์4) แบบประเมินพฤติกรรมผู้วิจัยเก็บ รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์และ ประมวลผลข้อมูลทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ผลของ การวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ด้วยปากเปล่า 22 คนคิดเป็นร้อยละ 78.57 การเล่านิทานโดยใช้หนังสือประกอบจ านวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 85.71 การ เล่านิทานโดยใช้ภาพประกอบจ านวน 23 คน เป็นร้อยละ 82.14 และการเล่านิทานโดยใช้สื่อประกอบจ านวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 89.29 และนักเรียนมีความสามารถด้านความสร้างสรรค์คือความคิดริเริ่มจ านวน 19 คนคิดเป็นร้อยละ 67.86 ความคิดคล่องแคล่วจ านวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 78.57ความคิดยืดหยุ่นจ านวน 18 คนคิดเป็นร้อยละ 64.29 และความคิดละเอียดลออจ านวน 26 คนคิดเป็นร้อยละ 92.86 มีความคิด สร้างสรรค์ด้านความคิดละเอียดลออเป็นล าดับที่ 1 ลองมาเป็นความคิด คล่องแคล่ว ริเริ่มและคิดยืดหยุ่น ตามล าดับ 2) นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้โดยผ่านการเล่านิทาน ล าดับดีจ านวน 26 คนคิดเป็นร้อยละ 92.86 และล าดับพอใช้จ านวนสองคนคิดเป็นร้อยละ 7.14


15 3. เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกำรใช้ค ำถำม 3.1 ควำมหมำยของกำรใช้ค ำถำม กรมวิชาการ (2540) ได้กล่าวว่า การใช้ค าถามเป็นการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็ก ปฐมวัย ท าให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์หาเหตุผลแก้ปัญหา ท าให้เกิดการเรียนรู้อยากรู้อยากเห็น เพิ่มขึ้น ท าให้มีการถามตอบอย่างต่อเนื่องระหว่างครูกับเด็ก พิมพันธ์เดชะคุปต์(2556) ได้กล่าวว่า การใช้ค าถาม หมายถึง การใช้ประเภทของค าถาม เป็นและรู้จักลักษณะการถามที่ดีการใช้ประเภทของค าถามทั้งค าถามง่ายและค าถามยาก หรือทั้ง ค าถามแคบ และค าถามกว้าง หรือทั้งค าถามระดับต่ าและค าถามระดับสูง การถามค าถามในห้องเรียน อาจมีความเป็นไปได้ ดังนี้ ครูเป็นผู้ถามค าถามให้ผู้เรียนตอบ ครูและนักเรียนร่วมกันถามค าถาม ร่วมกันอภิปราย นักเรียนเป็นผู้ถามค าถาม ส่วนลักษณะการถามค าถามที่ดีนั้นเป็นศิลปะในการถามค าถามที่ท าให้สามารถกระตุ้นการ คิด ของผู้เรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนกล้าตอบสนองและกล้าถามย้อนกลับ วัฒนาพร ระงับทุกข์(2554) ได้กล่าวว่า การใช้ค าถามถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ เรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนสร้างความรู้ความเข้าใจ และพัฒนาความคิดใหม่ๆ การใช้ค าถามจะช่วย ขยายทักษะ การคิด กล่าวโดยสรุปได้ว่า การใช้ค าถามเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ท าให้เด็กเกิด กระบวนการคิดวิเคราะห์หาเหตุผลแก้ปัญหา สร้างความรู้ความเข้าใจ ท าให้เกิดการเรียนรู้อยากรู้ อยากเห็น และพัฒนาความคิดใหม่ๆ 3.2 ควำมส ำคัญของกำรใช้ค ำถำม ประยุกต์ประทุมทิพย์(2552) ได้กล่าวว่า ความส าคัญของการใช้ค าถาม มีดังนี้ ใช้ค าถามเพื่อเชื่อมโยงความรู้เก่าไปสู่ความรู้ใหม่ เป็นการถามเพื่อเชื่อมโยงเรื่องเก่า ที่ เรียนมาแล้วเพื่อให้เป็นพื้นฐานของความรู้ใหม่ ซึ่งจะท าให้นักเรียนเรียนเรื่องใหม่ได้เข้าใจยิ่งขึ้น เป็นการกระตุ้นยั่วยุให้นักเรียนอยากเรียน เพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียน ค าถามควรเป็นค าถามที่ต้องการให้คิดกว้างๆ ค าถามที่ดีท าให้เกิดการอภิปรายอย่างต่อเนื่อง เป็นค าถามเพื่อขยายความคิดและ หา แนวทางในการเรียนรู้ ท าให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนมีโอกาสแสดงความ คิดเห็นและมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรมตามค าถามที่ครูป้อนให้ ก่อให้เกิดการค้นคว้าและหาความรู้ใหม่ การถามลักษณะนี้เป็นการประยุกต์ความรู้ ที่ เรียนมาไปสู่การค้นคว้าและหาความรู้ใหม่ เป็นการทบทวนหรือสรุปเรื่องราวที่สอน โดยการใช้ค าถามและเป็นการประเมินดู ว่า นักเรียนเข้าใจเรื่องมากน้อยเพียงใด โดยถามให้นักเรียนพูดสรุปโดยใช้ถ้อยค าของตนเอง พิมพันธ์เดชะคุปต์(2556) ได้กล่าวว่า ความส าคัญของการใช้ค าถาม มีดังนี้ 1. ใช้เป็นสื่อส าหรับส ารวจและทบทวนพื้นความรู้เดิมและประสบการณ์เดิมของ นักเรียน ค าตอบของนักเรียนจะเป็นสื่อน าไปสู่การเรียนการสอนบทเรียนใหม่และประสบการณ์ใหม่


16 ใช้กระตุ้นความสนใจของนักเรียน ครูอาจใช้ค าถามเพื่อเร้าความสนใจของนักเรียน ได้ ทุกขั้นตอนในการเรียนการสอน เช่น การใช้ค าถามเพื่อเริ่มต้นบทเรียน ถามให้นักเรียนสังเกตให้ ยกตัวอย่าง ใช้ เป็นสิ่งเชื่อมโยงหรือเริ่มต้นการสนทนาระหว่างครูกับนักเรียน เพราะนักเรียนจะตอบ ค าถามของครูได้หาก สนใจเรียนตลอดเวลา ใช้เสริมสร้างความสามารถทางความคิดให้แก่นักเรียน ช่วยให้นักเรียนฝึกคิดหา ค าตอบ หาเหตุผล และหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ค าถามที่ดีจะช่วยให้มีการอภิปรายต่อเนื่อง เป็นการขยายความคิดและแนวทางใน การเรียนรู้และข้อสรุปหลักเกณฑ์ใหม่ ๆ การใช้ค าถาม ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน เช่น ท าให้นักเรียนมี โอกาสตอบค าถาม เสนอความคิดเห็นและตั้งค าถาม รวมทั้งได้ร่วมกิจกรรมอื่นๆ ด้วย ช่วยให้นักเรียนพยายามค้นคว้าหาความรู้ใหม่เพิ่มเติมเพื่อที่จะน ามาตอบค าถามของ ครู ใช้ช่วยทบทวนหรือสรุปบทเรียนให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน ใช้ช่วยประเมินผลการเรียนของนักเรียนและการสอนของครู นุชรีโลพะกุล (2554) ได้กล่าวว่า ความส าคัญของการใช้ค าถาม มีดังนี้ ช่วยให้กระตุ้นให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการมากขึ้น ช่วยให้การบรรยายเฉยๆซึ่งเป็นการสื่อความหมายทางเดียวกลายเป็นการสื่อ ความหมายสองทางนี้ขึ้นมาได้ การเรียนรู้ของผู้เรียนก็จะเปลี่ยนจากการเรียนรู้การไม่มีส่วนร่วมมาเรียนรู้โดย ผู้เรียน มีส่วนร่วมได้ดีขึ้น กล่าวโดยสรุปได้ว่า การใช้ค าถามมีความส าคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็กเป็นการ เชื่อมโยงความรู้เก่าไปสู่ความรู้ใหม่ ก่อให้เกิดองค์ความรู้เด็กได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและมีส่วน ร่วมใน การท ากิจกรรม และช่วยทบทวนหรือสรุปบทเรียนให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน อีกทั้งยังช่วย ประเมินผลการเรียน ของนักเรียนและการสอนของครู 3.3 ประเภทของค ำถำม คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(2534) ได้กล่าวว่า แนวคิดในการใช้ค าถาม ส าหรับเด็กปฐมวัย ค าถามเป็นเครื่องมือที่ส าคัญยิ่งในการจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมที่ยึดเด็กเป็น ศูนย์กลาง เพราะค าถามจะเป็นเครื่องกระตุ้นให้เด็กเกิดการคิด และสนใจต่อสื่อและสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ รอบ ๆ ตัว ค าถามแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ค าถามระดับต่ า และค าถามระดับสูง ค าถามระดับต่ า เป็นค าถามที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งได้จากความจ าและการสังเกต ค าถามประเภท นี้ มักมีค าตอบเดียว ค าถามระดับต่ าแบ่งได้เป็น 6 ชนิดคือ ค าถามให้สังเกต เป็นค าถามที่ต้องการใช้ประสาทสัมผัส คือ ตา หูจมูก ลิ้น และ ผิวกาย เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วน รวบรวมข้อมูลในการตอบค าถาม แต่ผู้ตอบต้องไม่เพิ่ม ความรู้เดิม หรือความคิดเห็นส่วนตัวลงไป - เด็กๆ เห็นอะไรในภาพนี้บ้าง (ตา) - มะละกอที่เด็กๆ ชิมมีรสเป็นอย่างไร (ลิ้น)


17 - เด็กๆ ลองเอามือเคาะโต๊ะ แล้วฟังซิว่ามีเสียงอย่างไร (หู) - ดอกไม้ที่เด็กๆ ถืออยู่มีกลิ่นหรือไม่ (จมูก) - ลองจับดูซิผิวของน้อยหน่าเป็นอย่างไร (ผิวกาย) 2. ค าถามให้ทบทวนความจ าเป็นค าถามที่ผู้ตอบสามารถน าความรู้หรือ ประสบการณ์เดิมมาตอบค าถาม - เด็กๆ ทราบไหม นกกินอะไรเป็นอาหาร - ลองนึกดูซิไก่ที่เด็กๆ เคยเห็นมีลักษณะอย่างไร - รุ้งกินน้ ามีกี่สี - สัตว์ปีกออกลูกเป็นอะไรก่อน 3. ค าถามให้บอกความหมายหรือค าจ ากัดความเป็นค าถามที่ใช้ตรวจสอบ ประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องค าศัพท์และความหมายของค า ก่อนการจัด ประสบการณ์ใหม่แก่ผู้เรียน - รังนกหมายถึงอะไร - บ้านของนักเรียนอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร - ข้าวเปลือกหมายถึงข้าวลักษณะอย่างไร 4. ค าถามชี้บ่งเป็นค าถามที่ก าหนดข้อมูลไว้หลายอย่าง แล้วให้เลือกข้อมูลอย่าง หนึ่งที่ เด็กต้องการน ามาเป็นค าตอบ - ตัวหนอน หญ้าแห้ง น้ าหวานจากดอกไม้สิ่งใดคือ อาหารของนก - มะม่วง ส้ม และน้อยหน่า ผลไม้ชนิดใดที่มีเมล็ดภายในผลเพียงเมล็ดเดียว - ระหว่างวัว ช้าง และม้า สัตว์ชนิดใดวิ่งเร็วที่สุด - ปลาดุก ปลานิล และปลาทอง ปลาชนิดใดที่เลี้ยงไว้ดูเล่น 5. ค าถามถามน าเป็นค าถามที่ใช้เน้นเรื่องที่ครูพูด และดึงความสนใจของเด็ก ค าถาม ประเภทนี้มักน าไปสู่ค าตอบ ใช่จริง ถูก เป็นส่วนใหญ่ - แก้วเป็นเด็กที่เลี้ยงนก ใช่หรือไม่ - ต้นไม้ในภาพมีขนาดใหญ่ใช่ไหม - เด็กๆ คิดว่าการยิงนกเป็นสิ่งดีหรือไม่ 6. ค าถามเร้าความสนใจ เป็นค าถามที่ไม่ต้องการค าตอบอย่างจริงจัง แต่ใช้เพื่อ ด าเนินกิจกรรมในชั้นเรียนให้เป็นไปตามที่ได้วางแผนไว้ - เด็กๆ คอยดูซิว่า เพื่อนจะท าท่าอะไรต่อไป - เด็กๆ ลองคิดดูซิว่า ในกล่องนี้มีอะไรอยู่ ค าถามระดับต่ าทั้ง 6 ชนิดดังกล่าว ยังมีความจ าเป็นในห้องเรียนอยู่มิใช่น้อย ทั้งนี้ เพราะครู อาจเลือกใช้ค าถามเพื่อทบทวนความจ า ใช้เชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์เดิมไปสู่ประสบการณ์ ใหม่และเพื่อควบคุมกิจกรรมในห้องเรียนให้ด าเนินไปในทิศทางที่ต้องการ ค าถามระดับสูง เป็นค าถามที่ส่งเสริมให้ผู้ตอบใช้ความคิด น าความรู้และประสบการณ์เดิมมาเป็น พื้นฐาน สรุปหาค าตอบ ส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์และเกิดทักษะในการคิดอย่างมีระบบ นอกจากนั้น ยังเป็นค าถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงความคิดเห็น ตลอดจนกระตุ้นให้ได้ลองแก้ปัญหาด้วย ตนเอง ค าถามระดับสูงแบ่งได้เป็น 7 ชนิดคือ


18 1. ค าถามให้อธิบาย เป็นค าถามที่ผู้ตอบจะต้องน าความรู้และประสบการณ์เดิมมา เป็นพื้นฐานสรุปหาค าตอบ - ถ้าเด็กๆ อยากทราบว่า มดที่เลี้ยงไว้ชอบอาหารประเภทใดมากที่สุด เด็กๆ จะท า อย่างไร - ท าไมเด็กๆ จึงบอกว่า มดชอบกินน้ าหวาน ลองเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังซิ - ท าไมเด็กๆ เหล่านี้จึงไม่สวมเสื้อในฤดูหนาว - ท าไมมดแต่ละรังต้องมีนางพญามด 2. ค าถามให้เปรียบเทียบเป็นค าถามที่มีจุดมุ่งหมายให้เด็กใช้ความคิดเปรียบเทียบ ของสองสิ่งว่า มีคุณสมบัติหรือลักษณะคล้ายกันหรือต่างกันอย่างไร คุณสมบัติที่น ามาเปรียบเทียบนั้น ได้แก่ รูปร่าง ลักษณะ สีขนาด น้ าหนัก จ านวน ปริมาตร ความสูง ความยาว ความหนา รสชาติกลิ่น ฯลฯ - เสือกับแมวมีอะไรต่างกันบ้าง - เสือกับแมวมีอะไรที่คล้ายกัน 3. ค าถามให้จ าแนกประเภท เป็นค าถามเพื่อส่งเสริมให้เด็กรู้จักจัดกลุ่ม จัด หมวดหมู่ โดยใช้เกณฑ์ของตนเองหรือของผู้อื่น หรือบอกเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดกลุ่มที่ผู้อื่นท าไว้เกณฑ์ที่ใช้ใน การ จัดกลุ่มนี้อาจได้แก่ สีขนาด รูปร่าง ประโยชน์หรือวัสดุที่ใช้หากเป็นภาพของสิ่งมีชีวิตอาจแบ่งตาม อาหาร ที่อยู่อาศัย ลักษณะเช่น สัตว์2 เท้า สัตว์4 เท้า และประโยชน์เช่น สัตว์เลี้ยงไว้ใช้งาน เป็นต้น - ครูแบ่งมดออกเป็น 2 พวกอย่างที่เห็น เด็กๆ บอกได้ไหมว่าท าไมครูจึงแบ่งเช่นนี้ - ลองคิดดูซิว่า เราจะแบ่งภาพสัตว์เหล่านี้เป็น 2 กลุ่มได้อย่างไรดี 4. ค าถามให้ยกตัวอย่าง เป็นค าถามที่ต้องการให้ผู้ตอบบอกชื่อ หรือยกตัวอย่าง ของ สิ่งที่ก าหนดให้โดยอาศัยทักษะการสังเกต และมีความรู้ความจ าเรื่องต่างๆ เป็นพื้นฐานในการหา ค าตอบ - ให้นักเรียนยกตัวอย่างผักที่ใช้เป็นอาหารคนละ 1 ชื่อ - ให้บอกชื่อสิ่งของที่บรรจุอยู่ในกระป๋องมาคนละ 1 ชื่อ - บอกชื่อผลไม้ที่มีรสหวานคนละ 1 ชนิด - มีสัตว์ชนิดใดบ้างที่เลี้ยงไว้ใช้งาน 5. ค าถามให้วิเคราะห์เป็นค าถามที่ให้คิดค้นหาความจริงหรือแยกแยะเรื่องราวเพื่อ หา สาเหตุและผลต่างๆ ของปัญหาที่เกิดขึ้น หรือให้นักเรียนได้คิดค้นหาความจริงต่างๆ ที่ประกอบขึ้นมา เป็น เรื่องราวหรือเหตุการณ์ - แมวมีประโยชน์อย่างไร - แมวให้โทษอย่างไร - ถ้าจะเลี้ยงแมว เด็กๆ จะต้องเตรียมอะไรบ้าง - ท าไมผ้าจึงแห้งได้ - จงช่วยกันบอกชื่อส่วนต่างๆ ของต้นไม้ 6. ค าถามให้สังเคราะห์สังเคราะห์หมายถึง การผสมรวมสิ่งต่างๆ ตั้งแต่สองสิ่งขึ้น ไป ให้เกิดเป็นของใหม่ขึ้นมาเช่น การปรุงอาหาร การพูด การเขียนให้เป็นข้อความหรือเรื่องราวที่เป็น แนวคิด ใหม่ หรือพัฒนาของเก่าให้ดีขึ้น ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ค าถามให้สังเคราะห์เป็นค าถามที่มี จุดมุ่งหมายให้เด็ก ใช้กระบวนการคิด เพื่อสรุปความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลย่อยขึ้นเป็นหลักการ - อะไรเอ่ย นกมีหูหนูมีปีก บินหลบหลีกอยู่กลางคืน - ถ้าไม่อยากให้ฟันผุ เด็ก ๆ คิดว่าควรท าอย่างไร


19 - ถ้ามดง่ามตัวโตเท่าช้างจะเป็นอย่างไร - ถ้าคนบินได้อะไรจะเกิดขึ้น - ถ้าสัตว์ต่างๆในโลกนี้พูดภาษาคนได้อะไรจะเกิดขึ้น (เป็นค าถามที่มุ่งให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์คือ คิดในแนวทางที่แปลกและแตกต่างไปจากเดิมเกิดเป็นแนวคิดใหม่) 7. ค าถามให้ประเมินค่า เป็นค าถามที่มีจุดมุ่งหมายให้ได้พิจารณาคุณค่าของสิ่งของ ก่อนตัดสินใจอย่างมีเหตุผล รู้จักประเมินค่าของสิ่งต่าง ๆ โดยใช้กฎเกณฑ์ที่เป็นจริง และเป็นที่ยอมรับ ของ สังคมแล้ว มาสนับสนุนความคิดเห็นของตนก่อนตัดสินใจ - อาหารจานนี้หนูควรรับประทานหรือไม่ เพราะเหตุใด - เด็ก ๆ ควรเอาอย่างเด็กในภาพหรือไม่ เพราะเหตุใด (ครูให้ดูภาพเด็กก าลังยิงนก ครูต้องการให้เด็กประเมินการกระท าของเด็กคนนั้นในภาพพร้อมทั้งบอกเหตุผล) พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2556) ได้กล่าวว่า ค าถามจ าแนกโดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ ได้หลาย ลักษณะ เช่น ค าถามระดับต่ า ค าถามระดับสูง ค าถามง่ายค าถามยาก นักการศึกษาบางกลุ่มแบ่ง ประเภท ค าถามตามระดับขั้นของการใช้ความคิดในพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ตามแนวคิดของ Benjamin Bloom โดยแบ่งค าถามเป็น 6 ประเภทคือ 1. ถามความรู้ค าถามที่มีค าตอบแน่นอน ถามเนื้อหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงค าจ ากัดความ ค านิยาม ค าศัพท์กฎ ทฤษฎีถามเกี่ยวกับใคร (who) อะไร (what) เมื่อไร (when) ที่ไหน (where) รวมทั้งใช่ หรือไม่ เช่น มนุษยสัมพันธ์หมายถึงอะไร ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพคือใคร 2. ถามความเข้าใจ ค าถามที่ต้องใช้ความรู้ความจ ามาประกอบเพื่ออธิบายด้วยค าพูด ของตนเอง เป็นค าถามที่สูงกว่าถามความรู้เช่น จงเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการแพร่และ การออสโมซิส จงอธิบายลักษณะของผู้มีสุขภาพจิตดี 3. ถามการน าไปใช้ค าถามที่น าความรู้และความเข้าใจไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ ใหม่ เช่น ท่านจะมีวิธีประหยัดน้ าในครอบครัวของท่านได้หรือไม่อย่างไร เมื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ท่าน ควรปฏิบัติ ตนอย่างไรบ้าง 4. ถามการวิเคราะห์ค าถามที่ให้จ าแนกแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ว่าประกอบด้วย ส่วนย่อยอะไรบ้าง โดยอาศัยหลักการ กฎ ทฤษฎีที่มาของเรื่องราว หรือเหตุการณ์นั้น เช่น สาเหตุส าคัญ ใดบ้างที่ท าให้เยาวชนเสพยาเสพย์ติด มูลเหตุส าคัญที่ท าให้สถิติการมีสุขภาพจิตไม่ดีของคนใน กรุงเทพฯ สูงขึ้นคืออะไร 5. ถามการสังเคราะห์ค าถามที่ใช้กระบวนการคิด เพื่อสรุปความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อมูลย่อย ๆ ขึ้นเป็นหลักการ หรือแนวคิดใหม่ เช่น จงสรุปหลักการถนอมอาหาร จากการศึกษา จงสรุปผล เกี่ยวกับสาเหตุการเกิดมะเร็ง 6. ถามการประเมินค่า ค าถามที่ให้นักเรียนตีคุณค่าโดยใช้ความรู้ความรู้สึก ความ คิดเห็นในการก าหนดเกณฑ์เพื่อประเมินค่าสิ่งเหล่านั้น เช่น ความคิดเห็นของเพื่อนคนใด เหมาะสม ที่สุด ผล การท าโครงงานวิทยาศาสตร์ของกลุ่มใดดีที่สุด กล่าวโดยสรุปได้ว่า การใช้ประเภทค าถามมีหลายประเภทคือการผสมรวมสิ่งต่างๆมา รวมกันให้เกิดเป็นการใช้ค าถามหลักๆมีดังนี้การถามความรู้ถามความเข้าใจ ถามการน าไปใช้ได้ถาม การ วิเคราะห์ถามการสังเคราะห์ถามการประเมินค่า แต่ละค าถามมีระดับต่ าหรือง่ายปนกันค าถาม ระดับสูงหรือ ค าถามยากเพื่อพัฒนาให้ผู้ง่าย คิดง่ายและยากขึ้น เป็นล าดับเพื่อพัฒนาสู่การเป็นผู้มี ความสามารถคิดอย่างมี วิจารณญาณ เพื่อที่จะตัดสิน หรือแก้ปัญหาได้อย่างมีหลักการและถูกทาง


20 3.4 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกำรใช้ค ำถำม วิจิตรา ทันดุสะ (2552) ท าวิจัยเรื่องผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทาน คุณธรรมควบคู่กับการใช้ค าถามหมวก 6 ใบ ที่มีต่อพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย การวิจัยครั้งนี้มี จุดประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ นิทานคุณธรรมควบคู่ กับการใช้ค าถามหมวกความคิด 6 ใบ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนวัดสาม กองอ าเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสงขลาเขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2551 จ านนวน 12 คน โดยใช้แบบแผนการวิจัย เชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลครั้งเดียว เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1. มีแผนการ ประสบการณ์การเรียนรู้จ านวน 25 แผน ได้แก่ หน่วยผลไม้ หลากหลายชนิด หน่วยตลาด หน่วยหนูท า ได้หน่วยสัตว์น่ารัก และหน่วยครอบครัวแสนสุข 2. นิทาน คุณธรรมจ านวน 25 เรื่อง 3. สังเกต พฤติกรรมจริยธรรม 4. แบบบันทึกพฤติกรรม 5. แบบวัด พฤติกรรมจริยธรรมหลังเรียน จ านวน 25 ข้อ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จ านวน 5 ชุด คือ ชุด ที่ 1 แบบวัดพฤติกรรมจริยธรรม ด้านความมีระเบียบวินัย ชุดที่ 2 แบบวัดพฤติกรรมจริยธรรมด้านความ ซื่อสัตย์สุจริต ชุดที่ 3 แบบวัด พฤติกรรมด้านความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชุดที่ 4 แบบวัดพฤติกรรมจริยธรรมด้าน ความสามัคคีชุดที่ 5 แบบวัดพฤติกรรมจริยธรรมด้านการประหยัด ท าให้มีขอข้อมูลเชิงประมาณโดยหาค่าร้อย ละวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการบรรยายสรุปข้อค้นพบต่างๆจากการบันทึกพฤติกรรมของนักเรียนและ การ บันทึกวีดีทัศน์ผลการวิจัยพบว่าเด็กประถมวัยได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทาน คุณธรรม ควบคู่กับการใช้ค าถามหมวก 6 ใบ มีพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมหลังเรียนในระดับ ดีมาก จุไรรัตน์สมบูรณ์มาก (2554) ท าวิจัยเรื่องการพัฒนากระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ของเด็กปฐมวัยโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยและเทคนิคการใช้ค าถามการวิจัยนี้มี จุดประสงค์ ประสิทธิภาพและห่างกับดัชนีประสิทธิผลของรูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบ เด็กนักวิจัยและเทคนิคการใช้ค าถามและการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการ วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็ก ปฐมวัยที่จัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้เป็นเด็ก นักวิจัยและเทคนิคการใช้ค าถามกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนชุมชนวัดสามบ่อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จ านวน 34คน เครื่องมือ การวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยและ เทคนิคการใช้ค าถาม จ านวน 8 แผน แบบทดสอบระหว่างเรียน 8 ฉบับ และแบบทดสอบวัดทักษะ กระบวนการ วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย 1 ฉบับ และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานดัชนีประสิทธิผลและสถิติทดสอบ (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของรูปแบบ การจัด ประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยและเทคนิคการใช้ค าถามมี ประสิทธิภาพโดยเฉลี่ย เท่ากับ 79.73/82.052ดัชนีประสิทธิผลของรูปแบบการจัดประสบการณ์ เรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ เด็กนักวิจัยและเทคนิคการใช้ค าถามมีค่าเท่ากับ 0.633. ทักษะ กระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็ก ปฐมวัยหลังได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยและเทคนิคการใช้ค าถาม สูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พรรณทิพา มีสาวงษ์ (2554) ท าวิจัยเรื่องผลของการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการใช้ค าถามที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยการวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของ เด็ก ปฐมวัยก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือเด็กปฐมวัยเพศชายและเพศ หญิงอายุ ระหว่าง 4-5 ปีที่ก าลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2553 โรงเรียนอนุบาลจิ


21 ตาภาเขตบางรักกรุงเทพมหานครจ านวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานออกการใช้ค าถามและแบบทดสอบวัด ทักษะการคิดวิเคราะห์ส าหรับเด็ก ปฐมวัยมีเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test พบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการ จัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบ การใช้ค าถามมีทักษะ การคิดวิเคราะห์หลังการทดสอบสูงกว่าก่อนการ ทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05


22 บทที่3 วิธีด ำเนินกำรศึกษำค้นคว้ำ การวิจัยเรื่อง จัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างเครื่องมือในการท าวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1.1 ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ5-6 ปีซึ่งก าลังศึกษาอยู่ ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสันกลางวิทยา ต าบลสันกลาง อ าเภอพาน จังหวัดเชียงราย 1.2 กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ5-6 ปีซึ่งก าลังศึกษา อยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 จ านวน ๑๘ คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสันกลางวิทยา ต าบล สันกลาง อ าเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นการศึกษาทั้งประชากร 2. เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย 2.1 เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 2.1.1 แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย จ านวน 8 แผน แผนละ 30 นาที 2.1.2 แบบสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้เกณฑ์3 ระดับ คือ3, 2, 1 ตามล าดับ มีจ านวน 4 ข้อ 2.1.3 นิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย จ านวน 8 เรื่อง 3. กำรสร้ำงเครื่องมือในกำรท ำวิจัย 3.1 สร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีขั้นตอนดังนี้ 3.1.1 ศึกษาเอกสารต าราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย 3.1.2 ศึกษาการเขียนแผนการจัดประสบการณ์จากคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 3.1.3 สร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการ


23 คิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยเพื่อเป็นสื่อประกอบการเรียนรู้จ านวน 8 เรื่องมีรายละเอียดของแต่ละ กิจกรรม ดังนี้ - นิทานเรื่อง หนูนิดไม่อยากแปรงฟัน - นิทานเรื่อง สวนสัตว์ของป๋องแป๋ง - นิทานเรื่อง หนูนิดฟันหลอ - นิทานเรื่อง ห่านกับไข่ทองค า - นิทานเรื่อง พระอาทิตย์ชอบตื่นสาย - นิทานเรื่อง ป๋องแป๋งปั้นแป้ง - นิทานเรื่อง หนูนิดขี้โมโห - นิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า 3.1.4 น าแผนการจัดกิจกรรมที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้อ านวยการสถานศึกษาเพื่อตรวจสอบ ความ ถูกต้อง ของแผนการจัดกิจกรรมและปรับปรุงตามค าแนะน าของผู้อ านวยการสถานศึกษา 3.1.5 น าแผนการจัดกิจกรรมเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน เกณฑ์การประเมินแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อ พัฒนาทักษะการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีดังนี้ ผลการประเมิน 4.51-5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ผลการประเมิน 3.51-4.50 หมายถึง เหมาะสมมาก ผลการประเมิน 2.51-3.50 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง ผลการประเมิน 1.51-2.50 หมายถึง เหมาะสมน้อย ผลการประเมิน 1.00-1.50 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด ผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.36 มีความเหมาะสมมาก 3.1.6 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยยึดตามค าแนะน าของผู้เชี่ยวชาญ 3.1.7 น าแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม ที่ปรับปรุงแล้ว ไป ทดลองกับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 จ านวน ๑๘ คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสันกลางวิทยา ต าบลสันกลาง อ าเภอพาน จังหวัดเชียงรายซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการท าลอง 3.1.8ปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อน าไปใช้ทดลอง 3.2 สร้างแบบสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย เพื่อสังเกตทักษะการคิด สร้างสรรค์ ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อ พัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ด าเนินการสร้าง ดังนี้ 3.2.1 ศึกษาเอกสารต าราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ปฐมวัย 3.2.2 สร้างแบบสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย 1 ชุด 3.2.3 สร้างคู่มือในการด าเนินการสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยให้


24 สอดคล้องกับแบบสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้สร้างขึ้น 3.2.4 น าแบบสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยและคู่มือที่สร้างขึ้นเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ผลการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ลงความเห็นและให้คะแนนโดยใช้เกณฑ์และ ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์กับจุดประสงค์การเรียนรู้IOC เท่ากับ 0.50 ขึ้นไป ผลการประเมินพบว่า มีค่า IOC เท่ากับ 0.90 มีค่าความเที่ยงตรง ใช้ได้ 3.2.5 ปรับปรุงแบบสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยและคู่มือด าเนินการ ทดสอบการวัดทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น 3.2.6 น าแบบสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไข เรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้กับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 ปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียนบ้าน ควนสุวรรณ ต าบลสันกลาง อ าเภอพาน จังหวัดเชียงราย จ านวน 7 คน เพื่อดูความเหมาะสม ในการน าไปใช้จริง 4. กำรเก็บรวมรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi–Experimental Research) ซึ่งผู้วิจัยได้ด าเนินงาน การทดลองโดยอาศัยการวิจัยแบบทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลองตาม แผนการวิจัยแบบ One–group retest-posttest design (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ. 2538) มีลักษณะ ดังนี้ 4.1 แบบแผนกำรทดลอง ตารางที่1 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม Pretest ทดลอง Posttest E T1 X T2 ความหมายตามสัญลักษณ์ E แทนกลุ่มทดลอง T1 แทนการสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนการทดลอง T2 แทนการสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลังการทดลอง X แทนกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม 4.2 วิธีกำรด ำเนินกำรทดลอง การวิจัยครั้งนี้ด าเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ท าการทดลองเป็น เวลา 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาทีท าการทดลองในช่วงเวลา 09.00-90.30 น รวม ทั้งสิ้น 24 ครั้ง ซึ่งมีล าดับขั้นตอน ดังนี้ 1. ขอความร่วมมือกับผู้บริหารโรงเรียนในการท าวิจัย 2. ประสานงานกับครูพี่เลี้ยงและก าหนดกลุ่มตัวอย่าง 3. สร้างความคุ้นเคยกับเด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่าง 1 สัปดาห์ก่อนการทดลอง เมื่อเด็ก ปฐมวัยปรับตัวได้และมีความพร้อมในการท ากิจกรรมจึงด าเนินการทดลอง 4. ก่อนการทดลองผู้วิจัยได้ท าการสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดย การใช้แบบสังเกตวัดทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ท าการสังเกตพฤติกรรมทักษะการคิด สร้างสรรค์ (ครั้งที่ 1) กับเด็กกลุ่มตัวอย่างจ านวน 7 คน 5. ผู้วิจัยด าเนินการทดลองกับกลุ่มทดลอง โดยการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน


25 ประกอบการใช้ค าถามจ านวน 8 เรื่อง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ละ 3 วัน เวลา 09.00 – 09.30 น.ตารางที่ 2 ดังนี้ ตารางที่ 2 การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ ของเด็ก ปฐมวัย สัปดำห์ที่ วันที่ เวลำ นิทำน 1 3 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่องหนูนิดไม่อยากแปรงฟัน 5 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่องหนูนิดไม่อยากแปรงฟัน 6 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่องหนูนิดไม่อยากแปรงฟัน 2 10 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง สวนสัตว์ของป๋องแป๋ง 12 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง สวนสัตว์ของป๋องแป๋ง 13 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง สวนสัตว์ของป๋องแป๋ง 3 17 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง หนูนิดฟันหลอ 19 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง หนูนิดฟันหลอ 20 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง หนูนิดฟันหลอ 4 24 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง ห่านกับไข่ทองค า 26 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง ห่านกับไข่ทองค า 27 ก.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง ห่านกับไข่ทองค า 5 7 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง พระอาทิตย์ชอบตื่นสาย 9 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง พระอาทิตย์ชอบตื่นสาย 10 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง พระอาทิตย์ชอบตื่นสาย 6 15 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง ป๋องแป๋งปั้นแป้ง 16 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง ป๋องแป๋งปั้นแป้ง 17 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง ป๋องแป๋งปั้นแป้ง 7 21 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง หนูนิดขี้โมโห 23 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง หนูนิดขี้โมโห 24 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง หนูนิดขี้โมโห 8 28 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า 30 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า 31 ส.ค. 2566 09.00-09.30น. นิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า หมายเหตุ : ใช้คะแนนในครั้งที่ 3 เก็บข้อมูลเท่านั้น


26 6. เมื่อด าเนินการทดลองครบ 8 สัปดาห์ผู้วิจัยท าแบบสังเกตการคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ปฐมวัย (ครั้งที่ 2) โดยใช้แบบสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยฉบับเดียวกันกับแบบสังเกตที่ใช้ (ครั้งที่ 1) 7. น าคะแนนที่ได้จากการทดลองไปท าการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติการเก็บ รวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปผลการวิจัย 8. สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและเขียนรายงานการวิจัย 5. กำรวิเครำะห์ข้อมูล 5.1 กำรวิเครำะห์ข้อมูล วิเคราะห์หาค่าสถิตพื้นฐานของคะแนนจากแบบประเมินความเหมาะสมแผนการ จัด กิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม ค านวณหาค่าเฉลี่ยของคะแนน (Mean) หาค่าร้อยละความก้าวหน้าของความสามารถในการหาทักษะการคิดสร้างสรรค์ ของเด็ก ปฐมวัย โดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการทดลอง หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบสังเกตพฤติกรรมวัดทักษะการสร้างสรรค์ ของเด็ก ปฐมวัย ใช้ค่า ดัชนีความสอดคล้องของข้อสอบกับจุดประสงค์(Content Validity) 5.2 สถิติในกำรวิเครำะห์ข้อมูล 5.2.1 สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 5.2.1.1ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยค านวณจากสูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ2538 : 73) 5.2.1.2 ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้สูตรการค านวณ ดังนี้ ร้อยละ (%) = คะแนนที่ได้ x 100 5.3 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของแบบสังเกตการวัดทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย 5.3.1 ค านวณค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบสังเกตพฤติกรรมวัดทักษะการคิด สร้างสรรค์ ของเด็กปฐมวัย ซึ่งใช้ค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อสอบกับจุดประสงค์(Content Validity) โดยใช้สูตรดังนี้ (ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ 2538 : 73)


27 5.4 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน 5.4.1 การหาค่าร้อยละความก้าวหน้าของแบบสังเกตพฤติกรรมวัดทักษะการคิด สร้างสรรค์ของ เด็กปฐมวัย


28 บทที่4 ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัย เรื่องการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการ คิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนสันกลางวิทยา ต าบลสันกลาง อ าเภอพาน จังหวัดเชียงราย ซึ่งมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ปฐมวัย ผู้วิจัยได้ก าหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการน าเสนอการแปล ความหมาย และการคิดเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยด าเนินการวิเคราะห์ผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ ค าถาม เพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. ผลการประเมินทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรมการ เล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย 2. ผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย จ าแนกตามทักษะความคิดสร้างสรรค์ด้านต่างๆ 3. ผลการประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย 4. ความก้าวหน้าของทักษะความคิดสร้างสรรค์ก่อน - หลัง การจัดกิจกรรมการเล่า นิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย 1. ผลกำรประเมินทักษะด้ำนกำรคิดสร้ำงสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนกำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำน ประกอบกำรใช้ค ำถำมเพื่อพัฒนำทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้ด าเนินการการประเมินทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนการจัด กิจกรรม การเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ปรากฏดังตารางที่ 3


29 ตำรำงที่ 3 ตำรำงแสดงผลคะแนนก่อนกำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำนประกอบกำรใช้ค ำถำมเพื่อ พัฒนำ ทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ คนที่ Pre-test ความคิดสร้างสรรค์ ความคิด คล่องแคล่ว ความคิด ริเริ่ม ความคิด ยืดหยุ่น ความคิด ละเอียดลออ คะแนน รวม ̅X ร้อยละ 1 1 1 1 1 4 1 33.33 2 1 1 1 1 4 1 33.33 3 2 2 2 2 8 2 66.67 4 0 0 0 0 0 0 0.00 5 1 1 1 1 4 1 33.33 6 1 1 1 1 4 1 33.33 7 0 0 0 0 0 0 0.00 8 0 0 0 0 0 0 0.00 9 0 0 0 0 0 0 0.00 10 2 2 2 2 8 2 66.67 11 2 2 2 2 8 2 66.67 12 0 0 0 0 0 0 0.00 13 1 1 1 1 4 1 33.33 14 2 2 2 2 8 2 66.67 15 0 0 0 0 0 0 0.00 16 0 0 0 0 0 0 0.00 17 1 1 1 1 4 1 33.33 เฉลี่ย 1 1 1 1 4 1 33.33 จากตารางที่ 3 ตารางแสดงผลคะแนนก่อนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม เพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์พบว่า คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะการคิดสร้างสรรค์มาก ที่สุดร้อย ละ 58.33 คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะการคิดสร้างสรรค์น้อยที่สุด ร้อยละ 41.67 และ คะแนนเฉลี่ยของ เด็กปฐมวัยทั้งหมดก่อนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อ พัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีค่าร้อยละ 50


30 2. ผลกำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำนประกอบกำรใช้ค ำถำมเพื่อพัฒนำทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ของ เด็ก ปฐมวัย จ ำแนกตำมทักษะควำมคิดสร้ำงสรรค์ด้ำนต่ำงๆ ผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ ของ เด็กปฐมวัย จ าแนกตามทักษะความคิดสร้างสรรค์ด้านต่างๆ ปรากฏดังตารางที่ 4-7 ตำรำงที่ 4 กำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำนประกอบกำรใช้ค ำถำมเพื่อพัฒนำทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ ของ เด็กปฐมวัย ด้ำนควำมคิดคล่องแคล่ว คนที่ ควำมคิดสร้ำงสรรค์ด้ำนควำมคิดคล่องแคล่ว สัปดำห์ ที่1 สัปดำห์ ที่2 สัปดำห์ ที่3 สัปดำห์ ที่4 สัปดำห์ ที่5 สัปดำห์ ที่6 สัปดำห์ ที่7 สัปดำห์ ที่8 คะแนน รวม ̅X ร้อยละ 1 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 2 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 3 2 2 3 3 3 3 3 3 22 2.75 91.67 4 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 5 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 6 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 7 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 8 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 9 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 10 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 11 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 12 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 13 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 14 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 15 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 16 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 17 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 18 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 เฉลี่ย 0.83 0.83 0.89 1.83 1.83 1.83 2.44 2.44 12.94 1.62 53.94 จากตารางที่ 4 ตารางแสดงผลคะแนนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม เพื่อ พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดคล่องแคล่ว พบว่า คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะ


31 การคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดคล่องแคล่วมากที่สุด ร้อยละ 91.67 คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะ การคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดคล่องแคล่วน้อยที่สุด ร้อยละ 29.17 และคะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ ด้านความคิดคล่องแคล่ว ของเด็กปฐมวัยทั้งหมด จากการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม เพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีค่าร้อยละ 53.94 ตำรำงที่ 5 กำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำนประกอบกำรใช้ค ำถำมเพื่อพัฒนำทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ ของ เด็กปฐมวัย ด้ำนควำมคิดริเริ่ม คนที่ ควำมคิดสร้ำงสรรค์ด้ำนควำมคิดริเริ่ม สัปดำห์ ที่1 สัปดำห์ ที่2 สัปดำห์ ที่3 สัปดำห์ ที่4 สัปดำห์ ที่5 สัปดำห์ ที่6 สัปดำห์ ที่7 สัปดำห์ ที่8 คะแนน รวม ̅X ร้อย ละ 1 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 2 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 3 2 2 3 3 3 3 3 3 22 2.75 91.67 4 0 0 1 1 1 1 2 2 8 1.00 33.33 5 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 6 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 7 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 8 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 9 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 10 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 11 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 12 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 13 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 14 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 15 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 16 0 0 1 1 1 1 2 2 8 1.00 33.33 17 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 18 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 เฉลี่ย 0.83 0.83 1.00 1.83 1.83 1.83 2.44 2.44 13.06 1.63 54.40 จากตารางที่ 5 ตารางแสดงผลคะแนนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อ พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดริเริ่ม พบว่า คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะการคิด สร้างสรรค์ ด้านความคิดริเริ่มมากที่สุด ร้อยละ 91.67 คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะการคิด สร้างสรรค์ด้านความคิด


32 ริเริ่มน้อยที่สุด ร้อยละ 29.17 และคะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ด้าน ความคิดริเริ่มของเด็กปฐมวัยทั้งหมด จากการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อ พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มี ค่าร้อยละ 54.40 ตำรำงที่ 6 กำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำนประกอบกำรใช้ค ำถำมเพื่อพัฒนำทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ ของ เด็กปฐมวัย ด้ำนควำมคิดยืดหยุ่น คนที่ ความคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดยืดหยุ่น สัปดาห์ ที่1 สัปดาห์ ที่2 สัปดาห์ ที่3 สัปดาห์ ที่4 สัปดาห์ ที่5 สัปดาห์ ที่6 สัปดาห์ ที่7 สัปดาห์ ที่8 คะแนน รวม ̅X ร้อย ละ 1 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 2 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 3 2 3 3 3 3 3 3 3 23 2.88 95.83 4 0 0 1 1 1 2 2 2 9 1.13 37.50 5 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 6 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 7 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 8 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 9 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 10 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 11 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 12 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 13 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 14 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 15 0 1 1 1 1 1 2 2 9 1.13 37.50 16 0 1 1 1 1 1 2 2 9 1.13 37.50 17 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 18 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 เฉลี่ย 0.83 1.00 1.06 1.83 1.83 1.89 2.44 2.44 13.33 1.67 55.56 จากตารางที่ 6 ตารางแสดงผลคะแนนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อ พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดยืดหยุ่น พบว่า คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะการคิด สร้างสรรค์ด้านความคิดยืดหยุ่นมากที่สุด ร้อยละ 95.83 คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะการคิด สร้างสรรค์ ด้านความคิดยืดหยุ่นน้อยที่สุด ร้อยละ 29.17 และคะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ด้าน ความคิดยืดหยุ่น ของ


33 เด็กปฐมวัยทั้งหมด จากการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อ พัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีค่าร้อยละ 55.56 ตำรำงที่ 7 กำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำนประกอบกำรใช้ค ำถำมเพื่อพัฒนำทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ ของ เด็กปฐมวัย ด้ำนควำมคิดละเอียดลออ คนที่ ความคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดละเอียดลออ สัปดาห์ ที่ 1 สัปดาห์ ที่ 2 สัปดาห์ ที่ 3 สัปดาห์ ที่ 4 สัปดาห์ ที่ 5 สัปดาห์ ที่ 6 สัปดาห์ ที่ 7 สัปดาห์ ที่ 8 คะแนน รวม ̅X ร้อยละ 1 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 2 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 3 2 2 3 3 3 3 3 3 22 2.75 91.67 4 1 0 1 1 1 1 2 2 9 1.13 37.50 5 1 1 1 2 2 2 3 3 15 1.88 62.50 6 1 1 1 2 2 2 2 2 13 1.63 54.17 7 0 0 0 1 1 1 2 3 8 1.00 33.33 8 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 9 1 0 0 1 1 1 2 2 8 1.00 33.33 10 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 11 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 12 0 1 1 1 1 1 2 2 9 1.13 37.50 13 1 1 1 2 2 3 3 3 16 2.00 66.67 14 2 2 2 3 3 3 3 3 21 2.63 87.50 15 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 16 0 0 0 1 1 1 2 2 7 0.88 29.17 17 1 1 2 2 2 2 3 3 16 2.00 66.67 18 1 1 2 2 2 2 2 2 14 1.75 58.33 เฉลี่ย 0.94 0.89 1.11 1.83 1.83 1.89 2.44 2.50 13.44 1.68 56.02 จากตารางที่ 7 ตารางแสดงผลคะแนนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อ พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดละเอียดลออ พบว่า คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะ การคิด สร้างสรรค์ด้านความคิดละเอียดลออมากที่สุด ร้อยละ 91.67 คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มี ทักษะการคิด สร้างสรรค์ด้านความคิดละเอียดลออน้อยที่สุด ร้อยละ 29.17 และคะแนนเฉลี่ย ความคิดสร้างสรรค์ด้าน ความคิดละเอียดลออ ของเด็กปฐมวัยทั้งหมด จากการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อ


34 พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีค่าร้อยละ 56.02 3. ผลกำรประเมินทักษะควำมคิดสร้ำงสรรค์หลังกำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำนประกอบกำรใช้ค ำถำมเพื่อ พัฒนำทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ของเด็กปฐมวัย ผลการประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ปรากฏดังตารางที่ 8 ตำรำงที่ 8 ตำรำงแสดงผลคะแนนหลังกำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำนประกอบกำรใช้ค ำถำมเพื่อ พัฒนำ ทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ของเด็กปฐมวัย คนที่ Pre-test ความคิดสร้างสรรค์ ความคิด คล่องแคล่ว ความคิด ริเริ่ม ความคิด ยืดหยุ่น ความคิด ละเอียดลออ คะแนน รวม ̅X ร้อยละ 1 3 3 3 3 12 3 100.00 2 2 2 2 2 8 2 66.67 3 3 3 3 3 12 3 100.00 4 2 2 2 2 8 2 66.67 5 3 3 3 3 12 3 100.00 6 2 2 2 2 8 2 66.67 7 2 2 2 2 8 2 66.67 8 2 2 2 2 8 2 66.67 9 2 2 2 2 8 2 66.67 10 3 3 3 3 12 3 100.00 11 3 3 3 3 12 3 100.00 12 2 2 2 2 8 2 66.67 13 3 3 3 3 12 3 100.00 14 3 3 3 3 12 3 100.00 15 2 2 2 2 8 2 66.67 16 2 2 2 2 8 2 66.67 17 3 3 3 3 12 3 100.00 18 2 2 2 2 8 2 66.67 จากตารางที่ 8 ตารางแสดงผลคะแนนหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม เพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์พบว่า คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะการคิดสร้างสรรค์มาก ที่สุด ร้อย ละ 100 คะแนนของเด็กปฐมวัยที่มีทักษะการคิดสร้างสรรค์น้อยที่สุด ร้อยละ 66.67 และ ผลคะแนนความคิด


35 สร้างสรรค์หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ของ เด็กปฐมวัย เฉลี่ยจากนักเรียนทุกคนคิดเป็นร้อยละ 96.43 4. ควำมก้ำวหน้ำของทักษะควำมคิดสร้ำงสรรค์ก่อน - หลัง กำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำ นิทำนประกอบกำรใช้ ค ำถำมเพื่อพัฒนำทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ของเด็กปฐมวัย ความก้าวหน้าของทักษะความคิดสร้างสรรค์ก่อน - หลัง การจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ปรากฏดังตารางที่ 9 ตำรำงที่9 ตำรำงแสดงค่ำคะแนนควำมแตกต่ำงของผลกำรศึกษำทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค์ของเด็ก ปฐมวัย ก่อนและหลัง กำรจัดกิจกรรมกำรเล่ำนิทำนประกอบกำรใช้ค ำถำมเพื่อพัฒนำทักษะ กำรคิดสร้ำงสรรค์ของ เด็กปฐมวัย นักเรียนคนที่ คะแนนก่อน เรียน X1 คะแนนหลัง เรียน X2 คะแนนควำมก้ำวหน้ำ (X1 – X2) ร้อยละ ควำมก้ำวหน้ำ 1 4 12 8 66.67 2 4 8 4 33.33 3 8 12 4 33.33 4 0 8 8 66.67 5 4 12 8 66.67 6 4 8 4 33.33 7 0 8 8 66.67 8 0 8 8 66.67 9 0 8 8 66.67 10 8 12 4 33.33 11 8 12 4 33.33 12 0 8 8 66.67 13 4 12 8 66.67 14 8 12 4 33.33 15 0 8 8 66.67 16 0 8 8 66.67 17 4 12 8 66.67 18 4 8 4 33.33 เฉลี่ย 3.33 9.78 6.44 53.70


36 จากตารางที่ 9 ตารางแสดงค่าคะแนนความแตกต่างของผลการศึกษาทักษะการคิดสร้างสรรค์ ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะ การคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย พบว่า ความก้าวหน้าของทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีค่าเท่ากับ 53.70 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนา ทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น


37 บทที่5 สรุป อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการใช้ ค าถาม ที่มีผลต่อทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เล่านิทานประกอบการใช้ ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ปฐมวัย ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ และเป็นแนวทางส าหรับครู ผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาปฐมวัยในการพิจารณาเลือกสื่อ กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์แก่เด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งมีล าดับ ขั้นตอนการวิจัยและผลการวิจัย โดยสรุปดังนี้ วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถาม ที่มีผลต่อทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ขอบเขตของกำรวิจัย กลุ่มตัวอย่ำงที่ใช้ในกำรวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ5-6 ปีซึ่งก าลังศึกษา อยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 จ านวน 18 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสันกลางวิทยา ต าบลสันกลาง อ าเภอพาน จังหวัดสุราษฏร์ธานี ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ การวิจัยครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะ การคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยการใช้หนังสือนิทาน จ านวน 8 เรื่อง ประกอบด้วย 1. นิทาน เรื่อง หนูนิดไม่ อยากแปรงฟัน 2.นิทานเรื่องสวนสัตว์ของป๋องแป๋ง 3. นิทานเรื่อง หนูนิดฟันหลอ 4. นิทานเรื่อง ห่านกับไข่ ทองค า 5. นิทานเรื่อง พระอาทิตย์ชอบตื่นสาย 6. นิทานเรื่อง ป๋องแป๋ง ปั้นแป้ง 7. นิทานเรื่อง หนูนิดขี้โมโห 8. นิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย จ านวน 8 แผน แผนละ 30 นาที 2. แบบบันทึกการสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยการใช้เกณฑ์3 ระดับ คือ 3, 2, 1 คะแนนตามล าดับ มีจ านวน 4 ข้อ 3. นิทานเพื่อใช้ประกอบใน การสังเกตทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย จ านวน 8 เรื่อง สรุปผลกำรวิจัย จากวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามที่มีต่อ ทักษะ การคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยนั้น พบว่า ผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนา


38 ทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย จ าแนกตามทักษะความคิดสร้างสรรค์ด้าน ต่างๆ ได้แก่ด้านความคิด คล่องแคล่ว มีค่าร้อยละ 53.94 ด้านความคิดริเริ่ม มีค่าร้อยละ 54.40 ด้านความคิดยืดหยุ่น มีค่าร้อยละ 55.56 และด้านความคิดละเอียดลออ มีค่าร้อยละ 56.02 ตามล าดับ ผลคะแนนความคิดสร้างสรรค์หลังการจัด กิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อ พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย เฉลี่ยจากเด็ก ปฐมวัยทุกคนคิดเป็นร้อยละ 81.48 และ ความก้าวหน้าของทักษะความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีค่า เท่ากับ 53.70 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิด สร้างสรรค์ของเด็ก ปฐมวัยส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น อภิปรำยผล จากการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ ของ เด็กปฐมวัย ซึ่งใช้นิทานจ านวน 8 เรื่อง ได้แก่ 1. นิทานเรื่อง หนูนิดไม่อยากแปรงฟัน 2. นิทานเรื่อง สวนสัตว์ ของป๋องแป๋ง3.นิทานเรื่อง หนูนิดฟันหลอ 4. นิทานเรื่อง ห่านกับไข่ทองค า 5. นิทานเรื่อง พระอาทิตย์ชอบตื่น สาย 6. นิทานเรื่อง ป๋องแป๋งปั้นแป้ง 7. นิทานเรื่อง หนูนิดขี้โมโห 8.นิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า การจัด กิจกรรมเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะ การคิดสร้างสรรค์ปฐมวัยนี้เป็นการน านิทานมาจัด กิจกรรมเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ส าหรับ เด็กปฐมวัยนี้จะเป็นแนวทางให้ครูปฐมวัยในการจัดกิจกรรม โดยใช้การตั้งค าถามเข้ามาบูรณาการใน การจัดประสบการณ์ท าให้เด็กมีความสนุกสนาน เพลิดเพลิน อีกทั้งได้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการ ตอบค าถาม ซึ่งจากการวิจัยพบว่า การผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการใช้ค าถาม ท าให้เด็กปฐมวัย มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นในทุกด้านทั้งด้านความคิดริเริ่ม ความคิด คล่องตัว ความคิดยืดหยุ่น และความคิดละเอียดลออ ไม่ตีกรอบความคิดของเขา ให้อิสระในการคิดในการท า อย่างเต็มที่สามารถหาค าตอบได้หลากหลายประเภทหลากหลายทิศทาง และสามารถคิดหาสิ่งที่แปลก ใหม่ เป็นค าตอบที่ไม่ซ้ าผู้อื่นอีกด้วย ข้อเสนอแนะในกำรท ำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาผลของการจัดกิจกรรมอื่นๆ ที่นอกจากพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของ เด็ก ปฐมวัย เช่น การพัฒนาทักษะทางด้านการคิดวิเคราะห์และทักษะทางด้านภาษา 2. ควรมีการศึกษาและวิจัยผลของการท ากิจกรรมการพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของ เด็ก ปฐมวัยโดยการใช้การเล่านิทานที่หลากหลาย เช่น การเล่านิทานปากเปล่าและการเล่านิทานแบบ ไม่รู้จบ เป็น ต้น


บรรณานุกรม


40 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2556). การดูแลและการศึกษาเด็กปฐมวัย.กรุงเทพฯ: คุรุสภา. กระทรวงศึกษ าธิการ. (2560). คู่มือหลักสูต รการศึกษ าปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2541 อ้างถึงใน นันธินันท์ละมายสิงห์, 2559 : 11). การเล่านิทาน.กรุงเทพฯ: เอดิสันเพลสโปรดักส์. เก ริก ยุ้นพัน ธ์. (2547 อ้ างถึงใน นั น ธินั นท์ ล ะม้ ายสิงห์, 2559:20). ก า รเล่ านิ ท าน .ก รุงเทพ ฯ: ภาควิชาบรรณารักษ์ศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ.(2534). การใช้ค าถาม.กรุงเทพฯ: คณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ. ครุรักษ์ ภิ รมย์ รักษ์. (2540 อ้างถึงใน ป ราณีป ริยาวาที, 2551: 24). นักเล่านิท านสร้างนักอ่าน . สารพัฒนาหลักสูตร. จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ. (2560). การศึกษาระยะยาวในเด็กไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. จุไรรัตน์สมบูรณ์มาก. (2554). การพัฒนากระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยโดย ใช้การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยและเทคนิคการใช้ค าถาม. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัย ทักษิณ. ชลธิชา ชิวปรีชา. (2554). ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ท ากิจกรรมศิลปะด้วยใบตอง.กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. ดวงฤทัย น้อยพรม. (2552). การอบรมเลี้ยงดูและบรรยากาศฉันเรียนที่มีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. (การวัดและประเมินผลการศึกษา). เชียงใหม่. บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัย. เชียงใหม่. ทิพวรรณ พละศักดิ์. (2560). การเปรียบเทียบการพัฒนาจริยธรรมของเด็กปฐมวัย.กรุงเทพฯ: บัณฑิต วิทยาลัย. มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. ทิพย์อักษร พุทธสริน. (2554). การใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามการคิดแบบหมวกหกใบ เพื่ อพั ฒ น าค ว าม เชื่ อ มั่ นใน ต น เอ งข อ งเด็ กป ฐม วั ย.ก รุงเท พ ฯ: บั ณ ฑิ ต วิท ย าลั ย. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธีร์กัญญา โอชรส. (2551). ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2. ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษ าร้อยเอ็ด เขต 3. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. (การวิจัยการศึกษา). มหาสารคาม. บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัย. มหาสารคาม. นาตยา ภัทรแสงไทย. (2535). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์.กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ภาควิชาการศึกษา. ปราณีปริยวาที. (2551). การพัฒนาจริยธรรมของเด็กปฐมวัยโดยการเล่านิทานและติดตามผล. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. พงษ์จันทร์อยู่เป็นสุข. (2525 อ้างถึงใน ศศินันท์นิลจันทร์, 2554 : 34). การศึกษารูปแบบการเล่านิทานที่ ส่งผลต่อความสามารถในการรับ ฟังและความคงทนในการจ าภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่2. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. พรรณทิพา มีสาวงษ์. (2554). ผลของการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการใช้ค าถามที่มีต่อทักษะการ


41 คิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. พัชรมณฑ์ศุภสุข. (2556). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. พิมพันธ์เดชะคุปต์. (2556). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ปแมเนจเม้นท์. ล้วน สายยศ.(2553). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา.กรุงเทพฯ: สุวีริยาส์น. วรรณีศิริสุนทร. (2542). บร 620การเล่านิทาน. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2545). เทคนิคและกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค. วิจิตรา ทันดุสะ. (2552). ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานคุณธรรมควบคู่กับการใช้ ค าถามหมวก 6 ใบ ที่มีต่อพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ. สัณหพัฒน์อรุณธารี. (2542). นิทานส าหรับเด็กปฐมวัย.ภูเก็ต: คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต. ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). กระบวนการสร้างนิทานเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย.กรุงเทพฯ: คุรุสภา. สุภักดิ์อนุกูล. (2545). นิทานพื้นบ้าน.กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก. อัญชลีทองเอม. (2560). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับอนุบาล 1. มหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน วิทยาลัยครุศาสตร์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. อารีรังสินันท์. (2555). ความคิดสร้างสรรค์กับการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: ภาควิชาการแนะแนวและจิตวิทยา การศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อารีพันธ์มณี. (2557). ความคิดสร้างสรรค์กับการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: คอมแพคท์พริ้น. Guilford. (1959). Three faces of intellect. American Psychologist. Torrance. (1962). Guiding of Creative Taient. New Jersey: Prentice Hali. . (1964). Education and the Creative Potential. Minneapolis: The Lund Press Inc. Wallace, M. and Kogan, N. (1965).Modes of thinking in young children. Journal ofpersonality. Newyork: Holtreinchart&Winson.


ภาคผนวก


ภาคผนวก ก 1. คู มือการใช แผนการจัดกิจกรรมการพัฒนาการคิดสร างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยการใช การจัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร างสรรค์ ของเด็กปฐมวัย 2. ตารางการจัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการ คิดสร างสรรค์ของเด็กปฐมวัย 3. ตัวอย าง แผนการจัดกิจกรรมการพัฒนาการคิดสร างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดย การใช การจัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร างสรรค์ของ เด็กปฐมวัย จ านวน 2 แผน


57 คู มือการใช แผนการจัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิด สร างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยการใช การจัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถามเพื่อ พัฒนาทักษะการคิดสร างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ค าชี้แจง 1. การจัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร างสรรค ของเด็กปฐมวัย จ านวน 8 กิจกรรม 2. จัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถามเพื่อทักษะการคิดสร างสรรค ของเด็ก ปฐมวัย เป นการจัดกิจกรรมการเล านิทานโดยใช หนังสือนิทาน 3. เวลาที่ใช ในการจัดกิจกรรมการเล านิทาน จัดกิจกรรมในช วงเวลาที่จัดกิจกรรมการเล า นิทานประกอบการใช ค าถาม เป นเวลาจ านวน 24 สัปดาห สัปดาห ละ 3 วัน ได แก วันจันทร , วันพุธ, พฤหัสบดี โดยท าการสังเกตและบันทึกในขั้นด าเนินกิจกรรมช วงเวลา 90.00 – 09.30 น. รวมเวลา 30 นาที 4. การใช เวลาในการจัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิด สร างสรรค ของเด็กปฐมวัย ใช นาฬิกาจับเวลาในการให สัญญาณเริ่มละหมดเวลาการจัดกิจกรรมการ เล านิทานประกอบการใช ค าถาม ค าแนะน าในการจัดกิจกรรม 1. ลักษณะทั่วไปของแบบการจัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถามเพื่อพัฒนา ทักษะการคิดสร างสรรค ของเด็กปฐมวัย เป นการจัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถามเน น การคิดสร างสรรค มีทั้งหมด 8 แผน 2. เกณฑ การให คะแนนโดยใส เครื่องหมาย √ ลงในช องบันทึกคะแนนที่ตรงกับทักษะการคิด สร างสรรค ของเด็ก โดยมีเกณฑ การให คะแนน ดังนี้ 3 คะแนน กรณีเด็กมีทักษะการคิดสร างสรรค ตามที่ก าหนดไว ทุกข อ 2 คะแนน กรณีที่เด็กมีทักษะการคิดสร างสรรค ตามที่ก าหนดไว ทุกข อแต ขาด ข อใดข อหนึ่ง 1 คะแนน กรณีเด็กไม มีทักษะการคิดสร างสรรค ตามที่ก าหนดไว ทุกข อ


58 3. การเตรียมตัวก อนสังเกต 3.1 ผู ด าเนินการสังเกตศึกษาคู มือการสังเกตทักษะการคิดสร างสรรค ของเด็กปฐมวัย ให เข าใจกระบวนการทั้งหมด เพื่อให เกิดความช านาญในการใช การสังเกต ซึ่งจะท าให การสังเกตเป นไป อย างราบรื่น และก อนการสังเกตผู ด าเนินการสังเกตต องเขียน ชื่อ-สกุล ของผู ถูกสังเกตในใบสังเกต ทักษะการคิดสร างสรรค ของเด็กปฐมวัยให เรียบร อย 3.2 อุปกรณ ที่ใช ในการสังเกต ดังนี้ 3.2.1 คู มือการสังเกตทักษะความคิดสร างสรรค ของเด็กปฐมวัย 3.2.2 แบบบันทึกการสังเกตทักษะความคิดสร างสรรค ของเด็กปฐมวัย 3.2.3 นาฬิกาส าหรับจับเวลา 1 เรือน 3.2.4 อุปกรณ ที่ก าหนดให ในแบบสังเกต 3.3 ข อปฏิบัติก อนการสังเกต 3.3.1 ผู ด าเนินการควรสร างความคุ นเคยกับผู ถูกสังเกต โดยการทักทาย พูดคุย เพื่อสร าง ความสัมพันธ ที่ดี 3.3.2 ก อนด าเนินการสังเกตควรให ผู ถูกสังเกตท าธุระส วนตัว เช น ดื่มน้ า เข าห องน้ าให เรียบร อย 3.4 ข อปฏิบัติในการสังเกต ผู สังเกตด าเนินการตาม ดังนี้ 3.4.1 แสดงความเป นกันเองเพื่อไม ให ผู ถูกสังเกตเกิดความกังวล และร วมมือในการ สังเกตเป นอย างดี 3.4.2 ก อนลงมือสังเกต มือด าเนินการสังเกตต องอธิบายขั้นตอนในการท ากิจกรรมให ผู สังเกตเข าใจ ด าเนินการ ผู ด าเนินการสังเกต : สวัสดีค ะเด็กๆ วันนี้ครูมีอะไรให เด็กๆ ได ลองดู ครูยกอุปกรณ ในการ ท ากิจกรรมให เด็กๆ ดู และก อนลงมือท า ครูมีข อตกลงกับเด็กๆ ในขณะ ที่เราท ากิจกรรมให เด็กตั้งใจฟ งและปฏิบัติตามค าสั่งของครู ไม ลุกออก จากที่นั่งโดยไม ได รับอนุญาต และ ไม ส งเสียงดังนะคะ ผู ถูกสังเกต : ลงมือท ากิจกรรม ผู ด าเนินการสังเกต : จับเวลาตามรายการที่ก าหนดไว ในแบบสังเกตและจดบันทึกคะแนน


59 ตารางการจัดกิจกรรมการเล านิทานประกอบการใช ค าถาม เพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ระยะเวลาการจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์ 24 วัน สัปดาห์ที่ วัน รายชื่อกิจกรรม 1 เวลา 09.00 -09.30 น. วันจันทร กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องหนูนิดไม อยากแปรงฟ น วันพุธ กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องหนูนิดไม อยากแปรงฟ น วันพฤหัสบดี กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องหนูนิดไม อยากแปรงฟ น 2 เวลา 09.00 -09.30 น. วันจันทร กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องสวนสัตว ของป๋องแป๋ง วันพุธ กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องสวนสัตว ของป๋องแป๋ง วันพฤหัสบดี กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องสวนสัตว ของป๋องแป๋ง 3 เวลา 09.00 -09.30 น. วันจันทร กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องหนูนิดฟ นหลอ วันพุธ กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องหนูนิดฟ นหลอ วันพฤหัสบดี กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องหนูนิดฟ นหลอ 4 เวลา 09.00 -09.30 น. วันจันทร กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องห านกับไข ทองค า วันพุธ กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องห านกับไข ทองค า วันพฤหัสบดี กิจกรรมเล านิทานประกอบการใช ค าถามนิทาน เรื่องห านกับไข ทองค า


Click to View FlipBook Version