เปด แฟม บคุ คลดเี ดน
ดร. อาร พี โยนต.
(Mr. Robert Percy Jones, M.R.C.V.S.)
ดร. อาร์ พี โยนส์ สัตวแพทย์สุภาพบุรุษชาวอังกฤษ
ผู้มีอุปนิสัยใจคอสุภาพอ่อนโยน สุขุมเยือกเย็นและโอบอ้อมอารี
เผื่อแผ่ ผู้ซ่ึงมีคุณประโยชน์แก่ประเทศไทยอย่างมากในสาขา
งานวิชาสัตวแพทย์ และเปนผู้หนึ่งที่จรรโลงงานของกรมปศุสัตว์
ใหเ้ จรญิ ก้าวหนา้ จนถึงปจจบุ นั
ดร. อาร์ พี โยนส์ ได้รบั แตง่ ตง้ั ให้เปน ทป่ี รกึ ษาสัตวแพทยใ์ นกรมเพาะปลกู กระทรวงเกษตราธกิ าร
เมื่อวันท่ี ๒๑ ธันวาคม ๒๔๖๖ มีผลงานท่ีส�าคัญได้แก่ เปนผู้ริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนอบรมวิชาสัตวแพทย์ข้ึน
เปนครั้งแรกเม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๗ โดยสังกัดอยู่ในกระทรวงเกษตราธิการมีนักเรียนสัตวแพทย์รวม ๑๓ คน
หนงึ่ ในนั้นมีชีวติ รบั ราชการกา้ วหน้าไดเ้ ปนถึงปลัดกระทรวงคอื ขนุ วิจิตรพาหนการ
ดร. อาร์ พี โยนส์ ผ้มู องการณ์ไกลถึงประโยชนท์ จี่ ะไดร้ บั จากการผลิตวัคซนี และซรี มั่ สา� หรับปองกนั
โรคระบาดสตั ว์ ไดเ้ ลอื กทา� เลในดงพญาเยน็ ตา� บลปากชอ่ ง อา� เภอสคี วิ้ จงั หวดั นครราชสมี า เปน แหลง่ ทรี่ เิ รมิ่
จดั สร้างสถานวิทยาศาสตร์ ซงึ่ ในเวลาต่อมาสถานวิทยาศาสตร์แหง่ นเ้ี จริญกา้ วหนา้ ข้นึ มาก และเปนผเู้ สนอ
แนะแนวโครงการปราบโรครินเดอร์เปสท์ให้สงบเรียบร้อยทั่วประเทศท่านเปนผู้ริเริ่มวางระเบียบปฏิบัติ
ในการสง่ สตั วไ์ ปคา้ ตา่ งประเทศ ทา่ นไดจ้ ดั ตง้ั สมาคมสงเคราะหข์ น้ึ เพอ่ื เปน หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารฝก สอนภาคปฏบิ ตั ิ
แก่นักเรียนสัตวแพทย์และออกท�าการฉีดยาปองกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สุนัขเลี้ยงของชาวบ้านในพระนคร
และธนบรุ ีเปนเวลาแรมปก่อนท่เี ทศบาลจะรบั ไปด�าเนินการตอ่ ดร. อาร์ พี โยนส์ รับราชการในกระทรวง
เกษตราธกิ ารมาดว้ ยดมี คี วามดคี วามชอบ ไดร้ บั พระราชทานเครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณส์ งู สดุ ถงึ ชน้ั ประถมาภรณ์
มงกุฎไทย และถึงแกก่ รรมเม่ือวันท่ี ๗ ตลุ าคม ๒๕๐๒ สริ ิรวมอายุได้ ๗๑ ป
บัดนี้ ดร. อาร์ พี โยนส์ ได้จากพวกเราไปแล้วตามวัฏสงสาร ทางหน่ึงท่ีพวกเราจะช่วยได้ก็คือ
รักษาและส่งเสริมการงานท่ี ดร. อาร์ พี โยนส์ ได้สละเวลาตลอดชีวิตสร้างขึ้นไว้ให้เจริญก้าวหน้าสืบไป
เม่อื วิญญาณของท่านทราบเข้าก็คงจะปลาบปล้มื ยินดเี ปนท่ีสดุ
๔๙ในพระอุปถมั ภ พระเจสาวารยวสงมั ศพเธนั อธ พสมระาอคงมคนเ กัจเารโยีสนมเสกวา ลสี ัตกวรแมพหทมย่ืนสกุทรธมนปาศรสุนี ัตาถว
เปดแฟม บคุ คลดเี ดน
คณุ สนั่น เอกพจน
สตั วแ์ พทยผ์ สู้ งู อายุ รนุ่ ท่ี ๑๒ ผซู้ ง่ึ เสยี สละเวลาใหแ้ กร่ าชการ
ดว้ ยความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ มคี ณุ ธรรมในการดา� เนนิ งานทง้ั ผบู้ งั คบั บญั ชา
ในระดับสูง และต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับช้ัน เปนท่ีไว้วางใจได้
เพราะเปน ผปู้ ราศจากอคติ
คุณพ่ีสน่ัน เอกพจน์ เกิดวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๒
ที่ต�าบลบางพระ อ�าเภอ (บางพระ) ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ส�าเร็จ
การศึกษาชั้นมัธยมบริบูรณ์ปที่ ๘ จากโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ เม่ือป ๒๔๗๑ มีความตั้งใจจะเข้า
ศกึ ษาตอ่ วชิ าแพทยศาสตรแ์ ตต่ ดิ ปญ หาทท่ี นุ ทรพั ย์ จงึ หกั เหจะเขา้ สวู่ งการนกั หนงั สอื พมิ พ์ หรอื นกั เรยี นตา� รวจ
แตโ่ อกาสไม่อ�านวย ในที่สุด ไดท้ ราบวา่ ทีก่ ระทรวงเกษตราธิการ ต้องการนักเรียนเขา้ ศึกษาวชิ าสตั วแพทย์
เปนลูกศิษย์นายสัตวแพทย์ อาร์.พี.โยนส์ ท่ีกรมเพาะปลูก ในระยะแรกศึกษาเพียงคนเดียวจากต�ารา
ภาษาองั กฤษก่อน หลังจากน้นั จึงมาฝกงานเก่ยี วกบั การรกั ษาพยาบาลสตั ว์ การตรวจเนือ้ สัตว์ ช่วยผสมยา
และจ่ายยาสัตวท์ ห่ี ้องจ่ายยาของแผนกรกั ษาสตั ว์
ส�าเร็จการศึกษาแล้วได้รับการบรรจุในต�าแหน่งสัตวแพทย์ส�ารอง อัตราเงินเดือน ๒๕ บาท
ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปองกันก�าจัดโรคระบาดสัตว์ จนสามารถยับยั้งโรครินเดอร์เปสต์ไม่ให้ระบาด
จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ภาคกลางได้ส�าเร็จ ได้รับแต่งตั้งให้ไปรับหน้าท่ีสัตวแพทย์ประจ�าภาค
ที่หนึ่ง (พระนครศรีอยุธยา) ได้รับพระราชทานตราราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงเปนกรณีพิเศษและในช่วง
ป ๒๔๙๘-๒๕๐๖ ดา� รงต�าแหนง่ เลขานุการ กรมปศุสัตว์ สว่ นราชการต่างๆ ทัง้ ในและนอกกระทรวงเกษตร
ต่างให้การยอมรับนับถือโดยทั่วไป ได้รับการศึกษาวิชาการเศรษฐกิจของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและได้
ด�ารงต�าแหน่งนายสัตวแพทย์เอกประจ�ากรม ฝายโครงการ งานวางแผนและประเมินผล ท�างานร่วมกับ
สา� นกั งานปลดั กระทรวงเกษตรฯ มผี ลงานเปน แบบแผนในการรายงานผลการปฏบิ ตั ทิ ถ่ี อื ปฏบิ ตั จิ นถงึ ปจ จบุ นั
คือ แบบ กษ ๐๑ จนถงึ วนั ที่ ๑ ธนั วาคม ๒๕๐๙ กล็ าออกจากราชการเนือ่ งจากสุขภาพไม่สมบรู ณ์ เมือ่ อายุ
ราชการครบ ๓๘ ป พอดี
จวบจนทุกวันนี้ คุณพี่สนั่นยังไม่หยุดท�างาน คงท�างานรับผิดชอบช่วยเหลือสังคมต่อไป โดยท�างาน
ร่วมกับองค์การกุศลสาธารณะในฐานะที่ปรึกษาฝายบริหารของสัมมาชีวศิลปมูลนิธิในสังฆราชูถัมภ์
เปนท่ีปรึกษาของสมาคมนักเรียนเก่าสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ตั้งแต่ริเร่ิมก่อตั้งจนถึงปจจุบัน และเปนประธานกรรมการ
จัดหารายได้ส่งเสริมการศึกษาส�าหรับนักเรียนสัตวแพทย์ที่ก�าลังศึกษาด้วยเงินทุนเริ่มแรกเพียง ๓๐๐ บาท
จนถงึ ปจ จบุ นั มียอดเงนิ รวมทัง้ สิ้น ๒๐,๕๒๒.๗๒ บาท
คณุ พี่สน่นั เอกพจน์ เปน ปชู นยี บุคคล ท่ีพวกเราชาวสตั วแพทย์พึงให้การยกยอ่ งและเคารพตลอดไป
๕๐ ใสนาพยรสะมั อพุปันถธมั ภสมพารคะมเนจากั วเรรียวงนศเกเธา อสัตพวรแะพอทงยคเ กจารโมสปมศสสุ วัตลวี กรมหมน่ื สทุ ธนารนี าถ
ชีวติ หักเหมาสูวงการสตั วแพทย
ข้าพเจา้ จบวิชาสามญั ศึกษา ระดบั มธั ยมบรบิ ูรณ์ (ม.๘) เม่ือปการศกึ ษา พ.ศ.๒๔๗๑ อายุประมาณ
๒๐ ป มีความตั้งใจว่าจะเข้าศึกษาวิชาแพทย์ศาสตร์ เปนคุณหมอตามเพ่ือนๆ ที่เคยเรียนร่วมชั้นกันมา
แตโ่ อกาสไมอ่ า� นวย ปญ หาเกยี่ วดว้ ยทนุ รอนไมพ่ อเพยี งกเ็ ลยหมดหวงั กา� ลงั ตดิ ตอ่ จะเขา้ สวู่ งการหนงั สอื พมิ พ์
แต่ก็ไม่เปนผล มีเพ่ือนบางคนที่เคยร่วมช้ันก้าวถึงระดับบรรณาธิการบ้าง ข้ึนเปนนักข่าว จะเข้าเปน
นักเรยี นต�ารวจก็พลาดโอกาสเสยี แลว้
บังเอิญวันหน่ึงในช่วงเดือนพฤษภาคม ๒๔๗๒ ได้ทราบจากท่านอาจารย์ใหญ่ (เอ็น แอล เซลลี่)
แห่งโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ว่าทางกระทรวงเกษตราธิการต้องการนักเรียนที่จบการศึกษาจาก
โรงเรียนน้ีใหม่ๆ เข้าศึกษาวิชาสัตวแพทย์ ท่านรู้มาจากนายสัตวแพทย์ อาร์.พี.โยนส์ ชาวอังกฤษ ซึ่งเปน
ท่ีปรึกษาทางวิชาการของกระทรวงเกษตรฯ ขณะน้ันร่วมกันเปนกรรมการของราชตฤณนามัยสมาคม
ในกจิ กรรมสนามมา้ แข่งทีน่ างเลงิ้
วันถัดไปก็ได้ไปพบอาจารย์ใหญ่ รร.มัธยมวัดเทพศิรินทร์ ท่านให้หนังสือน�าไปรายงานตัวต่อท่าน
นายสัตวแพทย์ อาร์.พี.โยนส์ ท่ีกรมเพาะปลูก ในกระทรวงเกษตราธิการเพื่อเริ่มการศึกษา จากน้ัน
ท่านก็มอบคู่มือการศึกษาวิชาสัตวแพทย์หน่ึงปกเปนเล็คเชอร์ภาษาอังกฤษ เพื่อศึกษาเปนเบ้ืองแรกเพียง
คนเดยี วกอ่ น หลงั จากนนั้ กใ็ หม้ าฝก หดั งานกบั ทา่ นทกุ วนั เกย่ี วแกก่ ารรกั ษาพยาบาลสตั ว์ ทสี่ ถานพยาบาลสตั ว์
ของสมาคมสงเคราะห์สตั ว์ ซ่ึงต้งั อยู่ในรบรเิ วณกรมอศั วราช ของทางราชการกระทรวงวงั ซ่งึ อย่ตู อ่ เน่ืองกับ
สนามม้านางเล้ิงนั่นเอง
ในระหวา่ งฝก งาน วนั หนง่ึ มมี หาดเลก็ ของสมเดจ็ พระนางเจา้ รา� ไพพรรณพี ระบรมราชนิ ี ในรชั กาลที่ ๗
ขณะน้ัน น�าสุนัข (จู) หนึ่งตัว สีขาวๆ มาให้ท่านอาจารย์ อาร์.พี.โยนส์ ซ่ึงเปนผู้รับผิดชอบตรวจรักษา
ปรากฏว่า เปนโรคเรื้อนในสุนัขต้องรับไว้ดูแลรักษาในสถานพยาบาลแห่งนี้ในฐานะไข้ใน ข้าพเจ้าได้รับ
มอบให้เปนผ้ดู ูแลเหน็ วา่ ควรจะจดั ทพี่ ิเศษให้อยู่ หากจะใหอ้ ยใู่ นกรงขังสัตว์ปว ยธรรมดา คงจะไมส่ ปู้ ลอดภยั
เพราะเรือนสัตว์ปวยไม่แข็งแรงรัดกุมดีพอ หากเกิดการสูญหายไปจะเดือดร้อน จึงขออนุญาตใช้ห้องน�้า
ของตึกอ�านวยการจากผู้อ�านวยการสถานพยาบาล เปนท่ีขังสัตว์ปวยดังกล่าวชั่วคราว เพราะสะดวก
และโอ่โถงดี ปลอดภัยด้วย ทุกเช้ามหาดเล็กจะมาเย่ียม เราจึงต้องรีบน�าออกมาคอยอยู่ท่ีโตะตรวจไข้
เสียก่อนเพื่อรอการตรวจจากท่านอาจารย์ อาร์.พี.โยนส์ เปนประจ�าด้วยก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงต้อง
มาเจ็บปวยด้วยโรคชนิดน้ี ท้ังท่ีอยู่ในสถานะที่ไม่น่าจะเกิดเลยแต่ก็เปนไปแล้ว ข้าพเจ้าเปนผู้ดูแลอยู่จน
โรคหายเปนปกตมิ หาดเลก็ กม็ ารับกลบั โดยมไิ ด้รูว้ า่ ให้อยใู่ นหอ้ งพเิ ศษ (สว้ ม) ซ่ึงรวมอยู่ในห้องน�า้ ขา้ พเจา้
กโ็ ลง่ ใจท่พี น้ ภาระคอ่ นข้างหนกั ใจนแี้ ล้ว
อีกคราวหนึ่งมีผู้น�าสุนัขรุ่นหนุ่ม น่ารัก จ�าไม่ได้ว่าเปนพันธุ์อะไร (เพราะไม่รู้จัก) เปนสีน้�าตาลอ่อน
เจ้าของเปนสุภาพสตรีสาว แล้วก็ค่อนข้างสวย น�ามาให้ท่านอาจารย์ อาร์.พี.โยนส์ ตรวจรักษาอาการปวย
ปรากฏว่าเปนโรคไข้หัดของสนุ ัข (Distemper) มอี าการทอ้ งร่วงแลว้ กลนิ่ คาวจัด ท่านอาจารย์ใหก้ ารรกั ษา
ในขณะนั้นไม่ทราว่าเปนยาชนิดใด พร้อมกับปรุงยาน้�าให้กินด้วย แล้วมอบหมายให้ข้าพเจ้าเปนผู้ดูแล
โดยแยกไปยังท้ายโรงม้าท่ีปวย ห่างจากโรงพักสุนัขปวยธรรมดา ซ่ึงอยู่ใกล้ๆ บริเวณตึกอ�านวยการ
กห็ า่ งระยะหลายเส้น
๕๑ในพระอุปถมั ภ พระเจสาวารยวสงัมศพเธนั อธ พสมระาอคงมคนเักจเารโียสนมเสกวา ลสี ัตกวรแมพหทมย่นื สกุทรธมนปาศรสุนี ตัาถว
ทุกๆ เช้าท่านเจ้าของจะมาเยี่ยมถามข่าว ข้าพเจ้าก็กุลีกุจอต้อนรับและน�าไปพร้อมน�ายาไปบริการ
เปนประจ�าทกุ ๆ วันโดยตั้งใจปฏบิ ัตหิ นา้ ทเ่ี ปน อยา่ งดี เพราะทา่ นเจา้ ของมาทุกวนั ท�าให้มีกา� ลงั ใจยิง่ ขึ้นทั้งๆ
ทข่ี ณะนนั้ ตนเองกก็ า� ลงั มคี วามสบั สนในอาชพี นี้ รสู้ กึ นกึ คดิ วา่ จะเปน อาชพี ทตี่ า�่ ตอ้ ย แทนทจี่ ะไดเ้ ปน คณุ หมอ
รักษาคน จะกลับกลายมาเปนเพียง หมอรักษาสัตว์แต่ในท่ีสุดก็ค่อยๆ คลายความกังวลลง เม่ือเห็นว่า
ท่านอาจารย์อาร์.พี.โยนส์ มีค่าตอบแทนเปนเงินเดือนสูงมาก มีเกียรติในสังคม คุณหลวงศรีสาลีพืช
อดตี นกั เรยี นสตั วแพทย์ รนุ่ ทห่ี นงึ่ ของกระทรวงเกษตราธกิ าร (กรมเพาะปลกู ) ซงึ่ ขณะนน้ั ทา่ นดา� รงตา� แหนง่
หัวหน้าฝายการรักษาสัตว์ มีค่าตอบแทนเปนเงินเดือนถึงเดือนละ ๕๐๐ บาท เท่ากับผู้ว่าราชการจังหวัด
มีศกั ดิศ์ รี ไดร้ บั พระราชทานยศเปนอ�ามาตยต์ รี มีบรรดาศกั ดิ์เปน หลวง ดงั น้ี
เมอื่ เสรจ็ ภาระหนา้ ทต่ี อนเชา้ จากสถานพยาบาลสตั วแ์ ลว้ กก็ ลบั ไปปฏบิ ตั หิ นา้ ทห่ี อ้ งจา่ ยยาของแผนก
รักษาสัตว์ มีหน้าที่ช่วยผสมยาและจ่ายยา เพราะมีความรู้พ้ืนฐานทางเคมี (Chemistry) จากโรงเรียน
สามัญศึกษา ในระยะหลังๆ มีเพ่ือนนักเรียนร่วมรุ่นที่ส�าเร็จการศึกษาจาก ร.ร.วัดเทพศิรินทร์มาเข้าเรียน
เพ่ิมเติมอีกสองท่าน ครั้นถึงระยะช่วงการศึกษาวิชาแขนงการตรวจเนื้อสัตว์ (Meat Inspection)
ทโ่ี รงฆา่ สตั วข์ องโรงฆา่ สตั วต์ อนกลางคนื ตอ้ งไปฝก กบั ทา่ นอาจารย์ อาร.์ พ.ี โยนส์ ทา่ นมาดแู ลสอนดว้ ยตนเอง
ท่ีโรงฆ่าสัตว์หัวล�าโพงซึ่งเปนของทางราชการ อยู่ตรงข้ามวัดไตรมิตร บริเวณหัวล�าโพง เจ้าหน้าที่ผู้ฆ่าหมู
จะจับหมูขนาดท�าหมูย่างมาฆ่าโดยแทงคอทะลุขั้วหัวใจ โดยอุ้มมาในลักษณะหมูก�าลังหลับ น่าเวทนา
เพราะเร่ิมปฏิบัติช่วงดึกๆ ประมาณสี่ทุ่มถึงประมาณหลัง ๔.๐๐ น. หลังเที่ยงคืน จึงได้กลับบ้านช่วงหลัง
มีเพ่ือนนักเรียนอีกสองท่านที่มาฝกเกิดในอ่อนเมื่อมาพบวิธีฆ่าสัตว์ (หมู) ในลักษณะนี้ เข้าลักษณะภาษิต
โบราณท่ีว่า “เห็นเขาฆ่าหมูดูไม่ได้” จึงหนีไปเรียนทางกฎหมายต่อท้ัง ๒ คน ท่านหน่ึงเม่ือจบการศึกษา
ทางนิติศาสตร์ และก็ไปประกอบอาชีพทางกฎหมาย สายทนายความมาจนปจจุบัน อีกท่านหนึ่งจบแล้ว
ก็หันไปเข้ารับราชการทางกรมสรรพากรก้าวหน้าถึงขั้นระดับหัวหน้ากอง เมื่อพ้นหน้าท่ีราชการก็ประกอบ
ธรุ กจิ ภาคเอกชนเปน ของตนเอง มีฐานะมั่นคงไปแล้ว
สว่ นข้าพเจา้ ไดร้ บั การบรรจุในต�าแหน่งสตั วแพทยส์ �ารอง มีอัตราค่าตอบแทนเพยี งเดือนละ ๒๕ บาท
เมอื่ ๑ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ เพอื่ ฝก งานตอ่ ในทอ้ งถน่ิ ชนบท ในดา้ นการปอ งกนั กา� จดั โรคระบาดดว้ ยวธิ ตี า่ งๆ
รวมทง้ั ฝก การฉดี ชวี ผลติ ภณั ฑ์ ประเภทวคั ซนี กบั สตั วแพทยผ์ ใู้ หญอ่ ยนู่ านวนั ตอนปลายปก ไ็ ดร้ บั การคดั เลอื ก
จะสง่ ไปเรียนต่อท่สี ถานเสาวภาของสภากาชาดไทย ในดา้ นจลุ ชพี วทิ ยา (Bacteria และ Virus) ต่อจากรุ่นพี่
(มคี ุณประมวล อุตตมะโยธิน ถึงแก่กรรมไปนานแลว้ เพราะโรคมาเลเรยี ขึน้ สมอง) และมที า่ นนายสตั วแพทย์
เตยี ง ตันสงวน ซึง่ ปฏิบัตงิ านทางด้านผลิตชวี ผลิตภณั ฑ์ ท้งั ซีร่ัม และวคั ซีน มีสถานผลิต ณ สถานีปากชอ่ ง
นครราชสมี า ต่อน้ันมาทา่ นโอนยา้ ยไปอยมู่ หาวทิ ยาลยั แลว้ เลยดา� รงตา� แหนง่ คณบดี คณะสัตวแพทย์ศาสตร์
แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย จนเกษยี ณอายุราชการ
ข้าพเจ้าถูกเกณฑ์เข้ารับราชการทหารเรือประจ�าการ จากภูมิล�าเนาเดิม จังหวัดชลบุรี หมายเลข
ทะเบียน ทร. ๕ ช.๔๗ ๒๔๗๓ ถูกส่งเข้าฝกวิชาผลทหารช้ันต้นที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ ณ จังหวัด
สมุทรปราการสามเดือน แล้วย้ายมาปฏบัติหน้าที่ ทางกรมยุทธศึกษาทหารเรือ จนปลดเปนกองหนุน
เมื่อวันท่ี ๑ เมษายน ๒๔๗๓ แล้วกลับมารายงานตัวเข้ารบั ราชการสายสตั วแพทย์ ณ กรมเพาะปลกู ตามเดมิ
ได้รับการบรรจุเข้าในต�าแหน่งสัตวแพทย์ ช้ัน ๕ อัตรา ๗๐-๙๐ บาท เปนต�าแหน่งเทียบชั้นสัญญาบัตร
๕๒ ใสนาพยรสะมั อพปุ นั ถธมั ภสมพารคะมเนจาักวเรรียวงนศเกเธาอสตั พวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสสุ วัตลวี กรมหมน่ื สุทธนารีนาถ
แตไ่ ดร้ ับต่�ากวา่ อัตราให้ไดร้ ับเพียง ๔๕ บาท เพราะอยู่ในระยะเศรษฐกจิ ต�า่ ชว่ งสมยั รัชกาลท่ี ๗
ได้พยายามศึกษาหาความรู้เพ่ิมเติม และปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความอุตสาหะยึดมั่นในสัจจะ ก็ได้เล่ือน
วิทยะฐานะมาดว้ ยดี ถึงขั้นนายสัตวแพทย์เอก สตั วแพทยภ์ าคหน่งึ ณ พระนครศรอี ยธุ ยา เม่อื ป พ.ศ. ๒๔๙๖
แลว้ มาดา� รงเลขานุการกรมปศสุ ัตว์ ในช่วงป ๒๔๙๘ ถงึ ๒๕๐๖ จากนัน้ ไดร้ ับการศึกษาวชิ าการเศรษฐกิจ
ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจ รุ่นสองแล้วได้ด�ารงต�าแหน่งนายสัตวแพทย์เอกประจ�ากรมเริ่มฝายโครงการ
งานวางแผนและประเมนิ ผลของกรม รว่ มกบั สา� นกั งานปลดั กระทรวงเกษตรฯ จนถงึ วนั ท่ี ๑ ธนั วาคม ๒๕๐๙
ก็ลาออกจากราชการเกย่ี วแก่สุขภาพไม่สมบูรณ์ เมื่ออายุราชการครบ ๓๘ ปพอดี
ในบน้ั ปลายของชวี ติ การงานในหนา้ ทส่ี ตั วแพทย์ เพอ่ื นนกั เรยี นเกา่ แกก่ อ็ ปุ โลกนเ์ รยี กวา่ “ไอห้ มอหมา”
หรอื ไมก่ ็ “ไอห้ มอควาย” เดย๋ี วน้ี กเ็ หน็ วา่ อาชพี ของสตั วแพทยก์ เ็ จรญิ กา้ วหนา้ เปน ประโยชนต์ อ่ ประเทศชาติ
ทง้ั เอกชน และภาครฐั บาล มศี กั ดศ์ิ รใี กลเ้ คยี งกบั “มนษุ ยแ์ พทย”์ พอควรแกอ่ ตั ภาพ จงึ ขอใหเ้ รยี กวา่ “อา้ ย”
แทนค�าว่า “ไอ้” จะชืน่ ใจ เคราะห์ดที ีช่ าวบา้ นให้เกยี รติเรยี ก “คณุ หมอ”
สวัสดคี รบั
สนัน่ เอกพจน์
อดตี นักเรียนสัตวแพทย์ประกาศนยี บัตร รนุ่ ๑๒
เนื่องในโอกาสขน้ึ ปใ หม่ ๒๕๓๖ ข้าพเจ้าขออวยพรใหว้ ารสารขา่ วของสมาคมนกั เรียนเกา่ สตั วแพทย์
กรมปศุสัตว์มแี ต่ความเจรญิ ร่งุ เรือง ประสบแต่ความส�าเรจ็ ในการเผยแพรว่ ิชาการ ความรตู้ า่ งๆ แกน่ ักศึกษา
สัตวแพทยต์ ลอดจนประชาชนตลอดไป
๑ มกราคม ๒๕๓๖
๕๓ในพระอุปถมั ภ พระเจสาวารยวสงมั ศพเ ธนั อธ พสมระาอคงมคนเักจเารโียสนมเสกวา ลสี ัตกวรแมพหทมยืน่ สกทุ รธมนปาศรสุีนัตาถว
เปดแฟมบุคคลดีเดน
ทานเรือตรี ดนยั เกตศุ ริ ิ รน.
อดีตผวู า ราชการจังหวดั อบุ ลราชธานี
นายกสมาคมนักเรียนเกาสตั วแพทย กรมปศุสตั ว
คณะ บ.ก. ได้พจิ ารณาคดั เลอื กบคุ คลดเี ด่นจากแฟม ประวัติ
นักเรียนเก่าสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ก�าหนดไว้
กล่าวคือ ดีเด่นในหน้าท่ีการงาน (นอกกรมปศุสัตว์) ดีเด่นใน
คุณธรรมดีเด่นในเร่ืองเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยเฉพาะวงการ
สตั วแพทย์ ทีเ่ ราภูมใิ จ
จากสัตวแพทย์ หมอวัว หมอควาย ไปเปนเจ้าบ้านผ่านเมืองด�ารงต�าแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด
อบุ ลราชธานี จงั หวดั ใหญใ่ นภาคอสิ าน แตส่ ายเลอื ดของความเปน สตั วแพทยย์ งั เขม้ ขน้ ไมม่ วี นั จาง ไดร้ บั เกยี รติ
ในที่ประชุมใหญ่เลือกเปน นายกสมาคมด้วยคะแนนเสียงเปนเอกฉันท์ กอง บ.ก.
สายสัมพนั ธ์ไดพ้ ิจารณาเลือกท่านเปน บุคคลดเี ดน่ ประจ�าฉบับน.ี้ ..บ.ก.
เรือตรีดนัย เกตุศิริ เปนชาวอิสานโดยก�าเนิด เกิดท่ี ต�าบลในเมือง อ�าเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๗๑ ส�าเร็จการศึกษาช้ันมัธยมศึกษาจากโรงเรียนประจ�าจังหวัดอุบลราชธานี
“เบญ็ จมะมหาราช” จากนนั้ ไดเ้ ขา้ ศกึ ษาในโรงเรยี นสตั วแพทยก์ รมปศสุ ตั ว์ รนุ่ ที่ ๒๐ ระหวา่ งทรี่ บั ราชการอยู่
กรมปศสุ ตั ว์ ไดศ้ กึ ษาดว้ ยตนเอง สา� เรจ็ เปน รฐั ศาสตรบ์ ณั ฑติ จากมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ จากนนั้ ไดโ้ อนไป
รบั ราชการในกองทพั เรอื ไดร้ บั พระราชทานยศเปน เรอื ตรี ตา� แหนง่ ผบู้ งั คบั หมวด พนั ร.๒ นย.กรมนาวกิ โยธนิ
ชีวิตท่ีหักเหดิ้นรนจนได้ดี เมื่อผ่านการสอบคัดเลือก จึงโอนมาเปนปลัดอ�าเภอตรีกรมการปกครอง
กระทรวงมหาดไทย จากผลงานดีเด่นในด้านการปกครอง ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียน
นายอา� เภอ รนุ่ ท่ี ๑ และไดเ้ ขา้ ศกึ ษาตอ่ ในหลกั สตู รนกั ปกครองชน้ั สงู หลงั จากนน้ั กไ็ ตเ่ ตา้ ขน้ึ ไป จากนายอา� เภอ
ไปเปนปลัดจังหวดั จากปลดั จังหวัดไปเปนผู้วา่ ราชการจงั หวดั ซงึ่ เปนต�าแหน่งสดุ ท้ายกอ่ นเกษียณอายุ
ท่านดนัย เกตุศิริ เปนนักท�างาน เปนนักวิชาการ มีอัธยาศัยนุ่มนวล สุภาพเรียบร้อยเปนกันเอง
กับบุคคลท่ัวไป ปกครองบ้านเมืองด้วยหลักพรหมวิหาร ๔ มีความเที่ยงธรรมเปนเลิศ ต้ังแต่รับราชการมา
ไมเ่ คยเกดิ เรอื่ งว่นุ วายใดๆ เพราะท่านทา� งานด้วยยดึ มน่ั ในอุดมคติ
อุดมคติ “จงมองลูกน้องทุกคนเช่น ลูกหลาน ปองกันอย่าให้เขาท�าผิดพลาดคอยแก้ไขข้อบกพร่อง
ไมใ่ ช่คอยลงโทษเมื่อเขาทา� ผดิ คอยปองกันปอ มปรามไว้เหมอื นทุกคนคือลูกหลาน”
สง่ิ ทเี่ ราภาคภูมิใจในตวั ทา่ นดนัย เกตศุ ิริ กค็ ือท่านไม่เคยลมื วา่ ทา่ นเปน “สัตว์แพทย”์ ในคณะที่ด�ารง
ต�าแหน่งผ้วู า่ ราชการจงั หวดั ก็ไดใ้ หค้ วามชว่ ยเหลอื โอบอมุ้ สัตว์แพทย์ทกุ คนด้วยดี
๕๔ สในาพยรสะมั อพุปนั ถธมั ภสมพารคะมเนจาักวเรรยีวงนศเกเธา อสตั พวรแะพอทงยคเ กจารโมสปมศสสุ วตั ลวี กรมหม่นื สทุ ธนารีนาถ
เปด แฟม บคุ คลดีเดน
คณุ ปต ิ แกวตระกูลพงษ
ผสู มคั รเปน สมาชิกสมาคมฯ เปน คนแรก
จะรักษาความเปน สตั วแพทยต ลอดไป
เหมอื นเกลอื รักษาความเคม็
เพชรนํา้ งามท่ไี ดร ับการเจียรนัยไปจากโรงเรียนสตั วแพทย
กรมปศุสตั ว
คุณปติ แก้วตระกูลพงษ์ ผู้วางเข็มฉีดยาไปนับธนบัตร ในฐานะนายธนาคารไทยพาณิชย์จ�ากัด
คณุ บติ พิ งษ์ เกิดวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๔๘๗ ท่ีตา� บลบ้านบงึ อ�าเภอบ้านบงึ จงั หวดั ชลบุรี ผมู้ ีเลอื ดนา้� เคม็
เตม็ ตวั สา� เรจ็ การศึกษาช้นั ตน้ จากโรงเรยี นโยธนิ บรู ณะ เข้ามาศึกษาวทิ ยาการสัตวแพทย์รนุ่ ๓๔ รับราชการ
ในตา� แหนง่ สตั วแพทยจัตวา กรมปศุสตั ว์ ประมาณ ๓ ป (๒๕๐๙-๒๕๑๑) ตอ่ จากนนั้ ไดอ้ า� ลากรมปศสุ ตั ว์
โดยการสอบเอนทรานซ์ ได้เข้าไปศึกษาต่อท่ีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ภายใต้ความอุปถัมภ์ของราชสกุล มรว. ดิศนัดดา ดิศกุล เลขานุการในองค์สมเด็จพระศรีนครินทรา
บรมราชชนนี ไดร้ ับความสา� เรจ็ เปน บัญชีบัณฑิต จากขอบรวั้ สชี มพู เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔
คณุ ปติ แก้วตระกูลพงษ์ ได้เข้าทา� งานที่ธนาคารไทยพาณชิ ย์ จ�ากัด ตลอดมา ด้วยการไต่เตา้ อาศยั
ความรู้ ความสามารถ ประกอบกับ ความจริงจังต้ังใจปฏิบัติงาน จึงได้รับเล่ือนต�าแหน่งสูงขึ้นตามล�าดับ
ปจ จบุ นั เปน ผจู้ ดั การธนาคารไทยพาณชิ ย์ จา� กดั สาขานนทบรุ ี นอกจากนยี้ งั ไดด้ า� รงตา� แหนง่ กรรมการบรษิ ทั
อ้อมใหญ่พร้อมพาดี จ�ากัด อีกต�าแหน่งหนึ่งนับได้ว่า คุณปติ เปนผู้ได้รับความส�าเร็จในชีวิต และหน้าท่ี
การงาน ไต่เต้าไปจากโรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ ของเราน่ีแหละ เปนบุคคลดีเด่นมีค่า ควรแก่การ
เอาเปนตัวอย่างของสัตวแพทย์รุ่นน้องๆ ที่จะต้องพยายามปรับปรุงคุณภาพชีวิต ให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ
โอกาสย่อมเปน ของผแู้ สวงหา อยา่ งแนน่ อน
๕๕ในพระอปุ ถมั ภ พระเจสา วารยวสงมั ศพเธนั อธ พสมระาอคงมคนเ กัจเารโียสนมเสกวา ลสี ตั กวรแมพหทมย่นื สกุทรธมนปาศรุสนี ตัาถว
เปดแฟม บุคคลดีเดน
คณุ สทุ ธิชัย อตั ถศาสตร
เพชรนาํ้ หนง่ึ ทเ่ี กดิ จากโรงเรยี นสัตวแพทย กรมปศุสตั ว
ประวตั ิการศึกษา
มัธยมตน โรงเรียนเซนตค์ าร์เบรียล
มัธยมปลาย โรงเรยี นเตรยี มอดุ มศกึ ษา (พญาไท) รนุ่ ๒๑
ประกาศนยี บตั รสตั วแพทย์ โรงเรยี นสตั วแพทย์ กรมปศสุ ตั ว์ รนุ่ ๓๑
ปรญิ ญาตรี สัตวบาล (ฟลปิ ปน ส์) ค.ศ. ๑๙๗๐
ปรญิ ญาโท สตั วบาล (ฟลิปปนส)์ ค.ศ. ๑๙๗๓
คณุ สทุ ธิชยั อัตถศาสตร์ ส�าเร็จการศกึ ษาจากโรงเรยี นสัตวแพทย์ รุ่น ๓๑ หลงั จากส�าเร็จการศึกษา
จากสถาบนั นแี้ ลว้ ไดเ้ ดนิ ทางไปศกึ ษาตอ่ ยงั ประเทศฟล ปิ ปน ส์ สา� เรจ็ ปรญิ ญาตรสี าขาสตั วบาล กลบั มารบั ใช้
ทางราชการ กรมปศสุ ตั ว์ ประมาณ ๗ ปเศษ
จากความเปน เลศิ ทางวชิ าการที่ข้ามน�า้ ทะเลไปศกึ ษา คุณสทุ ธิชยั จงึ เปน เสมอื นเพชรนา�้ หนึ่งที่ได้รบั
การเจยี รนยั มาอยา่ งดี แตอ่ นจิ จาเอย เรอื นแหวนทรี่ องรบั คณุ สทุ ธชิ ยั นา่ จะเปน ทองคา� ขาว แตร่ ะบบราชการไทย
คณุ สทุ ธชิ ยั เปน ได้เพียงแค่ นายสัตวแพทยต์ รี ซง่ึ ไมต่ า่ งไปจากเรือนแหวนทองเหลอื งเทา่ ใดนกั
บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ อิมเอ็กซ์ จ�ากัด มีสายตาอันแหลมคม มองเห็นคุณค่าของเพชรเม็ดงามน้ี
คุณสุทธิชัย จึงต้องอ�าลาจากกรมปศุสัตว์ ไปเปนนักวิชาการ ของบริษัทฯ ซ่ึงเปนต�าแหน่งที่ทรงศักดิ์ศรี
อยบู่ รษิ ทั เจริญโภคภณั ฑไ์ ด้ประมาณ ๒ ป บริษัทเซนทาโก จา� กดั ยักษใ์ หญ่ในวงการค้าอาหารสัตว์ มองเห็น
ความสา� คญั ทม่ี คี ณุ คา่ ของทา่ นผนู้ ี้ คณุ สทุ ธชิ ยั จงึ ไดไ้ ปดา� รงตา� แหนง่ นกั วชิ าการ บกุ เบกิ เสรมิ สรา้ งความยงิ่ ใหญ่
ให้กับบรษิ ทั จนกา้ วขึน้ มาเปนบริษัท ผลิตอาหารสตั ว์อนั ดบั หนง่ึ
คนดี มีฝม ือ ดุจเช่น คุณสทุ ธชิ ยั ใครๆ ก็ต้องการ คณุ สทุ ธิชยั จึงก้าวขนึ้ ไปสกู่ รรมการผจู้ ัดการ บริษทั
ยูเนยี นแคสแคป ซึง่ เปน ต�าแหน่งนกั บริหารระดับสงู มหี นา้ ทร่ี บั ผิดชอบกิจการ-ธรุ กจิ ของบรษิ ัทท่ีมมี ูลคา่ นบั
รอ้ ยลา้ นบาท ซงึ่ เปน ภารกจิ อนั ยง่ิ ใหญเ่ ปน ทนี่ า่ ภาคภมู ใิ จยงิ่ นกั นอกจากหนา้ ทกี่ ารงานประจา� แลว้ คณุ สทุ ธชิ ยั
ยังได้รับเชิญไปเปนผู้บรรยายพิเศษจากสถาบันต่างๆ อีกหลายแห่ง ได้รับเกียรติไปเปนกรรมการร่วมใน
องคก์ รตา่ งๆ อกี มากมายหลายแห่ง
แต่คุณสทุ ธชิ ัยบอกว่า ถงึ จะเปนอะไร อยทู่ ไี่ หน กไ็ มเ่ คยลืมความเปนสตั วแพทย์ โรงเรียนสัตวแพทย์
กรมปศสุ ตั ว์ ซงึ่ เปน เสมอื นถนิ่ เกดิ ครงั้ แรกของคณุ สทุ ธชิ ยั และคณุ สทุ ธชิ ยั กไ็ ดแ้ สดงออกถงึ การใหค้ วามรว่ มมอื
สนับสนุนและเสียสละทุนทรัพย์ เพื่อเสริมสร้างความเปนปกแผ่นให้กับสมาคมนักเรียนเก่าสัตวแพทย์
เพอื่ อา� นวยประโยชนแ์ ก่วงการสตั วแพทย์
นบั เปน สงิ่ ทนี่ า่ ภาคภมู ใิ จอยา่ งยง่ิ ทศ่ี ษิ ยเ์ กา่ คนหนงึ่ ของโรงเรยี นสตั วแพทย์ กา้ วหนา้ ไดร้ บั ความสา� เรจ็
ในชีวิต ถือเปนตัวอย่างท่ีสัตวแพทย์รุ่นน้อง พึงเจริญรอยตาม กองบรรณาธิการวารสาร สายสัมพันธ์
ขอปรบมือเปน เกียรตแิ ด่ คุณสุทธชิ ยั อตั ถศาสตร์
๕๖ สในาพยรสะมั อพปุ นั ถธมั ภสมพารคะมเนจากั วเรรียวงนศเกเธา อสัตพวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสุสวัตลวี กรมหม่นื สุทธนารีนาถ
เร่อื งเลา ...ยอนอดีต
๕๗ในพระอปุ ถัมภ พระเจสาวารยวสงมั ศพเ ธันอธ พสมระาอคงมคนเ กัจเา รโยีสนมเสกวา ลสี ตั กวรแมพหทมยืน่ สกทุ รธมนปาศรุสนี ตัาถว
๕๘ สในาพยรสะมั อพปุ นั ถธัม ภสมพารคะมเนจาักวเรรียวงนศเกเ ธา อสัตพวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสุสวตั ลวี กรมหมนื่ สุทธนารนี าถ
๕๙ในพระอปุ ถัมภ พระเจสา วารยวสงัมศพเธนั อธ พสมระาอคงมคนเักจเา รโียสนมเสกวาลสี ัตกวรแมพหทมยื่นสกุทรธมนปาศรสุีนตัาถว
๖๐ สในาพยรสะมั อพปุ นั ถธัม ภสมพารคะมเนจาักวเรรียวงนศเกเ ธา อสัตพวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสุสวตั ลวี กรมหมนื่ สุทธนารนี าถ
๖๑ในพระอปุ ถัมภ พระเจสา วารยวสงัมศพเธนั อธ พสมระาอคงมคนเักจเา รโียสนมเสกวาลสี ัตกวรแมพหทมยื่นสกุทรธมนปาศรสุีนตัาถว
ขนุ วิจติ รพาหนการ
อธบิ ดกี รมปศุสัตว
๖๒ ใสนาพยรสะัมอพุปนั ถธมั ภสมพารคะมเนจาักวเรรียวงนศเกเ ธา อสตั พวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสสุ วตั ลวี กรมหมน่ื สทุ ธนารีนาถ
นกนอยในไรส ม
บทเพลงลีลาชีวิตของชาวสัตวแพทย
โดย สนนั่ เอกพจน สัตวแพทยร นุ ๑๒
“พห่ี นน่ั ของพวกเรา อดตี ทา นนายสตั วแพทยเ อก เลขานกุ ารกรมทา นเปน ทง้ั ผบู งั คบั บญั ชา
เปนทั้งพ่ีท่ีเปยมดวยเมตตาธรรมตอนองๆ เลือดความเปนสัตวแพทยที่เขมขนของทานเปนท่ี
ประจักษโดยทั่วกัน ทานมีความรักและหวงใยตอสัตวแพทยรุนนอง ไมเคยทอดทิ้ง แมจะพน
หนาที่ราชการไปแลว พวกเราก็ยังใหความรักเคารพยําเกรงเชนเดิม เพราะความดีของทาน
ประทับอยูในความทรงจาํ ของพวกเรามาก ยากทจ่ี ะหาผูใดเสมอเหมือน...บก.
เนอ่ื งจากมผี ้สู นใจใคร่ทราบทีม่ าของเพลง “สัตวแพทยส งู ศักด์ิ” หรอื “นกนอยในไรส ม ” ลลี าชีวิต
ของชาวสัตวแพทย์ท่ีเคยร้องควบคู่กันมากับเพลง “สัตวแพทย์ม่ันไว้ในสามัคคี” เพื่อสนองความต้องการ
จงึ ไดไ้ ปตดิ ตอ่ คณุ สทุ ธชิ ยั ปย ะมาน สตั วแพทยร์ นุ่ ที่ ๑๓ ของกระทรวงเกษตราธกิ าร ซง่ึ เปน ผหู้ นงึ่ ทม่ี บี ทบาท
เก่ียวกับเพลงน้ีอยู่ ขณะนี้ปวยอยู่ในระยะพักฟนท่ีบ้านพักของบุตรในกรุงเทพฯ ได้ถือโอกาสไปเย่ียมเยียน
และปรารภถึงเร่ืองเพลงดังกล่าวว่าใครเปนผู้ริเริ่มประพันธ์เพลง “สัตวแพทยผูสูงศักดิ์ สูงนักสูงหนาฯ”
ข้ึนมาร้องท�านองกล่อมอารมณ์ และมีเน้ือหาเปรียบเปรายว่า เปนเหล่าสกุณา มีชีวิตสดใสอยู่ในไร่ส้ม
จึงกลายมาเรียกขานกันว่า “เพลงนกนอ ยในไรสม” ดงั น้ี
คุณสุทธิชัยฯ ได้ชี้แจงว่าเพลงท่ีได้มาจากท�านองเพลงฝรั่งซ่ึงมีช่ือว่า School of Jolly Boy
(สคลู ออ ฟจอลลี่บอย) ซ่ึงตนชอบรอ้ งเพลงนี้มาแต่สมยั เปน นักเรียนวิชาสามัญเม่ือมาอยใู่ นแวดวงสัตวแพทย์
ก็มักจะร้องเพลงน้ีเสมอ เมื่อมีสัตวแพทย์รุ่นใกล้เคียงท้ังรุ่นน้องและรุ่นพี่ ในขณะปฏิบัติงานอยู่ในชนบท
ได้มีสัตวแพทย์ในรุ่นที่ ๑๔ หรือ ๑๕ น่ีแหละที่มีหัวในเชิงประพันธ์ก็ริเริ่มประพันธ์เนื้อในลีลาชีวิตที่
บรรดาสัตวแพทย์ต้องผจญอยู่ เพื่อความครื้นเครง แต่จ�าได้ไม่แน่ว่าเปนผู้ใดเพราะเวลาผ่านมาหลายสิบป
แต่ยังจ�าเน้ือและท�านองได้ดี เพราะส่วนในการเสนอท�านอง และยังคงจ�าเน้ือได้อยู่อย่างแม่นย�า แล้วก็
รอ้ งเพลงน้ที บทวนให้ฟง ดว้ ย เปน การรา� ลกึ ถึงเหตกุ ารณ์ที่ผ่านมาด้วยอารมณส์ ดใส
๖๓ในพระอปุ ถัมภ พระเจสาวารยวสงมั ศพเ ธนั อธ พสมระาอคงมคนเ ักจเา รโียสนมเสกวา ลสี ตั กวรแมพหทมยน่ื สกทุ รธมนปาศรสุนี ตัาถว
เน้อื เพลงเกา “สัตวแพทยส ูงศกั ด์ิ” หรือ รนุ ใหม “นกนอยในไรสม” ทถี่ กู ตองมี ดังนี้
๑. สัตวแพทย์สูงศกั ดิ์ สงู นักสูงหนา รอ่ นเร่เคหาไมม่ ี
คา� ่ไหนนอนนนั่ ไม่หวั่นไม่หวาดรักษาเอกราชเสรี
เรา-เหลา่ สกุณา รม่ ไม้ใบหนาเรากก็ ล้านอน-เราก็กลา้ นอน
บ่ หอ่ นกลัวภัยใดๆ เริ่งใจ
๒. ค�าลงบันเทงิ เรงิ ใจ ฮะ่ ฮ่ะ เราไมป่ รารมย์ต่อสงิ่ ใดๆ เราไมป่ รารมย์
ชีวิตสดใส เหมอื นนกทใ่ี นไร่ส้ม ไม่ขอรบกวนผใู้ ด
ตอ่ สิง่ ใดๆ มีกนิ มีใชก้ ็พอ ซอ้ื เหลา้ ใส่ไหไวก้ ิน
๓. มีเงินมที อง ไม่ต้องคิดอะไร กลบั แกล้มไม่ต้อง-เปน ของไมด่ ี
กับแกลม้ ไมต่ อ้ ง-เปน ของไมด่ ี ถา้ มกี ็เอาฮา่ ๆๆ
หมดเปลอื งใชท่ ี่
เพลง “นกนอ ยในไรส ม ” ปรากฏวา่ ชาวสอ่ื มวลชนนา� ไปรอ้ งกนั อยา่ งแพรห่ ลายจนเกดิ ความสงสยั กนั วา่
เปน เพลงของใครกันแน่ บทความชน้ิ นีค้ งเปนหลกั ฐานท่เี ชื่อถือไดว้ ่า นกน้อยในไรส่ ม้ เปน เพลงประจา� กวน
ของพวกเราสัตวแพทย์แน่ เนื้อหาของเพลงก็ชัดเจนเปนลีลาชีวิตของสัตวแพทย์โดยแท้แน่นอน ใครจะมา
ตู่เอาไมไ่ ดโ้ ดยเดด็ ขาด....บ.ก.
๖๔ สในาพยรสะัมอพปุ นั ถธัม ภสมพารคะมเนจาักวเรรยีวงนศเกเ ธาอสัตพวรแะพอทงยคเ กจารโมสปมศสสุ วตั ลวี กรมหม่นื สุทธนารีนาถ
สตั วแพทยส ามคั คี
อันสืบเน่ืองมาจากเพลง “นกนอยในไรสม” ที่หนังสือวารสารสายสัมพันธฉบับที่ ๑
ของสมาคมนกั เรยี นเกาสัตวแพทย ไดกลา วประวัติความเปน มาของเพลงซ่ึงเปนเพลงสัตวแพทย
เรา น้ัน…ไหนๆ ก็ไหนๆ เถอะ หากจะไมกลาวถึงเพลงรําวงสามัคคี เอย “สัตวแพทยสามัคคี”
ก็ดูกระไรอยู มันเหมือนเปาปแลวขาดขลุยขาดกลองปานน้ัน อยากระนั้นเลยผมจะสงเน้ือเพลง
สตั วแพทยสามคั คมี าใหเพ่อื ลงในวารสารตอ ไป
อันว่าเพลงะประจา� คณะสัตวแพทยเ์ รา ๒ เพลงน้ี ผมจ�าเน้อื ร้อง ทา� นองและประวตั ิความเปน มาได้
แม่นย�า จา� เนยี รกาลสมยั ผมยังเปน นกั เรยี นสตั วแพทย์ (ป ๒๔๙๑) ตราบจนรบั ราชการจนเกษียณไปแลว้
๓ ป สิริรวมก็ ๔๒ ปเข้าไปแล้ว ผมก็ยังจ�าได้ดีอยู่มิรู้ลืม เสมอมาเพราะอดีตสมัย เมื่อยังเปนนักเรียนอยู่
ได้ไปฝก วิทยายุทธอยู่กับพ่ีจินดา วจั นกกะ ปศจ. ปากน้า� พีจ่ นิ ดานั้นเปนท่านผู้อาวโุ สรุน่ ๑๖ ปจ จบุ ันสมัย
ไดถ้ งึ แกก่ รรมไปนานแลว้ อนั วา่ พจ่ี นิ ดานน้ั ชอบรอ้ งเพลงทง้ั ๒ นเ้ี ปน ชวี ติ จติ ใจ ไมว่ า่ จะอยใู่ นเรอื จา้ งเรอื แจว
พอไดเ้ สพสรุ าตราคา่ งโหนเขา้ ไปโดยมลิ มื ตบบนั้ ทา้ ยดว้ ยนา้� เปลา่ ดกี รเี ขา้ ทเ่ี มอื่ ใด เปน ตอ้ งขนึ้ เพลงประจา� คณะ
โดยมชิ า้ มนิ านแลว้ กส็ งั่ ผม “เฮย้ ศลิ ป ตอ่ ทโี วย้ ” ดว้ ยทา่ นจะเหนด็ เหนอ่ื ยหรอื กระไรมอิ าจทราบ กบ็ าดนน้ั หละ
บรรดาเหล่าล่ิวล้อหางเครื่องทั้งหลายก็ขึ้นกันสน่ันห้องน�้า บ้างก็ตีปบ บ้างก็เคาะฝากระติกวัคซีน หาก
(เปนท่านหลวงวรฯ “ท่านต้ัวเฮียใหญ่” เปนต้องโดนแพ่นกระบาลแหงๆ บักนั่น) บ้างก็กระทืบพ้ืนเรือ
เปน จงั หวะกล็ อ่ กนั สนนั่ หอ้ งนา้� บางพลไี ปเลยแหละพอ่ เจา้ ประคณุ เอย ไหนฯ เจา้ ของเรอื นน้ั เหรอ ชอื่ ลงุ อะไร
ก็จ�าไม่ได้ออก็แจวเปนจังหวะเพลง ๓ ช่า มันส์พะยะค่ะไปเท่านั้น ก็พ่อล่อค่างโหนท่ีหมอบรรณาการให้
จนแประพอๆ กับหมอนั่นแหละ
ประวตั ขิ องเพลงสตั วแพทย์ ตามตา� นานทก่ี ลา่ วขานกนั มาจกั สตั วแพทยร์ นุ่ ปู กว็ า่ ไวว้ า่ “พรานสมบรู ณ”์
เปน คนแตง่ ทง้ั เนอ้ื รอ้ งและทา� นอง โดยไดไ้ อเดยี มาจากสตั วแพทยร์ นุ่ ปแู ลว้ นา� ไประบายลงในบทเพลงใหส้ มจรงิ
สมจังกับชีวิตสัตวแพทย์ ส�าหรับท�านองน้ันก็อาจจะเลียนแบบมาจากเพลงฝร่ังเช่นอาจารย์สุทธิชัยว่า
เพราะมนั สะดวกรวดเรว็ ทนั ใจใสเ่ นอ้ื เพลงลงไปตามโตต กร็ อ้ งไท้ นั ที ไมต่ อ้ งแตง่ ทา� นองใหมใ่ หเ้ สยี เวลากนิ เหลา้
ว่ากนั วา่ “พรานบูรณ์” นั้น เปนนักนิยมไพร (ชื่อก็บอกอยแู่ ล้ว” เปนศลิ ปน เปนนกั พากก์หนงั สนทิ สนมกบั
ชาวสัตวแพทย์เพราะต้องออกปาอยู่บ่อยๆ จึงเปน คอ.สอ.รอ.ถอ (สุราเถ่ือน) คอเดียวกับชาวสัตวแพทย์
ผมจ�าได้คลับคลา้ ยคลบั คราดเู หมือนว่า “ยาขอบ” (โชติ แพรพ่ ันธ์) ผ้แู ต่งนิยายผูช้ นะสบิ ทศิ นแี่ หละ จะเปน
ผเู้ ล่าประวัตขิ อง “พรานบรู ณ์” แต่กไ็ ม่กลา้ ยนื ยันเพราะมนั นานมาแลว้ “ยาขอบ” น้ัน สนิทสนมกับพ่จี ินดา
มาก มาโจะพรึมๆ ค่างโหนแกล้มมะยมดองกับพี่จินดาที่บ้านแถวสะพานเหลือทุกบ่อยๆ พวกผมเองก็
ขลุกอยู่กับบ้านพ่ีจินดาเปนประจ�าหลังจากกลับมาจากท้องที่ พ่ีจินดาก็เลยแนะน�าให้รู้จักกับ “ยาขอบ”
ซึง่ นั่งเฉิม่ เหลา้ หน้าเปอนแดดหนวดเฟมทเี ดยี ว
๖๕ในพระอปุ ถัมภ พระเจสา วารยวสงัมศพเธันอธ พสมระาอคงมคนเ กัจเา รโยีสนมเสกวาลสี ัตกวรแมพหทมยนื่ สกทุ รธมนปาศรสุีนัตาถว
อน่ึง ตามที่นักหนังสือพิมพ์น�าไปร้องเขาก็จ�ามาจากสัตวแพทย์ของเราคนหนึ่งซึ่งชีวิตหักเหไปเปน
นกั หนงั สอื พมิ พ์ พอเฉมิ่ ไดท้ เ่ี ปน ตอ้ งขน้ึ “สตั วแพทยส์ งู ศกั ดส์ิ งู นกั สงู หนา” ทกุ ที นวั วา่ คดิ ถงึ หมอววั หมอควาย
เพ่ือเก่าเหล้าย่ีห้อเดียวกันและนื้อร้องของเพลงมันครึกคร้ืนก�าซาบหัวอกหัวใจดีเข้าสะเบิกนักกับ
นักหนังสือพิมพ์นักหนังสือพิมพ์ก็น�าไปร้องเปนธรรมเนียมมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ กระทาชายนายผู้นั้น
มีนามว่า คุณเฉลมิ คล้ายนาค (เปน สตั วแพทย์ร่นุ ๑๗ หรือ ๑๘ น่ีแหละ ขอใหเ้ ปดท�าเนียบด”ู และเขากไ็ ด้
ตายจากโลกน้ีไปแล้ว ดังภาพถ่ายเอกสาร หนังสือพิมพ์แนวหน้าโดย ดี.ดี.ที. ตอบสัตวแพทย์ภูธรผู้หนึ่ง
ซ่ึงผมได้แนบมาพร้อมน้ี จึงขอได้กรุณาน�าลงในวารสารสายสัมพันธ์ให้ชาวสัตวแพทย์ทราบเพื่อความเข้าใจ
อันดีต่อกันและได้สง่ เนือ้ เพลง “สตั วแพทยส์ ามคั ค”ี มาด้วยแลว้
ขา้ ฯ นอ้ ยขอคารวะ
ศลิ ป เปรมฤทยั
(ศลิ ป เปรมฤทัย)
สพ. รุ่น จบ๊ั เกา
เพลงสัตวแพทยสามัคคี
สตั วแพทย… ตราํ ทง้ั แดดและฝน รอ นและหนาวเราทนผจญเรอ่ื ยไป สตั วแพทย… มน่ั ไวใ นสามคั คี
(ซ้ํา)….
หบุ เหวดนิ ดอนดนิ ดงแดน เหนด็ เหนอ่ื ยเมอื่ ยแสน แรน แคน ทนไป ลาํ บากเทา ไร เราไมห ยดุ หยอ น
(ซา้ํ )….ทก่ี นิ ถิน่ นอนเราไมห ว งเลย (ซํ้า)….
สตั วแพทย… .ตราํ ทง้ั แดดและฝน รอ นและหนาวเราทนผจญเรอื่ ยไป สตั วแพทย… .มน่ั ไวใ นสามคั คี
(ซ้าํ )….
เรอื กไรน าอาศยั ววั ควาย แตว า ววั ควายอาศยั พวกเรา ชว ยปน บรรเทาทกุ ข ของสตั วใ ห แตช าวนาไทย
เพ่ือไทยเจรญิ (ซ้าํ )….จะไชโยเพ่อื ความมนั สักหนอยกไ็ ด
สัตวแพทย์ รุ่นเก่าก่อน เกา่ แก่ เมื่อต้ังวดซดน�า้ พรรคอ์ ย่างว่า เมอ่ื ไดท้ เ่ี พลงนกนอ้ ยในไรส่ ้ม เพลงสัตวแพทย์
สามัคคี ดังกระหึ่มขึ้น ไม่รู้กี่จบต่อก่ีจบ ไม่รู้กี่รอบต่อก่ีรอบ ใครก็ไม่มีทางจะนับได้ เพราะวงนี้ตั้งแต่บ่ายวันศุกร์
ไปส่างเอาเชา้ วนั จันทร์...
ความรัก ความสามัคคีของพวกเรา เปนท่ีรู้ ประจักษ์ต่อสายตาของข้าราชการโดยเฉพาะสัตวแพทย์ภูธร
สปริต ซีเนียร์ ความเปนรุ่นพ่ีรุ่นน้อง เราอยู่ร่วมกันฉันท์พ่ีน้องแท้ๆ เจ็บปวย มีสาระทุกข์สุกดิบ ใครเจ็บใครตาย
เราไมเ่ คยทอดทง้ิ กนั
ปจ จบุ ันน้ี โรครนิ เตอรเ์ ปสต์ (อ.ต.ร.) สงบราบคาค เราเลยหมดโอกาส รว่ มกิน รว่ มนอน ร่วมทา� งานดว้ ยกัน
เพราะไม่มีหน่วยปราบโรคระบาดเสียแล้ว ความสัมพันธ์ท่ีเคยแนบแน่น สงสัยว่าจะจางหายดุจโรคอะนีเมีย
(โลหิตจาง) ไปเสียแล้ว จากข้อเท็จจริง สมาคมนักเรียนเก่าสัตวแพทย์เรามีสมาชิกขณะน้ีประมาณ ๔๐๐ คน
จากจ�านวนศษิ ย์เกา่ ๓,๐๐๐ กวา่ คน ขอ้ เท็จจรงิ น้พี อจะคาดคดิ ถึงคา� ตอบได้เปน อย่างดี
๖๖ ใสนาพยรสะัมอพปุ ันถธมั ภสมพารคะมเนจากั วเรรียวงนศเกเธา อสัตพวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสสุ วัตลวี กรมหมน่ื สทุ ธนารีนาถ
คลายเครียด
“คนละภาษา”
โดย ศลิ ป เปรมฤทัย
ในแวดวงสตั วแพทยเ รา ถา พูดถงึ เรือ่ งการใชภาษาทองถิน่ กันไดค ลองวา งไวแลวละก็
เห็นทีจะมีหมอประยุทธ แหงเมือศรีสะเกษคนหน่ึงละท่ีมีพรสวรรค ไมวาจะเปนภาษาลาว
ชวยเหลือเขมร ลองหมอประยุทธเธอไดเสวนากับชาวบานเพียงหนสองหนเธอก็จะพูดตาม
เลียนแบบไดอยางคลองแคลววองไวราวกับเปนคนในทองถ่ิน สําเนียงหรือก็ชัดเจน เปนที่
สบอารมณข องชาวบา น
เมอ่ื ตอนทพี่ วกเราไปปราบโรครนิ เดอรเ์ ปสต์ กันไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ท่ีฉีดในซอง
กนั ทอี่ า� เภอกนั ทรลกั ษณ์ จงั หวดั ศรสี ะเกษส เราไป กฉ็ ดี กนั ไป ทป่ี ลา�้ ววั ลม้ ควายกป็ ลา�้ กนั ไปฝนุ คละคลงุ้
อยู่กันเปนหน่วย อ�าเภอกันทรลักษณ์เปนอ�าเภอ เปน ทเ่ี ฮฮาของชาวบา้ นซ่งึ มีท้ังชายฉกรรจ์ สาวแก่
ชายแดนติดประเทศเขมร ชาวบ้านจึงพูดกันแต่ แมม่ า่ ยเขมร คราวหนงึ่ มวี วั แมต่ วั หนงึ่ ดแุ ละเปรยี ว
ภาษาเขมร พวกเราท่ีไปต่างไม่ค่อยสันทัดใน ฉดี ยายากทง้ั ทอี่ ยใู่ นซองกย็ งั ฉดี ยาก ผทู้ า� หนา้ ทฉ่ี ดี
ภาษาเขมร เพราะต่างมากันจากสารทิศต่างๆ ทั้ง เปนหมอรุ่น ๑๙ ฉีดยังไงก็ฉีดไม่ได้ มันทั้งขวิด
ภาคใต้ เหนือ ตะวันออก ตะวนั ตก ฉะน้นั พวกเรา และทั้งเตะ การเตะของมันก็ฉลาดมันเตะไปหลัง
จึงจ�าเปนต้องฝกพูดภาษาเขมรกับหมอประยุทธ์ แต่ตอนมันชักขากลับน่ีซิ มันไซด์ขาของมันตีวง
ซ่ึงเปนปศุสัตว์ท้องท่ี พวกเราฝกพูดกันเท่าไรๆ เหวี่ยงมาถูกหน้าแข้งหมอทุกที ท�าให้หมอโมโห
กด็ เู หมอื นจะจดจา� ไมไ่ ดส้ กั ที เหน็ มพี อจะคลอ่ งปาก โกรธามาก จงึ ร้องสงั่ ชาวบ้านที่ล้อมวงดอู ยู่ใหช้ ว่ ย
อยู่สักหน่อยก็ค�าว่า โฮ้บบาย ซึ่งแปลว่า กินข้าว จบั หางเปน ภาษาเชมร “จบั คนยุ ท”ี …“จบั คนยุ ท”ี
โฮบ้ ติก แปลว่า กนิ น�า้ เพิ้กสรา แปลวา่ กนิ เหล้า ชาวบ้านต่างยืนดูเฉยและพากันหัวเราะ หมอย่ิง
(ค�าน้ีทุกคนจ�าแม่น) โยกูกระเยิบโมขีดทะนัม โมโหโกรธมาก รอ้ งสง่ั ชาวบา้ นดว้ ยภาษาเขมรดว้ ย
แปลว่า เอาวัวควายมาฉีดยา และท่ีไม่ลืออีก เสียงอันดังอีก แต่ชาวบ้านก็ยังยืนดูเฉยและกลับ
ค�า เนียงละออละออเฮย น้องสวยจริงๆ พับผ่า หัวเราะกันเฮฮา พวกสาวๆ ชาวเขมรต่างพากัน
อะไรเทือกน้ัน เพราะมันเปนค�าท่ีจ�าเปนและ เดินหนี หมอยิ่งหัวเสียหนัก พอดีหมอประยุทธ
ใชก้ นั อยทู่ กุ เมอื่ เชอื่ วนั เพอ่ื ความอยรู่ อด วา่ งนั้ เถอะ ครูสอนภาษาได้ยินเข้ารีบเดินมากระซิบแถมด่า
พร้อม “จับกัลตุย ไอ้บ้า ไม่ใช่ จับคนุย น่ันมัน
วันหน่ึงพวกเราไปฉีดยาวัวควายที่บ้าน เครื่องเพศตวั เมียโว้ย ไอ้หอก”...M
บงึ มะรู บา้ นบงึ มะรมู วี วั ฝงู มาก พวกเราตา่ งทา� งาน
๖๗ในพระอุปถัมภ พระเจสาวารยวสงมั ศพเ ธนั อธ พสมระาอคงมคนเ กัจเารโียสนมเสกวา ลสี ตั กวรแมพหทมย่นื สกทุ รธมนปาศรสุีนัตาถว
คลายเครียด
“เหตเุ กิดทีบ่ า นจะเนียว”
(เจนีวา...ของพวกเรา)
โดย ศิลป เปรมฤทัย
หมอศิลปเปนคนมีอารมยขัน ชางจดชางจําเหตุการณตางๆ ไดดีมาก มารับหนาที่
“คลายเครียด” ใหพ วกเราขัน ขณะน้เี กษียณอายแุ ลว เปน เจาของสวนไมดัดตน เล็กๆ เตย้ี ๆ
เพราะหมอศิลปก ค็ อ นขา งจะชอบเลก็ ๆ เดก็ ๆ อยแู ลว
บ.ก.
ใครๆ (ชาวสัตวแพทย์) ท่ีเคยไปปราบโรค หรือสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ตัวที่ท�าการกึ่งๆ
ท่ีอ�าเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ คงจะจ�า ปลูกอยู่บนเนินสูง ท่ามกลางปาเพ็กเต็งและรัง
หมู่บ้านหนึ่ง ซ่ึงอยู่ไม่ห่างจากตัวอ�าเภอมากนัก รายลอ้ มไปดว้ ยบา้ นขา้ ราชการหลงั ตา่� มงุ ดว้ ยแฝก
หมู่บ้านน้ันมีช่ือว่า “บ้านจะเนียว” หรือพวกเรา หน้าตัวกึ่งฯ เปนตัวตลาดมีห้องแถวเปนไม้อยู่
บางคนเรยี กลอ้ เลยี นเลน่ ๆ วา่ “เจนีวา” ๔-๕ หอ้ ง มรี า้ นขายของอยู่ ๑ รา้ น คอื รา้ นเจก ฮวด
เจก ฮวดนนั้ ขายของจปิ าถะ เรยี กวา่ ขายสากกระเบอื
“บ้านจะเนียว” เปนหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ ยันเรือรบ คือ มีต้ังแต่เหล้า ยา กาแฟ บุหร่ี
เกือบติดชายแดนประเทศเขมร ชาวบ้านเปนส่วย ปลาละฮอ็ ก (ปลารา้ เขมร) ไตรไปล (ปลาจอ่ ม) พรกิ
(ภาษาคล้ายเขมร) ผิวด�า ผู้หญิงไว้ผมสั้นทรง กะป หอม กระเทียม ขนมโก ลกู อม ลกู กวาด ฯลฯ
ดอกกระทมุ่ (เฉพาะสาวๆ สว่ ยแลว้ มองเทา่ ไรไมจ่ ดื …และยามเม่ือเหล้าเจกฮวดขาดขึ้นมาคราใด
คือ ด�าสนิทชนดิ ไมม่ ีขาว) มีอาชีพหาของปา ชวี ติ พวกเราจะไปอาศัยหากินเหล้าท่ีบ้านครูพูล ซ่ึงอยู่
ประจ�าวันชอบกินเหล้า สูบบุหร่ี เล่นการพนัน บา้ นจะเนยี ว (สนยั นนั้ ใครไมร่ จู้ กั ครพู ลู กไ็ ปตายซะ)
ไมว่ า่ ชายหญิง ทั้งสาวแก่แม่ม่าย ครพู ลู เปน ครปู ระชาบาลสอนอยู่ “บา้ นจะเนียว”
สอนต้ังแต่เปนครูช่วยสอนจนเปนครูใหญ่เพราะมี
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ประมาณป พ.ศ. ครูอยู่คนเดียว อาชีพหลักของครูพูลนอกจากเปน
๒๕๐๒ เจ้าโรครินเดอร์เปสต์ได้เกิดระบาดขึ้นที่ ครูประชาบาลแล้ว อาชีพเสริมคือ หมักสาโท
อ�าเภอขุนหาญ พวกเราจ�านวนหนึ่งจึงไปต้งั หน่วย ต้มเหล้าเถ่ือนขาย นอกจากน้ันครูพูลยังรับเปน
ปราบโรคกันอยู่ที่น่ัน อ�าเภอขุนหาญ เปนอ�าเภอ พ่อส่ือแม่ชักให้กับบรรดาข้าราชการที่อยู่ห่างไกล
ชายแดนนติดประเทศเขมร อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ลูกเมียและหนุ่มสาวขาวบ้าน ตกร่องปล่องช้ิน
ศรีสะเกษไปทางทิศตะวนั ออกเฉยี งใต้ คอื อยกู่ ลาง ไดเ้ ปนผวั เปนเมยี กนั อกี ดว้ ย
ระหว่างอ�าเภอขุขันธ์และอ�าเภอกันทรลักษณ์
ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าท้องที่แถบนั้นมันเจริญรุ่งเรือง
๖๘ ใสนาพยรสะมั อพุปนั ถธมั ภสมพารคะมเนจากั วเรรยีวงนศเกเ ธาอสัตพวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสุสวตั ลวี กรมหม่นื สุทธนารนี าถ
ครั้งหนึ่ง ก็มีพวกเรานี่แหละเปนหมอหนุ่ม หมอนครบรรยายสรรพคณุ (ความจริงมใิ ช่
มาปราบโรคอย่นู าน ทนความกดดนั ของธรรมชาติ มโิ ดง้ มโิ ด้อะไรหรอก)
ไมไ่ หว เกอื บจะเหน็ ควายยมิ้ ใหแ้ ลว้ นนั่ เทยี ว จงึ ชวน
ผม หมอนคร (คนผิวด�า ใหญ่ สูง น่ันแหละ) ไป “แล้วคา่ เหลา้ ไปไกต่ ัวส�าหรบั เสน้ ผลี ่ะ”
คลายเครียดกันทบี่ ้านจะเนยี ว จุดหมายแรกเราดิ่ง ครูพลู ยังสงสัยอีก
ตรงไปบ้านครูพูลทันที...แล้วการสนทนาของ “กห็ ลา้ ครพู ลู ในไหไกค่ รพู ลู ในเลา้ ไง เซน็ ไวก้ อ่ น
หมอ ๒ (หมอนครกบั หมอหนุ่ม) ครู ๑ กเ็ รม่ิ ต้น... นา่ อาจารยน์ กึ วา่ ชว่ ยสงเคราะหล์ กู ชา้ งเอาบญุ ทเี ถอะ
เบ้ยี เล้ียงออกจา่ ยหมดทนั ที แถมสาโทอีกไห”
“อาจารย์ อาจารย์ ชว่ ยท”ี หมอนครเปด ปาก เสยี งครพู ลู บน่ วา่ พลางกย็ กขนั สาโทตบทา้ ย
บอกครพู ลู อยา่ งไมพ่ ดู พลา่ มทา� เพลง ครพู ลู เงยหนา้ อกึ ใหญ่
ซงึ่ กา� ลงั เปอ นฉา�่ ไปดว้ ยสาโท สามถว้ ยไมไ่ ดย้ นิ ถนดั “เอา เอาเปน เอา แตว่ า่ เมอื่ ไหรล่ ่ะ”
หมอหนุม่ ลกุ ขึน้ ยืนกระฉับกระเฉงทันที
“หา ยืมเงนิ หรือ” “กค็ นื นแ้ี หละอาจารย์ เปน คนื ยกพลขน้ึ บก”
“ไมใ่ ช่ดอกอาจารย์ ไอ้นอ้ งน่ะซ”ี วา่ พลาง “ฮา้ ครพู ลู รอ้ งลั่น”
หมอนครก็บยุ้ ปากไปยงั หมอหน่มุ ซงึ่ น่ังอยูใ่ กลๆ้ “ไวเปนกามนิตหนุ่มเจียวหนอ เออ
“ไอน้ ้อง เปน จงั ได” เอาเปน เอา ตกลงจะไปพบแม่เฒา่ ให้”
ครพู ูลเวา้ ภาษาลาวเขา้ ให้ เหตุการณ์จะเปนเช่นไรต่อไป ผมไม่ได้
“กอ็ ยจู่ นเหน็ ควายยม้ิ ใหแ้ ลว้ ชว่ ยหนอ่ ยซ”ี ติดตามเพราะต้องกลับหน่วยก่อน แต่รู้ว่าท้ัง
ครูพูลหัวเราะกากแบบเข้าใจความหมาย ๒ หมอน่ันขลกุ อยบู่ า้ นจะเนียว ๖-๗ วัน จึงโผเผ
พลางหันมาทางหมอหนุม่ ซ่ึงนงั่ อมยิม้ อยูใ่ กล้ๆ กลับมาล้มเผละลงนอนกลางหน่วยฯ ผมถาม
“มองไวแ้ ล้วหรอื ยงั ล่ะ” หมอนครวา่
“มองไวแ้ ลว้ ครบั ” “เปน ไงส�าเรจ็ ไหม”
“ลกู ใครล่ะ” “เรียบรอ้ ยโรงเรยี นจะเนยี วไปเลยพ่”ี
“บอกแรงไม่ได้อายครับ” “นาฬกาเกๆ ยังจา� นา� ได้อีกหรอื ”
ว่าแล้วหมอหนุ่มก็ลุกโยงโย่โยงหยกเข้าไป หมอนครหวั เราะแหะๆ แลว้ ว่า
หาครูพูลกระซิบที่หรู กู้ ันแค่ ๒ คน “สบายพี่ เรอื นนเี้ กา่ กจ็ รงิ แตห่ มานอยา่ บอกใคร”
“ว้าย” เสียครูพลู ร้องและอทุ าน วา่ แลว้ กห็ ลงั ปยุ ไปในทนั ท.ี ..ผมกไ็ ดแ้ ตน่ ง่ั ขา�
“ยุ่งตายหะ” และรา� พึงรา� พนั อยู่ในใจวา่
“สาวเดก็ เสียด้วยเสยี ผีแพงหน่อยนา” “เปนไปได้ขนาดน้ีเจียวหนอ ไอ้น้องเรา
“เงนิ กย็ งั ไมม่ ีดอกอาจารย์” ขนาดเงนิ ไมม่ จี ะซอื้ ขา้ วกนิ “ปกตหิ มอนครไม่ค่อย
เสียหมอนครดังข้นึ บ้าง พกเงิน) แต่ก็ยังห่วง...เอย...อยู่อีก พลางนึกถึง
“เอานาฬกาจ�านา� ไวก้ ่อนนะ ” ค�ากลอนบทหน่ึงของสุนทรภู่...อดข้าวดอกนะเจ้า
“ได้ซีเปนไรไป ว่าแต่นาฬกาย่ีห้ออะไร ชวี ติ วาย ไมต่ ายดอก เพราะอดเสนห่ า...ในรายของ
เดนิ หรอื เปล่า ไอ้น้อง ๒ เรานี้พลิกค�ากลอนของสุนทรภู่ กลับ
“ไมเ่ ดินไม่เอานะ” ครพู ลุ ชักกงั ขา ตาละปตรลงอย่างสิ้นเชิง กรรมแท้ๆ เจียวหนอ
“แหมเดนิ ซคี รบั อาจารย์ มิโดโอเชียนสตาร์ พ่อเจา้ ประคณุ เอย .”...M
เสยี ดว้ ย ราคาตั้ง ๒-๓ พนั บาท” ๖๙ในพระอปุ ถัมภ พระเจสาวารยวสงัมศพเ ธนั อธ พสมระาอคงมคนเกัจเา รโยีสนมเสกวา ลสี ัตกวรแมพหทมย่ืนสกุทรธมนปาศรุสนี ตัาถว
“เมืองคนเด็ด”
โดย ศิลป เปรมฤทยั
เขาวากันวา ถาอยากจะรับประทาน สมโอหวาน ขาวสารขาว ก็ตองไปนครปฐม
อยากดสู าวสวยๆ กต็ อ งไปโพธาราม อยากดคู นงามๆ กต็ อ งไปบา นโปง ไมอ ยากเจอขโ้ี กงกอ็ ยา ไป
เมืองเพชร ใครขี้ เอย ชอบดีเดด็ กต็ อ งราชบุรี (มที ้งั กระเหรยี่ ง พมา เจียงฮาย พเยาว) แฮม!
ที่ผมยกค�ากล่าวขานกันจนเปนต�านาน เราตง้ั ใจวา่ จะตงั้ กองบ.ก. (กองญั ชาการ เรยี กใหโ้ ก้
เลื่องลือข้ึนไว้เปนไตเต้ิลนี้ก็ไม่มีอะไรในกอไผ ไว้อย่างนั้นเอง) ท่ีบ้าน K.N. (ก�านัน) แห่งนาวุ้ง
เพียงแต่อยากจะร้ือฟนความหลังเก่าๆ ถึง แต่ K.N. ไมย่ นิ ดตี อ้ นรบั หาวา่ พวกหมอจะมาฉดี ยา
ความยากล�าบากในการปรับโรคสมัยเมื่อไปปราบ ให้วัวควายตาย จงไปหาท่ีอยู่ใหม่เถิด พวกเรา
รินเดอรเ์ ปสตท์ จ่ี ังหวัดเพชรบุรเี ม่อื ป พ.ศ. ๒๔๙๐ จึงต้องอาศัยศาลาวัดเปนบ.ก. โดยความอุปการะ
หลังสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ สงบลง ซ่ึงกาลเวลา ของหลวงพ่อแห่งวัดนาวุง้
กไ็ ดล้ ว่ งเลยมาถงึ ๔๕ ป เพอื่ เปน การจดุ ประกายไฟ
ให้แก่พวกเรา ไม่ว่าแก่ว่าหนุ่ม ที่ไฟก�าลังจะมอด ต�าบลนาวุ้งเปนต�าบลชนบท่ีอยู่ไม่ห่างไกล
ก�าลังจะดับหรือดับสนิทจนนกเขาไม่ขัน ให้ลุก จากตัวเมืองมากนัก แต่เหตุไฉนจึงไกลปนเที่ยง
โชตชิ ว่ งชชั วาลย์เปนภเู ขาไฟปน าโตโบที่ติดๆ ดบั ๆ ชาวบา้ นมอี าชพี หลกั คอื ทา� นา เลย้ี งสตั ว์ ทา� นา�้ ตาล
อยู่ในฟล ปิ ปนส์ ขณะน้ี ยามว่างก็ต้มเหล้าเถื่อน ปลูกกัญชาขาย (มีแทบ
ทกุ บา้ น) เล่นการพนัน ชนไก่ กัดปลา ไฮโล โป ถัว่
เพชรบรุ หี รือเมอื งเพชร เมอื งขนมหม้อแกง อยา่ งอสิ ระเสรี ไมม่ ใี ครวา่ แตม่ คี ดอี จุ ฉกรรจเ์ กดิ ขน้ึ
แกงรสเดด็ ขา้ วเกรยี บอรอ่ ย เมอื งแหง่ นา�้ ตาลหวาน ราวกับดอกเห็ดในฤดูฝน ในช่วงทีพ่ วกเราไปอยกู่ ็มี
สาวผิวแทน หรอื เมืองคนดงั เมอื งคนดุ หรอื เมือง คดีฆ่ากนั ตาย ทเ่ี หน็ จะๆ กค็ อื แทงกา� นัน (ลากคอ
คนเดด็ กส็ ดุ แทแ้ ตจ่ ะเรยี กกนั หลงั จาก สงครามโลก ลงจากหลังม้า) ตีหัวผู้ใหญ่ ยิงสรรพสามิต ต่อย
คร้ังที่ ๒ สงบลงหมาดๆ...บ้านเมืองก็เข้าสู่กลียุค ครปู ระชาบาล ออ ตายสนทิ รายหลงั เพยี งแคห่ ยอด
เศรษฐกจิ ตกสะเกด็ ขา้ วยาก หมากแพง กางเกงนงุ่ นา�้ ขา้ วตม้ สมยั นน้ั ปน สเตน็ คาไบน์ หลงั มา้ (ป.ล.ส.
กต็ ดู ปะ โจรหา้ รอ้ ยชกุ ชมุ แรง้ ลงกนิ เมอื ง บา้ นเมอื ง ของญ่ีปุน) ถือกันเปนหนังสติ๊ก บุคคลใดหรือ
เกิดวิกฤติศรัทธา (ไม่รู้แปลว่าอะไรเหมือนกัน) มันผู้ใดบังอาจไปไหนมาไหนไม่ถืออาวุธมีดพร้า
ผมชัยวัฒน์ ประสิทธ์ิ เสนอ ฉลอง นักเรียน กระท้าขวาน ถือว่ามันผู้น้ันบังอาจ (เก่ง) เหยียบ
สตั วแพทย์รนุ่ ๑๙ (สามคนหลังเด็ทสมอเรไ่ ปแล้ว) หนวดเสอื กต็ อ้ งสง่ั สอนกนั เบาะๆแคฟ่ น หวั ๒-๓แผล
ก็ได้ย่างเหยียบเข้าไปในดินแดนแห่งนั้น...เรา (ตวั ตา่ งหาก) อยา่ งนถี้ งึ ไมต่ ายกเ็ ลยี้ งไมโ่ ต บา้ นเมอื ง
๕ ชวี ติ ถกู สง่ ไปปราบ เจา้ รนิ เดอรเ์ ปสตท์ ต่ี า� บลนาวงุ้ มีแต่คนดุคนดัง ท�างานปราบโรคจึงแสนสาหัส
๗๐ ใสนาพยรสะมั อพุปนั ถธมั ภสมพารคะมเนจาักวเรรียวงนศเกเธาอสตั พวรแะพอทงยคเ กจารโมสปมศสุสวัตลวี กรมหม่ืนสทุ ธนารีนาถ
เกิดการขัดขืนการฉีดวัคซีนเปนรายวัน บางรายก็ ให้เมียผม ควายนั้นตายแล้ว คุณ ๒ คนต้อง
ตะโกนดา่ แมห่ มอเลน่ อยบู่ นยอดตาลฟง ไมไ่ ดจ้ รงิ ๆ รับผิดชอบ” ผมมองดูอาคันตุกะผู้มาใหม่ ด้วย
สมัยนั้นเราไม่ Killing ใชว้ คั ซีน Goat Virus ฉดี ซง่ึ ความฉงนและก็นึกไปถึงควายของแม่บั้นท้าย
react รุนแรงมาก ตัวไหน diarrhea จัด เรากจ็ ะ เรือมาดกระสวยพลากนึกในใจ “จะท�าอย่างไรดี
ใช้ Serum (ขวดเหมือนกบั ขวดยาธาตุ ๔ ทา� จาก เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็ไม่เคยประสบพบ
ฝรง่ั เศส ฉดี เขา้ vein ชว่ ยตวั ละขวดสองขวด ตวั ไหน เหตุการณ์แบบน”ี้ หันไปดู ประสิทธิ์ ใบหนา้ กซ็ ดี
ฟน ก็เกิด Immune แข็งปง เอย แข็งโปก มตี าย เปนไก่ต้ม เจ้าเห้ียมเห็นผม ๒ คนยังเฉยอยู่
เปนส่วนน้อย พวกที่ตายมากคือพวกท่ีไม่ยอมฉีด มันขยับหอกขยุกขยิกที่สะดืผมอีก พลางส�าทับ
พาสตั วห์ นไี ปอยทู่ อ่ี นื่ เราปราบโรคกนั อยู่ ๗-๘ เดอื น “ว่าไง เจ้าเด็กน้อยจะชดใช้ค่าควายให้หรือไม่
จนเกือบจะติดกัญชา ต่างพยายามรักษาตัว ถา้ ไมใ่ ห.้ ..วนั นีน้ า่ ด”ู
บนบาลศาลกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าพ่อเจ้าแม่
ท้ังหลาย ไม่ว่าจะเปนเจ้าแม่บางทะลุ เจ้าพ่อ ผมนึกถึงสุภาษิตบทเก่าๆ บทหน่ึง “เสือดุ
โพธิ์ไร่หวาน เจ้าแม่บางจาน เจ้าพ่อหาดส�าราญ ให้เข้าใกล้” หรือ “ท�าใจดีสู้เส้ือ” อะไรทา� นองนนั้
ให้ช่วยปกปองคุ้มครองพวกเรา แต่วันหน่ึงผมกับ จึงจะลองเอาน้�าเย็นเข้าลูกจึงเริ่มเจรจาพาที
ประสทิ ธ์ิกไ็ ม่แคล้วโดนเขา้ จนได้ หวา่ นลอ้ มเจา้ เหยี้ ม และรบั ปากวา่ จะชดใชค้ า่ ควาย
ให้ แตข่ อให้เราทั้ง ๒ ได้ไปพบภรรยาของมนั คอื
วนั นน้ั เปน เวลาเชา้ ผมกบั ประสทิ ธไิ์ ดอ้ อกไป แม่บั้นท้ายเรือมาดกระสวยก่อน เจ้าเหี้ยมว่า
ตรวจสตั ว์ปวย พบเจา้ ทุยตัวหน่ึงนอนเขา้ ข้นั โคมา่ “ก็ได้…แต่คุณ ๒ คนไม่มีทางหนี เพราะผมส่ัง
มีเจ้าของเปนหญิงอยู่ในวัยสาวยืนปลงอนิจจัง ลูกน้องปดตรอกไว้หมดแล้ว” จริงอย่างที่มันว่า
อยู่ข้างๆ หล่อนมีรูปร่างอวบอัด ใบหน้าสะสวย ระหวา่ งทเ่ี รา ๒ คนเดนิ ไปตามตรอกโดยมเี จา้ เหย้ี ม
บาดนัยน์ตามาก อะไรก็ไม่ร้ายเท่าหน้าผากและ ถือหอกจ้ีลุ้นหลังเราอยู่น้ัน พวกของมัน ๒-๓ คน
บน้ั ทา้ ยเรอื มาดกระสวยของหลอ่ น (ใครไมร่ จู้ กั เรอื ก็เข้ามาสมทบ แต่ละคนถือหอกใบพายเปนอาวุธ
มาดกระสวยใหไ้ ปหาดแู ถวอยธุ ยา) ผมกบั ประสทิ ธ์ิ และเมา ครองสตไิ มไ่ ดท้ ัง้ สน้ิ ผมท้ัง ๒ ต่างไม่รอชา้
ไมร่ อชา้ โดดเขา้ ใสท่ นั ที (ตอนนนั้ อายเุ พงิ่ ๑๘ ปเ อง) รีบสาวเท้าก้าวเดินเพื่อให้พ้นจากตรอก พอมาถึง
เธอจะ เธอจากันอยู่พักหนึ่งก็ได้ความว่า เจ้าทุย ปากตรอกใกล้กับควายนั้น ตาก็แลเห็นแม่เรือ
ของหลอ่ นถกู เจา้ รนิ เดอรเ์ ปสตเ์ ลน่ งานเสยี จนยา่� แย่ มาดกระสวยยืนเท้าเอวช้ีมือชี้ไม้มาทางเรา
เรา ๒ คนจงึ ไม่รอช้าช่วยกนั จัดแจงเจา้ “นาตรงั ” ผมมกี �าลังใจดขี ึน้ กระแทกหลงั ประสทิ ธเิ์ ปน อานัติ
(ซรี ่มั ) เสอื กพรวดเข้า vein ไอท้ ยุ ไปอยา่ งงา่ ยดาย สญั ญาณ แล้วทงั้ ๒ ก็นิมนต์หลวงพอ่ โกย โกยแนบ
หล่อนขอบอกขอบใจเรามาก หลังจากน้ันเราก็ ไปหาหล่อนราวกับนัดกันไว้ ปากผมก็ตะโกนบอก
พากันไปตรวจสัตว์คอกอ่ืนในระยะเวลาและ หล่อน “พสี่ าวช่วยผมด้วย ไอ้พวกนมี้ ันจะฆ่าผม”
สถานทีไ่ ม่ห่างไกจากคราวแรกมากนัก ขณะที่ เรา แม่บ้ันท้ายเรือมาดกระสวย ยืนนัยน์ตาถลน
๒ คน ก�าลังปฏิบัติงานอยู่กับสัตว์อีกคอกหนึ่งก็มี รีบกางมือทงั้ สองปองปกเราไวร้ าวกับแมไ่ ก่กางปก
บุรุษหน้าเห้ียมเมาแประถือหอกใบพายยาวเฟอย กกลูก พร้อมกับช้ีหน้าด่ากราดเข้าพวกเหล่าร้าย
เดินเข้ามา เอาหอกจี้หมับเข้าที่สะดือผม พลาง แบบใส่คะแนนไม่ทัน สุดท่ีผมจะพรรณาให้ฟง
ตะคอกเสียงถาม “คุณ ๒ คนใช่ไหม ที่ฉีดควาย ในทนี่ ี้ได้ เจา้ เหีย้ มเบรคอยกู่ บั ที่ หอกหลดุ จากมอื
๗๑ในพระอุปถมั ภ พระเจสาวารยวสงัมศพเธนั อธ พสมระาอคงมคนเ ักจเา รโียสนมเสกวา ลสี ตั กวรแมพหทมยนื่ สกุทรธมนปาศรุสนี ัตาถว
พวกของมนั วงิ่ หนไี ปคนละทศิ คนละทางเหตกุ ารณ์ วัวควายไปล้มหายตายจากจนหมดสิ้นเพราะ
กลับตาละปตรไปอย่างส้ินเชิง เรา ๒ คนได้ช้ีแจง น�าโรคติดไปด้วย บางคนก็น่ังกอดเข่าเจ่าจุก
ให้แม่บ้ันท้ายเรือมาดกระสวยและเจ้าเห้ียมฟง เพราะสน้ิ เนอื้ ประดาตวั ซง่ึ กเ็ ปน บทเรยี นราคาแพง
ด้วยเหตุผลและสัญญาว่าจะยินดีพาไปพบหัวหน้า ที่สุดในชีวิตของเขาที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปโดย
ซึ่งพักอยู่ที่วัดนาวุ้ง เพ่ือเจรจาขอค่าควายให้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่วนพวกที่ได้ฉีดวัคซีนไว้ก็
เจ้าเห้ียมจึงใจอ่อน ยินดีที่จะไปกับเรา ส่วน อยู่ยงคงกระพันออกลูกออกหลานเพิ่มปริมาณ
แม่บ้ันท้ายเรือมาดกระสวยน้ันมีทีท่าเสียใจกับ ข้ึนมา พาให้เข้าของมีใบหน้าเบิกบานส�าราญใจ
เหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้น และไม่ติดใจอะไรท่ีควายของ ในการปราบโรคครั้งนี้พวกเรามิอาจจะลืมเสียได้
หล่อนตอ้ งตายไป ในชั่วชีวิตน้ีคือหลวงพ่อแห่งวัดนาวุ้ง พระคุณเจ้า
มีบทบาทส�าคัญในการช่วยเหลือพวกเรา ไม่ว่าจะ
เราพากันเดินมาตามทางสายเปล่ียวเพื่อ เปนทพี่ ักอาศัย สา� รบั กบั ขา้ ว ทห่ี ลบั ทน่ี อน จัดให้
กลับวัดนาวุ้ง เจ้าเหี้ยมนั้นยังแคลงใจเราอยู่ พวกเราได้อยู่ ได้กินตลอดระยะเวลาอันยาวนาน
ถือมีดขอติดมือมาด้วย ผมกับประสิทธ์ิรีบเดิน อบรมอันธพาลในหมูบ่ ้านใหร้ จู้ กั ผิดชอบชัว่ ดี และ
ขนาบข้างเหมือนรู้กัน พอมาถึงศาลาวัดนาวุ้ง อ�านวยความสะดวกแก่พวกเราอีกนานับประการ
ก็แลเห็นพี่ประสารกับหลวงพ่อก�าลังนั่งซดน�้าชา ก่อนที่พวกเราจะอ�าลากลับก็ได้น�าส่ิงของไปกราบ
กนั อยู่ ผมไมร่ อชา้ กระโดดขน้ึ ศาลารายงานหลวงพอ่ ถวายท่าน ส่วนแม่บั้นท้ายเรือมาดกระสวยน้ัน
ทนั ที หลวงพอ่ ไดฟ้ ง โกรธจนตวั สน่ั ลกุ ขน้ึ ยนื ชหี้ นา้ ผมไมก่ ลา้ ไปอา� ลาหลอ่ น เพราะเกรงหอกโมกขศ์ กั ด์ิ
ด่าเจ้าเหี้ยมสบงปลิว เจ้าเหี้ยมเลยไม่ทันต้ังหลัก ของเจ้าเห้ียมมันย่ิงนัก ก้ได้แต่ต้ังสัตย์อธิษฐาน
ถอยกรดู ลงจากศาลาวัดไปอยา่ งไมเ่ ปน ขบวน... ไว้ในใจว่า ชาติหน้ามีฉันท์ใดก็ขอให้ได้เกิดมาเปน
ไอ้เหย้ี มสกั ครา...ดกุ ด็ เุ ถอะวะ...M
หลังจากโรคสงบแล้ว ววั ควายของชาวบ้าน
ก็เร่ิมเปนสุข พวกท่ีหนีจากการฉีดวัคซีนได้น�า
๗๒ ใสนาพยรสะัมอพุปนั ถธัม ภสมพารคะมเนจากั วเรรยีวงนศเกเ ธา อสตั พวรแะพอทงยคเ กจารโมสปมศสสุ วตั ลวี กรมหม่นื สุทธนารนี าถ
“ชาวบน”
โดย ศิลป เปรมฤทัย
ยังจะมีชาวไทยอีกจํานวนไมนอยท่ีไมทราบวา บนผืนแผนดินถิ่นแหลมทองของเรานี้
ยังมีชาวเขาอยูอีกเผาหนึ่งหลงเหลืออยู นอกเหนือไปจากชาวเขาเผาแมว เยา มูเซอร
อีกอ ฯลฯ ซงึ่ อาศัยอยูท างภาคเหนือของประเทสไทย...ชาวเขาเผา นน้ั คือ “ชาวบน”
“ชาวบน” อาศัยอยู่ในปาลึกบริเวณ หญิงพื้นเมืองทางอีสาน หากมีฐานะค่อนข้างดี
เทือกเขาพังเหย อันเปนเทือกเขากั้นเขตแดน จะสวมใส่ก�าไลข้อมือและเท้าซ่ึงท�าด้วยเงินแท้
หรือรอยต่อของ ๓ จังหวัด คือ จังหวัดชัยภูมิ เสน้ หนา ภาษาทใี่ ชพ้ ดู สนั นษิ ฐานไมไ่ ดว้ า่ รากศพั ท์
เพชรบูรณ์ และลพบรุ ี มาจากภาษาใด จะเขยี นเปน ตวั หนงั สอื กเ็ ขยี นไมไ่ ด้
คงเกดิ จากภาษาทพี่ ดู กนั มาแตด่ ง้ั เดมิ โดยอตั โนมตั ิ
“ชาวบน” จะเปนชาวเขาสืบทอดมาจาก จะว่าเปนภาษามอญก็ไม่ใช่จะเปนภาษาส่วยลาว
เผ่าไหน ไม่เคยปรากฏหลักฐาน ระยะหลังๆ นี้ ส่วยเขมร ก็ยิ่งห่างไกลกันใหญ่ ยกตัวอย่างภาษา
กรมศิลปากรได้ส่งนักมนุษยศาสตร์เข้าไปค้นคว้า ที่ใช้พูดของเราเรียกไก่ สัตว์เล้ียงท่ีเราชอบ
หาหลักฐานแต่ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ บ้างก็ว่าเปน รับประทานว่า “ช้าง” ส่วนช้างชาวบนเรียกว่า
ชาวละว้า บา้ งกว็ า่ เปนเชือ้ สายมอญ “จีน” ฟงแล้วจนดว้ ยเกลา้ จรงิ ๆ หากมีใครไปจา้ ง
ชาวบนน�าทางเข้าปา ไปเจอเอาไก่ปาเข้า แล้ว
“ชาวบน” อาศัยอยเู่ ปนกล่มุ ก้อนไม่ปนเป ชาวบนบอกว่า ช้างๆๆ มติ ้องวิ่งกันปาราบไปหรอื
กับใครในท้องที่ต�าบลนายังกลัก โดยเฉพาะที่
บา้ นนา บา้ นไร่ บา้ นยางเตยี้ วงั อา้ ยโพธิ์ จะมชี าวบน “ชาวบน” กเ็ หมอื นชาวเขาเผ่าตา่ งๆ ทาง
อาศัยอยู่มากโดยประกอบอาชีพในทางท�าไร่ ภาคเหนือคือถือผีเปนสรณะ จะถือผีบ้านผีเรือน
เผาถา่ น ในระยะหลงั ๆ น้ี มชี าวไทยจากแถบอสี าน (ผีปู ย่า ตา ยาย) ผีปา คือเทพยดาอารักษ์หรือ
อพยพครอบครัวเข้าไปอยู่ ยึดพื้นที่ท�ามาหากิน ส่ิงเร้นลับ ไม่มีตัวตน...ตามบ้านของชาวบนจะมี
ผสมผเสปนเปไปกับชาวบน จนดูไม่ออกว่าเปน หม้อดินเขียนรูปหัวกะโหลกผี ปกหรือแขวนไว้
ชาวบน เปนลาว เปนส่วยหรือเขมร แต่ชาวบน ตามรว้ั ตามฝาบา้ น เพอ่ื ปอ งกนั ผปี า ทตู มรณะตา่ งๆ
ทแี่ ทจ้ รงิ นัน้ ยังยดึ ขนบธรรมเนยี มประเพณดี ้งั เดมิ เรียกว่า “หนามยอกเอาหนามบ่ง” คือเอาผีบ้าน
ไมเ่ ปลยี่ นแปลง (ผีปู ย่า ตา ยาย) สู้ผีปา ว่างั้นเถอะ! หากมี
โรคระบาดหรือมีการตายเกิดข้ึนผิดปกติ ชาวบน
“ชาวบน” มรี ปู า งลกั ษณะแคระเตย้ี หวั หลมิ จะย้ายถ่ินฐานไปหาท่ีอยู่ใหม่ทันที (คล้ายกับ
เล็ก คอสั้น ผิวคล้�า ไว้ผมเกรียนโดยเฉพาะผู้ชาย ผีตองเหลอื ง)
ทา่ ทางคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไว สว่ นผหู้ ญงิ รปู รา่ งคลา้ ยกนั
ไม่นิยมไว้ผมยาว การแต่งกายละม้ายไปทาง
๗๓ในพระอปุ ถัมภ พระเจสาวารยวสงัมศพเธันอธ พสมระาอคงมคนเกัจเารโยีสนมเสกวาลสี ัตกวรแมพหทมยน่ื สกุทรธมนปาศรสุนี ตัาถว
“ชาวบน” ท่ีเปนหญิง จะรู้ได้อย่างไร ซ่ึงแล้วแต่จะหาได้ในพ้ืนที่ แต่ก็ไม่พ้นเหล้าเปนไห
ว่าโสดหรือมีฝาละมีแล้ว ไม่ยากส์! ให้สังเกตุดูท่ี ไกเ่ ปน ตวั หวั หมู กลว้ ย ออ้ ย เปน เครอื่ งบรรณาการ
ใบหทู ้ัง ๒ หากชาวบนทยี่ ังเปนสาวโสดอยู่ ที่ใบหู และเซ่นไหว้ผู้เฒ่าผู้แก่ผีบ้านผีเรือนแล้วก็ให้ศีล
ทง้ั ๒ จะหอ้ ยกระจกเงาบานเลก็ ๆ อยเู่ ปน สญั ลกั ษณ์ ให้พรกันตามธรรมเนียมส่วนเงินทองท่ีไปมอบ
เวลาไปไหนมาไหนกระจกเงาทั้ง ๒ จะแกว่งไกว ให้กันก็มักจะมีเศษ ไม่พอดี ก็ไม่ทราบเหมือนกัน
สอ่ งแสงวอบแวบวอมแวม ใหเ้ ปนสิ่งทสี่ งั เกตแบบ เพราะอะไร เม่ือเสร็จพิธีได้ฤกษ์ ก็ส่งตัวเจ้าบ่าว
“เมขลาล่อแก้ว” เปนการบอกกล่าวโดยไม่ต้อง เข้าหอ ต่อจากนั้นก็เปนเร่ืองของคู่บ่าวสาว...
โฆษณาวา่ “เดยี๊ นเปน โสดนะยะ ! หากหนมุ่ ชาวบน เสียดายท่ีผู้เขียนลืมภาษาที่แท้จริงของการร่วม
คนใดตกหว้ งรกั เหวลกึ สาวกเ็ สนห่ ายาใจ หลอ่ นจะ หลับนอนที่ชาวบนเขาพูดกัน แต่ก็พอมีเรื่องข�าๆ
นัดแนะให้ไปหาท่ีบ้านยามค่�าคืนโดยเปดฟาก เกย่ี วกับเรือ่ งนี้มาเลา่ สู่กนั ฟง พอหอมปากหอมคอ
ใกล้กับที่หล่อนนอนไว้ให้ หนุ่มไปถึงก็จะเอามือ
คลา� ลว้ งหาสาว สาวกจ็ ะคลา� แขนหนมุ่ ถามชอ่ื เสยี ง ผเู้ ฒา่ ผแู้ กช่ าวบนเลา่ ใหฟ้ ง วา่ หลงั ๆ นภี้ าษา
เรียงนามเพ่ือให้แน่ใจ หากเปนขวัญใจกันหล่อนก็ ของชาวบนได้เพี้ยนไปมากเพราะมีเขมร ลาย สว่ ย
จะแบบมาพบพรอดรักกันตามสุมทุมพุ่มไม้หากไป เข้าไปอยู่ ค�าว่าร่วมหลับนอน จึงเพ้ียนจากภาษา
เจอเอาชาวบนคนปลอมแอบมาลักไก่เข้า หล่อน ชาวบนไป เรอ่ื งของเร่อื งก็มีอย่วู า่
จะรีบปดฟากทันที ปล่อยให้ไอ้หนุ่มชาวบน
คนปลอมนน้ั ยนื เดย่ี วเปลยี่ วเอกากายหรอื จะรออยู่ ชาวบนคนหน่ึงได้รับเลือกเปนผู้ใหญ่บ้าน
ใหเ้ สอื กัดกต็ ามที อันต�าแหน่งผู้ใหญ่บ้านน้ัน มันใหญ่สมชื่อ ก�านัน
ตดั ผมในหมบู่ า้ นเสยี ๑๐ บาท แตผ่ ใู้ หญต่ ดั ตอ้ งเสยี
“ชาวบน” ชอบสะสมเงนิ พดด้วยสมัย ร.๓ ๕ บาท เพราะใหญ่กว่าก�านัน นั่น! เห็นไมล่ะ?
(ถ้าจ�าไม่ผิด) ซึ่งท�าด้วยเงินแท้คล้ายรูปตัวหนอน ชาวบนทเ่ี ปน ผใู้ หญด่ งั วา่ กม็ คี วามคดิ เชน่ นนั้ พอได้
หรือเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ บางบ้านสะสมไว้เปน เปนผู้ใหญ่ก็ต้องวางตัวเปนผู้ใหญ่สมช่ือ เมื่อก่อน
ไหๆ กไ็ มท่ ราบวา่ เอามาจากไหน ถามคนเฒา่ คนแก่ ใชม้ อื เปบ ขา้ วเดยี๋ วนตี้ อ้ งใชช้ อ้ นสอ้ ม เคยนงั่ กนิ ขา้ ว
ก็ว่ามีมาแต่บรรพบุรุษ เม่ือข่าวคราวนี้แพร่สะพัด กับพ้ืนฟากเปนผู้ใหญ่แล้วต้องน่ังเส่ือ หม้อใส่ข้าว
ออกไป คนไทยหวั ใสกเ็ ขา้ ไปหาซอ้ื กนั ดว้ ยราคาแพง ก็ต้องเปลี่ยนเปนหม้อเคลือบ (หม้อเยี่ยวพระ)
เพ่ือน�าไปเซ็งล้ีต่อ นานไปเงินพดด้วงจริงเลยหมด มีขันน้�าพานรอง จะกินข้าวกับลูกเมียก็ไม่ได้
ก็พวกหัวใสอีกนั่นแหละน�าพดด้วงปลอมไป ตอ้ งใหเ้ มยี คอยนง่ั ปรนนบิ ตั .ิ ..การเชน่ วา่ นจ้ี งึ เปน ท่ี
ฝากชาวบนขายแบบ “วดั ครงึ่ กรรมการครงึ่ ” พวกที่ หมน่ั ไสข้ องเมยี เปน ยงิ่ นกั เมอ่ื ลกู เมยี รว่ มสงั ฆกรรม
นา� ไปเซง็ ล้จี งึ ถูกชาวบนตม้ หนา้ แหกไปตามๆ กัน ไม่ได้เมียจึงดัดสันดานเสียด้วยการแยกมุ้งต่างคน
ต่างนอน กาลเวลาเน่ินนานออกไป ท่านผู้ใหญ่
เรื่อง เสพสมบ่อมิสม ถ้าจะไม่ถูดถึงเรื่อง ก็ชักจะเกิดอารมณ์ จะเข้าไปนอนในมุ้งเมียก็กลัว
การแต่งงานเปนคู่ผัวตัวเมียกันของชาวบน จะเสียศักด์ิศรี อย่ากระนั้นเลย จ�าเราจะต้องเอา
ก็กระไรอยู่ ชาวบนก็เหมือนชาวเขาเผ่าต่างๆ มุ้งใหญ่ไปกางครอบมุ้งเล็กหรือจะเรียกว่า มุ้งเล็ก
ทางภาคเหนือ...คือถือผีเปนสรณะ ประเพณี ในมงุ้ ใหญ่ มงุ้ ใหญภ่ ายใตม้ งุ้ เลก็ แบบพรรคการเมอื ง
การแต่งงานจึงคล้ายไปทางชาวเขาเผ่าทางเหนือ ท่ีเขาท�ากันทุกวันน้ียังไงยังง้ัน ฝายเมียก็รู้ทันว่า
จะผดิ แผกแตกตา่ งกนั ออกไปบา้ งกค็ อื เครอื่ งเซน่ ไหว้ บัดเด๋ียวอะไร? จะเกิดข้ึนจึงนอนหันหลังให้เสีย
๗๔ สในาพยรสะัมอพุปนั ถธมั ภสมพารคะมเนจาักวเรรียวงนศเกเธาอสัตพวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสุสวัต ลวี กรมหมนื่ สุทธนารนี าถ
ฝายผู้ใหญ่เจ้าเล่ห์ก็ออกเชิงแกล้งท�ามือสะเปะ เร่ืองเสพสมบ่มิสมตามภาษาของชาวบน
สะปะไปถูกก้นเมีย แล้วแกล้งถามอย่างโมโหว่า พูดกัน จึงเพ้ียนไปตามภาษาของชาวอีสาน ซึ่ง
“ใครกันวะ?” เมียก็ตอบสะบัดอย่างโมโหเช่นกัน เข้าไปท�ามาหากินปะปนกับชาวบนอยู่เปนจ�านวน
“ไมใ่ ชก่ น้ ชนั้ !” ฝา ยผใู้ หญก่ ว็ า่ “อา้ ว! ไมใ่ ชก่ น้ แกขา้ มาก เปนค�าว่า “กวนก้น” ตั้งแต่บัดเดี๋ยวน้ันมา
(ออสระเอา) นะ” ฝายเมียก็ชกั จะใจอ่อนเน่อื งจาก และใช้พูดกันจนตราบเท่าทุกวันน้ี ฟงแล้ว
ต้องแยกนอนกันมาหลายคืน จึงตอบออกมาว่า จ๊ักกะเดียมดีพิลึก! ใครไม่เชื่อให้ไปถาม ปศอ.
“ก้นมันจะยอมก็ช่างก้นแต่กูน่ะไม่ยอมกับมันแน่” เทพสถิตย์หรือหมอโสภณ (ไม่ทราบว่าย้ายไป
…แฮๆ่ แลว้ อะไรมนั เกดิ ขน้ึ ทนั่ สารวตั ร สตั วแพทย!์ หรอื ยงั ) ปศอ. บา� เหนจ็ ณรงค์ ด.ู ..M
(ลงในหนังสือสารประชาชน ร.พ.ท้องถิ่น
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมอ่ื ประมาณ
๒๐ กว่าป ล่วงมาแล้ว)
ศลิ ป เปรมฤทัย
ภาพประกอบ
หนุม ชายบนชุดโกท ่ซี ูด สายชาวบนชดุ เตม็ ยศมกี ําไลเงนิ
หนาเหมือนสัตวแพทยเ ราใครคนหนึง่ สวมท่ีขอ มอื ขอเทา
๗๕ในพระอุปถัมภ พระเจสา วารยวสงัมศพเธันอธ พสมระาอคงมคนเ ักจเา รโียสนมเสกวาลสี ัตกวรแมพหทมยื่นสกุทรธมนปาศรุสีนตัาถว
“คลายเหงา”
โกเดง แกเปน คนจนี ไหหลาํ พดู ไทยไม บ.ก.
คอ ยชดั ภรรยาเปน คนไทยชนบท มีอาชพี “…ไม่ว่า มาคุ้ยขิง! คุ้ยขิง!...” (เฮ้อ! ไม่รู้
ปลกู ขงิ ขาว แถบอําเภอดาํ เนนิ สะดวก จะบอกยงั ไงด?ี ) เตมิ ทล่ี ะไวใ้ หไ้ ดค้ วามกนั เองเถอะ)
อีกสกั เรือ่ ง
โกเดง่ กบั ภรรยา ปลกู ขงิ ไว้เปนจ�านวนมาก ปศอ. ท้ังหลาย ก่อนที่จะสาธิตอะไรให้
ค่อนรุ่งของทุกคืน แกกับภรรยาจะต้องรีบต่ืน ชาวบ้านฟง ต้องท�าให้เห็นจริงจัง มิฉะน้ันจะ
ออกไปขุดขิง เพอื่ นา� ไปขายยงั ตลาดเปน กิจวตั ร ไมไ่ ดผ้ ล...
เจา้ หนา้ ทอ่ี นามยั อา� เภอ ออกไปสาธติ การใช้
โกเด่ง แกมีเทคนิคในการขุดขิงเพื่อมิให้ ถงุ ยางอนามยั ใหช้ าวบา้ นฟง “การใชถ้ งุ ยางอนามยั
แง่งขิงช�้าเสียราคา แกจึงท�าหน้าท่ีเปนคนขุด มนั ไมย่ ากสค์ ลม่ี นั ออกมานดิ แลว้ กส็ วมเขา้ ทห่ี วั ...”
ให้ภรรยาของแกเปนคนค้ยุ หาแง่งขิง พอดีมันเปนค�าหยาบ เจ้าหน้าที่อนามัยจึงชู
ถงุ ยางข้ึนแล้วสวมลงไปทห่ี ัวแม่มือ สาธติ ใหด้ แู ทน
ฤดหู นาวคนื หนง่ึ อากาศในไรข่ งิ หนาวเยน็ ... กระทาชายท่มี าตา่ งกพ็ อจะเข้าใจกันอยู่
เสียไอ้อู ไก่บ้านท่แี กเลีย้ งไวห้ ลังกระท่อม ขันยาม ๓ เดือนต่อมา ลุงอ่วมชาวบ้านท่ีมาฟง
บอกเวลากระชน้ั ถี่ แกจึงรบี ปลกุ ภรรยาแกให้ตื่น คนหนึ่งก็วิ่งหน้าเร่ิดมาหาหมอ แล้วตัดพ้อต่อว่า
“สวมลงไปแล้วก็ไม่ได้ผล ปาท้องอีกแล้ว” หมอ
“แม่อหี ลู แมอ่ ีหลู...คุ้ยขิง!” ถามว่า “ลุงสวมเข้าที่หัวไหน?” ลุงอ่วมตอบ
“อะไรกันเตี่ย ไก่พึ่งขันยาม ๓ จะรีบขุด หน้าตาเฉย “กห็ วั แมม่ ือ”...M
ไปถึงไหน?” เสียงภรรยาของแกบ่นอู้อี้ เน่ืองจาก หมายเหตุ อ.เชื้อ นั่นแหละเหล่าให้ฟง
ก�าลังหลบั นอน
“บิหล่ายน่อ แมอ่ ีหลู คุ้ยขิง อ่า…คุ้ยขิง!”
“เอ! ก็บอกแล้วไงเตี่ย ยังดึกอยู่ นอนอีก
สักงีบ ต่ืนไปก็ขุดทัน” เสียงภรรยาของแกตอบ
ชกั ร�าคาญ
“บหิ ลา่ ยนอ่ แมอ่ หี ลู เตยี่ คยุ้ ขงิ !...คยุ้ ขงิ !...”
เสียงท้ัง ๒ เงียบหายไป...สักครู่ เสียงภรรยา
ของแกกด็ ังแผ่วขน้ึ
๗๖ ใสนาพยรสะมั อพุปนั ถธัม ภสมพารคะมเนจาักวเรรียวงนศเกเธาอสตั พวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสุสวัตลวี กรมหม่ืนสุทธนารนี าถ
“เขาเดีย่ วเพลงคลืน่ กระทบฝง ”
โดย ศิลป เปรมฤทัย
เสียงของดนตรี ใครไดยินไดฟงแลวนอยนักท่ีจะไมคร่ังไคลไหลหลง...ไมวาเขาผูน้ัน
จะตกอยูในหว งแหง ความรัก ความหรรษา ความเศรา โศก โศกาอาวรณ ความกราวแกรง
มุทะลุหรือดุดัน เสียงของดนตรี มันมีมนตอาถรรพณ สามารถจะสะกดอารมณของผูน้ัน
ใหเลอ่ื นลอยคลอ ยตามไปอยา งประหลาด
ตลาดสุขาภิบาลชนบทแห่งน้ัน จอแจ ฉบับของมันยู่ย่ีเปอนเปรอะเลอะไปด้วยคราบ
จ้อกแจ้กไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อหาอาหาร กาแฟ และก็เปนธรรมดาๆ อีกเหมือนกันของ
เพราะมันเปนเวลาเช้าตรู่ ในวันหนึ่งของวสันตฤดู ร้านกาแฟชนบทซ่ึงห่างไกลปนเที่ยงเช่นว่านี้
ฝนทตี่ กลงมาคอ่ นรงุ่ กพ็ งึ่ จะสรา่ งซาหายไป บรรดา จะมีเกิดข้ึนสักรา้ นก็บุญโขแลว้
เหลา่ พอ่ ค้าแมข่ าย ตา่ งรีบน�าสินค้าของตนออกมา
วางขาย มีท้งั ผักปา ผกั บา้ น บวบฟก แฟงแตงกวา “วษิ ณ!ุ แกสงั เกตดุ หู ญงิ ครง่ึ บา้ ครงึ่ ดี ทกี่ า� ลงั
ผักหวาน ไผ่รวก อีกท้ังแย้ กบ เขียด ตะกวด เก็บดอกพู่ระหงริมร้ัวนนั้ บา้ งไหม? หล่อนเอกดอก
ปลาดุกและปลาช่อน...ครั้นพอตะวันสายร่วม ของมันมาทดั หูแซมผม ผดั หนา้ ทาแปงขาวราวกบั
นอ้ งเพล ตลาดแหง่ นนั้ กจ็ ะวายผวู้ ายคนไป คงเหลอื จะไปเล่นละครชาตรี” เสียงหนุ่ม ๑ ใน ๓ คน
ไว้แต่ถุงกระดาษ เศษพลาสติก ใบตอบ ให้เปน บอกเพอื่ นทชี่ อ่ื วษิ ณุ พรอ้ มชใี้ หด้ หู ญงิ ครงึ่ บา้ ครง่ึ ดี
เหยื่อของสุนัข นกกาพอได้คุย้ เข่ยี หาจกิ กนิ ไป คนหนึ่ง
ท่ีร้านกาแฟริมตลาด คอกาแฟกลุ่มหนึ่ง “ก็คนบ้า! แกจะไปสนใจไยดีอะไร? ชิต!
ยงั จบั กลมุ่ คยุ กันอยู่ บ้างก็ถกกันด้วยเรอ่ื งการบ้าน แต่ เอ? แกลองดซู เี กยี รต”ิ คนทช่ี อื่ วษิ ณุ บอกเพอ่ื น
การเมือง เร่ือยไปถึงการมุ้งถึงตีหัวหมาด่าแม่เจก ท่ีช่ือเกียรติซ่ึงก�าลังเพลินกับการอ่านหนังสือพิมพ์
อันเปนธรรมดาของสภากาแฟทั่วไปไม่ว่าชนบท อยู่ พร้อมช้ีใหด้ ูหญงิ คนนั้น
หรือในเมือง อันจะขาดเสียมิได้ท่ีจะห้ามมิให้
ฟุงฝอยกันด้วยเร่ืองพรรค์น้ีและก็ชายหนุ่ม “อือม!์ ผู้หญิงคนนี้ รปู รา่ งไมเ่ ลว ผิวพรรณ
แปลกหน้า ๓ คน ลักษณะไมใ่ ชเ่ ปนคนในทอ้ งถ่ิน ก็ดีไม่ข้ีร้ิวข้ีเหร่ ไม่น่าสติไม่ดีเลย” คนชื่อเกียรติ
เขาก็ยังคงนั่งด่ืมกาแฟคุยกันอยู่ บ้างก็ดูผู้คนที่มา บน่ เสียดาย
จับจ่ายซ้ือหาอาหารและสภาพจอแจของตลาดที่
กา� ลงั จะเรม่ิ โรราไป บางคนกพ็ ลกิ อา่ นหนงั สอื พมิ พ์ “อีกคร่ึงบ้าคร่ึงดี! น่ะนาย” เสียงชาวจีน
ท่ีออกมาหลายวันแล้ว เพราะฉบับใหม่ก็ยังไม่มา เจ้าของร้านกาแฟบอก...“พ่ออีเปงคูปะชาบาง
อีถูกเขาท�าน่ะนาย” ชาวจีนเจ้าของร้านกาแฟ
เล่าให้ฟงอีกด้วยส�าเนียงภาษาไทยไม่ค่อยชัด
“หนุ่มชาวดงคงหน่ึงมาฉุกอีปาย พ่ออีตามปาย
๗๗ในพระอุปถมั ภ พระเจสาวารยวสงมั ศพเธันอธ พสมระาอคงมคนเักจเา รโียสนมเสกวาลสี ตั กวรแมพหทมยืน่ สกุทรธมนปาศรุสีนตัาถว
เอากับคึงมา...จากนั้นอีก็นั่งเซาซึม คุ้มลีคุ้มล้าย สตั วเ์ ขา้ ประเทศ ชวี ติ คนหนมุ่ ตวั คนเดยี วและอาชพี
เด๋ียวหัวเราะเด๋ียวร้องห่าย” …เจ้าของร้านกาแฟ เช่นพวกเราแค่หวิ้ กระเปาคนละใบ ไปไหนกไ็ ปกนั
เลา่ ให้ ๓ สหายฟง เปน ฉากๆ …“นยี่ งั ...ยงั ลนี า เดยี๋ วน้ี พวกเขาชนิ ชากบั มนั มาพอแลว้ ...วษิ ณเุ ปน ชายหนมุ่
อีค่อยยังช่ัวขึ้นมากเล้ียว เม่ือก่องพ่ออีต้องล่ามโซ่ ร่างผอมสูง ผิวคล�้า นัยตาโต พูดจามีเสน่ห์ เขามี
ไม่ง้ัน วังลีคึงลีอีวิ่งผ้าผ่องหลุดลุ่ยออกมา ถามคง พรสวรรค์ในทางเล่นดนตรีไทยและการพนัน
ในตีหลากว่าเห็งผัวอีบ้างไหม? บักสีบักเถลิงจินๆ เปน ยอด เพอ่ื นๆ ตา่ งยกนว้ิ ใหใ้ นความเปน อจั ฉรยิ ะ
นะ่ นาย” ของเขา ชติ และเกยี รติรูปรา่ งปอ มเตีย้ คลา้ ยๆ กนั
ท้ัง ๒ ถนัดเข้าครัวท�ากับข้าวและค่อนข้างจะดื่ม
๓ สหายได้ยินเจ้าของร้านกาแฟเล่าด้วย หนัก...พวกเขาท้ัง ๓ พากันมาเช่าบ้านหลังน้ีอยู่ก็
ส�าเนียงภาษาน่าขบขัน ต่างพากันอดหัวเราะเสีย เพ่ือไว้เปนที่พักผ่อนหลับนอนยามเมื่อกลับมาจาก
มิได้ “แล้วพ่อแม่เขาท�าไม? ไม่พาไปรักษา ราชการชายแดน...ชีวิตค�าหนุ่มในชนบทท่ีห่างไกล
โรงพยาบาลบ้าท่ีจังหวัด” วิษณุซักไซ้ต่อ “อีกส่ง แสงสี ยามว่างจึงไม่ม่อะไรจะท�า สุราจึงเปนเพื่อ
ปายหลายทีเลี้ยว หมอให้ยามากิง อีก็ลีข้ึงเยอะ!” ที่ดีที่สุดส�าหรับพวกเขาและเย็นวันน้ี ๓ สหาย
“แล้วหมอเขาบอกว่าเปนอะไร?” ชิตอยากรู้ ก็ตั้งวงเสวนากันดั่งเช่นเคยมา...เมื่อสุราเข้าที่นารี
ถามขน้ึ บา้ ง “คงุ หมออกี บอกวา่ อกี เปง โรค ฮดี ! ฮดี ! นั้นไม่ต้องถามถึง สูตรต่อไปของมันก็คือ ร้องร�า
อาลายอั๊วก็จ�าบิหล่าย” เจ้าของร้านกาแฟบอก ท�าเพลง ใครมอี ะไรดกี ง็ ัดเอาออกมา
พลางส่วนหน้า และแล้วเสียงเกียรติก็หัวเราะขึ้น
พร้อมบอก ๒ สหายอย่างรู้ทันว่า “นึกแล้วไม่ผิด “วันน้ีต้องขอสักสี่ซ่าห้าเพลงโว้ย ไอ้นุ”
ก็ไอโ้ รคฮีสทเี รยี นนั่ เอง” เสียงเกียรติเร่มิ ดีข้ึน
บ้านเก่าคร�่าคร่า ปลูกอยู่เดี่ยวช้ันเดียว “ไอ้ฝมือเดี่ยวขิมของแกนี่ มันน่าจะไปเปน
ใตถ้ นุ สงู หลงั นนั้ ตง้ั อยรู่ มิ ฝง หว้ ย รอบบา้ นรายลอ้ ม ศิลปนแห่งชาติมากกว่าจะมาจับเข็มฉีดยาว่ะ!”
ไปด้วยต้นกระถินซึ่งเจ้าของบ้านปลูกเอาไว้เก็บ เสียงชิตดขี น้ึ มาอีกคน
ผั ก ข า ย แ ล ะ โ ด ย ท่ี มั น ข า ด ก า ร เ อ า ใ จ ใ ส ่ ดู แ ล
แต่ละต้นมันจึงสูงเก้งก้าง ระเกะระกะ บางต้นก็ “อ้ะ! ได้ซีจะเปนไรมี? จะเอาแขกตี! เอย!
ชดู อกสเี หลอื งสของมนั ออกมาเปน กระจกุ กระจาย ตอ่ ยหมอ้ ชะแมรอ์ มตกึ๊ มอญรา� ดาบหรอื จะเอาพมา่
ไปตามรวั้ ดูรายกับหัวทดิ สึกใหมท่ ผ่ี มพึ่งจะขึ้น ๕ ท่อน” วษิ ณกุ ็ชักดขี น้ึ มาบา้ ง
ตะวันใกล้จะลับทิวไม้ลงไปแล้ว เสียง “อาราย กไ็ ดห้ รอกโวย้ ” ชติ ลากเสยี งเพราะดี
นกกะปูดร้อง ปูด! ปูด! อยู่ริมฝงห้วย ขานยาม เข้าไปแล้ว...“ฝมือเด่ียวขิมของแกวะอย่าง สาวใด
บอกเวลาทวิ าวารใกลค้ บื คลานเขา้ มาแลว้ ชาวบา้ น ฟงแล้วไม่ถวิลหา? ก็คนบ้าแหละวะ!” และแล้ว
ที่ออกไปท�ามาหากินตามไร่นาปาเขา ต่างก็พากัน เสียงเพลง “ไอยเรศ” ซ่ึงเปนเพราะโหมโรงก็
กลับเคหะสถาน บ้านช่องเตรียมหาอยู่หากินและ กังวานขึ้นด้วยไม้ตีขิมทั้ง ๒ ที่ระรัวไปตามเส้นขิม
พักผ่อนหลับนอนกันต่อไป...วิษณุ เกียรติ ชิต ดว้ ยฝม อื วิษณุ... วษิ ณุเดีย่ วเพลงไอยเรศ จบเขาก็
๓ สหาย ก็เตรียมเข้าครัวเพื่อหุงหาอาหาร... ต่อด้วยเพลงนกขมิ้น ลดพัดชายเขา มอญร�าดาบ
เขาท้ัง ๓ ถูกทางราชการส่งตัวมาประจ�าอยู่ เขาเด่ียวไปเร่ือย สุดแท้แต่จะนึกเพลงอะไรได้
อ�าเภอชายแดนเพื่อคอยตรวจตราการลักลอบน�า ไม่ว่าจะเปนเพลง ทยอยนอก แขกโอฐหรือ
๗๘ ใสนาพยรสะมั อพุปันถธัม ภสมพารคะมเนจากั วเรรยีวงนศเกเ ธา อสตั พวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสสุ วัต ลวี กรมหม่นื สุทธนารนี าถ ลาวแพน...เขาสะบัดไม้ขิมระรัวลงไปบนสายขิม
ตามลลี าของเพลง ไดจ้ งั หวะจะโคนทงั้ ลกู ลอ่ ลกู เกบ็ วิษณุ เล่นเพลงจบเขาก็เก็บไม้ตีขิมเข้าท่ี
คล่องแคล่วว่องไวอย่างช�านิช�านาญราวกับศิลปน ปดฝาหีบขิมน�าไปเก็บเข้าห้อง บอกลาสหายทั้ง
อาชีพ ชิตและเกียรติต่างปรบมือให้เขา เม่ือเขา ๒ ลงบนั ไดบา้ นไป...เขาเดนิ ฝา ความดื ทเี่ ปลา่ เปลย่ี ว
เล่นเพลงแตล่ ะเพลงจบลง เพื่อจะข้ามล�าห้วยซึ่งเขาก็เคยข้ามไปมาเพ่ือไป
เล่นไพ่เปนประจ�า เขารู้สึกตัวว่าเขาออกจะเดินเซ
ตะวันลับขอบฟาไปก็นานแล้ว รัตติกาล ไปบ้างเพราะเจ้าเพื่อนท้ัง ๒ มันตบรางวัล
สยายปก ของมนั ปกคลมุ ไปทวั่ บา้ น ทตี่ ามไตต้ ามไฟ ด้วยเหล้าค่อนข้างหนัก...เขาเดินมะงุมมะงาหรา
เม่ือหัวค�่าดูวับๆ แวมๆ ราวกับผีกระสืออกหากิน ไปได้ยินเสียงแว่วของ ๒ สหายไล่หลังมา “ขอให้
กลางทุง่ ต่างกด็ บั ฟนไฟเข้าหลบั นอนกนั หมดส้ิน... โชคดีวิษณุ” เขายิ้มใหน้ อ้ ยๆ แลว้ เดนิ ตอ่ ไปจนถงึ
แต่บ้านหลังนั้นแสงตะเกียงเจ้าพาจุยังสว่างโพลง ฝงห้วย เนื่องด้วยระดับน้�าในล�าห้วยคืนนี้มันรู้สึก
อยู่ เพราะการเลยี้ งยงั ไม่เลิกรา.... ข้ึนสูงผิดปกติ คงเปน เพราะฝนตกในดงมากน้�าปา
จึงไหลหลากมา เพ่ือไม่ให้เสื้อผ้าเปยกวิษณุจึง
“กันขอเด่ียวเพลงน้ีเปนเพลงสุดท้าย ถอดเส้ือกางเกงออก ลงลุยน�้าไป ขณะท่ีเขาลงมา
เพราะกนั มนี ดั บา้ นสมหุ จ์ นั ท์ ฟากหว้ ยหลงั ตลาด.... ถึงกลางน�้าระดับเคียงเอว เขาก็ชนกับร่างของ
เพลงนี้เปนเพลงไทยประยุกต์ ช่ือเพลง “คล่ืน ใครคนหนง่ึ เขา้ อย่างจงั ! เขาตกตะลึงอย่กู บั ท่ีพลาง
กระทบฝง” วิษณุบอกเพ่ือนทั้ง ๒ นึกว่าใครหนอ มาอาบน�้าดึกดื่นเท่ียงคืนอยู่เช่นนี้
เขาออกปากถามไปวา่ “ใคร?” แตร่ า่ งนนั้ ยงั คงยนื นง่ิ
“โอ.เค.!” ชิตและเกียรติต่างพยักหน้าร้อง ไม่ตอบ วิษณุเอ้ือมมือไปจับท่ีแขน แต่ร่างนั้นก็ยัง
เกือบพร้อมกัน เขาทั้ง ๒ รู้ดีว่า นัดของวิษณุคือ ไมข่ ยบั เขาเลอื่ นมอื ขน้ึ ไปถงึ ไหล่ แตร่ า่ งนน้ั กย็ งั เฉย
การไปเล่นไพ่ที่บ้านสมุห์จันท์ ซ่ึงเปดบ่อนเล่นไพ่ เขาเลอื่ นมอื ไปทลี่ า� คอ แลว้ ตา�่ มาทอ่ี กเรอื่ ยลงมาถงึ
กับพวกอ�าเภอเปนประจ�า...แล้วเสียงเพลง “คล่ืน หนา้ ทอ้ ง...แลว้ วษิ ณกุ แ็ ทบ “ชอ ก” อยกู่ ลางลา� หว้ ย
กระทบฝง” อันเปนเพลงสุท้ายของรายการก็ เพราะร่างท่ีเขาชนเข้าอย่างจังนั้น มันคือ
กังวานขึ้น ท่วงท�านองจังหวัดลีลาของเพลงไป มนุษย์ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งซึ่งร่างของหล่อน
เรื่อยๆ ทั้งขึ้นสูงลงต�่า ดุจลูกคลื่นใหญ่น้อย เปลือยเปล่า เนื้อหนังมังสาอวบอูมไปด้วยก้อน
ทยอยเข้าซัดฝงดังเปนระยะแล้วก็จบลงอย่าง กล้ามเน้ือ เขาแทบหมดสติสมปฤดี...หูเขาเร่ิมอ้ือ
สงัดเงียบเหมือนกับคลื่นลมสงบทะเลเรียบ นัยน์ตาเริ่มลาย...และแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่า เขาได้ท�า
กระนั้น…และก็ในความมือแห่งราตรีกาลคืนน้ัน อะไรลงไปกับร่างนั้น เขาไม่ได้ยินแม้แต่เสียง
หากเขาท้ัง ๓ จะมีทิพยจักขุญาณหรือตาวิเศษ สั่นสะท้านของเขาและหล่อน หูได้แต่แว่วเหมือน
เขาก็คงจะเห็นร่างของหญิงคนหนึ่งก�าลังลงน�้า เพลงคลืน่ กระทบฝง ดงั มาแตไ่ กล...
ข้ามห้วยมาและก็ในท�านองเดียวกัน หากเขาทั้ง
๓ สามารถจะหยงั่ รดู้ นิ ฟา มหาสมทุ รได้ เขากจ็ ะรวู้ า่ เชา้ วนั รงุ่ ขน้ึ วษิ ณกุ พ็ ารา่ งโซซดั โซเซของเขา
มีใครคนหนึ่งมาลักลอบแอบฟงเพลงที่พวกเขา กลับมาท่ีพักและชนเอาร่างชิตและเกียรติซึ่ง
เล่นกันอยู่ท่ีโคนเสาใต้ถุนบ้านอยู่เปนประจ�า กา� ลังลงบนั ไดบ้านมา
ก็ “หญงิ ครึง่ บา้ ครง่ึ ดี” คนนัน้ หลอ่ นมีนิวาสสถาน
บ้านช่องอยู่ฟากห้วยฝงตรงข้ามและคืนน้ีก็เหมือน “เปนไง โชคดีไหม? วิษณุ” เสียงเกียรติ
คืนนั้น หล่อนแอบมาฟงพวกเขาเล่นเพลงดัง ถามขึ้น
เชน่ เคย
๗๙ในพระอุปถมั ภ พระเจสา วารยวสงัมศพเ ธนั อธ พสมระาอคงมคนเักจเา รโยีสนมเสกวาลสี ตั กวรแมพหทมยน่ื สกุทรธมนปาศรสุีนตัาถว
“วิษณุเสียอย่าง! สบายไปแปดอย่าง!” ๓ สหายต่างพากันไปร้านเข้าฮ้อเจ้าของ
เสียงชติ ดงั ขนึ้ อีกคน ร้านกาแฟที่ตลาด ระหว่างท่ีเดินคุยกันไปพลาง
ท้ัง ๓ ก็ต้องตกใจเม่ือมีร่างของหญิงคนหน่ึงโผล่
วิษณุส่ายหน้า “ดีกับผีอะไร? เมื่อคืนซวย! พรวดออกมาปรากฏตัวใกล้ๆ หล่อนผัดหน้า
กระเปาแหก! เปน หนีส้ มหุ ์จันทอ์ ยูอ่ ีก ๒ พนั บาท ทาแปงขาวราวกับจะไปเล่นละครชาตรี กลิ่น
เพราะหญิง?!” …แต่เขาก็พูดค้างไว้ได้เพียงแค่น้ัน น�้าหอมฟุงตลบ หล่อนตรงเข้ากระโดดกอดวิษณุ
แล้วกข็ อตัวไปนอน ปากก็ละล่�าละลักออกมา...“ก็น่ีไง? ผัวฉัน” แล้ว
หล่อนก็ยิ้มระร่ืนอย่างมีความสุข ก็หล่อนจะ
“เฮย้ ไมไ่ ด”้ เสยี งเกยี รตหิ า้ ม “ไปกนิ กาแฟ เปนใครอีกล่ะ! ถ้าไม่ใช่หญิงคร่ึงบ้าครึ่งดีท่ีเขา
ไข่ลวกกันก่อน ใจเย็นเพ่ือน กันเปนเจ้ามือให้ ทั้ง ๓ เหน็ กนั อย่ทู ่ีตลาดคนน้นั ...M
วันหลังแก้ตัวใหม่ กันเชื่อมือแก...โกเฮ็งน่ะมันสู้
โกเก่ง ไมไ่ ด้หรอกโว้ย”
๘๐ ใสนาพยรสะมั อพปุ นั ถธัม ภสมพารคะมเนจากั วเรรยีวงนศเกเ ธา อสัตพวรแะพอทงยคเ กจารโมสปมศสสุ วัตลวี กรมหม่นื สทุ ธนารีนาถ
สมั ภาษณส ด
“ไอมนุษยเดนตาย”
โดย ศิลป เปรมฤทยั
จะมใี ครคดิ บา งไหมวา ชวี ติ สตั วแพทยภ ธู รอยา งเราๆ มอื หนงึ่ หวิ้ กระตกิ วคั ซนี บา แบก
ตราเหล็ก ไลห อยเลือกมนลิ า เที่ยวตะรอนไปตามหมูบ า นทองทุงปา เขาลําเนาไปพร เพือ่ ฉีด
วัคซีนใหวัวควายของชาวบาน จะตองไปเผชิญกับหากระสุนปนท่ีย่ิงมาอยางหูดับตับไหม
ราวกับออกศึกสงครามก็ไมปาน ที่ลมหายตายไปก็หลายคน ที่ยังหลงเหลืออยูแตชีวิตพิกล
พกิ ารก็ยงั มี...ถูกแลว ขา พเจา กาํ ลงั จะพาทานไปพบกบั ศษิ ยเกาอดตี สัตวแพทย กรมปศสุ ตั ว
ของเราผูหน่ึงซึ่งเคยแหวกฝาหากระสุนปนมาแลว และก็รอดตายมาไดราวกับปาฏิหาริย
เขาผูนัน้ คอื ...คุณหมอบญุ สง หวา งเพยี ร อดตี ปศุสตั วจ ังหวดั ปทมุ ธานี สตั วแพทยร นุ ๑๙
หรืออกี สรรพนามหนงึ่ ทเ่ี พอื่ นให สมญั ญานาม เขาวา “ไอม นษุ ยเดนตาย”
ข้าพเจ้าไปพบหมอบุญส่ง หว่างเพียร กันและนักเรียนสัตวแพทย์พร้อมด้วยสัตวแพทย์
ทบ่ี า้ นพกั สว่ นตวั จงั หวดั ปทมุ ธานี ในฐานะเพอื่ นเกา่ รุ่นพ่ีรวม ๖ คน ได้ถูกส่งตัวไปปราบโรคที่ต�าบล
ซ่งึ ก็ได้เกษยี ณจากราชการไปแลว้ เพอื่ ขอเร่อื งราว พังตรุ อ�าเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี
ในอดตี ชวี ติ สตั วแพทยท์ โ่ี ชกเลอื ดของเขา มากา� นลั สัตวแพทย์รุน่ พีค่ นหนึ่งเปน หวั หนา้ สาย เราพากัน
แด่เพ่ือนผองน้องพ่ี โดยเฉพาะน้องรุ่นหลัง จะได้ พักบ้านก�านันเพ่ือเปนจุดศูนย์กลางในการออกไป
ทราบว่า สมัยสัตวแพทยร์ ุ่นพ่ี พ่อ ปู นัน้ เขาฟน ฝา ปฏิบัติงานในท้องที่ต่างๆ ในช่วงน้ันเกิดโจรผู้ร้าย
อปุ สรรคขวากหนามกนั มาอย่างไร โปรดตดิ ตาม... ชุกชุมมาก มหาโจรที่ยิ่งใหญ่เปนท่ีหวาดผวาของ
ชาวบ้านมีอยู่หลายกก อาทิ กกเสือด�า มีอิทธิพล
“ปน น้ั เปน ป พ.ศ. ๒๔๙๑” หมอบญุ ส่งเริม่ ครอบคลุมพ้ืนที่จังหวัดกาญจนบุรี กกมเหษวร
เรื่องราวของเขา “มันเปนปมหาโหด! บ้านเมือง มีอิทธิพลครอบคลุมพื้นท่ีจังหวัดสุพรรณบุรี
ไมเ่ ปนปกตสิ ุขเพราะสงครามโลกครง้ั ที่ ๒ สงบลง กก เสอื ฝา ย มอี ทิ ธพิ ลครอบคลมุ พนื้ ทจี่ งั หวดั สงิ หบ์ รุ ี
ใหมๆ่ ขา้ วกย็ ากหมากกแ็ พง โจรผรู้ า้ ยชกุ ชมุ ยง่ิ กวา่ อ่างทอง นอกจากนี้ยังมีกกเสือดง จอมโจรบ้าน
ยุง” หมอบุญส่งหยุดไปชั่วครู่พลางเอ้ือมไปหยิบ กอไผ่ กกเสืออัน เสืออ้ิง และเสือเชื่อม เปนต้น
น้�าพรรค์อย่างว่าบนโตะรับแขกเทหายลงไปใน ในการไปปราบโรคในท้องที่สมัยน้ัน ล�าบากมาก
ล�าคอจนหมดแก้ว...“เพื่อรื้อฟนความทรงจ�าใน โดยเฉพาะพ้ืนที่ในจังหวัดกาญจนบุรี ไหนจะต้อง
อดีตให้กระชับและแม่นเข้า” เขาว่า แล้วก็เริ่ม บุกปาฝาเขาต้องเผชิญกับปญหาของชาวบ้านที่
เรอื่ งราวของเขาตอ่ ไป “ปน นั้ เจา้ โรคมหาประลัย ขัดขืนเผชิญกับเหล่าโจรผู้ร้ายและเจ้าหน้าท่ี
รนิ เดอรเ์ ปสตก์ ไ็ ดเ้ กิดข้นึ ในเขต ๗ อันมี นครปฐม บา้ นเมอื ง ซง่ึ สะพายปน สเตนคารไ์ บน์ เดนิ ไปมากนั
ราชบรุ ี เพชรบรุ ี สพุ รรณบรุ ี และจงั หวดั กาญจนบรุ ”ี
๘๑ในพระอปุ ถมั ภ พระเจสา วารยวสงัมศพเ ธนั อธ พสมระาอคงมคนเ กัจเา รโียสนมเสกวาลสี ัตกวรแมพหทมย่ืนสกุทรธมนปาศรุสีนัตาถว
เกลื่อนกร่น จนไม่รู้ว่าคนไหนคือผู้ร้ายและผู้ดี แล้วเหล่าร้ายทั้ง ๔ คนก็ส่ายปากกระบอกปน
เราปฏิบัติงานไปตามปกติโดยยึดบ้านก�านัน กราดไปทวั่ ภรรยาของกา� นนั และลกู สาววง่ิ ออกมา
ดังกล่าวเปนที่พัก จวบจนประมาณเข้าเดือนที่ ๖ ตื่นตระหนกตกใจขวัญหนีดีฝอไปหมด คนร้าย
โรคใกล้สงบ เช้าตรู่วันหน่ึงเกิดเหตุร้ายขึ้นที่บ้าน คนหนงึ่ ถามวา่ “พวกใครทน่ี งั่ อยแู่ ละนอนอยใู่ นมงุ้
ก�านัน “บุญส่งหยุดชะงักเร่ืองราวของเขาไว้ช่ัวครู่ เจ้าหน้าท่ีใช่ไหม?! พวกมันคนหน่ึงถาม ภรรยา
สงั เกตใบหนา้ ของเขาดเู ครง่ ขรมึ นยั นต์ าเหมอ่ ลอย ก�านนั ตะโกนบอกวา่ “ไมใ่ ช่ พวกหมอ! อยา่ ไปยงิ
เม่ือเขาเล่ามาถึงตอนนี้ เสมือนหน่ึงเขามองเห็น เขา ! พวกมันคนหน่ึงตอบ “ไม่จริงไอ้พวกนี้
ภาพในอดีต ๔๐ กว่าปที่ล่วงมาแล้วอย่างแจ่มชัด เจ้าหน้าที่ ส่งมาปราบพวกกู” พูดพลางมันก็
ขา้ พเจา้ ผสมเหลา้ บางๆ ยน่ื สง่ ใหเ้ ขาไปอกี หนง่ึ แกว้ ส่ายปากกระบอกปนไปท่ีมุ้งซ่ึงกางอยู่ระเกะระกะ
เขาเทมันหายวับไปกับตา แล้วเขาก็เริ่มเรื่องราว และมีพวกเราคนหน่ึงพ่ึงต่ืนก�าลังค้นอะไรอยู่
ของเขาต่อไป...” ปกติก�านันเปนคนนอนตื่นเช้า ในยา่ ม ลน่ั กระสนุ ปน กราดเขา้ ไปในมงุ้ เปน ชดุ เสยี ง
ตื่นขึ้นจะต้องลงไปกวาดชานบ้านเปนประจ�า ดังหูดับตับไหม้ พวกเราท่ีก�าลังนอนหลับอยู่ก็เลย
บ้านก�านันเปนบ้านช้ันเดียวใต้ถุนสูง มีนอกชาน นอนหลับตลอดไปรวมทั้งคนนั่งด้วยเปน ๔ ศพ…
และบันไดไปสู่เบื้องล่างตามแบบบ้านในชนบท เหตกุ ารณม์ นั เกดิ ขน้ึ รวดเรว็ มาก กนั กา� ลงั บา้ งหนา้
ท่ัวไป พวกเราน้ันพักและนอนกันอยู่บริเวณห้อง อยู่ท่ีชานระเบียงด้านหน่ึงแลเห็นเหตุการณ์
โล่งไมม่ ฝี าปด กัน้ มองเหน็ กนั ตลอด เชา้ วนั เกิดเหตุ โดยตลอด กระโดดนอกชานเผน่ หนอี ยา่ งไมค่ ดิ ชวี ติ
ก็มีพวกเหล่าร้าย ๔ คนปลอมแปลงตัวมา โดย พวกมนั คนหนึง่ ตะโกนบอก “นั่นอกี คน” และแลว้
แต่งเคร่ืองแบบเปนต�ารวจ มีอายุธครบมือ ห่ากระสุนก็ถูกระดมเข้าใส่กันอย่างไม่นับ กระสุน
คนหน่ึงถูกจับมัดมือไพร่หลังวิ่งตรูขึ้นมาบนบ้าน เม็ดหนึ่งฝงเข้าที่สะโพกขวา ความเจ็บปวดท�าให้
แล้วตะโกนบอกก�านันว่า “ได้จับนายแคนหลาน วิ่งไม่ถนัดต้องใช้คลานหลบเข้าปาสะแกข้างบ้าน
ก�านันมต้องหาว่าลักวัวกับพวกซ่ึงยังจับไม่ได้” พร้อมกับลูกชายก�านันคนหนึ่งซ่ึงกระโดดหนีลง
ขณะนั้นก�านันข้ึนมาอยู่บนบ้านแล้ว วิสัยก�านัน จากบนบ้านคาคบไม้อยู่และตะเกียกตะกายลงมา
มือปราบบวกกับสถานการณ์ในช่วงน้ันมันสับสน จนได้” เล่ามาถึงตอนนี้เขาขอเหล้าข้าพเจ้าอีก
จนไม่รู้ว่าใครเปนใคร สัญชาติญาณระวังภัย หน่ึงแกว้ ข้าพเจา้ รนิ ส่งใหเ้ ขาอยา่ งเหน็ ใจ...
มีเปนทุนเดิมอยู่แล้วและพิจารณารูปการดู
“กเ็ มอื่ วานนน้ี ายแคนซง่ึ เปน หลานกย็ งั มาชว่ ยงาน หลังจากพวกเหล่าร้ายไปแล้ว ชาวบ้าน
อยู่กับบ้าน” พวกนี้คงมาไม่ดีแน่ จึงขอตัวท�าทีไป จงึ มาชว่ ยเตม็ ไปหมด พวกมนั เกบ็ ขา้ วของทรพั ยส์ นิ
ปสาวะในครวั พวกเหลา่ ร้ายกย็ ังคงรวมตวั ปรกึ ษา ของก�านันและพวกเราไปไม่เหลืออะไรไว้ให้เลย
กันซุบซิบอยู่บนบ้าน ครู่หนึ่งเหล่าร้ายคนหนึ่ง และยังจับลูกสาวก�านันไปเปนตัวประกัน แต่ก็ได้
ก็ตะโกนบอกก�านันว่า “จะขอลากลบั แลว้ ” กา� นัน ปล่อยตวั กลบั มาภายหลงั ทีส่ ลดใจมากคอื ลกู สาว
จึงโผล่หน้าออกมาจากประตูครัว ในบัดดลนั้นเอง ก�านันกอดศพพ่อร่�าไห้ปมน้�าตาจะเปนสายเลือด
พวกมันเหล่าน้ันก็สาดกระสุนใส่ร่างของก�านัน ต่อมาความทราบถึงกรมฯ ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
อยา่ งไมน่ บั กระสนุ เจาะรา่ งกา� นนั พรนุ คาประตคู รวั โดยรับเปนเจ้าภาพฌาปนกิจศพท้ัง ๕ ศพ
แ ล ะ ต ก ล ง ไ ป ร ้ อ ง ค ร ว ญ ค ร า ง อ ยู ่ ใ ต ้ ถุ น บ ้ า น ซ่ึงรวมท้ังศพก�านันด้วย ท่ีวัดมกุฎกษัตริยาราม
๘๒ ใสนาพยรสะมั อพปุ ันถธมั ภสมพารคะมเนจาักวเรรยีวงนศเกเธา อสัตพวรแะพอทงยคเ กจารโมสปมศสุสวตั ลวี กรมหมืน่ สทุ ธนารีนาถ สว่ นบา� เหนจ็ ความดคี วามชอบสตั วแพทยร์ นุ่ พแี่ ละ
นักเรียนฝกงานซ่ึงเปนรุ่นเราตลอดทั้งก�านัน ปจจุบันหมอบุญส่ง หว่างเพียร พ�านัก
กั น ไ ม ่ ไ ด ้ ติ ด ต า ม เ พ ร า ะ ต ้ อ ง เ ข ้ า รั ก ษ า ตั ว ที่ อยู่บ้านส่วนตัว อ.เมือง จ.ปทุมธานี ลูกหลาน
โรงพยาบาล เมื่อหายแล้วก็ยังต้องกลับมาเรียน ต่างมีฐานะมั่นคงไปหมดส้ินแล้ว งานอดิเรกคือ
สัตวแพทย์อีกต่อไป...เร่ืองของเร่ืองมันก็มีเท่าน้ี ท�าสวยผลไม้
ออ้ ! สา� หรับพวกเหล่าร้ายหรอื โจรกก นี้ ภายหลงั
เจ้าหน้าท่ีได้ตามจับได้ ๑ คน ถูกยิงตายไปก็มี “อุดมคติ” ทนอดเท่าน้ัน จึงเปนคนข้ึนมา
ในระหว่างจับกุม ซึ่งกันก็ได้ไปชี้ตัวถูกต้องศาลได้ ถึงเพยี งนี้
ตัดสินจ�าคุกและส่งตัวมากักขังไว้ที่เรือนจ�า
บางขวาง พูดจบไอ้มนุษย์เดนตายก็ถอนหายใจ เครอื่ งราชอิสสรยิ าภรณ์
อย่างเหนื่อยอ่อน “…แล้วลูกหืนที่ฝงอยู่ในขา - เหรยี ญจักรพรรด์มิ าลา
ได้ทราบว่าไม่เอาออก ไม่กลัวมันท�าพิษให้หรือ?” - ตริยาภรณม์ งกฎุ ไทย
ข้าพเจ้ายังกังขา ไอมนุษย์เดนตายยืดอกแผ่นหนา
ของเขาข้ึนอย่างทรนง พลางตอบข้าพเจ้าอย่าง ศิลป เปรมฤทยั /สมั ภาษณ/ รายงาน
มัน่ ใจ “ยอหออยา่ ห่วง มันฝง ลกึ และองิ ติดกระดกู M
หมอบอกไมต่ อ้ งผา่ เพราะจะเสยี กลา้ มเนอื้ อกี อยา่ ง
เก็บไว้มันเปนมหาอุดว่า! ใครยิงฟนไม่เข้า” …
“เปนงั้นไป!” ข้าพเจ้าอุทานและพยักหน้าหงึกๆ
ตามเกือบจะขัดคอเขาไปแล้วเหมือนกันว่า ยิงฟน
มันจะเข้ากับผีอะไร? แต่ก็กลัวอีแปข้างขาเดี้ยง
จะสมั ผสั กน้ เอา...กน็ แี่ หละเพอื่ นผองนอ้ งพ่ีเรอื่ งราว
ของหมอบญุ ส่ง หว่างเพยี ร ซ่งึ เพอื่ นๆ ใหส้ มญั ญา
นามเขา “ไอม้ นุษย์เดนตาย” ละ!
๘๓ในพระอปุ ถัมภ พระเจสา วารยวสงัมศพเธันอธ พสมระาอคงมคนเ ักจเารโียสนมเสกวา ลสี ตั กวรแมพหทมย่ืนสกุทรธมนปาศรุสนี ตัาถว
“เกือบแลว เชยี วไหมละ ”
ตอน หลงกลิน่ แกงเหลือง...กล่นิ สาบน้ํามนั เนย
โดย ศลิ ป เปรมฤทยั
“บนถนนสายสตั วแพทยภ ธู ร...เสน ทางของมนั มไิ ดโ รยไวด ว ยกลบี กหุ ลาบหรอื ฉาบทาไว
ดว ยปา คอนกรตี ...ตราบใดชวี ติ นน้ั ยงั ไมห ยดุ นงิ่ ...หบุ เหวหนิ ดอนดนิ ดงแดน...สาโท เหลา เดด็
ปลารา ปลาจอม กบ เขียด งสู งิ ห แกงเหลอื ง หรอื นํ้าบดู ู กม็ ิอาจจะหลกี เลี่ยงกนั ไปเสยี ได”
รถจักรยานสองล้อ ๓ คันนั้น เคล่ือนตัว บ่ายๆ ก็คงถึงแหลมนาว” …เขาหมายถึงต�าบลท่ี
ตามกันออกมาจากหน่วยปราบโรคระบาดสัตว์ เขาจะไป
จังหวัดระนอง คนข่ีน�าหน้าเปนชายวัยค่อนข้าง
สูงอายุ คนข่ีถัดมาเปน ชายรา่ งสูงโปรง่ คนขรี่ งั้ ท้าย “นั่นซี…ผมก็ว่าอย่างน้ันแหละพ่ีพัน”
เปน ชายร่างเตย้ี เขา ๒ คนหลงั นอ้ี ายอุ านามดจู ะ เสียงคนขี่จักรยานคันกลางดังข้ึนมาบ้าง...“พี่พัน
ออ่ นกวา่ คนแรก...เขาทง้ั ๓ ขจี่ กั รยานตามกนั ไปมงุ่ รไู้ หม? …เมื่อคนื ผดงุ มนั ซง่ิ หนกั มนั ได้ยาดีมาจาก
หน้าไปตามถนนสายระนอง - กะเปอร์ โดยทิ้ง แขกปาร์ดัง”...แล้วผู้พูดก็หันไปมองผู้ที่กลางถึง
ช่องว่างห่างกันไว้ พอได้สรวลเสเฮฮากันได้... “ผมเคาะข้างฝากเรียกมันทีไร มันก็บอกไม่ว่าง!
เขาผา่ นตลาด ตา� บลหงาว สนามบนิ พาณชิ ยจ์ งั หวดั ไมว่ า่ ง! ทกุ ที แลว้ มนั จะเอาแรงจากไหนออกทอ้ งท”่ี
ผ่านเหมืองแร่ดีบุก ผ่านทุ่งสาธารณะ ผ่านฝูงวัว พูดแลว้ เขากห็ ัวเราะ
ซึง่ เปนโรคขาดอาหาร ผ่านหบุ เหวหนิ ห้วยละหาร
ล�าธาร บึงหนอง...ผ่านอะไรต่อมิอะไรไปเร่ือยๆ “ก็ไอ้แกน่ันแหละเจ้าเปรมตัวดี” เสียงผู้ที่
จนสุดทเ่ี ขาจะจดจ�ามนั ถกู เอย่ นาม กระแทกเสยี งใสห่ นา้ ...“มนั ตม้ ผมพพี่ นั
มนั บอกวา่ ไอเ้ หลา้ “แยนวอถอง” เอย้ ! “ไอเ้ หมาไถ”
“ถึงกะเปอร์แล้วเราหยุดเติมน้�าเติมไฟกัน เนี่ย หากเดาะน้�าสไปรท์เข้าไปสักหน่อย เวลา
ก่อนนะ พ่ีพัน ผมใกล้จะหมดแรงข้าวต้าอยู่แล้ว” “อ๊ึบ” ละดีแท้ๆ ไอ้ผมก็หลงเชื่อมัน...ท่ีไหนได้
…เสียงคนข่ีสุดท้ายบอกกับคนหน้า หรือที่เขา พอพวกกับยาของผมเข้าไปอีกแรงหนึ่ง...ทุด!”
เรยี กว่า “พ่พี นั ” ดงั ขน้ึ เขาสบถ...“เลยเจากันไปตลอดทั้งคืน” พูดจบเขา
กช็ ีห้ นา้ ไปยงั คนช่ือเปรม...แลว้ เขาทงั้ ๓ ก็หัวเราะ
“เอาซี” เสียงคนหน้าตอบ พลางเขาก็ กนั ขึน้ อยา่ งคร้นื เครง...เขาขร่ี ถตามกันไป กระเซา้
ยกแขนที่ยึดแฮนเด้ิลรถไว้ขึ้นข้างหน้า ดูนาฬกา เย้าแหย่กันไป พอให้คลายความเหน็ดเหนื่อย
พลางก็ปาดเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของเขา “เราออก เม่ือยล้า...เปรมขี่รถไปก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน
จากหน่วยเมื่อตอนตีห้า นี่ก็ใกล้แปดโมงเช้าแล้ว น.ี้ ..ที่เขากับผดงุ ไดอ้ อกไปทอ่ งราตรกี นั เพราะเขา
เราคงมากันไดไ้ กลโข กม็ ิ ๓๐ กโิ ลเขา้ ไปแลว้ หรือ รวยไพม่ าตงั้ เกอื บสองพนั บาท โดยเขาเลน่ ไฟ “เผ”
๘๔ สในาพยรสะมั อพปุ ันถธมั ภสมพารคะมเนจาักวเรรียวงนศเกเ ธา อสัตพวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสสุ วตั ลวี กรมหมื่นสทุ ธนารนี าถ
กับหมอพวกเดียวกันท่ีหน่วย ปอร์ต สุดท้ายไพ่ ปนแกปกับปนลูกซอง ปนแกปหรือจะยิงได้ดัง
เขาตดิ จึงดวลกนั กับ “หมอต๋ี” หรอื ใครๆ มักเรียก หรอื ไกลกวา่ ปน ลกู ซอง...เปรมคดิ ...คดิ ของเขาไป...
มนั วา่ “เสย่ี ต”ี๋ เพราะเตยี่ มนั รวย ความจรงิ มนั กช็ อ่ื จนแทบจะไม่ได้ยินเสียงแตรรถยนต์ท่ีวิ่งสวนทาง
ยุทธศักด์ิบังเอิญไพ่ของหมอต๋ีก็ติด แต่ติดต่�ากว่า มาพร้อมกับเสียงเด็กท้ายรถตะโกนเรียกผู้โดยสาร
เขาจึง “รีดับเบ้ลิ ” กนั ไป ๒-๓ ตลบ เขาจึงรวยเงนิ ด้วยส�าเนียงเสียงภาษาของชาวปกษ์ใต้ เสียง
มา แตเ่ ขาอยากจะดดั นสิ ยั “หมอต”๋ี ทมี่ นั ขเี้ หนยี ว เปอนอง! เปอนอง! ดังก้องอยู่บนท้องถนน “อ้อ!
ใครยืมเงนิ มนั ไม่เคยใหม้ นั วา่ “หนยุ ” หรอื แปลวา่ มันคงจะใกล้กิ่งกะเปอร์เข้าไปแล้วซีนะ” เปรม
ซวย อะไรขอมนั นแี่ หละ เขาใจใชว้ ธิ แี บบ “ตหี วั แลว้ ปลอบใจตวั เอง “ไอแ้ หลมมะนาวมนั กอ็ ยแู่ คเ่ ออ้ื ม”
เขา้ บา้ น” โดยบอกกบั มนั วา่ “กเู ลกิ แลว้ โวย้ ...พรงุ่ น้ี
กจู ะออกท้องท”ี่ …เจา้ “หมอต”ี๋ มันโมโห โวยวาย เขาทง้ั ๓ ยงั คงข่ีจกั รยานปน กันไปเร่ือยๆ...
ชี้หน้าช้ีตา จึงได้เกิดวางมวยกัน ปากของมันแตก พระอาทิตย์โคจรโด่งฟาขึ้นมามากแล้ว อากาศ
เลอื ดไหลโกรก ผดุงจงึ แยกตวั เขามาจากมัน...แล้ว ท่ีร้อนก็ย่ิงร้อนอบอ้าว เส้ือผ้าที่สวมใส่ก็เปยกโชก
จึงไปท่องราตรีกันจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน... เปรม ไปดว้ ยหยดเหงอ่ื ...นานๆ จะมลี มพดั ผา่ นผวิ กายขนึ้
ข่ีรถไปก็นึกถึงชีวิตของเขาและเพื่อนๆ …คิดถึง มาสกั ครง้ั แตม่ นั ก็ร้อนวบู วาบ มไิ ดช้ ่วยคลายรอ้ น
ชวี ิตท่ีหวั หกกน้ ขวดิ ...ชวี ติ ที่ต้องระเหเร่รอ่ น...ชวี ติ ไปได้แต่อย่างใด แล้วพวกเขาท้ัง ๓ ก็เดินทาง
ท่ีต้องตรากตร�าตระเวนไปท่ัวร้อยเอ็ดเจ็ดหัวเมือง มาถึงกิ่ง อ.กะเปอร์ ซ่ึงเปนกิ่งอ�าเภอเล็กๆ เพิ่ง
มองไม่เห็นอนาคต ค�่านี้นอนนี่ แต่ไม่รู้พรุ่งนี้จะ ยกฐานะข้ึนเปนกิ่งใหม่ๆ …พันข้ึนไปติดต่อกับ
นอนทไี่ หน ไมผ่ ดิ อะไรกับนกขม้นิ เหลืองอ่อน เชน่ เจ้าหน้าท่ีบนกิ่งฯ ปล่อยให้เปรมกับผดุงนอน
ตัวอย่าง “พี่พัน” ที่ร่วมเดินทางกับเขามา อายุ สลบไสลใต้ต้นไม้ใกล้ก่ิงนั้น...เขาท้ัง ๓ เดินทาง
ปาเขา้ ไปเกอื บจะ ๕๐ อยรู่ อมร่อ กย็ งั ต้องปน จกั ร ออกจากกง่ิ กะเปอร์ เมอ่ื ตะวนั ชายบา่ ยคลอ้ ยลงไป
ยานเหย็งๆ ออกท้องที่ ไหนจะล�าบากกับถนน มากแล้ว มุ่งหน้าไปสู่ต�าบลแหลมนาว ซ่ึงต้ังอยู่
หนทาง ฝาดงทากท่ีชุกชุม ผจญฝุนกับแสงแดด ใกล้ฝงทะเลอันดามัน โดยเลาะลัดไปตามเส้น
ท่ีแผดเผาจนหัวแทบจะแตกออกเปนเสี่ยงๆ ส่วน ทางสายกะเปอร์-ตะก่ัวปา ซ่ึงก�าลังอยู่ในระหว่าง
เขาเองนน้ั อายกุ ็ ๓๐ กวา่ เขา้ ไปแลว้ ยงั จะหารงั นอน ท�าการก่อสร้าง...เขาเดินทางฝาปาดงดิบซึ่งอุดม
เปนฝงเปนฝาอะไรไม่ได้ ใจหน่ึงเขาก็คิดอยากจะ ไปด้วยตัวทากท่ีคอยกระโดดเกาะกินเลือด ฝาดง
ลาออกให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่เขาก็ไม่รจู้ ะไปทา� อะไร สัตว์ร้ายท่ีอุดมไปด้วยสัตว์ปานานาชนิด ผ่านดง
เพราะเขาก็ร�่าเรียนมาทางนี้ และก็ได้มาเพียงแค่ กล้วยไม้ปานานาพันธุ์ อันมีท้ังเอ้ืองช้างน้าว
ประกาศนยี บัตรใบเลก็ ๆ ใบหนงึ่ แทบจะหาคณุ ค่า หางสงิ ห์ เสือโครง่ ตอติเร่ ฯลฯ คร้ันแลว้ พวกเรา
อะไรไม่ได้ เพราะฐานะทางข้านเขามันจน... กพ็ บกบั ชาวบา้ นกลมุ่ หนงึ่ เปน ชาวอสิ ลามเทย่ี วเกบ็
อีกใจหน่ึงก็นึกมุมานะ ยึดปรัชญาชีวิตของใคร ของปาอยู่แถบน้ัน พันถามกลุ่มชาวบ้านเหล่านั้น
คนหนง่ึ ท่ีว่าไว้ “ชีวิตคือการต่อส”ู้ ออ! มันก็ถูกละ เขาตอบเปน ภาษาชาวใตส้ า� เนยี งอสิ ลามวา่ “ลงจาก
เปรมบอกตัวเอง...แต่ไอ้ชีวิตของเขามันเปนชีวิตที่ ควนนี้ไปก็จะพบบ่อน�้า มองเห็ฯทะเล น่ันแหละ
ปราศจาอาวุธคือ “ทฤษฎี” มแี ต่ “ปฏิบตั ิ” ไหน บ้านแหลมนาว “ควน” เปนภาษาของชาวใต้
เลยจะสู้พวกมี “ปรญิ ญาบัตร” ได้ เปรียบเสมือน ซ่ึงเขาท้ัง ๓ เข้าใจความหมายของค�าดี มันคือ
เนนิ เขาลกู เตยี้ ๆ นน่ั เอง ๓ สหายรสู้ กึ จะดใี จกนั มาก
๘๕ในพระอุปถมั ภ พระเจสา วารยวสงมั ศพเธนั อธ พสมระาอคงมคนเักจเา รโยีสนมเสกวา ลสี ัตกวรแมพหทมยนื่ สกทุ รธมนปาศรสุีนัตาถว
รีบปนจักรยานแข่งกันลงจากเขา แล้วเขาก็มาถึง ไหลออกปากกระบอกดังพล่อกๆ เสร็จจากเทน้�า
ทรี่ าบ กพ็ บบอ่ นา�้ ทช่ี าวบา้ นขดุ ไว้ มองเหน็ นา�้ ทะเล หล่อนจึงเชิญเขาทั้ง ๓ ขึ้นไปพักผ่อนบนบ้าน
ระยิบระยับไปด้วยแสงตะวัน ก่อนที่จะเดินทาง พนั เปรม ผดงุ พากนั เดนิ ตามหลอ่ นไปทางหนา้ บา้ น
เข้าหมู่บ้าน...ขระท่ีเขานอนเล่นเพลินๆ กันอยู่... ซ่ึงหันหน้าออกสู่ทะเล สายตาของเขาทั้ง ๓
พลันพวกเขาก็ได้ยินเสียงคนคุยกันมาตามทางเข้า กเ็ หลือบไปเหน็ ปา ยกระดานหน้าบ้านเขียนไวว้ ่า
หมบู่ า้ น เปน เสยี งคลา้ ยเสียงผู้หยงิ และแล้วเขาทัง้
๓ ก็ต้องตะลึก เมื่อเจ้าหล่อนผู้เปนเจ้าของเสียง ผู้ใหญบ่ า้ นหม่ทู ่.ี ..
๔ คน โผล่จากปามาถึงบ่อน�า้ หล่อนเปน เดก็ สาว ต�าบลแหลมนาว กง่ิ อ.กะเปอร์
ชาวอิสลามทั้งส้ิน บนบ่าของหล่อนแต่ละคนมี จงั หวัดระนอง
กระบอกไมไ้ ผล่ า� โตยาว ๓-๔ วา คนน�าหน้ารปู ร่าง พัน เปรม ผดุง หันมาสบตากันโดยมิไดนัดหมาย
สูงระหงสวยมาก จมูกของหล่อนโด่งเปนสัน ผดุงท�าท่าชอบกล และถามถึงผู้ใหญ่และหล่อน
รับกับใบหน้าค่อนข้างยาวรี นัยน์ตาด�าโต ค้ิวดก บอกผดุงวา่ “ผูใ้ หญไ่ ปประชมุ ทีอ่ า� เภอ ดึกๆ จึงจะ
ผมสยายยาวประบ่า หล่อนหุ้มร่างกระโจมอก กลับ” ผดุงช้ีแจงให้หล่อนเข้าใจว่า...พวกเราเปน
ที่อวบนนู ไว้ด้วยโสร่งปาเตะ …หล่อนทั้งหลายเหน็ ขา้ ราชการ จะมาทา� งานทน่ี ี่ หลอ่ นจงึ กระวกี ระวาด
แขกแปลกหน้า ต่างพากันหยุดชะงกั และมีท่าทาง รีบไปจัดสถานท่ีให้ แล้วกเ็ ชิญเขาทง้ั ๓ ขน้ึ บนบา้ น
กระดากอาย...ผดุงจุปากของเขาจิ๊กจ๊ัก! กระโดด ระหวา่ งทเ่ี ขารๆี รอๆ กนั อยนู่ น้ั ผดงุ กห็ นั มากระซบิ
เข้าสัมภาษณ์คนหน้าราวกับพยัคฆ์ร้ายกระโจนใส่ กับเปรมเชงิ ถามวา่ “ลกู สาวผใู้ หญ”่ เปรมบอกวา่
สมันสาวทันที...หลิ่นย้ิมรับเห็นไรฟนสีคล้�าคล้าย “ไม่แน่” ผู้ใหญ่ไกลปนเที่ยงแถบน้ีคงไม่มีหนุ่มๆ”
คราบหมาก เกราะอยู่ราวกับจะรู้จักผดุงมานาน ผดงุ พดู เปนปริศนา “กไ็ ม่แน่” เปรมบอก “งนั้ เปน
ผดุงสัมภาษณ์หล่อนสักครู่ เขาทั้ง ๓ ก็ทราบว่า เมียผู้ใหญ่” ผดุงรุกอีก “เออ!” เสียบเปรมตอบ
หล่อนอยู่ท่ีบ้านแหลมนาวนี้และออกมาตักน้�าโดย “ไม่ลกู กเ็ มยี แหละวะ”
ใช้กระบอกไม้ไผ่ ซ่ึงเจาะทะลุกลางปล้องถึงก้น อาหารเย็นวันน้ัน หล่อนแกงเหลืองปลา
เปน ภาชนะใส่นา้� ในที่สุด พัน เปรม ผดุง ต่างกช็ ว่ ย กระพงขาวซงึ่ ตดิ “มะม”ุ ทห่ี ลอ่ นดกั ไวช้ ายฝง ทะเล
แมส่ าวนอ้ ยท้ัง ๔ ตักน้�ากรอกใสก่ ระบอก ต่างคน ข้างบ้าน โดยใช้หลักปากเปนปกล่อให้ปลาเข้ากับ
ต่างก็คุยกันไป ผดุงนั้นจ้ีติดแม่สาวคนสวยน้ัน ลอบ พนั เปรม ผดงุ ต่างแอบชมรสอาหารทห่ี ลอ่ น
ไมย่ อมหา่ งและรบั อาสาแบกกระบอกนา้� ไปสง่ ใหถ้ งึ ปรุงให้รับประทานกนั ว่า...“อรอ่ ยถงึ ใจ”
บ้าน...พันและเปรมจึงช่วยจูงรถจักรยานของผดุง ระอาทิตย์โคจรลับขอบฟาไปนานแล้ว...
ตามแม่สาวนอ้ ยเหลา่ นั้นไป...ผดงุ แบกกระบอกน้า� หมู่บ้านแหลมนาวก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดของ
เดินเปาไปเปมาเพราะความถ่วงของน้�าท�าให้ ราตรีกาล...ชาวบ้านที่ออกไปท�ามาหากินตาม
สาวน้อยเหล่านั้นต่างพากันหัวเราะคิกคัก...เม่ือไป ปาเขาและท้องทะเล ต่างก็กลับคืนเคหะสถาน
ถึงบ้านของหล่อนคนสวย ซึ่งเปนบ้านหลังเล็กๆ บ้านช่องและพักผ่อนหลับนอนจนหมดสิ้น พัน
เสาสูงเก้งก้าง หล่อนก็รับกระบอกน้�าจากผดุงข้ึน เปรม และผดงุ ออกมานั่งพักผอ่ นอย่ชู านหนา้ บา้ น
ใสบ่ า่ จ่อปลายกระบอกเขา้ ในชอ่ งโหวข่ องฝาบา้ น เพอ่ื รอผใู้ หญซ่ ง่ึ ยงั ไมก่ ลบั มาโดยมหี ลอ่ นออกมานงั่
กระดกกระบอกเทนา้� หายเขา้ ไปในฝาบา้ น เสยี งนา้� เปนเพ่ือด้วย …บรรยากาศดูออกจะโรแมนติก
๘๖ สในาพยรสะัมอพุปันถธัม ภสมพารคะมเนจาักวเรรยีวงนศเกเธาอสัตพวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสุสวัตลวี กรมหมืน่ สทุ ธนารีนาถ เบ้ืองหน้าพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่เหนืออ่าว
และเห็นแหลมนาวทอดยาวเหยียดอยู่เหนือ คนสวยเดินขึ้นบันไดบ้านมา บนศีรษะของหล่อน
พ้ืนน�้า...ลมทะเลพัดโชยอ่อน หอบคลื่นลูกน้อยๆ มหี มอ้ นา�้ ทองเหลอื งเทนิ อยู่ หลอ่ นนงุ่ ผา้ กระโจมอก
ทยอยเข้าซบฝงเสียงดังเปนระยะ ฟงราวจังหวะ ผมท่ีสยายยาวของหล่อนเปยกโชกไปด้วยน�้าท่าที
เสยี งเพลงทพิ ยล์ อ่ งลอยมาจากฟากฟา …แดนไกล... สดชื่นรื่นอารมณ์...พันรีบจุปากให้เปรมและ
หล่อนบอกเขาทั้ง ๓ ว่า… “ปะจะกลับมากับ ผดุงดูและกระซิบเปนภาษาอิสานให้ท้ัง ๒ คน
เรือหาปลาตอนดึก ขอให้เขาทั้ง ๓ ไปพักผ่อน ฟงว่า “แม่นแล้ว”...เปรมยังสงสัยถามพันว่า
หลับนอนกนั กอ่ น” “แม่นอะไร”? “ฟงสูเจ้าฟง! พี่จะเล่าอะไรให้ฟง”
พันบอก “อันว่าธรรมเนียมของหญิงชาวอิสลาม
รุ่งเช้าของวันใหม่ ผู้ใหญ่มาถึงเม่ือไหร่ นั้นคืนไหนได้ร่วมหลับนอนกับผัว เช้าน้ัน จะต้อง
ไม่มีใครรู้ พนั เปรม ผดงุ ได้พบกับผูใ้ หญห่ ลงั จาก ไปรดน�้าดา� หัวจนผมเปย กโชก นน่ั หล่ะ! สัญลักษณ์
ต่ืนนอนจนสายมากแล้ว เดินขึ้นบันไดบ้านมา เขาล่ะ...จา� ไว้ผดุง บกั ห�าเอย” …พนั สาธกใหเ้ ปรม
หลังจากไปท�าธุระให้ชาวบ้าน... “เขาเปนผู้ใหญ่ และผดุงฟงราวกับเขาเปนผู้ช�านาญการเคยมี
บ้านท่ชี รามากแล้ว รูปรา่ งสงู ใหญ่ ผิวด�า นุ่งโสร่ง เมียแขกหรือเข้าสุหนัดมาก่อน ท้ังท่ีเขาก็เปน
แบบชาวอสิ ลามทวั่ ไป”พนั เปรมผดงุ ตา่ งยกมอื ไหว้ ลูกข้าวเหนียวขนานแท้และน่ันพวกเขาจึงต่างก็
เกอื บพรอ้ มกนั ผูใ้ หญท่ ักทายดว้ ยการขอโทษและ พากันถึง...บางออ้ !
ออกตัววา่ ... “ขาดตกบกพรอ่ งต้องขออภัย ภรรยา
ผมยงั เด็กนักอายุพึ่ง ๑๖ เท่าน้ัน” แลว้ เขากข็ อตวั ระวัง โปรดคอยติดตาม...“เกือบแล้วเชียว
ไปท�าธุระ...” ผดุงฟงค�าพูดผู้ใหญ่ เขาท�าหน้า ไหมล่ะ” เรื่องจริงไม่อิงนิยายในฉบับหน้า...ตอน
เหมือนจะร้องไห้พลางยกมือขวาข้ึนทาบตรงหัวใจ ๓ เกลอผจญสัตว์ประหลาด! ไอ้เข้น�้ากร่อย แขก
(เขาเคยเปนโรคหัวใจมาก่อน) ระหว่างท่ีเขาทั้ง ไม่กนิ หม!ู สนุกครืน้ เครง...จากผู้เขยี นเจ้าเกา่ ...M
๓ งงๆ กันอย่นู น้ั ...พันกเ็ หลือบไปเห็นแมส่ าวนอ้ ย
๘๗ในพระอุปถมั ภ พระเจสา วารยวสงัมศพเธันอธ พสมระาอคงมคนเ กัจเารโยีสนมเสกวาลสี ัตกวรแมพหทมยื่นสกุทรธมนปาศรสุีนัตาถว
“เกอื บแลว เชียวไหมละ”
ตอน เผชิญสัตวปลาด ไอเ ขน้าํ กรอ ย ผไู มกินหมู
โดย ศิลป เปรมฤทยั
พัน เปรม ผดุง สามสหายเม่ือปฏิบัติราชการเสร็จเขาก็อําลาจากบาน แมสาวนอย
อิสลามพากันลองลงสูใต ตางไมลืมอดีตท่ีผานมา เขาปนจักรยานเลาะไปตามขอบอาว
ภายใตร ม สนและดงมะพรา ว ผดุงปนรถไป ปากบ็ นงึมงาํ ไป...
“นแ่ี หละโลกแหง่ ความเปน จรงิ ” เสยี งเปรม วันหนึ่งผมเอาข้าวไปให้มันกิน มันกระโดดกัดผม
ดังข้ึน เปนแผลเหวอะหวะ ผมจึงหวดมันด้วยกระบอง
เกอื บสลบ จากนนั้ มามนั เหน็ ผมคราวไรมนั แยกเขยี้ ว
“หลอ่ นจะเปน หญิงของใครยอ่ มได”้ ใส่ทันที...วันหนึ่งเจ้าเพื่อนเด็กวัดด้วยกันบอก
พนั ต่อ ลองเอากะปให้กินซีวะ ลิงมันชอบ ผมจึงลอง
“คิดแล้วกลุ้ม! คิดแล้วกลุ้ม! กลุ้มใจไม่มี เอากะปยัดใส่มือให้ เจ้าลิงเตรียมจะใส่ปาก
ใครเกนิ ” …เสยี งผดงุ ฮมั เพลงของ “นคร มงั คลายน” แต่พอได้กลิ่นกะปมันแยกเข้ียวใส่ผมอีกและ
ซ่งึ ฮติ อยใู่ นขณะนน้ั ขน้ึ บ้าง... รบี โยนทง้ิ ทนั ที แลว้ มนั กเ็ อามอื เชด็ กบั เสาทล่ี า่ มไว้
ตะวันชายบ่ายคล้อยลงไปแล้ว ท้องฟา เช็ดแล้วดม ดมแล้วเช็ดอยู่อย่างน้ันจนมือของมัน
ด้านทิศตะวันตกมืดคร้ึมเขียวชอุ่มไปด้วยเมฆฝน โชกเลือดไปหมด อาจารย์กลับมาถามว่า เอาอะไร
อันเปนฤดูแห่งมรสุม...เขาท้ังสามคงปนจักรยาน ให้ลิงกิน บอกว่ากะปเท่าน้ันแหละ อาจารย์ก็เอา
เกาะกลมุ่ กนั ไปยงั เปา หมายเบอ้ื งหนา้ ซง่ึ กไ็ มม่ ใี ครรู้ กระบองแพ่นกะบาลผมเกือบสลบไปเหมือน
ว่า มนั อยู่แหง่ หนต�าบลใด บางครง้ั เขาตา่ งกพ็ ากัน อย่างลิง” พูดจบผดุงก็หัวเราะชอบใจพาให้เพ่ือน
ล้มลุกคลุกคลานด้วยล้อรถต้องแฉลบกับพื้นทราย ทัง้ สอง ขา� ขันตามไปดว้ ย...
ลิงแสมฝูงหนึ่งตกใจว่ิงแตกต่ืนข้ึนมาจากชายหาด
ดว้ ยมนั ไมเ่ คยเหน็ อาคนั ตกุ ะผแู้ ปลกหนา้ ตา่ งอมุ้ ลกู พวกเขายังเดินทางกันต่อไป...ผ่านปาแสม
จูงหลานกระโดดข้ึนปาโกงกางเกาะหลังกันย้ัวเย้ีย และโกงกางที่ข้ึนปกคลุมสองฟากคลองอันเกิด
บางตวั กแ็ หกตาหลอก เจา้ ฟา ฝงู ตวั หนง่ึ อว้ นพงุ พลยุ้ จากน้�าตกท่ีไหลมาจากภูผามองเห็นรากของมัน
ยืนถา่ งขาแยกเขี้ยวทา� ทา่ กระโดดใสผ่ ดงุ เสยี งผดงุ พันกันคดเคี้ยว ราวกับหนวดปลาหมึกยักษ์
ตะโกนร้อง “เฮ้ย!” ลนั่ “เดยี๋ วกเู อากะปใ ห้กินเสยี ผ่านคลองเลก็ คลองน้อย บางครัง้ เขากล็ ้มจมลงไป
หรอกมงึ …พ่ีพนั ร้ไู หมลิงมันเกลียดกะป?” พันน่ิง ในคลองทั้งรถและทั้งคน แต่เขาก็มิได้ย่อท้อ
ไม่ตอบ “ไม่มีใครรู้ผมจะเล่าให้ฟง “เม่ือตอนเปน ชว่ ยพยงุ กนั ขน้ึ มาชวี ติ พวกเขามนั ชา่ งลา� บากลา� บน
เด็กวัด อาจารย์เล้ียงลิงไว้ตัวหนึ่ง มันดุชมัด กันเสียจริงๆ และแล้วเขาท้ังสามก็ต้องมาสดุด
๘๘ สในาพยรสะัมอพปุ นั ถธัม ภสมพารคะมเนจากั วเรรียวงนศเกเ ธาอสตั พวรแะพอทงยคเ กจารโมสปมศสสุ วัตลวี กรมหมืน่ สุทธนารีนาถ
หยุดการเดินทางลงเม่ือมาถึงคลองใหญ่คลองหน่ึง ไฟฉายออกจากย่ามท้ายรถส่องไปทางที่มา
ซึ่งกว้าง ไม่สามารถจะลุยน้�าข้ามไปได้และมันก็ ของเสยี ง …แล้วผดงุ กับเปรมก็ตกตะลงึ เมอ่ื เขาแล
เปนเวลาพลบค่�าพอดี รัตติกาลก�าลังแผ่นม่าน เหน็ สตั วค์ รง่ึ บกครงึ่ นา�้ รปู รา่ งคลา้ ยจระเข้ ตวั ขนาด
สขี มกุ ขมอมของมนั ปกคลมุ ไปทวั่ นานๆ จะแลเหน็ เทา่ หมาไทยใหญๆ่ หลายตวั กา� ลงั วา่ ยนา้� ลอ่ งลงมา
ฟา แลบเหนอื แผน่ นา�้ ทางทศิ ตะวนั ตกขน้ึ มาสกั ครง้ั ท่ีพัน...ผดุงตะโกนลั่นคลอง...“พี่พัน ไอ้เข้! พ่ีพัน
เขาทง้ั สามตา่ งรรี อกนั อยู่ ฝนกเ็ รม่ิ ทา� ทที า� ทา่ จะตก ไอ้เข้!” เปรมส่องไฟฉายไปหาพันก็เห็นเขาก�าลัง
ลมทะเลเริ่มพัดแรงข้ึนเสียงคล่ืนฟาดฝงดังซ่าๆ ปน ขน้ึ ฝง คลองแลว้ เสยี งผดงุ ถอนหายใจเฮอื กใหญ่
เปน ระยะ ผสมกบั ใบมะพร้าวและยอดสนทเี่ สยี ดสี และครางออกมา....” เดอื บแล้วเชียวไหมละ่ ”
กับแรงลม มันดังหวีดหวิวประหน่ึงเสียงผีเปรต
อสูรกายกู่ร้องก็ไม่ปาน... และแล้วสายตาของพัน พันน�าเรือข้ามฟากมารับเปรมกับผดุงแล้ว
ก็เหลือบไปเห็นเรือเล็กๆ ล�าหน่ึงจอดตะคุ่มอยู่ ส่งข้ามฟากไปทีละคนพร้อมด้วยรถและสัมภาระ
ฝงตรงข้ามใต้ร่มแสมและโกงกาง เขาสั่งให้เปรม โดยท่ีเขาลอยคออยู่ในน้�าพยุงเรืองไม่ให้ล่ม...
และผดุงรออยู่เข้าจะว่ายน้�าข้ามไปเอาเรือ...เปรม เขาไม่ได้เกรงกลัวอันตรายจากสัตว์น�้าแต่อย่างใด
และผดุงต่างมองหน้ากัน เขาท้ังสองเปนห่วงพัน เมื่อส่งเปรมกับผดุงเรียบร้อยแล้วก็น�าเรือกลับมา
เพราะสองฟากฝงคลองมันมืดครึ้มรกรุงรังไปด้วย บรรทุกรถและสัมภาระของเขาฟามฟากตามไป...
ปาเสมและโกงกาง และก่อนที่พันจะตัดสินใจ เขาท้ังสามรอนแรมกันมาในความมืดถึงบ้าน
ข้ามไปเอาเรือ ผดุงก็ชี้ให้ดูแสงปลาดในทะเลห่าง จดุ หมายปลายทางกจ็ นชาวบา้ นเกอื บจะหลบั นอน
ไม่ไกลฝงนัก พลางบอกกับเปรมให้เตรียมขึ้น กนั หมดส้นิ
ล�าปนไว้ด้วยเสียงส่ันๆ …“มันต้องเปนแรดทะเล
แน”่ เขาบอก พันและเปรมต่างมองไปตามทศิ ทาง เช้าวันรุ่งข้ึน พัน เปรม ผดุง ต่างก็เตรียม
ทผี่ ดงุ บอก เขาทง้ั สองกม็ องเหน็ แสงปลาดกระจาย ตัวเพ่ือออกไปส�ารวจโค กระบือในหมู่บ้าน เสียง
อยู่ในทะเลกลุ่มหน่ึง มันเปนแสงสีแดงแสด ผู้ใหญ่บอกว่า “ไม่ต้องออกไปแต่เช้าหรอกหมอ
จุดกลมๆ กระจายกันอยู่เปนคู่ๆ บ้างก็อยู่รวมกัน คา่� ๆ ความจะลงจากเขามาอาบนา�้ ในทะเล หมอไป
เปนกลุ่มใหญ่ๆ ยามเมื่อฟาแลบข้ึนมาครั้งใดจะ นับเอาตอนน้ันสะดวกท่ีสุด “จริงอย่างผู้ใหญ่ว่า
แลเห็นเงาด�าตะคุ่มอยู่ภายใต้แสงน้ัน...บางคร้ัง ตอนค่�าพวกเขาพร้อมด้วยผู้ใหญ่ก็พากันไปที่
แสงนั้นก็ค่อยๆ เล่ือนลับหายไปในน�้าแล้วโผล่ ชายหาดต่างก็แลเห็นฝูงควายของชาวบ้านลงมา
ขึ้นมาใหม่...“มันต้องเปนแรดทะเลแน่ๆ” ผดุง แช่น�้าอยู่เต็มไปหมด...แลเห็นนัยต์ตาสีแดงของมัน
ยืนยันหนักแน่น...พันไม่รอช้าเขาตัดสินใจว่ายน้�า เปน คๆู่ สว่างโพลงอยู่ในความืด บ้างกก็ ระจายกนั
ข้ามไปเอาเรือทันที เขาจัดแจงถอดเส้ือผ้าออก อยเู่ ปน กลมุ่ แลเหน็ หวั ดา� ทมฬึ อยเู่ หนอื นา้� บางตวั ก็
เหลอื แต่กางเกงลิง เสยี งผดุงบอกพนั “พ่ีพันระวัง โผลพ่ น้ นา�้ ขน้ึ มาแคจ่ มกู ...พนั ไมร่ อชา้ รบี ลว้ ยเครอื่ ง
ไอเ้ ขน้ า!” …พนั ไมต่ อบเขากระโดดตมู ลงไปในคลอง มือนับสัตว์จากกระเปากางเกงกดเสียงดัง เชะ!
เสยี งนา้� แตกกระจายดงั ไปกอ้ งคลอง ฉบั พลนั ทนั ใด เชะ! ตามแสงนัยน์ตาของมันอย่างช�านาญทันที....
นั้น เสียงดังตูม! ซ่า! ตูม! ซ่า! เปนระยะแรกๆ “อะ!” เสียงผดุงอุทาน “ไอ้แสงน่ี ไม่ใช่แสงที่เรา
ทางบรเิ วณปา แสมเหนอื คลองกด็ งั ขนึ้ เปรมรบี ลว้ ง เหน็ เมือ่ คนน้หี รอื ? …ใช่! ใช่แล้ว!” ผดงุ พูดเองแลว้
กเ็ ออเอง...“กนู ึกวา่ มันเปน แรดทะเล ชิ! ชิ! แท้มัน
ก็ไอ้วอเตอร์บัฟฟาโล่น่ีเอง” ทุด! เขาพูดจบแล้วก็
๘๙ในพระอปุ ถมั ภ พระเจสา วารยวสงมั ศพเธันอธ พสมระาอคงมคนเ กัจเา รโียสนมเสกวาลสี ัตกวรแมพหทมย่ืนสกทุ รธมนปาศรสุนี ัตาถว
สบถ... เสียงเปรมและพนั หัวรอ่ ขน้ึ มาดังลน่ั ๆ แล้ว หมายม่ันปนมือกับแฟนเก่าคู่ขาเขาที่จังหวัด
ผดุงก็ถามผู้ใหญ่ “คลองแถวนี้มีจระเข้ไหม? ระนอง...ระหว่างท่ีสามสหายสนทนากันอยู่นั้น
พลางก็เล่าให้ผู้ใหญ่ฟงถึงสัตว์ท่ีเขาและเปรมเห็น ผใู้ หญซ่ ง่ึ นง่ั อยชู่ านระเบยี งดา้ นขา้ ง ชรอยจะเหน็ ใจ
ผู้ใหญ่หัวเราะก้าก! ตอบว่า “จระเข้แถบนี้ไม่เคย หมอทอ่ี ดอยากปากแหง้ หรอื จะไดย้ นิ คา� ตฉิ นิ นนิ ทา
มีดอก! ไอ้ที่หมอเห็นกันนะมันเห้ีย! ถ่ังเพ” ของสามหมอหรืออย่างไร? ไม่ไม่ใครทราบ ก็พูด
เสียงพันและเปรมหัวเราะกันขึ้นมาอีก ต่างชี้หน้า เปรยข้ึนมาแบบไม่มีปมีขลุ่ยว่า “ไม่ลองไปเที่ยว
ผดงุ เกือบพรอ้ มกัน... หมู่บ้านคนไทยฝงโน้นดูบ้างหรือ? ได้ข่าวว่าเขา
มีอะไรดี” …ผดงุ ไดย้ นิ ค�าว่า “มีอะไรดี” ชกั สนใจ
คืนวันผันผ่านไป....จากวันคืบคลานเปน รีบซักผู้ใหญ่อย่างลุกรี้ลุกลน “เขามีอะไรหรือ
สัปดาห์ดูมันเช่ืองช้าราวกับใครมายื้อหยุดฉุดเอา ผู้ใหญ่? ท่ีนีมีคนไทยมาอยู่ด้วยหรือ?” …มีอยู่
โลกไว้ สามสหายก็ปฏิบัติภารกิจของเขาเสร็จ ๗-๘ หลังคาเรือน เปนคนภาคกลาง ปลูกบ้าน
โดยยึดเอาบ้านผู้ใหญ่นั้นเปนศูนย์กลางและเปน รวมกลมุ่ กนั อยฟู่ ากคลองโนน้ หมอลองไปเยย่ี มเขา
แหล่งพ�านักพักพิง...“พรุ่งนี้แล้วหนา จะได้ไป ดูซี ผู้ใหญ่ผู้ใจอารีบอกเปนปริศนา? ไปกันเถอะ
จิ้มแจ่วฮ้อนเจียงฮาย” เสียงผดุงครวญเปนกลอน พ่ีพันรู้ว่ามีบ้านคนไทยอยู่ ปานนี้ไม่อดอยาก
สสี่ ภุ าพขน้ึ อยา่ งอารมณด์ ี “กดู อู ะไรๆ มนั กช็ กั สวย ปากแห้งเช่นนี้หรอก” …ผดุงรีบกระทุ้งพันแล้ว
ไปหมดแล้วว่ะ ไอ้เปรม !” ผดงุ บอกกบั สหายสนทิ สามสหายก็พากันไปเยี่ยมกลุ่มบ้านคนไทย ที่มา
ของเขาในค�่าคืนหน่ึงอันเปนคืนสุดท้ายก่อนถึง อาศัยแทรกเปนยาด�าอยู่ฝงคลองโน้น ทั้งสามเดิน
วนั ทพี่ วกเขาจะอา� ลากลบั ...“กลู ะเบอื่ ขา้ วคลกุ กะป ฝา ปา แสมและโกงกางขา้ มสะพานไมล้ งไปกแ็ ลเหน็
แกล้มปลากระบอกเค็มเต็มที...เหล้าก็หมด แสงตะเกยี งเจา้ พายสุ วา่ งโรร่ าวกบั มงี าน “…มนั ทา�
สะเบียงกรงั ก็เกลยี้ ง หรือวา่ ไง? พ่พี ัน” ผดุงหันมา อะไรกนั วะ?” ผดงุ สงสยั “รบี เขา้ ไปซ!ิ ” เปรมบอก...
ทางพันซึ่งก�าลังจัดเตรียมของใช้ที่ไม่จ�าเปน ทนั ทที ที่ งั้ สามไปถงึ หนา้ บา้ นซง่ึ ปลกู เปน โรงหลงั คา
ลงย่าม...พันหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้ายอมรับ มงุ แฝก ชายไทย ๓-๔ คน ไม่ใสเ่ สื้อก็ว่ิงพรวดกนั
“เราอดยาชกู า� ลงั ไป ๓ วนั แลว้ นะพพ่ี นั ผมจะอว ก! ออกมาเตรียมจะหนี...ผดุงรีบโบกมือห้าม “ช้าไว้
แตกตายอยู่รอมร่อ” เสียงเปรมครวญขึ้นมาบ้าง พวกเรามาดมี ไิ ดม้ ารา้ ย” พอทง้ั สามโผลห่ นา้ เขา้ ไป
“จะหาเหล้ายาหมูหมากาไก่กิน ไม่มีเลยซักบ้าน ในโรงก็แลเห็นหมูปาตัวใหญ่ ยาวเกือบวาก�าลัง
“พันพยักหน้าย้ิม” หมู่บ้านอิสลามก็เปนอย่างนี้ ถูกช�าแหละเลือดแดงฉาน ผดุงนัยน์ตาโพลง
ใครอุตริมาขายก็มีแต่เจงกับเจง ดีไม่ไดีถูกเผาร้าน รบี เรยี กชายไทยทง้ั ๓-๔ คน ใหก้ ลบั มาและแนะนา�
ไปดว้ ย แมแ้ ตเ่ ปด ไกช่ าวอสิ ลามเขากจ็ ะตอ้ งฆา่ ดว้ ย ตัวว่า “เราท้ังสามเห็นหมอมาท�างานท่ีนี่ได้ทราบ
ตนเอง คนต่างศาสนาท�าให้เขาจะไม่รับประทาน ว่าหมูตายจะมาตรวจ หากเปนโรคระบาดต้องฝง
อยา่ งเดด็ ขาด …ถา้ ผดงุ อยากจะไดเ้ มยี แขก...กต็ อ้ ง ไหน? ลองเอาตับไตไส้พุงมาตรวจดูถี” …ผดุงว่า
ยอมอดลดละเหลา้ ยาปลาปง เขา้ สหุ นดั ทา� พธิ ขี ลบิ เข้านั่น คนไทยเหล่าน้ันพอรู้ว่าพวกเขาเปน
หนังอวัยวะเพศ คราวนี้จะมีเมียเอาะๆ อายุ ๑๒, ข้าราชการและเปนคนไทยภาคกลางด้วยกันก็ดีใจ
๑๓ ยงั ไงกไ็ ด้ เขาไมถ่ อื เลย” ผดงุ ทา� ปากจู แลว้ รอ้ ง เพราะร้อยวันพันปไม่เคยได้พบหน้าค่าตาคนไทย
โอย ! “ไมเ่ หน็ ดดี ว้ ย...ผมกลบั ไปแกต้ วั อกี หนคู ขู่ าเกา่ ทไ่ี หนมาถึงทีน่ ่เี ลย... และแล้วสาโทเหลา้ เดด็ กถ็ กู
ของผมดีกว่า...เท่ียวนี้ละมึงบ่ะล่ะฮุ่มละ!” ผดุง
๙๐ สในาพยรสะัมอพปุ ันถธมั ภสมพารคะมเนจาักวเรรยีวงนศเกเ ธาอสตั พวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสสุ วตั ลวี กรมหมืน่ สทุ ธนารนี าถ
ล�าเลียงทะยอยออกมาต้อนรับสามสหายอย่างไม่ “ให้เร็วๆ พวกชาวบ้านรู้แล้วว่าอะไรเปนอะไร?
อั้น ทั้งสามสอบถามพวกเขาเหล่านั้น จึงรู้ว่าเปน เด๋ียวพวกเราจะโดนประชาทัณฑ์” ต่างก็พยายาม
คนไทยภาคกลางอยู่จังหวัดสิงห์บุรีและอ่างทอง ปนรถจักรยานกันอย่างเต็มท่ีทิ้งชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง
มาปกหลักท�ามาหากินอยู่ที่นี่ได้ ๓-๔ ปแล้ว เห็น ซ่ึงเดินติดตามมาเห็นหางราวกับจะแห่งผ้าปา
ท�าเลเหมาะเลยไม่คิดจะกลับ...และแล้วสามสหาย สามคั คไี วอ้ ยหู่ า่ งๆ …และแลว้ สามสหายกฝ็ า แหวก
ก็อ่ิมหมีพีพันด้วยสาโทเหล้าเด็ดและเน้ือหมูปา ฝูงชนออกมาได้อย่างหวุดหวิด เขาพยายามปน
สมกับท่ีอดอยากปากแห้งกันมาเสียหลายวัน รถจักรยานหนีหมู่บ้านออกมาให้กไลที่สุดเท่าที่จะ
หลังจากต่างก็อิ่มกันดีแล้ว ก็มาจินตนาการกันว่า ไกลได้ แล้วต่างก็ถอนหายใจใหญ่ เสียงผดุง
เราควรจะได้ซ้ือเน้ือหมูปา เหล้าสาโท เหล้าเด็ด ครางออกมา...“เกือบแล้วเชยี วไหมละ่ !”
ตดิ มอื ไปเพื่อเปนสะเบยี งในการเดนิ ทางคนละกโิ ล
๒ กิโล เหลา้ คนละขวด ๒ ขวด เห็นจะดีเปนแน่แท้ สามสหาย ปนรถจักรยานไปต่างก็มา
แลว้ สามสหายกส็ งั่ ใหเ้ จา้ ของบา้ นจดั เตรยี มสง่ิ ของ ใคร่ครวญกันว่า เห็นทีจะต้องจัดการกับของ
ต้องประสงค์โดยให้ย่างหมูปาไว้ให้พอน้�าตกเพื่อ เจ้าปญหาน้ีให้มันเหลือลดน้อยลงไป เพราะต้อง
ไมใ่ หเ้ น่าพร่งุ นี้เชา้ จะมารบั ฝาหมู่บ้านอีกหลายบ้าน เดี๋ยวประวัติศาสตร์
จะซา้� รอย คดิ ไดด้ งั นนั้ จงึ ชวนกนั แวะเขา้ ปา ขา้ งทาง
เชา้ ตรใู่ นวนั เดนิ ทางกลบั สามสหายกแ็ วะมา จัดการก่อไฟปงเจ้าหมูเจ้าปญหาให้มันแห่งสุก
รับส่ิงของต้องประสงค์ โดยชาวไทยได้จัดแจง ท่ีจัดการได้ก็จัดการให้ลงกะเพราะไปเสียรวมทั้ง
หุ้มห่อให้ด้วยใบตองและบรรจุไว้ให้เปนอย่างดี เจา้ นา�้ พรรคอ์ ยา่ งวา่ ดว้ ย แลว้ ตา่ งกล็ อ้ มวงฉลองกนั
มดั ตดิ ทา้ ยรถจกั รยานแตล่ ะคนั อยา่ งเรยี บรอ้ ยแลว้ กลางปาควนั ไฟลองพวยพ่งุ ... ระหว่างทสี่ ามสหาย
จึงเดนิ ทางตอ่ ไป ก�าลังเพลิดเพลินกับเนื้อหมูปาทั้งเหล้าเด็ดและ
สาโท ตา่ งชนแกว้ กนั ไปชนแกว้ กนั มา พแ่ี กว้ นอ้ งแกว้
เขาทง้ั สามปน จกั รยานผา่ นเขา้ ไปในหมบู่ า้ น ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ๔-๕ คน ก็โผล่พรวดเข้ามา
เนื่องจากพ้ืนดินเปนทราย รถจักรยานจึงแฉลบ ประชดิ ลอ้ มกรอบรอบสามสหาย คนหนงึ่ ถามอยา่ ง
กับพน้ื ทรายมาตลอด บางครงั้ ก็ลม้ ลกุ คลุกคลาน ดๆุ ว่า ท�าอะไรกัน? ทง้ั สามตา่ งตกตะลึงพรึงเพรศิ
และแลว้ เจา้ เนอ้ื หมปู า ทย่ี า่ งไวพ้ อเปน นา�้ ตกบวกกบั ไม่คิดว่าพวกนี้จะติดใจตามมาอีก ผดุงตอบ
น�้าสาโทที่กระฉอกก็หกเรี่ยราดออกมาเปน ดว้ ยความโมโหวา่ “หง้ิ หมซู วี ะ! จะกนิ ไหม? เปรมยน่ื
สีช้�าเลือดหนองเปรอะรดบังโคลนหลังและล้อ ตับหมูปงซึ่งหนีบอยู่ในไม้ย่ืนส่งให้หนุ่มคนหนึ่ง
เต็มไปหมดโดยเฉพาะกล่ินสาโทนั้นส่งกล่ินฉุย เกือบทมิ่ หน้า “เอา้ ! ลองซีอร่อยจะตาย เด๋ียวจะ
นา� ออกมาทเี ดียว เขาขฝี่ า ฝงู ชนไปทางไหน ฝูงชน ถามหา” หน่มุ ถอยกรดู พันถามวา่ “ตามมาทา� ไม?
ก็แตกฮึ่ม! บ้างก็ช้ีมือให้ดูท้ายรถจักรยาน บ้างก็ จะมาทา� รา้ ยเจ้าหนา้ ที่หรือ? มอื หนึง่ เขาแกล้งล้วง
เอามือปดจมูก ชาวบ้านสูงอายุผู้หน่ึงเดินเข้ามา เขา้ ไปในย่ามท�าทีจะหยิบปน พลางบอกให้กลับไป
ถามผดงุ ว่า “เลอื ดอะไรทไ่ี หลอย่ทู ้ายรถ?” …ผดุง เสยี ก่อนที่จะมีการตายเกดิ ขนึ้ พนั ขู่ หนุ่มคนหนง่ึ
บอกวา่ “ขวดยามนั หก” คนสงู อายสุ า่ ยหนา้ ไมเ่ ชอ่ื ชกั เสยี งออ่ น “ตามมาดวู า่ หมอเอาอะไรซอ้ นรถมา
ผดงุ บอก“ไมเ่ ชอื่ อยา่ เชอ่ื ถอยจะไปละ”!สามสหาย หมูใช่หรือไม่? “ใช่! ท�าไม? จะไป ! หรือไม่ไป!
รีบปนรถจักรยานกันอย่างเร่งรีบแต่ก็ไปเร็วไม่ได้ ผดุงตวาดพลางก็เอาไม้ตับหมูซึ่งมีเชือกมัดไว้ที่
เพราะยางมันดูดกับพื้นทราย พันบอกพวก
๙๑ในพระอปุ ถมั ภ พระเจสาวารยวสงัมศพเ ธันอธ พสมระาอคงมคนเักจเา รโยีสนมเสกวา ลสี ัตกวรแมพหทมย่ืนสกทุ รธมนปาศรสุีนัตาถว
ปลายตับ เปนบ่วงคล้องกิ่งไม้ยาวอันหน่ึง ลุกขึ้น สั่นหัวอย่างอ่อนใจ อดข�าในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พรวดพราดแล้วแกว่างไปมารอบๆ ชาวบ้าน เสยี ไมไ่ ด.้ ..“พอกนั ทแี หลมนาว” เสยี งผดงุ ครวญ...
ทั้งหลายต่างพากันแตกฮึ่ม! กระจัดกระจายไป “ลาก่อนสาวแขกที่รัก ไอ้เข้น้�ากร่อย แกงเหลือง
คนละทิศละทาง หมูปงชิ้นหน่ึงหลุดออกจากตับ และนา�้ บดู .ู ..ออ้ ! แลว้ ก็ ไอค้ วายปลกั ดว้ ย ชาติหนา้
กระเด็นไปถูกหลังเจ้าหนุ่มคนหน่ึงเสียงร้อง วาย! ขออย่าได้พานพบกันอีกเลย” พร้อมพนมมือ
ฟงไม่ได้ศัพท์ แล้วก็ว่ิงสะดุดโสร่ง ตัวเองล้มลุก เหนือหัวกราบกราน...M
คลุกคลานแล้วก็ว่ิงต่อไป...สามสหายต่างพากัน
๙๒ สในาพยรสะมั อพปุ นั ถธัม ภสมพารคะมเนจาักวเรรยีวงนศเกเธาอสตั พวรแะพอทงยคเ กจารโมสปมศสสุ วัตลวี กรมหมน่ื สุทธนารนี าถ
“ผมจงึ เลือกเอาคณุ ธรรม”
โดย ศิลป เปรมฤทัย
เขาเปนมือปนท่ียิงแมน ยากท่ีจะหาใครมาทาบรัศมีเขาได เขาถนัดกับปนทุกชนิด
ไมวาจะเปนหืนเล็ก ปนยาวปนสั้น ลูกกรดหรือปนลม เขาไมเคยผิดหวังในฝมือของเขา...
เขายิงมันต้ังแตสัตวใหญไลไปถึงสัตวเล็ก ไมวาจะเปนนกกระจอก นกกระจาบ นกกระจิบ
แมกระท่งั ไมจ มิ้ ฟน หวั ของมนั ขาดกระจุยมาแลวท้งั น้นั จนช่อื ของเขาระบอื ไกในตา งแดน...
และดูกเหมอื นเขาจะไดเ หรยี ญเงินสดดุ ใี นฝม อื ของเขาจากตางประเทศเอาเสียดว ย
มันเปนเวลาบ่ายวันหน่ึงของป ๒๕๐๔ “MR.STONE” ดูออกจะเปน คนสายตาส้ัน
บรุ ษุ สองนายกา้ วขนึ้ มาบนทวี่ า่ การอา� เภอเดชอดุ ม และก็คงจะสั้นเอาอย่างมากๆ เพราะดูแว่นที่เขา
คนหนึ่งยื่นจดหมายซองเล็กๆ ของเขาส่งให้ผม สวมใส่ดหู นาเตอะเทอะทะ ใบหน้าของเขาบ่งบอก
ผมรบั จดหมายจากเขาอยา่ งงงๆ พรอ้ มกบั เปด ซอง ไปทางญป่ี นุ หรอื เกาหลี ผวิ ขาว รา่ งเนยี้ เปน มะขาม
ออกอา่ น มขี ้อความวา่ ข้อเดียว ท่าทางเขาทะมัดทะแมง...คนท่ีช่ือ
สมศักดิ์ รูปร่างสูงใหญ่ล่�าสัน ลักษณะเปนลูกคร่ึง
ถงึ สตั วแ์ พทย์อา� เภอเดชอดุ ม จนี ที่เกดิ ในไทย
ผถู้ อื หนงั สอื น้ี คอื MR. STOBE (หนิ )
เราหยดุ สนทนากนั อยชู่ ว่ั ครู่ คนทช่ี อ่ื สมศกั ด์ิ
อีกคนหน่ึง สมศักดิ์ เขาทั้งสองเปนเพื่อนของผม ก็ชวนผมลงไปท่ีรถของเขาซ่ึงจอดอยู่หน้าอ�าเภอ
ตั้งแต่อยู่มหาลัยต่างประเทศ เขาอยากจะเข้าปา มันเปนรถจิ๊ปขนาดเล็กหน้าตัด เปดปดประทุนได้
ล่าสัตว์และเท่ียวชมเขาพระวิหาร Mr. Stone ท้ายพ่วงเทเล่อร์คลุมผ้าใบไว้มิดชิด ภายในรถเต็ม
ฝมือยิงปนเขาแม่นมาก ขอได้ช่วยน�าพาเขาไป ไปดว้ ยอปุ กรณใ์ นการลา่ สตั วม์ ที งั้ ปน ผาหนา้ ไมแ้ ละ
ตามประสงค์ด้วย “สปอทไสลท์” ส่องสัตว์...ดูพวกเขาเตรียมพร้อม
เพื่อออกปาล่าสัตว์กันโดยเฉพาะ คนที่ชื่อสมศักดิ์
สัตวแพทยเ ขต ๓ บอกกับผมว่า “เราจะออกเดินทางกันเด๋ียวนี้
ผมพับจดหมายของเขาวางไว้บนโตะ หมอไมต่ อ้ งเตรยี มอะไรมาก แคเ่ สอื้ ผา้ หนงึ่ ชดุ กพ็ อ
พลางย่นื มอื ให้เขาท้ังสองจับ เสบียงในเทเล่อร์ของเรามีพร้อม เราจะพักค้างท่ี
“ผม MR.STONE” คนถือจดหมายรีบ เขาพระวิหารคนื เดยี วกจ็ ะกลบั ”
แนะนา� ตวั เปน ภาษาอังกฤษส�าเนยี งปนจีนทันที
“ผม สมศักดิ์ครับ” อีกคนหน่ึงแนะน�าตัว ผมจึงรีบกลับมาท่ีพักจัดเสื้อผ้าเครื่องใช้ที่
เปนภาษาไทย จา� เปน เตรยี มออกปา และไมล่ มื ควา้ เจา้ .๓๘ รวี อลเวอร์
“ผมยินดีต้อนรับทั้งสองท่าน” …ผมกล่าว พร้อมกระสนุ เตม็ อตั ราศึกคาดเอวตดิ ไปด้วย
ตอบ
๙๓ในพระอปุ ถมั ภ พระเจสา วารยวสงัมศพเ ธันอธ พสมระาอคงมคนเ ักจเา รโยีสนมเสกวาลสี ตั กวรแมพหทมยืน่ สกทุ รธมนปาศรุสนี ตัาถว
เราออกเดนิ ทางจากทว่ี า่ การอา� เภอเดชอดุ ม ปาโปร่ง ผ่านหนองน�้า ทุ่งหญ้าสลับกันไปจวบจน
ไปตามเส้นทางสายเดชอุดม-โชคชัย ซ่ึงขณะน้ัน ค่อนคืน พวกเราต่างมิได้พานพบสัตว์ แม้แต่
ยังมิได้ท�าการก่อสร้าง เพียงแต่กรุยทางพอเปน กระตา่ ยสกั ตวั เดยี ว ปา ชา่ งเงยี บเชยี บจนปราศจาก
แนวไว้เท่านั้น...เราเดินทางผ่านท่าโพธ์ิศรี ริมฝง ศัพท์ส�าเนียงใดๆ …ได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์ท่ีท�า
ลา� นา้� โดมซง่ึ เปน หมบู่ า้ นขนึ้ ชอื่ ลอื ชาในการทา� บง้ั ไฟ หน้าท่ีของมันไปอย่างซื่อสัตย์ “MR. STONE”
หม่ืนบั้งไฟแสนผ่านต�าบลทุ่งเทิง แลเห็นทุ่ง ดูออกจะผดิ หวังเอามากๆ เขาคงขับไปเร่อื ยๆ ผา่ น
กว้างใหญ่ไพศาล...แล้วก็แวะเข้าบ้านหนองบัว ตวั อา� เภอกนั ทรลกั ษณเ์ ขา้ เสน้ ทางไปเขาพระวหิ าร
ซ่ึงเปนหมู่บ้านสุดชายเขตของอ�าเภอเดชอุดม ผ่านหมู่บ้านและต�าบลต่างๆ ผ่านปาที่มีสภาพ
ตดิ อา� เภอกันทรลักษณ์จังหวัดศรสี ะเกษเพื่อศกึ ษา เชน่ เดยี วกนั กบั เสน้ ทางทผ่ี า่ นมา พวกเรากย็ งั ไมพ่ บ
เส้นทางเดินและสภาพของสัตว์ปาแถบนั้นกับ สตั วป์ า แมแ้ ตต่ วั เดยี ว...เราเดนิ ทางผา่ นตา� บลงึ มะรู
ผู้ใหญ่บา้ น ผูใ้ หญ่บา้ นบอกกับพวกเราว่า เส้นทาง ซึ่งเปนต�าบลสุดท้าย แล้วก็มาถึงหน้าพระลานหิน
จากน่ีไปมีสัตว์ปาชุกชุมมาก ทั้งกระต่าย ชะมด มองเห็นปราสาทเขาพระวิหารต้ังทะมึนทึมอยู่บน
เกง้ กวาง…ผมบอกให้ MR. STONE ฟง รู้สึกเขา เนินเขาเบ้ืองหน้า...MR. STONE ส่ังกางเตนท์
พออกพอใจมาก สมศักดิ์เตรียมติดต้ังสปอทโลท์ พกั ผอ่ นหลับนอนกันทีห่ นา้ พระลานหินนนั้
ไว้บนขาตง้ั คอยท่า
รุ่งเช้า หลังจากรับประทานอาหารว่าง
MR. STONE เตรียมรีวอลเวอร์ .๓๕๗ กันแลว้ เรากอ็ อกตระเวนเดินปาลา่ เหยื่อหายิงนก
ของเขาคาดเอวบรรจุลูกกระสุนท่ีหัวของมันถูก บรเิ วณรอบๆ ปา เขาพระวิหาร แตพ่ วกเราก็ยงั คง
ตัดไว้ยัดใส่ลูกโม่เต็มอัตราศึก สมศักดิ์งัดเจ้า ผดิ หวงั อยา่ งเชน่ เคย ไมไ่ ดพ้ บแมแ้ ตก่ ระรอกกระแต
“WINCHESTER” (ลกู ซอง) กระบอกยาวกระทดั รดั หรอื แมแ้ ต่นกสกั ตัวเดียว MR. STONE หวั เสียมาก
ออกจากลังบรรจุกระสุนไว้เรียบร้อยส่งให้ เขางดั กระปอ งนมเปล่าออกมา ๓ ใบ สงั่ ให้สมศกั ดิ์
MR. STONE เขารบั ไปวางไวบ้ นแผน่ กระจกหนา้ รถ ไปตง้ั เรียงกันไว้ในระยะปรมาณ ๑๕ หลา แล้วเขา
ซง่ึ พบั ไดพ้ รอ้ มรดั เข็มขดั ไว้ ตัวสมศักดเิ์ องกเ็ ตรยี ม ก็คลายเครียดของเขาด้วย .๓๕๗ รีวอลเวอร์
ลูกซองส�าหรับเขาหนึ่งกระบอกเช่นเดียวกัน... ด้วยฝมืออันแม่นย�าของเขาและกระสุนหัวตัด
ครั้นใกล้เวลาโพล้เพล้ เราก็พากันออกเดินทาง กระปอ ง ๓ ใบนนั้ กระเดน็ บแ้ี บนจนไมเ่ ปน รปู รา่ ง...
จากบ้านหนองบัวไปสู่จุดหมายปลายทาง โดย เราพกั รบั ประทานอาหารกลางวนั กนั ณ ทเ่ี ตน ทน์ นั้
MR. STONE ท�าหน้าท่ีขับรถ ผมนั่งข้างหน้า อาหารของเขาท่ีเตรียมมาเปนอาหารส�าเร็จรูปที่มี
ซ้ายมือเขา เพ่ือท�าหน้าท่ีบอกทาง สมศักด์ิคอยดู รสจืดชดื และเลีย่ นๆ แทบทั้งสิ้น เชน่ เนือ้ กระปอง
เหตกุ ารณอ์ ยหู่ ลงั รถ เราดนิ ทางกนั ไปตามรอยทาง ไก่กระปอง อาหารแทนข้าวก็ใช้บะหม่ีแห้งหรือ
เกวียนผ่านปาโปร่งและแมกไม้ใกล้ๆ หมู่บ้านซ่ึง มะกะโรนี ลวกน�้าร้อนให้สุก ใช้เปนอาหารแทน
อุดมไปด้วยปาเพ็ก ต้นยาง เต็ง และรัง ขึ้นอยู่ ข้าวรับประทานหมุนเวียนกัน เช้า กลางวัน เย็น
ระเกะระกะ...พอพลบคา�่ สมศกั ดกิ์ ท็ า� หนา้ ทข่ี องเขา สุราเขาไม่ด่ืมด้วยกันท้ังคู่ ท�าให้ผมต้องหนีออก
คอยสอดส่อง “สปอ ทไลท”์ หาเหยอ่ื เราเดนิ ทาง ไปแก้เลี่ยนกับต�ารวจตระเวนชายแดนซ่ึงมา
ตามรอยเกวยี นซงึ่ อย่บู นเสน้ ทางทก่ี รยุ ไวไ้ ปเรอื่ ยๆ รกั ษาการณ์อยูท่ ี่น่นั
ผ่านเนินเขาลูกเต้ียๆ ปาดงดิบ ผ่านล�าห้วย
๙๔ สในาพยรสะัมอพปุ นั ถธมั ภสมพารคะมเนจากั วเรรียวงนศเกเธา อสตั พวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสสุ วตั ลวี กรมหม่ืนสทุ ธนารนี าถ
เย็นวันรุ่งขึ้น เราก็เดินทางกลับอ�าเภอ ขอแต่เพียงตัวเดียวเท่าน้ันก็จะกลับ เดินไปก็
เดชอุดม เพ่ือหาส่องสัตว์กันต่อไป MR. STONE อธษิ ฐานไป ฉบั พลนั ทนั ใดนนั้ ก็มเี สยี งดงั พบึ ๆ ขนึ้
กบั สมศกั ดกิ์ ย็ งั คงทา� หนา้ ทขี่ องเขาตามเดมิ ผมกค็ ง บนยอดปาไผ่ “ใช้แล้ว” ผมบอกกับตัวเอง...
น่ังประจ�าท่ีเดิม ผ่านไปตามเส้นทางเก่า ผ่าน เจ้าไก่ปาสองตัวผัวเมียก�าลังบินหนีออกหน้าไป
ท่ีว่าการอ�าเภอกันทรลักษณ์ ผ่านปาทึบ ปาโปร่ง เห็นหลังไวๆ ผมยกลูกซองเล็งไปทั้งคู่พร้อมลั่นไก
ล�าห้วย ทุ่งหญ้า หนองน�้า เช่นเคย สมศักด์ิก็คง ทันที เสียงปนดังก้องสะท้อนปา “ไม่มีปญหา”
ท�าหน้าท่ีสอดส่าย “สปอทไลท์” ของเขาไปอย่าง ผมคิด “ยังไงก็ต้องโดนเข้าตัวหน่ึงจนได้ ไอ้ลูก
ซ่ือสัตย์ เวลาล่วงไปครึ่งคืนก็แล้ว ค่อนคืนก็แล้ว เบอร์ ๓ ซึ่งมีลูกร้อยเม็ด คงท�าหน้าที่ของมัน
แต่พวกเราก็ยังคงไม่พบสัตว์ปาชนิดใดเลย ไมพ่ ลาด” จรงิ ดงั คาด ผมคลานเขา้ ไปคน้ หาใตร้ ม่ ไผ่
MR. STONE ส่งั สมศักด์ิเก็บ “สปอทไลท”์ และให้ กพ็ บเจา้ ตวั ผนู้ อนตายสนทิ สงบนง่ิ อยทู่ นี่ นั่ ผมภมู ใิ จ
พกั ผอ่ นได้ เขาเองกห็ ยดุ รถเกบ็ เจา้ “WINCHESTER” ในฝมือผมมาก จงึ จับมันยกขน้ึ ดรู อยแผล แต่แล้ว
คชู่ พี ของเขาเขา้ ไวท้ ห่ี นา้ รถ เขาสา่ ยหวี อยา่ งผดิ หวงั อนจิ จา! “…ผมแทบจะโยนไกป่ า ตวั นน้ั ทง้ิ ไปเพราะ
แล้วก็ออกเดินทางกันต่อ...ผมคงน่ังเปนเพื่อน ขาของมันมีอยู่เพียงข้างเดียว อีกข้างหน่ึงขาด
เขาไปและก็รู้สึกเสียใจท่ีท�าให้เขาต้องผิดหวัง... หายไป แผลเปนพึ่งจะข้ึน...แน่นอนมันคงต้องถูก
ใจจรงิ ผมเองนนั้ กไ็ มย่ นิ ดยี นิ รา้ ยอะไรวา่ จะพบสตั ว์ ใครเขายงิ มา แต่ไมต่ ายกลับมาโดนผมซ้า� เข้าไปอกี
หรือไม่พบและก็ไม่ได้หมายมั่นปนมือมาเลยว่า ผมรีบเดินกลับมายังจุดนัดพบ แต่แล้วเสียงใบไม้
จะมาล่าสัตว์ เพราะผมเคยปฏิฐานตนไว้แล้วว่า และก่ิงไม้ไหวเบื้องบนศีรษะก็ดังขึ้นอีก ผมแหงน
“จะเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิต” หลังจากได้ประสบ ขึ้นไปก็เห็นค่างฝูงหน่ึงบนยอดยางใหญ่ ก�าลัง
เหตกุ ารณข์ ึ้นครง้ั หนงึ่ ทีด่ า่ นกักสัตวป์ ะคา� มนั เปน กระโดดไปยังอีกต้นหนึ่ง ผมไ่คิดอะไรแล้วงัด
เหตุการณ์ท่ีผมไม่สามารถจะลืมเลือนไปได้ จน เจ้าลูกซองยิงเข้าไปอีกสองนัดซ้อน ลูกของมัน
ตราบเท่าทุกวันน้ีเหตุการณ์คร้ังนั้นมันเกิดขึ้นดังน้ี ตัวหนึ่งถูกเข้าเต็มท่ี แต่ยังไม่ทันตาย มันคลาน
ผม สตั วแพทยเ์ ขต ๓ และคนงานของดา่ นฯ กกั สตั ว์ เข้าไปหาคบไม้และหลบอยู่ที่น่ันและเห็นหางของ
คนหนึ่งได้ออกปาล่าสัตว์กันหลังด่านปะค�า มนั กระดกิ สา่ ยไปสา่ ยมา ผมบา้ เลอื ดยงิ ซา้� เขา้ ไปอกี
เราแยกออกกันเปน ๓ สาย และนัดพบกันท่ี หวังจะให้มันตายรู้แล้วรู้รอดไป แต่มันก็ไม่ตาย
บรเิ วณหนง่ึ ...เราออกลา่ สตั วก์ นั ตง้ั แตบ่ า่ ยจนเกอื บ หางยังคงส่ายไปส่ายมาอยู่เช่นเดิมเพราะลูกปนไป
จะพลบค่�า พวกเราต่างไม่ได้ยินเสียงปนของ ติดอยคู่ บไมห้ มด ผมหมดปญ ญา ลูกปนกห็ มดแลว้
แต่ละสายดังข้ึนมาเลย แสดงว่าพวกเราน้ัน จึงกลับมายังจุดนัดพบด้วยความสมเพชเวทนา
ไมพ่ บสตั ว์ ปกตแิ ลว้ สตั วป์ า หลงั ดา่ นประคา� คอ่ นขา้ ง เดนิ ไปกค็ ดิ ไปเหมอื นกบั คนทเ่ี สยี จรติ ...ผมพยายาม
จะชุกชุมมาก ไม่ว่าไก่ปา เก้ง กวาง เย็นนั้นเราก็ ลืมภาพเหล่าน้ันเสีย ยกนาฬกาข้อมือขึ้นดูเวลา
ไม่มีอาหารที่จะต้อนรับสัตวแพทย์เขต ๓ ซึ่งท่าน เดือบจะตี ๕ แล้ว มันคงจะใกล้บ้านหนองบัว
มาเยี่ยมพวกเราอยู่ ขณะน้ันผมเดินเลาะลัดหา เขตอ�าเภอผมเข้าไปทุกที ภาระกิจของผมก็คงจะ
สัตว์ปาเข้าไปบริเวณปาไผ่ ปะเหมาะเคราะห์ดี เสร็จส้ินแต่เพียงแค่นี้ หันไปดู “MR. STONE”
ก็คงจะได้ไก่ปาเข้าสักตัวก็ยังดี พลางก็อธิษฐาน เขาก็ยังคงท�าหน้าท่ีของเขาอย่างคงเส้นคงวา
ในใจบนบานจ้าวปาจ้าวเขาให้ช่วยสงเคราะห์ที เขาขบั เจา้ จป๊ิ เคลอื่ นตวั ไปแบบปราศจากความหมาย
๙๕ในพระอุปถมั ภ พระเจสาวารยวสงมั ศพเ ธันอธ พสมระาอคงมคนเ ักจเารโยีสนมเสกวา ลสี ตั กวรแมพหทมย่ืนสกุทรธมนปาศรสุนี ัตาถว
ขับไปเพียงเพื่อจะให้ถึงจุดหมายปลายทางเท่าน้ัน ผมเล็ง! เลง็ ! เล็งแล้วเล็งอกี ...เล็งอยู่อยา่ งน้ัน ท�าไม
สมศักด์ิน้ันก็คงนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่หลังรถ สมองของผมจึงไม่ส่ังยิงเสียดี ท้ังๆ ท่ีนิ้วของผม
ไปแล้ว และแล้วเหตุการณ์ที่มิได้คาดฝนก็บังเกิด ท่ีอยู่ในโกร่งไกนั้นก็เตรียมพร้อมที่จะรับค�าส่ัง
ขึ้น...กวางใหญ่ตัวหน่ึงยืนขวางทางอยู่ในระยะ อยู่แล้ว...ผมยังคงเล็งเปาหมายอยู่อย่างเดิม
ไม่เกิน ๔๐ หลา มันเอ๊ียวคอของมันเห็น “อา� นาจของสญั ชาตญาณดบิ มนั บอกผม ยงิ ! ยงิ ! ซ”ี
ประกายตาเจิดจ้าจับจ้องมาที่รถ เขาทั้ง ๒ ตั้ง …แต่ “คุณธรรมประจ�าใจผมมนั บอกอยา่ ! อย่ายงิ
ชูตระหง่าน แลเห้นก่ิงก้านสาขาแตกยื่นออกมา นะ” สมองของผมสบั สนอลหมา่ นไปหมด มนั กา� ลงั
ราวกับกิ่งไม้ท่ีตายยืนต้น ล�าตัวสั้นสีเปนสีทอง ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเหมือนสีขาวกับสีด�า...แล้ว
หางกุดราวกับหางกระต่าย แลดูตัวของมันส้ัน แล้วอ�านาจมืดก็แพ้คุณธรรม ผมกลัวกวางนั้นจะ
แทบไม่สมดุลกับเขาที่เก้งก้างของมันเลย ขนาด ต้องตายหรือพิการจากน้�ามือของผม เหมือน
ของมันใหญ่ราวๆ กับวัวรุ่นตัวหนึ่งทีเดียว...ผมนั่ง เจ้าไก่ปาขาด้วนและค่างน้อยท่ีด่านปะค�า ใจผม
ตะลึงราวกับต้องมนต์สะกด...พอได้สติจึงสะกิดให้ เร่ิมละเห่ีย เรี่ยวแรงค่อยหมดสิ้นไป...มือที่กุม
“MR. STONE” ดู “MR. STONE” คงมองเห็น ดา้ มปน ทง้ั สองไวน้ น้ั มนั คอ่ ยๆลดตา่� ลงๆ เหมอื นกบั
ไม่ถนัดเพราะสายตาของเขาส้ัน คงจ้องๆ มองๆ คนที่ไม่มีจิตหรือวิญญาณ และกว่า MR. STONE
ไปตามมือผม ผมกระตุกขากางเกงของเขาเปน จะแกะเขม็ ขดั ทร่ี ดั ปน ออกได้ กวางน้นั ก็หนีเขา้ ปา
อานัติสัญญาณให้หยุดรถ แล้วช้ีมือให้เขาดูอีก หายไปแล้ว “MR. STONE” เหมือนกับคนบ้า
พลางกระซิบบอกเปนภาษาอังกฤษให้เขาทราบ... เขาตะโกนสงั่ สมศกั ดใิ์ หเ้ ตรียม “สปอ ทไลท”์ แลว้
เจ้ากวางใหญ่ตัวนั้นยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขย้ือน เขาก็สตาร์ทรถหักพวงมาลัยหันเข้าปาเพื่อติดตาม
ส า ย ต า ข อ ง มั น ค ง จั บ จ ้ อ ง แ ส ง ไ ฟ ที่ ห น ้ า ร ถ เจ้ากวางน้ัน และแล้ว “สปอตไลท์” ของสมศักดิ์
MR. STONE เร่ิมเห็นแล้วเขาดับเครื่องรถทันที กก็ ราดแสงไปทว่ั ปา จบั แสงเขา้ กบั ตาของเจา้ กวาง
พลางกเ็ ออื้ มอื ทงั้ สองไปควา้ เจา้ “WINCHESTER” ตัวน้ัน แสงของมันสะกาวลอยเด่นเปนคู่เหนือ
ท่ีหน้ารถ...ผมล้วงเจ้า .๓๘ ของผมออกมาเตรียม ปาหญ้าเพ็ก หา่ งระยะประมาณ ๑๐๐ หลา “MR.
พรอ้ ม …MR. STONE ยังดึงเจ้า “WINCHESTER” STONE” รีบติดกล้งเล็งให้เจ้า “WINCHESTER”
ของเขาออกมาไม่ได้ เขาพยายามแกะเข็มขัดท่ี ทันที ไฟของสมศักดิ์ยังคงจับน่ิงอยู่ที่เปาหมาย...
รัดปนอยู่แต่ก็แกะไม่ออก มือเขาส่ันไปหมด เขา แล้วเสียงปนก็ดังกังวาลขึ้นก้องไปทั่วปา แสงตา
พยายามเทา่ ไรกแ็ กะไมอ่ อก ดเู ขาลกุ ลล้ี กุ ลนเหมอื น คนู่ นั้ พลนั ดบั มดื ลง เขายงิ ไปเพยี งนดั เดยี วเทา่ นนั้ ...
กับคนเสียสติ ใจผมนั้นส่ันระทึกกลัวเจ้ากวางน้ัน เสียงสมศักด์ิตะโกนบอก “ถูกแล้ว! ถูกแล้ว!
จะหนีไปเสีย “เวลาก็เนินนานออกไปมากแล้ว MR. STONE หกั เจา้ จป๊ิ เลก็ ทะยานเขา้ ใสเ่ ปา หมาย
ผมตัดสินใจเตรียมจะยิงเจ้ากวางตัวน้ันด้วยปนสั้น ทันที รถจิ๊บกระดอนไปกระดอนมาเพราะ
ของผมทันที ฤทธ์ิเจ้า .๓๘ รีวอลเวอร์กระบอก ขอนไม้ตายท่ีทับถมกันอยู่ภายใต้ปาหญ้าเพ็ก
๕ น้ิวของผมถึงมันจะท�าให้ไม่ตาย อย่างไรมันก็ ไมม่ ใี ครมองเหน็ MR. STONE ยงั ขบั รถตะบงึ เขา้ ไป
คงจะยับย้ังเจ้ากวางตัวนั้นไว้ได้ ก่อนท่ีมันจะ มิใยท่ีข้าวของจะล้มระเนระนาดจนแว่นตาเขา
กระโจนหนีไป สองมือผมก�าด้ามปนแน่นเล็งไปที่ หลุดหายไป ผมยดึ ขอบรถไว้จนแนน่ เขาขับเข้าไป
ตะโพกขวาของมัน อย่เู หนือศูนย์หน้าของปน พอดี จนถึงท่ีหมาย แต่ก็ไม่พานพบเจ้ากวางนั้น
๙๖ ใสนาพยรสะัมอพปุ นั ถธัม ภสมพารคะมเนจาักวเรรียวงนศเกเธาอสัตพวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสุสวตั ลวี กรมหมน่ื สทุ ธนารีนาถ
แต่อย่างใด...แลเห็นแต่โพนดินเต้ียๆ ปาหญ้าเพ็ก ปาไผ่ไป...MR. STONE หัวเสียหนักสั่งตามล่าอีก
ราบเปนร่องรอยไว้ “MR. STONE” สั่งพวกเรา เขาสตาร์ทรถพาพวกเราบุกเข้าไปถึงปาไผ่ รถ
ติดตามรอยทันที รอยน้ันเห็นหญ้าเพ็กราบไปทาง กระดอนไปกระดอนมาเพราะขอนไม้และไปจอด
ปา ไผ.่ ..เราแยกกนั ออกเปน ๓ จดุ “MR. STONE” สงบน่ิงอยู่ชายปาไผ่เข้าไปไม่ถึง เพราะหนาม
อยู่กลาง ผมอยู่ซา้ ย สมศักดอิ์ ยู่ขวา ระยะหา่ งกนั อันแหลมคมของมันยื่นออกมาท่ิมหน้ารถเต็ม
ประมาณ ๕-๖ วา ผมกบั สมศักดถ์ิ อื ลกู ซองคนละ ไปหมด ไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยของกวางน้ัน
กระบอก “MR. STONE” มีเจ้า “WINCHESTER” มนั เงยี บสงดั ปราศจากสง่ิ มชี วี ติ จรงิ ๆ ไดย้ นิ แตเ่ สยี ง
ค่ชู พี ของเขาตดิ ตง้ั “สปอทไลท์” ไว้บนรถ พากนั น�า้ ทไี่ หลรนิ เซาะแกง่ หินในลา� หว้ ยริมปา ไผ่นน้ั ...
เดินดาหน้าหาเปาหมายคือปาไผ่...เราเดินกันไป
ใกล้ปาไผ่เข้าไปทุกทีและแล้วผมก็เห็นเจ้ากวาง เรามาถึงบา้ นหนองบัวสวา่ งพอดี ผมเลา่ ให้
ตัวน้ันหลบอยู่หลงั ตน้ ยาง ท้ายของมนั โผลอ่ อกมา ผใู้ หญบ่ า้ นฟง เขาบอกวา่ กวางตวั นเ้ี ปน “กวางเจา้ ”
ให้เห็นอย่างถนัดชัดเจน มันอยู่ในระยะที่เรียกว่า วันดีคืนดีจะปรากฏให้เห็น ไม่มีใครเคยท�า
“ยิงเผาขน” ทีเดียว ผมก้มลงมองดู! มองดู! อันตรายได้ ชาวบ้านต่างถือเปนกวางศักด์ิสิทธิ์
ปนท่ีถือก็ยังห้อยอยู่ในมือ...นึกปลงและร�าพึง กันทัง้ บา้ น
อยู่ในใจว่า “โธ่! เจ้ากวางเอย! ท�าไมถึงจะต้อง
เปนข้า” ผมคิด...แล้วแล้วผมก็ตัดสินใจไมย่ งิ กวาง บทส่งทา้ ย...“MR. STONE” และเพอ่ื นเขา
ตวั นัน้ อยา่ งเดด็ ขาด! ผมช้ีมอื บอกกับ MR. STONE ได้อ�าลาจากผมไปแล้ว เขาคงจะไม่ลืมเหตุการณ์
เปนอานัติสญั ญาณ MR. STONE มองตามมอื ผม ทเ่ี กดิ ขน้ึ ครงั้ นเ้ี ชน่ เดยี วกบั ผม...หลงั จากนนั้ ไมน่ าน
เขากม้ ๆ มองๆ ไปที่ตน้ ยาง หากสายตาของเขายัง ผมได้มีโอกาสเจ้ามาราชการที่ สนง. สัตวแพทย์
มแี วน่ สวมอยเู่ ขาจะมองเหน็ หวั ของกวางยนื่ ออกไป เขต ๓ สัตวแพทย์เขต ๓ บอกผมว่า “ไอ้หิน”
ขวางหนา้ เขาทนั ท.ี ..แตเ่ ขากย็ งั มองไมเ่ หน็ ผมชม้ี อื ท่านหมายถึง “MR. STONE” มันฟองผมว่า
เท่าไรเขาก็ยังมองไม่เห็น “โชคดีของเจ้าแล้ว “ใช้คนอะไร? ไม่เคยออกปา แถมยังส่งเสียงดัง
เจ้ากวางเอย” พลันผมก็ตะโกนบอ MR. STONE ให้กวางหนีไปอีกด้วย” พูดแล้วท่านก็หัวเราะ
ดว้ ยภาษาไทยเสยี งดงั “นั่นไงกวาง!” ส้ินเสยี งผม เพราะท่านยังคงจ�าค�าพูดของผมได้จากเหตุการณ์
เจ้ากวางที่โชคดีตัวน้ันก็กระโดดตัวลอยหายเข้าดง ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในปา ปะคา� ผมบอกกบั ทา่ นวา่ “ผมขอเลกิ
ฆ่าสัตว์ตัดชวี ิต”...M
๙๗ในพระอปุ ถัมภ พระเจสาวารยวสงัมศพเธันอธ พสมระาอคงมคนเักจเา รโยีสนมเสกวาลสี ัตกวรแมพหทมย่นื สกุทรธมนปาศรุสีนัตาถว
“นายฮอย”
โดย ศลิ ป เปรมฤทยั
อนั วา “นายฮอ ย” กค็ อื นายรอ ย...คนอสี านจะออกเสยี งพยญั ชนะตวั “ร” เปน ตวั “ฮ”
เชน “บฮ ู” ก็คอื “บรู” ไทยวา ไมร ู…ไมเ หมือนกบั คําวา บา นมา บา นภาชี ผรู ูช าวอีสาน
คนหนง่ึ บอกวา “มันก็คือกันแหละเส่ยี วเอย (ภาชี แปลวา ผแู บง )” จึงพาเพอ่ื นลงท่ีสถานี
บานภาชี เลยตองแบงใหเพ่ือเดินนบั ไมห มอนรถไฟไปจนถงึ บานมา ไขดันปรไิ ปตามกนั
“นายฮ้อย” หรอื นายร้อยเร่อื งน้ไี มเ่ ก่ยี วกนั เรื่องของ “นายฮ้อย” มีความเปนมาและ
กับนายฮ้อย...เอ้ย รายร้อยต�ารวจหรือทหาร เปน ไปอยา่ งไรกจ็ ะบรรยายพอเปน เครอื่ งประเทอื ง
ถา้ อยากจะเปน นายฮอ้ ยไมต่ อ้ งไปเอน้ ฯ ใหเ้ มอ่ื ยตมุ้ อารมณ์...
ไม่ต้องเสียงเงินเสียทองวิ่งเต้นให้สะเทือนริดสีดวง
ใครๆ กเ็ ปน นายฮอ้ ยไดถ้ า้ สามารถคมุ ฝงู ววั ฝงู ควาย หัสเดิมแรก ก็ควรจะทราบคุณสมบัติของ
ไล่ต้อนไปขายยังเมืองไทย (ภาคกลาง) ชาวอีสาน ผู้ท่ีจะเปน “นายฮ้อย” เสียก่อน ผู้ที่จะเปน
เขาก็ยกหวั แม่โปง ใหเ้ ปน “นายฮ้อย” “นายฮ้อย” จะต้องเปนบุคคลที่ชาวบ้านให้ความ
เคารพนับถือมีเครดิตดี เปนท่ีเช่ือถือได้ เพราะ
ปจ จุบนั ภาพของ “นายฮอ้ ย” ชายฉกรรจ์ การซื้อสัตว์จากชาวบ้านท่ีน�าไปขายส่วนใหญ่
สวมหมวกปกใหญ่ สะพายปน (ปนแกป ) กระบอก “นายฮ้อย” จะใช้เงินเชื่อหรือที่เรียกว่า แปะโปง
ไมไ้ ผ่ (ใสน่ า�้ ) เชอื กลา่ มสตั ว์ วงิ่ ไลต่ อ้ นฝงู ววั ฝงู ควาย เอาไปขาย กลบั จากเมืองไทยจึงมาคดิ สะสางกัน
ไปตามไหลถ่ นนหลวง บางฝงู กพ็ ักแรมอย่กู ลางทุ่ง
รายลอ้ มดว้ ยกองคาราวานเกวยี น มคี วนั ไฟลอยกรนุ่ ประการตอ่ ไป จะตอ้ งมปี ระสบการณ์ ในการ
รายกับในภาพยนตร์ลูกทุ่งตะวันตก ภาพเหล่านั้น ไล่ต้อนฝูงวัวฝูงควาย รอบรู้ช�านาญเส้นทาง
จะไม่ปรากฎให้เห็นกันอีกแล้ว เพราะบ้านเมือง เปนอย่างดีรวมถึงต้องมีวิสัยทัศน์กว้าไกลในการ
เจรญิ รงุ่ เรอื ง ถนนหนทาง การไปมาหาสกู่ นั สะดวก เก็งราคาซ้ือขายสัตว์
อาชพี ไลต่ อ้ นฝงู ววั ฝงู ควายทเี่ คยรอนแรมในปา เขา
เปน เดอื นเหมอื น ๒๐-๓๐ ปล ว่ งมาแลว้ จงึ เลกิ ราไป สุดทา้ ย จะต้องเปนคนกลา้ หาญ เดด็ เด่ียว
เปลี่ยนมาเปนบรรทุกรถยนต์ ซึ่งให้ความสะดวก ตัดสินใจรวดเร็ว เม่ือมีเหตุเกิดข้ึนระหว่างทาง
รวดเร็วและปลอดภัย ภาพของเหล่า “นายฮ้อย” เช่น ถกู โจรผรู้ า้ ยปล้น
จึงลืมเลือนไปจากความทรงจ�าคงเหลือแต่เพียง
ตา� นานทเี่ ลา่ ขานเท่านน้ั หนา้ ทข่ี อง “นายฮอ้ ย” นายฮอ้ ยจะมวี ธิ กี าร
รวบรวมสตั ว์ คือติดต่อไปยัง “พาข้าว” (ภาษาของ
ชาวอีสาน) แปลเปนไทยว่าเปนสมาชิกหรือชมรม
ก็ตามแต่ให้เตรียมตัวรวบรวมสัตว์ ถ้าจะร่วมไป
๙๘ สในาพยรสะัมอพุปันถธัม ภสมพารคะมเนจากั วเรรยีวงนศเกเ ธาอสตั พวรแะพอทงยคเกจารโมสปมศสุสวตั ลวี กรมหม่ืนสทุ ธนารนี าถ