45
1. เปน็ วธิ ีทเี่ ขา้ ใจง่าย เพราะการเกบ็ จะ 1. เสียเวลาในการปรบั ปรุงในกรณที ่มี ีรายการ
เรียงตาม ลำดับ ปรบั ปรุงน้อยเพราะจะตอ้ งอ่านทกุ รายการ
จนกว่า จะถงึ รายการทต่ี ้องการปรับปรุง
2. ประหยดั เนื้อทีใ่ นการเก็บ และงา่ ยต่อ 2. ตอ้ งมีการจดั เรยี งขอ้ มูลที่เขา้ มาใหม่ให้อยู่ใน
การสรา้ ง แฟ้มใหม่ ลำดบั เดยี วกันในแฟม้ ขอ้ มลู หลกั กอ่ นทีจ่ ะ
ประมวลผล
2. กา รจัดระเ บ ีย นแฟ้มข้อมูล แบบตรงหรือแ บบสุ่ม (Direct or random file
organization) โดยสว่ นมากมักจะใช้จานแม่เหล็ก (Hard disk) เปน็ หน่วยเกบ็ ข้อมูล การบนั ทึกหรือการเรียก
ข้อมูลขึ้นมาสามารถเรียกได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านรายการอื่นก่อน เราเรียกวิธีนี้ว่าการเข้าถึงข้อมูลโดยตรง
(Direct access) หรือการเข้าถึงโดยการสุ่ม (Random Access) การค้นหาข้อมูลโดยวิธีนี้จะเร็วกว่าแบบ
ตามลำดับ ทั้งนี้เพราะการค้นหาจะกำหนดดัชนี (Index) จะนั้นจะวิ่งไปหาข้อมูลที่ต้องการหรืออาจจะเขา้ หา
ข้อมูลแบบอาศัยดัชนีและเรียงลำดับควบคู่กนั (Indexed Sequential Access Method (ISAM) โดยวิธีนี้จะ
กำหนดดัชนีที่ต้องการค้นหาข้อมูล เมื่อพบแล้วต้องการเอาข้อมูลมาอีกกี่ รายการก็ให้เรียงตามลำดับของ
รายการทต่ี อ้ งการ ซึ่งการเก็บโดยวิธนี ้ีมีทัง้ ข้อดีและข้อเสีย
ขอ้ ดี ข้อเสีย
1. สามารถบนั ทกึ เรยี กข้อมลู และ 1. สิ้นเปลืองเนอ้ื ที่ในหน่วยสำรองข้อมลู
ปรบั ปรงุ ข้อมลู ท่ี ต้องการได้โดยตรง ไม่
ตอ้ งผา่ นรายการทอี่ ยกู่ อ่ นหน้า
2. ในการปรับปรงุ และแกข้ ้อมลู สามารถ 2. ต้องมกี ารสำรองขอ้ มูลเนื่องจากโอกาสท่ี
ทำไดท้ ันที ขอ้ มูล จะมีปัญหาเกิดได้งา่ ยกว่าแบบตามลำดับ
ตารางแสดงขอ้ ดีและข้อเสียในการจดั แฟม้ ขอ้ มลู แบบตรงหรอื สมุ่
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยกุ ต์ใชใ้ นงานด้านการศึกษา
เทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้สำหรับการเรียนการสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่าง
สอนด้วยสื่ออุปกรณ์ที่ทันสมัย ห้องเรียนสมัยใหม่ มีอุปกรณ์วิดีโอโปรเจคเตอร์ (Video Projector)มีเครื่อง
คอมพิวเตอร์ มีระบบการอ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบต่าง ๆ รูปแบบของสื่อที่นำมาใช้ในด้านการเรียนการ
สอน ก็มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำมาใช้ เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อิเล็กทรอนิกส์บุค
วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดโี อออนดมี านด์ การสืบคน้ ข้อมลู ในคอมพวิ เตอร์ และระบบอนิ เทอร์เน็ต เป็น
ตน้
46
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการนำเอาเทคโนโลยี รวมกับการออกแบบโปรแกรมการสอน มาใช้ช่วย
สอน ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่าบทเรียน CAI ( Computer - Assisted Instruction ) การจัดโปรแกรมการสอน
โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในปัจจุบันมักอยู่ในรูปของสื่อประสม (Multimedia) ซึ่งหมายถึงนำเสนอได้ท้ัง
ภาพ ขอ้ ความ เสยี ง ภาพเคลือ่ นไหวฯลฯ โปรแกรมชว่ ยสอนนี้เหมาะกับการศึกษาด้วยตนเอง และเปิดโอกาส
ใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถโต้ตอบ กบั บทเรยี นได้ตลอด จนมีผลปอ้ นกลับเพ่ือให้ผเู้ รียนรู้ บทเรียนไดอ้ ย่างถูกต้อง และ
เข้าใจในเน้อื หาวิชาของบทเรียนน้ันๆ
การเรยี นการสอนโดยใช้เว็บเป็นหลัก เป็นการจัดการเรยี น ที่มีสภาพการเรียนต่างไปจากรูปแบบเดิม
การเรยี นการสอนแบบนี้ อาศัยศกั ยภาพและความสามารถของเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต ซงึ่ เปน็ การนำเอาสื่อการ
เรียนการสอน ที่เป็นเทคโนโลยี มาช่วยสนับสนุนการเรียนการสอน ให้เกิดการเรียนรู้ การสืบค้นข้อมูล และ
เชื่อมโยงเครอื ข่าย ทำใหผ้ เู้ รียนสามารถเรียนได้ทุกสถานท ่แี ละทุกเวลา การจัดการเรยี นการสอนลกั ษณะนี้ มี
ชื่อเรียกหลายช่ือ ได้แก่ การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) การฝึกอบรมผ่านเว็บ (Web-
based Trainning) การเรียนการสอนผ่านเวิล์ดไวด์เว็บ (www-based Instruction) การสอนผ่านสื่อทาง
อิเล็กทรอนกิ ส์ (e-learning) เป็นต้น
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์บคุ คอื การเก็บขอ้ มูลจำนวนมากดว้ ยซดี ีรอม หน่ึงแผน่ สามารถเกบ็ ข้อมลู ตัวอกั ษรได้มาก
ถึง 600 ล้านตัวอักษร ดังนั้นซีดีรอมหนึ่งแผ่นสามารถเก็บข้อมูลหนงั สือ หรือเอกสารได้มากกวา่ หนังสือหนง่ึ
เล่ม และทีส่ ำคญั คือการใชก้ ับคอมพวิ เตอร์ ทำใหส้ ามารถเรยี กคน้ หาข้อมูลภายในซีดรี อม ไดอ้ ยา่ งรวดเร็วโดย
ใช้ดชั นี สบื คน้ หรอื สารบญั เร่ือง ซีดรี อมจงึ เปน็ สอ่ื ที่มบี ทบาทต่อการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะในอนาคตหนังสือต่าง
ๆ จะจดั เกบ็ อยู่ในรูปซีดรี อม และเรยี กอา่ นดว้ ยเคร่อื งคอมพิวเตอร์ ทเ่ี รยี กวา่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์บุค ซีดีรอมมีข้อดี
คอื สามารถจดั เก็บ ข้อมลู ในรูปของมลั ติมีเดยี และเมื่อนำซดี รี อมหลายแผ่นใสไ่ ว้ในเครอ่ื งอ่านชดุ เดียวกัน ทำให้
ซีดรี อมสามารถขยายการเกบ็ ขอ้ มลู จำนวนมากยิ่งขนึ้ ได้
วดิ โี อเทเลคอนเฟอเรนซ์ หมายถงึ การประชุมทางจอภาพ โดยใช้เทคโนโลยกี ารส่ือสารทท่ี ันสมัย เปน็ การ
ประชมุ รว่ มกันระหวา่ งบุคคล หรอื คณะบุคคลท่อี ยู่ต่างสถานท่ี และห่างไกลกันโดยใช้สื่อทางด้านมัลติมีเดีย ท่ี
ให้ทั้งภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง เสียง และข้อมูลตัวอักษร ในการประชุมเวลาเดียวกัน และเป็นการสื่อสาร 2
ทาง จึงทำให้ ดูเหมือนว่าได้เข้าร่วมประชุมร่วมกันตามปกติ ด้านการศึกษาวิดีโอเทคเลคอนเฟอเรนซ์ ทำให้
ผู้เรียนและผู้สอนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ผ่านทางจอภาพ โทรทัศน์และเสียง นักเรียนในห้องเรียน ที่อยู่
ห่างไกลสามารถเห็นภาพและเสียง ของผู้สอนสามารถเห็นอากับกิริยาของ ผู้สอน เห็นการเคลื่อนไหวและสี
หน้าของผู้สอนในขณะเรียน คุณภาพของภาพและเสียง ขึ้นอยู่กับความเร็วของช่องทางการสื่อสาร ที่ใช้
เชื่อมต่อระหว่างสองฝั่งที่มีการประชุมกัน ได้แก่ จอโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ ลำโพง ไมโครโฟน กล้อง
อุปกรณ์เขา้ รหัสและถอดรหัส ผา่ นเครอื ข่ายการส่อื สารความเรว็ สงู แบบไอเอสดเี อน็ (ISDN)
47
ระบบวดิ ีโอออนดีมานด์ (Video on Demand) เปน็ ระบบใหม่ท่ีกำลังไดร้ บั ความนิยมนำมาใช้ ในหลาย
ประเทศเชน่ ญีป่ นุ่ และสหรฐั อเมริกา โดยอาศัยเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ความเร็วสงู ทำให้ผชู้ มตามบา้ นเรือนต่าง
ๆ สามารถเลือกรายการวิดีทัศน์ ที่ตนเองต้องการชมได้โดยเลือกตามรายการ (Menu) และเลือกชมได้
ตลอดเวลา วิดีโอออนดีมานด์ เป็นระบบที่มีศนู ย์กลาง การเก็บข้อมูลวีดิทัศน์ไว้จำนวนมาก โดยจัดเก็บในรูป
แหลง่ ขอ้ มูลขนาดใหญ่ (Video Server) เมือ่ ผใู้ ช้ต้องการเลือกชมรายการใด ก็เลือกได้จากฐานข้อมูลท่ีต้องการ
ระบบวิดโี อ ออนดมี านดจ์ งึ เปน็ ระบบที่จะนำมาใช้ ในเรอื่ งการเรยี นการสอนทางไกลได้ โดยไม่มีข้อจำกัดด้าน
เวลา ผู้เรียนสามารถเลอื กเรยี น ในสิง่ ท่ีตนเองตอ้ งการเรยี นหรือสนใจได้
การสืบค้นข้อมูล (Search Engine) ปัจจุบันได้มกี ารกล่าวถึงระบบการสืบค้นข้อมูลกันมาก แม้แต่ใน
เครือข่ายอินเทอรเ์ น็ต ก็มีการประยุกต์ใช้ไฮเปอร์เท็กซ์ในการสืบค้นข้อมูล จนมีโปรโตคอลชนิดพิเศษที่ใชก้ นั
คอื World Wide Web หรอื เรยี กวา่ www. โดยผใู้ ช้สามารถเรยี กใชโ้ ปรโตคอล http เพ่ือเชือ่ มโยงเขา้ ส่รู ะบบ
ไฮเปอรเ์ ทก็ ซ์ ซงึ่ เปน็ ฐานขอ้ มลู ในอินเทอรเ์ นต็ ไฮเปอรเ์ ท็กซ์มลี กั ษณะเป็นแบบมัลตมิ ีเดีย เพราะสามารถสร้าง
เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เก็บได้ทั้งภาพ เสียง และตัวอักษร มีระบบการเรียกค้นที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้
โครงสร้างดัชนีแบบลำดับชั้นภูมิ โดยทั่วไป ไฮเปอร์เท็กซ์จะเป็นฐานข้อมูลที่มีดัชนีสืบค้นแบบเดินหน้า ถอย
หลัง และบันทึกร่องรอยของการสืบค้นไว้ โปรแกรมที่ใช้ในการสร้างไฮเปอร์เท็กซ์มีเป็นจำนวนมาก ส่วน
โปรแกรมที่มีชื่อเสียงได้แก่ HTML Compossor FrontPage Marcromedia DreaWeaver เป็นต้น ปัจจุบัน
เราใชว้ ิธีการสบื ค้นขอ้ มูล เพ่อื นำข้อมลู ทไ่ี ดไ้ ปใช้ประกอบในการทำเอกสารรายงานต่าง ๆ ไดอ้ ย่างสะดวกและ
รวดเรว็
อินเทอร์เน็ต คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยเครือขา่ ยย่อย และเครือข่ายใหญส่ ลับซับซอ้ น
มากมาย เชือ่ มตอ่ กนั มากกวา่ 300 ล้านเครอ่ื งในปัจจบุ นั โดยใชใ้ นการติดตอ่ สือ่ สาร ขอ้ ความรูปภาพ เสียงและ
อื่น ๆ โดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีผู้ใช้งานกระจายกันอยู่ทั่วโลก ปัจจุบันได้มีการนำระบบ
อินเทอร์เน็ต เข้ามาใช้ในวงการศกึ ษากนั ท่ัวโลก ซึ่งมีประโยชนใ์ นดา้ นการเรียนการสอนเปน็ อยา่ งมาก
ในปัจจบุ ันส่ือและเทคโนโลยที ี่ทันสมัยมีประโยชนใ์ นการสบื ค้นข้อมูล และแสวงหาความร้ใู หก้ วา้ งขวางมากขึ้น
พื้นทท่ี ี่ใช้สบื ค้นองคค์ วามรูต้ า่ งๆ มไิ ด้จำกดั เพียงตำราและหนงั สอื เทา่ นน้ั สอื่ อนิ เตอรเ์ น็ตนับว่ามีบทบาทสำคัญ
อย่างมากสำหรับผู้เรียนรู้กลุ่มยุคใหม่ ระบบอินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูล องค์ความรู้ที่ผู้ใช้สามารถสืบค้น
ขอ้ มลู ไดง้ า่ ยดายและสะดวกรวดเร็วทส่ี ดุ ผสู้ บื คน้ ข้อมูลสามารถสืบค้นขอ้ มูลตา่ งๆ ได้อยา่ งรวดเรว็ หน่วยงาน
ต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างเห็นความสำคัญของการติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตกันอย่างกว้างขวาง เพื่อ
บริการบุคคลในองค์กรเพอื่ การปฏิบตั หิ นา้ ท่ไี ดส้ ะดวกย่งิ ข้นึ
1. การใช้อนิ เตอร์เนต็ เพอื่ การเรยี นรู้
อินเทอรเ์ นต็ เปน็ แหลง่ ขอ้ มลู ที่ทกุ คนสามารถเข้าถึงเพื่อค้นหา แลกเปลย่ี นเรียนรู้ได้อย่างแทบไม่มี
ขดี จำกัด การใชอ้ ินเทอร์เน็ตเพ่ือประโยชน์ดังกล่าว จำเป็นทเ่ี ราจะต้องมีความรู้และทักษะในการค้นหาข้อมูล
48
(Search) รจู้ กั แหล่งเรียนรู้ และวธิ ีการนำเสนอข้อมูลความรู้และผลงานอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถ
ใชอ้ นิ เทอร์เน็ตเปน็ เคร่อื งมือในการสบื คน้ ขอ้ มูลในหวั ข้อเร่อื งทน่ี ักเรยี นสนใจ
กิจกรรมการนำเสนอ เป็นการเปิดเวทเี พื่อนำเสนอผลงานจากการสบื ค้นและสร้างองค์ความรู้ด้วย
ตนเอง สามารถทำไดห้ ลายวิธี เชน่
1. การนำเสนอแบบ Online เช่น
1.1 สรา้ ง Web Page
1.2 สร้าง Blog
1.3 การส่งข้อมูลออนไลน์
2. การนำเสนอแบบ Off line เชน่
2.1 การนำเสนอดว้ ยวาจา
2.2 ทำเอกสารรายงาน
2.3 จัดนิทรรศการ
2.4 การสรา้ งชิ้นงาน
3. การนำเสนอแบบสื่อผสม โดยการเลือก Online และ Off line ซึ่งในปัจจุบันเป็นทีน่ ิยม
อยา่ งกวา้ งขวางในทุกวงการ
2. รูปแบบการใชอ้ ินเตอร์เน็ตเพอื่ การเรียนรู้
การประยกุ ตเ์ นต็ เปน็ เครอื ข่ายท่สี ามารถตดิ ต่อส่อื สารกนั ได้กบั แหลง่ ท่ีเชื่อมต่อเข้าด้วยกนั สามารถ
สืบค้นข้อมูลได้และมีสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกได้เชื่อมเครือข่ายร่วมกัน จึงเป็นแหล่งที่จะ
สบื คน้ ขอ้ มูลเพื่อนำมาศึกษาหาความรไู้ ด้ การนำอินเทอรเ์ น็ตใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เนต็ ทางการศึกษา ดังนี้
1. การใช้เครือข่ายเพื่อการติดต่อสื่อสาร เป็นการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เพื่อส่ง
รายงาน การบา้ น วิทยานิพนธ์ ในรปู แบบแฟม้ ขอ้ มูล การเปน็ สมาชกิ กลมุ่ สนทนาเพ่อื เปน็ เวทีแลกเปล่ียนความ
คดิ เห็น เผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั ชว่ ยเหลอื ซึ่งกันและกนั ทางด้านวิชาการ และแจ้งข่าวความเคล่ือนไหวทางวิชาการ
2. การใช้เครือข่ายเพื่อการสืบค้นข้อมูล ซึ่งผู้เรียน นักวิจัย และ ผู้สอนสามารถสืบค้นจาก
ฐานข้อมูลทางการศึกษา และ Online Library Catalog ของห้องสมุดต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงในอินเทอร์เน็ตจาก
ประเทศในทวีปต่าง ๆ ท่วั โลก
3. การใช้เครือข่ายเพื่อการสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครือข่าย โดยเปิดเป็น
หลักสูตรการสอนในระดับปริญญาและในแบบประกาศนียบัตร เรียกว่า Online Program ซึ่งผู้เรียนสามารถ
สมัครและเรียนผา่ นเครือข่ายอินเทอร์เนต็ ส่วนกิจกรรมการเรยี นการสอน เอกสารและการติดต่อต่าง ๆ อยู่ใน
รูปของแฟม้ ขอ้ มลู อิเล็กทรอนกิ ส์
การใช้ Internet ในชีวิตประจำวันส่งผลในด้านการศึกษา เราต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหา
ข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลทางวิชาการจากที่ต่าง ๆ ซึ่งในกรณีน้ี อินเตอร์เน็ต จะทำหน้าที่เหมอื นห้องสมดุ
49
ขนาดยักษ์ ส่งข้อมูลที่เราต้องการ มาให้ถึงบนจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทำงานของเรา ไม่กี่วินาทีจาก
แหล่งข้อมูลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ความ
บันเทิง และการ พักผ่อนหย่อนใจ หรือสันทนาการ เช่น เลือกอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่เรียกวา่
magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ์ และข่าวสารอื่น ๆ โดยมีภาพประกอบบนจอคอมพิวเตอร์
เหมือนกบั หนงั สือ
3. การสบื คน้ ข้อมูลในการเรียนรดู้ ้วยตนเอง
เนื่องจากข้อมูลที่อยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันมีมากมายและกระจัดกระจายอยู่ตามท่ี
ตา่ งๆ ดงั นัน้ ผใู้ ชอ้ นิ เตอร์เน็ตจึงจำเปน็ ตอ้ งเรียนรูว้ ธิ ีการใชบ้ ริการอนิ เตอรเ์ น็ตและเลอื กใช้ให้เหมาะสม เพือ่ การ
คน้ หาขอ้ มูลในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ โดยสามารถใชอ้ นิ เตอรเ์ นต็ ในการสบื คน้ ขอ้ มูล ศกึ ษา
คน้ ควา้ และวจิ ัยได้หลายวธิ ดี ว้ ยกนั วธิ ที ี่เป็นที่นยิ มมากท่สี ุดในปจั จบุ นั คอื
การสบื ค้นทางเวิลดไ์ วดเ์ วบ็ เนื่องจากสามารถรองรบั ข้อมูลไดห้ ลายๆ รูปแบบ และเชื่อมโยงข้อมูลที่
เกี่ยวเนือ่ งกันใหเ้ ราได้ศึกษาอย่างสะดวกสบาย และมีซอฟต์แวร์ สำหรับอ่านข้อมูลในเว็บที่สมบรู ณ์แบบมาก
การค้นหาข้อมูล ในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยค้น ( Search
engine) ซ่ึงซอฟต์แวร์สำหรบั อ่านข้อมูลในเวบ็ (Web Browser) ส่วนใหญ่บริการเชื่อมตอ่ กับเคร่ืองมือเหล่านี้
ไวใ้ ห้แลว้ ผูใ้ ชเ้ พียงแต่กดปุม่ สำหรับเรยี กเครือ่ งมือน้ีขน้ึ มา พิมพค์ ำ หรือขอ้ ความท่ีต้องการสบื ค้นลงไป เครอื่ งก็
จะแสดงผลการค้น โดยการแสดงชื่อของข้อมูลที่เราต้องการศึกษา (Web Page) ซึ่งถ้าต้องการเข้าไปอ่าน ก็
สามารถกดลงไปบนชื่อนั้นได้เลย ข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์
เครื่องใดในโลกก็ตาม
นอกจากนี้การเข้าใช้คอมพิวเตอร์เคร่ืองอนื่ ๆ ทตี่ ่ออยกู่ บั เครอื ขา่ ย และมกี ารอนุญาตให้เข้าไปใช้ได้
เช่น การตดิ ต่อเขา้ ส่เู ครื่องคอมพวิ เตอรข์ องหอ้ งสมดุ เพื่อคน้ หา ยมื ตอ่ เวลาการยืม หรือการจองหนังสือส่งิ พิมพ์
ต่าง ๆ ก็เป็นที่นิยมกันมาก ปัจจุบันมีห้องสมุดหลายแห่งเปิดให้บริการบริการนี้สามารถเข้าใช้ได้โดยการ ใช้
คำส่งั Telnet และตามด้วยช่อื เครอื่ ง หรอื หมายเลขของเครือ่ งแลว้ พิมพ์ช่อื ในการขอเขา้ ใช้ (Login) บางเครื่อง
อาจต้องใช้รหัสลับ (Password) ด้วย หลังจากนั้นต้องทำตามคำสั่งที่ปรากฏบนจอ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่
ละระบบของเครอ่ื ง นอกจากห้องสมุดแล้ว เราอาจจะใชค้ อมพิวเตอรท์ ่เี ป็นฐานขอ้ มูลต่าง ๆ ไดด้ ้วย โดยในบาง
ฐานข้อมูล นอกจากผู้ใชจ้ ะเข้าไปค้นหาบทความทีเ่ คยตีพิมพ์ในวารสารต่าง ๆ แล้วยังสามารถใช้บริการพิเศษ
อื่น ๆ เช่น บริการส่งอีเมล์แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับบทความใหม่ ๆ ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารการศึกษาที่สนใจเล่ม
ลา่ สดุ โดยตอ้ งมีการกำหนดชื่อของวารสารท่ีสนใจไว้ลว่ งหน้า หรอื มีบริการส่งแฟกซ์ บทความนั้นให้แก่ผู้ใช้ที่
สนใจ
สรุป
50
อนิ เทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศท่มี บี ทบาทในยคุ นี้ โดยการนำความรู้ การเชอื่ มโยงแหล่งความรู้
มาประกอบกันเพอื่ ให้ผเู้ รยี น ทีต่ อ้ งการเรยี นรูใ้ หเ้ ขา้ ถึงไดจ้ งึ นบั ว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาในการใช้สืบค้น
ขอ้ มลู ตา่ งๆจากความจำเป็นและความสำคญั ของอนิ เทอร์เน็ตดงั กล่าว ผวู้ ิจยั จึงสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการ
ใชอ้ นิ เทอร์เนต็ เพื่อการศึกษาของนกั ศกึ ษาสถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบงั ผลการวจิ ัย
ครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อสถาบันเพื่อใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการและการลงทุนด้านเทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเพ่ือเป็นประโยชนส์ ำหรับตัวเราเอง
ความหมายของข้อมูล
ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ
สถานที่ ฯลฯ โดยอยใู่ นรปู แบบที่ เหมาะสมต่อการส่อื สาร การแปลความหมายและการประมวลผล ซ่งึ ขอ้ มูล
อาจจะได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญ
จะตอ้ งมคี วามเปน็ จรงิ และต่อเนอ่ื งตวั อยา่ งของข้อมูล เช่น คะแนนสอบของนกั เรียน เพศ อายุ เปน็ ต้น
สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. ข้อมูลปฐมภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลโดยตรง เช่น ข้อมูลที่ได้จากการสอบถาม
โดยตรง การสมั ภาษณ์ การสำรวจ การจดบันทึก ขอ้ มูลทไ่ี ด้
2. ขอ้ มูลทุติยภมู ิ เปน็ ขอ้ มลู ที่ได้จากข้อมลู ท่มี ีผูอ้ ื่นรวบรวมไว้ให้แลว้
ชนดิ ของขอ้ มูลแบ่งไดห้ ลายชนดิ ดังน้ี
1. ขอ้ มูลตวั เลข จะประกอบดว้ ยตวั เลขเท่าน้ัน เช่น 145 , 2468 เป็นต้น มักจะนำมาใช้
ในการคำนวณ
2. ขอ้ มูลอักขระ ประกอบดว้ ย ตวั อกั ษร ตัวเลข และอักขระพิเศษหรือเคร่ืองหมายพิเศษ
ต่าง ๆ เช่น บ้านเลขที่ 13/2 เป็นตน้ ถา้ มตี ัวเลขประกอบ จะมิได้นำมาคำนวณ
3. ขอ้ มลู ภาพ รับรจู้ ากการมองเหน็ เช่น ภาพดารา ภาพสัตวต์ ่าง ๆ
4. ข้อมูลเสยี ง รบั รูจ้ ากทางหูหรอื การได้ยิน เช่นเสียงพูด เสยี งเพลง เป็นต้น
กรรมวธิ ีการจัดการข้อมูล
การจัดการขอ้ มูลใหม้ ีคุณคา่ เป็นสารสนเทศ กระทำไดโ้ ดยการเปลีย่ นแปลงสถานภาพของขอ้ มูล ซง่ึ มี
วธิ กี าร หรือ กรรมวธิ ดี ังต่อไปน้ี (Kroenke and Hatch1994 : 18-20)
1. การรวบรวมขอ้ มลู (Capturing/gathering/collecting Data) ที่ตอ้ งการจากแหลง่ ตา่ งๆ
โดยการเครือ่ งมอื ช่วยค้นท่เี ป็นบัตรรายการ หรือ OPAC แลว้ นำตัวเลม่ มาพจิ ารณาวา่ มีรายการใดท่ีสามารถ
นำมาใช้ประโยชนไ์ ด้
51
2. การตรวจสอบขอ้ มูล (Verifying/checking Data) โดยตรวจสอบเนือ้ หาของขอ้ มูลทีห่ ามา
ได้ ในประเด็นของ ความถูกตอ้ งและความแม่นยำของเนื้อหา ความสอดคล้องของตาราง, ภาพประกอบ หรือ
แผนที่ กบั เน้อื หา
3. การจัดแยกประเภท/จดั หมวดหมู่ขอ้ มูล (Classifying Data) เม่อื ผา่ นการตรวจสอบความ
ถกู ตอ้ ง สอดคล้องกัน ของเน้ือหาแลว้ นำขอ้ มลู ต่างๆ เหล่านัน้ มาแยกออกเป็นกอง หรอื กลุม่ ๆ ตามเร่อื งราวท่ี
ปรากฏในเนือ้ หา
4. จากน้ันก็นำแต่ละกอง หรอื กล่มุ มาทำการเรียงลำดับ/เรียบเรยี งข้อมูล
(Arranging/sorting Data) ใหเ้ ป็นไป ตามความเหมาะสมของเน้ือหาว่าจะเรม่ิ จากหวั ข้อใด จากนนั้ ควรเป็น
หัวขอ้ อะไร
5. หากมีขอ้ มูลเก่ยี วกบั ตัวเลขจะตอ้ งนำตัวเลขนัน้ มาทำการวิเคราะห์หาค่าทางสถติ ิท่ี
เกย่ี วขอ้ ง หรอื ทำการ คำนวณข้อมูล (Calculating Data) ใหไ้ ด้ผลลัพธอ์ อกเสียกอ่ น
6. หลังจากนั้นจึงทำการสรปุ (Summarizing/conclusion Data) เนือ้ หาในแตล่ ะหวั ขอ้
7. เสรจ็ แลว้ ทำการจัดเก็บ หรือบันทกึ ขอ้ มูล (Storing Data) ลงในส่ือประเภทตา่ งๆ เช่น ทำ
เป็นรายงาน หนงั สือ บทความตีพิมพ์ในวารสาร หนังสือพมิ พ์ หรือลงในฐานขอ้ มูลคอมพิวเตอร์ (แผ่นดสิ ก์ ซดี ี-
รอม ฯลฯ)
8. จัดทำระบบการคน้ คืน เพื่อความสะดวกในการจดั เกบ็ และค้นคนื สารสนเทศ (Retrieving
Data) จะได้ จัดเก็บและคน้ คนื สารสนเทศอย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว และตรงกับความต้อง
9. ในการประมวลผลเพ่อื ให้ได้มาซงึ่ สารสนเทศ จักตอ้ งมีการสำเนาข้อมูล (Reproducing
Data) เพอ่ื ปอ้ งกนั ความเสียหายทีอ่ าจเกิดข้ึนกบั ข้อมลู ทั้งจากสาเหตุทางกายภาพ และระบบการจัดเก็บ
ข้อมูล
10. จากนนั้ จงึ ทำการการเผยแพร่ หรือสือ่ สาร หรือกระจายข้อมูล
(Communicating/disseminating Data) เพือ่ ให้ผลลัพธท์ ไ่ี ดถ้ ึงยงั ผ้รู บั หรอื ผ้ทู ี่เก่ยี วข้อง
การจัดการขอ้ มูลให้มีสถานภาพเป็นสารสนเทศ (Transformation Processing) ในความเป็นจรงิ แล้ว
ไม่จำเป็นที่ จะต้องทำครบ ทั้ง 10 วิธีการ การที่จะทำกี่ขั้นตอนนั้นขึ้นอยู่กับ ข้อมูลที่นำเข้ามาในระบบการ
ประมวลผล หากข้อมูลผ่าน ขั้นตอน ที่ 1 หรือ 2 มาแล้ว พอมาถึงเรา เราก็ทำขั้นตอนที่ 3 ต่อไปได้ทันที แต่
อย่างไรก็ตามการให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่มี คุณค่า จักต้องทำตามลำดับดังกล่าวข้างต้น ไม่ควรทำข้ามขั้นตอน
ยกเว้นขั้นตอนที่ 5 และขั้นตอนที่ 6 กรณีที่เป็นขอ้ มูล เกี่ยวกับตัวเลขก็ทำขั้นตอนที่ 5 หากข้อมลู ไม่ใช่ตวั เลข
อาจจะข้ามขั้นตอนที่ 5 ไปทำขั้นตอนที่ 6 ได้เลย เป็นต้น ผลลัพธ์ หรือผลผลิตที่ได้จากการประมวลผล หรือ
กรรมวธิ ีจัดการข้อมลู ปรากฏแก่สงั คมในรูปของสือ่ ประเภทตา่ งๆ เชน่ เป็น หนังสือ วารสาร หนงั สือพมิ พ์ ซีดี-
52
รอม สไลด์ แผ่นใส แผนท่ี เทปคลาสเซท ฯลฯ แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามไม่ไดห้ มายความว่า ผลผลติ หรอื ผลลัพธ์นั้นจะ
มสี ถานภาพเปน็ สารสนเทศเสมอไป
หลกั เกณฑ์การประเมนิ ผลลพั ธ์ หรือผลผลิต
ข้อมูลของบางคนอาจเป็นสารสนเทศสำหรับอีกคนหนึง่ (Nickerson 1998 : 11) การที่จะบง่ บอกว่า
ผลผลติ หรือ ผลลพั ธ์มีคณุ ค่า หรือสถานภาพเป็นสารสนเทศ หรอื ไมน่ นั้ เราใชห้ ลักเกณฑต์ ่อไปนี้ประกอบการ
พจิ ารณา
1. ความถกู ตอ้ ง (Accuracy) ของผลผลติ หรือผลลัพธ์
2. ตรงกับความต้องการ (Relevance/pertinent)
3. ทันกับความต้องการ (Timeliness)
การพิจารณาความถูกต้องดูที่เนื้อหา (Content) ของผลผลิต โดยพิจารณาจากขั้นตอนของการ
ประมวลผล (Process; verifying, calculating) ข้อมูล สำหรับการตรงกับความต้องการ หรือทันกับความ
ต้องการ มีผู้ใช้ผลผลิตเป็น เกณฑ์ในการพิจารณา หากผู้ใช้เห็นว่าผลผลิตตรงกับความต้องการ หรือผลผลิต
สามารถตอบปญั หา หรอื แก้ไขปัญหา ของผ้ใู ชไ้ ด้ และสามารถเรยี กมาใช้ได้ในเวลาที่เขาตอ้ งการ (ทันต่อความ
ตอ้ งการใช)้ เราจงึ จะสรุปได้วา่ ผลผลติ หรอื ผลลัพธ์นนั้ มีสถานภาพ เป็นสารสนเทศ
คุณภาพ หรือคุณคา่ ของสารสนเทศ ข้ึนอยกู่ ับขอ้ มูล (Data) ทน่ี ำเข้ามา (Input) หากข้อมูลทีน่ ำเขา้ มา
ประมวลผล เป็นข้อมูลที่ดี ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีคุณภาพดี หรือมีคุณค่า ผู้ใช้ หรือผู้บริโภคสามารถนำมาใช้
ประโยชน์ได้ แต่หากข้อมูลที่ นำเข้ามาประมวลผลไมด่ ี ผลผลิต หรอื ผลลพั ธ์ก็จะมคี ุณภาพไมด่ ี หรือไม่มีคุณค่า
สมด่งั กบั วลีท่ีว่า GIGO (Garbage In Garbage Out) หมายความว่า ถ้านำขยะเข้ามา ผลผลิต (สงิ่ ท่ีได้ออกไป)
กค็ ือขยะนั่นเอง
เทคโนโลยสี อ่ื สารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อสื่อสารรับ/ส่งข้อมูลจากที่ไกล ๆ เป็นการส่งของ
ขอ้ มลู ระหว่างคอมพิวเตอร์หรอื เครื่องมือทีอ่ ยู่หา่ งไกลกัน ซงึ่ จะชว่ ยให้การเผยแพรข่ ้อมูลหรือสารสนเทศไปยัง
ผู้ใช้ในแหลง่ ต่าง ๆ เปน็ ไปอย่างสะดวก รวดเรว็ ถูกตอ้ ง ครบถ้วน และทันการณ์ ซึง่ รปู แบบของข้อมูลที่รับ/ส่ง
อาจเป็นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice)เทคโนโลยีที่ใช้ในการ
สอ่ื สารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ไดแ้ ก่ เทคโนโลยที ่ใี ช้ในระบบโทรคมนาคมทงั้ ชนดิ มีสายและไรส้ าย เช่น ระบบ
โทรศพั ท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วิทยุกระจายเสยี ง, วิทยโุ ทรทัศน์ เคเบลิ้ ใยแก้วนำแสง คลนื่ ไมโครเวฟ และ
ดาวเทยี ม เปน็ ตน้ สำหรบั กลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพ้ืนฐาน 3 สว่ น ไดแ้ ก่ ต้นแหลง่
ของข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ
53
(Sink/Decoder) ดังแผนภาพต่อไปนี้ คือ แผนภาพแสดงกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคม นอกจากน้ี
เทคโนโลยสี ารสนเทศสามารถจำแนกตามลักษณะการใชง้ านไดเ้ ป็น 6 รูปแบบ ดังน้ีต่อไปนี้ คอื
- เทคโนโลยีทีใ่ ช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทยี มถ่ายภาพทางอากาศ, กลอ้ งดจิ ทิ ัล, กลอ้ งถ่าย
วีดีทศั น์, เครอ่ื งเอกซเรย์ ฯลฯ
- เทคโนโลยที ่ีใชใ้ นการบนั ทกึ ขอ้ มูล จะเปน็ สอ่ื บันทกึ ข้อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหลก็ , จาน
แม่เหล็ก, จานแสงหรอื จานเลเซอร์, บตั รเอทีเอม็ ฯลฯ
- เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมลู ไดแ้ ก่ เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ท้งั ฮาร์ดแวร์ และ
ซอฟต์แวร์
- เทคโนโลยที ี่ใชใ้ นการแสดงผลขอ้ มูล เชน่ เครอื่ งพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
- เทคโนโลยีท่ีใชใ้ นการจัดทำสำเนาเอกสาร เชน่ เครอื่ งถ่ายเอกสาร, เครอ่ื งถ่ายไมโครฟลิ ม์
- เทคโนโลยสี ำหรบั ถา่ ยทอดหรือสื่อสารขอ้ มูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น
โทรทศั น์, วิทยกุ ระจายเสยี ง, โทรเลข, เทเล็กซ์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทงั้ ระยะใกลแ้ ละไกล
ลกั ษณะของข้อมูลหรือสารสนเทศที่สง่ ผ่านระบบคอมพวิ เตอรแ์ ละการส่ือสาร ดงั นี้
ขอ้ มลู หรอื สารสนเทศที่ใช้กนั อยู่ท่ัวไปในระบบส่ือสาร เชน่ ระบบโทรศัพท์ จะมลี ักษณะของสัญญาณ
เป็นคลื่นแบบต่อเนื่องที่เราเรียกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไป เพราะระบบ
คอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลับกัน เป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง เรียกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่ง
ข้อมูลเหล่านั้นจะส่งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่งข้อมลู จากคอมพวิ เตอรเ์ ครื่องหนึง่ ไปยังเครื่องอื่น ๆ
ผา่ นระบบโทรศัพท์ ก็ตอ้ งอาศัยอปุ กรณช์ ่วยแปลงสญั ญาณเสมอ ซ่ึงมชี ่ือเรียกวา่ "โมเดม็ " (Modem)
องค์ประกอบท่สี ำคัญของเทคโนโลยีโทรคมนาคม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบทสี่ ำคัญ
ตน้ กำเนิดขา่ วสาร (Source of Information) เป็นสว่ นแรกในระบบการสอ่ื สารโทรคมนาคม
เป็นแหล่งที่มาของข่าวสารต่าง ๆ ทผี่ ู้ส่งตอ้ งการทจ่ี ะส่งไปยังผ้รู ับทป่ี ลายทางตัวอย่างในระบบโทรศพั ท์ หรอื
ระบบวทิ ยุกระจายเสียง ส่วนนี้กค็ ือเสียงพูดของผู้พดู ทตี่ ้นทาง ซงึ่ จะถกู ไมโครโฟนเปลี่ยนใหเ้ ป็นสัญญาณไฟฟ้า
54
ที่เหมาะสม และสง่ เข้าไปในระบบ หรอื ในกรณรี ะบบการสือ่ สารขอ้ มูล (Data Communication) สว่ นน้ี
อาจจะเปน็ เครือ่ งคอมพวิ เตอรห์ รอื Data Terminal ประเภทตา่ ง ๆ
เครือ่ งส่งสญั ญาณ (Transmitter) ทำหนา้ ท่ใี นการแปลงหรอื เปลีย่ นสญั ญาณไฟฟ้าท่ีใช้แทน
ข่าวสารจากตน้ กำเนดิ ข่าวสารให้เปน็ สัญญาณหรือคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ทเ่ี หมาะสมในการส่งต่อไปยงั ปลายทาง
เช่นระบบโทรศพั ท์ ตัวเคร่ืองโทรศัพทจ์ ะแปลงสญั ญาณไฟฟา้ ทใ่ี ช้แทนเสียงพดู ใหเ้ ป็นสัญญาณแม่เหลก็ ไฟฟ้าที่
เหมาะสมและสง่ ตอ่ ไปยงั ปลายทางสำหรบั ในระบบการส่ือสารขอ้ มูล สว่ นนีจ้ ะเปน็ MODEM หรืออปุ กรณ์อืน่ ท่ี
เหมาะสมในการเปลี่ยนสญั ญาณไฟฟ้าท่มี าจากคอมพวิ เตอร์เพ่อื ให้เปน็ สญั ญาณแมเ่ หล็กไฟฟา้ ทเ่ี หมาะสมใน
การผ่านระบบสอื่ สญั ญาณไปยังปลายทาง
ระบบการส่งผ่านสัญญาณ (Transmission System) เครื่องส่งได้เปลี่ยน หรือแปลง
สัญญาณไฟฟ้าที่ใช้แทนข่าวสารต่าง ๆ ให้เป็นสัญญาณหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เหมาะสม สัญญาณก็จะถูก
ส่งผ่านระบบระบบการส่งผ่านสัญญาณ เพื่อส่งต่อไปยงั เคร่ืองรับและผู้รับทีป่ ลายทางดงั น้ันระบบการส่งผ่าน
สัญญาณจึงถือได้วา่ นับเปน็ สว่ นทสี่ ำคัญและจำเปน็ มากในระบบการสอื่ สารโทรคมนาคม
เครื่องรับสัญญาณ (Receiver) เครื่องรับสัญญาณ เป็นส่วนที่ทำการเปลี่ยนสัญญาณ หรือ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ถูกส่งผ่านระบบการส่งผ่านสัญญาณจากต้นทาง เพื่อให้กลับมาเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้
แทนขา่ วสารท่ีถกู สง่ มาจากตน้ ทาง ทัง้ นเี้ พ่ือส่งใหอ้ ุปกรณ์ปลายทางทำการแปลง หรือเปลีย่ นสญั ญาณไฟฟา้ นั้น
ให้กลับมาเป็นข่าวสารที่ผู้รับสามารถเข้าใจความหมายได้สำหรับระบบการสื่อ สารข้อมูลส่วนนี้จะ
เป็น MODEM หรืออุปกรณ์ทีเ่ หมาะสมในการเปลี่ยนสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าทีใ่ ช้ข้อมลู
ในรูปแบบที่ถูกต้อง และเหมาะสมสำหรับการส่งต่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นอุปกรณ์บางชนิด
เชน่ MODEM อาจเปน็ ไดท้ ั้งอปุ กรณ์ในการสง่ และรบั สัญญาณ ในอุปกรณช์ นดิ เดยี วกัน
ผู้รับสัญญาณ (Destination) ผู้รบั สญั ญาณ เป็นส่วนสดุ ทา้ ยในระบบการส่อื สารโทรคมนาคม
ซึง่ ทำหน้าทรี่ ับข้อมูลข่าวสารท่ีส่งมาจากตน้ กำเนิดข่าวสารดงั น้ันอุปกรณ์รับสัญญาณ และอุปกรณ์ส่งสัญญาณ
อาจเปน็ อปุ กรณ์ชนดิ เดยี วกันกไ็ ดเ้ ช่นคอมพิวเตอร์ เปน็ ต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการใชช้ ีวติ ในสังคมปจั จุบัน
55
ในภาวะปจั จบุ ันนัน้ สารสนเทศไดก้ ลายเป็นปัจจัยพ้นื ฐานปัจจัยท่ีห้า เพมิ่ จากปัจจัยสี่ประการที่มนุษย์
เราขาดเสียมิได้ในการดำรงชีวติ ประจำวัน ไมว่ ่าจะเป็นสารสนเทศทจ่ี ำเป็น ในการประกอบธรุ กจิ ในการคา้ ขาย
การผลิตสินค้า และบริการ หรือการให้บริการสังคม การจัดการทรัพยากรของชาติ การบริหารและปกครอง
จนถงึ เร่อื งเบา ๆ เรอ่ื งไร้สาระบ้าง เช่น สภากาแฟทีส่ ามารถพบได้ทกุ แหง่ หนในสงั คม เรือ่ งสาระบันเทิงในยาม
พักผอ่ น ไปจนถึงเรื่องความเป็นความตาย เช่น ขา่ วอทุ กภยั วาตภัย หรอื การทำรัฐประหารและปฏิวตั ิ เปน็ ตน้
ในความคิดเห็นของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ตั้งแต่นักวิชาการ นักธุรกิจ นักสังคมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์
จนกระทั่งผู้นำต่าง ๆ ในโลก ดังเช่น ประธานาธิบดี Bill Clinton และรองประธานาธิบดี Al Gore ของ
สหรัฐอเมริกา สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในปัจจุบัน และในยุคสังคมสารสนเทศแห่ง
ศตวรรษที่ 21 สารสนเทศจะกลายเปน็ ทรพั ยากรท่ีสำคัญทีส่ ุดเหนือสิง่ อื่นใด กล่าวกันสัน้ ๆ สารสนเทศกำลัง
จะกลายเป็นฐานแห่งอำนาจอนั แทจ้ ริงในอนาคต ทั้งในทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง
ในสมัยสังคมเกษตรนั้น ปัจจัยพ้นื ฐานในการผลติ ทส่ี ำคัญ ไดแ้ ก่ ทด่ี ิน แรงงาน และทุนทรัพย์ ต่อมาใน
สังคมอุตสาหกรรม การผลิตต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐานเพิ่มเติม ได้แก่ วัสดุ พลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคมอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกดั อันได้แก่ ที่ดิน
พลังงาน และวัสดุ เปน็ อย่างมาก และผลของการใช้ทรัพยากรเหลา่ นั้นอย่างฟุ่มเฟือยและขาดความระมัดระวัง
ก็ได้สร้างปัญหาสิ่งแวดลอ้ มทีร่ นุ แรงมาก ซึ่งกำลังคุกคามโลกรวมทั้งประเทศไทย ตั้งแต่ปัญหาการแปรปรวน
ของสภาพดนิ ฟ้าอากาศ ภัยธรรมชาติที่นับวนั จะเพิม่ ความถ่ีและรุนแรงขนึ้ ปญั หาการบอ่ นทำลายความสมดุล
ทางนเิ วศวิทยาท้งั ป่าดงดิบ ป่าชายเลน ป่าต้นน้ำลำธาร ความแห้งแลง้ อากาศเป็นพิษ แมน่ ำ้ ลำคลองที่เต็มไป
ด้วยสารพษิ เจอื ปน ตลอดจนถึงปัญหาวกิ ฤติทางจราจรและภัยจากควนั พิษในมหานครทกุ แห่งท่ัวโลก
ในทางตรงกันข้าม ขบวนการผลิต การเก็บ และถ่ายทอดสารสนเทศ อาศัยการใช้วัสดุและพลังงาน
น้อยมาก และไม่มีผลเสียต่อภาวะแวดล้อมหรือมีเพียงเล็กน้อยมาก ยิ่งกว่านั้นสารสนเทศจะสามารถช่วยให้
กิจกรรมการผลิตและการบริการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถช่วยให้การผลิตทาง
อุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบ และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะน้อยลง แต่สินค้ามีคุณภาพดีขึน้ คงทนมากขึ้น ปัญหา
วกิ ฤติทางจราจรในบางด้านก็สามารถผ่อนปรนได้ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เชน่ ในการชว่ ยติดต่อสื่อสารทาง
ธุรกิจต่างๆ โดยไม่จำเป็นตอ้ งเดนิ ทางด้วยตนเองดังเช่นแต่ก่อน จึงอาจกล่าวได้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศจะมี
สว่ นอยา่ งมาก ในการนำสงั คม สวู่ วิ ัฒนาการอีกระดบั หนึ่ง ที่อาจเรียกได้วา่ เป็นสงั คมสารสนเทศ อนั เป็นสังคม
ทพี่ ึงปรารถนาและยัง่ ยนื ยิ่งขึน้
นัน่ จึงเปน็ เหตผุ ลที่วา่ สังคมต่าง ๆ ในโลก ตา่ งจะต้องก้าวสสู่ ังคมสารสนเทศอยา่ งหลีกเลยี่ งไมไ่ ด้ ไมเ่ ร็ว
กช็ ้า และนน่ั หมายความวา่ สังคมจะตอ้ งพงึ่ พาเทคโนโลยีสารสนเทศ อยา่ งแน่นอน ไมว่ ่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็
ตาม มใิ ชเ่ พียงแตเ่ พอื่ สรา้ งขดี ความสามารถในเชงิ แขง่ ขนั ในสนามการคา้ ระหว่างประเทศ แต่เพ่อื ความอยู่รอด
ของมนษุ ยชาติ และเพ่ือคุณภาพชีวติ ท่ดี ีข้ึนอีกตา่ งหากดว้ ย
56
เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีคู่โลกในต้นศตวรรษที่ 21 และเป็นแรงกระตุ้นและเป็นปัจจัย
รองรบั ขบวนการโลกาภิวัตน์ ทีก่ ำลังผนวกสงั คมเศรษฐกจิ ไทยเขา้ เป็นอันหนึง่ เดยี วกันกับสงั คมโลก
อันที่จริงเทคโนโลยีสารสนเทศมีใช้ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เป็นต้นว่า เรามีการใช้
โทรศัพท์ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2414 เพียงแต่ว่าการใช้
เทคโนโลยีน้ยี ังไม่แพรก่ ระจายท่วั ประเทศและยงั ไมอ่ ยใู่ นระดับสงู เม่ือเทียบกบั อกี หลาย ๆ ประเทศในโลก
กล่าวกนั อย่างสั้น ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยที ีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั การจัดหา วเิ คราะห์ ประมวล
จัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรือแลกเปลี่ยน และเผยแพร่สารสนเทศ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ใน
รูปแบบของรูป เสียง ตวั อกั ษร หรอื ภาพเคลือ่ นไหว รวมไปถึงการนำสารสนเทศและข้อมลู ไปปฏบิ ตั ิตามเน้ือหา
ของสารสนเทศนนั้ เพอื่ ใหบ้ รรลุเปา้ หมายของผู้ใช้ การจัดหา วเิ คราะห์ ประมวล และจัดการกับข่าวสารข้อมูล
จำนวนมหาศาล จงึ ขาดเทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ เสยี มิได้ สว่ นการแสวงหาและแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร อย่าง
รวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีโทรคมนาคม และ
ท้ายสุดสารสนเทศที่มี จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะต้องการและอย่าง
ประหยัดที่สุด ก็ต้องอาศัยทั้งสองเทคโนโลยีข้างต้นในการจัดการและการสื่อหรือขนย้ายจากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศ สผู่ ูบ้ ริโภคในที่สดุ
ฉะนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันได้แก่ คอมพิวเตอร์ทั้ง
ฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วร์ และฐานขอ้ มูล โทรคมนาคมซง่ึ รวมถงึ เทคโนโลยรี ะบบสอ่ื สารมวลชน (ไดแ้ ก่ วิทยุ และ
โทรทัศน)์ ทั้งระบบแบบมีสายและไรส้ าย รวมถงึ เทคโนโลยดี า้ นอิเล็กทรอนิกส์ตา่ ง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทัศน์
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เส้นใยแก้วนำแสง (fibre optics)
สารกงึ่ ตัวนำ (semiconductor) ปญั ญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) อปุ กรณ์อัตโนมัติสำนกั งาน (office
automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในบ้าน (home automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในโรงงาน (factory
automation) เหล่านี้ เป็นต้น
นอกจากการเปน็ เทคโนโลยีท่ไี ม่ทำลายธรรมชาติหรอื สร้างมลภาวะ (ในตัวของมันเอง) ต่อสิ่งแวดล้อม
แลว้ คณุ สมบตั ิโดดเดน่ อืน่ ๆ ที่ทำให้มันกลายเปน็ เทคโนโลยี ยทุ ธศาสตร์สำคัญแหง่ ยคุ ปัจจบุ ันและในอนาคตก็
คือ ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถภาพในเกือบทุก ๆ กิจกรรม อาทิโดย
1. การลดตน้ ทนุ หรอื ค่าใช้จ่าย
2. การเพ่มิ คุณภาพของงาน
3. การสรา้ งกระบวนการหรอื กรรมวธิ ีใหม่ ๆ
4. การสร้างผลติ ภณั ฑแ์ ละบรกิ ารใหม่ ๆ ขน้ึ
57
ฉะนนั้ โอกาสและขอบเขตการนำ เทคโนโลยีนี้มาใช้ จึงมีหลากหลายในเกือบทุก ๆ กิจกรรมกว็ ่าได้ ไม่
ว่าจะเปน็ การปกครอง การให้บรกิ ารสงั คม การผลติ ท้งั ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบรกิ าร รวมถงึ การค้าทั้ง
ภายในและระหวา่ งประเทศอีกด้วย โดยพอสรปุ ไดด้ งั ต่อไปนี้
ภาคสังคม การบรหิ ารและปกครอง การให้บรกิ ารพน้ื ฐานของรฐั การบริการสาธารณสขุ การ
บรกิ ารการศกึ ษา การให้บริการข้อมลู และสาระบนั เทงิ การอนรุ ักษ์ส่ิงแวดลอ้ ม การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติ
การบรรเทาสาธารณภัย การพยากรณอ์ ากาศและอตุ ุนิยม ฯลฯ
ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร การป่าไม้ การประมง การสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและ ก๊าซ
ธรรมชาติ การสำรวจแร่และทรัพยากรธรรมชาติทัง้ บนและใต้ผวิ โลก การก่อสรา้ ง การคมนาคมทัง้ ทางบก น้ำ
และอากาศ การค้าภายในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกิจการ
ทอ่ งเท่ียว การเงิน การธนาคาร การขนสง่ และ การประกนั ภัย ฯลฯ
ผลประโยชน์ต่างๆ จากการประยุกต์ใช้ของเทคโนโลยีดงั กล่าว ล้วนเกิดจากคุณสมบตั ิพิเศษ
หลาย ๆ ประการของเทคโนโลยีกลมุ่ น้ี อันสืบเนอ่ื งจากการพัฒนาของ เทคโนโลยีท่ีมอี ัตราสูงและอยา่ งต่อเน่ือง
ตลอดหลายทศวรรษทผ่ี า่ นมา ววิ ฒั นาการทางเทคโนโลยีน้ีส่งผลให้
ราคาของฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ รวมทั้งค่าบริการ สำหรับการเก็บ การประมวล และการ
แลกเปลีย่ นเผยแพรส่ ารสนเทศมกี ารลดลงอย่างต่อเน่ืองและรวดเรว็
ทำให้สามารถนำพาอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งคอมพิวเตอร์และ โทรคมนาคมติดตามตัวได้ เนื่องจากได้มี
พฒั นาการการย่อสว่ นของช้นิ ส่วน (miniaturization) และพัฒนาการการสื่อสารระบบไร้สาย
ประการท้าย ท่ีจัดว่าสำคญั ท่ีสุดกว็ ่าได้คอื ทำใหเ้ ทคโนโลยตี ่าง ๆ เชน่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการส่ือสาร
มุ่งเข้าสจู่ ุดท่ใี กลเ้ คยี งกนั (converge)
ประเทศอตุ สาหกรรมในโลกได้เล็งเหน็ ถงึ ศกั ยภาพของเทคโนโลยียุทธศาสตร์กลุ่มน้ี จึงให้ความสำคัญ
ต่อเทคโนโลยีนี้มากกว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จัดเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตร์สำคัญอีกหลายกลุ่ม ดังเช่นกลุ่ม
ประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ได้ศึกษาเปรียบเทียบ
ศักยภาพของเทคโนโลยไี ฮเทค 5 กล่มุ สำคญั ในปจั จุบัน คอื เทคโนโลยีชวี ภาพ เทคโนโลยีวัสดุใหม่ เทคโนโลยี
อวกาศ เทคโนโลยนี วิ เคลยี ร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในประเดน็ ผลกระทบสำคญั 5 ประเด็น ไดแ้ ก่
(1) การสรา้ งผลติ ภัณฑ์และบรกิ ารใหม่ ๆ
(2) การปรบั ปรงุ กระบวนการผลติ ผลติ ภัณฑ์และบริการ
(3) การยอมรบั จากสังคม
(4) การนำไปใช้ประยกุ ต์ในภาค/สาขาอ่นื ๆ
(5) การสร้างงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการยอมรับใน
ศกั ยภาพสูงสดุ ในทุก ๆ ประเด็น
58
ความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
สารสนเทศแท้จริงแล้วย่อมมีความสำคัญต่อทุกสิ่งที่เกีย่ วข้อง เช่น ด้านการเมือง การปกครอง ด้าน
การศึกษา ด้าน เศรษฐกจิ ด้านสงั คม ฯลฯ ในลกั ษณะดังต่อไปน้ี
1. ทำให้ผู้บริโภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเข้าใจ (Understanding)
ในเรื่องดงั กล่าว ข้างตน้
2. เมื่อเรารู้และเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องแล้ว สารสนเทศจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจ
(Decision Making) ใน เรือ่ งต่างๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. นอกจากนัน้ สารสนเทศ ยังสามารถทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหา (Solving Problem) ที่
เกิดขึน้ ไดอ้ ย่าง ถกู ต้อง แมน่ ยำ และรวดเร็ว ทนั เวลากบั สถานการณ์ตา่ งๆ ทเี่ กิดข้นึ
องค์ประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระบบ คือ กลมุ่ ขององคก์ ารต่างๆ ที่ทำงานร่วมกนั เพือ่ จดุ ประสงค์อันเดียวกัน ระบบอาจจะ
ประกอบด้วยบคุ คลากร เครอ่ื งมือ เครอื่ งใช้ พสั ดุ วิธกี าร ซึง่ ทัง้ หมดนีจ้ ะต้องมรี ะบบจดั การอันหน่ึงเพอื่ ให้
บรรลจุ ุดประสงคอ์ ันเดียวกนั
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลท่ผี ่านการวเิ คราะหห์ รือประมวลผลแล้ว พรอ้ มจะใชง้ าน
ไดท้ ันที โดยไมต่ ้องแปล หรือตีความใด ๆ อีก
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการประมวลผล เพ่อื ให้ได้สารสนเทศ
ตามทีต่ ้องการ
ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศนน้ั อาจกลา่ วได้ว่าประกอบขนึ้ จากเทคโนโลยีสองสาขาหลกั คือ เทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสือ่ สารโทรคมนาคม สำหรับรายละเอยี ดพอสังเขปของแต่ละเทคโนโลยีมี
ดงั ต่อไปน้คี ือ
เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์
คอมพวิ เตอรเ์ ป็นเครอ่ื งอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจดจำข้อมูลต่าง ๆ และปฏบิ ัติตามคำส่งั ที่บอก เพื่อให้
คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้ คอมพิวเตอร์นั้นประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อมกันเรียกว่า
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณฮ์ าร์ดแวร์นี้จะต้องทำงานรว่ มกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรอื ที่เรียกกันว่า
ซอฟตแ์ วร์ (Software) (มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. สาขาวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 2546: 4)
ฮารด์ แวร์ ประกอบด้วย 5 สว่ น คอื
1. อุปกรณร์ ับขอ้ มลู (Input) เช่น แผงแปน้ อักขระ (Keyboard), เมาส์, เครื่องตรวจ
กวาดภาพ (Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครื่องอา่ นบตั รแถบ
แม่เหลก็ (Magnetic Strip Reader), และเครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader)
59
2. อุปกรณ์สง่ ข้อมลู (Output) เช่น จอภาพ (Monitor), เครือ่ งพมิ พ์ (Printer), และ
เทอรม์ ินลั
3. หนว่ ยประมวลผลกลาง จะทำงานร่วมกบั หน่วยความจำหลักในขณะคำนวณหรือ
ประมวลผล โดยปฏิบัติหน้าท่ตี ามคำสง่ั ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดึงข้อมูลและคำสง่ั ทเ่ี ก็บไว้ไวใ้ น
หนว่ ยความจำหลักมาประมวลผล
4. หนว่ ยความจำหลัก มีหน้าท่เี ก็บขอ้ มูลท่ีมาจากอุปกรณ์รบั ขอ้ มลู เพื่อใชใ้ นการคำนวณ และ
ผลลัพธ์ของการคำนวณก่อนทจี่ ะส่งไปยังอุปกรณ์ส่งข้อมูล รวมทง้ั การเกบ็ คำสง่ั ขณะกำลงั ประมวลผล
5. หน่วยความจำสำรอง ทำหนา้ ท่ีจัดเกบ็ ข้อมลู และโปรแกรมขณะยงั ไมไ่ ด้ใช้งาน เพอ่ื การใช้
ในอนาคต
ปัจจยั ท่ที ำให้เกดิ ความลม้ เหลวในการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้
จากงานวจิ ัยของ Whittaker พบวา่ ปัจจยั ของความล้มเหลวหรอื ความผิดพลาดทเ่ี กดิ จากการนำ
เทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ้ น องคก์ ร มีสาเหตหุ ลกั 3 ประการ ได้แก่
1. การขาดการวางแผนทดี่ พี อ
2. การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใชง้ าน
3. การขาดการจดั การหรอื สนับสนุนจากผู้บริหารระดบั สงู
สำหรบั สาเหตุอนื่ ๆ ท่พี บ เชน่ ใช้เวลาในการดำเนินการมากเกินไป (Schedule Overruns) และ
ระยะเวลาของการ พัฒนาหรือนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้จนเสรจ็ สมบรู ณใ์ ชเ้ วลาน้อยกว่า 1 ปี
นอกจากนี้ ปจั จัยอ่นื ๆ ทท่ี ำให้การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชไ้ ม่ประสบความสำเรจ็ ในด้านผู้ใชง้ าน
น้ัน อาจสรปุ ไดด้ งั นี้ คอื
1. ความกลวั การเปลีย่ นแปลง
2. การไมต่ ดิ ตามข่าวสารความร้ดู ้านเทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ
3. โครงสร้างพ้ืนฐานด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศของประเทศกระจายไมท่ ั่วถงึ ทำใหข้ าดความ
เสมอภาคในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจนสามารถนำมาใชป้ ระโยชน์ได้อย่างมากมาย นับได้ว่าเป็นยุคของ
เทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื ยคุ ข้อมูลข่าวสาร ซ่งึ ก่อให้เกดิ ประโยชนต์ ่อมวลมนุษยอ์ ยา่ งมหาศาล ยงั ผลทำให้
เกิดการเปล่ียนแปลง การเปล่ียนแปลงอะไรก็ตาม ยอ่ มมีผลกระทบตอ่ บุคคล องค์กร หรือสังคม เราสามารถ
จำแนกผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศออกเปน็ สองด้าน คอื ผลกระทบด้านบวก และผลกระทบด้านลบ
ผลกระทบดา้ นบวก
60
1. การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตทด่ี ีขึ้น
สภาพความเปน็ อยู่ของสังคมเมอื ง มกี ารพัฒนาใช้ระบบสอื่ สารโทรคมนาคม เพือ่ ติดต่อสือ่ สารให้สะดวกขน้ึ
มกี ารประยุกต์มาใช้กับเคร่อื งอำนวยความสะดวกภายในบา้ น เช่น ใช้ควบคุมเครือ่ งปรบั อากาศ ใชค้ วมคุม
ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น
2. เสริมสรา้ งความเท่าเทยี มในสงั คมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหเ้ กิด
การกระจายไปทว่ั ทุกหนแหง่ แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มกี ารกระจายโอกาสการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรยี น
การสอนทางไกล การกระจายการเรยี นรู้ไปยังถนิ่ หา่ งไกล นอกจากนี้ในปัจจบุ นั มีความพยายามทีจ่ ะใชร้ ะบบ
การรกั ษาพยาบาลผ่านเครือขา่ ยส่อื สาร
3. สารสนเทศกับการเรยี นการสอนในโรงเรยี น การเรยี นการสอนในโรงเรยี นมีการนำ
คอมพิวเตอรแ์ ละเครื่องมอื ประกอบช่วยในการเรยี นรู้ เชน่ วีดิทัศน์ เครอื่ งฉายภาพ คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
คอมพิวเตอร์ชว่ ยจดั การศกึ ษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อใหผ้ ูบ้ ริหารได้
ทราบถึงปัญหาและการแก้ปญั หาในโรงเรยี น ปัจจุบนั มีการเรียนการสอนทางดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศใน
โรงเรียนมากข้นึ
4. เทคโนโลยีสารสนเทศกับสงิ่ แวดล้อม การจดั การทรพั ยากรธรรมชาตหิ ลายอย่างจำเป็นตอ้ ง
ใชส้ ารสนเทศ เชน่ การดูแลรักษาป่า จำเปน็ ต้องใช้ข้อมลู มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การตดิ ตามขอ้ มลู สภาพ
อากาศ การพยากรณอ์ ากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะส่งิ แวดล้อม เพ่ือปรับปรุงแกไ้ ข การเกบ็ รวมรวมขอ้ มูล
คุณภาพนำ้ ในแม่นำ้ ตา่ ง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใชร้ ะบบการตรวจวัดระยะไกลมาชว่ ย ท่ีเรยี กวา่
โทรมาตร เปน็ ต้น
5. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กจิ การทางดา้ นการทหารมกี ารใช้เทคโนโลยี
อาวธุ ยทุ โธปกรณ์สมยั ใหม่ล้วนแตเ่ กย่ี วข้องกับคอมพิวเตอรแ์ ละระบบควบคมุ มีการใชร้ ะบบป้องกันภยั ระบบ
เฝ้าระวังทมี่ คี อมพวิ เตอร์ ควบคมุ การทำงาน
6.การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแข่งขนั ทางดา้ นการผลิตสินค้า
อุตสาหกรรมจำเป็น ตอ้ งหาวธิ กี าร ในการผลิตให้ไดม้ าก ราคาถกู ลง เทคโนโลยคี อมพิวเตอรเ์ ข้ามามีบทบาท
มาก มีการใชข้ อ้ มูลข่าวสารเพ่อื การบรหิ ารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถงึ การใหบ้ ริการกับ
ลูกค้า เพื่อใหซ้ ้อื สินคา้ ได้สะดวกขึน้
7. เทคโนโลยีสารสนเทศมผี ลเกีย่ วขอ้ งกับทุกเรอ่ื งในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโนม้ ที่
สำคัญมากย่งิ ขนึ้ ดว้ ยเหตนุ ี้เยาวชนคนรนุ่ ใหม่จงึ ควรเรยี นรู้ และเขา้ ใจเก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ เพ่อื จะได้
เปน็ กำลงั สำคัญในการพฒั นาเทคโนโลยีสารสนเทศใหก้ ้าวหนา้ และเกดิ ประโยชน์ตอ่ ประเทศตอ่ ไป
ผลกระทบดา้ นลบ
1. กอ่ ใหเ้ กิดความเครยี ดในสงั คมมากขึน้ เนื่องจากมนุษยไ์ ม่ชอบการเปล่ียนแปลง เคยทำ
อะไรแบบใด มกั จะชอบทำแบบน้นั ไม่ชอบการ เปล่ยี นแปลง แต่เทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ ไปเปลี่ยนแปลง
61
บคุ คลท่ีรบั การเปล่ยี นแปลงไมไ่ ด้ จงึ เกิดความวิตกกงั วล จนกลาย เปน็ ความเครียด กลวั วา่ คอมพวิ เตอรแ์ ละ
เทคโนโลยีสารสนเทศจะทำให้คนตกงาน เพราะส่ิงเหล่านจี้ ะเข้ามาทดแทนมนษุ ย์
2. กอ่ ให้เกิดการรับวฒั นธรรม หรือการแลกเปลี่ยนวัฒนรรมของคนในสงั คมโลก ทำให้
พฤติกรรมทแ่ี สดงออกดา้ นการแตง่ กาย และการบรโิ ภคเปลี่ยนแปลงไป การมอมเมาเยาวชนในรูปของเกมส์
อเิ ล็คทรอนิคส์ ส่งผลกระทบ ต่อการพฒั นาอารมณแ์ ละจติ ใจของเยาวชน เกิดการกลนื วฒั นธรรมดงั้ เดิมซง่ึ
แสดงถงึ เอกลกั ษณข์ องสงั คมน้นั
3. กอ่ ใหเ้ กิดผลดา้ นศลี ธรรม บทบาทเหลา่ น้ีมแี นวโน้มทสี่ ำคัญมากย่งิ ขนึ้ ดว้ ยเหตุน้เี ยาวชนคน
รุ่นใหม่จงึ ควรเรียนรู้ และเข้าใจเก่ยี วกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือจะได้เป็นกำลังสำคญั ในการพัฒนา
เทคโนโลยีสารสนเทศให้กา้ วหน้า และเกิดประโยชนต์ อ่ ประเทศตอ่ ไป
4. การมสี ่วนร่วมของคนในสังคมลดนอ้ ยลง การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศทำใหเ้ กดิ ความ
สะดวกรวดเรว็ ในการส่ือสารและการทำงาน แต่ในอีกดา้ นหนง่ึ
5. การละเมิดสิทธิเสรภี าพสว่ นบคุ คลโดยการเพยแพร่ข้อมูลหรือรูปภาพต่อสาธารณชน
ซ่งึ ขอ้ มลู บางอย่างอาจไม่เปน็ ความจรงิ หรอื ยังไมไ่ ด้พสิ ูจน์ความถกู ต้องออกสู่สาธารณะชน ก่อให้เกิดความ
เสียหาย ต่อบุคคลโดยไม่สามารถป้องกนั ตนเองได้ การละเมิดสิทธิสว่ นบุคคลเช่นนี้ ตอ้ งมีกฎหมายออกมา
คมุ้ ครองเพ่อื ให้นำข้อมลู ต่าง ๆ มาใช้ในทางท่ีถกู ต้อง
6. เกิดชอ่ งว่างทางสังคม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะเก่ียวขอ้ งกบั การลงทนุ ผใู้ ช้จงึ เป็น
ชนชน้ั ในอีกระดับหนึง่ ของสงั คม ในขณะทีช่ นช้ันระดบั รองลงมามีจำนวนมากกลบั ไม่มโี อกาสใชแ้ ละผยู้ ากจนก็
ไม่มีโอกาสร้จู กั กบั เทคโนโลยีสารสนเทศ
7. อาชญากรรมบนเครือข่าย ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยสี ารสนเทศก่อให้เกิดปญั หาใหม่
ขน้ึ เช่น ปัญหาอาชญากรรม ตัวอยา่ งเช่น อาชญากรรมในรปู ของการขโมยความลบั การขโมยข้อมลู
สารสนเทศ การให้บริการสารสนเทศทีม่ กี ารหลอกลวง รวมถึงการบอ่ นทำลายข้อมลู และไวรสั
8. กอ่ ใหเ้ กิดปญั หาดา้ นสขุ ภาพ นับต้งั แต่คอมพวิ เตอร์เข้ามามีบทบาทในการทำงาน
การศึกษา บนั เทงิ ฯลฯ การจอ้ งมอง คอมพวิ เตอรเ์ ป็นเวลานาน มผี ลเสียต่อสายตา ซ่งึ ทำใหส้ ายตาผดิ ปกติ มี
อาการแสบตา เวยี นศรษี ะ นอกจากน้นั ยังมีผลต่อสุขภาพจติ เกิดโรคทางจิตประสาท
9.กอ่ ให้เกดิ ความเครยี ดในสงั คมมากข้ึน เนือ่ งจากมนษุ ย์ไมช่ อบการเปลีย่ นแปลง เคยทำ
อะไรแบบใดมักจะชอบทำอยา่ งนั้นไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเขา้ ไปเปลยี่ นแปลง บุคคล
ท่ีรบั ตอ่ การเปลีย่ นแปลงไม่ได้จงึ เกิดความวิตกกงั กล จนกลายเป็นความเครยี ด กลัวว่า คอมพวิ เตอร์และ
เทคโนโลยีสารสนเทศจะทำให้ คนตกงาน เพราะส่ิงเหล่านี้จะเขา้ มาทดแทนมนษุ ย์
10.ก่อใหเ้ กดิ การรบั วฒั นธรรม หรอื แลกเปลี่ยนวฒั นธรรมของคนในสงั คมโลกทำให้
พฤตกิ รรมท่แี สดงออก ด้านการแต่งกาย และการบรโิ ภคเปล่ียนแปลงไป การมอมเมาเยาวชน ในรูปของเกมส์
อิเล็กทรอนิกส์ สง่ ผลกระทบต่อการพฒั นาอารมณ์และจิตใจของเยาวชน เกิดการกลืนวฒั นธรรมด้ังเดิมซ่ึงแสดง
ถงึ เอกลกั ษณ์ของสังคมน้ันๆ
11. กอ่ ใหเ้ กดิ ผลด้านศีลธรรม การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วในระบบเครอื ขา่ ยมผี ลกอ่ ใหเ้ กิด
62
โลกไร้พรมแดน แต่เมื่อพจิ ารณาศีลธรรมของแต่ละประเทศพบว่ามีความแตกต่างกัน ประเทศตา่ งๆ ผู้คนอยู่
รว่ มกนั ได้ด้วยจารีตประเพณี และศีลธรรมดีงามของประเทศน้นั ๆ การแพรภ่ าพหรอื ขอ้ มูลข่าวสารที่ไม่ดไี ปยัง
ประเทศตา่ งๆ มีผลกระทบต่อความรู้สกึ ของคนในประเทศนนั้ ๆ ทนี่ ับถือศาสนาแตกต่างกนั
12.การมสี ว่ นร่วมของคนในสงั คมลดนอ้ ยลง การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทำใหเ้ กดิ ความ
สะดวก รวดเรว็ ในการส่ือสาร และการทำงาน แต่ในอีกดา้ นหนงึ่ การมีส่วนร่วมของกจิ กรรมทาง สังคมท่ีมกี าร
พบปะสงั สรรค์กันจะมนี ้อยลง ผคู้ นมักอยู่แต่ทบ่ี ้านหรือท่ที ำงานของตนเองมากข้ึน
13.การละเมดิ สิทธเิ สรีภาพสว่ นบุคคลโดยการเผยแพรข่ ้อมูลหรือรปู ภาพตอ่ สาธารณชน ซึ่ง
ขอ้ มลู บางอยา่ งอาจไม่เป็นจรงิ หรือยงั ไม่ได้พสิ จู นค์ วามถูกต้องออกสสู่ าธารณชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อ
บุคคลโดยไม่สามารถป้องกนั ตนเองได้ การละเมิดสทิ ธิส่วน บุคคล เช่นน้ีตอ้ งมกี ฎหมายออกมาให้ความ
คุ้มครองเพอ่ื ให้นำขอ้ มลู ต่างๆ มาใช้ในทางทถี่ กู ต้อง
14.เกิดชอ่ งวา่ งทางสงั คม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะเกย่ี วข้องกับการลงทุน ผใู้ ช้จงึ เป็น
ชนชนั้ ในอกี ระดับหน่ึงของสังคม ในขณะท่ีชนชั้นระดบั รองลงมามีอยู่จำนวนมากกลับไม่มี โอกาสใช้ และผู้ท่ี
ยากจนกไ็ มม่ ีโอกาสรจู้ กั กบั เทคโนโลยีสารสนเทศ
15.อาชญากรรมบนเครือขา่ ย ความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีสารสนเทศก่อใหเ้ กดิ ปัญหา
ใหมๆ่ ข้นึ เชน่ ปญั หาอาชญากรรม ตวั อยา่ งเช่น อาชญากรรมในรปู ของการขโมยความลับ การขโมย ขอ้ มูล
สารสนเทศ การให้บรกิ าร สารสนเทศท่ีมกี ารหลอกลวง รวมถงึ การบ่อนทำลายข้อมลู และไวรสั
16.กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาดา้ นสุขภาพ นบั ต้งั แตค่ อมพิวเตอรเ์ ข้ามามีบทบาทในการทำงาน
การศกึ ษา บันเทิง ฯลฯ การจอ้ งมองคอมพวิ เตอรเ์ ป็นเวลานานๆ มีผลเสยี ต่อสายตาซง่ึ ทำใหส้ ายตา ผดิ ปกติ มี
อาการแสบตา เวียนศรีษะ นอกจากนน้ั ยงั มีผลตอ่ สุขภาพจติ เกิดโรคทางจติ ประสาท
คอมพวิ เตอร์และอนิ -เทอรเ์ นต็ กบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ การเรียนรู้
ความรเู้ บือ้ งต้นเกยี่ วกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
สังคมของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ไปอย่างรวดเร็ว กล่าวกันว่าได้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เรียกว่า การปฏิวัติ มาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกเกิดจากการที่มนุษย์รู้จักใช้ระบบ
ชลประทานเพื่อการเพาะปลูก สังคมของมนุษย์จึงเปลี่ยนจากการเร่ร่อนมาเป็นการตั้งหลักแหล่งเพื่อทำ
การเกษตร ต่อมาเมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากที่ เจมส์ วัตต์ ประดิษฐ์
เครื่องจักรไอน้ำ มนุษย์นำเอาเครื่องจักรมาช่วยในอุตสาหกรรมการผลิตและการสร้างยานพาหนะเพื่อการ
คมนาคมขนส่ง ผลที่ตามมาทำให้เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ทำใหเ้ ทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปจั จยั พ้ืนฐานการดำรงชวี ิตได้เป็นอยา่ งดี
63
เทคโนโลยีทำใหก้ ารสร้างที่พักอาศัยมีคณุ ภาพ ผลิตสินคา้ และให้บรกิ ารตา่ ง ๆ เพ่ือตอบสนอง
ความต้องการของมนุษย์มากขน้ึ เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลติ สามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูก
ลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำใหม้ ีการติดต่อสื่อสารกันไดส้ ะดวก การเดินทางเชื่อมถึงกันทำให้ประชากร
ในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา การสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศมักจะสร้างโดยใช้ระบบ
คอมพิวเตอร์เปน็ หลกั เน่ืองจากคอมพิวเตอร์มีความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดการเก็บข้อมูลมากกว่า
อปุ กรณอ์ ยา่ งอืน่ รวมทั้งยงั สามารถคำนวณประมวลผลข้อมูลได้อยา่ งรวดเร็วถูกตอ้ งแมน่ ยำ แต่ไม่จำเป็นต้อง
สร้างมาจากระบบคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวเราสามารถใช้อุปกรณ์ชนิดอื่นสร้างระบบสารสนเทศได้
เน่ืองจากคอมพวิ เตอรส์ ามารถทำงานและจัดการขอ้ มลู ได้ดกี วา่ อุปกรณ์ชนิดอ่นื จึงทำใหค้ อมพวิ เตอรก์ ลายเป็น
อปุ กรณส์ ำคญั ในการสรา้ งระบบสารสนเทศ
เทคโนโลยสี ารสนเทศมีประโยชน์ต่อการพฒั นาประเทศให้เจริญก้าวหนา้ เป็นเรอ่ื งที่เกีย่ วข้อง
กับวิถีความเป็นอยูข่ องสังคมสมัยใหม่อยู่มาก เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลกระทบต่อทุกส่ิงทุกอย่างทั้งทางการ
ดำเนินชวี ิต เศรษฐกิจ สงั คม การเมอื ง การศึกษาและอ่ืนๆ เทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ลักษณะเด่นที่สำคัญของ
เทคโนโลยสี ารสนเทศคอื ชว่ ยเพ่ิมผลผลิต ลดตน้ ทุนและเพมิ่ ประสิทธภิ าพการทำงาน
ความหมายและความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมลู ข่าวสาร ความรูต้ า่ งๆ ท่ไี ดร้ บั การสรุป คำนวณ จดั เรียง หรอื
ประมวลแลว้ จากขอ้ มูลต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องอยา่ งเปน็ ระบบตามหลกั วิชาการ จนได้เปน็ ขอ้ ความรู้ เพอื่ นำมา
เผยแพร่และใช้ประโยชนใ์ นงานด้านตา่ ง ๆ
เทคโนโลยี หมายถงึ การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวทิ ยาศาสตรม์ าใช้ให้เกิดประโยชน์
การศึกษาพฒั นาองคค์ วามรู้ต่างๆ กเ็ พอ่ื ให้เขา้ ใจธรรมชาติ กฎเกณฑข์ องส่ิงตา่ งๆ และหาทางนำมาประยกุ ตใ์ ห้
เกิดประโยชน์ เทคโนโลยีจึงเป็นคา้ ทม่ี ีความหมายกว้างไกล เป็นคำทเี่ ราได้พบเห็นและไดย้ ินอยตู่ ลอดมา
เมอ่ื รวมคำว่าเทคโนโลยีกบั สารสนเทศเขา้ ดว้ ยกัน จงึ หมายถึงเทคโนโลยีท่ีใช้จัดการ
สารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีที่เกีย่ วข้องตัง้ แต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้าง
รายงาน การสอ่ื สารขอ้ มลู ฯลฯ เทคโนโลยสี ารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยีทีท่ ำให้เกดิ ระบบการให้บรกิ าร
การใช้ และการดแู ลขอ้ มูล
ความสำคัญของสารสนเทศ
64
สารสนเทศแท้จริงแล้วยอ่ มมคี วามสำคัญต่อทกุ สงิ่ ที่เกี่ยวขอ้ ง เช่น ดา้ นการเมอื ง การ
ปกครอง ดา้ นการศึกษา ด้าน เศรษฐกิจ ดา้ นสงั คม ฯลฯ ในลักษณะดงั ตอ่ ไปนี้
1. ทำให้ผู้บรโิ ภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเข้าใจ
(Understanding) ในเร่อื งดังกล่าวข้างต้น
2. เมือ่ เราร้แู ละเขา้ ใจในเรอื่ งทีเ่ กย่ี วขอ้ งแล้ว สารสนเทศจะช่วยให้เราสามารถ
ตัดสนิ ใจ (Decision Making) ในเรอื่ งตา่ งๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. นอกจากน้ันสารสนเทศ ยังสามารถทำใหเ้ ราสามารถแก้ไขปัญหา (Solving
Problem) ท่ีเกิดขน้ึ ได้อย่างถกู ต้อง แมน่ ยา และรวดเรว็ ทันเวลากบั สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกดิ ขนึ้
ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร มี 6 ประการ Souter (1999) ไดแ้ ก่
ประการแรก การสื่อสารถอื เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของมนุษย์ สิ่งสำคญั ท่ี
มสี ่วนในการพัฒนากจิ กรรมต่างๆ ของมนษุ ย์ประกอบดว้ ย Communications media, การสื่อสาร
โทรคมนาคม (Telecoms) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ประการท่ีสอง เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารประกอบดว้ ยผลิตภัณฑห์ ลกั ทม่ี ากไป
กว่าโทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์ อนิ เทอรเ์ น็ต อเี มล์ ทำให้สารสนเทศเผยแพรห่ รือกระจายออกไป
ในทต่ี ่างๆ ไดส้ ะดวก
ประการที่สาม เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารมีผลให้งานดา้ นตา่ ง ๆ มรี าคาถูกลง
ประการที่ส่ี เครือข่ายสอื่ สาร (Communication networks) ไดร้ บั ประโยชนจ์ ากเครอื ขา่ ย
ภายนอก เนือ่ งจากจานวนการใชเ้ ครือข่าย จำนวนผู้เชอื่ มต่อ และจำนวนผู้ทีม่ ศี กั ยภาพในการเข้าเชอ่ื มต่อกบั
เครือขา่ ยนับวนั จะเพ่ิมสูงข้นึ
ประการทห่ี า้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารทาใหฮ้ ารด์ แวร์คอมพิวเตอร์ และต้นทุน
การใช้ ICT มีราคาถกู ลงมาก
ประการทห่ี ก เทคโนโลยีสารสนเทศกอ่ ให้เกดิ การวางแผนการดำเนินการระยะยาวขน้ึ อกี ท้ัง
ยังทำใหว้ ิถีการตัดสนิ ใจ หรือเลือกทางเลือกไดล้ ะเอยี ดขึ้น
จะเห็นได้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาททสี่ ำคัญในทุกวงการ มีผลตอ่ การเปล่ยี นแปลง
โลกด้านความเป็นอยู่ สงั คม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมอื ง ตลอดจน
การวิจยั และการพัฒนาตา่ งๆ
การส่อื สารดว้ ยเทคโนโลยีสารสนเทศ
65
เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology) มีการพัฒนารูปแบบให้สามารถ
ติดต่อสอ่ื สาร ถึงกันไดง้ ่าย มหี ลายรปู แบบ อุปกรณ์ต่างๆ ได้เพิม่ คณุ สมบตั ใิ หส้ ามารถเช่ือมโยงถงึ กันไดก้ ารเพ่ิม
คุณค่าของระบบคอมพิวเตอรม์ ีมากข้ึนเมอ่ื มกี ารนำเทคโนโลยกี ารสื่อสารมาประยุกต์เข้าด้วยระบบกันที่เรียกว่า
“เครือข่ายคอมพวิ เตอร์”
อินเตอร์เน็ต (Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก โดยมี
มาตรฐานการรบั สง่ ขอ้ มูลระหวา่ งกันเป็นหนึ่งเดียว ซง่ึ คอมพวิ เตอร์แตล่ ะเคร่ืองสามารถรบั ส่งข้อมูลในรูปแบบ
ต่างๆ ได้หลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพกราฟิก และ เสียงได้ รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมูลจากที่ต่างๆ ได้
อย่างรวดเร็ว ทำให้การตดิ ต่อสื่อสารนัน้ เป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธภิ าพ คา่ ใช้จ่ายถกู กว่าหลายเท่า นี่
เป็นเหตุผลหลักท่วี ่าทำไมเราต้องใชอ้ ินเตอรเ์ นต็ ซง่ึ นบั เป็นการปฏวิ ัติ สงั คมขา่ วสารครัง้ ใหญ่ทส่ี ุดในยคุ ของเรา
ประโยชนข์ องอินเตอร์เน็ต มดี งั นี้
ด้านการศึกษาเราสามารถต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลได้ เหมือนห้องสมุด
ขนาดยักษ์ส่งข้อมูลที่เราต้องการมาในเวลาไม่กี่วินาทีจากแหล่งข้อมูลทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้า น
วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมายและอื่นๆ ผู้ใช้ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ตสามารถรับส่ง
ข้อมูลจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) กับผู้ ใช้คนอื่นๆ ทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว ด้านธุรกิจและการค้า
อินเตอร์เน็ตมีบริการซื้อขายสินค้าผ่านคอมพิวเตอร์เราสามารถเลือกดูสินค้าคุณสมบัติต่างๆ ผ่าน
จอคอมพวิ เตอร์ สั่งซ้อื และจา่ ยเงินด้วยบัตรเครดติ ได้ทนั ทซี ่ึงนบั ว่าสะดวกและรวดเร็วมาก
เราสามารถสรุปได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร เปน็ เทคโนโลยีทุกรปู แบบทน่ี ำมา
ประยกุ ต์ในการประมวลผล การจดั เก็บ การสอ่ื สาร และการสง่ ผ่านสารสนเทศด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่
ระบบทางกายภาพประกอบดว้ ยคอมพิวเตอร์ อปุ กรณ์ตดิ ตอ่ ส่ือสาร และระบบเครือข่าย ขณะทีร่ ะบบ
นามธรรมเก่ียวข้องกบั การจดั รปู แบบของการมีปฏิสมั พนั ธ์ด้านสารสนเทศท้งั ภายในและภายนอกระบบให้
สามารถดำเนนิ การร่วมกนั ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารกับการเรียนรู้
จากความเปล่ียนแปลงนิยามของการเรียนรู้ ที่หมายถึงการท่ีบุคคลมีความเข้าใจ รับรู้ปัญหา
หรอื เรอ่ื งราวทไี่ ด้ประสบมา ที่มีความเกย่ี วข้องกับการการเพิม่ พูนทกั ษะ ความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาบุคคล
นั้น ๆ เช่น การเรยี นร้ดู ้วยตนเอง การเรียนรู้จากประสบการณก์ ารทำงาน การเรียนรู้ยุคใหมต่ ้องมปี ระสิทธภิ าพ
และมคี วามเหมาะสมกับสภาพสังคม
ในปัจจุบนั การเรียนรูม้ งุ่ หวงั ทจี่ ะใหเ้ กิดองค์ความร้แู ก่ตวั ผ้เู รยี น โดยมุ่งจัดการเรียนรูใ้ ห้ผเู้ รียน
เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ไม่ใช่แค่การตีกรอบให้ผู้เรียนอยู่เฉพาะแต่ในส่วนที่เป็นความต้องการของครูผู้สอน
เพียงอยา่ งเดียว แตต่ อ้ งให้ผ้เู รียนมีส่วนรว่ มในการเรยี นรู้มากข้นึ ดว้ ย
66
เปา้ หมายทางการศกึ ษาของประเทศทพ่ี ฒั นาแลว้ อย่ทู ี่การให้การศึกษาแกป่ ระชาชนเข้าสู่โลก
แห่งเทคโนโลยี โดยเนน้ ทคี่ วามรอบรู้ของคนในชาติ การเรยี นรกู้ ับการสร้างสงั คมเป็นสิ่งทต่ี ้องให้เกิดขึ้นกับคน
ในชาติ การเรยี นรตู้ อ้ งรวดเร็ว ใช้เวลาน้อย ต้นทนุ ต่ำ และที่สำคัญ ความรูจ้ ะมีบทบาทท่ีสำคัญมากข้ึนเรื่อย ๆ
ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเพอ่ื การเรยี นรู้
การปฏริ ปู การศกึ ษา มุง่ เนน้ ใหผ้ ู้เรยี นเป็นศนู ยก์ ลางการเรียน คอื การสรา้ งโอกาสใหแ้ ก่ผู้เรียน
เข้าถึงแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ได้มากและสะดวกขึ้น ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาจึงต้องใช้ระบบเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตเขา้ มามบี ทบาทในการจัดการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศทำให้เกิดระบบการเรียนการสอน
ทางไกล ซึ่งผู้เรียนและผู้สอนสามารถตอบโต้กันได้แม้ว่าจะอยู่ห่างกัน ผู้เรียนสามารถส่งการบ้ านทาง
อินเทอร์เน็ตได้ ครูสามารถตรวจงานให้คะแนนได้ แม้กระทั่งการชี้แนะดว้ ยไปรษณีย์อิเลก็ ทรอนิกส์ (E-mail)
หรือใช้ระบบกระดานข่าว (Bulletin Board System)
เทคโนโลยคี อมพิวเตอรแ์ ละเครือขา่ ยมบี ทบาทสำคัญยิ่งในการเรียนรู้ มหาวทิ ยาลัยช้ันนำของ
ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา การนำ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถใช้ในด้านการศึกษา จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้และอำนวยความ
สะดวกในด้านการสอนและแหล่งการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่มีข้อจำกัดในด้านสถานที่ การสอนโดยใช้ระบบ
สารสนเทศจะจัดการเรียนรู้ได้ตามความแตกต่างของผู้เรียน ระบบการเรียนรู้ที่ใช้ในด้านการศึกษามีหลาย
ระบบ เช่น E-learning, e – Book, e – Library และ e – Classroom การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี
และสารสนเทศในการเรยี นรเู้ ป็นการเปดิ โอกาสทางการศึกษาทที่ ำให้คณุ เรยี นรโู้ ดยไมม่ ีข้อจำกดั ในประเด็นต่าง
ๆ เพยี งแต่ผ้เู รียนรตู้ อ้ งศึกษาวธิ ีการเพอื่ เขา้ ส่รู ะบบทีต่ อ้ งการให้ถกู ตอ้ ง
การบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการจดั การเรียนรู้
ในโลกปัจจบุ ัน พบวา่ ความตอ้ งการเกี่ยวกับตัวผู้เรยี นเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าท่ีผ่านมาอาจจะมี
การตอบสนองต่อการเรียนแบบท่องจำมามากแล้วการบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ การเรียนการสอน
ผสู้ อนควรจะศึกษาเทคนิค วิธีการ เทคโนโลยีต่างๆ ที่จะนำมาใช้เพอ่ื ชว่ ยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ใหม่ ซ่ึงแต่เดิม
มักเป็นการสอนให้ผู้เรียนเรียนโดยเน้นการท่องจำ และปรับเปลี่ยนมาสู่การใช้เทคนิควิธีการที่จะช่วยผู้เรียน
ได้รบั ขอ้ เท็จจรงิ ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ไดแ้ ก่ การใช้เทคนิคชว่ ยการจำ เช่น Mnemonics เปน็ ตน้
ความต้องการของการศึกษาในขณะนี้คือ การสอนที่ผู้เรียนควรได้รับคือ ทักษะการคิดใน
ระดบั สงู (Higher-order thinking skills) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนการแก้ปัญหา และการ
ถ่ายโยง (Transfer) โดยเน้นการใช้วธิ ีการต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์จาลอง การค้นพบ การแก้ปัญหา และการ
เรียนแบบร่วมมือ สาหรับผูเ้ รยี นจะไดร้ ับประสบการณ์การแก้ปญั หาท่ีสอดคล้องกับสภาพชีวิตจริง สำหรับการ
นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบรู ณาการในการจดั การเรียนรู้ ผ้เู ขียนจะขอนำเสนอใน รูปแบบตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปนคี้ อื
67
1. สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ (Learning environment) เป็นการบูรณาการ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้ที่นำทฤษฎีการเรียนรู้มาเป็นพื้นฐานการออกแบบร่วมกับสื่อหรือ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งหลอมรวมทั้งสองสิ่งเข้าไว้ด้วยกัน ที่ประกอบด้วยสถานการณ์ปัญหาที่กระตุ้นให้
ผู้เรียนเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ชนิดต่างๆ ที่จัดเตรียมไว้สำหรับให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบ มีฐานการช่วยเหลือไว้
คอยสนบั สนุนผ้เู รยี นในกรณีท่ีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ตลอดจนการเรียนรแู้ บบร่วมมือกนั แก้ปญั หาที่สนับสนุน
ให้ผ้เู รยี นขยายมุมมองแนวคดิ ตา่ งๆสงิ่ แวดล้อมทางการเรยี นร้ใู นปัจจบุ ันสามารถแยกตามคณุ ลักษณะของสื่อได้
3 รูปแบบ คอื
(1) สง่ิ แวดล้อมทางการเรยี นรบู้ นเครือขา่ ย
(2) มัลติมเี ดยี ท่พี ัฒนาตามแนวคอนสตรัคตวิ สิ ต์
(3) ชุดการสร้างความรตู้ ามแนวคอนสตรัคติวสิ ต์
2. การเรียนรู้แบบออนไลน์ (E-learning) การเรยี นรูแ้ บบออนไลน์ หรอื E-learning
การเรียนรแู้ บบออนไลน์เป็นการศกึ ษา เรยี นรู้ผา่ นเครือข่ายคอมพิวเตอรอ์ นิ เทอร์เนต็ (Internet) หรือ
อนิ ทราเน็ต (Intranet) เป็นการเรยี นรู้ดว้ ยตวั เอง ตามความสามารถและความสนใจของตน โดยผู้เรียน ผสู้ อน
และเพื่อนรว่ มชน้ั เรยี นทุกคน สามารถตดิ ตอ่ ปรกึ ษา แลกเปล่ยี นความคดิ เห็นระหวา่ งกันไดเ้ ช่นเดียวกับการ
เรียนในช้ันเรยี นปกติ ซ่งึ การให้บริการการเรียนแบบออนไลน์ มอี งคป์ ระกอบทส่ี ำคญั 4 สว่ น โดยแตล่ ะส่วน
จะต้องได้รบั การออกแบบเปน็ อย่างดี เพราะเม่ือนามาประกอบเข้าด้วยกนั แล้วระบบทง้ั หมดจะตอ้ งทำงาน
ประสานกันไดอ้ ยา่ งลงตวั ดังน้ี
1) เน้อื หาของบทเรยี น
2) ระบบบริหารการเรียน ทำหนา้ ที่เปน็ ศนู ยก์ ลาง กำหนดลำดบั ของเนอ้ื หาใน
บทเรยี น เราเรยี กระบบนว้ี า่ ระบบบรหิ ารการเรียน (E-Learning Management System: LMS) ดังนัน้ ระบบ
บรหิ ารการเรยี นจงึ เป็นส่วนที่เอ้อื อำนวยใหผ้ ู้เรียนได้ศึกษาเรยี นรไู้ ด้ดว้ ยตนเองจนจบหลกั สตู ร
3) การตดิ ต่อสื่อสาร การเรียนแบบ E-learning นำรปู แบบการติดตอ่ ส่ือสารแบบ 2
ทาง มาใช้ประกอบในการเรยี น โดยเครื่องมือที่ใชใ้ นการตดิ ต่อสื่อสารอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ประเภท
Real-time ไ ด ้ แ ก ่ Chat (message, voice), White board/Text slide, Real-time Annotations,
Interactive poll, Conferencing และอื่นๆ ส่วนอีกแบบคือ ประเภท Non real-time ได้แก่ Web-board,
E-mail
3. หนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-books) เปน็ หนังสือถูกนำมาจัดพมิ พใ์ นรปู แบบดิจิตอล
ไมบ่ ังคับการพิมพ์ และการเขา้ เลม่ แผน่ ซีดรี อมสามารถจดั เก็บข้อมูลได้จำนวนมากในรูปแบบของตวั อักษร ทั้ง
68
ลกั ษณะภาพ ดิจิตอล ภาพอนเิ มชนั่ วิดีโอ ภาพเคลือ่ นไหวต่อเนื่อง คำพูด เสียงดนตรี และเสียงอื่นๆ ที่
ประกอบตวั อกั ษรเหลา่ นั้น
4. ห้องสมดุ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-library) เปน็ แหลง่ ความรทู้ ่บี ันทกึ ขอ้ มูลไวใ้ นเคร่อื ง
คอมพวิ เตอร์แม่ขา่ ยและให้บริการสารสนเทศทางอิเล็กทรอนกิ ส์หรอื ผา่ นเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต
1. การจัดการเอกสารอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เพ่ือประโยชนใ์ นการรวบรวมและจดั เกบ็
สารสนเทศ และสะดวกในการบรกิ ารส่งสารสนเทศแก่ผูใ้ ช้ เป็นการเปลย่ี นรูปแบบสง่ิ พมิ พแ์ บบเดมิ ให้อยใู่ นรปู
ของอเิ ลก็ ทรอนกิ สท์ ีเ่ ครอ่ื งคอมพวิ เตอร์สามารถอ่านได้ ทำได้โดยการจัดเก็บในรปู ดิจิตัล ไดแ้ ก่ ซดี ีรอม หรอื
จดั เกบ็ ในฮาร์ดดิสต์
2. ระบบเครอื ข่าย เพอ่ื เชอื่ มโยงเครือข่ายของหอ้ งสมดุ กับผู้ใชแ้ ละแหลง่ สารสนเทศ
อนื่ ๆ ทำให้ผ้ใู ช้สามารถตดิ ตอ่ กับหอ้ งสมุดและแหล่งสารสนเทศ อน่ื ๆได้ทัว่ โลก
3. การส่งเอกสารสารสนเทศแกผ่ ู้ใช้ เพือ่ ให้ผูใ้ ช้ได้รบั สารสนเทศทีต่ อ้ งการโดยไม่ต้อง
มายงั ห้องสมุด คือ ทางไปรษณยี ์ โทรสาร และทางอินเตอร์เนต็
5. แผนการจดั การเรียนรู้ เป็นการบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในข้นั ตอนตา่ งๆ
ของแผนการจดั การเรยี นรู้ ท่ยี ึดหลกั การบูรณาการท่ีเน้นผูเ้ รียนเปน็ สำคญั โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาส่งเสรมิ
สนับสนุนและพฒั นาศักยภาพการเรียนร้ขู องผเู้ รยี น ซงึ่ สงั เคราะหจ์ ากทฤษฎกี ารเรียนรคู้ อนสตรคั ติวสิ ต์ ทฤษฎี
พทุ ธปิ ญั ญานิยม และคณุ ลักษณะของโปรแกรมทางด้าน ICT ดงั กรอบแนวคดิ ในการจดั การเรยี นรู้ดังน้ี
กรอบแนวคดิ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีบรู ณาการ ICT ท่ีสงั เคราะห์จากทฤษฎี
การเรียนรู้คอนสตรัคติวิสต์ ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม และคุณลักษณะของโปรแกรมทางด้าน ICT จากกรอบ
แนวคิดในการบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการจัดการเรยี นรู้ แสดงใหเ้ ห็นถึงความสมั พันธ์ระหว่างวิธีการ
จัดการเรียนรู้ (Method) ร่วมกับสื่อ(Media) ซึ่งในที่นี้ก็คือเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์
อนิ เทอรเ์ น็ต วีดิทศั น์ ฯลฯ การการเลือกวธิ ีการจะตอ้ งอยูบ่ นพืน้ ฐานของการเรยี นรูท้ ่ีเน้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญและ
เลือกใช้สอ่ื ใหส้ นองตอ่ การรับรขู้ องผู้เรยี น ดงั กรอบแนวคดิ ข้างต้น ในขัน้ แรกทเ่ี ป็นการเช่ือมโยงความรู้เดิมกับ
ความรู้ใหม่ผูส้ อนอาจกระตุ้นให้ผู้เรยี นใส่ใจหรือกระตนุ้ ประสบการณ์เดมิ โดยใชส้ ่ือพวกวีดิทัศน์ และตั้งคำถาม
ที่ให้ผู้เรียนสามารถเรียกกลับประสบการณ์เดิมเหล่าน้ันมาใช้ในการเรียนรู้ส่ิงใหม่ ขั้นจัดประสบการณ์เรียนรู้
ต้งั แต่ขั้นการกระตนุ้ ให้เกิดปญั หาและการมอบหมายภารกิจการเรียนรู้ การสง่ เสรมิ การสรา้ งและการแสวงหา
ความรู้ด้วยตนเอง และการขยายแนวคิดที่หลากหลาย เทคโนโลยีสารสนเทศท่ีสามารถสนับสนุนการแสวงหา
และค้นพบความรู้ เช่น อินเทอรเ์ นต็ เป็นต้น ในการสร้างและนาเสนอผลงานผู้สอนอาจใหผ้ ู้เรียนใช้โปรแกรม
ประยกุ ต์คอมพวิ เตอร์ เช่น MSWord, MSPower point เปน็ ต้น และอาจใช้ Social media ในการแลกเปล่ยี น
แนวคิด ติดตอ่ สือ่ สารระหวา่ งผูเ้ รยี นอื่นๆไดอ้ กี ดว้ ย
69
70
บทที่ 3
คอมพิวเตอร์และอินเทอรเ์ น็ตกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
บทท่ี 3
คอมพวิ เตอร์และอนิ เทอร์เน็ตกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ
ส่อื การเรยี นรู้
ความหมายของสอื่ การเรยี นรู้
คำว่า "สื่อ" (Media) เป็นคำที่มาจากภาษาละตินว่า "medium" แปลว่า "ระหว่าง" หมายถึง สิ่งใดก็
ตามที่บรรจุข้อมูลเพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับสามารถสื่อสารกันได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เมื่อมีการนำสื่อมาใช้ใน
71
กระบวนการเรยี น การสอนก็เรยี กส่อื นั้นวา่ "ส่ือการเรียนการสอน" (Instruction Media) หมายถึง สื่อชนิดใด
ก็ตามที่บรรจุเนื้อหา หรือสาระการเรียนรู้ซึ่งผู้สอนและผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้เนื้อหา หรือ
สาระนัน้ ๆ การเรยี นการสอนในภาพลักษณ์เดิม ๆ มักจะเปน็ การถา่ ยทอดสาระความร้จู ากผู้สอนไปยังผู้เรียน
โดยใช้สื่อ การเรียนการสอนเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณ์ให้ผู้เรียน
เกิดการเรยี นรู้ ปจั จบุ ันเป็นทยี่ อมรับกันโดยท่วั ไปแล้วว่าการเรียนร้ไู ม่ไดจ้ ำกัด อยู่ เฉพาะในห้องเรียน หรือใน
โรงเรียน ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากสื่อต่าง ๆ อย่างหลากหลาย สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาและทุก
สถานที่ สื่อทน่ี ำมาใชเ้ พ่ือการเรียนร้ตู ามหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน จงึ เรยี กวา่ "สอ่ื การเรยี นรู้" ซึ่งหมายถึง
ทุกส่งิ ทุกอยา่ งที่มอี ยรู่ อบตัวไมว่ ่าจะเป็นวัสดุ ของจริง บคุ คล สถานท่ี เหตุการณ์ หรือความคิดก็ตาม ถือเป็น
สอ่ื การเรียนร้ทู ้งั สิน้ ขึ้นอยูก่ บั วา่ เราเรยี นร้จู ากสง่ิ น้นั ๆ หรอื นำส่งิ นนั้ ๆ ขา้ มาสกู่ ารเรยี นรขู้ องเราหรอื ไม่
การจำแนกประเภทของสือ่ การเรียนรู้
สอ่ื การเรยี นรู้สามารถจำแนกออกตามลักษณะไดเ้ ปน็ 3 ประเภท คือ
1. สือ่ ส่งิ พมิ พ์ หมายถงึ หนงั สือและเอกสารสิ่งพมิ พ์ตา่ ง ๆ ที่แสดงหรอื เรียบเรียงสาระความรู้
ต่าง ๆ โดยใช้ตัว หนังสือที่เป็นตัวเขียนหรือตัวพิมพ์เป็นสื่อในการแสดงความหมาย สื่อสิ่งพิมพ์มีหลายชนิด
ได้แก่ เอกสาร หนงั สอื เรียน หนงั สอื พิมพ์ นติ ยสาร วารสาร บนั ทกึ รายงาน ฯลฯ
2. สื่อเทคโนโลยี หมายถึง สื่อการเรียนรู้ที่ผลิตขึ้นใช้ควบคู่กับเครื่องมือโสตทัศนวัสดุ หรือ
เครื่องมือที่เป็น เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น แถบบันทึกภาพพร้อมเสียง (วิดีทัศน์) แถบบันทึกเสียง ภาพน่ิง
สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นอกจากน้ีสื่อเทคโนโลยี ยังหมายรวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำ
เทคโนโลยมี าประยกุ ตใ์ ช้ใน กระบวนการเรียนรู้ เช่น การใช้อนิ เทอรเ์ น็ตเพื่อการเรยี นรู้ การศกึ ษาทางไกลผ่าน
ดาวเทียม เป็นต้น
3. สื่ออื่น ๆ นอกเหนือจากสื่อ 2 ประเภทที่กล่าวไปแล้ว ยังมีสื่ออืน่ ๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้
ของผู้เรียน ซง่ึ มี ความสำคญั ไม่ย่ิงหยอ่ นไปกวา่ ส่ือสง่ิ พมิ พ์และสื่อเทคโนโลยี สื่อทีก่ ล่าวน้ี ไดแ้ ก่
3.1 บุคคล หมายถึง บคุ คลทม่ี คี วามรู้ ความสามารถ ความเช่ียวชาญในสาขาต่าง ๆ
ซึ่งสามารถถ่ายทอด สาระความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ไปสู่บุคคลอื่น เช่น บุคลากรในท้องถิ่น แพทย์
ตำรวจ นกั ธรุ กจิ เป็นต้น
3.2 ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม หมายถงึ สง่ิ มอี ยตู่ ามธรรมชาตแิ ละสภาพแวดล้อมตัว
ผู้เรียน เชน่ พืชผกั ผลไม้ ปรากฏการณ์ ห้องปฏบิ ัติการ เป็นต้น
3.3 กิจกรรม / กระบวนการ หมายถึง กจิ กรรม หรอื กระบวนการทผี่ ู้สอนและผูเ้ รียน
กำหนดขึ้นเพื่อสร้างเสริม ประสบการณ์การเรียนรู้ ใช้ในการฝึกทักษะซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด การปฏิบัติ
การเผชิญสถานการณ์และ การประยุกต์ความรู้ของผู้เรียน เช่น บทบาทสมมติ การสาธิต การจัดนิทรรศการ
การทำโครงงาน เกม เพลง เปน็ ต้น
72
3.4 วัสดุ เครื่องมือและอุปกรณ์ หมายถึง วัสดุที่ประดิษฐ์ขึ้นใช้เพื่อประกอบการ
เรยี นรู้ เชน่ ห่นุ จำลอง แผนภูมิ แผนท่ี ตาราง สถติ ิ รวมถงึ สอ่ื ประเภทเคร่อื งมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ใน
การปฏิบตั ิงานต่าง ๆ เช่น อปุ กรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ เครอ่ื งมอื ช่าง เป็นตน้
หลกั การและแนวคดิ ของส่ือการเรียนรู้ตามหลักสูตร
การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักสูตรสถานศึกษา มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียน
เรียนรู้ ด้วยตนเอง เรียนรู้อย่างต่อเนือ่ งตลอดชีวิต และใช้เวลาอยา่ งสร้างสรรค์ รวมทั้งมคี วามยืดหยุ่น สนอง
ความ ต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทกุ ประเภท รวมทั้งเครือข่าย
การเรยี นรู้ ต่าง ๆ ท่ีมีอยูใ่ นทอ้ งถน่ิ ชุมชนและแหลง่ อ่นื ๆ สื่อทจ่ี ะนำมาใชเ้ พื่อจัดการเรยี นรู้ตามหลักสูตรจะมี
ลกั ษณะ ดงั นี้
1. เน้นสือ่ เพอื่ การคน้ ควา้ หาความรดู้ ว้ ยตนเองทง้ั ของผู้เรยี นและผู้สอน
2. ผู้เรยี นและผู้สอนสามารถจัดทำหรือพฒั นาส่ือการเรยี นรู้ข้นึ เอง รวมทงั้ นำสอ่ื ทม่ี อี ยรู่ อบตัว
มาใช้ในการเรยี นรู้
3. รูปแบบของสื่อการเรียนรู้ควรมีความหลากหลาย เพื่อส่งเสรมิ ให้การเรียนรู้เป็นไปอยา่ งมี
คณุ ค่า กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนรจู้ ักวิธกี ารแสวงหาความรู้ เกดิ การเรยี นร้อู ย่างกวา้ งขวางและตอ่ เนื่องตลอดเวลา
สื่อกับผเู้ รียน
1. เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ
เน้ือหาบทเรียน ทีย่ ุ่งยากซบั ซอ้ นไดง้ า่ ยขึน้ ในระยะเวลาอนั สั้นและสามารถช่วยให้เกิดความคิดรวบยอดในเรื่อง
น้ันไดอ้ ย่างถูกต้อง และรวดเร็ว
2. สื่อจะช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ทำให้เกิดความสนุกและไม่รู้สึกเบื่อ
หน่ายการเรียน
3. การใช้ส่อื จะทำให้ผูเ้ รียนมีความเข้าใจตรงกนั และเกิดประสบการณ์รว่ มกันในวิชาท่เี รียน
4. ช่วยใหผ้ ู้เรยี นมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรยี นการสอนมากข้นึ ทำให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อันดี
ในระหว่างผเู้ รียนดว้ ยกันเอง และกบั ผู้สอนดว้ ย
5. ช่วยสร้างเสริมลักษณะที่ดีในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิด
สร้างสรรค์ จากการใชส้ ่อื เหลา่ นน้ั
6. ช่วยแก้ปัญหาเรอ่ื งของความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยการจัดให้มีการใช้สื่อในการศึกษา
รายบคุ คล
สอื่ กับผูส้ อน
73
1. การใชส้ ือ่ วสั ดอุ ุปกรณต์ า่ ง ๆ ประกอบการเรยี นการสอน เปน็ การช่วยใหบ้ รรยากาศในการ
สอนนา่ สนใจยง่ิ ขนึ้ ทำใหผ้ ู้สอนมีความสนกุ สนานในการสอนมากกว่าวิธกี ารท่ีเคยใช้การบรรยายแต่เพียงอย่าง
เดียวและเปน็ การสร้าง ความเชอ่ื มน่ั ในตวั เองใหเ้ พิ่มข้นึ ด้วย
2. สื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมเนื้อหาเพราะบางครั้งอาจให้ผู้เรียน
ศึกษาเนือ้ หาจากสือ่ ได้เอง
3. เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อ
การสอนตลอดจนคดิ ค้นเทคนคิ วธิ กี ารต่าง ๆ เพ่ือใหก้ ารเรียนรู้นา่ สนใจยง่ิ ข้ึน
การออกแบบนวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การเรยี นรู้
ความหมาย การออกแบบนวตั กรรมการศึกษา
“การออกแบบนวตั กรรมการศึกษา” (Educational Innovation) คอื การนำสิง่ ใหม่ๆ ซงึ่ อาจจะเป็น
ความคดิ วิธกี าร หรือการกระทำ หรอื สิ่งประดิษฐข์ นึ้ ท้งั ในสว่ นทไี่ มเ่ คยมมี าก่อน หรอื เปน็ การพัฒนาดัดแปลง
จากสง่ิ ทม่ี อี ยู่แต่เดมิ ใหด้ ีขน้ึ โดยอาศัยหลักการ ทฤษฎี ทีไ่ ด้ผา่ นการทดลองวจิ ัยจนเชื่อถอื ได้นำมาใช้บังเกิดผล
เพ่มิ พูนประสิทธภิ าพต่อการเรียนรู้ (ไชยยศ เรืองสุวรรณ 2521)
การออกแบบนวัตกรรมการศึกษา หมายถึง กระบวนการ แนวคิด หรอื วธิ ีการใหมๆ่ ทางการศึกษาซึ่ง
อยใู่ นระหว่างการ ทดลองท่จี ะจดั ขนึ้ มาอย่างมีระบบและกว้างขวางพอสมควร เพ่ือพสิ ูจนป์ ระสิทธิภาพ อันจะ
นำไปสู่การยอมรบั นำไปใช้ในระบบการศกึ ษาอย่างกวา้ งขวางตอ่ ไป ( ทัศนา แขมมณี 2526)
การออกแบบนวตั กรรมการศกึ ษาถูกสรา้ งขน้ึ มา เพือ่ แกป้ ัญหาทางการศกึ ษา ( ธำรงค์ บวั ศรี 2527)
ความคิด วิธีการใหม่ๆ ทางการเรียนการสอนซึ่งรวมไปถึงแนวคิดวิธีปฏิบัติที่เก่ามาจากที่อื่นและมีความ
เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอนในปัจจุบัน (ลัดดา ศุขปรีดี 2523) การออกแบบนวัตกรรม
การศกึ ษาเป็นสิ่งท่ถี ูกสร้างขน้ึ มาเพ่อื แก้ปญั หาทางการศกึ ษา หรอื เพือ่ ปรับปรงุ เปลี่ยนแปลง สิ่งทม่ี ีอยูเ่ ดิมให้ได้
มาตรฐานคุณภาพเพิ่มขึ้น ผู้สร้างนวัตกรรมจะคำนึงถึงว่า นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาจะต้องดีกว่าของเดิมคือ
จะตอ้ งได้รับประโยชนม์ ากกว่าเดิม หรือมคี วามสะดวกมากขน้ึ ไม่ยากตอ่ การใช้ ตรงกบั ความต้องการของผู้ใช้
( สำลี ทองธวิ 2526)
สรปุ “การออกแบบนวตั กรรมการศึกษา” (Educational Innovation) คอื การนำสิง่ ใหมๆ่ ซึง่ อาจจะ
เป็นความคิด วิธีการ หรือการกระทำ หรือสิ่งประดิษฐ์ขึ้น ทั้งในส่วนที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือเป็นการพัฒนา
ดัดแปลงจากสิ่งท่มี ีอยู่แต่เดิม ใหด้ ขี ้ึน โดยอาศยั หลกั การ ทฤษฎี ทไ่ี ด้ผ่านการทดลองวจิ ยั จนเชื่อถือได้นำมาใช้
บังเกิดผลเพ่มิ พูนประสิทธภิ าพต่อการเรียนรู้
บรรณานุกรม : สมบูรณ์ สงวนญาติ. (2534). เทคโนโลยีทางการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: หน่วย
ศกึ ษานเิ ทศก์ กรมการฝกึ หัดครู.
ประเภทนวัตกรรมการศกึ ษา
74
นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร เป็นการใช้วิธีการใหม่ๆในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับ
สภาพแวดลอ้ มในทอ้ งถิ่น และตอบสนองความต้องการสอนบุคคลให้มากขึ้น เน่ืองจากหลักสตู รจะต้องมีการ
เปล่ียนแปลงอยูเ่ สมอ เพ่อื ให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
และของโลก นวตั กรรมทางด้านหลักสูตรไดแ้ ก่ การพฒั นาหลักสูตรบรู ณาการ หลกั สตู รรายบุคคล หลักสูตร
กจิ กรรมและประสบการณ์ และหลกั สตู รทอ้ งถ่นิ
นวตั กรรมการเรยี นการสอน เป็นการใชว้ ธิ ีระบบในการปรับปรุงและคิดคน้ พฒั นาวิธสี อนแบบใหมๆ่ ที่
สามารถตอบสนองการเรียนรายบุคคล การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนแบบมีส่วนร่วม การ
เรียนรู้แบบแก้ปัญหา การพัฒนาวิธีสอนจำเป็นต้องอาศัยวิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาจัดการและ
สนบั สนุนการเรยี นการสอน
นวัตกรรมสื่อการสอน เนื่องจากมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครือข่าย
และเทคโนโลยโี ทรคมนาคม ทำให้นกั การศึกษาพยายามนำศักยภาพของเทคโนโลยีเหลา่ นมี้ าใช้ในการผลิต
สื่อการเรียนการสอนใหม่ๆ จำนวนมากมาย ทั้งการเรียนด้วยตนเอง การเรียนเป็นกลุ่ม และการเรียนแบบ
มวลชน ตลอดจนสอ่ื ท่ใี ช้เพ่ือสนับสนนุ การฝกึ อบรมผา่ นเครือข่ายคอมพิวเตอร์
นวัตกรรมทางด้านการประเมนิ ผล เป็นนวัตกรรมที่ใช้เป็นเคร่ืองมอื เพื่อการวัดผลและประเมินผลได้
อย่างมีประสิทธิภาพ และทำได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการวิจัยทางการศึกษา การวิจัยสถาบัน ด้วยการ
ประยุกต์ใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์มาสนบั สนนุ การวดั ผล ประเมนิ ผลของสถานศึกษา ครู อาจารย์
นวัตกรรมการบริหารจัดการ เป็นการใช้นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารสนเทศมาช่วยในการ
บริหารจัดการ เพื่อการตัดสินใจของผู้บริหารการศึกษา ให้มีความรวดเร็วทันเหตุการณ์ ทันต่อการ
เปลี่ยนแปลงของโลก นวัตกรรมการศึกษาที่นำมาใช้ทางด้านการบริหารจะเกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ
ฐานขอ้ มลู ในหน่วยงานสถานศึกษา
แนวคิด และกระบวนการออกแบบนวตั กรรมการศกึ ษา
กำหนดจุดประสงค์การเรยี นรู้เมื่อครูได้วิเคราะห์สาเหตขุ องปญั หาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพ่ือ
พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว ก็ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนนั้นคื อ
กำหนดจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรูท้ ี่ต้องการให้เกิดขนึ้ ในตวั ผเู้ รียนตามเป้าหมายของหลักสูตร เช่น ความสามารถใน
กระบวนการแก้ปัญหา ความสามารถในทักษะกระบวนการสรา้ งคา่ นยิ ม
กำหนดกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรู้เมื่อได้กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้แล้ว ครูควรศึกษา
ค้นคว้าหลักวิชาการ แนวคิดทฤษฎีผลงานวิจัยทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับจุดประสงคใ์ นการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรยี น
และนำมาผสมผสานกับความคิดและประสบการณ์ของตนเอง กำหนดเป็นกรอบแนวคิดของกระบวนการ
เรยี นรขู้ ึ้นเพอ่ื จัดสรา้ งเป็นตน้ แบบนวตั กรรมขึ้น เพ่ือใชแ้ ก้ปัญหาหรอื พฒั นาการเรยี นรขู้ องผู้เรียน
สร้างตน้ แบบนวตั กรรม
75
เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะเลือกจัดทำนวัตกรรมชนิดใดครูผู้ต้องศึกษาวิธีการจัดทำนวัตกรรมชนิดนั้น ๆ
อย่างละเอยี ด เชน่ จะจัดทำบทเรียนสำเร็จรูปในรายวิชาหน่งึ ตอ้ งศึกษาค้นคว้าวธิ ีการจัดทำบทเรียนสำเร็จรูป
ว่ามีวิธีการจัดทำอย่างไรจากเอกสารตำราที่เกี่ยวข้อง แล้วจัดทำต้นแบบบทเรียนสำเร็จรูปให้สมบูรณ์ตาม
ข้อกำหนดของวธิ กี ารทำบทเรยี นสำเร็จรปู
สำหรับเครื่องมือที่ต้องใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์หรือเครื่องมืออื่น ๆ ต้องมีการพัฒนาเครื่องมือตาม
วธิ ีการทางวิจยั ดว้ ย การสรา้ งต้นแบบนวตั กรรมจะต้องนำไปทดลองใช้เพ่ือหาประสิทธภิ าพของนวัตกรรม ซ่ึงมี
ข้นั ตอนการหาประสทิ ธภิ าพนวัตกรรม
การออกแบบ รายละเอยี ดนวัตกรรม
ในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนร้ปู ระเภทสื่อการสอนผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงดงั นค้ี ือ
1.วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.ลกั ษณะผเู้ รียน ความเหมาะสมกับวยั ความสนใจ ระดบั ช้ัน ความรู้ ทกั ษะ
3.พื้นฐาน และประสบการณ์ของผูเ้ รียน
4.รูปแบบการเรยี นการสอน และการเรียนรู้
5.ธรรมชาติเนือ้ หาสาระการเรยี นรู้ และวธิ กี ารนำเสนอท่เี หมาะสม
6.สภาพการเรยี น
7.ทรพั ยากรต่าง ๆ เชน่ วสั ดุอปุ กรณ์ ครภุ ัณฑ์ งบประมาณ
8.ราคานวตั กรรมท่เี หมาะสม
โครงสร้างของการออกแบบนวัตกรรม ดังนีค้ อื
1.ชือ่ นวตั กรรม ผูพ้ ัฒนาควรต้งั ช่อื นวตั กรรมใหส้ อดคล้องกบั วัตถุประสงค์ และเขา้ ใจง่าย
2.วัตถุประสงคข์ องนวัตกรรม การกำหนดวัตถุประสงค์ของนวัตกรรมให้ชดั เจนสง่ ผลให้ การ
พฒั นานวตั กรรมน้ัน รวดเรว็ และมปี ระสทิ ธิภาพมากยงิ่ ข้นึ
3.ทฤษฎี หลักการ ในการออกแบบนวัตกรรม ผพู้ ฒั นาตอ้ งพจิ ารณาทฤษฎีการเรียนรู้เพ่ือให้
สอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์ ซ่งึ ทฤษฎกี ารเรียนรถู้ ือเปน็ สงิ่ สำคัญทจี่ ะใชใ้ นการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา
4.ส่วนประกอบของนวตั กรรม ในการออกแบบนวตั กรรมผ้พู ัฒนาต้องพิจารณาสว่ นประกอบ
ของนวัตกรรม ว่ามอี ะไรบ้าง
5.การนำนวัตกรรมไปใช้และประเมินผล เป็นส่วนที่แสดงความสำเร็จของนวัตกรรม
ประกอบด้วย วิธีวัดผล เครื่องมือที่ใช้วัดผล และวิธีการประเมินผลประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอน
เมื่อการเรยี นการสอนมีลกั ษณะเปน็ ระบบ ประกอบดว้ ยตวั ป้อน (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต
(Output) การนำนวัตกรรมมาใช้จัดการเรียนการสอนจึงมจี ุดหมายที่จะปรับปรุงหรือเพิ่มประสทิ ธิภาพให้กบั
ระบบการเรียนการสอน
76
หลกั การออกแบบสื่อเพื่อการเรยี นรู้ ประกอบด้วย 9 ขนั้ ตอน ดังน้ี
ขั้นตอนท่ี1 เร้าความสนใจ (Gain Attention)
ขน้ั ตอนท่ี2 บอกวัตถปุ ระสงค์ (Specify Objectives)
ขั้นตอนท่ี 3 ทวนความรูเ้ ดิม (Activate Prior Knowledge)
ขน้ั ตอนท่ี4 การเสนอเนือ้ หา (Present New Information)
ขน้ั ตอนท่ี 5 ช้ีแนวทางการเรยี นรู้ (Guide Learning)
ขน้ั ตอนท่ี6 กระตนุ้ การตอบสนอง (Elicit Responses)
ขั้นตอนที่ 7 ให้ขอ้ มูลย้อนกลบั (Provide Feedback)
ขั้นตอนที่8 ทดสอบความรู้ (Access Performance)
ขั้นตอนที่9 การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
ดังนั้นในการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ผูอ้ อกแบบต้องคำนึงถงึ หลักการข้างต้น เพื่อให้นวัตกรรม
นั้นสามารถนำมาใช้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอน และ
เพิ่มความสามารถในการเรียนรขู้ องผู้เรียน ใหม้ ีประสอทธิภาพมากยง่ิ ข้นึ
การออกแบบ เครือ่ งมือศกึ ษาคณุ ภาพ และประสทิ ธภิ าพนวัตกรรม
ขนั้ ตอนในการจัดทำเคร่ืองมือประเมินคณุ ภาพและประสิทธภิ าพของนวัตกรรมมีดงั นี้
1. ศกึ ษาวตั ถปุ ระสงค์ของนวัตกรรมการเรียนการสอนทสี่ รา้ งขนึ้
2. กำหนดเครอื่ งมอื ทต่ี อ้ งใช้ประกอบการประเมินคณุ ภาพและประสิทธภิ าพ
3. ศึกษาแนวทางการสรา้ งเครอื่ งมอื
4. ออกแบบและสรา้ งเคร่ืองมือ
5. ตรวจสอบและผา่ นการกลนั่ กรองของผู้เชี่ยวชาญ
6. ศึกษาคณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพของเครอื่ งมอื
7. จดั ทำเปน็ เครอ่ื งมือฉบับจรงิ
การออกแบบ การศกึ ษาคุณภาพ และประสิทธภิ าพนวตั กรรม
ข้นั การศึกษาคณุ ภาพของนวตั กรรมการเรียนการสอนดำเนินการดังน้ี
1.กลั่นกรองเบื้องต้นโดยให้ผู้เรียนและครูผู้สอนกลุ่มสาระนั้นอ่านเพ่ือตรวจสอบข้อบกพร่อง
และปรบั ปรงุ แก้ไขใหเ้ หมาะสม
2.นำนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3-5
คน ประเมนิ เพื่อตรวจสอบคณุ ภาพ และใหข้ ้อเสนอแนะเพ่อื ปรับปรุงนวตั กรรม
3.วิเคราะห์ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับใด และปรับปรุง
ขอ้ บกพร่องตามข้อเสนอแนะ
77
จัดทำเป็นนวัตกรรมการเรยี นการสอนที่พร้อมสำหรบั นำไปทดลองใช้
การศกึ ษาประสิทธภิ าพของนวตั กรรมการเรยี นการสอนดำเนนิ การดงั นี้
นำนวัตกรรมการเรียนการสอนท่ีผ่านการตรวจสอบและประเมินคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญแล้ว
ไปทดลองใช้กับผเู้ รียนที่มีคุณสมบัติเชน่ เดยี วกับกลมุ่ เป้าหมายของการแก้ปญั หาหรอื พัฒนา ตามรูปแบบและ
วิธีการที่กำหนด นำผลการทดลองมาคำนวณหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สูตร
E1/E2
การออกแบบ เครือ่ งมอื การนำนวตั กรรมไปใช้
1) ใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียน เรียนศิลปะโดยการหัดวาดรูป ใช้
โปรแกรม Microsoft Word โปรแกรม Microsoft Excel โปรแกรม Microsoft PowerPoint
2) ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( Computer Assisted Instruction ) หรือ ( CAI ) เป็น
กระบวนการเรยี นการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์นำเสนอเน้ือหาเรือ่ งราวต่าง ๆ มลี กั ษณะเป็นการเรียนโดยตรง
และเป็นการเรยี นแบบมปี ฏิสัมพันธ์ (Interactive)
3) นักเรียนสามารถใช้ค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตศึกษาค้นคว้าข้อมูลในแต่ละกลุ่มสาระ
ข่าวสารทางวชิ าการอน่ื จากที่ต่าง ๆ
4) จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic ) หรือ ( E-mail ) เพื่อใช้รับส่งข่าวสาร ข้อมูล
รปู ภาพ และสง่ งานให้ครตู รวจในแตล่ ะกลมุ่ สาระ
5) นำระบบ e-Learning มาใช้ในการเรยี นการสอนในกลุ่มสาระวทิ ยาศาสตร์
การออกแบบ การนำนวัตกรรมไปใช้
1.เพื่อนำนวัตกรรมมาใชแ้ กป้ ัญหาในเร่ืองการเรียนการสอน เชน่
1.1 ปัญหาเรื่องวิธีการสอน ปัญหาที่มักพบอยู่เสมอ คือ ผู้สอนส่วนใหญ่ยังคงยึด
รปู แบบการสอนแบบบรรยาย โดยมีครเู ป็นศูนย์กลางมากกว่าการสอนในรูปแบบอนื่ การสอนดว้ ยวิธีการแบบน้ี
เป็นการสอนที่ขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในบั้นปลาย เพราะนอกจากจะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อ
หนา่ ยขาดความสนใจแลว้ ยงั เป็นการปิดกน้ั ความคดิ และสติปัญญาของผูเ้ รียนใหอ้ ยใู่ นขอบเขตจำกดั อกี ด้วย
1.2 ปัญหาด้านเนื้อหาวิชาบางวิชาเนือ้ หามากและบางวิชามีเนื้อหาเป็นนามธรรม
ยากแกก่ ารเขา้ ใจ จงึ จำเป็นจะตอ้ งนำเทคนคิ การสอนและสื่อมาชว่ ย
1.3 ปัญหาด้านการวัดและประเมินผล เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำครูผู้สอน
นำไปใช้ในการปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นหรือใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูล
ย้อนกลบั ในการพฒั นาคณุ ภาพการจดั การเรียนการสอนได้
1.4 ปัญหาเรื่องอุปกรณ์การสอน บางเนื้อหามีสื่อการสอนเป็นจำนวนน้อยไม่
เพียงพอต่อการนำไปใช้เพื่อทำให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาได้ง่ายขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการ
78
พัฒนาคิดค้นหาเทคนิควิธีการสอน และผลิตสื่อการสอนใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ทำให้การเรียนการสอนบรรลุ
เปา้ หมายได้
เพื่อนำนวัตกรรมไปใชใ้ นการพฒั นาการเรยี นการสอน การสร้างองคค์ วามรู้ใหม่ให้มีประสทิ ธิภาพย่งิ ขึ้นและเป็น
ประโยชนต์ อ่ การศึกษาโดยการนำสิ่งประดษิ ฐห์ รอื แนวความคิดใหม่ ๆ ในการเรยี นการสอนนนั้ เผยแพร่ไปสู่ครู
– อาจารย์ทา่ นอืน่ ๆ หรอื เพือ่ เป็นตัวอย่างอีกรูปแบบหน่งึ ให้กับครู
– อาจารย์ที่สอนในวิชาเดียวกันได้นำแนวความคิดไปปรับปรุงใช้หรือผลิตสื่อการ
สอนใหม่ ๆ เพอื่ นำมาใช้ในการพฒั นาการเรยี นการสอนตอ่ ไป
การนำนวัตกรรมไปใช้เป็นผลงานทางวชิ าการ นวัตกรรมการเรียนรู้นอกจากจะเป็นประโยชน์ในด้าน
การปรับปรุงและพัฒนางานหรือการจัดการเรยี นการสอนแลว้ ยังเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาวิชาชีพอกี ดว้ ย
โดยผู้สร้างนวัตกรรมสามารถนำผลจากการนำนวัตกรรมไปใช้เป็นผลงานวิชาการเพือ่ ขอเลื่อนวิทยฐานะ หรือ
ปรบั ตำแหน่งใหส้ งู ข้นึ ได้
การออกแบบ การวัด ประเมินผลการใช้นวตั กรรม
ระดับคุณภาพของนวัตกรรมการจดั การเรยี นรูเ้ ปน็ ลกั ษณะของนวตั กรรมการจดั การเรียนร้ตู ามตัวบ่งช้ี
มรี ะดบั คุณภาพ 3 ระดบั คือ
ระดบั 3 คณุ ภาพดมี าก ( มคี า่ คะแนนระหวา่ ง 2.33 – 3.00 )
ระดับ 2 คณุ ภาพดี ( มคี า่ คะแนนระหวา่ ง 1.67 – 2.32 )
ระดบั 1 คณุ ภาพพอใช้ ( มคี ่าคะแนนระหวา่ ง 1.00 – 1.66 )
ในการประเมินนวัตกรรม ควรเลือกใช้วิธีการประเมินที่เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการประเมิน ดังนี้
ตรวจสอบเอกสารรายงานผลการพัฒนานวตั กรรมสังเกต และตรวจสอบข้อมูลจากการนำเสนอผลงานของผู้
คดิ ค้น
การออกแบบ การเขยี นรายงานการพัฒนานวัตกรรม
การเขียนรายงานผลการพัฒนานวัตกรรมแบง่ การเขยี นออกเปน็ 5 บท ดังน้ี
บทท่ี 1 บทนำ นำเสนอรายละเอียดตามหัวขอ้ ตอ่ ไปน้ี
– ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
– วตั ถปุ ระสงค์ของการทดลอง
– สมมตุ ิฐานของการทดลอง
– ขอบเขตของการทดลอง
– ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รับ
– นยิ ามศพั ท์
79
บทที่ 2 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำเสนอแนวคิด หลักการ ทฤษฎี และ
ผลการวิจัยทเ่ี ก่ียวข้องท่นี ำมาใช้ในการพฒั นานวัตกรรม ดงั นี้
– หลักการ แนวคดิ ทฤษฎี ท่เี กี่ยวข้องกบั การพฒั นานวตั กรรม
– ผลการวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ้ งกบั การพฒั นานวัตกรรม
– หลักการ แนวคิด ทฤษฎี และผลการวิจัยท่นี ำมาใชพ้ ัฒนานวัตกรรมในกลุ่มสาระ/
วชิ าทคี่ ิดค้นและสรา้ งนวัตกรรมการเรยี นการสอน
บทที่ 3 วธิ ีดำเนินการสรา้ งและทดลองใช้นวัตกรรมการเรยี นการสอน
– วัตถปุ ระสงค์ของการทดลอง
– สมมตุ ฐิ านของการทดลอง
– ประชากรทใ่ี ช้ในการทดลอง
– กลุ่มตัวอยา่ งท่ใี ช้ในการทดลอง
– นวตั กรรมและเครื่องมือท่ีใชใ้ นการทดลอง
– การสรา้ งนวตั กรรมและเครื่องมือท่ีใชใ้ นการทดลอง
– การดำเนนิ การทดลอง
– การวิเคราะห์ผลการทดลอง
– สถิติทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะหผ์ ลการทดลอง
บทที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูลและผลการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการนำเสนอผลการวิเคราะห์
ขอ้ มลู โดยนำเสนอในรูปของตาราง กราฟ หรอื บรรยาย ตามวตั ถปุ ระสงค์ของการทดลองท่กี ำหนดในบทที่ 1
บทที่ 5 การสรปุ ผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
– สรปุ ผลการวจิ ัย นำเสนอวตั ถุประสงค์ ขั้นตอนการดำเนินงาน และผลการวิจยั โดย
สรปุ ใหเ้ หน็ ภาพของการดำเนนิ การสรา้ งและพฒั นานวตั กรรมตลอดแนว
– อภิปรายผลการวิจัย นำผลที่เกดิ ขึ้นจากการวิจัยมานำเสนอให้เห็นภาพรวมท่ีเป็น
ผลน่าพอใจ สิ่งที่เป็นข้อสังเกต โดยอ้างอิงหลักการ ทฤษฎีและผลการวิจัยทีส่ อดคล้องประกอบการอภิปราย
อย่างเหมาะสม
– ข้อเสนอแนะ นำเสนอสิ่งที่ควรดำเนินการต่อเนื่อง หรือพัฒนาผลการวิจัยอย่าง
ตอ่ เนอ่ื ง ทจ่ี ะทำให้เกิดคุณภาพในการพัฒนาอยา่ งเด่นชัด
แหล่งเรยี นรแู้ ละเครือข่าย เพอ่ื การเรียนรู้
ความหมายแหล่งเรยี นรู้
80
แหล่งเรียนรู้ หมายถงึ แหลง่ ขอ้ มูลขา่ วสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ที่สนบั สนนุ ส่งเสรมิ ให้
ผ้เู รยี นใฝ่เรยี น ใฝ่รู้ แสวงหาความรแู้ ละเรยี นรูด้ ้วยตนเองตามอัธยาศยั อยา่ งกวา้ งขวางและตอ่ เนื่อง เพือ่
เสรมิ สร้างให้ผเู้ รียนเกิดกระบวนการเรยี นรู้ และเปน็ บุคคลแห่งการเรียนรู้
แหล่งเรียนร้ทู ี่สำคัญ
1. แหล่งการศึกษาตามอธั ยาศยั
2. แหล่งการเรยี นรูต้ ลอดชวี ติ
3. แหล่งปลกู ฝังนิสยั รกั การอ่าน การศกึ ษาค้นคว้า แสวงหาความรูด้ ว้ ยตนเอง
4. แหลง่ สร้างเสรมิ ประสบการณ์ภาคปฏบิ ัติ
5. แหลง่ สรา้ งเสรมิ ความรู้ ความคิด วิทยาการและประสบการณ์
ความหมายเครือขา่ ยการเรียนรู้
เครอื ข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) หมายถึง การแลกเปลย่ี นความรู้ ความคดิ ข้อมูลข่าวสาร
ประสบการณ์ และการเรยี นรรู้ ะหวา่ งบุคคล กล่มุ บุคคล องค์การ และแหลง่ ความรู้ทมี่ ีสว่ นร่วมในกระบวนการ
เรยี นรู้อยา่ งต่อเนอ่ื ง จนเป็นระบบทีเ่ ชื่อมโยงกัน ส่งผลใหเ้ กิดการเผยแพร่และการประยกุ ตค์ วามร้ใู หมๆ่ เพอ่ื
วัตถปุ ระสงคท์ างวชิ าชพี หรือทางสงั คม
ความหมาย เครือขา่ ยการเรยี นรสู้ ่วนบุคคล
PLN (Personal Learning Network) เครือข่ายการเรยี นรสู้ ่วนบุคคล
การเรยี นรสู้ ว่ นบุคคลเป็นหนง่ึ ในรากฐานของสถาบนั การศึกษาและการเปล่ยี นแปลงองคก์ รที่ประสบ
ความสำเรจ็ เครือข่ายการเรยี นรู้สว่ นบุคคล (PLN) ไมเ่ พียงแตส่ นบั สนนุ การพฒั นาวิชาชพี ของตัวเอง แต่ยงั
สามารถเปน็ วิธที ม่ี ปี ระสิทธิภาพในการกระจายนวตั กรรมภายในสถาบนั การศึกษาของพวกเขา เรียนรู้ทีจ่ ะ
เชอื่ มต่อกบั ชุมชนของมืออาชีพใจเหมือนใหม้ สี ่วนร่วมมกี ารสนทนาและทำใหก้ ารรอ้ งขอในช่วงเวลาของความ
จำเปน็ เครอื่ งมือฟรที ่มี ปี ระสิทธภิ าพและส่อื สงั คมเช่น Google +, Twitter, และ Facebook ใหเ้ ป็นไปได้
สำหรบั คุณและเพอ่ื นรว่ มงานของคณุ
หากมองในองค์รวมแล้วนั้นเครือขา่ ยการเรียนรสู้ ่วนบคุ คล ก็คอื การนำเอาเนือ้ หา สาระ ข้อมูล จาก
ส่วนต่าง ๆ ในระบบเครอื ข่ายอนิ เตอร์เน็ตที่เราใช้กันอยทู่ ุกวันมาใช้ให้เกดิ ประโยชน์ในระบบการศกึ ษา ซง่ึ มที ั้ง
ส่อื สงั คมออนไลน์ (Social Network และ Social Media) เครือ่ งมอื ค้นควา้ ข้อมูล (Search Engines) บนั ทกึ
สว่ นตัว (Blog) หรือแมก้ ระท่ังสงั คมการเรียนรู้ (Community Learning)
81
ประเภทแหล่งเรยี นรูแ้ ละเครือข่ายการเรยี นรู้
ประเภทของแหล่งเรยี นรู้
ประเภทของแหล่งเรียนรูส้ ามารถแบง่ ไดห้ ลากหลาย ตามลักษณะการแบ่งของแต่ละบคุ คล ซง่ึ มี
รายละเอียดของผูใ้ ห้ความหมายของประเภทแหล่งเรยี นร้ดู ังตอ่ ไปน้ี สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา
แห่งชาติ (2546 : 8-9) ได้จำแนกประเภทของแหลง่ การเรยี นรไู้ ว้ 2 แบบ
1. จดั ตามลกั ษณะของแหลง่ การเรยี นรู้
1.1 แหลง่ การเรยี นรู้ตามธรรมชาติ เป็นแหล่งการเรียนรทู้ ผ่ี ้เู รยี นจะหาความรไู้ ด้จากส่งิ ทม่ี อี ยู่แลว้ ตาม
ธรรมชาติ เช่น แม่นา้ ภูเขา ปา่ ไม้ ลาธาร กรวด หิน ทราย ชายทะเล เป็นตน้
1.2 แหลง่ การเรยี นรทู้ ่ีมนุษย์สร้างขึ้น เพ่อื สืบทอดศิลปวฒั นธรรม ตลอดจนเทคโนโลยีทางการศกึ ษาท่ี
อานวยความสะดวกแกม่ นุษยเ์ ชน่ โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดประชาชน สถาบันการศึกษา
สวนสาธารณะ ตลาด บ้านเรอื น ทอ่ี ยู่อาศัย สถานประกอบการ เป็นตน้
1.3 บุคคล เปน็ แหลง่ การเรียนรู้ทถี่ า่ ยทอดความรคู้ วามสามารถ คณุ ธรรม จริยธรรม การสืบสาน
วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถ่นิ ท้งั ดา้ นประกอบอาชีพ ตลอดจนนักคดิ นกั ประดษิ ฐ์ และผมู้ ีความคดิ รเิ รมิ่
สร้างสรรค์
2. จัดตามแหล่งที่ต้ังของแหล่งการเรยี นรู้
2.1 แหลง่ การเรียนรู้ในโรงเรยี นเดิมมีแหลง่ การเรียนรู้หลกั คอื ครู อาจารย์ ต่อมามีการพฒั นาเป็น
หอ้ งปฏิบตั ิการตา่ ง ๆ เชน่ หอ้ งปฏิบตั กิ ารวทิ ยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการทางภาษา ห้องปฏบิ ตั กิ ารคอมพิวเตอร์
ห้องโสตทศั นศกึ ษา ห้องจรยิ ธรรม หอ้ งศลิ ปะ ตลอดจนอาคารสถานทีแ่ ละสิง่ แวดล้อมในโรงเรียน เช่น
ห้องอาหาร สนาม หอ้ งน้า สวนดอกไม้ สวนสมุนไพร แหล่งนา้ ในโรงเรยี น เป็นตน้
2.2 แหล่งการเรียนรใู้ นทอ้ งถ่ินครอบคลุมทง้ั ดา้ นสถานท่แี ละบคุ คลซงึ่ อาจอยู่ในท้องถิ่นใกล้เคียง
82
โรงเรียน ทอ้ งถน่ิ ทโี่ รงเรยี นพาผเู้ รยี นไปเรียนรู้ เชน่ แมน่ ้า ภูเขา ชายทะเล สวนสาธารณะ สวนสตั ว์ ทุง่ นา
สวนผัก สวนผลไม้ วัด ตลาด ร้านอาหาร หอ้ งสมุดประชาชน สถานตี ำรวจ สถานอี นามยั ดนตรพี ้นื บา้ น
การละเลน่ พ้นื เมอื ง แหลง่ ทอผา้ เทคโนโลยีชาวบา้ น เทคโนโลยีในชีวติ ประจาวัน แหล่งข้อมูลขา่ วสารตา่ ง ๆ
ประเภท เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้
1. แบ่งตามจดุ มุ่งหมายของการเรยี นรู้ ซงึ่ แบ่งออกเปน็ 2 ลักษณะภายใต้โครงสรา้ งของเครือขา่ ยการ
เรียนรู้
1.1 เครือขา่ ยการเรียนรูท้ ม่ี ุง่ เนน้ เอกัตบุคคลเปน็ หลัก มีลกั ษณะของการประสานสัมพันธก์ าร
ดำเนนิ งานของหนว่ ยงานต่างๆ ท่เี กย่ี วขอ้ ง เพอ่ื ขยายการให้บรกิ ารทางการศกึ ษาในระบบโรงเรียน นอกระบบ
โรงเรยี น และการศกึ ษาตามอัธยาศยั ไปยังผทู้ ี่ตอ้ งการ อยา่ งกว้างขวาง และสนองตอบปัญหาความต้องการ
ของแต่ละบคุ คล ตลอดจนจิตใต้สำนึกในการมีส่วนรว่ มพฒั นา
1.2 เครอื ข่ายการเรยี นร้ทู ม่ี ุ่งเน้นชมุ ชนเป็นหลกั เปน็ การกระต้นุ ใหส้ มาชกิ ใช้ศักยภาพของตนเองเพอ่ื
แก้ไขปัญหาชุมชน เพม่ิ ขีดความสามารถของชมุ ชนในการพ่ึงพาตนเอง บนพน้ื ฐานของการเข้าใจสภาพปัญหา
เงื่อนไข ขอ้ จำกัด และความตอ้ งการของตน
2. แบ่งตามโครงสร้างเครือขา่ ยการเรยี นรู้ ซ่ึงพิจารณาถึงโครงสรา้ งเครือข่ายการเรียนรอู้ าศัยความ
ร่วมมอื ระหวา่ งบุคคล องคก์ ร และเทคโนโลยกี ารสอ่ื สารเชอ่ื มโยงกันเปน็ เครือขา่ ยการเรยี นรู้ สามารถจำแนก
ออกได้เปน็ 4 ประเภท ดังน้ี
2.1 เครอื ข่ายการเรียนรู้โครงสรา้ งกระจายศูนย์ มีศูนย์กลางทำหน้าที่ประสานงาน แต่ภารกิจในการ
เรยี นการสอนจะกระจายความรับผิดชอบให้สมาชิกเครือขา่ ยซึ่งตา่ งก็มีความสัมพนั ธเ์ ท่าเทยี มกนั รปู แบบนอ้ี าจ
เรียกว่าการกระจายความรบั ผดิ ชอบ (Distributed Network) ซึง่ พบไดใ้ นเครือข่ายการพัฒนาชนบท และการ
เรยี นรจู้ ากแหล่งวิทยาการชมุ ชน โดยอาศยั สอ่ื บุคคลเปน็ หลกั
2.2 เครอื ขา่ ยการเรยี นร้โู ครงสร้างรวมศูนย์ มอี งคก์ รกลางเปน็ ทงั้ ศูนยป์ ระสานงาน และเป็นแม่ขา่ ย
รวบรวมอำนาจการจัดการความรู้ไวใ้ นศนู ยก์ ลาง การลงทุนดา้ นเทคโนโลยแี ละกำลงั คนอยู่ท่ีแม่ข่าย สว่ นลูก
ขา่ ยหรือสมาชกิ เป็นเพียงผรู้ ว่ มใชบ้ ริการจากศนู ยก์ ลาง
2.3 เครอื ขา่ ยการเรียนรู้โครงสรา้ งลำดับข้ัน (Hierarchical Network) มีลักษณะเชน่ เดยี วกับแผนภูมิ
องคก์ ร การติดต่อส่อื สารข้อมลู ตอ้ งผ่านตามลำดับข้นั ตอนมาก นยิ มใช้การบริหาร จัดการองค์กรต่างๆ ซง่ึ
เหมาะแกก่ ารควบคุม ดแู ลระบบงาน
2.4 เครอื ข่ายการเรยี นรโู้ ครงสรา้ งแบบผสม คือมที ั้งแบบรวมศูนย์และกระจายศูนย์ ซ่งึ พบมากในการ
จัดการศกึ ษานอกระบบโรงเรยี น เนื่องจากการเรียนร้มู ิได้อาศัยสอ่ื ใดส่อื หน่งึ เป็นหลัก หากแต่มีการผสมผสาน
สอื่ บุคคล และเทคโนโลยจี ึงจำเป็นต้องจัดระบบเครือขา่ ยแบบผสม เพ่อื สนองความต้องการไดอ้ ย่างกว้างขวาง
และตรง
3. แบ่งตามหน่วยสงั คม ไดแ้ บ่งการเครอื ขา่ ยการเรียนรู้ออกเป็น 4 ระดบั คอื เครอื ขา่ ยการเรยี นรรู้ ะดบั
บุคคล เครอื ขา่ ย การเรยี นรู้ระดบั กล่มุ เครอื ข่ายการเรียนรรู้ ะดบั ชุมชน และเครือขา่ ยการเรียนรู้ระดบั สถาบัน
4. แบง่ ตามระดับการปกครองและลักษณะของงาน ซงึ่ ประเวศ วะสี (2538) ได้แบ่งประเภทของ
83
เครือขา่ ยการเรยี นรอู้ อกเปน็ 13 ประเภท คือ เครือข่ายชุมชนเครอื ขา่ ยนกั พฒั นา เครือข่ายระดบั จงั หวัด
เครอื ข่ายภาครฐั เครอื ขา่ ยวชิ าชีพ เครอื ข่ายธรุ กิจ เครือข่ายส่ือสารมวลชน เครือข่ายนกั ฝึกอบรม เครอื ขา่ ย
การประมวลและสงั เคราะห์องค์ความรู้ระดับชาติ เครือข่ายภาคสาธารณะ เครือขา่ ยวิชาการ เครือข่ายนโยบาย
องค์กรของรัฐ และเครือขา่ ยผู้ทรงคุณวฒุ ิ
ตัวอย่างเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้
1. เครอื ข่ายไทยสาร เป็นเครือขา่ ยเชือ่ มโยงสถาบนั การศกึ ษาตา่ ง ๆ ระดบั มหาวิทยาลัยเข้าดว้ ยกนั
กวา่ 50 สถาบนั เริม่ จดั สรา้ งในปีพ.ศ.2535
2. เครอื ขา่ ยยูนิเนต็ (UNINET) เป็นเครือขา่ ยเพือ่ การเรยี นการสอนที่สำคัญในยุคโลกาภวิ ัตน์ จดั ทำ
โดยทบวง มหาวทิ ยาลัย ในปี พ.ศ. 2540
3. สคูลเนต็ (School Net) เปน็ เครือข่ายคอมพวิ เตอรเ์ พื่อโรงเรียนไทย ได้รับการดแู ลและสนับสนนุ
โดยศูนย์ เทคโนโลยอี ิเลก็ ทรอนกิ ส์และคอมพวิ เตอร์แหง่ ชาติ เครือข่ายนเี้ ช่ือมโยงโรงเรียนในประเทศไทยไว้
กว่า 100 แหง่ และเปดิ โอกาสให้โรงเรียนอน่ื ๆ และบคุ คลท่ีสนใจเรยี กเข้าเครือขา่ ยได้
4. เครอื ข่ายนนทรี เป็นเครอื ข่ายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเปน็ เครอื ขา่ ยท่ีสมบรู ณ์แบบและ
ใชเ้ ทคโนโลยชี น้ั สงู สามารถตอบสนองความต้องการใช้ของนิสติ อาจารย์ ข้าราชการ ตลอดจนการรองรับ
ทางด้านทรัพยากรเซอรเ์ วอร์อย่างพอเพียง
5. เครอื ข่ายกระจายเสยี งวิทยุ อสมท. จะรวมผังรายการวิทยุในเครือขา่ ย อสมท. มีไฟล์เสียงรับฟงั
ทางอนิ เทอรเ์ น็ตได.้
6. เครือข่ายสมานฉนั ทเ์ พ่ือการปฏิรูปการเมอื ง เปน็ เครอื ข่ายที่ใช้แลกเปลยี่ นความคิดเห็นประเด็น
ตา่ ง ๆ ทางการเมอื ง และบทวิเคราะห์ดา้ นการเมือง
7. ThaiSafeNet.Org เปน็ เครอื ขา่ ยผู้ปกครองออนไลน์ มพี นั ธกจิ ด้านการเช่ือมโยงครู ผปู้ กครอง นกั
การศกึ ษา … โครงการพัฒนาเครือข่ายผปู้ กครองออนไลน์ พันธกจิ : ฝกึ อบรมครู ผูป้ กครอง
8. เครือข่ายพทุ ธิกา รวมตัวอย่างหนังสือเครอื ขา่ ยพทุ ธกิ าเพือ่ พระพทุ ธศาสนาและสงั คม
ความสำคญั ของแหล่งเรียนรแู้ ละเครอื ข่ายการเรียนรู้
ความสำคัญของแหล่งเรียนรู้
แหลง่ เรยี นร้มู ีความความสำคัญกบั ผเู้ รยี น ซ่งึ ได้รบั ความรูจ้ ากแหล่งเรียนรูท้ หี่ ลากหลาย ซง่ึ มีผใู้ ห้
ความหมายเกี่ยวกับความสำคญั ของแหลง่ เรยี นรดู้ ังต่อไปน้ี กง่ิ แกว้ อารีรกั ษ์ (2548 : 118) ใหค้ วามสำคญั ของ
การศึกษาโดยใช้แหลง่ เรียนรู้ ไวด้ ังน้ี
1.กระต้นุ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้เรอ่ื งใดเร่ืองหนงึ่ โดยอาศัยการมปี ฏิสมั พนั ธ์กับสือ่ ท่ีหลากหลาย
2. ชว่ ยเสริมสร้างการเรียนร้ใู ห้ลกึ ซงึ้ ข้ึน โดยใช้เวลาในการรวบรวมขอ้ มูลสะท้อนความคดิ เหน็ จาก
แหล่งการเรียนรู้
3. กระตนุ้ มุ่งเนน้ ลกึ ในเรอื่ งใดเร่ืองหนงึ่ ซงึ่ ผลักดันใหผ้ ู้เรียนแสวงหาข้อมูลท่ีเกย่ี วขอ้ งเพมิ่ มากข้ึน
สามารถสร้างผลผลติ ในการเรยี นรู้ที่มคี ณุ ภาพสงู ขึ้น
4. เสรมิ สรา้ งการเรยี นรู้ จนเกิดทกั ษะการแสวงหาขอ้ มลู ท่ีมีประสิทธภิ าพ โดยอาศัยการสรา้ งความ
84
ตระหนกั เชิงมโนทศั นเ์ ก่ยี วกบั ธรรมชาติและความแตกต่างของข้อมลู
5. แหลง่ การเรียนรูเ้ สรมิ สร้างการพัฒนาการคดิ เช่น การแก้ปัญหา การให้เหตุผล และการประเมิน
อย่างมีวจิ ารญาณ โดยอาศยั กระบวนการวิจัยอสิ ระ
6. เปลย่ี นเจตคติของครแู ละผู้เรียนทมี่ ีต่อเนอื้ หารายวชิ า และผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
7. พัฒนาทกั ษะการวจิ ัยและความเชอื่ ม่นั ในตนเองในการคน้ หาขอ้ มูล
8. เพิม่ ผลสัมฤทธดิ์ า้ นวชิ าการ ในดา้ นเนอื้ หา เจตคติ และการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ โดยอาศัยแหล่ง
การเรยี นร้ทู ่หี ลากหลายในการเรยี นรู้
การจดั การเรียนรบู้ นเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็
อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงเพื่อค้นหา แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ได้อย่างแทบไม่มี
ขดี จำกดั การใช้อนิ เทอร์เน็ตเพ่ือประโยชน์ดงั กล่าว จำเปน็ ทเี่ ราจะต้องมีความรู้และทักษะในการค้นหาข้อมูล
(Search) รู้จักแหล่งเรียนรู้ และวิธีการนำเสนอข้อมูลความรู้และผลงานอย่างเหมาะสม กิจกรรมน้ีจะช่วยให้
เราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการสืบค้นข้อมูลในหัวข้อเรื่องที่นักเรียนสนใจ และเปิดเวทีเพ่ือ
นำเสนอผลงานของเราบนโลกออนไลนไ์ ด้ (โดยการเลือกสร้างBlog หรอื Web Page)
อินเทอร์เนต็ มาใชใ้ นการศกึ ษาสามารถทำได้หลายรปู แบบด้วยกนั
การประยุกต์เนต็ เป็นเครือข่ายที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้กับแหล่งที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน สามารถ
สืบค้นข้อมูลได้และมีสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกได้เชื่อมเครือข่ายร่วมกัน จึงเป็นแหล่งที่จะ
สืบค้นข้อมูลเพื่อนำมาศึกษาหาความรู้ได้ การนำอนิ เทอรเ์ นต็ ใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เนต็ ทางการศึกษา ดังน้ี
การใชเ้ ครอื ขา่ ยเพอ่ื การตดิ ต่อสื่อสารเป็นการติดตอ่ ระหวา่ งผ้เู รียนกับผู้สอน เพอื่ สง่ รายงาน การบ้าน
วิทยานิพนธ์ ในรูปแบบแฟ้มข้อมูล การเป็นสมาชิกกลุ่มสนทนาเพือ่ เป็นเวทแี ลกเปล่ียนความคดิ เห็น เผยแพร่
ผลงานวิจัย ช่วยเหลือซง่ึ กันและกนั ทางด้านวชิ าการ และแจง้ ขา่ วความเคล่อื นไหวทางวชิ าการ การใช้เครอื ข่าย
เพื่อการสืบค้นข้อมูลซึ่งผู้เรียน นักวิจัย และ ผู้สอนสามารถสืบค้นจากฐานข้อมูลทางการศึกษา และOnline
Library Catalog ของห้องสมุดต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงในอินเทอร์เน็ตจากประเทศในทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก การใช้
เครอื ข่ายเพื่อการสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครือข่าย โดยเปิดเป็นหลกั สูตรการสอนในระดับปริญญา
และในแบบประกาศนียบัตร เรียกว่าOnline Program ซึ่งผู้เรียนสามารถสมัครและเรียนผ่านเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน เอกสารและการติดต่อต่าง ๆ อยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูล
อิเลก็ ทรอนิกส์ การใช้
Internet ในชีวิตประจำวันส่งผลในดา้ นการศึกษา เราต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลได้
ไมว่ ่าจะเปน็ ขอ้ มูลทางวชิ าการจากที่ต่าง ๆ ซงึ่ ในกรณีน้ี อินเตอร์เนต็ จะทำหนา้ ท่ีเหมือนห้องสมุด ขนาดยักษ์
ส่งขอ้ มูลทเ่ี ราต้องการ มาให้ถึงบนจอคอมพวิ เตอรท์ ีบ่ า้ นหรือทที่ ำงานของเรา ไม่ก่วี นิ าทีจากแหล่งข้อมูลทัว่ โลก
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ความบันเทิง และการ
พัก ผ่อน หย่อน ใจ หร ือสัน ทน าก าร เช่น เลือ ก อ ่าน ว าร สาร ต่าง ๆ ผ่าน อ ิน เตอ ร ์เน ็ต ท่ี
85
เรียกว่า magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ์ และข่าวสารอื่น ๆ โดยมีภาพประกอบบน
จอคอมพวิ เตอร์ เหมอื นกับหนงั สอื
การใช้อินเตอรเ์ นต็ เพ่อื การค้นหาขอ้ มูลในการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง
เนอ่ื งจากข้อมลู ทอี่ ยู่บนเครอื ขา่ ยอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันมีมากมายและกระจัดกระจายอยตู่ ามทีต่ ่างๆ
ดังนั้นผใู้ ชอ้ นิ เตอรเ์ นต็ จึงจำเป็นตอ้ งเรียนรูว้ ิธีการใช้บรกิ ารอนิ เตอร์เนต็ และเลอื กใชใ้ ห้เหมาะสม เพอ่ื การค้นหา
ข้อมลู ในการเรียนรดู้ ้วยตนเองอย่างมีประสทิ ธิภาพ โดยสามารถใชอ้ นิ เตอร์เน็ตในการสืบคน้ ขอ้ มลู ศกึ ษา
คน้ ควา้ และวิจัยได้หลายวิธดี ว้ ยกัน วธิ ีที่เป็นที่นิยมมากทีส่ ดุ ในปจั จุบนั คอื
การสืบค้นทางเวลิ ด์ไวด์เวบ็ เนื่องจากสามารถรองรับข้อมูลได้หลายๆ รูปแบบ และเชื่อมโยงขอ้ มูลที่
เกี่ยวเนื่องกนั ใหเ้ ราได้ศึกษาอย่างสะดวกสบาย และมีซอฟต์แวร์ สำหรับอ่านข้อมูลในเว็บที่สมบรู ณ์แบบมาก
การค้นหาข้อมูล ในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยค้น ( Search
engine) ซึง่ ซอฟตแ์ วรส์ ำหรับอ่านข้อมูลในเว็บ (Web Browser) ส่วนใหญบ่ รกิ ารเช่ือมตอ่ กับเคร่ืองมือเหล่าน้ี
ไวใ้ ห้แล้ว ผใู้ ชเ้ พยี งแตก่ ดปุ่มสำหรับเรียกเครอื่ งมือน้ขี ึ้นมา พมิ พค์ ำ หรอื ขอ้ ความท่ตี ้องการสืบคน้ ลงไป เครือ่ งก็
จะแสดงผลการค้น โดยการแสดงชื่อของข้อมูลที่เราต้องการศึกษา (Web Page) ซึ่งถ้าต้องการเข้าไปอ่าน ก็
สามารถกดลงไปบนชื่อนั้นได้เลย ข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์
เครอื่ งใดในโลกก็ตาม
นอกจากนี้การเข้าใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ที่ต่ออยู่กับเครือข่าย และมีการอนุญาตให้เข้าไปใช้ได้
เช่น การตดิ ตอ่ เขา้ ส่เู คร่ืองคอมพิวเตอรข์ องห้องสมดุ เพ่ือค้นหา ยมื ต่อเวลาการยืม หรือการจองหนังสือส่งิ พมิ พ์
ต่าง ๆ ก็เป็นที่นิยมกันมาก ปัจจุบันมีห้องสมุดหลายแห่งเปิดให้บริการบริการนี้สามารถเข้าใช้ได้โดยการ ใช้
คำส่ัง Telnet และตามดว้ ยช่ือเครือ่ ง หรือหมายเลขของเคร่ืองแลว้ พิมพ์ช่ือในการขอเข้าใช้ (Login) บางเครื่อง
อาจต้องใช้รหัสลับ (Password) ด้วย หลังจากนั้นตอ้ งทำตามคำสั่งที่ปรากฏบนจอ ซึ่งจะแตกตา่ งกันไปในแต่
ละระบบของเครือ่ ง นอกจากห้องสมุดแล้ว เราอาจจะใช้คอมพวิ เตอร์ทเ่ี ปน็ ฐานขอ้ มูลต่าง ๆ ได้ดว้ ย โดยในบาง
ฐานข้อมูล นอกจากผู้ใช้จะเข้าไปคน้ หาบทความทีเ่ คยตีพิมพ์ในวารสารต่าง ๆ แล้วยังสามารถใช้บริการพิเศษ
อื่น ๆ เช่น บริการส่งอีเมล์แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับบทความใหม่ ๆ ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารการศึกษาที่สนใจเล่ม
ล่าสดุ โดยตอ้ งมกี ารกำหนดชือ่ ของวารสารท่ีสนใจไว้ลว่ งหน้า หรอื มบี รกิ ารสง่ แฟกซ์ บทความนั้นให้แก่ผู้ใช้ที่
สนใจ
อินเทอรเ์ น็ตเป็นเทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีมีบทบาทในยุคนี้ โดยการนำความรู้ การเชอ่ื มโยงแหล่งความรู้
มาประกอบกนั เพอื่ ให้ผูเ้ รยี น ท่ีต้องการเรียนรูใ้ หเ้ ข้าถึงได้จึงนับว่าเปน็ ประโยชนต์ ่อวงการศกึ ษาในการใช้สืบค้น
ข้อมลู ตา่ งๆจากความจำเป็นและความสำคัญของอินเทอร์เน็ตดงั กล่าว ผวู้ ิจัยจึงสนใจทจ่ี ะศึกษาพฤติกรรมการ
ใช้อนิ เทอรเ์ น็ตเพอื่ การศึกษาของนกั ศึกษาสถาบันเทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ เจา้ คุณทหารลาดกระบงั ผลการวิจัย
ครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อสถาบันเพื่อใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการและการลงทุนด้านเทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเพือ่ เปน็ ประโยชนส์ ำหรบั ตวั เราเอง
การใช้อินเทอรเ์ นต็ เพื่อการศกึ ษา
86
ยุคแห่งสังคมความรู้เป็นยุคที่นักการศึกษามีบทบาทต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างย่ิง
อินเทอร์เน็ต เป็นช่องทางของการส่งข้อมลู ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งโลก เราต่างก้าวหนา้ ผ่านยุคแห่ง
สังคมข่าวสารมาแล้วซึ่งท าใหป้ ระจกั ษ์ได้ว่าข่าวสารต่าง ๆ น้นั จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาประเทศทั้งด้าน
เศรษฐกิจ สังคมการศกึ ษา และอนื่ ๆ ไดน้ น้ั ตอ้ งอาศัยความรใู้ นการจดั การ การใชอ้ นิ เทอรเ์ นต็ เพอื่ การศึกษามี
ความหมายครอบคลุมกิจกรรมด้านการศึกษาที่ถูกวางรูปแบบโดยครูผู้ทำหน้าที่ ถ่ายทอดความรู้ผ่านทาง
อินเทอร์เน็ต เนื่องจากรูปแบบการสื่อสารและการควบคุมนักเรียนทางไกลแบบOnline มีลักษณะพิเศษท่ี
แตกตา่ งจากการเรียนการสอนในห้องเรียนซ่ึงท ากันเปน็ ปกติ ดังนั้นเปา้ หมายของการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต
จึงประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่การสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านเครือข่าย
อินเทอร์เนต็ ใหเ้ หมาะสมกับระดับผเู้ รียนการเสริมทกั ษะและความรเู้ พ่ือใหค้ รสู ามารถด าเนินการเรียนการสอน
ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนต็ ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ การกำหนดเป้าหมายการศึกษาเพ่ือสนับสนนุ การเรียนการ
สอน การสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กิจกรรมการศึกษาในระบบเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตสามารถแสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมต่าง ๆ เพราะจำนวนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อการใช้
อนิ เทอร์เน็ตเพื่อการศึกษามีความสัมพันธ์กันในอัตราส่วนที่ลดลงโดยพบว่าขน้ั พืน้ ฐานจะมีจำนวนประชากรที่
ใช้อินเทอร์เน็ตมาก จำนวนของผู้ใช้ที่มีทักษะ หรือความสามารถในการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตกลับมี
จำนวนทีล่ ดลงจากข้อเท็จจรงิ ดังกลา่ วทำให้วิธกี ารที่จะสร้างใหม้ ีกจิ กรรมเพือ่ การศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ตอย่าง
ได้ผล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการวางแผนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้เป็นบริการสาธารณูปโภคของ
ประเทศที่มีประสิทธิภาพให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในเวลาอันรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัย
ต่าง ๆ ไดร้ บั การสนับสนุนจากทบวงหาวิทยาลยั (Uninet) สว่ นโรงเรียนระดับมัธยมศกึ ษากไ็ ด้รบั การสนบั สนุน
จาก Schoolnet Thailand เชน่ กนั การบรกิ ารอินเทอรเ์ นต็ ระดับพนื้ ฐาน แต่ละขน้ั จะมรี ูปแบบของกิจกรรม
การศกึ ษาทีแ่ ตกตา่ งกัน
การใชร้ ะบบเครือข่ายระดบั พื้นฐานคอื การใช้อนิ เทอรเ์ น็ตตามโครงสร้างของสาธารณูปโภคที่มีใช้กัน
อยู่ในทกุ แห่งสาเหตุทจ่ี ะทำให้ กลุม่ ผู้ใช้ที่ยังไมร่ ู้จักเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็ เปล่ียนเจตคตมิ ายอมรบั เพอ่ื เข้าร่วมใน
การใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน่าจะเป็นเพราะความสามารถในการสื่อสารระหว่างบุคคล และ
ความสามารถของอินเทอร์เนต็ ในการเข้าถึงขอ้ มูลทีม่ อี ยู่ในคอมพวิ เตอรเ์ ครือ่ งอื่นๆ ทั่วโลกดว้ ยเวลาอันรวดเร็ว
ดว้ ยเหตนุ จ้ี ึงสามารถแบ่งบรกิ ารท่ีมีอยู่ในเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตได้วา่ เปน็ บริการดา้ นการส่อื สารระหว่างบุคคล
ต่อบุคคล และบุคคลต่อกลุ่มบุคคล เป็นบริการเพื่อการเข้าถึงแหล่งข้อมูล การใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่
สามารถนำมาเป็นตัวอย่างได้แก่ การใช้ e-mail ในการสื่อสารระหว่างบุคคล การใช้ WWW เพื่อสืบหาและ
เข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและความรู้ ในปัจจุบันอินเทอรเ์ น็ตถูกนำมาใช้เพื่อการสืบคน้
ขอ้ มลู มากท่ีสุด ซง่ึ ผูใ้ ช้ที่มอี าชีพแตกต่างกันย่อมใช้บรกิ ารท่ีมอี ยู่ในปริมาณต่างกัน บ้างเป็นการสืบค้นข้อมูลท่ี
เป็นตัวอักษร บ้างก็เป็นข้อมูลที่นำเสนอในรูปแบบของมัลติมีเดีย ที่ล้วนแต่แปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลแล้ว
ทั้งสิ้นทางด้านการศึกษา อาจจะคล้ายคลึงกับการไปห้องสมุดที่หาตำรา วารสาร โดยที่มีบรรณารักษ์คอยให้
คำปรึกษา เพื่อจะได้ข้อมูลและความรู้ที่ต้องการ การใช้ข้อมูลต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียว เพราะผู้ใช้
87
สามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีอยู่ทันที สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตได้แม้จะอยู่ต่างสถานที่ก็ตาม
เว้นเสยี แต่วา่ ในการศกึ ษาครัง้ นนั้ มีจุดประสงคแ์ ตกต่างกันการร่วมกนั ใชข้ ้อมูล แหล่งความรู้ การร่วมใช้ข้อมูล
และแหล่งความรู้เปน็ เรื่องปกติของกลมุ่ ผู้ใชท้ ี่ต้องการจะมีประสบการณ์ด้านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและ
ข้อมูลตา่ ง ๆ ในอนิ เทอร์เนต็ โดยท่วั ไปแลว้ ผู้ใช้จะไม่เพยี งแตม่ ีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงลำพัง
เทา่ น้ัน แตจ่ ะเขา้ รว่ มกจิ กรรมทางอนิ เทอร์เน็ต เช่น การแสดงความคดิ เห็น การสนทนา ผา่ นเครือข่ายกบผู้ที่มี
ความสนใจในเรื่องเดียวกัน การสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์กรต่าง ๆ เพื่อร่วมกันใช้ข้อมูลหรือร่วมแสดงความ
คิดเห็นการร่วมมือ ร่วมตัดสินใจ และร่วมกันบริหาร ปัจจุบันมีรูปแบบของการร่วมกันในเครือข่ายอยู่ 3
รปู แบบได้แก่ การรว่ มมือ รว่ มตดั สินใจ และรว่ มกันบรหิ าร ซ่งึ เปน็ การท างานระหว่างบคุ คล ทยี่ ังบกพร่องใน
รปู แบบทเ่ี หมาะสมแม้จะมจี ดุ หมายเพ่ือการใช้ขอ้ มูลร่วมกันก็ตาม ยอ้ นกลับไปยังประเด็นการศึกษาซ่ึงเป็นการ
รวมกันระหว่างการเรียนในโรงเรียนหรือการเรียนทางไกลสำหรับผู้ใหญ่ที่จำเป็นจะต้องมีการสื่อสารกัน
ตลอดเวลาครูผู้สอนตอ้ งจัดโปรแกรม กิจกรรมการเรียนการสอน และการแลกเปล่ียนขอ้ มลู เพอ่ื ใหก้ ระบวนการ
เรียนรู้ สำหรับการเรียนของนักเรียนก็เช่นกันที่ต้องจัดให้มีกิจกรรมที่จะร่วมกันทำงานกับผู้อื่น เพื่อให้เกิด
บคุ ลิกภาพของการรว่ มกนั ทำงาน หรือต้องการให้สรา้ งสงั คมของการเรียนรูแ้ บบร่วมมือนั้นเอง
ระบบการสืบค้นผ่านเครือขา่ ยเพอื่ การเรยี น
การสืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศ
ฐานขอ้ มลู (Database) มาจากคำ 2 คำ คอื Data และ Base
Data คอื ทรัพยากรท่ีประกอบดว้ ยขอ้ เท็จจรงิ ทีม่ ีปรมิ าณมาก สามารถเพิ่มข้นึ และเปลย่ี นแปลงได้
ในขณะที่ Base คือ สิ่งเป็นฐานให้สร้างต่อขึ้นไปได้ ดังนั้น เมื่อนำคำว่า Database มารวมกันและนำมาใช้ใน
วงการสารสนเทศ มีความหมายดังน้ี
ฐานข้อมูล หรือ Database หมายถึง ข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันที่จัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ และต้องใช้
คอมพวิ เตอรใ์ นการสบื ค้น โดยแสดงผลทางจอ หรือทางเครอื่ งพมิ พ์
ประเภท แบง่ ตามลกั ษณะการใช้เปน็ 2 ลกั ษณะ คอื
1. ฐานข้อมูลต้นเร่ือง เป็นฐานข้อมลู ที่ให้ขอ้ มลู ในลักษณะเนื้อหาฉบับเต็ม สามารถนำข้อมูลมาใชไ้ ด้
ทันที ไดแ้ ก่ ฐานข้อมูลพระไตรปิฎก เปน็ ตน้
2. ฐานข้อมูลอา้ งองิ เป็นฐานข้อมูลของห้องสมดุ ท่จี ัดทำขึน้ แบง่ เปน็ 2 ลกั ษณะ คือ
2.1 ฐานข้อมูลบรรณานกุ รมสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นฐานข้อมลู ท่ใี ห้
ขอ้ มลู บรรณานกุ รม เชน่ หนังสือ งานวิจัย จะใหข้ ้อมูลผูแ้ ต่ง ชอื่ หนงั สอื สถานท่ีพิมพ์ สำนักพมิ พ์ ปีที่พิมพ์ เลข
หนา้ ลกั ษณะรปู เล่ม วิทยานพิ นธ์จะให้ข้อมูลชื่อผูเ้ ขยี น ชือ่ วทิ ยานพิ นธ์ คณะมหาวทิ ยาลยั ทจ่ี บการศึกษา และ
ปีพมิ พ์
88
2.2 ฐานข้อมูลดรรชนมี ีบทความวารสาร เปน็ ฐานข้อมูลท่ใี ห้ขอ้ มลู บรรณานกุ รมของบทความ
วารสาร ได้แก่ชื่อผู้เขียนบทความ ชื่อบทความ ชื่อวารสาร ปีที่ ฉบับที่ ปีพิมพ์และเลขหน้าของบทความใน
วารสาร
บรกิ ารฐานขอ้ มูล
1. บริการสืบค้นจาก ซีดี-รอม เป็นการรวบรวมข้อมูลในลักษณะ ซีดี-รอม อาจเป็นข้อมูลทาง
บรรณานกุ รม หรือขอ้ มูลแบบเนือ้ หาฉบบั เต็ม ซ่งึ บริษทั ต่างๆ จัดทำขึ้นจำหนา่ ยเชน่ ซดี ี-รอม กฤตภาคข่าวของ
ศูนย์ข้อมุลมติชน ซึ่งรวบรวมข่าวสารจากหนังสือพมิ พ์รายวัน ซีดี-รอม ข่าวสารประจำปีของสำนักพิมพ์สยาม
บรรณ เปน็ ต้น
2. บริการสืบค้นสารนิเทศผ่านสื่อทางไกล โดยผ่านระบบเครือข่าย เป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อกับ
แหล่งข้อมูลอื่นๆ (สารนิเทศมิได้จัดเก็บที่ห้องสมุดที่ผู้ใช้กำลังค้นคว้าอยู่) บริษัทต่างๆจัดทำขึ้นเสนอกับ
หน่วยงานต่างๆ หน่วยงานใดต้องการก็ต้องสมัครเป็นสมาชิก และต้องเสียค่าสมาชิกตามอัตราที่ตกลงกัน
ตวั อย่างฐานขอ้ มลู ได้แก่
AGRIS – ฐานข้อมลู ทางดา้ นการเกษตร และสาขาวชิ าทเี่ ก่ียวข้อง
DIALOG – ฐานข้อมูลซึ่งรวบรวมข้อมูลสารสนเทศในสาขาวิชาต่างๆ ในรูปบรรณานุกรม
ดรรชนี สาระสงั เขป
DOA – ฐานข้อมูลที่ให้รายละเอียดของสารนิเทศในรูปแบบบรรณานุกรม และสาระสังเขป
วิทยานพิ นธร์ ะดับปริญญาโท และเอกทกุ สาขา
ERIC – ฐานข้อมูลทางการศกึ ษา และสงั คมศาสตร์
THAI STANDARD – ฐานข้อมูลมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของไทยการใช้บริการฐานข้อมูลประเภทน้ี
สามารถใชบ้ รกิ ารไดจ้ ากห้องสมดุ สถาบันอดุ มศึกษาหรือจากหน่วยงานเฉพาะ
3. บริการฐานข้อมูลที่ห้องสมุดตาละแห่งจัดทำขึ้นเอง หรือโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น ฐานข้อมูล
บัตรรายการ ฐานข้อมูลดรรชนีที่ห้องสมุดมบี รกิ าร ห้องสมุดโรงเรียนเฉลมิ พระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์
ภเู ก็ต ในพระราชปู ถมั ภ์ สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี เราใชโ้ ปรแกรมสำเร็จรูป Library
2001
ประโยชน์ของฐานข้อมูล
1. จดั เกบ็ สารสนเทศได้ในปริมาณสูงทำให้ประหยัดเนือ้ ที่ในการจัดเก็บมากกวา่ เก็บในกระดาษ
2. จัดเก็บสารสนเทศอย่างเป็นระบบ ทำให้เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะ ดวกรวดเร็วและมี
ประสทิ ธิภาพกวา่ การค้นด้วยมือ ท้งั ยงั เป็นการชว่ ยประหยดั เวลาในการคน้ หา
3. ปรับปรุงและแก้ไขสารสนเทศในฐานขอ้ มลู ได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลทีถ่ ูกต้องและ
ทันสมยั เสมอ
89
4. เชื่อมโยงแหล่งข้อมูลที่อยูห่ ่างไกลได้โดยระบบออนไลน์ ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างกวา้ งขวาง
โดยไมต่ อ้ งเดนิ ทางไปค้นหาจากหลายแหล่ง
5. มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้าระบบโทรคมนาคมที่ทนั สมัย ทำให้ฐานข้อมูลแพร่หลายและสามารถ
จัดหาไดง้ า่ ยจากทั่วโลก
เครอ่ื งมอื ชว่ ยคน้ วสั ดสุ ารสนเทศประเภทอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
จากความก้าวหน้าทางวิทยาการคอมพิวเตอร์และการพัฒนาทางเทคโนโลยี ทำให้การสืบค้น
สารสนเทศจากบัตรรายการไมเ่ พียงพอ ห้องสมุดจงึ ไดน้ ำคอมพวิ เตอรม์ าช่วยในการค้นหาข้อมลู สารสนเทศ ซึ่ง
ถือเป็นเครื่องมือชว่ ยค้นประเภทอเิ ล็กทรอนกิ ส์ แบ่งไดเ้ ป็น 2 ประเภท คอื
1. เคร่อื งมอื ชว่ ยคน้ วสั ดุสารสนเทศภายในห้องสมุด
1) เครื่องมือช่วยค้นวัสดุสารสนเทศจากฐานข้อมูลออฟไลน์ (Offline Database) เป็นการ
นำคอมพิวเตอร์มาช่วยจัดเก็บสารสนเทศ จัดการระบบฐานข้อมูลและให้บริการภายในห้องสมุดเท่านั้น
กลา่ วคือผใู้ ชห้ ้องสมุดสามารถคน้ ขอ้ มูลจากคอมพิวเตอร์ ทไี่ มไ่ ด้มกี ารเชื่อมโยงหรอื ติดต่อกับห้องสมุดอ่ืน ๆ ซ่ึง
ผู้ใช้ห้องสมุดจะถูกจำกัดแหล่งในการค้นหาข้อมูลท่ีถูกบันทึกไว้ในฮาร์ดดสิ กข์ องคอมพิวเตอร์ภายในห้องสมดุ
นนั้ หรอื ใช้ขอ้ มูลท่ีบนั ทึกในสอ่ื ต่าง ๆ ที่ห้องสมดุ จัดใหบ้ รกิ าร เชน่ แผน่ ดสิ ก์ ซีดี-รอม เป็นฐานข้อมูลออฟไลน์
ทน่ี ิยมในปัจจุบนั
2) เครื่องมือช่วยค้นวัสดุสารสนเทศจากฐานข้อมูลทรัพยากรห้องสมุด เป็นการนำ
คอมพิวเตอร์มาใช้ในการสร้างฐานข้อมลู ของห้องสมดุ ขึ้นเอง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ห้องสมุด ใน
การคน้ หาสารสนเทศของหอ้ งสมดุ แหง่ น้นั หรือกลมุ่ หอ้ งสมุดร่วมกนั จดั ฐานขอ้ มลู ข้นึ เพื่อเปน็ การอำนวยความ
สะดวกในการสืบคน้ สารสนเทศในห้องสมุดกับการใช้ทรพั ยากรรว่ มกัน ดังนนั้ ห้องสมุดแต่ละแห่งจำเป็นต้องมี
โปรแกรม จัดการฐานข้อมูล เช่น โปรแกรม CDS/ISIS, INNOPAC, HORIZON, VTLS หรือห้องสมุดบางแห่ง
อาจพัฒนา Microsoft Access Microsoft FoxPro เป็นต้น มาใช้ในการสร้างฐานข้อมูลเพื่อใหบ้ ริการสบื คน้
ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในนาม โอแพค (OPAC) หรือระบบการสืบค้นข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศของหอ้ งสมุดด้วย
คอมพิวเตอร์ (On-line Public Access Catalog) ซึ่งจะให้ข้อมูลทางบรรณานุกรมแหล่งจัดเก็บและบริการ
สถานภาพของวสั ดสุ ารสนเทศ ตลอดจนใช้ในการตรวจสอบการยืม-คนื ของผู้ใช้ OPAC ของหอ้ งสมดุ แตล่ ะแห่ง
อาจจะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลที่ห้องสมุดเลือกใช้ว่าเป็น
CDS/ISIS หรือ HORIZON หรือโปรแกรมใด ๆ ก็ตาม แต่ลักษณะของการสืบค้นสารสนเทศจะมีความ
คลา้ ยคลึงกนั เน่ืองจากมีการกำหนดเขตข้อมลู สำหรบั การสืบคน้ ในลักษณะ Field Searching คือค้นจากผแู้ ต่ง
(Author) ชอื่ เรอื่ ง (Title )และหัวเรอื่ ง (Subject) นอกจากนี้โปรแกรมสว่ นใหญเ่ นน้ ในการอำนวยความสะดวก
ให้กับผู้ใช้มากขึ้น โดยสามารถค้นจากคำสำคัญ (Keywords) เลขหมู่ (Classification) ได้ด้วย ดังนั้นผู้ใชจ้ ึงมี
ช่องทางในการสืบค้นสารสนเทศได้สะดวก รวดเร็ว และดีกว่าการใช้บัตรรายการแบบเดิม และห้องสมุด
90
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรตสิ มเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ ภเู ก็ต ในพระราชูปถมั ภ์ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยาม
บรมราชกุมารี ใช้โปรแกรม Library 2001 เปน็ เครอ่ื งมือช่วยคน้ สารสนเทศในห้องสมดุ
ขั้นตอนการสบื ค้นโดยโปรแกรม Library 2001
1. ผู้ใช้บริการมีข้อมลู ทีเ่ กีย่ วข้องกบั สารสนเทศท่ีตอ้ งการ เช่น ทราบชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หรือ คำค้นที่
ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเปิดหน้าจอคลิกรายการที่ต้องการโดยปฏิบัติตาม
คำแนะนำทีป่ รากฏหนา้ จอ ซ่ึงมใี ห้เลอื ก 2 แบบ คอื
- ค้นแบบ (ทกุ ฟลิ ด)์ กรณที ราบข้อมูลอยา่ งคร่าว ๆ
- คน้ แบบ (เลอื กฟิลด์) กรณที ราบขอ้ มลู อย่างใดอยา่ งหนงึ่ เช่น ทราบชื่อผแู้ ต่ง ชอ่ื เร่ือง หรือ
หวั เรือ่ ง
ตวั อยา่ งการคน้ แบบทกุ ฟิลด์ มีขนั้ ตอนดังน้ี
1. พิมพข์ ้อความทท่ี ราบหรอื ตอ้ งการค้นหา เชน่ คำว่า “ไฟฟ้า ”
2. เมอื่ พบข้อมูลทตี่ อ้ งการกด Yes ข้อมลู ทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั ไฟฟา้ ทั้งหมดกแ็ สดงบนหน้าจอ
3. เลือกสารสนเทศที่ต้องการ โดยหนา้ จอจะแสดงขอ้ มูล ดงั ต่อไปนี้ เลขทะเบียน
หนังสือ, ชอื่ ผูแ้ ต่ง, ช่อื เร่ือง, หมวด, หม,ู่ ผแู้ ตง่ , ฉบบั ท่ี
4. นักศกึ ษาจดข้อมูลท่ีบอกตำแหน่งของหนังสือในห้องสมุด ( เลขหม่แู ละอักษรผู้แตง่ ) แล้ว
นำไปค้นหาหนงั สอื ทช่ี ้นั หนงั สอื
5. กด Esc เพื่อออกจากโปรแกรม
ตวั อยา่ งการคน้ แบบเลอื กฟลิ ด์
1. กรณีทราบชอ่ื ผ้แู ต่ง คลกิ ท่ชี อื่ ผแู้ ตง่ และพิมพช์ ่อื ผแู้ ตง่ ทท่ี ราบ
2. คลิก ทค่ี ้นหา หน้าจอก็จะแสดงรายชือ่ หนังสือของผู้แต่งที่นักศกึ ษาพิมพ์ เขา้ ไป
3. จากหน้าจอ ถ้าตอ้ งการรายละเอยี ดเก่ียวกับหนงั สอื คลิก ไปทตี่ กลง
4. จดเลขเรยี กหนังสอื และ หาหนังสอื ท่ีชัน้
5. กด Esc เพื่อออกจากระบบ
6. กรณีทราบช่ือเร่ืองหรอื หัวเร่ือง ก็ดำเนินการเชน่ เดยี วกับการค้นหากรณีทราบช่ือผแู้ ตง่
เครอื่ งมือชว่ ยคน้ วสั ดุสารสนเทศบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
อินเตอร์เน็ต (Internet) มาจากคำว่า INTERNATIONAL NETWORD แปลว่าเครือข่ายนานาชาติ
จัดเป็นอภมิ หาเครือข่ายท่ีใหญท่ ี่สุดในโลก เปน็ เทคโนโลยกี ารสอื่ สารขอ้ มูลด้วยเคร่ืองคอมพิวเตอร์จำนวนมาก
91
ในระบบเครอื ขา่ ยขนาดใหญ่เชื่อมโยงแหลง่ ข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลกดว้ ยสายเคเบิลหรืออุปกรณ์ส่อื สารชนิดต่าง ๆ
สามารถติดต่อส่ือสารกันได้ตลอดเวลา
เครอ่ื งมอื ค้นสารสนเทศบนอนิ เทอร์เนต็
การเข้าถึงสารสนเทศบนอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับระบบเครือข่าย
อนิ เทอร์เน็ตโดยอาศัยอุปกรณเ์ ชื่อมต่อระบบเครือข่ายและโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ โปรแกรมท่ีใช้เป็นเครื่องมือ
ในการเข้าถึงสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่ โปรแกรมค้นดู (Browsers) เช่น
Internet Explorer Netscape Communicator เปน็ ตน้
สารสนเทศโดยทั่วไปบนเวลิ ด์ไวด์เว็บ (World Wide Web – WWW.) อาจเป็นได้ทั้งตวั อักษร เสียง
ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพยนตร์ หรือแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ หน่วยงานต่าง ๆในปัจจุบันนิยมเผยแพร่
ข้อมูลเหล่านี้ผ่านระบบเวิลด์ไวด์เว็บในอินเทอร์เน็ต หน่วยงานต่าง ๆ ในปัจจุบันนิยมเผยแพร่ข้อมูลเหล่า
ดังกลา่ วมี สถาบนั การศึกษา เอกชนและบคุ คลท่วั ไปท้งั ทีเ่ ป็นส่วนราชการ
เว็บไซตท์ ่ีพบ WWW. มี 2 ลกั ษณะ คือ
1) เว็บไซตเ์ ปน็ แหล่งข้อมูลสารสนเทศทใ่ี ห้เนอ้ื หาโดยตรง
2) เว็บไซต์ท่ีเป็นแหลง่ สบื คน้ ไปยงั แหลง่ สารสนเทศอืน่ เช่น
Yahoo ( http://www.yahoo.com/)
Sanook ( http://www.sanook.com/)
กระบวนการสบื ค้นสารสนเทศใน WWW. Word Wide Web (WWW.) เป็นอนิ เทอรเ์ นต็ ในลกั ษณะ
มลั ติมิเดีย แสดงผลในรูปอกั ษร ภาพเคล่ือนไหวและเสียง มกี ารเชอ่ื มโยงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สะดวกและใช้
งานงา่ ย จงึ มีผู้ทีน่ ยิ มใช้เพือ่ สบื คน้ ขอ้ มูลต่างๆตามความต้องการของตนอย่างมากข้นึ ทกุ วนั
การสืบคน้ และรับสง่ ข้อมูล แฟม้ ขอ้ มูล
ความหมายของการรับ-สง่ ข้อมูลบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ นต็
การรับ-ส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) หรือท่ี
นิยมเรยี กกนั วา่ อีเมล (E-Mail) หมายถงึ การสอื่ สารหรอื การสง่ ข้อความจากคอมพิวเตอรเ์ ครอื่ งหน่ึงผ่านไปเข้า
เครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งโดยส่งผ่านทางระบบเครือข่าย (Network) ผู้ส่งจะต้องมีเลขที่อยู่ (E-mail
Address) ของผู้รบั และผู้รบั สามารถเปิดคอมพวิ เตอรเ์ รยี กข่าวสารนัน้ ออกมาดูเมอื่ ใดกไ็ ด้ โดยทว่ั ไปจัดว่าเป็น
งานสว่ นหนงึ่ ของสำนักงานอตั โนมัติ (Office Automatic) ซงึ่ ปจั จบุ ันไดร้ ับความนิยมเป็นอย่างมาก
ประโยชน์ของการรับ-สง่ ขอ้ มลู ทางจดหมายอเิ ล็กทรอนกิ ส์
การรับ-ส่งข้อมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารบนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตทนี่ ิยมใชม้ ากที่สดุ เพราะมีประโยชน์มากมาย ดังนี้
92
1. ทำใหก้ ารติดต่อสื่อสารทั่วโลกเป็นไปอย่างรวดเร็ว ระยะทางไมเ่ ปน็ อุปสรรคสำหรบั อเี มลในทกุ
แหง่ ทว่ั โลกทมี่ ีเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์เชื่อมตอ่ ถงึ กนั ได้ สามารถเขา้ ไปสถานท่ีเหลา่ นนั้ ไดท้ กุ ท่ี ทำใหผ้ คู้ นทั่วโลก
ติดต่อถึงกันไดท้ ันที ผรู้ บั สามารถจะรับข่าวสารจากอีเมลไดท้ ันทีท่ีผู้ส่งจดหมายส่งข้อมูลผ่านทางคอมพิวเตอร์
เสรจ็ สน้ิ
2. สามารถสง่ จดหมายถึงผรู้ บั ทต่ี อ้ งการได้ทกุ เวลา แมผ้ ้รู ับจะไมไ่ ดอ้ ยทู่ หี่ นา้ จอคอมพวิ เตอรก์ ต็ าม
จดหมายจะถกู เกบ็ ไวใ้ นตจู้ ดหมายของคอมพิวเตอรแ์ ละเป็นส่วนตวั จนกวา่ เจา้ ของจดหมายทม่ี รี หัสผ่านจะเปดิ
ตูจ้ ดหมายของตนเองอา่ น
3. สามารถส่งจดหมายถึงผู้รบั หลายๆคนได้ในเวลาเดยี วกัน โดยไม่ตอ้ งเสียเวลาสง่ ให้ทีละคน
กรณีนี้จะใชก้ บั จดหมายท่ีเปน็ ขอ้ ความเดยี วกัน เช่น หนังสือเวียนแจง้ ขา่ วให้สมาชกิ ในกล่มุ ทราบหรือเปน็ การ
นัดหมายระหวา่ งสมาชกิ ในกลมุ่ เป็นต้น
4. ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปสง่ จดหมายที่ตไู้ ปรษณียห์ รือทท่ี ำการไปรษณยี ์ ทำให้
ประหยัดคา่ ใช้จา่ ยในการส่ง เนอ่ื งจากไมต่ อ้ งคำนึงถงึ ปริมาณน้ำหนกั และระยะทางของจดหมายเหมือนกบั การ
สง่ ทางไปรษณยี ์ธรรมดา
5. ผรู้ บั จดหมายสามารถเรยี กอ่านจดหมายไดท้ ุกเวลาตามสะดวก ซึ่งจะทำให้ทราบว่าใน
ตู้จดหมายของผรู้ บั มจี ดหมายกี่ฉบับ มีจดหมายท่ีอา่ นแลว้ หรือยังไม่ได้เรยี กอ่านกี่ฉบบั เมือ่ อ่านจดหมายฉบับ
ใดแลว้ หากตอ้ งการลบทง้ิ กส็ ามารถเก็บขอ้ ความไวใ้ นรูปของแฟม้ ขอ้ มลู ได้ หรอื จะพมิ พ์ออกมาลงกระดาษกไ็ ด้
เช่นกนั
6. สามารถถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล (Transferring Flies) แนบไปกบั จดหมายถงึ ผู้รับได้ ทำใหก้ าร
แลกเปล่ียนข่าวสารเป็นไปได้โดยสะดวก รวดเรว็ ทันเวลาและทันเหตุการณ์ จากความสำคญั ของอเี มลท่ี
สามารถอำนวยประโยชนใ์ ห้กับผู้ใช้อยา่ งค้มุ คา่ น้ี ทำให้ในปจั จุบนั อเี มลกลายเปน็ สว่ นหน่ึงของสำนักงานทกุ
แห่งทวั่ โลก ท่ีทำให้สมาชกิ ในชุมชนโลกสามารถติดต่อกนั ผ่านทางคอมพิวเตอร์ได้ในทกุ ท่ีทุกเวลา
การวเิ คราะห์ปญั หาทีเ่ กดิ จากการใช้นวตั กรรม
ความหมายของปญั หา
ความหมายปัญหาคอื ประเด็นทเ่ี ปน็ อุปสรรค ความยากลำบาก ความทา้ ทาย หรอื เป็นสถานการณใ์ ด ๆ
ที่ตอ้ งมีการแกป้ ญั หาซง่ึ การแก้ปญั หาจะรบั ร้ไู ด้จากผลลพั ธข์ องการแก้ปญั หาหรือผลงานทน่ี ำไปสู่วัตถุประสงค์
หรือเป้าหมาย ประเด็นปัญหาแสดงถึงทางออกที่ต้องการ ควบคู่กับความบกพร่อง ข้อสงสัย หรือความไม่
สอดคลอ้ งทป่ี รากฏข้นึ ซึง่ ขดั ขวางมิใหผ้ ลลพั ธ์ประสบผลสำเรจ็
วธิ กี ารหรอื กระบวนการวเิ คราะหป์ ญั หา
กระบวนการวิเคราะห์ปญั หากระบวนการแกไ้ ขปญั หามขี ัน้ ตอนทเ่ี กย่ี วข้อง 5 ประการ ดงั น้ี
1. การกำหนดหรือนิยามปัญหา
93
2. การวเิ คราะหส์ าเหตุ
3. การตัดสินใจ
4. การลงมือปฏบิ ัติ
5. การประเมินผล
เหตผุ ล ที่ครตู ้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกยี่ วกบั ปัญหาการจดั การเรยี นร้ทู ่เี กดิ จากการใช้นวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ครูต้องมคี วามรู้ ความเขา้ ใจ เกย่ี วกับ ปัญหาการจัดการเรยี นรู้ท่เี กิดจากการใช้
นวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ ครูจะตอ้ งมีความเขา้ ใจ และผลกระทบที่จะตามมาจากการใช้งาน
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เนือ่ งจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศนอกจากจะมี
ประโยชน์มากมายในการพฒั นาการเรียนการสอนแล้ว ยงั มโี ทษของการใช้งานและปญั หาอนื่ ๆหากใชอ้ ย่างไม่
เหมาะสม ครูจงึ ต้องตระหนกั และมคี วามรู้ มีคณุ ธรรมในการใช้งาน เพ่อื ให้เกิดผลประสิทธิภาพท่ีดี และเพ่ือ
ปอ้ งกันปญั หาท่ีอาจจะตามมาในการจดั การเรยี นรู้
ปญั หา และสาเหตุ การจัดการเรียนรู้ที่เกดิ จากการใช้นวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ด้านการกระจายโครงสร้างพื้นฐานเพอ่ื การศึกษามคี อมพิวเตอร์ยงั ไมม่ ีหรือมีไม่เพยี งพอต่อความ
ต้องการและที่มอี ยู่กข็ าดการบำรงุ รกั ษา รวมท้งั ไม่อยู่ในสภาพทใ่ี ช้การได้
ดา้ นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื พฒั นาการเรียนรู้ครูใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อ
พัฒนาทักษะวิชาชีพครูน้อยมากและคอมพิวเตอร์มีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการที่ครูจะใช้ มีการ
วางแผนที่ไม่ดีพอวางแผนจัดการความเสี่ยงไม่ดีพอ ยิ่งสถานศึกษามีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าใด การจัดการกับ
ความเสี่ยงย่อมจะมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้เพิ่มสูงขึ้นการนำเทคโนโลยีที่ไม่
เหมาะสมมาใช้งานการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเขา้ มาใชใ้ นสถานศึกษาจำเป็นต้องพิจารณาใหส้ อดคล้องและ
ตรงกับลักษณะของแนวการสอนหรือนโยบายของสถานศึกษาการขาดการจัดการหรอื สนับสนนุ จากผู้บริหาร
สถานศกึ ษาระดับสูง
ด้านการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร เพอื่ พัฒนาการบริหารจดั การและให้บริการทางการ
ศกึ ษา สถานศกึ ษายงั ขาดรูปแบบระบบสารสนเทศ และจัดให้ผูบ้ ริหารมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่อื สารในระดบั เบอื้ งต้น
ปญั หาการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ พบวา่ ส่วนใหญก่ ารใชว้ ัสดุ เครอื่ งมือหรืออุปกรณ์ และเทคนคิ วธิ กี ารครู
หรือบคุ ลากรทางการศกึ ษาในโรงเรยี นมปี ัญหาด้านงบประมาณไม่เพยี งพอและมคี วามลา่ ช้า วัสดุ เครื่องมือ
หรอื อุปกรณ์มีไม่เพยี งพอกับความตอ้ งการ
สาเหตุ ของการเกดิ ปัญหาการจัดการเรียนร้ทู ี่เกิดจากการใชน้ วัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ แต่ละดา้ น
โดยใชเ้ ครื่องมอื
94
1. ผบู้ รหิ าร ครู และนกั เรียน บคุ ลากรขาดความรคู้ วามเขา้ ใจในการผลิตสื่อประกอบการจดั กจิ กรรม
บคุ ลากรขาดประสบการณใ์ นการใช้ส่อื นวัตกรรมทางการศกึ ษา
2. เครอื่ งมือ และอปุ กรณ์ เครอื่ งมือ และอุปกรณ์ ขาดงบประมาณในการพฒั นานวตั กรรม อุปกรณไ์ ม่
เพียงพอกบั ผเู้ รยี น
3. วัสดุ วสั ดขุ าดงบประมาณในการจัดซ้ือ ไม่มีงบประมาณและการจดั เกบ็ ไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ ทำให้
วสั ดเุ กดิ ความเสียหาย
4. วธิ ีการการจดั กิจกรรม วธิ ีการ กิจกรรม ครยู ึดวิธกี ารสอนแบบเดิม คอื บรรยายหนา้ ช้ันเรยี น แต่
ส่วนใหญม่ ีแนวโนม้ ในการพฒั นาที่ดขี ึ้น ครยู งั ไมม่ กี ารนำส่อื นวัตกรรมมาใช้ในการจดั การเรยี นการสอนอย่าง
ต่อเนือ่ ง
5. สภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปยังไม่เหมาะสมกับการใช้สอื่ เน่ืองจากความยงุ่ ยากและไม่
คล่องตัว มีสถานท่ไี ม่เป็นสัดส่วน ไมม่ หี อ้ งทีใ่ ช้เพอื่ เกบ็ รกั ษาส่ือ
เสนอแนวทางการแกป้ ัญหาการจัดการเรยี นร้ทู ีเ่ กิดจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ละด้าน
1. สร้างความตระหนัก ความรับผิดชอบในส่วนที่ยังบกพร่องทางนวัตกรรมของบุคลากร ส่งเสริมให้
เข้าร่วมการอบรมสัมมนา ส่งเสริมให้เกิดการศึกษาด้วยตนเอง เพื่อให้ความรู้และประสบการณ์ในการใช้ส่ือ
นวตั กรรมทางการศกึ ษาท่ีมากขนึ้
2. เพมิ่ งบประมาณใหเ้ พียงพอ ใหห้ น่วยงานทม่ี สี ว่ นเก่ยี วขอ้ งจดั หางบประมาณสนับสนนุ สำนกั งาน
เขตพื้นท่ีต้องชว่ ยดูแลและให้ความช่วยเหลอื จัดสรรงบประมาณได้ เพื่อใชใ้ นการพฒั นานวัตกรรมใหม้ ีคณุ ภาพ
ดยี งิ่ ขึ้น และระดมทรพั ยากรทีม่ ีในทอ้ งถิน่ มาชว่ ยสนับสนนุ
3. แนวทางการแก้ไข คอื ใช้สือ่ นวตั กรรมตามความเหมาะสมของเนอ้ื หาวิชาตามความยากงา่ ยของ
เน้ือหา แบง่ สอื่ ไปตามหอ้ งให้ครรู ับผดิ ชอบ ควรจัดหาหอ้ งเพือ่ การนเี้ ป็นการเฉพาะ
4. จัดกล่มุ ให้เพื่อนช่วยเพื่อน คอยกำกับแนะนำช่วยเหลอื จัดครูเข้าสอนตามประสบการณ์ความถนัด
ควรจัดอบรมเพื่อให้ความรู้ จัดทำนวัตกรรมที่มีโอกาสเป็นไปได้ และสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชน สอน
เพมิ่ เตมิ นอกเวลา
5. เน้นการเรียนการสอนทน่ี กั เรียนไดฝ้ ึกปฏิบัติจริง และสร้างองคค์ วามรดู้ ว้ ยตนเอง จัดแบบทดสอบท่ี
หลากหลาย ท้งั แบบปรนัย และอตั นยั และประเมินผลตามสภาพจริง ประเมินผลงานจากแฟม้ สะสมงาน
วิเคราะห์ปัญหา ในชั้นเรียน